Home Blog Page 116

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ชวนเปิดประสบการณ์ “Own Your Star” สัมผัสยนตรกรรม 7 รุ่นไฮไลท์ พร้อมโอกาสเป็นเจ้าของดวงดาว ในงาน Motor Expo 2024

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) เชิญชวนลูกค้าชาวไทยเป็นเจ้าของดวงดาว ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41 (Motor Expo 2024) พร้อมทะยานสู่โลกอนาคตผ่านคอนเซ็ปต์ Own Your Star” ที่จะมอบดวงดาวบนท้องฟ้า พร้อมใบประกาศนียบัตร Star Certificate และพิกัดของ ดวงดาว ให้กับผู้ที่จองรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ภายในงาน 100 ท่านแรก โดยขนทัพยนตรกรรม

รุ่นใหม่มาจัดแสดงกว่า 7 รุ่น นำโดย G 580 with EQ Technology, G 450 d, Mercedes-Maybach EQS 680 SUV, Mercedes-Maybach S 580 e Premium, E 350 e Exclusive, V 300 d Exclusive, Vito 119 CDI Tourer Pro และรุ่นอื่น ๆ รวมกว่า 20 รุ่น โดยรถยนต์ทุกรุ่น มาพร้อมราคาและข้อเสนอเดียวกันทั้งประเทศ ไม่ว่าจะซื้อรถในงานหรือที่ตัวแทนจำหน่าย เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2567

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บรหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บรษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จกัด กล่าวว่า “นอกจากสัญลักษณ์ดาวสามแฉกที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ ความเชี่ยวชาญ และความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่ครอบคลุมทุกมิติแล้ว เราเปรียบยนตร กรรมแต่ละรุ่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เสมือนดวงดาวที่รอให้คุณมาครอบครอง สำหรับงาน Motor Expo ในปีนี้ เราจึงมาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Own Your Star” เมื่อคุณเลือกเป็นเจ้าของรถยนต์

เมอร์เซเดส-เบนซ์ นอกจากคุณจะได้เป็นเจ้าของรถยนต์ที่ใฝ่ฝันแล้ว เรายังได้มอบดวงดาวบนท้องฟ้า อีก 1 ดวง ที่สามารถตั้งชื่อดวงดาวได้เอง โดยเราได้นำเสนอยนตรกรรมรุ่นใหม่กว่า 7 รุ่น เริ่มด้วย

G-Class ทั้งรุ่นพลังงานไฟฟ้า EQ Technology และรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล, Mercedes-Maybach EQS SUV, Mercedes-Maybach S-Class, E-Class รุ่น Exclusive Line, V-Class, Vito และ

รถยนต์รุ่นอื่น ๆ ที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษที่ทุกคนรอคอยตลอดช่วงเวลาของ การจัดงาน ทั้งที่งาน Motor Expo 2024 และที่ตัวแทนจำหน่ายฯ ทั่วประเทศ”

ความโดดเด่นของบูธของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในงาน Motor Expo 2024 คือการจัดแสดงรถยนต์รุ่น ใหม่ที่เผยโฉมต่อสาธารณะชนเป็นครั้งแรกในประเทศไทย รวมกว่า 7 รุ่น ได้แก่

  • G 580 with EQ Technology เจ้าของฉายา “King of Off-Road” มาพร้อมระบบขับเคลื่อน พลังงานไฟฟ้า 100% และมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว สามารถทำแรงบิดได้สูงสุดถึง 1,164 นิวตัน เมตร โดยมาด้วยกัน 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น STANDARD ราคาเริ่มต้น 9,500,000 บาท และรุ่น EDITION ONE (จำหน่ายจำนวนจำกัดเพียง 6 คัน) ราคาเริ่มต้น 12,200,000 บาท
  • G 450 d ยนตรกรรม The new G-Class ที่มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลตามคำเรียกร้อง ของกลุ่มลูกค้าชาวไทย จำหน่ายในราคาเริ่มต้น 12,200,000 บาท
  • Mercedes-Maybach EQS 680 SUV รถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกภายใต้แบรนด์ Mercedes-Maybach ที่สุดแห่งเอสยูวีที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานอันเหนือระดับ จำหน่ายใน ราคาเริ่มต้น 12,500,000 บาท
  • Mercedes-Maybach S 580 e Premium รถยนต์ซีดานระดับไฮเอนด์ลักชัวรีที่สะท้อน เอกลักษณ์ความสง่างามในแบบฉบับของ S-Class กลับมาพร้อมตัวถังสีทูโทนใหม่ “High-tech Silver/Selenite Grey” จำหน่ายในราคาเริ่มต้น 11,300,000 บาท

  • E 350 e Exclusive ยนตรกรรมระดับไอคอนที่ผสานความเป็นเลิศในทุกด้าน พร้อมการ กลับมาอีกครั้งของการออกแบบระดับตำนานที่แสดงถึงความหรูหราและเอกลักษณ์เฉพาะตัว กับโลโก้ดาวลอย (MB logo on bonnet) จำหน่ายในราคา 3,650,000 บาท
  • V 300 d Exclusive รถแวนระดับลักชัวรี่ 6 ที่นั่ง รุ่นนำเข้ามาตรฐานยุโรป ออกแบบมาเพื่อ รองรับทั้งการเดินทางแบบครอบครัวและการใช้งานในทางธุรกิจ มอบความสะดวกสบายและ ความหรูหราระดับเฟิร์สคลาส จำหน่ายในราคา 5,820,000 บาท
  • Vito 119 CDI Tourer Pro รถแวนอเนกประสงค์ 11 ที่นั่ง ผสานความสมบูรณ์แบบของ ฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ พื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง และเทคโนโลยี ล้ำสมัยอันเป็นเอกลักษณ์จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ จำหน่ายในราคา 3,100,000 บาท

ภายในบูธจัดแสดงรถยนต์ ลูกค้าสามารถทดลองใช้งานแอปฟลิเคชัน Mercedes-Benz ในการสั่งการ รถยนต์ที่จัดแสดงได้ อาทิเช่น การควบคุมรถยนต์จากระยะไกล การค้นหาตำแหน่งรถยนต์ ทั้งนี้ บริการเสริม Digital Extras บนแอปฯ Mercedes-Benz มีให้พร้อมกับรถยนต์ตั้งแต่แรกซื้อ และสามารถใช้งานได้ยาวนานสูงสุด 36 เดือน โดยขึ้นอยู่กับรุ่นรถยนต์ อุปกรณ์ติดตั้งพิเศษที่เลือกปีการผลิต และประเทศที่จำหน่าย

และสำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2567 จะได้รับข้อเสนอสุดพิเศษ “Worry-Free Package” มอบความอุ่นใจและประสบการณ์แบบเหนือขีดจำกัดในทุกการเดินทาง ดังนี้

  • เงินชำระส่วนแรก 0% สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทุกรุ่น เมื่อทำสัญญามายสตาร์*
  • รับฟรี ค่าบริการชาร์จพลังงานไฟฟ้าแบบ DC ไม่จำกัดจำนวนครั้ง (Unlimited DC Charging)
    เป็นระยะเวลา 1 ปี ผ่านสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่กำหนดไว้ของผู้ให้บริการ SHARGE**
  • รับฟรี Wallbox พร้อมติดตั้ง**
  • รับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี หรือไม่เกินระยะทางสูงสุด 250,000 กิโลเมตร**

*เมื่อเริ่มต้นสัญญามายสตาร์กับบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ในรถรุ่นที่ร่วมรายการ โดยเงินชำระส่วนแรก หมายถึง เงินชำระงวดแรกตามที่ระบุในสัญญามายสตาร์ และค่าเช่าชำระข้างต้น อ้างอิงแคมเปญเงินชำระครั้งแรก 0% ที่ระยะเวลาของสัญญา 60 เดือน โดยกำหนดระยะทางการใช้งานรถยนต์ที่ 20,000 กิโลเมตร/ปี
**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนด

นอกจากการจัดแสดงรถยนต์หลากหลายรุ่นแล้ว ในปีนี้ที่บูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ จัดแสดงสินค้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ คอลเลคชั่น และสินค้าประดับยนต์ ที่มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ อาทิ หมวก, สินค้าสำหรับเด็ก, เสื้อและแจ็คเก็ต, แก้วและกระติกน้ำ และสินค้าประเภทกีฬา พร้อมข้อเสนอพิเศษ! ได้แก่

  • ซื้อสินค้าประดับยนต์หรือคอลเลคชั่น จำนวน 2 ชิ้น ยอดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป
    (ต่อใบเสร็จ) รับฟรี! สินค้าอีก 1 ชิ้น (ชิ้นที่มูลค่าต่ำที่สุดในใบเสร็จเดียวกัน)**
  • รับของขวัญพิเศษ! กระเป๋าเมอร์เซเดส-เบนซ์** (มูลค่า 12,250 บาท) สำหรับลูกค้าที่มียอดสูงสุดในการซื้อสินค้าประดับยนต์หรือคอลเลคชั่น ในวันที่ 29 พ.ย. 67, 30 พ.ย. 67, 1 ธ.ค. 67, 6 ธ.ค. 67, 7 ธ.ค. 67, 8 ธ.ค. 67 และ 10 ธ.ค. 67

ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าสมาชิกบัตรเครดิตยูโอบี เมอร์เซเดส (UOB Mercedes) ที่มีการชำระค่าจองรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผ่านช่องทางออนไลน์ 50,000 บาท/เซลส์สลิป ภายในงาน Motor Expo 2024 รับสิทธิ์แลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 50%** เมื่อใช้คำแนนสะสมเท่ากับยอดจองรถยนต์ (จำกัด 1 สิทธิ์/ผู้ถือบัตร/ตลอดรายการ) รวมถึงบัตรกำนัลเซ็นทรัล มูลค่าสูงสุด 2,500 บาท** และคะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด 25 เท่า** (สำหรับทุกการใช้จ่าย 25 บาท)

**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนด


พบกับทัพยนตรกรรมกว่า 20 รุ่นจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษมากมายได้ที่งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41 (Motor Expo 2024) ณ บูธหมายเลข A02 อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2567

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทุกสาขาทั่วประเทศ หรือติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

ฟอร์ดอวดโฉมรถแต่ง เรนเจอร์ MS-RT โดดเด่นกลางบูธ พร้อมจัดเต็มแคมเปญสุดคุ้มในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2024

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมกับผู้จำหน่ายฟอร์ดและอาร์เอ็มเอ พันธมิตรผู้ดัดแปลงที่ผ่านการรับรองจากฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัวรถฟอร์ด เรนเจอร์ MS-RT โดยการนำชุดแต่งของ MS-RT สำนักแต่งรถชื่อดังจากประเทศอังกฤษมาติดตั้งบนรถกระบะยอดฮิต ฟอร์ด เรนเจอร์ ให้มีความแตกต่างอย่างโดดเด่น และมอบประสบการณ์ขับขี่สุดเร้าใจ เอาใจคนรักรถกระบะสไตล์เรซซิ่ง พร้อมจัดแสดงรถกระบะ 4 ประตูยกสูง ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS รุ่นปี 2024 ที่ปรับลุคใหม่ให้ดูสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยการตกแต่งสีดำรอบคัน พร้อมจัดข้อเสนอต่อเนื่องจากแคมเปญสุดคุ้มส่งท้ายปี ‘ฟอร์ด เอ็กซ์โป’ ให้กับลูกค้าในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป  2024 ที่บูธฟอร์ด (A04) อาคารอิมแพค ชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี และที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศตลอดช่วงเวลาการจัดงานตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2567

Ford Ranger MS-RT

“ฟอร์ดรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับผู้จำหน่ายฟอร์ดและอาร์เอ็มเอในการเปิดตัวฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมชุดแต่ง MS-RT เป็นครั้งแรก หลังจากเราได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากการจัดแสดงรถต้นแบบเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถยนต์ไทย ฟอร์ด ผู้จำหน่ายฟอร์ดและอาร์เอ็มเอ จึงนำนวัตกรรมที่แตกต่างอย่างเป็นเอกลักษณ์มานำเสนอให้กับลูกค้าชาวไทย โดยนำเสนอครั้งแรกเพียง 200 คัน เท่านั้น” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังจัดแสดงรถฟอร์ดรุ่นยอดนิยมอีกมากมาย ภายในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 41 นำโดย

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รถกระบะสมรรถนะสูง เจ้าของฉายา King of Tough จุดสูงสุดสำหรับนิยาม ‘แกร่งจริงทุกคัน ดุดันทุกสถานการณ์’ ของรถตระกูลเรนเจอร์ พร้อมด้วยตัวเลือกทั้งเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร และเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร วี 6 มอบประสบการณ์การขับขี่แบบเต็มพิกัดให้กับผู้ที่หลงใหลในการขับขี่ออฟโรด ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อและโหมดการขับขี่ถึง 7 โหมด รวมถึงโหมดบาฮาที่เป็นเอกลักษณ์

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รถยนต์นั่งอเนกประสงค์สำหรับลูกค้าที่แสวงหาสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมทั้งบนทางเรียบและออฟโรด ผสานกับความสะดวกสบายในห้องโดยสาร ตอบสนองการใช้งานของผู้ขับขี่ทุกกลุ่มด้วยเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ และระบบความปลอดภัยเหนือระดับ 

ฟอร์ดพร้อมมอบข้อเสนอสุดเร้าใจที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของลูกค้าทุกรูปแบบ ทั้งในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป และที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของฟอร์ดทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลาจัดงาน ลูกค้าสามารถเยี่ยมชมบูธฟอร์ดและรับข้อเสนอสุดคุ้มมากมายได้ ดังนี้

  • ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS ใหม่ รุ่นปี 2024 กระบะ 4 ประตูยกสูง เกียร์อัตโนมัติ ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 799,000 บาท จากราคาปกติ 919,000 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรก0 ลิตร ขับเคลื่อนสองล้อ เกียร์อัตโนมัติ ราคาพิเศษ 999,000 จากราคาปกติ 1,089,000 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ สปอร์ต เครื่องยนต์ 0 ลิตร เทอร์โบ 6AT ดอกเบี้ย 0% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ สตอร์มแทรค เครื่องยนต์ดีเซล 0 ลิตร ไบ-เทอร์โบ 10AT ดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค เครื่องยนต์ 0 ลิตร V6 ดอกเบี้ยพิเศษ 0% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เครื่องยนต์ดีเซล 0 ลิตร ไบ-เทอร์โบ ราคาพิเศษเพียง 1,699,000 บาท จากราคาปกติ 1,799,000 บาท หรือดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เครื่องยนต์ 0 ลิตร V6 ดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เทรนด์ 4×2 ราคาพิเศษ 1,249,000 บาท จากราคาปกติ 1,392,000 บาท
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ Sport 4×2 6AT ดอกเบี้ยพิเศษ 99% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อมชุดแต่ง Adventure Package ในราคาสุดพิเศษเพียง 9,900 บาท จากราคาปกติ 59,567 บาท
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไทเทเนียม พลัส 4×4 6AT ดอกเบี้ยพิเศษ 99% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม ดอกเบี้ยพิเศษ 99% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • พิเศษ! เมื่อจองรถฟอร์ดรุ่นใดก็ได้ในงานนี้ รับฟรี กระเป๋าเดินทางฟอร์ดดีไซน์หรู มูลค่า 3,900

รถฟอร์ดทุกรุ่นมาพร้อมโปรแกรม Ford Care การรับประกันเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังนาน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน และฟรีค่าแรงเช็กระยะ พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี

ตอกย้ำการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว

ฟอร์ดยังคงมุ่งมั่นเสริมสร้างประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ฟอร์ดที่ดีที่สุด พร้อมดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว ผ่านกลยุทธ์ ‘สะดวก มั่นใจ ประทับใจ’ ด้วยบริการที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบริการนัดหมายออนไลน์ (Online Service Booking) หน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Service Vehicle) บริการรับ-ส่งรถนอกสถานที่ (Pick Up & Delivery) และบริการตรวจเช็กตามระยะรวดเร็วภายในเวลา 60 นาที (Express Service 60 Minutes Guarantee) ซึ่งมียอดการใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อบริการของฟอร์ด

ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมและเงื่อนไขข้อเสนอพิเศษของแคมเปญส่งเสริมการขายจากฟอร์ดได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th  และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center โทร 1383

“ลามิน่าฟิล์ม” ชี้ตลาดฟิล์มกรองแสงหดตัวรุนแรงตามอุตสาหกรรยานยนต์กว่า 25% กระทบยอดขายหดตัวในปีนี้ เดินหน้าจัดแคมเปญในงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 41

0

นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า” ฟิล์มกลุ่มพิเศษคุณภาพสูง “ลูมาร์” ผลิตโดย อีสท์แมน เพอร์ฟอร์แมนซ์ฟิล์ม สหรัฐอเมริกา และอุปกรณ์บรรทุกสัมภาระ “ธูเล่” จากประเทศสวีเดน รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ครบวงจร “แอลลักซ์” คุณภาพเยี่ยมจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

เปิดเผยว่า การหดตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยในปี 2567 ส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดฟิล์มกรองแสง ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อเป้าหมายรายได้ของบริษัทในปีนี้ โดยได้ทำการปรับลดเป้าหมายการขายลงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของอุตสาหกรรมเช่นเดียวกัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ มีการประเมินว่าอุตสาหกรรมยานยนต์น่าจะปิดตัวเลขการขายที่ไม่ถึง 6 แสนคันในปีนี้

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยมีการหดตัวอย่างรุนแรงจากปัญหาเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนที่พุ่งขึ้นสูง รวมถึงการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินก็มีข้อจำกัดมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดรถปิกอัพ ทำให้ในช่วง 10 เดือนแรกที่ผ่านมา มียอดจำหน่ายรถยนต์เพียง 478,341 คันเท่านั้น หดตัวไปกว่า 26.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

“หากดูจากตลาดรถยนต์แล้ว ตลาดฟิล์มกรองแสงโดยรวมก็น่าจะมีทิศทางที่ไม่แตกต่างกันมาก คาดว่าตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์จะหดตัวไม่น้อยกว่า 25% ในขณะที่ตลาดฟิล์มอาคารคงที่ ซึ่งจะทำให้มูลค่าตลาดฟิล์มกรองแสงโดยรวมอยู่ที่ 1,000 – 1,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ถือว่ายากลำบากสำหรับผู้ประกอบการฟิล์มกรองแสงเช่นเดียวกัน”

ในส่วนของลามิน่าฟิล์มนั้น ในปีนี้ก็ยอมรับต้องมีการปรับเป้าหมายการขายลงเช่นเดียวกัน โดยคาดการณ์ว่าในปีนี้จะมียอดจำหน่ายรวม 600 ล้านบาท หรือลดลงจากปีที่ผ่านมาประมาณ​ 19% ซึ่งเป็นการหดตัวที่น้อยกว่าตลาด และจะทำให้บริษัทสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดรวมไม่น้อยกว่า 33% เอาไว้ได้อย่างต่อเนื่องในตลาดฟิล์มกรองแสงคุณภาพสูงเหมือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม จากความผันผวนของอุตสาหกรรมยานยนต์ ก็จำเป็นที่จะต้องจับตาดูสถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่รัฐบาลมีแนวโน้มจะออกมาตรการช่วยเหลือ รวมถึงการปรับตัวของผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทย ว่าจะช่วยกันผลักดันยอดขายรถยนต์ไปในทิศทางใดในปี 2568

นางสาวจันทร์นภากล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ลามิน่าฟิล์มได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน นอกเหนือจากการที่บริษัทได้อยู่คู่กับลูกค้าในประเทศไทยมายาวนานย่างเข้าปีที่ 30 ในปัจจุบัน และเป็นฟิล์มกรองแสงเพียงรายเดียวที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้รถสูงสุดมากกว่า 10 ล้านคันในประเทศไทย ที่ให้การยอมรับทั้งเรื่องสินค้าที่มีคุณภาพสูง มีความหลากหลาย และการให้บริการที่โดดเด่น

ในปัจจุบัน ฟิล์มกรองแสงลามิน่าได้รับการแนะนำและบอกต่อจากทั้งในโลกออนไลน์ และผ่านเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ชั้นนำกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงศูนย์ติดตั้งฟิล์มกรองแสงลามิน่าอีกกว่า 770 แห่ง ซึ่งได้รับการโหวตให้เป็นฟิล์ม Voted By The People หรือฟิล์มกรองแสงที่ได้รับการโหวต แนะนำ และบอกต่อสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในเมืองไทย

ด้วยการโหวตจาก 4 ส่วนหลัก ประกอบไปด้วย

1. โหวต…จากอินฟลูเอนเซอร์แถวหน้าทั่วเมืองไทย

  1. โหวต…จากลูกค้าผู้ใช้รถจริงมากกว่า 10 ล้านรายจากฐานข้อมูลของบริษัท 3. โหวต…จากกว่า 40 คาร์คลับและโชว์รูมรถยนต์ทั่วไทย และ 4. โหวต…จากองค์กรชั้นนำทั่วเมืองไทยและทั่วโลก ที่เห็นได้จากรางวัลที่ได้รับมามากกว่า 75 รางวัลจาก 22 สถาบันตลอด 30 ปีที่ผ่านมา

โดยรุ่นฟิล์มกรองแสงที่ได้รับการโหวตสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 Lamina Ceramatrix ฟิล์มเซรามิคแท้ตัวจริง อันดับ 2 Lamina CM Series ทั้งรุ่น CM Icon และ CM1 และ อันดับ 3 Lamina Ceramic Iris และ Ceramic Onyx ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ล่าสุด ซึ่งทั้งหมดเป็นฟิล์มดิจิทัลกันร้อนคุณภาพสูง เจนเนอเรชั่นใหม่ ที่มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยม สวยงามและล้ำสมัย จนได้รับการตอบรับจากผู้ใช้รถอย่างล้นหลาม

“ลามิน่าคำนึงถึงความต้องการพื้นฐานของฟิล์มกรองแสงรถยนต์ ทั้งเรื่องของคุณสมบัติในการป้องกันความร้อนจากแสงแดด การป้องกันรังสียูวี ความทนทานในการใช้งาน การรองรับสัญญาณดิจิทัลยุคใหม่ หรือแม้แต่เรื่องของความสวยงามเมื่อนำมาติดตั้งให้กับรถ ก็ยังเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคคำนึงถึงมาโดยตลอด และลามิน่าฟิล์ม ก็ได้เดินหน้าแนะนำผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบวงจร”

ลามิน่าฟิล์ม ยังได้ต่อยอดและพัฒนานวัตกรรมฟิล์มกรองแสงกันความร้อนสูง ฟิล์มนิรภัยและฟิล์มตกแต่ง เพื่อที่อยู่อาศัยอย่างบ้าน คอนโดมิเนียม และอาคารพาณิชย์ รวมถึงฟิล์มเพื่อสัตว์เลี้ยงแบรนด์แรกในประเทศไทยกับ Lamina Buddy Series และฟิล์มเซรามิคเพื่อบ้านยุคใหม่ Lamina Ceramic Solar ซึ่งได้รับความเชื่อมั่นจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาปนิก และเจ้าของที่พักอาศัยทั่วเมืองไทยกว่า 1 หมื่นโครงการ

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะตอกย้ำในการเป็นผู้นำในตลาดฟิล์มกรองแสงดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ยังมีการพัฒนาและอบรมช่างติดตั้งฟิล์มกรองแสงทั่วประเทศ รวมถึงการปรับในส่วนของผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการติดตั้งให้เหมาะสม ซึ่งบริษัทได้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้า พร้อมนำเสนอโปรโมชั่นมากมายในงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 41

สำหรับแคมเปญพิเศษในงานนี้ เพียงจองติดตั้งฟิล์มภายในงานกับ 3 รุ่นฟิล์มที่ได้รับการโหวตสูงสุด ทั้ง Lamina Digital Ceramatrix  ฟิล์มดิจิทัลเซรามิคแท้ 100% ตัวจริงคุณภาพอันดับ 1 Lamina Digital CM ICON  ฟิล์มดิจิทัลบูสต์ เพื่อยานยนต์อัจฉริยะยุค 5G และ Lamina Digital IRIS  ฟิล์มเซรามิคฟีลกู๊ด สบายทุกแดด สนุกทุกทริป มีสิทธิ์ร่วมสนุกหมุนวงล้อ ลุ้นรับรางวัลมากมาย มูลค่ารวมกว่า 30,000 บาท

ผู้ที่สนใจจะติดตั้งฟิล์มกรองแสงลามิน่า ห้ามพลาดการเข้าร่วมงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป  ครั้งที่ 41 ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม พ.ศ.2567 นี้ ซึ่งบริษัทได้เข้าร่วมแสดงสินค้าที่บูธหมายเลข H04 อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งภายในงานจะมีการแสดงสินค้า โปรโมชั่นที่น่าสนใจต่าง ๆ  อย่างครบครัน ห้ามพลาดกันอย่างแน่นอน

ปอร์เช่ ประกาศเปิดตัว 4 รุ่นใหม่ ณ งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41 ประจำปี 2024

0

หลังจากประสบการณ์การขับขี่ที่น่าตื่นเต้นในงาน Porsche World Road Show Thailand ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ปอร์เช่ ประเทศไทย พร้อมขนทัพจัดแสดงรถยนต์สุดหรูจากสนามแข่งสู่ งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2024 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี ในปีนี้ปอร์เช่จะเปิดตัวรถถึง 4 รุ่นใหม่ ได้แก่ ยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า มาคันน์ (Macan) ใหม่, ไทคานน์ (Taycan) ที่ได้รับการปรับปรุงรอบด้าน, พานาเมร่า (Panamera) ใหม่ และ 911 คาร์เรร่า (911 Carrera) รุ่นไอคอนิคที่มีการพัฒนาปรับปรุงอย่างโดดเด่น พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานมหกรรมยานยนต์นี้

มร.ทิม วอล์คโคเวียก (Tim Walkowiak) ผู้อำนวยการส่วนภูมิภาคปอร์เช่ เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “งานมหกรรมยานยนต์หรือมอเตอร์ เอ็กซ์โป ในปีนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นปีที่ปอร์เช่ได้บรรลุความสำเร็จหลายๆ อย่าง ตั้งแต่การประกอบ คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด (Cayenne S E-Hybrid) รุ่นแรกในภูมิภาคที่ส่งตรงถึงประเทศไทย ไปจนถึงการประกาศเปิดตัว ปอร์เช่ ดีไซน์ ทาวเวอร์ (Porsche Design Tower) แห่งแรกในเอเชียที่กรุงเทพฯ ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่สร้างแรงบันดาลใจได้อย่างแท้จริงในปีนี้ สำหรับปอร์เช่ ในวันนี้ เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้จัดแสดงยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุดของแบรนด์ อันได้แก่ มาคันน์ (Macan) ใหม่ ที่มาในรูปแบบพลังงานไฟฟ้า 100% และ ไทคานน์ (Taycan) ที่ได้รับพัฒนาใหม่อย่างรอบด้าน พร้อมด้วยรถสปอร์ตอีกหลายรุ่นที่โดดเด่นในบูธของเรา ที่งานมหกรรมยานยนต์ 2024 เพื่อปิดท้ายปีที่ยอดเยี่ยมนี้”

นายวินธร บุนนาค รักษาการกรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปอร์เช่ยังคงยึดมั่นในตำแหน่งผู้นำด้านนวัตกรรม ด้วย 911 รุ่นใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงอย่างมากมาย ทั้งในเรื่องของสมรรถนะ รูปลักษณ์ และเทคโนโลยีล่าสุด โดยมีรุ่นไฮไลต์อีก 3 รุ่นที่มาอวดโฉมร่วมกับ 911 ใหม่ ได้แก่ ไทคานน์ (Taycan), มาคันน์ (Macan), และ พานาเมร่า (Panamera) ยนตรกรรมเหล่านี้อาจมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดล้วนมี ดีเอ็นเอ ที่มาจากนวัตกรรม, มรดกจากการแข่งรถ, และความมุ่งมั่นที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงในการสร้างสมรรถนะเพื่อการขับขี่ที่เร้าใจและสมบูรณ์แบบ”

ไทคานน์ เทอร์โบ จีที (Taycan Turbo GT) ที่ทำลายสถิติในสนามแข่งถึง 3 แห่ง เปิดตัวในประเทศไทยเป็นครั้งแรก
หลังจากทำลายสถิติในสนามแข่งถึง 3 แห่งบน 3 ทวีป – ที่ Weathertech Raceway Laguna Seca ในอเมริกาเหนือ, Nürburgring Nordschleife ในยุโรป และ Shanghai International Circuit ในเอเชีย –

รถไทคานน์ เทอร์โบ จีที (Taycan Turbo GT) กลับมาเป็นแชมป์แห่งยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าอีกครั้งในงาน มหกรรมยานยนต์ 2024

ไทคานน์ เทอร์โบ จีที (Taycan Turbo GT) ใหม่ มาพร้อมกับอินเวอร์เตอร์ที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีซิลิคอนคาร์ไบด์เป็นส่วนประกอบให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่อยู่ในมอเตอร์หลัง ทั้ง 2 รุ่นมีพละกำลัง 1,034 แรงม้าเป็นมาตรฐาน แต่สามารถเพิ่มกำลังสูงสุดชั่วคราวผ่านโหมด ‘Attack Mode’ ที่ 120 กิโลวัตต์ (kW) ซึ่งสามารถทำให้มีกำลังพุ่งสูงกว่า 1,100 แรงม้า เพื่อการแซงที่รวดเร็วเป็นพิเศษ

ด้วยมาตรการผลิตยนตรกรรมที่เน้นน้ำหนักเบา ปอร์เช่ (Porsche) จึงสามารถลดน้ำหนักของ ไทคานน์ เทอร์โบ จีที (Taycan Turbo GT) ลงได้ถึง 75 กิโลกรัมเมื่อเทียบกับไทคานน์ เทอร์โบ เอส (Taycan Turbo S) ระบบกันสะเทือน Porsche Active Ride ที่ปรับแต่งเฉพาะสำหรับรุ่น GT ก็รวมอยู่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทั้งใน 2 รุ่นนี้

ไทคานน์ (Taycan) รุ่นอื่นๆ จะถูกจัดแสดงที่บูธของปอร์เช่ (Porsche) ในงานมหกรรมยานยนต์ 2024 ด้วยเช่นกัน ปอร์เช่ (Porsche) ได้ปรับปรุง ไทคานน์ (Taycan) อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น ด้วยพละกำลังที่มากขึ้น ระยะทางที่ไกลขึ้น การเร่งความเร็วที่เร็วขึ้น และชาร์จไฟได้เร็วและมีความเสถียรมากขึ้น นอกจากนี้ ปอร์เช่ (Porsche) ยังได้ปรับดีไซน์ให้คมชัด และสร้างความแตกต่างที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในรุ่นเทอร์โบ (Turbo)

ไทคานน์ (Taycan) ทุกรุ่นมาพร้อมกับรายการอุปกรณ์มาตรฐานที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น และนำเสนอ Porsche Driver Experience รุ่นล่าสุด การแสดงผลดิจิทัลเต็มรูปแบบ, ความสามารถในการปรับแต่งที่หลากหลาย และการใช้งานที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้

การปรากฎโฉมอีกครั้งของมาคันน์ (Macan) ใหม่ ในรูปแบบพลังงานไฟฟ้า 100% หลังจากการนำเสนอในบรรยากาศสุดพิเศษของมาคันน์ (Macan) ที่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย Museum of Contemporary Art (MOCA) กรุงเทพฯ รถ มาคันน์ (Macan) ใหม่ จะได้รับการเปิดตัวครั้งแรกต่อหน้าสาธารณชนที่งานมหกรรมยานยนต์ รถสปอร์ตอเนกประสงค์ (SUV) พลังงานไฟฟ้าล้วนคันแรกของปอร์เช่ (Porsche) มาพร้อมกับดีไซน์ที่เหนือกาลเวลา สมรรถนะที่เป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ (Porsche) ระยะทางการขับขี่ที่ยาวไกลขึ้น และความสะดวกสบายในการใช้งานประจำวัน ซึ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าปอร์เช่ (Porsche) ที่ต้องการรถสปอร์ตอเนกประสงค์ (SUV) ได้อย่างครบถ้วน

ตัวเลขเพียงอย่างเดียวก็บ่งบอกถึงสมรรถนะ E-Performance ระดับสูง มาคันน์ (Macan) สามารถผลิตพละกำลังได้เพิ่มถึง 265 กิโลวัตต์ (360 แรงม้า) ขณะที่มาคันน์ เทอร์โบ (Macan Turbo) รุ่นท็อปมีพลังสูงสุดถึง 470 กิโลวัตต์ (639 แรงม้า) แรงบิดสูงสุดของทุกรุ่นมีค่าตั้งแต่ 563 นิวตันเมตร ไปจนถึง 1,130 นิวตันเมตร มาคันน์ (Macan) มีอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 5.7 วินาที ขณะที่ มาคันน์ เทอร์โบ (Macan Turbo) ทำได้ในเวลาเพียง 3.3 วินาที

มาคันน์ (Macan) ใหม่ ที่มาในรูปแบบพลังงานไฟฟ้า 100% ถูกสรรสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม Premium Platform Electric (PPE) ที่พัฒนาใหม่ของปอร์เช่ (Porsche) พร้อมพลังไฟฟ้า 800 โวลต์ การชาร์จแบบกระแสตรง (DC) สามารถให้กำลังสูงสุดถึง 270 กิโลวัตติ (kW) ซึ่งหมายความว่าในสภาวะที่เหมาะสม แบตเตอรี่สามารถชาร์จจาก 10 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายในเวลาประมาณ 21 นาที ส่วนการชาร์จไฟแบบกระแสสลับ (AC) ที่กำลังสูงสุด 11 กิโลวัตต์ (kW) สามารถชาร์จพลังงานไฟฟ้าที่กล่องชาร์จติดผนังในบ้าน

รถสปอร์ตอเนกประสงค์ (SUV) ใหม่สามารถสะกดสายตาได้ทันทีจากเส้นสายที่เป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ (Porsche) ซึ่งเชื่อมต่อกับกระจกหลังที่แบนราบ การออกแบบร่วมกันของไฟหน้ารูปแบบใหม่ที่มีไฟเดย์ ไทม์ (Day time) กลางสี่จุด และโมดูลไฟหน้าหลักที่มาพร้อมเทคโนโลยี Matrix LED แบบเลือกติดตั้งได้นั้น ทำให้ได้ดีไซน์ที่เพรียวบางและมีลุคสปอร์ตมากขึ้น ปีกหน้าที่ยกสูงตามแบบฉบับของปอร์เช่ (Porsche) และลาดลงมาอย่างเด่นชัดทำให้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังดูมีความแข็งแกร่งทรงพลัง ด้านหลังโลโก้ Porsche ถูกติดตั้งไว้ที่กลางแถบไฟ 3D

ผลจากการเป็นยนตรกรรมใช้พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ จึงได้ระยะฐานล้อของมาคันน์ (Macan) รุ่นใหม่ที่ขยายมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าพื้นที่สำหรับผู้โดยสารจะกว้างขวางขึ้น และเพิ่มขนาดช่องเก็บสัมภาระในมาคันน์ (Macan) ขึ้นไปอีก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรุ่นและอุปกรณ์ที่ติดตั้ง ความจุที่อยู่ด้านหลังเบาะที่นั่งหลังสามารถรองรับได้สูงสุดถึง 540 ลิตร นอกจากนี้ยังมี ‘frunk’ ซึ่งเป็นช่องเก็บสัมภาระที่ใต้ฝากระโปรงหน้ารถโดยมีความจุ 84 ลิตรอีกด้วย

ภายในห้องโดยสารมีความเป็นปอร์เช่ (Porsche) อย่างชัดเจน ความกว้างของห้องโดยสารถูกเน้นย้ำด้วยแผงสีดำที่ออกแบบให้เป็นหนึ่งเดียวกัน นอกจากอินเตอร์เฟซดิจิทัลสมัยใหม่ เช่น จอแสดงผลการวัดผลโค้งขนาด 12.6 นิ้วแล้ว ยังมีองค์ประกอบการควบคุมแบบอนาล็อกบางส่วนสำหรับช่องระบายอากาศและการควบคุมเครื่องปรับอากาศอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีแถบไฟ LED ที่ถูกรวมเข้าไปในห้องขับขี่และประตู ซึ่งทำหน้าที่ทั้งเป็นแสงเพื่อสร้างบรรยากาศและแสงเพื่อแสดงการสื่อสาร

911 รุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย           

ปอร์เช่ (Porsche) ได้ทำการอัปเกรดรถสปอร์ตที่เป็นตำนานอย่าง 911 เริ่มต้นด้วยรุ่นพื้นฐานอย่าง 911 คาร์เรร่า (911 Carrera) รุ่นใหม่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 6 สูบแบน 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ซึ่งสามารถส่งมอบกำลังได้มากยิ่งขึ้น โดยได้รับการปรับปรุงด้วยเทอร์โบชาร์จเจอร์ใหม่จากรุ่น 911 จีทีเอส (911 GTS) และระบบอินเตอร์คูลเลอร์ขั้นสูงจากรุ่น 911 เทอร์โบ (911 Turbo) ทำให้ 911 คาร์เรร่า (911 Carrera) ใหม่สามารถผลิตพละกำลังได้ถึง 290 กิโลวัตต์ (394 แรงม้า) และแรงบิด 450 นิวตันเมตร

สิ่งนี้ทำให้ 911 คาร์เรร่า คูเป้ (911 Carrera Coupé) สามารถเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลา 4.1 วินาที (3.9 วินาที เมื่อใช้ชุดอุปกรณ์ Sport Chrono) ก่อนที่จะทำความเร็วสูงสุดที่ 294 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงทั้งในด้านความเร็วและสมรรถนะ

การอัปเกรดและการออกแบบขยายไปทั่วทั้งคัน เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ภายนอกก็ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสมมากขึ้น โดยมีกระจังหน้าแบบใหม่ที่เฉพาะเจาะจงกับรุ่น พร้อมช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ และยังมาพร้อมกับไฟหน้ารูปทรง LED Matrix แบบมาตรฐานที่รวมฟังก์ชันไฟทั้งหมดไว้ในดีไซน์สี่จุดที่เพรียวบาง

ภายใน 911 ยังคงรักษาการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ไว้ ในขณะเดียวกันก็ผสานเทคโนโลยีทันสมัยเข้าด้วยกัน ระบบ Porsche Driver Experience ใหม่จะนำฟังก์ชันที่สำคัญมาวางไว้ที่บริเวณพวงมาลัยหรือใกล้เคียงกับพวงมาลัย รวมถึงสวิตช์เลือกโหมดขับขี่ ปุ่มควบคุมที่ได้รับการอัปเดตสำหรับระบบช่วยเหลือ และเป็นครั้งแรกที่มีปุ่มสตาร์ทอยู่ทางด้านซ้ายของพวงมาลัย

รุ่นคูเป้ (Coupé) มาพร้อมกับที่นั่ง 2 ที่นั่งเป็นมาตรฐาน และสามารถเลือกเป็นการจัดที่นั่งแบบ 2+2 ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จอแสดงผลดิจิทัลขนาด 12.6 นิ้วที่สามารถปรับแต่งได้ มีโหมดการแสดงผลถึง 7 แบบ รวมถึงแบบดีไซน์ห้าวงสุดคลาสสิก พร้อมมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ที่ตั้งอยู่ตรงกลาง ซึ่งเพิ่มความรู้สึกย้อนยุคให้กับห้องขับขี่สมัยใหม่

ความหรูหราที่ไร้ขีดจำกัด: พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid) ใหม่ทั้งหมด

ปอร์เช่ พานาเมร่า (Porsche Panamera) ก้าวสู่เจเนอเรชั่นใหม่ ด้วยการออกแบบภายนอกและภายในที่ได้รับการปรับปรุงอย่างครอลคลุม รวมถึงเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดและนวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย

พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid) ที่แสดงในงานมหกรรมยานยนต์ 2024 มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าใหม่ที่ถูกรวมเข้าไปในระบบเกียร์ PDK คลัทช์คู่ 8 สปีดที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งช่วยให้มีสมรรถนะที่น่าประทับใจ ด้วยพละกำลังรวมของระบบที่ 346 กิโลวัตต์ (470 แรงม้า) และยังสามารถวิ่งได้ระยะทางไฟฟ้าเต็มที่ถึง 91 กิโลเมตร ในมาตรฐานการทดสอบแบบ WLTP ซึ่งเพียงพอสำหรับการเดินทางไปทำงานในเมืองทุกวัน

ปอร์เช่ (Porsche) ได้ติดตั้งช่วงล่างถุงลมแบบ 2 ชั้น และวาล์วควบคุมช่วงล่าง 2 วาล์ว พร้อมระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) เป็นพื้นฐานให้กับทุกรุ่นย่อย หรืออีกทางเลือกของช่วงล่าง ที่ชื่อว่า Porsche Active Ride ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ มีให้เลือกสำหรับรุ่น อี-ไฮบริด (E-Hybrid) ซึ่งมอบความสามารถในการยึดเกาะและสมรรถนะในการเข้าโค้ง พร้อมกับความสะดวกสบายในระดับสูง

ทุกรุ่นของพานาเมร่า (Panamera) ใหม่มาพร้อมกับการออกแบบที่ดูคล่องตัว ปราดเปรียวและทันสมัย ที่ด้านหน้าดีไซน์โดดเด่นด้วยไฟหน้ารูปทรงใหม่แบบ Matrix LED ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และช่องระบายอากาศแนวนอนเพิ่มเติมจากรุ่นก่อน ส่วนที่ด้านหลังของสปอร์ตซาลูน ไฟท้ายแบบต่อเนื่องและกระจกหลังไร้กรอบทำให้ พานาเมร่า (Panamera) ใหม่มีลักษณะที่แตกต่างและโดดเด่น

ภายในห้องโดยสารและห้องขับขี่ได้รับการปรับปรุงใหม่ด้วยจอแสดงผลดิจิทัลขนาด 12.6 นิ้ว สวิตช์เกียร์ใหม่ที่อยู่ทางซ้ายของพวงมาลัย และจอแสดงผลสำหรับผู้โดยสารขนาด 10.6 นิ้วที่สามารถเลือกติดตั้งได้ เพื่อยกระดับประสบการณ์โดยรวมของผู้โดยสาร

ปอร์เช่ (Porsche) ในงานมหกรรมยานยนต์ 2024 

นอกจาก 4 รุ่นเด่นแล้ว ยังมีรถสปอร์ตปอร์เช่ (Porsche) จำนวน 13 คันที่ครบครันทุกโมเดล จัดแสดงในงานมหกรรมยานยนต์ 2024 โดยในบรรดารุ่นที่จัดแสดงมี 718 บ็อกซเตอร์ สไตล์ อิดิชั่น (718 Boxster Style Editions) และ เคย์แมน (Cayman), คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด (Cayenne S E-Hybrid) รุ่นที่ประกอบในภูมิภาค, และ 911 จีที3 (911 GT3) ที่ได้รับการปรับแต่งจาก Manthey Racing ชุดเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ รวมถึงรุ่นอื่นๆ อีกมากมาย

งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 41 หรือ Thailand International Motor Expo 2024 จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม 2024 ที่ IMPACT Challenger Halls 1-3 เมืองทองธานี ปอร์เช่ ประเทศไทย ขอเชิญลูกค้าและแฟนๆ มาชมยนตรกรรมสปอร์ตอย่างใกล้ชิดได้ที่บูธ A3

 

ท่านสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Porsche Centre Bangkok : 02 552 6655

Porsche Centre Pattanakarn : 02 369 1111

Porsche Centre Bangna : 095 943 59999

Porsche Studio Bangkok (ICONSIAM) : 02 288 0911

Porsche Studio Siam Paragon : 02 610 9911

ฮอนด้า ส่งท้ายปี! ชูไฮไลต์ ‘เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่’ และ ‘ซิตี้’ ไลน์อัป พร้อมรถทุกรุ่น ในงาน Motor Expo 2024

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จัดเต็มส่งท้ายปี ขนทัพรถยนต์หลากหลายรุ่นครอบคลุมทุกไลน์อัปจัดแสดงในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 41 (The 41st Thailand International Motor Expo 2024) นำโดย ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ ฮอนด้า ซิตี้ ซีรีส์ และฮอนด้า ซีวิค ใหม่ พร้อมด้วยไลน์อัปฟูลไฮบริด e:HEV ไลน์อัปเทอร์โบ อีกทั้งจัดแสดง อี:เอ็นวัน เอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% และฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์ รวมทั้งรุ่นอื่น ๆ รวมกว่า 10 รุ่น ณ บูทฮอนด้า A08 อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 – 10 ธันวาคม 2567 พร้อมไฮไลต์แคมเปญใหญ่ส่งท้ายปี กับ ‘ฮอนด้า โปรแรงทุกรุ่น จัดเลย ไม่ต้องรอ’ ให้ลูกค้าออกรถได้ง่ายด้วยหลากหลายข้อเสนอพิเศษ* ที่แตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น ทั้งภายในงานฯ และรับข้อเสนอเดียวกันได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ อาทิ

  • ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ มาพร้อมโปรที่มอบความคุ้มค่า อาทิ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 1.69%** ในทุกรุ่น สำหรับลูกค้าเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและครอบครัว (Honda Loyalty)

สำหรับรุ่น e:HEV E ข้อเสนอพิเศษ ‘ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส’ ค่างวดเริ่มต้นเพียง 8,611 บาท** หรือเลือกดาวน์ต่ำเพียง 10% พร้อมรับฟรีประกันภัย 1 ปี ฟรี Honda Ultimate Care อีกทั้งฟรีรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

สำหรับรุ่น e:HEV EL และรุ่น e:HEV RS ข้อเสนอพิเศษ ‘ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส’ ที่มาพร้อมฮอนด้าช่วยผ่อนเดือนละ 2,700 บาท จำนวน 12 เดือน** รวมมูลค่า 32,400 บาท ค่างวดเริ่มต้นในปีแรกเพียง 8,495 บาท** หรือเลือกดาวน์ต่ำเพียง 10% พร้อมรับฟรีประกันภัย 1 ปี และฟรีรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

  • ฮอนด้า ซิตี้ และ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก มาพร้อมโปรแรงให้ลูกค้าเป็นเจ้าของได้ง่าย รับรถได้
    ไม่ต้องรอ
    อาทิ ข้อเสนอ ‘ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส’ ที่มาพร้อมฮอนด้าช่วยผ่อนเดือนละ 3,000 บาท จำนวน 12 เดือน** รวมมูลค่า 36,000 บาท ค่างวดเริ่มต้นในปีแรกเพียง 2,858 บาท** สำหรับซิตี้ เทอร์โบ และฟรี Honda Exclusive Care หรือเลือกดาวน์เริ่มต้นเพียง 10% หรือเลือกรับดอกเบี้ยเริ่มต้น 0% พร้อมรับ Honda Exclusive Care

  • รถยนต์ฮอนด้ารุ่นอื่น ๆ เลือกรับโปรที่ใช่ ออกรถง่าย กับหลากหลายข้อเสนอพิเศษ* ให้เลือกตามความต้องการในแคมเปญ ‘ฮอนด้า โปรแรง!! ทุกรุ่น จัดเลยไม่ต้องรอ’ อาทิ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 0% พร้อมรับ ‘Honda Exclusive Care’ ประกอบไปด้วย ฟรีประกันภัย 1 ปี ฟรี Honda Ultimate Care และฟรีแพ็กเกจเช็กระยะ ค่าแรง ค่าอะไหล่ 5 ปี หรือ 100,000 กม. อีกทั้งรับเพิ่มบัตรเติมน้ำมัน แตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถยนต์ฮอนด้ารุ่นที่ร่วมรายการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 – 31 ธันวาคม 2567 หรือเลือกรับข้อเสนอ ‘ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส’ ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อนได้
    ตามสไตล์ที่คุณชอบ ด้วยค่างวดเบา ๆ หรือดาวน์ต่ำเริ่มต้นเพียง 10% สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถยนต์ฮอนด้ารุ่นที่ร่วมรายการตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 – 31 ธันวาคม 2567

  • อีกทั้งข้อเสนอพิเศษรถเก่าแลกซื้อรถใหม่ (Honda Happy Trade-in) เมื่อนำรถยนต์ฮอนด้ามาขายและออกรถฮอนด้ารุ่นที่ร่วมรายการที่โชว์รูมฮอนด้า รับเพิ่ม บัตรเติมน้ำมันมูลค่าสูงสุด 40,000 บาท* หรือเมื่อนำรถยนต์คันเดิมยี่ห้อใดก็ได้มาขายและออกรถฮอนด้ารุ่นที่ร่วมรายการที่โชว์รูมฮอนด้า รับเพิ่ม บัตรเติมน้ำมันมูลค่าสูงสุด 20,000 บาท* ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2567 – 31 ธันวาคม 2567 (เฉพาะ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ ตั้งแต่ 28 พฤศจิกายน 2567 – 28 กุมภาพันธ์ 2568)

พร้อมด้วยกิจกรรมพิเศษ ในวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2567 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป กับกิจกรรม “Honda Peak You Up with Kongthap Peak” เชิญชวนลูกค้าและผู้ที่สนใจร่วมพบปะกับพระเอกหนุ่มมากความสามารถ “กองทัพ พีค” ที่จะมาร่วมสร้างสีสันพร้อมโชว์เสียงนุ่ม ๆ ผ่านมินิคอนเสิร์ต พร้อมลุ้นเป็นผู้โชคดีร่วมเล่นกิจกรรมและรับของที่ระลึกพร้อมลายเซ็น อีกทั้งกระทบไหล่แชะรูปคู่สุดเอกซ์คลูซีฟที่บูทฮอนด้า

นายฮิเดโอะ คาวาซากะ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า ขอขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจในฮอนด้ามาโดยตลอด ในปีนี้ ทุกท่านจะได้สัมผัสกับ SUV ยอดนิยม ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ ที่จัดแสดงครบทุกรุ่นย่อย พร้อมราคาแนะนำช่วงเปิดตัว เริ่มต้นเพียง 899,000 บาท* ในรุ่น e:HEV E จำนวนจำกัด เพื่อให้ทุกท่านเป็นเจ้าของได้ง่ายยิ่งขึ้น และรีบจองภายในสิ้นปีนี้ พร้อมอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์พิเศษกับ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ ที่มาพร้อมชุดแต่ง MUGEN รอบคัน ที่จัดแสดงในงาน และพร้อมจำหน่ายผ่านโชว์รูมทั่วประเทศ และอีกหนึ่งไฮไลต์ คือ ซิตี้ ซีรีส์ รถยนต์ซิตี้คาร์ยอดนิยม ที่มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ นอกจากนี้ยังมาพร้อมโปรส่งท้ายปี ครอบคลุมรถทุกไลน์อัป ด้วยทางเลือกที่หลากหลาย มอบความสบายใจก่อนการเป็นเจ้าของ และอุ่นใจด้วยการดูแลและการบริการหลังการขายตลอดการใช้งาน”

 

สำหรับยนตรกรรมไฮไลต์ที่จัดแสดงภายในงาน ได้แก่

ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ ที่พร้อมให้สัมผัสคันจริงครบทุกรุ่นย่อยภายในงาน

โดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่สปอร์ตพรีเมียมอีกขั้น ด้วยการออกแบบด้านหน้าใหม่ ที่มาพร้อมกระจังหน้าใหม่สะท้อนเอกลักษณ์ความโดดเด่นเฉพาะรุ่น ยกระดับความสปอร์ตเต็มขั้นในรุ่น e:HEV RS ที่มาพร้อมกระจังหน้าโครเมียมแบบสปอร์ตดีไซน์ใหม่ ไฟท้าย Full LED ดีไซน์ใหม่ สีล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว
สีใหม่ พร้อมด้วยสีภายนอกใหม่ กากีแซนด์ (มุก) พร้อมหลังคาสีดำทูโทน ที่มีให้เลือกทั้งรุ่น e:HEV RS และ e:HEV EL ห้องโดยสารกว้างขวาง พร้อมเพิ่มเติมฟังก์ชันการใช้งานเพื่อความสะดวกสบาย*** อาทิ
ทุกรุ่นย่อยมาพร้อม ใหม่! ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ใหม่! อัปเกรดช่องเชื่อมต่อ USB เป็น 4 ตำแหน่ง (USB-C 3 ตำแหน่ง และ USB-A 1 ตำแหน่ง) มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว พร้อมใหม่! จอแสดงไฟเบรก ช่องปรับอากาศตอนหลังในทุกรุ่นย่อย ขับเคลื่อนด้วยระบบฟูลไฮบริด e:HEV เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร มอบอัตราเร่งทันใจด้วยแรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร อีกทั้งประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมสูงสุดถึง 25.6 กิโลเมตร/ลิตร มั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ในทุกรุ่นย่อย และเทคโนโลยีความปลอดภัยอื่น ๆ** อาทิ ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว เซนเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 จุด ระบบเบรกมือไฟฟ้า และระบบ Auto Brake Hold

คุ้มค่าน่าใช้งานด้วยราคาแนะนำช่วงเปิดตัวเริ่มต้นที่ 899,000 บาท* สำหรับรุ่น e:HEV E จำนวนจำกัด (ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 949,000 บาท ตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป) โดยคงราคาเดิม สำหรับรุ่น e:HEV EL ราคา 1,079,000 บาท และรุ่น e:HEV RS ราคา 1,179,000 บาท มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ

  • รุ่น e:HEV E เมื่อจองตั้งแต่ 8 พฤศจิกายน 2567 – 31 ธันวาคม 2567 และรับรถตั้งแต่ 28 พฤศจิกายน 2567 – 31 มกราคม 2568 รับข้อเสนอ
    • ทางเลือกที่ 1: ดอกเบี้ยเริ่มต้น 69%** (ส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษ 0.30%) สำหรับเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและครอบครัว (Honda Loyalty) หรือดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.99% สำหรับลูกค้าทั่วไป พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี และฟรี Honda Ultimate Care ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมงเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) อีกทั้งรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
    • ทางเลือกที่ 2: ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อนได้ตามสไตล์ที่คุณชอบ
      • ค่างวดเริ่มต้นเพียง 8,611 บาท** หรือเลือกดาวน์ต่ำเพียง 10%
        (ค่างวดคำนวณจากฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ เกรด e:HEV E เงื่อนไขดาวน์ 25% ผ่อน 7 ปี)
      • ฟรีประกันภัย 1 ปี
      • ฟรีรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
      • ฟรี Honda Ultimate Care ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง เป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
    • รุ่น e:HEV EL และรุ่น e:HEV RS เมื่อจองตั้งแต่ 8 พฤศจิกายน 2567 – 28 กุมภาพันธ์ 2568 และรับรถตั้งแต่ 28 พฤศจิกายน 2567 – 28 กุมภาพันธ์ 2568 รับข้อเสนอ
      • ทางเลือกที่ 1: ดอกเบี้ยเริ่มต้น 69%** (ส่วนลดดอกเบี้ยพิเศษ 0.30%) สำหรับเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและครอบครัว (Honda Loyalty) หรือดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.99% สำหรับลูกค้าทั่วไป พร้อมรับ ‘Honda Exclusive Care’ ประกอบด้วย
      • ฟรีประกันภัย 1 ปี
      • ฟรีรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
      • ฟรีแพ็กเกจเช็กระยะ ค่าแรง ค่าอะไหล่ 5 ปี หรือ 100,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
      • ฟรี Honda Ultimate Care ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง เป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
      • ทางเลือกที่ 2: ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อนได้ตามสไตล์ที่คุณชอบ
        • รับฮอนด้าช่วยผ่อนเดือนละ 2,700 บาท จำนวน 12 เดือน** รวมมูลค่า 32,400 บาท
        • ค่างวดเริ่มต้นเพียง 8,495 บาท** หรือ เลือกดาวน์ต่ำเพียง 10%
          ค่างวดงวดที่ 1-12 : เริ่มต้น 8,495 บาท ซึ่งเป็นค่างวดที่หักจากสิทธิพิเศษฮอนด้าช่วยผ่อนแล้ว
          ค่างวดงวดที่ 13-84 : เริ่มต้น 11,195 บาท ซึ่งเป็นค่างวดปกติ

(ค่างวดคำนวณจากฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ เกรด e:HEV EL โดยเลือกเงื่อนไขดาวน์ 20% ผ่อน 7 ปี)

  • ฟรีประกันภัย 1 ปี
  • ฟรีรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
  • ข้อเสนอพิเศษรถเก่าแลกซื้อรถใหม่ Honda Happy Trade-in’ เมื่อนำรถยนต์ฮอนด้ามาขายและออกรถ รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 30,000 บาท หรือเมื่อนำรถยนต์คันเดิมยี่ห้อใดก็ได้มาขายและออกรถ รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 15,000 บาท ตั้งแต่ 28 พฤศจิกายน 2567 – 28 กุมภาพันธ์ 2568

เสริมลุคสปอร์ตพรีเมียมอีกขั้นด้วยอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) ที่ตอบโจทย์ทั้งสายแต่งรถ และ
ตอบรับการใช้งานด้วยไอเท็มเพื่อความอเนกประสงค์ มีให้เลือกทั้งรูปแบบไอเท็มและแพ็กเกจรอบคันสุดคุ้มค่า พิเศษ! ครั้งแรกกับชุดแต่ง MUGEN เอาใจสาวกฮอนด้า
ให้สาวกได้สัมผัสกับ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ ที่มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งมูเกน (MUGEN) รอบคัน ยกระดับความแกร่งสไตล์สปอร์ตในแนวคิด ‘Sporty Energize with Aggressive Styling’ กับหลากหลายไอเท็มให้เลือกตกแต่งจัดเต็มความสปอร์ตทั้งภายนอกและภายใน อาทิ สปอยเลอร์หน้า ราคา 22,400 บาท สเกิร์ตข้าง ราคา 32,000 บาท สปอยเลอร์หลัง ราคา 22,600 บาท สปอยเลอร์วิงหลัง ราคา 34,000 บาท และสปอยเลอร์วิงหลัง (ตรงกลาง) ราคา 34,000 บาท โดยจัดจำหน่ายผ่านโชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ พร้อม รับประกันอุปกรณ์ตกแต่งนาน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร กรณีติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งพร้อมรถยนต์ใหม่

ดูรายละเอียดอุปกรณ์ตกแต่ง MUGEN เพิ่มเติมได้ที่ www.kineteqgroup.com/hrv-sales-manual

ฮอนด้า ซิตี้ ซีรีส์ ซิตี้คาร์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตคนยุคใหม่ ขับสนุก แรงเร้าใจ ประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม

ซิตี้ และ ซิตี้ แฮทช์แบ็ก พร้อมตอบรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายในการใช้งาน ดีไซน์สปอร์ตรอบคัน ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย คุ้มค่าด้วยฟังก์ชันและเทคโนโลยีที่ครบครัน มีให้เลือกทั้งรูปแบบตัวถังซีดาน และแฮทช์แบ็กที่คงความอเนกประสงค์กับเบาะนั่งอัลตราซีท (ULTR) อันเป็นเอกลักษณ์จากฮอนด้า มั่นใจทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ในทุกรุ่นย่อย พร้อมตอบโจทย์ทุกการขับขี่ด้วย 2 ขุมพลังทางเลือก ทั้งระบบฟูลไฮบริด e:HEV เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ตอบสนองทันใจในทุกอัตราเร่งด้วยแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร มีอัตราประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมสูงถึง 27.8 กิโลเมตร/ลิตร ราคาเริ่มต้น 729,000 บาท (ซิตี้ อี:เอชอีวี รุ่น e:HEV SV และซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี รุ่น e:HEV SV) และขุมพลังเครื่องยนต์เทอร์โบ VTEC TURBO 1.0 ลิตร ขับสนุกอัตราเร่งเร้าใจสไตล์สปอร์ต กับกำลังสูงสุด 122 แรงม้า ให้ลูกค้าได้สัมผัสกับซิตี้คาร์ขับสนุก สมรรถนะดี ด้วยราคาเริ่มต้น 599,000 บาท ในรุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบ (ซิตี้ รุ่น S และซิตี้ แฮทช์แบ็ก รุ่น S+) มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ อาทิ

  • ‘ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส’ ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อนได้ ตามสไตล์ที่คุณชอบ
  • รับฮอนด้าช่วยผ่อนเดือนละ 3,000 บาท จำนวน 12 เดือน** รวมมูลค่า 36,000 บาท
  • ค่างวดเริ่มต้นเพียง 2,858 บาท** สำหรับซิตี้ เทอร์โบ หรือเลือกดาวน์ต่ำเพียง 10%
    ค่างวดงวดที่ 1-12 : เริ่มต้น 2,858 บาท ซึ่งเป็นค่างวดที่หักจากสิทธิพิเศษฮอนด้าช่วยผ่อนแล้ว

ค่างวดงวดที่ 13-84 : เริ่มต้น 5,858 บาท ซึ่งเป็นค่างวดปกติ

(ค่างวดคำนวณจากฮอนด้า ซิตี้ เกรด S และ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ เกรด S+ โดยเลือกเงื่อนไขดาวน์ 20% ผ่อน 7 ปี)

  • รับฟรี Honda Exclusive Care
  • ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0% พร้อมรับ Honda Exclusive Care ประกอบด้วย
    • ฟรีประกันภัย 1 ปี
    • ฟรีแพ็กเกจเช็กระยะ ค่าแรง ค่าอะไหล่ 5 ปี หรือ 100,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
    • ฟรี Honda Ultimate Care ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง เป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ข้อเสนอพิเศษรถเก่าแลกซื้อรถใหม่ Honda Happy Trade-in’ เมื่อนำรถยนต์ฮอนด้ามาขายและออกรถ รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 20,000 บาท หรือเมื่อนำรถยนต์คันเดิมยี่ห้อใดก็ได้มาขายและออกรถ
    รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2567 – 31 ธันวาคม 2567

ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ และ ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ ไอคอนยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมซีดาน

สปอร์ตโดดเด่นด้วยกระจังหน้าและกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ และไฟท้าย LED รมดำ ภายในห้องโดยสารกว้างสบาย
ให้ความรู้สึกเท่ สปอร์ต แต่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างคล่องตัว มั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ในทุกรุ่นย่อย โดยมาพร้อม 2 ทางเลือกขุมพลังการขับเคลื่อน ทั้งระบบ
ฟูลไฮบริด
e:HEV เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ตอบสนองทันใจด้วยแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 315 นิวตัน-เมตร ให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 25 กิโลเมตร/ลิตร กับราคาเริ่มต้น 1,099,000 บาท (รุ่น e:HEV EL+) และขุมพลังเทอร์โบ มาพร้อมเครื่องยนต์ VTEC TURBO 1.5 ลิตร แรงเร้าใจด้วยกำลังสูงสุด 178 แรงม้า และมีอัตราการประหยัดน้ำมัน 17.2 กิโลเมตร/ลิตร โดยรุ่น EL+ ราคา 1,039,000 บาท มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ อาทิ

  • ดอกเบี้ยเริ่มต้น 69%** ในรุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบ สำหรับเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและครอบครัว (Honda Loyalty) หรือดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.99% สำหรับลูกค้าทั่วไป พร้อมรับ Honda Exclusive Care ประกอบด้วย
    • ฟรีประกันภัย 1 ปี
    • ฟรีแพ็กเกจเช็กระยะ ค่าแรง ค่าอะไหล่ 5 ปี หรือ 100,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
    • ฟรี Honda Ultimate Care ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง เป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ‘ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส’ ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อนได้ ตามสไตล์ที่คุณชอบ
  • รับฮอนด้าช่วยผ่อนเดือนละ 5,600 บาท จำนวน 12 เดือน** รวมมูลค่า 67,200 บาท
  • ค่างวดเริ่มต้นเพียง 5,180 บาท** สำหรับซีวิค รุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบ
    ค่างวดงวดที่ 1-12 : เริ่มต้น 5,180 บาท ซึ่งเป็นค่างวดที่หักจากสิทธิพิเศษฮอนด้าช่วยผ่อนแล้ว
    ค่างวดงวดที่ 13-84 : เริ่มต้น 10,780 บาท ซึ่งเป็นค่างวดปกติ
    (ค่างวดคำนวณจากฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เกรด EL+ โดยเลือกเงื่อนไขดาวน์ 20% ผ่อน 7 ปี)
  • ฟรีประกันภัย 1 ปี
  • ข้อเสนอพิเศษรถเก่าแลกซื้อรถใหม่ Honda Happy Trade-in’ เมื่อนำรถยนต์ฮอนด้ามาขายและออกรถ รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 30,000 บาท หรือเมื่อนำรถยนต์คันเดิมยี่ห้อใดก็ได้มาขายและออกรถ
    รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 15,000 บาท ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2567 – 31 ธันวาคม 2567

นอกจากนี้ ฮอนด้ายังจัดเต็มยนตรกรรมรุ่นอื่น ๆ หลากหลายรุ่น เพื่อให้ลูกค้าได้เลือกสัมผัสได้ตามไลฟ์สไตล์ที่ชอบ นำโดย

  • ไลน์อัปเอสยูวี พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยยนตรกรรมรุ่นเบาะโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง ได้แก่ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ทั้งรุ่นระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV และรุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบ ฮอนด้า
    บีอาร์
    -วี และฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี
  • ฮอนด้า อี:เอ็น1 (Honda e:N1) เอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% โดยสามารถสัมผัสประสบการณ์ขับขี่ด้วยการเช่าใช้ผ่านบริษัทรถเช่าชั้นนำ
  • ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์ (Honda Civic Type R) ที่สุดแห่งยนตรกรรมความสปอร์ตระดับตำนานของฮอนด้า ที่นำมาจัดแสดงพร้อมเปิดรับจองสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของ ทั้งในงานและผ่านทาง honda.co.th/civictyper

 

ลูกค้าที่สนใจสามารถเยี่ยมชมบูทรถยนต์ฮอนด้า A08 ภายในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 41 หรือ The 41st Thailand International Motor Expo 2024 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 – 10 ธันวาคม 2567 พร้อมพบกับข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับรถยนต์แต่ละรุ่น ซึ่งเป็นข้อเสนอเดียวกันทั้งภายในงานฯ และโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชตกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777

ฮุนได ยกขบวนทัพยานยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน พร้อมโปรโมชันที่สุดแห่งปี ในงาน Motor Expo 2024

0

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งด้วยขบวนนวัตกรรมยานยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมเต็มรูปแบบใน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41 ประจำปี 2567” (มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2024) ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2567 ณ บูธ A17 ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี สัมผัสยานยนต์รุ่นใหม่และสุดยอดยนตกรรมเจ้าของรางวัลระดับโลกอีกมากมาย พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษเฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น!

ตื่นตากับรุ่นไฮไลต์ Hyundai PALISADE ที่พร้อมจะมาครองใจลูกค้าในฐานะ D-SUV ระดับพรีเมียมรุ่นแรกและรุ่นเดียวในประเทศไทย รถยนต์รุ่นนี้ไม่เพียงตอกย้ำความสำเร็จในระดับโลกของฮุนได แต่ยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นสู่การเป็นแบรนด์พรีเมียมที่เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่ในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการนำเสนอรถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่แตกต่างได้อย่างครอบคลุม เพราะฮุนไดเล็งเห็นความสำคัญของตลาดรถยนต์ไทยและมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจของแบรนด์ในระยะยาว

นายเจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับ
ฮุนได ตลาดเมืองไทยมีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์อย่างมาก และความสำเร็จของเราที่นี่ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงกระแสตอบรับและการสนับสนุนที่ดีเยี่ยมจากลูกค้า เรารู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอรถยนต์หลากหลายรุ่นในงาน Motor Expo 2024 ทั้งเอสยูวีพรีเมียมอย่าง Hyundai PALISADE และรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ ที่คว้ารางวัลมาแล้วมากมาย รวมถึงรถยนต์แบบ MPV และ SUV อื่น ๆ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นมากกว่าเพื่อนร่วมทาง และช่วยคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น คือแรงผลักดันให้ฮุนไดมุ่งมั่นดำเนินงานและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง”

Hyundai PALISADE: นิยามใหม่ของ พรีเมียม เอสยูวี

Hyundai PALISADE พร้อมเปลี่ยนทัศนียภาพบนท้องถนนด้วยรูปลักษณ์ที่หรูหรา ทรงพลัง และฟีเจอร์อเนกประสงค์มากมาย เอสยูวีแฟล็กชิปรุ่นนี้จะพาผู้ขับขี่ออกสำรวจโลกใหม่ที่ไร้ขีดจำกัด ยกระดับประสบการณ์การเดินทางของครอบครัวและการผจญภัยส่วนตัวที่ไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้  ด้วยโครงสร้างแบบ Monocoque ซึ่งมอบทั้งความปลอดภัย สมรรถนะ และประสิทธิภาพการขับขี่ PALISADE มอบทั้งความแข็งแกร่งและดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่นจากกระจังหน้าแบบ Premium Parametric Shield เสริมด้วยการตกแต่ง Dark Metallic Chrome และไฟ LED เต็มรูปแบบ ภายในมอบความสะดวกสบายที่หรูหราด้วยเบาะนั่งที่กว้าง วัสดุเบาะหนัง จอแสดงผล Supervision Cluster ขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมระบบปรับความร้อนและความเย็นของที่นั่ง 2 แถวแรก ติดตั้งระบบเครื่องเสียง Infinity Premium Sound System พร้อมลำโพง 12 ตัว ขับเคลื่อนระบบส่งกำลังด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 197 แรงม้าและแรงบิด 440 นิวตันเมตร โดย PALISADE เปิดจำหน่ายในรุ่น AWD Prestige ในราคา 2,499,000 บาท และ FWD Exclusive ที่ 2,299,000 บาท

โปรโมชันพิเศษ ในงานรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งนาน 1 ปี พร้อมรับประกันคุณภาพรถยนต์ 7 ปี หรือ 150,000 กม. พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนแบบไม่จำกัดระยะทาง 7 ปี และสำหรับลูกค้า 200 ท่านแรกจะได้รับแพ็กเกจการดูแลรักษารถนาน 4 ปี และเฉพาะรุ่น AWD Prestige รับเพิ่ม ฟรี กุญแจรถ Digital และ พรีเมียม ฟลอร์ แมทสำหรับปูพื้นรถยนต์

สัมผัสรถยนต์ กลุ่มเอสยูวี: CRETA Alpha และ SANTA FE

นอกจากนี้ ฮุนไดยังนำเสนอรถยนต์ กลุ่มเอสยูวีหลายรุ่น ซึ่งแต่ละรุ่นได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ที่แตกต่างกัน โดยหนึ่งในรุ่นไฮไลต์คือ Hyundai CRETA Alpha เปิดตัวในสีใหม่  Optic White Matte ลิมิเต็ดเอดิชัน ด้วยรูปลักษณ์ที่เข้ม ดุดัน มีสไตล์ พร้อมด้วยล้ออัลลอยสีดำขนาด 17 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงพรีเมียมจาก BOSE และชุดระบบความปลอดภัยแบบจัดเต็ม Hyundai SmartSense ในราคา 929,000 บาท

โปรโมชันพิเศษ พร้อมมอบความคุ้มค่าที่เหนือระดับด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% เมื่อดาวน์ 25% พร้อมผ่อนนานสูงสุด 48 เดือน ลูกค้ายังจะได้รับบริการประกันภัยชั้นหนึ่ง ฟรี 1 ปี ค่าแรงเช็กระยะ ฟรี 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร และการรับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร การบริการช่วยเหลือฉุกเฉินไม่จำกัดระยะทาง 5 ปี ให้คุณอุ่นใจได้ในทุกการเดินทาง

ด้วยความมุ่งมั่นในการผสานขุมพลังและสไตล์ที่เหนือระดับ ฮุนไดภูมิใจนำเสนอรถยนต์ขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า รุ่นใหม่ล่าสุด Hyundai SANTA FE Premium รถยนต์เอสยูวี  7 ที่นั่ง ซึ่งผสมผสานพลังและสไตล์ที่หรูหราได้อย่างลงตัว ตอบโจทย์การใช้งานเพื่อกิจกรรมครอบครัวได้อย่างดีเยี่ยม ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบชาร์จ 1.6 ลิตร จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 227 แรงม้า จึงช่วยประหยัดน้ำมัน แต่มอบสมรรถนะการขับขี่ที่
ดีเยี่ยม Hyundai SANTA FE โดดเด่นด้วยกระจังหน้า Chrome Cascade ล้ออัลลอย Aero ดีไซน์โฉบเฉี่ยวขนาด 19 นิ้ว พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของที่ราคา 1,699,000 บาท

ส่วนในรุ่น Exclusive ขับเคลื่อนด้วยระบบ AWD เพิ่มความหรูหราด้วยหลังคาพาโนรามิค ซันรูฟ ที่รองน่องฝั่งคนขับและและระบบเครื่องเสียง Harman Kardon™ ที่ช่วยเพิ่มสุนทรียภาพให้กับทุกการเดินทาง พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของในราคาที่คุ้มค่า 1,849,000 บาท

โปรโมชันพิเศษ มอบสิทธิประโยชน์รวมมูลค่าสูงสุด 378,900 บาท ทั้งอัตราดอกเบี้ย 0% เมื่อดาวน์ 25% ผ่อนนานสูงสุดถึง 84 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งนาน 1 ปี รับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปีไม่จำกัดระยะทาง

 

ทัพรถยนต์ไฟฟ้าเจ้าของรางวัล: นวัตกรรมที่สร้างสรรค์มาเพื่อความยั่งยืน

เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเดินหน้าสู่อนาคตที่ยั่งยืน ฮุนไดได้นำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้า IONIQ ที่ผสานนวัตกรรมเข้ากับความยั่งยืนในงาน Motor Expo 2024  รถยนต์พลังงานไฟฟ้า  IONIQ สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม E-GMP ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ ที่ไม่เพียงจะเอื้อประโยชน์สำหรับพื้นที่ห้องโดยสาร แต่ยังช่วยในด้านสมรรถนะและขีดความสามารถของระยะเวลาการชาร์จไฟให้เร็ว
มากขึ้น

IONIQ 5 เจ้าของรางวัล Car of the Year และอีกหลายรางวัลจากหลากหลายเวทีชั้นนำทั่วโลก ออกแบบจากการผสมผสานความสวยงามแบบเรโทร ที่มีเอกลักษณ์ วิ่งได้ไกลถึง 481 กิโลเมตร พร้อมการชาร์จเร็วทั้งแบบ 400V และ 800V และระบบความปลอดภัย Hyundai SmartSense สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับยานยนต์ไฟฟ้าในราคาเริ่มต้นที่คุ้มค่า 1,699,000 บาท IONIQ 5 คือบทพิสูจน์แห่งความมุ่งมั่นของฮุนไดในด้านการออกแบบและวิศวกรรมที่ล้ำสมัยเพื่อผู้คน

รุ่นถัดมาคือ IONIQ 6 ซีดานสุดโฉบเฉี่ยวที่วิ่งได้ไกลถึง 545 กิโลเมตร มาพร้อมกับระบบชาร์จทั้งแบบ 400V และ 800V ที่สามารถชาร์จเร็วถึง 80 % ได้ภายในเวลาเพียง 18 นาที พร้อมให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของในราคา 1,899,000 บาท มอบรูปทรงที่สะท้อนถึงความสง่างามและเทคโนโลยี

และเมื่อไม่นานมานี้ ฮุนไดยังได้เปิดตัว IONIQ 5 N ซึ่งเป็นกลุ่มยานยนต์สมรรถนะสูงด้วยกำลังขนาด 601 แรงม้า ซึ่งได้รับการยกระดับประสิทธิภาพด้วยโหมด N Grin Boost โดยออกแบบมาเพื่อผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์แห่งขุมพลังการขับขี่ในระดับสนามแข่งแต่เหนือชั้นด้วยพลังงานไฟฟ้า ในราคาที่จับต้องได้ที่ 3,790,000 บาท

โปรโมชันพิเศษ สำหรับลูกค้า IONIQ 5  ทุกรุ่น รับดอกเบี้ย 0 % ผ่อนนานสูงสุด 60 เดือน ส่วน IONIQ 6 รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% ผ่อนนานสูงสุด 36 เดือน ทั้งสองรุ่น รับประกันภัยชั้นหนึ่งฟรี 1 ปี พร้อมฟรีแท่นชาร์จในบ้านพร้อมรับประกัน 3 ปี ฟรีบริการติดตั้งโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และฟรีค่าแรงตรวจเช็กบำรุงรักษาสูงสุด 10 ครั้ง ภายในระยะเวลา 10 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร พร้อมรับเครดิตชาร์จไฟมูลค่า 10,000 เฉพาะรุ่น IONIQ 5 (รุ่น First Edition) และ 5,000 บาทสำหรับ IONIQ 5 รุ่น Premium และ Exclusive และ IONIQ 6 รับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินไม่จำกัดระยะทาง 5 ปี

กลุ่ม MPV เพื่อทุกการใช้งานของครอบครัว: Hyundai STARIA และ STARGAZER

สำหรับกลุ่มรถ MPV ในงานนี้ฮุนไดนำเสนอทั้งรุ่น Hyundai STARIAและ Hyundai STARGAZER ซึ่งเหมาะสำหรับรถครอบครัวที่ต้องการการใช้งานที่หลากหลายและมองหาความคุ้มค่า โดย Hyundai STARIA มาพร้อมฟีเจอร์บันไดข้างไฟฟ้า (Power Side Step) ใหม่ล่าสุด ซึ่งมีเฉพาะในรุ่น STARIA Premium และ STARIA Premium Sunroof เท่านั้น ช่วยให้เข้าออกห้องโดยสารได้อย่างง่ายดาย

Hyundai STARIA ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล CRDi 2.2 ลิตร ให้กำลัง 175 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 431 นิวตันเมตร เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ที่เหนือชั้นด้วยมาตรฐานยูโร 5 และใช้กับน้ำมันดีเซล B20 คุณภาพสูงที่ช่วยด้านสิ่งแวดล้อม โดย Hyundai STARIA Euro 5 Premium พร้อม Power Side Step นำเสนอ 2 รุ่นในราคาที่น่าจับจอง ทั้งรุ่น STARIA Premium with Sunroof ราคา 2,449,000 บาท และ STARIA Premium ราคา 2,379,000 บาท 

โปรโมชัน ราคาพิเศษสำหรับ STARIA with Power Side Step เมื่อจองตั้งแต่วันนี้และรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 รุ่น Premium with Sunroof ราคาพิเศษที่  2,419,000 บาท และ รุ่น  Premium ราคาพิเศษที่ 2,349,000 บาท และข้อเสนออื่น ๆ ดอกเบี้ย 0% (ยกเว้นรุ่น อิลีท) เมื่อดาวน์ 25% นานสูงสุด 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งนาน 3 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนไม่จำกัดระยะทางนาน 5 ปี

Hyundai STARGAZER รถยนต์ MPV ขนาดกลางที่ออกแบบมาสำหรับครอบครัวและการใช้งานที่หลากหลาย มีทั้งในแบบ 6 และ 7 ที่นั่ง มีให้ทั้งรุ่น STARGAZER X6, X7, Style 6 และ Smart 6 ทุกรุ่น ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5  ลิตร มอบสมรรถนะการขับขี่และประหยัดน้ำมันได้ดีเยี่ยม มั่นใจด้านความปลอดภัยด้วยถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง และระบบความปลอดภัย Hyundai SmartSense ภายในห้องโดยสารสามารถปรับการใช้งานได้หลากหลาย และอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอเครื่องเสียงระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้วรองรับสมาร์ทโฟน แท่นชาร์จไร้สาย และระบบปรับอากาศอัตโนมัติเต็มรูปแบบ และระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bose (เฉพาะรุ่น  X7 และ X6) ราคาเริ่มต้นที่ราคา 849,000 บาท

โปรโมชันพิเศษ รับดอกเบี้ย 0% เมื่อดาวน์ 25% นาน 60 เดือน ประกันภัยชั้น 1 นาน 2 ปี ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร ประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร

นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว Hyundai PALISADE เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ควบคู่ไปกับรุ่นเสริมออปชั่นและอัปเกรดใหม่อีก 3 รุ่นในงาน Motor Expo 2024 ครั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น Hyundai CRETA ในสี Optic White Matte หรือ Hyundai SANTA FE ระบบขับเคลื่อนสองล้อ และรุ่น Hyundai STARIA พร้อมบันไดข้างไฟฟ้า (Power Side Step) ตามคำเรียกร้องของลูกค้า และที่สำคัญในงานนี้เราได้เปิดแคมเปญ ‘Welcome to Hyundai’ เพื่อเป็นการมอบความคุ้มค่าและเพื่อช่วยให้ทุกท่านเป็นเจ้าของรถยนต์ฮุนไดได้ง่ายยิ่งขึ้น เราจึงมอบส่วนลดเพิ่มจำนวน 30,000 บาท ให้ลูกค้าที่จองรถฮุนได ทุกรุ่น (ยกเว้น CRETA Alpha) และรับรถภายในสิ้นปีนี้ เพียงโชว์สมุดจดทะเบียนรถยนต์ที่คุณครอบครองอยู่ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นใดหรือแบรนด์ใด ก็สามารถรับสิทธิพิเศษนี้ได้ ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2567 ลูกค้าที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่งานและตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ”

สัมผัสอนาคตแห่งการเดินทางและไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมได้ที่บูธฮุนได A17 ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี นักขับตัวจริงห้ามพลาดโอกาสทดสอบนวัตกรรมใหม่ของฮุนได พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษส่งท้ายปี และมาค้นพบแนวทางแห่งอนาคตการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย การออกแบบที่หรูหราเหนือใคร และสมรรถนะที่ยากจะต้านทาน 

ติดตามข่าวสารกิจกรรมได้ที่เฟซบุ๊ก “Hyundai Thailand” หรือดูข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ฮุนไดทุกรุ่นได้ที่เว็บไซต์ https://hyundai.com/th

เรเว่ ยกทัพ NEV บุคคลและพาณิชย์จากบีวายดี และรถหรูจากเดนซ่า ตอบโจทย์ตลาดทุกกลุ่ม พร้อมเปิดตัว BYD SEALION 7 และเผยโฉม BYD SHARK 6 ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41

0

กลุ่มธุรกิจเรเว่ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ จัดทัพรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยานยนต์เชิงพาณิชย์สุดล้ำจากบีวายดี และยนตรกรรมระดับลักชัวรีจากเดนซ่า ร่วมงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41 เดินหน้าเขย่าวงการส่งท้ายปีกับไฮไลต์สุดพิเศษมากมาย โดยในครั้งนี้ได้นำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่พร้อมราคาขายปลีกแนะนำดังนี้

  • BYD SEALION 7 รถยนต์ C-SUV Sport พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่น Premium ราคาขายปลีกแนะนำ 1,249,900 บาท และรุ่น AWD Performance ราคาขายปลีกแนะนำ 1,399,900 บาท และพิเศษสุดกับ Early Bird 2024 Motor Expo Campaign! สามารถเป็นเจ้าของ BYD SEALION 7 รุ่น Premium ได้ในราคา 1,149,900 บาท และรุ่น AWD Performance ในราคา 1,249,900 บาท
  • BYD ATTO 3 ผลิตในประเทศ รุ่น Dynamic ราคาขายปลีกแนะนำ 759,900 บาท และรุ่น Extended ราคาขายปลีกแนะนำ 899,900 บาท
  • BYD DOLPHIN รุ่น Standard Range ราคาขายปลีกแนะนำ 569,900 และรุ่น Extended Range ราคาขายปลีกแนะนำ 709,900 บาท
  • BYD SEAL รุ่น Dynamic ราคาขายปลีกแนะนำ 999,900 บาท, รุ่น Premium ราคาขายปลีกแนะนำ 1,099,900 บาท และรุ่น AWD Performance ราคาขายปลีกแนะนำ 1,199, 900 บาท
  • BYD SEALION 6 DM-i รุ่น Dynamic ราคาขายปลีกแนะนำ 969,900 บาท และรุ่น Premium ราคาขายปลีกแนะนำ 1,069,900 บาท
  • BYD M6 7 ที่นั่ง รุ่น Dynamic ราคาขายปลีกแนะนำ 799,900 บาท และรุ่น Extended ราคาขายปลีกแนะนำ 899,900 บาท

พร้อมทั้งเผยโฉม BYD SHARK 6 กระบะขุมพลัง Plug-in Hybrid อย่างเป็นทางการครั้งแรกในไทย ร่วมด้วยการจัดแสดงยานยนต์สมรรถนะเหนือชั้นรวมทั้งสิ้น 27 คัน ใน 3 บูธ ให้ชาวไทยได้สัมผัสความล้ำสมัยของนวัตกรรมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน พร้อมทั้งจัดเต็มข้อเสนอและของสมนาคุณสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าที่จองรถภายในงานระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2567 เท่านั้น!

สำหรับบูธ “บีวายดี” จัดแสดงรถยนต์พลังงานใหม่ 7 รุ่น ประกอบด้วย BYD ATTO 3, BYD DOLPHIN, BYD SEAL, BYD M6, BYD SEALION 6, BYD SEALION 7 และ BYD SHARK 6 ขณะที่บูธ “เดนซ่า” นำเสนอผลิตภัณฑ์ระดับลักชัวรี 3 รุ่น คือ DENZA D9, DENZA N7 และ DENZA Z9 GT ส่วนบูธ “เรเว่ คอมเมอร์เชียล วีฮิเคิลส์” นำยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ภายใต้แบรนด์บีวายดีมาอวดโฉม 4 รุ่น ได้แก่ BYD Q3B, BYD eMIXER, BYD T3 และ BYD eBUS

นายหลิว เสวียเลี่ยง ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขาย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท บีวายดี ออโต้ อินดัสทรี จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต บีวายดีมีความยินดีที่ได้ผนึกพลังอีกครั้งกับพันธมิตรระยะยาวอย่างเรเว่ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 41 ซึ่งเป็นโอกาสพิเศษยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมากับการรังสรรค์พื้นที่จัดแสดงถึง 3 บูธ เพื่อนำเสนอยานยนต์พลังงานทางเลือกใหม่จากทั้ง
บีวายดี เดนซ่า และคอมเมอร์เชียล วีฮิเคิลส์ ให้ผู้บริโภคชาวไทยได้ยลโฉมและพิจารณาเลือกซื้ออย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งฉายภาพระบบนิเวศยานยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ของเราที่ครอบคลุมทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและยานพาหนะเชิงพาณิชย์ให้เป็นที่ประจักษ์อีกด้วย”

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “ปี 2567 เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญสำหรับกลุ่มธุรกิจเรเว่ที่ได้สานต่อวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ‘NEW ENERGY FOR ALL’ ที่มุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ NEV Nation ผ่านการนำเสนอยานยนต์พลังงานใหม่หลากหลายรุ่นให้แก่ผู้บริโภค โดยมีบีวายดีเป็นแบรนด์เรือธงที่ยังคงทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องสวนทางตลาด การันตีด้วยอัตราการเติบโต 7% ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่แบรนด์เดนซ่าซึ่งเข้าสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนก็ได้สร้างปรากฏการณ์ด้วยการกวาดยอดจองโมเดลแรกคือ DENZA D9 ถึง 823 คันหลังเปิดตัวเพียง 3 วัน สะท้อนความต้องการของผู้บริโภคและตอกย้ำความเป็นผู้นำของเรเว่ในตลาดประเทศไทย เราเชื่อว่าการเปิดตัวและประกาศราคา BYD SEALION 7 รวมถึงการเผยโฉม BYD SHARK 6 ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 41 นี้ จะสร้างความคึกคักให้กับอุตสาหกรรมและมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปี”

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “ผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพในทั้ง 3 บูธของเราจะมอบความประทับใจให้กับผู้มาเยี่ยมชมทุกท่าน โดยนอกเหนือจากการนำเสนอยานยนต์คุณภาพภายใต้แบรนด์บีวายดีและเดนซ่า ให้กับผู้บริโภคชาวไทยตามแผนการขยายธุรกิจอย่างรอบด้านที่ได้เคยประกาศไว้ เรเว่จะยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์บริการทั้งด้านการขายและหลังการขายให้ดียิ่งขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์เหนือระดับให้กับลูกค้า ควบคู่ไปกับการเพิ่มจำนวนโชว์รูมและศูนย์บริการให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเติมเต็มความพร้อมให้กับระบบนิเวศและช่วยให้ผู้บริโภคชาวไทยรู้สึกมั่นใจที่จะพิจารณาเลือกใช้ยานยนต์พลังงานใหม่มากขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่อนาคตที่สะอาดและยั่งยืนสำหรับทุกคน”

 

สัมผัสยานยนต์พลังงานทางเลือกใหม่เพื่อโลกยั่งยืนที่บูธ “บีวายดี”

บูธ “บีวายดี” ภายใต้แนวคิด “Futuristic Green Mobility” โลกแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จัดเต็มไฮไลต์สุดพิเศษในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 41 กับการเปิดตัว BYD SEALION 7 และการเผยโฉม BYD SHARK 6 อย่างเป็นทางการ

  • BYD SEALION 7 ที่สุดของประสบการณ์การขับขี่แบบสปอร์ตรักษ์โลก

BYD SEALION 7 สร้างนิยามใหม่ให้กับรถยนต์กลุ่ม C-SUV ด้วยการผสานดีไซน์สปอร์ตเข้ากับความหรูหราอย่างลงตัว โดดเด่นด้วยรูปทรงแบบ Fastback และฐานล้อต่ำให้ภาพลักษณ์โฉบเฉี่ยว มอบประสบการณ์เหนือชั้นด้วยระบบส่งกำลังอัจฉริยะ 8 in 1 พร้อมเทคโนโลยีการประกอบแบตเตอรี่แบบ Cell-to-Body และระบบห้องโดยสารอัจฉริยะ BYD Intelligent Cockpit

  • ดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมหาสมุทร

รูปโฉมภายนอกของ BYD SEALION 7 ได้รับแรงบันดาลใจจากความพลิ้วไหวของสายน้ำและมวลอากาศ โดยด้านหน้ารถโดดเด่นด้วยดีไซน์ “Ocean X” กับรูปทรงตัว “X” ที่สะท้อนถึงความล้ำสมัยและทรงพลัง ไฟหน้าดีไซน์ “Double U” อันเป็นเอกลักษณ์ เสา A-pillar ที่ลาดเอียงเชื่อมต่อกับหลังคาแบบ Fastback อย่างไร้รอยต่อ พร้อมสปอยเลอร์หลังที่ผสานเข้ากับตัวรถอย่างลงตัว ให้ความรู้สึกสปอร์ตแบบรถ SUV Coupe ฝากระโปรงท้ายรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูเสริมความดุดัน ไฟท้ายทรงหยดน้ำแบบไดนามิกวางตัวในแนวนอนช่วยเพิ่มมิติความกว้างให้กับตัวรถ พร้อมไฟเบรกดวงที่สาม และการตกแต่งด้วยโครเมียม เสริมความหรูหราด้วยรายละเอียดไฟ Dot-Matrix ภายในไฟหน้าและไฟท้ายให้ความสะดุดตาเมื่อส่องสว่างบนท้องถนน

  • หรูหรา สะดวกสบาย ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว

ภายในห้องโดยสารของ BYD SEALION 7 ตกแต่งด้วยวัสดุสัมผัสนุ่มระดับพรีเมียมกว่า 80% ไม่ว่าจะเป็นคอนโซลหน้า คอนโซลกลาง และแผงประตู เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังแท้ Nappa ระบบกันเสียงรบกวนที่เหนือชั้นด้วยกระจกอะคูสติกสองชั้น พร้อมฟิล์ม PVB Resin ในกระจกบังลมหน้า พรมปูพื้นอะคูสติกแบบไร้รอยต่อ วัสดุฉนวนกันเสียงรอบคัน ซุ้มล้อบุวัสดุกันเสียง และฉนวนกันเสียงรอบมอเตอร์ ทั้งยังครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสบายมากมาย อาทิ เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางและที่พักขาปรับไฟฟ้า 2 ทิศทาง พร้อมปรับดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่ง และ Welcome Seat เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง เบาะนั่งคู่หน้าพร้อมระบบระบายอากาศ กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้าพร้อมระบบไล่ฝ้า กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ ระบบกรองอากาศ PM 2.5 ระดับ CN95 พร้อมระบบ IONIZER หน้าจอเรือนไมล์ผู้ขับขี่แบบ LCD 3 มิติ ขนาด 10.25 นิ้ว หน้าจอสัมผัสระบบมัลติมีเดียขนาด 15.6 นิ้ว ระบบแสดงผลบนกระจกหน้า (W-HUD) ระบบเครื่องเสียง DYNAUDIO ลำโพง 12 ตำแหน่ง หลังคา Panoramic Glass Roof ช่วยลดความร้อนและกรองแสง UV กระจกบังลมหน้าและกระจกหน้าต่างด้านหน้าแบบเก็บเสียง กระจกส่วนตัวสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ไฟ Ambient Light ภายในห้องโดยสาร 128 สี ทั้งหมดนี้ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบและผ่อนคลายภายในห้องโดยสาร

  • ทรงพลัง แต่ยังคงความนุ่มนวล

BYD SEALION 7 มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สมดุลทั้งความแม่นยำและความนุ่มนวลขณะขับขี่ มาพร้อมขุมพลัง Blade Battery ความจุ 82.5 กิโลวัตต์-ชั่วโมง มอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 390 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 690 นิวตัน-เมตร และระยะทางวิ่งสูงสุด 542กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบ Double Wishbone และด้านหลังแบบ Multi-link ทำงานร่วมกับระบบกันสะเทือนปรับอัตโนมัติตามความเร็วแบบ FSD (Frequency Selective Damping) ที่ปรับระดับความหนืดของโช้คอัพอัตโนมัติตามสภาพถนน

  • BYD SHARK 6 รถปิคอัพสมรรถนสูง พร้อมอวดโฉมแล้ววันนี้

BYD SHARK 6 ยกระดับรถกระบะแบบ Double Cab 5 ที่นั่งให้พร้อมรับมือทุกความท้าทาย ด้วยการผสานความสะดวกสบายเข้ากับความอเนกประสงค์ที่เหนือชั้น ตอบโจทย์ทุกการใช้งานทั้งการขับขี่ในชีวิตประจำวัน การบรรทุกสัมภาระ การลากจูง และการผจญภัยแบบออฟโรด

  • โครงสร้างแข็งแกร่ง ปลอดภัย ไม่เป็นรอง

โครงสร้างตัวถังของ BYD SHARK 6 ผลิตจากเหล็กความแข็งแก่รงสูงมากถึง 78% มอบความแข็งแกร่งและความทนทานที่เหนือกว่าพร้อมลดน้ำหนักตัวรถ ส่งผลให้มีเสถียรภาพการทรงตัวและการควบคุมรถที่ดียิ่งขึ้น มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ขนาดยาง 265/65 R18 ระบบช่วงล่างด้านหน้าและด้านหลัง แบบปีกนกคู่ท และดิสก์เบรกแบบมีครีบระบายความอากาศ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและมั่นคง

  • ห้องโดยสารที่ทั้งอัจฉริยะและสะดวกสบาย

ห้องโดยสารของ BYD SHARK 6 มาพร้อม หน้าจอเรือนไมล์ผู้ขับขี่แบบ LCD ขนาด 10.25 นิ้ว หน้าจอสัมผัสระบบมัลติมีเดียขนาด 15.6 นิ้ว และระบบแสดงผลบนกระจกหน้า (W-HUD) เบาะนั่งผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบพนักพิงดันหลัง 4 ทิศทาง กระจกหน้าต่างคู่หน้าแบบกันเสียงและกระจกส่วนตัวสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เพิ่มความเป็นส่วนตัวและความสะดวกสบาย จัดเต็มกับระบบเสียง DYNAUDIO ซึ่งเป็นระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียม ลำโพง 12 ตำแหน่ง ให้ประสบการณ์เสียงที่สมบูรณ์แบบ

  • ขุมพลังเหนือชั้น รองรับการใช้งานได้หลากหลาย

BYD SHARK 6 สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม DM-O ที่ล้ำสมัย มาพร้อมระบบขับเคลื่อนแบบปลั๊กอินไฮบริดอันทรงพลัง เครื่องยนต์ 1.5L ทำงานร่วมกับระบบ EHS และมอเตอร์ไฟฟ้า 3 in 1 ที่ติดตั้งด้านหลัง ให้กำลังรวมสูงสุด 321 กิโลวัตต์ และแรงบิดรวมสูงสุด 650 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใช้เวลาเพียง 5.7 วินาที และใช้ BYD Blade Battery ความปลอดภัยสูง ความจุแบตเตอรี 29.58 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ให้ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าสูงสุด 100 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ พร้อมระบบกระจายแรงบิดแบบเรียลไทม์ มั่นใจได้ถึงการส่งกำลังที่เหมาะสมและการควบคุมที่แม่นยำในทุกสภาพถนน สามารถลากจูงได้สูงสุด 2,500 กิโลกรัม และรับน้ำหนักบรรทุกได้ถึง 790 กิโลกรัม ทั้งยังตอบโจทย์สายออฟโรดด้วยศักยภาพการปีนไต่ทางลาดชันได้สูงสุด 60% มุมปะทะ 31 องศา และลุยน้ำได้ลึกสูงสุด 700 มิลลิเมตร

 

ยลโฉมยนตรกรรมแห่งความหรูหราเหนือระดับที่บูธ “เดนซ่า”

บูธ “เดนซ่า” เสนอแนวคิด “Luxury Oasis” ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ระดับไฮเอนด์และสุนทรียะแห่งความสง่างาม โดยจัดแสดงรถยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับลักชัวรี่ที่ถึง 3 รุ่น ได้่แก่

  • DENZA N7

รถครอสโอเวอร์ (Crossover) พลังงานไฟฟ้าดีไซน์ล้ำสมัย โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แบบ Fastback Coupe พัฒนาบน e-Platform 3.0 พร้อมเทคโนโลยีอันก้าวล้ำ ทั้งระบบแบตเตอรี่แบบ CTB (cell-to-body) และระบบควบคุมแรงบิดอัจฉริยะ iTAC (Intelligence Torque Adaptation Control System) มาพร้อมดีไซน์หรูหรา กระจังหน้าแบบปิด ไฟหน้าดีไซน์แยกส่วน พร้อมไฟ DRL รูปแบบ Diamond Arrow และเซ็นเซอร์ LiDAR บริเวณกันชนหน้า ด้านข้างโดดเด่นด้วยมือจับประตูแบบซ่อนและเส้นโครเมียมรอบกรอบกระจก ยิ่งไปกว่านั้น N7 ยังรองรับเทคโนโลยีการชาร์จเร็วแบบ Dual-gun ที่สามารถชาร์จพร้อมกันสองพอร์ตด้วยเครื่องชาร์จเดียวด้วยกำลังไฟสูงสุดถึง 230 kW เพื่อการชาร์จที่รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยแบตเตอรี่มีความจุ 91.392 กิโลวัตต์ ให้ระยะทางการวิ่งที่ไกลสูงสุดถึง 702 ตามมาตรฐาน CLTC

  • DENZA Z9 GT

รถแฮทช์แบ็กทรงสปอร์ตระดับพรีเมียมและเป็นเรือธงรุ่นล่าสุดจากแบรนด์เดนซ่า โดดเด่นด้วยดีไซน์โฉบเฉี่ยว ดุดัน เน้นหลักอากาศพลศาสตร์ มีให้เลือกทั้งแบบรถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% บนแพลตฟอร์ม Intelligent e3 platform มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ที่ขับเคลื่อนล้อหลังอิสระซ้ายและขวาที่สามารถปรับทิศทางของล้อหลังที่ช่วยให้การบังคับรถได้อิสระมากยิ่งขึ้น มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบ  พร้อม Blade Battery 800V แบบปลั๊กอินไฮบริดที่ผสานพลังเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ พร้อมระยะทางวิ่งรวมสูงสุด 1,100 กม. ตามมาตรฐาน CLTC เสริมด้วยระบบช่วงล่างแพลตฟอร์ม DiSus-A ช่วงล่างถุงลมไฟฟ้าอัจฉริยระที่สามารถปรับระดับความนุ่มนวลและความสปอร์ตของช่วงล่างได้อย่างอิสระ อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบความสบายภายในห้องโดยสารและระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะอีกมากมาย อาทิ เช่น ระบบปรับเบาะให้รองรับสรีระเมื่อเข้าโค้ง ระบบตู้เย็นที่สามารถทำความเย็นจนถึง 0 องศา ภายใน 4.5 นาที AR-HUD หน้าจอสัมผัสมัลติมีเดียเฉพาะสำหรับผู้โดยสารตอนหน้า ฯลฯ

  • DENZA D9

รถตู้อเนกประสงค์ (MPV) ที่มาพร้อมดีไซน์ซึ่งสะท้อนความโมเดิร์นและความหรูหรา เทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รวมถึงระบบความปลอดภัยและระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ มอบประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์และความมั่นใจให้กับทุกการเดินทาง มาพร้อมกับสมรรถนะอันเป็นเลิศจากมอเตอร์ไฟฟ้าทรงพลังที่ให้กำลังสูงสุดถึง 275 กิโลวัตต์ และแรงบิดสูงสุด 470 นิวตัน-เมตร ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจาก BYD Blade Battery ขนาด 103.36 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 580 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC โดยเรเว่ ออโตโมทีฟ ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ได้เปิดตัว DENZA D9 อย่างเป็นทางการไปเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา พร้อมทั้งประกาศราคาจำหน่ายแนะนำสำหรับ 2 รุ่นย่อย ได้แก่ DENZA D9 Performance AWD ราคา 2,699,900 บาท และ DENZA D9 Premium ราคา 1,999,900 บาท ซึ่งเป็นราคาพิเศษเฉพาะผู้ที่จองตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 – 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 และรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 เท่านั้น

 

ชมนวัตกรรมยานยนต์เพื่อการพาณิชย์และร่วมกิจกรรมพิเศษที่บูธ “เรเว่ คอมเมอร์เชียล วีฮิเคิลส์”

ครั้งแรกของเรเว่ คอมเมอร์เชียล วีฮิเคิลส์ ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ ที่มาร่วมจัดแสดงในงานมหกรรมยานยนต์ โดยนำเสนอยานยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ 4 รุ่น ประกอบด้วย

  • BYD Q3B

รถหัวลากพลังงานไฟฟ้า 100% มาพร้อมเทอร์มินอลไฟฟ้าแทรคเตอร์สูงสุด 50,500 กก. GCW MAXให้ระยะทางสูงสุด 200 กม. ต่อหนึ่งรอบการชาร์จ แรงบิดสูงสุด 90 นิวตันเมตร และช่วงล่างกันสะเทือน

  • BYD eMIXER

รถผสมคอนกรีตไฟฟ้าที่มาพร้อมกับห้องโดยสารซึ่งสามารถปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้าและไฮดรอลิก กระจกไฟฟ้าและเบาะคนขับสามารถปรับระดับได้ด้วยระบบไฮดรอลิก โช้คอัพ แผงหลังคาสามารถปรับได้ พวงมาลัยปรับระดับได้ ระบบกันสะเทือนและเหล็กกันโคลง ครบที่สุด สำหรับ BYD eMixer

  • BYD T3

รถตู้ไฟฟ้าสำหรับงานเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะ ตอบโจทย์การขนส่งในเมืองด้วยดีไซน์ที่กะทัดรัด คล่องตัว รองรับน้ำหนักของสินค้าได้กว่า 799 กิโลกรัมบนพื้นที่ความจุ 3,800 ลิตร เสริมด้วยแผ่นรองพื้นอลูมิเนียมอัลลอย ที่มีลักษณะพื้นผิวกันลื่น เพื่อความทนทานและความปลอดภัย ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 180 นิวตัน-เมตร มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปราศจากมลพิษและเสียงรบกวน มาพร้อม Blade Battery ความจุ 44.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ให้ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าสูงสุด 280 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTC

  • BYD eBUS

รถบัสไฟฟ้า 100% สำหรับการขนส่งสาธารณะ ภายในกว้างขวางรองรับผู้โดยสารได้ถึง 42 คน ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังสูงสุด 125 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 550 นิวตัน-เมตร ทำความเร็วได้สูงสุด 80 กม./ชม. และสามารถขึ้นทางลาดชันได้ถึง 25% มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอรอนฟอสเฟตขนาด 348 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทางมากกว่า 250 กม. ที่ความเร็วคงที่ 40 กม./ชม. และรองรับการชาร์จเร็วแบบ DC 100 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จเพียง 3-3.5 ชั่วโมง

กลุ่มธุรกิจเรเว่ ขอเชิญชวนผู้บริโภคร่วมชมและสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์พลังงานทางเลือกใหม่เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41 โดยผู้ที่จองรถบีวายดี เดนซ่า และยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ทุกรุ่น พบกับบีวายดีและเดนซ่าได้ที่บูธ A06 และเรเว่ คอมเมอร์เชียล วีฮิเคิลส์ ที่บูธ R03 อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2567 เวลา 12.00 – 22.00 น. (วันธรรมดา) และ 11.00 – 22.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ)

เอ็มจี นำ NEW MG IM6 พวงมาลัยขวาโชว์ตัวจริงครั้งแรกในโลก พร้อมยกขบวนยนตรกรรมครบทุกรุ่นเข้างาน Motor Expo 2024

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย จัดเต็มส่งท้ายปี เผยโฉมยนตรกรรมไฟฟ้าซีรี่ย์ใหม่ล่าสุดที่เข้ามาเติมเต็มในกลุ่มอีวีพรีเมี่ยม ด้วยจุดเด่นของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และดีไซน์ใหม่ไม่ซ้ำใคร ครั้งแรกของโลกกับ NEW MG IM6 รุ่นพวงมาลัยขวา และ NEW MG CYBERSTER สปอร์ตโรดสเตอร์พลังงานไฟฟ้า สีใหม่ โมเดิร์น เบจ ที่นำเสนอดีเอ็นเอแห่งความสปอร์ตคลาสสิก พร้อมยกขบวนยนตรกรรมครบทุกรูปแบบการขับเคลื่อนด้วยหลากหลายข้อเสนอพิเศษ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 0% นานสูงสุดถึง 5 ปี เพื่อให้ลูกค้ามีโอกาสเป็นเจ้าของรถยนต์ เอ็มจี ได้ง่ายขึ้น ในงาน Motor Expo 2024 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง วันที่ 10 ธันวาคม 2567 ที่บูธ เอ็มจี หมายเลข A07 อาคารชาเลนเจอร์ 1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี 

สำหรับงาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 41 หรือ Thailand International Motor Expo 2024 ในครั้งนี้ ถือเป็น
อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของแบรนด์ เอ็มจี ในการเดินหน้าสร้างแรงขับเคลื่อนครั้งใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ครอบคลุมทุกรูปแบบการขับเคลื่อน เพื่อให้ลูกค้าได้มีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งงานในครั้งนี้ เอ็มจี ได้เผยโฉม NEW MG IM6 รุ่นพวงมาลัยขวาเป็นครั้งแรกของโลก ชูจุดเด่นด้วยการเป็น “The First Ever Intelligent e-SUV” รถไฟฟ้าสุดล้ำที่เข้ามาเติมเต็มกลุ่มผลิตภัณฑ์อีวีพรีเมี่ยมภายใต้แบรนด์ เอ็มจี ไม่ว่าจะเป็น ดีไซน์การออกแบบล้ำสมัยที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ระบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพ ฟังก์ชันที่ครบครัน ที่มาเติมเต็มไลฟ์สไตล์ผู้ใช้งานให้สมบูรณ์แบบ NEW MG IM6 โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกโค้งมน และพลิ้วไหว มาพร้อมหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ และระบบเครื่องเสียงพร้อมลําโพง 20 จุด สมรรถนะทรงพลังด้วยขุมพลังมอเตอร์คู่ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้พละกำลังสูงสุดที่ 787 แรงม้า (579 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 3.48 วินาที มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 100 kWh สามารถชาร์จแบบเร็วสูงสุด 800 V (Quick Charge) จาก 10% – 80% ใช้เวลาประมาณ 18 นาที และให้ระยะทางมากกว่า 600 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ทั้งนี้ NEW MG IM6 ถือเป็นโมเดลแรกและหนึ่งเดียวในคลาสที่มีระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้ออัจฉริยะ ทำให้การเปลี่ยนเลนมีเสถียรภาพแม้ในช่วงความเร็วสูง รวมถึงทำให้การกลับรถในที่แคบได้ง่ายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีระบบอัจฉริยะแสดงผลบนหน้าจอในขณะสภาพทัศนวิสัยมืดและฝนตก (Intelligent Rainy Night Mode)  ที่จะแสดงผลบนหน้าจอขนาดใหญ่ ช่วยเสริมความปลอดภัยขณะขับขี่ โดย เอ็มจี ได้เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ลงทะเบียนแสดงความสนใจล่วงหน้า ได้ที่ http://www.im6.mgcars.com/ ทั้งนี้ NEW MG IM6 มีกำหนดเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทยภายในครึ่งปีแรกของปี 2568

และอีกหนึ่งไฮไลท์กับ NEW MG CYBERSTER สัญลักษณ์ยนตรกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถสปอร์ตโรดสเตอร์รุ่นคลาสสิกที่สร้างชื่อให้กับ เอ็มจี อย่าง MGB Roadster สู่ตำนาน “สปอร์ตคลาสสิกบทใหม่” ด้วยการเป็นสปอร์ตโรดสเตอร์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกและเป็นรุ่นเรือธงของ เอ็มจี ที่ถ่ายทอดสปอร์ต ดีเอ็นเอไว้ในงานออกแบบอย่างเต็มขั้น มาพร้อมกับสีใหม่ โมเดิร์น เบจ (MODERN BEIGE) ที่ถ่ายทอดดีเอ็นเอและจิตวิญญาณความสปอร์ตสุดคลาสสิก และยังคงความโดดเด่นในทุก ๆ ด้านไว้อย่างครบถ้วนทั้งด้านการออกแบบที่สะกดทุกสายด้วยประตูปีกนกแบบปุ่มสัมผัสเปิด-ปิดอัตโนมัติ หลังคาซอฟต์ท็อปสีแดง อัดแน่นด้วยขุมพลังมอเตอร์คู่ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้พละกำลังสูงสุดที่ 544 แรงม้า (400 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 725 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 3.2 วินาที มาพร้อมแบตเตอรี่ Ultra-Thin Rubik’s Cube ความจุ 77 kWh สามารถวิ่งได้ระยะทาง 503 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC

นาย ซู๋ว หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด เปิดเผยว่า “งาน Motor Expo 2024 ครั้งนี้ เอ็มจี มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ “Empower the Future” ตอกย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการพัฒนายานยนต์ที่มีคุณภาพหลากรูปแบบการขับเคลื่อนเพื่อให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุมที่สุด รวมถึงการทำการตลาดในมุมมองใหม่ เพื่อขยายฐานและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องไปกับแนวทาง และทิศทางของแบรนด์ เอ็มจี ที่ครบรอบหนึ่งศตวรรษในระดับสากล และก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดย เอ็มจี ได้เดินหน้าแผนงานยานยนต์สีเขียว หรือ Green Mobility ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดเป้าหมายในการนำเทคโนโลยีไฮบริดมาทดแทนเครื่องยนต์สันดาปภายใน ควบคู่ไปกับการเดินหน้านำเสนอยนตรกรรมพลังงานทางเลือกใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของ เอ็มจี กับความสำเร็จของ ALL NEW MG3 HYBRID+ ที่คว้ารางวัล THAILAND CAR OF THE YEAR 2024 และ เอ็มจี ยังได้รับรางวัล THAILAND CAR & MOTORCYCLE MARKETING AWARD 2024 โดยสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) ในฐานะแบรนด์ผู้สร้างมาตรฐานใหม่ด้านการรับประกันให้กับตลาดรถยนต์พลังไฟฟ้า ซึ่ง เอ็มจี ถือเป็นแบรนด์แรก และแบรนด์เดียวที่มอบการรับประกัน “ตลอดอายุการใช้งาน” (Lifetime Warranty) ของแบตเตอรี่ แรงเคลื่อนสูงของรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมทั้งชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน ที่ครอบคลุมกลุ่มรถไฟฟ้าในหลากหลายรุ่น สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ควบคู่กับการยกระดับการบริการหลังการขาย เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง”

นอกจากยนตรกรรมไฮไลท์ที่นำมาจัดแสดงแล้ว เอ็มจี ยังได้สร้างสรรค์แคมเปญพิเศษ NEW YEAR’S SUPER DEAL ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์คุณภาพแบรนด์ เอ็มจี ได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยหลากข้อเสนอสำหรับยนตรกรรมหลากรุ่น อาทิ ดอกเบี้ยเริ่มต้นพิเศษ 0% ผ่อนนานสูงสุด 5 ปี รวมถึงข้อเสนอช่วยผ่อนสูงสุด 5,000 บาท นานสูงสุด 20 เดือน ฯลฯ สำหรับลูกค้าที่จองตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567

พบกับ ขบวนยนตรกรรมคุณภาพครบทุกรุ่นทุกรูปแบบการขับเคลื่อนของ เอ็มจี พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษในงาน Motor Expo 2024 ณ บูธ เอ็มจี หมายเลข A07 อาคารชาเลนเจอร์ 1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567 รวมทั้งที่โชว์รูมและศูนย์บริการคุณภาพของเอ็มจีกว่า 141 แห่งทั่วประเทศ หรือคลิกดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://onlinebooking.mgcars.com/booking

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

มาสด้า เปิดตัวปิกอัพใหม่ BOLD NEW MAZDA BT-50 ที่แรกของโลก ดีไซน์แกร่งดุดันสไตล์ญี่ปุ่น สง่างามทุกมุมมอง เครื่องยนต์ใหม่ เกียร์ใหม่

0

มหกรรทั้ง ครอสโอเวอร์เอสยูวี New Mazda CX-5 และปิกอัพรุ่นใหม่ล่าสุด Bold New Mazda BT-50 ที่แรกของโลก ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ใส่เทคโนโลยีแห่งอนาคต มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Dignity into Power พลังแกร่ง สะท้อนตัวตน” ฉีกกฎภาพลักษณ์แบบเดิม ๆ เติมความแกร่ง ดุดัน หรูหรา สง่างาม พรีเมี่ยมทุกจุดสัมผัส ตามแนวทางการออกแบบ โคโดะ ดีไซน์ ที่เรียบง่ายแต่งดงามและทรงพลัง

สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นกับเครื่องยนต์ขุมพลังใหม่ล่าสุด เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.2 ลิตร ให้พละกำลังแรงสุด 163 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด สมรรถนะแรงขึ้น ประหยัดน้ำมันมากขึ้น แข็งแรง ทนทาน ดูแลรักษาง่าย และเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 3.0 ลิตร ให้พละกำลังแรงสุด 190 แรงม้า สมรรถนะแรงทรงพลังสมบุกสมบันพร้อมลุยไปได้ทุกที่ ออปชั่นเต็มคันในสไตล์ที่คนขับปิกอัพยุคใหม่ต้องการ เพิ่มเทคโนโลยีความสะดวกสบายและความปลอดภัยใส่มาแบบครบครัน ราคาจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 7 แสนกว่าบาท ในรุ่นขับ 2 แบบยกสูง หรือ FSC 2.2 XS HI-RACER 6MT จองวันนี้ รับข้อเสนอสุดพิเศษช่วงเปิดตัว ดอกเบี้ย 1.99%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี2 หรือ ส่วนลดสูงสุด 55,000 บาท3 และฟรีบัตรน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท4 พิเศษสำหรับลูกค้า Mazda Family รับฟรีบัตรน้ำมัน 30,000 บาท4 ผู้สนใจสามารถเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ที่งาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป และที่โชว์รูมมาตรฐานมาสด้าทั่วประเทศ

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัว Bold New Mazda BT-50 ในประเทศไทยครั้งนี้นับว่ามีความสำคัญยิ่ง เนื่องจาก มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ให้ความสำคัญต่อฐานการผลิตและส่งออกในประเทศไทย เลือกประเทศไทยเพื่อแนะนำและวางจำหน่ายที่แรกของโลก มาพร้อมความสดใหม่หลากหลายด้าน โดยเฉพาะการออกแบบที่มาสด้าบรรจงสรรสร้างอย่างพิถีพิถัน สวยสง่างามจาก โคโดะ ดีไซน์ ภายในเพิ่มความหรูหราพรีเมี่ยมอีกระดับ ภายนอกแข็งแกร่งดุดันในสไตล์ญี่ปุ่น มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ล่าสุด ขนาด 2.2 ลิตร และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ให้พละกำลังแรงขึ้น แต่ประหยัดน้ำมันมากขึ้น รวมถึงการใส่อุปกรณ์เพิ่มมากขึ้น ใส่ระบบอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มาให้อย่างครบครัน โดยรวมเอาจุดเด่นสำคัญ ๆ ของรถมาสด้า มาผนวกเข้ากับจุดแข็งที่เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตร ทำให้กลายเป็นรถปิกอัพที่มีความสมดุลในทุก ๆ ด้านอย่างลงตัว ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มองหารถกระบะที่ให้ทั้งสมรรถนะสูงแรงและดีไซน์ที่โดดเด่นแบบมีเอกลักษณ์เฉพาะ  สามารถใช้งานได้ทั้งในเมืองและนอกเมือง หรือการเดินทางไปทำกิจกรรม Outdoor ที่ต้องการทั้งสมรรถนะและความอเนกประสงค์ของรถปิกอัพเพื่อตอบสนองการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ

แม้มาสด้าจะมีรถยนต์หลากหลายรุ่นวางจำหน่ายในตลาด แต่รถปิกอัพเป็นหนึ่งในโมเดลสำคัญ ถือกำเนิดขึ้นจากเมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น มาตั้งแต่ปี 1961 คือ มาสด้า B1500 บี-ซีรีส์ ซึ่งรุ่นนี้เปรียบเสมือนจุดกำเนิดของยานพาหนะที่ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด ช่วยให้ทุกช่วงเวลาบนท้องถนนเต็มไปด้วยความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ให้ความสำคัญสูงสุดกับตลาดประเทศไทย และประเทศไทยคือฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์และรถปิกอัพที่ใหญ่สุดของมาสด้า ดังนั้น การเปิดตัว Bold New Mazda BT-50 แห่งแรกของโลก โดยเฉพาะคนไทยจะได้เป็นเจ้าของคนแรก การเปิดตัวปิกอัพ Bold New Mazda BT-50 “Dignity into Power” จะเป็นการกลับมาอีกครั้งแบบ Revolutionary Change เพื่อสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้ตลาดรถปิกอัพเมืองไทย ด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่น ด้วยสไตล์ที่แตกต่าง สง่างามทรงพลังทุกมุมมอง จากการออกแบบของ โคโดะ ดีไซน์ จะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้พบเห็นจากการผนวกคุณสมบัติที่ดีที่สุดของรถปิกอัพ ด้วยจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า ผสานอย่างลงลงตัวกับจุดเด่นที่ดีที่สุดจากความร่วมมือกับพันธมิตร

Bold New Mazda BT-50 มาพร้อมแนวคิด “Dignity into Power พลังแกร่ง สะท้อนตัวตน” ดึงเอาความแข็งแกร่ง ความเป็นตัวตนที่แท้จริง ที่ซ่อนอยู่ภายในตัวคุณให้ออกมาโลดแล่นบนเส้นทางของการใช้ชีวิตที่ไร้ลิมิต เป็นการนำเสนอรถปิกอัพที่มีภาพลักษณ์ แกร่ง เข้ม ดุดัน เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่มองหาปิกอัพที่มาพร้อมอรรถประโยชน์การใช้งานด้วยปิกอัพที่มีสมรรถนะสูง แต่ก็ยังต้องการปิกอัพที่มีดีไซน์สง่างามสไตล์ญี่ปุ่น โดยที่ไม่ซ้ำแบบใคร เพื่อสะท้อนถึงบุคลิกอันโดดเด่นเป็นตัวของตนเอง Bold New Mazda BT-50 จะมาเป็นทางเลือกอันดับต้น ๆ ที่ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ มาพร้อมความใหม่ในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น

  • ดีไซน์ใหม่ แกร่งในแบบสง่างาม เรียบง่ายแต่ทรงพลังตามแบบฉบับรถปิกอัพของมาสด้า พร้อมสีภายนอกใหม่ถึง 3 สี และการออกแบบที่ถูกต้องตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamic) ช่วยให้สมรรถนะการขับขี่ดีขึ้น

เอกลักษณ์ที่สำคัญของ Bold New Mazda BT-50 คือ การออกแบบอันสง่างามตามแนวทาง Kodo design – Soul of Motion ทำให้ปิกอัพมาสด้ามีความแตกต่างโดดเด่น เป็นปิกอัพที่มีสไตล์เฉกเช่นเดียวกับรถเอสยูวีที่ถ่ายทอดความสง่างามหรูหราพรีเมี่ยม ในขณะเดียวกันก็สะท้อนถึงความแข็งแกร่งที่รถปิกอัพพึงมี โดยมาพร้อมดีไซน์ภายนอกใหม่รอบคัน ถ่ายทอดภาพลักษณ์ แกร่ง ดุดัน สไตล์ญี่ปุ่น ด้วยกระจังหน้าแบบใหม่ ไฟหน้าและไฟท้ายดีไซน์ใหม่แบบ LED Signature ล้ออัลลอยขนาด 17” สีดำ และ 18” สีเงิน และ สีดำ (Matte Black) ทั้งยังมาพร้อมสีภายนอกใหม่อีกถึง 3 สี ได้แก่ สีขาว จีโอด ไวท์ เพิร์ล สีน้ำเงิน เซลลิ่ง บลู และ สีแดง เวอร์มิลเลี่ยน ลาโตซอล เรด สีใหม่ที่เปิดตัวในรถรุ่นนี้เป็นครั้งแรก ภายในยังคงเน้นความหรูหรา ประณีต คัดสรรเฉพาะวัสดุคุณภาพสูงตามแบบฉบับรถมาสด้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์สไตล์ญี่ปุ่น นอกจากนี้ การออกแบบของตัวรถเป็นไปตามหลักอากาศพลศาสตร์ ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ให้กับปิกอัพรุ่นนี้ ทำให้ได้สมรรถนะที่ดีขึ้น ช่วงล่างเกาะถนนดียิ่งขึ้น นุ่นนวลขึ้น และช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่นในทุกการเดินทาง

สีภายนอกของ Bold New Mazda BT-50 มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี

ลำดับ รายละเอียด หมายเหตุ
1 สีขาว ไอซ์ ไวท์ (Ice White)
2 สีเทา คอนกรีต เกรย์ (Concrete Gray)
3 สีน้ำเงิน เซลลิ่ง บลู (Sailing Blue) สีใหม่
4 สีขาว จีโอด ไวท์ เพิร์ล (Geode White Pearl) สีใหม่
5 สีแดง เวอร์มิลเลี่ยน ลาโตซอล เรด (Vermilion Latosol Red) สีใหม่
  • ยกระดับเทคโนโลยีความสะดวกสบายและความปลอดภัยอย่างครบครัน

มาพร้อมหน้าจอ MID แบบสี ขนาด 7 นิ้ว พร้อมด้วย Vehicle Tilt information เพิ่มความสะดวกสบายด้วยช่องเสียบ USB-C หน้าจอ Center Display ขนาด 8” และ 9” ที่รองรับระบบ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ตอบรับทุกความต้องการของคนยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงเพิ่มเติม เพื่อมอบความปลอดภัยยิ่งขึ้น อาทิ ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ (AEB) ระบบเตือนการชนด้านหน้า (FCW) ระบบช่วยเตือนการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (DAA) และระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTB)

  • ใช้งานสมบุกสมบันแบบรถปิกอัพ แต่นุ่มสบายเหมือนรถยนต์นั่ง

มาพร้อมสมรรถนะในการขับขี่แบบรถปิกอัพเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ 4×4 ที่มาพร้อมเฟืองท้ายแบบ Diff-lock รวมถึงระบบการขับขี่แบบออฟโร้ด (Off-Road Mode) ในขณะที่ยังคงมอบความนุ่มสบายให้กับผู้ขับขี่ และผู้โดยสารเสมือนรถยนต์นั่งตามแบบฉบับรถยนต์มาสด้า

  • เครื่องยนต์ดีเซลใหม่ล่าสุด ขนาด 2 ลิตร และเครื่องยนต์ทรงพลังขนาด 3.0 ลิตร

Bold New Mazda BT-50 ได้รับการปรับปรุงพละกำลังของเครื่องยนต์ให้มีความแรงยิ่งขึ้น กับเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 2.2 ลิตร ทั้งในรุ่นฟรีสไตล์แค็บ (บานแค็บเปิดได้) แบบขับสองยกสูง หรือ FSC HI-RACER และดับเบิ้ลแค็บ แบบขับสองยกสูง หรือ DBL HI-RACER ช่วยเพิ่มความอเนกประสงค์ในการใช้งานมากยิ่งขึ้น ให้พละกำลังแรงสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตัน-เมตร มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ใหม่ล่าสุด ให้อัตราทดต่อเนื่องทุกช่วงความเร็ว ตอบสนองฉับไว แม่นยำ ราบเรียบ นุ่มนวล ทำให้การขับขี่สนุกมากยิ่งขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ DBL รุ่นเครื่องยนต์ 3.0 รุ่น HI-RACER และรุ่นขับเคลื่อน 4×4 ให้พละกำลังแรงสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตัน-เมตร สามารถขับลุยได้ทุกสถานการณ์ตอบโจทย์ทุกการใช้งานแบบอเนกประสงค์

  • ดูแลด้วยบริการหลังการขายแบบพรีเมี่ยม พร้อมเป็นเจ้าของได้ง่ายด้วยข้อเสนอสุดคุ้ม

ไร้ความกังวลกับบริการหลังการขาย ด้วยการบริการที่เป็นไปตามมาตรฐานมาสด้า เซลส์ ประเทศไทย พร้อมการดูแลอย่างพรีเมี่ยมที่ครบครันในทุกด้าน มอบข้อเสนอ ดอกเบี้ย 1.99%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี2 หรือ ส่วนลดสูงสุด 55,000 บาท3 และสำหรับช่วงเปิดตัวแนะนำ มาสด้ามอบฟรี บัตรน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท4 และฟรีบัตรน้ำมันมูลค่า 30,000 บาท4 สำหรับ Mazda Family

นอกเหนือจากระบบความปลอดภัยที่เพิ่มเติมเข้ามาแล้ว Bold New Mazda BT-50 ยังมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงมากมายหลายระบบ อาทิ

  • AEB (Autonomous Emergency Braking) ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ
  • ACC แบบ Stop & Go (Adaptive Cruise Control with Stop & Go) ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ จนถึงจุดหยุดนิ่ง
  • LDW (Lane Departure Warning) ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน
  • FCW (Forward Collision Warning) ระบบเตือนการชนด้านหน้า
  • PMM (Pedal Misapplication Mitigation) ระบบช่วยตัดกำลังเครื่องยนต์เมื่อเหยียบคันเร่งผิดพลาด
  • MSL (Manual Speed Limiter) ระบบตั้งค่าจำกัดความเร็ว
  • AHB (Auto High Beam) ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ
  • DAA (Driving Attention Assist) ระบบช่วยเตือนการเหนื่อยล้าขณะขับขี่
  • RCTB (Rear Cross Traffic Brake) ระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง

Bold Mazda BT-50 มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อย โดยมีราคาจำหน่ายดังต่อไปนี้

รุ่น เครื่องยนต์ ราคาจำหน่าย (บาท)
Freestyle Cab 2 ประตู FSC 2.2 XS HI-RACER 6MT 762,000
Double Cab 4 ประตู DBL 2.2 XT HI-RACER 8AT 992,000
Double Cab 4 ประตู DBL 3.0 XTR HI-RACER 6AT 1,242,000
Double Cab 4 ประตู DBL 3.0 XTR 4×4 6AT 1,352,000

หมายเหตุ: สีเมทัลลิก เพิ่ม 7,000 บาท และสีขาวมุก เพิ่ม 14,000 บาท

ลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าและสัมผัสคันจริงของรถปิกอัพ Bold New Mazda BT-50 สามารถยลโฉมได้แล้ววันนี้ที่งาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2024 ระหว่างวันที่ 29 พ.ย. 67 – 10 ธ.ค.  67 หรือที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษในช่วงเปิดตัว ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 ธ.ค. 67

หมายเหตุ:

1 ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน

2 บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์  (4) บมจ. กรุงไทยพานิชประกันภัย (5) บมจ. แอกซ่าประกันภัย

3 ทุกรุ่น

4 เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

เงื่อนไขเพิ่มเติม:

  • เงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามข้อกำหนดของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต เท่านั้น
  • ข้อเสนอดังกล่าวสำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต ที่จองและออกรถ ภายในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 – 31 ธันวาคม 2567 เท่านั้น

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Bold New Mazda BT-50

อุปกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงจากรุ่นก่อนหน้า

อุปกรณ์มาตรฐาน Bold New Mazda BT-50
อัพเกรดระบบแสดงข้อมูลการขับขี่ ·        หน้าจอ MID ขนาด 7 นิ้ว (เดิม 4.2 นิ้ว)

·        ระบบตรวจสอบการเอียงของรถและมุมองศาของล้อ (Vehicle tilt information)

อัพเกรด ADAS ·        AEB: ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ

·        DAA: ระบบช่วยเตือนการเหนื่อยล้าขณะขับขี่

·        RCTB: ระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง

อัพเกรด USB ·        อัพเกรดเป็น USB-C ทั้งคอนโซลหน้า-หลัง (ยกเว้นรุ่น FSC XS)

 

รายละเอียดการอัพเกรดจากรุ่นก่อนหน้า

  ดีไซน์/ สเปค/ อุปกรณ์ FSC 2.2 XS HI-RACER 6MT DBL 2.2 XT HI-RACER 8AT DBL 3.0 XTR HI-RACER 6AT DBL 3.0 XTR 4×4 6AT
เครื่องยนต์ใหม่ เปลี่ยนจาก 1.9 ลิตร เป็น 2.2 ลิตร
เกียร์ใหม่ เปลี่ยนเป็น 8AT
ภายนอก ล้อขนาด 17” สีดำ
ล้อขนาด 18” สีเงิน
ล้อขนาด 18” สีดำ (Matte Black)
ดีไซน์ด้านหน้าและด้านท้ายแบบใหม่
ไฟท้ายแบบ LED
สปอร์ตบาร์

ชุดตกแต่งกันชนหน้า ชุดตกแต่งซุ้มล้อ

พื้นปูกระบะแบบไร้ขอบ

Sภายใน เปลี่ยนสีเบาะหนังจากสีกากีเป็นสีดำ-ส้ม Terracotta
วัสดุตัดขอบเปลี่ยนจากสีกากีเป็นสีส้ม Terracotta
อัพเกรดอุปกรณ์ หน้าจอ MID เปลี่ยนเป็น 7”
เพิ่มระบบ Vehicle tilt information
เพิ่มระบบ RCTB
เพิ่มระบบ DAA
ขนาดหน้าจอ Center Display 8” 9” 9” 9”
เปลี่ยนจาก USB-A เป็น USB-C  

โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย

เว็บไซต์ www.mazda.co.th และ MazdaThailandOfficial: Facebook/YouTube/Instagram/LINE

เปิดตัวแล้ว NEW MAZDA CX-5 Togetherness Redefined ครอสโอเวอร์เอสยูวีสำหรับครอบครัวยุคใหม่ ราคาเพียง 1 ล้านต้น

0

มาสด้า เปิดตัว New Mazda CX-5 ครอสโอเวอร์เอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุดที่ครบครันสมบูรณ์แบบในทุกด้าน ในราคาสุดคุ้มสำหรับผู้ที่มองหารถเอสยูวีเพื่อครอบครัว โดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่รอบคัน กระจังหน้าใหม่ ไฟหน้าและไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ ชุดตกแต่งคิ้วข้างประตูใหม่ ล้ออัลลอยและท่อไอเสียดีไซน์ใหม่ และสีภายนอกใหม่มีให้เลือกเพิ่มถึง 2 สี ในขณะที่ภายในหรูหราพรีเมี่ยม ด้วยการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง พร้อมเพิ่มเทคโนโลยีความสะดวกสบายมาให้อย่างครบครันตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น อาทิ Sports Paddle Shift และ Wireless Apple CarPlay ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบแฮนด์ฟรี ขับนุ่มสบายขึ้นกับช่วงล่างใหม่ ลดการสั่นสะเทือน ทรงตัวดีเยี่ยม วางจำหน่าย 3 รุ่นย่อย ราคาเริ่มต้นเพียง 1,219,000 บาท พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ อาทิ ดอกเบี้ยต่ำสุด 2.49%* ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี* ฟรีโปรแกรมบำรุงรักษารถ 5 ปี* หรือ ส่วนลดสูงสุด 50,000 บาท* ลูกค้า Mazda Family รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมัน 30,000 บาท พบกันได้แล้ววันนี้ ที่งานมอเตอร์ เอ็กซ์โป และที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ พร้อมส่งมอบรถใหม่ให้กับลูกค้าทันที

New Mazda CX-5 มาพร้อมแนวคิด “Togetherness Redefined นิยามใหม่ของความสุขในแบบคุณ” ครอสโอเวอร์สำหรับครอบครัวยุคใหม่ (New Gen Family) ที่นิยามความหมายของคำว่าครอบครัวได้ตามต้องการ เน้นการใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์รูปแบบต่างๆ ร่วมกันบนความหลากหลาย เพื่อให้ตนเองและครอบครัวได้แชร์ประสบการณ์และช่วงเวลาที่มีความสุขร่วมกัน รวมถึงนิยามความสำเร็จในการใช้ชีวิตในแบบของตนเอง ดังนั้น New Mazda CX-5 จึงเป็นยนตรกรรมอเนกประสงค์ที่ครบครันทั้งดีไซน์สง่างามและความสะดวกสบายมากมาย มาพร้อมเทคโนโลยีที่ช่วยในการขับขี่และระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย ตอบโจทย์ทุกการเดินทางและการใช้ชีวิตของครอบครัวในยุคปัจจุบัน การเปิดตัว New Mazda CX-5 ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้ที่กำลังมองหาครอสโอเวอร์เอสยูวีที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานของครอบครัวได้อย่างลงตัว

New Mazda CX-5 ครอสโอเวอร์เอสยูวีที่มาพร้อมความครบครัน ตอบโจทย์การใช้งานในทุกมิติของการใช้ชีวิต เติมเต็มความสุขในทุกการเดินทางของสมาชิกทุกคนในครอบครัว สัมผัสความสมบูรณ์แบบที่ถูกพัฒนาอย่างปราณีต ดีไซน์ภายนอกใหม่ให้ความสปอร์ตพรีเมี่ยม สะท้อนเอกลักษณ์แห่งตัวตนผ่านสุนทรียศาสตร์สไตล์ญี่ปุ่น จากแนวคิด Kodo: Soul of Motion เรียบง่าย ทรงพลัง ลงตัวเป็นหนึ่งเดียว โดดเด่นอย่างมีรสนิยมด้วยดีไซน์ใหม่รอบคัน

ภายในห้องโดยสาร มาสด้าให้การเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดของการใช้ชีวิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัวไปด้วยกัน ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเสมือนงานทำมือ คัดสรรเฉพาะวัสดุคุณภาพสูงเท่านั้น จัดวางอุปกรณ์และฟังก์ชั่นการใช้งานในตำแหน่งที่เหมาะสมตามปรัชญา Human-Machine Interface เชื่อมต่อโลกการสื่อสารแบบไร้ขีดจำกัด ผ่านระบบ Mazda connect

New Mazda CX-5 มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย และมีราคาจำหน่ายดังต่อไปนี้

รุ่น เครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อน อัตราประหยัดน้ำมัน ราคาจำหน่าย
2.0 S Skyactiv-G 2.0 2WD 13.9 กม./ลิตร 1,219,000 บาท
2.0 SP Skyactiv-G 2.0 2WD 13.9 กม./ลิตร 1,299,000 บาท
XDL Skyactiv-D 2.2 AWD 15.9 กม./ลิตร 1,669,000 บาท

 

นอกจากนี้ มาสด้ายังได้นำยนตรกรรมครบทุกรุ่นมาจัดแสดงให้ลูกค้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ทั้งรถยนต์นั่ง รถสปอร์ตโรดสเตอร์ รถครอสโอเวอร์เอสยูวี CX-Series รถยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวแนะนำในงานนี้ มาจัดแสดงภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษมากมาย อาทิ ดอกเบี้ยพิเศษ ฟรีประกันชั้น 1 Mazda Premium Insurance ฟรีโปรแกรมบำรุงรักษารถ 5 ปี ส่วนลดเงินสด และมอบฟรีข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟ สำหรับลูกค้า Mazda Family โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • New Mazda2*: ดอกเบี้ย 0% ผ่อนนาน 72 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี ฟรีแพ็กเกจบำรุงรักษารถตามระยะ Mazda Care 5 ปี (รวมค่าแรง ค่าอะไหล่ และของเหลว) หรือ รับส่วนลดสูงสุด 130,000 บาท และลูกค้า Mazda Family รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บาท
  • Mazda3/ Carbon Edition*: ดอกเบี้ย 0.49% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) หรือ ดอกเบี้ย 0% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี หรือ รับส่วนลดสูงสุด 120,000 บาท และลูกค้า Mazda Family รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บาท
  • New Mazda CX-3*: ดอกเบี้ย 0% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS)³ หรือ ดอกเบี้ย 0% ผ่อนนาน 60 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี หรือ รับส่วนลดสูงสุด 120,000 บาท และลูกค้า Mazda Family รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บาท
  • Mazda CX-30 ดอกเบี้ย 0.49% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปีฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) หรือ ดอกเบี้ย 0% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี หรือ ส่วนลดสูงสุด 120,000 บาท และลูกค้า Mazda Family รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมัน 30,000 บาท
  • Mazda CX-30 Carbon Edition*: ดอกเบี้ย 0% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปีฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) หรือ ดอกเบี้ย 0% ผ่อนนาน 60 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี หรือ ส่วนลด 150,000 บาท และลูกค้า Mazda Family รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมัน 30,000 บาท
  • New Mazda CX-5*: ดอกเบี้ย 2.49% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) หรือ รับส่วนลดสูงสุด 50,000 บาท พิเศษสุดลูกค้า Mazda Family รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมัน 30,000 บาท
  • Mazda CX-8*: ดอกเบี้ย 1.19% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) หรือ ส่วนลดสูงสุด 120,000 บาท และลูกค้า Mazda Family รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมัน 30,000 บาท
  • New Mazda BT-50*: ดอกเบี้ย 1.99% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี หรือ ส่วนลดสูงสุด 55,000 บาท พร้อมบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บาท พิเศษสุดลูกค้า Mazda Family รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมัน 30,000 บาท
  • New Mazda MX-5*: ดอกเบี้ย 2.49% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS)
  • Mazda6 20th Anniversary Edition*: ดอกเบี้ย 0% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 7 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) และรับส่วนลดสูงสุด 500,000 บาท

ลูกค้าที่สนใจสามารถเข้าชมยนตรกรรมมาสด้ารุ่นใหม่ New Mazda CX-5 และยนตรกรรมทุกรุ่น ได้ที่บูธมาสด้าในงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. 67 – 10 ธ.ค. 67 และที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

หมายเหตุ:

*เงื่อนไขแคมเปญของรถยนต์ทุกรุ่นเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th หรือสอบถามเพิ่มเติมจากที่ปรึกษาการขายรถยนต์มาสด้าที่บูธรถยนต์มาสด้าหรือที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

เงื่อนไขเพิ่มเติม ;

  • เงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามข้อกำหนดของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต เท่านั้น

ข้อเสนอดังกล่าวสำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต ที่จองและออกรถ ภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2567 เท่านั้น