Home Blog Page 112

MGC-ASIA ก้าวสู่ปีที่ 25 ยืนหนึ่งผู้นำ LIFESTYLE MOBILITY ครบวงจร อันดับ 1 ของประเทศ กางแผน Road Map 3 ปี สู่การพัฒนาธุรกิจเชิงรุก

0

บมจ.มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หรือ MGC-ASIA ก้าวสู่ปีที่ 25 เดินหน้าตอกย้ำการเป็นผู้นำ LIFESTYLE MOBILITY ครบวงจร พร้อมประกาศยุทธศาสตร์ 3 ปี (2568-2570) เร่งขับเคลื่อน 4 กลุ่มธุรกิจ สู่การพัฒนาแพลตฟอร์มตอบโจทย์ลูกค้า-พัฒนาบุคลากร-พัฒนาเทคโนโลยีและดิจิทัล เพื่อมุ่งสู่กลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืน ด้าน CEO ‘ดร.สัณหวุฒิ  ธรรมชวนวิริยะ’ เดินเกมรุกลุยธุรกิจ EV – Alpha X – Howden Maxi สร้างรายได้เพิ่มในอนาคต

ดร.สัณหวุฒิ  ธรรมชวนวิริยะ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม  บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ปี 2568 MGC-ASIA ก้าวสู่ปีที่ 25 ของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งขององค์กรและความสามารถในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในการเป็นผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้แบบครบวงจร โดยในปีนี้ บริษัทฯ วางกลยุทธ์การขับเคลื่อนทางธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโต 4 กลุ่มธุรกิจสู่ความยั่งยืน ผ่าน 3Ps ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักสู่ความสำเร็จ คือ PEOPLE : มุ่งพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถสูง มีทัศนคติที่มุ่งเน้นการให้บริการ และส่งเสริมศักยภาพองค์กรให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ PROCESS : พัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สร้างมาตรฐานการดำเนินงานที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ โดยมุ่งปรับขั้นตอนการทำงานในส่วนต่างๆ ให้เหมาะสม ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน ประหยัดทั้งเวลาและทรัพยากร เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานให้ทัดเทียมสากล และ PROFIT : ขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมุ่งสร้างผลกำไรให้บริษัทฯ ผ่านการจำหน่ายยานยนต์รุ่นใหม่ๆ รวมถึงบริการต่างๆ แบบครบวงจร ผสานกับบริการหลังการขาย รวมถึงศูนย์ซ่อมสีตัวถังและบริการดูแลรถยนต์ ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รถเช่า มีแผนนำเทคโนโลยีทันสมัย มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพให้กับฟลีตรถเช่า ทั้งระยะสั้น และระยะยาว รวมถึงเพิ่มจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าในฟลีตรถเช่าระยะยาว รองรับการเติบโตของลูกค้าองค์กร นำไปสู่การสร้างผลกำไรสูงสุด ท่ามกลางระบบนิเวศทางธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ”

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้วางยุทธศาสตร์การเติบโต ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

1. STRATEGIC GROWTH OBJECTIVES : โดยบริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจ ควบคู่กับแผนการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ๆ ในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการสร้างความน่าเชื่อถือและรักษาการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความประทับใจกับกลุ่มลูกค้าในทุกครั้งที่เข้ามาใช้บริการ

  1. BUSINESS ECOSYSTEM SEGMENTS : สร้างแบรนด์ร่วม (Co-Branding) สู่การพัฒนา เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน รวมถึงแผนการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก โดยบริษัทฯ จะร่วมกับ XPENG และ ZEEKR ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของจีนเพื่อขยายตลาดและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ และ 3. SUSTAINABILITY AND INNOVATION : ก้าวสู่การเป็นผู้นำธุรกิจยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยการลดปริมาณปล่อยคาร์บอน
    เพื่อต่อยอดสู่พลังงานหมุนเวียน
SIXT

ปี 2568 ทางบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายในการเพิ่มความได้เปรียบสูงสุด ให้ธุรกิจในกลุ่มการเงิน, ประกันภัย และยานยนต์ไฟฟ้า รวมไปถึงการแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อน MGC-ASIA สู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนในอนาคต สอดรับกับกลยุทธ์การขับเคลื่อนใน 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1. กลุ่มธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ (Mobility Retail) : บริษัทฯ ยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดรถพรีเมียม เพื่อครองอันดับ 1 โดยเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ดังอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเตรียมพัฒนา MGC-MOBILIFE แพลตฟอร์ม loyalty program ที่มอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับ โดยใช้ระบบ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและปรับแต่งให้ลงตัวกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า 2. กลุ่มธุรกิจให้บริการหลังการขาย (Aftersales Service) : ปีนี้ บริษัทฯ เตรียมขยายสาขา MMS Car Service & Tire ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร (One-Stop Service) เพิ่มอีก 6 สาขา จากเดิม 22 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อขยายการให้บริการซ่อมสีและตัวถังยานยนต์ไฟฟ้า Tesla Approved Body Shop (TAB) และเพิ่มบริการให้ครอบคลุมในหลากหลายพื้นที่ เพื่อสร้างอัตราการกลับมาใช้บริการของลูกค้าให้สูงขึ้น 3. กลุ่มธุรกิจให้บริการรถเช่าและพนักงานขับ ทั้งระยะสั้น ระยะยาว (Car Rental and Driver Services) : กลุ่มบริษัทฯ วางแผนในการดำเนินธุรกิจให้ครอบคลุมการเดินทางให้ครบวงจรทุกมิติ และปรับปรุงเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์การให้บริการตามการเติบโตของการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังเพิ่มสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มที่ให้บริการลูกค้าองค์กรมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจที่มุ่งเน้นพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจ ‘MGC-ASIA Ecosystem’
เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง ให้ทุกกลุ่มธุรกิจ และ 4. กลุ่มธุรกิจอื่นๆ (Other Services) : สำหรับธุรกิจบริการทางการเงินอย่างครบวงจร บริษัท อัลฟา เอกซ์ จำกัด ซึ่ง MGC-ASIA ร่วมทุนกับ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ในปีนี้ จะมุ่งเน้นการเติบโตจากการให้สินเชื่อ Wealth Lending ในอัตราที่เพิ่มขึ้น พร้อมปรับปรุงกระบวนการ และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และควบคุมผลขาดทุนด้านเครดิต โดยการนำเสนอการแก้ปัญหาในการชำระหนี้ที่ยั่งยืนให้กับลูกค้าเพื่อสร้างผลกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนบริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด ผู้ให้บริการธุรกิจบริการประกันภัย ชั้นแนวหน้า กลุ่มบริษัทฯ วางแผนกลยุทธ์ในปีนี้ ที่จะขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้น ด้วยการเพิ่มผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมทุกความต้องการ รักษาการเป็นโบรกเกอร์ระดับชั้นนำ

อย่างไรก็ตาม จากแผนกลยุทธ์และเป้าหมายการเติบโตดังกล่าว สอดคล้องกับเป้าพันธกิจ 3 ปี (2568-2570) ของ MGC-ASIA ที่จะนำพาบริษัทฯ สู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ผ่านธุรกิจใหม่ อย่าง AI- Powered Solutions รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร ผ่านการทำ ESG อย่างเป็นระบบ พร้อมความมุ่งมั่นในการต่อยอดความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าปัจจุบัน สร้างประสบการณ์พิเศษแบบเฉพาะตัว ผ่านการบริการที่โดดเด่นและเหนือระดับ นำไปสู่ความพึงพอใจสูงสุด สำหรับลูกค้าทุกราย ภายใต้วิสัยทัศน์ ที่ต้องการเป็นผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้แบบครบวงจร ภายใต้ระบบนิเวศทางธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

สำหรับผลการดำเนินงานของ MGC-ASIA ในปี 2567 บริษัทฯ มีรายได้รวม 20,334 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 145.60 ล้านบาท และ EBITDA ที่ระดับ1,631 ล้านบาท โดยไตรมาส 4/2567 (ตุลาคม-ธันวาคม 2567) บริษัทฯ มีความสามารถในการทำกำไรได้สูงสุด โดยมีรายได้รวม 5,977 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2567 ที่ผ่านมา(QoQ) และมีกำไรสุทธิ 95.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 888.40% (QoQ) ส่งผลให้มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) แตะ 468 ล้านบาท เติบโต 23% (QoQ)

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า ในปีที่ผ่านมานับว่ามีความท้าทาย โดยหากอ้างอิงจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ มีอัตราส่วนลดลงประมาณ 26% เทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ MGC-ASIA รับมือกับสถานการณ์ได้น่าพอใจ โดยมีอัตราส่วนลดลงเพียง 10% เป็นผลมาจากรถยนต์ไฟฟ้าก็มีการเติบโตอย่างมีนัย ทั้งแบรนด์ XPENG และ ZEEKR ที่ได้การตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี และมียอดส่งมอบรถมากกว่า 1,000 คัน จากปีก่อนที่ภาพรวมการส่งมอบรถยนต์ใหม่และรถยนต์มือสองประมาณ 9,000 คัน นอกจากนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บริษัทฯ มีสินค้ารอส่งมอบ (Backlog) แบ่งเป็น, XPENG จำนวน 767 คัน, ZEEKR จำนวน 230 คัน, Rolls-Royce จำนวน 8 คัน, BMW จำนวน 42 คัน, MINI Cooper จำนวน 78 คัน, HONDA จำนวน 337 คัน, Harley-Davidson จำนวน 50 คัน และ BMW Motorrad จำนวน 41 คัน และในไตรมาส 1/2568 บริษัทฯ ยังเตรียมส่งมอบรถยนต์ XPENG X9 รถตู้ไฟฟ้าทรงสปอร์ตอัจฉริยะ พวงมาลัยขวาล็อตแรกของโลก เพื่อต่อยอดผลการดำเนินงานให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะแบรนด์ XPENG จำนวน 12 แห่งทั่วประเทศ และ ZEEKR by Z Mobility Plus อีก 2 สาขา คือ ศรีนครินทร์ และวิภาวดี ขณะที่ธุรกิจบริการหลังการขาย รวมถึงศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง Tesla Approved Body Shop (TAB) ที่ได้รับความไว้วางใจจาก TESLA ให้เป็นผู้บริการซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ไฟฟ้า TESLA ก็อยู่ในช่วงขยายตัวและมีกำไรต่อเนื่อง จากการเพิ่มจำนวนของรถยนต์ที่เข้ารับบริการ 19%

“ช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจาก คอนติเทนทอล ไทรส์ ผู้ผลิตยางรถยนต์ระดับโลกในการร่วมมือกันทำโครงการที่เอื้อประโยชน์ให้กับลูกค้า พร้อมตอบแทนสังคมอย่างยั่งยืน อีกทั้งมีการขยายธุรกิจสู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่เราได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ CITY AUTO GROUP ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ เพื่อศึกษาโอกาสธุรกิจร่วมกัน ทั้งบริการ รถใหม่ รถมือสอง รถเช่า บริการทางการเงิน และประกันภัย เพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจ และสร้างการเติบโตร่วมกันในไทยและเวียดนาม” ดร.สัณหวุฒิ กล่าวเสริม

ด้าน Alpha X ผู้ให้บริการทางการเงินให้กับกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง มีความชำนาญในด้านสินทรัพย์ที่เป็นยานพาหนะหรู ทั้งรถยนต์ เรือยอทช์ และเครื่องบิน ตลอดจน อสังหาริมทรัพย์ โดยร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ ที่เป็นผู้นำในการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เพื่อให้บริการแบบครบวงจรโดยในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ เน้นการให้สินเชื่อเพื่อสร้างความมั่งคั่ง (Wealth Lending) ซึ่งให้ผลตอบแทนในระดับสูง และมีความเสี่ยงที่ต่ำ ส่งผลให้พอร์ตการให้สินเชื่อเติบโตขึ้นกว่า 45% นอกจากนี้ มีการปรับลดขั้นตอนทำงาน และลดต้นทุนในการดำเนินงานลงได้กว่า 10% จากปีก่อนหน้า และลดการให้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยง ส่งผลให้การลงทุนทางด้านเครดิตลดลงกว่า 50% เทียบกับปีก่อนหน้า ทำให้บริษัทฯ มีกำไรสุทธิเป็นปีแรก และปีนี้ บริษัทฯ ยังคงเน้นการเติบโตผ่านบริการ Wealth Lending ในอัตราที่เพิ่มขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วย AI พร้อมนำเสนอทางออกในการชำระหนี้ที่ยั่งยืนให้กับลูกค้า

ส่วน ธุรกิจบริการประกันภัย ที่บริหารงานโดย บริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (Howden Maxi) ในปีงบประมาณช่วงเดือนตุลาคม 2566 ถึง กันยายน 2567 บริษัทฯ สามารถทำรายได้แตะระดับ 337 ล้านบาท เติบโต 2% และ มีกำไรสุทธิ 99 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน ทั้งนี้เป็นผลมาจากการเติบโตของกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ รวมถึงการขยายพอร์ตไปยังกลุ่มลูกค้ารายใหม่มากขึ้น โดยทีมที่สามารถสร้างรายได้เข้าเป้า มาจากทีมอัญมณีเครื่องประดับ, ทีมงานศิลปะ และทีมงานโครงการพิเศษ  นอกจากนี้ ธุรกิจท่องเที่ยวเริ่มกลับมาเฟื่องฟู ส่งผลให้ธุรกิจรถเช่า SIXT  มีรายได้เติบโต 11.10% ซึ่งถือว่ามีอัตราการเติบโตและผลกำไรที่น่าพอใจ ทั้งรถเช่าระยะสั้น และรถเช่าระยะยาว รวมถึงบริการพนักงานขับรถ

มาสด้าอัปสกิลจัดแข่งขัน MAZTECH THAILAND ประจำปี 2567 ยกระดับมาตรฐานการบริการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้า

0

มาสด้าเป็นมากกว่าแบรนด์ที่จำหน่ายรถยนต์ เป็นผู้ที่มีความรักในรถยนต์ และต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคนที่รักรถ เพื่อส่งมอบความสุขในการขับขี่ให้กับลูกค้าทุกคน โดยมีเป้าหมายคือเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ลูกค้ารักและมองหา เป็นแบรนด์ที่สร้างความเชื่อมโยงทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก เพื่อมอบประสบการณ์ความสุขในการขับขี่จนพัฒนาเป็นความสุขในการใช้ชีวิต และกลายเป็น “ส่วนหนึ่งของชีวิตที่เติมเต็มความหมาย” มาสด้าจึงจัดการแข่งขันทักษะด้านการบริการลูกค้า หรือ MAZTECH Thailand ประจำปี 2567 เพื่อเฟ้นหาสุดยอดพนักงานฝ่ายบริการหลังการขายที่มีความเป็นเลิศใน 3 ประเภท คือ ประเภทช่างเทคนิค ที่ปรึกษาด้านการบริการ และเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ ซึ่งเป็นไปตามพันธกิจของแบรนด์มาสด้า เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการตามแนวทางการบริหารคุณค่าแบรนด์ (Mazda Brand Value Management) เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาทักษะและส่งเสริมศักยภาพความแข็งแกร่งให้บุคลากรของผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศ ด้วยปณิธานที่มุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าตลอดระยะเวลาที่ครอบครองรถ โดยคัดเลือกสุดยอดบุคลากรจากทั่วประเทศด้วยการทดสอบที่เข้มข้นให้เหลือเพียง 30 คน เพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ โดยการแข่งขันจัดขึ้น ณ ศูนย์ฝึกอบรมมาสด้า

นายศราวุฒิ บรรยงค์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) กล่าวเปิดงาน MAZTECH Thailand ว่าเป็นกิจกรรมที่มาสด้าจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีและต่อเนื่องมาเป็นเวลา 19 ปี โดยมีวัตถุประสงค์หลักสำคัญ คือ การยกระดับมาตรฐานการให้บริการตามแนวทางการบริหารคุณค่าแบรนด์มาสด้า Mazda Brand Value Management อันสะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาและแนวคิด PPV ประกอบด้วย Purpose เจตนารมณ์และเหตุผลในการดำรงอยู่ของมาสด้า Promise คำมั่นสัญญาจากแบรนด์ที่มีให้กับลูกค้า และ Values การสร้างคุณค่าของแบรนด์ให้เป็นมากกว่ายานพาหนะ ทั้งสามส่วนนี้คือแกนหลักในการส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้า เพื่อสร้างประสบการณ์ความประทับใจและความพึงพอใจสูงสุดตลอดระยะเวลาครอบครองรถ จนกระทั่งกลับมาซื้อซ้ำหรือซื้อเพิ่มเติม อันเป็นเป้าหมายของแบรนด์ตามกลยุทธ์ Retention Business Model ที่มาสด้ามุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) ในทุกกระบวนการของการทำงาน เพื่อส่งมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจ รวมถึงเติมเต็มคุณค่าในทุกเส้นทางและทุกการใช้ชีวิตของลูกค้า

ปัจจุบันมาสด้ามีผู้จำหน่ายทั้งหมด 84 โชว์รูม สามารถรองรับลูกค้าเข้ารับบริการได้ถึง 700,000 คันต่อปี หรือ 57,000 คันต่อเดือน โดยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมีจำนวน 19 โชว์รูม สามารถรองรับปริมาณลูกค้าเข้ารับบริการได้ถึง 250,000 คนต่อปี หรือ มากกว่า 20,000 คันต่อเดือน ส่วนต่างจังหวัดมีผู้จำหน่ายอยู่ทั้งหมด 65 แห่ง สามารถรองรับปริมาณการบริการได้สูงสุด 450,000 คันต่อปี หรือ มากกว่า 37,000 คันต่อเดือน พร้อมรองรับความต้องการของลูกค้าที่จะมาเข้ารับบริการได้เพียงพอและครอบคลุมทั่วประเทศ

การจัดแข่งขัน MAZTECH Thailand ประจำปี 2567 จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรฝ่ายบริการของผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ได้มีโอกาสพัฒนาขีดความสามารถของตนเอง และเพิ่มศักยภาพในการให้บริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และนำเอาองค์ความรู้ที่ได้รับจากการแข่งขันกลับไปดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด รวมถึงให้คำแนะนำและการช่วยเหลือลูกค้าให้เกิดความสบายใจไร้ความกังวลในทุกครั้งที่กลับเข้าศูนย์ฯ ด้วยคุณภาพการบริการที่ได้มาตรฐานและใส่ใจในทุกรายละเอียด อีกทั้งสามารถแก้ไขปัญหาได้ครบจบในครั้งแรก ที่สำคัญยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการเป็นตัวแทนจากประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันทักษะด้านบริการในระดับนานาชาติต่อไป โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา มีผู้ผ่านเข้าร่วมการแข่งขันรอบคัดเลือกทั้งหมด 188 คน จากบุคลากรของผู้จำหน่ายทั่วประเทศ โดยแบ่งออกเป็นช่างเทคนิค 66 คน ที่ปรึกษาด้านการบริการ 61 คน และเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ 61 คน ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดจำนวน 10 คน ในแต่ละประเภท จะได้เข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ณ ศูนย์ฝึกอบรมมาสด้า โดยผู้ที่ชนะเลิศในการแข่งขันแต่ละประเภทประจำปี 2567 มีดังต่อไปนี้

ประเภท ช่างเทคนิค

ชนะเลิศ:  นาย ภาณุพงษ์ คมขำ บริษัท มาสด้า ชลบุรี จำกัด (มหาชน) – ประดิษฐ์มนูธรรม

รองชนะเลิศ อันดับ 1:  นาย ณัฐนันต์ พวงทอง บริษัท นที ยูนิตี้ มอเตอร์ จำกัด – ราชพฤกษ์

รองชนะเลิศ อันดับ 2:  นาย อนุพงษ์ มูลอ้าย บริษัท 14 ออโตโมทีฟ จำกัด

ประเภท ที่ปรึกษาด้านบริการ

ชนะเลิศ:  นางสาว วรรนิสา นาคพลี บริษัท แอลบาทรอส ออโต้ จำกัด

รองชนะเลิศ อันดับ 1:  นางสาว สาวิตรี ไพรศรี บริษัท มาสด้าเชียงใหม่ จำกัด

รองชนะเลิศ อันดับ 2:  นางสาว วันวิสา เพ็ชรประเสริฐ บริษัท มาสด้า มหาราช จำกัด

ประเภท เจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์

ชนะเลิศ:  นางสาว ฐิติมา แสงรอด บริษัท วีเอ็มดี ออโต้เซลส์ จำกัด

รองชนะเลิศ อันดับ 1 :  นางสาว ศศิธร น้อยวิไล บริษัท 14 ออโตโมชั่น จำกัด

รองชนะเลิศ อันดับ 2 :  นางสาว จุฑามาศ รักธรรม บริษัท ดุสิตออโต้เซลส์ จำกัด

ผู้ชนะเลิศการแข่งขัน MAZTECH Thailand ประจำปี 2567
ผู้ที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศการแข่งขัน MAZTECH Thailand ประจำปี 2567

มร. ทาเคชิ มิคามิ ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) กล่าวในพิธีมอบรางวัล MAZTECH Thailand ในปีนี้ว่า “มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ชนะเลิศและรองชนะเลิศการแข่งขัน MAZTECH Thailand ประจำปี 2567 ขอขอบคุณในความมุ่งมั่นเพื่อส่งมอบประสบการณ์บริการที่เป็นเลิศให้กับลูกค้าของเราเสมอมา รวมถึงผู้บริหารของผู้จำหน่ายฯ ที่ให้การสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ตามปณิธานของมาสด้า คือ การส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่นำมาซึ่งประสบการณ์ความสุขในการขับขี่ เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตในทุกมิติ โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางในทุกบริบท สำหรับทุกท่านที่ผ่านเข้ามาสู่รอบชิงชนะเลิศครั้งนี้ ผมชื่นชมและเป็นกำลังใจให้ทุกคนมุ่งมั่นฝึกฝนพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นไม่ย่อท้อ เชื่อว่าทุกคนล้วนมีหัวใจรักในการบริการ เพราะเราล้วนมีสปิริตเดียวกัน นั่นคือ Challenger Spirit อันเป็นสิ่งหล่อหลอมให้พวกเราชาวมาสด้าเดินหน้ามาจนถึงทุกวันนี้ ผนวกกับจิตวิญญาณการให้บริการที่เอาใส่ใจในทุกรายละเอียด ไม่เพียงแค่กระบวนการทำงานที่ได้มาตรฐานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการขยายครอบครัวมาสด้าให้เติบโตอย่างยั่งยืน อันเกิดจากความมุ่งมั่นที่แท้จริง แล้วเราจะประสบความสำเร็จในอนาคตไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน

“มาสด้าขอให้คำมั่นสัญญาว่า เราจะเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อส่งมอบการบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้ามาสด้าในทุก Touchpoint ยกระดับประสบการณ์ด้านการบริการให้กับลูกค้าทุกคน และมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการบริการให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าแบบครบวงจร นับแต่วันแรกที่แบรนด์มาสด้าได้มีโอกาสทำความรู้จักกับลูกค้า ตั้งแต่ก่อนที่ลูกค้าจะซื้อรถ ตลอดจนการบริการหลังการขาย หรือการกลับมาซื้อซ้ำในครั้งต่อๆ ไป เพื่อแทนคำขอบคุณที่ลูกค้าไว้วางใจและเลือกใช้รถยนต์มาสด้าเป็นรถยนต์คู่ใจของทุกคนในครอบครัว” มร. ทาเคชิ มิคามิ กล่าวเพิ่มเติม

ฟอร์ดจัดประชุมผู้จำหน่าย เน้นความเป็นเลิศทั้งด้านการขายและการบริการ เสริมสร้างความร่วมมือกับผู้จำหน่ายให้แข็งแกร่ง

0

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดประชุมใหญ่ประจำปีเพื่อแถลงทิศทางธุรกิจกับผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ ประกาศกลยุทธ์ต่อยอดความสำเร็จจากปี 2567 ซึ่งฟอร์ดครองอันดับ 3 ของตลาดรถกระบะและรถยนต์นั่งเอนกประสงค์ได้อย่างเหนียวแน่น อันเป็นผลจากการนำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งในด้านสมรรถนะ เทคโนโลยี และบริการหลังการขาย โดยงานจัดขึ้น ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร

ฟอร์ดยังคงมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายในการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดและตอกย้ำความเป็นผู้นำของรถฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ในตลาดรถกระบะ และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ โดยเฉพาะฟอร์ด เอเวอเรสต์ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้น 1.8% ในปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งเตรียมกลยุทธ์ทางการตลาดหลากหลายเพื่อสร้างความแตกต่างและตอบโจทย์ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังคงให้ความสำคัญการยกระดับบริการลูกค้า เพื่อมอบประสบการณ์เหนือระดับในการเป็นเจ้าของรถฟอร์ด โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์ ‘สะดวก มั่นใจ ประทับใจ’ นำเทคโนโลยีเข้ามาให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น ตั้งแต่การตัดสินใจซื้อจนถึงการบริการหลังการขาย ฟอร์ดและผู้จำหน่ายจะร่วมกันขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกมิติและมุ่งให้ความสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของผู้จำหน่ายทุกภาคส่วน

 

ทรู ลีสซิ่ง ต่อยอดธุรกิจผู้ให้บริการรถเช่าทุกประเภท พร้อมเสริมแกร่งการท่องเที่ยวอยุธยา เผยโฉม แลนด์มาร์คแห่งใหม่ “The Wonder Blue Classic Boathouse Ayutthaya”

0
default

ทรู ลีสซิ่ง ผู้ให้บริการรถเช่าทุกประเภทชั้นนำของไทย เดินหน้าขยายธุรกิจ ร่วมยกระดับการท่องเที่ยวในอยุธยาและประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน เปิดตัว “เดอะ วันเดอร์ บลู คลาสสิค โบตเฮาส์ อยุธยา” (The Wonder Blue Classic Boathouse Ayutthaya) แลนด์มาร์คแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผสานความคลาสสิคของเรือระดับตำนานเข้ากับเสน่ห์อยุธยาได้อย่างลงตัว ชูคอนเซ็ปต์รวมที่สุดแห่งความเป็น “หนึ่งเดียวในโลก” ทั้งโบตเฮาส์ที่รวมคอลเลคชั่นเรือคลาสสิคที่เปิดให้ชมมากที่สุด ท่าเรือส่วนตัวสไตล์อิตาลี แกลลอรี่ชมเรื่องราวประวัติเรือคลาสสิคอันทรงคุณค่า ไพรเวทเล้าจน์ชมไฮไลท์ “โชว์เคสการยกเรือ” ให้บริการล่องเรือคลาสสิคสัมผัสความงดงามสองฝั่งลำน้ำกรุงเก่า พร้อมดื่มด่ำกับมื้ออาหารสุดพิเศษ ณ The Summer House @ Wonder Blue ในบรรยากาศริมโค้งน้ำที่สวยที่สุด ครบทุกมิติแห่งการท่องเที่ยว “กิน ดื่ม เที่ยว” จบในที่เดียว เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 – 20.00 น. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.TheWonderBlueAyutthaya.com

นายขจร เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทรู ลีสซิ่ง จำกัด กล่าวว่าทรู ลีสซิ่ง ผู้ให้บริการรถเช่าระยะยาว และรถเช่ารายวันที่พร้อมตอบโจทย์ทั้งการเดินทาง ท่องเที่ยวและขนส่ง มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศในจังหวัดสำคัญของแต่ละภูมิภาค ทั้งภาคเหนือที่เชียงใหม่และเชียงราย ภาคใต้ที่ภูเก็ตและกระบี่ ภาคตะวันออกที่พัทยา ส่วนภาคกลางที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และทรู ลีสซิ่ง ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์ภาคกลาง ครอบคลุมตั้งแต่ภาคกลางจนถึงภาคกลางตอนเหนือ ปักหมุดอยุธยา อีกหนึ่งจังหวัดศูนย์กลางที่ทรู ลีสซิ่ง เข้าไปดำเนินธุรกิจบริการแบบครบวงจรพร้อมรองรับทั้งลูกค้าปัจจุบัน ลูกค้าใหม่ รวมถึงกลุ่มลูกค้านิคมอุตสาหกรรมต่างๆ โดยล่าสุด ได้ต่อยอดธุรกิจเพื่อร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวอยุธยา ซึ่งยังเป็นจุดยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวในตัวที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “เวนิสแห่งตะวันออก”

เปิดให้บริการ “เดอะ วันเดอร์ บลู คลาสสิค โบตเฮาส์ อยุธยา” (The Wonder Blue Classic Boathouse Ayutthaya) ซึ่งเป็นโบตเฮาส์ที่รวบรวมเรือแฮคเกอร์-คราฟต์ทั้งหมด เป็นแบรนด์เรือคลาสสิคตำนานระดับโลกที่มีชื่อเสียงมากว่า 100 ปี มีทั้งหมด 12 ลำ แบ่งให้บริการทั้งในกรุงเทพฯ ล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ปี 2561 โดยที่จังหวัดอยุธยา สร้างเป็นโบตเฮาส์เรือคลาสสิคส่วนตัว ท่ามกลางเมืองมรดกโลกที่มีประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่ามาอย่างยาวนาน เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้ได้ล่องเรือคลาสสิค สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ โดยไม่ต้องเดินทางไกลไปถึงต่างประเทศ ทั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโบตเฮาส์แห่งนี้ จะเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ อีกหนึ่งจุดหมายปลายที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาชมทัศนียภาพและประทับใจกับความงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยากลางกรุงเก่าในรูปแบบใหม่ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนการท่องเที่ยวจังหวัดอยุธยาร่วมกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ตลอดจนสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป”

รวมที่สุดแห่งความเป็นหนึ่งเดียวในโลก

“เดอะ วันเดอร์ บลู คลาสสิค โบตเฮาส์ อยุธยา” (The Wonder Blue Classic Boathouse Ayutthaya) พร้อมมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ กับ 5 ความเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่ควรพลาด ได้แก่

  1. แลนด์มาร์คแห่งใหม่ หนึ่งเดียวในโลกที่ผสานความคลาสสิคของเรือระดับตำนานเข้ากับมนต์เสน่ห์อยุธยา เมืองมรดกโลกได้อย่างลงตัว
  2. หนึ่งเดียวที่มีคอลเลคชั่นเรือคลาสสิคเปิดให้ชมมากที่สุด โดยทุกลำเป็นเรือคลาสสิคแฮคเกอร์-คราฟต์ (Hacker-Craft) ทั้งหมด ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์ดั้งเดิมที่สุดของประเทศสหรัฐอเมริกา มีชื่อเสียงมายาวนานกว่า 100 ปี สร้างจากไม้มะฮอกกานีที่ดีที่สุด จนเป็นที่กล่าวขานว่า “นี่ไม่ใช่แค่เรือ หากแต่เป็นงานศิลปะที่ลอยอยู่บนผืนน้ำ”
  3. หนึ่งเดียวที่เปิดประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ให้เยี่ยมชมแกลเลอรี่ สัมผัสเสน่ห์ของเรือคลาสสิคอันทรงคุณค่า ท่ามกลางมนต์เสน่ห์แห่งอยุธยาซึ่งโอบล้อมประวัติศาสตร์ สายน้ำ และสถาปัตยกรรมอันวิจิตรเหนือกาลเวลา
  4. หนึ่งเดียวที่ผสานนวัตกรรมเข้ากับศิลปะเรือคลาสสิค ด้วยไฮไลท์ “โชว์เคสการยกเรือ” ลงน้ำให้บริการล่องเรือคลาสสิค ที่สะกดทุกสายตา สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม
  5. หนึ่งเดียวที่ครบทุกมิติไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยว จากการชมโบตเฮ้าส์ สู่การล่องเรือคลาสสิค พร้อมเพลิดเพลินกับมื้ออาหารสุดพิเศษรสเลิศ ในบรรยากาศริมโค้งน้ำที่งดงามที่สุดของอยุธยา ณ The Summer House @ Wonder Blue นับได้ว่า “กิน ดื่ม เที่ยว” จบครบในที่เดียว

นอกจากนี้ The Wonder Blue Classic Boathouse Ayutthaya ยังมีไพรเวทเล้าจน์ คาเฟ่ร้านอาหาร พื้นที่จัดงาน และบริการรถรับ-ส่ง และรถเช่าทุกประเภทจากทรู ลีสซิ่ง เพื่อให้สถานที่แห่งนี้สมกับเป็น One-Stop-Destination สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างแท้จริง เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์ถึงอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 9.00 – 20.00 น. โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม และจองออนไลน์สำหรับบริการล่องเรือคลาสสิกที่อยุธยาได้ที่ www.TheWonderBlueAyutthaya.com และสามารถจองออนไลน์เพื่อเช่ารถทุกประเภท และบริการล่องเรือคลาสสิกที่กรุงเทพฯ ได้ที่ www.trueleasing.co.th หรือติดต่อคอลล์ เซ็นเตอร์ True Leasing 1279 ตลอด 24 ชั่วโมง

“เกรท วอลล์ มอเตอร์” เตรียมปล่อย “GWM HAVAL H6” รุ่นใหม่ล่าสุด! อัปเกรดเต็มพิกัด อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีและดีไซน์ใหม่สุดล้ำ

0
GWM 1

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เตรียมเขย่าวงการรถยนต์เอสยูวีอเนกประสงค์หลังจากยืนยันการนำ GWM TANK 300 ขุมพลังดีเซลเข้ามาให้ชาวไทยได้สัมผัส ล่าสุดเตรียมเปิดตัว New GWM HAVAL H6 รุ่นปี 2025 ตามมาติด ๆ ทั้งรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด และปลั๊กอิน-ไฮบริด ที่มีการแปลงโฉมใหม่ให้ดูล้ำสมัย อัปเกรดระบบซอฟต์แวร์ให้เหนือชั้นไปอีกขั้น พร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์ที่สุดเร้าใจ เหนือชั้นกับสมรรถนะสุดเร้าใจที่ให้มาแบบจัดเต็ม และยังตอบรับเสียงของผู้บริโภคชาวไทยกับการพัฒนาช่วงล่างใหม่ให้ตอบโจทย์ความชื่นชอบและการขับขี่ของคนไทยมากยิ่งขึ้น พร้อมไฮไลต์ที่ยังคงเป็นรถยนต์เอสยูวีระบบปลั๊กอิน-ไฮบริดมีระยะทางการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ที่ไกลที่สุดในเซกเมนต์ อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าในทุกมิติ ตอบโจทย์เหล่าครอบครัวยุคใหม่ที่มองหานวัตกรรมล้ำหน้าเพื่อทุกการเดินทางที่แตกต่างอย่างเหนือชั้น ปลอดภัย และคุ้มค่าคุ้มราคาจากแบรนด์รถยนต์ระดับโลกอย่าง เกรท วอลล์ มอเตอร์

เตรียมนับถอยหลังสู่สุดยอดประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคต กับการพลิกโฉมครั้งสำคัญของ GWM HAVAL H6 ที่อัปเกรดมาอย่างครบครัน ตอบความต้องการอย่างครอบคลุม พร้อมปฏิวัตินิยามใหม่ของรถยนต์เอสยูวีในประเทศไทยให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น เร็ว ๆ นี้!

เติม “บางจาก” ทุก 500 บาท รับฟรีน้ำดื่มขวดใหญ่ 1.5 ลิตร พิเศษ สมาชิกฯ รับเพิ่มแลกซื้อเครื่องดื่มอินทนิลเพียงครึ่งราคา

0
บางจาก 1

บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดสมนาคุณลูกค้าต้อนรับหน้าร้อน “เติมฉ่ำ ซัมเมอร์” เมื่อเติมน้ำมันบางจากทุกชนิด ทั้งกลุ่มแก๊สโซฮอล์และดีเซล ครบทุก 500 บาท รับฟรี น้ำดื่มขวดใหญ่ ขนาด 1.5 ลิตร มูลค่า 15 บาท จำนวน 1 ขวด ตั้งแต่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 ถึง 31 มีนาคม 2568 ณ ปั๊มบางจากและเอสโซ่เดิมที่ร่วมรายการทั่วประเทศหรือสังเกตจากป้ายหน้าสถานีบริการน้ำมัน

บางจาก 2

พิเศษ สำหรับสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ รับเพิ่มอีกต่อ นำสลิปเติมน้ำมันแลกซื้อเครื่องดื่มอินทนิลเพียงครึ่งราคา สำหรับเมนูอเมริกาโน่เย็น และชาไทยลาเต้เย็น ขนาด 22 ออนซ์ (จากราคาปกติ 60 บาท) จำนวน 1 แก้ว / สลิป โดยใช้สลิปที่เติมน้ำมันระหว่าง 20 กุมภาพันธ์ 2568 ถึง 31 มีนาคม 2568 และแลกรับสิทธิ์ได้ถึง 15 เมษายน 2568 ณ ร้านอินทนิลทุกสาขาที่ร่วมรายการ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bcpgreenmiles.com และ www.bangchakmarketplace.com

บางจาก 3

“สมาคมรถโบราณ” จัดขบวนพาเหรด ร่วมงานพระนครคีรี-เมืองเพชร ครั้งที่ 38

0
สมาคมรถโบราณ 1

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย จัดขบวนพาเหรดรถโบราณ และรถคลาสสิค ทรงคุณค่า 12 คัน ร่วมพิธีเปิด งานพระนครคีรี-เมืองเพชร ครั้งที่ 38 ประจำปี 2568 ภายใต้ชื่องาน “วิมานฟ้าพระนครคีรี อัญมณีแห่งสยาม” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ณ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี (เขาวัง) จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568

สมาคมรถโบราณ 2

สมาคมรถโบราณ 3

สมาคมรถโบราณ 4

สมาคมรถโบราณ 6

สมาคมรถโบราณ 7

สมาคมรถโบราณ 10

ชมภาพรถโบราณในงาน พระนครคีรี-เมืองเพชร ครั้งที่ 38 เพิ่มเติมได้ที่ vintagecarclub.or.th และ facebook.com/VintageCarClub

“เอ็มจี” ทยอยนำเข้า NEW MG IM6 ล็อตแรก เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 มีนาคม

0
เอ็มจี 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เตรียมนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ NEW MG IM6 จำนวนกว่า 300 คัน จากท่าเรือ เซี่ยงไฮ้สู่ประเทศไทย โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกที่เริ่มนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้จาก SAIC MOTOR CORPORATION โดยรถรุ่นนี้มีแผนเตรียมนำเข้ามาในประเทศไทยต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรก และมีกำหนดเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 มีนาคม 2568

เอ็มจี 2

NEW MG IM6 มีเอกลักษณ์โดดเด่นทั้งในด้านเทคโนโลยี สมรรถนะการขับขี่ และนวัตกรรมล้ำสมัย โดย NEW MG IM6 ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้า SUV ขนาดกลางที่ได้รับความนิยมในจีน นอกจากนี้ ช่วงปีที่ผ่านมา IM6 ยังสามารถคว้ารางวัลมากมายในอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็น รางวัล Red Dot Design Award ปี 2021 และ 2024 ประเทศเยอรมนี จากระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ IM OS ในสาขา Brand & Communication Design และ รางวัล Product Design Award จาก IM6 ตามลำดับ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นเลิศในศาสตร์แห่งการออกแบบ สะท้อนความหรูหรา และตอกย้ำความมั่นใจในระบบความปลอดภัย ด้วยการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก C-NCAP (China-New Car Assessment Programme) อีกด้วย ด้วยจุดเด่นที่ครบครันตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น รวมถึงแพลตฟอร์มช่วงล่าง Digital Chassis ที่เน้นเรื่องสมรรถนะการขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์ เทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม การออกแบบภายในระดับพรีเมียม

เอ็มจี 4

สำหรับในประเทศไทย NEW MG IM6 ได้รับการปรับแต่งเพื่อให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมและความต้องการของผู้ใช้ในประเทศมากขึ้น ด้วยฟีเจอร์ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ขับขี่ให้เข้ากับสภาพถนนและพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทย โดยประเทศไทยถือเป็นตลาดยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในภาคยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) การตัดสินใจของ เอ็มจี ในการเลือกประเทศไทยเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายธุรกิจในระดับสากลนั้นเป็นเพราะศักยภาพของตลาดที่แข็งแกร่ง นโยบายสนับสนุนจากรัฐบาล และการต้อนรับที่ดีจากผู้บริโภคต่อรถยนต์พลังงานสะอาด การเปิดตัว NEW MG IM6 ในประเทศไทยในวันที่ 18 มีนาคมนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของ SAIC MOTOR CORPORATION ในการรุกตลาดโลก โดยบริษัทฯ มีแผนส่งออก NEW MG IM6 ไปยังประเทศอื่น ๆ เพื่อรุกตลาดต่างประเทศ ในปี 2025 พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ล้ำสมัยและมีคุณภาพสูงเพื่อตอบโจทย์การเดินทางอย่างชาญฉลาดและยั่งยืนให้แก่ผู้ใช้ทั่วโลก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจี ได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

 

 

บางจากฯ จับมือ สปสช. เปิด ‘คลินิกปันรักษ์’ ให้บริการสุขภาพพื้นฐาน ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก

0
บางจาก 1

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และบริษัท All Healthy จำกัด เปิดคลินิกปันรักษ์ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขพื้นฐานได้สะดวกและง่ายขึ้น ต่อยอดธุรกิจเสริมด้าน Health & Wellbeing ตามแผนยุทธศาสตร์การตลาดของบริษัทฯ เดินหน้าการสร้างสรรค์สถานีบริการน้ำมันบางจากให้เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับคนทุกช่วงวัย

บางจาก 2

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ ประธานกรรมาธิการสาธารณสุขสภาผู้แทนราษฏร ทพ. อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และผู้บริหารจากบริษัท All Healthy จำกัด ร่วมเปิด ‘คลินิกปันรักษ์’ สาขาแรกในสถานีบริการน้ำมันบางจาก ที่ถนนอ่อนนุช ซอยอ่อนนุช 55 เมื่อเร็วๆ นี้

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์การตลาดของบางจากฯ คือการพัฒนาสถานีบริการน้ำมันให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย ทั้งพลังงานคุณภาพสูง พร้อมเป็นจุดนัดพบและศูนย์กลางของชุมชน ตลอดจนการดูแลสุขภาพ ตามแนวคิด Greenovative Destination ของสถานีบริการน้ำมันบางจาก โดยแนวทางหนึ่งคือการดำเนินธุรกิจเสริมด้าน Health & Wellbeing ที่ครอบคลุมสุขภาพกาย ใจ และโภชนาการ ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้าให้บริการด้านสุขภาพกว่า 200 แห่ง และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 300 แห่งในปีนี้ ล่าสุดนี้ได้ต่อยอดเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพพื้นฐาน ด้วยการร่วมมือกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และบริษัท All Healthy เปิด “คลินิกปันรักษ์” ภายในสถานีบริการน้ำมันบางจาก ให้บริการรักษาพยาบาลเบื้องต้น เช่น การตรวจรักษาโรคทั่วไป เย็บแผล อุบัติเหตุฉุกเฉิน ฉีดวัคซีน และตรวจสุขภาพประจำปี รองรับทั้งผู้ใช้สิทธิบัตรทองและผู้ชำระเงินเอง โดยในระยะแรก บริษัทฯ ตั้งเป้าเปิดคลินิกปันรักษ์ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก 5 สาขาภายในปี 2568

นอกจากนี้ บางจากฯ ยังมีโครงการให้บริการด้านสาธารณสุขด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัยในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาและดูแลสุขภาพได้ทั้งในและนอกสถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ Health-Screening Kiosk ที่สามารถวัดค่าพื้นฐานด้านสุขภาพ ได้แก่ ส่วนสูง น้ำหนัก อุณหภูมิ ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ ระดับออกซิเจนในเลือด รวมถึงตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เพื่อคัดกรองโรคหัวใจเบื้องต้น นอกจากนี้ ยังคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพกับแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน พร้อมให้คำแนะนำด้านสุขภาพ

และอีกหนึ่งนวัตกรรมคือ เครื่องบำบัดด้วยออกซิเจนแรงดันสูง (Hyperbaric Oxygen Therapy) ที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย บรรเทาอาการอ่อนล้าและบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับและระบบไหลเวียนโลหิต อีกทั้งยังช่วยเร่งการฟื้นตัวหลังผ่าตัด เสริมการเผาผลาญ และเพิ่มภูมิต้านทาน โดยผู้ใช้บริการจะได้รับความผ่อนคลายไปด้วยในระหว่างการบำบัด

ด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงที่มาของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า รัฐบาลมีนโยบายที่มุ่งพัฒนา “30 บาทรักษาทุกที่” ในการขยายบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลและบริการสาธารณสุขได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ช่วยลดความแออัดของผู้ป่วยและภาระงานบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาล จึงได้ขยาย “หน่วยบริการนวัตกรรมสาธารณสุข” ในระบบฯ ที่ดำเนินการอยู่นี้ โดยมี “คลินิกเวชกรรมชุมชนอบอุ่น” เป็นหนึ่งในหน่วยบริการฯ

บางจาก 3

อย่างไรก็ดีแม้ว่า สปสช. จะดำเนินการทั้งในส่วนของสิทธิประโยชน์บริการ และเตรียมความพร้อมของระบบต่างๆ เพื่อรองรับการให้บริการ แต่การจะบรรลุตามเป้าหมายได้นั้น จุดที่ตั้งของหน่วยบริการถือเป็นปัจจัยสำคัญ ทำให้ประชาชนใช้สิทธิเข้ารับบริการตามนโยบายได้ และ “สถานีบริการน้ำมันบางจาก” ก็เป็นพื้นที่ตอบโจทย์ ซึ่งด้วยความตระหนักอันดีของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่นฯ ในการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทยรวมถึงคำนึงถึงสุขภาพของลูกค้า โดยในจำนวนนี้เป็นผู้มีสิทธิบัตรทองฯ จึงนำมาสู่ความร่วมมือนี้

ทั้งนี้ คลินิกปันรักษ์ เป็นหน่วยบริการนวัตกรรมฯ แห่งแรกที่ได้จัดตั้งขึ้นในสถานีบริการน้ำมันบางจากภายใต้ความร่วมมือกับ สปสช.ที่มีบริการครบครัน พร้อมให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ ทั้งบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น บริการการแพทย์ทางไกลในลักษณะผู้ป่วยนอกทั่วไป (OP Telemedicine) ที่ครอบคลุมรักษา 42 กลุ่มโรคและอาการสำหรับ ผู้มีสิทธิบัตรทองฯ และบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 7 รายการ สำหรับประชาชนทั่วไป

“เชื่อมั่นว่าคลินิกปันรักษ์จะเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่ขยายหน่วยบริการนวัตกรรมในสถานีบริการน้ำมันบางจากพื้นที่ต่างๆ ด้วยความมุ่งมั่นของสองหน่วยงานในการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทยต่อไป” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว

 

 

“ฮุนได” เปิดตัว “The New IONIQ 5 N Line” มาพร้อมชุดแต่งดีไซน์จากสนามแข่ง ในราคา 1.988 ล้านบาท

0
IONIQ 5 N Line 1

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย เปิดตัว IONIQ 5 N Line รุ่นปี 2025 เสริมไลน์อัป IONIQ 5 เจ้าของรางวัลระดับโลกด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น ผสานกับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ พัฒนาไดนามิกการขับขี่ด้วยแบตเตอรี่ใหม่ การเปิดตัวรุ่น N Line ยังเป็นก้าวสำคัญของฮุนไดในการนำสุนทรียศาสตร์การออกแบบจากมอเตอร์สปอร์ตมาสู่กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ตอบโจทย์ผู้ที่มองหาทั้งดีไซน์สปอร์ตและความอเนกประสงค์ในหนึ่งเดียว

IONIQ 5 N Line  2

นายเจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “N Line คือการออกแบบพิเศษของฮุนไดเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจมากขึ้นสำหรับรถไฟฟ้า โดยฮุนไดมุ่งทลายข้อจำกัดของการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ผ่านการนำเสนอนวัตกรรม สมรรถนะ และการออกแบบที่ล้ำสมัย ซึ่งรถยนต์ในรุ่น N Line ยังเป็นมากกว่าความสวยงาม เพราะผสมผสานทั้งองค์ประกอบดีไซน์แนวสปอร์ต ในขณะเดียวกันยังคงความสะดวกสบายสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองหรือเดินทางไกลบนทางหลวง IONIQ 5 N Line จึงเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสความเร้าใจในชีวิตประจำวัน”

IONIQ 5 N Line 3

IONIQ 5 N Line เปี่ยมพลังและนวัตกรรมที่ดีขึ้น
การอัปเกรดครั้งสำคัญของ IONIQ 5 N Line ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยชุดแบตเตอรี่แบบใหม่ขนาด 84.0 กิโลวัตต์ชั่วโมง เพิ่มระยะทางการขับขี่ได้สูงสุดถึง 530 กม. (จากเดิม 481 กม. ในแบตเตอรี่ขนาด 72.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง) มอบประสิทธิภาพและความมั่นใจในการเดินทางที่ไกลขึ้น นอกจากนี้ดีไซน์ภายนอกยังได้รับการออกแบบใหม่เพื่อให้ดูสปอร์ต ด้วยดีไซน์ด้านหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมกันชนหน้า-หลัง และล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ที่ออกแบบใหม่เฉพาะรุ่น N Line เพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านอากาศพลศาสตร์

IONIQ 5 N Line 4

ภายในห้องโดยสารของ IONIQ 5 N Line ผสานความสปอร์ตและความสะดวกสบายระดับพรีเมียมอย่างลงตัว พวงมาลัยหุ้มหนังฉลุลายพร้อมตะเข็บด้ายแดง เบาะนั่งสไตล์สปอร์ตหุ้มด้วยหนัง Alcantara พร้อมโลโก้ N เบาะผู้ขับขี่ปรับเอนนอนได้แบบ Zero Gravity ด้วยไฟฟ้าพร้อมที่พักขา เพิ่มบรรยากาศสปอร์ตด้วยคันเร่งและเบรกดีไซน์สปอร์ต แผงหน้าปัดดีไซน์ N Line และแผงบุหลังคาสีดำ คอนโซลกลางแบบ Universal Island ที่ปรับปรุงใหม่ วางปุ่มควบคุมต่าง ๆ ในตำแหน่งที่เข้าถึงง่าย พร้อมแท่นชาร์จไร้สายที่ย้ายมาตำแหน่งด้านบนของคอนโซลกลาง เพื่อความสะดวกสบายสูงสุดในทุกการเดินทาง

IONIQ 5 N Line 6

“Spark your drive. เติมตัวตนที่ใช่” ด้วย IONIQ 5 N Line
IONIQ 5 N Line เป็นโมเดลแรกที่ทำตลาดพร้อมชุดแต่ง N Line ของฮุนได เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจมากขึ้น โดยถูกวางตำแหน่งให้อยู่ระหว่าง IONIQ 5 และ รุ่นสมรรถนะสูงอย่าง IONIQ 5 N ผสมผสานแรงบันดาลใจจากโลกมอเตอร์สปอร์ตมายังการออกแบบ IONIQ 5 N Line ภายใต้สโลแกน “Spark your drive. เติมตัวตนที่ใช่” ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของยานยนต์กลุ่ม N ของฮุนได ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการโดดเด่นบนท้องถนนด้วยการออกแบบที่แตกต่าง ในขณะที่ยังคงความสะดวกสบายสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

IONIQ 5 N Line  6

เทคโนโลยีการขับขี่ที่ปลอดภัย และล้ำสมัย

IONIQ 5 N Line ผสานเทคโนโลยีล่าสุดของฮุนไดเพื่อมอบความมั่นใจในการขับขี่ที่ปลอดภัยและชาญฉลาด มาพร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์ล้ำสมัย ด้วยหน้าจอสัมผัสมัลติมีเดียขนาด 12.3 นิ้วและแผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว รองรับ wireless Apple CarPlay และ Android Auto เพื่อการเชื่อมต่อสมาร์ตโฟนที่สะดวกไร้สาย เพื่อเพิ่มความปลอดภัย IONIQ 5 N Line ยังติดตั้งระบบ Hyundai SmartSense™ ซึ่งมีทั้งระบบช่วยหลีกเลี่ยงการชนในจุดบอด (BCA) ระบบหลีกเลี่ยงการชนด้านหน้า (FCA) ระบบช่วยรักษาตำแหน่งในช่องเดินรถ (LKA) และระบบควบคุมในช่องเดินรถ (LFA) รวมถึงระบบควบคุมความเร็วคงที่อัจฉริยะ (SCC) พร้อมระบบ Stop & Go โดยคุณสมบัติเหล่านี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจและความสะดวกสบายในการขับขี่ทางไกลของคุณ

IONIQ 5 N Line 7

นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว IONIQ 5 N Line ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ในการเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการนำเสนอนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง รถยนต์รุ่นนี้ถือเป็นการขยายไลน์อัปของ IONIQ 5 โดยผสานการออกแบบที่นำแรงบันดาลใจจากวงการมอเตอร์สปอร์ตเข้ากับเทคโนโลยีไฟฟ้าขั้นสูง เพื่อนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าที่เน้นสมรรถนะมาสู่ตลาดเมืองไทย ยกระดับพอร์ตโฟลิโอของ IONIQ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ฮุนไดในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม”

IONIQ 5 N Line 9

IONIQ 5 N Line เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 1.988 ล้านบาท ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสรถคันจริง ได้ที่ IONIQ Lab อาคารทรูดิจิทัลพาร์ค ฝั่งเวสต์ ได้ระหว่างวันที่ 21-28 กุมภาพันธ์ 2568 หรือพบกับข้อเสนอสุดพิเศษได้ที่ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 ณ IMPACT Challenger กรุงเทพฯ