Home Blog Page 139

เรเว่ ออโตโมทีฟ ขยายคลังอะไหล่แห่งใหม่ ใหญ่กว่าเดิม 4.5 เท่า จัดเก็บชิ้นส่วนกว่า 1,000,000 ชิ้น ครอบคลุมยานพาหนะไฟฟ้า BYD ทุกรุ่นในไทย

0

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ เปิดตัว RÊVER BYD Spare Parts Warehouse คลังอะไหล่รถยนต์ไฟฟ้า BYD แห่งใหม่ มุ่งรองรับบริการหลังการขายให้มีอะไหล่สำรองที่ครบครันและระบบการจัดการที่รวดเร็ว ด้วยพื้นที่ 18,000 ตารางเมตร ใหญ่กว่าเดิมถึง 4.5 เท่า จัดเก็บอะไหล่มากกว่า 1 ล้านชิ้น ครอบคลุมอะไหล่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า BYD ทุกรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย ทั้งยานพาหนะส่วนบุคคลและเพื่อการพาณิชย์ พร้อมระบบการจัดการอะไหล่แบบใหม่ และการเบิกจ่ายที่รวดเร็ว พร้อมส่งมอบอะไหล่ให้ถึงศูนย์บริการภายในวันถัดไป[1] รองรับศูนย์บริการครอบคลุมทั่วประเทศภายในปีนี้ นอกจากนี้ ยังยกระดับความปลอดภัยของคลังอะไหล่ โดยจัดให้มีการคัดกรองเฉพาะบุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าถึงพื้นที่

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “คลังอะไหล่แห่งใหม่ของเรเว่ตั้งอยู่บนพื้นที่มากถึง 18,000 ตารางเมตร ซึ่งใหญ่กว่าคลังอะไหล่เดิมที่ใช้อยู่ถึง 4.5 เท่า รองรับการจัดเก็บชิ้นส่วนอะไหล่ทุกชิ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า BYD ทุกรุ่นที่จัดจำหน่ายแล้วในไทย ทั้งยานพาหนะส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นรุ่น BYD ATTO 3, BYD Dolphin และ BYD Seal ยานพาหนะเพื่อการพาณิชย์ BYD T3, BYD E6 พร้อมด้วยรถบรรทุกและรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า ตลอดจนรถยนต์ของ BYD รุ่นอื่นที่จะเข้ามาในอนาคต โดยที่คลังอะไหล่แห่งใหม่นี้ เราได้ออกแบบการจัดเก็บในแนวสูงและเพิ่มพื้นที่บนชั้นวาง จึงทำให้สามารถจัดเก็บอะไหล่สำรองจำนวนมากกว่า 1 ล้านชิ้น พร้อมทั้งพัฒนาระบบการจัดการอะไหล่รูปแบบใหม่ เพิ่มการดำเนินงานให้มีความคล่องตัวยิ่งกว่าที่เคย สร้างความมั่นใจถึงความพร้อมในการส่งมอบอะไหล่ได้ทันท่วงที เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า BYD หลังจากที่ประสบความสำเร็จก้าวเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยสามารถรองรับได้ทั้งกลุ่มลูกค้าในปัจุบันและอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ‘NEW ENERGY FOR ALL’ ที่มุ่งยกระดับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทย เพราะลูกค้าคือคนสำคัญของเรา และเป็นส่วนสำคัญที่จะร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ NEV Nation ไปด้วยกัน”

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “หนึ่งในหัวใจสำคัญของเรเว่คือการสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจให้กับลูกค้า BYD รวมถึงส่งมอบประสบการณ์หลังการขายที่ดีตลอดระยะเวลาการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของเรา คลังอะไหล่แห่งใหม่นี้จะเป็นศูนย์กลางการเบิกจ่ายและกระจายสินค้าอะไหล่ให้กับศูนย์บริการทั่วประเทศที่มีมากกว่า 100 แห่ง ซึ่งจะช่วยยกระดับบริการหลังการขายให้มีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายของเราที่ต้องการขยายศูนย์บริการให้ ครอบคลุมทุกภูมิภาคภายในปี พ.ศ. 2567 นี้ ด้วยอะไหล่สำรองที่ครบครันและจัดเก็บได้ในจำนวนที่มากกว่าเดิม พร้อมระบบการจัดการอะไหล่แบบใหม่ที่แม่นยำและรวดเร็ว โดยการใช้เครื่อง Handheld สแกนบาร์โค้ดตั้งแต่ขั้นตอนการรับเข้าสินค้า นำสินค้าเข้าจุดจัดเก็บ และนำสินค้าออกจากระบบ รวมถึงนำเครื่อง Handheld มาใช้ในระบบนำอะไหล่ออกจากที่เก็บ เพื่อสแกนบาร์โค้ดก่อนบรรจุลงกล่อง เพื่อให้มีข้อมูลสินค้าที่อยู่ในกล่องอย่างครบถ้วน ซึ่งระบบใหม่นี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้พร้อมส่งถึงผู้จำหน่ายเร็วกว่าเดิม รวมถึงกระบวนการเบิกจ่ายอะไหล่ เพื่อกระจายไปยังศูนย์บริการต่างๆ ทั่วประเทศในวันถัดไป[2] การันตีการส่งมอบอะไหล่อย่างทันท่วงที ทำให้ลูกค้าสามารถนำรถกลับไปใช้งานได้อย่างรวดเร็ว”

คลังอะไหล่ RÊVER BYD Spare Parts Warehouse แห่งใหม่นี้ตั้งอยู่บนพื้นที่บางนา-ตราด มีการแบ่งพื้นที่จัดเก็บอย่างชัดเจนเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ โดยแบ่งพื้นที่คลังอะไหล่ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่

  • ส่วนที่ 1 Inbound area พื้นที่ 2,000 ตารางเมตร รองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้ 25 ตู้คอนเทนเทอร์
  • ส่วนที่ 2 Storage area พื้นที่ 12,000 ตารางเมตร แบ่งการจัดเก็บออกเเป็น 4 โซน สามารถจัดเก็บอะไหล่ได้มากกว่า 1 ล้านชิ้น โดยแบ่งตามขนาดและประเภทของอะไหล่ ประกอบด้วย
  • โซนที่ 1 On Floor สำหรับจัดเก็บสินค้าอะไหล่ขนาดใหญ่
  • โซนที่ 2 Selective Rack สำหรับจัดเก็บอะไหล่ขนาดกลางที่สามารถนำขึ้นชั้นวางได้ โดยสามารถจัดเก็บสินค้าอะไหล่ขนาดกลางได้มากกว่า 1,500 พาเลท
  • โซนที่ 3 Medium Rack สำหรับจัดเก็บอะไหล่ขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยสามารถจัดเก็บสินค้าอะไหล่ได้มากกว่า 2,500 รายการ
  • โซนที่ 4 Battery Room เป็นพื้นที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสำหรับ Blade Battery โดยเฉพาะ โดยควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 25 องศา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าอะไหล่ทุกชิ้นยังคงประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเบิกจ่ายไปใช้งานจริง และสามารถจัดเก็บแบตเตอรี่ได้มากถึง 240 ลูก
  • ส่วนที่ 3 Packing Area พื้นที่ 2,000 ตารางเมตร ใช้สำหรับบรรจุหีบห่อและตรวจสอบสินค้าอะไหล่ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการจัดส่ง
  • ส่วนที่ 4 Outbound Area พื้นที่ 2,000 ตารางเมตร เป็นพื้นที่สำหรับนำจ่ายสินค้าให้กับทีมขนส่ง
    แบ่งออกเป็น 6 เส้นทาง ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก อำนวยความสะดวกจัดส่งสินค้าอะไหล่ถึงศูนย์บริการทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว

ด้วยขนาดพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้นถึง 4.5 เท่า การยกระดับศักยภาพการจัดเก็บและบริหารคลังอะไหล่ การรักษาความปลอดภัย ประกอบกับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาพัฒนาระบบการจัดการอะไหล่ขึ้นใหม่ เรเว่จึงมั่นใจว่าคลังอะไหล่แห่งนี้จะสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจให้กับทั้งผู้จำหน่ายและลูกค้า BYD ในประเทศไทย เกิดความคล่องตัวในกระบวนการส่งมอบอะไหล่ไปถึงตัวแทนผู้จัดจำหน่ายในแต่ละพื้นที่มากกว่า 100 แห่งได้เร็วกว่าที่เคย รองรับการเติบโตของยอดผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลและเชิงพาณิชย์ของ BYD และการขยายศูนย์บริการครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งจะเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของสังคมผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้ต่อไปในอนาคต

[1] สำหรับการสั่งซื้ออะไหล่ก่อนเวลา 11.00 น.

[2] สำหรับการสั่งซื้ออะไหล่ก่อนเวลา 11.00 น.

ชวนชมศิลปะยานยนต์หลากยุคใน “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 46”

0
งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 46 ภาพเปิด

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จัด “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 46” ภายใต้แนวคิด “สะท้อน และส่องทาง – Reflecting and llluminating the path” ชมรถโบราณที่สวยงามสะท้อนศิลปะแต่ละยุคสมัยกว่าร้อยคัน ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ 17-21 กรกฎาคม 2567

งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 46 2

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “งานประกวดรถโบราณ เป็นงานระดับประเทศที่จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 46 โดยแนวคิดของงานปีนี้คือ “สะท้อน และส่องทาง – Reflecting and llluminating the path” มาจากคำกล่าว “ศิลปะส่องทางให้แก่กัน” ซึ่งหมายความว่า ศิลปะต่างแขนงสามารถถ่ายทอดแนวคิด และรูปแบบถึงกันได้ เช่น ในช่วงทศวรรษ 1930 สถาปัตยกรรมแนว ART DECO เฟื่องฟู ส่งผลให้รถยนต์ LANCIA ARTENA ที่ผลิตออกมาช่วงนั้น ซึ่งเราเลือกใช้เป็นภาพโปสเตอร์ มีตัวถังทรงเรขาคณิต ประดับเส้นสายโค้งมน พร้อมห้องโดยสารตกแต่งหรูหรา สะท้อนการออกแบบสไตล์ ART DECO อย่างชัดเจน นอกจากนี้ รถโบราณคันอื่นๆ ก็มีการสะท้อน และส่องทางรูปแบบศิลปะในแต่ละยุคสมัยเช่นเดียวกัน”

งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 46 3

 

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย กล่าวถึง ข่าวดีในปีนี้ที่คณะรัฐมนตรี เห็นชอบหลักการลดภาษีงานศิลปะและรถโบราณ เมื่อมีนาคมที่ผ่านมาว่า “ทางสมาคมได้รับเชิญจากกรมสรรพสามิต เพื่อให้ข้อมูลประกอบการพิจารณาแล้ว โดยเห็นว่าเกณฑ์เทียบเคียงที่เหมาะสมคือ ประเทศสิงคโปร์ ที่อนุญาตให้นำเข้ารถโบราณ ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป โดยมีข้อจำกัดจำนวนวันในการใช้รถในช่วงวันหยุด และวิธีคำนวณภาษีป้ายวงกลมใหม่ โดยเชื่อว่าจะช่วยสร้างเสน่ห์ให้แก่การท่องเที่ยวไทย และสร้างงานจากการซ่อมบูรณะรถโบราณได้อีกมาก”

ณัฐรินทร์ พยุงวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ-สายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค กล่าวว่า “งานประกวดรถโบราณครั้งที่ 46 จัดบนพื้นที่ 5,000 ตารางเมตร กระจายทั่ว บริเวณ Cascata , Zpotlight และ Alive Park Hall ชั้น G ในศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ พร้อมตกแต่งบรรยากาศสไตล์ ART DECO ที่มีความหรูหรา ผสมผสานกับความทันสมัย เพื่อให้ผู้ชมงานได้ชื่นชมความงดงามทั้งรถ และสถานที่จัดแสดง พร้อมเก็บภาพถ่ายเป็นที่ระลึก และแชร์ลงโซเชียล คาดว่าปีนี้จะมีผู้ร่วมงานมากถึง 200,000 คน”

งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 46 6

การประกวดรถโบราณแบ่งเป็น 7 รุ่นตามมาตรฐานของสมาพันธ์รถโบราณสากล (FIVA) ได้แก่ รถรุ่นบรรพบุรุษ (ก่อนปี 1904) รถรุ่นผ่านศึก (ปี 1905 – 1918) รถโบราณ (ปี 1919 – 1930) รถรุ่นก่อนสงคราม (ปี 1931 – 1945) รถรุ่นหลังสงคราม (ปี 1946 – 1960) รถคลาสสิค (ปี 1961 – 1970) และรถคลาสสิคร่วมสมัย (ปี 1971 – ปัจจุบัน -30 ปี)

งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 46 7

นอกจากนั้น ยังมีการประกวดอีกหลายประเภท อาทิ รถจำลอง รถดัดแปลง รถประดิษฐ์พิเศษ รถโฟล์คสวาเกน รถอเมริกัน รถแจกวาร์-เดมเลอร์ และรถมีนี พร้อมรถที่นำมาแสดงเป็นพิเศษ อีกทั้งมีกิจกรรมน่าสนใจมากมาย เช่น การประกวด ราชินีแห่งความสง่างาม (CONCOURS D’ELEGANCE – กงกูรส์ เดเลอกองศ์) เสวนาแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับรถโบราณ คอนเสิร์ทเพลงฮิทในอดีต ถ่ายรูปคู่รถโบราณ จำหน่ายสินค้าวินเทจ หนังสือ นิตยสารเกี่ยวกับรถโบราณ แสตมป์รถโบราณ รถโบราณจำลอง ฯลฯ

ผู้สนใจสามารถส่งรถเข้าประกวดได้ที่ imc.co.th/vintagecarclub/vcct/ ภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2567 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ vintagecarclub.or.th และ facebook.com/VintageCarClub

 

 

‘ฟอร์ด เรนเจอร์’ กับวิวัฒนาการความแข็งแกร่งของรถกระบะระดับตำนาน

0
ฟอร์ด เรนเจอร์ 1

ฟอร์ด เรนเจอร์ เปิดตัวครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี พ.ศ. 2525 โดยมีหัวใจสำคัญคือการเป็นรถที่แข็งแกร่งตามแบบฉบับของ ฟอร์ด ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมสมรรถนะที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า นับเป็นเวลากว่า 40 ปี ที่ฟอร์ด เรนเจอร์ ได้รับความนิยมและครองรางวัลระดับโลกมาแล้วมากมาย โดยปัจจุบัน ฟอร์ด เรนเจอร์ มีจำหน่ายในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก

ประวัติศาสตร์รถบรรทุกของฟอร์ด
ฟอร์ดผลิตรถบรรทุกมานานกว่า 100 ปี โดยเริ่มจากการเปิดตัวรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็กในช่วงต้นปี พ.ศ. 2448 และเข้าสู่ธุรกิจรถบรรทุกอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2460 ด้วยรถโมเดล ทีที (Model TT) ที่มีโครงรถและเพลาล้อหลังที่แข็งแกร่งมากขึ้นเมื่อเทียบกับรถโมเดล ที (Model T) จึงทำให้รองรับน้ำหนักได้ถึง 1 ตัน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการผลิตรถยนต์ที่น่าเชื่อถือซึ่งได้รับการออกแบบและสร้างขึ้นเพื่อการใช้งานหนัก ตามแนวคิด ‘Built stronger to last longer’

วิวัฒนาการของรถกระบะ
ในกลางปี พ.ศ. 2476 ฮูเบิร์ท เฟรนช์ กรรมการผู้จัดการของฟอร์ด ออสเตรเลีย ในขณะนั้น ได้รับจดหมายจากชาวนาสามีภรรยาคู่หนึ่งว่าตนไม่มีกำลังพอที่จะซื้อทั้งรถเพื่อใช้โดยสารและรถสำหรับบรรทุกของได้ จึงอยากได้รถคันเดียวที่ทำได้ทั้งหมด เขาจึงได้ให้นักออกแบบนามว่า ลูอิส แบนด์ท ออกแบบรถโดยสารที่บรรทุกสัมภาระหนักได้ด้วย รถกระบะฟอร์ดจึงถือกำเนิดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ฟอร์ด เรนเจอร์ 2

การออกแบบของแบนด์ทแตกต่างจากรถกระบะทั่วไปในสมัยนั้นที่ตัวแค็บเป็นไม้ กระบะท้ายเป็นเหล็ก โดยเขาสร้างรถเป็นแบบคูเป้ (2 ที่นั่ง ตัวแค็บทำจากเหล็ก หน้าต่างทำจากกระจก) ติดตั้งกระบะท้ายทำจากเหล็ก และออกแบบให้ตัวแค็บและกระบะท้ายมีความต่อเนื่องเป็นคันเดียวกัน เพิ่มพื้นที่บรรทุกมากขึ้น รถคันแรกได้ออกจากสายการผลิตในปี พ.ศ. 2477 และจำหน่ายไปกว่า 22,000 คันในระหว่างปี พ.ศ. 2483 – 2497

รถกระบะฟอร์ดรุ่นต้นแบบที่ออกแบบโดยแบนด์ท กลายเป็นคอนเซ็ปต์ที่ส่งต่อไปผลิตทั่วโลก นอกจากนี้ ยังเป็นรากฐานสำคัญให้รถตระกูลฟอลคอน ถึง 7 รุ่น ตลอดช่วงปี พ.ศ. 2504 – 2559 รถตระกูลแบนแทมในประเทศแอฟริกาใต้ รวมถึงในประเทศสหรัฐอเมริกายังมีการนำการออกแบบคอนเซ็ปต์นี้ไปใช้ในรถตระกูลมาเวอริคอีกด้วย คำว่า ‘ยูท’ (ute) ที่แบนด์ทใช้เรียกนวัตกรรมของเขายังมีอิทธิพลให้ผู้คนในออสเตรเลียนำไปใช้ในความหมายเดียวกับรถกระบะ (Pickup) นับแต่นั้นเป็นต้นมา

กำเนิดฟอร์ด เรนเจอร์ ในสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2525)
ก่อนหน้านี้ เรนเจอร์เคยเป็นหนึ่งในรถรุ่นย่อยของฟอร์ด เอฟ ซีรี่ส์ ในปี พ.ศ. 2508 และฟอร์ด บรองโก ในปี พ.ศ. 2515 มาก่อน ต่อมาเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2525 ฟอร์ด เรนเจอร์ คันแรกเปิดตัวสู่สาธารณะที่งานซีราคิวส์ ออโตโชว์ โดยนับเป็นรุ่นปี 1983 แม้จะมีขนาดกะทัดรัด แต่มีพื้นที่รองรับโดยสารได้ถึง 3 คนและรับน้ำหนักบรรทุกได้ 1,600 ปอนด์ (ประมาณ 725 กก.) พร้อมส่งมอบขุมพลังระดับตำนานของฟอร์ดและการประหยัดน้ำมัน โดยเพียง 5 วันให้หลัง รถคันแรกได้ออกจากสายการผลิตที่เมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนตักกี้

ฟอร์ด เรนเจอร์ 3

ฟอร์ด เรนเจอร์กลายเป็นรถกระบะขนาดเล็กที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 10 ปีติดต่อกัน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 – 2539 นอกจากนี้ ยังสร้างชื่อเสียงได้อย่างถล่มทลายในการแข่งขันออฟโรด SCORE ถึงสี่ฤดูกาลติดต่อกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 – 2530 รวมถึงสร้างความสำเร็จให้กับทีม Rough Riders ของฟอร์ดในปี พ.ศ. 2534 – 2538

การเติบโตระดับโลกของฟอร์ด เรนเจอร์ (พ.ศ. 2541)
ตัวอักษร Ranger ปรากฏครั้งแรกบนรถกระบะที่จำหน่ายในยุโรปและเอเชียในปี พ.ศ. 2541 โดยมาแทนที่รุ่นคูริเออร์ที่เป็นหน้าเป็นตาของรถกระบะฟอร์ดในภูมิภาคนี้มากว่า 30 ปี เรนเจอร์เปิดตัวด้วยกระบะแค็บ 3 รูปแบบ ตัวเลือกฐานล้อ 2 แบบ และมาในเครื่องยนต์และแรงบิดที่ทรงพลังให้เลือก ฟอร์ด เรนเจอร์ ยังเป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นแรกๆ ที่ผลิตขึ้นในโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) จังหวัดระยอง

ฟอร์ด เรนเจอร์ 4

ถือกำเนิดฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค (พ.ศ. 2548)
‘ไวลด์แทรค’ เป็นรุ่นย่อยของรถกระบะตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการใช้รถทั้งสำหรับทำงาน และพักผ่อน ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค สร้างมาเพื่อสะท้อนความแกร่ง ด้วยล้อที่ใหญ่ขึ้น สปอร์ตบาร์อันเป็นเอกลักษณ์ ราวกระบะท้าย ราวหลังคา และบันไดข้าง ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการออกแบบไวลด์แทรคมาจนถึงทุกวันนี้

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันที่ 2 (พ.ศ. 2549)
ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันที่ 2 ได้สร้างมาตรฐานใหม่ทั้งด้านประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือด้วยการออกแบบที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และตัวเลือกเครื่องยนต์ดีเซลคอมเมนเรล 2 แบบ ฟอร์ดจึงยุติการทำตลาดโมเดลคูริเออร์ในออสเตรเลียและเอเชีย และหันมาปรับโฉมฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ให้โดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีกในปี พ.ศ. 2552 ด้วยการออกแบบกระจังหน้าลายสามแถบแบบใหม่ และส่งรุ่นย่อยไวลด์แทรคไปจำหน่ายในประเทศอื่นๆ มากขึ้น รวมถึงประเทศไทย

 

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันที่ 3 (พ.ศ. 2554)
ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันที่ 3 ที่พัฒนาในประเทศออสเตรเลีย เปิดตัวในงานแสดงรถยนต์นานาชาติออสเตรเลีย 2010 ที่ซิดนีย์ โดยรวมคุณสมบัติของรถกระบะขนาดกลางที่ใช้กันทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน และนับว่าเป็นกระบะขนาดกลางที่ทรงพลังที่สุดที่ฟอร์ดเคยผลิตมา โดยมีโรงงานผลิตอยู่ที่จังหวัดระยอง ประเทศไทย และเมืองซิลเวอร์ตัน ประเทศแอฟริกาใต้ โดยจัดจำหน่ายไปยังกว่า 180 ประเทศ

ฟอร์ด เรนเจอร์ 4

 

การปรับโฉมของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันที่ 3 (พ.ศ. 2558)
ฟอร์ดได้ปรับโฉมเรนเจอร์อีกครั้ง โดยมีจุดเด่นที่กระจังหน้าแถบเดียวทรงรีที่แทนกระจังหน้าสามแถบทรงเหลี่ยม ภายในออกแบบใหม่ด้วยแผงหน้าปัดที่ดุดันขึ้นโดยมีหน้าจอ SYNC ติดตั้งไว้ตรงกลาง อีกทั้งฟอร์ดยังเพิ่มฟีเจอร์ที่ไม่เคยมีในรถรุ่นอื่นในเซ็กเมนต์ เช่น ระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ และระบบช่วยจอดทั้งหน้าและหลัง

ฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม)
ฟอร์ดเปิดโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) ในปี พ.ศ. 2555 และเริ่มผลิตฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั่วโลกในเวลาต่อมา

การเปิดตัวฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ (พ.ศ. 2561)
ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รถกระบะสมรรถนะสูงดีเอ็นเอฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ เผยโฉมเป็นครั้งแรกโดยใช้ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ขับเคลื่อนสี่ล้อ และระบบกันสะเทือนด้วยโช้คอัพ FOX ที่ปรับแต่งมาเป็นพิเศษเพื่อการใช้งานแบบออฟโรด สร้างความคึกคักให้กับทั้งลูกค้าและสื่อมวลชน

ฟอร์ด เรนเจอร์ 6

ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ (พ.ศ. 2565)
ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันที่ 4 ได้เผยโฉมพร้อมกันทั่วโลกเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ในรูปลักษณ์ใหม่ทั้งหมด ภายใต้แนวทางการออกแบบที่มุ่งเน้นผู้ใช้งานเป็นหลัก ก้าวข้ามขีดจำกัดของการออกแบบภายนอกแบบเดิมๆ ด้วยกระจังหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ไฟหน้าใหม่รูปตัว C และบันไดเหยียบข้างกระบะท้าย โดยมาเปิดตัวที่ประเทศไทยในปี พ.ศ. 2565 พร้อมกับฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันที่ 2 ซึ่งมีการออกแบบกระจังหน้าและไฟหน้าเหมือนกับเรนเจอร์ พร้อมนำเสนอเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร วี 6 และโช้คอัพ FOX แบบไลฟ์ วาล์ว ยกระดับสมรรถนะด้านออฟโรดให้เหนือมาตรฐานสำหรับผู้หลงใหลการขับขี่ออฟโรดตัวจริง

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คว้าชัยชนะในการแข่งขันบาฮา 1000 (พ.ศ. 2565)
ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ได้สร้างผลงานแทบไร้ที่ติในการแข่งขันออฟโรดครอสคันทรีสุดโหด SCORE-International Baja 1000 ที่จัดขึ้นที่ประเทศเม็กซิโกไปจนถึงเมืองริเวอร์ไซด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย รถกระบะสมรรถนะสูงคันนี้ถูกปรับแต่งสำหรับการแข่งขันในออสเตรเลียโดยทีม Kelly Racing รวมถึงทดสอบและปรับปรุงโดยทีม Lovell Racing และ Huseman Engineering ในสหรัฐอเมริกา

เรนเจอร์ยังคงพัฒนาต่อไป (พ.ศ. 2566)
ฟอร์ดยังคงนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ในเรนเจอร์อย่างต่อเนื่องทั่วโลกรวมถึงในไทย โดยการสร้างปรากฏการณ์ขึ้นอีกครั้งด้วยฟอร์ด เรนเจอร์ สตอร์มแทร็ค นำเสนอนวัตกรรมที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในเรนเจอร์อย่างราวหลังคาและสปอร์ตบาร์แบบปรับได้ เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ใหม่ๆ ในรถกระบะได้สนุกยิ่งขึ้น

เรนเจอร์ ไวลด์แทรค พร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 (พ.ศ. 2567)
ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 ฟอร์ดยกระดับมาตรฐานเซ็กเมนต์รถกระบะอีกครั้งในประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค วี 6 รถกระบะรุ่นย่อยใหม่ล่าสุดในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ แกร่งไปอีกขั้นด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร ที่ได้รับความนิยมมายาวนานในต่างประเทศ มีความเสถียรและทนทาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกำลังและแรงบิดมากขึ้นสำหรับการลากจูงและการขับขี่แบบออฟโรด

ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ได้รับการออกแบบ และพัฒนาในประเทศออสเตรเลีย ผลิตที่โรงงานฟอร์ด 2 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) รวมถึงในโรงงานที่เมืองซิลเวอร์ตัน พริทอเรีย (ฟอร์ด แอฟริกาใต้) และจัดจำหน่ายไปยังกว่า 180 ประเทศ

“ซูซูกิ” ชี้แจง!!! เลิกจำหน่ายในไทยเป็นข่าวลวง

0
ซูซูกิ 1

ตามที่มีกระแสข่าวในโซเชียลมีเดียที่ได้พาดพิงและกล่าวถึงการดำเนินงานของ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ขอเรียนชี้แจงว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงและขอยืนยันว่า บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

นอกจากนี้ยังมีแผนในระยะยาวที่จะแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ในปี 2568 และในปีถัดๆไป ตามแผนงานธุรกิจ ที่ได้มีการประกาศต่อผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศเมื่อช่วงต้นปี 2567 ที่ผ่านมา รวมถึงบริษัทฯ มีแผนงานในการพัฒนาผู้จำหน่ายเพื่อให้มีมาตรฐานการขายและการให้บริการหลังการขาย ที่จะสามารถสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าคนไทยได้ต่อไป

บริษัทฯ ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจ และ เป็นลูกค้าซูซูกิเสมอมา

“Lamborghini Urus SE” ซูเปอร์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรก ทรงพลังด้วยกำลังเครื่องรวม 800 CV วิ่งไกลถึง 60 กม. ค่าตัวเริ่มต้น 24,980,000 บาท

0
Lamborghini Urus SE Pic Open

เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย จัดงานเปิดตัว “Lamborghini Urus SE” ซูเปอร์เอสยูวีระบบปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกของลัมโบร์กินี ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติและบุคคลสำคัญแถวหน้าของเมืองไทยร่วมงานมากกว่า 300 ท่าน ณ The Summer House บ้านปาร์คนายเลิศ โดย “Urus SE” นำเสนอดีไซน์รถยนต์แนวใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ เทคโนโลยีช่วยการขับขี่ที่เหนือชั้น และระบบส่งกำลัง 800 CV ที่ไร้คู่แข่ง ชูเวอร์ชัน PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) เป็นรุ่นท็อปในตระกูล Urus ทั้งในด้านความสบาย ประสิทธิภาพ การปล่อยไอเสียสู่ชั้นบรรยากาศ และประสบการณ์ที่สนุกสนานในการขับขี่ ผสานหัวใจสำคัญทั้ง 2 ด้านของแบรนด์คือระบบการเผาไหม้และระบบไฟฟ้าเพื่อให้ได้แรงบิดและกำลังเครื่องสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้ Urus SE เป็นรถยนต์ที่มีความโดดเด่นที่สุดในรถยนต์คลาสเดียวกัน โดยสามารถลดการปล่อยไอเสียสู่ชั้นบรรยากาศได้มากถึง 80%

Lamborghini Urus SE 1

Urus SE มอบประสบการณ์การขับขี่อันไร้คู่แข่งด้วยเครื่องยนต์ระบบปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพและพลศาสตร์ของยานยนต์ให้โลดแล่นได้อย่างเต็มกำลังบนทุกเส้นทางและการขับขี่ทุกรูปแบบ มอบทั้งแรงบิดและกำลังเครื่องสูงสุดในทุกรอบเครื่องยนต์ด้วยโซลูชันเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด อาทิ การใช้ระบบเวคเตอร์แรงบิดไฟฟ้าระหว่างเพลาทั้งสองและระบบเฟืองท้ายไฟฟ้า

เครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ V8 4.0 ได้ถูกนำมาพัฒนาใหม่เพื่อให้สามารถทำงานกับระบบส่งกำลังไฟฟ้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้มีกำลังเครื่องถึง 620 CV (456 kW) และแรงบิด 800 Nm โดยระบบสันดาปได้ถูกผสานเข้ากับระบบส่งกำลังไฟฟ้าเพื่อมอบกำลังเครื่อง 192 CV (141 kW) และแรงบิด 483 Nm และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทีมวิศวกรจึงให้ความสำคัญกับการปรับจูนการทำงานที่สอดคล้องกันระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) กับมอเตอร์ไฟฟ้า จนได้กำลังเครื่องสูงสุดที่ 800 CV พร้อมการันตีกำลังเครื่องเฉลี่ยดีที่สุดในทุก ๆ โหมดการขับขี่และสภาพพื้นผิวถนน พร้อมติดตั้งแบตเตอรีลิเทียม 25.9 kWh บริเวณใต้พื้นห้องเก็บสัมภาระด้านบนระบบเฟืองท้ายไฟฟ้า

มอเตอร์ซิงโครนัสชนิดแม่เหล็กถาวร (Permanent Magnet Synchronous Motor) ซึ่งติดตั้งอยู่ในระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 ระดับสามารถช่วยบูสต์เครื่องยนต์สันดาป V8 และยังเป็นตัวสร้างแรงฉุดได้อีกด้วย ทำให้ Urus SE เป็นรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยระบบไฟฟ้า 100% ที่สามารถเดินทางได้ไกลกว่า 60 กม.เมื่อขับขี่ด้วยโหมดไฟฟ้า (EV Mode) เพียงอย่างเดียว

Lamborghini Urus SE 2

ทั้งสองระบบที่กล่าวมา ได้รับการออกแบบและปรับจูนการทำงานให้เหมาะสมกับการยึดเกาะถนนทุกรูปแบบและทุกสไตล์การขับขี่ มอบแรงฉุดและการตอบสนองที่ฉับไวสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการพุ่งทะยานในสนามแข่งหรือวิ่งตะลุยไปบนเนินทราย พื้นน้ำแข็ง หรือทางดิน

Urus SE เป็นรถยนต์ที่โดดเด่นที่สุดในคลาสเดียวกันด้วยแรงบิดและกำลังเครื่องที่เหนือล้ำในทุกรอบเครื่องยนต์และทุกสภาพถนน โดยมอบกำลังเครื่องยนต์สูงสุดถึง 800 CV (588 kW) ที่ 6,000 รอบต่อนาทีและสามารถให้แรงบิดรวม 950 Nm ที่ 1,750 รอบต่อนาทีและสูงสุดที่ 5,750 รอบต่อนาที จึงมอบประสิทธิภาพสูงสุดในคลาสในทุกแง่มุมของการขับขี่ ผลลัพธ์อันน่าประทับใจนี้มาจากการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักเครื่อง (Weight-to-Power Ratio) ที่ 3.13 kg/CV (เปรียบเทียบกับ 3.3 ในรุ่น Urus S) โดย Urus SE สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.4 วินาที (Urus S ที่ 3.5 วินาที) และจาก 0-200 กม./ชม. ในเวลาเพียง 11.4 วินาที (Urus S ที่ 12.5 วินาที) สามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 312 กม./ชม. (Urus S ที่ 305 กม./ชม.) ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ SE เป็นรถยนต์ที่ ทรงพลังสูงสุดของตระกูล Urus และสร้างมาตรฐานใหม่ในกลุ่มรถยนต์ซูเปอร์เอสยูวี

ดีไซน์ของ Urus SE สะท้อนถึงรูปทรงแบบพลศาสตร์ที่เน้นภาพลักษณ์ความเป็นรถสปอร์ตและความแข็งแกร่งบึกบึนได้อย่างโดดเด่น ส่วนหน้าหรูหราด้วยการออกแบบฝากระโปรงทรงใหม่แบบ Floating Design โดยลบเส้นสายที่เป็นตัวแบ่งส่วนต่าง ๆ ทิ้งไปเพื่อเสริมความรู้สึกลื่นไหลต่อเนื่องและเน้นย้ำถึงรูปทรงแบบนักกีฬา ชวนให้นึกถึงแนวคิดการออกแบบแนวใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรุ่น Revuelto นอกจากนี้ ยังเสริมด้วยองค์ประกอบใหม่ ๆ อีกมากมาย ทั้งชุดไฟหน้าที่ใช้เทคโนโลยี Matrix LED ซึ่งเป็นดีไซน์ซิกเนเจอร์ใหม่ล่าสุดที่มีแรงบันดาลใจมาจากหางวัวกระทิงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ลัมโบร์กินีนั่นเอง ตลอดจนการออกแบบส่วนกันชนท้ายและตะแกรงหน้าใหม่ในทุกรายละเอียด

การออกแบบส่วนท้าย มีการจัดสรรพื้นที่เก็บสัมภาระใหม่ทั้งหมดโดยนำรูปทรงที่ต่อเนื่องมาจากรุ่น Gallardo โดยผสานเส้นสายต่าง ๆ ได้อย่างกลมกลืน เชื่อมต่อชุดไฟท้ายด้วยดวงไฟรูปตัว “Y” และดิฟฟิวเซอร์หลังรูปแบบใหม่ซึ่งทำให้รถยนต์มีสัดส่วนคล้ายสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ส่วนสปอยเลอร์ใหม่ยังทำงานร่วมกับดิฟฟิวเซอร์หลังในการช่วยเพิ่มแรงกดด้านหลังขณะวิ่งด้วยความเร็วสูงเพิ่มขึ้นถึง 35% เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น Urus S จึงเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่มากยิ่งขึ้น

Lamborghini Urus SE 4

ประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ได้ถูกยกระดับขึ้นด้วยการออกแบบท่อระบายลมที่ส่วนล่างตัวรถและท่อลมเข้าแบบปรับปรุงใหม่ พร้อมออกแบบช่องทางลมให้ต่อเนื่องมากขึ้นเพื่อลดความร้อนของชิ้นส่วนและเครื่องยนต์ได้ดีกว่าเดิม ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่ารุ่น Urus เดิมถึง 15% การออกแบบส่วนหน้ายังผสานกับการเพิ่มประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ด้านล่างเพื่อช่วยปรับปรุงการไหลเวียนของอากาศและระบายความร้อนให้กับระบบเบรก ซึ่งมีประสิทธิภาพการระบายความร้อนด้วยอากาศสูงขึ้นถึง 30% เมื่อเปรียบเทียบกับระบบเก่า

Urus SE เสนอออปชันการตกแต่งที่เหนือชั้นที่สุดในรถยนต์คลาสเดียวกัน โดยมีทั้งล้ออัลลอยรุ่นอัปเดตใหม่พร้อมดีไซน์ Galanthus ขนาด 23 นิ้วเป็นรุ่นมาตรฐานพร้อมยาง Pirelli P Zero รุ่นใหม่ นอกจากนี้ ยังมีโทนสีตัวรถให้เลือกมากมายและออปชันการตกแต่งอีกมากกว่า 100 องค์ประกอบ พร้อมนำเสนอ 2 โทนสีใหม่ในวันเปิดตัว ทั้งโทนสี Arancio Egon (สีส้ม) ที่จับคู่กับการตกแต่งห้องโดยสารโทนสี Arancio Apodis (สีส้ม) และโทนสี Bianco Sapphirus (สีขาว) จับคู่กับการตกแต่งห้องโดยสารโทนสี Terra Kedros (สีน้ำตาลแดง)

Lamborghini Urus SE 5

ออปชันการตกแต่งภายในยังมอบทางเลือกคู่สีอีกกว่า 47 แบบและการเย็บตะเข็บตกแต่งถึง 4 สไตล์ (Q-citura stitching) พร้อมออปชันในโปรแกรมการตกแต่ง Ad Personam ที่ช่วยให้เจ้าของ Urus SE สร้างสรรค์รถยนต์ให้มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครเพียงหนึ่งเดียวในโลก

การตกแต่งภายในได้รับการอัปเดตใหม่ เพื่อขับเน้นดีไซน์ระดับซิกเนเจอร์ “Feel like a pilot” อันเป็นเสมือนดีเอ็นเอของลัมโบร์กินี โดยนำเสนอฟีเจอร์ใหม่มากมายบริเวณแผงหน้าปัดด้านหน้าและยกระดับภาพลักษณ์รถยนต์น้ำหนักเบาเหมือนกับในรุ่น Revuelto

หน้าจอขนาดใหญ่ 12.3 นิ้วซึ่งใหญ่กว่ารุ่นเดิม ถูกติดตั้งไว้บริเวณกลางแผงหน้าปัดและมอบการแสดงผลกราฟิก Human Machine Interface (HMI) เวอร์ชันใหม่ที่ใช้งานได้ง่ายดายและเป็นธรรมชาติมากขึ้นเหมือนที่พบได้ในรุ่น Revuelto ทีมนักออกแบบ Lamborghini Centro Stile ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบท่อลม โดยตกแต่งด้วยวัสดุอลูมิเนียมเคลือบผิวในรูปทรงตัว “Y” อันเป็นเอกลักษณ์ และยังหุ้มส่วนบานตกแต่ง แผงหน้าปัด เบาะนั่งด้วยวัสดุใหม่ นอกจากนี้ ยังออกแบบแผงปุ่มกดแบบกลไกเพื่อให้ได้สัมผัสของการกดที่สมจริง

ผู้ขับยังสามารถใช้งานทั้งแผงควบคุมรวมแบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว และจอทัชสกรีนขนาด 12.3 นิ้วที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งถูกรวมเข้าไว้ด้วยกันตรงกลางแผงหน้าปัดและยังเป็นเสมือนหัวใจหลักของระบบ Lamborghini Infotainment System (LIS) นอกจากนี้ ยังนำเสนอระบบวัดระยะสำหรับรุ่น SE และจอแสดงผลแบบใหม่ที่ทำงานสัมพันธ์กับระบบช่วยขับต่าง ๆ ช่วยให้ผู้ขับสามารถรับรู้สภาวะรอบด้านได้ดียิ่งขึ้น

Lamborghini Urus SE 7

แผงควบคุม “Tamburo” ถูกติดตั้งบริเวณกลางคอนโซลเพื่อให้ผู้ขับสามารถเลือกโหมดการขับขี่ที่แตกต่างกันได้อย่างง่ายดาย และด้วยการใช้ระบบส่งกำลังแบบไฮบริด เมื่อรวมโหมดการขับขี่ของ Urus ทั้ง 6 แบบเข้ากับการทำงาน Electric Performance Strategies (EPS) แบบใหม่อีก 4 แบบ ทำให้นักขับมีตัวเลือกทั้งหมดมากถึง 11 ออปชัน โดยในรุ่นนี้ โหมดพื้นฐานทั้ง Strada, Sport, Corsa (สำหรับท้องถนนและสนามแข่ง) รวมถึง Neve, Sabbia และ Terra (สำหรับพื้นผิวที่มีการยึดเกาะที่แตกต่างจากพื้นยางมะตอย) จะสามารถทำงานร่วมกับออปชันระบบ EV Drive, Hybrid, Performance และ Recharge ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ระบบ EV Drive ช่วยให้ผู้ขับได้สัมผัสประสบการณ์และศักยภาพของพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อได้รับการปรับแต่งมาเพื่อวิ่งบนท้องถนนในเมือง โดยสามารถวิ่งได้ไกลสุดถึง 60 กม. และเร่งความเร็วสูงสุดที่ 130 กม./ชม. เมื่อทำความเร็วสูงกว่านี้ เครื่องยนต์ V8 ก็จะเข้ามาสนับสนุนการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า เช่นเดียวกันเมื่อผู้ขับต้องการแรงบิดที่มากกว่าระดับสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้า

ระบบ Hybrid ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้เมื่อขับขี่ในโหมด Strada มอบประสิทธิภาพและความสบายสูงสุดบนการทำงานที่สมดุลระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้า และแน่นอน ถือเป็นโหมดใช้งานแบบอเนกประสงค์ที่เหมาะสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ระบบ Recharge ซึ่งสามารถเลือกได้เมื่อใช้โหมด Strada, Sport, Corsa และ Neve โดยสามารถชาร์จไฟให้แบตเตอรีได้ถึง 80% โดยที่ยังให้สมรรถนะการขับขี่สูงสุด ส่วนระบบ Performance เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องสัมผัสศักยภาพที่แท้จริงของ Urus SE ซึ่งไม่เพียงเลือกได้ในโหมด Strada, Sport และ Corsa เท่านั้น แต่ยังรวมถึงโหมด Sabbia และ Terra อีกด้วย โดยมอบประสิทธิภาพด้านพลศาสตร์ที่เหนือชั้นของซูเปอร์ เอสยูวีตัวจริงแม้ไม่ได้วิ่งบนพื้นยางมะตอย

เมื่อวิ่งในโหมดที่แตกต่างกัน สปริงลมจะปรับเปลี่ยนการทำงานเพื่อสร้างค่าความสูงรถที่เหมาะสม ตั้งแต่การเดินทางระยะ 15 มม. ในโหมด Corsa ไปจนถึงสูงสุดที่ 75 มม. เมื่อระบบยกตัวรถทำงานเต็มที่ นอกจากนี้ พารามิเตอร์ที่คอยปรับพวงมาลัย ระบบการขับขี่ และเสียงเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ V8 ก็จะทำงานแบบแปรผันเช่นกัน เพื่อสะท้อนถึง “บุคลิก” ที่แตกต่างของ Urus SE

ทีมผู้พัฒนายังให้ความสำคัญอย่างมากกับระบบกันสะเทือนแบบถุงลม (Air Suspension) เพื่อเน้นประสบการณ์ การขับขี่ของแต่ละโหมดให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยในโหมด Strada ได้เพิ่มระดับความสบายของรถยนต์ Urus S ให้มากขึ้นไปอีก ส่วนในโหมด Sport จะเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่ โดยเสริมคาแรกเตอร์ของระบบส่งกำลังแบบใหม่ ในการสตาร์ตและการดริฟต์ที่มันส์อย่างต่อเนื่อง โหมด Corsa ออกแบบมาเพื่อการพุ่งทะยานในสนามแข่งขัน ทำให้ Urus SE โชว์ศักยภาพด้านพลศาสตร์ได้อย่างเต็มที่ด้วยการติดตั้งหน่วยควบคุมไฟฟ้า (ECU) สำหรับระบบกันสะเทือน ซึ่งช่วยควบคุมรูปแบบการเคลื่อนไหวของโครงแชสซี (ทั้งการ Pitch, Yaw, Roll และ Pump) ซึ่งทำให้ตัวรถมีความเสถียรสูงและตอบสนองกับขอบสนามแข่งได้อย่างฉับไว รวมไปถึงการวิ่งบนทางขรุะขระและพื้นผิวที่มีการยึดเกาะต่ำ ซึ่งเกิดจากการติดตั้งเหล็กกันโคลงที่ควบคุมการทำงานด้วยระบบไฟฟ้า 48V ส่วนในโหมด Neve, Stabbia และ Terra ได้ถูกปรับปรุงประสิทธิภาพใหม่เพื่อเสริมประสิทธิภาพแรงกระทำกับพื้นถนนที่สม่ำเสมอ และสร้างแรงฉุดที่ดีที่สุดบนพื้นผิวทุกประเภท

บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ลัมโบร์กินี อย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย ตั้งราคาจำหน่าย Lamborghini Urus SE เริ่มต้นที่ 24,980,000 บาท

 

 

เอ็มจี ทยอยส่งมอบรถ NEW MG EP PLUS จำนวน 2,000 คัน ภายในปี 2568 ให้  ออโต้ ไดรฟ์ เพื่อใช้เป็นรถแท็กซี่ VIP ทั่วไทย

0
NEW MG EP PLUS Pic Open

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เอ็มจี และ ออโต้ ไดร์ฟ อีวี (AUTO DRIVE EV) ร่วมผลักดันสังคมรถบริการพลังงานไฟฟ้าให้เติบโต สนับสนุนให้ผู้เช่ารถรับจ้างสาธารณะสามารถเช่าขับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดทั้งต้นทุนด้านพลังงาน และมลพิษในอากาศ โดยนายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด (คนขวา) ทยอยส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% NEW MG EP PLUS จำนวน 2,000 คันให้กับ ดร.อัครนันท์ อริยศรีพงษ์ ประธานกรรมการ บริษัท ออโต้ ไดร์ฟ อีวี จำกัด (มหาชน) (คนซ้าย) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2568 เพื่อใช้เป็นรถรับส่งผู้โดยสาร โดยปัจจุบันได้เริ่มให้บริการแล้วในกรุงเทพฯ ภูเก็ต ซึ่งผู้ที่สนใจใช้บริการสามารถเรียกใช้รถแท็กซี่ไฟฟ้าผ่านแอปพลิเคชัน Grab และเลือกใช้บริการ ชัน มากขึ้นรถนเมืองและสุวรร GrabTaxi VIP และ JustGrab พร้อมเปิดฟีเจอร์เรียกรถพลังงานไฟฟ้า (Grab EV Rides) เพื่อเพิ่มโอกาสในการนั่งรถ EV ”

NEW MG EP PLUS 2

 

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การส่งเสริมให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มรถบริการสาธารณะถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่เอ็มจีดำเนินการมาโดยตลอด จากการเล็งเห็นข้อดีหลากหลายแง่มุม ทั้งกับผู้เช่าขับเองด้วยคุณสมบัติของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ช่วยลดภาระค่าเชื้อเพลิง มีรายได้เพิ่มขึ้นจากต้นทุนค่าไฟเฉลี่ยเพียงกิโลเมตรละ 1 บาท* เท่านั้น อีกทั้งยังให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดี ผู้โดยสารสะดวกสบายด้วยห้องโดยสารที่เงียบ สามารถขนสัมภาระได้มากขึ้น และนั่งสบายตามแบบฉบับของรถสไตล์ STATION WAGON อีกทั้งในปัจจุบันจุดชาร์จรถไฟฟ้าได้กระจายตัวทุกพื้นที่ ซึ่งรวมถึงสถานี MG SUPER CHARGE ที่เปิดให้บริการแล้วกว่า 146 แห่ง ทั่วประเทศ การใช้งานรถไฟฟ้าในวันนี้จึงสะดวกสบายมากขึ้น จากความร่วมมือกันระหว่าง เอ็มจี และ ออโต้ ไดร์ฟ อีวี ในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมของเมืองไทย และขยายสังคมยานยนต์อีวีให้เติบโตขึ้นในอีกระดับ”

NEW MG EP PLUS 5

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

 

 

 

 

 

 

“NETA” ร่วมสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยในงาน “SUBCON Thailand 2024”

0
Neta 9

NETA ร่วมสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในไทยในงานแสดงชิ้นส่วนอุตสาหกรรมระดับนานาชาติ SUBCON Thailand 2024 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ร่วมมือกับภาคเอกชน ระหว่างวันที่ 15 – 18 พ.ค. 2567 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา โดยได้รับเกียรติจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน

Neta 1

สำหรับ SUBCON Thailand 2024 ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “The Global Sourcing Excellence” เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการจัดซื้อและรับช่วงการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียนซึ่งมีผู้ผลิตและผู้ซื้อชิ้นส่วนอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมงาน อีกทั้งยังเป็นเวทีสำคัญในการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เจรจาธุรกิจกับผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยโดยผู้จัดงานคาดว่าจะสร้างมูลค่าเชื่อมโยงทางธุรกิจได้กว่า 2 หมื่นล้านบาท

Neta 3

ทั้งนี้ NETA ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในไทย โดยภายในงาน มร. ชู กังจื้อ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีของยานยนต์ไฟฟ้าของ NETA และแนวทางการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) รวมถึงแผนการจัดซื้อจัดหาชิ้นส่วนในประเทศเพื่อช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ โดยเฉพาะ SMEs ไทย ให้เข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าช่วยยกระดับให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของโลก ซึ่งยังสอดคล้องกับกลยุทธ์การดำเนินงานของ NETA ที่มุ่งเน้น All in Thailand, All for Thailand

Neta 5

NETA พร้อมร่วมปฏิรูปการใช้พลังงานใหม่รวมไปถึงมีส่วนร่วมในการจัดทำห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ NETA “Popularizer of Smart EV: สรรสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อทุกคน”

Neta 7

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ NETA Call Center โทร. 02-023-9968 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ NETA ได้ที่:
● Facebook : Neta Auto Thailand
● NETA Line Official : @netaautothailand
● Website : www.neta.co.th

 

 

Benz Primus โชว์ผลงานกวาดยอดขาย Mercedes-Maybach สูงสุด 2 ปีซ้อน เดินหน้าจัด Primus Road Show สัมผัสความหรูเต็มพิกัด

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” โชว์ผลงานกวาดยอดขาย Mercedes-Maybach สูงสุด 2 ปีซ้อน ขึ้นแท่นผู้นำดีลเลอร์ระดับ “อัลตร้าลักชัวรี่” ย้ำ! เดินหน้าพัฒนาคุณภาพทุกมิติ พร้อมเชิญชวนสัมผัสความหรู ในงาน Primus Road Show รับ “แคมเปญดี ราคาเดียว” พร้อมโปรเปลี่ยนยาง ฟรี!ค่าแรง / รับ Gift Set ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เริ่ม 22 – 31 พ.ค.ศกนี้  

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บจก.ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ และกลุ่มผู้จำหน่ายรถยนต์ในเครือ “ไพรม์มัส กรุ๊ป” เปิดเผยว่า ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้เร่งส่งมอบรถยนต์ Mercedes-Maybach ให้แก่ลูกค้าระดับอัลตร้าลักชัวรี่ เพื่อให้ได้สัมผัสยนตรกรรมชั้นเลิศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ได้ส่งมอบรถยนต์ Mercedes-Maybach รวมทั้งสิ้น 47 คัน จากยอดจองที่มีร่วม 100 คัน นับตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งเป็น  1 ในผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Maybach อย่างเป็นทาง เมื่อปลายปี 2564

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ “เบนซ์ไพรม์มัส” มียอดขายรถยนต์ Mercedes-Maybach” สูงสุดถึง 2 ปีซ้อน และเป็นผู้นำดีลเลอร์ชั้นแนวหน้าในการให้บริการและดูแลลูกค้าระดับไฮเอนท์มากสุด ของ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)” นับเป็นความสำเร็จอย่างสูงและเป็นผลงานที่แสดงให้เห็นศักยภาพของ “เบนซ์ไพรม์มัส” ในการดูแลลูกค้าระดับอัลตร้าลักชัวรี่ได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ด้วยกลยุทธ์ที่เน้นการเปิดประสบการณ์ใหม่ที่เหนือระดับและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกระดับชั้น ผนวกกับบริการพิเศษที่หลากหลาย  พร้อมทีมงานที่เปี่ยมประสิทธิภาพ ในการให้บริการอย่างเป็นเลิศ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความเอาใส่ใจในรายละเอียดทุกความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของ  “เบนซ์ไพรม์มัส” นั่นคือ การเป็น Top of Mind ของลูกค้า Mercedes-Benz

“ผมขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ทำให้ “เบนซ์ไพรม์มัส” ประสบความสำเร็จในครั้งนี้ และเรายังคงมุ่งมั่นในการเป็นองค์กรที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเพิ่มคุณภาพการบริการแก่ลูกค้าคนสำคัญให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นายจิระพล กล่าว

ในโอกาสนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จ และเชิญชวนลูกค้าสัมผัสยนตรกรรมสุดหรูจาก Mercedes-Benz กับบริการชั้นเลิศ “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้จัดงาน Primus Road Show” ระหว่างวันที่  22-31 พ.ค.2567 ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ได้แก่

1.ศูนย์การค้า Fashion Island รามอินทรา ในวันที่ 22-26 พ.ค.2567

2.ห้างสรรพสินค้า Robinson Lifestyle อ.บ้านฉาง จ.ระยอง วันที่ 25-31 พ.ค.2567

ในงานจะมีรถยนต์ Mercedes-Benz รุ่นต่าง ๆ อวดโฉมให้สัมผัสและทดลองขับหลากหลายรุ่น มาพร้อมกับข้อเสนอสุดพิเศษ! “แคมเปญดี ราคาเดียว”  รับส่วนลดสูงสุด 830,000 บาท ฟรี! MBSP Easy Care / MBSP Extra Guarantee และ MB Protection ประกันภัยชั้น 1 นาน 5 ปี (เฉพาะรุ่นที่กำหนด)

 

พิเศษ! เฉพาะสาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา ได้จัดแสดงรถยนต์ Mercedes-Maybach S 580e Premium ให้ลูกค้าที่สนใจได้ชมและทดลองขับได้ทุกวัน

นอกจากนี้ เพื่อยกระดับความพึงพอใจสูงสุดด้านบริการหลังการขาย “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้จัดแคมเปญ “Liberate your move with fabulous four tire” เพื่อมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า Mercedes-Benz เมื่อเข้ารับบริการเปลี่ยนยางรถยนต์ ฟรี! ค่าแรงเปลี่ยนยาง 4 เส้น, ชุดของขวัญพิเศษ MB Tires Gift Set (จำนวนจำกัด) และบัตรกำนัล มูลค่า 1,000 บาท เฉพาะลูกค้าจองบริการเปลี่ยนยางล่วงหน้า พร้อมรับฟรี! บริการสลับยาง 1 ครั้ง และรับประกันยาง บาด บวม แตก ตำ นาน 1 ปี

พิเศษ! ลูกค้าบัตรเครดิต UOB ผ่อนชำระ 0% นาน 6 หรือ 10 เดือน เมื่อมียอดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 25,000 บาทขึ้นไป (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด) หมดเขต 31 ธันวาคม 2567

ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ “เบนซ์ไพรม์มัส” สาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา โทร.02 095 5555 หรือ Line : @benzprimus และสาขาพัทยา โทร.038-951 5555 หรือ Line : @primuspattaya

“BYD” จัดแสดงนวัตกรรมในงานซับคอนไทยแลนด์ 2024 ร่วมขับเคลื่อนการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยต่อเนื่อง

0
BYD Pic Open

บริษัท บีวายดีไทยแลนด์ จํากัด นำโดย มร. เบนสัน เค่อ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดีไทยแลนด์ จํากัด พร้อมด้วยนายวิศิษฎ์ พิทยะวิริยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการลงทุนในอุตสาหกรรม ระบบนิเวศ และะการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า

BYD 1

ในงานซับคอนไทยแลนด์ 2024 จัดแสดงนวัตกรรมล้ำสมัยไม่ว่าจะเป็น BYD SEAL พรีเมียมสปอร์ตซีดานที่ตกแต่งในธีมฟุตบอล UEFA EURO 2024 ในฐานะที่ BYD เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ร่วมด้วย E-Platform 3.0 แพลตฟอร์มแห่งอนาคตที่ถูกออกมาแบบเพื่อรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ ช่วยยกระดับการขับขี่ให้เหนือชั้นยิ่งกว่า ตอกย้ำความพร้อมของกลุ่มธุรกิจเรเว่ที่มุ่งมั่นส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่การเป็น NEV Nation และศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก เพื่อผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับเกียรติจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมบูธจัดแสดง ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค เมื่อเร็วๆ นี้

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว C-Class Plug-in Hybrid รุ่นพิเศษ “Night Edition” มากับรูปลักษณ์ที่สปอร์ตและดุดันยิ่งขึ้น ในราคา 3.29 ล้านบาท

0
Mercedes-Benz รุ่น C 350 e AMG Dynamic Pic Open

Mercedes-Benz รุ่น C 350 e AMG Dynamic คือยนตรกรรมไซส์คอมแพกต์ ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดรุ่นยอดนิยมที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานของคนรุ่นใหม่อย่างลงตัว โดยรุ่นพิเศษ “Night Edition” มาพร้อมการปรับโฉมดีไซน์ใหม่ด้วยการผสานชุดแต่ง AMG เข้ากับชุดแต่ง Night Package รอบคัน ทั้งกระจกมองข้างสีดำเงา กระจังหน้า กันชนหน้า และล้อแม็กซ์รมดำแบบ AMG 5-spoke aerodynamically ขนาด 18 นิ้ว ที่มาเสริมสร้างรูปลักษณ์แห่งความสปอร์ต ดุดัน และเปี่ยมไปด้วยความหรูหราอย่างมีระดับ นอกจากนี้ C-Class (Night Edition) ยังมาพร้อมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ถูกติดตั้งมาอย่างครบครันมากยิ่งขึ้น

Mercedes-Benz รุ่น C 350 e AMG Dynamic 1

Mercedes-Benz รุ่น C 350 e AMG Dynamic 2

C 350 e AMG Dynamic (Night Edition) มาพร้อมการตกแต่งห้องโดยสารภายในแบบ AMG interior package โดดเด่นด้วยหน้าจอขนาด 12.3 นิ้ว บริเวณด้านหน้าของผู้ขับขี่ และหน้าจอเครื่องเล่นขนาด 11.9 นิ้ว ที่รองรับ Apple CarPlay® และ Android Auto ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเชื่อมต่อโลกดิจิทัลได้ทุกช่วงเวลา พร้อมเสริมความสะดวกสบายด้วยการติดตั้งกระจกหน้าต่างแบบ Heat and noise-insulting acoustic glass ช่วยป้องกันรังสีอินฟาเรด และเสียงสะท้อนจากภายนอก ระบบฟอกอากาศแบบ ENERGIZING AIR CONTROL และ MBUX augmented reality for navigation ช่วยให้ผู้ขับขี่ค้นหาสถานที่และนําทางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Mercedes-Benz รุ่น C 350 e AMG Dynamic 2

Mercedes-Benz รุ่น C 350 e AMG Dynamic 4
Mercedes-Benz รุ่น C 350 e AMG Dynamic 8

C 350 e AMG Dynamic (Night Edition) ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,999 ซีซี พ่วงระบบอัดอากาศ Turbocharged กำลังสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 6,100 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ที่ 2,000 – 4,000 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 129 แรงม้า 440 นิวตันเมตร มอบกำลังรวมสูงสุดทั้งระบบ 313 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC แบตเตอรี่เป็นแบบ Lithium-ion ความจุ 25.4 kWh รองรับการชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ AC สูงสุด 11 kW และรองรับการชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 55 kW ใช้เวลาชาร์จจาก 0 – 80% เพียง 20 นาที สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าได้มากกว่า 100 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน WLTP) และทำความเร็วสูงสุดจากโหมดการขับขี่แบบพลังงานไฟฟ้าล้วน (Electric Mode) ได้ถึง 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำให้ผู้ใช้งานสามารถขับขี่ภายในเมืองได้อย่างสะดวกสบายด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว

Mercedes-Benz รุ่น C 350 e AMG Dynamic 6

Mercedes-Benz รุ่น C 350 e AMG Dynamic 7

นอกจากนี้ ยังเพิ่มระบบช่วยในการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติพร้อมกล้อง 360 องศา (Parking package with 360° camera) พร้อมการติดตั้งระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับขี่อย่างครบครันตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ อาทิ โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program) ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti – lock Braking System) ระบบรักษาระยะห่างจากรถด้านหน้าและควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Active Distance Assist DISTRONIC) ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องจราจร (Active Lance Keeping Assist) ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist) เป็นต้น

Mercedes-Benz รุ่น C 350 e AMG Dynamic 9

สีตัวถังทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว (Polar white) สีดำ (Obsidian black) สีเทา (Graphite grey) และสีเงิน (High-tech silver) โดยเปิดจำหน่ายด้วยราคา 3,290,000 บาท

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทุกสาขาทั่วประเทศ หรือติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth