Home Blog Page 140

ฟอร์ดเปิดตัวแคมเปญใหญ่ ฉลอง 28 ปี ฟอร์ด ประเทศไทย

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เผยความสำเร็จทางยอดขายของฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 พร้อมเดินหน้ารุกตลาดครึ่งปีหลัง ผลักดันธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น ชูกลยุทธ์ย้ำจุดแข็งของผลิตภัณฑ์รถฟอร์ด ควบคู่ไปกับการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว พร้อมอัดกิจกรรมการตลาดที่เน้นเข้าถึงผู้บริโภคให้มีประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ ผ่านแคมเปญยิ่งใหญ่แห่งปี ‘Ford 28th Anniversary’ มอบข้อเสนอพิเศษลุ้นรับเงินคืนและข้อเสนอสุดคุ้มด้านการบริการจำนวนมาก 

การที่รถฟอร์ดยังได้รับความนิยมอย่างมากท่ามกลางสภาพตลาดที่ท้าทายในปีนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้กับแบรนด์ฟอร์ด” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว สำหรับครึ่งปีหลัง เรายังมุ่งมั่นที่จะต่อยอดธุรกิจจากจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ และการเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ทั้งการดึงดูดลูกค้าใหม่ด้วยแคมเปญที่เร้าใจ และการดูแลลูกค้าเดิมให้มีความอุ่นใจในการใช้งาน 

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ครองตำแหน่งรถที่มียอดขายดีที่สุดอันดับ 3 ทั้งในเซ็กเมนต์รถกระบะและ PPV ได้อย่างเหนียวแน่น ด้วยยอดขายรวม 11,282 คัน ทำให้ฟอร์ด รักษาตำแหน่งอันดับ 1 ในตลาดรถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยส่วนแบ่งตลาด 29% และยังเป็นอันดับ 1 ในตลาดรถกระบะ 4×4 แบบสี่ประตู ด้วยส่วนแบ่งตลาด 37% ด้านรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ กระแสดีต่อเนื่อง โดยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 27% ในเดือนเมษายน หลังจากการเปิดตัวฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม เมื่อต้นปี

ในส่วนของแผนการตลาด ฟอร์ดชูความแกร่งของแบรนด์ในฐานะผู้นำตลาดรถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อผ่านกิจกรรม ‘King of Tough’ ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าและผู้ที่สนใจรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ร่วมทดสอบรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงในสนามสุดท้าทายที่ออกแบบมาเป็นพิเศษถึง 3 สนาม ในจังหวัดชลบุรี เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี ซึ่งตลอดกิจกรรม ผู้เข้าร่วมงานจะได้มีโอกาสแข่งขันเพื่อคัดเลือกผู้ชนะจากแต่ละสนามรวม 6 คน เป็นตัวแทนร่วมทริปสุดพิเศษบนเส้นทางลาวและเวียดนามในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังโหมกระแส ‘ฟอร์ด เรนเจอร์’ ให้แรงต่อเนื่องด้วยกลยุทธ์มิวสิคมาร์เก็ตติ้ง จับมือนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ‘มนต์แคน แก่นคูน’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เปิดตัวเพลงใหม่ล่าสุด ‘สิพาความคิดฮอด…มากอดเด้อ’ เพื่อสานต่อความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งระหว่างฟอร์ดและลูกค้าให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยฟอร์ดมั่นใจว่า เพลงใหม่นี้จะได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามเช่นเดียวกับเพลง ‘พร้อมสู้ไหวกับอ้ายบ่’ เมื่อปีที่ผ่านมา

ด้านงานบริการลูกค้า ฟอร์ดเผยว่ายอดการใช้งานนวัตกรรมบริการลูกค้าเพิ่มขึ้นทุกบริการในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีแล้ว ทั้งบริการนัดหมายออนไลน์ หน่วยบริการเคลื่อนที่ บริการรับ-ส่งรถนอกสถานที่ และบริการตรวจเช็กตามระยะรวดเร็วภายในเวลา 60 นาที สะท้อนให้เห็นถึงความคุ้นเคยและความมั่นใจในการใช้งานนวัตกรรมที่สะดวกสบายของลูกค้า โดยในช่วงครึ่งปีหลัง ฟอร์ดพร้อมพัฒนางานบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ลูกค้าได้รับความ ‘สะดวก มั่นใจ ประทับใจ’ ยิ่งขึ้น อาทิ

  • การเพิ่มหน่วยให้บริการเคลื่อนที่ที่รองรับงานบริการซ่อมสีและตัวถังตามมาตรฐานฟอร์ดอีก 6 แห่ง จากเดิม 40 แห่งในปีที่แล้ว
  • การพัฒนาช่องทางการสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ที่จะรองรับฟังก์ชั่นต่างๆ เพื่อให้การสื่อสารระหว่างแบรนด์กับลูกค้ารวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นการอัปเดตสถานะงานซ่อม
  • การยกระดับการจัดการอะไหล่รูปแบบใหม่ เสริมความแม่นยำและรวดเร็วในการกระจายอะไหล่ได้อย่างครอบคลุม
  • การเน้นย้ำความคุ้มค่าของการเป็นเจ้าของรถฟอร์ด โดยค่าใช้จ่ายในการเช็กระยะของฟอร์ดเมื่อครบ 120,000 กิโลเมตร หรือ 6 ปี อยู่ในระดับที่คุ้มค่าและแข่งขันได้เมื่อพิจารณาต้นทุน บาท ต่อ กิโลเมตร

นอกจากนี้ ในโอกาสครบรอบ 28 ปี ของการดำเนินธุรกิจของฟอร์ดในประเทศไทย ฟอร์ดยังได้เปิดตัวแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ ‘Ford 28th Anniversary’ มอบสิทธิ์ลุ้นรับเงินคืนรวมมูลค่ากว่า 2,240,000 บาท เมื่อจองและออกรถฟอร์ดระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม ถึง 30 กันยายน 2567 ประกอบด้วย

  • รางวัลเงินคืนมูลค่า 280,000 บาท จำนวน 5 รางวัล
  • รางวัลเงินคืนมูลค่า 28,000 บาท จำนวน 30 รางวัล
  • การจอง 1 คัน จะได้รับ 1 สิทธิ์ พิเศษ! รับสิทธิ์ในการจับฉลากรางวัลเงินคืน 28 สิทธิ์ต่อการจองรถ 1 คัน หากจองรถฟอร์ดระหว่างวันที่ 17-18 สิงหาคม 2567

นอกจากนี้ แคมเปญ Ford 28th Anniversary ยังมาพร้อมข้อเสนอสุดคุ้มด้านบริการที่หลากหลายระหว่างเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2567 ให้กับลูกค้าครอบครัวฟอร์ด ได้แก่

  1. ส่วนลดพิเศษ 28% เมื่อซื้ออุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ด ได้แก่ ฝาปิดท้ายกระบะทุกรุ่น และ/หรือ สปอร์ตบาร์ Hamer จำนวนจำกัด 100 สิทธิ์ตลอดระยะเวลาแคมเปญ (อุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ดรับประกันสูงสุด 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
  2. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องพร้อมไส้กรองในราคาเพียง 280 บาท จำนวน 1,000 สิทธิ์ต่อเดือน ครอบคลุมถึงน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ 913D SAE 5W30 ไส้กรองน้ำมันเครื่อง และชุดแหวนรอง โดยลูกค้าต้องทำการนัดหมายผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น
  3. ส่วนลดพิเศษ 2,800 บาท เมื่อซื้อโปรแกรมขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ Ford Care Gold และ Driveline ทุกแพ็กเกจ จำนวน 500 สิทธิ์ ส่วนลดโปรโมชั่นสามารถใช้ซื้อโปรแกรมขยายระยะการรับประกันคุณภาพรถยนต์ฟอร์ดแพ็กเกจใดก็ได้ สำหรับรถที่ยังอยู่ในเงื่อนไขการรับประกันคุณภาพจากโรงงานที่บริษัทฯ กำหนดเท่านั้น

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถฟอร์ดและเงื่อนไขแคมเปญพิเศษได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th และช่องทางโซเชียลมีเดียของฟอร์ด ประเทศไทย ทั้ง Facebook ฟอร์ด YouTube Ford Thailand TikTok Ford Thailand และ Line @FordThailand

ลูกค้าการันตีความเหนือระดับ กับประสบการณ์การขับขี่สุดล้ำจาก Mitsubishi e:MOTION ในงาน Mitsubishi e:MOTION VERSE เปิดมิติการขับขี่สุดท้าทาย

0
Mitsubishi e:MOTION VERSE 1

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จัดกิจกรรม ‘Mitsubishi e:MOTION VERSE เปิดมิติการขับขี่สุดท้าทาย’ ชวนลูกค้าสัมผัสประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับกับ Mitsubishi e:MOTION ที่มีที่มาจากคำว่า ELECTRIFIED MOTION การขับเคลื่อนที่ผสานพลังงานไฟฟ้า เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง มั่นใจในทุกเส้นทาง เพื่อสร้างสมรรถนะการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ สุดเร้าใจไปกับ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี รถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดรุ่นแรกจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส

Mitsubishi e:MOTION VERSE  2

กิจกรรม ‘Mitsubishi e:MOTION VERSE เปิดมิติการขับขี่สุดท้าทาย’ จัดขึ้นที่หนองค้อ แอร์ฟิลด์ จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นครั้งแรกของการทดลองขับขี่ในยามค่ำคืนที่จัดขึ้นโดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในสนามที่จำลองขึ้นจากเส้นทางที่ ท้าทายและหลากหลาย เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบที่จะได้จาก Mitsubishi e:MOTION พร้อมพาผู้ทดลองขับได้ลุยกับทุกสภาพถนน และตอบโจทย์สถานการณ์ใช้งานจริงได้อย่างยอดเยี่ยม

Mitsubishi e:MOTION VERSE 3

มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ดำเนินธุรกิจในไทยมานานกว่า 63 ปี ปัจจุบันมีเครือข่ายผู้จำหน่ายมากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ โดย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ได้รับการผลิตที่โรงงานของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในจังหวัดชลบุรี ทุกท่านจึงสามารถมั่นใจในคุณภาพและมาตรฐานการผลิตได้อย่างแน่นอน”

Mitsubishi e:MOTION VERSE  5

“เราจัดกิจกรรมทดลองขับ Mitsubishi e:MOTION VERSE เปิดมิติการขับขี่สุดท้าทายในครั้งนี้ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสความเป็นที่สุดของการผสานการทำงานของเทคโนโลยีอันเหนือชั้น ที่จะสร้างความเชื่อมั่นและพิสูจน์ให้เห็นว่าเทคโนโลยีของเราได้รับการพัฒนาและพร้อมที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ ที่ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานในชีวิตประจำวัน มั่นใจได้ในความปลอดภัยมั่นใจได้ในความปลอดภัยในทุกสภาพถนนและทุกสภาพอากาศ  โดยเฉพาะเมื่อผู้ขับขี่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด” มร. อินาบะ กล่าวเพิ่มเติม

Mitsubishi e:MOTION VERSE  6

Mitsubishi e: MOTION เป็นการผสานการทำงานระหว่างเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส อันได้แก่ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด (Full HEV System) ให้อัตราเร่งที่ดีเยี่ยม แต่ยังประหยัดน้ำมัน ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงจากระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดใหม่ ที่ได้รับการถ่ายทอดและพัฒนามาจากความสำเร็จของระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid System) อีกทั้งยังสามารถปรับรูปแบบการขับขี่ได้ถึง 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) ที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ ให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับรูปแบบการขับขี่ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ลุยได้ทุกสภาพถนน ทุกรูปแบบการเดินทาง สร้างประสบการณ์การเดินทางไร้ข้อจำกัด ให้ความมั่นใจและปลอดภัยทุกสถานการณ์ พร้อมด้วยระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส โดยระบบนี้จะควบคุมการทำงานของล้อด้านในและด้านนอกขณะเข้าโค้งให้ทำงานสัมพันธ์กันและรักษาสมดุลของตัวรถ เพื่อรักษาเสถียรภาพให้การขับขี่ในทุกโค้งเต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ยังโดดเด่นเหนือระดับ ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบายเหนือกว่ารถในระดับเดียวกัน

Mitsubishi e:MOTION VERSE 8

กิจกรรม ‘Mitsubishi e:MOTION VERSE เปิดมิติการขับขี่สุดท้าทาย’ ได้ออกแบบสนามทดสอบจำนวนทั้งสิ้น 5 สถานี เพื่อเป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงคุณสมบัติและสมรรถนะที่โดดเด่นของประสบการณ์การขับขี่แบบ Mitsubishi e:MOTION สถานีแรกเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่จากพลังงานไฟฟ้า ด้วย ‘Charge Mode’ และ ‘EV Priority Mode’ ที่สามารถชาร์จไฟฟ้ากลับคืนเข้าแบตเตอรี่ได้แม้จะจอดอยู่กับที่ด้วยเวลาอันสั้น และยังให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าจากพลังงานไฟฟ้า 100% ที่เงียบ พร้อมความคล่องตัวในการหลบสิ่งกีดขวาง ตลอดจนการเก็บเสียงที่ดีเยี่ยมของห้องโดยสาร

สถานีที่สอง เป็นการจำลองการทำงานของ ‘Tarmac Mode’ ผู้ขับขี่ต้องเหยียบคันเร่งในอัตราความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนถนนลาดยางในระยะทางที่กำหนด เพื่อสัมผัสถึงพละกำลังแรงบิดอันทรงพลังเช่นเดียวกับโหมดสปอร์ต แต่ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวล เมื่อถึงสถานีที่สาม ผู้ขับขี่จะต้องปรับรูปแบบการขับขี่ไปยัง ‘Wet Mode’ โหมดการขับขี่บนถนนเปียกลื่น ซึ่งเป็นรูปแบบการขับขี่ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เหมาะกับภูมิอากาศของประเทศไทยโดยเฉพาะ และในสถานีนี้ ผู้ขับขี่ยังได้ทดสอบระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง  (Active Yaw Control: AYC)  ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส มอบความปลอดภัยและความมั่นใจในการขับขี่โดยเฉพาะในขณะเข้าโค้ง โดยไม่เกิดอาการท้ายปัด หรือ อันเดอร์สเตียร์ (understeer)

Mitsubishi e:MOTION VERSE 10

สำหรับในสถานีที่สี่ ผู้ขับขี่ได้ทดสอบการใช้งานรูปแบบการขับขี่ ‘Gravel Mode’ ทดสอบการขับขี่บนถนนลูกรัง แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการขับขี่บนถนนที่ลื่นไถลจากกรวดหินและฝุ่น แต่ยังสามารถควบคุมตัวรถได้อย่าง
มีเสถียรภาพและมั่นใจ และสถานีสุดท้ายกับการทดสอบรูปแบบการขับขี่ ‘Mud Mode’ โดยรูปแบบการขับขี่นี้จะมีการปรับการตอบสนองและการควบคุมที่ทรงพลังบนถนนดินโคลนอันสมบุกสมบัน ให้สามารถผ่านไปได้โดยไม่ติดหล่ม พร้อมกับความสูงใต้ท้องรถที่ 205 มิลลิเมตร จึงทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องกังวลกับอุปสรรคบนพื้นผิวถนน

 

จากการทดสอบสมรรถนะทั้ง 5 สถานี จึงเป็นการตอกย้ำถึงสมรรถนะอันเหนือกว่าของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และเอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ที่เหนือกว่ารถยนต์ขับเคลื่อนสองล้อ ในกลุ่มรถยนต์ประเภทเดียวกัน

 

นอกเหนือจากการได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ไปกับ Mitsubishi e:MOTION ลูกค้ายังได้สนุกกับการเล่นเกมและกิจกรรมพิเศษอีกมากมาย พร้อมกระทบไหล่กับดาราดังภายในงาน ที่มาร่วมสร้างความสนุกสนานไปกับลูกค้า และร่วมทดสอบการขับขี่กับลูกค้าผู้โชคดีร่วมกัน

 

นายพีรพัฒน์ ธรวิวัฒน์ อายุ 43 ปี เจ้าของรถ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส หนึ่งในลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ กล่าวว่า “กิจกรรมทดลองขับครั้งนี้มีความแปลกใหม่ น่าตื่นเต้น และเป็นโอกาสดีที่ทำให้ได้มาพิสูจน์การทำงานของระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดที่ล้ำสมัย พร้อมด้วยโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ ซึ่งผมรู้สึกประทับใจ Wet Mode และ Gravel Mode รวมถึงระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง หรือ AYC ที่ทำให้เข้าโค้งแล้วรถไม่เสียอาการ มั่นใจได้ถึงความปลอดภัย ทั้งนี้ ผมใช้รถ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส มาแล้ว 4 ปี ประทับใจทั้งในด้านสมรรถนะ ความทนทาน ความปลอดภัยและช่วงล่างของรถ รวมถึงศูนย์บริการที่นำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้  และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลใส่ใจลูกค้าเป็นอย่างดี”

 

อีกหนึ่งลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม นางสาวลักษณ์นารา เล็กกระจ่าง อายุ 31 ปี เจ้าของรถ มิตซูบิชิ แอททราจ กล่าวว่า “รู้สึกสนุกและตื่นตาตื่นใจกับการทดลองขับตอนกลางคืน และเมื่อได้ทดลองขับก็รู้สึกประทับใจในความเงียบของห้องโดยสาร การขับขี่ที่นุ่มนวล และอัตราเร่งที่ดีมาก ส่วนตัวชอบ Wet Mode กับระบบ AYC ที่ทำให้ตัวรถเกาะถนนได้ดีเยี่ยมขณะเข้าโค้ง ช่วยให้รู้สึกปลอดภัยและตอบโจทย์การใช้งานจริง เหมาะกับการขับขี่ในชีวิตประจำวันที่ต้องขับบนเส้นทางจังหวัดอุตรดิตถ์ซึ่งอยู่ทางภาคเหนือ ที่ถนนบนภูเขาจะลื่นมาก ๆ ในช่วงหน้าฝน”

Mitsubishi e:MOTION VERSE 11

ลูกค้าและผู้สนใจสามารถสัมผัสเทคโนโลยีอันเหนือชั้นของ Mitsubishi e:MOTION โดยสามารถติดต่อขอทดลองขับได้ที่ผู้จำหน่ายมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั่วประเทศ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษเฉพาะ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี สำหรับ 500 ท่านแรก ที่ลงทะเบียนผ่าน https://bit.ly/3LyVplr ภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2567 และออกรถ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2567 รับฟรี! บัตรเติมน้ำมันมูลค่า 4,000 บาท พร้อมแพ็กเกจพิเศษ MITSUBISHI XTRA CARE และสามารถเลือกรับข้อเสนอดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน

ลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมและสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH หรือติดต่อเพื่อขอทดลองขับได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 เปิดรับสายทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

 

 

 

 

 

Primus Pattaya เปิดโชว์รูม Mercedes-Benz สุดอลังการ! สร้างประสบการณ์ครั้งใหม่ ตอกย้ำผู้นำตัวแทนจำหน่ายรถหรู

0

“ไพรม์มัส พัทยา” เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการ Mercedes-Benz สุดอลังการ! ชูแนวคิด Top of Mind สร้างประสบการณ์ใหม่ครั้งยิ่งใหญ่ ตอกย้ำความเป็นผู้นำตัวแทนจำหน่ายรถหรู ปักหมุดรุกตลาดลูกค้าไฮเอนด์ กับแคมเปญ “Mercedes-Benz Trade-in program” พิเศษ! รับมูลค่าเพิ่ม 150,000 บาท เมื่อเลือกรถ Mercedes-Benz รุ่น C 350 e AMG Dynamic หรือรุ่น C 220 d AMG Line พร้อมรับฟรี! ค่า Excess เมื่อนำรถ “เคลมสีรอบคัน” ที่เบนซ์ไพรม์มัส สาขาพัทยา และสาขาเลียบด่วน หมดเขต 31 ส.ค.67

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน กลุ่มบริษัทในเครือ ไพรม์มัส  และทีโอเอเวนเจอร์ โฮลดิ้ง  เปิดเผยว่า การเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการ Mercedes-Benz เฟส 2 บนถนนสุขุมวิท-พัทยาใต้ ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการขยายเครือข่าย และสร้างการเติบโตที่ความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของ “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ทั้งเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายและสร้างความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าที่ชื่นชอบรถยนต์ Mercedes-Benz ในพื้นที่พัทยา และพื้นที่ใกล้เคียง อีกด้วย

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของ “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ในฐานะผู้นำระดับชั้นแนวหน้าของตัวแทนจำหน่าย Mercedes-Benz ที่ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากลูกค้าเป็นอย่างดี ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา ด้วยแนวคิดการเป็นแบรนด์ที่ 1 ในใจของลูกค้า (Top of Mind) โดยยกระดับมาตรฐานด้านบริการให้มีความหลากหลายและคุณภาพสูงสุด เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่าง และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกระดับชั้น

ผมเชื่อมั่นว่า “จากประสบการณ์และความสำเร็จของ “ไพรม์มัส กรุงเทพ” จะเป็นแนวทางให้ “ไพรม์มัส พัทยา” สามารถส่งมอบการบริการด้านการขายและบริการหลังการขายที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมและดีที่สุดในทุกมิติ ให้แก่ลูกค้า Mercedes-Benz ในพื้นที่พัทยา และพื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างแน่นอน”

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ พัทยา จำกัด และกลุ่มบริษัทในเครือ “ไพรม์มัส” เปิดเผยว่า “ไพรม์มัส กรุ๊ป” เป็นกลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ระดับชั้นแนวหน้า เริ่มต้นจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz โดยเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งแรก บนถนนเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา เมื่อปี 2020 โดยการดำเนินธุรกิจมุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจและเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง Customer Centric  ผ่านการสร้างประสบการณ์ใหม่ทั้งด้านการขายและการบริการหลังการขาย ที่ให้ความแตกต่างและเปี่ยมด้วยคุณภาพ ส่งผลทำให้  “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันรวดเร็ว  ด้วยยอดจำหน่ายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกปี และลูกค้ากลับเข้ามาใช้บริการซ้ำอย่างต่อเนื่อง แต่ที่สร้างความภาคภูมิใจมากสุด คือ การได้รับคะแนน CSI 1 จากการสำรวจความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า Mercedes-Benz

ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีนโยบายที่จะขยายการลงทุนสร้างเครือข่ายการจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz แห่งใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการให้บริการลูกค้า และขยายธุรกิจให้มีการเติบโตยิ่งขึ้น ที่สำคัญ คือ เพื่อเป็นการส่งต่อแนวคิดและการบริหารงานแห่งความสำเร็จนี้ เพื่อสร้างความสุขและบริการชั้นเลิศให้แก่ลูกค้าได้หลากหลายยิ่งขึ้น

ประกอบกับ “ไพรม์มัส กรุ๊ป” มีศักยภาพด้านการลงทุนและการบริหารธุรกิจ เราจึงตัดสินใจขยายเครือข่าย ด้วยการเปิดสาขาตัวแทนจำหน่าย Mercedes-Benz เป็นแห่งที่ 2 ด้วยเงินลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ในการก่อสร้างโชว์รูมและศูนย์บริการ Mercedes-Benz แห่งใหม่ ในเขตพัทยา ภายใต้ชื่อ “ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ พัทยา” โดยมีบริการทั้งด้านการขายและบริการหลังการขายแบบครบวงจร บนพื้นที่ 2 แห่ง คือ

1.โชว์รูมจัดแสดงและจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG รุ่นใหม่ พร้อมศูนย์ Service Center ที่มีบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ Mercedes-Benz ทุกรุ่น ทุกแบบ รองรับรถยนต์เข้ารับบริการได้สูงสุดถึง 500 คันต่อเดือน บนพื้นที่กว่า 3 ไร่ ย่านถนนสุขุมวิท-พัทยาใต้

2.โชว์รูมจัดแสดงรถยนต์ Mercedes-Benz Certified Used Car รถยนต์ใช้แล้วหลากหลายรุ่น ด้วยคุณภาพมาตรฐาน ในราคาคุ้มค่า และศูนย์ซ่อมสี-ตัวถัง “BP Center Service” ขนาดใหญ่และทันสมัยสุดในภาคตะวันออก มีช่องซ่อมสำหรับบริการมากถึง 15 ช่องซ่อม รองรับการบริการครบวงจร ทั้งงานซ่อมหนักและเบา พร้อมรับงานซ่อมจากบริษัทประกันทุกแห่ง ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 3 ไร่ ย่านถนนสุขุมวิท-นาจอมเทียน

ด้วยศักยภาพดังกล่าวนี้ เราจึงมั่นใจว่า “ไพรม์มัส พัทยา” จะสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ดี และมีประสิทธิภาพในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้ารถยนต์ Mercedes-Benz ได้อย่างแน่นอน

นายจิระพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทางโชว์รูมและศูนย์บริการของ “ไพรม์มัส พัทยา” ได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั้งในเขตพัทยา และพื้นที่ใกล้เคียงเป็นอย่างดี โดยทำยอดขายรถยนต์ Mercedes-Benz และรถยนต์ไฟฟ้า EQ สูงกว่าเป้าหมาย 214% และยอดขายรถยนต์ Mercedes-AMG  สูงกว่าเป้าหมาย 250% ส่งผลให้ “ไพรม์มัส พัทยา” มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของตัวแทนจำหน่าย Mercedes-Benz ต่างจังหวัดทั่วประเทศ ส่วนงานบริการหลังการขาย มีลูกค้า Mercedes-Benz ให้ความสนใจและเข้ารับบริการทั้งด้านการบำรุงรักษาทั่วไป และการซ่อมสีและตัวถัง รวมทั้งสิ้นกว่า 780 ราย

และในช่วงเฉลิมฉลองการเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ Mercedes-Benz สาขาพัทยา อย่างเป็นทางการ “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ขอมอบเอกสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz กับแคมเปญพิเศษ Mercedes-Benz Trade-in program” รับมูลค่าเพิ่ม 150,000 บาท เมื่อเลือกเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic หรือ Mercedes-Benz C 220 d AMG Line พร้อมรับฟรี! ค่า Excess เมื่อนำรถยนต์ Mercedes-Benz เข้ารับบริการเคลมซ่อมสี-ตัวถังรอบคัน หมดเขต 31 สิงหาคม 2567

ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด และนัดหมายการเข้ารับบริการต่าง ๆ ที่ “เบนซ์ไพรม์มัส สาขาพัทยา” โทร.038 051 555 หรือ Line : @primuspattaya และสาขาเลียบด่วน-เอกมัยรามอินทรา โทร.02 095 5555 หรือ Line : @benzprimus

“ลมหายใจไร้มลทิน” ชวนเด็ก และเยาวชน ส่งผลงานประกวด ชิงทุนการศึกษา

0

มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน ร่วมกับ กรมกิจการเด็กและเยาวชน ชวนเด็ก และเยาวชน ส่งผลงานประกวด 4 ประเภท ได้แก่ เรียงความ ร้องเพลง วาดภาพ และ VDO Clip เพื่อร่วมรณรงค์สร้างค่านิยมซื่อสัตย์สุจริต ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 สิงหาคม 2567

มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน ก่อตั้งเมื่อปี 2550 โดยบริษัท สื่อสากล จำกัด ผู้จัดงาน “มหกรรมยานยนต์” และได้รับการสนับสนุนจาก กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดโครงการภายใต้แนวคิด “จะคิด ทำ สอนอย่างไร” เพื่อเสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริตแก่เด็กและเยาวชนทั่วประเทศ จึงขอเชิญชวนเด็ก และเยาวชนระดับปฐมวัย ถึงอุดมศึกษา ส่งผลงานเข้าประกวด ชิงทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร โดยแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่

  1. ประกวดเรียงความเสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต หัวข้อ “คนรุ่นใหม่ใจซื่อมือสะอาด”
  2. ประกวดร้องเพลงประกอบดนตรี เพลง “คิดดี ทำดี” และเพลง “ด้วยลมหายใจที่ไร้มลทิน”
  3. ประกวดวาดภาพศิลปะสะท้อนค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต หัวข้อ “พลิกฟื้นลมหายใจของโลกในยุคหมอกควัน”
  4. ประกวด VDO Clip สะท้อนค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต หัวข้อ “ซื่อสัตย์สุจริต ชีวิตติดโซเชียล”

เด็ก และเยาวชน ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดรายละเอียดกิจกรรมพร้อมใบสมัคร ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2567 ที่ lomhaijai.org หรือ www.dcy.go.th โทรศัพท์ 0-2055-8444 ต่อ 316, 318

“ลามิน่า” คว้ารางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ต่อเนื่อง 9 ปีซ้อน

0

ลามิน่าฟิล์ม” ตอกย้ำความเป็นผู้นำฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร คว้ารางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1  ของประเทศไทย ประจำปี 2567 หรือ Marketeer No.1 Brand Thailand 2024 ต่อเนื่องปีที่ 9 ตอกย้ำความแข็งแกร่งของลามิน่าที่หนึ่งในใจผู้บริโภค จัดโดยมาร์เก็ตเธียร์ กรุ๊ป ร่วมกับ บริษัท มาร์เก็ตติ้ง มูฟ จำกัด

บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า”  จากสหรัฐอเมริกา โดย นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รับรางวัลดังกล่าวด้วยคะแนนโหวตสูงสุดอันดับ 1 ในหมวดฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ ที่ได้รับความนิยมและความเชื่อมั่นด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติกันร้อนกันยูวียอดเยี่ยม บริการเหนือชั้น การให้ข้อมูลที่แท้จริง และการตอบแทนสังคมอย่างยั่งยืน

การมอบรางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1  ให้กับแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ  81 หมวด รวม 69 แบรนด์ในครั้งนี้ มาร์เก็ตเธียร์ กรุ๊ป ร่วมกับ บริษัท มาร์เก็ตติ้ง มูฟ จำกัด ซึ่งมีศาสตราจารย์วิทวัส รุ่งเรืองผล ภาควิชาการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นประธานคณะทำงานและวิจัย เพื่อให้ได้ผลที่ถูกต้อง แม่นยำ สมบูรณ์แบบ และทันต่อสถานการณ์ จึงมีการสำรวจถึง 6,000 ตัวอย่างจากผู้บริโภคทั่วประเทศ

“ลามิน่า” ผ่านการยอมรับในฐานะฟิล์มกรองแสงอันดับ 1 จากผู้ใช้รถทั่วประเทศ ไม่เคยหยุดพัฒนานวัตกรรมและบริการใหม่อย่างต่อเนื่อง อาทิ แนะนำฟิล์มเทคโนโลยีใหม่ Lamina Digital Boost เพื่อยานยนต์ยุค AI เป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในเมืองไทย, เปิดตัวฟิล์มนิรภัยติดกระจกหลังคารถยุคใหม่ Lamina Power Sunroof จนถึงการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ เปิดตัวฟิล์มกรองแสงเพื่อสัตว์เลี้ยง Lamina Buddy Series ขึ้นเป็นครั้งแรกในเมืองไทย

นอกจากนี้บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ในฐานะผู้จัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงคุณภาพสูงมืออาชีพระดับเอเชียแปซิฟิค ยังนำเข้าผลิตภัณฑ์ด้านยานยนต์อีกมากมาย อาทิ อุปกรณ์บรรทุกสัมภาระธูเล่ (Thule) จากประเทศสวีเดน ผลิตภัณฑ์ฟิล์มนิรภัยปกป้องสีรถลูมาร์ (LLumar) จากสหรัฐอเมริกา และผลิตภัณฑ์ดูแลรักษายานยนต์ครบวงจรแอลลักซ์ (LLux) คุณภาพเยี่ยมจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

วิริยะประกันภัย คว้ารางวัลแบรนด์ประกันภัยรถยนต์ ยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศ

0

นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ารับรางวัล “Marketeer No.1 Brand Thailand 2024” รางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 หมวดประกันภัยรถยนต์ จากผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคทั่วประเทศ โดย Marketeer Group สำนักข่าวการตลาดและสถาบันรางวัลคุณภาพ ซึ่งรางวัลดังกล่าวได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำในกลุ่มธุรกิจประกันภัยรถยนต์ของวิริยะประกันภัย ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากผู้บริโภค และในโอกาสนี้ นายเพิ่มพล โพธิ์เพิ่มเหม บรรณาธิการและผู้ก่อตั้ง Marketeer Group และนางสมสมร โพธิ์เพิ่มเหม บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Marketeer ได้ร่วมแสดงความยินดีกับบริษัทฯ ที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ด้วย โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้น ณ ห้องฉัตรา บอลรูม โรงแรมสยามเคมปินสกี้กรุงเทพ

สำหรับ เกณฑ์การมอบรางวัลบนเวที Marketeer No.1 Brand Thailand 2024 นั้น ทาง Marketeer Group ได้ร่วมมือกับ Marketing Moves บริษัทวิจัยทางการตลาดชั้นนำ ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคไม่น้อยกว่า 5,500 ตัวอย่าง ครอบคลุมทั้ง 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยวิริยะประกันภัย ครองคะแนนเป็นอันดับ 1 ในหมวดประกันภัยรถยนต์ ที่ได้รับการรู้จัก (Awareness) จากกลุ่มผู้บริโภคมากที่สุด ด้วยปัจจัยของการมีผลิตภัณฑ์และบริการประกันวินาศภัยที่มีคุณภาพและความคุ้มค่า เป็นผู้นำธุรกิจประกันวินาศภัยพร้อมด้วยนวัตกรรมที่ก้าวหน้า สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เสมอ รวมถึงเป็นบริษัทฯ ที่มีชื่อเสียงและคุ้นเคยในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอขอบคุณผู้บริโภคที่ไว้วางไว้ให้วิริยะประกันภัย เป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจของทุกท่าน พร้อมทั้งขอให้คำมั่นสัญญาที่จะมุ่งมั่นทุ่มเทพัฒนาบริการประกันวินาศภัยในทุกด้านอย่างไม่หยุดยั้ง ดั่งที่ดำเนินการมาตลอด 77 ปี ด้วยความมั่นคงและเป็นธรรม

เอ็มจี ยืนหนึ่งแบรนด์อีวีขวัญใจคนไทย คว้ารางวัล No.1 Brand Thailand 3 ปีต่อเนื่อง

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย คว้ารางวัล No.1 Brand Thailand 2024 ในหมวดรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 สะท้อนถึงการเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคคนไทยไว้วางใจ และความสำเร็จในการยกระดับตลาดอีวีให้เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยความมุ่งมั่นในการนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นแบรนด์ที่มีนโยบายการดูแลที่ชัดเจน และเป็นรูปธรรม

NEW MG MAXUS 7

ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากกลยุทธ์ที่ครอบคลุม “ทุกมิติของอีวี” ตั้งแต่ บทบาทการเป็นผู้ผลิต ซึ่งเห็นได้จากการลงทุนที่มีมูลค่ารวมสูงถึงกว่า 30,000 ล้านบาท ในการขยายพื้นที่โรงงานผลิตรถยนต์ โดยมีกำลังการผลิตมากถึง 100,000 คันต่อปี ซึ่งล่าสุด เอ็มจี ได้เพิ่มไลน์การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ รวมถึงเปิดโรงงานประกอบแบตเตอรี่แบบ Cell-To-Pack ที่มีกำลังการผลิตสูงสุดมากกว่า 50,000 แพ็คต่อปี อีกทั้งตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ที่ผ่านมา เอ็มจี ถือเป็นแบรนด์จีนที่ลุยทำตลาดในประเทศไทยอย่างจริงจัง ด้วยเม็ดเงินลงทุนทางการตลาดอีกกว่า 20,000 ล้านบาท เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคคนไทย และมาพร้อมกับ บทบาทการเป็นผู้จำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างหลากหลายด้วยรถไฟฟ้าเอ็มจีที่มากถึง 7 รุ่น ตั้งแต่รถสปอร์ตโรดสเตอร์ขนาด 2 ที่นั่ง ไปจนถึง e-MPV ขนาด 7 ที่นั่ง และให้ความสำคัญกับการดูแลผู้บริโภคคนไทยด้วย บทบาทการเป็นผู้ให้บริการหลังการขาย ซึ่งปัจจุบัน เอ็มจี มีโชว์รูมและศูนย์บริการที่พร้อมให้บริการลูกค้ากว่า 150 แห่ง ทั่วประเทศ มีเครือข่ายสถานีชาร์จ MG SUPER CHARGE อีกกว่า 150 แห่ง และล่าสุด เอ็มจี เปิดศูนย์บริการ MG EVolution Showroom โชว์รูมและศูนย์บริการสำหรับรถในกลุ่มพรีเมียมอีวี จำนวน 9 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้สอดรับกับยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า และยกระดับคุณภาพของสังคมอีวีในทุกมิติ

นอกจากนี้ เอ็มจี ยังเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงความต้องการ และเล็งเห็นถึงข้อกังวลใจในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภค ล่าสุดได้ประกาศ “เพิ่มการรับประกันคุณภาพตลอดอายุการใช้งาน” หรือ “Lifetime Warranty” สำหรับแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน ในรถยนต์ไฟฟ้า 4 รุ่น ประกอบด้วย NEW MG4 ELECTRIC ซึ่งเป็นโกลบอลอีวี NEW MG MAXUS 9 และ NEW MG MAXUS 7 ซึ่งเป็นรถ  e-MPV แบบ 7 ที่นั่ง รวมถึง NEW MG CYBERSTER สปอร์ตโรดสเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งการรับประกันดังกล่าวจะครอบคลุมสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล โดยไม่จำกัดเฉพาะเพียงเจ้าของแรกเท่านั้น และไม่จำกัดระยะทางในการขับขี่ โดยการเพิ่มการรับประกันตลอดอายุการใช้งานนี้ยังรองรับถือการเปลี่ยนมือในอนาคต ซึ่งจะมีผลครอบคลุมทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบันที่เป็นเจ้าของรถทั้ง 4 รุ่น สะท้อนถึงความมั่นใจในคุณภาพผลิตภัณฑ์และความมุ่งมั่นในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าในระยะยาว

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงษ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า  “รางวัล No.1 Brand Thailand ที่ เอ็มจี ได้รับติดต่อกันเป็นปีที่ 3 จากนิตยสาร Marketeer สะท้อนถึงความเป็นตัวจริง ที่จริงจัง และทำจริง ในเรื่องของอีวี เราไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการขาย แต่ยังให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้า การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และให้บริการที่เป็นเลิศ ส่งผลให้ เอ็มจี เป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ยั่งยืนในประเทศไทย รางวัลนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ครอบคลุมของเรา และเราจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป”

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

มาสด้าผนึกสวาทแคทสนับสนุนกีฬาโอลิมปิคพาลูกค้าชมฟุตบอลนัดพิเศษเพื่อการกุศล

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และทีมสวาทแคท ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนกีฬาโอลิมปิค 2567 มหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ ด้วยการร่วมสนับสนุนการจัดการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรเพื่อการกุศลนัดพิเศษ ระหว่างทีม เมืองทอง ยูไนเต็ด กับ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี พร้อมนำลูกค้ามาสด้าและแฟนบอลเข้าชมการแข่งขันอย่างคับคั่งล้นสนาม สร้างขวัญกำลังใจให้กับนักเตะเป็นอย่างมาก บ่งบอกถึงกระแสนิยมของกีฬาฟุตบอลที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชนคนไทย ทั้งสองทีมเล่นกันอย่างสนุกท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายตลอดทั้งเกม 90 นาที ผลการแข่งขันปรากฏว่าทีมเมืองทองเฉือนเอาชนะไปได้แบบสุดมัน 2 ประตู ต่อ 1 ที่สำคัญ รายได้จากการจัดแข่งขันในครั้งนี้จะถูกนำไปมอบให้กับสมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิค ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ใช้กีฬาในการพัฒนาทักษะและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการทางสติปัญญาไทยต่อไป

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การจัดกิจกรรมเพื่อให้การสนับสนุนทางด้านกีฬาหรือสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง เป็นสิ่งที่มาสด้าเดินหน้าให้การส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกีฬาฟุตบอล ที่มาสด้าเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักของทีมสวาทแคทอย่างยาวนานถึง 12 ปี ซึ่งเกิดจากความตั้งใจจริงของมาสด้าที่ต้องการมีส่วนช่วยสนับสนุนวงการกีฬาของประเทศไทย และร่วมผลักดันนักกีฬาไทยให้ไปไกลถึงในระดับสากล นับตั้งแต่มาสด้าได้เข้ามาให้การสนับสนุนสวาทแคทได้มีการจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ที่ล้วนมีส่วนผลักดันและกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคให้เจริญก้าวหน้า รวมถึงช่วยเติมเต็มความฝันให้กับเยาวชนที่มีใจรักในกีฬาฟุตบอลได้มีโอกาสเรียนรู้เสริมทักษะ เพื่อก้าวไปสู่การเป็นนักกีฬาระดับอาชีพ กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่มาสด้าได้ดำเนินการเป็นประจำทุกปี

มาสด้าในฐานะเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของทีมสวาทแคท จึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนทีมฯ ในการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรเพื่อการกุศลในครั้งนี้ มาสด้ารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีลูกค้ามาสด้าและบรรดาแฟนๆ สวาทแคทเป็นจำนวนมากเดินทางมาร่วมส่งเสียงเชียร์กันอย่างกึกก้องไปทั่วสนาม และยังเห็นสปิริตของนักกีฬาที่ยังคงมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งเป็นสปิริตเฉกเช่นเดียวกับชาวมาสด้าที่มีต้นกำเนิดจากเมืองฮิโรชิม่า ที่ไม่ย่อท้อต่อต่ออุปสรรคใดๆ และมาสด้าขอเชิญชวนคนไทยมาร่วมส่งกำลังใจนักกีฬาไทย ที่กำลังเดินทางเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่กำลังลงทำการแข่งขันอยู่ในขณะนี้

มาสด้าซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์หลักของสโมสร นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ขอมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลการกุศลในครั้งนี้ พร้อมสนับสนุนนักกีฬาโอลิมปิคของประเทศไทย ที่เดินทางไปร่วมการแข่งขันที่กรุงปารีส ระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 – 11 สิงหาคม 2567 นี้ มาสด้าเชื่อว่าด้วยสปิริตและการร่วมแรงร่วมใจกันของประชาชนคนไทยในทุกฝ่ายที่มีให้กับนักกีฬาไทย จะเป็นแรงสนับสนุนและสร้างขวัญกำลังใจได้เป็นอย่างดี และส่งเสริมให้นักกีฬาไทยสามารถคว้าชัยชนะ และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้อย่างแน่นอน

ฟอร์ด เผย 6 เคล็ดลับประหยัดน้ำมัน เดินทางได้อย่างเบาใจ-สบายกระเป๋า

0

เชื่อว่าใครหลายคนกำลังวางแผนเดินทางช่วงวันหยุดยาวนี้ และกำลังคิดคำนวนถึงวิธีการขับขี่อย่างไรเพื่อให้ประหยัดน้ำมันมากที่สุด ฟอร์ดขอแนะนำเคล็ดลับการขับขี่ที่ประหยัดทั้งน้ำมันและเงินในกระเป๋า เพื่อประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นการขับรถในเมืองหรือนอกเมือง

ขับขี่อย่างรอบคอบ

การเร่งเครื่องแรงเกินไปและเบรกกะทันหันทำให้เครื่องยนต์ต้องทำงานหนักและส่งผลต่อการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมาก ผู้ขับขี่ควรสังเกตสภาพถนนและการจราจรรอบตัว รวมถึงเตรียมความพร้อมในการตอบสนองสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นบนถนนล่วงหน้า เพื่อให้สามารถค่อยๆ เร่งเครื่อง ปล่อยคันเร่งได้เร็ว และเบรกได้อย่างนิ่มนวล ยิ่งขับอย่างนุ่มนวลได้มากเท่าไร เครื่องยนต์จะยิ่งใช้เชื้อเพลิงได้มีประสิทธิภาพมากเท่านั้น

ผู้ขับขี่บางคนยังมีความเชื่อผิดๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ว่า ควรเข้าเกียร์ว่างเมื่อลงเนินเพื่อประหยัดน้ำมัน หากคุณต้องการประหยัดน้ำมันให้ได้มากที่สุดและปลอดภัย ควรเปลี่ยนโหมดการขับขี่มาใช้โหมดประหยัด (Eco) แทน ซึ่งจะช่วยปรับการอัตราเร่งเครื่องและอัตราทดเกียร์ รวมถึงใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฟอร์ดยังแนะนำการใช้ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ  ที่ช่วยให้อย่างขับขี่ได้อย่างสะดวกสบายและยังช่วยประหยัดน้ำมันได้อีกด้วย ซึ่งทั้งฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ มีระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ พร้อมระบบ  Stop & Go ที่ช่วยควบคุมการเร่งเครื่อง เบรก และเกียร์เพื่อให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นและมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายขึ้นให้กับผู้ใช้รถ

หมั่นตรวจเช็กสภาพตามกำหนด

เจ้าของรถควรนำรถเข้าตรวจเช็กสภาพให้ตรงเวลาอย่างสม่ำเสมอ โดยพนักงานที่ศูนย์บริการฟอร์ดจะตรวจสภาพรถของคุณอย่างละเอียดทุกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าของรถจะได้รับบริการต่างๆ ตรงตามระยะเวลา ตั้งแต่การเปลี่ยนอะไหล่ หรือตั้งศูนย์ถ่วงล้อทุกปี หรือทุกๆ 10,000 กม. ซึ่งหากปล่อยให้ล้อรถไม่ขนานกัน นอกจากจะเป็นอันตรายแล้วยังอาจทำให้รถทำงานหนักขึ้นและใช้น้ำมันมากขึ้นด้วย ฟอร์ดมีบริการต่างๆ มากมายที่ลูกค้านัดหมายล่วงหน้าได้ง่ายๆ ผ่านเว็บไซต์ฟอร์ดหรือแอปพลิเคชัน FordPass อย่างบริการรับประกันเช็กระยะใน 60 นาที (60-minute Express Service) ที่ศูนย์บริการทั่วประเทศ พร้อมทั้งมีระบบจองออนไลน์ล่วงหน้า โดยช่างเทคนิคจะทำการตรวจสอบรถ 30 จุดตามมาตรฐานฟอร์ดให้โดยไม่คิดค่าแรงเพื่อให้มั่นใจว่ารถของคุณทำงานได้อย่างราบรื่น

ในกรณีที่เจ้าของรถไม่มีเวลานำรถเข้าศูนย์ฯ เอง สามารถนัดหมายบริการรับและส่งรถ (Pick-up and Delivery) โดยพนักงานของศูนย์ฯ ฟอร์ดจะไปรับรถของคุณถึงที่บ้านและนำกลับมาส่งหลังจากตรวจเช็คและดำเนินงานเสร็จ นอกจากนี้ ฟอร์ดยังมีรถบริการเคลื่อนที่ (Mobile Service Vehicle) ที่พร้อมให้บริการเช็กระยะด้วยมาตรฐานเดียวกับศูนย์บริการได้ถึงบ้าน

รถพร้อมแล้ว ยางก็ต้องพร้อม

ยางรถยนต์ที่นิ่มเกินไปหรือสึกหรอจะทำให้เกิดแรงเสียดทานขณะรถเคลื่อนตัวมากขึ้น นั่นหมายความว่า นอกจากรถจะทำงานหนักขึ้นแล้ว ยังต้องใช้น้ำมันมากขึ้นด้วย เจ้าของรถจึงควรตรวจสอบแรงดันลมยางเป็นประจำและต้องแน่ใจว่ายางรถยนต์มีแรงดันตามที่คู่มือแนะนำ (สามารถดูข้อมูลได้บนป้ายที่กรอบประตู) ทั้งนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ บางรุ่น ติดตั้งระบบตรวจสอบแรงดันลมยางที่จะช่วยเตือนเจ้าของรถหากยางมีแรงดันลดลง

อย่าบรรทุกของหนักควรหลีกเลี่ยงการบรรทุกสิ่งของที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะเพิ่มน้ำหนักให้กับรถ ดร. นีล ลูวิงตัน ผู้ดูแลด้านอากาศพลศาสตร์ของฟอร์ด ออสเตรเลีย กล่าวว่า “ทุกสิ่งที่คุณบรรทุกจะทำให้รถของคุณทำงานหนักขึ้น ซึ่งหมายความว่ารถก็จะใช้น้ำมันมากขึ้นตามไปด้วย”คำนึงถึงหลักอากาศพลศาสตร์

ราวหรือแร็คหลังคาอาจช่วยให้บรรทุกสิ่งของได้ง่ายขึ้นก็จริง อย่างไรก็ตาม เจ้าของรถที่มีกล่องสัมภาระบนหลังคาหรือที่วางจักรยานควรถอดอุปกรณ์เสริมเหล่านี้ออกเมื่อไม่ได้ใช้ เพราะอุปกรณ์เสริมถือเป็นการเพิ่มภาระให้กับรถไม่ต่างจากการบรรทุกน้ำหนักท้ายรถมากเกินไป วิธีนี้จะช่วยหลีกเลี่ยงการสร้างแรงต้านที่ไม่จำเป็นเมื่อขับขี่ได้

ดร. ลูวิงตัน กล่าวว่า “ถึงแม้การถอดที่วางจักรยานหรือกล่องสัมภาระอาจเป็นเรื่องที่น่ารำคาญ แต่ถ้าคุณไม่ได้ใช้งานและแค่ขับรถในเมือง การติดแร็คหลังคาจะทำให้รถใช้น้ำมันมากขึ้นกว่าที่จำเป็น เนื่องจากน้ำหนักและแรงต้านที่เพิ่มขึ้น”

เคล็ดลับการขับขี่แบบประหยัดในสภาพอากาศร้อน

สภาพอากาศร้อนอบอ้าวของประเทศไทย ทำให้ผู้ขับขี่ต้องเปิดแอร์ โดยการใช้ระบบปรับอากาศของรถจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้นและใช้น้ำมันมาก ฟอร์ดแนะนำให้ใช้โหมดอัตโนมัติของระบบปรับอากาศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ในกรณีที่ต้องจอดรถในสภาพอากาศร้อน พยายามจอดในที่ร่มเพื่อช่วยให้ห้องโดยสารเย็นได้นานที่สุด แอร์บนรถจะได้ไม่ต้องทำงานหนักเมื่อสตาร์ท แต่ถ้าหาที่ร่มจอดรถไม่ได้ ควรหาซื้อที่บังแดดคุณภาพดีเพื่อช่วยให้ห้องโดยสารไม่ร้อนมากจนเกินไป

NETA เปิดตัว NETA X รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์ SUV อย่างเป็นทางการสู่ตลาดเมืองไทย ราคาเริ่มต้น 739,000 บาท จองวันนี้รับข้อเสนอสุดพิเศษเฉพาะช่วงเปิดตัว

0
SUPAWATTPIXS

NETA ประกาศเปิดตัว NETA X รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์ SUV เสริมทัพผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย ชูจุดเด่นภายในห้องโดยสารกว้างนั่งสบาย 80% ของพื้นที่ห้องโดยสารเป็นวัสดุบุนุ่ม หน้าจอระบบสัมผัส ขนาดใหญ่ 15.6 นิ้ว พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยและฟังก์ชันการใช้งานอัจฉริยะ ให้ความมั่นใจในการขับขี่ด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ระดับ 2.0 รวมถึงระบบความปลอดภัยที่ครบครัน โดยมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย กับราคาเริ่มต้นที่ 739,000 บาท ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษ เฉพาะช่วงเปิดตัว พร้อมส่งมอบให้ลูกค้าต้นเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป

มร. ชู กังจื้อ (Mr. Shu GangZhi) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า NETA เดินหน้าสานต่อพันธกิจในการเป็นผู้สรรสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ เพื่อสร้างการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียมตามปรัชญาTech For All” โดยล่าสุดได้ประกาศเปิดตัว NETA X รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์ SUV เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นรถรุ่นที่สองของ NETA ที่เปิดตัวในปีนี้ ภายหลังจากการแนะนำ NETA V-II รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์ City Car เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบัน NETA มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้เลือก 2 สไตล์ รองรับกับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศโดยตั้งเป้าเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัยอย่างต่อเนื่องในทุกปี

ปัจจุบันเรามีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ NETA วิ่งอยู่บนถนนทั่วประเทศไทยแล้วกว่า 17,000 คัน ผมต้องขอขอบคุณลูกค้าคนไทย รวมไปถึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่มอบความไว้ใจและสนับสนุนการดำเนินงานของแบรนด์ NETA ในประเทศไทย มาอย่างต่อเนื่อง เราพร้อมและยินดีเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเติบโตของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทยให้เติบโตยิ่งขึ้นในทุกมิติ สำหรับการเปิดตัว NETA X นอกจากจะเป็นการตอกย้ำแผนการดำเนินงานในประเทศไทยภายใต้กลยุทธ์ “All in Thailand, All for Thailandในการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ที่ทรงพลังและติดตั้งเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง แล้วยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ NETA ในการนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัยซึ่งคนไทยสามารถเป็นเจ้าของได้ สอดคล้องกับพันธกิจหลักของ NETA เพื่อสร้างการเข้าถึงเทคโนโลยี อย่างเท่าเทียมสําหรับทุกคน หรือ Tech For All”  มร. ชู กังจื้อ กล่าว

NETA X “เติมเต็มทุกโมเมนต์ กับนิยามใหม่ของความกว้าง”

NETA X ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด และสโลแกน “เติมเต็มทุกโมเมนต์ กับนิยามใหม่ของความกว้าง” ชูจุดเด่นด้าน  พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างนั่งสบาย พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย ให้ความมั่นใจในการขับขี่ด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ระดับ 2.0 รวมถึงการติดตั้งระบบความปลอดภัยที่ครบครัน โดยมาพร้อมระบบส่งกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง กำลังสูงสุด 120 กิโลวัตต์ หรือ 163 แรงม้า ให้อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 9.5 วินาที

NETA X มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ NETA X รุ่น Comfort มาพร้อมแบตเตอรี่ ลิเธียม ไอออนขนาด 51.8 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 401 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (มาตรฐาน NEDC) ราคา 739,000 บาท และ NETA X รุ่น Smart จับคู่กับแบตเตอรี่ ขนาด 62 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 480 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (มาตรฐาน NEDC) ราคา 799,000 บาท โดยมีสีตัวถังภายนอกให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ (Onyx Black) สีน้ำเงิน (Glacier Blue) และสีขาว (Pearl White) ภายในห้องโดยสารมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ (Prestige Black) ในรุ่น Comfort และสีน้ำตาล (Elegant Brown) ในรุ่น Smart

ความอัจฉริยะในการขับขี่ Excellence in Intelligent

NETA X ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ระดับ 2.0 ติดตั้งเซ็นเซอร์ รอบคันและเรดาห์รวม 11 จุด รองรับระบบควบคุมความเร็วในการขับขี่ อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control) พร้อมระบบควบคุมความเร็วอัจฉริยะย่านความเร็วสูง (ICA) และความเร็วต่ำ (TJA) รวมไปถึงการควบคุมรถให้อยู่ในเลน อาทิ ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน และระบบช่วยเปลี่ยนเลนพร้อมระบบตรวจจุดอับสายตา เป็นต้น

ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย Excellence in Spacious

NETA X มีมิติตัวถังขนาดใหญ่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยความยาวตลอดทั้งคัน 4,619 มม. กว้าง 1,860 มม. และสูง 1,628 มม. โดยมีระยะฐานล้อที่ยาวถึง 2,770 มม. ให้พื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถจุถึง 508 ลิตร เบาะพับได้สามารถเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้มากถึง 1388 ลิตร พร้อมช่องเก็บของอเนกประสงค์ 24 จุด กระจายอยู่ทั่วทั้งห้องโดยสาร

 ความสะดวกสบาย Excellence in Comfortable

NETA X มอบความสะดวกสบายด้วยเบาะนั่งปรับได้ถึง 6 ทิศทาง พร้อมวัสดุบุนุ่มห้องโดยสารถึง 80% ของพื้นที่ มาพร้อมหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามา รวมไปถึงระบบควบคุมรถยนต์ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ (NETA App) ช่องเชื่อมต่อ USB / Type-C และแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย พร้อมฟังก์ชัน V2L (Vehicle-to-Load) จ่ายกำลังไฟได้ สูงถึง 3.3 กิโลวัตต์ สามารถดึงพลังงานจากรถยนต์ไปใช้งานกับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอก

การเชื่อมต่ออัจฉริยะ Excellence in Interactive

NETA X มาพร้อมหน้าจอความละเอียดสูง ขนาด 15.6 นิ้ว สามารถเข้าถึงระบบนําทางแบบออนไลน์ การสตรีมมิ่งเพลง และการเชื่อมต่อโทรศัพท์เข้ากับระบบรถยนต์เป็นไปได้อย่างราบรื่น อีกทั้งยังมีระบบสั่งการด้วยเสียง รวมไปถึงระบบควบคุมรถยนต์ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ (NETA App) เพื่อให้สามารถตรวจสอบสถานะแบบเรียลไทม์

 ระบบความปลอดภัย Safety

NETA X ใช้โครงสร้างที่ทำจากเหล็กแรงดึงสูง (High-strength Steel) ถึง 75% ของตัวถังมาพร้อมระบบถุงลมนิรภัยถึง 6 จุด และแบตเตอรี่ที่ผ่านการทดสอบ IP68 ซึ่งเป็นระดับกันน้ำและกันฝุ่นระดับสูงสุดในตลาด โดยสามารถผ่านการทดสอบการกันน้ำอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 48 ชั่วโมง

ต้นทุนการเป็นเจ้าของ Ownership Cost

NETA X ให้การใช้พลังงานและค่าบํารุงรักษาที่ต่ำ เมื่อเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ถึง 3 เท่า จึงทําให้ NETA X เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าตัวเลือกที่ให้ความประหยัดและคุ้มค่าในระยะยาว

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ NETA Call Center โทร. 02-023-9981 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสาร และความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ NETA ได้ที่: