Home Blog Page 113

“บางกอก มอเตอร์โชว์”ครั้งที่ 46 ค่ายรถเผยยอดจองรวม 7.9 หมื่นคัน โตเพิ่ม 44.8% มั่นใจช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์ปี 2568

0
Motor Show 1

งาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46” ประสบความสำเร็จตามคาด ยอดผู้เข้าชมงานทั้งสิ้น 1.6 ล้านคน บรรดาค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์กว่า 54 แบรนด์ ที่เข้ารวมงานต่างปลื้มเก็บยอดจองรถยนต์รวมทุกเซ็กเม้นท์จำนวน 79,941 คัน ส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยในปีนี้ยังคงอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะรองประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เปิดเผยว่า “งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 นับเป็นอีกครั้งของการจัดงานที่ประสบความสำเร็จในทุกด้าน ทั้งจำนวนบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และผู้ประกอบการธุรกิจยานยนต์ที่เข้าร่วมงานซึ่งมีเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ส่งผลให้บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก และได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนมาก จากการรวบรวมตัวเลขผู้เข้าชมงานในปีนี้อยู่ที่ 1,601,011 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

ด้านของยอดจองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เกิดขึ้นภายในงาน มียอดรวมทั้งสิ้น 79,941 คัน แบ่งออกเป็นรถยนต์ 77,379 คัน ขณะที่รถจักรยานยนต์มียอดจองในปีนี้มี 2,562 คัน จากตัวเลขดังกล่าว พบว่าสัดส่วนยอดจองรถภายในงาน แบ่งออกเป็นรถในกลุ่ม xEV มียอดจองอยู่มากกว่า 65% โดยเฉพาะประเภทเอสยูวีที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ส่วนรถเครื่องยนต์สันดาปมีสัดส่วนอยู่ที่ 35%

จากการรวบรวมตัวเลขยอดจองรถยนต์ภายในงาน 5 อันดับแรก ประกอบด้วย BYD มียอดจองรวม 9,819 คัน TOYOTA มียอดจองรวม 9,615 คัน GAC มียอดจองรวม 7,018 คัน DEEPAL มียอดจองรวม 6,067  คัน  และ  HONDA มียอดจองรวม 5,948 คัน

ส่วนตัวเลขยอดจองของรถจักรยานยนต์ 5 อันดับแรกได้แก่ YAMAHA มียอดจองรวม 1,286 คัน SUZUKI มียอดจองรวม 224 คัน ROYAL ENFIELD มียอดจองรวม 224 คัน HARLEY-DAVIDISON มียอดจองรวม 215 คัน TRIUMPH 170 คัน BMW MOTORRAD มียอดจองรวม 165 คัน โดยทางไทยฮอนด้า ไม่ประสงค์จะแจ้งยอดจองภายในงานครั้งนี้

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดจองรถยนต์ในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ ครั้งนี้ มีอัตราการเติบโตเพิ่มมากขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 44.8% การมีผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่เปิดตัวภายในงานซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ผู้บริโภคกำลังให้ความสนใจ การแข่ง ขันทางด้านแคมเปญโปรโมชั่น การยกระดับความเชื่อมั่นของแบรนด์รถยนต์หลายค่ายในการขยายการรับประกันคุณภาพสินค้า รวมถึงนโยบายการสนับสนุนของภาครัฐอย่าง กระบะพี่ มีคลังค้ำ ล้วนเป็นส่วนสำคัญให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นและกล้าตัดสินใจในการซื้อรถยนต์มากยิ่งขึ้นกว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

นายจาตุรนต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สิ่งหนึ่งที่ตอกย้ำว่างานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เป็นหนึ่งในงานที่ช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เป็นอย่างดี คือ การที่ค่ายรถยนต์เลือกจะใช้แคมเปญกระตุ้นการขายทั่วประเทศเป็นแคมเปญเดียวกันกับที่ใช้ภายในงาน ส่งผลให้เกิดยอดจองรถยนต์ที่เติบโตขึ้นทั่วประเทศ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นเป็นอย่างดี จากบริษัทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจยานยนต์ ในการเข้าร่วมงานเพื่อจัดแสดงเทคโนโลยียานยนต์ไปจนถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ พร้อมทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในการสร้างบูธและจัดแสดงโชว์สุดอลังการมาโดยตลอดอีกด้วย”

ทั้งนี้ ทางผู้จัดงานต้องขอขอบคุณทุกๆ บริษัทที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้เป็นอย่างมาก ที่มีส่วนช่วยเหลือและสนับสนุนให้งาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ในปีนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม นั่นเป็นการยืนยันให้เห็นได้ถึงการเป็นงานแสดงรถยนต์อันดับหนึ่งของเมืองไทยและเป็นหนึ่งในอาเซียน เทียบชั้นกันงานแสดงรถยนต์ระดับโลกได้อย่างแท้จริง

สำหรับกำหนดการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 จะมีขึ้นวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี

‘ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี’ ได้รับการจัดอันดับสูงสุดระดับ 5 ดาว จาก ASEAN NCAP ประจำปี 2024

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชัน (ต่อไปนี้เรียกว่า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ประกาศว่า รถคอมแพ็กต์เอสยูวี ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี แบบไฮบริด (HEV) รุ่นใหม่ ได้รับคะแนนสูงสุดระดับ 5 ดาว จากการประเมินมาตรฐานความปลอดภัยยานยนต์ของอาเซียน หรือ ASEAN NCAP1 2024 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ครอบคลุมการทดสอบสมรรถนะด้านความปลอดภัยของรถยนต์ใหม่ในภูมิภาคอาเซียน โดยได้รับคะแนนสูงสุดเท่ากันจากรุ่นเครื่องยนต์เบนซินที่ได้รับในช่วงต้นปี 2024

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ยังคงมุ่งมั่นในปรัชญาด้านความปลอดภัย เพื่อก้าวไปสู่สังคมยานยนต์ที่ปราศจากอุบัติเหตุทางถนน โดยพัฒนาและเผยแพร่เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการให้ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนน 

ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง Mitsubishi Safety Sensing
ซึ่งประกอบด้วย 6 ฟังก์ชันหลัก ได้แก่ ระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติถึงจุดหยุดนิ่ง (Adaptive Cruise Control – ACC) ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (Forward Collision Mitigation – FCM) ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตาและขณะเปลี่ยนเลน (Blind Spot Warning / Lane Change Assist – BSW / LCA) ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (Rear Cross Traffic Alert – RCTA) ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beam – AHB) ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification – LCDN) นอกจากนี้ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ยังเสริมความปลอดภัยด้วยโครงสร้างตัวถัง RISE2 (Reinforced Impact Safety Evolution) ซึ่งช่วยดูดซับแรงกระแทกและลดการเสียรูปของห้องโดยสารในกรณีเกิดการชน พร้อม
ถุงลมนิรภัย SRS 6 จุด เพิ่มความปลอดภัยทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคม 2568 โดยพัฒนาต่อยอดจาก รุ่น Xforce3  ซึ่งเปิดตัวในประเทศอินโดนีเซียเมื่อปี 2566 และได้รับการติดตั้งระบบไฮบริด (HEV) เป็นครั้งแรก SUV ขนาด 5 ที่นั่งรุ่นนี้พัฒนาภายใต้แนวคิด “เพื่อนคู่ใจ สำหรับชีวิตที่เร้าใจ” โดยใช้ระบบไฮบริดที่ได้รับการพัฒนามาจากเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) อันเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส มอบทั้งอัตราประหยัดน้ำมันที่สูงขึ้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอัตราเร่งที่ทรงพลัง เสริมด้วยระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ และเทคโนโลยีควบคุมล้อทั้งสี่ ช่วยเสริมความปลอดภัยและเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่บนทุกสภาพถนนที่หลากหลาย

หมายเหตุ

  1. โครงการประเมินมาตรฐานความปลอดภัยรถยนต์ใหม่ในกลุ่มประเทศอาเซียน
  2. เทคโนโลยีโครงสร้างตัวถังที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยจากแรงกระแทก
  3. รถยนต์รุ่นนี้วางจำหน่ายในบางตลาดภายใต้ชื่อ Outlander Sport

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศรายการ “Grandprix Runbike Championship Partnership with R.C.S.”

0

คุณอโณทัย เอี่ยมลำเนา กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ สายงานการผลิต ได้ร่วมมือกับ R.C.S ประเทศญี่ปุ่น ผู้จัดการแข่งขันจักรยานทรงตัวรายการดังระดับโลก “Runbike Championship Series (R.C.S) “ ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกันจัดการแข่งขัน “Grandprix Runbike Championship Partnership With R.C.S.”  ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย

หลังประเดิม 2 สนาม พรี-อีเว้นท์ ในงาน งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 46 โดยได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามแล้ว ยังถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้จัดงานฯ และผู้เข้าร่วมการแข่งขันฯ เป็นอย่างยิ่ง ด้วย ทางคณะผู้จัดการแข่งขันได้ ประกาศการยกระดับรายการ “Grandprix Runbike Championship Partnership with R.C.S. 2025” จากการชิงถ้วยแชมป์ประจำปี เป็นรายการชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

คุณอโณทัย เอี่ยมลำเนา กล่าวว่า “ในส่วนของกรังด์ปรีซ์ เราจะมีการจัดพรี-อีเวนต์ ขึ้น 2 สนาม ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2025 โดยมีถ้วยรางวัลพิเศษที่จัดทำขึ้นเพื่องานนี้เฉพาะ มอบให้แก่ผู้ชนะที่แบ่งตามรุ่นการแข่งขัน อีกทั้งงานนี้ยังเป็นช่วยโปรโมตการแข่งขัน Grandprix Runbike Championship Series ให้เด็กๆ และครอบครัวผู้ที่สนใจได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าวอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะมีการจัดการแข่งขันประจำซีซั่น 2025 เพื่อเก็บคะแนนสะสม “โดยผู้ชนะแต่ละรุ่นของการแข่งขัน Grandprix Runbike Championship Series 2025 จะได้สิทธิพิเศษในการเข้าร่วมแข่งขัน Runbike World Championship (R.W.C 2026) ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยต้องผ่านเข้าสู่ Semi-Final โดยอัตโนมัติ”

สำหรับการแข่งขัน Grandprix Runbike Championship Series จะแบ่งรุ่นการแข่งขันออกเป็น รุ่นอายุ 2-3 ปี, รุ่นอายุ 3.1-3.6 ปี. รุ่น 3.7-4 ปี, รุ่น 4.1-4.6 ปี, รุ่น 4.7-5 ปี, รุ่น 3.1-5 ปี หญิง, รุ่น 5.1-5.6 ปี, รุ่น 5.7-6 ปี, รุ่น 6.1-6.6 ปี, รุ่น 6.7-7 ปี, รุ่น 5.1-7 ปีหญิง, รุ่น 7.1-8 ปี, รุ่น 8.1-9 ปี, รุ่น 7.1-9 ปี หญิง, รุ่นโอเพ่นจูเนียร์ 3.1-5 ปี, รุ่นโอเพ่นซีเนียร์ 5.1-7 ปี, รุ่นโอเพ่นโปร 7.1-13 ปี, แบบวิ่งผลัด (Relay Race), รุ่น Small 15 (อายุรวมไม่เกิน 15 ปี), รุ่น Big 20 (อายุรวมไม่เกิน 20 ปี), รุ่น Extra 25 (อายุรวมไม่เกิน 25 ปี) และสิ่งที่นักกีฬาเด็กๆ จะได้รับเมื่อสมัครเข้าแข่งขัน นั่นก็คือ 1.เสื้อนักแข่ง Limited Edition 2.เหรียญรางวัล Finisher 3.คู่มือการแข่งขัน 4.ของที่ระลึกจากสปอนเซอร์

อัพเดทตารางการแข่งขัน Grandprix Runbike Championship Series 2025

สนามที่ 1 วันที่ 12-13 เมษายน  2568 ณ สวนกีฬากมล
สนามที่ 2 วันที่ 12-13 กรกฎาคม 2568 ณ เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางแค
สนามที่ 3 วันที่ 27-28 กันยายน 2568  ณ เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน
สนามที่ 4 วันที่ 8-9 พฤศจิกายน 2568 ณ สวนกีฬากมล

 

นอกจากการแข่งขันที่เข้มข้นแล้ว ยังมีกิจกรมมต่างๆ สำหรับเด็กให้ร่วมสนุก อาทิ โซนกิจกรรม Face And Body Painting, โซนกิจกกรม Photo Booth ตู้ Kios และบูธสปอนเซอร์ และร้านขายของอีกมากมายภายในงาน ให้เด็กๆ และผู้ปกครองได้ร่วมทำกิจกรรมร่วมกันนอกเหนือจากเกมการแข่งขันในงาน

“การนำการแข่งขัน R.C.S. มาจัดในประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างชื่อเสียงของไทยในเวทีระดับโลก พร้อมผลักดันวงการกีฬาเยาวชนและกีฬาเพื่อครอบครัวในประเทศไทยให้ก้าวไปอีกระดับ เรามุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานการแข่งขัน โดยตั้งใจให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมกีฬาระดับนานาชาติในภูมิภาคเอเชียให้ได้ในอนาคต”

“การแข่งขันรายการที่จัดขึ้นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่สนามประลองความเร็วสำหรับเด็กๆ แต่ยังเป็นเวทีที่สะท้อนถึงความสำคัญของการสร้างรากฐานกีฬาเยาวชน รวมถึงการพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่ร่างกาย เราหวังว่าซีรีส์การแข่งขันนี้ จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจใหม่ให้กับวงการกีฬาและครอบครัวทั่วโลก โดยประเทศไทยพร้อมเปิดบ้านต้อนรับนักกีฬาและผู้ชมจากทุกมุมโลกสู่สนามแข่งขันที่เปี่ยมไปด้วยพลังและความสนุกสนาน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ Grandprix Runbike Championship และช่องทางโซเชียลมีเดียในเครือกรังด์ปรีซ์ฯ”

GWM กวาดยอดจองกว่า 4,959 คัน ในงาน Motor Show 2025 พร้อมประกาศปรับราคา NEW GWM TANK 300 DIESEL ทุกรุ่น ขึ้น 30,000 บาท

0

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ล่าสุด ประกาศความสำเร็จจากงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 46 จากกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศ พร้อมปิดยอดจองสะสมรวมทั้งสิ้น 4,959 คัน โดยรถยนต์รุ่นยอดนิยม 3 อันดับแรก นำโดย NEW GWM TANK 300 DIESEL ที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการรถยนต์ดีเซลในประเทศไทย ครองใจสายลุยทั้งในเมืองและนอกเมือง ด้วยดีไซน์เป็นเอกลักษณ์และขุมพลังจากเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนฯ ใหม่ล่าสุด ด้วยยอดจองสูงถึง 2,786 คัน สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าและความแข็งแกร่งของแบรนด์ในประเทศไทย ตอกย้ำความสำเร็จของ GWM หลังเปิดศักราชใหม่ได้ไม่นาน

นอกจากนี้ จากกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมของ NEW GWM TANK 300 DIESEL ที่เปิดตัวมาพร้อมกับราคาแนะนำสุดพิเศษเริ่มต้นเพียง 999,000 บาท และสามารถกวาดยอดจองสูงกว่า 800 คัน ภายใน 5 วัน เพื่อเฉลิมฉลองและขอบคุณลูกค้ากับการตอบรับอย่างล้นหลามให้กับรถยนต์รุ่นนี้ GWM จึงได้มีการประกาศขยายระยะเวลาโปรโมชันออกไปจนจบงานมอเตอร์โชว์ฯ หรือถึงวันที่ 6 เมษายน 2568 เวลา 23.59 น. ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าว GWM ขอประกาศปรับราคา NEW GWM TANK 300 DIESEL ทุกรุ่น ขึ้นจำนวน 30,000 บาท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2568 เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • NEW GWM TANK 300 DIESEL 4T รุ่น PRO จากราคา 999,000 บาท เป็นราคา 1,029,000 บาท
  • NEW GWM TANK 300 DIESEL 4T รุ่น ULTRA จากราคา 1,149,000 บาท เป็นราคา 1,179,000 บาท
  • NEW GWM TANK 300 DIESEL 4T ULTRA 4WD จากราคา 1,249,000 บาท ราคา 1,279,000 บาท

สำหรับผู้ที่จอง NEW GWM TANK 300 DIESEL ตั้งแต่วันที่ 7 – 30 เมษายน 2568 รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปีเต็ม ฟรี บริการระบบตรวจสอบและสั่งการรถผ่านอินเทอร์เน็ต* (Telematic Service) พร้อมแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ (Internet in Vehicle) ระยะเวลา 3 ปี ฟรี ค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทางภายในระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน และไม่รวมอะไหล่สิ้นเปลือง) ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี พร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่ ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร* (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และการรับประกันเครื่องยนต์ดีเซล 1,000,000 กิโลเมตร หรือ 8 ปี (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)  

* เงื่อนไขการให้บริการเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ดูรายละเอียดได้ที่ GWM Thailand – Service  

 

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุน GWM ด้วยความไว้วางใจและความอบอุ่นเสมอมา รวมถึงทีมงานทุกคนที่ร่วมกันสร้างความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ให้กับ GWM ในงาน Motor Show ในครั้งนี้ โดยยอดจองที่เกิดขึ้นในงาน เป็นเครื่องพิสูจน์ที่สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของรถยนต์ของเราที่ครอบคลุมทุกพลังงานว่าสามารถตอบความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ นอกเหนือจากการมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันล้ำสมัยแล้ว ‘การบริการหลังการขาย’ คือสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ๆ มาโดยตลอด ทั้ง GWM และ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ กว่า 68 แห่งทั่วประเทศ มีความมุ่งมั่นตั้งใจเพื่อพัฒนาการดูแลลูกค้าไปอีกขั้น ตั้งแต่การบริหารจัดการอะไหล่ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การพัฒนาทักษะช่างเทคนิค ไปจนถึงการซ่อมบำรุงรถยนต์ เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่เหนือกว่าในทุกมิติให้กับลูกค้าชาวไทยทุกคน สอดคล้องกับแนวคิด ‘GWM Go With More’”

สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสสัมผัสยนตรกรรมสุดล้ำครอบคลุมทุกพลังงานของ GWM ในงาน Motor Show สามารถเข้าชมและทดลองขับยนตรกรรมใหม่แห่งอนาคตทั้ง 3 รุ่น ทั้ง NEW GWM TANK 300 DIESEL, ALL NEW GWM HAVAL H6 และ NEW GWM ORA Good Cat สี So Blue และรถยนต์ GWM รุ่นอื่น ๆ ได้ที่ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ 68 สาขาทั่วประเทศ (รุ่นรถที่จัดแสดงและให้ทดลองขับจะแตกต่างกันไปแต่ละ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ โปรดตรวจสอบรายละเอียดก่อนเข้ารับบริการ) พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษที่รอให้ชาวไทยเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้! สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แอปพลิเคชัน GWM เว็บไซต์ https://www.gwm.co.th/ หรือ GWM Contact Center หมายเลข 02-668-8888

GWM ส่ง NEW GWM TANK 300 DIESEL และ ALL NEW GWM HAVAL H6 ล็อตแรกกว่า 500 คัน จากสายการผลิตในประเทศ สู่ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ พร้อมส่งมอบและให้ทดลองขับแล้ววันนี้

0

GWM (Thailand) พร้อมยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” โดยจากความสำเร็จล่าสุดของ NEW GWM TANK 300 DIESEL ที่สร้างกระแสตอบรับถล่มทลายตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว ด้วยยอดจองที่เกินความคาดหมาย สะท้อนความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากผู้บริโภคชาวไทยในเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลของ GWM ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการอย่างครบครัน มอบการขับขี่ที่นิ่ง เงียบ และนุ่มนวล รวมถึงความคุ้มค่าคุ้มราคาของ ALL NEW GWM HAVAL H6 ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมเช่นเดียวกัน มาพร้อมความสะดวกสบายและความปลอดภัยจัดเต็ม ล่าสุด GWM พร้อมส่งมอบรถยนต์ทั้งสองรุ่นกว่า 500 คัน จากโรงงานอัจฉริยะของ GWM จังหวัดระยอง ซึ่งในจำนวนนี้เป็น NEW GWM TANK 300 DIESEL จำนวน 300 คัน ส่งตรงไปยัง GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ เพื่อเปิดให้ทดลองขับและเริ่มทยอยส่งมอบให้ผู้ใช้งานทั่วประเทศตลอดเดือนเมษายนนี้ โดย GWM จะเพิ่มกำลังการผลิต NEW GWM TANK 300 DIESEL เพื่อตอบรับกับยอดสั่งจองที่เข้ามาอย่างล้นหลามและเกินความคาดหมายโดยเร็วที่สุด โดยมีแผนการผลิตตั้งแต่เดือนพฤษภาคมในระดับมากกว่า 1,000 คันต่อเดือน

เวยน์ โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณลูกค้าทั่วประเทศที่ให้การตอบรับอย่างล้นหลามให้กับ NEW GWM TANK 300 DIESEL และ ALL NEW GWM HAVAL H6 เรามีความภูมิใจที่ได้เริ่มส่งมอบยานยนต์คุณภาพสูงจากโรงงานอัจฉริยะของ GWM ในประเทศไทย ผลิตโดยคนไทย เพื่อคนไทย และผู้ใช้งานทั่วโลกสู่การสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าในทุกด้าน โดยแฟน ๆ GWM ที่ไม่มีโอกาสได้แวะเวียนไปที่บูธ GWM ในงานมอเตอร์โชว์ สามารถพิสูจน์และสัมผัสประสบการณ์การขับขี่รถยนต์เอสยูวีสไตล์ Premium Boxy และรถยนต์เอสยูวีทางเลือกใหม่สำหรับครอบครัวยุคใหม่ได้ ที่ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ ทั่วประเทศใกล้บ้าน พร้อมรับการบริการและข้อมูลผลิตภัณฑ์จากน้อง iAM และผู้เชี่ยวชาญของเรา ผมมั่นใจว่าหลังจากทดลองขับและสัมผัสรถยนต์ของเราอย่างใกล้ชิด ทุกท่านจะตกหลุมรักรถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้ ที่ทาง GWM มุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาขึ้นมาจากการรับฟังเสียงของผู้บริโภคชาวไทยอย่างแท้จริง”

ความสำเร็จของ NEW GWM TANK 300 DIESEL และ ALL NEW GWM HAVAL H6 ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ GWM ในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่มาตรฐานสากล ผ่านการลงทุนในโรงงานผลิตที่ทันสมัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า และยังช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย อีกทั้งยังช่วยยกระดับห่วงโซ่อุปทานในประเทศให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ตอกย้ำการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของภูมิภาค ร่วมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับกับ NEW GWM TANK 300 DIESEL และ ALL NEW GWM HAVAL H6 ได้แล้ววันนี้ที่ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แอปพลิเคชัน GWM เว็บไซต์ https://www.gwm.co.th/ หรือ GWM Contact Center หมายเลข 02-668-8888

ปอร์เช่ ประเทศไทย คว้ารางวัล Exhibit Design Award ในงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46

0

บูธจัดแสดงของปอร์เช่ ประเทศไทยได้รับรางวัล Exhibit Design Award ภายในงานบางกอกอินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 โดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความโดดเด่นด้านการออกแบบบูธ การนำเสนอ และประสบการณ์ที่น่าประทับใจ

 ในปีนี้ ปอร์เช่ ประเทศไทย สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับงานแสดงยนตรกรรม ด้วยการบูธจัดแสดงสุดล้ำสมัย ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Curvistan Bangkok พื้นที่ไลฟ์สไตล์มัลติฟังก์ชันที่สะท้อนจิตวิญญาณของ Porsche Community อย่างแท้จริง ภายในบูธจึงถูกออกแบบให้เป็นเสมือน “ห้องนั่งเล่นของคนรักปอร์เช่” ที่ไม่เพียงแต่เป็นจุดจัดแสดงยนตรกรรม แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจและการแบ่งปันประสบการณ์ที่มีเกี่ยวกับปอร์เช่ 

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือ การเปิดตัว ปอร์เช่ 911 จีทีเอส (911 GTS) เป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมาพร้อม เทคโนโลยี T-Hybrid เป็นครั้งแรก โดยมี Pretty และผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ คอยให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ล่าสุดของปอร์เช่ โดยเฉพาะระบบขับเคลื่อน T-Hybrid ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะในขณะที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์การขับขี่แบบ 911 ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ รวมถึงการจัดแสดงยนตรกรรมไฮไลต์อีกหลากหลายรุ่น ภายใต้บรรยากาศไลฟ์สไตล์สุดพิเศษ อาทิ  ปอร์เช่ ไทคานน์ 4 ครอส ทัวริสโม่ (Taycan 4 Cross Turismo) ที่ติดตั้ง แร็คจักรยาน (Bicycle Rack) สะท้อนภาพลักษณ์ของยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) มาพร้อม ชุดเต็นท์หลังคา (Porsche Roof Tent) และกระเป๋าช่องเก็บของท้ายรถสำหรับสุนัข ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สายผจญภัย และรุ่นอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทุกรุ่นล้วนสะท้อนปรัชญาการออกแบบของปอร์เช่ ที่ผสานมรดกแห่งยนตรกรรม ความล้ำสมัยด้านเทคโนโลยี และความหรูหราสไตล์สปอร์ตไว้อย่างลงตัว 

คุณไมเคิล เวตเตอร์ (Michael Vetter) กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวว่า “รางวัล Exhibit Design Award ในปีนี้ถือเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของปอร์เช่ ประเทศไทย ในการนำเสนอประสบการณ์ระดับพรีเมียมให้กับผู้เข้าชมงานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ เราต้องการให้บูธของเราเป็นมากกว่าพื้นที่จัดแสดงรถยนต์ แต่เป็นจุดหมายปลายทางที่รวบรวมจิตวิญญาณของ Porsche Community ไว้อย่างแท้จริง ผ่านการออกแบบบูธที่ล้ำสมัย การนำเสนอที่เป็นเอกลักษณ์ และไฮไลต์พิเศษอย่างการเปิดตัว 911 GTS ใหม่ ซึ่งเราภูมิใจที่ได้เปิดตัวในเอเชียแปซิฟิกเป็นครั้งแรก เราหวังว่าผู้เข้าชมจะได้รับแรงบันดาลใจและสัมผัสถึงเอกลักษณ์ที่แท้จริงของปอร์เช่ภายในงานนี้” 

การได้รับรางวัล Exhibit Design Award ในครั้งนี้ รางวัลนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของปอร์เช่ ประเทศไทย ในการนำเสนอบูธที่มีดีไซน์ที่ล้ำสมัย การจัดแสดงที่น่าตื่นตาตื่นใจ และการถ่ายทอดเรื่องราวของแบรนด์ในรูปแบบที่โดดเด่นและสร้างสรรค์ ตอกย้ำภาพลักษณ์ของปอร์เช่ในฐานะผู้นำด้านยนตรกรรมสปอร์ตระดับโลก

WULING Binguo EV รุ่นประกอบไทย ปรับสเปกใหม่ ตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ไทย ตรึงราคา 399,000 ตอกย้ำความคุ้มค่า

0

บริษัท อีวี ไพรมัส จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าวู่หลิง(WULING) อย่างเป็นทางการแต่ผู้เดียวในประเทศไทย (Sole Distributor) เผย วู่หลิง บิงโก (Binguo) EV รุ่นประกอบในประเทศไทย ได้เสร็จจากไลน์ผลิตพร้อมส่งมอบให้ลูกค้าทั่วไทยแล้ว มาพร้อมการอัปเกรดใหม่ให้เหมาะสมกับการใช้งานของผู้บริโภคชาวไทย ทั้งด้านประสิทธิภาพ อ้ตราเร่ง ระบบชาร์จ และราคาที่ยังคงเข้าถึงได้ง่าย ตอกย้ำคอนเซ็ปต์ “Eco EV ที่แท้จริงของไทย“ 

นายพิทยา ธนาดำรงศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีวี ไพรมัส จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบบมัลติแบรนด์ (Multi-Brand EV Distributor) แห่งแรกของไทย และเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ วู่หลิง (WULING) แต่ผู้เดียวในประเทศไทย (Sole Distributor) เปิดเผยว่า WULING Binguo EV รุ่นประกอบไทยนี้ ได้มีปรับเปลี่ยนเป็นมาตรฐาน ปลั๊กชาร์จเป็นแบบ CCS2 เพื่อตอบโจทย์การใช้งานให้สะดวกขึ้น โดยสามารถชาร์จไฟตามสถานีชาร์จสาธารณะได้อย่างสะดวกสบาย ทั้งนี้ WULING Binguo EV รุ่นประกอบในประเทศยังได้รับการปรับปรุงในอีกหลายด้านเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคไทย มาพร้อมการรับประกัน ดังนี้

  • รับประกันคุณภาพตัวรถ Warranty นาน 3 ปี หรือ 100,000 km.
  • รับประกันแบตเตอรี่ นาน 8 ปี หรือ 120,000 km.
  • Passive Lifetime Warranty รับประกันมอเตอร์ แบตเตอรี่ และ คอนโทรลเลอร์ ตลอดอายุการใช้งาน

Dimension มิติตัวถัง

  • 3,950 x 1,780 x 1,580 มม. | ฐานล้อ 2,560 มม.
  • ที่เก็บสัมภาระด้านท้าย ขนาด 310 – 790 ลิตร (เมื่อพับเบาะหลัง)

Powertrain ขุมพลัง

  • ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ Lithium-ion (LFP) ขนาดใหญ่ขึ้น
  • Top Speed ความเร็วสูงสุด 130 km/h
  • วิ่งระยะทางสูงสุด 333 km. ต่อชาร์จ
  • อัตราเร่ง 0-60 กม./ชม. ในเวลาเพียง 8 วินาที

Charging การชาร์จไฟ

  • รองรับหัวชาร์จมาตรฐานสากล CCS2 / Type2 สะดวกสบายและความมั่นใจในการใช้งาน
  • กระแสสลับ AC รองรับการชาร์จสูงสุด 6 kW ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง 30 นาที
  • กระแสตรง DC Fast Charging รองรับการชาร์จสูงสุด 50 kW

แบตเตอร์รี่ผลิตในประเทศ เปลี่ยนง่าย ราคาประหยัด

  • ใช้แบตเตอร์รี่โกชัน (Gotion) จากผู้ผลิตชั้นนำของจีน ที่ลงทุนสร้างโรงงานประกอบและจัดจำหน่ายแบตเตอร์รี่ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานในประเทศไทย ผ่านบริษัทร่วมทุน NV Gotion Co, Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Gotion กับ Nuovo Plus Co.,Ltd บริษัทในเครือของ ปตท.
  • รับประกันแบตเตอร์รี่แบบ Passive Lifetime Warranty จาก NV Gotion Co, Ltd. ในประเทศไทย

ราคาคงเดิม แม้ต้นทุนเพิ่มขึ้น!

WULING Binguo EV รุ่นประกอบในประเทศ ที่มาพร้อมกับมอเตอร์ขับเคลื่อนขนาดใหญ่ขึ้น ช่วยเพิ่มความเร็วสูงสุด และให้อัตราเร่งที่ดีขึ้น ตอบโจทย์ครอบครัวที่ต้องการรถไฟฟ้าที่ขับขี่ได้มั่นใจทั้งในเมืองและเดินทางไกล นอกจากนี้ รุ่นประกอบไทยยังใช้ หัวชาร์จมาตรฐาน CCS2 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล ทำให้สามารถชาร์จได้ที่สถานีชาร์จทั่วประเทศโดยไม่ต้องพกอะแดปเตอร์ให้ยุ่งยากอีกต่อไป แม้ต้นทุนการผลิตในประเทศจะสูงขึ้น แต่บริษัท อีวี ไพรมัส จำกัด ยืนยันตรึงราคาWULING Binguo EV รุ่นประกอบไทยไว้ที่ 399,000 บาท เพื่อให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของรถ ECO EV สุดคุ้มค่าที่สุดในตลาด โดยราคานี้ต่ำกว่ารถยนต์อีโคคาร์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปทั่วไปด้วยซ้ำ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านงบประมาณและต้นทุนพลังงานได้อย่างชัดเจน

ขยายโชว์รูมและศูนย์บริการทั่วประเทศ เพิ่มความมั่นใจให้เจ้าของรถ

“เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น บริษัท อีวี ไพรมัส กำลังขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการเพิ่มขึ้นอีก 10 แห่งบนทำเลทอง โดย 8 แห่งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร จากเดิม 30 แห่ง เป็น 40 แห่ง ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่สำคัญ เช่น กรุงเทพฯ ชลบุรี ระยอง และภูเก็ต เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการหลังการขายได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น” นายพิทยาเปิดเผย

ได้รับการสนับสนุนจาก SGMW บริษัทแม่ระดับโลก

ความสำเร็จของ WULING ในประเทศไทยได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากบริษัท SAIC-GM-Wuling (SGMW) ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของจีน ล่าสุดได้สร้างปรากฏการณ์สำคัญด้วยการผลิตรถยนต์ครบ 30 ล้านคันเมื่อต้นปีนี้ และมียอดขายรถยนต์ทั่วโลกในเดือนมกราคม 106,818 คัน เพิ่มขึ้น 18.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับการลงทุนในประเทศไทย SGMW ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนตัวแทนจำหน่ายในการปรับปรุงโชว์รูมให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และมีงบประมาณอีกส่วนหนึ่งสำหรับการทำตลาดด้วย รวมถึงการสนับสนุนทางเทคนิคในด้านการผลิตและประกอบรถภายในประเทศเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพและเงื่อนไขที่รับการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 และ EV 3.5 ของภาครัฐในประเทศไทย

จองวันนี้ รับรถเร็ว ราคาดีที่สุดในตลาด EV

สำหรับครอบครัวที่กำลังมองหารถ ECO EV ที่คุ้มค่าในราคาต่ำกว่า 4 แสนบาท ทั้งด้านราคา สมรรถนะ และบริการหลังการขาย วู่WULING Binguo EV รุ่นประกอบในประเทศ เชื่อว่าเป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุดของอีวีในปัจจุบัน เป็น Eco EV ที่ใคร ๆ ก็จับต้องได้

ยูเน็กซ์ อีวี (UNEX EV) เปิดตัวแพลตฟอร์มขับเคลื่อนอัจฉริยะปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทย พร้อมจับมือพันธมิตรธุรกิจสร้างระบบนิเวศ EV ครบวงจร

0

ยูเน็กซ์ อีวี (UNEX EV) ประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มขับเคลื่อนอัจฉริยะครั้งแรก ในประเทศไทย รองรับยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายประเภท ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล ยานพาหนะเพื่อการพาณิชย์ ระบบขนส่ง ทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ พร้อมผสานเครือข่ายสถานีสลับแบตเตอรี่ครบวงจรตอบโจทย์ อุตสาหกรรมขนส่งและพลังงานสะอาดในอนาคต ยูเน็กซ์ อีวี (UNEX EV) ถือเป็นการปฏิวัติระบบขนส่งของ ยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยแพลตฟอร์มอัจฉริยะโดยมีรากฐานจากเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อการใช้พลังงานอย่างสมบูรณ์ พร้อมการสร้างความยั่งยืนในอนาคต

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-founder) บริษัท ยูเน็กซ์ อีวี จำกัด เปิดเผยว่า ยูเน็กซ์ อีวี (UNEX EV) ประกอบไปด้วยระบบนิเวศแห่งความร่วมมือที่เกิดจากเสาหลัก 3 ประการได้แก่
1.ห่วงโซ่อุปทานที่ล้ำหน้าของเอเชีย:ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานระดับโลก ของจีนและเอเชีย

2.เทคโนโลยีขั้นสูงจาก UOTTA: ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสลับแบตเตอรี่ภายใต้ UPower Limited (NASDAQ: UCAR) – บริษัทแรกและเพียงหนึ่งเดียวในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ที่ดำเนินธุรกิจด้านนวัตกรรมการสลับแบตเตอรี่
3.ความมุ่งมั่นระดับสากล: แพลตฟอร์มที่รองรับทุกการเคลื่อนที่ไม่ว่าจะเป็น ทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ ตั้งแต่รถรับจ้างสาธารณะไฟฟ้า รถเพื่อการพาณิชย์ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงโดรน และเรือไฟฟ้า

ยูเน็กซ์ อีวี (UNEX EV) คือแพลตฟอร์ม Mobility แบบสลับแบตเตอรี่ได้ถูกออกแบบมาเพื่องานเฉพาะมีเป้าหมาย เพื่อผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัจฉริยะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทั่วโลก ซึ่งตามแผนระยะต่อไปของ ยูเน็กซ์ อีวี (UNEX EV) คือการเพิ่มโอกาสของนักลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการเข้าตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ในอีก 2 ปีข้างหน้า แม้กระแส ESG (Environmental, Social, Governance) จะขับเคลื่อนระบบขนส่งเพื่อความยั่งยืน จะเห็นได้ว่าเป้าหมายกับความเป็นจริงนั้น ยังคงมีความแตกต่างกันอยู่มาก ข้อเท็จจริงที่ว่า สถานีชาร์จยังมีจำนวนไม่มากพอ ในขณะที่ราคาแบตเตอรี่ยังคงมีราคาสูง ระบบรีไซเคิลที่ยังไม่สมบูรณ์ ความกังวลเรื่องระยะทาง, การเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่, ระยะเวลาการชาร์จ และราคารถยนต์ไฟฟ้ามือสองต่ำ ส่งผลโดยตรงต่อการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์

รัฐบาลไทยเดินหน้าผลักดันประเทศให้เป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาค ผ่านมาตรการ EV 3.0-3.5 ซึ่งสามารถกระตุ้นการเติบโตของตลาดรถยนต์นั่งไฟฟ้าส่วนบุคคลได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามยานยนต์ ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นรถรับจ้างสาธารณะ รถกระบะ และรถบรรทุก ยังคงเติบโตในอัตราที่จำกัด

เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งพลังงานสะอาด แพลตฟอร์มขับเคลื่อนอัจฉริยะของ ยูเน็กซ์ อีวี (UNEX EV) ผสานเข้ากับเทคโนโลยีสลับแบตเตอรี่ขั้นสูงจาก UOTTA กำลังเข้ามาปฏิวัติระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการ เพิ่มความสะดวก ลดระยะเวลาชาร์จ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า ในภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเร่งให้ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้รับการยอมรับและใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น

“แพลตฟอร์มขับเคลื่อนอัจฉริยะ ยูเน็กซ์ อีวี (UNEX EV) จะช่วยดูแลสุขภาพแบตเตอรี่ (State of Health – SOH) ทำให้ยืดอายุการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบและบริหารจัดการการ ใช้พลังงาน ได้แบบเรียลไทม์ ช่วยควบคุมต้นทุนทางธุรกิจและต้นทุนการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยูเน็กซ์ อีวี (UNEX EV) จะช่วยลดเวลาในการสลับแบตเตอรี่โดยใช้เวลาเปลี่ยนแบตเตอรี่เพียง 3 นาที ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเดินทาง ต่อได้ทันที นอกจากนี้ยังลดภาระโครงข่ายไฟฟ้า และช่วยให้การขยายเครือข่ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้อง ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าเพิ่มเติม” นายพิทักษ์กล่าว

นายพิทักษ์กล่าวต่อไปว่า ในเบื้องต้น ยูเน็กซ์ อีวี (UNEX EV) ได้ลงนามความร่วมมือกับพันธมิตรหลายภาคส่วน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศและการขยายการบริการ ตัวอย่างเช่น

ผู้ผลิตรถยนต์ (OEMs): โดยพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าร่วมกับ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อรองรับแพลตฟอร์มขับเคลื่อนอัจฉริยะและระบบสลับแบตเตอรี่ ซึ่งมีรถ 2 รุ่นแรก พร้อมจำหน่ายได้แก่

UNEX EV : MG EP รถยนต์ 5 ที่นั่งแบบสลับแบตเตอรี่และ UNEX EV : MG MAXUS 7 รถ MPV 7 ที่นั่งแบบ สลับแบตเตอรี่ สถานีเติมพลังงาน: เพื่อขยายเครือข่ายการให้บริการสลับแบตเตอรี่ โดยร่วมมือกับสถานี บริการน้ำมันซัสโก้ ในการขยายเครือข่ายสถานีสลับแบตเตอรี่ในอนาคต

สถาบันการเงิน : ด้วยการสนับสนุนทางด้านการเงิน เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าง่ายขึ้น สำหรับลูกค้า MG EP ลูกค้าสามารถเลือกเริ่มต้นผ่อนได้เพียง 550 บาท/วัน และวางเงินดาวน์ 0%

นายพิทักษ์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ EV และเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมขนส่งแห่งอนาคต ภายใน 3 ปีนี้ ยูเน็กซ์ อีวี (UNEX EV) และพันธมิตรจะใช้เงินลงทุนกว่า 12,000 ล้านบาท เพื่อขยายเครือข่ายอัจฉริยะ รองรับการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งยูเน็กซ์ อีวี ตั้งเป้าพัฒนาและเปิดให้บริการสถานีสลับ แบตเตอรี่ครบวงจร จำนวนกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งสถานีสลับแบตเตอรี่แห่งแรกจะเปิดให้บริการ จังหวัดภูเก็ต ในเดือนพฤษภาคมที่จะนี้ ภูเก็ตมีศักยภาพสูงในการนำระบบสลับแบตเตอรี่มาใช้งาน เพราะมีลูกค้าเป้าหมายกลุ่ม รถรับจ้างสาธารณะจำนวนมาก ยูเน็กซ์ อีวี (UNEX EV) พร้อมขยายสถานีสลับแบตเตอรี่ในทุกพื้นที่ที่มี ความต้องการ ของลูกค้า

“เรายินดีที่จะร่วมเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานหรือภาคส่วนต่างๆและพร้อมเปิดรับความร่วมมือกับหน่วยงานและภาค ธุรกิจที่สนใจเข้าร่วมขยายเครือข่ายและพัฒนาระบบนิเวศด้านพลังงานสะอาด ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถาม รายละเอียด ได้ที่ ยูเน็กซ์ อีวี (UNEX EV)” นายพิทักษ์กล่าวในที่สุด

ฟอร์ดเปิดตัว ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้’ ปฏิวัติวงการรถกระบะ พร้อมจำหน่ายในไทยปี 2569

0
Ford Bronco, Texas Photo: James Lipman / jameslipman.com

ฟอร์ดประกาศเสริมทัพรถกระบะอย่างเป็นทางการ ด้วยการเผยโฉม ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้‘ ครั้งแรกของโลก ในงานฉลองครบรอบ 100 ปี ฟอร์ด ออสเตรเลีย ที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย นับเป็นครั้งแรกที่ฟอร์ดได้นำชื่อ ‘ซูเปอร์ ดิวตี้’ มาใช้กับรถกระบะนอกเหนือจากตระกูล F-Series อันโด่งดังในสหรัฐอเมริกา

ฟอร์ดประกาศแผนเปิดตัวฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ รุ่นใหม่ล่าสุดในประเทศไทย พร้อมทำการตลาดในปี 2569 และจะเปิดสายการผลิตที่โรงงานออโต้ อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) หรือ เอเอที ที่จังหวัดระยอง เพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกทั่วโลก

ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ได้รับการพัฒนาขึ้นจากการรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าอย่างรอบด้าน เพื่อเติมเต็มความต้องการในตลาดรถกระบะที่มีสมรรถนะสูงพร้อมลุยภารกิจหนักได้อย่างแท้จริง

ด้วยการออกแบบที่สร้างมาตรฐานใหม่ในวงการรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ มาพร้อมสมรรถนะที่โดดเด่นจากโรงงาน ทั้งความสามารถในการลากจูงและบรรทุกที่เหนือชั้น ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มนักเดินทางสายลุย ที่ต้องการรถที่มีสมรรถนะสูง รวมถึงผู้ประกอบการหรือลูกค้าองค์กรที่ต้องการรถสำหรับภารกิจหนัก ซึ่งรถกระบะทั่วไปอาจไม่สามารถรองรับได้

เมื่อเทียบกับรถกระบะที่จำหน่ายในปัจจุบัน ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้1 มอบความสามารถที่เหนือกว่าหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น

  • ลากจูงได้มากขึ้น: รองรับการลากจูงสูงสุด 4,500 กิโลกรัม2
  • บรรทุกได้มากขึ้น: น้ำหนักรถสูงสุดรวมบรรทุก (GVM) สูงสุดถึง 4,500 กิโลกรัม3
  • ให้คุณ ‘ทำได้’ มากขึ้น: น้ำหนักรถสูงสุดรวมบรรทุกและลากจูง (GCM) สูงสุดถึง 8,000 กิโลกรัม3

“ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ คือการพลิกโฉมวงการรถกระบะ อันเกิดจากการรับฟังและรวบรวมความคิดเห็นของลูกค้าจากหลากหลายประเทศ” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “รถรุ่นนี้พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถกระบะ ด้วยสมรรถนะที่เหนือชั้นทั้งการใช้ลุยงานหนัก การผจญภัย รวมถึงการดัดแปลงพิเศษสำหรับภารกิจเฉพาะ และด้วยประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก เราภูมิใจอย่างยิ่งที่จะได้นำรถกระบะรุ่นพลิกโฉมวงการนี้มาให้กับลูกค้าชาวไทยในเร็วๆ นี้”

ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ พร้อมสร้างนิยามใหม่ให้กับตลาดรถกระบะที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกภารกิจหนัก ด้วยการผสานเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูง ความอเนกประสงค์ การเชื่อมต่อ และความสะดวกสบายที่ไม่เคยมีมาก่อนในรถที่มีสมรรถนะระดับนี้ อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยดีไซน์อันดุดัน สะท้อนเอกลักษณ์และดีเอ็นเอความแกร่ง พร้อมรับมือทุกงานหนักที่แสนท้าทาย

ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ จะผลิตขึ้นที่โรงงานออโต้ อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ โรงงานเอเอที และจะเริ่มจำหน่ายในประเทศไทย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ในปี 2569 นอกจากนี้ ยังมีแผนวางจำหน่ายในตลาดอื่นๆ ผ่านโกลบอล ฟลีต โซลูชันส์ (Global Fleet Solutions) ซึ่งสามารถให้บริการดัดแปลงรถยนต์ได้อีกด้วย

สำหรับรายละเอียดและข้อมูลจำเพาะสำหรับตลาดประเทศไทย จะมีการประกาศในช่วงใกล้การเปิดตัว ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Ford Ranger Super Duty หรือช่องทางโซเชียลมีเดียของฟอร์ด ประเทศไทย ทั้ง Facebook YouTube TikTok และ LINE @FordThailand

 

หมายเหตุ

1 รายละเอียดรถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศออสเตรเลีย รายละเอียดรุ่นและข้อมูลจำเพาะที่จำหน่ายในประเทศไทยจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในภายหลัง

2 ความสามารถในการลากจูงสูงสุดของรถที่จำหน่ายในประเทศออสเตรเลียเมื่อใช้ระบบลากพ่วงแท้จากฟอร์ด และติดตั้งระบบเบรกแล้ว ไม่รวมหัวบอลลากพ่วง (จำหน่ายแยกต่างหาก) และต้องเป็นไปตามข้อกำหนดในประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดเหล่านี้ น้ำหนักบรรทุกและน้ำหนักลากจูงรวม อาจต้องถูกจำกัดเพื่อเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด

3 น้ำหนักรถรวมบรรทุก (Gross Vehicle Mass – GVM) คือน้ำหนักรวมสูงสุดของรถ น้ำหนักบรรทุก และหัวลากจูง ที่อนุญาตให้บรรทุกของรถที่จำหน่ายในประเทศออสเตรเลีย แต่ไม่รวมน้ำหนักของรถพ่วง น้ำหนักรถรวมบรรทุกและลากจูง (Gross Combined Mass – GCM) คือน้ำหนักสูงสุดที่อนุญาตของรถยนต์และรถพ่วงรวมกัน เป็นไปตามข้อกำหนดในประเทศ น้ำหนักรถที่ระบุเป็นค่าประมาณและอาจมีความคลาดเคลื่อนได้ ควรชั่งน้ำหนักรถก่อนและหลังการบรรทุกใดๆ เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำหนักรถรวมบรรทุก (GVM), น้ำหนักรถรวมบรรทุกและลากจูง (GCM) และพิกัดน้ำหนักเพลาสูงสุด (Gross Axle Weight Ratings – จะแจ้งให้ทราบเพิ่มเติมเมื่อใกล้วันวางจำหน่ายในประเทศออสเตรเลีย) ไม่เกินค่าที่กำหนดตามกฎหมาย

กรังด์ปรีซ์ฯ จับมือ สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย จัดการแข่งขันแบดมินตันอาวุโสชิงแชมป์โลก “Amazing Thailand BWF World Senior Championships Pattaya 2025”

0

บริษัท จีพีไอ มอเตอร์สปอร์ต จำกัด ในเครือ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)  โดยคุณอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่ สายการผลิต และ คุณพีระพงศ์  เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ กรรมการ บริษัท จีพีไอ มอเตอร์สปอร์ต จำกัด ได้รับสิทธิ์ให้เป็น ผู้จัดการแข่งขันแบดมินตันอาวุโสชิงแชมป์โลก “Amazing Thailand BWF World Senior Championships Pattaya 2025″ ที่เมืองพัทยา ประเทศไทย

โดยได้รับเกียรติจาก คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการคณะกรรมการโอลิมปิกสากล รองประธานสหพันธ์แบดมินตันโลก และนายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมลงนามในสัญญาความร่วมมือการจัดการแข่งขัน และการสนับสนุนด้านเทคนิคต่างๆ  รวมถึงการให้การสนับสนุนอุปกรณ์การแข่งขันแบดมินตันและสนามแข่งขันจาก บริษัท วิคเตอร์ สปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด โดย Mr. Mingqing Zhang (Managing Director) ได้ให้การสนับสนุนอุปกรณ์การแข่งขัน และสนามแข่งขันแบดมินตัน แบรนด์ VICTOR ตามมาตรฐาน BWF ตลอดการแข่งขัน ร่วมลงนามใน MOU กับทางบริษัทฯ อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังเป็นการลงนามร่วมลงทุน และร่วมมือกันของ บริษัท จีพีไอ มอเตอร์สปอร์ต จำกัด กับบริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด โดยนายภวัต เรืองเดชวรชัย กรรมการผู้มีอำนาจ President & CEO Media Intelligence Group และคณะผู้จัดการแข่งขันแบดมินตัน Amazing Thailand BWF World Senior Championships Pattaya 2025 โดยนายบุญศักดิ์ พลสนะ ในฐานะผู้แทนของคณะผู้จัดการแข่งขันฯ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU)

สำหรับการแข่งขันแบดมินตันอาวุโสชิงแชมป์โลก “Amazing Thailand BWF World Senior Championships Pattaya 2025″ ถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รับการคัดเลือกจากสหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ซึ่งได้รับการผลักดันและสนับสนุนจากคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ที่มุ่งหวังให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลกมากยิ่งขึ้น

คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมทั้งในส่วน นักกีฬา เจ้าหน้าที่ และผู้ติดตามกว่า 3,000 คน จากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นการแข่งขันในระดับสูงสุด Grade 1 ที่ควบคุมการแข่งขัน และรับรองมาตรฐานโดย BWF (Badminton World Federation) หรือสหพันธ์แบดมินตันโลก นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษต่างๆ อาทิ เทศกาลอาหารนานาชาติ “International Food Festival” ที่จะนำเสนออาหารจากทั่วโลกตลอดสัปดาห์การแข่งขัน และการแสดงจากศิลปิน สถาบันการศึกษา และชุมชนท้องถิ่นในเมืองพัทยาที่พร้อมใจกันมาเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้อีกด้วย โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 7-14 กันยายน 2568 ณ ศูนย์กีฬาแห่งชาติภาคตะวันออก เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี

 

การแบ่งรายละเอียดรุ่นอายุและประเภทของการแข่งขัน ดังนี้ 

  1. รุ่นอายุการแข่งขัน

มีการจัดการแข่งขัน รวมทั้งสิ้น 10 รุ่นอายุ ดังนี้

Age Groups Year Born or earlier ปี พ.ศ. เกิด หรือก่อนหน้า
35+ 1989 2532
40+ 1984 2527
45+ 1979 2522
50+ 1974 2517
55+ 1969 2512
60+ 1964 2507
65+ 1959 2502
70+ 1954 2497
75+ 1949 2492
80+ 1944 2487

 

  1. ประเภทการแข่งขัน

การแข่งขันมีเฉพาะประเภทบุคคล แบ่งการแข่งขันเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ชายเดี่ยว หญิงเดี่ยว ชายคู่  หญิงคู่ และคู่ผสม โดยในแต่ละรุ่นอายุนั้น สามารถส่งรายชื่อนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันได้ตามจำนวน ดังนี้

ประเภทชายเดี่ยว จำนวน 4 คน
ประเภทหญิงเดี่ยว จำนวน 4 คน
ประเภทชายคู่ จำนวน 4 คู่
ประเภทหญิงคู่ จำนวน 4 คู่
ประเภทคู่ผสม จำนวน 4 คู่

 

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขันในครั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารของการแข่งขันได้ที่  Facebook : BWF World Senior Championships 2025 website: www.wsc2025pattaya.com Line Official : @WSC2025   E:mail : serviceteamwsc2025@gmail.com