Home Blog Page 139

“ไพรม์มัส กรุ๊ป” ประกาศขยายอาณาจักรสู่แบรนด์ลักชัวรี่ย์ “ZEEKR” เตรียมผุดโชว์รูมระดับพรีเมี่ยมครบวงจร ย่านทำเลทอง “ราชพฤกษ์”

0

“ไพรม์มัส กรุ๊ป” ประกาศขยายอาณาจักรธุรกิจยานยนต์สู่แบรนด์ลักชัวรี่ “ZEEKR” ในนาม “ZEEKR PRIMUS” เตรียมผุดโชว์รูมระดับพรีเมี่ยม ย่านทำเลทอง “ราชพฤกษ์” ชูจุดแข็งบริการสุดลักชัวรี่ย์ สร้างความต่างเหนือคู่แข่ง ประเดิมเปิด ZEEKR PRIMUS POP UP STORE ชมและทดลองขับ ZEEKR X พร้อมรับแคมเปญพิเศษ ที่เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางแค ตั้งแต่ 1 ส.ค.67 เป็นต้นไป 

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน กลุ่มบริษัท ไพรม์มัส ผู้จำหน่ายรถยนต์ระดับชั้นแนวหน้าของประเทศไทย เปิดเผยว่า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา นับเป็นปีทองด้านการลงทุนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีบริษัทและแบรนด์รถยนต์รายใหม่จากประเทศจีน ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้ “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ได้เล็งเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจด้านการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ หลังประสบความสำเร็จในการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ระดับลักชัวรี่ย์ Mercedes-Benz จึงมีนโยบายที่จะขยายการลงทุนและสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจมากขึ้น ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้บริโภคคนไทย

ล่าสุด “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ ZEEKR ประเทศไทย  โดยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ ZEEKR” (ซีเคอร์) อย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ  “บริษัท ไพรม์มัส เพรสทีจ จำกัด” (Primus Prestige Co.,Ltd.) หรือในนาม “ZEEKR PRIMUS” และได้ดำเนินการก่อสร้างโชว์รูมและศูนย์บริการ ZEEKR ระดับพรีเมี่ยม ที่มีบริการครบวงจรทั้งด้านการขายและบริการหลังการขาย บนพื้นที่กว่า 4 ไร่ ย่านถนนราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นแหล่งทำเลทองที่มีศักยภาพ เนื่องจากเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ มีเครือข่ายการคมนาคมสายหลักที่หลากหลาย ทำให้อำนวยความสะดวกด้านบริการ และตอบโจทย์ความต้องการที่สมบูรณ์แบบให้แก่ลูกค้า ZEEKR ได้เป็นอย่างดี ขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568

ZEEKR เป็นบริษัทในเครือของ GEELY HOLDING GROUP ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทยานยนต์ชั้นนำระดับโลก ที่มีศักยภาพ ทั้งด้านการวิจัยและพัฒนารถยนต์ การผลิตรถยนต์ และการสร้างเครือข่ายจำหน่ายที่มีอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่สำคัญ ZEEKR เป็นแบรนด์รถไฟฟ้าในกลุ่มพรีเมียม-ลักชัวรี่ย์ และมีนโยบายในการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ด้วยการมอบประสบการณ์ระดับลักชัวรี่ย์ให้แก่ลูกค้าทุกคน ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับ “ไพรม์มัส กรุ๊ป” นั่นคือ การสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าในทุกมิติ

ดังนั้น การร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำอย่าง ZEEKR ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดธุรกิจยานยนต์ของ “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ในการสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและความมั่นคงให้แก่ธุรกิจดังกล่าว ทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จที่ยั่งยืนในอนาคตอีกด้วย” นายณัฏฐวุฒิ กล่าว

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท ไพรม์มัส กรุ๊ป เปิดเผยว่า “ไพรม์มัส กรุ๊ป” เป็นกลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ระดับชั้นแนวหน้า และประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz ด้วยนโยบายที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) ผ่าน 3 กลยุทธ์หลักในการบริหารงานที่มุ่งเปิดประสบการณ์ใหม่ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ด้วยบริการระดับลักชัวรี่ย์ที่สมบูรณ์แบบและครบวงจรทั้งด้านการขายและบริการหลังการขาย จากบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ  ผ่านบทพิสูจน์แห่งความสำเร็จในทุกมิติ

ด้วยคะแนน CSI อันดับ 1 จากการสำรวจความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า Mercedes-Benz และการเติบโตของยอดจำหน่ายในแต่ละปี รวมถึงการกลับเข้ามาใช้บริการซ้ำของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของลูกค้าที่มี “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ซึ่งแนวคิดและกลยุทธ์แห่งความสำเร็จนี้ จะถ่ายทอด DNA สู่ ZEEKR PRIMUS ในการบริหารงานและการดูแลลูกค้าเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าในทุกระดับชั้น 

ในระยะแรก ทาง “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ได้วางแผนสำหรับการรองรับการให้บริการด้านการขายและบริการหลังการขายแก่ลูกค้ารถยนต์ ZEEKR โดยกำหนดงานแผนตามลำดับ ดังนี้

1.การจัดสรรพื้นที่สำหรับการแสดงรถยนต์ ZEEKR ในรูปแบบ ZEEKR PRIMUS POP UP STORE บริเวณชั้น 1 หน้า B2S ที่เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค โดยเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

2.โชว์รูมและศูนย์บริการ (ชั่วคราว) บนถนนราชพฤกษ์ เพื่อจัดแสดงรถยนต์ ZEEKR พร้อมศูนย์บริการรองรับงานด้านบริการหลังการขาย โดยจะสามารถเปิดให้บริการได้ ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2567 เป็นต้นไป

3.โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจร (ถาวร) บนพื้นที่กว่า 4 ไร่ ย่านถนนราชพฤกษ์ โดยจะตั้งเป็น SHOWROOM ระดับพรีเมี่ยม พร้อมศูนย์บริการครบวงจรของ ZEEKR ในประเทศไทย คาดว่าจะแล้วเสร็จ และเริ่มเปิดดำเนินการได้ ในเดือนมีนาคม 2568

พร้อมกันนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จในครั้งนี้ ทาง ZEEKR PRIMUS” ได้มอบโอกาสในการเป็นเจ้าของรถยนต์ ZEEKR รุ่นใหม่ล่าสุด  ZEEKR X” รถคอมแพค อีวี เอสยูวี พละกำลังระบบมอเตอร์คู่ 428 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.8 วินาที ระยะทางวิ่งสูงสุด 540 กม.ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง พร้อมอุปกรณ์ด้านความสะดวกสบายและความปลอดภัยครบครัน ตามมาตรฐาน EURO NCAP มีให้เลือก 2 รุ่น คือ รุ่น STANDARD RWD ราคาจำหน่าย 1,199,000 บาท และรุ่น FLAGSHIP AWD ในราคา 1,349,000 บาท

พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี, ดอกเบี้ยพิเศษ, ผ่อนชำระนานสูงสุด 84 เดือน และฟรี!, การรับประกันตัวรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กม., รับประกันมอเตอร์ นาน 8 ปี หรือ 180,000 กม. พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่ออกรถ ZEEKR X 500 ท่านแรก รับฟรี! WALLBOX มูลค่า 50,000 บาท ที่ ZEEKR PRIMUS POP UP STORE ชั้น 1 หน้า B2S เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ สาขาบางแค หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ 085-959-9605 หรือ Line: https://lin.ee/Xor3FAc

นิสสัน เปิดศูนย์บริการแห่งใหม่ นิสสัน ที พี ออโต้เซลส์ จ.สตูล เพิ่มความครอบคลุมการดูแลลูกค้าในพื้นที่ภาคใต้

0

นิสสัน ประเทศไทย เปิดศูนย์บริการแห่งใหม่ นิสสัน ที พี ออโต้เซลส์ ที่อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล ภายใต้คอนเซ็ปต์ 2S (Service & Spare parts only) มาพร้อมศูนย์บริการซ่อมบำรุง และจำหน่ายอะไหล่แท้ของ นิสสัน เพื่อให้การดูแล และให้บริการลูกค้า ได้ครอบคลุมทั้งในจังหวัด และพื้นที่ใกล้เคียง

โทชิฮิโระ ฟูจิคิ ประธาน นิสสันประเทศไทย และอาเซียน กล่าวว่า “ทางนิสสันมีความภูมิใจ และยินดีเป็นอย่างยิ่งกับผู้จำหน่าย นิสสัน ที พี ออโต้เซลส์ ที่ได้เปิดศูนย์บริการแห่งใหม่ เพื่อการดูแลที่ครอบคลุมรวมถึงมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในเขตจังหวัดสตูล และพื้นที่ใกล้เคียง นิสสันมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของเครือข่ายผู้จำหน่าย ที่ต้องสามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของตลาด และความคาดหวังของลูกค้าได้อย่างฉับไว ถือเป็นการสานต่อความมุ่งมั่นของนิสสันในการสร้างความพึงพอใจอย่างสูงสุดให้กับลูกค้า”

สำหรับศูนย์บริการ นิสสัน ที พี ออโต้เซลส์ ตั้งอยู่เลขที่ 50 ถนนสตูลธานี ตำบลพิมาน อำเภอเมืองสตูล เปิดทำการวันจันทร์ – เสาร์ ตั้งแต่เวลา  08:00 น. ถึง  17:00 น. หยุดวันอาทิตย์

ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต พิสูจน์สมรรถนะรถแข่ง ไทรทัน แรลลี่คาร์ ก่อนตะลุยศึก เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2024 ทวงบัลลังก์แชมป์ในรอบ 2 ปี

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ประกาศความพร้อมของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ภายใต้การสนับสนุนด้านเทคนิคจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เตรียมลงสู้ศึกการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2024 หรือ เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2024 ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 11 – 17 สิงหาคมนี้ บนเส้นทางเขตภาคใต้และภาคกลางของประเทศไทย ด้วยรถกระบะไทรทัน1 จำนวน 4 คัน  เพื่อทวงตำแหน่งแชมป์กลับคืนอีกครั้งในรอบ 2 ปี

ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ได้เตรียมพร้อมในด้านสมรรถนะและความแข็งแกร่งของรถแข่งไทรทัน แรลลี่คาร์ บนเส้นทางออฟโรด ด้วยระยะทาง 800 กิโลเมตรในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทีมแข่ง ทั้งในด้านสมรรถนะการขับขี่ ความปราดเปรียวคล่องตัว และการควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะระบบช่วงล่างด้านหลังที่ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น โดยในวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา หรือ 5 วัน ก่อนเริ่มการแข่งขันเอเอ็กซ์ซีอาร์ ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ได้ทดสอบสมรรถนะของรถที่จะใช้ขับแข่งอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกองค์ประกอบของตัวรถนั้นอยู่ในสภาพสมบูรณ์และพร้อมตะลุยศึกครั้งนี้อย่างเต็มที่

“เราได้พัฒนาสมรรถนะการขับขี่ของรถไทรทัน และขยายความกว้างของช่วงล้อ ทั้งยังปรับปรุงระบบกันสะเทือนหลังแบบจัดเต็ม โดยนำจุดเด่นของรถรุ่น ปาเจโร ซึ่งเคยคว้าแชมป์ดาการ์ แรลลี่ มาปรับใช้ในการแข่งขันครั้งนี้” มร. ฮิโรชิ มาซูโอกะ ผู้อำนวยการ ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต กล่าว “ผลลัพธ์ที่ได้คือ รถแข่ง ไทรทัน แรลลี่คาร์ สามารถเร่งความเร็วได้เต็มสูบ แม้ในสเตจที่ต้องใช้ความเร็วสูง เช่น ขับขี่ด้วยความเร็วที่สูงกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยตัวรถได้รับการพัฒนาให้แข็งแกร่งขึ้น ทั้งยังให้สมรรถนะการควบคุมรถที่ดียิ่งขึ้นตามที่เราต้องการ โดยเฉพาะบนสภาพถนนที่สมบุกสมบัน ซึ่งในปีนี้เรามีรถที่เข้าแข่งขันเพิ่มขึ้นจาก 3 คันเป็น 4 คัน และผมมั่นใจว่านักแข่งและผู้นำทางจะสามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากเราจะมีเป้าหมายทวงคืนบัลลังก์แชมป์ในรอบ 2 ปีแล้ว เรายังต้องการสานต่อธรรมเนียมปฏิบัติของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่มุ่งเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ได้จากการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตอันหฤโหด มาใช้ต่อยอดในการพัฒนารถยนต์ต่อไป” 

ภาพรวมของการแข่งขัน “เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2024”

การแข่งขันเอเอ็กซ์ซีอาร์ในปีนี้ มีรถเข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 67 คัน แบ่งเป็นประเภทรถยนต์ 46 คัน ประเภทรถจักรยานยนต์ 19 คัน และประเภทไซด์คาร์ 2 คัน พิธีเปิดการแข่งขันจะจัดขึ้นในวันที่ 11 สิงหาคม ณ หอนาฬิกา ใจกลางเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทางภาคใต้ของไทย จากนั้น การแข่งขัน Leg 1 อย่างเต็มรูปแบบ จะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 12 สิงหาคม ตามด้วยการแข่งขัน Leg 2 ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยาวที่สุดของการแข่งขันทั้งหมด จะเริ่มต้นพิสูจน์ความแกร่งสุดท้าทายจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปยังอำเภอหัวหิน ตะลุยผ่านเส้นทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยก้อนหินตะปุ่มตะป่ำ จากนั้นการแข่งขัน Leg 3 จะเป็นเส้นทางที่ต้องใช้ความเร็วสูงบนทางฝุ่นเรียบในอำเภอหัวหิน ตามด้วยการแข่งขัน Leg 4 ซึ่งจะฝ่าเส้นทางลาดชันขึ้นลงเขา มุ่งหน้าเข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี ก่อนเข้าสู่การแข่งขัน Leg 5 ซึ่งวิ่งผ่านพื้นที่การเกษตร ที่มีลักษณะเป็นพื้นราบแต่มีทัศนวิสัยจำกัด ปิดท้ายด้วยการแข่งขัน Leg 6 ที่จะมุ่งเข้าสู่เส้นชัย ณ สกายวอร์ค กาญจนบุรี ซึ่งเป็นสะพานกระจกใส ที่เพิ่งเปิดตัวในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ เมื่อปี 2565

รถสนับสนุน ของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต

สำหรับการแข่งขันในปี 2024 ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต มีรถสนับสนุนทั้งหมด 6 คัน ได้แก่ เดลิกา ดี:5 จำนวน 4 คัน
เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี 1 คัน และเดลิกา มินิ 1 คัน

เดลิกา ดี:5  เป็นรถมินิแวนอเนกประสงค์ที่มาพร้อมตัวถังอันแข็งแกร่งด้วยโครงสร้างนิรภัยรอบคันแบบ Rib-Bone และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ขับขี่คล่องตัวปราดเปรียว ด้วยสมรรถนะการควบคุมรถที่ดีเยี่ยมในสภาพอากาศและสภาพถนนหลากหลายรูปแบบ โดย มร. ฮิโรชิ มาซูโอกะ ผู้อำนวยการ ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต จะขับขี่รถเดลิกา ดี:5 จำนวน 1 คัน เพื่อสำรวจเส้นทางการแข่งขัน โดยตัวรถได้รับการติดตั้งแผงอลูมิเนียมป้องกันเครื่องยนต์ ทั้งยังยกสูงขึ้นจากเดิม 20 มิลลิเมตรโดยประมาณ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมรถบนเส้นทางสมบุกสมบัน

เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี เป็นรถยนต์รุ่นแฟล็กชิพของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ได้ผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification Technology) และเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWC (All-wheel Control Technology) เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์การใช้งานและการขับขี่ที่ทรงพลังในสภาพอากาศและสภาพถนนที่หลากหลายตามแบบฉบับรถเอสยูวี พร้อมมีอัตราเร่งที่นุ่มนวลและเปี่ยมด้วยพลัง มอบความปลอดภัยและไว้วางใจได้ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า

เดลิกา มินิ  เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลขนาดเล็กหลังคาสูงแบบเคคาร์2 (Kei-car) หรือที่รู้จักกันในชื่อ เดลิกา มินิแวน ซึ่งผสานห้องโดยสารที่กว้างขวางเข้ากับสมรรถนะการขับขี่ที่สะดวกสบาย ปลอดภัย มั่นใจได้แม้ขณะขับขี่บนถนนทางกรวดและถนนลูกรัง

รถสนับสนุนทุกคันจะติดตั้งล้ออัลลอย CRAG T-GRABIC II ของแบรนด์ Work (เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ติดตั้งล้อ Work Emotion M8R) และยางออฟโรด GEOLANDAR ของแบรนด์ Yokohama ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น ไม่ว่าจะเป็นทางฝุ่น หรือทางโคลน เพื่อให้รถทุกคันสามารถตะลุยผ่านเส้นทางการแข่งขันแรลลี่ได้อย่างราบรื่น

นอกจากนี้ รถสนับสนุนทั้ง 6 คัน ยังได้รับการตกแต่งภายนอกเช่นเดียวกับรถแข่ง ไทรทัน แรลลี่คาร์ ที่โดดเด่นด้วย
สีแดงที่แสดงถึงพลังอันฮึกเหิม พร้อมด้วยกราฟิกลวดลายดินฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย และสีเทาเมทัลลิก เพื่อสะท้อนถึงชั้นหินที่หนักแน่นและแข็งแกร่ง 

 

การรายงานผลการแข่งขันประจำวัน

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส จะรายงานความเคลื่อนไหวของการแข่งขันเป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่วันแรกของการแข่งขัน คือ วันที่ 11 สิงหาคม ไปจนถึงการแข่งขันช่วงสุดท้ายในวันที่ 17 สิงหาคม ทางเว็บไซต์เอเอ็กซ์ซีอาร์ของบริษัทฯ

https://www.mitsubishi-motors.com/en/brand/ralliart/axcr/axcr2024/

[เว็บไซต์ของการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ สำหรับสื่อมวลชน]

https://library.mitsubishi-motors.com/axcr2024_ralliart/

  1. จำหน่ายในชื่อ L200 ในบางประเทศ
  2. เคคาร์ เป็นประเภทรถยนต์ที่มีขนาดเล็กในประเทศญี่ปุ่น

มาสด้าประกาศสนับสนุน“สวาทแคท” ลุยศึกไทยลีก เปิดตัวชุดแข่งและนักเตะที่พร้อมลงฟาดแข้งในฤดูกาลใหม่

0
Mazda Swatcat 1

มาสด้าประกาศเดินหน้าผลักดันแผนพัฒนากีฬาควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ลงนามต่อสัญญาฉบับใหม่เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของทีม “สวาทแคท” เตรียมลุยสู้ศึกไทยลีกฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเริ่มขึ้น จัดงานเปิดตัวสโมสรฯ ผู้สนับสนุน และชุดแข่งขันในฤดูกาล 2024/25 ภายใต้ธีม “SWATCAT IS REAL สวาทแคท ของแทร่” สื่อถึงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของทีมฟุตบอลชื่อดังแห่งเมืองโคราช ด้วยการเลื่อนชั้นกลับขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้อีกครั้งในฐานะแชมป์ T2 เปิดตัวขุนพลนักเตะใหม่ฝีเท้าฉกาจทั้งสายเลือดไทยและต่างชาติเสริมทัพสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีม ลั่นปีนี้ทีมมีความพร้อมกว่าเดิมมาก ตั้งเป้าทำอันดับให้ดีที่สุด พร้อมเชิญชวนแฟน ๆ ร่วมเชียร์ไปด้วยกัน

มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ฤดูกาลที่ผ่านมามีเรื่องน่ายินดีเกิดขึ้นมากมาย ทีมสวาทแคทได้นำความสุข นำชัยชนะกลับมาเป็นของขวัญให้แฟน ๆ ทุกคน ทำให้เรากลับขึ้นมายืนหนึ่งในไทยลีกได้อย่างสง่างาม ในฐานะแชมป์ T2 ผมชื่นชมในความอุตสาหะและการทุ่มเทของนักกีฬา โค้ช ผู้บริหาร และทีมงานทุกคน ที่สำคัญคือแฟน ๆ ที่ร่วมแรงร่วมใจส่งเสียงเชียร์ช่วยผลักดันให้ทีมก้าวไปสู้เป้าหมายได้สำเร็จ เราทุกคนต่อสู้เพื่อทีมที่เรารัก โดยไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค สิ่งเหล่านี้คือสปิริตที่เรามีร่วมกัน นี่คือบทพิสูจน์ที่นำพาให้เราชาวสวาทแคทก้าวเดินมาจนถึงทุกวันนี้ได้ มาสด้าสนับสนุนสวาทแคทตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ 12 ปีเต็ม ผ่านประสบการณ์ร่วมกันมากมาย ทั้งสุข และเศร้า ผ่านอุปสรรคนานัปการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้ทำให้ความรักความผูกพันของเราเปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย กลับกลายเป็นมิตรภาพที่เหนียวแน่นมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเฉพาะคนโคราชเท่านั้น แต่รวมถึงคนไทยทั้งประเทศ

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การสนับสนุน “สโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี”  เป็นจุดเริ่มสำคัญของมาสด้าในการบุกเบิก Sports Marketing วันนี้ มาสด้าและสวาทแคทเดินทางมาไกล แต่เราจะไม่หยุดเดิน เราต้องไปให้ถึงจุดหมายที่ทุกคนคาดหวัง เราประสบความสำเร็จจากการก้าวขึ้นมาเล่นในไทยลีก T1 อีกครั้ง ด้วยการคว้าแชมป์ T2 ปีนี้มาสด้าสานต่อการสนับสนุนทีมต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ติดต่อกัน เราทุกคนเชื่อมั่นในสปิริตของทีม เรามั่นใจว่าฤดูกาลนี้สโมสรจะประสบความสำเร็จดังที่ตั้งเป้าหมายไว้ เพราะทุกคนมีความความพยายาม มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท และไม่เคยยอมแพ้ ด้วยสปิริตแห่งนักสู้นี้ เรามีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าปีนี้ทีมจะก้าวขึ้นไปอยู่แถวหน้าของตาราง การลงนามความร่วมมือกันระหว่างมาสด้าและสโมสรฯ ในครั้งนี้ คือ พันธสัญญาที่จะก้าวเดินไปด้วยกัน ต่อสู้ไปด้วยกัน เพื่อความสำเร็จของทีม รวมถึงความสุขของแฟนบอล โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพวงการกีฬาฟุตบอลของเมืองไทยให้ก้าวไปสู่ระดับชั้นนำของโลกดังที่ทุกคนตั้งความหวัง

“ปีนี้มาสด้ายังคงให้การสนับสนุนทีมสวาทแคทอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ทีมก้าวสู้เป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะเราไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่ชัยชนะเท่านั้น การที่มาสด้ามีส่วนช่วยผลักดันนักเตะและวงการฟุตบอลของไทยให้เติบโตไปไกลกว่าเดิม ผมมั่นใจว่าทีมงานทั้งหมด ทั้ง ผู้บริหารสโมสรฯ โค้ช และนักเตะทุกคน ต่างมีใจสู้ไม่ถอย ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค พร้อมร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้ทีมก้าวสู้เป้าหมายตามที่ต้องการ เพราะสิ่งเหล่านี้คือสปิริตที่เรามีร่วมกัน เราไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่เก็บชัยชนะเท่านั้น เราต้องการพัฒนาและยกระดับฟุตบอลไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมให้นักกีฬาก้าวสู่ระดับอาชีพ ที่สำคัญ คือการสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นให้เติบโตไปพร้อม ๆ กันทุกภูมิภาคทั่วประเทศ” นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ประธานเปิดงาน กล่าวว่า ฤดูกาลที่ผ่านมา เราสามารถทำเป้าหมายได้สำเร็จ คว้าแชมป์ฟุตบอลไทยลีก 2 ได้เลื่อนชั้นกลับขั้นมาอยู่บนไทยลีก 1 ส่วนฤดูกาลใหม่นี้ ก็เป็นปีที่มีความท้าทาย เราในฐานะทีมน้องใหม่ ซึ่งในส่วนของฝ่ายบริหาร ผมพร้อมให้การสนับสนุนทีมในทุก ๆ ด้าน อย่างเต็มที่ เพราะผมรู้ว่าการแข่งขันในลีกสูงสุดไม่ใช่เรื่องง่าย และเราก็ผ่านประสบการณ์มาแล้ว ทำให้เรามีความระมัดระวังมากขึ้นในทุกมิติ และเตรียมพร้อมทุกอย่างให้มีความสมบูรณ์มากที่สุด ก็ต้องขอบคุณผู้สนับสนุนทีมทุก ๆ ท่าน ที่ยังอยู่เคียงข้างทีมสวาทแคท และที่สำคัญก็คือแฟนบอลสวาทแคทที่คอยส่งเสียงเชียร์สนับสนุนทีมมาโดยตลอด

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ประธานบริหารสโมสรฯ กล่าวว่า เราทำสำเร็จตามเป้าหมาย คือ เลื่อนชั้นกลับไปสู่ลีกสูงสุดภายในปีเดียว และเราขึ้นมาด้วยการคว้าแชมป์ไทยลีก 2 ทำให้มีความมั่นใจ ซึ่งฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึงเราพร้อมต่อยอดผลงาน มีการเตรียมความพร้อมรับมือในทุกด้าน ทั้งด้านบริหารและการเตรียมทีม ที่มี โค้ชโจ ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น เป็นเฮดโค้ช ได้เตรียมความพร้อมตัวผู้เล่นที่เสริมเข้ามาใหม่ผนวกกับตัวผู้เล่นเดิมที่มีการผสมผสานจนเกิดความลงตัวและพร้อมลงสนามแข่งขัน ผมจึงอยากเชิญชวนแฟนบอลชาวโคราชเข้ามาส่งกำลังใจเชียร์ทีมในสนามให้เยอะ ๆ ซึ่งผมมีความเชื่อมั่นว่าการแข่งขันในปีนี้จะเป็นการต่อสู้ที่สนุกของพวกเรา

สำหรับอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงานฯ คือการเปิดตัวชุดแข่งขันใหม่ประจำฤดูกาล 2024/25 ที่มาจากการออกแบบของ VOLT โดยมี 3 แบบ คือ SWATCAT HOME JERSEY (สีส้ม), SWATCAT AWAY JERSEY (สีน้ำเงิน), SWATCAT THIRD JERSEY (สีเทา) และชุดผู้รักษาประตู3 สี คือ สีดำ, สีขาว, สีเหลือง โดยนักฟุตบอลของสวาทแคทยังได้ร่วมกันเดินแบบโชว์ตัว สวมชุดแข่งขันใหม่อวดสายตาแฟนบอลอย่างเป็นทางการครั้งแรก ท่ามกลางบรรยากาศสุดชื่นมื่น และเต็มไปด้วยความอบอุ่น โดยกิจกรรมจัดขึ้นที่โคราช ฮอลล์ 2 ชั้น 4 ศูนย์การค้า เซ็นทรัล โคราช เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” เปิดตัว รถบริการนอกสถานที่ “มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส” รุ่นใหม่ล่าสุด! ส่งตรงบริการซ่อมบำรุง ให้ลูกค้าอุ่นใจได้ทุกที่

0
มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส 1

ริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว รถบริการนอกสถานที่ มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส รุ่นใหม่ล่าสุด! ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการบริการ อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าได้มากขึ้น ดูแลลูกค้าได้มากกว่าเดิมโดยครอบคลุมพื้นที่บริการได้กว้างไกลยิ่งกว่า ส่งตรงบริการซ่อมบำรุงถึงที่ได้ทันใจ ด้วยช่างเทคนิคของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์สูง พร้อมอุปกรณ์ตรวจเช็กและบำรุงรักษาครบครัน ขานรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าองค์กร ลูกค้ารายใหญ่ ผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย รวมถึงลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล รถบริการนอกสถานที่ มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส มุ่งสร้างความประทับใจสูงสุดให้กับลูกค้า ด้วยบริการที่หลากหลายและครบครัน ทั้งการตรวจสภาพและบำรุงรักษาตามกำหนด และการให้ความช่วยเหลือในยามฉุกเฉิน เติมความอุ่นใจให้กับลูกค้า พร้อมมอบความสะดวกสบายมากกว่าที่เคย เพื่อผูกใจลูกค้าให้เหนียวแน่นอยู่กับแบรนด์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส

มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส 2

นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขายและบริการหลังการขาย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบความสะดวกสบาย และสร้างความประทับใจสูงสุดให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นคนสำคัญของเรา รถบริการนอกสถานที่ มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส จึงเป็นบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อส่งมอบบริการที่ดีเยี่ยม ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ซึ่งมีความหลากหลายในเชิงการใช้งานรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าองค์กร ที่มีรถยนต์ในครอบครองจำนวนมาก ลูกค้าผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย ซึ่งใช้รถยนต์ในหลากหลายรูปแบบ หรือลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล รถบริการนอกสถานที่ มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส สามารถเข้าไปช่วยเหลือลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ทุกที่ทุกเวลา ด้วยทีมช่างที่มีประสบการณ์สูง ซึ่งได้รับการฝึกอบรมจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส พร้อมด้วยอุปกรณ์ตรวจเช็กและบำรุงรักษาที่ครบครัน ซึ่งนอกจากจะเติมเต็มความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าให้แน่นแฟ้นขึ้นอีกด้วย โดยเข้าไปอำนวยความสะดวกถึงที่ เพิ่มความอุ่นใจให้กับลูกค้า”

รถบริการนอกสถานที่ มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นจากรุ่นแรกซึ่งเปิดตัวในปี 2562 โดยได้รับการติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องมืออันทันสมัยเพิ่มเติมกว่า 60 รายการ จึงสามารถรองรับงานบริการได้หลากหลายรูปแบบยิ่งขึ้น ครอบคลุมบริการได้มากกว่า ทั้งการบำรุงรักษาตามกำหนดและการตรวจเช็กระยะได้ถึง 100,000 กิโลเมตร การเปลี่ยนของเหลว อาทิ น้ำมันเครื่อง และระบบของเหลวอื่นๆ รวมถึงการตรวจสอบระบบเบรก เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้อย่างเต็มเปี่ยมในสมรรถนะของรถยนต์และระบบความปลอดภัย

มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส 3

รถบริการนอกสถานที่ มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส จะให้บริการโดยเครือข่ายผู้จำหน่ายของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เพื่อมอบความสะดวกสบาย ส่งตรงบริการถึงที่ ให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว โดยนายโฆษิต รินทรานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูจันทบุรี จำกัด กล่าวว่า “รถมิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส รุ่นใหม่ ช่วยเพิ่มศักยภาพในการให้บริการของผู้จำหน่ายได้อย่างดี ขยายพื้นที่ให้บริการได้ครอบคลุมกว้างไกล โดยการให้บริการงานนอกสถานที่จะช่วยเสริมสร้างความพึงพอใจของลูกค้า ซึ่งเราสามารถส่งรถออกไปให้บริการลูกค้าได้ทุกที่อย่างทันท่วงที มอบความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา และเพิ่มความอุ่นใจให้กับลูกค้าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน”

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีแผนที่จะทยอยส่งมอบรถบริการนอกสถานที่ มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส อย่างต่อเนื่อง สู่ผู้จำหน่ายทุกสาขาทั่วประเทศ โดยในล็อตแรกได้ดำเนินการส่งมอบรวมทั้งสิ้น 8 คัน ให้แก่ผู้จำหน่าย ดังนี้
1. บริษัท มิตซูจันทบุรี จำกัด (สำนักงานใหญ่) จังหวัดจันทบุรี
2. บริษัท แสงชัยมอเตอร์เซลล์ จำกัด (สาขาแม่โจ้) จังหวัดเชียงใหม่
3. บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส ปากเกร็ด จำกัด (สาขาแจ้งวัฒนะ) จังหวัดกรุงเทพมหานคร
4. บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด (สำนักงานใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ
5. บริษัท เอ.เอ.เอส มอเตอร์ จำกัด (สำนักงานใหญ่) จังหวัดปัตตานี
6. บริษัท เอ.เอ.เอส มอเตอร์ จำกัด (สาขานราธิวาส) จังหวัดนราธิวาส
7. บริษัท มิตซูชัยพร จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร
8. บริษัท กวงไถ่มอเตอร์เซลล์ จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ

มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส 7

รถบริการนอกสถานที่ มิตซูบิชิ โมบายเซอร์วิส พร้อมให้บริการลูกค้าทั่วประเทศ อำนวยความสะดวกสบายให้ลูกค้าอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านบริการตรวจเช็กทั่วไปโดยละเอียดทั้งหมด 22 รายการ เช่น ระบบปรับอากาศและระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นการตรวจเช็กรถยนต์อย่างถี่ถ้วน ครอบคลุมทุกจุด วางใจได้ และในด้านบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน อาทิ การเติมน้ำมันเชื้อเพลิง การจั๊มสตาร์ทเครื่องยนต์ การเปลี่ยนแบตเตอรี่ และการเปลี่ยนยางรถยนต์โดยใช้ยางสำรองของลูกค้า ฯลฯ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่อย่างไร้กังวล ภายใต้สโลแกน “เราดูแล…คุณแค่ขับ” ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของบริษัทฯ ในการพัฒนาด้านบริการและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า

 

 

 

“นิสสัน” และ “ฮอนด้า” ร่วมกันวิจัยเทคโนโลยีพื้นฐานของยานพาหนะที่ฟังก์ชั่นหลักถูกควบคุมโดย software (SDV) สำหรับยานยนต์ในรุ่นต่อไป

0
Nissan & Honda 1

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด และ บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ร่วมแถลงโดยแจ้งว่า ทั้งสองบริษัทฯ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่จะดำเนินการวิจัยร่วมกันในเทคโนโลยีพื้นฐานของยานพาหนะที่ฟังก์ชั่นหลักถูกควบคุมโดย software หรือ Software-Defined Vehicles (SDVs) สำหรับยานยนต์ ในรุ่นต่อไป เมื่อวันที่ 15 มีนาคม เกี่ยวกับการเริ่มหารือในความร่วมมือเชิงกลยุทธ์สำหรับเทคโนโลยีอัจฉริยะ และการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยทั้งสองบริษัทยังได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการกระชับกรอบความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งกำลังหารือ และพิจารณาในขอบเขตที่กว้างมากขึ้นอีกด้วย

นิสสัน และ ฮอนด้า ร่วมในการอภิปรายและการพิจารณาที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อร่วมมือกันในด้านต่างๆ รวมถึงเพื่อเร่งความพยายามในการสร้างสังคมที่เป็นกลางทางคาร์บอนและปราศจากอุบัติเหตุจากการจราจร ทั้งสองบริษัทกำลังร่วมกันการวิจัยและพัฒนา และลงทุนในเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อส่งเสริมการขยายผลและการวิวัฒนาการของรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะ ยานพาหนะที่ฟังก์ชั่นหลักถูกควบคุมโดย software หรือ SDV ซึ่งเป็นขอบเขตการศึกษาในด้านความเป็นอัจฉริยะ และการใช้พลังงานไฟฟ้า

บริษัททั้งสองยังเชื่อด้วยว่าซอฟต์แวร์ในด้านต่างๆ ซึ่งรวมถึง การขับขี่อัตโนมัติ การเชื่อมต่อ และ ปัญญาประดิษฐ์ จะกำหนดมูลค่าของยานพาหนะในอนาคต จะกลายเป็นแหล่งที่มาของความสามารถในการแข่งขัน เป็นพื้นที่ที่นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และการทำงานร่วมกันสามารถเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ทั้งหมดนี้ล้วนมาจากการหลอมรวมทรัพยากรของทั้งสองบริษัท ได้แก่ ความรู้ทางเทคโนโลยีและทรัพยากรมนุษย์

จากมุมมองที่มีร่วมกัน นิสสัน และ ฮอนด้า ได้ทำข้อตกลงการวิจัยร่วมเกี่ยวกับเทคโนโลยีพื้นฐานของยานพาหนะที่ฟังก์ชั่นหลักถูกควบคุมโดย software (SDV) สำหรับยานยนต์รุ่นต่อไป และกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการส่งมอบคุณค่าใหม่ๆ จากการสร้างสรรค์ร่วมกันในครั้งนี้อีกด้วย

บันทึกความเข้าใจที่ลงนามใหม่ของทั้งสองบริษัทนี้ มีเป้าหมายที่จะกระชับความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อกำหนดขอบเขตความร่วมมือที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น และเร่งให้เกิดการบรรลุความร่วมมือเชิงกลยุทธ์

นับจากนี้ไป นิสสัน และฮอนด้าจะยังคงศึกษาวิธีการสร้างการทำงานร่วมกันเพิ่มเติมระหว่างทั้งสองบริษัท และทำงานเพื่อดำเนินการตามมาตรการเฉพาะอย่างรวดเร็ว
แพลฟอร์มสำหรับยานพาหนะที่ฟังก์ชั่นหลักถูกควบคุมโดย software หรือ Software Defined Vehicle (SDV) ของยานยนต์รุ่นต่อไป

1. ข้อตกลงการวิจัยร่วมกันเกี่ยวกับเทคโนโลยีพื้นฐานสำหรับแพลตฟอร์มยานพาหนะที่ฟังก์ชั่นหลักถูกควบคุมโดย software (SDV) รุ่นต่อไป
•แพลตฟอร์มสำหรับ SDV รุ่นต่อไปเป็นรากฐานสำคัญของสาขาปัญญาประดิษฐ์ ทั้งสองบริษัทตกลงที่จะดำเนินการวิจัยร่วมกันเกี่ยวกับเทคโนโลยีพื้นฐานและเริ่มต้นการวิจัยแล้ว
•นิสสัน และ ฮอนด้า ตั้งเป้าที่จะทำการวิจัยขั้นพื้นฐานให้เสร็จสิ้นภายในเวลาประมาณหนึ่งปี และพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของการพัฒนาการผลิตจำนวนมาก
ประเด็นสำคัญของความร่วมมือในบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการกระชับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์
2. แบตเตอรี่
•แบตเตอรี่เป็นองค์ประกอบสำคัญของ EV และทั้งสองบริษัทจะพิจารณาขอบเขตของความร่วมมือจากมุมมองระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งรวมถึงการแบ่งปันข้อมูลจำเพาะและการจัดหาร่วมกัน การนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่และสินทรัพย์ของทั้งสองบริษัทมารวมกันจะช่วยให้มีการนำเสนอตัวเลือกของแบตเตอรี่ที่หลากหลาย ตั้งแต่รุ่นประสิทธิภาพสูงไปจนถึงรุ่นที่ใช้ต้นทุนต่ำ ตลอดจนผลการลดต้นทุนผ่านการกระจายการลงทุน และการป้องกันความเสี่ยง พร้อมความได้เปรียบด้านปริมาณการผลิต
•ทั้งสองบริษัทได้บรรลุข้อตกลงพื้นฐานเพื่อรวมข้อมูลจำเพาะของโมดูลเซลล์แบตเตอรี่สำหรับ EV จากมุมมองระยะกลางถึงระยะยาว โดยมีเป้าหมายเพื่อให้แบตเตอรี่ที่พวกเขาวางแผนจะสามารถจัดหาให้ใช้งานได้ในยานพาหนะของทั้งสองบริษัท
•ฮอนด้า และ นิสสัน จะศึกษาการจัดหาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตโดย L-H Battery Company, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ฮอนด้า และ LG Energy Solution ให้กับนิสสันในอเมริกาเหนือหลังปี 2571
3. เพลาขับเคลื่อนไฟฟ้า
•ทั้งสองบริษัทได้บรรลุข้อตกลงพื้นฐานเพื่อรวมข้อมูลจำเพาะของ เพลาขับเคลื่อนไฟฟ้า หรือ e-Axles ของตนร่วมกัน ในระยะกลางถึงระยะยาว สำหรับใช้ในรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเจเนอเรชั่นถัดไปของทั้งสองบริษัท
•ขั้นตอนแรกที่ตกลงร่วมกันคือการใช้มอเตอร์และอินเวอร์เตอร์ซึ่งเป็นแกนหลักของ เพลาขับเคลื่อนไฟฟ้า (e-Axles) ร่วมกัน
4. การผสมผสานผลิตภัณฑ์ร่วมกัน
ด้วยโมเดลที่จะจำหน่ายทั่วโลกของ นิสสัน และ ฮอนด้า ทั้งสองบริษัทจะพิจารณาเสริมโมเดลจากมุมมองระยะสั้น ระยะกลาง จนถึงระยะยาว โดยในระยะสั้น นิสสัน และ ฮอนด้า บรรลุข้อตกลงพื้นฐานเกี่ยวกับรุ่นและภูมิภาคที่จะเสริมโดยแต่ละบริษัท และยังมีข้อตกลงเกี่ยวกับโครงร่างของระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่จะดำเนินการร่วมกันโดยทั้งสองบริษัท ทั้งนี้ ยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และ ยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า (EVs) ถือเป็นยานพาหนะเพื่อการเสริมซึ่งกันและกัน
5. การบริการด้านพลังงานและจัดการหมุนเวียนทรัพยากรในประเทศญี่ปุ่น
นอกจากนี้ ทั้งสองบริษัทยังตกลงที่จะศึกษาความเป็นไปได้ของความร่วมมือในด้านบริการพลังงานและการหมุนเวียนทรัพยากรในประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ การชาร์จ อุปกรณ์ด้านพลังงาน บริการด้านพลังงานที่ใช้แบตเตอรี่ และบริการชาร์จไฟฟ้า

 

“ฮอนด้า” ปรับลดราคา ซิตี้ อี:เอชอีวี รุ่นละ 40,000 บาท ชูจุดเด่นรถซิตี้คาร์ ฟูลไฮบริด ประหยัดเหนือเกินคาด พร้อมฟังก์ชันครบครัน

0
Honda City 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความนิยมของตลาดxEV และกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวไทย มอบความคุ้มค่าในการเป็นเจ้าของยนตรกรรมฟูลไฮบริด e:HEV ได้ง่ายขึ้น ปรับราคาใหม่ สำหรับ ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ลงทุกรุ่นย่อย โดยรุ่น e:HEV SV ราคา 729,000 บาท และรุ่น e:HEV RS 799,000 บาท ดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมรอบคัน ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่รองรับไลฟ์สไตล์หลากหลายของคนยุคใหม่ มาพร้อมระบบฟูลไฮบริด e:HEV ผสานพลังขับเคลื่อนหลักจากมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง ให้ทั้งอัตราเร่งแรงเร้าใจ และอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม พร้อมพาคุณเดินทางสู่ทุกจุดหมายและไปได้ไกลกว่า 800 กิโลเมตร ด้วยน้ำมันเพียง 1 ถัง*

มั่นใจทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ที่มาพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (with Low-Speed Follow: with LSF) เฉพาะรุ่น e:HEV SV และ e:HEV RS อีกทั้งหลากหลายเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการขับขี่** อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)

ถุงลม 6 ตำแหน่ง ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder) ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ช่องเชื่อมต่อ USB ด้านหลังแบบ Type-C 2 ตำแหน่ง ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start)

ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของ ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยข้อเสนอพิเศษ เมื่อจองและรับรถตั้งแต่
วันที่ 1 สิงหาคม 2567 – 1 กันยายน 2567 ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ รับดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.99%*** พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี หรือลูกค้าสามารถเลือกผ่อนเบาดาวน์สบาย กับโปรแกรม ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส ผ่อนเริ่มต้น 7,265 บาท/เดือน (คำนวณจาก ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี รุ่น e:HEV SV เงื่อนไขดาวน์ 20%) หรือเลือกดาวน์ต่ำเพียง 10% พร้อมมอบความอุ่นใจในการใช้งานรถฟูลไฮบริด e:HEV ด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปีและรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.honda.co.th/promotions

ฮอนด้า ซิตี้ มาพร้อม 2 ทางเลือกของขุมพลังการขับเคลื่อน ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการ
โดยมีให้เลือกรวม 6 รุ่นย่อย แบ่งเป็น
•ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่นย่อย
oรุ่น e:HEV RS ราคา 799,000 บาท
oรุ่น e:HEV SV ราคา 729,000 บาท
•ฮอนด้า ซิตี้ เทอร์โบ มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อย
oรุ่น RS ราคา 749,000 บาท
oรุ่น SV ราคา 679,000 บาท
oรุ่น V ราคา 629,000 บาท
oรุ่น S ราคา 599,000 บาท

สีภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ได้แก่ สีน้ำเงินออบซิเดียน (มุก) (เฉพาะรุ่น e:HEV SV และ e:HEV RS)
สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) (เฉพาะรุ่น RS และ e:HEV RS) สีขาวแพลทินัม (มุก) (เฉพาะรุ่น SV, RS, e:HEV SV และ e:HEV RS) สีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) และสีขาวทาฟเฟต้า (เฉพาะรุ่น S และ V)

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชทกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง
โทร 0 2341 7777 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.honda.co.th/city

ขอเชิญชวนลูกค้าร่วมสัมผัสประสบการณ์ทดลองขับยนตรกรรมฮอนด้าได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ โดยทำ
การลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านทาง www.honda.co.th/testdrive

ข้อเสนอพิเศษสำหรับรถยนต์ ฮอนด้า ซิตี้ และ ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี เมื่อทำสัญญาเช่าซื้อกับสถาบันการเงินที่ร่วมรายการ โดยจองและรับรถตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2567 – 1 กันยายน 2567

•ฮอนด้า ซิตี้ มาพร้อม 2 ข้อเสนอพิเศษ ดังนี้ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)
1.ดอกเบี้ย 0% พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี
2.ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อน 4 ปี หรือ ผ่อน 5 ปี ได้ตามสไตล์ที่คุณชอบ
ผ่อน 4 ปี ค่างวดเริ่มต้น 6,224 บาท / ผ่อน 5 ปี ค่างวดเริ่มต้น 5,970 บาท (คำนวณจาก ฮอนด้า ซิตี้ เกรด S เงื่อนไขดาวน์ 20%) หรือเลือกดาวน์ต่ำเพียง 10%

•ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี มาพร้อม 2 ข้อเสนอพิเศษ ดังนี้ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)
1.ดอกเบี้ย 0.99% พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี และรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
2.ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส ผ่อนเบา ดาวน์สบาย เลือกผ่อน 4 ปี หรือ ผ่อน 5 ปี ได้ตามสไตล์ที่คุณชอบ
ผ่อน 4 ปี ค่างวดเริ่มต้น 7,575 บาท / ผ่อน 5 ปี ค่างวดเริ่มต้น 7,265 บาท (คำนวณจาก ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี รุ่น e:HEV SV เงื่อนไขดาวน์ 20%) หรือเลือกดาวน์ต่ำเพียง 10%

 

สิงหาคม นี้ เตรียมพบกับประสบการณ์ไฮบริด+ ที่ประหยัดกว่า แรงกว่า กับ ALL NEW MG3 HYBRID+ ใน 4 ภูมิภาคทั่วไทย

0
All New MG 3 Hybrid+ 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เรียนเชิญลูกค้าและผู้สนใจทุกท่านร่วมสัมผัสประสบการณ์ EXCLUSIVE ก่อนใคร กับเทคโนโลยีไฮบริดใหม่ล่าสุดที่ เอ็มจี นำมาใส่ในรถยนต์ HATCHBACK กับความประหยัด และความสนุกในการขับขี่ที่เหนือกว่า ของ ALL NEW MG3 HYBRID+ ด้วยระบบขับเคลื่อนที่ยกระดับ ครอบคลุมทุกช่วงความเร็ว ให้การขับขี่คล่องตัว ตอบสนองฉับไว ให้ความรู้สึกการขับ ใกล้เคียงกับรถยนต์ไฟฟ้า ได้ทั้งความเงียบ ความนุ่ม และความแรง ด้วยอัตราเร่ง 0 – 100 ภายใน 8 วินาที สำหรับลูกค้าและผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนทดลองขับได้ก่อนใครได้ที่ https://bit.ly/4frQpNl

กรุงเทพ: Curve Café (มธ. รังสิต), Jamica Craft Cafe (กรุงเทพกรีฑา)
ขอนแก่น: Doubleyou Café
ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน): Khajee Café & Eatery
พิษณุโลก: MADE for MOUTH
เชียงใหม่: Vaanaa Cafe & Bistro
สุราษฎร์ธานี: Renovate • Espresso Bar

ลูกค้าสามารถลงทะเบียนความสนใจและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ALL NEW MG3 Hybrid+ ตามลิงค์นี้ https://hellohybridplus.mgcars.com/

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่
Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

สรุป 5 ความต่างของ ‘ORA 07 LONG RANGE ULTRA’ และ ‘ORA 07 LONG RANGE’ อัปเกรดสู่การขับขี่ที่เหนือกว่า

0

หลังจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เปิดตัว ORA 07 รุ่น LONG RANGE ULTRA รถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ตคูเป้สมรรถนะสูงอีกหนึ่งรุ่นออกมา ทำให้ ORA 07 ในปัจจุบันมีทั้งหมดถึง 3 รุ่น เพื่อเป็นทางเลือกที่หลากหลายและตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของผู้ใช้งาน ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นอย่าง ORA 07 รุ่น LONG RANGE ราคา 1,299,000 บาท สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความคุ้มค่าคุ้มราคากับระยะทางการขับขี่ที่ไกลถึง 640 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน NEDC) รุ่น LONG RANGE ULTRA ราคา 1,399,000 บาท สำหรับผู้ที่ชอบระยะทางการขับขี่ที่ไกลพร้อมความสะดวกสบายแบบจัดเต็มจากเทคโนโลยีล้ำสมัยต่าง ๆ และรุ่น PERFORMANCE ในราคา 1,499,000 บาท สำหรับผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบสมรรถนะจากมอเตอร์คู่และต้องการไปสุดทุกทางแบบไร้ขีดจำกัด

สำหรับ ORA 07 รุ่น LONG RANGE ULTRA รถยนต์รุ่นล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวให้คนไทยได้สัมผัสกันนั้น มาจากกลยุทธ์การยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (User-centric) ที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ รับฟังเสียงของผู้บริโภคเพื่อนำมาพัฒนารถยนต์รุ่นนี้ออกมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการอ็อปชันล้นแต่ยังต้องการระยะทางการขับขี่ที่ไกล โดยมี 5 ความต่างที่อัปเกรดจากรุ่น LONG RANGE เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ที่สนุก โดดเด่น และแตกต่างอย่างมีสไตล์

  • รถติดหรือขับทางไกลก็ไม่หวั่นกับความผ่อนคลายขั้นสุดจากเบาะนั่งสุดอัจฉริยะเหนือใคร

เทคโนโลยีเบาะนั่งสุดล้ำจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่จะทำให้ลืมภาพการขับขี่ในอดีตที่ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารเกิดความเมื่อยล้าเมื่อต้องนั่งภายในรถเป็นเวลานานเนื่องจากสถานการณ์รถติดหรือการขับขี่ระยะทางไกล ORA 07 รุ่น LONG RANGE ULTRA จึงเพิ่มความสะดวกสบายขั้นสุดด้วยเบาะนั่งคนขับพร้อมระบบจดจำตำแหน่งอย่าง Memory Seat และ Welcome Seat อำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่ในการขึ้นและลงจากรถได้เป็นอย่างดี เบาะนั่งคนขับและผู้โดยสารด้านหน้ามาพร้อมระบบระบายอากาศ ที่จะทำให้รู้สึกสบายและผ่อนคลายเมื่อร่างกายได้สัมผัสกับพื้นผิวของเบาะขณะนั่งตลอดทั้งเส้นทาง อีกทั้งยังมีระบบเบาะนวดไฟฟ้า ลดความปวดเมื่อยและสร้างความเพลิดเพลินและผ่อนคลายไปในตัวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องนั่งภายในรถเป็นเวลานาน นอกจากนี้ อำนวยความสะดวกไปอีกขั้นกับเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบดันหลังไฟฟ้า เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าสามารถปรับไฟฟ้าได้ถึง 4 ทิศทาง เพิ่มความสบายในการปรับเบาะนั่งให้เข้ากับสรีระและวิสัยทัศน์ขณะเดินทางให้ได้มากที่สุด เพิ่มความสะดวกสบายได้อย่างตรงจุดและตรงใจในทุกมิติ

 

  • ครบครันด้วยความบันเทิงแบบขั้นสุดกับ Infotainment สุดล้ำ ให้ทุกการเดินทางมีแต่เรื่องราวของความสนุก

พร้อมเข้ามาเปลี่ยนทุก ๆ การเดินทางให้ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ด้วยระบบความบันเทิงของ ORA 07 รุ่น LONG RANGE ULTRA เพิ่มความสนุกและความล้ำยิ่งกว่าเคย ด้วยลำโพง Infinity จำนวน 11 ตัว พร้อมระบบแอมพลิฟายเออร์อิสระที่ให้คุณภาพเสียงระดับสูง มอบประสบการณ์ความบันเทิงกระตุ้นโสตประสาทแบบรอบทิศทาง อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบปรับระดับเสียงอัตโนมัติตามความเร็ว ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารเพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีได้อย่างไม่มีสะดุด ลื่นไหล เพิ่มความสนุกในทุกการเดินทาง นอกจากนี้ ยังเพิ่มฟังก์ชันหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกด้านหน้า (Head-up display) ที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถดูข้อมูลได้โดยไม่ต้องละสายตาจากถนนและช่วยให้ไม่เสียสมาธิในการขับขี่ โดยช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อย่างมากอีกด้วย

  • แม้จะช็อปปิงจนของล้นมือก็หมดห่วง กับประตูท้ายเปิด-ปิดไฟฟ้าพร้อมระบบแฮนด์ฟรี

ORA 07 รุ่น LONG RANGE ULTRA ยังมีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ให้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น กับประตูท้ายเปิด-ปิดไฟฟ้าพร้อมระบบแฮนด์ฟรี ซึ่งจะทำให้ผู้ขับขี่หมดห่วงหากช็อปปิงจนของล้นมือ หรือสัมภาระเยอะจากการทำงาน จนทำให้ไม่สามารถใช้มือเปิดประตูท้ายรถได้ เพียงแค่ยกเท้าผ่านระบบเซนเซอร์ใต้กันชนท้าย ประตูท้ายรถก็จะทำการเปิดโดยอัตโนมัติในทันทีในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาที หมดปัญหาและตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งสายช็อป สายเที่ยว หรือสายงานล้นมือ

  • อัปลุคเอาใจสายสปอร์ต เพิ่มความโดดเด่นด้วยสปอยเลอร์หลังไฟฟ้าสุดไฮเทค

ORA 07 ทุกรุ่นยังคงเน้นดีไซน์สปอร์ตคูเป้ ออกแบบให้โฉบเฉี่ยว โดดเด่นเหนือใคร โดย ORA 07 รุ่น LONG RANGE ULTRA มีความแตกต่างแบบเฉพาะด้านไม่เหมือนใคร ในด้านความปราดเปรียวด้วยสปอยเลอร์หลังไฟฟ้า ที่ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ดีไซน์ของรถมีความเป็นเอกลักษณ์ ผสมผสานความสปอร์ตและความสง่างามได้อย่างลงตัว แต่ยังช่วยเพิ่มแรงกดที่ส่วนท้ายของรถ ทำให้รถสามารถยึดเกาะถนนได้เป็นอย่างดี สร้างความสมดุลและความปลอดภัยให้กับรถในขณะที่มีการขับขี่ด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้สปอยเลอร์หลังไฟฟ้ายังมาพร้อมกับฟังก์ชันเปิด-ปิดอัตโนมัติ ที่สามารถตั้งให้เปิดเมื่อปลดล็อกรถ หรือเมื่อความเร็วถึง 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพิ่มความปลอดภัยและความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ถึงแม้จะขับขี่ด้วยความเร็วสูง

เซนเซอร์กะระยะด้านหลัง 6 จุด

กล้องแสดงภาพ รอบทิศทาง 360 องศา

ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (IIP) ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA)

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ (Intelligent ACC)

 

  • ปลอดภัย สะดวกสบายขั้นสุดกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัยสุดล้ำ

เพราะความปลอดภัยในทุกการเดินทาง คือสิ่งสำคัญอันดับแรกที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งมั่นพัฒนา ORA 07 รุ่น LONG RANGE ULTRA ได้เพิ่มฟังก์ชันด้านความปลอดภัย หมดกังวลในทุกการเดินทาง ทั้งการเพิ่มเซนเซอร์กะระยะด้านหน้าและด้านหลังเป็น 6 ตำแหน่ง รวม 12 ตำแหน่ง ที่จะช่วยให้การประมวลผลข้อมูลของรถยนต์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของรถมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ช่วยแจ้งเตือนเมื่อตำแหน่งรถอยู่ในสภาวะเสี่ยง และระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA – Auto Reversing Assistance) หมดห่วงเรื่องการลืมเส้นทางหรือการขับขี่ที่ต้องการถอยหลังกลับมา เช่น ทางตัน เป็นต้น เพราะระบบจะช่วยจดจำเส้นทางเมื่อรถขับเคลื่อนด้วยความเร็วต่ำกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจะสามารถถอยหลังกลับได้โดยอัตโนมัติในระยะ 50 เมตร  รวมถึงระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ 3 รูปแบบ (IIP – Integration Intelligent Parking) โดยออกแบบให้ตรวจจับวัตถุและเส้นบริเวณช่องจอดหรือจุดจอดรถ เมื่อผู้ขับขี่ระบุช่องจอด รถจะทำการจอดให้เองโดยอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถจอดรถในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย รวมถึงพื้นที่จำกัดในเมืองได้อย่างง่ายดายและปลอดภัยอีกด้วย

และนี่คือบทสรุป 5 ความต่างของรถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ตคูเป้ ORA 07 รุ่น LONG RANGE ULTRA ที่มีการอัปเกรดและเพิ่มเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยแบบเต็มพิกัดจากรุ่น LONG RANGE ให้เทียบเท่ารุ่น PERFORMANCE พร้อมสีภายนอก 2 สี ได้แก่ สีขาว (Jade White) และสีเทา (Amethyst Grey) ที่ไม่ว่าจะผู้ขับขี่จะเป็นใคร หรือเพศไหน ต่างยอมรับว่าเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เติมเต็มไลฟ์สไตล์ และช่วยมอบลุคพรีเมียมที่ใคร ๆ ต้องมองแทบเหลียวหลัง

โดย ORA 07 รุ่น LONG RANGE ULTRA จำหน่ายแล้วในราคา 1,399,000 บาท มาพร้อมกับโปรโมชันสุดพิเศษมากมายจากทาง เกรท วอล มอเตอร์ ระยะเวลาโปรโมชันตั้งแต่ 1 – 31 สิงหาคม 2567 รวมมูลค่าสูงสุดถึง 180,000 บาท ได้แก่

  • ดอกเบี้ยพิเศษ 99% เมื่อดาวน์ 25% ผ่อน 48 เดือน* มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 62,000 บาท
  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปีเต็ม มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท (ข้อกำหนดและเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)
  • ฟรี GWM โฮมชาร์จเจอร์ พร้อมติดตั้งในระยะสายไฟยาวไม่เกิน 15 เมตร 1 ครั้ง จากตู้ควบคุมไฟฟ้าในบ้าน (ตู้เมน) (ไม่รวมแท่นชาร์จ) มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท
  • ฟรี ค่าอะไหล่และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง (GWM Pro Service Inclusive – GPSI) สูงสุดไม่เกิน 5 ครั้ง ภายในระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 75,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน และไม่รวมอะไหล่สิ้นเปลือง) มูลค่า 13,000 บาท**
  • ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี มูลค่า 10,000 บาท**
  • ฟรี บริการระบบตรวจสอบและสั่งการรถผ่านอินเทอร์เน็ต* (Telematic Service) พร้อมแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ (Internet in Vehicle) ระยะเวลา 3 ปี มูลค่า 10,500 บาท
  • ฟรี ม่านบังแดดหลังคา GWM มูลค่า 1,200 บาท
  • ฟรี กรอบป้ายทะเบียนและพรม GWM มูลค่ารวม 2,000 บาท
  • ด้านการรับประกันคุณภาพ ORA 07 รุ่น LONG RANGE ULTRA มาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่ ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร** (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และการรับประกันแบตเตอรี่ EV เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร** (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

 

* เนื่องจากสถานการณ์ดอกเบี้ยลอยตัวในปัจจุบัน บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ให้อัตราดอกเบี้ยพิเศษ เฉพาะเมื่อจองและส่งเอกสารทำสัญญาตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนดเท่านั้น หลังจากช่วงเวลาดังกล่าว อัตราดอกเบี้ยพิเศษจะเป็นไปตามที่บริษัทฯ และสถาบันการเงินที่ร่วมรายการกำหนด

** เงื่อนไขการให้บริการเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ดูรายละเอียดได้ที่ GWM Thailand – Service

นิสสันนำเสนอรายงานสำหรับแผนบูรณาการเพื่อสร้างความยั่งยืนใหม่

0

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด เผยแพร่รายงานสำหรับแผนบูรณาการประจำปี 2024 ซึ่งนำเสนอความก้าวหน้าทางธุรกิจของบริษัท ในขณะที่เร่งดำเนินการเพื่อไปสู่วิสัยทัศน์ของบริษัทในระยะยาว Ambition 2030 ด้วยการยึดหลักของการสร้างความยั่งยืน

สำหรับรายงานฉบับแรกไม่เพียงนำเสนอวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ แผนธุรกิจ และข้อมูลทางการเงิน ของนิสสันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลต่อสังคมในระยะกลางถึงระยะยาวอีกด้วย ด้วยความพยายามต่างๆ ของนิสสันที่มุ่งหวังจะสร้างชุมชนที่ปลอดภัย การมีส่วนร่วมในความก้าวหน้าของสังคม และการช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ และระบบนิเวศ โครงการริเริ่มของบริษัท ได้แก่ โครงการ Nissan Green Program 2030 (NGP2030) รุ่นที่ 5 รวมถึงการรวบรวมโครงการริเริ่มเชิงกลยุทธ์เพื่อสังคมของนิสสัน โครงการ Nissan Social Program 2030 (NSP2030) ซึ่งทั้งสองโครงการสนับสนุนกลยุทธ์ธุรกิจที่ครอบคลุมของบริษัท รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลลัพธ์ของความพยายามเหล่านี้มีอยู่ในรายงานข้อมูลด้านความยั่งยืนประจำปี 2024 ซึ่งอัปเดตจากรายงานด้าน ESG ที่เผยแพร่เมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา

โครงการนิสสัน กรีน 2030

ในปี พ.ศ. 2545 นิสสันได้ประกาศแผนปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมระยะกลางแผนแรกภายใต้ชื่อ Nissan Green Program หรือ NGP และนับตั้งแต่นั้นมา บริษัทก็ได้ทำงานเพื่อให้บรรลุปรัชญาด้านสิ่งแวดล้อมที่มีมายาวนาน นั่นคือ “การอยู่ร่วมกันระหว่างผู้คน ยานยนต์ และธรรมชาติ”

สำหรับโครงการ Nissan Green Program 2030 (NGP2030) ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพึ่งพาทรัพยากร และคุณภาพอากาศและน้ำ โดยถือเป็นลำดับความสำคัญหลักสามประการที่ต้องเร่งจัดการ โดยนิสสันมุ่งมั่นที่จะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่มุ่งจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสหรือน้อยกว่า เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางของคาร์บอน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน และลดการพึ่งพาและผลกระทบต่อธรรมชาติและระบบนิเวศให้น้อยที่สุด

เป้าหมายความยั่งยืนที่สำคัญภายใต้โครงการ NGP2030 ได้แก่:

  • ลดการปล่อยก๊าซ CO2 ตลอดวงจรชีวิตรถยนต์ลง 30%
  • ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตต่อคันลง 52%
  • ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อคันสำหรับรถรุ่นใหม่ลง 50% ในตลาดหลัก 4 แห่ง ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน นอกจากนี้ นิสสันจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประเภทเดียวกันลง 5% ทั่วโลก
  • เพิ่มอัตราส่วนชิ้นส่วนที่ใช้วัสดุที่มียั่งยืนในตลาดญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีนเป็น 40%

โครงการ นิสสันโซเชียล 2030

ขณะที่โครงการ นิสสันโซเชียล 2030 (NSP2030) เป็นแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุม และเสริมความต่อเนื่องของโครงการริเริ่มเพื่อสังคมต่างๆ ของนิสสัน ทำหน้าที่เป็นรากฐานของแผนธุรกิจ The Arc จะมีส่วนช่วยให้บรรลุเป็นหมายระยะยาว Nissan Ambition 2030 ภายใต้แนวทางที่คำนึงถึงผู้คนเป็นศูนย์กลาง หรือ people-centric approach นิสสันมุ่งมั่นที่จะเติบโตไปพร้อมกับพนักงาน ชุมชน และพันธมิตร และสังคมในวงกว้าง แนวทางแบบองค์รวมนี้จะช่วยให้บริษัทสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม กลายเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง และสร้างโลกที่ดีขึ้นและน่าอยู่สำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป

  • 6 แกนหลักของ โครงการ นิสสันโซเชียล 2030 ได้แก่ ความปลอดภัย คุณภาพ การจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบ ทรัพย์สินทางปัญญา ชุมชน และพลังของพนักงาน บริษัทมีเป้าหมายและแผนปฏิบัติการสำหรับแต่ละหัวข้อจนถึงปี 2030 เพื่อให้แน่ใจว่าคุณค่าทางสังคมจากโครงการจะได้รับการกำหนดและมีความชัดเจน
  • นิสสันให้ความสำคัญสูงสุดกับผู้คนมาโดยตลอด โดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนเป็นหัวใจสำคัญของความพยายาม นี่คือรากฐานของวัฒนธรรมองค์กรของบริษัท และสะท้อนให้เห็นในหกแกนหลักของโครงการ
  • นอกจากนี้แกนหลักด้าน “พลังของพนักงาน” ยังครอบคลุมประเด็นด้านความหลากหลาย ความเสมอภาค และการรวมกลุ่มกัน (Diversity, Equity & Inclusion – DEI) รวมถึงสิทธิมนุษยชนของพนักงาน การเรียนรู้และการพัฒนา และสุขภาพและความปลอดภัย มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้นิสสัน มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่พนักงานทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันโดยได้รับการสนับสนุน และสามารถเป็นตัวของตัวเองเพื่อบรรลุศักยภาพสูงสุดของแต่ละบุคคลได้ ส่งผลให้เกิดการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่ทั้งบริษัทและพนักงานพัฒนาและก้าวหน้าด้านนวัตกรรมร่วมกันต่อไป นอกจานี้นิสสันมีความมุ่งมั่นเป็นพิเศษในด้าน DEI ที่มีอยู่ โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเปราะบาง อาทิ LGBTQ+ ผู้ปกครองที่อยู่ในการทำงาน ผู้ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และอื่นๆ โดยบริษัทพร้อมสนับสนุนกิจกรรมที่ขับเคลื่อนโดยพนักงานเพื่อสถานที่ทำงานที่เปิดกว้างและมีนวัตกรรมมากขึ้น

ความยั่งยืนที่นิสสัน

โครงการนิสสัน กรีน 2030 (NGP2030) และ โครงการ นิสสันโซเชียล 2030 (NSP2030) เป็นองค์ประกอบสำคัญของแผนธุรกิจใหม่ของนิสสัน The Arc ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสู่วิสัยทัศน์ระยะยาวของบริษัทที่รู้จักภายใต้ชื่อ Ambition 2030 โจจิ ทากาวะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืนของ Nissan (Joji Tagawa – Chief Sustainability Officer) กล่าวว่า “เพื่อให้มั่นใจว่าความก้าวหน้าของเรา วิสัยทัศน์ระยะยาวของเรานั้นครอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อพันธมิตรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดของเรา สิ่งสำคัญคือเราต้องร่วมมือกับพวกเขาเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและนำความคิดเห็นมาพัฒนา ด้วยความพยายามของบริษัท เราต้องร่วมกันเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เราสามารถทำให้บริษัทมีความยั่งยืนและมีส่วนร่วมในสังคมที่ยั่งยืนในท้ายที่สุด ซึ่งทั้งหมดล้วนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของนิสสัน นั่นคือ การขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อยกระดับชีวิตของผู้คน”

นิสสันจะยังคงเดินหน้าพัฒนาความยั่งยืนต่อไปในรูปแบบต่างๆที่ทำได้และมีความเหมาะสมที่สุด โดยยึดถือเป็นหลักสำคัญของบริษัท บนเส้นทางที่จะนำไปสู่โลกที่สะอาดขึ้น ปลอดภัยยิ่งขึ้น และอยู่ร่วมกันมากขึ้น