Home Blog Page 115

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เสริมความแข็งแกร่ง แต่งตั้ง 2 ผู้บริหารระดับสูง

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรอย่างแข็งแกร่ง เสริมทัพคณะผู้บริหารสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยประกาศแต่งตั้ง 2 ผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ มร. มิโนะรุ คิโนะชิตะ ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการบริษัท ต่อจาก มร. โนโบรุ สึจิ – และ มร. โนบุฮิโกะ โคอิซูมิ ดำรงตำแหน่ง กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ผู้แทนโรงงาน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ต่อจาก มร. เออิจิ โอกาวะ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 เป็นต้นไป

มร. มิโนะรุ คิโนะชิตะ เริ่มต้นทำงานกับมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ในปี 2533 และสั่งสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจยานยนต์ในตลาดต่างประเทศมาอย่างยาวนาน อาทิ จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และ ไทย รวมถึงได้รับมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบตลาดในหลากหลายประเทศ ในภูมิภาคอาเซียนและโอเชียเนีย (ASEAN & Oceania) ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยกรรมการรองผู้จัดการใหญ่ (Assistant Executive Vice President) มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ในปี 2567 ในสายงานกลยุทธ์การตลาดสากล (Global Market Strategy) และ กลยุทธ์การขาย (Sales Strategy) ก่อนเดินทางมารับตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการบริษัท (Chairman of the Board) มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย

ขณะที่ มร. โนบุฮิโกะ โคอิซูมิ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ผู้แทนโรงงาน (Executive Vice President, LCB Representative) มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เริ่มต้นทำงานกับมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ตั้งแต่ปี 2534  และได้ทำงานอยู่ในสายงานผลิตจนเชี่ยวชาญ โดยมีประสบการณ์การทำงานในสายงานผลิต ในโรงงานที่ประเทศญี่ปุ่น เมืองนาโงยะ (Nagoya) และเมืองโอกาซากิ (Okazaki) รวมถึงในประเทศไทยด้วย จนในปี 2568 ด้วยความเชี่ยวชาญในสายงานผลิตในระดับสูง จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็น ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส (Senior Vice President) สายงานผลิต ที่มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในเดือนมีนาคม ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งให้มารับตำแหน่ง กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ผู้แทนโรงงาน ในเดือนเมษายนนี้

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ให้ความสำคัญกับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนในฐานะตลาดที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ การเสริมทัพผู้บริหารในครั้งนี้จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทฯ และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ระดับภูมิภาคและระดับโลก ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นหัวใจสำคัญสู่ยุทธศาสตร์แห่งการเติบโตของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น และเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์มิตซูบิชิ ที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศญี่ปุ่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น โดยมีโรงงานผลิตรถยนต์ 3 แห่ง โรงงานผลิตเครื่องยนต์ 1 แห่ง พร้อมด้วย
สนามทดสอบรถยนต์แห่งแรกที่ตั้งอยู่นอกประเทศญี่ปุ่น การที่ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ จึงส่งผลให้มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลาง
การปฏิบัติงานที่สำคัญทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมีการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออกจากไทยไปยังกว่า
120 ประเทศทั่วโลก

ครึ่งทาง “บางกอก มอเตอร์โชว์” ผู้บริโภคแห่ตอบรับรถ xEV ดันยอดจองโต 29%

0

สัปดาห์แรกของการจัดงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 46 ค่ายรถที่เข้าร่วมงานกวาดยอดจองไปแล้วมากกว่า 2.4 หมื่นคัน มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 29.1 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุมาจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และการเปิดตัวรถยนต์ในกลุ่ม xEV รุ่นใหม่ๆ ของค่ายรถ

นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ และ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการบริษัทกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ขณะนี้งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ได้ผ่านมาถึงครึ่งทางของการจัดงาน โดยยังคงได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้บริโภคเข้ามาร่วมชมงานเป็นจำนวนมาก เหตุผลสำคัญมาจากการที่ภายในงานปีนี้มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม xEV ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการแข่งขันในตลาดกันค่อนข้างสูงในปัจจุบัน

สัปดาห์แรกของการจัดงาน มีรายงานตัวเลขจากค่ายรถที่นำรถ เข้ามาร่วมจัดแสดงภายในงาน พบว่ามีตัวเลขยอดจองรถยนต์ 24,744 คัน คิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 29.1 เปอร์เซ็นต์ (ซึ่งตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมยอดจองจากบางแบรนด์ที่ของส่งยอดในวันสุดท้าย)

ทั้งนี้ ตัวเลขยอดจองรถยนต์ภายในงานเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายที่ทางคณะผู้จัดงานฯ คาดการณ์ไว้ ส่วนหนึ่งเพราะในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ปีนี้ มีผู้จำหน่ายรถยนต์ xEV เข้ามาร่วมงานหลายแบรนด์ และยังมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีกหลายรุ่น แต่คงต้องรอดูตัวเลขยอดจองหลังจบงานอีกครั้งในสัปดาห์หน้า ว่าจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมามากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลาที่เหลือของการจัดงาน อยากเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้ามาเลือกชม เลือกซื้อรถภายในงาน เพราะนอกจากเป็นการรวมรถยนต์ทุกค่ายไว้ในงานเดียวแล้ว ผู้เข้าชมงานยังมีโอกาสได้สัมผัสกับนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำและประสิทธิภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เปิดประสบการณ์ใหม่ของการขับขี่แห่งอนาคต นอกจากนี้ ผู้เข้าชมงานยังมีโอกาสลุ้นรับรางวัลต่างๆ มากมายอีกด้วย

มาร่วมสัมผัสนวัตกรรมแห่งยานยนต์ AI ที่จะตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และคุณภาพชีวิตใหม่ของทุกคนได้ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46  วันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 และ ฟอรั่ม ฮอลล์ 4 เมืองทองธานี

“เอ็มจี” เผยยอดจอง NEW MG S5 EV และ NEW MG IM6 ในงานมอเตอร์โชว์กว่า 1,200 คัน พร้อมทยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้าในเดือนเมษายน

0
MG S5 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผยความสำเร็จของรถยนต์ไฟฟ้าสองรุ่นล่าสุด โดย NEW MG S5 EV มียอดจองกว่า 700 คันทั่วประเทศ และ NEW MG IM6 มียอดจองกว่า 500 คัน เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังการเปิดตัวในงาน มอเตอร์โชว์ 2025 สะท้อนถึงกระแสตอบรับที่ยอดเยี่ยมจากผู้บริโภคชาวไทย พร้อมเตรียมทยอยส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าในช่วงต้นเดือน เมษายนนี้ เป็นต้นไป

MG S5 5

 

 

หลังจากการเปิดตัว NEW MG IM6 และ NEW MG S5 EV อย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสความสนใจจากลูกค้าและผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้า 100% ในกลุ่ม SUV พุ่งสูงเกินความคาดหมาย โดย NEW MG S5 EV รถพลังงานไฟฟ้า 100% ในกลุ่ม B-SUV โดดเด่นด้วยคอนเซปต์ “ขับสนุก วิ่งไกล ชาร์จไว นั่งสบาย พร้อม Lifetime Warranty” ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการรถอเนกประสงค์ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว และใช้งานได้อย่างครอบคลุมในชีวิตประจำวัน โดยมียอดจองรวมกว่า 700 คัน ซึ่งจะเริ่มทยอยส่งมอบให้แก่ลูกค้าตั้งแต่เดือน เมษายน เป็นต้นไป

MG S5 3

ในขณะเดียวกัน NEW MG IM6 รถพรีเมียมอีวีอัจฉริยะ (Premium Intelligent e-SUV) ที่ได้รับการยอมรับในฐานะ “The First-ever Premium Intelligent e-SUV” โดดเด่นด้วยความสะดวกสบาย เทคโนโลยีล้ำสมัย และพื้นที่ภายใน ที่กว้างขวาง ตอบโจทย์การใช้งานของครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างครบถ้วน ด้วยคุณสมบัติที่เหนือกว่า ทำให้ NEW MG IM6 มียอดจองรวมกว่า 500 คัน โดยการส่งมอบรถให้แก่ลูกค้ากลุ่มแรกจะเริ่มขึ้นในช่วงต้นเดือน เมษายน และคาดว่าจะสามารถส่งมอบรถได้ทั้งหมดภายในเดือน พฤษภาคมนี้

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บริษัทฯ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าชาวไทย ความสำเร็จที่ NEW MG S5 EV และ NEW MG IM6 มียอดจองที่ดีภายในระยะเวลาอันสั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ เอ็มจี และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า สำหรับ NEW MG S5 EV บริษัทฯ มีแผนการผลิตจำนวนกว่า 1,000 คัน ภายในช่วงสามเดือนแรก เพื่อให้สามารถส่งมอบรถให้ลูกค้าได้ตามปริมาณความต้องการ ในส่วนของ NEW MG IM6 บริษัทฯ ได้เตรียมแผนนำเข้ารถเพิ่ม เพื่อให้สามารถส่งมอบรถให้ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องภายในเดือนพฤษภาคมนี้ นอกจากนี้ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เอ็มจี ยังสามารถครองตำแหน่งยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเป็นอันดับที่ 3 ในอุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัทฯ ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความสนใจและไว้วางใจในแบรนด์ เอ็มจี เราพร้อมส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ล้ำสมัย และมุ่งมั่นเดินหน้าสู่อนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างมั่นคง”

MG S5 2

ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสและทดลองขับยนตรกรรมทุกรุ่น พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษของ เอ็มจี ได้ที่งานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 6 เมษายน นี้ ณ บูธ เอ็มจี หมายเลข A08 อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และที่โชว์รูม เอ็มจี ทั้ง 140 แห่งทั่วประเทศ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจี ได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

Primus Group จับมือ 2 พันธมิตร “ททท.-ส.ยานยนต์ไฟฟ้าไทย” เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวรักษ์โลก ในงาน “Eco-Exploration Trip”

0

เมื่อเร็วๆ นี้ นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทในเครือ ไพรม์มัส กรุ๊ป พร้อม นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ให้เกียรติร่วมกล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ Eco-Exploration Trip ครั้งที่ 2  เส้นทางกรุงเทพฯ – จังหวัดจันทบุรี อย่างเป็นทางการ ณ โชว์รูมและศูนย์บริการ Mercedes-Benz ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ สาขาเลียบด่วน-เอกมัยรามอินทรา

สำหรับโครงการ Eco-Exploration Trip เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยรถยนต์ไฟฟ้า ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสร้างการตระหนักถึงประโยชน์ของเทคโนโลยียานยนต์สะอาด ทั้งเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย ที่สำคัญ เพื่อเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่และส่งเสริมการท่องเที่ยวแนวรักษ์โลก ด้วยยานยนต์ไฟฟ้าให้แก่ลูกค้ารถยนต์ ในเครือไพรม์มัส กรุ๊ป โดยกิจกรรมครั้งนี้ มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเข้าร่วมกว่า 40 คัน

ในวันแรก เริ่มต้นด้วยการนัดสมาชิกรวมพลกันที่โชว์รูม “เบนซ์ไพรม์มัส”  สาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา เพื่อลงทะเบียนรับ Snack Box เติมพลังก่อนเดินทางสู่จังหวัดจันทบุรี พร้อมเริ่มเข้าสู่พิธีการ ด้วยการเชิญผู้บริหารจาก ไพรม์มัส กรุ๊ป, ททท. และสมาคมยานยนต์ไฟฟ้า กล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ ต่อด้วยการชี้แจงเส้นทางและรายละเอียดของกิจกรรม จากนั้นผู้บริหารทั้ง 3 ท่าน ร่วมพิธีเปิดโครงการ และตีธงปล่อยขบวนคาราวานรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ

จุดแรก มุ่งหน้าสู่อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส ชมเรือรบหลวงและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของราชนาวีไทยในการเข้าร่วมสงครามเกาหลี พร้อมสัมผัสธรรมชาติที่สวยงามโดยรอบของแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นสัญลักษณ์ของชุมชนแห่งนี้  นอกจากเพลินเพลินกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิดแล้ว เรายังได้ร่วมทานอาหารในแบบบุฟเฟ่ต์กับร้านอาหารทะเล “ริมเล” ร้านอาหารชื่อดังของปากน้ำประแส จัดเต็มด้วยเมนูอาหารทะเลที่คัดสรรวัตถุดิบ กุ้ง หอย ปู ปลา มาจากชาวประมงโดยตรง มาพร้อมรสชาดอาหารจัดจานชนิดที่ต้องยกนิ้วให้กันทีเดียว

หลังจากอิ่มหน่ำสำราญกันเรียบร้อย เราได้ออกเดินทางอีกครั้งกับเส้นทางสายสั้นๆ เพื่อมุ่งหน้าสู่ “ทุ่งโปรงทอง” ป่าชายเลน ที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของเทศบาลและชาวบ้าน ในการฟื้นฟูต้นไม้และระบบนิเวศ จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ยอดนิยมของจังหวัดระยอง โดยเปลี่ยนจากขับรถมานั่งรถพวงข้าง เพื่อเดินทางไปยังท่าเรือแสมผู้ นั่งเรือหางยาวล่องไปตามคลองแสมผู้ ที่มีความยากว่า 3 กม.สัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านริมลอง ก่อนลัดเลาะไปตามป่าชายเลน ชมทัศนียภาพที่สวยงามแปลกตาของต้นโกงกาง ต้นแสม ต้นลำพู ที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเล กุ้ง หอย ปู ปลาตีน ทั้งสัมผัสธรรมชาติของท้องทะเลอ่าวไทย

จากนั้น เรือได้แล่นวกกลับสู่ท่าเรือ แวะสักการะศาลเจ้าพ่อแสมผู้ และเดินลัดเลาะไปยังสะพานไม้ที่ทอดยาวกว่า 2 กม. พาดผ่านกลางทุ่งโปรง ที่มีสีทองอร่ามกว้างใหญ่แบบสุดลูกหูลูกตา และป่าโกงกาง ที่มีต้นโกงกาง ตะบูน ลำพู และแสม พร้อมเดินขึ้นไปที่หอชมวิว มีความสูงไม่มากนัก สามารถปีนขึ้นไปได้อย่างสบายๆ เมื่อขึ้นไปชั้นบนสุด จะได้เห็นภาพมุมสูงของคลองแสมผู้และป่าโกงกางที่สวยงามตระการตาในแบบพาโนรามา ก่อนมุ่งหน้าเดินทางสู่ที่พักริมทะเล “เป๊กกี้ โคฟ รีสอร์ท : Peggy’s Cove Resort” ที่ตกแต่งสไตล์หมู่บ้านชาวประมง บนหาดคุ้งวิมาน เพื่อเช็คอินน์ แยกย้ายสู่ห้องพัก เล่นน้ำและพักผ่อนตามอัธยาศัย

ในงานเลี้ยงยามค่ำคืน บรรยากาศเต็มไปด้วยสีสันสไตล์ Pool Party ทางทีมผู้บริหารของภาครัฐและเอกชน ได้พูดคุยและเสวนาเรื่องยานยนต์ไฟฟ้าในไทย จากนั้นเข้าสู่โหมดความสนุกสนานกับมินิคอนเสิร์ตจาก 3 หนุ่มสาวเอเนอร์จีแรงส์ “ออน-เอ๊ะ-แมน” ของวงละอองฟอง ที่สร้างความครึกครื้น และเพลิดเพลินด้วยเพลงในสไตล์ต่างๆ พร้อมชวนผู้ร่วมทริปร้องเพลงและเต้นตามกันแบบไม่มีใครยอมใคร จนต้องยกกล้องขึ้นถ่ายรูปเพื่อเก็บเป็นที่ระลึก ก่อนที่จะปิดงานกันแบบมีความสุขและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

วันรุ่งขึ้น หลังจากเต็มอิ่มกับอาหารเช้าจาก เป๊กกี้ โคฟ รีสอร์ท ได้นัดรวมพลและเริ่มเดินทางกันอีกครั้ง สู่ “อู่ต่อเรือพระเจ้าตากสิน” บ้านเสม็ดงาม เพื่อกราบสักการะขอพรพระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระเจ้าตากสิน และชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งสันนิฐานว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการกอบกู้แผ่นดินกรุงศรีอยุธยา โดยหลังจากที่พระเจ้าตากสิน ตีเมืองจันทบุรีสำเร็จแล้ว ได้ใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นอู่ต่อเรือร่วม 100 ลำ เพื่อยกทัพไปตีพม่าและกอบกู้เอกราชของชาติไทย เมื่อ พ.ศ.2310

ทั้งยังเป็นย่านการค้าทางทะเลและเป็นแหล่งต่อเรือสำเภาที่สำคัญของไทยในอดีต เมื่อกรมศิลปากร ได้ขุดค้นพบไม้ตะเคียนทอง เรือสำเภาโบราณ ที่มีลักษณะคล้ายเรือสำเภาจีน “ฟูเจี้ยน” และเรือขุดโบราณ พร้อม

เศษภาชนะ ขวานเหล็ก ถ้วยชามจีนต่างๆ โดยนำมาเก็บรวบรวมและจัดแสดงไว้ที่ “พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอู่ต่อเรือพระเจ้าตาก”

จากนั้นได้ร่วมทานอาหาร ที่ “ร้านครัวเจ๊ต้อย” เป็นอีกหนึ่งร้านอาหารที่ขึ้นชื่อของจันทบุรี ที่มีเมนูให้เลือกหลากหลาย พร้อมคัดสรรแต่ละเมนูด้วยอาหารทะเลที่สดใหม่ และรสชาติอร่อยในสไตล์คนเมืองจันทร์ ท่ามกลางบรรยากาศที่โปร่งสบาย ติดริมแม่น้ำจันทบุรี ก่อนเดินทางกลับและจบทริปการท่องเที่ยว Eco-Exploration Trip ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ – จันทบุรี ด้วยความประทับใจและสุขใจกับการท่องเที่ยวกับยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม…

แรงเกินต้าน! NEW GWM TANK 300 DIESEL ยอดจองทะลุเป้ากว่า 800 คันในเพียง 5 วัน พร้อมเอาใจแฟน ๆ ขยายระยะเวลาของราคาแนะนำจนจบงานมอเตอร์โชว์ฯ นี้เท่านั้น!

0

ล่าสุด GWM (Thailand) สร้างปรากฏการณ์ในเดือนมีนาคม จุดพลุฉลองปิดไตรมาสแรกของปี กับยอดจองทะลุเพดาน หลังเปิดตัวเอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุดทั้ง 2 รุ่น ได้แก่ NEW GWM TANK 300 DIESEL และ ALL NEW GWM HAVAL H6 ในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 โดยได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟน ๆ GWM ทั่วประเทศ ด้วยยอดจองพุ่งเกินคาด หลังเปิดตัวและประกาศราคาเพียงไม่ถึงสัปดาห์ โดย NEW GWM TANK 300 DIESEL ทำยอดจองได้ถล่มทลายเกินกว่า 800 คันเลยทีเดียว

ปาร์คเกอร์ ฉี ประธาน GWM ตลาดต่างประเทศ กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณจากใจสำหรับการตอบรับอย่างท่วมท้นต่อ NEW GWM TANK 300 DIESEL รุ่นใหม่ และ ALL NEW GWM HAVAL H6 ที่เราได้รับในงานมอเตอร์โชว์ 2025 การสนับสนุนของลูกค้าชาวไทยทุกท่านนั้นมีความหมายกับพวกเราเป็นอย่างมาก ทุก ๆ ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นของท่านเป็นแรงบันดาลใจให้เรามุ่งมั่นพัฒนารถยนต์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัย ประสิทธิภาพสูง และความปลอดภัยเพื่อคนไทยทุกคน ขณะนี้ GWM TANK 300 DIESEL รุ่นใหม่ มียอดจองมากกว่า 800 คันภายในเวลาเพียง 5 วัน และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อการสนับสนุนของทุกท่าน ผมขอประกาศขยายระยะเวลาโปรโมชันราคาพิเศษของทั้ง 2 รุ่น ไปจนถึงสิ้นสุดงานมอเตอร์ โชว์ หรือถึงวันที่ 6 เมษายน 2568 นี้ ผมขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับความไว้วางใจของท่านที่มีให้กับ GWM เราจะนำรถยนต์ที่มีเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของเราเข้ามาให้คนไทยได้สัมผัสอย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ GWM ขอขยายระยะเวลาของการใช้ราคาแนะนำช่วงเปิดตัวสำหรับ NEW GWM TANK 300 DIESEL และ ALL NEW GWM HAVAL H6 ตามคำเรียกร้องของผู้บริโภคชาวไทย ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 6 เมษายน 2568 โดยแฟน ๆ ยังสามารถซื้อรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นนี้ได้ในราคาแนะนำสุดคุ้ม ดังต่อไปนี้

NEW GWM TANK 300 DIESEL มี 3 รุ่นย่อย ทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมสีภายนอกให้เลือกถึง 4 สี ได้แก่ สีเทา สีดำ สีขาว และสีส้ม ในราคา

  • NEW GWM TANK 300 DIESEL 4T รุ่น PRO ราคา 999,000 บาท
  • NEW GWM TANK 300 DIESEL 4T รุ่น ULTRA ราคา 1,149,000 บาท
  • NEW GWM TANK 300 DIESEL 4T ULTRA 4WD ราคา 1,249,000 บาท

ALL NEW GWM HAVAL H6 รถยนต์เอสยูวีสำหรับครอบครัวรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ มาพร้อมกับสีภายนอกถึง 3 สี ได้แก่ สีเทา สีดำ และสีขาว ใน 3 รุ่นย่อย มอบความคุ้มค่าคุ้มราคาอย่างแท้จริง โดย

  • ALL NEW GWM HAVAL H6 Hybrid SUV รุ่น PRO ราคา 929,000 บาท
  • ALL NEW GWM HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV รุ่น PRO ราคา 1,049,000 บาท
  • ALL NEW GWM HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV รุ่น ULTRA ราคา 1,149,000 บาท

ด้วยความโดดเด่นของ NEW GWM TANK 300 DIESEL รุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชั่นล่าสุดในราคาเริ่มต้นที่ 999,000 บาท มีจุดเด่นในด้านความแข็งแกร่งและสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น พร้อมด้วยการรับประกันความทนทานของเครื่องยนต์ดีเซลสูงสุดถึง 1 ล้านกิโลเมตร (หรือ 8 ปี) ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงและเป็นที่นิยมในกลุ่มลูกค้าที่มองหารถยนต์ที่มีสมรรถนะสูง ครอบคลุมทั้งการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ทั้งแบบออนโรดและออฟโรดที่ทรงพลัง ในขณะเดียวกันก็ยังมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นิ่ง เงียบ นุ่มนวลกว่าเคย และประหยัดน้ำมันได้เป็นอย่างดียิ่งขึ้น ตามเสียงเรียกร้องจากผู้ใช้งานจริง

ขณะที่ ALL NEW GWM HAVAL H6 ซึ่งถือเป็น SUV ไฮบริดและปลั๊กอิน-ไฮบริด ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ ก็ได้รับการแสตอบรับเป็นอย่างดีเยี่ยม การปรับโฉมใหม่และอัปเกรดแบบเต็มพิกัดในราคาแนะนำที่ยากจะปฏิเสธถึงความคุ้มค่า ซึ่งเริ่มต้นที่ 929,000 บาท โดยทั้ง 2 เครื่องยนต์มีจุดเด่นที่น่าสนใจที่มุ่งเน้นในการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีกว่าในทุกมิติ ทั้งการปรับช่วงล่างใหม่ให้ตอบรับกับความนิยมของคนไทยที่มีต่อรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด ในขณะเดียวกัน รุ่นปลั๊กอิน-ไฮบริด ยังมอบระยะทางการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้มากถึง 150 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (NEDC) อีกด้วย พร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัยมากมาย ตอบโจทย์ทุกความต้องการของครอบครัวได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย

เชิญชวนผู้สนใจสัมผัสประสบการณ์เทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะที่บูธ GWM A10 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม 2568 – 6 เมษายน 2568 โดยเปิดให้เข้าชมในวันธรรมดาเวลา 12.00 – 22.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ รวมถึงวันหยุดราชการเวลา 11.00 – 22.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แอปพลิเคชัน GWM เว็บไซต์ https://www.gwm.co.th/ หรือ GWM Contact Center หมายเลข 02-668-8888

“Grandprix Runbike Championship Partnership with R.C.S.” ประเดิมพรี-อีเวนต์ 2 สนาม ในงานมอเตอร์โชว์ฯ

0

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โดยคุณอโณทัย เอี่ยมลำเนา กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ สายงานการผลิต สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ ด้วยการร่วมมือกับ R.C.S ประเทศญี่ปุ่น จัดการแข่งขันจักรยานทรงตัวรายการดังระดับโลก “Runbike Championship Series (R.C.S) “ ประเทศญี่ปุ่น ในการนำกีฬาสำหรับเด็กด้วยรูปแบบการแข่งขันจักรยานเด็กในรายการ “Grandprix Runbike Championship Partnership With R.C.S.”  ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รับเกียรติในการจัดงานแข่งขันสุดยิ่งใหญ่ครั้งนี้

“Runbike หรือจักรยานทรงตัว เป็นจักรยานที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเด็กเล็กเรียนรู้การทรงตัวและพัฒนาทักษะ การขี่จักรยานก่อนที่จะเริ่มใช้จักรยานแบบมีบันไดปั่น (Pedal Bike) โดยทั่วไปจักรยานทรงตัวจะไม่มีบันได โซ่ หรือเบรก เพื่อให้เด็กใช้ขาในการถีบพื้นและดันตัวเองไปข้างหน้ารวมถึงช่วยการเบรกเมื่อต้องการหยุด เหมาะสำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 1.5-13 ปี และนี่จึงเป็นหนึ่งในการสร้างพื้นฐานสำคัญในการเสริมสร้างบุคลิก การเคลื่อนไหวที่สมดุลอย่างคล่องแคล่ว รวมถึงเป็นการปลูกฝังความมั่นใจ และใช้กีฬาเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัว”

ซึ่งหลังจากเราได้รวบรวมข้อมูลและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเกมกีฬาประเภทนี้จนเป็นที่แน่ใจแล้วว่า เราพร้อมที่จะนำกีฬา “Runbike” เข้ามาจัดในประเทศไทย และโดยปีนี้เราได้วางเป้าหมายในการจัดการแข่งขัน ภายใต้ความร่วมมือของ R.C.S. โปรโมเตอร์การแข่งขันจากประเทศญี่ปุ่น มาสนับสนุนและซัพพอร์ตเพื่อให้งานและการแข่งขันเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักสากล

คุณอโณทัย เอี่ยมลำเนา กล่าวว่า “ในส่วนของกรังด์ปรีซ์ เราจะมีการจัดพรี-อีเวนต์ ขึ้น 2 สนาม ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2025 โดยมีถ้วยรางวัลพิเศษที่จัดทำขึ้นเพื่องานนี้เฉพาะ มอบให้แก่ผู้ชนะที่แบ่งตามรุ่นการแข่งขัน อีกทั้งงานนี้ยังเป็นช่วยโปรโมตการแข่งขัน Grandprix Runbike Championship Series ให้เด็กๆ และครอบครัวผู้ที่สนใจได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมดังกล่าวอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะมีการจัดการแข่งขันประจำซีซั่น 2025 เพื่อเก็บคะแนนสะสม “โดยผู้ชนะแต่ละรุ่นของการแข่งขัน Grandprix Runbike Championship Series 2025 จะได้สิทธิพิเศษในการเข้าร่วมแข่งขัน Runbike World Championship (R.W.C 2026) ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยต้องผ่านเข้าสู่ Semi-Final โดยอัตโนมัติ” ซึ่งการแข่งขันจะแบ่งออกเป็น สนามที่ 1 วันที่ 12-13 เมษายน ณ สวนกีฬากมล, สนามที่ 2 วันที่ 12-13 กรกฎาคม ณ บางกอก อารีนา, สนามที่ 3 วันที่ 4-5 ตุลาคม ณ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และสนามสุดท้ายแข่งขันกันที่สวนกีฬากมล ในวันที่ 8-9 พฤศจิกายน

สำหรับการแข่งขัน Grandprix Runbike Championship Series จะแบ่งรุ่นการแข่งขันออกเป็น รุ่นอายุ 2-3 ปี, รุ่นอายุ 3.1-3.6 ปี. รุ่น 3.7-4 ปี, รุ่น 4.1-4.6 ปี, รุ่น 4.7-5 ปี, รุ่น 3.1-5 ปี หญิง, รุ่น 5.1-5.6 ปี, รุ่น 5.7-6 ปี, รุ่น 6.1-6.6 ปี, รุ่น 6.7-7 ปี, รุ่น 5.1-7 ปีหญิง, รุ่น 7.1-8 ปี, รุ่น 8.1-9 ปี, รุ่น 7.1-9 ปี หญิง, รุ่นโอเพ่นจูเนียร์ 3.1-5 ปี, รุ่นโอเพ่นซีเนียร์ 5.1-7 ปี, รุ่นโอเพ่นโปร 7.1-13 ปี, แบบวิ่งผลัด (Relay Race), รุ่น Small 15 (อายุรวมไม่เกิน 15 ปี), รุ่น Big 20 (อายุรวมไม่เกิน 20 ปี), รุ่น Extra 25 (อายุรวมไม่เกิน 25 ปี) และสิ่งที่นักกีฬาเด็กๆ จะได้รับเมื่อสมัครเข้าแข่งขัน นั่นก็คือ 1.เสื้อนักแข่ง Limited Edition 2.เหรียญรางวัล Finisher 3.คู่มือการแข่งขัน 4.ของที่ระลึกจากสปอนเซอร์

นอกจากการแข่งขันที่เข้มข้นแล้ว ยังมีกิจกรมมต่างๆ สำหรับเด็กให้ร่วมสนุก อาทิ โซนกิจกรรม Face And Body Painting, โซนกิจกกรม Photo Booth ตู้ Kios และบูธสปอนเซอร์ และร้านขายของอีกมากมายภายในงาน ให้เด็กๆ และผู้ปกครองได้ร่วมทำกิจกรรมร่วมกันนอกเหนือจากเกมการแข่งขันในงาน

“ซึ่งซีรีส์การแข่งขันนี้ เราได้ตั้งใจที่จะนำเสนอให้เด็กๆ และผู้ปกครองได้มีส่วนร่วมในการใช้เวลาร่วมกัน ผ่านการแข่งขันกีฬา Grandprix Runbike เพื่อพัฒนาทักษะทางด้านร่างกาย ก่อนจะต่อยอดไปสู่การเป็นนักกีฬาในอนาคต และเราได้เป้าหมายว่าการแข่งขันรายนี้ จะสามารถดึงดูดผู้เข้าแข่งขันทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศได้มากกว่า 400 คน และผู้เข้าร่วมทั้งหมดมากกว่า 2,000 คน”

“การนำการแข่งขัน R.C.S. มาจัดในประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างชื่อเสียงของไทยในเวทีระดับโลก พร้อมผลักดันวงการกีฬาเยาวชนและกีฬาเพื่อครอบครัวในประเทศไทยให้ก้าวไปอีกระดับ เรามุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานการแข่งขัน โดยตั้งใจให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมกีฬาระดับนานาชาติในภูมิภาคเอเชียให้ได้ในอนาคต”

การร่วมมือกับ R.C.S. ถือได้ว่าเป็นการสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับวงการกีฬาบ้านเรา รวมถึงเป็นการเปิดโลกธุรกิจใหม่ที่นอกเหนือจากธุรกิจเดิมๆ ที่เคยทำมาของกรังด์ปรีซ์ฯ โดยคุณยูกิ ทากาฮิระ ประธานจัดการแข่งขันรายการ R.C.S กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างที่ได้ร่วมมือกับกรังด์ปรีซ์ฯ องค์กรที่มากด้วยประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญในการจัดการแข่งขันชั้นนำมาแล้วมากมาย ในการนำการแข่งขัน Runbike Championship Series มาสู่ประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีความพร้อมทั้งด้านสถานที่จัดงาน และการจัดงานในมาตรฐานระดับมืออาชีพ เราเชื่อว่าปี 2025 จะเป็นปีที่พิเศษและสร้างความตื่นเต้นให้กับนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันจากทั่วทุกมุมโลก”

“การแข่งขันรายการที่จัดขึ้นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่สนามประลองความเร็วสำหรับเด็กๆ แต่ยังเป็นเวทีที่สะท้อนถึงความสำคัญของการสร้างรากฐานกีฬาเยาวชน รวมถึงการพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่ร่างกาย เราหวังว่าซีรีส์การแข่งขันนี้ จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจใหม่ให้กับวงการกีฬาและครอบครัวทั่วโลก โดยประเทศไทยพร้อมเปิดบ้านต้อนรับนักกีฬาและผู้ชมจากทุกมุมโลกสู่สนามแข่งขันที่เปี่ยมไปด้วยพลังและความสนุกสนาน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ GP Motorsport และช่องทางโซเชียลมีเดียในเครือกรังด์ปรีซ์ฯ”

อีซูซุคว้า 2 รางวัลเกียรติยศ “สุดยอดองค์กรแห่งปี” (Thailand Top Company Awards 2025) และรางวัล “แบรนด์น่าเชื่อถือสูงสุดแห่งปี” (2025 Thailand’s Most Admired Brand)

0

กลุ่มตรีเพชรโดย คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด รับมอบรางวัลเกียรติยศ “สุดยอดองค์กรแห่งปี 2025”  (Thailand Top Company Awards 2025) ต่อเนื่องมายาวนานเป็นปีที่ 11 จากนิตยสาร BUSINESS+ โดยอีซูซุได้รับรางวัลในฐานะองค์กรที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงสุดของประเทศ ประเภท “อุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์” ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ ราชประสงค์

นอกจากนี้ คุณสมคิด แสงอารยะกุล กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ยังเป็นผู้แทนบริษัท รับรางวัล “แบรนด์รถปิกอัพที่น่าเชื่อถือสูงสุดประจำปี 2568” (2025 Thailand’s Most Admired Brand) ซึ่งเป็นผลจากการสำรวจและวิจัยความน่าเชื่อถือและไว้วางใจจากผู้บริโภค       ทั่วประเทศ โดยนิตยสาร BrandAge ซึ่ง “แบรนด์อีซูซุ” ได้รับคะแนนความน่าเชื่อถือเป็น อันดับ 1 ในหมวดยานยนต์ กลุ่มรถกระบะบรรทุก 1 ตัน ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ผู้นำที่เคียงคู่สังคมไทยมายาวนาน

ร่วมติดตามและอัปเดตข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่  www.isuzu-tis.com   หรือ LINE: @isuzuthai

วิริยะประกันภัย ร่วมคณะกรรมการกลางอิสลามฯ ลงนาม MOU ส่งเสริมประกันภัยตะกาฟุลในไทย

0

พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และ นายวิชัยยุทธ เหลืองสุวรรณ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) ภายใต้ “โครงการความร่วมมือส่งเสริมประกันภัยตามหลักศาสนาอิสลาม (ตะกาฟุล) ให้กับกลุ่มพี่น้องมุสลิมและสนับสนุนกิจการด้านศาสนา” เพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์วิริยะตะกาฟุล ให้กับพี่น้องมุสลิม และประชาชนทั่วไป ได้เข้าถึงประกันวินาศภัยที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม ทั้งนี้ กองทุนตะกาฟุลส่วนหนึ่ง จะถูกนำไปสนับสนุนกิจการด้านศาสนา เพื่อพัฒนาสังคมต่อไป โดยพิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุมสำนักจุฬาราชมนตรี ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ เขตหนองจอก กรุงเทพฯ

สำหรับ “วิริยะตะกาฟุล” เป็นผลิตภัณฑ์ประกันวินาศภัย ที่ถูกต้องตามหลักการของศาสนาอิสลาม ครอบคลุมการดูแลทั้งด้านตะกาฟุลรถยนต์ ตะกาฟุลสำหรับบ้านและทรัพย์สิน และตะกาฟุลสำหรับธุรกิจและความรับผิด โดยมี คณะกรรมการชะรีอะฮ์วิริยะตะกาฟุล ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลการบริหารจัดการด้านการเงินและการลงทุน  ให้สอดคล้องกับหลักการศาสนาอย่างเคร่งครัด อีกทั้ง บริษัทฯ ยังได้จัดโครงการอบรมความรู้ให้กับบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์วิริยะตากาฟุลให้สามารถรองรับกับความต้องการของผู้บริโภคได้มากขึ้น รวมถึงส่งเสริมตะกาฟุลในประเทศไทยให้มีความเจริญก้าวหน้า อันจะนำไปสู่การส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมระหว่างกลุ่มประเทศอิสลามต่อไปในอนาคต

(มีคลิปวีดีโอ) ถึงเวลา NISSAN SERENA e-POWER ตัวใหญ่…ใช้ง่าย…ขับสนุก ?!?

0
Nissan Serena e-Power 15

เมื่อปลายปีที่แล้ว (2567) ในงานมอเตอร์เอกซ์โป ไฮไลท์ที่โดดเด่นของบูธ Nissan คือการเปิดตัว MPV ชื่อ Serena เปิดตัวพร้อมขาย ประเดิมด้วยรุ่นไฮบริด เครื่องยนต์ เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 150 แรงม้า ทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่กำลัง 2.6 แรงม้า เกียร์แบบ CVT อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 14.2 กม./ลิตร ขายที่ราคา 1,469,000 บาท ได้รับความสนใจจากตลาดมียอดขายเป็นที่น่าพอใจ ด้วยคุณสมบัติหลักคือความเป็นรถ MPV ภายใต้แนวคิด “Big. Easy. Fun.”ตัวใหญ่ใช้ง่ายขับสนุก ซึ่งในตลาดมีรถ MPV ไซด์นี้ ราคาประมาณนี้ ให้เลือกน้อย Serenaมานำเสนอเป็นตัวเลือก จึงจัดว่าโดนพอสมควร แต่ก็ยังมีติบ้างเรื่อง อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และกำลังเครื่องยนต์ไม่สมดุลกับขนาดรถ คือ Big ได้ Easy ได้ แต่ยังไม่ Fun เท่าที่อยากได้

ตัวเลือก e-Power ที่นำเสนอไปพร้อมกัน แต่ยังไม่ขายในช่วงแรกจึงต้องมาแล้วในเวลานี้!!!

Nissan Serena e-Power ใหม่ MPV 7 ที่นั่ง มาด้วยดีไซน์แบบ Next Generation V-Motion กันชนหน้า และหลังออกแบบให้เป็นสเกิร์ตล่างในตัว ไฟหน้า และหลัง เป็นแบบ Full LED ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว สีทูโทน มีสปอยเลอร์หลังคา และสปอยเลอร์ด้านข้างดีไซน์สปอร์ตในตัว ประตูสไลด์อัตโนมัติแบบแฮนด์ฟรีทั้ง 2 ด้าน โดยสามารถควบคุมการเปิด-ปิด ได้จากสวิตช์ควบคุมในตำแหน่งต่างๆ อาทิ เซนเซอร์แฮนด์ฟรีที่เพียงยื่นเท้าไปที่เซ็นเซอร์บริเวณเสากลาง ประตูรถจะเลื่อนเปิดอัตโนมัติ หรือ จากสวิตช์ที่บริเวณแถวที่นั่งแถวสามก็ได้ฟังค์ชั่นนี้เพิ่มเติมขึ้นมาให้ใช้งานสะดวกขึ้น ส่วนฝาท้ายอเนกประสงค์แบบ Dual Back Door ยังคงมีอยู่เช่นเดิม

Nissan Serena e-Power 2

Nissan Serena e-Power 3

 

 

Nissan Serena e-Power 3

 

ภายในห้องโดยสาร ออกแบบให้ผู้ขับขี่มองเห็นด้านหน้าได้ชัดเจนมากที่สุด กระจกบานใหญ่ด้านหน้าด้านข้างก็เป็นจุดเด่นที่ช่วยให้ทัศนวิสัยดีมากทั้งผู้ขับผู้โดยสาร มีหน้าจอแสดงผลแบบ TFT ขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว ความละเอียดสูง แสดงผลได้ 2 รูปแบบ สามารถเลือกโฮมสกรีนในรูปแบบที่ต้องการได้ มีปุ่ม Camera สำหรับระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง หรือ Intelligent Around View Monitoring (IAVM) รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto การปรับเบาะที่นั่งภายในรถทำได้ถึง 13 รูปแบบ อาทิ โหมดขนกระเป๋า หรือสัมภาระชิ้นยาวอย่างถุงกอล์ฟ โหมดเพิ่มพื้นที่ช่วงขา โดยปรับเลื่อนที่นั่งแถว 2 และ 3 ไปด้านหลัง เพิ่มพื้นที่ขา เช่น โหมด “travel-to-the-sea” ที่บรรจุสัมภาระและอุปกรณ์ ด้วยการเลื่อนเบาะแถว 2 และ 3 เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับวางสัมภาระขนาดใหญ่ได้สะดวก โหมดปรับเบาะที่นั่งแถว 2 และ 3 ราบ ให้กลายเป็นที่นั่งราบเหมือนห้องนั่งเล่นก็ทำได้

Nissan Serena e-Power 4

Nissan Serena e-Power 7

Nissan Serena e-Power 10

จุดเด่นที่สำคัญคือการเติมเต็ม FUN ด้วย เทคโนโลยี e-Power ประกอบด้วยชุดขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลัง 163 แรงม้า ให้แรงบิด 315 นิวตันเมตร พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 1.77 kWH ช่วยให้ขับได้เหมือน รถยนต์ไฟฟ้า 100% เช่นเดียวกับ Nissan Kicks e-Power ส่วนเครื่องยนต์สันดาปสำหรับสร้างกระแสไฟฟ้านั้น เป็นเครื่องยนต์ใหม่รหัส HR14DDe ขนาดความจุ 1,400 ซีซี 3 สูบ แบบหัวฉีดไดเร็กอินเจ็กชั่น รองรับน้ำมัน E10ได้ เป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับชุดมอเตอร์ไฟฟ้าโดยเฉพาะและนำมาใช้กับ Serena e-Power ใหม่นี้เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ เดินได้เรียบและเงียบมากขึ้น มีรูปแบบการขับขี่ 3 โหมดหลัก ได้แก่ Standard Mode ให้ทั้งความแรงและประหยัด Sport Mode ที่ ขับสนุกสไตล์สปอร์ต และEco Mode ที่เน้นการประหยัดพลังงาน มี ฟังก์ชัน B เพิ่มแรงหน่วง หรือ ช่วยเบรก และเพิ่มการฟื้นฟูพลังงาน หรือ Regenerative รวมถึง EV Mode ที่สามารถปรับเปลี่ยนให้รถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เหลือภายในแบตเตอรี่

Nissan Serena e-Power 11

โดยเครื่องยนต์จะไม่ทำงานจนกระทั่งแบตเตอรี่อยู่ในระดับต่ำ เป็นการตอบโจทก์ FUN ที่ยังคาใจอยู่ ด้วยการขับสนุกขึ้นและ ความประหยัดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงดีขึ้นเป็น 18.2 กม./ลิตร !!! เปิดราคาที่ 1,690,000 บาท Yes..Nissan กันมั้ยครับ

มาสด้าปรับโฉม NEW MAZDA2 ESSENTIAL ราคาสุดคุ้มเริ่มต้น 5 แสนเครื่องยนต์คลีนดีเซล 1.5 แรงสุด ประหยัดสุด เทคโนโลยีสกายแอคทีฟล้นคัน

0

มาสด้าเปิดตัว New Mazda2 Essential รถยนต์นั่งสปอร์ตซิตี้คาร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากลูกค้าชาวไทย พร้อมแนวคิด Nothing Else เลือกแล้วว่าใช่ ก็ไม่ต้องการอะไรอีก ด้วยดีไซน์ใหม่ล่าสุดบ่งความเป็นตัวตนที่ชัดเจน พร้อมฟังก์ชั่นที่เติมเต็มกับทุกไลฟ์สไตล์ในการขับขี่ เจาะกลุ่มเจนเนอเรชั่น Z ที่กำลังมองหารถยนต์คันแรกสำหรับการใช้งานที่ให้ความคุ้มค่ามากที่สุด และตอบโจทย์ความเป็นตัวของตัวเอง มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซินและสกายแอคทีฟคลีนดีเซล ใน 4 ทางเลือกใหม่ กับรุ่น PRIME, ULTRA และ SIGNATURE ทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และแฮตช์แบค 5 ประตู เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์ความสะดวกสบายและความปลอดภัยครบครัน เปิดราคาจำหน่ายที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นเริ่มต้นเพียง 529,000 บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษออกรถเริ่มต้นเพียง 26,450 บาท1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 พิเศษสุดสำหรับลูกค้าครอบครัวมาสด้า รับฟรีบัตรน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท* เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้ามุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นในทุกบริบท ตามแนวทางที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อถ่ายทอดปรัชญาของแบรนด์ Joy Drives Lives ความสุขขับเคลื่อนชีวิต เพื่อเป็นแบรนด์ที่อยู่ในทุกช่วงเวลาการใช้ชีวิตของลูกค้า และเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการส่งมอบการบริการที่ดีที่สุด รวมถึงการมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมยานยนต์อันล้ำสมัย ทั้งด้านดีไซน์ สมรรถนะการขับขี่ คุณภาพระดับพรีเมี่ยม ครบครันในเรื่องความสะดวกสบายและเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับโลก ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกยุคสมัย ด้วยเหตุนี้ มาสด้าจึงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความสดใหม่อยู่เสมอ ด้วยการปรับโฉมและเปิดตัวสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ของมาสด้าจะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดีที่สุด

การปรับโฉมและกลยุทธ์การตลาดและผลิตภัณฑ์ของมาสด้า2 ครั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับรถยนต์นั่งรุ่นยอดนิยมของมาสด้า และเพื่อให้ตรงต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น ภายใต้ชื่อใหม่ที่เรียกว่า New Mazda2 Essential มาพร้อมแนวคิด Nothing Else เลือกแล้วว่าใช่ ก็ไม่ต้องการอะไรอีก ถ่ายทอดดีไซน์ที่บ่งความเป็นตัวตนที่ชัดเจน และฟังก์ชั่นที่เติมเต็มกับทุกไลฟ์สไตล์ในการขับขี่ คงความโดดเด่นด้วยการออกแบบที่สง่างามทั้งภายนอกและภายใน ภายใต้ปรัชญา Kodo- Soul of Motion ที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มเจเนอเรชั่น Z ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของมาสด้า และยังคงให้ความคุ้มค่า คุ้มราคามากที่สุดในเซ็กเม้นต์นี้ ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหารถยนต์คันแรกในการใช้ชีวิต

เพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ New Mazda2 Essential จึงได้มีการวางกลยุทธ์ทางผลิตภัณฑ์ใหม่ ด้วยการปรับชื่อรุ่นย่อยใหม่และปรับโฉมให้โดดเด่นเข้าถึงกลุ่มลูกค้า พร้อมทั้งมีราคาจำหน่ายที่เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นรถยนต์มาสด้าในหลาย ๆ ด้านไว้อย่างเต็มเปี่ยม ทั้งการออกแบบที่สง่างาม ความประณีตของภายในห้องโดยสาร รวมถึงการออกแบบโดยเน้นหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อมอบความสนุกสนานในการขับขี่ ตามปรัชญา จินบะ-อิไต มาพร้อมกับทางเลือกของ 4 รุ่นใหม่ มีให้เลือกทั้งในรูปแบบตัวถังแบบซีดาน 4 ประตู และแบบแฮตช์แบ็ค 5 ประตู ประกอบด้วย

  • รุ่น PRIME มอบความ ”คุ้มสุด” เป็นรุ่นเริ่มต้นที่มาพร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 3 ลิตร ตอบโจทย์ทุกความต้องการให้ใช้ชีวิตได้แบบคุ้มค่าตั้งแต่เริ่มต้น มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน โดดเด่นด้วยไฟหน้าโปรเจกเตอร์แบบ LED พร้อมการตกแต่งเพิ่มความสปอร์ตด้วยกระจังหน้าสีดำ วางราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นเพียง 529,000 บาท
Mazda2 Essential Ultra
  • รุ่น ULTRA มอบความ “สบายสุด” มาพร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 3 ลิตร ครบครันด้วยเทคโนโลยีความสะดวกสบาย พร้อมฟังก์ชั่นที่รู้ใจและตอบโจทย์กับทุกมิติของการใช้ชีวิต ทั้งระบบ Entertainment และความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร อาทิ Mazda Connect ที่รองรับ Apple CarPlay® และ Android AutoTM พร้อมหน้าจอ Center Display แบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ที่ควบคุมผ่าน Center Commander ตกแต่งภายในอย่างมีเอกลักษณ์ด้วยแผงคอนโซลหน้าไบโอพลาสติกแบบสี ผลิตจากวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย i-Activsense อาทิ ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติแบบ Advance พร้อมกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง ราคาจำหน่าย 589,000 บาท
Mazda2 Essential Signature
  • รุ่น SIGNATURE มอบความ “พร้อมสุด” โดดเด่นด้วยดีไซน์การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์แบบ Sport Design พร้อมฟังก์ชั่นทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยและความสะดวกสบายครบครัน ควบคู่กับสมรรถนะการขับขี่ที่สนุก มาพร้อมสองทางเลือกที่ดีที่สุด กับรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 3 ลิตร ในรุ่น 1.3 Signature ภายนอกตกแต่งด้วยกระจังหน้าแบบ Sport Design กระจกมองข้างสีดำ ภายในตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังสีดำ และผ้า Grand Luxe Suede® พร้อมกรอบช่องแอร์สีแดง วางราคาจำหน่าย 659,000 บาท และทางเลือกที่สองกับเครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร ในรุ่น XDL Signature มาพร้อมหลังคาสีดำ ล้ออัลลอย ขนาด 16 นิ้ว สี Black Machining และดิสก์เบรกหลัง ประหยัดน้ำมันสูงสุด 26.3 กม./ลิตร พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย i-Activsense หลายระบบ วางราคาจำหน่าย 749,000 บาท

New Mazda2 Essential ยังคงโดดเด่นด้วยสมรรถนะการขับขี่ของเครื่องยนต์สกายแอคทีฟอันเลื่องชื่อ โดยมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3 ลิตร ที่ให้สมรรถนะการขับขี่และการประหยัดน้ำมันสูงสุด 22.3 กม./ลิตร และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5 ลิตร ที่ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยมและประหยัดน้ำมันสูงสุด 26.3 กม./ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระแบบแมนนวลโหมด Activematic นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบคววบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง หรือ G-Vectoring Control Plus (GVC Plus) เทคโนโลยีเฉพาะของมาสด้า ที่ช่วยควบคุมสมรรนะการขับขี่ให้แม่นยำ สมดุล และมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ให้ทั้งความสะดวกสบายในการใช้งานที่คุ้มค่าตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว

New Mazda2 Essential มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบป้องกันล้อล็อค 4W-ABS ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC รวมถึงระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HLA เป็นต้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบ i-Activesense มากมายหลายระบบ ไม่ว่าจะเป็น

  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
  • ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติแบบ Advance (Advanced Smart City Brake Support)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ HBC (High Beam Control)
  • ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ MRCC (Mazda Radar Cruise Control)
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ SBS (Smart Brake Support)

New Mazda2 Essential มีให้เลือกทั้งหมด 8 สี ประกอบด้วย

  • สีแดง โซลเรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
  • สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
  • สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl)
  • สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)
  • สีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ (Platinum Quartz)
  • สีเทา โพลีเมทัล เกรย์ (Polymetal Gray)
  • สีฟ้า แอร์ สตรีม บลู (Air Stream Blue)
  • สีเทา แอโร เกรย์ (Aero Gray)

Mazda2 Essential Ultra

Mazda2 Essential Signature

สำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ New Mazda2 Essential สามารถชมรถคันจริงได้ภายในงานมอเตอร์ โชว์ 2025 ระหว่างวันที่ 26 มี.ค. – 6 เม.ย. 68 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี หรือที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษในช่วงเปิดตัว ออกรถเริ่มต้นเพียง 26,450 บาท1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 และพิเศษสำหรับลูกค้าครอบครัวมาสด้า รับฟรีบัตรน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท*

หมายเหตุ:

1 ออกรถเริ่มต้น 26,450 บาท คำนวณจากเงินดาวน์ 5% รุ่น 1.3 PRIME/1.3 PRIME SPORTS ราคา 529,000 บาท อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

2 ฟรี ประกันภัยชั้น 1 โดยผู้จำหน่าย และบริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (4) บมจ. แอกซ่าประกันภัย