Home Blog Page 142

“เรเว่ ออโตโมทีฟ” จัดเต็ม แคมเปญ BYD Euro Privilege ต้อนรับฟุตบอลยูโร 2024 ชวนเพื่อนซื้อ BYD รับฟรี! 30,000 เครดิต ชาร์จรถไฟฟ้ากับ RÊVERSHARGER ทั่วประเทศ

0
เรเว่ ออโตโมทีฟ 2

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD อย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนการเปลี่ยนประเทศไทยสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าและความเป็นกลางทางคาร์บอน และในโอกาสเทศกาลการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2024 ที่มาถึงนี้ ทาง BYD ได้มีโอกาสเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ เรเว่ฯ จึงขอส่งมอบความพิเศษด้วยแคมเปญ BYD Euro Privilege สุดยิ่งใหญ่ต้อนรับยูโร 2024 รับถึง 3 ต่อ มอบสิทธิประโยชน์สุดคุ้มค่าให้แก่ผู้ใช้ BYD ทุกท่าน เพียงชวนเพื่อนหรือคนรู้จักซื้อรถยนต์ไฟฟ้า BYD ทุกรุ่น รับฟรี! 30,000 เครดิตสำหรับชาร์จรถไฟฟ้า ณ จุดชาร์จของ RÊVERSHARGER รวมถึงชุดของสมนาคุณสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ลิขสิทธิ์แท้ UEFA EURO 2024 อีกมากมาย โดยเครดิตที่ได้ยังสามารถใช้ร่วมกับโปรโมชัน Plug and Charge ชาร์จไฟอย่างจุใจได้ในราคาเพียง 4 บาท/หน่วย ซึ่งขยายโปรโมชันไปจนถึง 14 กรกฎาคมนี้ได้อีกด้วย ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมแคมเปญได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 14 กรกฎาคม 2567

BYD 1

สำหรับเจ้าของรถ BYD สามารถนำเครดิตที่ได้รับจากการเข้าร่วมแคมเปญไปใช้ชำระค่าบริการอัดประจุไฟฟ้าได้ที่จุดชาร์จของ RÊVERSHARGER ทุกสถานี ซึ่งปัจจุบันมีพร้อมให้บริการแล้วกว่า 1,000 หัวชาร์จทั่วประเทศ ทั้งยังมีแผนที่จะขยายศักยภาพการให้บริการกว่า 2,000 หัวชาร์จใน 582 สถานี และคลอบคลุมกว่า 68 จังหวัด ภายในปี 2569 อีกด้วย

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “เรเว่มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้สร้างสรรค์แคมเปญ แทนคำขอบคุณให้กับลูกค้า BYD ทุกท่านในประเทศไทยสำหรับความไว้วางใจที่มอบให้กับเรามาโดยตลอด เรายังคงมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์ที่ครบครันด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย บริการคุณภาพ ตลอดจนเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าและยกระดับทั้งอุตสาหกรรมขึ้นไปอีกขั้นผ่านการเพิ่มจำนวนศูนย์บริการและจุดชาร์จให้ครอบคลุมทุกพื้นที่สำคัญทั่วประเทศเพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกมั่นใจและพร้อมเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ NEV Nation”

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวเสริมว่า “แคมเปญของเรา ไม่เพียงตอกย้ำความแข็งแกร่งด้านบริการหลังการขายของเรเว่ที่พร้อมส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับให้แก่ลูกค้าปัจจุบันและลูกค้ารายใหม่ แต่ยังเป็นการสานต่อภารกิจการส่งเสริมความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม เช่นเดียวกับการเป็นบริษัทรายแรกๆ ของโลกที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและเดินหน้าสู่อนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน”

โดยเงื่อนไขของการได้รับเครดิต RÊVERSHARGER และของสมนาคุณ UEFA EURO 2024 มีดังนี้
•เมื่อ Test Drive ณ โชว์รูมของ BYD รับทันที กระเป๋า Eco Canvas มูลค่ากว่า 557 บาท หรือลูกฟุตบอลยูโร สุดพรีเมียม มูลค่ากว่า 659 บาท
•เมื่อเพื่อนทำการจองรถ จะได้รับเซ็ตยูโรลิขสิทธิ์แท้ มูลค่า 8,990 บาท ทันที
พิเศษสุดเฉพาะลูกค้าที่ทำการจอง
BYD ATTO 3 (FY23) รุ่น Extended เฉพาะสีฟ้า Lagoon Blue, สีเขียว Emerald Green และ สีแดง Solar Red ยังจะได้รับเครดิตชาร์จ 50,000 บาท ฟรี!
BYD SEAL รุ่น Performance ได้รับเครดิตชาร์จ 50,000 บาท ฟรี!
•ผู้ที่แนะนำเพื่อนจะได้รับชาร์จเจอร์เครดิตในแอปพลิเคชัน RÊVERSHARGER หลังจากที่เพื่อนซื้อและออกรถไปแล้วภายใน 60 วัน

เพื่อต้อนรับศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2024 อย่างยิ่งใหญ่ เครดิตที่ได้จากจากแคมเปญในครั้งนี้สามารถใช้ในการชำระค่าบริการชาร์จไฟฟ้ารถได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมแคมเปญได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 14 กรกฎาคม 2567 นี้เท่านั้น และสามารถใช้ร่วมกับโปรโมชัน Plug and Charge ชาร์จไฟในราคาพิเศษเพียง 4 บาท/หน่วย ที่จัดขึ้นถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2567 นี้ได้อีกด้วย

 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัวยนตรกรรมอันล้ำสมัย 4 รุ่นจาก 4 แบรนด์ ประกาศความสำเร็จสู่เส้นทางระดับโลก ผ่านแนวคิดระบบนิเวศยานยนต์บนโลกที่ไร้พรมแดน ณ งานปักกิ่ง ออโต้โชว์ ครั้งที่ 18

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) เปิดเผยความสำเร็จในการพัฒนาของแบรนด์ พร้อมประกาศทิศทางในการพัฒนาในอนาคต สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานอย่างมั่นคงบนแนวคิดระบบนิเวศยานยนต์บนโลกที่ไร้พรมแดน (Ecological Globalization) ครอบคลุมทั้งในด้านการวิจัย ด้านการผลิต และด้านการขาย พร้อมเปิดตัวรถยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีระดับโลก ไฮไลท์สุดพิเศษ 4 รุ่น ได้แก่ GWM TANK 700 Hi4-T รถยนต์ออฟโรดระดับพรีเมียมรุ่นเรือธง และ GWW SAHAR POER Hi4-T รถกระบะออฟโรดขุมพลังไฮบริดระดับพรีเมียมคันแรกของโลก เสริมทัพด้วย GWM HAVAL H6 4th Generation รถยนต์คอมแพคเอสยูวีขวัญใจชาวโลกในโฉมใหม่ การันตีด้วยยอดขายติดอันดับทั่วโลกอยู่ใน 10 อันดับแรกในกลุ่มรถยนต์คอมแพคเอสยูวีเป็นระยะเวลา 5 ปีซ้อน และ GWM WEY 80 ที่สุดของรถสำหรับทุกคนในบ้านอย่างแท้จริง มาพร้อมฟังก์ชันและความหรูหราแบบครบครัน ที่งานปักกิ่ง ออโต้โชว์ ครั้งที่ 18

มร. มู่ เฟิง ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยืนยันที่จะพัฒนาสู่ระดับโลกโดยยึดรากฐานจากประเทศจีน ควบคู่ไปกับการพัฒนาให้สอดคล้องกับตลาดต่างประเทศ เรายังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนากลยุทธ์การส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เปลี่ยนแนวคิดจากการส่งออกสินค้า เป็นการค้าต่างประเทศ พร้อมพัฒนาต่อยอดสู่แนวคิดระบบนิเวศยานยนต์บนโลกที่ไร้พรมแดน ยิ่งไปกว่านั้น เรายังคงยึดมั่นในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ในตลาดแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านการส่งเสริมการขาย ด้านการผลิต ด้านการดำเนินธุรกิจ ด้านวัฒนธรรมองค์กร และด้านการสร้างห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่มีคุณภาพในระดับโลก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ทำการพัฒนาในตลาดต่างประเทศมามากกว่า 20 ปี จนถึงจุดสำเร็จ และได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์คุณภาพภายใต้แบรนด์อย่างเช่น GWM TANK และ GWM ORA ในตลาดต่างประเทศ สะท้อนผลสำเร็จของแนวคิดระบบนิเวศยานยนต์บนโลกที่ไร้พรมแดนได้อย่างมีนัยสำคัญ”

ในงานปักกิ่ง ออโต้โชว์ ครั้งที่ 18 นี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ขนทัพรถยนต์อัจฉริยะหลากหลายรุ่น พร้อมไฮไลท์สุดพิเศษรวม 4 รุ่น และนวัตกรรมยานยนต์สุดล้ำมาจัดแสดง สะท้อนภาพความเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมไฟฟ้าแห่งอนาคต

 

ประเดิมด้วยการเปิดตัว GWM TANK 700 Hi4-T รถออฟโรดระดับพรีเมียมที่ผสมผสานสมรรถนะอันแข็งแกร่งและความหรูหราเหนือระดับได้อย่างลงตัว ด้วยเทคโนโลยีไฮบริดขั้นสูงเพื่อสร้าง “ความพึงพอใจของผู้ขับขี่ในทุกเส้นทาง” สู่ความโดดเด่นและแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องยนต์ไฮบริดอื่น ๆ ในระดับโลก พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ขั้นสูงสุดให้กับไลฟ์สไตล์ของนักผจญภัยสายลุยและไลฟ์สไตล์ของผู้ที่ใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างตรงจุด ด้วยขนาดที่ยาวกว่า 5 เมตร และกว้างมากกว่า 2 เมตร จึงทำให้พร้อมกับการผจญภัยทุกรูปแบบ มาพร้อมระบบการขับเคลื่อนสี่ล้อ 3.0T Hi4-T ซึ่งเป็นการออกแบบโครงสร้างเครื่องยนต์เพียงหนึ่งเดียวในประเทศจีนที่สามารถรองรับพละกำลังของรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่ ร่วมด้วยการผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์หลายสูบที่มีความจุสูงและมอเตอร์ไฟฟ้า P2 ที่มีพลังงานสูง ให้กำลังรวมสูงสุด 385 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร (850 นิวตันเมตร สำหรับรุ่น Limited Edition) และอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลาไม่ถึง 5 วินาที อีกทั้งยังมาพร้อมกับโหมดการขับขี่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกเส้นทางมากถึง 12 โหมด และสามารถลุยน้ำได้สูงสุดถึง 970 มิลลิเมตร จึงสามารถตอบสนองทุกความต้องการของผู้ขับขี่ในทุกเส้นทางและทุกสถานการณ์ นอกจากสมรรถนะที่โดดเด่นแล้ว ภายในของ GWM TANK 700 Hi4-T ยังถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่อย่างหรูหราและเหนือระดับ เบาะนั่ง Light Cloud ทำจาก หนัง BADER  NAPPA จากเยอรมนี มุมกว้างพิเศษ ออกแบบให้เข้ากับสรีระของร่างกายเพื่อสร้างความสะดวกสบายสูงสุดให้กับผู้ขับขี่ราวกับนั่งบนปุยเมฆ เบาะด้านหน้าสามารถปรับระดับได้ถึง 156 องศา และ 141 องศาสำหรับเบาะด้านหลัง ที่วางขาสามารถปรับได้ 2 ทิศทาง ที่ดันหลังปรับได้ 4 ทิศทาง ระบบระบายอากาศของเบาะปรับได้ 3 ระดับ พร้อมระบบปรับอากาศ 9 ระดับ ร่วมกับระบบเสียงจาก Harman Kardon ที่มาพร้อมลำโพง 16 ตัวที่สร้างความละเอียดเสียงระดับ Hi-Fi (High Fidelity) ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้ก้าวไปอีกขั้น ผ่านทุกรายละเอียดที่สร้างสรรค์ไว้อย่างประณีตในทุกแง่มุม นอกจากนี้ GWM TANK 700 Hi4-T ยังมีระบบเก็บเสียงที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยการผนึกประตูข้างถึง 3 ชั้น และประตูด้านหลังถึง 2 ชั้น พร้อมกับกระจกที่ป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกหนา 5 มิลลิเมตร ทำงานร่วมกับระบบลดเสียงของ Harman Kardon ทำให้ห้องโดยสารเงียบแม้จะขับขี่ที่ความเร็วสูงถึง 199 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ตาม

GWM SAHAR POER Hi4-T กับคำนิยาม “รถกระบะออฟโรดขุมพลังไฮบริดระดับไฮเอนด์ลักซ์ชัวรี่คันแรกของโลก มาพร้อมกับ GWM Hi4-T Off-road Super Hybrid Architecture ที่พัฒนาโดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ เทียบเท่ากับรถยนต์แบรนด์หรูที่ระดับราคา 8 แสนหยวน (ประมาณ 4 ล้านบาท) ขึ้นไป เป็นการผสมผสานทั้งพลังงานน้ำมันและพลังงานไฟฟ้าเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้ที่ติ ด้วยเครื่องยนต์ที่มีเสถียรภาพและมอเตอร์ที่มีความแข็งแกร่ง จึงมอบพละกำลังและอัตราเร่งที่ดีเยี่ยมทั้งบนการขับขี่ทางเรียบและออฟโรด ร่วมกับการลดการใช้พลังงานน้ำมันและพลังงานไฟฟ้าถึงสองเท่า นอกจากนี้ GWM SAHAR POER Hi4-T ยังมาพร้อมกับระบบส่งกำลังที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์ 2.0T เกียร์ 9HAT และมอเตอร์ไฟฟ้า P2 ให้กำลังรวมสูงสุด 300 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตร และอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 7.15 วินาที ร่วมกับโหมดการขับขี่ถึง 3 โหมด ได้แก่ โหมดไฟฟ้าล้วน โหมดไฮบริด และโหมดอัจฉริยะ โดยเมื่อระดับแบตเตอรี่อยู่ต่ำกว่า 13.5% ระบบจะเปลี่ยนเป็นไฮบริดโดยอัตโนมัติ และเมื่ออยู่ในระบบไฮบริดและแบตเตอรี่ต่ำกว่า 10% รถจะเปลี่ยนเป็นการขับเคลื่อนเป็นเครื่องยนต์โดยอัตัโนมัติและทำการชาร์จพลังงานเข้าแบตเตอรี่ นอกจากนี้ GWM SAHAR POER Hi4-T สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนในระยะสูงถึง 100 กิโลเมตร โดยในการขับขี่ทางไกล อัตราการสิ้นเปลืองพลังงานจะมีประสิทธิภาพมากถึง 2.5 ลิตรต่อ 100 กิโลแมตรเลยทีเดียว โดยสามารถวิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 780 กิโลเมตร ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการใช้มอเตอร์ไฟฟ้า P2 ที่สามารถให้กำลังสูงสุด 120 กิโลวัตต์ต่อ 400 นิวตันเมตร ให้ประสิทธิภาพมากกว่า 96% ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะแรงกดอากาศสูงและอุณหภูมิต่ำ สู่การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมรถกระบะไปอีกขั้นให้แตกต่างไปจากเดิม

ต่อด้วยรถยนต์ที่สามารถครองอันดับยอดขายทั่วโลกอยู่ใน 10 อันดับแรกในกลุ่มรถยนต์คอมแพคเอสยูวีเป็นระยะเวลา 5 ปีซ้อน และยังคงรักษาความพึงพอใจของลูกค้าได้สูงสุดเป็นเวลา 9 ปี อีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจและกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้ามากกว่า 4 ล้านรายทั่วประเทศอย่าง GWM HAVAL H6 รถยนต์เอสยูวีที่สามารถเข้ากับสถานการณ์ได้อย่างหลากหลายและสามารถมอบประสบการณ์ครบวงจรสำหรับการเดินทางของครอบครัวของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว GWM HAVAL H6 ในเจนเนอเรชัน 4 นี้ ได้รับการเปลี่ยนโฉมใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Star River Aesthetics” หรือความพลิ้วไหวของสายน้ำและดวงดาว แต่ยังคงนำความโดดเด่นของรถยนต์ในเจนเนอเรชันที่ 3 ไว้ได้อย่างครบถ้วน มอบความสวยงาม สะดวกสบาย และความสุนทรีแห่งอนาคตให้กับผู้ขับขี่ตลอดทั้งเส้นทาง ด้วยเทคโนโลยีที่ทรงพลังกว่าเดิมด้วยระบบส่งกำลัง 2 ระบบ ได้แก่ 1.5T และ 2.0T โดยระบบส่งกำลัง 1.5T ใช้เครื่องยนต์ 4B15L ทำงานร่วมกับเกียร์ 7DCT ที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่ดีขึ้น ส่วนระบบส่งกำลัง 2.0T ใช้เครื่องยนต์ทรงพลัง 4N20A ทำงานร่วมกับเกียร์ 9DCT ขับเคลื่อนสี่ล้อที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะของ BorgWarner พร้อมการขับขี่ 6 โหมด และมีระบบตอบสนองหลายภูมิประเทศ โดย GWM HAVAL H6 มีพละกำลังที่มากขึ้น ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงยิ่งขึ้น ด้านเทคโนโลยีมาพร้อมแพลตฟอร์มอัปเกรดจาก Coffee Intelligence เป็น “Coffee AI” ที่เพิ่มความสะดวกสบายและให้ผู้ขับขี่สามารถสนทนากับระบบได้อย่างเป็นธรรมชาติ รวมถึง Coffee Pilot ที่จะปรับเปลี่ยนตามลักษณะการท่องเที่ยวของผู้ขับขี่ในรูปแบบต่าง ๆ สร้างการขับขี่ที่มีความอัจฉริยะและประสบการณ์ที่เหนือชั้นให้กับทุกคนในครอบครัว

และ GWM WEY 80 รถยนต์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้กลุ่มครอบครัวได้อย่างครอบคลุมทั้งความสะดวกสบายและความหรูหรา มาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายที่จะมอบความรู้สึกเหมือนกับบ้านหลังที่สองให้กับผู้ขับขี่ การออกแบบภายในที่รองรับสรีระของผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้เป็นอย่างดีเพื่อสร้างความผ่อนคลายและการพักผ่อนทั้งทางร่างกาย และทางจิตใจให้กับทุกคนในครอบครัว นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับตู้เย็นขนาดใหญ่สองประตูภายในรถยนต์ โดดเด่นมากยิ่งขึ้นด้วยประตูตู้เย็นที่สามารถเปิดได้ทั้งชั้นบนและชั้นล่าง ร่วมกับระบบควบคุมอุณหภูมิสองโหมด ได้แก่ โหมดทำความเย็น (0-15 องศาเซลเซียส) และโหมดทำความร้อน (35-50 องศาเซลเซียส) มาพร้อมปริมาณความจุที่ให้มาถึง 12.5 ลิตร มอบความสะดวกสบายแบบเหนือระดับยิ่งกว่าใคร อีกทั้งระบบเสียง Harman Kardon ที่มาพร้อมลำโพงรอบทิศทางมอบประสบการณ์เสียงในรูปแบบใหม่ ๆ เสมือนกับนั่งฟังในโรงละครโอเปร่า นอกจากนี้ GWM WEY 80 ยังมอบความเงียบในห้องโดยสารได้เป็นอย่างดี เมื่อความเร็วอยู่ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสียงห้องโดยสารจะถูกควบคุมอยู่ที่ 65 เดซิเบล ควบคู่กับเทคโนโลยีลดเสียงรบกวนของเครื่องยนต์ (HALOSonic EOC) ให้ตลอดทั้งเส้นทางไร้ซึ่งสิ่งรบกวนสู่ประสบการณ์การขับขี่ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น GWM WEY 80 ยังมาพร้อมกับเครื่องฟอกอากาศระบบพลาสมา ระบบทำความสะอาดอากาศในห้องโดยสารอัจฉริยะ Volvo Air Quality System (AQS) และม่านบังแดดสำหรับแถวที่ 2 และ 3 อีกด้วย นับว่าเป็นรถยนต์ที่มอบความสะดวกสบายผ่านเทคโนโลยีเหนือระดับได้อย่างลงตัว

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงเดินหน้าเพื่อส่งเสริมแนวคิดระบบนิเวศยานยนต์บนโลกที่ไร้พรมแดน (Ecological Globalization) ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการพัฒนาแบรนด์ในระดับโลก ครอบคลุมทั้งในด้านการวิจัย ด้านการผลิต และด้านการขาย ในปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้จัดตั้งฐานการผลิตยานยนต์แบบเต็มรูปแบบในประเทศไทยและในบราซิล และมีโรงงานแบบ KD ในปากีสถาน เอกวาดอร์ และประเทศอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมการวิจัยและการผลิตสินค้า รวมถึงนำผลิตภัณฑ์ไปสู่ผู้บริโภคทั่วโลก ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการและวิถีการขับขี่ของผู้บริโภคในแต่ละภูมิภาคได้อย่างเหมาะสม การตั้งสายการผลิตยานยนต์ในพื้นที่ท้องถิ่น ไม่เพียงแต่ส่งผลให้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ สามารถแข่งขันทางด้านราคาในตลาดนั้น ๆ ได้ แต่ยังมีส่วนในการสร้างอาชีพให้กับประชากร สร้างรายได้ในประเทศนั้น ๆ ควบคู่ไปกับการสะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคมในประเทศที่
เกรท วอลล์ มอเตอร์ เข้าไปตั้งฐานการผลิตอยู่

นิสสัน เปิดตัวรถยนต์ต้นแบบภายใต้แนวคิด “NEV” สี่รุ่น ในงาน Beijing Motor Show

0

นิสสัน เปิดตัวรถยนต์ต้นแบบที่มาพร้อมแนวคิด (New Energy Vehicle – NEV) หรือ รถยนต์พลังงานใหม่ สี่รุ่น ในงาน Auto China 2024 ภายใต้ธีม “นิสสันใหม่สำหรับยุคใหม่ของประเทศจีน” หรือ  “A new Nissan for a new era in China” รวมถึงจัดแสดงรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่น ทั้งนี้นิสสันยังประกาศจะเปิดตัว NEV อีกหนึ่งรุ่นในตลาด มากกว่าที่เปิดเผยไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งจะทำให้มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ถึงห้ารุ่นภายในปีงบประมาณ 2026

มาโคโตะ อูชิดะ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของนิสสัน (Makoto Uchida – Nissan President and Chief Executive Officer) กล่าวว่า “เพื่อความยั่งยืนในตลาดจีนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว   นิสสันมุ่งมั่นที่จะปรับกลยุทธ์ตามที่เราประกาศในแผนธุรกิจใหม่ของบริษัทฯ ภายใต้ชื่อ ‘The Arc’ โดยเริ่มต้นด้วยรถยนต์พลังงานใหม่ หรือ NEV ที่เปิดตัวในงาน ทั้งนี้นิสสันจะสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สมดุลของรถยนต์รุ่นใหม่ที่มีความหลากหลาย และสามารถแข่งขันได้ ด้วยเป้าหมายในการส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่น่าตื่นเต้นให้กับลูกค้าทุกคนในประเทศจีน”

เปิดตัวรถยนต์ต้นแบบ

รถยนต์ต้นแบบแนวคิดยานยนต์พลังงานใหม่ หรือ New Energy Vehicle – NEV สี่รุ่น มีรถยนต์ไฟฟ้า EVs 2 รุ่น และ ปลั๊กอินไฮบริด 2 รุ่น ที่เกิดจากความร่วมมือกับ ตง เฟิง (Dong Feng) ซึ่งเป็นพันธมิตรในประเทศจีน และมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของการเดินทางในอนาคตของลูกค้าในประเทศจีนให้ดีขึ้น

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Epoch เป็นรถยนต์ซีดานไฟฟ้า สำหรับคนที่ใช้ชีวิตในเมือง และชานเมือง ทีมีไลฟ์สไตล์ชื่นชอบสินค้าที่มีดีไซน์ และเทคโนโลยี มาพร้อมแนวคิดของการใช้ AI และ Internet of Things (IOT) รวมถึงผู้ช่วยส่วนตัวเสมือนจริงที่ช่วยทำให้ชีวิตง่าย และสะดวกสบายยิ่งขึ้นผ่านการสื่อสารที่คำนึงถึงอารมณ์ของผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Epic เป็นรถยนต์แบบ SUV ไฟฟ้าที่เหมาะกับคู่รักในเมือง ที่ชอบผจญภัย และสำรวจสิ่งใหม่ๆ ในสุดสัปดาห์ ด้วยระบบการขับขี่อัตโนมัติสำหรับในเมือง และบนทางหลวง ตัวรถสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่ให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า แคมป์ไซท์ หรือสิ่งต่างๆที่ต้องการใช้พลังงาน มาพร้อมออนบอร์ดเทคโนโลยีที่รองรับการสร้างบรรยากาศต่างๆ ที่ทำให้ผู้โดยสารผ่อนคลาย

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Era รถยนต์ SUV แบบปลั๊กอินไฮบริด สำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตในเมือง โดยเหมาะสำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีมุมมองต่อรถยนต์เสมือนเป็นบ้านหลังที่สอง มาพร้อมระบบความบันเทิงที่เชื่อมต่อถึงกัน และที่นั่งแบบ Zero-gravity seat เทคโนโลยีควบคุมการขับขี่แบบ Advanced E-4orce รวมถึงระบบกันสะเทือนด้วยถุงลมที่ให้ทั้งความสะดวกสบาย และความมั่นใจในการควบคุมรถ

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Evo รถยนต์ซีดาน แบบปลั๊กอินไฮบริด สำหรับการเดินทางไปพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ และสร้างช่วงเวลาพิเศษกับครอบครัว มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ และฟังก์ชั่นความปลอดภัยขั้นสูง และด้วยเทคโนโลยี AI ผู้ช่วยส่วนตัวเสมือนจริงที่เพิ่มขึ้น ยังช่วยส่งมอบการเดินทางที่ราบรื่น

รถยนต์ที่จัดแสดงรุ่นอื่นๆ

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Hyper Force และ Nissan Hyper Punk ที่จัดแสดงในงาน Japan Mobility Show ในโตเกียวเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในประเทศจีน

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Hyper Force ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งมอบความสุขที่ดีที่สุดในการขับขี่ในขณะที่ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังสามารถให้ความสะดวกสบายสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน และยังถูกออกแบบมาสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการแข่งรถ และนักเล่นเกม ที่พร้อมสัมผัสความร้อนแรงของสนามแข่ง

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Hyper Punk ซึ่งถูกนำเสนอในรูปแบบดิจิทัล มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับการแสดงออกของแต่ละปัจเจกบุคคลทั้งในโลกเสมือนจริง และในการใช้งานจริง ด้วยเทคโนโลยี AI และ ชุด Biosensors แบบ headset ที่สามารถตรวจจับอารมณ์ของผู้ขับขี่ สามารถเลือกเพลง และบรรยากาศที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มพลังงาน และความคิดสร้างสรรค์ให้กับผู้ใช้งาน

นอกจากการจัดแสดงถึงประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของนิสสันในเรื่องยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนแล้ว นิสสันยังจัดแสดงรถแข่ง Formula E เจนเนอเรชันที่ 3 ของทีม Nissan Formula E ในการแข่งขันชิงแชมป์โลกของ ABB FIA Formula E อีกด้วย

กลยุทธ์ของตลาดในประเทศจีน

กลยุทธ์ของนิสสันมาพร้อมหลักการที่ว่า “ในประเทศจีน และสำหรับประเทศจีน” หรือ “In China, for China” มุ่งเน้นไปที่การสร้างมูลค่าขององค์กร และความสามารถในการแข่งขันโดยรวมในตลาดจีน เพื่อขยายการทำธุรกิจต่างๆ โดยนิสสันได้เปิดตัวแคมเปญแบรนด์ใหม่ที่ชื่อว่า “ความตื่นเต้น โดย Ni” หรือ “Excitement by Ni” นับเป็นความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่มีต่อนวัตกรรม และเพิ่มคุณค่าการใช้ชีวิตของผู้คน ในประเทศจีน ซึ่งผู้บริโภคกำลังใช้ชีวิตแบบใหม่ และมองหาโซลูชั่นของการเดินทางจากนวัตกรรมที่ชาญฉลาด และขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ภายใต้แคมเปญใหม่นี้ นิสสันมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการสร้างความตื่นเต้น และเติมเต็มประสบการณ์การเคลื่อนที่ของลูกค้า

นอกจากนี้ นิสสันยังประกาศว่าจะร่วมมือกับ บริษัทชั้นนำในด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะต่างๆ เพื่อนำข้อมูลในการสร้างความตื่นเต้นรวมถึงบริการที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligent –  AI ให้กับลูกค้าในประเทศจีน และที่อื่น ๆ

ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงในตลาดของประเทศจีน และภายใต้วัตถุประสงค์ของบริษัทฯ ในการ “ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างวีถีชีวิตให้กับผู้คน” นิสสันกำลังเร่งการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะ และการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรในท้องถิ่นเพื่อมอบประสบการณ์การเคลื่อนที่ในอนาคตอันน่าตื่นเต้น

ฟอร์ดเปิดโรงงานเอฟทีเอ็ม ชวนแฟน ‘เรนเจอร์ แร็พเตอร์’ เยี่ยมชมฐานการผลิตแห่งเดียวในโลก

0

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดกิจกรรมสุดพิเศษ เปิดโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) ในจังหวัดระยอง ศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ฟอร์ดคุณภาพมาตรฐานระดับโลก ต้อนรับกลุ่มลูกค้าและผู้ที่สนใจรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ และครอบครัวกว่า 105 คน เยี่ยมชมสายการผลิตรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ แห่งเดียวในโลก พร้อมพบปะพูดคุยกับผู้บริหารและร่วมกิจกรรมสนุกๆ มากมาย   

เรามุ่งมั่นผลิตรถยนต์คุณภาพระดับโลกให้กับลูกค้า ครั้งนี้นับเป็นโอกาสพิเศษที่เราได้เปิดบ้านต้อนรับแฟนๆ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ให้มีโอกาสได้ชมฐานการผลิตของเราแบบเอ็กซ์คลูซีฟ และสัมผัสถึงความตั้งใจในการผลิตรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูง ดีเอ็นเอ ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ เราภูมิใจที่ได้เป็นโรงงานผลิตรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ แห่งเดียวในโลก และได้ส่งมอบรถยนต์คุณภาพเยี่ยมที่ผลิตโดยคนไทยไปจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกไปยังตลาดสำคัญทั่วโลก” มร. วินโค้ ซาริค ผู้จัดการโรงงานเอฟทีเอ็ม กล่าว

ฟอร์ดเป็นหนึ่งในบริษัทยานยนต์ผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของไทย ด้วยมูลค่าการลงทุนสะสมรวมกว่า 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1 แสนล้านบาท และเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมบทบาทของประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ระดับโลกของฟอร์ด ทั้งที่โรงงานเอฟทีเอ็ม ซึ่งเป็นฐานการผลิตฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ และโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) ฐานการผลิตฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์

โรงงานเอฟทีเอ็มมีกำลังการผลิตรถยนต์ปีละกว่า 135,000 คัน โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงอันทันสมัย ควบคุมการทำงานด้วยหุ่นยนต์กว่า 290 ตัว ในแผนกผลิตโครงสร้างตัวถังรถยนต์ แผนกพ่นสีรถยนต์ และแผนกประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ โรงงานเอฟทีเอ็มยังให้ความสำคัญในทุกรายละเอียดการควบคุมคุณภาพ โดยได้นำเทคโนโลยี ‘สแกนบ็อกซ์’ มาใช้ตรวจสอบรถทั้งคันเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ของฟอร์ดให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการทดสอบคุณภาพวัสดุที่ใช้ภายนอกและภายในรถ การทดสอบเสถียรภาพและการควบคุมรถโดยพนักงานชำนาญการโดยจำลองการใช้งานบนสภาพถนนต่างๆ และการขับขี่จริง เพื่อส่งมอบรถยนต์ที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ทั้งยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐานของการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เป็นรถกระบะสมรรถนะสูง ดีเอ็นเอ ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ เจ้าของฉายา ‘ดุดัน ไม่เกรงใจใคร’ ที่ครองใจผู้บริโภคชาวไทย มาพร้อมตัวเลือกเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร V6 และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ให้คอออฟโรดตัวจริงได้สัมผัสสุดยอดสมรรถนะอันทรงพลังของรถกระบะและประสบการณ์การขับขี่เต็มพิกัด โดยรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ทุกคันมาพร้อมโปรแกรม Ford Care รับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่จากโรงงานนาน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร ผู้ที่สนใจติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟอร์ดได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th และช่องทางโซเชียลมีเดียของฟอร์ด ประเทศไทย ทั้ง Facebook ฟอร์ด, YouTube Ford Thailand, TikTok Ford Thailand และ Line @FordThailand

“บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย” จับมือโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ร่วมมอบประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟสุดหรูด้วยบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7

0
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ภาพเปิด

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ร่วมกับโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ประกาศความร่วมมือครั้งใหม่ในการมอบประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟสุดหรูให้แก่แขกผู้เข้าพัก ด้วยบริการพรีเมียมลีมูซีนโดยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive พร้อมความสะดวกสบายในการเดินทางเหนือระดับ รองรับการผ่อนคลายปลีกตัวจากความวุ่นวายบนพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 1

ความร่วมมือในครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ในการมอบความเอ็กซ์คลูซีฟที่ให้ความสมดุลระหว่างความสะดวกสบายขณะเดินทางและความคล่องตัวบนท้องถนน ผ่านนวัตกรรมอันล้ำสมัยและเป็นเอกลักษณ์ในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 นี้ โดยแขกผู้เข้าพักจะได้รับบริการที่พิเศษและหรูหรามากขึ้น เพลิดเพลินกับการใช้บริการอันหรูหราพร้อมความหลากหลาย มอบประสบการณ์และความทรงจำที่น่าประทับใจไม่รู้ลืมให้แก่ผู้มาเยือน

กว่า 147 ปีที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางของนักเดินทางที่ต้องการบริการอย่างมีสไตล์ พร้อมความหรูหราที่แตกต่างและเหนือกว่า ไม่เพียงแค่เป็นโรงแรมหรูหราแห่งแรกที่เปิดให้บริการในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นโรงแรมแห่งแรกที่เปิดในริมน้ำของกรุงเทพฯ และเป็นโรงแรมแห่งแรกที่มีสปาและแจ๊ซบาร์ในประเทศไทย ด้วยสถานที่ตั้งบนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้โรงแรมห้าดาวอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแห่งนี้มีชื่อเสียงทั้งด้านความ
สง่างามตามสไตล์วัฒนธรรมไทย พร้อมความหรูหราในการมอบประสบการณ์รูปแบบรีสอร์ทที่ไม่เหมือนใคร และยังมอบความสะดวกสบายพร้อมความพิถีพิถันตลอดการเข้าพัก

รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive นี้ผสานความสะดวกสบายและนวัตกรรมอันล้ำสมัยอย่างยอดเยี่ยม มาพร้อมไฟหน้า Adaptive LED เบาะนั่งมาพร้อมฟังก์ชันนวดผ่อนคลายสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหลัง พร้อมเบาะนั่งตอนหลังแบบ Executive Lounge ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ 4 โซน เพิ่มการไหลเวียนอากาศในห้องโดยสาร ระบบจอภาพสำหรับผู้โดยสารตอนหลังประกอบด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 31.3 นิ้ว ความคมชัด 8K พร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง Bowers & Wilkins สร้างเสริมบรรยากาศเช่นเดียวกับในโรงภาพยนตร์ นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive ยังมีอัตราสิ้นเปลืองเชื่้อเพลิงโดยรวมเฉลี่ยเพียง 55.6 กม. / ลิตร อ้างอิงตามฐานข้อมูลจาก Eco Sticker

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 3

ความร่วมมือระหว่างบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย และโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ในครั้งนี้จึงถือเป็นการร่วมกันสร้างประสบการณ์หรูหราและไม่เหมือนใครให้ผู้เข้าพักได้สัมผัส ด้วยการผสานกันอย่างล้ำลึกและลงตัวระหว่างการให้บริการที่ยอดเยี่ยมและนวัตกรรมแห่งยานยนต์อันล้ำสมัย

 

 

เปิดตัว “TEIN ประเทศไทย” พร้อมประกาศกลยุทธ์สู่เป้าหมายศูนย์กลางแห่งภูมิภาคเอเชีย

0
Tein Pic open

บริษัท เทอิน เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินการเป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ TEIN ผลิตภัณฑ์ช่วงล่างคุณภาพสูงจากประเทศญี่ปุ่น ในวาระฉลองครบรอบ 10 ปี ของการเป็นผู้นำเข้า พร้อมประกาศเปิดตัวในฐานะ “TEIN ประเทศไทย” นับเป็นการก้าวสู่การเป็นผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์ TEIN ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ที่มุ่งมั่นพัฒนาการออกแบบ และการผลิตด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยให้ตอบโจทย์รถยนต์ทุกประเภทอย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงสร้างความพึงพอใจสูงสุดด้วยบริการหลังการขายจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับด้านเทคนิคของผลิตภัณฑ์ และที่สำคัญ TEIN ประเทศไทย ย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่เพื่อขยายคลังสินค้าขนาดใหญ่แห่งใหม่ ตั้งเป้าหมายมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าแห่งภูมิภาคเอเชีย

Tein 1
คุณฟูจิโมโตะ โยชิโอะ กรรมการผู้จัดการระดับอาวุโส และผู้ร่วมก่อตั้ง TEIN Worldwide กล่าวเปิดตัวว่า “เราขอแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งที่ทุกท่านมาร่วมการเปิดตัวครั้งแรกของ TEIN ประเทศไทย อย่างเป็นทางการ นับเป็นระยะเวลา 10 ปี ที่ TEIN Japan, ATP Motorsport, AJ Automotive และ TEIN Master Shop ได้จับมือร่วมกันก่อตั้งขึ้นที่ประเทศไทย สำหรับทิศทางของ TEIN ประเทศไทย ในอนาคต ทางกลุ่ม TEIN กำลังให้ความสำคัญและมุ่งเน้นไปที่ตลาดประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย โดยมีกลยุทธ์หลัก 3 ประการ ได้แก่

1.สร้างฐานการผลิตและประกอบในประเทศไทย เนื่องจากผลิตภัณฑ์ TEIN ทั้งหมดที่นำเข้าในประเทศไทยนั้นมีปัจจัยด้านภาษีที่ส่งผลต่อราคาจำหน่าย ทาง TEIN จึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญนี้ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความพร้อมและศักยภาพในการเป็นผู้ผลิตและการประกอบอีกด้วย
2.การพัฒนาผลิตภัณฑ์ช่วงล่างรุ่นต่างๆ โดยสร้างทีมพัฒนาในประเทศไทย เพื่อมุ่งเน้นการออกแบบและการผลิตที่ตอบโจทย์สำหรับรถยนต์รุ่นต่างๆ ให้สอดรับกับการเติบโตสำหรับตลาดรถยนต์ในภูมิภาคอาเซียนและโอเชียเนียมากขึ้น เน้นเพิ่มความรวดเร็วในการผลิตเข้าสู่ตลาด ทั้งสำหรับรถยนต์แบรนด์ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ยุโรป รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) รถยนต์ไฮบริด (PHEV) และอื่นๆ
3.การเสริมสร้างบริการหลังการขาย จากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับด้านเทคนิคของผลิตภัณฑ์ รวมถึงการจัดการด้านการตลาด

Tein 2

คุณมูเลียดี้ บูดิ เทรียสโน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอิน เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “TEIN เป็นผู้เชี่ยวชาญการผลิตช่วงล่างรถยนต์ที่มีคุณภาพสูงในประเทศญี่ปุ่น โดยมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อส่งมอบการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ สร้างความสบายและสร้างสุนทรีย์แห่งการขับขี่ ไม่หยุดยั้งการคิดค้นพัฒนาเพื่อตอบโจทย์รถยนต์ทุกประเภท จนทำให้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในหลายประเทศทั่วโลก และได้รับการยอมรับในคุณภาพมากกว่า 39 ปี โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น สำหรับในประเทศไทยนั้น บริษัท เทอิน เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้นำเข้ามาตั้งแต่ ปี 2557 และวันนี้พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในนาม “TEIN ประเทศไทย” โดยปัจจุบันนี้เรามีตัวแทนจำหน่ายครอบคลุมทั่วประเทศมากกว่า 400 ราย แบ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายภาคกลาง 244 ราย ภาคใต้ 58 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 70 ราย และ ภาคเหนือ 33 ราย ยังคงมีแผนการขยายตัวแทนจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับการเติบโตของตลาด และสอดรับกับกลยุทธ์ด้านการเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านบริการหลังการขายในอนาคต”

Tein 4
TEIN ประเทศไทย มีผลิตภัณฑ์หลักประกอบด้วย โช้คอัพช่วงล่างรถยนต์คุณภาพสูง สปริงโหลดรถยนต์ และกล่องควบคุมการปรับโช้คอัพไฟฟ้าภายในห้องโดยสาร ครอบคลุมรถยนต์มากกว่า 160 รุ่น มีคลังสินค้าขนาดใหญ่รองรับผลิตภัณฑ์ทั้งหมด และมีแผนจัดตั้งโรงงานผลิตและประกอบในประเทศไทยภายในระยะเวลา 2 ปี เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภคและเป็นไปตามหลักการที่ทาง TEIN ได้คำนึงและยึดมั่น ซึ่งก็คือการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มี “คุณภาพสูง” ภายใต้ “ความปลอดภัย” และส่งมอบ “ราคาอย่างเหมาะสม” นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าในภูมิภาคเอเชียในอนาคตอีกด้วย

ไฮไลท์ผลิตภัณฑ์ TEIN
•โช้คอัพ ENDURA PRO & ENDURA PRO PLUS : โช้คอัพที่มาพร้อมโครงสร้างโช้คในแบบของเดิมติดรถ แต่เพิ่มประสิทธิภาพด้วยระบบ Hydraulic Bump Stopper (H.B.S) ซึ่งช่วยเพิ่มความนุ่มนวลและความทนทาน โดย ENDURA PRO PLUS สามารถปรับค่าความนิ่ม-แข็งของโช้คได้ ส่วน ENDURA PRO ปรับค่าความนิ่ม-แข็งของโช้คที่เหมาะสมมาจากโรงงานแล้ว ซึ่งออกแบบมาให้สามารถรองรับจับคู่ร่วมกับสปริงโหลด S-TECH และ H-TECH ได้หลากหลาย
•โช้คอัพ STREE ADVANCE Z : โครงสร้างแบบ Zeal (ระบบปิด) รองรับระบบ EDFC สามารถปรับระดับความนุ่ม-แข็ง ได้ 16 ระดับ เพิ่มความยืดหยุ่นได้ตามไลฟ์สไตล์ผู้ขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งได้รับความนิยมจากเหล่ารถซิ่งแนวสตรีท
•โช้คอัพ FLEX Z : โครงสร้าง Twintube แบบ Zeal (ระบบปิด) รองรับระบบ EDFC สามารถปรับความสูง-ต่ำได้ตามต้องการแบบสไลด์กระบอก มาพร้อมระบบปรับความหนืด 16 ระดับ ถูกออกแบบเพื่อช่วยการเกาะถนนได้ดีขึ้น สำหรับผู้ชื่นชอบแนวสปอร์ต เหมาะกับผู้ขับขี่ด้วยความเร็วสูงหรือขับขี่ในระยะทางไกลๆ

•โช้คอัพ 4×4 DAMPER SPORT : โช้คอัพยกสูง เพิ่มความสูงให้ตัวรถ 20-40 มิลลิเมตร เพื่อรถออฟโรดพร้อมลุยทุกสภาพถนน เพิ่มสมรรถนนะทั้งทางเรียบและทางขรุขระ สามารถปรับระดับความนุ่ม-แข็ง ได้ 16 ระดับ พร้อมระบบ Hydraulic Bump Stopper (H.B.S)

 

“สุรศักดิ์” นั่งนายกสมาคมสรยท.คนใหม่

0
สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย 2

ที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) เมื่อวันศุกร์ที่ 26 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมเดอะฮอลล์ ถนนวิภาวดีรังสิต มีวาระการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดใหม่ แทนคณะกรรมการชุดที่มีนายวชิระ เรืองมาลัย เป็นนายกฯ ซึ่งหมดวาระการบริหารงานตามข้อบังคับ

ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี สรยท. นายวชิระ เรืองมาลัย นายกสมาคมฯพร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารวาระปี 2565-2567 รายงานผลการดำเนินงาน กิจกรรม พร้อมสรุปสถานะทางบัญชีของสมาคมฯ ตลอดวาระการทำงาน 2 ปี โดยมีสมาชิกซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวสายยานยนต์เข้าร่วมประชุมกว่า 150 คน พร้อมกันนี้ได้จัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ขึ้นมาแทนคณะกรรมการชุดเก่าที่มีนายวชิระ เป็นนายกฯ ซึ่งเข้าบริหารงานมาแล้วครบ 2 วาระๆ ละ 2 ปี ตามข้อบังคับ

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย 1

การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) วาระปี 2567-2569 มีผู้เสนอชื่อสมาชิกลงเลือกทั้งหมด 17 คน ให้ที่ประชุมร่วมลงคะแนนเลือกตั้งเป็นกรรมการผ่านการเลือกตั้งตามธรรมนูญจำนวน 10 คน ประกอบด้วย 1.นายสุรศักดิ์ จรินทร์ทอง 2.นางสาวรัชดา ศิริบรรณพิทักษ์ 3.นายพุทธิ ผาสุข 4.นายประกาศิต ปริญญาชัยศักดิ์ 5.นายณัฐเทพ เผ่าจินดา 6.นายธีรธรรม ธรรมศรี 7.นายธนสาร เสาวมล 8.นางสาวอัจฉรา เงินเจริญ 9.นายสราวุธ คำศรี และ 10.นางสาวจิราพร ศรีอำไพ

โดยภายหลังการเลือกตั้งดังกล่าว คณะกรรมการบริหารสมาคมชุดใหม่ วาระปี 2567-2569 มีมติเห็นชอบร่วมกันเป็นเอกฉันท์เลือกให้ นายสุรศักดิ์ จริทร์ทอง ขึ้นดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.)

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย 9

 

นายสุรศักดิ์ จริทร์ทอง นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thai Automotive Journalists Association : TAJA ในฐานะนายกสรยท.คนใหม่กล่าวว่า “ต้องขอบคุณสมาชิกและคณะกรรมการชุดใหม่ ที่ไว้วางใจเป็นเอกฉันท์ให้ทำหน้าที่หัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนองค์กรสื่อยานยนต์ และกล่าวว่า การบริหารสมาคมสื่อยานยนต์ในยุคปัจจุบันเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก เพราะนอกจากภาระหน้าที่รายงานข้อมูลข่าวสารยานยนต์ในองค์กรหลัก ขณะเดียวกันต้องทุ่มเทการทำงานร่วมกับคณะกรรมการชุดใหม่ เพื่อให้สมาชิกผู้สื่อข่าวสายยานยนต์ได้มีสวัสดิการที่ดี สามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสารเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมได้อย่างเต็มความสามารถและผสานงานขับเคลื่อนภาระกิจกับองค์กรภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน”

ด้านนายวชิระ เรืองมาลัย ในฐานะอดีตนายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) กล่าวว่า การทำงานของสื่อยานยนต์ในสถานการณ์อุตสาหกรรม และธุรกิจรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านไปยังพลังงานสะอาดในอนาคตอันใกล้ มีรถ EV จากจีนเข้ามาตีตลาด ด้านสื่อเองมีการเปลี่ยนแปลงจากสื่อกระแสหลักไปเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ข้อมูลข่าวสารมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากสมาชิกเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาที่เข้ามาทำหน้าที่ ในการสร้างบรรทัดฐานการทำงานของสื่อให้มีมาตรฐานสูง โดยร่วมกับองค์กรภายนอก ทั้งรัฐและเอกชน ผ่านกิจกรรมต่างๆ ให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล อาทิ การคัดเลือกตัดสินรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปีของไทย รวมถึงรางวัลรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยอดเยี่ยมของประเทศไทยในปี 2566 ที่ผ่านมา

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย 5

โดยหวังว่าสื่อมวลชนสายยานยนต์ สมาชิกสมาคมฯ ร่วมกับคณะกรรมการชุดใหม่ ช่วยกันสร้างความเข้มแข็งให้กับสมาคมเช่นเดียวกับคณะกรรมการหลายชุดก่อนๆ ได้ดำเนินการไว้แล้ว ด้วยความรักและสามัคคี

นอกจากนี้ในวันประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) ได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษาจำนวน 40 ทุน ให้กับบุตร-ธิดา ของสมาชิก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งเบาภาระและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับทายาทสมาชิกอีกด้วย

 

เคล็ดลับทำความสะอาด ‘ฟอร์ด เรนเจอร์’ หลังออกทริปช่วงหยุดยาว

0
ฟอร์ด เรนเจอร์ 1

หลังจากการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวที่เพิ่งผ่านมา เชื่อว่าหลายคนคงเผชิญกับคราบสกปรกที่ติดมากับรถ โดยเฉพาะหากคุณใช้รถที่ออกแบบมาเพื่อการผจญภัยในทุกเส้นทางอย่าง ‘ฟอร์ด เรนเจอร์’ กิจกรรมวันหยุดของคุณอาจเป็นการตะลุยโคลนบนเส้นทางออฟโรด พาครอบครัวไปเที่ยวทะเลแล้วมีคราบทรายและน้ำเค็มติดมา หรือสาดน้ำประแป้งสงกรานต์จนรถเลอะเทอะ ฟอร์ดขอแนะนำเคล็ดลับการทำความสะอาดรถฟอร์ด เรนเจอร์ ให้สะอาดหมดจด หลังผ่านการใช้งานอย่างสมบุกสมบัน

ฉีดน้ำล้างดินและโคลนออกก่อน

การขับรถบนเส้นทางออฟโร้ด มีโอกาสสูงว่าจะมีดินโคลนติดเข้าไปในซุ้มล้อ ช่วงล่างหรือส่วนอื่นๆ ของรถ ฟอร์ดแนะนำให้ใช้สายยางแรงดันสูงฉีดล้างโคลนใต้ท้องรถและบริเวณซุ้มล้อออกก่อน หรือหากใครมีสนามหญ้าที่ติดตั้งสปริงเกลอร์ไว้ด้วย ก็สามารถใช้สปริงเกลอร์ฉีดพ่นน้ำใส่ใต้ท้องรถ ซึ่งนอกจากจะทำให้โคลนหลุดออกมาง่ายแล้ว วิธีนี้ยังทำให้โคลนหลุดลงบนสนามหญ้าโดยไม่ต้องเสียเวลาฉีดล้างพื้นลานจอดรถอีกด้วย

จากนั้น ควรตรวจดูใต้ท้องรถและซอกต่างๆ ให้ละเอียดว่ายังมีโคลนติดอยู่ที่ส่วนไหนอีก ไม่ควรใช้สายยางแรงดันสูงฉีดล้างในระยะใกล้เกินไปเพราะหากมีส่วนที่โดดหินดีด สีรถอาจะหลุดลอกออกมาได้ หากล้างรถที่บ้านควรใช้สายยางทำสวนฉีดไล่โคลนออกให้หมดจนกว่าน้ำล้างรถจะใสสะอาด อย่าลืมฉีดล้างไปที่แหนบด้วยเพราะคราบโคลนที่ติดสะสมอยู่อาจทำให้เกิดเสียงดังเวลาขับขี่ได้ และควรตรวจดูให้แน่ใจว่าตามร่องต่างๆ รวมถึงประตูรถไม่มีคราบโคลนติดอยู่

หลังลุยน้ำทะเลมาต้องทำความสะอาดทันที

หากคุณนำฟอร์ด เรนเจอร์ ไปลุยน้ำทะเล ลุยทราย หรือแม้แต่พื้นที่ใดก็ตามที่รถต้องสัมผัสกับน้ำเค็ม จำเป็นต้องทำความสะอาดช่วงล่างของรถอย่างทั่วถึงให้น้ำเค็มและทรายหลุดออกไปด้วยการล้างรางแชสซีด้วยสายยางและน้ำสะอาดจนกว่าน้ำล้างรถจะใส จากนั้นจึงทำความสะอาดใต้ท้องรถด้วยการใช้สายยางที่บ้าน หรือสายยางแรงดันสูงเช่นเดียวกับการล้างโคลน

ใช้แชมพูสำหรับล้างรถเท่านั้น

เมื่อทำความสะอาดโคลนหรือทรายในขั้นต้นแล้ว จึงใช้แชมพูล้างทำความสะอาดรถ ซึ่งการล้างรถด้วยมือโดยใช้สายยางและถังน้ำที่มีอยู่ที่บ้าน ถือเป็นวิธีง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และยังช่วยให้คุณได้สังเกตว่ามีส่วนไหนของรถที่ผิดปกติหรือไม่ ที่สำคัญ ไม่ควรใช้น้ำยาล้างจานหรือน้ำยาทำความสะอาดอื่นๆ มาล้างรถ ควรใช้แชมพูสำหรับล้างรถเท่านั้น แนะนำให้เตรียมถังน้ำสำหรับล้างรถ 2 หรือ 3 ถัง ถังแรกสำหรับล้างตัวถัง ถังที่สองสำหรับล้างยางและล้อ และถังสุดท้ายสำหรับใส่น้ำสะอาด โดยเริ่มจากผสมแชมพูล้างรถที่ต้องการลงในสองถังแรกตามปริมาณที่คู่มือแนะนำ จากนั้นใช้ฟองน้ำชุบแชมพูล้างรถและทำความสะอาดจากด้านบนลงมาด้านล่างให้โคลนค่อยๆ หลุดออก หมั่นบีบน้ำสกปรกออกจากฟองน้ำในถังน้ำสะอาดเพื่อไม่ให้สิ่งสกปรก คราบกรวด หรือโคลนไปผสมในถังแชมพู แล้วจึงฉีดน้ำล้างแชมพูออก

หากรถฟอร์ด เรนเจอร์ ของคุณตกแต่งด้วยสติ๊กเกอร์หรือมีลวดลายกราฟิกที่ข้างตัวรถ จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในการล้าง การใช้มือและการใช้สายยางธรรมดาล้างรถถือเป็นวิธีที่ดีกว่าการใช้สายฉีดน้ำแรงดันสูง หากจำเป็นต้องใช้สายฉีดแรงดันสูงควรปรับหัวฉีดเป็นแบบละออง ไม่ควรใช้สายฉีดเข้าใกล้พื้นผิวรถมากกว่า 300 มม. และควรฉีดน้ำตรงๆ เข้าไปที่ตัวรถ ไม่ควรฉีดจากมุมบนหรือล่าง เพราะอาจทำขอบลายสติ๊กเกอร์หรือกราฟิกเสียหายและหลุดลอกได้

ทำความสะอาดล้อและยาง

การทำความสะอาดล้อและยางสำคัญไม่แพ้ส่วนอื่นๆ ของรถ เพราะหากมีโคลนเกาะอยู่ในซุ้มล้ออาจส่งผลให้ศูนย์ล้อเพี้ยนได้ ควรใช้ฟองน้ำเฉพาะแยกกับฟองน้ำที่ใช้ล้างตัวรถ หรือใช้แปรงขัดล้อชุบแชมพูในถังที่เตรียมไว้สำหรับล้างล้อและยาง แล้วขัดทำความสะอาดตามซอกต่างๆ ให้มั่นใจว่าไม่เหลือก้อนโคลนเกาะติดอยู่ข้างใน

ทำความสะอาดห้องเครื่อง

สิ่งสกปรกที่เข้าไปติดอยู่ตามซอกมุมใต้ท้องรถได้ ก็เข้าไปถึงห้องเครื่องได้เช่นกัน เราจึงควรหมั่นดูแลรักษาความสะอาดภายในห้องเครื่อง ควบคู่กับการตรวจสอบของเหลว ทั้งน้ำฉีดกระจก น้ำมันเบรก น้ำมันเครื่อง และน้ำยาหล่อเย็นไปพร้อมกัน ข้อควรระวังในการทำความสะอาดห้องเครื่องคือ ห้ามใช้สายฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดตรงไปที่ห้องเครื่องโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้สายไฟภายในเสียหายหรือถึงขั้นทำให้ครีบหม้อน้ำงอได้ ก่อนสัมผัสใต้ฝากระโปรง ควรดับเครื่อง และปล่อยให้เครื่องยนต์หายร้อนก่อนเสมอ

สิ่งที่ควรทำก่อนทำความสะอาดห้องเครื่องคือ การคลุมแบตเตอรี่ กล่องกระจายไฟ และชุดกรองอากาศด้วยพลาสติกเพื่อป้องกันความเสียหาย ห้ามล้างคอยล์จุดระเบิด สายหัวเทียนและหัวเทียนเด็ดขาด เมื่อคลุมส่วนประกอบต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นขจัดเศษต่างๆ ที่สะสมอยู่บริเวณฐานกระจกหน้ารถ อย่าลืมถอดฝาครอบเครื่องยนต์ออกก่อนฉีดน้ำยาทำความสะอาดเครื่องยนต์ จากนั้นใช้น้ำยาล้างห้องเครื่องหรือแชมพูล้างรถที่ได้มาตรฐาน ฉีดสเปรย์ไปที่ห้องเครื่องตามคำแนะนำในคู่มือ โดยฉีดพ่นจากด้านหน้าไปด้านหลังเพื่อล้างห้องเครื่องให้สะอาด เมื่อเสร็จแล้วอย่าลืมถอดพลาสติกที่คลุมชิ้นส่วนต่างๆ ไว้ให้หมด

ทำความสะอาดภายในรถ

การทำความสะอาดภายในรถทำได้ง่ายๆ เพียงใช้เครื่องดูดฝุ่น ผ้าเช็ดทำความสะอาด น้ำยาเช็ดกระจกรถยนต์ และออกแรงเช็ดทำความสะอาดอีกนิดหน่อย เริ่มจากถอดผ้ายางปูพื้นรถและผ้าคลุมเบาะออกก่อนที่จะเริ่มดูดฝุ่นบนพรมและเบาะนั่ง อย่าลืมทำความสะอาดผ้ายางปูพื้นด้วยฟองน้ำชุบสบู่ ล้างน้ำ และตากให้แห้ง จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำหมาดเช็ดพื้นผิวภายในรถทั้งหมด สุดท้ายควรใช้น้ำยาเช็ดกระจกที่ไม่ผสมแอมโมเนียทำความสะอาดกระจกรอบคัน โดยฉีดสเปรย์และเช็ดจากด้านใน

เพียงเท่านี้ฟอร์ด เรนเจอร์ ของคุณก็จะสะอาดเอี่ยม พร้อมสำหรับการผจญภัยครั้งต่อไป

“ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน” สร้างประวัติศาสตร์เป็นรถกระบะ ดับเบิ้ล แค็บ รุ่นแรกคว้ามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด 5 ดาว จาก ANCAP 2024

0
ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ภาพเปิด

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ประกาศความสำเร็จ จากการที่ ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน รถกระบะขนาด 1 ตัน ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาว จาก ANCAP (Australasian New Car Assessment Program) ปี 2567 ซึ่งเป็นการทดสอบเพื่อประเมินสมรรถนะด้านความปลอดภัยของยานยนต์รุ่นใหม่ ที่จำหน่ายในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดย ออล-นิว ไทรทัน เป็นรถกระบะดับเบิ้ล แค็บ 4 ประตูรุ่นแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดในการทดสอบประจำปี 2566 – 2568 และนับเป็นความสำเร็จต่อเนื่องจากการที่ ออล-นิว ไทรทัน ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 ดาว จากการทดสอบการชนของรถยนต์ใหม่ โดย ASEAN NCAP4 ในปี 2566 ซึ่งเป็นการทดสอบเพื่อประเมินสมรรถนะด้านความปลอดภัยของยานยนต์รุ่นใหม่ที่ออกจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเดือนธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส มุ่งมั่นสานต่อปรัชญาของบริษัทฯ ในการนำเสนอมาตรฐานด้านความปลอดภัย เพื่อนำไปสู่สังคมการเดินทางที่มีสถิติอุบัติเหตุเป็นศูนย์ ผ่านความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย และการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยด้านการจราจร

ออล-นิว ไทรทัน มอบความปลอดภัยเหนือระดับด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE5 (Reinforced Impact Safety Evolution) ที่มีความแข็งแกร่งสูง สามารถรองรับแรงปะทะและลดการยุบตัวของห้องโดยสารเมื่อเกิดอุบัติเหตุเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนสภาพน้อยที่สุด พร้อมด้วยเข็มขัดนิรภัยและถุงลมนิรภัย SRS 8 ตำแหน่ง6 (สำหรับรุ่นดับเบิ้ล แค็บ
ที่จำหน่ายในออสเตรเลีย) ออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้โดยสารด้วยระดับความปลอดภัยขั้นสูง เสริมด้วยระบบความปลอดภัยเพื่อยกระดับสมรรถนะความปลอดภัยในการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ อาทิ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC – Active Stability Control) ที่ช่วยควบคุมการลื่นไถลออกนอกเส้นทาง ในสภาวะที่รถเสียสมดุล และ ระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM – Forward Collision Mitigation) ที่มีการตรวจจับคนเดินถนนและผู้ขับขี่จักรยานยนต์ ซึ่งถูกติดตั้งให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย

ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน 1

ออล-นิว ไทรทัน เป็นรถกระบะขนาด 1 ตัน ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส มีต้นกำเนิดจากรถรุ่น ฟอร์เต้ (Forte) ที่เปิดตัวออกสู่ตลาดในปี 2521 ก่อนจะได้รับการผลิตมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 45 ปี มากกว่า 5 เจนเนอเรชั่น ด้วยจำนวนการผลิตกว่า 5.7 ล้านคัน ที่จัดจำหน่ายในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก และกลายเป็นรถรุ่นสำคัญในเชิงกลยุทธ์ระดับโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส

ด้วยการพัฒนาภายใต้แนวคิด “พลังแกร่งคู่ใจสายลุย” (Power for Adventure) ออล-นิว ไทรทัน เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่นที่ได้รับการยกระดับและพัฒนาขึ้นใหม่นับตั้งแต่ดีไซน์ภายในและภายนอก ไปจนถึงแชสซีส์ใหม่ เฟรมหรือโครงรถแบบขั้นบันไดใหม่ และเครื่องยนต์ใหม่ โดยได้รับการเปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตในเดือนกรกฎาคม 2566 ก่อนที่จะเปิดตัวที่ประเทศฟิลิปปินส์ ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ตามด้วยประเทศญี่ปุ่นในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในเดือนมีนาคม และมีกำหนดที่จะเปิดตัวในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก

1. ไทรทัน ได้รับการจัดจำหน่ายในชื่อ L200 ในบางประเทศ
2. ครอบคลุมรุ่นดับเบิ้ล แค็บ ทั้งขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ
3. ANCAP คือ Australasian New Car Assessment Program
4. ASEAN NCAP คือ New Car Assessment Program for Southeast Asian Countries
5. โครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE คือ Reinforced Impact Safety Evolution
6. อุปกรณ์ขึ้นอยู่กับประเภทตัวถังและรุ่นย่อย

“นิสสัน” เปิดตัวรถยนต์ต้นแบบภายใต้แนวคิด “NEV” สี่รุ่น ในงาน Beijing Motor Show

0
นิสสัน ภาพเปิด

นิสสันเปิดตัวรถยนต์ต้นแบบที่มาพร้อมแนวคิด (New Energy Vehicle – NEV) หรือ รถยนต์พลังงานใหม่ สี่รุ่น ในงาน Auto China 2024 ภายใต้ธีม “นิสสันใหม่สำหรับยุคใหม่ของประเทศจีน” หรือ “A new Nissan for a new era in China” รวมถึงจัดแสดงรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่น ทั้งนี้นิสสันยังประกาศจะเปิดตัว NEV อีกหนึ่งรุ่นในตลาด มากกว่าที่เปิดเผยไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งจะทำให้มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ถึงห้ารุ่นภายในปีงบประมาณ 2026

นิสสัน 1

มาโคโตะ อูชิดะ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของนิสสัน (Makoto Uchida – Nissan President and Chief Executive Officer) กล่าวว่า “เพื่อความยั่งยืนในตลาดจีนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นิสสันมุ่งมั่นที่จะปรับกลยุทธ์ตามที่เราประกาศในแผนธุรกิจใหม่ของบริษัทฯ ภายใต้ชื่อ ‘The Arc’ โดยเริ่มต้นด้วยรถยนต์พลังงานใหม่ หรือ NEV ที่เปิดตัวในงาน ทั้งนี้นิสสันจะสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สมดุลของรถยนต์รุ่นใหม่ที่มีความหลากหลาย และสามารถแข่งขันได้ ด้วยเป้าหมายในการส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่น่าตื่นเต้นให้กับลูกค้าทุกคนในประเทศจีน”

รถยนต์ต้นแบบแนวคิดยานยนต์พลังงานใหม่ หรือ New Energy Vehicle – NEV สี่รุ่น มีรถยนต์ไฟฟ้า EVs 2 รุ่น และ ปลั๊กอินไฮบริด 2 รุ่น ที่เกิดจากความร่วมมือกับ ตง เฟิง (Dong Feng) ซึ่งเป็นพันธมิตรในประเทศจีน และมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของการเดินทางในอนาคตของลูกค้าในประเทศจีนให้ดีขึ้น

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Epoch เป็นรถยนต์ซีดานไฟฟ้า สำหรับคนที่ใช้ชีวิตในเมือง และชานเมือง ทีมีไลฟ์สไตล์ชื่นชอบสินค้าที่มีดีไซน์ และเทคโนโลยี มาพร้อมแนวคิดของการใช้ AI และ Internet of Things (IOT) รวมถึงผู้ช่วยส่วนตัวเสมือนจริงที่ช่วยทำให้ชีวิตง่าย และสะดวกสบายยิ่งขึ้นผ่านการสื่อสารที่คำนึงถึงอารมณ์ของผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร

นิสสัน 6

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Epic เป็นรถยนต์แบบ SUV ไฟฟ้าที่เหมาะกับคู่รักในเมือง ที่ชอบผจญภัย และสำรวจสิ่งใหม่ๆ ในสุดสัปดาห์ ด้วยระบบการขับขี่อัตโนมัติสำหรับในเมือง และบนทางหลวง ตัวรถสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่ให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า แคมป์ไซท์ หรือสิ่งต่างๆที่ต้องการใช้พลังงาน มาพร้อมออนบอร์ดเทคโนโลยีที่รองรับการสร้างบรรยากาศต่างๆ ที่ทำให้ผู้โดยสารผ่อนคลาย

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Era รถยนต์ SUV แบบปลั๊กอินไฮบริด สำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตในเมือง โดยเหมาะสำหรับนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีมุมมองต่อรถยนต์เสมือนเป็นบ้านหลังที่สอง มาพร้อมระบบความบันเทิงที่เชื่อมต่อถึงกัน และที่นั่งแบบ Zero-gravity seat เทคโนโลยีควบคุมการขับขี่แบบ Advanced E-4orce รวมถึงระบบกันสะเทือนด้วยถุงลมที่ให้ทั้งความสะดวกสบาย และความมั่นใจในการควบคุมรถ

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Evo รถยนต์ซีดาน แบบปลั๊กอินไฮบริด สำหรับการเดินทางไปพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ และสร้างช่วงเวลาพิเศษกับครอบครัว มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ และฟังก์ชั่นความปลอดภัยขั้นสูง และด้วยเทคโนโลยี AI ผู้ช่วยส่วนตัวเสมือนจริงที่เพิ่มขึ้น ยังช่วยส่งมอบการเดินทางที่ราบรื่น

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Hyper Force และ Nissan Hyper Punk ที่จัดแสดงในงาน Japan Mobility Show ในโตเกียวเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในประเทศจีน

นิสสัน 8

 

 

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Hyper Force ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งมอบความสุขที่ดีที่สุดในการขับขี่ในขณะที่ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังสามารถให้ความสะดวกสบายสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน และยังถูกออกแบบมาสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการแข่งรถ และนักเล่นเกม ที่พร้อมสัมผัสความร้อนแรงของสนามแข่ง

รถยนต์ต้นแบบ Nissan Hyper Punk ซึ่งถูกนำเสนอในรูปแบบดิจิทัล มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับการแสดงออกของแต่ละปัจเจกบุคคลทั้งในโลกเสมือนจริง และในการใช้งานจริง ด้วยเทคโนโลยี AI และ ชุด Biosensors แบบ headset ที่สามารถตรวจจับอารมณ์ของผู้ขับขี่ สามารถเลือกเพลง และบรรยากาศที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มพลังงาน และความคิดสร้างสรรค์ให้กับผู้ใช้งาน

นอกจากการจัดแสดงถึงประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของนิสสันในเรื่องยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนแล้ว นิสสันยังจัดแสดงรถแข่ง Formula E เจนเนอเรชันที่ 3 ของทีม Nissan Formula E ในการแข่งขันชิงแชมป์โลกของ ABB FIA Formula E อีกด้วย

นิสสัน 5

กลยุทธ์ของนิสสันมาพร้อมหลักการที่ว่า “ในประเทศจีน และสำหรับประเทศจีน” หรือ “In China, for China” มุ่งเน้นไปที่การสร้างมูลค่าขององค์กร และความสามารถในการแข่งขันโดยรวมในตลาดจีน เพื่อขยายการทำธุรกิจต่างๆ โดยนิสสันได้เปิดตัวแคมเปญแบรนด์ใหม่ที่ชื่อว่า “ความตื่นเต้น โดย Ni” หรือ “Excitement by Ni” นับเป็นความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่มีต่อนวัตกรรม และเพิ่มคุณค่าการใช้ชีวิตของผู้คน ในประเทศจีน ซึ่งผู้บริโภคกำลังใช้ชีวิตแบบใหม่ และมองหาโซลูชั่นของการเดินทางจากนวัตกรรมที่ชาญฉลาด และขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ภายใต้แคมเปญใหม่นี้ นิสสันมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการสร้างความตื่นเต้น และเติมเต็มประสบการณ์การเคลื่อนที่ของลูกค้า

นอกจากนี้ นิสสันยังประกาศว่าจะร่วมมือกับ บริษัทชั้นนำในด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะต่างๆ เพื่อนำข้อมูลในการสร้างความตื่นเต้นรวมถึงบริการที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligent – AI ให้กับลูกค้าในประเทศจีน และที่อื่น ๆ ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงในตลาดของประเทศจีน และภายใต้วัตถุประสงค์ของบริษัทฯ ในการ “ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างวีถีชีวิตให้กับผู้คน” นิสสันกำลังเร่งการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะ และการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ารวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรในท้องถิ่นเพื่อมอบประสบการณ์การเคลื่อนที่ในอนาคตอันน่าตื่นเต้น