Home Blog Page 142

เริ่มแล้ว “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 46” สะท้อน และส่องทาง ศิลปะกับยานยนต์

0

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จัด “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 46” แสดงรถโบราณ และรถคลาสสิค ทรงคุณค่ากว่าร้อยคัน พร้อมมินิคอนเสิร์ตเพลงย้อนยุค และกิจกรรมมากมาย วันนี้–21 กรกฎาคม 2567

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 46 จัดภายใต้แนวคิด “สะท้อน และส่องทาง – Reflecting and llluminating the path” เพื่อแสดงให้เห็นว่ารถโบราณแต่ละคันสะท้อน และส่องทางรูปแบบศิลปะในแต่ละยุคสมัย โดยปีนี้มีผู้ส่งรถโบราณ และรถคลาสสิคเข้าประกวด และจัดแสดงให้ชมกว่า 100 คัน ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์

การประกวดแบ่งออกเป็น 7 รุ่น ได้แก่ รถรุ่นบรรพบุรุษ รถรุ่นผ่านศึก รถโบราณ รถรุ่นก่อนสงคราม รถรุ่นหลังสงคราม รถคลาสสิค และรถคลาสสิคร่วมสมัย โดยรถเด่น ได้แก่ Lancia Artena ปี 1931 รถยนต์สัญชาติอิตาเลียน ซึ่งเป็นแบบโปสเตอร์งานปีนี้ / Mercedes-Benz 300 Cabriolet D ปี 1953 รถเปิดประทุนคันงามของค่ายดาวสามแฉก / Mercedes-Benz 190SL ปี 1956 ของ มาริโอ้ เมาเร่อ ที่ร่วมขบวน Love Pride Parade 2024 / Ford Mustang ปี 1966 ม้าป่าสัญชาติอเมริกันคันงามของ มิค บรมวุฒิ หิรัญยัษฐิติ

นอกจากนี้ยังมีการประกวด รถจำลอง รถดัดแปลง รถประดิษฐ์พิเศษ รถแจกวาร์ รถมีนี รถโฟล์คสวาเกน รถอเมริกัน และกิจกรรมอื่นๆ ได้แก่ เสวนาเรื่อง “ทิศทางการสะสม และอนุรักษ์รถคลาสสิคในประเทศไทย” การประกวดราชินีแห่งความสง่างาม มินิคอนเสิร์ตจาก สมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตลาดนัดซื้อขายอะไหล่รถโบราณ จำหน่ายสินค้าวินเทจ เช่น รถโบราณจำลอง หนังสือ นิตยสาร ฯลฯ

ณัฐรินทร์ พยุงวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ-สายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ผู้ให้การสนับสนุนสถานที่จัดงาน กล่าวว่า “งานรถโบราณครั้งนี้ จัดขึ้นบนพื้นที่กว่า 5,000 ตารางเมตร ทั่วบริเวณศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์  ผู้ชมจะได้ตื่นตาตื่นใจกับรถโบราณระดับตำนานที่หาชมได้ยาก กว่า 100 คัน และเรายังสร้างความประทับใจให้ผู้ชมด้วยการจัดตกแต่งสถานที่สไตล์ ART DECO ที่มีความหรูหรา ผสมผสานกับความทันสมัย เพื่อให้ผู้ชมได้ชื่นชมความงดงามทั้งรถ และสถานที่จัดแสดง พร้อมเก็บภาพถ่ายเป็นที่ระลึก และแชร์ลงโซเชียล นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสุดพิเศษสำหรับสมาชิก FUTURE PARK  ที่ร่วมสนุกตามหา QR Code จุดโชว์รถไฮไลต์ครบทั้ง 4 คัน รับฟรี! ของรางวัล กระบอกน้ำ และอุปกรณ์ทำความสะอาด”

เชิญชม “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 46” ณ ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ตั้งแต่วันนี้-21 กรกฎาคม 2567 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ vintagecarclub.or.th และ facebook.com/VintageCarClub

สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ไว้วางใจ “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี” เป็นยานยนต์สำหรับการปฏิบัติงานด้านการทูต

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย อาร์.เอ็ม.เอ.เทรดดิ้ง ร่วมส่งมอบรถยนต์ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ให้แก่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยที่เลือกใช้รถยนต์ระบบขับเคลื่อน ฟูลไฮบริด เป็นยานยนต์สำหรับการปฏิบัติงานของสถานทูต ตอกย้ำความเชื่อมั่นในยนตรกรรมของมิตซูบิชิ

มร. โนโบรุ สึจิ ประธานคณะกรรมการบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า “เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เลือกใช้ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี เป็นยานยนต์สำหรับการปฏิบัติงานของสถานทูต ตอกย้ำถึงคุณภาพอันยอดเยี่ยมและความเชื่อมั่นในรถยนต์มิตซูบิชิ พร้อมแสดงถึงการไว้วางใจในระบบวิศวกรรมยานยนต์และการบริการที่เราทุ่มเทพัฒนาอย่างเต็มที่ เรามีความมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งที่จะนำเสนอยานยนต์เพื่อการเดินทางขับเคลื่อนที่เต็มเปี่ยมด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืนซึ่งมีมาตรฐานสูงสุดทั้งในด้านสมรรถนะ ความไว้วางใจ และคุณภาพ”

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และเอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี โดดเด่นด้วย Mitsubishi e:MOTION ประสบการณ์ขับขี่ใหม่เหนือระดับ ผสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อมอบการขับขี่ที่น่าตื่นเต้นเร้าใจและมั่นใจได้ยิ่งกว่าในทุกสภาพถนน ซึ่งได้รับการถ่ายทอดและพัฒนามาจากความสำเร็จของระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) มีโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่ได้ตามต้องการให้สมรรถนะการขับขี่ที่ปลอดภัย มั่นใจได้ในทุกเส้นทาง ลุยได้ในทุกสภาพถนนและทุกสภาพอากาศ นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส มอบการขับขี่ที่ปลอดภัยและมั่นใจ ควบคุมรถได้อย่างคล่องตัวโดยเฉพาะขณะเข้าโค้ง

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ยังโดดเด่นเหนือระดับด้วยพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบาย และตอบโจทย์การใช้งานอย่างยอดเยี่ยม รองรับการเดินทางทั้งในเมืองและขับขี่ทางไกลร่วมกับครอบครัวและกลุ่มเพื่อน พร้อมดีไซน์ภายนอกสุดเท่ อันเป็นเอกลักษณ์เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาความลงตัวของสมรรถนะการขับขี่และสไตล์การออกแบบที่เหนือระดับ

TTC Motor คัดสรรแคมเปญขายและบริการหลังการขาย มอบความพึงพอใจสูงสุดให้ลูกค้า

0

TTC Motor จัดแคมเปญ อุ่นใจ…ทุกการขับขี่ Mercedes-Benz ด้วย MBSP โปรแกรมบำรุงรักษาและขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์สูงสุด 8 ปี มาด้วยกัน 3 โปรแกรม Easy Care Program,  Extra Guarantee Program , Ultimate Program สิทธิพิเศษ! สำหรับสมาชิกบัตร UOB Mercedes สามารถผ่อนชำระ 0%* นาน 6 หรือ 10 เดือน เมื่อซื้อหรืออัพเกรดโปรแกรม MBSP ยอดใช้จ่ายตั้งแต่ 25,000 บาท* ขึ้นไป

คุณอัครินทร์ ตั้งทวีสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์  เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี และ เมอร์เซเดส-มายบัค อย่างเป็นทางการ กล่าวถึง แคมเปญของบริษัทในเดือนนี้ ให้ความสำคัญกับ การบริการหลังการขาย กับอุ่นใจ..ทุกการขับขี่ Mercedes-Benz ของคุณด้วย MBSP โปรแกรมบำรุงรักษาและขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ Mercedes-Benz สูงสุด 8 ปี* ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับทุกการใช้งาน มีให้เลือกถึง  3 โปรแกรม

– Easy Care Program สำหรับผู้ที่ใช้รถเป็นประจำทุกวัน ครอบคลุมการบำรุงรักษาที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน

– Extra Guarantee Program สำหรับผู้ใช้รถน้อย แต่สนใจโปรแกรมการดูแลรักษารถคุณภาพรถยนต์ให้อุ่นใจอยู่เสมอ

– Ultimate Program เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้รถเป็นประจำ มีการขับรถเดินทางไกล เพื่อตรวจเช็กหลังจากทริป เพื่อความสบายใจในทุกช่วงเวลา

ดูแลครอบคลุมการบำรุงรักษา, เปลี่ยนอะไหล่สึกหรอ, ตรวจเช็กสภาพรถยนต์ตามระยะ โดยไม่จำกัดระยะทาง พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม.*

สิทธิพิเศษ! สำหรับสมาชิกบัตร UOB Mercedes สามารถผ่อนชำระ 0%* นาน 6 หรือ 10 เดือน เมื่อซื้อหรืออัพเกรดโปรแกรม MBSP ยอดใช้จ่ายตั้งแต่ 25,000 บาท* ขึ้นไป

นอกจากนี้ยังมีแคมเปญขาย Drive Tawards The Golden Light A Bright Future Awaits ออกเดินทางไปกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ คุณจะพบกับข้อเสนอสุดคุ้มและสิทธิประโยชน์อีกมากมาย เมื่อออกรถกับ TTC Motor  อาทิ รับส่วนลดสูงสุด 1,000,000 บาท , รับฟรี MBSP Easy Care 3 ปี และรับฟรี MB Protection นานสูงสุด 5 ปี

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด วันนี้ถึง 31 กรกฎาคมนี้

วิริยะประกันภัย ส่งเสริมการต่อต้านคอร์รัปชั่นในภาคธุรกิจ สนับสนุนโครงการอบรมจรรยาบรรณ หอการค้าไทย 2567

0

นายพัฒนชัย กุลสิริสวัสดิ์ ประธานชมรมจรรยาบรรณ หอการค้าไทย ให้การต้อนรับ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี นายพงศ์พันธ์ ประภาศิริลักษณ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร ผู้แทนบริษัทฯ เข้าร่วมงานสัมมนาชมรมจรรยาบรรณ “ESG ทางเลือก หรือ ทางรอดในวิกฤตโลก” ประจำปี 2567 โดยงานสัมมนาดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมหลักบรรษัทภิบาล การต่อต้านคอรัปชั่น และการบริหารจัดการธุรกิจ ภายใต้กรอบแนวคิดในการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน (ESG) ให้แก่สมาชิกหอการค้าไทย และเครือข่ายภาคเอกชน ณ ห้อง Activity Hall อาคารบรรเจิดชลวิจารณ์ หอการค้าไทย

ทั้งนี้ ทางบริษัทฯ สนับสนุน “กิจกรรมงานสัมมนาชมรมจรรยาบรรณ” และ “กิจกรรม On-Site Visit ธุรกิจจรรยาบรรณ” ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของหลักจรรยาบรรณและบรรษัทภิบาล ซึ่งเป็นหลักการที่บริษัทฯ ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อพัฒนาภาคธุรกิจให้มีความเป็นธรรมและยั่งยืน จนได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากสาธารณชนอย่างกว้างขวาง ดั่งวิสัยทัศน์ที่ว่า “เป็นบริษัทประกันวินาศภัย ที่มั่นคง โปร่งใส จริงใจ และเป็นธรรม”

เผยสเปค “ALL NEW MG3 HYBRID+” กับจุดเด่นด้านประหยัด แรง กว้าง และ ปลอดภัยกว่า พร้อมเคาะราคาอย่างเป็นทางการ สิงหาคมนี้

0
ALL NEW MG3 HYBRID+ 1

ริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เดินหน้านำเสนอทางเลือกใหม่ให้คนไทยด้วยยนตรกรรมในทุกรูปแบบการขับเคลื่อน พร้อมสร้างประสบการณ์ครั้งใหม่ในตลาด B-Segment กับการเปิดตัว ALL NEW MG3 HYBRID+ รถยนต์ไฮบริดเทคโนโลยีใหม่จาก เอ็มจี ซึ่งเป็นโกลบอลโมเดลรุ่นที่ 2 ที่เตรียมส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่จากไลน์การผลิตในประเทศไทย เจาะกลุ่มลูกค้ายุคใหม่ ชูจุดเด่นรถยนต์พลังงานทางเลือกที่แตกต่างไม่เหมือนใคร ด้วยโกลบอลดีไซน์ที่ดูปราดเปรียว มาพร้อมขุมพลังไฮบริด HYBRID+ ที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน และมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างลงตัว หนึ่งเดียวในคลาสกับห้องโดยสารกว้างสุด ประหยัดกว่าด้วยน้ำมันหนึ่งถังวิ่งได้ไกลกว่า 800 กิโลเมตร พร้อมอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 8 วินาที เหนือระดับด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยที่ครบครัน การันตีความเชื่อมั่นด้วยผลการทดสอบโดยทีมวิศวกรชั้นนำระดับโลก โดย เอ็มจี เตรียมพร้อมประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการภายในเดือนสิงหาคมนี้

ALL NEW MG3 HYBRID+ 2

ALL NEW MG3 HYBRID+ รถแฮทช์แบ็กไฮบริด 5 ประตู ยนตรกรรมที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีไฮบริดใหม่ล่าสุดจาก เอ็มจี ด้วย 8 โหมดการขับเคลื่อนของระบบ HYBRID+ ที่รวมทุกระบบไฮบริดไว้ในคันเดียวได้อย่างสมบูรณ์แบบและตอบสนองต่อทุกการใช้งานรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งระบบขับเคลื่อนแบบอนุกรม (Series Hybrid) ระบบขับเคลื่อนแบบผสานเครื่องยนต์และมอเตอร์ (Parallel Hybrid) หรือแม้แต่การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน (Pure EV) ทำให้การขับขี่ในทุกช่วงความเร็วเป็นไปอย่างราบรื่นและลงตัว พร้อมคงจุดเด่น ของการเป็น “รถแฮทช์แบ็กไฮบริดที่ประหยัดกว่า ขับสนุกกว่า และเร้าใจกว่า” ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าด้วยสัมผัสเฉกเช่นรถไฟฟ้าแต่ไปได้เร็วกว่าโดยไม่ต้องรอชาร์จไฟ จากขุมพลังไฮบริดใหม่ ที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 102 แรงม้า (75 กิโลวัตต์) รองรับน้ำมัน E20 ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 136 แรงม้า (100 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 8 วินาที ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลัง Hybrid Transmission ด้วยเกียร์ไฟฟ้าแบบ E-AT ให้จังหวะการเปลี่ยนเกียร์ที่เหมาะสม ลดเสียงรบกวน และประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น มาพร้อมกับแบตเตอรี่ Lithium-Ion ที่มีความจุมากถึง 1.83 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง และถือเป็นรถยนต์ไฮบริดที่คุ้มค่าที่สุดในตลาดโดยน้ำมันหนึ่งถังสามารถไปได้ไกลกว่า 800 กิโลเมตร

ALL NEW MG3 HYBRID+ 3

นอกจากนี้ ยังสามารถปรับโหมดควบคุมการขับขี่ได้ถึง 3 รูปแบบ ได้แก่ โหมด Eco โหมด Standard และโหมด Sport ทั้งยังมีระบบ KERS เหมือนในรถไฟฟ้าที่สามารถปรับการใช้งานได้ 3 ระดับ และให้ผู้ขับขี่มั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM ซึ่งครอบคลุมระบบความปลอดภัย ADAS เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจำนวน 8 ระบบ พร้อมระบบเบรกอัจฉริยะ (Intelligent Brake System) ไว้ได้อย่างครบถ้วน พร้อมยกระดับการขับขี่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยกล้องรอบคัน 360 องศา แบบ High Definition

ALL NEW MG3 HYBRID+ 5

ในส่วนของการออกแบบ ยังคงสไตล์ความคล่องตัวปราดเปรียวในแบบฉบับของรถแฮทช์แบ็ก โดย ALL NEW MG3 HYBRID+ ถือเป็นรถที่มีความกว้างมากที่สุดในคลาส ด้วยขนาดความกว้างกว่า 1,797 มิลลิเมตร ดีไซน์ไฟหน้า LED แบบใหม่ Hunter Eye Headlamp ดวงตานักล่า ที่ดูคมชัด และโฉบเฉี่ยว พร้อมกระจังหน้าแบบใหม่ ไฟท้ายได้รับแรงบันดาลใจจากปีกผีเสื้อ สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวที่คล่องตัว เส้นสายการออกแบบ รอบตัวถังเน้นความโค้งมน

ALL NEW MG3 HYBRID+ 6

ภายในห้องโดยสารสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้ Modular Concept ที่ให้ความสำคัญกับ วัสดุที่มีคุณภาพ พร้อมการออกแบบคอนโซลที่เล่นระดับให้มีมิติ เพิ่มความหรูหราด้วยภายในแบบทูโทน ขาวสลับดำ เน้นความสะดวกในการใช้สอย สำหรับทั้งคนขับและผู้โดยสาร ทั้งเพิ่มอรรถประโยชน์ในการใช้งาน โดยเฉพาะการออกแบบห้องโดยสารที่โดดเด่นในเรื่องของพื้นที่เหนือศีรษะ (Head room) และพื้นที่วางขา (Leg room)

ALL NEW MG3 HYBRID+ มีห้องสัมภาระท้ายจุได้มากถึง 293 ลิตร และเมื่อพับเบาะสามารถจุได้มากถึง 1,037 ลิตร อำนวยความสะดวกสบายในการขับขี่และการใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ด้วยหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 7 นิ้ว และหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 10.25 นิ้ว รวมถึงระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดีย Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย และกุญแจรีโมทอัจฉริยะแบบ Smart Key

ALL NEW MG3 HYBRID+ 8
ALL NEW MG3 HYBRID+ ถือเป็นโกลบอลโมเดลที่สะท้อนความมุ่งมั่นของ เอ็มจี ด้วยการเป็นยนตรกรรมที่คิดค้น พัฒนา และทดสอบโดยทีมวิศวกรระดับโลก และมีการปรับจูนทุกระบบเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งานจริงบนท้องถนนทั่วโลก และพร้อมที่จะส่งมอบประสบการณ์ไฮบริดครั้งใหม่ที่จะยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์โลกและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่อีกขั้น โดยมีสถิติที่น่าสนใจ ดังนี้

•รวมระยะทางมากกว่า 14,000 กิโลเมตร กับการวิ่งทดสอบบนถนนจริง (Road Test) ในทวีปยุโรปเป็นระยะเวลากว่า 2 เดือนเต็มในช่วงฤดูร้อน และมากกว่า 10,000 กิโลเมตร ใน 2 เดือนเต็มของช่วงฤดูหนาว

•ระยะทางมากกว่า 5,000 กิโลเมตร ที่ทีมวิศวกรระดับโลกได้นำ ALL NEW MG3 HYBRID+
วิ่งทดสอบและปรับจูนในสถานการณ์ที่หลากหลาย (Multi-scenario Road Test and Tuning) โดยมี สภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ และพื้นผิวบนท้องถนนที่แตกต่างกัน อาทิ สนามทดสอบกว่างเต๋อ (SAIC – GM Guangde Proving Ground) ในมณฑลอานฮุย (Anhui) สาธารณรัฐ ประชาชนจีน ซึ่งเป็นสนามทดสอบรถทุกรุ่นของ SAIC MOTOR CORPORATION ก่อนปล่อยสู่ตลาด ตลอดจนทดสอบวิ่งบนถนนสาธารณะ (Public Road) บนทางไฮเวย์ รวมถึงการทดสอบวิ่งในสนามที่มีสภาพอากาศหนาวเย็นอย่าง Hailar Ultra-cold Proving Ground ในเมืองไฮลาเออร์ ประเทศมองโกเลีย กับการทดสอบแบบ Extreme Cold Test ภายใต้อุณหภูมิ -30 °C ทั้งยังผ่านการทดสอบการวิ่งใช้งานในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิร้อนจัด หรือ Extreme Hot Test ภายใต้อุณหภูมิพื้นผิวสูงถึงกว่า 70 °C ที่เมืองถูหลู่ฟาน มณฑลซินเจียง ซึ่งถือเป็นดินแดนที่ร้อนที่สุดในประเทศจีน

•มากกว่า 300 ครั้ง กับการขับทดสอบปรับจูนรับระบบช่วงล่าง

•มากกว่า 200 ชั่วโมง ในการทดสอบการปรับจูนพวงมาลัย บนเงื่อนไขทั้งในการจำลองสถานการณ์เหมือนจริง (Simulator) และการขับทดสอบบนท้องถนน (Real road) เพื่อศักยภาพในการควบคุมการขับขี่ ให้แม่นยำ รวดเร็ว และดีกว่ารถไฮบริดทั่วไป ด้วยความไวของพวงมาลัยที่เพิ่มขึ้นถึง 5%

•มากกว่า 100 ครั้ง กับการจำลองโมเดลเสมือนจริง เพื่อพัฒนายางล้อที่มีประสิทธิภาพ

•สำหรับในประเทศไทย เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทีมวิศวกรได้นำ ALL NEW MG3 HYBRID+วิ่งทดสอบ รวมระยะทางวิ่งแล้วกว่า 10,000 กิโลเมตร ทั่วทุกภูมิภาค

•ล่าสุดกับรางวัล “Affordable Hybrid of the Year” จาก Auto Express in UK

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ALL NEW MG3 HYBRID+ เป็นรถยนต์ไฮบริดที่พิสูจน์ให้เห็นถึงการเป็นโมเดลที่ได้รับความนิยมในประเทศต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาค และถือเป็นโกลบอลโมเดลรุ่นล่าสุดของ เอ็มจี ที่ได้นำเทคโนโลยีอย่าง ระบบ HYBRID+ สู่การรังสรรค์รถยนต์พลังงานทางเลือกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้งานรถของลูกค้า ทั้งยังเป็นยนตรกรรมที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ เอ็มจี ในการเดินหน้าสู่เป้าหมายสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์สีเขียว (Green Mobility) ให้กับตลาดยานยนต์โลก โดย ALL NEW MG3 HYBRID+ ถูกวางให้เป็นหนึ่งในโมเดลยุทธศาสตร์ (Strategic Model) ประจำปีนี้ของ เอ็มจี ในการบุกและปลุกตลาด B-Segment ในเมืองไทยกับการเป็นยนตรกรรมที่จะเจาะกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาความสมดุลระหว่างความประหยัดและสมรรถนะ ที่ทรงประสิทธิภาพ ด้วยราคาที่เข้าถึงและเป็นเจ้าของได้ง่าย ซึ่ง เอ็มจี มีแผนเปิดราคาจัดจำหน่ายของ ALL NEW MG3 HYBRID+ อย่างเป็นทางการภายในเดือนสิงหาคมนี้”

 

 

5 เรื่องสุดจึ้งของ New HAVAL JOLION Sport รถเอสยูวีไฮบริดที่มาแรงและคุ้มค่าคุ้มราคาในขณะนี้

0
Haval Jolion 1

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) หลังจากเปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2566 New HAVAL JOLION Sport ได้พลิกโฉมวงการเอสยูวีด้วยดีไซน์คมเข้ม ดุดัน พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม คุ้มค่าด้วยการขับเคลื่อนแบบเครื่องยนต์ไฮบริดตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ โดยตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมาล้วนได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมจากผู้บริโภค ปลุกเร้าสปิริตในการขับขี่ให้ Rise Up Your Spirit เร้าทุกมิติ สปอร์ตทุกเส้นทาง อย่างแท้จริง กับ 5 สิ่งที่คาดไม่ถึงที่เจ้าสิงโตอารมณ์ดีได้คำรามบนท้องถนนและมอบความว้าวแล้วเกือบกว่า 2,000 คันทั่วไทย

Haval Jolion 2

ไม่พูดถึงไม่ได้ นี่คือเอกลักษณ์ในด้านดีไซน์ที่ล้วนเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค ที่ต่างตกหลุมรักในการออกแบบตั้งแต่แรกเห็นของ New HAVAL JOLION Sport ที่ผสานการออกแบบทั้งภายใน-ภายนอกได้อย่างลงตัว ให้ความรู้สึกสปอร์ตเต็มขั้น เท่ และ ดึงดูดทุกสายตาได้เป็นอย่างดี สะท้อนอารมณ์สปอร์ตให้ผู้ขับขี่ได้ทะยานไปทุกเส้นทาง ด้วยกระจังหน้า Black Symmetric ในดีไซน์สีดำล้วน พร้อมโลโก้ HAVAL โดดเด่นด้วยไฟหน้าดีไซน์เอกลักษณ์ เข้าถึงความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวไปอีกขั้นด้วยดิฟฟิวเซอร์ดีไซน์ล้ำ ผสมผสานกับการจับคู่กับโทนสี ALL BLACK ของห้องโดยสารภายใน รวมถึงอุปกรณ์ตกแต่งภายนอกอย่าง กระจกมองข้าง และชุดราวหลังคา (Roof Rail) เติมเต็มอารมณ์สปอร์ตด้วยการตกแต่งด้วยเส้นสายสีเงิน และวัสดุสัมผัส SOFT-TOUCH ที่ผสานความสะดวกสบาย ความสง่างาม และความลํ้าสมัยในหนึ่งเดียว สะท้อนลุคสปอร์ตกับมิติความสวยงามจากด้านหน้านอกตัวรถที่ส่งผ่านมาจนถึงด้านหลัง กับไฟท้าย LED พร้อมไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED เต็มระบบ การันตีความเท่กับ 3 เฉดสีขายดีสะท้อนลุคสปอร์ตได้แก่ สีดำ (Sun Black) สีเทา (Ayers Gray) และสีขาว (Hamilton White)

Haval Jolion  3

ขับสนุกด้วยพลังเครื่องยนต์แบบไฮบริด ผสานเข้ากับการทํางานอย่างลงตัวกับระบบเกียร์ DHT (Dedicated Hybrid Transmission) สมรรถนะที่เต็มเปี่ยมด้วยเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 375 นิวตันเมตร โดยระบบเกียร์แบบ DHT นี้สร้างขึ้นเพื่อรองรับระบบการขับเคลื่อนที่หลากหลายของรถยนต์ไฮบริดด้วยกันถึง 4 โหมด ได้แก่ โหมดมาตรฐาน โหมดสปอร์ต โหมดประหยัด และโหมดพื้นหิมะ นอกจากนี้ชุดเกียร์แบบ DHT ยังมีน้ำหนักเบา ช่วยลดน้ำหนักรวมของตัวรถได้ พร้อมด้วยอัลกอริทึมการควบคุมขั้นสูงซึ่งปรับการทำงานของระบบให้มีความเหมาะสม นอกจากนี้ New HAVAL JOLION Sport ยังมาพร้อมกับ ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท (MacPherson Strut) ซึ่งเป็นระบบกันสั่นสะเทือนช่วงล่างที่จะทำให้เกิดความนุ่มนวลขณะขับขี่ อีกทั้งยังช่วยให้รถสามารถยึดเกาะถนนได้เป็นอย่างดี รวมถึงรักษาสมดุลของรถขณะที่อยู่บนถนนที่ไม่ราบเรียบได้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังมาพร้อมกับ ระบบช่วงล่างด้านหลังแบบทอร์ชันบีม (Vertical Arm Torsion Beam) ซึ่งนับว่าเป็นช่วงล่างที่มีน้ำหนักเบาและมีขนาดเล็ก ซึ่งทำให้ห้องโดยสารภายในรถมีพื้นที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้น มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุก สปอร์ต ราบรื่นแต่เร้าใจในทุกการเดินทาง

Haval Jolion 4

New HAVAL JOLION Sport กับราคาเพียง 799,000 บาท เรียกได้ว่ามีออปชันสุดแรงครบครัน คุ้มค่าเกินราคาสำหรับรถในเซกเมนต์เดียวกัน มอบประสบการณ์ขับขี่ที่เต็มไปด้วยความบันเทิงตลอดทั้งเส้นทางด้วยระบบความบันเทิงแบบจัดเต็มทั้งหน้าจอมัลติมีเดียแบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว ลําโพงจำนวน 6 ตําแหน่ง ที่รองรับ Apple Carplay, Android Auto, Bluetooth, และ MP3 อีกทั้งยังพร้อมมอบความสะดวกสบายให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารในระดับพรีเมียมเกินคาดด้วยเบาะหนังสังเคราะห์ดีไซน์สปอร์ตที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกสรีระ เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง เพื่อช่วยจัดท่านั่งให้สบายและอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นวิสัยทัศน์ได้ดีที่สุด และเบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับได้ถึง 4 ทิศทาง และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลังอีกด้วย นอกจากนี้ อีกหนึ่งความคุ้มค่าที่จะได้รับ คือ ความอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบายได้เป็นอย่างดี ทั้งห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย รวมถึงเบาะที่นั่งด้านหลังที่สามารถพับและปรับได้ทั้งแบบ 60:40 รวมถึงแบบเรียบ พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระที่จุได้มากถึง 1,069 ลิตร ตอบโจทย์ทุกการใช้งานและทุกการเดินทางได้อย่างเต็มรูปแบบ

Haval Jolion 5

หลากหลายเสียงสะท้อนจากผู้ใช้งาน New HAVAL JOLION Sport ตอกย้ำถึงความคุ้มค่าของรถคันนี้ด้วยความมั่นใจในเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะโดยเฉพาะด้านความปลอดภัยที่ให้มากับตัวรถอย่างครบครัน เช่น เทคโนโลยีคันเร่งอัจฉริยะให้ผู้ขับขี่สามารถเร่งหรือชะลอความเร็วได้เพียงคันเร่งเดียว (Intelligent Single Pedal), กล้องแสดงภาพขณะถอยหลังที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในทุกมุมมองรวมถึงเพิ่มความชัดเจนในทุกการถอยหลัง, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (CC – Cruise Control), ระบบช่วยเตือนความเมื่อยล้าขณะขับขี่, ระบบตรวจวัดแรงดันลมยาง, ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการเกิดการชนซ้ำครั้งที่ 2 (SCM – Second Collison Mitigation) โดยรถจะพยายามรักษาเสถียรภาพเอาไว้เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน, ระบบลดความเสี่ยงที่รถจะพลิกคว่ำ (ARS – Anti-Rollover System) และระบบช่วยเหลือการขับขี่อื่น ๆ อีกมากมาย มอบความมั่นใจและความปลอดภัยแบบรอบด้านให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารในทุกการเดินทาง

Haval Jolion 6

นอกจากความคุ้มค่าที่ New HAVAL JOLION Sport มอบให้ในเรื่องของเทคโนโลยีการขับขี่และความหลากหลายในการใช้งานแล้ว ตอกย้ำความคุ้มค่ายิ่งขึ้นและมอบความอุ่นใจยิ่งกว่า ด้วยการรับประกันคุณภาพรถใหม่นาน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร รวมถึงการรับประกันแบตเตอร์รี่ไฮบริดนานถึง 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง สำหรับด้านการบริการหลังการขาย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงมุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์การบริการหลังการขายในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าด้วย GWM Smart Service ผ่านการนำเทคโนโลยีเข้ามาเชื่อมต่อแพลตฟอร์มต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง

Haval Jolion 7

นี่คือ 5 เหตุผลที่ยืนยันว่า New HAVAL JOLION Sport เป็นรถไฮบริดเอสยูวีที่คุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทั้งเรื่องราคาที่จับต้องได้ รวมถึงดีไซน์เท่ สปอร์ตทันสมัย ดึงดูดทุกสายตา ผสมผสานกับเทคโนโลยีการขับขี่สุดล้ำและพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนไทย และการดูแลที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มอบให้ลูกค้าผ่านการบริการหลังการขายที่ครอบคลุม นอกจากนี้เจ้าสิงโตอารมณ์ดีสายสปอร์ตคันนี้ยังมาพร้อมกับข้อเสนอพิเศษ ได้แก่ ฟรี ประกันภัยชั้น 1 และแพ็กเกจบำรุงรักษา GWM Pro Service Inclusive (GPSI) นาน 5 ปี พร้อมเลือกรับข้อเสนอ ดอกเบี้ย 0.99% นาน 48 เดือน หรือ ฟรี ชุดอุปกรณ์ฝาท้ายไฟฟ้าพร้อมติดตั้ง และฟรี ฟิล์มกรองแสงลามิน่า รุ่น CM ONE สามารถทดลองขับและจับจองเพื่อเป็นเจ้าของ New HAVAL JOLION Sport ได้แล้ววันนี้ ที่ GWM Partner Store ทั่วประเทศ

Haval Jolion 9

เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ ในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) และบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) ด้วยการเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยในปี 2567 รวมถึงปีถัด ๆ ไป เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศและอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้ทัดเทียมระดับสากลควบคู่ไปกับการตอบสนองความต้องการอันหลากหลายของผู้บริโภคชาวไทย

วิ่งไกลไม่ง้อแท่นชาร์จ กับถังเดียวไปได้ไกลกว่า 800 กิโลเมตร!!! ด้วย HYBRID+ เทคโนโลยีไฮบริดที่ดีที่สุดของ เอ็มจ

0
ALL NEW MG3 HYBRID+ 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เตรียมนำเทคโนโลยีไฮบริดรุ่นใหม่เข้ามาใส่ในโกลบอลโมเดลรุ่นล่าสุดอย่าง ALL NEW MG3 HYBRID+ รถยนต์พลังงานทางเลือกที่มาพร้อมนวัตกรรมล้ำสมัยที่จะเข้ามาจุดประกายตลาดรถยนต์ไทยอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์สีเขียว (Green Mobility) ซึ่งพัฒนาโดย SAIC MOTOR CORPORATION ที่ผสานประสิทธิภาพที่ทรงพลัง ความประหยัด และความเป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว สู่การยกระดับมาตรฐานรถยนต์ไฮบริดที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่และสร้างอนาคตแห่งการเดินทางที่ยั่งยืนและการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ

ALL NEW MG3 HYBRID+ 2

 

HYBRID+ ในแบบฉบับของ เอ็มจี ที่ทำงานได้อย่างลงตัวในทุกช่วงความเร็ว
หลังจากที่ ALL NEW MG3 HYBRID+ ทยอยเปิดตัวอย่างเป็นทางการทั้งในประเทศอังกฤษ และประเทศ ชั้นนำในยุโรป รวมไปถึงทวีปอเมริกาอย่างประเทศเม็กซิโก ก่อนข้ามมาสร้างปรากฏการณ์อีกซีกโลก ทั้งในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย และฟิลิปปินส์ ต่างได้รับเสียงตอบรับจากสื่อและผู้ใช้งานถึงความโดดเด่นในเรื่องการเป็นยนตรกรรมที่มอบประสิทธิภาพในการขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการความสมดุลระหว่างสมรรถนะและความประหยัด โดยหนึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้รถรุ่นนี้เป็นที่น่าสนใจในกลุ่ม B-Segment คือ ระบบ HYBRID+ ที่เหนือกว่าด้วยสมรรถนะอันทรงพลังและการบริหารพลังงานในแบบฉบับรถไฟฟ้าจากมอเตอร์ขับเคลื่อนให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า 250 นิวตัน-เมตร และมอเตอร์ที่ใช้สร้างกระแสไฟได้สูงสุด 45 กิโลวัตต์ ผสานความแรงของเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรที่พัฒนาขึ้นใหม่จาก SAIC MOTOR CORPORATION ให้แรงม้าสูงสุด 102 แรงม้า รองรับน้ำมัน E20 รวมแรงม้าสูงสุด 194 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตัน-เมตร ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ไฟฟ้า EDU 3 ระดับ มาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-Ion ความจุ 1.83 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง สู่การเป็นโมเดลไฮบริดใหม่ที่ครบสมบูรณ์แบบด้วยความเหนือชั้นของ 8 โหมดขับเคลื่อน ที่รวมทุกระบบไฮบริดไว้ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น ระบบขับเคลื่อนแบบอนุกรม (Series Hybrid) ระบบขับเคลื่อนแบบผสานเครื่องยนต์ และมอเตอร์ (Parallel Hybrid) หรือแม้แต่การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน (Pure EV) โดยสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานได้อย่างราบรื่นและเหมาะสมที่สุดในแต่ละช่วงความเร็ว

เจาะลึก 8 โหมดขับเคลื่อนของ ALL NEW MG3 HYBRID+ จากจุดหยุดนิ่งไปจนถึงวิ่งแบบเต็มพลัง

โหมดจอดหยุดนิ่ง
ระบบจะใช้พลังงานจากแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง (HV BATTERY) เพื่อทำให้ระบบปรับอากาศและระบบอื่นๆ ทำงานได้โดยที่เครื่องยนต์หยุดการทำงาน

ALL NEW MG3 HYBRID+ 4

 

โหมดวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนจนถึง 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
เมื่อออกตัวจากจุดหยุดนิ่งในช่วงความเร็ว 0 – 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถจะขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน (Pure EV) ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและเงียบเหมือนรถไฟฟ้า พร้อมอัตราเร่งที่ตอบสนองได้ทันใจ

โหมดความเร็วที่วิ่งในถนนที่มีการจราจรหนาแน่น
เมื่อความเร็วเพิ่มขึ้นเป็น 30 – 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงความเร็วต่ำ ใช้งานในเมือง ระบบจะสลับไปยังโหมดระบบขับเคลื่อนแบบอนุกรม (Series Hybrid) โดยเครื่องยนต์จะทำหน้าที่แค่เพียงปั่นไฟ และส่งกระแสไฟไปให้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนตัวรถ ทำให้ได้ความรู้สึกนุ่มนวล ตอบสนองฉับไวแบบรถไฟฟ้า และรถมีความคล่องตัวมากขึ้น

โหมดความเร็ววิ่งในเมือง

แต่หากความเร็วไต่ระดับไปที่ 50 – 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งมักจะเป็นช่วงสำหรับใช้งานเดินทางออกนอกเมืองด้วยความเร็วปานกลาง โหมดระบบขับเคลื่อนแบบอนุกรม (Series Hybrid) จะยังช่วยให้ผู้ขับขี่สัมผัสได้ถึงแรงบิดสูงอย่างต่อเนื่อง เพราะเครื่องยนต์ยังทำหน้าที่เป็นตัวปั่นไฟช่วยให้มอเตอร์ขับเคลื่อนล้อโดยตรงได้แบบรถไฟฟ้า พร้อมส่งกระแสไฟส่วนเกินไปเก็บยังแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง

โหมดความเร็ววิ่งคงที่
เมื่อวิ่งด้วยความเร็วคงที่ในช่วงความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงการขับขี่ระยะไกล ระบบจะสลับเป็นการใช้งานเครื่องยนต์ที่รอบความเร็วต่ำโดยใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวเครื่องยนต์จะตัดต่อการทำงานผ่าน Hybrid Transmission มี 3 อัตราทดแบบอัตโนมัติ มาขับเคลื่อนที่ตัวล้อโดยตรง ทำให้สามารถประหยัดน้ำมันได้มากกว่ารถแบบ Series Hybrid ทั่วไป ที่เครื่องยนต์ทำหน้าที่เพียงปั่นไฟอย่างเดียวตลอดเวลา

โหมดวิ่งทางไกล และเร่งแซง
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อรถอยู่ในช่วงเร่งความเร็ว 80 – 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงขับขี่ทางไกล หรือขึ้นทางลาดชัน เมื่อต้องการเร่งแซง เพียงแค่กดคันเร่งเบาๆ ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฮบริดกำลังสูงจะทำงานร่วมกัน (Parallel Hybrid) ให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสกับอัตราเร่งที่ตอบสนองได้ในทันที เมื่อต้องการเร่งแซงหรือขึ้นทางชัน รถจะสามารถให้อัตราเร่งสูงสุดและตอบสนองการขับขี่ได้อย่างดี เหนือกว่ารถไฮบริดทั่วไป

ALL NEW MG3 HYBRID+ 7

โหมดความเร็วสูง
และเมื่อใช้ความเร็วสูงกับการขับทางไกลบนไฮเวย์ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์จะทำงาน อย่างต่อเนื่อง โดยขณะที่รถขับเคลื่อนไป ระบบจะแบ่งกำลังส่วนที่เหลือจากเครื่องยนต์ไปหมุนเจนเนเรเตอร์ เพื่อปั่นไฟไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่

โหมดลดความเร็ว Regenerative
เมื่อผ่อนคันเร่งลดความเร็วลงมาในช่วง 120-0 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือช่วงขับขี่ลงทางชัน ระบบ HYBRID+ จะใช้มอเตอร์เป็นตัวหน่วงกำลัง ซึ่งจะทำหน้าที่ชาร์จไฟเป็นระบบ Energy Regeneration 3 ระดับ ซึ่งผู้ขับขี่สามารถตั้งค่าระดับการรีเจนได้แบบรถไฟฟ้า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้สูงสุด

ALL NEW MG3 HYBRID+ 7

ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความโดดเด่นและแตกต่างของระบบ HYBRID+ กับการผสานพลังอย่างลงตัวของเครื่องยนต์ที่พัฒนาให้มีประสิทธิภาพในการทำงานกับระบบไฮบริดเพิ่มมากขึ้น พร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ และระบบ Hybrid Transmission ที่มี 3 อัตราทด ปรับทำงานอัตโนมัติช่วยให้เครื่องยนต์ที่ทำงานร่วมกับระบบไฮบริดมอเตอร์มีช่วงการทำงานที่กว้างมากขึ้น ตอบสนองการเร่งในช่วงความเร็วต่างๆ ได้ดีขึ้น โดยมีรอบการทำงานของเครื่องยนต์ที่ลดลง ที่สำคัญ ALL NEW MG3 HYBRID+ ยังใช้ไฮบริดมอเตอร์ เป็นเทคโนโลยีมอเตอร์ตัวเดียวกับรถไฟฟ้าแบบ High-performance Permanent Magnet Synchronous Motors อีกด้วย

และนี่คือ ระบบ HYBRID+ นวัตกรรมยานยนต์สู่การเป็น Green Mobility ที่พัฒนาโดย SAIC MOTOR CORPORATION ที่ทำให้ ALL NEW MG3 HYBRID+ เป็นยนตรกรรมไฮบริดครั้งใหม่ เพื่อยกระดับมาตรฐานรถยนต์ไฮบริด กับสมรรถนะที่ทำให้ผู้ขับขี่ได้รับความสนุก ครบเครื่อง และคุ้มค่ากว่าที่เคย เตรียมพบกับ ALL NEW MG3 HYBRID+ ที่มีกำหนดเปิดตัวในประเทศไทย เร็วๆ นี้ โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านทุกช่องทางออนไลน์ของเอ็มจี

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” นำทีมลูกค้า เชียร์ ‘ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2024’ แบบวีไอพีติดขอบสนาม ตอกย้ำจิตวิญญาณการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต

0
Mitsubishi Motor 1

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย สานต่อทริปเอ็กซ์คลูซีฟ ‘มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เรซซิ่ง สปิริต สตรีท เซอร์กิต เอดิชั่น’ (MITSUBISHI MOTORS RACING SPIRIT STREET CIRCUIT EDITION) พาลูกค้าสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ ร่วมให้กำลังใจนักแข่ง ณ จุดปล่อยตัว พร้อมชมการแข่งขัน ‘ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2024’ (Thailand Super Series 2024) แบบติดขอบสนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต ซึ่ง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ให้การสนับสนุนทีมแข่งในรุ่น ‘ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ปิกอัพ’ (Thailand Super Pickup) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

Mitsubishi Motor 5

เช่นเดียวกับปีที่แล้ว มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ให้การสนับสนุนทีมแข่งเพื่อลงแข่งขันรายการ ‘ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2024’ ในรุ่น ‘ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ปิกอัพ’ (การแข่งขันประเภทรถกระบะทางเรียบ) ครบในทุกดิวิชั่น โดยในดิวิชั่น 1 ประกอบด้วยการแข่งขัน Class A จำนวน 4 คัน การแข่งขัน Class B จำนวน 1 คัน สำหรับดิวิชั่น 2 จะมีรถลงแข่ง 1 คัน พร้อมด้วยทีมนักแข่งอิสระอีก 3 คันใน Class C ทำให้มีจำนวนรถที่เข้าแข่งด้วยรถมิตซูบิชิ ไทรทัน ทั้งหมด 9 คัน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดในลำดับที่สองของแบรนด์รถยนต์ทั้งหมดสำหรับการแข่งขันในรุ่น ‘ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ปิกอัพ’ ในปีนี้

Mitsubishi Motor 6

นางสาวริสึโคะ คาเนะโคะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานบริหารประสบการณ์ลูกค้าและนวัตกรรมการบริการ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า “เพื่อเป็นการตอกย้ำจิตวิญญาณการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต เราจึงสนับสนุนทีมนักแข่งในปีนี้อย่างต่อเนื่อง ด้วย ออล-นิว มิตซูบิชิ ไทรทัน ตัวเตี้ย ที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านความแข็งแกร่งทนทาน ความคล่องตัว และสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น”

Mitsubishi Motor 7

“นอกจากนี้ เรายังได้สานต่อกิจกรรม ‘มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เรซซิ่ง สปิริต สตรีท เซอร์กิต เอดิชั่น’ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการขับขี่รถยนต์มิตซูบิชิ ที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ พร้อมมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าด้วยกิจกรรมพิเศษต่างๆ ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะยกระดับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าที่เราให้ความสำคัญมาโดยตลอด” คุณคาเนะโคะ กล่าวเพิ่มเติม

Mitsubishi Motor 1

นายพสุธร สุขมา อายุ 42 ปี เจ้าของรถ มิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิ้ลแค็บ หนึ่งในลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้ กล่าวว่า “การแข่งขันรายการนี้ช่วยแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะของมิตซูบิชิ ไทรทัน ที่โดดเด่นทั้งในด้านการขับขี่และช่วงล่างที่เหนือกว่า รวมถึงความตื่นเต้นเร้าใจสไตล์สปอร์ตในแบบมิตซูบิชิ มอเตอร์ส อีกด้วย”

Mitsubishi Motor 2

นายปฏิภาณ สุทธิธรรม อายุ 27 ปี เจ้าของรถมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวว่า “ผมมีโอกาสได้มาร่วมทริป มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เรซซิ่ง สปิริต สตรีท เซอร์กิต เอดิชั่น เป็นครั้งแรก รู้สึกประทับใจกับกิจกรรมและประสบการณ์พิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการได้ชมรถแข่งและพบปะกับทีมนักแข่งอย่างใกล้ชิด การได้นั่งเชียร์ทีมนักแข่งแบบติดขอบสนาม ที่นอกจากจะสนุกตื่นเต้นแล้ว ยังทำให้รู้สึกมั่นใจในสมรรถนะความแข็งแกร่งและปลอดภัยของรถมิตซูบิชิไปอีกขั้น ถ้าสมาชิกครอบครัวหรือตัวผมเองต้องตัดสินใจซื้อรถยนต์คันใหม่ ก็จะต้องเป็นรถมิตซูบิชิ อย่างแน่นอน”

Mitsubishi Motor 3

 

ZEEKR X พรีเมียมเอสยูวีไฟฟ้ามากับพลังขับเคลื่อนอัจฉริยะ วิ่งไกล 540 กิโลเมตร ราคาเริ่มต้น 1.199 – 1.349 ล้านบาท

0
ZEEKR X 1

บริษัท ซีเคอาร์ อินเทลลิเจนท์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (ZEEKR Intelligent Technology) เปิดตัวแบรนด์ “ZEEKR (ซีเคอร์)” อย่างเป็นทางการในประเทศไทยสร้างเซกเมนต์ “รถไฟฟ้าพรีเมียม-ลักชูรี” เติมเต็ม Unmet Need ของผู้บริโภค อัปเลเวลประสบการณ์ไลฟ์สไตล์การเดินทางขั้นสูงสุด พร้อมส่งนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ เปิดตัวและประกาศราคา ZEEKR X โกลบอล พรีเมียม คอมแพค เอสยูวี ที่สร้างมาเพื่อไลฟ์สไตล์คนเมือง เริ่มต้น 1.19 ล้านบาท โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีแห่งยุคอนาคตและดีไซน์อันเป็นเอกลัษณ์มาพร้อมนวัตกรรมการขับขี่สุดไฮเทคและแพลตฟอร์ม SEA อัจฉริยะ

ZEEKR X 2

ซีเคอาร์ อินเทลลิเจนท์ เทคโนโลยี (ZEEKR Intelligent Technology) ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2564 ด้วยความมุ่งเน้นที่จะร่วมสร้างสรรค์สุดยอดประสบการณ์ไลฟ์สไตล์แห่งการเดินทาง โดยวางรากฐานการเป็น A Luxury Technology Brand for a New Era ที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมและการสำรวจสิ่งใหม่ๆ โดยสร้างความสำเร็จระดับโลกในระยะเวลาเพียง 29 เดือน ZEEKR สามารถส่งออกรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 240,000 คันทั่วโลก นับเป็นแบรนด์ที่ได้รับการตอบรับที่เหนือความคาดหมายในระดับสากล ล่าสุดประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นของบริษัทให้กับสาธารณะชนเป็นครั้งแรก (IPO) ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กในปี พ.ศ. 2567

เฉิน หยู (มาร์ส) Vice President of ZEEKR Intelligent Technology เปิดเผยว่า “ZEEKR ใช้เวลาเพียง 2 ปีในการส่งมอบรถยนต์ครบ 100,000 คัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ZEEKR กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง เรากำลังสร้างแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ด้วยนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ก้าวล้ำยุค และการบูรณาการพลังการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเข้ากับแนวทางที่มีผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง เรามุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์และพัฒนายานยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี เปลี่ยนนิยามของการขับขี่ด้วยประวัติอันยาวนานด้านนวัตกรรมและความมุ่งมั่นในความพึงพอใจของลูกค้า ZEEKR จึงนับเป็นแบรนด์พร้อมที่จะส่งมอบสุดยอดประสบการณ์ของการเดินทาง สู่ยุคสมัยที่เทคโนโลยี ดีไซน์ และไลฟ์สไตล์ระดับลักชูรี สามารถสอดประสานเข้ากันได้อย่างกลมกลืน”

ZEEKR X  3

แนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ อีวี ของไทยในระยะต่อไปจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย ttb analytics ประเมินยอดขายรถยนต์อีวี ในปี 2567 จะอยู่ที่ 103,182 คัน หรือขยายตัว 36.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทำให้ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์อีวีเพิ่มสูงขึ้นเป็น 13.4% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 9.8% อย่างไรก็ตาม ยังคงมีช่องว่างของรถอีวีระดับพรีเมียม-ลักชูรี ที่ยังไม่มีแบรนด์ใดทำตลาด เป่า จ้วงเฟย (อเล็กซ์) ZEEKR Intelligent Technology Head of Southeast Asia Region เผยว่า “สำหรับตลาดยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยนั้น ZEEKR จะช่วยเข้ามาเติมเต็มเซกเมนต์ พรีเมียม-ลักชูรี ซึ่งจากการพิสูจน์ในตลาดทั่วโลกทำให้มั่นใจได้ว่า ประสบการณ์ของผู้ใช้ที่มีต่อผลิตภัณฑ์ได้สร้างความประทับใจขั้นสูงสุดเมื่อรวมกับอีโคซิสเต็มด้านการบริการอันหลากหลายที่ผสานเข้ากับไลฟ์สไตล์ทุกด้านของผู้ใช้ได้อย่างราบรื่นที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในตลาดระดับโลก วันนี้ เราจะนำเสนอทั้งหมดนี้ให้แก่คนไทยเช่นกัน เรามองเห็นโอกาสในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ การบริการขาย และการบริการหลังการขายผ่านดีเลอร์รายใหญ่กว่า 6 ราย มี ZEEKR House 14 แห่งและจะขยายเพิ่มอีกกว่า 20 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเราตั้งเป้ายอดขายมากกว่าสองพันคันภายในสิ้นปี 2567 นี้ เพื่อตอบสนองความต้องการที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของลูกค้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี“

ZEEKR X 4

ZEEKR X เป็นรถเอสยูวีหรูหราขนาดกะทัดรัดที่สร้างขึ้นมาเพื่อไลฟ์สไตล์คนเมืองในปัจจุบัน เป็นรถคู่ใจที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักผจญภัยและครอบครัวที่กำลังมองหาการเดินทางเพื่อสำรวจสถานที่ใหม่ๆ ด้วยสมรรถนะอันทรงพลัง ZEEKR ได้ผสมผสานการควบคุมการขับขี่ขั้นสุดยอด กับนวัตกรรมขับเคลื่อนแห่งโลกอนาคต จากพละกำลังจากระบบมอเตอร์คู่ 315kW (428 hp) แรงบิดสูงสุด 543 N•m อัตราเร่ง 0-100 km/h ภายใน 3.8 วินาที แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขนาด 67 กิโลวัตต์/ชั่วโมง ระยะทางวิ่งสูงสุด 540 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC โดดเด่นด้วยระบบสลับโหมดการขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Lightning Switch AWD System) ระหว่างสองล้อและสี่ล้อได้ภายในเสี้ยววินาที ปลอดภัยขั้นสุดด้วยผลการทดสอบความปลอดภัยระดับ 5 ดาว ตามมาตรฐาน EURO NCAP

ZEEKR X 5

ด้วยปรัชญาการออกแบบที่ยึดถือ ความงดงามของนวัตกรรม ความหรูหรา และความยั่งยืน ZEEKR X เปรียบเสมือน สายฟ้าที่เปลี่ยนนิยามใหม่ของการขับขี่โดยไม่กลัวที่จะทลายกรอบเดิม ด้วยแรงบันดาลใจจากความเรียบง่ายแบบสแกนดิเนเวียผสมผสานเส้นสายที่สะอาดและความหรูหราที่โปร่งโล่ง โดยเน้นที่การใช้งาน สร้างพื้นที่ที่เทคโนโลยีผสมผสานอย่างลงตัวกับสุนทรียภาพ ZEEKR X ออกแบบตัวรถให้มีขนาด ความกว้าง x ความยาว x ความสูง 4,432 mm x 1,836 mm x 1,566 mm ระยะฐานล้อ 2,750 mm ซึ่งเป็นขนาดสมมาตรทุกมิติสำหรับรถคอมแพคเอสยูวี โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ไร้ขีดจำกัด สรรสร้างให้มีเอกลักษณ์โดดเด่นในทุกมุมมอง ไม่ว่าจะเป็น ความโค้งมนดุจแสงแห่งรุ่งอรุณ กระจกมองข้างแบบไร้กรอบ ดีไซน์ที่จับประตูแบบ Hidden Capacitive Sensing Door Handles ช่องชาร์จไฟที่เรียบสนิทไปกับตัวรถ ไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED ด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ ZEEKR ไฟท้ายแบบ LED พร้อมสัญลักษณ์ ZEEKR แบบสามมิติ การออกแบบภายในที่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ของหลังคากระจกพาโนรามาขนาด 1.21 ตารางเมตร พร้อมสัมผัสแสงธรรมชาติที่สาดส่องเข้ามาในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยสี Rose Gold ทั่วทั้งคัน ไม่ว่าจะเป็นสวิชต์หน้าต่าง ปุ่มเปิดประตู หรือแม้แต่ Hook สำหรับแขวนแจ็คเก็ต หน้าจอกลางขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว มาพร้อมกับชิป 8155 จาก Qualcomm Snapdragon เพื่อรองรับการประมวลผลอย่างรวดเร็ว และเพราะความยั่งยืนคือหัวใจสำคัญของทุกการตัดสินใจออกแบบ ZEEKR จึงใช้วัสดุคุณภาพสูงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งคัน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นต่ออนาคตที่สะอาดกว่า

ZEEKR X 6

ZEEKR มองเห็นอนาคตของการขับเคลื่อนที่มีความชาญฉลาด เป็นมิตร มั่นใจ และปรับเปลี่ยนได้ ด้วยระบบอัตโนมัติขั้นสูงแห่งอนาคตที่จะนำพาผู้ใช้งานไปสู่ที่หมายตามต้องการได้อย่างปลอดภัยและง่ายดาย กับนวัตกรรมการขับเคลื่อนด้วยสถาปัตยกรรมทางประสบการณ์ที่ยั่งยืน (Sustainable Experience Architecture – SEA) รวมถึง ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ZEEKR Advanced Driving Assistance System – ZEEKR AD) ด้วยกล้องความละเอียดสูง 5 ตัว เรดาร์ความยาวคลื่น 5 มิลลิเมตร และ เรดาร์อัลตราโซนิค12 ตัว รวมถึงระบบช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ (Automatic Lane Change – ALC) ระบบรักษาตำแหน่งในเลน (Lane Centering Control – LCC) ระบบแจ้งเตือนวัตถุในจุดบอด (Blind Spot Detection – BSD) ระบบแสดงภาพรอบตัวรถ (Around View Monitor – AVM) หนึ่งในจุดเด่นก็คือ โครงสร้างแบบ SEA Platform ที่เป็นเอกลักษณ์ของ ZEEKR ที่จะช่วยทั้งในด้านการขับขี่ สมรรถนะ การทรงตัว รวมถึงการลดเสียงรบกวนที่อาจเกิดขึ้นตามจุดต่างๆ เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่ดีเยี่ยม เพิ่มความพิเศษยิ่งขึ้นกับ Lightning Switch Intelligent AWD System หรือระบบปรับเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่แบบ AWD อัตโนมัติเพียงแค่เสี้ยววินาที เทคโนโลยีและนวัตกรรมเหล่านี้ ช่วยให้การขับขี่เกิดความคล่องตัวแต่ยังสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของผู้ใช้ ด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียดนั่นเอง

ZEEKR X 7

“ZEEKR X ไม่ได้เป็นเพียงแค่ยานยนต์ไฟฟ้าธรรมดา แต่มันคือปรากฏการณ์ระดับโลก นี่คือ Global Premium Compact SUV เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพลังของความกล้าที่จะแตกต่าง มันไม่ใช่แค่ยานพาหนะ แต่คือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม เป็นตัวแทนของโลกที่เชื่อมโยงกันด้วยความตื่นเต้นเร้าใจของการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า” เป่า จ้วงเฟย (อเล็กซ์) กล่าว

ZEEKR X มาพร้อม 5 โทนสีที่ลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ ได้แก่
●สีขาว Crystal White
●สีครีม Palace Beige
●สีเขียว Pine Green
●สีเทาเข้ม Grid Grey
●และสีเทาพิเศษ Mist Grey

ZEEKR X 8

โดย ZEEKR X มาทำตลาดในไทยทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น Standard ที่มาพร้อมมอเตอร์เดี่ยว ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังการขับขี่ 272 แรงม้า และระยะทางในการขับขี่ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ไกลถึง 540 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC มาพร้อมกับอุปกรณ์ครบครัน ทั้งไฟหน้าแบบ Full LED , Panoramic Glassroof ล้อขนาด 18 นิ้ว และที่โดดเด่นคือ ระบบความปลอดภัยทั้งหมดที่กล่าวมานั้นมีให้ครบตั้งแต่รุ่น Standardราคา 1,199,000 บาท และรุ่น Flagship ซึ่งเป็นรุ่นที่โดดเด่นด้าน Performance จะเป็นรุ่นที่มาพร้อมกับมอเตอร์คู่ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้กำลังสูงถึง 428 แรงม้า และระยะทางการขับขี่ที่ 470 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง โดยรุ่น Flagship จะมีอุปกรณ์ต่างๆ เพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ล้อแบบ Forged Wheelขนาด 20 นิ้ว AR HUD, ไฟ Aทbient Light และระบบเสียงรอบทิศทางจาก YAMAHA ทั้งหมด 13 ตำแหน่ง ราคา 1,349,000 บาท พร้อมโปรโมชั่นพิเศษประกันภัยชั้น 1 พร้อมการรับประกัน ตัวรถ 5 ปี หรือ150,000 กิโลเมตร อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน การรับประกันมอเตอร์และแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ180,000 กิโลเมตร อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง และบริการ Mobile Service พิเศษสำหรับลูกค้าคนสำคัญ 500 ท่านแรก ที่จองและรับรถภายในสิงหาคม 2567 นี้ รับฟรี Wallbox จาก “VREMT” พร้อมแพคเกจติดตั้ง มูลค่า 50,000 บาท สามารถจองและชมรถได้จาก POP UP ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ Emsphere, Central Westgate, The Mall Bangkae และ Central Rama 2 และติดตามกิจกรรมต่างๆ ของทาง ZEEKR ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ฟอร์ดจัดแคมเปญ ‘หน้าฝนรถแกร่งทุกเส้นทาง’ เพิ่มความอุ่นใจตลอดฤดูฝน ด้วยข้อเสนอบริการสุดคุ้ม

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ ‘หน้าฝนรถแกร่งทุกเส้นทาง’ เสริมความอุ่นใจในการใช้รถให้ลูกค้าฟอร์ดด้วยข้อเสนอสุดคุ้มด้านบริการที่ตอบโจทย์การใช้งานตลอดฤดูฝน พร้อมให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ตุลาคม 2567 ที่ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ

ฟอร์ดให้ความสำคัญกับการดูแลรถยนต์และการขับขี่ที่ปลอดภัยในทุกสภาพอากาศ ซึ่งฤดูฝนนับเป็นช่วงเวลาที่ต้องอาศัยการดูแลรถเป็นพิเศษ จึงได้ออกแคมเปญพิเศษเพื่อให้ลูกค้าฟอร์ดเดินทางได้อย่างปลอดภัยในทุกเส้นทางจากข้อเสนอด้านบริการมากมาย คัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานรถ และเสริมความอุ่นใจตลอดการเดินทาง ได้แก่

  • ส่วนลดพิเศษ โปรแกรมน้ำมันเครื่องสุดคุ้ม (OSP) สูงสุด 400 บาท หรือ โปรแกรมบำรุงรักษารถยนต์ (SSP) สูงสุด 700 บาท สำหรับลูกค้ารถฟอร์ดทุกรุ่น ไม่จำกัดระยะทาง ครอบคลุมบริการเช็กระยะที่ศูนย์บริการฟอร์ด การเข้ารับบริการตรวจเช็กหลังส่งมอบรถใหม่ รวมถึงในกรณีมีค่าอะไหล่ งานซ่อมทั่วไป ตั้งแต่ 5,000 บาท โดยลูกค้าเพียงแสดงเอกสารจากโปรแกรมประเมินค่าใช้จ่ายเมื่อเข้ารับบริการล่วงหน้า (Service Price Calculator) จากเว็บไซต์ https://www.ford.co.th/owner/service-price-calculator/ เพื่อประเมินราคาค่าใช้จ่ายในการเข้ารับบริการ
  • ฟรี ใบปัดน้ำฝนคู่หน้า 1 คู่ เมื่อลูกค้าทำการเช็กระยะและมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 5,000 บาท ขึ้นไป สำหรับลูกค้ารถยนต์ฟอร์ดทุกรุ่น ไม่จำกัดระยะทาง ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายที่ร่วมรายการ ได้แก่ ค่าอะไหล่และของเหลว ค่าโปรแกรม OSP หรือ SSP หรือ Ford Care รวมถึงค่าอุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ด
  • ซื้อยางรถยนต์ 3 เส้นรุ่นที่ร่วมรายการ แถมฟรี 1 เส้น และส่วนลดเพิ่มเติมเมื่อเข้ารับบริการเปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือผ้าเบรก สำหรับลูกค้ารถฟอร์ดทุกรุ่น ดังนี้
  • ส่วนลดมูลค่า 200 บาท เมื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือ ผ้าเบรก ที่ศูนย์บริการ
  • ส่วนลดมูลค่า 600 บาท เมื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ รุ่น AGM (EB3Z10655E) ที่ศูนย์บริการ
  • หากลูกค้าเปลี่ยนยางรถยนต์ 4 เส้น จะได้รับสิทธิพิเศษ ส่วนลดราคาแบตเตอรี่ หรือ ผ้าเบรก เพิ่มอีก 400 บาท และหากนำแบตเตอรี่ลูกเก่ามาแลก จะได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 200 บาท

ทั้งนี้ ลูกค้าฟอร์ดที่ซื้อสินค้าหรือเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฟอร์ด สามารถเข้าร่วมแคมเปญผ่อน 0% นาน 10 เดือน เมื่อมียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไปต่อ 1 ใบเสร็จ ผ่านบัตรเครดิตของธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงศรีฯ ตามประเภทหน้าบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด Ford Call Center โทร. 1383 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ หรือดูข้อมูลแคมเปญและรายละเอียดด้านการบริการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th