Home Blog Page 14

คณะผู้ผลิตชิ้นส่วนอีซูซุสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม มอบเงินสนับสนุน 900,000 บาท    แก่ 3 โรงเรียน ส่งเสริมการศึกษา สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

0
คณะผู้ผลิตชิ้นส่วนอีซูซุ 1

คณะบุคคลผู้ผลิตชิ้นส่วนอีซูซุ ตอกย้ำบทบาทการเป็นองค์กรที่เติบโตควบคู่กับสังคมไทย เดินหน้าสานต่อภารกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม มอบเงินบริจาครวมทั้งสิ้น 900,000 บาท ให้แก่โรงเรียน 3 แห่ง ใน 3 จังหวัด เพื่อนำไปใช้สนับสนุนโครงการด้านพลังงานสะอาด การพัฒนาทางการศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิตของนักเรียนและชุมชนอย่างยั่งยืน ดังนี้

คณะผู้ผลิตชิ้นส่วนอีซูซุ 2

โรงเรียนวัดท่าแคลง จังหวัดจันทบุรี ได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 300,000 บาท เพื่อดำเนินโครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความยั่งยืน ควบคู่กับโครงการพัฒนาฟาร์มเชิงนิเวศ มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนฟื้นฟูสมดุลของระบบนิเวศ และสนับสนุนการเกษตรที่ปลอดภัยและยั่งยืนอันจะช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่นักเรียนและชุมชนโดยรอบ

คณะผู้ผลิตชิ้นส่วนอีซูซุ 4

โรงเรียนวัดหนามแดง (คัณฑาโรราษฎร์บำรุง) จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 300,000 บาท เพื่อดำเนินโครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความยั่งยืนและโครงการปรับปรุงโรงเรียนเต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายในการลดค่าใช้จ่าย ด้านพลังงานไฟฟ้า พร้อมยกระดับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้เหมาะสมและเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้าน

คณะผู้ผลิตชิ้นส่วนอีซูซุ 4

โรงเรียนวัดไผ่จรเข้ จังหวัดนครปฐม ได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 300,000 บาท เพื่อขับเคลื่อนโครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อความยั่งยืน และโครงการห้องเรียนดิจิทัลอัจฉริยะ มุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว พร้อมนำเทคโนโลยีการเรียนการสอนสมัยใหม่มาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา และเตรียม ความพร้อมให้แก่นักเรียนในการก้าวสู่โลกยุคดิจิทัล

คณะผู้ผลิตชิ้นส่วนอีซูซุ 5

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงความตั้งใจของคณะบุคคลผู้ผลิตชิ้นส่วนอีซูซุในการมีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษา สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างรากฐานที่มั่นคงให้แก่ เยาวชนไทย พร้อมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต  

คณะผู้ผลิตชิ้นส่วนอีซูซุ 6

ซูซูกิ เปิดแผนธุรกิจปี 2569 แนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ 3 รุ่น เดินหน้าขยายเครือข่ายบริการครอบคลุมทั่วประเทศ ชูมาตรฐานงานบริการและคลังอะไหล่แท้ที่พร้อมรองรับทุกความต้องการ

0
Suzuki 1

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจประจำปี 2569 แสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพตลาดยานยนต์ไทย เดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ 3 รุ่น ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี พร้อมยกระดับมาตรฐานงานบริการหลังการขาย เปิดช่องทางลูกค้าสั่งซื้ออะไหล่ออนไลน์จากคลังอะไหล่สำรอง พร้อมเร่งขยายเครือข่ายเพื่อครอบคลุมการบริการลูกค้าซูซูกิทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงความพร้อมและแผนงานรองรับการดำเนินธุรกิจปี 2569 ว่า ซูซูกิยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจอย่างรอบด้าน ทั้งการแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง และการรักษาคุณภาพงานบริการที่เป็นจุดแข็งสำคัญ เพื่อให้แบรนด์ซูซูกิเป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าชาวไทยต่อไปอย่างมั่นคงในอนาคต พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

Suzuki 2

ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2569 นี้ ซูซูกิมีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่จำนวน 3 รุ่น ประเภท B-SUV (BEV), Crossover SUV และ Mini-SUV ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การนำเข้ารถยนต์ Global Model เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ตามที่ได้ประกาศไว้เมื่อปี 2567 โดยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ดังกล่าว จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ทั้งการใช้งานที่เน้นความคล่องตัวในเมือง และความอเนกประสงค์สำหรับการเดินทางไกล พร้อมยังคงเน้นความคุ้มค่าคุ้มราคาเป็นสำคัญ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในปีนี้ จะช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค และกระตุ้นความต้องการในตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยซูซูกิได้เตรียมความพร้อมในทุกด้าน  โดยเฉพาะการยกระดับศักยภาพบุคลากรของผู้จำหน่าย เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมาตรฐานการให้บริการที่เป็นเลิศ รองรับการดูแลผลิตภัณฑ์และลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกเหนือจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ความสำคัญของงานบริการหลังการขายที่จะเป็นกุญแจสำคัญในปี 2569 เราจะยกระดับและพัฒนาในแต่ละส่วนงานบริการเพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นและลดความกังวลให้แก่ลูกค้าในระยะยาว โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. โปรแกรมฟรีเช็กระยะยาวนานถึง 7 ปี

ซูซูกิเดินหน้า โปรแกรมฟรีเช็กระยะนานถึง 7 ปี สำหรับผู้ใช้รถยนต์ SUZUKI FRONX และ SUZUKI SWIFT เพื่อส่งเสริมความอุ่นใจในการใช้งานระยะยาว ช่วยให้ลูกค้าสามารถดูแลบำรุงรักษารถยนต์ได้ต่อเนื่องตามระยะที่กำหนด ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและคลายความกังวลในระยะยาวแล้ว ยังเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นในด้านสมรรถนะและความพร้อมใช้งานของรถยนต์ซูซูกิให้คงประสิทธิภาพสูงสุดอยู่เสมอ

  1. ขยายการรับประกันคุณภาพงานซ่อมและอะไหล่ เป็นระยะเวลา 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร

ซูซูกิยกระดับความคุ้มครองเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าหลังเข้ารับบริการ ด้วยการขยายการรับประกันคุณภาพงานซ่อมและอะไหล่ จากระยะเวลาเดิม 3 เดือน หรือ 5,000 กิโลเมตร เป็นระยะเวลา 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดถึงก่อน) เพื่อยืนยันถึงมาตรฐานการซ่อมและคุณภาพของอะไหล่แท้ซูซูกิที่ผลิตตามมาตรฐานเดียวกับโรงงานประกอบรถยนต์ มั่นใจได้ในความทนทานและความปลอดภัยสูงสุด

  1. ชูความเป็นมาตรฐานและยกระดับงานบริการที่เหนือความคาดหมายด้วยระบบ S-Solution

ซูซูกิได้พัฒนาแนวทางการให้บริการ S-Solution เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าอย่างรอบด้าน โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกและความมั่นใจในทุกขั้นตอนของการเข้ารับบริการ ระบบ S-Solution จะช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลงานบริการ งานซ่อมบำรุงที่จะมาพร้อมภาพถ่ายประกอบงานซ่อม สามารถตรวจสอบรายละเอียดงานซ่อมได้อย่างชัดเจน เข้าใจง่าย และติดตามความคืบหน้าได้อย่างสะดวกผ่านช่องทาง Suzuki Application และ LINE Official Account ส่งผลให้กระบวนการบริการมีความรวดเร็ว โปร่งใส และเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น

4.ระบบการจัดการชิ้นส่วนอะไหล่สำรอง เพื่อความรวดเร็วในการให้บริการ ซูซูกิมีการบริหารจัดการคลังสำรองอะไหล่ไว้ในระบบ ครอบคลุมรถยนต์ทุกรุ่น เพื่อรองรับความต้องการของศูนย์บริการทั่วประเทศได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนารูปแบบช่องทางการจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่เพิ่มเติม เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้ออะไหล่แท้ผ่านระบบช่องทางออนไลน์ ที่จะพร้อมให้บริการได้ในเดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป เพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงอะไหล่แท้ของ Suzuki ของลูกค้าได้ทุกที่ ทุกเวลา ระบบดังกล่าวจะถูกออกแบบให้ลูกค้าสามารถค้นหาและสั่งซื้ออะไหล่แท้ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมั่นใจในคุณภาพ โดยมีการเชื่อมโยงกับผู้จำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อให้การจัดส่งและบริการหลังการขายเป็นไปตามมาตรฐานของ Suzuki

นอกจากนั้น ซูซูกิยังมีแผนเดินหน้าขยายเครือข่ายการให้บริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเพิ่มความสะดวกและความรวดเร็วในการเข้ารับบริการของลูกค้าในแต่ละภูมิภาค พร้อมยกระดับการเข้าถึงบริการมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ทั้งนี้ ซูซูกิจะให้ความสำคัญกับการขยายศูนย์บริการในพื้นที่ที่มีความต้องการใช้งานสูง รวมถึงพื้นที่ที่ยังไม่มีโชว์รูมรถยนต์ซูซูกิ โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้เปิดศูนย์บริการ 2S เพิ่มจำนวน 4 แห่ง และในปี 2569 ตั้งเป้าขยายเพิ่มอีกจำนวน 5 แห่ง เพื่อให้สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างทั่วถึงและเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงบริการในทำเลสำคัญทั่วประเทศ

ศูนย์บริการ 2S ให้บริการงานซ่อมบำรุงและบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะ โดยช่างผู้ชำนาญการที่ผ่านการอบรมจากบริษัทฯ พร้อมเครื่องมือมาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยและคุณภาพในการใช้งานของลูกค้า โดยครอบคลุมการให้บริการตั้งแต่การตรวจเช็กและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ระบบเบรก ผ้าเบรก และน้ำมันเบรก การเปลี่ยนไส้กรองอากาศและไส้กรองแอร์ ตรวจเช็กระบบช่วงล่างและยางรถยนต์ ไปจนถึงระบบไฟ แบตเตอรี่ และการเปลี่ยนใบปัดน้ำฝน

นอกจากนี้ ศูนย์บริการ 2S ยังจำหน่ายและติดตั้ง อะไหล่แท้ซูซูกิ ซึ่งผลิตตามมาตรฐานเดียวกับชิ้นส่วนที่ใช้ในสายการผลิตจากโรงงาน ผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ มีความทนทานสูง พร้อมระบบสำรองและกระจายอะไหล่ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการอย่างรวดเร็ว

ศูนย์บริการ 2S จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมศักยภาพงานบริการของซูซูกิ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น โดยซูซูกิให้การสนับสนุนผู้จำหน่ายอย่างรอบด้าน ทั้งในเรื่องของการฝึกอบรมบุคลากร ระบบเทคโนโลยี และการสื่อสารภาพลักษณ์องค์กรในทิศทางเดียวกันทั่วประเทศ อาทิ ป้ายสัญลักษณ์ SUZUKI การออกแบบศูนย์บริการ และอุปกรณ์ตกแต่งภายใน เพื่อให้ศูนย์บริการ 2S สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันซูซูกิมีศูนย์บริการระดับมาตรฐาน 3S (Sales, Service & Spare Parts) จำนวน 85 แห่งครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และมีแผนที่จะขยายและพัฒนาศักยภาพศูนย์บริการเหล่านี้ควบคู่ไปกับการขยายเครือข่ายศูนย์บริการ รวมถึงการยกระดับศูนย์ซ่อมสีและตัวถังให้มีความพร้อมสูงสุด ทั้งในเรื่องของด้านการบริหารจัดการ การจัดฝึกกอบรมบุคลากรเพื่อพัฒนาศักยภาพการขายรถยนต์ซูซูกิ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแบบรอบด้านสำหรับที่ปรึกษาการขาย รวมถึงการฝึกอบรมทักษะของบุคลากรที่ปรึกษางานบริการและการฝึกอบรมทักษะของช่างเทคนิค เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าในระยะยาว และพร้อมรองรับลูกค้ารถยนต์ซูซูกิในอนาคตอีกด้วย

นายทาดาโอะมิ ให้ความเห็นเกี่ยวกับภาพรวมตลาดว่า “ในปี 2568 ตลาดรถยนต์รวมมียอดขายอยู่ที่จำนวน 622,395 คัน เติบโตขึ้นจากปี 2567 ประมาณ 8.68%   ซึ่งมีแนวโน้มทรงตัวจากการแข่งขันราคาที่รุนแรง ส่วนในปี 2569 นี้ เราต้องจับตาดูการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่จะส่งผลต่อราคาและทิศทางของผู้บริโภคที่เริ่มมองหารถยนต์ที่ปล่อย CO2 ต่ำมากขึ้น”

นายทาดาโอะมิ กล่าวสรุปตอนท้ายว่า “ซูซูกิยังคงมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานงานบริการหลังการขายและความโปร่งใสในทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าเสมอมา โดยเราเชื่อว่าการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพรุ่นใหม่ ผสานกับการขยายศูนย์บริการที่ครอบคลุมเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและครองใจผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ซูซูกิพร้อมยึดมั่นในแนวทาง ‘SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ’ เพื่อพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง มุ่งหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทย พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าและชุมชนในทุกช่วงเวลาตลอดไป”

 

 

 

“ลามิน่า”สานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียน ส่งมอบอาคารเรียนหลังใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 25

0
ลามิน่า 3

ส่งมอบอาคารเรียน: นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด (ที่สองจากซ้าย)  นายนิราช แสนสุภา ผอ.สพป.กำแพงเพชร เขต 1 (ที่ 3 จากซ้าย) ดร.มงคล รอพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองบัวราษฎร์บำรุง (ขวาสุด) และนายนิคม เพชรกำเนิด    ประธานกลุ่มกระทิงโทน (ซ้ายสุด) ร่วมลงนามส่งมอบอาคารเรียนลามิน่าสานฝัน#24 ปีที่ 25 แก่โรงเรียนหนองบัวราษฎร์บำรุง จ.กำแพงเพชร

ลามิน่า 1

บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า” ฟิล์มกันสะเก็ดหินและฟิล์มกลุ่มพิเศษ “ลูมาร์” ผลิตโดยบริษัท อีสท์แมน เพอร์ฟอร์แมนซ์ฟิล์ม จากสหรัฐอเมริกา อุปกรณ์บรรทุกสัมภาระ “ธูเล่” จากสวีเดน รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ครบวงจร “แอลลักซ์” คุณภาพเยี่ยมจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย www.laminafilms.com เดินหน้าสานต่อกิจกรรมตอบแทนสังคมไทยให้โอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมแก่เยาวชนของชาติ ด้วยโครงการ “ลามิน่าสานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียน” โครงการ 24 ปีที่ 25   ก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ ขนาด 2 ห้องเรียน 1 ห้องโสตทัศนศึกษา ให้แก่โรงเรียนหนองบัวราษฎร์บำรุง ตำบลท่าขุนราม อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร และได้ดำเนินการส่งมอบอาคารเรียนในเทศกาลวันเด็กแห่งชาติที่ผ่านมา

 

โครงการลามิน่าสานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียน ริเริ่มขึ้นจากความตั้งใจของผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 ด้วยความเชื่อมั่นว่าความสำเร็จที่แท้จริงต้องเติบโตเคียงคู่ไปกับการตอบแทนสังคมและประเทศชาติ บริษัทฯ จึงได้ริเริ่มโครงการที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาของเด็กและเยาวชน เพื่อให้เติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป

ลามิน่า  4

ซึ่งเป็นที่มาของการก่อสร้างและส่งมอบอาคารเรียนหลังใหม่ สนับสนุนอุปกรณ์การเรียน และทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนในท้องถิ่นทุรกันดารอย่างต่อเนื่องถึง 25 ปี รวม 24 โครงการ โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีมาตลอดจากกัลยาณมิตรกลุ่มต่างๆ ทุกภาคส่วน ได้แก่ ชมรมรถขับเคลื่อนสี่ล้อกระทิงโทน, ศูนย์ตัวแทนจำหน่าย, ผู้จำหน่ายรถยนต์, ลูกค้าผู้ใช้ฟิล์มรถยนต์และฟิล์มอาคารลามิน่า, สื่อมวลชนและบุคคลผู้เกี่ยวข้องอีกมากมาย

ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของบริษัทฯ ที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ในฐานะผู้นำตลาดฟิล์มกรองแสงอันดับหนึ่งในประเทศไทยมายาวนานตลอดกว่า 3 ทศวรรษ ซึ่งในปีนี้ นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด นำทีมผู้บริหารและตัวแทนพนักงานร่วมส่งมอบอาคารเรียนหลังใหม่ แก่โรงเรียนหนองบัวราษฎร์บำรุง

ลามิน่า 6

โดยมี นายนิราช แสนสุภา  ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ดร.มงคล รอพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองบัวราษฎร์บำรุง เป็นผู้แทนรับมอบ  ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายเบอร์นาร์ด เชีย นางสเตฟานี เชีย และ นายซามูเอล เชีย จากวินโดว์ คูล พีทีอี ลิมิเต็ด (ลูมาร์ สิงคโปร์) พร้อมผู้บริหารศูนย์ตัวแทนจำหน่าย และกลุ่มจิตอาสากระทิงโทนนำโดย นายนิคม เพชรกำเนิด ประธานกลุ่ม นายสันติ แสนอาจ ประธานที่ปรึกษาและควบคุมการก่อสร้าง รวมถึงผู้บริหารลามิน่าฟิล์ม นายชัยณรงค์ สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ ร่วมส่งมอบอาคารเรียนหลังใหม่

ลามิน่า 1

โรงเรียนหนองบัวราษฎร์บำรุง  มีนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงประถมศึกษาปี่ที่ 6 รวมทั้งหมด 175 คน เพิ่มเติมขึ้นจาก 64 คนในช่วงเวลาเพียง 2 ปี ทำให้ห้องเรียนเดิมไม่มีพื้นที่เพียงพอต่อการเรียน โครงการลามิน่าสานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียน จึงดำเนินการก่อสร้างและส่งมอบอาคารเรียนหลังใหม่ พร้อมมอบทุนการศึกษา 100 ทุน และมอบอุปกรณ์กีฬาแก่โรงเรียนในพื้นที่ รวม 5 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนหนองบัวราษฎร์บำรุง โรงเรียนวัดราษฎร์เจริญพร โรงเรียนบ้านไทรย้อย โรงเรียนบ้านน้ำโท้ง และโรงเรียนสหวิทยาคม รวมถึงนักเรียนกว่า 408 คนที่เข้าร่วมกิจกรรมครูอาสากับทีมครูอาสาลามิน่า จะได้รับกระเป๋าเป้บรรจุอุปกรณ์เครื่องเขียนและของขวัญวันเด็กอีกด้วย

นอกจากความร่วมมือของผู้นำชุมชนและชาวบ้านทำให้การก่อสร้างอาคารลามิน่าสานฝันลุล่วงรวดเร็วก่อนกำหนด แต่สืบเนื่องจากจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด รวมถึงทางโรงเรียน มีรถรับส่งนักเรียนฟรี และมีอาหารเช้าฟรี ห้องอาหารเดิมจึงไม่เพียงพอ “โครงการลามิน่ามินิสานฝัน” ได้เข้าดำเนินการปรับปรุงและต่อเติมโรงอาหาร ให้แก่โรงเรียนหนองบัวราษฎร์บำรุง พร้อมส่งมอบเป็นโครงการที่ 11 อีกด้วย

ลามิน่า  7

อีกทั้งลามิน่าฟิล์มยังได้รับความร่วมมือจากสาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชรและโรงพยาบาลทรายทองวัฒนา จัดทีมทันตกรรมและบุคลากรทางการแพทย์ออกหน่วยให้บริการทันตกรรมแก่นักเรียนและครู ในโครงการ “ลามิน่าสร้างฝันปันรอยยิ้ม” ครั้งที่ 15 ซึ่งทางลามิน่าฟิล์มส่งมอบยูนิตทันตกรรมเคลื่อนที่ครบชุดให้กับโรงพยาบาลทรายทองวัฒนา เพื่อเพิ่มโอกาสรับบริการทางด้านทันตกรรมให้กับชุมชน โดยมี ทพญ.พัชรี เรืองงาม ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ รองนายแพทย์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชร ทพญ.นิสามณี ปิยะวงษ์ ทันตแพทย์ชำนาญการหัวหน้างานทันตกรรม โรงพยาบาลทรายทองวัฒนา เป็นตัวแทนรับมอบ

ลามิน่า 8

ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษในฐานะผู้นำธุรกิจฟิล์มกรองแสงอันดับ 1 ของเมืองไทย บริษัทฯ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยให้น่าอยู่อย่างยั่งยืนภายใต้เจตนารมณ์ “ลามิน่าขอเติบโตเคียงคู่สังคมไทย” ผ่านโครงการเพื่อสังคมต่างๆ นอกเหนือจากลามิน่าสานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียน ลามิน่ามินิสานฝัน ลามิน่าสร้างฝันปันรอยยิ้ม ยังมีโครงการรักษ์โลกกับลามิน่า เพื่อติดฟิล์มให้โลก

รวมถึงสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมและองค์กรสาธารณกุศลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย มูลนิธิชัยพัฒนา ตั้งแต่ พ.ศ.2548 ทุนมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งแต่ พ.ศ.2553 สนับสนุนทุนวิจัยขั้นสูงด้านเภสัชวิทยา ศิริราชมูลนิธิ และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งทุกโครงการล้วนเกิดจากพลังความมุ่งมั่น ทุ่มเท เพื่อส่งมอบความสุขคืนสู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนตลอดไป

ลามิน่า 10

อีกทั้ง นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ได้รับรางวัลประชากรหญิงผู้สร้างแรงบันดาลใจ HER AWARDS, UNFPA THAILAND 2024 ในฐานะผู้เสียสละอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือและพัฒนากลุ่มคนเปราะบางเพื่อให้หลุดพ้นจากบริบทปัญหาด้านต่างๆ รวมทั้งสร้างโอกาสให้ต่อยอดพัฒนาสู่การพึ่งตนเองและการยกระดับคุณภาพชีวิต จากโครงการลามิน่าสานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียนที่สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กไทยในถิ่นทุรกันดารมาตลอด 25 ปี อีกทั้งยังได้รับพระราชทานปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  สาขาการตลาด   มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ประจำปีการศึกษา 2566 จากผลงานและความสำเร็จในการประกอบสัมมาชีพอันเป็นที่ประจักษ์

 

“บีวายดี ประเทศไทย” ผลิตรถยนต์ชดเชยครบ ตามมาตรการ EV 3.0 พร้อมส่งออก สู่นานาชาติ ทั้งยังเป็นผู้นำวงการยานยนต์พลังงานใหม่ ด้วยยอดจดอันดับ 1 ของไทย

0
บีวายดี 1

บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ภายใต้ กลุ่มธุรกิจเรเว่ ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานใหม่ บีวายดี และ เดนซ่า อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ขอขอบคุณทุกความไว้วางใจจากผู้บริโภคชาวไทย ที่ให้การสนับสนุนรถยนต์พลังงานใหม่ บีวายดี และ เดนซ่า จนเติบโตอย่างต่อเนื่องขึ้นสู่การเป็นอันดับ 1 ของวงการยานยนต์พลังงานใหม่ของไทย ครอบคลุมทั้งรถยนต์ขุมพลัง EV และ PHEV ในชื่อ Super DM-i พิสูจน์จากการที่ บีวายดี มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2568 สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของไทย*ใน 9 ประเภท บริษัทฯ ขอให้คำมั่นในการส่งมอบยนตรกรรมคุณภาพ พร้อมร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศต่อไป ผ่านการดำเนินงานตามมาตรการ EV 3.0 ด้วยการผลิตรถยนต์ชดเชยในอัตรา 1.5 เท่าของยอดรถยนต์นำเข้าทั้งหมดจนครบถ้วน โดยรถยนต์ที่ผลิตขึ้นทั้งหมดนี้ มีทั้งเพื่อจำหน่ายภายในประเทศไทย และส่งออกไปต่างประเทศรวม 8 ตลาดด้วยกัน

BYD Thailand 2

นายหยู่ปิน เคอ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า “บีวายดี ประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ของประเทศไทยสู่อีกระดับ พิสูจน์จากการลงทุนในโรงงานผลิตรถยนต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นฐานการผลิตระดับภูมิภาค มิใช่เพื่อการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ให้ชาวโลกได้เห็นถึงคุณภาพการผลิตรถยนต์ จากฝีมือของแรงงานไทยที่มากด้วยทักษะขั้นสูง”

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “เรเว่ จะร่วมมือกับ บีวายดี ประเทศไทย เพื่อส่งมอบยานยนต์ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีระดับชั้นนำ ให้กับผู้บริโภคชาวไทยต่อไป ทั้งยังพร้อมพิสูจน์ให้เห็นว่ารถยนต์ที่ บีวายดี ผลิตขึ้นจากโรงงานในประเทศไทยมีคุณภาพตามมาตรฐานระดับนานาชาติ พิสูจน์ได้จากการผ่านมาตรฐานส่งออกไปต่างประเทศ และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคเช่นกัน”

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ เปิดเผยว่า “เรเว่ ขอขอบคุณผู้บริโภคชาวไทยทุกท่านที่ตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์ บีวายดี เพราะท่านได้เป็นส่วนหนึ่ง ในการร่วมสร้างความยั่งยืน ซึ่งมิใช่เพียงเรื่องของอากาศที่สะอาดขึ้น จากการใช้ยานยนต์พลังงานใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนอุตสาหรรมการผลิตรถยนต์ของประเทศไทย ให้เติบโตขึ้นสู่การเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้วย”

  • สถิตินำเข้ารถยนต์จากประเทศจีน และสถิติผลิตรถยนต์ชดเชยของ บีวายดี ประเทศไทย
  • สถิตินำเข้ารถยนต์มาจำหน่ายในประเทศไทย ระหว่างปี 2565 – 2566 เป็นจำนวน 39,030 คัน
  • สถิติผลิตรถยนต์คืนจากโรงงานในประเทศ ระหว่างปี 2567-2568 เมื่อคำนวณรถยนต์ส่วนที่ส่งออกเป็นการผลิตชดเชย 1.5 เท่า บริษัทฯ ได้ผลิตชดเชยครบถ้วนทั้งหมด รวม 59,694 คัน
  • สถิติและแผนการส่งออกรถยนต์ที่ผลิตโดย บีวายดี ประเทศไทย ไปต่างประเทศ
  • ปี 2568 มีสถิติส่งออกรถยนต์ เป็นจำนวน 10,250 คัน โดยส่งออกไปยังประเทศในโซนยุโรป อาเซียน และ โอเชียเนีย
  • โรงงาน บีวายดี ประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทยต่อไป

โรงงาน บีวายดี ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเพื่อผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ สำหรับการจำหน่ายภายในประเทศ และเพื่อการส่งออก ทั้งยังนับเป็นโรงงานแห่งแรกของ บีวายดี ที่ตั้งอยู่นอกประเทศจีน มีกำลังการผลิตสูงสุด 150,000 คัน/ปี ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทฯ มีการลงทุนในประเทศไทยแล้วรวมประมาณ 35,925 ล้านบาท และมีการจ้างงาน 6,100 อัตรา ในจำนวนนี้เป็นพนักงานสัญชาติไทยราว 92%

สำหรับการผลิตรถยนต์มีทั้งหมด 4 รุ่น ครอบคลุมทั้งรถยนต์ขุมพลัง EV และ PHEV ประกอบด้วย BYD DOLPHIN, BYD ATTO 3, BYD SEALION 6 DM-i และ BYD SEAL 5 DM-i นอกจากนั้น รถยนต์ บีวายดี ที่ผลิตในประเทศไทยจำนวน 3 รุ่น ซึ่งมี BYD DOLPHIN, BYD ATTO 3 และ BYD SEALION 6 DM-i  ได้รับใบรับรอง Made in Thailand เนื่องจากมีสัดส่วน Local Content ในอัตรา 45-50% โดยในอนาคต จะมีการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ เพิ่มเติมอีกด้วย

  • บีวายดี มียอดจดทะเบียนรถยนต์ EV และ PHEV สูงเป็นอันดับ 1 ของไทย ใน 9 ประเภท*
  • บีวายดี: แบรนด์ที่มียอดรวมจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า สูงสุดเป็นอันดับ 1
  • BYD DOLPHIN: รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่มียอดจดทะเบียนรถยนต์ สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม EV
  • บีวายดี: แบรนด์ที่มียอดรวมจดทะเบียนรถยนต์ PHEV สูงสุดเป็นอันดับ 1
  • BYD SEALION 6: รถยนต์ PHEV รุ่นที่มียอดจดทะเบียน สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม PHEV
  • BYD SEAL: รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่มียอดจดทะเบียนรถยนต์ สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม D-Segment
  • BYD ATTO3: รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่มียอดจดทะเบียนรถยนต์ สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม B-SUV
  • BYD SEALION 7: รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่มียอดจดทะเบียนรถยนต์ สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม C-SUV
  • BYD M6: รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่มียอดจดทะเบียนรถยนต์ สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม MINI MPV
  • DENZA D9: รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่มียอดจดทะเบียนรถยนต์ สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม VAN MPV
  • ราคาใหม่ของรถยนต์ บีวายดี ตามมาตรการ EV 3.5 ซึ่งพร้อมให้คุณเป็นเจ้าของแล้ว

BYD Thailand 1

รุ่นรุ่นย่อยราคาเดิม (บาท)ราคาใหม่ (บาท)
BYD SEAL 5 DM-iPremium699,900699,900
BYD SEALION 6

DM-i

Dynamic899,900899,900
Premium999,900999,900
BYD SEALDynamic799,900989,900
BYD M6Dynamic749,900909,900
Extended849,9001,009,900
BYD SEALION 7Premium1,074,9001,264,900
AWD Performance1,174,9001,364,900

 

BYD Thailand 7

บีวายดี ประเทศไทย และ กลุ่มธุรกิจเรเว่ ขอให้คำมั่นว่า จะไม่หยุดยั้งในการส่งมอบยานยนต์พลังงานใหม่ ที่เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมและคุณภาพให้กับผู้บริโภคชาวไทย เพื่อยกระดับประสบการณ์การครอบครองยนตรกรรมสู่อีกขั้น พร้อมกับการสร้างความยั่งยืนในกับสังคมไทย มิใช่เพียงแค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่ยังครอบคลุมถึงการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สู่การเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคต่อไป

 

“เอ็มจี” ผนึก มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดศูนย์วิจัยและการเรียนรู้ด้านยานยนต์พลังงานใหม่ เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ผ่านระบบการศึกษาไทย  

0
MG 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญเปิดอาคาร คาเบรียล แมรี่ ศูนย์วิจัยและการเรียนรู้ด้านยานยนต์พลังงานใหม่ (Gabriel Mary Research and Learning Center for New Energy Vehicle Technology) พื้นที่การเรียนรู้ ฝึกอบรม และวิจัยพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ชั้นนำแห่งใหม่ที่มุ่งเน้นการเสริมทักษะด้านยานยนต์พลังงานทางเลือกยุคใหม่บนประสบการณ์จริง เพื่อร่วมผลักดันนักศึกษา และบุคลากร ไปสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีศักยภาพสูงเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

MG 2

สำหรับ อาคาร คาเบรียล แมรี่ ศูนย์วิจัยและการเรียนรู้ด้านยานยนต์พลังงานใหม่ เป็นอาคาร 2 ชั้น ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ บนพื้นที่กว่า 1,800 ตารางเมตร ซึ่งจะถูกใช้เป็นอาคารศึกษาสำหรับนักศึกษา และบุคลากรของคณะวิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี (Vincent Mary School of Engineering : VMES) รวมถึงใช้สำหรับจัดฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าให้กับผู้จำหน่าย สื่อมวลชน และบุคคลทั่วไปที่สนใจ โดยพื้นที่ของอาคารแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 โซน ได้แก่ โซนจัดแสดงยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ใช้สำหรับการฝึกสอนทักษะทางด้านการขาย การตลาด การบริหารจัดการอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่และโซนการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยียานยนต์พลังงานไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นระบบส่งกำลัง แบตเตอรี่แรงดันสูง (HV) ระบบไฟฟ้าแรงต่ำ ระบบระบายความร้อน ระบบการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งจะมีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นให้เกิดทักษะ ความรู้ และประสบการณ์การทำงานบนสถานการณ์จริง ควบคู่ไปกับการมีความรู้ด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ทัดเทียมระดับโลก

MG 3

นอกจากนี้ยังมีอาคารจัดเก็บแบตเตอรีขนาด 72 ตารางเมตร ซึ่งใช้จัดเก็บแบตเตอรียานยนต์ไฟฟ้าเพื่อประกอบการศึกษา โดยทาง เอ็มจี ได้ให้การสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ประกอบการเรียนการสอน รวมถึงการส่งบุคลากรของ เอ็มจี ร่วมฝึกอบรม และพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับเทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ อีกทั้งศูนย์วิจัยฯ แห่งนี้ ยังสามารถให้บริการเช็คระยะสำหรับลูกค้า เอ็มจี โดยนัดหมายผ่านแอปพลิเคชัน LINE ชื่อบัญชี MG Maxus Motor (https://lin.ee/fvMVcit) ได้ด้วย

MG 5

 

มร. ต๋า เซินเซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด กล่าวว่า “เอ็มจี มุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิดการวางรากฐานจากระดับสากล สู่การดำเนินงานที่ตอบโจทย์
ในระดับท้องถิ่น หรือ นโยบาย GLOCAL ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยียานยนต์ชั้นนำระดับโลก นำมาสู่การสร้างแผนการดำเนินงานในประเทศไทยอย่างจริงจัง เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจในระยะยาว โดยหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ในยุคใหม่นี้ คือ‘การสร้างรถ ควบคู่ไปกับการสร้างคน’ เนื่องจากเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะในปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ยานยนต์พลังงานใหม่จึงไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็น ‘เทคโนโลยีอัจฉริยะเคลื่อนที่’ (Mobile Intelligent Terminal) ที่มอบประสบการณ์การเดินทางในรูปแบบใหม่ให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ดังนั้นการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เชิงลึกด้านยานยนต์พลังงานใหม่ให้สอดคล้อง กับความต้องการของอุตสาหกรรม จึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ เอ็มจี ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยสามารถก้าวสู่เวทีอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกได้อย่างมั่นคงในอนาคต”

MG 5

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วิทยาเขตสุวรรณภูมิ เบอร์ติดต่อ (66) 23004543-62 ต่อ 1345 หรือ (66) 813751555

MG 8

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

 

 

“ฟอร์ด เรซซิ่ง” เปิดตำนานบทใหม่จากดีทรอยท์ รีแบรนด์ครั้งใหญ่พร้อมลุยเส้นทางหฤโหดในไทยและทั่วโลก

0
Ford Racing 1

ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยมนต์ขลังของสถานีรถไฟมิชิแกนเซ็นทรัล (Michigan Central Station) ใจกลางเมืองดีทรอยท์ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวฤดูกาลแข่งรถระดับโลก (Global Season Launch) เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา โดยมีเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกึกก้องส่งสัญญาณการเริ่มต้นของฤดูกาลแข่งขัน เพื่อเป็นการประกาศประวัติศาสตร์บทใหม่ของมอเตอร์สปอร์ต ด้วยการรีแบรนด์จาก ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) สู่ชื่อที่ชัดเจน ดุดัน และตั้งใจมากกว่าเดิม ฟอร์ด เรซซิ่ง (Ford Racing)  

Ford Racing 2

จากสนามแข่งสู่ถนนจริง นิยามแรกของ ฟอร์ด เรซซิ่ง: ไฮไลท์สำคัญที่สะกดทุกสายตาคือการเปิดตัว มัสแตง ดาร์คฮอร์ส เอสซี (Mustang Dark Horse SC) รถรุ่นแรกที่สะท้อนแนวคิด ฟอร์ด เรซซิ่ง อย่างชัดเจน เพราะนี่คือรถที่หยิบเทคโนโลยีสนามแข่งมาไว้ในสิ่งที่ลูกค้าขับได้จริง ด้วยการผสาน อากาศพลศาสตร์จากสนามแข่ง เข้ากับ เครื่องยนต์ V8 ซูเปอร์ชาร์จ 5.2 ลิตร และทำให้คำว่า ‘สมรรถนะ’ ไม่ได้อยู่แค่ในพิทเลน แต่มาถึงมือลูกค้าที่สามารถขับได้บนท้องถนน

Ford Racing 3

วิลล์ ฟอร์ด ผู้บริหารระดับสูงและทายาทรุ่นที่ 4 ได้พาย้อนรำลึกถึงจุดเริ่มต้นในปี 1901 ในวันที่ เฮนรี่ ฟอร์ด คว้าชัยชนะด้วยรถที่เขาเรียกว่า ‘สวีปเทค’ (Sweepstakes) ชัยชนะครั้งนั้นไม่ใช่แค่ถ้วยรางวัล แต่คือเหตุผลที่ฟอร์ดถือกำเนิดขึ้น และในวันนี้การกลับมาใช้ชื่อ ฟอร์ด เรซซิ่ง คือคำมั่นสัญญาที่จะทลายกำแพงระหว่าง ‘วิศวกรรมสนามแข่ง’ และ ‘รถยนต์ที่ลูกค้าขับในชีวิตประจำวัน’ เพื่อให้ดีเอ็นเอแห่งชัยชนะเดินทางไปถึงหน้าบ้านลูกค้าได้จริง

Ford Racing 4

ฟอร์ด แร็พเตอร์ T1+ บทพิสูจน์ความแกร่งบนเวทีแรลลี่สุดโหดในโลก: ขณะที่สปอร์ตไลท์ยังส่องอยู่ในดีทรอยท์ อีกซีกโลกหนึ่ง ความร้อนระอุและฝุ่นทะเลทรายกำลังตัดสินศักดิ์ศรีบนสนามแข่งที่หลายคนยกให้เป็นสนามที่หฤโหดที่สุดอย่างดาการ์ แรลลี่ (Dakar Rally) ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย

Ford Racing 6

ภายในงาน สื่อมวลชน พนักงานฟอร์ด ผู้จำหน่าย รวมถึงแขกผู้มีเกียรติกว่า 200 คนจากทั่วโลก ได้ร่วมรับชมไฮไลต์สุดเข้มข้นจากดาการ์ แรลลี่ (Dakar Rally) ที่แข่งขันระหว่างวันที่ 3-17 มกราคม โดยฟอร์ด เรซซิ่งส่งทัพรถแข่งฟอร์ด แร็พเตอร์ T1+ ลงสนามถึง 8 คัน และเมื่อการแข่งขันอันหฤโหดตลอดสองสัปดาห์จบลง แมทเทียส เอ็กสตร็อม นักแข่งรถแรลลี่ระดับโลกจากทีมแข่งฟอร์ด เรซซิ่ง ปิดฉากการแข่งขันด้วยการคว้าชัยชนะในสเตจสุดท้ายได้สำเร็จ ส่งผลให้ฟอร์ดสามารถคว้าสองรางวัล Overall บนโพเดียมรายการแข่งขันดาการ์ ได้แก่ อันดับที่ 2 ขับโดย นานิ โรมา และผู้นำทาง อเล็กซ์ ฮาโร และอันดับที่ 3 ขับโดย แมทเทียส เอ็กสตร็อม และเอมิล เบิร์กควิสต์ ผู้นำทางสัญชาติสวีเดน นี่คือการประกาศศักดาที่ชัดเจนสำหรับฟอร์ด แร็พเตอร์ T1+ และเป็นสัญญาณว่าฟอร์ด เรซซิ่ง ไม่ได้มาเพื่อลงแข่งเท่านั้น แต่เพื่อ ‘ท้าทายทุกขีดจำกัด’ ในทุกสนาม

Ford Racing 7

ปีที่ ‘ยุ่งที่สุด’ ของฟอร์ด เรซซิ่ง: ฟอร์ด ตอกย้ำความมุ่งมั่นในปีที่ ‘ยุ่งที่สุด’ ด้วยแผนลงชิงชัยในสนามแข่ง 34 รายการทั่วโลก สะท้อนทิศทางเดียวกับการรีแบรนด์ครั้งนี้ เพื่อใช้สนามแข่งเป็นห้องทดลองจริง เพื่อสร้างนวัตกรรมที่จับต้องได้ในรถสำหรับลูกค้าทั่วโลก

ความร่วมมือกับ Red Bull และ Formula 1: หลังจากที่ฟอร์ด เปิดตัวความร่วมมือพัฒนาขุมพลังเครื่องยนต์ ‘เรด บูลล์ ฟอร์ด พาวเวอร์เทรนส์’ (Red Bull Ford Powertrains) สำหรับการแข่งขัน Formula 1 เมื่อปีที่ผ่านมา ที่งานเปิดตัวฤดูกาลการแข่งขันครั้งนี้ ยังสร้างความตื่นเต้นพุ่งทะยานสู่ขีดสุดเมื่อสปอตไลท์ส่องไปที่การเผยโฉมลวดลายรถใหม่สำหรับปี 2026 ของรถแข่งสองทีม ได้แก่ ออราเคิล เรด บูลล์ เรซซิ่ง (Oracle Red Bull Racing) และ วีซ่า แคช แอป เรซซิ่ง บูลส์ (Visa Cash App Racing Bulls) และเจาะลึกรายละเอียดของขุมพลังเครื่องยนต์ที่ฟอร์ดร่วมพัฒนา นี่คือการหวนคืนสู่สังเวียน Formula 1 อย่างเต็มภาคภูมิ หลังห่างหายไปนานกว่า 22 ปี เพื่อพิสูจน์ว่าความเร็วในแบบของฟอร์ด ไม่ได้หยุดอยู่ที่ความแรง แต่คือ ‘นวัตกรรม’ ที่พร้อมท้าทายทุกขีดจำกัด

Ford Racing 8

จากดีทรอยท์และดาการ์… สู่สนามแข่งเมืองไทย: สำหรับแฟนฟอร์ดชาวไทย ความยิ่งใหญ่ระดับโลกนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะดีเอ็นเอของ ฟอร์ด เรซซิ่ง ได้ถูกส่งต่อมายังสนามแข่งในประเทศไทยอย่างเข้มข้น ผ่านกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตของ ฟอร์ด ประเทศไทย:

Ford Racing 9

  • บนทางเรียบ (On-Road): ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัวทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง (FTR) ส่งรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ ลงแข่งในรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ (Thailand Super Series) ตั้งแต่ปี 2563 สร้างความคึกคักให้กับวงการมอเตอร์สปอร์ตในประเทศไทย พร้อมสร้างความภูมิใจแก่ลูกค้าฟอร์ด
  • บนทางฝุ่น (Off-Road): ฟอร์ดสนับสนุนทีม ฟีลลิค อินโนเวชั่น มอเตอร์สปอร์ต ส่งรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ลงแข่งในรายการแรลลี่นานาชาติสุดโหด Asia Cross Country Rally (AXCR) เพื่อพิสูจน์สมรรถนะบนเส้นทางสุดท้าทายหลายรูปแบบในภูมิภาคเอเชีย ตั้งแต่ปี 2566

บทสรุปแห่งจิตวิญญาณ: การแถลงข่าวในครั้งนี้ นับเป็นการสร้างความเชื่อมั่นว่า ทุกหยาดเหงื่อในสนามแข่ง ไม่ว่าจะเป็นที่เลอมังส์ ดาการ์ หรือแม้แต่สนามในประเทศไทย คือห้องทดลองจริง ที่เก็บข้อมูลจริง เพื่อนำมาพัฒนารถที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า “เราไม่ได้แค่ไปร่วมการแข่งขัน แต่เราไปเพื่อชนะ” คำกล่าวนี้คือคำมั่นสัญญาที่ฟอร์ดมอบให้กับแฟนๆ ฟอร์ดและลูกค้าทุกคน ว่ารถฟอร์ดทุกคันที่คุณขับ คือผลผลิตจากจิตวิญญาณนักสู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ของ ฟอร์ด เรซซิ่ง ที่พร้อมจะพาคุณไปสู่ทุกจุดหมายด้วยความภาคภูมิใจ

“ฟอร์ด” ส่งโปรแรงรับต้นปี 2569 ‘NEW YEAR, NEW FORD’ มอบส่วนลดสูงสุด 200,000 บาท!

0
Ford 1

ฟอร์ด ประเทศไทย มอบแคมเปญแรงรับต้นปี ‘NEW YEAR, NEW FORD’ สิทธิพิเศษ! สำหรับลูกค้าครอบครัวฟอร์ด รับส่วนลดมูลค่าสูงสุด 200,000 บาท เพียงเพิ่มเพื่อนใน Ford Line OA @FordThailand และพิมพ์คำว่า FordFamily เพื่อรับรหัสส่วนลด (จำกัด 1 ท่านต่อ 1 รหัส) สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 – 31 มีนาคม 2569

โดยรถยนต์ฟอร์ดที่เข้าร่วมแคมเปญ New Year, New Ford ได้แก่
• ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร – รับส่วนลดพิเศษ 200,000 บาท จำกัด 60 สิทธิ์
• ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร วี 6 หรือ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ตร้า แพ็ค เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร วี 6 – รับส่วนลดพิเศษ 145,000 บาท จำกัด 40 สิทธิ์
• ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไทเทเนี่ยม พลัส รุ่น 4×2 – รับส่วนลดพิเศษ 168,000 บาท จำกัด 30 สิทธิ์
• ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไทเทเนี่ยม พลัส รุ่น 4×4 – รับส่วนลดพิเศษ 200,000 บาท จำกัด 70 สิทธิ์

“ฟอร์ดมุ่งมั่นสร้างประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ง่ายและสะดวกขึ้น พร้อมมอบของขวัญปีใหม่ให้ครอบครัวฟอร์ด ด้วยส่วนลดสูงสุด 200,000 บาท สำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แคมเปญนี้เป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่กำลังมองหารถใหม่ที่เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะ ความปลอดภัย และเทคโนโลยีล้ำสมัย อีกทั้งยังตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย และมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบาย” นายเมธัส ลิขิตสัจจากุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

หมายเหตุ
• การสงวนสิทธิ์: สิทธิ์ราคาพิเศษนี้ สงวนไว้สำหรับลูกค้าสมาชิก Ford Family เท่านั้น โดยลูกค้าจะต้องทำการเพิ่มเพื่อน (Add Friend) ใน Ford Line Official Account (OA) @FordThailand พร้อมพิมพ์คำว่า FordFamily เพื่อรับรหัสส่วนลดราคา มูลค่าสูงสุด 200,000 บาท (จำกัด 1 คนต่อ 1 โค้ด)
• ข้อกำหนดชื่อผู้ซื้อ: ชื่อผู้ซื้อและผู้รับรถยนต์ ต้องตรงกับชื่อที่ลงทะเบียนเป็นสมาชิก Ford Family เท่านั้น ไม่สามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้
• จำนวนสิทธิ์: สิทธิ์ราคาพิเศษมีจำนวนจำกัด และขอสงวนสิทธิ์การให้ส่วนลดราคาตามลำดับก่อนหลังตามข้อมูลในระบบของฟอร์ด (First Come, First Serve)
• ระยะเวลาแคมเปญ: ลูกค้าสามารถทำการจองรถและรับรถได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 31 มีนาคม 2569 เท่านั้น
• เงื่อนไขการซื้อ: การซื้อรถยนต์ภายใต้สิทธิ์นี้จะต้องเป็นไปตามราคาพิเศษที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นการจัดไฟแนนซ์ หรือการซื้อด้วยเงินสด (ไม่สามารถนำส่วนลดมาซับดาวน์ หรือเปลี่ยนเป็นของแถมและอุปกรณ์ตกแต่งอื่นๆได้)
• การรับประกัน: รถยนต์ที่จำหน่ายภายใต้สิทธิ์นี้ยังคงได้รับการรับประกันคุณภาพรถใหม่จากโรงงานเป็นระยะเวลา 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
• การรวมแคมเปญ: ลูกค้าไม่สามารถใช้สิทธิ์ราคาพิเศษนี้ร่วมกับแคมเปญส่งเสริมการขายอื่น ๆ ของบริษัทฯ ได้
• ไม่รวมประกันภัยชั้นหนึ่ง

ลูกค้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ www.ford.co.th เฟสบุคฟอร์ด หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Ford Call Center โทร. 1383

คันเดียวจบ! NEW GWM POER SAHAR DIESEL รถกระบะที่เข้าใจทุกไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่

0
GWM (Thailand) 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส GWM เดินหน้ารุกตลาดรถกระบะในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ยกระดับประสบการณ์การเดินทางผ่าน NEW GWM POER SAHAR DIESEL รถกระบะที่ฉีกกฎเกณฑ์เดิม ๆ ด้วยแนวคิด “คันเดียวจบ ครบทุกไลฟ์สไตล์” ด้วยการผสานสมรรถนะของเครื่องยนต์ดีเซลที่ทรงพลัง ความสะดวกสบายระดับพรีเมียม ความปลอดภัยที่เหนือระดับ และความทนทาน  เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์ตัวตนของผู้ใช้งานยุคใหม่ได้อย่างไร้รอยต่อ

  1. ตอบโจทย์ Urban Outdoor สำหรับครอบครัวยุคใหม่แบบ One Day Trip

GWM (Thailand) 2

การขับรถท่องเที่ยวในระยะทางใกล้ ๆ กลายเป็นกิจกรรมที่ครอบครัวคนไทยชื่นชอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันหยุดสุดสัปดาห์ นอกจากตอบโจทย์การใช้งานในวันธรรมดา NEW GWM POER SAHAR DIESEL ยังเหมาะกับการเดินทางท่องเที่ยวในระยะสั้นสำหรับครอบครัวคนเมืองที่มีเวลาจำกัดแต่ยังต้องการประสบการณ์การเดินทางที่เหนือระดับ ด้วยมิติตัวรถขนาดใหญ่และฐานล้อยาว 3,350 มิลลิเมตร ช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในการจัดเก็บสัมภาระและความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร พร้อมเบาะหลังที่ปรับเอนได้ถึง 33 องศา สามารถรองรับทุกคนในครอบครัวได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้สูงอายุ นั่งสบายในทุกที่นั่ง มอบสัมผัสที่ใกล้เคียงกับการนั่งรถ SUV มากกว่ารถกระบะทั่วไป ภายในตกแต่งอย่างประณีตด้วยวัสดุพรีเมียมและเบาะหนังสังเคราะห์คุณภาพสูง ผสานระบบควบคุม NVH ที่ช่วยลดเสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือนจากภายนอก เพิ่มความเงียบและความนุ่มนวลให้ทุกการเดินทางของครอบครัวเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง เสริมทัพด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกที่ครบครัน อาทิ หน้าจอมัลติมีเดียขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว (สำหรับรุ่น PRO) และ 14.6 นิ้ว (สำหรับรุ่น ULTRA และ ULTRA 4WD) รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวา ระบบปรับอากาศสำหรับที่นั่งด้านหลัง ช่องจ่ายไฟ 220V และแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของครอบครัวคนเมืองยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

  1. พื้นที่บรรทุกกว้างขวาง รองรับทุกอุปกรณ์แคมปิง

GWM (Thailand) 3

สำหรับสายแคมปิงที่หลงใหลการออกทริปไปยังสถานที่ท่องเที่ยวตามต่างจังหวัดเพื่อชื่นชมธรรมชาติ พร้อมอุปกรณ์จำนวนมาก NEW GWM POER SAHAR DIESEL ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับอุปกรณ์ Outdoor ได้หลากหลาย ตั้งแต่เต็นท์ โต๊ะสนาม อุปกรณ์ทำอาหาร จักรยาน ไปจนถึงอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมทางน้ำ พื้นที่ท้ายกระบะสามารถปรับแต่งและติดตั้งอุปกรณ์เสริมสำหรับสายแคมป์ได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นหลังคากระบะ แร็คบรรทุก หรืออุปกรณ์จัดเก็บเพิ่มเติม ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานให้เหมาะกับลักษณะของแต่ละทริป ทั้งการตั้งแคมป์ระยะยาวหรือการเดินทางต่อเนื่องหลายเส้นทาง อีกทั้งเครื่องยนต์ดีเซล 2.4 T ที่ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ถ่ายทอดพลังได้อย่างต่อเนื่อง รองรับทั้งการเดินทางไกล การบรรทุกหนัก และการขับขี่บนเส้นทางที่หลากหลาย เสริมด้วยถังน้ำมันขนาด 78 ลิตร รองรับระยะทางได้มากกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อการเติมหนึ่งถัง ทำให้ทุกทริปเป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีสะดุด

  1. ก้าวข้ามทุกขีดจำกัด พิชิตทุกความท้าทายสไตล์ Off-road

GWM (Thailand) 4

NEW GWM POER SAHAR DIESEL ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ที่ชื่นชอบความท้าทายของการขับขี่ออฟโรดอย่างแท้จริง ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่มีโหมด 2H, 4H และ 4L รองรับสภาพเส้นทางที่หลากหลาย ตั้งแต่ทางลูกรัง ดิน โคลน เส้นทางลำธาร ภูเขาสูงชัน ไปจนถึงการเข้าพื้นที่ธรรมชาติที่ยากลำบาก ด้วยสมรรถนะของเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T ให้พละกำลัง 184 แรงม้า แรงบิดแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร ในช่วง 1,500 – 2,000 รอบ/นาที ช่วยเพิ่มความสามารถในการไต่ทางชันและผ่านอุปสรรค ผสานระยะความสูงใต้ท้องรถ 224 มิลลิเมตร เพิ่มความคล่องตัวในการผจญภัย นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีช่วยเสริมความมั่นใจ ได้แก่ กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา ระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ Body Transparent (ในรุ่น ULTRA และ ULTRA 4WD) และระบบล็อกเฟืองท้ายไฟฟ้า (ในรุ่น ULTRA 4WD) พร้อมดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการควบคุมรถบนเส้นทางที่ท้าทาย

ยนตรกรรมที่ผสานทุกมิติชีวิตไว้ในหนึ่งเดียว

GWM (Thailand) 5

NEW GWM POER SAHAR DIESEL ไม่ได้เป็นเพียงรถกระบะสำหรับใช้งานทั่วไป แต่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์และกิจกรรมที่หลากหลายในปัจจุบัน ถือเป็นเพื่อนคู่ใจในทุกไลฟ์สไตล์ หรือ “The Next Level of Lifestyle Partner” อย่างแท้จริง ตั้งแต่การเป็นรถครอบครัวที่เน้นความสบายสำหรับทริปใกล้ ๆ การออกทริปแคมปิงที่ต้องบรรทุกของจำนวนมาก ไปจนถึงการเป็นรถสายลุยที่พร้อมเผชิญเส้นทางออฟโรดสุดท้าทาย ด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างสมรรถนะ ความอเนกประสงค์ ความปลอดภัย และความสะดวกสบายที่ครบครัน รถยนต์รุ่นนี้จึงสามารถรองรับได้ทุกรูปแบบการเดินทาง ช่วยให้คุณออกไปใช้ชีวิต Outdoor ได้อย่างอิสระโดยไม่มีขีดจำกัด

GWM (Thailand) 10

ไม่ว่าจะเป็นสายชิลล์ สายลุย หรือคนรักกิจกรรม Outdoor ที่อยากออกไปเปิดประสบการณ์การเดินทางในรูปแบบใหม่ NEW GWM POER SAHAR DIESEL พร้อมให้สัมผัสความสะดวกสบายระดับพรีเมียมแต่ยังคงความสนุกในการเดินทาง สมบุกสมบันในสไตล์ออฟโรด ในราคาเริ่มต้นเพียง 849,000 บาท ทดลองขับได้แล้ววันนี้ที่ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GWM application และ https://www.gwm.co.th/ หรือ GWM Contact Center 02-668-8888

 

 

“เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย” เปิดตัว ‘X9 Executive’ รุ่นย่อยใหม่ ‘Special Color Edition’ พร้อมประกาศตรึงราคาทุกรุ่น ในงาน XPENG ROADSHOW 2026 

0
เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย 1

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทค ‘เอ็กซ์เผิง’ ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA คึกคักรับปีใหม่ เปิดตัวรถตู้ไฟฟ้าทรงสปอร์ตอัจฉริยะยอดนิยม สีพิเศษ ‘X9 Executive Special Color Edition’ ประกาศความสำเร็จของ X9 ที่สามารถคว้ายอดจดทะเบียนสะสมอันดับ 1 กลุ่มรถตู้ไฟฟ้าของไทย ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 นอกจากนี้ยังยกทัพ เอ็กซ์เผิง มาครบทุกรุ่น พร้อมนโยบายตรึงราคาแม้โครงสร้างภาษีมีการเปลี่ยนแปลง ในงาน XPENG ROADSHOW 2026 ระหว่างวันที่ 15-18 มกราคม 2569 บริเวณชั้น 1 โซน B ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย 2

อภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย กล่าวว่า “ปี 2568 นับเป็นปี
แห่งความสำเร็จของ เอ็กซ์เผิง ในประเทศไทย ด้วยยอดส่งมอบสะสมกว่า 4,000 คัน ตั้งแต่เริ่มทำตลาดในประเทศไทย สะท้อนความเชื่อมั่นของตลาด ที่มีต่อแบรนด์อย่างชัดเจน ปี 2569 เราพร้อมยกระดับประสบการณ์ AI Mobility ผ่านยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ รุ่น G6 และ X9 อย่างมั่นใจ และขอใช้โอกาสต้อนรับปีใหม่ เปิดตัว ‘X9 Executive Special Color Edition’ เพื่อตอกย้ำความสำเร็จ ในฐานะที่ X9 ครองยอดจดทะเบียนสะสมอันดับ 1 ช่วงครึ่งปีหลัง ในกลุ่มรถตู้ไฟฟ้า

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย 3

สำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจในปี 2569 จะดำเนินการภายใต้กลยุทธ์ ‘The Next Bold Move’ มุ่งเน้น
การเติบโตอย่างรอบด้าน และขยายเครือข่ายการให้บริการสู่ 21 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงยกระดับภาพลักษณ์จากแบรนด์เทคโนโลยี สู่การเป็นแบรนด์ที่ผสานนวัตกรรม ดีไซน์ และไลฟ์สไตล์ เสริมมิติความเป็น Active, Young และ Dynamic ผ่านกิจกรรมไลฟ์สไตล์และกีฬา เพื่อขยายการรับรู้ในวงกว้าง”

++นโยบายตรึงราคา มอบสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อลูกค้าทุกท่าน  

จากกรณีที่ภาครัฐมีการปรับโครงสร้างอัตราภาษี ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์โดยรวม เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย จะยังไม่มีการปรับขึ้นราคาจำหน่ายในช่วงนี้ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้า และการรักษาเสถียรภาพของตลาด พร้อมบริหารจัดการต้นทุนและวางแผนเชิงกลยุทธ์อย่างรอบคอบ เพื่อให้ลูกค้ายังคงสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการของ เอ็กซ์เผิง ได้อย่างต่อเนื่องและมั่นใจ ทั้งนี้ จะมีการติดตามสถานการณ์ต้นทุนและนโยบายภาครัฐอย่างใกล้ชิด โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกค้า และความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาวเป็นสำคัญ

++ X9 Executive Special Color Edition โดดเด่นด้วยสี Matte Gray และล้อดีไซน์พิเศษแบบ Starlight Floating ผสานเทคโนโลยีสุดล้ำ

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย 3

รถตู้ไฟฟ้าทรงสปอร์ตอัจฉริยะ ที่มาพร้อมเฉดสีภายใน Moon Shadow Coffee และ Meteorite Black นั่งสบายด้วยเบาะแถวที่สองแบบโซฟา พร้อมฟังก์ชั่น Zero-Gravity ปรับไฟฟ้าได้ 14 ทิศทางและช่องทางเดินระหว่างเบาะแถวที่สอง รวมถึงที่ชาร์จแบบไร้สาย หนึ่งเดียวในคลาสที่เบาะแถวสามสามารถพับราบด้วยไฟฟ้าเพียงหนึ่งสัมผัส และเทคโนโลยีเลี้ยว 4 ล้อ รัศมีวงเลี้ยวเพียง 5.4 เมตร นับว่าเป็นรถตู้ไฟฟ้าที่คล่องตัวที่สุดเท่าที่เคยมีมา อีกทั้งยังผสานการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800 โวลต์ ที่สามารถชาร์จไฟจาก 10%–80% ได้ในเวลาเพียง 20 นาที รองรับความเร็วในการชาร์จสูงสุดถึง 317 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่ NCM ขนาด 101.5 กิโลวัตต์ ชาร์จไฟเต็มขับได้ไกลสุด 690 กิโลเมตร (NEDC)

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย 5

 ++ G6 ยกระดับมาตรฐานเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ในราคาที่จับต้องได้ เริ่มต้น 1.189 ล้านบาท

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย 6

เอ็กซ์เผิง G6 The NEXT Intelligent SUV ดีไซน์ภายนอกสุดล้ำ คงเอกลักษณ์ Robot Face ด้วย Full-width Integrated Daytime Running Light ด้านหน้า เสริมความสปอร์ตด้วยฝาท้ายดีไซน์แบบ Ducktail
และกันชนท้ายแบบ C-Ring ล้ออัลลอย Five-spoke ขนาด 20 นิ้ว ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800 โวลต์ 5C AI Battery Ultra-fast Charging แบบ LFP ขนาดสูงสุด 80.8  กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับกำลังในการชาร์จแบบกระแสตรง (DC) สูงสุด 451 กิโลวัตต์ สามารถชาร์จจาก 10-80% ในเวลาเพียง 12 นาที ชาร์จไฟเต็มวิ่งได้ไกลสุด 600 กิโลเมตร (NEDC) นับเป็นรุ่นที่ชาร์จเร็วและใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าเอสยูวี ในระดับราคาและขนาดแบตเตอรี่ใกล้เคียงกัน

 ++ สิทธิพิเศษเมื่อจอง เอ็กซ์เผิง ทุกรุ่น ภายในงาน และที่โชว์รูม เอ็กซ์เผิง ทุกสาขา ถึง 31 มกราคมนี้

  • บัตรชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า มูลค่า 20,000 บาท (X9 Executive และ G6 Standard Range)*
  • ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อมพรบ. นาน 1 ปี (G6)* และ 2 ปี (X9)*
  • Wallbox Charger พร้อมติดตั้ง*
  • เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบพกพา*
  • รับประกันคุณภาพรถยนต์ นาน 5 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร*
  • รับประกันแบตเตอรี่ และมอเตอร์ขับเคลื่อน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร*
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี*
  • พิเศษ คะแนนสะสม MOBILIFE 6,000 คะแนน (G6)* และ 9,000 คะแนน (X9)*

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย 9

New G6 Standard Range ราคา 1,189,000 บาท*

New G6 Long Range ราคา 1,349,000 บาท*

New G6 AWD Performance ราคา 1,489,000 บาท*

X9 EXECUTIVE ราคา 2,499,000 บาท*

X9 LUXURY ราคา 2,749,000 บาท*

เชิญสัมผัสและทดลองขับ เอ็กซ์เผิง ทุกรุ่น ได้ที่งาน XPENG ROADSHOW 2026 ระหว่างวันที่ 15-18 มกราคม 2569 ชั้น 1 โซน B ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว และโชว์รูม เอ็กซ์เผิง ทั้ง 15 สาขา ทั่วประเทศ

 

  “GWM” กับยอดขายทั่วโลกทะลุ 1.32 ล้านคัน ในปี 2568 พร้อมกวาด 4 รางวัลระดับนานาชาติ การันตีความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ

0
GWM (Thailand) 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา GWM ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นด้วย ยอดจำหน่ายรวมทั่วโลก 1,323,672 คัน เติบโต 7.33% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สร้างสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ ขณะที่ยอดจำหน่ายรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) อยู่ที่ 403,653 คัน เพิ่มขึ้น 25.44% ทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน และยอดจำหน่ายในตลาดต่างประเทศรวม 506,066 คัน เติบโต 11.68% เมื่อเทียบกับปีก่อน นับเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาล สะท้อนถึงการเติบโตอย่างมั่นคงทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพบนเวทีโลก

GWM (Thailand) 2

นอกจากความสำเร็จด้านยอดขาย GWM ยังคว้า 4 รางวัลอันทรงเกียรติ จากเวที “2025 Gaogong Intelligent Vehicle Industry Summit” ณ เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ได้แก่ รางวัลด้านนวัตกรรมห้องโดยสารอัจฉริยะ (2025 AI Cockpit Innovation Benchmark Award), รางวัล 2025 Mass Production Leadership, รางวัล 2025 AI Chassis Innovation Benchmark และรางวัลด้านการพัฒนาระดับโลก (2025 Global Market Development Pioneer)  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง WEY G9 ที่คว้าไปถึง 2 รางวัลใหญ่ ทั้งในด้านนวัตกรรมห้องโดยสารอัจฉริยะและระบบหน้าจอที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน TÜV สะท้อนถึงมาตรฐานใหม่ของรถหรูอัจฉริยะระดับโลก โดยรางวัลทั้ง 4 นี้สะท้อนถึงความสำเร็จแห่งปี 2568 ด้วยนวัตกรรมที่ล้ำหน้าและคุณภาพที่เหนือกว่าของรถยนต์ของ GWM ได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยมี WEY G9 เป็นรุ่นเรือธงในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ระดับพรีเมียมและสร้างนิยามใหม่ ให้กับยานยนต์อัจฉริยะของโลก

GWM (Thailand) 3

WEY G9* ไฮไลต์แห่งความสำเร็จ

ภายใน 4 รางวัลที่ได้รับ หนึ่งในจุดเด่นที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ WEY G9 รถยนต์ MPV รุ่นเรือธงจาก GWM ที่คว้าไปถึง 2 รางวัลใหญ่ ได้แก่

  • รางวัลด้านนวัตกรรมห้องโดยสารอัจฉริยะ (2025 AI Cockpit Innovation Benchmark Award): จากระบบเสียงพาโนรามา Coffee AI Sound ที่ผสานอัลกอริทึม AI เฉพาะของ GWM เข้ากับฮาร์ดแวร์สมรรถนะสูงและลำโพงประสิทธิภาพสูงกว่า 20 ตำแหน่ง รองรับมาตรฐาน Dolby Atmos เต็มรูปแบบ พร้อมเทคโนโลยีแปลงเสียงสเตอริโอเป็นรอบทิศทางแบบเรียลไทม์ มอบประสบการณ์การฟังดื่มด่ำเสมือนเป็นโรงภาพยนตร์เคลื่อนที่
  • รางวัล 2025 Mass Production Leadership: จากระบบหน้าจอภายใน WEY G9 ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยถือเป็นโซลูชันหน้าจอในรถยนต์ชุดแรกของโลกที่ได้รับการรับรองจาก TÜV Rheinland (องค์กรอิสระที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านการตรวจสอบความปลอดภัย คุณภาพ และมาตรฐานสิ่งแวดล้อม) ทั้งด้านการทำงานแบบไร้การกะพริบ (Flicker-Free) และการปล่อยแสงสีน้ำเงินต่ำ (Low Blue Light) พร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ความละเอียดระดับเรตินา 5K และ 3K (PPI 188 และ 191 ตามลำดับ) เคลือบผิวป้องกันแสงสะท้อนพิเศษ และรองรับมาตรฐานสี P3 Cinema-Grade Wide Color Gamut เพื่อภาพที่คมชัด สีสันสดใส และสบายตาในทุกการใช้งาน มอบประสบการณ์การรับความบันเทิงชมระดับโรงภาพยนตร์ภายในห้องโดยสาร

2 รางวัลนี้นับป็นการตอกย้ำว่า WEY G9 พร้อมแล้วที่จะยกระดับมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถหรูอัจฉริยะระดับโลก และเป็นโมเดลที่จะเข้ามาเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอระดับไฮเอนด์ของ GWM ในอนาคตอันใกล้

GWM (Thailand) 4

มุ่งสู่อนาคตยานยนต์อัจฉริยะและการขยายตลาดทั่วโลก

นอกจาก WEY G9 แล้ว GWM ยังคว้าอีก 2 รางวัลสำคัญ ได้แก่

  • รางวัล 2025 AI Chassis Innovation Benchmark: จากเทคโนโลยี AI Chassis ที่ยกระดับการควบคุมรถยนต์แบบองค์รวม ผสานระบบขับขี่อัจฉริยะ ห้องโดยสาร และการควบคุมยานพาหนะให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ ระบบสามารถประมวลผลแบบเรียลไทม์ ครอบคลุมทั้งการขับเคลื่อน 4 ล้อ เบรก การบังคับเลี้ยว และระบบกันสะเทือน มอบประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือกว่าใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ ความยืดหยุ่นสูง ความสบายเหนือระดับ การทำงานอัจฉริยะ และความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ตอกย้ำบทบาทของ GWM ในการพลิกโฉมยานยนต์จากเพียง “พาหนะเพื่อการเดินทาง” สู่ “ยานยนต์อัจฉริยะในองค์รวม”
  • รางวัลด้านการพัฒนาระดับโลก (2025 Global Market Development Pioneer): จากความสำเร็จของ GWM ในการขยายธุรกิจสู่เวทีสากล ด้วยกลยุทธ์รอบด้านที่ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะ การวิจัยและพัฒนาทั่วโลก และการดำเนินงานเชิงท้องถิ่น ทำให้ GWM สามารถตั้งศูนย์วิจัยและโรงงานผลิตครบวงจรในหลายประเทศ พร้อมยอดขายสะสมทั่วโลกทะลุ 2 ล้านคัน ปัจจุบัน GWM ดำเนินธุรกิจในกว่า 170 ประเทศ และมียอดขายต่างประเทศเติบโตต่อเนื่อง เช่น GWM TANK 300 Hi4-T ที่เปิดตัวในบราซิล GWM POER Hi4-T ที่คว้ารางวัลในออสเตรเลีย GWM P-Series ที่ครองตลาดชิลี และ NEW GWM TANK 300 DIESEL ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศไทย ความสำเร็จนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการส่งออกผลิตภัณฑ์ไปสู่การส่งออกระบบนิเวศภายใต้กลยุทธ์ ONE GWM ที่มุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ของแบรนด์ยานยนต์คุณภาพของจีนบนเวทีโลก

GWM (Thailand) 5

การคว้ารางวัลระดับนานาชาติทั้ง 4 รายการในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการยืนยันถึงศักยภาพด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีอัจฉริยะ และความแข็งแกร่งบนเวทีโลกของ GWM แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงก้าวต่อไปที่ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้น โดย GWM ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและนำเสนอยานยนต์ที่ปลอดภัย ฉลาดล้ำ และใส่ใจผู้ใช้ เพื่อสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

GWM (Thailand) 8

*เทคโนโลยีและคุณสมบัติของรถยนต์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดและเงื่อนไขของแต่ละตลาด