Home Blog Page 15

วิริยะประกันภัย คว้า 2 รางวัล “สุดยอดแบรนด์ – องค์กร” ที่น่าเชื่อถือสูงสุด ยืนหนึ่งผู้นำแบรนด์ประกันภัยไทย จากผลสำรวจนิตยสาร BrandAge

0

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนายธนเดช กุลปิติวัน บรรณาธิการบริหารนิตยสาร BrandAge ร่วมแสดงความยินดีกับ นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในโอกาสเข้ารับรางวัล “2026 Thailand’s Most Admired Brand” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 23 (2004-2026) จากผลวิจัยความนิยมโดยนิตยสาร BrandAge ที่ศึกษาความคิดเห็นของผู้บริโภคทั่วประเทศ ร่วมกับคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ สะท้อนความไว้วางใจของผู้บริโภคที่เชื่อมั่นให้วิริยะประกันภัยดูแลความเสี่ยงในทุกสถานการณ์ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังได้รับรางวัล “2025-2026 Thailand’s Most Admired Company” โดยได้รับรางวัลดังกล่าว เป็นครั้งที่ 5 (2020 และ 2023-2026) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้เอาประกันภัย คู่ค้า และสังคมไทยอย่างยั่งยืนบนพื้นฐาน “ความเป็นธรรม คือ นโยบาย” ณ  Prestige Hall Grande Centre Point Prestige Bangkok

ทั้งนี้ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการส่งมอบมาตรฐานบริการด้วยหัวใจ จนได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วประเทศ โดยยังคงครองความเป็น “แบรนด์ประกันภัยที่ได้รับความเชื่อถือสูงสุด” อย่างต่อเนื่อง ด้วยคะแนนสูงสุดร้อยละ 29.30 ขณะเดียวกัน ยังได้รับการยอมรับว่าเป็น “บริษัทประกันวินาศภัยที่คนไทยชื่นชมมากที่สุด” ด้วยผลคะแนนรวมสูงสุด 7.52 และมีคะแนนโดดเด่นในด้าน Corporate Image, Management, Sustainable Development และ Excellence Service โดยในปี 2026 นี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งพัฒนานวัตกรรมงานบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการสูงสุดของผู้บริโภค ควบคู่กับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายบุคลากรทั่วประเทศ เพื่อทำหน้าที่เป็นหลักประกันความเสี่ยงให้สังคมไทยอย่างมั่นคงและเข้มแข็งทุกสถานการณ์ ภายใต้แนวคิด “เคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤต มุ่งเสริมสร้างสังคมไทยสู่ความยั่งยืน”

 

ยามาฮ่าเดบิวต์ 3 รุ่นยอดนิยม พร้อมชุดแต่ง Special Edition สไตล์ Outdoor Fashion ในงานมอเตอร์โชว์

0

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด นำโดยนายพงศธร เอื้อมงคลชัย ประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วย มร.ฮิเดฮิโกะ ทาคากิ รองประธานกรรมการบริหาร และคณะผู้บริหารระดับสูง เปิดตัวรถจักรยานยนต์ 3 รุ่นยอดนิยม ได้แก่ YAMAHA Grand Filano Hybrid, YAMAHA FAZZIO Hybrid และ YAMAHA PG-1 ในรูปแบบ Special Edition ภายใต้คอนเซ็ปต์ Outdoor Fashion พร้อมนิยามใหม่ของการใช้ชีวิต “Ride Out Your Style, Your Outdoor” ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2026

YAMAHA Grand Filano Hybrid – Classy Ride Out ยกระดับความหรูหราสไตล์แคมป์ ด้วยสีใหม่ GLAMPING Brown เติมเต็มสุนทรียภาพแห่งการเดินทาง พร้อมชุดแต่งพรีเมียม 5 รายการ อาทิ

  • ชุดบังลมเรือนไมล์หน้า พร้อมขายึด ผลิตจากวัสดุโพลีคาร์บอเนต (PC) จากประเทศญี่ปุ่น ให้ความใสและทนทาน
  • ตะแกรงหลังแบบพับได้ สไตล์แคมป์ รองรับน้ำหนักได้สูงสุด 3 กก.
  • ฝาครอบบังโคลนหน้า ดีไซน์เข้ารูป เพิ่มเอกลักษณ์
  • แผ่นยางตกแต่งด้านข้าง ซ้าย-ขวา เสริมดีไซน์อย่างลงตัว

YAMAHA FAZZIO Hybrid – Easy Ride Out สกู๊ตเตอร์แฟชั่น สนุกทุกสไตล์ ทั้งสาย Outdoor และ Café โดดเด่นด้วยสี HOPPING Yellow-Green โทน Earth Tone สุดเทรนดี้ พร้อมชุดแต่งจัดเต็ม 9 รายการ เช่น

  • ชุดฝาครอบไฟหน้า-ไฟเลี้ยว (หน้า-หลัง) เพิ่มเอกลักษณ์โดดเด่น
  • ฝาครอบเรือนไมล์วัสดุ PC สี Smoke เพิ่มความสปอร์ต
  • ขอเกี่ยว CNC อะลูมิเนียมเกรด 6061 ดีไซน์ Two-tone
  • ชุดสติ๊กเกอร์ FOREST ลายพรีเมียม
  • ตะแกรงหน้า-หลัง สไตล์แคมป์ รองรับการใช้งานจริง
  • แผ่นยางบังโคลนหน้า เสริมความลงตัวของดีไซน์

YAMAHA PG-1 – Playful Ride Out สายลุยต้องโดน ! กับสีใหม่ CAMPING White พร้อมชุดแต่ง 6 รายการ รองรับทุกการผจญภัย อาทิ

  • ตะแกรงหน้าและหลัง โครงเหล็ก แข็งแรง รองรับน้ำหนักสูงสุด 25 กก.
  • การ์ดแฮนด์อะลูมิเนียม พร้อมฝาครอบ เพิ่มการปกป้อง
  • ชุดครอบล่าง ป้องกันเครื่องยนต์ รองรับการติดตั้งอุปกรณ์เสริม
  • ชุดบังลมซ้าย-ขวา เพิ่มความเท่และฟังก์ชันการใช้งาน

ทั้ง 3 รุ่น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สาย Outdoor ได้อย่างลงตัว พร้อมความมั่นใจด้วยการรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร และรับประกันอะไหล่ตกแต่งนาน 1 ปี

สามารถเป็นเจ้าของ YAMAHA Special Edition Outdoor Fashion ได้แล้ววันนี้ ที่ผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ

GWM (Thailand) จับมือเหล่า TANKERs สายลุย นำ GWM TANK 300 กว่า 26 คัน ผนึกกำลังจัดกิจกรรม “แสงสว่าง ณ กลางป่า”

0

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” และมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส โดยล่าสุด GWM (Thailand) ได้เข้าร่วมกิจกรรมกับ TANKER Club Thailand, TANK300 Camp Travel Thailand Club และ GWM M1X แม่สอด เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือสู่พื้นที่ขาดแคลน ภายใต้กิจกรรม “แสงสว่าง ณ กลางป่า” โดยเหล่า TANKER กว่า 60 ชีวิต ได้ขับขี่ GWM TANK 300 กว่า 26 คัน ไปยังโรงเรียนบ้านจอซิเดอเหนือ อ.แม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนที่เข้าถึงยากเป็นลำดับ 3 ของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 14 – 15 มีนาคม 2569 เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตและมอบโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล โดยการสนับสนุนกิจกรรมดี ๆ เพื่อสังคมในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในพันธกิจของ GWM (Thailand) ที่มุ่งมั่นและเดินหน้าส่งต่อความห่วงใยพร้อมเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว

กิจกรรมในครั้งนี้เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของกลุ่ม TANKER ที่ร่วมกันนำสิ่งของจำเป็น ทำอาหารเลี้ยงน้องๆ คุณครูและจัดกิจกรรมเพื่อสร้างรอยยิ้มและแรงบันดาลใจให้กับน้อง ๆ นักเรียนในพื้นที่ห่างไกล โดยได้มีการส่งมอบระบบโซลาร์เซลล์ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ที่ช่วยกักเก็บพลังงานไว้ใช้ในยามขาดแคลน โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน พร้อมทั้งมอบอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์การเกษตร เสื้อผ้า รองเท้า และของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน รวมถึงขนม ไอศกรีม และของเล่นให้กับนักเรียนที่เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงที่อยู่ในพื้นที่มาเป็นระยะเวลายาวนาน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมสันทนาการและเกมสร้างสรรค์ ที่ช่วยเสริมสร้างความสนุกสนานและความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักเรียน ครูอาจารย์ และพี่ๆ TANKERs สร้างบรรยากาศความสนุกสนานและความอบอุ่นให้เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม

เหล่า TANKER จากทั่วทุกภาคของประเทศได้รวมตัวกันที่ อ.แม่สะเรียง จ. แม่ฮ่องสอน ก่อนเดินทางเข้าสู่พื้นที่ทุรกันดารและเต็มไปด้วยอุปสรรคอันท้าทาย ทั้งทางโคลน หิน ร่องลึก แอ่งน้ำ ทางชัน และพื้นที่แคบบนภูเขาอันสูงชัน แต่ด้วยสมรรถนะของ GWM TANK 300 ทั้งรุ่นไฮบริดและดีเซล ก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้อย่างง่ายดาย ด้วยพละกำลัง แรงม้า แรงบิด และโหมดการช่วยเหลือการขับขี่ โหมดการขับขี่ออฟโรดที่อัดแน่นอยู่ในตัวรถ รวมถึงจิตใจอันมุ่งมั่นและสปิริตที่แรงกล้าของเหล่า TANKER จึงทำให้การขับขี่เพื่อเข้าสู่พื้นที่ยากลำบากเป็นไปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย

การรวมพลังลงพื้นที่ในครั้งนี้สะท้อนถึงพลังของเครือข่ายผู้ใช้รถยนต์ GWM TANK ที่ไม่ได้เป็นเพียงคอมมูนิตี้ของผู้ใช้งาน แต่ยังเป็นกลุ่มคนที่พร้อมรวมตัวกันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้กับสังคม โดยมี GWM (Thailand) เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมที่สร้างคุณค่าในระยะยาว พร้อมตอกย้ำบทบาทของแบรนด์ในการร่วมขับเคลื่อนสังคมไทย

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “GWM (Thailand) ขอขอบคุณ TANKER Club Thailand ที่ร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมดี ๆ เพื่อสังคมในครั้งนี้ เราเชื่อว่าการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและทรัพยากรพื้นฐานที่จำเป็น เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนสู่การเป็นบุคลากรอันมีคุณค่าของประเทศไทยในอนาคต กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการส่งมอบสิ่งของที่จำเป็น แต่ยังเป็นการส่งต่อกำลังใจและสร้างรอยยิ้มให้กับน้อง ๆ ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งสะท้อนถึงพลังของการรวมตัวกันระหว่างชาว TANKERs และจิตอาสาทุกภาคส่วน รวมถึง GWM (Thailand) ที่ร่วมกันสร้างคุณค่า โอกาส และผลักดันสังคมไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ แข็งแกร่ง และยั่งยืน”

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดบูธรับเด็กนักเรียนเยาววิทย์เยือนงาน Motor Show 2026 เผยโฉมเจ้าของผลงานสุดน่ารักกับ Sprinter 419 Business รุ่นพิเศษที่มีคันเดียวในโลก

0

บริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่อยอดบทบาทผู้สนับสนุนของ “โรงเรียนเยาววิทย์” ที่ทำมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลารวมกว่า 22 ปี ตั้งแต่การก่อตั้งโรงเรียนในอำเภอกะปง จังหวัดพังงา เพื่อรองรับเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2547 โดยเนื่องในโอกาสการเฉลิมฉลอง 140 ปีแห่งนวัตกรรมยานยนต์ (140 Years of Innovation) ทีมผู้บริหาร นำโดย มร. คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้ร่วมต้อนรับคณะครูและเด็กนักเรียนกว่า 35 คน เข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Motor Show 2026) พร้อมพาชมผลงานของเด็กนักเรียนที่ร่วมกันระบายสีออกแบบรถแวน Mercedes-Benz Sprinter 419 Business รุ่นพิเศษ ที่ถูกนำมาจัดแสดงจริงภายในงาน

นอกจากที่เด็กๆ จะได้ร่วมชื่นชมผลงานของตัวเองและเปิดโลกนวัตกรรมยานยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้พาคณะครูและนักเรียนเข้าเยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า” แหล่งเรียนรู้ด้านนิเวศวิทยา และสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ทำให้การมาท่องเที่ยวของเด็กนักเรียนจากโรงเรียนเยาววิทย์ในครั้งนี้ เต็มไปด้วยการเรียนรู้ที่ครอบคลุมทั้งในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการปลูกฝังแนวคิดในการรักษาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนให้กับเด็กๆ แบบครบวงจร

ผลงานการออกแบบ Mercedes-Benz Sprinter 419 Business รุ่นพิเศษ เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย และศิลปินนักวาดภาพประกอบชื่อดังอย่าง คุณต๊อดอารักษ์ อ่อนวิลัย หรือที่รู้จักกันในนาม SAHRED TOY ที่มาร่วมดีไซน์ตัวการ์ตูนและลายเส้น ซึ่งสะท้อนแรงบันดาลใจมาจากการเฉลิมฉลอง 140 ปีแห่งนวัตกรรมยานยนต์ (140 Years of Innovation) โดยในช่วงวันเด็กแห่งชาติ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทีมผู้บริหารได้เข้าไปเยี่ยมโรงเรียนเยาววิทย์ ที่จังหวัดพังงา พร้อมจัดกิจกรรมพิเศษให้เด็กนักเรียนทุกคนได้มีโอกาสระบายสีลงบนรถแวนคันพิเศษ เพื่อสร้างรอยยิ้มให้กับเด็กๆ ทุกคน รวมถึงการเสริมสร้างทักษะและจินตนาการด้านศิลปะให้กับเยาวชนรุ่นใหม่

ร่วมสัมผัสความน่ารักและจินตนาการของเด็กๆ ผ่านรถแวน Mercedes-Benz Sprinter 419 Business รุ่นพิเศษที่มีเพียงคันเดียวในโลก ได้ที่บูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 5 เมษายน 2569 และสำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถแวน Mercedes-Benz Sprinter 419 Business รับข้อเสนอส่วนลดสูงสุด 740,000 บาท* และในรุ่น Mercedes-Benz Sprinter 419 Business Long รับส่วนลดสูงสุด 500,000 บาท*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนด เฉพาะรุ่นรถที่ร่วมรายการ

 

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่งทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือโทร 1250 และติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ
LINE: @mercedesbenzth

ครึ่งทาง “บางกอก มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 47 ยอดจองทะลุ 4 หมื่นคัน

0

บรรยากาศครึ่งทางของงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47” ยังคงคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนความสนใจของผู้บริโภคที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ แม้อยู่ภายใต้บริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ทั้งในด้านกำลังซื้อและภาระหนี้ครัวเรือน ส่งผลให้ยอดจองรถยนต์ในช่วงครึ่งแรกของงานมากกว่า 4 หมื่นคัน

นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงาน เปิดเผยว่า “ยอดจองรถยนต์ในช่วงครึ่งแรกของการจัดงานอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นตลาดมาจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ภายในงาน รวมถึงการแข่งขันด้านแคมเปญส่งเสริมการขายจากค่ายรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ของแถม และแพ็กเกจบำรุงรักษา ซึ่งล้วนช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว และเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยยอดจองรถยนต์ในช่วงครึ่งทางของการจัดงานมีจำนวนทั้งสิ้น 41,778 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 68.8 เปอร์เซ็นต์

ขณะเดียวกัน การเข้ามาของแบรนด์รถยนต์จากต่างประเทศที่เดินหน้าทำตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความคึกคักให้กับงาน ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ ๆ ควบคู่กับราคาที่สามารถแข่งขันได้ ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุด

ในด้านจำนวนผู้เข้าชมงาน พบว่า มีผู้เข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ความต้องการซื้อรถยนต์ยังคงมีอยู่ เพียงแต่ผู้บริโภคมีความรอบคอบในการตัดสินใจมากขึ้น กลุ่มผู้เข้าชมส่วนใหญ่ยังคงเป็นผู้ที่มีแผนซื้อจริง (Real Demand) มากกว่าการเข้าชม เพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้คุณภาพของยอดจองในงานมีแนวโน้มที่ดี

อย่างไรก็ตาม ผู้จัดงานประเมินว่า “ในช่วงครึ่งหลังของงาน โดยเฉพาะสัปดาห์สุดท้าย จะเป็นช่วงเร่งตัวของยอดจอง เนื่องจากผู้บริโภคที่รอเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายแบรนด์จะเริ่มตัดสินใจ ประกอบกับค่ายรถมักเพิ่มความเข้มข้นของโปรโมชั่นในช่วงท้าย” นายจาตุรนต์ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับภาพรวมของงานในช่วงครึ่งทาง สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดยานยนต์ไทยที่ยังคงมีความเคลื่อนไหว และสามารถสร้างแรงดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ท่ามกลางปัจจัยท้าทายทางเศรษฐกิจก็ตาม

10 อันดับแบรนด์ที่มียอดจองสูงสุดภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

1. TOYOTA 5,672 คัน
2. MG 4,217 คัน
3. OMODA & JAECOO 3,984 คัน
4. DEEPAL+NEVO 3,828 คัน
5. GEELY 3,213 คัน
6. CHERY 2,588 คัน
7. GWM 2,581 คัน
8. GAC 2,489 คัน
9. HONDA 2,479 คัน
10. MAZDA 2,132 คัน

ที่มา: ข้อมูลตัวเลขยอดจองได้รับการแจ้งจากบริษัทฯ ที่เข้าร่วมงาน

ขอเชิญชวนประชาชนและผู้สนใจทุกท่าน ร่วมสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และยกระดับคุณภาพชีวิตแห่งอนาคต ได้ที่ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1–3 เมืองทองธานี

The All-Electric Mazda6e กระแสแรงเกินต้าน ส่งยอดจองมาสด้าครึ่งทางมอเตอร์โชว์ทะลุกว่า 2 พันคัน

0

มาสด้าตอกย้ำความสำเร็จของก้าวแรกในการก้าวเข้ายุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบในประเทศไทย The All-Electric Mazda6e สร้างกระแสตอบรับสุดร้อนแรงส่งผลให้ยอดจองในงานมอเตอร์โชว์รวมทุกรุ่นทะลุเกิน 2,100 คัน หลังผ่านครึ่งทางของงานฯ พร้อมเปิดราคาจำหน่ายสุดเร้าใจเริ่มต้นเพียง 1,169,000 บาท ในขณะที่ยนตรกรรมครอสโอเวอร์เอสยูวีไฟฟ้ายุคใหม่ The All-New Mazda CX-6e ที่นำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในอาเซียน และมีแผนที่จะเปิดตัวภายในปีนี้ ก็มีลูกค้าเข้ามาชมอย่างหนาแน่นตลอดทั้งวัน ซึ่งมาสด้าได้จัดแคมเปญมอบข้อเสนอพิเศษมากมายสำหรับรถไฟฟ้าและรถยนต์มาสด้าทุกรุ่น และได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างเนืองแน่นตลอดทั้งวัน ผู้สนใจสามารถเข้าชมยนตรกรรมคันจริงได้ที่งาน มอเตอร์ โชว์ อิมแพค เมืองทองธานี หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.mazda.co.th

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มาสด้าขอขอบคุณเป็นอย่างสูง สำหรับกระแสตอบรับอย่างท้วมท้นต่อ The All-Electric Mazda6e ยนตรกรรมไฟฟ้ารุ่นแรกจากมาสด้าในประเทศไทย ทั้งจากช่องทางสื่อสารมวลชนต่างๆ และจากลูกค้าทุกท่าน ซึ่งแม้รถรุ่นนี้จะเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของแบรนด์มาสด้าไว้อย่างเต็มเปี่ยมเช่นเดียวกับรถยนต์มาสด้าของเราทุกรุ่น โดยเฉพาะการถ่ายทอดแนวคิด จินบะ-อิตไต ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าทั่วโลก ดังนั้นแล้ว เมื่อนำมาประกอบกับความเชี่ยวชาญของมาสด้าในการดูแลลูกค้าตลอดระยะเวลา 75 ปี ในประเทศไทย มาสด้าเชื่อว่า รถไฟฟ้ารุ่นนี้ จะตอบโจทย์ความต้องการ และลดความกังวลใจของลูกค้าที่จะหันมาเลือกใช้รถไฟฟ้าได้ ซึ่งมาสด้า ขอขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างสูง ที่ให้การตอบรับเป็นอย่างดียิ่ง เรารอคอยที่จะส่งมอบรถรุ่นนี้ให้กับลูกค้าทุกท่าน และเชื่อว่ารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้ จะมอบประสบการณ์ความสุขในการเดินทางให้กับทุกท่านได้อย่างแน่นอน”

นอกจากนี้ นายธีร์ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลยุทธ์และแผนธุรกิจของ Mazda6e เพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

  • ความสำคัญของ The All-Electric Mazda6e ต่อแผนธุรกิจมาสด้าในประเทศไทย

The All-Electric Mazda6e คือรถไฟฟ้า BEV รุ่นแรก ในประเทศไทย ที่จะมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกด้านรูปแบบพลังงานให้กับลูกค้า ตามแนวทาง Multi-solution ที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับไลน์อัพของมาสด้า ซึ่งมาสด้าเชื่อว่า ภายหลังจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นนี้แล้ว จะทำให้มาสด้ากลับมาเป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์ได้อีกครั้ง

  • The All-Electric Mazda6e มีเอกลักษณ์อะไรของความเป็นมาสด้า

รถไฟฟ้ารุ่นนี้คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของแบรนด์มาสด้าไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบ สมรรถนะในการขับขี่ ระบบเทคโนโลยีความปลอดภัยและความสะดวกสบายต่างๆ ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า แม้รถรุ่นนี้จะเป็นรถไฟฟ้า แต่ก็ยังไว้ซึ่งดีเอ็นเอเฉกเช่นเดียวกับรถยนต์มาสด้ารุ่นอื่นๆ ของเรา

  • ตำแหน่งทางการตลาดของ The All-Electric Mazda6e

มาสด้าเชื่อว่า The All-Electric Mazda6e จะสามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้ายุคใหม่ ที่มองหาประสบการณ์ใหม่ๆ จากรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะผู้ที่มีความเชื่อมั่นในแบรนด์รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น โดยมาสด้ามุ่งมั่นที่จะส่งมอบคุณค่าใหม่ให้กับลูกค้า ผ่านการผสานสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง เข้ากับดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และดีเอ็นเอความเป็นมาสด้าให้กับลูกค้าในประเทศไทย

  • จุดแข็งที่จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าของมาสด้าประสบความสำเร็จ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในปัจจุบัน

มาสด้าได้เตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดีเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าชาวไทย โดยครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนารถยนต์ ที่คงไว้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์มาสด้าไว้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ มาสด้ายังมีข้อได้เปรียบจากการมีประสบการณ์อย่างยาวนานในการดูแลลูกค้าในประเทศไทยแบบครบวงจร ทำให้เข้าใจความต้องการของลูกค้า รวมถึงเรายังมีโชว์รูม ศูนย์บริการ ศูนย์ซ่อมตัวถังและสี ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ  พร้อมมีระบบกระจายและสำรองอะไหล่ที่มีความพร้อมและมีประสิทธิภาพ ด้วยจุดแข็งเหล่านี้ เราจึงมั่นใจว่ารถรุ่นนี้จะประสบความสำเร็จในตลาดประเทศไทย และตอบรับความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

  • แผนกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ของมาสด้าในประเทศไทย

มาสด้ามีแผนเปิดตัวรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบ ถึง 5 รุ่น ระหว่างปี พ.ศ. 2568 – 2570 เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า โดยจะเป็น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV 2 รุ่น รถ PHEV 1 รุ่น และรถ HEV 2 รุ่น ซึ่ง The All-Electric Mazda6e คือรถรุ่นแรกที่เปิดตัวในครั้งนี้ และจะตามมาด้วยรถไฟฟ้าครอสโอเวอร์เอสยูวีอีกหนึ่งรุ่นในปี 2569 นี้ หรืออาจจะกล่าวได้ว่า มาสด้ากำลังเดินหน้าอย่างเต็มที่ เพื่อส่งมอบทางเลือกของรถยนต์ให้กับลูกค้าในประเทศไทย

สำหรับงานมอเตอร์ โชว์ ครั้งนี้ รถยนต์ทุกรุ่นจากมาสด้ายังคงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์นั่ง Mazda2, Mazda3, รถยนต์ครอสโอเวอร์เอสยูวี Mazda CX-3, CX-30, CX-5, CX-8 และ BT-50 ในขณะที่รุ่นอื่นๆ ก็มีผู้เข้าชมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ทำให้ในงานมอเตอร์ โชว์ ครั้งนี้ มาสด้ามียอดจองถึง 2,100 คัน หลังจากผ่านมาเพียงแค่เจ็ดวัน และสำหรับครอสโอเวอร์เอสยูวี The All-Electric Mazda6e ที่นำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในอาเซียน ASEAN PREMIERE ในงานนี้ ก็ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเช่นกัน ซึ่งมาสด้ามีแผนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในปลายปี 2569 นี้

สำหรับลูกค้าที่สนใจยนตรกรรมไฟฟ้าจากมาสด้า และยนตรกรรมจากมาสด้าทุกรุ่น สามารถเข้าชมได้ที่งาน มอเตอร์ โชว์ 2026 ณ อิมแพค เมืองทองธานี ได้จนถึงวันที่ 5 เมษายน 2569 นี้ หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศ โดยข้อเสนอต่างๆ มีดังต่อไปนี้

The All-Electric Mazda6e

  • ดอกเบี้ย 1.78%
  • ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance
  • ฟรี Home Charger จากแบรนด์ ABB ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมติดตั้งฟรี ทั่วประเทศ
  • ฟรี ระบบ Mazda Connectivity 5 ปี
  • ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถไฟฟ้า 8 ปี Electric Mazda Ultimate Service (e-MUS) ประกอบด้วย
  • รับประกันคุณภาพรถยนต์ นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
  • ฟรี Electric Mazda Care แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้า นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
  • ให้การคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
  • ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

นอกจากนั้น มาสด้ายังมอบข้อเสนอมากมายสำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์มาสด้ารุ่นอื่นๆ ทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น ส่วนลดสูงสุด 130,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% นานสูงสุด 60 เดือน ฟรีประกันภัยชั้น 1 ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ Mazda Ultimate Service (MUS) นานสูงสุด 7 ปี ฟรีขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. ฟรีของพรีเมี่ยมสุดพิเศษจากมาสด้า และพิเศษสำหรับลูกค้า Mazda Family และครอบครัว มาสด้ายังมอบบัตรน้ำมันมูลค่าสูงสุดอีก 20,000 บาท

มาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมยนตรกรรมตามแนวทาง Multi-solution เพื่อมอบทางเลือกที่หลากหลายของรูปแบบพลังงานต่อไป เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความสุขในการขับขี่ และความสุขในการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้า ตลอดจนเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับโลกของของเรา อันเป็นปณิธานสูงสุดของแบรนด์ที่มุ่งมั่นมาอย่างยาวนาน ทั้งในวันนี้และสำหรับคนรุ่นต่อไปจนถึงในอนาคต

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ตอกย้ำภาพลักษณ์ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะคว้ารางวัล ‘EXIBIT DESIGN AWARD’ ในงาน Motor Show 2026

0

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย เอ็กซ์เผิง แบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทค อย่างเป็นทางการ ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA คว้ารางวัล ‘EXIBIT DESIGN AWARD’ จากการประกาศรางวัล ‘The Best Award Bangkok International Motor show 2026’ ของคณะกรรมการจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์อันโดดเด่นในการออกแบบพื้นที่จัดแสดง ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าชม
แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรฐานการจัดงานระดับสากล และสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมและสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทค ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ เอ็กซ์เผิง อย่างใกล้ชิด ได้ที่บูธ A7 ภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ตั้งแต่วันนี้ถึง 5 เมษายน 2569 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี

Index Creative Village จับมือ Grand prix เปิดตัว “IGP Global” รุกสร้างแพลตฟอร์มอีเวนต์ Mobility และ Lifestyle ระดับภูมิภาค

0

บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ประกาศความร่วมมือจัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อ “IGP Global” เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มอีเวนต์รูปแบบใหม่ ครอบคลุมทั้งงานเฟสติวัล งานแสดงสินค้า และกิจกรรมไลฟ์สไตล์ โดยผสานการเดินทาง ความบันเทิง และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่สนุก เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งของสององค์กรชั้นนำของประเทศไทย ได้แก่ บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านครีเอทีฟและอีเว้นท์ระดับประเทศ และ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านกิจกรรมยานยนต์ โดยมีเป้าหมายสร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงธุรกิจ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกัน เริ่มต้นในประเทศไทย ก่อนขยายสู่ภูมิภาคอาเซียน

จับเทรนด์ Mobility โตแรงในอาเซียน

IGP Global มองเห็นศักยภาพของตลาด Mobility ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก ด้วยจำนวนประชากรกว่า 680 ล้านคน และฐานผู้ใช้ยานยนต์มากกว่า 250 ล้านคัน โดยมียอดจำหน่ายรถยนต์กว่า 3 ล้านคันต่อปี ขณะเดียวกัน ภูมิภาคกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Electric Mobility อย่างรวดเร็ว รวดเร็ว โดยปัจจุบันแนวโน้มการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าสูงขึ้น เมื่อรวมมูลค่าของอุตสาหกรรมยานยนต์และกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ส่งผลให้เศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ Mobility ในภูมิภาคอาเซียนมีมูลค่ารวมมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของตลาดดังกล่าว

คุณเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ มีประสบการณ์กว่า 36 ปีในธุรกิจครีเอทีฟและอีเวนต์ ครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน ตะวันออกกลาง และรัสเซีย สะท้อนศักยภาพความคิดสร้างสรรค์ของไทยในเวทีระดับสากล ขณะเดียวกัน ตลาด Mobility มีการเติบโตต่อเนื่องและเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคมากขึ้น จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดสู่ธุรกิจใหม่ เราจึงร่วมมือกับกรังด์ปรีซ์จัดตั้ง IGP Global เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มอีเวนต์ที่ตอบโจทย์ทั้ง B2B และ B2C และขยายสู่ระดับภูมิภาค โดยภูมิภาคอาเซียนยังคงเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงของโลก โดยสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียน+3 (AMRO) คาดว่าเศรษฐกิจอาเซียนจะขยายตัวประมาณ 4.6% ในปี 2569 สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตต่อเนื่องจากการลงทุนภายในประเทศ การส่งออกเทคโนโลยี และนโยบายเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการขยายตัว ขณะเดียวกัน โครงสร้างประชากรของภูมิภาคยังมีสัดส่วนคนรุ่นใหม่ (Young Generation) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัล ไลฟ์สไตล์ และรูปแบบการเดินทางในอนาคต จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี การเคลื่อนที่ และประสบการณ์ใหม่ของผู้บริโภค”

ด้านคุณพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจ และเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาคอาเซียน ด้วยห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การจำหน่าย ไปจนถึงธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง อีกทั้งยังมีฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่และมีความหลากหลาย ในขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากการมองยานยนต์เป็นเพียงการเดินทาง ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และการแสดงตัวตน จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดอุตสาหกรรมสู่มิติใหม่ และเป็นที่มาของความร่วมมือครั้งนี้กับทาง อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ เพื่อมุ่งกันสร้างแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภคยุคใหม่”

เปิดตัว 2 อีเวนต์เรือธง

  • Hungry Highway เทศกาลของคอมมูนิตี้คนรักการเดินทางและการขับขี่ เปิดพื้นที่ให้ทุกคนมาร่วมแบ่งปัน passion ด้วยกัน โดยปีแรกเอาใจสายไบค์เกอร์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Road for Ride and Bite” สัมผัสประสบการณ์โซนโชว์บิ๊กไบค์และรถแต่งสุดพิเศษ ตลาดไลฟ์สไตล์ที่รวมอุปกรณ์ขับขี่ แฟชั่น และเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมเติมเต็มด้วยโซนอาหารและเครื่องดื่มหลากหลาย ทั้งสตรีทฟู้ด ฟิวชัน และฟู้ดทรัค รวมถึงโซนดนตรีและความบันเทิงจากศิลปินและดีเจที่มาร่วมสร้างบรรยากาศของการเดินทางและไลฟ์สไตล์บนท้องถนนอย่างเต็มรูปแบบ โดยงานนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 6-8 พฤศจิกายน 2569 ณ คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) เอกมัย-รามอินทรา
  • Motion Expo งานแสดงนวัตกรรมและไลฟ์สไตล์การเคลื่อนที่แห่งอนาคต ภายใต้คอนเซ็ปต์ Your Gateway to Smart Movement” ที่รวบรวมโลกของ “Mobility” ไว้ในที่เดียว ครอบคลุมตั้งแต่ยานยนต์สู่ทุกมิติของการใช้ชีวิต โดยผสาน Future Mobility, Outdoor & Adventure Lifestyle และ Smart Living Technology เพื่อสร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และผู้บริโภค พร้อมยกระดับสู่เวทีธุรกิจและประสบการณ์ระดับภูมิภาค จัดขึ้นในวันที่ 29 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2570 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

วางเป้าหมายสู่แพลตฟอร์มอีเวนต์ระดับภูมิภาค

IGP Global วางวิสัยทัศน์สู่การเป็นผู้นำด้านแพลตฟอร์มอีเวนต์ Mobility และ Lifestyle แบบครบวงจรในอาเซียน โดยผสานงานแสดงสินค้า เทศกาล ไลฟ์สไตล์ และเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และผู้บริโภค พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจทั้ง B2B และ B2C โดยในระยะเริ่มต้นบริษัทมุ่งเปิดตัวอีเวนต์หลักในประเทศไทย เพื่อสร้างฐานรายได้ การรับรู้แบรนด์ และเครือข่ายพันธมิตร โดยตั้งเป้าผู้เข้าร่วมงานรวมประมาณ 30,000 คน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 200 ล้านบาท และคาดว่าจะมีรายได้จากทั้ง 2 งาน อยู่ที่ประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งระยะต่อไป บริษัทมีแผนขยายสู่หัวเมืองสำคัญและตลาดอาเซียน พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มให้สร้างรายได้หลากหลายช่องทาง ทั้งการจัดงาน การให้สิทธิ์แฟรนไชส์ การบริหารพื้นที่ และความร่วมมือทางการตลาด

อีซูซุเดินหน้าสานต่อโครงการ “อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต” แห่งที่ 46 แก่โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งน้อย “พิพัฒน์โสภณวิทยา”

0

กลุ่มอีซูซุในประเทศไทย โดย มร. ทาเคชิ ยาซุอิ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และนายสมนึก จิรัฐจินดางกูร ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล มุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาสิ่งที่ดี ให้สังคมและชุมชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดส่งมอบระบบน้ำดื่มสะอาดในโครงการ “อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต” แห่งที่ 46 ให้แก่ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งน้อย “พิพัฒน์โสภณวิทยา” อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของนักเรียนและครูในโรงเรียนรวมถึงคนในชุมชนตอกย้ำปรัชญาการดำเนินธุรกิจ หรือ “วิถีอีซูซุ” นั่นคือ “ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา”

มร. ทาเคชิ ยาซุอิ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

มร. ทาเคชิ ยาซุอิ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “โครงการ “อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต” เป็นกิจกรรมเพื่อสังคมระยะยาวที่กลุ่มอีซูซุยึดมั่นดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายให้ทุกโรงเรียนในประเทศไทยสามารถเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดได้อย่างเพียงพอ แม้ในปัจจุบันกลุ่มอีซูซุต้องเผชิญความท้าทายจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจโดยรวม ท่ามกลางภาวะการณ์อันยากยิ่งเช่นนี้ เรายังคงยืนยันที่จะผลักดันโครงการนี้อย่างเต็มความสามารถและยังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมตามที่ได้ตั้งปณิธานไว้”

โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งน้อย “พิพัฒน์โสภณวิทยา” เป็นสถานศึกษาที่อยู่คู่ชุมชนมาอย่างยาวนาน โดยตั้งอยู่ที่อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีนักเรียน ครู และบุคลากรรวมกว่า 160 คน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โรงเรียนประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยต้องพึ่งพาน้ำประปาหมู่บ้านซึ่งเป็นระบบน้ำบาดาล มีค่าใช้จ่ายรายเดือนประมาณ 800 – 900 บาท แม้ว่าโรงเรียนจะมีบ่อน้ำใช้ แต่โรงเรียนอยู่บริเวณปลายสายน้ำ เมื่อใดก็ตามที่มีการซ่อมบำรุงระบบประปาในหมู่บ้าน น้ำที่ไหลเข้าสู่โรงเรียนจะมีสภาพขุ่นมัวและมีสีแดงปนเปื้อน จนไม่สามารถนำมาใช้อุปโภคหรือบริโภคได้เลย โรงเรียนจึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการล้าง ทำความสะอาดและเปลี่ยนไส้กรองตู้ทำน้ำเย็นของโรงเรียนจำนวน 4 เครื่อง คิดเป็นค่าใช้จ่ายรวม 3,200 บาท ต่อรอบการซ่อมบำรุง มากไปกว่านั้นถึงแม้ว่าโรงเรียนจะพยายามให้น้ำที่ไว้ใช้สำหรับอุปโภคและบริโภคสะอาดที่สุด แต่จากผลการตรวจคุณภาพน้ำจากเทศบาล ก็ยังคงไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ในบางช่วงเวลาที่เกิดวิกฤต โรงเรียนจำเป็นต้องซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดให้นักเรียนและบุคลากรคนละ 4 ขวดต่อวัน คิดเป็นงบประมาณสูงถึงวันละ 1,380 บาท ซึ่งรวมแล้วเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ด้วยเหตุนี้อีซูซุจึงส่งทีมงานลงพื้นที่พร้อมเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลสำรวจปัญหาและติดตั้งระบบน้ำดื่มสะอาดที่ประกอบด้วย ระบบบ่อน้ำบาดาลครบวงจร ระบบกรองน้ำดื่มสะอาดตามมาตรฐานอาคารผลิตน้ำดื่ม พร้อมจัดอบรมวิธีการใช้งาน การทำความสะอาด และการบำรุงรักษาให้แก่บุคลากร ที่รับผิดชอบ รวมทั้งการเข้าไปตรวจสอบคุณภาพน้ำให้ได้มาตรฐานอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้มาตรฐาน ด้านสุขอนามัย โครงการนี้ช่วยให้นักเรียน บุคลากรในโรงเรียน และชุมชนใกล้เคียงกว่า 1,000 ครัวเรือน รวมประมาณ 3,700 คน ได้มีน้ำดื่มสะอาดถูกหลักอนามัยบริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา  น้ำดื่มอย่างยั่งยืน โดยการเจาะบ่อน้ำบาดาลที่ระดับความลึก 103 เมตร และมีปริมาณน้ำบาดาล 20 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง พร้อมทั้งก่อสร้างระบบประปาบาดาล ขนาด 12 ลูกบาศก์เมตร และก่อสร้างระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำดื่มสะอาดตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO) อัตราการผลิต 500 ลิตร ต่อชั่วโมง สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคภายในโรงเรียนได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กนักเรียน และบุคลากรได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ โครงการ “อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต” ได้เพิ่มอุปกรณ์พิเศษในกระบวนการผลิตน้ำดื่มสะอาด นั่นคือการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของอีซูซุในเรื่อง ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ซึ่งเป็นนโยบายหลักของอีซูซุ รวมทั้งการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลไทยในการใช้พลังงานจากทรัพยากรทดแทน และยังช่วยลดค่าไฟฟ้าของโรงเรียนได้กว่า 3,000 บาทต่อเดือนอีกด้วย

นายสมนึก จิรัฐจินดางกูร ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล

นายสมนึก จิรัฐจินดางกูร ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวถึงโครงการว่า จากการที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมมือกับกลุ่มอีซูซุดำเนินงาน โครงการ อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิตตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2555 จนถึงปัจจุบันได้ส่งมอบไปแล้ว 45 แห่ง โรงเรียนบ้านทุ่งน้อยนับเป็นแห่งที่ 46 ซึ่งการดำเนินงานตามโครงการสามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคให้กับนักเรียน บุคลากรทางการศึกษา และชุมชนโดยรอบโรงเรียนได้เป็นอย่างดี ในการนี้ก็ขอขอบคุณกลุ่มบริษัทอีซูซุ ที่มอบโอกาสดี ๆ ในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคได้เป็นอย่างดี ขอบคุณมากครับ

คุณณัฐดนัย ศรีทะบาล ผู้อำนวยการ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งน้อย “พิพัฒน์โสภณวิทยา”

คุณณัฐดนัย ศรีทะบาล ผู้อำนวยการ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งน้อย “พิพัฒน์โสภณวิทยา” กล่าวถึงปัญหาน้ำที่โรงเรียนว่า ที่ผ่านมาโรงเรียนของเรามีปัญหาเรื่องน้ำค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่มีการซ่อมบำรุงระบบประปาของหมู่บ้าน น้ำประปาที่โรงเรียนจะเริ่มมีสีขุ่น มีตะกอนสีแดง และมีกลิ่นเหม็น เนื่องจากตำแหน่งของโรงเรียนตั้งอยู่บริเวณปลายสายของหมู่บ้านพอดี ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคของทั้งนักเรียนและบุคลากร ในนามของตัวแทนโรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งน้อย พิพัฒน์โสภณวิทยาผมต้องขอขอบคุณกลุ่มบริษัทอีซูซุทุกท่านเป็นอย่างสูงครับ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของคุณภาพชีวิตเด็ก ๆ และคนในชุมชน การมอบโรงผลิตน้ำดื่มสะอาดในครั้งนี้ถือเป็นความอนุเคราะห์ที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับพวกเราชาวทุ่งน้อยทุกคนครับ ขอบพระคุณมากครับ

โครงการ “อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต” เป็นโครงการระยะยาวที่กลุ่มอีซูซุมุ่งมั่นตามปณิธานที่ได้ตั้งไว้ว่า จะดำเนินโครงการนี้จนกว่าจะไม่มีโรงเรียนในประเทศไทยประสบปัญหาเรื่องน้ำดื่มสะอาดอีกต่อไป เพื่อตอบแทนสังคมโดยมีเป้าหมายที่จะบรรเทาความเดือดร้อนปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดให้หมดไป อีซูซุยังมุ่งเน้นแนวคิด Isuzu Trusted Buddy…อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” ตอกย้ำคุณค่าแบรนด์อีซูซุที่อยู่เคียงข้างคนไทย และเติบโตคู่สังคมไทย ที่ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการทำธุรกิจในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนประเทศไทยต่อในอนาคตอย่างยั่งยืน

TOAVH สร้างบ้านนกเงือก มอบเงิน 3.5 แสนบาท ให้แก่มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก

0

เมื่อเร็วๆ นี้ นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ (ที่ 3 จากซ้าย) ประธาน กลุ่มบริษัท ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด มอบเงิน จำนวน 350,000 บาท จากรายได้ส่วนหนึ่งของการจัดกิจกรรมวิ่งการกุศล รายการTOAVH RUN X Homes for Hornbills” ให้แก่ มูลนิธิศึกษาวิจัยนักเงือก โดยมี นางสาวศิริวรรณ นาคขุนทด  (ที่ 2 จากขวา) และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จงดี โตอิ้ม (ที่ 1 จากขวา) เป็นผู้แทนรับมอบ เพื่อนำไปสนับสนุนการสร้างโพรงรังเทียมสำหรับนกเงือก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มโอกาสการขยายพันธุ์และการอยู่รอดของนกเงือก รวมถึงการอนุรักษ์สัตว์ป่าและระบบนิเวศให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ณ เวทีลานกิจกรรม สวนหลวง ร.9

สำหรับกิจกรรมวิ่งการกุศล “TOAVH RUN X Homes for Hornbills” จัดขึ้นที่สวนหลวง ร.9 เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยได้รับความสนใจจากประชาชน นักวิ่ง และผู้รักธรรมชาติ เข้าร่วมมากถึง 1,600 คน โดยการแข่งขันแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ Mini Marathon ระยะ 10 กม.,  Fun Run ระยะ 5 กม. และ Family Run

ระยะ 3 กม. ผู้เข้าร่วมทุกคนได้รับเสื้อวิ่งที่ผลิตจากขวดพลาสติกรีไซเคิลและเหรียญที่ระลึก พร้อมมีรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศ ชาย-หญิง รวมถึงรางวัลพิเศษจาก DON DONKI และรางวัล Luck Draw อีกมากมาย ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ สะท้อนถึงการส่งเสริมสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง