Home Blog Page 14

มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน ร่วมมือ มหิดล เดินหน้าโครงการ สร้างภูมิคุ้มใจ เด็กไทยเข้มแข็ง

0

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานมูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน และ รศ.นพ.อดิศักดิ์  ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชน ในโครงการ “สร้างภูมิคุ้มใจ เด็กไทยเข้มแข็ง เด็กคืออนาคตแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อสร้างรากฐานสำคัญในการส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง และสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ณ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569

ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” ได้ที่ lomhaijai.org และ facebook.com/LomhaijaiFoundation

เอ็มจี ขยายกลุ่มลูกค้าครอบครัว นำ “สถานการณ์จริงในชีวิตประจำวัน” สะท้อนแนวทาง Drive Solution ของ NEW MG S5 EV PLUS ในหลากหลายแง่มุม

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย พลิกมุมมองการสื่อสารยนตรกรรมสู่ไลฟ์สไตล์ยุคปัจจุบัน ผ่านกลยุทธ์ “Visual Metaphor Marketing” หรือการสื่อสารด้วยภาพเปรียบเทียบเชิงไลฟ์สไตล์ พร้อมถ่ายทอดจุดเด่นของ NEW MG S5 EV PLUS ให้อยู่ในบริบทที่ผู้บริโภคคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน โดยนำองค์ประกอบจากไลฟ์สไตล์หลากหลายรูปแบบมาเปรียบเทียบอย่างสร้างสรรค์ เพื่อความชัดเจน และตรงใจผู้บริโภคในทุกช่วงวัย ตอกย้ำการเป็นอีวีมหาชนที่สามารถ Drive Solution ลบข้อกังวลที่ลูกค้าเจอในชีวิตประจำวันได้อย่างตรงจุด ตอบโจทย์ทั้งความสนุกในการขับขี่ และความมั่นใจในทุกเส้นทาง

เอ็มจี ต่อยอดภาพจำของ NEW MG S5 EV PLUS ในการเป็น “อีวีมหาชน” ที่ครองใจครอบครัวยุคใหม่ ผ่านแนวคิดการสื่อสารที่หยิบรูปแบบโฆษณาคุ้นเคยในชีวิตประจำวันมาสร้างสรรค์ใหม่ให้โดดเด่นและน่าสนใจยิ่งขึ้น โดยประยุกต์ใช้แนวทางของผลิตภัณฑ์ FMCG ที่เน้นการสร้าง “ความรู้สึกร่วม” (Emotional Connection) ทำให้ยนตรกรรมรุ่นนี้ สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น ด้วยกลยุทธ์การตลาด Visual Metaphor Marketing” นำจุดเด่นของรถมาเปรียบเทียบกับสิ่งรอบตัวในชีวิตประจำวันในลักษณะ “เข้าใจได้ทันที โดยไม่ต้องอธิบาย” สอดคล้องกับเทรนด์การตลาดยุคใหม่ที่ตรงประเด็น และสร้างการจดจำผ่านประสบการณ์ใกล้ตัวของผู้บริโภค ควบคู่กับการสื่อสารจุดแข็ง “ขับสนุก วิ่งไกล ชาร์จไว นั่งสบาย พร้อม LIFETIME WARRANTY” อย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็น การขับขี่ที่นุ่มนวล ช่วยลดอาการเมารถ และเวียนศีรษะ ทำให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย ขณะเดียวกันยังมาพร้อม ความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก Euro NCAP ซึ่งสร้างความมั่นใจในทุกเส้นทาง ส่วนภายในห้องโดยสารก็ได้รับการออกแบบให้ทันสมัยด้วย หน้าจอขนาดใหญ่และระบบเชื่อมต่อแบบไร้สาย ที่ใช้งานง่าย มองเห็นชัดเจนรอบด้าน และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัลของผู้บริโภคยุคใหม่ นอกจากนี้ยังมี EV LIFETIME WARRANTY ที่พร้อมมอบความอุ่นใจและมั่นใจให้กับผู้ใช้งานในระยะยาวทุก ๆ วัน ทำให้ NEW MG S5 EV PLUS ไม่เพียงแต่โดดเด่นในแง่ของ e-SUV ที่ “ใหญ่ – เย็น – ยาว – เยอะ” แต่ยังสะท้อนบทบาทของแบรนด์ที่เข้าใจผู้บริโภคยุคใหม่ และสามารถเชื่อมโยงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์โดยทำให้ผู้บริโภคเห็นว่า รถคันนี้ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่เป็นคำตอบของชีวิตในทุกวัน พร้อมเป็น Drive Solution ที่มอบแนวทางแก้ปัญหาให้กับทุกคนในครอบครัวในทุกที่นั่งของรถรุ่นนี้ และเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของลูกค้าได้อย่างกลมกลืน

แคมเปญครั้งนี้ เน้นการขยายไปสู่กลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ ในพื้นที่ใหม่ ๆ เพื่อสร้างโอกาสในการแนะนำผลิตภัณฑ์ ผ่านการใช้สื่อที่เข้าถึงชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทั้งในออนไลน์ ออฟไลน์ รวมถึงช่องทางโมเดิร์นเทรดอย่าง Big C กว่า 65 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยจะเป็นกลุ่มครอบครัว ถือเป็นลูกค้าเป้าหมายที่ เอ็มจี ให้ความสนใจ โดยชิ้นงานจะปรากฏอยู่บนป้าย LED ตามแผนกสินค้า (Digital Category Signage) กระจายในแผนกต่าง ๆ อาทิ แผนกผลิตภัณฑ์ความงามและของใช้ส่วนตัว แผนกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกายสำหรับบุรุษ
แผนกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และแผนกเครื่องดื่ม-อาหารเสริมเพื่อสุขภาพและความงาม เป็นต้น รวมถึงจอ LCD TV Signage ภายในสาขา และตู้ชำระเงินอัตโนมัติ (Digital Kiosk) โดยตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์และตลอดเดือนมีนาคม พบว่า มียอดทราฟฟิกรวมทุกสาขาที่เห็นชิ้นงาน NEW MG S5 EV PLUS สูงถึงกว่า 7.4 ล้านครั้ง สร้างยอดลูกค้ามุ่งหวังสูงขึ้นกว่า 160%

นายธนพง พงศ์พานิช ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาดและกลยุทธ์การสื่อสาร บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “สำหรับ NEW MG S5 EV PLUS เราต้องการสื่อสารในมุมที่เข้าใจคนไทยอย่างแท้จริง จึงนำแนวคิดและเทรนด์การตลาดใหม่ ๆ มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้การสื่อสารแบรนด์และผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย เข้าถึงง่าย และสะท้อนไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมเล่าจุดเด่นของตัวรถในหลายแง่มุมอย่างสร้างสรรค์ โดยจุดเริ่มต้นของแคมเปญ เกิดจากการตั้งคำถามว่า “ปัญหาที่ลูกค้าเจอในชีวิตประจำวันคืออะไร” ก่อนที่ เอ็มจี จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาเหล่านั้น เพื่อสร้างและส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่ตอบโจทย์ได้อย่างรอบด้าน ความสำเร็จของแคมเปญนี้ คือ การที่ เอ็มจี ได้นำผลิตภัณฑ์เข้าถึงคนไทยในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ด้วยวิธีการใหม่ ๆ ที่ เอ็มจี ยังไม่เคยทำมาก่อน ทุกแคมเปญที่ เอ็มจี ลงมือทำ จึงไม่เพียงสะท้อนความเป็นสากล แต่ยังต้องตอบโจทย์วิถีชีวิตและความต้องการเฉพาะตัวของคนไทย เพราะ เอ็มจี ต้องการทำให้เห็นว่ารถทุกรุ่นของ เอ็มจี คือ แรงบันดาลใจและส่วนหนึ่งของชีวิต ที่พร้อมเติมเต็มทุกช่วงเวลาให้กับลูกค้าทุกคน”

รถยนต์ไฟฟ้า MAZDA6e ชนะเลิศรางวัล World Car Design of the Year 2026

0

เมื่อผู้คนทั่วโลกต่างยกย่องถึงความสง่างามด้านการออกแบบ ความประณีต เทคโนโลยีอันล้ำสมัย และการคัดสรรด้วยวัสดุคุณภาพระดับพรีเมี่ยม ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้า Mazda6e พิชิตรางวัลอันทรงเกียรติในปีนี้มาครอง นั่นคือ รางวัลรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลก ประจำปี 2026 (2026 World Car Design of the Year – WCDOTY) จากเวทีการประกวด World Car of the Year Awards 2026 ซึ่งจัดขึ้นโดย World Car Awards (WCA) ซึ่งในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ที่รถยนต์จากมาสด้าได้รับรางวัลนี้ ต่อจาก Mazda Roadster (หรือ Mazda MX-5) ในปี 2016 และ Mazda3 ในปี 2020

รางวัลดังกล่าวเริ่มจัดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมกราคมปี 2004 โดยสมาชิกผู้สื่อข่าวสายยานยนต์จากทั่วโลกร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน สำหรับปี 2026 รถยนต์ที่ชนะเลิศ ได้รับการคัดเลือกจากรถยนต์ที่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 90 รุ่น โดยมีผู้สื่อข่าวสายยานยนต์ 98 แห่ง จากทั่วโลก ร่วมเป็นคณะกรรมการผู้ลงคะแนนเสียง ซึ่งผลการตัดสินรอบสุดท้ายได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการโดย WCA เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 (ตามเวลาท้องถิ่น) ณ มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

MAZDA6e (รุ่นสเปกยุโรป)

Mazda EZ-6 / Mazda6e ถือเป็นความท้าทายครั้งใหม่ของมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ในการมุ่งสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้า โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์และนวัตกรรมด้านการออกแบบที่มาสด้าได้สั่งสมมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิดการออกแบบ “KODO — Soul of Motion” และคอนเซ็ปต์ “Authentic Modern” รถรุ่นนี้ผสานความมีชีวิตชีวา ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เข้ากับความล้ำสมัยที่เหมาะกับรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) พร้อมสัดส่วนตัวถังแบบคูเป้ที่สวยงามลงตัว อีกทั้งยังเน้นงานออกแบบเชิงประติมากรรมและความประณีตของงานฝีมือ เพื่อมอบประสบการณ์ “ความสนุกในการขับขี่” แม้จะเข้าสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้า

Mazda EZ-6 เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่เปิดตัวในประเทศจีน เมื่อเดือนตุลาคม 2024 โดยผสานดีไซน์เอกลักษณ์ของมาสด้า เข้ากับสมรรถนะการขับขี่แบบ “Jinba-ittai” (ความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถ) รวมถึงเทคโนโลยีไฟฟ้าและระบบอัจฉริยะจากพันธมิตร*1 ส่วน Mazda6e ได้รับการพัฒนาต่อยอดจาก EZ-6 โดยปรับปรุงให้เหมาะสมกับสมรรถนะและฟังก์ชั่นการใช้งานในแต่ละตลาด เริ่มวางจำหน่ายในยุโรปตั้งแต่เดือนกันยายน 2025 และมีแผนเปิดตัวในออสเตรเลีย กลุ่มประเทศอาเซียน และภูมิภาคอื่น ๆ ในปี 2026 เพื่อตอบสนองความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น สำหรับประเทศไทยรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน ภายใต้ชื่อ The All-Electric Mazda6e และกำลังได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทยอยู่ในขณะนี้

มาสด้าจะยังคงยึดมั่นในคุณค่าหลัก “Radically Human” โดยมุ่งพัฒนา “Joy of Driving” ความสุขในการขับขี่ และส่งมอบ “Joy of Living” ความสุขในการใช้ชีวิต ผ่านประสบการณ์การเดินทางที่สร้างความประทับใจในชีวิตประจำวันให้กับลูกค้าตลอดไป

*1 Chongqing Changan Automobile Co., Ltd.

โค้งสุดท้ายกับโปรมอเตอร์โชว์ จากฮุนได “Hyundai Double Thumbs Up Deal”

0

ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) อัดฉีดแคมเปญ “Hyundai Double Thumbs Up Deal อัปให้สุด สุขคูณสอง” ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2026 ยกทัพข้อเสนอสุดเร้าใจสำหรับลูกค้าที่กำลังมองหารถยนต์คันใหม่ จัดเต็มดีลพิเศษครอบคลุมยนตรกรรมหลายรุ่นยอดนิยมของฮุนได ทั้งในกลุ่ม SUV รถครอบครัว และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า พร้อมเงื่อนไขการเป็นเจ้าของที่เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยส่วนลดสูงสุดถึง 400,000 บาท(1) พร้อมช่วยค่าน้ำมัน / ส่วนลดเพิ่มอีก 30,000 บาท(1) พิเศษสำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์ฮุนไดรุ่นใดก็ได้เฉพาะที่บูทฮุนไดภายในงาน รับทันที Samsung Soundbar มูลค่า 2,990 บาท จำนวนจำกัด สำหรับลูกค้าที่จองรถตั้งแต่วันนี้ – 5 เมษายน 2569 และรับรถภายในวันที่ 30 เมษายน 2569 ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด(1)

ลูกค้าที่มองหา SUV แบบ “ครบ จบ ในคันเดียว” Hyundai all-new SANTA FE Hybrid คือ รุ่นที่ต้องลองสัมผัสในงานนี้ ด้วยดีไซน์ทรง Boxy ทันสมัย ห้องโดยสารขนาดใหญ่แบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง และขุมพลัง Parallel Hybrid ที่ทั้งแรงและประหยัด เหมาะกับครอบครัวยุคใหม่ การันตีด้วยรางวัล BEST HYBRID MID-SIZE SUV UNDER 1,800 c.c. จากเวที CAR & BIKE OF THE YEAR 2026 รวมถึงความสำเร็จระดับโลกกว่า 24 รางวัล ครอบคลุมทั้งด้านดีไซน์ ความปลอดภัย และสมรรถนะ ตอกย้ำความเป็น SUV แห่งปีที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0% ดาวน์ 25% ผ่อนสูงสุด 48 เดือน(1) หรือเลือกรับส่วนลดเงินสดสูงสุด 90,000 บาท(1)  พร้อมช่วยค่าน้ำมันเพิ่ม 30,000 บาท (เฉพาะรุ่น Exclusive และ Prestige) รวมถึงฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี* การรับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กม.(1)  แบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กม.(1)  และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง(1)

Hyundai all-new SANTA FE Hybrid มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย

  • Exclusive (2WD)ราคา 1,599,000 บาท
    ราคาพิเศษหลังหักส่วนลด 1,479,000 บาท (ส่วนลดเงินสด 90,000 บาท และส่วนลดเพิ่มเติม 30,000 บาท)
  • Prestige (2WD)ราคา 1,749,000 บาท
    ราคาพิเศษหลังหักส่วนลด 1,664,000 บาท (ส่วนลดเงินสด 55,000 บาท และส่วนลดเพิ่มเติม 30,000 บาท)
  • Inspiration (4WD)ราคา 1,799,000 บาท
    รับฟรีของขวัญสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Samsung The Movingstyle LSM7F ขนาด 27 นิ้ว มูลค่า 44,990 บาท

ขยับขึ้นสู่ความพรีเมียมระดับแฟลกชิปกับอีกหนึ่งตัวเลือกที่โดดเด่นในกลุ่ม SUV ระดับบน Hyundai PALISADE Diesel D-SUV แฟลกชิป 7 ที่นั่ง ที่มาพร้อมความหรูหราเหนือระดับ และยังการันตีคุณภาพด้วยรางวัล BEST DIESEL SUV UNDER 2,200 c.c. จากเวที CAR & BIKE OF THE YEAR 2026 ตอกย้ำความเป็นที่สุดของ SUV ดีเซลในคลาส ด้วยดีไซน์หรู ห้องโดยสารกว้างขวางระดับ First Class เบาะแถวสองแบบ Captain Seat ปรับไฟฟ้าและระบายอากาศ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.2 ลิตร ให้แรงบิดสูง รองรับทั้งการใช้งานในเมืองและการเดินทางไกลได้อย่างมั่นใจ เสริมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย Hyundai SmartSense และฟีเจอร์อำนวยความสะดวกครบครัน มาพร้อมข้อเสนอ ดอกเบี้ย 0% ดาวน์ 25% ผ่อนสูงสุด 48 เดือน(1) พร้อมช่วยผ่อน 19,000 บาท นาน 10 งวด(1) (รวมมูลค่า 190,000 บาท) หรือเลือกรับส่วนลดเงินสด 300,000 บาท* พร้อมช่วยค่าน้ำมันเพิ่มอีก 30,000 บาท สำหรับทุกรุ่นย่อย ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี(1) รับประกันคุณภาพรถยนต์ยาวนาน 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร(1) และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง(1)

Hyundai PALISADE Diesel มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย

  • Exclusive (2WD) ราคา 2,299,000 บาท

ราคาพิเศษหลังหักส่วนลด 1,969,000 บาท (ส่วนลดเงินสด 300,000 บาท และส่วนลดเพิ่มเติม 30,000 บาท)

  • Prestige (AWD) ราคา 2,499,000 บาท

ราคาพิเศษหลังหักส่วนลด 2,169,000 บาท (ส่วนลดเงินสด 300,000 บาท และส่วนลดเพิ่มเติม 30,000 บาท)

สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ 6 ที่นั่ง 3 แถว Hyundai new STARGAZER รุ่นปรับโฉมใหม่ล่าสุด โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย Hyundai SmartSense ครบครันสูงสุดในคลาสถึง 13 ระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (SCC) พร้อม Stop & Go, ระบบช่วยเตือนและเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติที่ทางแยก (FCA-JT), ระบบเตือนและเบรกขณะถอยรถ (RCCA) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) เพื่อเพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทาง พร้อมรับของขวัญสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Samsung Music Frame HW-LD60D มูลค่า 12,990 บาท (จำนวนจำกัด) ลำโพงดีไซน์กรอบรูปที่ผสานคุณภาพเสียงระดับพรีเมียมเข้ากับงานออกแบบสไตล์โมเดิร์นได้อย่างลงตัว

Hyundai new STARGAZER มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย

  • Trend 6 ในราคา 795,000 บาทพร้อมราคาแนะนำพิเศษ ช่วงเปิดตัว จำนวนจำกัด 719,000 บาท(2) (จำนวนจำกัด)
  • Smart 6 ในราคา 875,000 บาทพร้อมราคาแนะนำพิเศษ ช่วงเปิดตัว จำนวนจำกัด 799,000 บาท(2) (จำนวนจำกัด)

ในกลุ่มรถครอบครัวขนาดใหญ่ Hyundai Staria (Euro 5) MPV ดีไซน์ล้ำภายใต้แนวคิด Space Innovation โดดเด่นด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ รองรับสูงสุด 11 ที่นั่ง พร้อมความสะดวกสบายครบครัน และสมรรถนะเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร ที่ให้การขับขี่นุ่มนวล รองรับทั้งการใช้งานครอบครัวและเชิงธุรกิจได้อย่างลงตัว โดยภายในงานมาพร้อมข้อเสนอที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง ลูกค้าสามารถเลือกรับ ดอกเบี้ย 0% ดาวน์ 25% ผ่อนสูงสุด 48 เดือน(1) หรือโปรโมชันช่วยผ่อนเดือนละ 12,500 บาท นาน 24 งวด(1) รวมมูลค่า 300,000 บาท หรือเลือกรับ ส่วนลดเงินสดสูงสุด 400,000 บาท(1) พร้อมช่วยค่าน้ำมันเพิ่มอีก 30,000 บาท พร้อมสิทธิประโยชน์หลังการขายครบ ทั้งฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี รับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปีเต็ม เพื่อมอบความคุ้มค่าและความมั่นใจในการใช้งานในระยะยาว

Hyundai Staria มีให้เลือก 5 รุ่นย่อย

  • STARIA Essence ราคา 1,499,000 บาท
    ราคาพิเศษหลังหักส่วนลด 1,379,000 บาท (ส่วนลดเงินสด 120,000)
  • STARIA Elite (Euro 5) ราคา 1,659,000 บาท

ราคาพิเศษหลังหักส่วนลด 1,509,000 บาท (ส่วนลดเงินสด 120,000 บาท และส่วนลดเพิ่มเติม 30,000 บาท)

  • STARIA Elite Plus (Euro 5) ราคา 1,899,000 บาท

ราคาพิเศษหลังหักส่วนลด 1,719,000 บาท (ส่วนลดเงินสด 150,000 บาท และส่วนลดเพิ่มเติม 30,000 บาท)

  • STARIA Premium with Power Side Step (Euro 5) ราคา 2,379,000 บาท
    ราคาพิเศษหลังหักส่วนลด 1,949,000 บาท (ส่วนลดเงินสด 400,000 บาท และส่วนลดเพิ่มเติม 30,000 บาท)
  • STARIA Premium with Sunroof with Power Side Step (Euro 5) ราคา 2,419,000 บาท
    ราคาพิเศษหลังหักส่วนลด 1,989,000 บาท (ส่วนลดเงินสด 400,000 บาท และส่วนลดเพิ่มเติม 30,000 บาท)

นอกเหนือจากข้อเสนอสุดคุ้ม ฮุนไดยังเสริมความมั่นใจในการเป็นเจ้าของรถด้วยบริการหลังการขาย myHyundaiCare ที่ดูแลคุณอย่างครบวงจรตั้งแต่วันแรก ด้วยมาตรฐานการตรวจเช็กโดยผู้เชี่ยวชาญ อะไหล่แท้คุณภาพสูง และบริการศูนย์เคลื่อนที่ที่พร้อมดูแลถึงที่ ครอบคลุมกว่า 50 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกการใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่น สะดวกสบาย และอุ่นใจในทุกเส้นทาง มั่นใจได้ว่า Hyundai จะดูแลคุณอย่างต่อเนื่องตลอดการเป็นเจ้าของรถยนต์

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์รถยนต์ฮุนไดแบบครบทุกมิติได้ที่บูทฮุนได หมายเลข A12 ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ตั้งแต่วันนี้ – 5 เมษายน 2569 พบกับไลน์อัปรถยนต์หลากหลายรุ่น พร้อมดีไซน์ เทคโนโลยี และสมรรถนะอย่างใกล้ชิด รวมถึงกิจกรรมภายใต้แนวคิด Year of Football และข้อเสนอสุดพิเศษจากแคมเปญ Hyundai Double Thumbs Up Deal ที่ทำให้การเป็นเจ้าของรถฮุนไดคุ้มค่าและง่ายยิ่งกว่าที่เคย

ติดตามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดข้อเสนอเพิ่มเติมได้ที่ www.hyundai.com/th/th

หมายเหตุ:

  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด และหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
  • จำนวนจำกัด สำหรับลูกค้า 100 ท่านแรก ที่จองรถตั้งแต่วันนี้ – 5 เมษายน 2569 และรับรถภายในวันที่ 30 เมษายน 2569 ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด

สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยคาดการณ์ตลาดยานยนต์ยังทรง พร้อมวอนรัฐออกมาตรการกระตุ้นต่อเนื่อง

0

สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (The Thai Automotive Industry Association : TAIA) ร่วมกับสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (The Thai Automotive Journalists Association : TAJA) จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสื่อมวลชน (TAIA Meets the Press) ในหัวข้อ “เจาะลึกอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” โดยมองแนวโน้มตลาดยานยนต์ปี พ.ศ. 2569 มีแนวโน้มการเติบโตใกล้เคียงกับปีที่แล้ว โดยอาจจะดีขึ้นหากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เผยว่า “ในปี พ.ศ. 2569 คาดการณ์การผลิตรถยนต์ของไทยโดยรวมที่ 1.5 ล้านคัน เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 3.4% โดยแบ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน และผลิตเพื่อส่งออก 950,000 คัน และสำหรับตัวเลขรถจักรยานยนต์ คาดการณ์ยอดผลิตที่ 2 ล้านคัน เติบโตลดลงจากปีที่ผ่านมาประมาณ 4.76 %

ปัจจัยที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปี 2569 มี ดังนี้


ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2569

  • การผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกในปี 2569 ยังคงมีสัดส่วนมากกว่าการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ โดยคาดการณ์ว่าจะอยู่ในระดับมากกว่า 60% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด
  • สัดส่วนการผลิตรถยนต์นั่ง xEV มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มรถยนต์นั่งไฟฟ้า HEV BEV และ PHEV ตามลำดับ คาดว่าสัดส่วนของการผลิตรถยนต์นั่ง XEV จะยังคงสัดส่วนมากกว่าการผลิตรถยนต์นั่ง ICE
  • ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตรถกระบะ 1 ตัน ที่สําคัญของโลก และเป็น Product Champion” ที่สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยเกือบทั้งหมดเป็นรถยนต์กระบ ICE ซึ่งยังสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและนอกประเทศได้ดี
  • ด้านกำลังซื้อภายในประเทศ ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากจากหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียของสินเชื่อยานยนต์ที่คงตัวอยู่ในระดับสูง (โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์กระบะ) ส่งผลให้สถานบันการเงินยังคงความเข็มงวดในการปล่อยสินเชื่อต่อไปอีกระยะหนึ่ง และคาดว่าจะทำให้ตลาดรถยนต์กระบะมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้
  • การส่งออกรถยนต์ในปี 2569 มีแนวโน้มคงตัวในระดับใกล้เคียงกับปีที่แล้ว โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและมลพิษของประเทศคู่ค้า รวมถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

ความท้าทายต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และข้อเสนอแนะ

  1. ผลกระทบจากปัญหาสงครามในภูมิภาคตะวันออกลาง
  • การส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ไปยังตะวันออกกลางหยุดชะงัก จากการปิดเส้นทางการขนส่งสินค้าสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ โดยในปี 2568 ไทยส่งออกรถยนต์ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางสูงถึง 200,000 คัน คิดเป็น 21% ของการส่งออกทั้งหมดและเป็นตลาดสำคัญอันดับที่ 3 ของไทย โดยคาดการณ์ผลกระทบได้คือ

ผลกระทบระยะสั้น

  • ภาคอุตสาหกรรมอาจเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน ค่าเรือขนส่ง(Freight) ค่าระวางเรือ และค่าเบี้ยประกันภัยที่ปรับสูงขึ้น
  • การขาดแคลนพลังงาน และต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นฉับพลัน ส่งผลต่อกระบวนการผลิตที่อาจหยุดชะงัก รวมถึงต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น

ผลกระทบระยะกลาง – ยาว

  • หากสงครามยืดเยื้อ อาจก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายประเทศต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวและกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง
  1. มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานเชื้อเพลิงในยานยนต์ใหม่ (New Vehicle Efficiency Standard : NVES) ของประเทศออสเตรเลีย โดยมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2568 ซึ่งจะมีความเข้มงวดมากขึ้นในปีนี้ ส่งผลให้ผู้ส่งออกรถยนต์จากประเทศไทยจำเป็นพิจารณารถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น HEV PHEV หรือ BEV เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด
  2. โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่สำหรับยานยนต์ เริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์จำเป็นต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์และปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวทางของโครงสร้างภาษีฉบับใหม่ ทั้งการลดการปล่อย CO2 การติดตั้งระบบความปลอดภัยขั้นสูง ADAS รวมถึงการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตในประเทศ

นอกจากนี้ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้เสนอมาตรการต่อภาครัฐ ดังนี้

  1. เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง สมาคมฯ ขอให้ภาครัฐมีมาตรการส่งเสริมและกระตุ้นตลาดรถยนต์ภายในประเทศ เพื่อทดแทนปริมาณรถยนต์ที่ไม่สามารถส่งออกไปยังตะวันออกกลางได้ รวมถึงมีมาตรการเยียวยาผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม
  2. เพื่อเป็นการรักษาตลาดส่งออกรถยนต์สำคัญของไทยอย่างภูมิภาคออสเตรเลียและโอเชียเนีย สมาคมฯขอให้ภาครัฐหาโอกาสเจรจาเพื่อชะลอหรือผ่อนผัน การบังคับใช้มาตรการ NVES เพื่อให้ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศไทยมีเวลาปรับตัว
  3. มาตรการกระตุ้นยอดขายในประเทศ

3.1. มาตรการระยะสั้น เช่น

3.1.1. มาตรการด้านภาษี: การใช้กลไกการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ การหักค่าใช้จ่ายเงินได้นิติบุคคล สำหรับการซื้อรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ เพื่อจูงใจการซื้อรถยนต์

3.1.2. มาตรการด้านสินเชื่อ: ผ่านการผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อสำหรับกู้ซื้อรถ

3.1.3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ: กระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐผ่านงบประมาณประจำปี

3.1.4. มาตรการเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานภาครัฐ ให้รวมถึงรถยนต์ XEV ทุกชนิด และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

3.2  มาตรการระยะกลาง – ยาว

3.2.1. มาตรการ สนับสนุนการผลิตภายในประเทศทดแทนการส่งเสริมการนําเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ โดยขอให้มีการกําหนดโครงสร้างภาษีสรรพสามิตตาม
สัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (LOCAL CONTENT) และลดหรือยกเว้นอากรนําเข้าชิ้นส่วนสําคัญสําหรับรถยนต์ไฟฟา xEV ในระยะต้นของการผลิตสําหรับ
ชิ้นส่วนทีไม่มีผู้ผลิตในประเทศไทย

3.2.2. มาตรการยกระดับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริม การเปลี่ยนผ่านของผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ

3.2.3.เร่งรัดการเจรจาข้อตกลง FTA โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพในการส่งรถยนต์จากประเทศไทย

โดยคาดหวังว่ามาตรการเหล่านี้ จะสามารถกระตุ้นตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ปีนี้ และปีต่อๆไป ให้ฟื้นตัวไปสู่ระดับปกติ และดียิ่งขึ้นต่อไป

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการมอบรางวัล “TAIA-AIC Traffic Safety Awards 2025” หรือโครงการประกวดมาตรการองค์กรส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน โดยสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้มอบรางวัลให้แก่บริษัทผู้ผลิตยานยนต์จำนวน 12 บริษัท เพื่อเป็นการยกย่องและส่งเสริมว่าบริษัทดังกล่าว ได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยทางถนนต่างๆอย่างเป็นรูปธรรม”

BYD HYROX Bangkok ปิดฉากการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ยอดนักแข่งทะลุ 17,500 คน

0

BYD HYROX Bangkok ปิดฉากการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอย โดยเนรมิต ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) ให้กลายเป็นสังเวียนทดสอบขีดความสามารถของเหล่าคนรักการออกกำลังกายในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา การแข่งขันซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 มีนาคม 2026 ตลอดสามวันเต็ม นับเป็นการแข่งขัน HYROX ที่ยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จที่สุดเท่าที่เคยจัดในกรุงเทพฯ โดยมีนักกีฬาและผู้ชมนับหมื่นคนเข้าร่วมประชันความแข็งแกร่ง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความมุ่งมั่น และพลังของคอมมูนิตี้สายฟิตเนส

เสียงดนตรีดังกึกก้องทั่วสนาม ผสานกับเสียงเชียร์จากทุกทิศทาง และภาพนักกีฬาที่ทยอยเข้าเส้นชัยในช่วงเวลาแห่งความสำเร็จและความท้าทาย หลอมรวมเป็นพลังที่ปกคลุมทั่ว BITEC ตลอดสุดสัปดาห์ของการแข่งขัน โดยตลอดทั้งงานมีผู้ชมมากกว่า 21,250 คนเข้าร่วม เพื่อร่วมให้กำลังใจครอบครัว เพื่อน และคนใกล้ชิด

BYD HYROX Bangkok 2026: ยกระดับสู่หมุดหมายใหม่ของการแข่งขันฟิตเนสระดับโลก 

การแข่งขัน BYD HYROX Bangkok 2026 ภายใต้การสนับสนุนจาก BYD ผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก ในฐานะพันธมิตรยานยนต์ระดับภูมิภาคและผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จครั้งสำคัญของ HYROX ในกรุงเทพมหานคร โดยในปีนี้มีนักกีฬาตบเท้าเข้าร่วมชิงชัยตลอดทั้ง 3 วัน รวมกว่า 17,500 คน ซึ่งมากกว่ายอดผู้เข้าแข่งขันจำนวน 8,700 คนในการเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมาถึงเท่าตัว โดยยอดผู้เข้าร่วมที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 100% ในครั้งนี้ นับเป็นการสร้างสถิติใหม่ของจำนวนผู้สมัครเข้าแข่งขัน HYROX ในระดับภูมิภาคอย่างเป็นทางการ

เหล่านักกีฬาจากประเทศไทยและทั่วทุกมุมโลกต่างร่วมลงสนามแข่งขัน โดยครอบคลุมทั้งประเภทเดี่ยว (Singles) คู่ (Doubles) ทีมผลัด (Relay) และประเภท Adaptive ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปิดกว้าง ความหลากหลาย และเสน่ห์ในระดับสากลของรูปแบบการแข่งขัน HYROX โดยในประเภทเดี่ยว ผู้เข้าแข่งขันต่างมุ่งสร้างผลงานที่ดีที่สุดของตนเอง ขณะที่การแข่งขันประเภทคู่และทีมผลัดเปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันรวมพลังเป็นทีมเพื่อก้าวผ่านความท้าทายร่วมกัน ส่งผลให้ยอดผู้เข้าแข่งขันรวมพุ่งสู่หลักหมื่น พร้อมสร้างบรรยากาศการแข่งขันที่คึกคักตลอดงาน

“กระแสตอบรับตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานับเป็นปรากฏการณ์อันน่าทึ่ง” William Petty ผู้จัดการฝ่ายอีเวนท์ ของ HYROX ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว “การได้เห็นนักกีฬากว่า 17,500 คนรวมตัวกันภายใน BITEC ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ HYROX ในกรุงเทพฯ ทั้งในด้านความเข้มข้นของการแข่งขัน จำนวนผู้เข้าร่วม และพลังอันยอดเยี่ยมจากทั้งนักกีฬาและผู้ชม ล้วนตอกย้ำถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของกีฬาประเภทนี้ในภูมิภาค ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี กรุงเทพฯ ได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันที่น่าตื่นเต้นและน่าจับตามองบนปฏิทินการแข่งขันของ HYROX APAC พลังขับเคลื่อนจากคอมมูนิตี้ฟิตเนสในท้องถิ่นนับเป็นแรงผลักดันสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทโดดเด่นยิ่งขึ้นบนเวทีโลกของ HYROX”

นอกเหนือจากการแข่งขันในสนามแล้ว BYD HYROX House ยังช่วยเติมเต็มประสบการณ์ของงานตลอดช่วงสุดสัปดาห์ โดยโซนกิจกรรมสไตล์เฟสติวัลแห่งนี้ได้กลายเป็นจุดรวมตัวของนักกีฬา กองเชียร์ และครอบครัว ที่มาร่วมพักผ่อนและใช้เวลาร่วมกัน ภายในประกอบด้วยการแสดงสดจากศิลปินชื่อดัง อย่าง TWOPEE และ GAVIN:D รวมถึงดนตรีจากดีเจ อาหารและเครื่องดื่มที่คัดสรรมาอย่างดี ตลอดจน Singha Sparkling Recovery Lounge ซึ่งให้บริการซาวน่าอบไอน้ำ บ่อแช่น้ำร้อนและน้ำเย็น ไปจนถึงนวัตกรรมรองเท้านวดระบบแรงดัน เพื่อให้นักกีฬาสามารถผ่อนคลายและฟื้นฟูร่างกายได้อย่างต่อเนื่องหลังเสร็จสิ้นการแข่งขัน

จุดประกายการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ในวงการฟิตเนส 

หลังการเปิดตัวในปี 2017 โดย Christian Toetzke และ Moritz Fürste ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเพียง 650 คน HYROX ได้เติบโตอย่างรวดเร็วจนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในการแข่งขันฟิตเนสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ภายใต้แนวคิด “The Fitness Race for Everybody” ที่มุ่งให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม ขณะเดียวกัน HYROX ยังมีความแตกต่างจากการแข่งขันกีฬาประเภท Endurance แบบดั้งเดิมหรือกิจกรรมฟิตเนสในระดับท้องถิ่น ด้วยการดำเนินการแข่งขันภายใต้รูปแบบมาตรฐานเดียวกันในทุกสนามทั่วโลก เพื่อให้มั่นใจว่านักกีฬาจะได้ลงแข่งขันในโครงสร้างการแข่งขันที่เหมือนกันในทุกรายการ

ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันในประเภทโปร (Pro) แบบทีมผลัด (Relay) หรือประเภท Adaptive ผู้เข้าแข่งขันทุกคนล้วนต้องเผชิญกับรูปแบบการแข่งขันเดียวกัน โดยการแข่งขันประกอบด้วยการวิ่งระยะทาง 1 กิโลเมตร จำนวน 8 รอบ สลับกับสถานีออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนัลในแต่ละรอบ

โดยลำดับสถานีตามมาตรฐานการแข่งขัน ประกอบด้วย:

  • SkiErg (เครื่องสกี) 1,000 ม.
  • Sled pull (ดึงเลื่อน) 50 ม.
  • Sled push (ผลักเลื่อน) 50 ม.
  • Burpee broad jumps (เบอร์ปี้กระโดดไกล) 80 ม.
  • Rowing (เครื่องพาย) 1,000 ม.
  • Farmers carry (แบกน้ำหนัก) 200 ม.
  • Sandbag lunges (ลันจ์พร้อมกระสอบทราย) 100 ม.
  • Wall balls (ขว้างบอลผนัง) 100 ครั้ง

การเตรียมตัวฝึกในสไตล์ HYROX ได้จุดประกายวัฒนธรรมการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วประเทศไทย ส่งผลให้ยิมและฟิตเนสหลายแห่งเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ HYROX Training Club อย่างเป็นทางการ เพื่อรองรับความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้ประเทศไทยมี HYROX Training Club จำนวนกว่า 150 แห่ง จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงการแข่งขันรายการหนึ่ง วันนี้ HYROX ได้ยกระดับสู่ปรากฏการณ์ทางสังคมที่ขับเคลื่อนโดยพลังของคอมมูนิตี้ และกำลังพลิกโฉมวงการฟิตเนสในภูมิภาคนี้อย่างมีนัยสำคัญ

แม้ HYROX จะเป็นพื้นที่ที่ต้อนรับ “Everyday Athletes” หรือนักกีฬาในทุกระดับความสามารถ แต่ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมายังได้เผยให้เห็นผลงานอันยอดเยี่ยมของเหล่านักกีฬาจากประเภทโปร (Pro) ที่ต่างแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อช่วงชิงสิทธิ์ผ่านเข้ารอบสู่การแข่งขันชิงแชมป์โลก PUMA HYROX World Championships 2026 ณ กรุงสตอกโฮล์ม

สรุปรายชื่อผู้คว้าชัยชนะที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นประจำสุดสัปดาห์นี้:

ประเภทเดี่ยวโปร (Singles Pro)

HYROX Pro Men: Dexter Buchanan จาก New Zealand ทำเวลาสุทธิไป 56:48 นาที

HYROX Pro Women: Tanja Stroschneider จาก Austria  ทำเวลาสุทธิไป 1:03:16 ชั่วโมง

ประเภทคู่โปร (Doubles Pro)

HYROX Pro Doubles Men: James Hogg และ Luke Hastings จาก Great Britain และ Australia ทำเวลาสุทธิไป 55:33 นาที

HYROX Pro Doubles Women: Maire Mc Ginley และ Rachel O’Connor จาก Ireland และ Great Britain ทำเวลาสุทธิไป 57:42 นาที

หลังปิดฉากสุดสัปดาห์แห่งความยิ่งใหญ่ลงอย่างงดงาม BYD HYROX Bangkok 2026 ได้สร้างความสำเร็จที่ไม่อาจปฏิเสธได้ วันนี้การแข่งขันฟิตเนสระดับโลกไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ที่ได้รับความนิยมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับคอมมูนิตี้สายฟิตเนสในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง ในขณะที่เหล่านักกีฬาเริ่มกลับเข้าสู่ยิมเพื่อฟื้นฟูร่างกาย เสริมสร้างความแข็งแกร่ง และเตรียมความพร้อมสำหรับความท้าทายครั้งใหม่ สิ่งนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่า HYROX ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขัน แต่คือคอมมูนิตี้ระดับโลกที่หลอมรวมเป็นหนึ่งด้วยหยาดเหงื่อ พลังใจ และการมุ่งมั่นพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นและการลงทะเบียนซื้อบัตร โปรดเยี่ยมชม https://hyroxthailand.com/

เอ็มจี เผยยอดจองครึ่งงานมอเตอร์โชว์ กว่า 5,000 คัน พร้อมทยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้าในเดือนเมษายน

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผยความสำเร็จในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในช่วงงานมอเตอร์โชว์ กับกระแสตอบรับที่ร้อนแรงจากผู้บริโภคชาวไทย ด้วยยอดจองกว่า 5,000 คัน โดย NEW MG S5 EV และ NEW MG4 MY2026 มียอดจองคิดเป็นสัดส่วนกว่า 71% ในขณะที่ MG IM5 สร้างปรากฏการณ์ด้วยยอดจองคิดเป็นสัดส่วนกว่า 10% ภายหลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Motor Show 2026 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ เอ็มจี พร้อมกันนี้ บริษัทฯ เตรียมทยอยส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป 

หลังจากการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ของ เอ็มจี อย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสความสนใจจากลูกค้าและผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้า 100% พุ่งสูงเกินความคาดหมาย โดย NEW MG S5 EV และ NEW MG4 MY2026 ถือเป็นรุ่นยอดนิยมในงานที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่มั่นใจ และครอบคลุมในชีวิตประจำวัน โดยมียอดจองรวมทั้งสองรุ่นมากกว่า 3,500 คัน ซึ่งจะเริ่มทยอยส่งมอบให้แก่ลูกค้าตั้งแต่เดือนเมษายน เป็นต้นไป 

ในขณะเดียวกัน MG IM5 รถพรีเมียมอีวีอัจฉริยะที่ได้รับการยอมรับในฐานะ The 1st Premium Intelligent e-Sedan” โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่สวยงาม เทคโนโลยีล้ำสมัย และการขับขี่ที่คล่องตัว ตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่มลูกค้ายุคใหม่ได้อย่างครบถ้วน ด้วยคุณสมบัติที่เหนือกว่า ทำให้ MG IM5 มียอดจองรวมเกือบ 500 คัน โดยการส่งมอบรถให้แก่ลูกค้ากลุ่มแรกจะเริ่มขึ้นในช่วงต้นเดือนเมษายน และคาดว่าจะสามารถส่งมอบรถในกลุ่มแรกได้ทั้งหมดภายในเดือนกรกฎาคมนี้

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บริษัทฯ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าชาวไทย ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าของ เอ็มจี มียอดจองสูงเกินเป้าที่วางไว้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ เอ็มจี และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทฯ มีการเร่งสายการผลิตทุกรุ่นที่ผลิตในไทย เพื่อให้สามารถส่งมอบรถให้ลูกค้าได้ตามปริมาณความต้องการ ในส่วนของ MG IM5 เอ็มจี ได้เตรียมแผนนำเข้ารถเพิ่ม เพื่อให้สามารถเริ่มส่งมอบรถให้ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายนนี้ เป็นต้นไป บริษัทฯ ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความสนใจและไว้วางใจในแบรนด์ เอ็มจี เราพร้อมส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ล้ำสมัย และมุ่งมั่นเดินหน้าสู่อนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างมั่นคง”

ผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสและทดลองขับยนตรกรรมทุกรุ่น พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษของ เอ็มจี ได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 5 เมษายน นี้ ณ บูธ เอ็มจี หมายเลข A08 อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และที่โชว์รูม เอ็มจี ทั้ง 125 แห่งทั่วประเทศ

ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ กวาดยอดจองกว่า 150 คัน ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

0

ฟอร์ด ประเทศไทย สร้างกระแสในตลาดรถกระบะอีกครั้ง กับ ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ที่สุดแห่งรถกระบะ ที่ไม่เพียงสร้างนิยามใหม่ ‘โหดได้เรื่อง ดุได้ใจ!’ ให้กับตลาด แต่ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับวงการรถกระบะไทยอย่างต่อเนื่อง หลังเปิดราคาอย่างเป็นทางการที่ 1,599,000 บาท บาท และได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างล้นหลาม โดยมียอดจองสะสมแล้วกว่า 150 คัน ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าชาวไทยที่มีต่อสมรรถนะอันแข็งแกร่ง เทคโนโลยีล้ำสมัย และความคุ้มค่าในการใช้งานของรถกระบะฟอร์ด

“ฟอร์ดขอขอบคุณลูกค้าที่ให้ความสนใจฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ กระแสตอบรับที่แข็งแกร่งภายในงานครั้งนี้ สะท้อนถึงความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ฟอร์ด และความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์ของเราในตลาดรถกระบะเมืองไทย ฟอร์ดยังคงมุ่งมั่นนำเสนอนวัตกรรม และยกระดับมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในทุกมิติ” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ โดดเด่นด้วยสมรรถนะที่พร้อมลุยในทุกสถานการณ์ รองรับทั้งการใช้งานเชิงพาณิชย์ การเดินทางผจญภัย และการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว ด้วยความสามารถในการลากจูงสูงสุด 4,500 กิโลกรัม น้ำหนักรถรวมบรรทุกสูงสุด หรือ GVM (Gross Vehicle Mass) 4,500 กิโลกรัม และน้ำหนักรถรวมบรรทุกพร้อมลากจูงสูงสุด หรือ GCM (Gross Combine Mass) 8,000 กิโลกรัม ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการพละกำลังและความทนทานในระดับสูงสุด

ลูกค้าสามารถชมตัวจริงของรถ ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ และทัพรถยนต์ยอดนิยมของฟอร์ด พร้อมข้อเสนอสุดเร้าใจได้ที่บูธ A2 ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน พ.ศ. 2569

 

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ford.co.th  เฟสบุคฟอร์ด หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Ford Call Center โทร. 1383

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดจองสิทธ์แคมเปญ MB Tires “เปลี่ยนยางฯ 4 เส้น จ่ายเพียง 3 เส้น” ครอบคลุมยางรถยนต์แบรนด์ชั้นนำระดับโลก ตั้งแต่วันที่ 1 – 10 เมษายนนี้

0

เมอร์เซเดสเบนซ์ ประเทศไทย จัดแคมเปญพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม MB Tires กับข้อเสนอ เปลี่ยนยางฯ 4 เส้น จ่ายเพียง 3 เส้น* ชวนลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกรุ่น
ทุกช่วงอายุรถยนต์ เข้ารับบริการเปลี่ยนยางรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่พัฒนาร่วมกับผู้ผลิตยางรถยนต์ระดับโลก อาทิ มิชลิน (Michelin) พิเรลลี่ (Pirelli) คอนติเนนทอล (Continental) กู๊ดเยียร์ (Goodyear) บริดจสโตน (Bridgestone) และโยโกฮามา (Yokohama)

 

โดยเปิดให้ลูกค้าจองสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 10 เมษายน 2569 และสามารถใช้สิทธิ์ในการเข้ารับบริการได้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการที่เข้าร่วมแคมเปญ MB Tires จำนวน 38 แห่ง พร้อมรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

  • ฟรี! ค่าแรงเปลี่ยนยาง 4 เส้น*
  • ฟรี! บริการสลับยาง 1 ครั้ง ที่ศูนย์บริการฯ
  • ฟรี! ของขวัญจากผู้ผลิตฯ ยาง* (สินค้ามีจำนวนจำกัด)
  • การรับประกันยาง บาด บวม แตก ตำ 1 ปี* (เฉพาะยี่ห้อที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้เท่านั้นและเป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของผู้ผลิตฯ ยางรถยนต์แต่ละราย)
  • พิเศษ! แบ่งชำระ 0% 10 เดือน* เมื่อมียอดค่าใช้จ่าย 30,000 บาทขึ้นไป ผ่านบัตรเครดิต
    ยูโอบีเมอร์เซเดส

 

*เงื่อนไขและรายละเอียดเพิ่มเติม 

  • สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองสิทธิ์เปลี่ยนยางรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ จำนวน 4 เส้น เฉพาะยี่ห้อ Michelin, Pirelli, Continental, Goodyear, Bridgestone, Yokohama ที่ศูนย์บริการฯ ที่เข้าร่วมโปรแกรม MB Tires  ตั้งแต่ 1 เม.ย. 69 – 10 เม.ย. 69 และชำระค่าใช้จ่ายภายในระยะเวลาตั้งแต่ 1 เม.ย. 69 – 30 มิ.ย. 69
  • ลูกค้าสามารถจองสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 69 – 10 เม.ย. 69 (ศูนย์บริการยางฯ 38 แห่งทั่วประเทศ)
  • สามารถใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 69 – 30 มิ.ย. 69 ณ ศูนย์บริการยางฯ ที่จองสิทธิ์ไว้เท่านั้น
  • ยางที่แถมจะเป็นยางรุ่นและขนาดเดียวกันกับยางที่ลูกค้าชำระค่าใช้จ่าย และ/หรือยางที่ราคาขายแนะนำ
    ถูกที่สุด
  • การสนับสนุน 1 สิทธิ์ สามารถใช้ได้เพียง 1 ครั้งต่อหมายเลขตัวถังเท่านั้น
  • สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถแลกเปลี่ยน หรือทอนเป็นเงินสดได้
  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด กรณีมีข้อโต้แย้ง การตัดสินของบริษัทฯ ถือเป็นที่สิ้นสุด
  • โปรดตรวจสอบรายละเอียดแคมเปญได้ ณ ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ

 

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ที่เข้าร่วมแคมเปญยางทั้ง 38 แห่ง ทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือโทร 1250 และติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

ปอร์เช่ ประเทศไทย คว้ารางวัล The Most Exciting SUV EV ในงานมอเตอร์โชว์ 2026 ตอกย้ำความสำเร็จการเปิดตัวคาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่

0

ปอร์เช่ ประเทศไทย ตอกย้ำความสำเร็จในการเปิดตัวคาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ (The new Cayenne Electric) ด้วยรางวัล The Most Exciting SUV EV จากงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 โดยบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โดยการเปิดตัวของคาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ สะท้อนถึงการก้าวสู่บทใหม่ของปอร์เช่ ด้วยการนำเสนอ SUV พลังงานไฟฟ้าที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการใช้งานบนท้องถนน ผสานสมรรถนะการขับขี่อันเร้าใจ ความมั่นใจในทุกเส้นทาง ตลอดจนความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางระยะไกล

คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ เติมเต็มตัวเลือกในตระกูลคาเยนน์อย่างสมบูรณ์ ทำให้ครอบคลุมทั้งขุมพลังไฟฟ้า ไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาป ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการนำเสนอความหลากหลายของยนตรกรรมปอร์เช่โดยเปิดตัวทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่ คาเยนน์ อิเล็กทริค (Cayenne Electric) คาเยนน์ เอส อิเล็กทริค (Cayenne S Electric) และคาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค (Cayenne Turbo Electric) ที่ได้นำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยังได้รับรางวัล The Most Exciting SUV EV สะท้อนถึงความโดดเด่นทั้งด้านสมรรถนะและนวัตกรรม

คาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค ให้กำลังสูงสุดถึง 850 กิโลวัตต์ (1,156 แรงม้า) พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,500 นิวตันเมตร ในโหมด Launch Control อัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 2.5 วินาทีและความเร็วสูงสุดที่ 260 กม./ชม. ระยะทางการขับขี่รวมตามมาตรฐาน WLTP สูงสุด 623 กิโลเมตร พร้อมองค์ประกอบแอโรไดนามิกแบบแอคทีฟ ได้แก่ ช่องรับอากาศด้านหน้าที่เปิด-ปิดได้ สปอยเลอร์หลังคาแบบปรับองศาอัตโนมัติ และแผง Aeroblades แบบแอคทีฟด้านท้าย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ พร้อมคงเอกลักษณ์สมรรถนะของปอร์เช่

คาเยนน์ เอส อิเล็กทริค มอบพละกำลังสูงสุด 490 กิโลวัตต์ (666 แรงม้า) พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,080 นิวตันเมตร ในโหมด Launch Control สามารถเร่งความเร็วจาก 0–100 กม./ชม. ได้ใน 3.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดที่ 250 กม./ชม. พร้อมระยะทางขับขี่สูงสุดตามมาตรฐาน WLTP ถึง 653 กิโลเมตร

รางวัล The Most Exciting SUV EV ตอกย้ำถึงความสำเร็จในการเปิดตัวคาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ โดยสะท้อนให้เห็นถึงความโดดเด่นของคาเยนน์รุ่นใหม่นี้ ทั้งในด้านดีไซน์ สมรรถนะการขับขี่ และเทคโนโลยีล้ำสมัย เติมเต็มทางเลือกขุมพลังของคาเยนน์ให้ครบทั้ง 3 ระบบขับเคลื่อน ควบคู่ไปกับคาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นปี 2026 ที่ประกอบในภูมิภาค  ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการนำเสนอความหลากหลายของยนตรกรรมปอร์เช่

ร่วมสัมผัสจิตวิญญาณ “Porsche. There is no substitute.” ผ่านยนตรกรรม SUV พลังงานไฟฟ้าที่ผสานทุกมิติของความเป็นปอร์เช่ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมด้วยรถยนต์สปอร์ตครบทุกรุ่นจากปอร์เช่ พร้อมสิทธิพิเศษอีกมากมายได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ตั้งแต่วันนี้ถึง 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี