Home Blog Page 564

ฮอนด้า โมบิลิโอ 2017 ปรับโฉม เพิ่มออฟชั่น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่

0
empty asphalt road and modern buildings in guangzhou; Shutterstock ID 392438023

ยนตรกรรมกลุ่ม Metro Utility Vehicle (MUV) เน้นความอเนกประสงค์พร้อมยกระดับการออกแบบที่หรูหรา แต่งใหม่ทั้งภายนอกและภายใน มากับมาตรฐานความปลอดภัยครบครัน เครื่องยนต์บล็อกยอดนิยมแบบ SOHC i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร 117 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ CVT มีให้เลือกทั้งแบบ 5 และ 7 ที่นั่ง จำหน่ายในราคาตั้งแต่ 659,000- 763,000 บาท

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “ฮอนด้า โมบิลิโอ 2017” ยนตรกรรมอเนกประสงค์ขนาดซับคอมแพคท์ ออกแบบภายใต้แนวคิด “Manly Elegant” มาพร้อมความหรูหราที่มากยิ่งขึ้นด้วยดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายใน รวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย และมาตรฐานความปลอดภัยที่ครบครันยิ่งขึ้น ห้องโดยสารที่กว้างขวาง และพื้นที่ใช้สอยที่รองรับทุกการใช้งาน เพื่อช่วยยกระดับไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ให้ลงตัวกับทุกจังหวะของชีวิตเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ฮอนด้า โมบิลิโอ 2017 โดดเด่น และหรูหราด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมไฟหรี่แบบ LED ทั้งยังโดดเด่นด้วยล้อขนาด 15 นิ้วลายใหม่สไตล์สปอร์ต

ในรุ่นท๊อพไลน์ใช้รหัสว่า “RS” มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตรอบคัน ด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Gloss Black โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบมัลติรีเฟล็กเตอร์พร้อมไฟหรี่แบบ LED ไฟตัดหมอกคู่หน้า


ดีไซน์ที่ดูสปอร์ตกว่ารุ่นมาตรฐานมาจากชุดแต่งทั้ง กันชนหน้า สเกิร์ตข้าง และกันชนหลัง พร้อมปลอกท่อไอเสียแบบสเตนเลส
สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 15 นิ้วแบบ RS และสัญลักษณ์ RS บนกระจังด้านหน้าและฝากระโปรงท้าย

ห้องโดยสารรองรับการใช้งานในทุกรูปแบบด้วยพื้นที่อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ มีให้เลือกทั้งรุ่นที่มีเบาะที่นั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง ซึ่งเบาะนั่งแถวที่ 3 สามารถปรับพับราบ และพับแยกแบบ 50:50 หรือพับตลบไปด้านหน้า 2 จังหวะ เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมภาระด้านท้าย และรุ่นที่มีเบาะที่นั่ง 2 แถว 5 ที่นั่ง ซึ่งเบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถพับแยกแบบ 60:40 พร้อมพับตลบจังหวะเดียว ทั้งยังมาพร้อมถาดรองสัมภาระท้ายรถ และกล่องอเนกประสงค์ใต้เบาะนั่งแถวที่ 2 อีกด้วย

คอนโซลหน้าดีไซน์ใหม่ พร้อมฟังก์ชั่นเพื่อการควบคุมที่ใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส อาทิ มาตรวัดเรืองแสงพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ และระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 6.1 นิ้ว ที่สามารถเชื่อมต่อภาพและเสียงผ่าน HDMI เป็นต้น

ขุมพลังพิมพ์นิยมในรูปแบบเครื่องยนต์ SOHC i-VTEC 1.5 ลิตร 117 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 146 นิวตัน-เมตร ที่ 4,700 รอบต่อนาที ผสานระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ใหม่ ที่พัฒนาภายใต้ Earth Dreams Technology ให้อัตราการประหยัดน้ำมันและตอบสนองทุกการขับขี่อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังรองรับพลังงานทางเลือก E85

นอกจากนี้ยังติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยครบครันยิ่งขึ้น อาทิ โครงสร้างตัวถังนิรภัย G-Force Control หรือ G-CON ปกป้องห้องโดยสารจากการชนรอบทิศทาง ถุงลมคู่หน้า Dual SRS ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) และกล้องส่องภาพด้านหลัง

ฮอนด้า โมบิลิโอ 2017 มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่

สีส้มฟีนิกซ์ (มุก)

สีขาวออร์คิด (มุก)

สีดำคริสตัล (มุก)

สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก)

สีขาวทาฟเฟต้า

ฮอนด้า โมบิลิโอ 2017 มีทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น S มาพร้อมเบาะที่นั่ง 2 แถว 5 ที่นั่ง ราคา 659,000 บาท รุ่น V มาพร้อมเบาะที่นั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง ราคา 699,000 บาท และรุ่น RS มาพร้อมเบาะที่นั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง ราคา 763,000 บาท
พบกับ ฮอนด้า โมบิลิโอ ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือชมรายละเอียดเพิ่มเติม www.honda.co.th/mobilio

 

เปิดตำนาน 100 ปีแห่งเส้นทางของรถกระบะเชฟโรเลต

0
1947 Chevrolet Advance Design 3000 Series

ประวัติศาสตร์ของรถกระบะเชฟโรเลตเริ่มต้นขึ้นเมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว เมื่อเชฟโรเลตผลิตแชสซีส์ซีรีส์ 490 ไลท์ เดลิเวอรี่ (Series 490 Light Delivery) และผลิตรถกระบะโมเดล ที (Model T) ในเมืองฟลินต์ รัฐมิชิแกนของสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2461 ซึ่งไม่เพียงผลิตรถกระบะเท่านั้น แต่ยังสร้างตำนานที่ถูกสานต่อมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ความมุ่งมั่นของเชฟโรเลตที่จะนำเสนอสมรรถนะที่เหนือชั้นที่สุดและความหลงใหลในการพัฒนารถกระบะที่ดีที่สุดได้รับการสนับสนุนอย่างมั่นคงเสมอมาจากแฟนที่ติดตามและลูกค้าทั่วโลก

รถกระบะเชฟโรเลตรุ่นเก่ามากมายยังคงใช้งานได้จนถึงปัจจุบัน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของจีเอ็มในการผลิตรถที่มีคุณภาพสูง ทุกวันนี้รถเชฟโรเลตทุกรุ่นผลิตด้วยหลักการสร้างคุณภาพในกระบวนการผลิต (Built-In Quality) และมีกระบวนการที่สร้างความเชื่อมั่นในด้านความทนทานและการใช้งานที่ไว้วางใจได้

เวล เอ. ฟาร์กาลี กรรมการผู้จัดการ จีเอ็ม ประเทศไทย และเชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทยกล่าว “เราขอขอบคุณลูกค้าที่สนับสนุนรถกระบะเชฟโรเลตมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทุกคุณสมบัติของโคโลราโดในวันนี้เกิดจากความเชี่ยวชาญในการพัฒนารถกระบะของเรา ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ภายนอกที่บึกบึนแข็งแกร่ง ภายในห้องโดยสารที่หรูหรา เครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะทรงพลัง การขับขี่ที่เป็นเลิศ และศักยภาพการลุยทางออฟโรดได้อย่างเต็มที่”

เปิดตำนานรถกระบะในประวัติศาสตร์เชฟโรเลต

เชฟโรเลต โมเดล 490 ไลท์ เดลิเวอรี่ (Chevrolet Model 490 half-ton Light Delivery) คือรถเชฟโรเลต โฟร์ไนน์ตี้ (Chevrolet Four Ninety) แบบไร้ตัวถังที่มีสปริงหลังที่แข็งแกร่งกว่า ตัวรถมีทั้งแบบติดตั้งพื้นกระบะหรือแผงตัวถัง ถือเป็นรถกระบะบรรทุกเบาที่มีความปราดเปรียวและประหยัดสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ได้รับความนิยมทั่วอเมริกาหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1

เชฟโรเลต คาโนปี ทรัค ปี 1922 (1922 Chevrolet Canopy Truck) ผลิตขึ้นจากแชสซีส์ของรถยนต์นั่ง 490 มาพร้อมกับระบบเกียร์ที่เลือกเปลี่ยนได้แบบ 3 สปีด และเครื่องยนต์ 4 สูบแบบวาล์วเหนือฝาสูบ รถรุ่นนี้มาพร้อมกับพื้นที่บรรทุกที่มีการปกปิด

เชฟโรเลต โรดสเตอร์ ทรัค ปี 1930 (1930 Chevrolet Roadster Truck) คือการกำหนดนิยามรถโรดสเตอร์ 2 ที่นั่งที่มีพื้นกระบะหลังของเชฟโรเลต

แอดวานซ์ ดีไซน์ ซีรีส์ ปี 1947 – 1955 (The Advance Design Series 1947-55) คือรถรุ่นใหม่ของจีเอ็มรุ่นแรกหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยรุ่นปี 1955½ เป็นรถรุ่นแรกที่มาพร้อมเครื่องยนต์วี8 สมอลบล็อกซึ่งใช้ในคอร์เวทท์ด้วยเช่นกัน แอดวานซ์ ดีไซน์ ซีรีส์เป็นการกำหนดแนวทางของเชฟโรเลตในตลาดรถกระบะ และเป็นรถกระบะรุ่นแรกที่ทำให้จีเอ็มและอเมริกาเดินหน้าต่อไปได้หลังจากสิ้นสุดสงคราม

ทาสก์ ฟอร์ซ ซีรีส์ ปี 1955 – 59 (The Task Force Series 1955-59) รวมถึงรุ่นอาปาเช่ บรรทุกเบา และคาเมโอ ซึ่งเป็นรถกระบะสำหรับการใช้งานส่วนบุคคลรุ่นแรกของเชฟโรเลต มาพร้อมสีตัวถังแบบทูโทนและการตกแต่งภายในแบบทูโทน คาเมโอมีสไตล์ที่หรูหรา และมีคุณสมบัติที่โดดเด่นมากมายแบบเดียวกับรถซีดานสุดคลาสสิกอย่างเชฟโรเลต เบล แอร์

คอร์แวร์ 95 แรมพ์ไซด์ ปี 1961-64 (1961-64 Corvair 95 Rampside) เป็นการแนะนำแนวคิดใหม่สำหรับตลาดรถกระบะ มาพร้อมประตูด้านข้างและบานพับที่สามารถเปิดออกเป็นทางลาดสำหรับการขนถ่ายขึ้นลงจากกระบะท้าย แรมพ์ไซด์เป็นรถกระบะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างมากและแสดงให้เห็นถึงความสามารถของจีเอ็มในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ซึ่งถ่ายทอดมาจนถึงรถกระบะในปัจจุบัน

เอล คามิโน ปี 1970 (1970 El Camino) บุกเบิกแนวคิดใหม่สำหรับเซกเมนท์รถกระบะอีกครั้งด้วยสไตล์ตัวถังแบบรถมัสเซิลคาร์ที่ไม่มีฝากระโปรงหลังแต่แทนที่ด้วยพื้นกระบะแบบเปิด

ซี/เค ซีรีส์ ปี 1960-99 (C/K Series 1960-99) รวมถึงรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปี 1988 ซึ่งส่งอิทธิพลถึงแนวทางการพัฒนารถกระบะแนวสปอร์ตที่โด่งดังในช่วงทศวรรษที่ 1990 และต่อเนื่องมาจนถึงรถกระบะที่เพิ่งเปิดตัวอย่างโคโลราโด ไฮคันทรี สปอร์ต เอดิชั่น

เชฟโรเลต เอส10 ปี 1982 (Chevrolet S10 1982) เป็นรถกระบะขนาดคอมแพ็กต์รุ่นแรกที่ผลิตโดยเชฟโรเลต และเป็นทางเลือกใหม่นอกเหนือจากรถกระบะซี-เคขนาดใหญ่ โดดเด่นด้วยความประหยัดน้ำมันและขนาดตัวถังที่ใช้งานง่าย

ซิลเวอราโด ซีรีส์ ปี 1999 ถึงปัจจุบัน (Silverado Series 1999 – Present) รวมถึงรุ่นปี 2001 ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลดูราแม็กซ์ 6.6 ลิตรที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในด้านพละกำลัง แรงบิด และความประหยัดน้ำมัน ทำให้จีเอ็มสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้ถึงสามเท่าภายในปี 2002 จีเอ็มผลิตเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ในประเทศไทยและส่งออกไปยังอเมริกาเหนือสำหรับใช้ในโคโลราโด

อวาแลนช์ ปี 2002 (2002 Avalanche) มาพร้อมสไตล์ตัวถังภายนอกแบบยูนิบอดี้ และระบบปรับแค็บเอกสิทธิ์เฉพาะของจีเอ็มที่ช่วยเพิ่มความอเนกประสงค์สำหรับผู้โดยสารและการบรรทุกสัมภาระด้วยการเชื่อมต่อระหว่างพื้นกระบะและห้องโดยสาร รวมถึงกระจกบังลมหลังที่เปิดได้ นับเป็นหนึ่งในอีกหลายนวัตกรรมสำคัญของจีเอ็มในตลาดรถกระบะ

โฮลเด้น โคโลราโด ปี 2012-2016 (Holden Colorado 2012 – 2016) ผลิตในประเทศไทย เริ่มจัดจำหน่ายในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในเดือนมิถุนายน 2012 ออสเตรเลียเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของโคโลราโดที่ผลิตในจังหวัดระยอง

เชฟโรเลต โคโลราโด ไฮคันทรี ปี 2015 (Chevrolet Colorado High Country 2015) นิยามของความทรงพลังและบึกบึน รูปลักษณ์ผสมผสานสไตล์ที่ร่วมสมัยและดุดัน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์รุ่นใหม่ที่มีศักยภาพการบรรทุกที่เป็นเลิศ

เชฟโรเลต โคโลราโด ปี 2016 ถึงปัจจุบัน (Chevrolet Colorado 2016 – Present) คือรถกระบะขนาดกลางที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของเชฟโรเลต และยังเป็นรถที่มีความสำคัญที่สุดของเชฟโรเลตซึ่งสร้างชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โคโลราโดบางรุ่นใช้เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ที่ผลิตในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย


เชฟโรเลต โคโลราโด แซดเอช2 (Chevrolet Colorado ZH2 2016–Present) พัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานทางการทหาร จึงถูกผลิตเพื่อรองรับการใช้งานแบบออฟโรดอย่างสมบุกสมบันที่สุดและมีการทำงานที่เงียบเชียบด้วยความร้อนที่ต่ำ ระบบ Exportable Power Take-Off หรือ EPTO ช่วยให้ระบบฟิวเซลสามารถป้อนพลังงานไฟฟ้าสำหรับการใช้งานในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีพลังงานไฟฟ้า เชฟโรเลตยังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมใหม่ในโคโลราโด แซดเอช2 อย่างต่อเนื่อง

เชฟโรเลต โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม ปี 2017 (Chevrolet Colorado High Country Storm (2017) เป็นรถกระบะรุ่นสูงสุดของเชฟโรเลตที่ผลิตในประเทศไทย มาพร้อมดีไซน์ที่บึกบึนแข็งแกร่งและสมรรถนะที่สมบุกสมบันทำให้รถกระบะรุ่นนี้สมบูรณ์แบบสำหรับทั้งการใช้งานในการเดินทางในแต่ละวันหรือการใช้งานอย่างสมบุกสมบัน พัฒนาบนพื้นฐานของโคโลราโด ไฮคันทรีสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์มยกระดับศักยภาพและการใช้งานให้สูงขึ้นและโดดเด่นยิ่งกว่าด้วยสีน้ำเงินใหม่ Blue Me Away

 

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (7 พฤษภาคม 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

“Mazda 2” คว้าชัย “ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรี่ส์ 2017”

0

วงการมอเตอร์สปอร์ตเมืองไทยเริ่มเปิดฉากประลองความเร็วกันแล้ว โดยเฉพาะรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบยอดนิยมของเมืองไทยและอาเซียน รายการ ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรี่ส์ 2017 ที่มีรถยนต์หลากหลายรุ่นเข้าร่วมทำการแข่งขัน โดยเฉพาะมาสด้าที่ยังคงมุ่งมั่นสร้างผลงานในวงการมอเตอร์สปอร์ต อย่างต่อเนื่อง เพื่ออวดสมรรถนะความแรงของเจ้าจิ๋วตัวจี๊ด มาสด้า2 สกายแอคทีฟ-ดี เครื่องยนต์คลีนดีเซล ที่สำคัญดึงนักแข่งประสบการณ์ขั้นเทพอย่าง “มานะ พรศิริเชิด” มาร่วมทีม Mazda Innovation Motorsport เสริมความแข็งแกร่ง ประกบคู่มากับ มร. ไมเคิล ฟรีแมน ลงประเดิมสนามแรกก็สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม คว้าแชมป์แรกมาครองได้สำเร็จ พร้อมเก็บคะแนนสะสมขึ้นอันดับ 1 ในประเภท Thailand Super Compact

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ผู้อำนวยอาวุโสฝ่ายการตลาด มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “มาสด้าโลดแล่นอยู่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยมานาน มาสด้ากับความเป็นสปอร์ตมีดีเอ็นเอเดียวกัน และเราได้สร้างทีมแข่งขึ้นมาภายใต้ชื่อทีม Mazda Innovation Motorsport ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันความเป็นสายพันธุ์สปอร์ตตัวจริง และแสดงถึงสมรรถนะอันทรงพลังของรถมาสด้าได้ชัดเจนที่สุด ในปีนี้ส่งแข่งขันรายการ ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรี่ส์ เป็นปีที่ 3 โดยมีรถมาสด้า2 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-ดี ขนาด 1500 ซีซี ทั้งสองคัน ในรุ่นซีดาน 4 ประตู หมายเลข 55 ขับโดย ไมเคิล ฟรีแมน และความพิเศษของปีนี้คือการต้อนรับสมาชิกน้องใหม่ของทีม “มานะ พรศิริเชิด” ที่มีประวัติอันโชกโชนในวงการแข่งขันรถยนต์ ลงประเดิมสนามแรกร่วมกับทีมโดยควบมาสด้า2 รุ่น แฮตช์แบค 5 ประตู หมายเลข 43 พร้อมลงประลองความเร็วครบทั้ง 8 สนาม ในประเภท Thailand Super Compact ซึ่งเป็นคลาสที่มีรถลงแข่งค่อนข้างหลากหลาย ความท้าทายจึงมากขึ้นด้วย นอกจากนี้เรายังได้รับการสนับสนุนจาก มาสด้า คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น มาช่วยเสริมความแข็งแกร่งในการพัฒนารถแข่งให้มีสมรรถนะดีเยี่ยมเต็มเปี่ยมด้วยขุมพลังยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการคว้าแชมป์ให้มากที่สุด”

ผลการแข่งขัน 2 สนามแรกที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้น ณ สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา มาสด้าส่ง 2 นักแข่ง ลงทำการแข่งขันในประเภท Thailand Super Compact โดยสนามแรก มานะ พรศิริเชิด หมายเลข 43 เข้าวินมาเป็นที่ 2 ส่วน มร. ไมเคิล ฟรีแมน หมายเลข 55 จบในอันดับที่ 3 ส่วนสนาม 2 ไมเคิลสามารถคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ ส่วนมานะตามมาติดๆ คว้ารองแชมป์มาครอง ส่งผลทำให้คะแนนสะสมของนักแข่งทั้ง 2 คน และประเภททีมขึ้นมาอยู่อันดับหนึ่ง


ด้านนักแข่งน้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาร่วมทีมกับมาสด้า มานะ พรศิริเชิด กล่าวถึงความรู้สึกหลังจากได้เข้ามาร่วมทีมมาสด้าว่า “ที่จริงแล้วผมคลุกคลีกับรถมาสด้ามานานมาก เพราะมีโอกาสได้สัมผัสและเรียนรู้เทคโนโลยีต่างๆ ของมาสด้า ที่มีเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ มาครบทุกรุ่น และมีโอกาสได้นำเอาความรู้ความสามารถเหล่านี้ไปพัฒนาทีมงานฝ่ายขายของมาสด้า รวมทั้งมีโอกาสในการเพิ่มทักษะการขับขี่แบบแอดว๊านให้กับลูกค้ามาสด้ามานาน โดยเฉพาะงานด้านมอเตอร์สปอร์ตที่มาสด้าจัดให้กับลูกค้าเป็นประจำ ส่วนการได้รับโอกาสจากมาสด้าในครั้งนี้คือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผมมาก ด้วยความคุ้นเคยและคลุกคลีกับรถมาสด้าอยู่แล้ว เลยทำให้สามารถนำเอาประสบการณ์ต่างๆ มาปรับให้เข้ากับการแข่งขัน จนสามารถคว้าอันดับ 2 มาได้ทั้ง 2 สนาม และคะแนนสะสมอยู่ในอันดับที่ 2 ส่งผลให้นักแข่งทีม Mazda Innovation Motorsport ขึ้นโพเดียมใน 2 สนามแรกได้อย่างสวยงาม เปิดโอกาสลุ้นแชมป์ของรายการ

“MG E-Motion” เผยโฉมครั้งแรกที่ “เซี่ยงไฮ้ มอเตอร์โชว์ 2017” พร้อมย่างก้าวสำคัญ สู่การเป็นแบรนด์ชั้นนำในระดับโลก

0

บริษัท เซี่ยงไฮ้ ออโต้โมทีฟ อินดัสทรี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (เอสเอไอซี) เสริมความแข็งแกร่งให้แก่แบรนด์เอ็มจี ด้วยการเปิดตัวรถไฟฟ้าต้นแบบ MG E-Motion ที่ล้ำเกินจินตนาการในงานเซี่ยงไฮ้ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 17 อีกทั้งยังได้นักฟุตบอลหนึ่งในตำนานตลอดกาลอย่าง เอียน รัช มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดตัวรถเอสยูวีอัจฉริยะ MG ZS ที่ทำยอดจำหน่ายดีเยี่ยมตั้งแต่มีการเปิดตัว โดยปรับแต่งเป็นรุ่นเฉพาะให้กับสโมสรลิเวอร์พูลทีมฟุตบอลดังแห่งเกาะอังกฤษ พร้อมด้วย MG GS และ MG5 ที่มียอดจำหน่ายสูงและเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความหลงใหลชื่นชอบในการขับขี่แบรนด์รถยนต์ที่โดดเด่นอย่างเอ็มจี ทั้งนี้ทางบริษัท เซี่ยงไฮ้-ออโต้โมทีฟ อินดัสทรี คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมทุนกับบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) เพื่อการผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ “เอ็มจี” ในประเทศไทยภายใต้ชื่อ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

มร.หวัง เสี่ยวกุ้ย ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายรถยนต์นั่ง เอสเอไอซี มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “รถยนต์ของ MG แต่ละรุ่นถือว่าเป็นต้นแบบของความคลาสสิค ด้วยการออกแบบที่โดดเด่น ดึงดูดความสนใจไปแก่คนรุ่นใหม่ในทุกยุค ทุกสมัย ซึ่งกลยุทธ์นี้ เอ็มจีได้ดำเนินมาเป็นวิถีตลอดระยะเวลากวา 100 ปี กับการผลิตรถยนต์ที่ทันสมัย เพื่อตอบสนองกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบในตำนานและเอกลักษณ์ของเอ็มจี ซึ่งแต่ละยุคสมัยลูกค้ามักมีมุมมองและความหลงใหลในแฟชั่นที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ตลอด 100 ปีที่ผ่านมา เอ็มจี เดินหน้าตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องด้วยการสร้างสรรค์รถยนต์ระดับผู้นำเทรนด์และเปี่ยมด้วยความล้ำสมัยที่จะยกระดับมาตรฐานเพื่อผู้บริโภครุ่นใหม่ในทุกยุค”

รถต้นแบบ MG E-Motion เป็นการผสมผสานทั้งนวัตกรรมด้านการออกแบบ เทคโนโลยีที่ทันสมัยของเอสเอไอซี และการเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ต ด้วยการให้ความสำคัญกับการออกแบบที่ “เร้าอารมณ์” เอ็มจี รังสรรค์มิติตัวถังที่โฉบเฉี่ยวและสง่างาม โดยตำแหน่งด้านหลังเสาหลังคาหน้า หรือ “เอ-พิลลาร์” มีความลาดเอียงและปราดเปรียวสไตล์รถ “สปอร์ตแบ็ก” แบบ 2 ประตูสุดคลาสสิกที่สะท้อนดีเอ็นเอ 100 ปีของ เอ็มจี อย่างแท้จริง การออกแบบด้านหน้าที่โดดเด่นมาพร้อมไฟส่องสว่างแอลอีดีที่แสดงถึงงานออกแบบสุดคลาสสิกได้แรงบันดาลใจมาจากองค์ประกอบของลอนดอนอาย ไฟท้ายทรงตั้งมอบสุนทรียภาพที่เปลี่ยนผ่านจากอดีตสู่อนาคต

MG E-Motion มาพร้อม “แบล็ค เทคโนโลยี” ที่จะปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ พัฒนาบนโครงสร้างแพลทฟอร์มโมดูลาร์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ของเอสเอไอซี ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม.ต่อชม. ภายในเวลาไม่ถึง 4 วินาที และมีระยะทางขับเคลื่อนไกลกว่า 500 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง รถต้นแบบรุ่นนี้จึงเป็นรถสปอร์ตในอุดมคติสำหรับการขับขี่ที่เร้าใจและการใช้พลังงานทางเลือกปราศจากมลพิษ ขณะที่การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอัจฉริยะยังช่วยให้การเข้าสู่โลกออนไลน์ทำได้ง่ายดายเพียงปลายนิ้ว

ภายในงานฯ ยังได้รับเกียรติจากหนึ่งในตำนานตลอดกาล อย่าง เอียน รัช “เพชฌฆาตหน้าติดหนวด” อดีตกองหน้าของ สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ได้มาร่วมสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งกับการร่วมเปิดตัว MG ZS รุ่นพิเศษ ลิเวอร์พูล อิดิชั่น ภายในงานเซี่ยงไฮ้ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ โดยรถเอสยูวีอัจฉริยะคันนี้ได้รังสรรค์มาสำหรับคนรุ่นใหม่ มอบให้เป็นทางเลือกแก่บรรดาแฟนๆ ของหงส์แดงและสาวกของเหล่าหงส์แดง ลิเวอร์พูล ที่มีอยู่มากมายทั่วโลก รวมไปถึงแฟนฟุตบอลที่ต้องการมองหารถยนต์ที่สะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง

ตั้งแต่ทำการเปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา MG ZS เข้าไปมีส่วนร่วมทางการตลาดทำให้เกิดการตื่นตัวในประเทศจีน เนื่องจากได้ทำการพลิกโฉมการออกแบบด้วยมาตรฐานใหม่ของเอ็มจี รวมทั้งนวัตกรรมอันโดดเด่นของกลุ่มเอสเอไอซี เพื่อตอกย้ำว่ากลุ่มลูกค้าจะไม่มีวัน “เดินอย่างเดียวดาย”

ทั้งนี้ MG ZS มาพร้อมกับซันรูฟขนาดใหญ่สุดในตลาดถึง 1.19 ตารางเมตร ซูเปอร์คอนโทรลพาเนลขนาด 8 นิ้ว ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะที่ทรงพลัง ทำให้จำนวนยอดขายโดยรวมนั้นมีมากกว่า 20,000 คัน และในเพียงสามวันสามารถทำยอดขายได้ไปกว่า 4,200 คัน และในเดือนเดียวกันยอดขายของ MG ZS, MG GS และ MG5 ในประเทศจีนเพิ่มขึ้นถึง 76% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา ส่วนยอดจำหน่ายในภาพรวมของกลุ่มเอสเอไอซี จนถึง ณ ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมากกว่า 51% เมื่อเทียบกับปีพ.ศ. 2559 ซึ่งนับได้ว่าเกินกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมรถยนต์

MG ถือเป็นผู้นำแห่งยุคด้วยการออกแบบและการผลิตรถยนต์ที่เป็นผู้นำเทรนด์มากกว่าที่จะเป็นผู้ตาม ทั้งนี้ สำหรับรถยนต์ต้นแบบ รุ่น E-Motion และ MG ZS ลิเวอร์พูล อิดิชั่น รถยนต์อเนกประสงค์ที่จะสร้างยอดขายให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการออกแบบที่สวยล้ำไม่ตามใคร และเทคโนโลยีอันทันสมัยที่จะเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี จึงทำให้ตำนานอันยาวนานนับศตวรรษของเอ็มจีจะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ต่อไปในอีกร้อยปีข้างหน้า

ด้านนายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ผู้ร่วมงานและลูกค้าในประเทศจีน ได้ให้ความสนใจและตอบรับ MG ZS อย่างล้นหลาม ด้วยรูปลักษณ์การออกแบบทั้งภายนอกและภายในที่มีความโฉบเฉี่ยว สวยงามและทันสมัย ทุกฟังก์ชั่นการใช้งานสามารถตอบโจทย์และเหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีอันทันสมัยและความปลอดภัย ควบคู่ไปกับสมรรถนะการขับขี่อันเหนือชั้น ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้จากยอดขายมากกว่า 4,000 คันในระยะเวลาอันสั้น เอ็มจี จึงเชื่อมั่นว่า MG ZS จะเป็นรถยนต์อีกหนึ่งรุ่นที่น่าจับตามองสำหรับตลาดรถยนต์ทั่วโลก”

Testdrive: Mazda MX-5 RF รหัสใหม่กระชากใจหนุ่มโรดสเตอร์

0

บอกกล่าวเล่าความกันสักนิด สืบเนื่องจากเมื่อกลางปี 2015 ผมเดินทางไปทำความรู้จักกับ Mazda MX-5 ใหม่เจเนอเรชั่นที่ 4 ที่ญี่ปุ่น ในครั้งนั้นมีเพียงเวอร์ชั่น Soft Top หลังคาผ้าใบ ทุกอย่างในตัวโรดสเตอร์คันนี้ใหม่หมด เข้าสู่โหมดการออกแบบแนวคิด KODO Design สวยขั้นเทพ และ ขับสนุกสมกับความเป็นโรดสเตอร์ในตำนานที่ได้รับการพัฒนาเต็มความสามารถของวิศวกร Mazda จากนั้นไม่นานก็ได้มีการนำ MX-5 เข้ามาจำหน่าย เป็นรถในกลุ่มพิเศษ เสริมทัพ Mazda น้อยใหญ่ที่กำลังติดตลาดอยู่ทุกรุ่น ด้วยราคา 2,700,000 บาท และแน่นอนมีแฟนโรดสเตอร์เข้าถือครองจำนวนไม่น้อย แต่ในระหว่างนั้นก็มีคำถามมาว่า Hard Top จะตามมาเมื่อไร 

เรื่องราวของ MX-5 ก็เดินหน้าต่อเพื่อตอบโจทก์คำถามแฟนพันธุ์แท้ ให้หลังได้ปีเดียวคือปีที่แล้ว Mazda ก็สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเปิดตัว MX-5 เวอร์ชั่นใหม่ RF หรือ  Retractable Fastback เป็นเวอร์ชั่นที่รวมความเป็น โรดสเตอร์ คูเป้ และ ทาร์ก้า เข้าด้วยกัน คือ มีหลังคาแข็งแบบคูเป้สามารถ เปิดประทุนเป็นโรดสเตอร์และเมื่อเปิดประทุนแล้วจะยังมีบาร์รับกับปีกหลังคาด้านหลังอยู่ เหมือนหรือคล้ายกับ Targa ของ Porsche นั่นเอง เพียงแต่จะไปเรียกว่าเป็น Targa ไม่ได้เด็ดขาดเพราะ Porsche จดลิขสิทธิ์ชื่อและแบบของเขาไว้แล้ว

   

เวอร์ชั่น RF นี่ทำเอาแฟน MX-5 บางรายถึงกับ กรึ๊ดสลบ ความลงตัวของดีไซน์หลังคาแข็งครั้งนี้มันช่างงดงามเหลือเกินในนิตยสาร AUTO BILD Thailand ฉบับเดือนพฤษภาคม 2560 มีบทความเปรียบเปรยได้น่าสนใจมากคือ บอกว่า ความสวยงามของหลังคาด้านท้ายที่เป็นปีกลงมาสองด้านนั้น สวยสง่าคลาสสิกเหมือน Jaguar XJS มีหลังคา RF ที่เปิดเผยตัวตนได้เหมือน Porsche 911 Targa ที่มีค่าตัวสูงกว่ามากมายนัก ในขณะที่ขับสนุกไม่น้อยไปกว่า Toyota 86 และอีกคันที่ถูกยกมาเปรียบคือ Fiat 124 Abarth Spider เพราะ Fiat หยิบยืม Platform ของ MX-5 มาใส่กระดองของ 124 ที่ออกแบบขึ้นมาใหม่ แต่ที่สุดแล้วเขาบอกว่าเมื่อเทียบกันสายตาจะถูกจับจ้องมาที่ MX-5 RF มากกว่า

รายละเอียดอื่นๆสามารถติดตามอ่านกันในนิตยสาร AUTO BILD Thailandครับ ยังอยู่บนแผงหนังสือแน่ แต่ต้องรีบหน่อยละครับ

วันนี้ Mazda นำ MX-5 RF ขึ้นโชว์รูมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยค่าตัว 2,800,000 บาท แพงกว่า Soft Top 100,000 บาทถ้วน ผมได้โอกาสไปลองขับมาแล้วเช่นเดียวกัน ก่อนอื่นต้องบอกว่า RF นั้นเหมาะสมกับอากาศร้อนๆในบ้านเรา มากกว่า Soft Top เป็นพื้นอยู่แล้ว ทั้งในเรื่องของการเก็บเสียง การกันความร้อน จะมีบ้างก็ในเรื่องของอารมณ์ เพราะเมื่อเปิดหลังคาออกไปแล้ว Soft Top จะถูกเก็บเรียบไปไว้ในห้องด้านหลัง

ในขณะที่ RF จะยังมีปีกหลังคาด้านท้ายอยู่ วิธีการเก็บหลังคายังคงเหมือนกันใช้กดปุ่ม เปิด/ปิดค้างไว้ กลไกไฟฟ้าจะทำงานต่อเนื่องจนเสร็จขั้นตอน และสามารถทำงานเปิดปิดในขณะวิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 10 กม./ชม. จะเลือกเท่แบบไหนก็ได้ แต่อากาศบ้านเราเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝนนี่ต้องเปิด แอปดูภูมิอากาศก่อนออกรถด้วยจะเป็นการดี

สำหรับความแตกต่างมีเพียงส่วนหลังคาเท่านั้นที่แตกต่างจากรุ่น Soft Top นอกนั้นคือเหมือนกันหมดแม้แต่ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วก็เป็นลายเดียวกัน  เป็น โรดสเตอร์ แบบ FR เครื่องยนต์วางหน้าขับเคลื่อนล้อหลัง ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 160 แรงม้า พอดิบพอดีกับโรดสเตอร์คันนี้ที่มีความกะทัดรัด น้ำหนักตัว 1,138 กก. หนักกว่าหลังคาผ้าใบประมาณ 50 กก.เท่านั้นเอง

ตำแหน่งนั่งของรถสปอร์ต 2 ที่นั่งคันนี้ ต้องก้มและย่อตัวเข้าไปในรถนิดนึง คนตัวใหญ่จะมีปัญหาตอนเข้านั่งบ้างแต่พอเข้านั่งแล้วก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป เบาะนั่งแบบ Bucket seat โอบอุ้มร่างกายกระชับอยู่พอดี ตำแหน่งนั่งต่ำ ตำแหน่งพวงมาลัย แป้นเบรกคันเร่งจะอยู่ตรงกลางผู้ขับ เป็นแนวการออกแบบที่ Mazda บอกว่าจะทำให้ควบคุมรถได้ดีที่สุด และตำแหน่งนั่งที่อยู่ต่ำนี้ยังให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ใน คอกพิทรถแข่ง เติมอารมณ์สปอร์ตในหัวใจตั้งแต่ยังไม่ทันสตาร์ทเครื่องกันเลยทีเดียว

และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆในการขับขี่เราจะสนุกกับ RF ได้อย่างลืมตัวลืมวัยกันเลยทีเดียว อารมณ์ที่เหมือนกับขับรถโกคาร์ท รับรู้การสะท้อนสะเทือนแบบกระด้างๆมีให้รู้สึกได้ตลอด พวงมาลัยแม่นยำคุมได้แบบที่เรียกว่า “เอาอยู่” มี paddle shift ให้เปลี่ยนเกียร์ได้ด้วยตัวเอง อย่างนี้ก็สนุกกับ MX-5 ได้อย่าง ซูม ซูม

กำลังเครื่องยนต์เมื่อไม่ต้องแบกน้ำหนักมาก ได้เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มาถ่ายทอดกำลังได้อย่างถูกที่ถูกทางและถูกเวลาที่ต้องการ จัดว่าทำงานร่วมกันได้ดีมาก เพราะทำให้เครื่องยนต์ที่ไม่ใหญ่โตมากนั้น ถ่ายทอดกำลังออกมาใช้งานเต็มประสิทธิภาพตามความต้องการในขณะนั้นๆ

เรื่องการขับขี่นั้น MX-5 เอาใจคนรักสปอร์ตเต็มที่อยู่แล้ว คือเก็บความเป็นโรดสเตอร์ในตำนานในจุดเด่นไว้ครบถ้วน ที่เพิ่มขึ้นคือความสนุกที่มั่นใจได้มากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะ Entertain ผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้วยฟีเจอร์สำหรับอำนวยความสะดวกมากมายเหมือนที่มีใน Mazda 3 รุ่นท๊อป ระบบ MZD CONNECT สื่อสารกันในทุกเรื่องทั้งข้อมูลรถและเพื่อการ Entertain ต่างๆ ระบบนำทาง และการเชื่อมโยงอินเตอร์เน็ต ผ่านหน้าจอขนาด 7 นิ้ว

ความคิดเห็น

Mazda MX-5 RF มีความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นมากที่สุด ในความเป็นรถสปอร์ตโรดสเตอร์ขนาดกะทัดรัดในตำนาน ที่พัฒนาขึ้นมาจนเรียกว่าเป็น โรดสเตอร์แห่งยุคนี้อย่างแท้จริง เพราะไม่พียงแต่จะสวยยังขับสนุกมากเท่าที่จะต้องการอีกด้วย

เรียบเรียงข้อมูลและทดสอบโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา

 

 

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (30 เมษายน 2560)

0

AUTO WORLD TV

วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

“โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส” สร้างชื่อที่เมืองเบียร์ ขึ้นอันดับ 1 รอบคัดเลือก การแข่งขันรถยนต์รายการ “ADAC Zürich 22h. Nürburgring 2017”

0

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จากัด รายงานผลการแข่งขัน รถยนต์ โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส ที่เข้าร่วมคัดเลือก รายการ ADAC Zürich 24h. Nürburgring 2017 ณ ประเทศเยอรมนี สามารถทาเวลาในรอบคัดเลือกได้เป็นอันดับ 1 รุ่น Super Production 3 ภายใต้การขับของทีม โตโยต้า กาซู เรซซิ่งทีม ไทยแลนด์ นำโดย สุทธิพงศ์ สมิตชาติ, ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ, มานัต กุละปาลานนท์ และ ณัฐพงษ์ ห่อทองคา ในรายการ ADAC Zürich 24h. Nürburgring 2017 Qualify Race ณ เมืองนูร์เบอร์กริง ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 22 – 23 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา

“โคโรลล่า อัลติส” คือรถที่ผลิตจากสายการผลิตในประเทศไทย โดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จากัด ส่งเข้าร่วมการแข่งขันรายการ ADAC Zürich 24h. Nürburgring 2017 ณ ประเทศเยอรมนี เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ภายใต้ชื่อทีมแข่ง โตโยต้า กาซู เรซซิ่งทีม ไทยแลนด์ (Toyota Gazoo Racing Team Thailand) ซึ่งการแข่งขันรอบคัดเลือก หรือรอบ Qualify ในวันที่ 22 – 23 เมษายน ที่ผ่านมา สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศอีกครั้ง ด้วยการขึ้นอันดับ 1 รุ่น Super Production 3 โดยรถหมายเลข 123 ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงสมรรถนะและความทนทานของรถ โคโรลล่า อัลติส รถยนต์ที่ผลิตโดย คนไทย รวมถึง แสดงให้เห็นถึงความสามารถของนักแข่งรถจากประเทศไทย ที่ได้สร้างผลงานอันยอดเยี่ยมในรายการแข่งขันระดับโลก นับเป็นทีมแข่งจากประเทศไทยเพียงทีมเดียวที่นารถซึ่งผลิตโดยคนไทยเข้าร่วมรายการแข่งขันระดับโลกเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จากัด กล่าวว่า “เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ ที่รถยนต์ที่ผลิตโดยคนไทยสามารถสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยม ผ่านสนามแข่งที่ขึ้นชื่อว่าท้าทายและอันตรายที่สุดสนามหนึ่งในโลก ขอให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตในประเทศไทยร่วมส่งกาลังใจให้กับรถยนต์ โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส และนักแข่งทีมโตโยต้า กาซู เรซซิ่งทีม ไทยแลนด์ (Toyota Gazoo Racing Team Thailand) ให้สร้างผลงานที่ดี ในการแข่งขันรายการ เวิลด์กรังด์ปรีซ์ 24 ชั่วโมง “ADAC Zürich 24-Hour Race at Nürburgring 2017” ระหว่างวันที่ 27-28 พฤษภาคม 2560 ณ ประเทศเยอรมนี สร้างชื่อสู่ประเทศไทย และเรายังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับคนไทย ดังเช่นสโลแกนที่ว่า โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข””

ร่วมติดตามเป็นกำลังใจให้กับ โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส และทีม โตโยต้า กาซู เรซซิ่งทีม ไทยแลนด์ (Toyota Gazoo Racing Team Thailand) ในการแข่งขันรายการ เวิลด์กรังด์ปรีซ์ 24 ชั่วโมง “ADAC Zürich 24-Hour Race at Nürburgring 2017” ระหว่างวันที่ 27-28 พฤษภาคม 2560 ได้ที่ facebook.com/ToyotaMotorThailand และ facebook.com/ToyotaTeamThailand

“Isuzu King of Trucks” เปิดตัวครั้งแรกที่เมืองไทยกับรถบรรทุก 6 รุ่น ล่าสุด ในวาระฉลอง 60 ปี อีซูซุ

0

อีซูซุสร้างปรากฏการณ์ใหม่อีกครั้งในวาระฉลองครบรอบ 6 ทศวรรษของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เปิดตัว “Isuzu King of Trucks” 6 รุ่น ตระกูล F และ G พร้อมกันครั้งแรกที่เมืองไทย กับการพัฒนาไปอีกขั้นสู่ความเป็นสุดยอดในทุกด้าน ทั้งดีไซน์ ความสะดวกสบาย สมรรถนะ ความปลอดภัย และประหยัดน้ำมัน ตอกย้ำความเป็นยอดรถบรรทุกที่อยู่คู่วงการขนส่งเมืองไทย และผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรถบรรทุกขนาด 2 ตันขึ้นไปของอีซูซุ เพื่อก้าวสู่ความเป็นที่หนึ่งร่วมกันของธุรกิจขนส่งยุคใหม่ในเมืองไทย ภายใต้แนวคิด “อีซูซุ…คู่คิดมืออาชีพ”

มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “จากการคาดการณ์ของอีซูซุว่าตลาดรวมรถบรรทุกขนาด 2 ตันขึ้นไปในปีนี้จะขยายตัวต่อเนื่องจากปี พ.ศ.2559 โดยการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนให้ตลาดมีการเติบโต นอกจากนี้กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีแนวโน้มดีขึ้น ทำให้อีซูซุยังคงเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย และพร้อมที่จะเติบโตเคียงคู่ไปกับสังคมไทยเช่นเดียวกับ 60 ปีที่ผ่านมานับจากรถบรรทุกอีซูซุคันแรกเดินทางสู่ผืนแผ่นดินไทย

รถบรรทุกของอีซูซุอยู่คู่วงการขนส่งเมืองไทยมากว่า 6 ทศวรรษ โดยไม่เคยหยุดที่จะสรรสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้พร้อมตอบสนองการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น จนได้รับความไว้วางใจจากผู้ประกอบการธุรกิจขนส่ง และส่งผลให้รถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ของ อีซูซุมียอดขายเป็นอันดับ 1 ของไทยมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 จนถึงปัจจุบัน

ในวาระแห่งการเฉลิมฉลอง 60 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย อีซูซุจึงพร้อมสร้างปรากฏการณ์ใหม่อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวสุดยอดรถบรรทุกรุ่นใหม่ล่าสุด 6 รุ่น ได้แก่ GXZ, FYH, FXZ, FVZ, FVM, และ FTR มาตรฐานใหม่แห่งยานยนต์เพื่อการขนส่งยุคใหม่ ที่รวมความเป็นสุดยอดในทุกด้าน

ภายนอกออกแบบตามแนวคิด ISUZU FUTURE FUNCTIONAL FORM ที่รวมดีไซน์ล้ำสมัยและการใช้งานที่สมบูรณ์แบบไว้ด้วยกัน หัวเก๋งใหม่ทุกรุ่น สูงขึ้น บึกบึน สง่างาม พร้อมเป็นสปอยเลอร์ในตัว

“Isuzu King of Trucks” ถือเป็นสุดยอดแห่งดีไซน์ ภายนอกออกแบบใหม่ด้วยแนวคิด ISUZU FUTURE FUNCTIONAL FORM ที่รวมดีไซน์ล้ำสมัยและการใช้งานที่สมบูรณ์แบบไว้ด้วยกัน หัวเก๋งออกแบบใหม่ทุกรุ่น ที่สูงขึ้น บึกบึนและสง่างาม พร้อมเป็นสปอยเลอร์ในตัว ช่วยให้ลู่ลม ประหยัดน้ำมัน และยังเสริมความโดดเด่นด้วยกระจังหน้าใหม่ ที่มาพร้อมความพิเศษด้วยโครเมี่ยมในรุ่น GXZ 360, FYH 360 และ FXZ 360 พร้อมสัญลักษณ์ ISUZU ขนาดใหญ่ ติดตั้งบนตำแหน่งที่สูงขึ้น สมกับเป็นเจ้าแห่งรถบรรทุกยุคใหม่

ห้องโดยสารออกแบบใหม่ ให้ทุกการขนส่งทั้งใกล้และไกลสบายยิ่งขึ้น เพิ่มมุมมองการมองเห็นให้กว้างและชัดเจน สวยทันสมัยด้วยกรอบคอนโซลด้านหน้าสีเข้มแบบทูโทน และคอนโซลกลางจัดวางตำแหน่งใหม่ให้ติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมได้ง่าย นั่งสบายด้วยระบบรองรับหัวเก๋งแบบลอยตัว (Full-floating) ในรุ่น GXZ 360, FYH 360 และ FXZ 360 และกึ่งลอยตัว (Semi-floating) ในรุ่น GXZ 345, FXZ 345, FVZ, FVM และ FTR

เบาะนั่งคนขับแบบถุงลม (Air Suspension Driver Seat) ปรับความนุ่มนวลตามน้ำหนักของคนขับเพื่อลดความเมื่อยล้าอีกทั้งยังกว้างขวาง สะดวกสบาย ด้วยแนวคิด ISUZU UNIVERSAL DESIGN ออกแบบให้ทุกฟังก์ชั่นง่ายต่อการใช้งาน รองรับหลากหลายไลฟ์สไตล์การขับขี่ของทุกท่านอย่างลงตัว

ด้วยเอกลักษณ์แห่งเครื่องยนต์ดีเซลทรงพลัง “อีซูซุ ซูเปอร์คอมมอนเรล” ให้กำลังแรงจัด แรงบิดสูงแบบ Flat Torque ให้กำลังต่อเนื่อง เร่งแซงหรือปีนไต่ทางชันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม และยังประหยัดน้ำมันเหนือชั้นให้ความมั่นใจด้วยการเกาะถนนและทรงตัวที่เป็นเลิศตามแบบฉบับอีซูซุ พร้อมความหลากหลายของเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลังสมบูรณ์แบบ และความแข็งแกร่งทนทานที่ออกแบบมาเพื่องานบรรทุกหนักโดยเฉพาะ สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ทุกประเภท ลุยงานได้เต็มที่ยิ่งกว่า

รุ่น 6UZ1-TCC VGS Turbo เครื่องยนต์ขนาด 9,839 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 360 แรงม้า ที่ 2,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 1,422 นิวตัน-เมตร ที่รอบต่ำเพียง 1,400 รอบ/นาที พลังบรรทุกมหาศาล สู้งานหนัก ปีนไต่ทางชัน หรือวิ่งทำความเร็วได้อย่างมีสิทธิภาพ

รุ่น 6NX1-TCS VGS Turbo เครื่องยนต์ขนาด 7,790 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 345 แรงม้า ที่ 2,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 1,324 นิวตัน-เมตร ที่ 1,300-1,700 รอบ/นาที (Flat Torque) เป็นเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูงที่อีซูซุพัฒนาขึ้นมาใหม่สำหรับลากพ่วงและวิ่งทางเรียบโดยเฉพาะ ออกแบบให้มีหม้อน้ำขนาดใหญ่ พร้อมปรับองศาหม้อน้ำ เพื่อระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ให้กำลังต่อเนื่อง ไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์บ่อย

รุ่น 6HK1-TCS เครื่องยนต์ขนาด 7,790 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 300 แรงม้า ที่ 2,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 980 นิวตัน-เมตร ที่ 1,450 รอบ/นาที เหนือกว่าด้วยพลังปีนไต่ และกำลังฉุดลาก เหมาะสำหรับงานขนส่งที่ต้องการกำลังและความรวดเร็ว

รุ่น 6HK1-TCN เครื่องยนต์ขนาด 7,790 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 240 แรงม้า ที่ 2,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 706 นิวตัน-เมตร ที่ 1,450 รอบ/นาที ประหยัดน้ำมันสุด รองรับทุกงานขนส่ง

ในด้านชื่อเสียงด้านความทนทานที่ได้รับการกล่าวขวัญมาตลอด “Isuzu King of Trucks” ได้รับการพัฒนาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น รองรับงานบรรทุกหนักได้ดีขึ้นด้วยแชสซีส์แบบเรียบขนาดใหญ่ขึ้น ไร้หัวรีเวท (Rivetless Chassis)

ช่วงล่างแบบแหนบและแขนรับแรงบิดรูปตัว V (V-type Torque Rod) เพลาหามแหนบ และเพลาหน้าดีไซน์ใหม่รับน้ำหนักได้มากถึง 7,500 กก. พร้อมบุกตะลุยในทุกสภาพถนนได้เหนือชั้นกว่าเดิม และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาสูญเปล่าในการซ่อมบำรุง

ความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญของการขนส่งซึ่งช่วยป้องกันและปกป้องในทุกสถานการณ์ อีซูซุ ยังได้พัฒนาระบบควบคุมการทรงตัวอัจฉริยะ IESC (Isuzu Electronic Stability Control) ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยระบบ IESC จะช่วยควบคุมการทรงตัวของรถในขณะขับขี่โดยอัตโนมัติ พร้อมระบบเบรกช่วยแบบ ISUZU ENGINE RETARDER ที่จะช่วยลดความเร็วของรถ และระบบเบรกลมล้วน ที่จะช่วยป้องกันและปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารแม้เจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

สำหรับรถบรรทุก “Isuzu King of Trucks” ทั้ง 6 รุ่น มีราคาค่าตัวเริ่มที่ 1.8-3.4 ล้านบาท อีซูซุพร้อมแล้วที่จะตอกย้ำความเป็นอันดับหนึ่งของวงการขนส่งเมืองไทย ภายใต้การสนับสนุนที่ดีเยี่ยมตามแนวคิด “อีซูซุ…คู่คิดมืออาชีพ” เพื่อก้าวสู่ความเป็นหนึ่งในธุรกิจขนส่งยุคใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าไปด้วยกัน รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถได้ที่ www.isuzu-tis.com และ Facebook: ISUZU TRUCKS THAILAND OFFICIAL

“ฮอนด้า บิ๊กไบค์” พาเซเลปไปสัมผัส DNA รถแข่ง MotoGP กับ Honda RC213V-S และ CBR series

0

เอ.พี. ฮอนด้า เปิดประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ จัดกิจกรรม Honda BigBike VIP track day, The Ultimate Riding Xperience กระหึ่ม! แทร็กสนามแข่งระดับโลก ณ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมชวนลูกค้าระดับวีไอพี เซเล็บบริตี้ชื่อดัง ร่วมสัมผัส Honda RC213V-S ซูเปอร์ไบค์แฮนด์เมดหนึ่งเดียวของโลกที่ถ่ายทอด DNA ของรถแข่ง MotoGP พร้อมกันนี้ยังได้สัมผัสประสบการณ์ไปกับสุดยอดรถสายพันธุ์สปอร์ตอย่าง All New Honda CBR1000RR โฉมใหม่ รวมถึง New CBR650F และ New CBR500R

มร.โยอิจิ มิซึทานิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “กิจกรรม VIP สุดเอ็กซ์คลูซีฟในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เป็นเจ้าของ RC213V-S มีโอกาสนำรถคู่ใจมาโลดแล่นอยู่ในสนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ สนามแข่งระดับโลกหนึ่งเดียวของไทย ซึ่งจะเป็นสนามที่จัดรายการแข่งขัน MotoGP ในอนาคตอันใกล้ และเพื่อความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เจ้าของ RC213V-S ทุกท่านจะได้รับการดูแลโดยนักแข่งและทีมช่างมืออาชีพจากทีม A.P. Honda Racing Thailand”

มร.โยอิจิ กล่าวเพิ่มเติม “ผมเชื่อว่าการจัดงานครั้งนี้ จะส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ในรูปแบบ Motorsport ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งถ่ายทอดผ่านรถ RC213V-S สุดยอดซูเปอร์ไบค์สายพันธุ์ MotoGP ขนานแท้ และยังมีรถ CBR series ที่จำหน่ายใน Honda BigWing มาให้ทดสอบ เพื่อให้สัมผัสถึงความสุดยอดในสมรรถนะรถสายพันธุ์สปอร์ตของฮอนด้าที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากรถ MotoGP เช่นกัน”

สำหรับ Honda RC213V-S คือ สุดยอดซูเปอร์ไบค์ที่ถ่ายถอดแบบมาจากรถแข่ง Honda RC213V เพื่อให้สามารถใช้งานได้บนถนนจริง โดยได้รับการพัฒนา เพื่อคงไว้ซึ่งสัญชาตญาณรถแข่งอย่างครบถ้วน ด้วยการเลือกใช้ชิ้นส่วนอย่างเหมาะสม รวมถึงส่วนประกอบที่ถูกต้องแม่นยำ เข้ากับฝีมือการประกอบจากช่างที่มีประสบการณ์ พร้อมด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ V4 ขนาด 1,000 ซี.ซี. ให้แรงม้าล้นเหลือเหมือนรถแข่ง RC213V ที่ใช้แข่งขันจริง ให้กำลังสูงสุด 159 แรงม้า ที่ 11,000 รอบต่อนาที ทั้งยังสามารถเสริมสมรรถนะด้วยของแต่งเฉพาะจากฮอนด้า โดยเพิ่มพละกำลังได้ถึง 215 แรงม้า ที่ 13,000 รอบต่อนาที และเอ็กซ์คูลซีฟยิ่งกว่าด้วยจำนวนการผลิตทั้งสิ้น 213 คันทั้วโลก ซึ่งในเมืองไทยมีเพียง 10 คัน สนนราคาที่คันละ 8.7 ล้านบาท และได้ทำการส่งมอบไปเมื่องานมอเตอร์เอ็กซ์โปร 2016 ที่ผ่านมา

ในส่วนของ All New Honda CBR1000RR โฉมใหม่ ที่ได้เปิดตัวไปเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้ถูกรังสรรค์ด้วยแนวคิด “Total Control” โดดเด่นทั้งขุมพลังเครื่องยนต์ ที่ถ่ายทอดจากสนามแข่ง และที่สุดแห่งการควบคุม เสริมด้วยเทคโนโลยีการขับขี่กับชุดอุปกรณ์ควบคุม อิเล็กทรอนิคที่จะช่วยเพิ่มความสนุกเร้าใจในการขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบขนาด 1000 ซี.ซี.อัตราส่วนกำลังอัด 13.0 ให้กำลังสูงสุด 141 กิโลวัตต์ ที่ 13,000 รอบต่อนาที เพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยให้การขับขี่สนุกมากยิ่งขึ้น เช่น TBW & APS เทคโนโลยีคันเร่งไฟฟ้า (Throttle by Wire) ทำงานประสานกับเซ็นเซอร์ APS ที่ฝังอยู่ใน Handlebar grip เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่ตอบสนองกับแรงบิดของผู้ขับขี่, Power Selector ระบบการตั้งค่าการขับขี่ โดยผู้ขับขี่เลือกตั้งค่ากำลังจากเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับแรงบิดคันเร่ง

ขับขี่สนุกด้วยความเร็ว HSTC (Honda Selectable Torque Control) หรือระบบควบคุมแรงบิดแบบเลือกได้ เพื่อตรวจจับความเร็วล้อด้านหน้าและด้านหลัง ช่วยให้ควบคุมรถอย่างราบรื่น และ Engine Brake Control ที่ปรับเลือกได้ตามโหมดขับขี่ที่ตั้งไว้เป็นค่ามาตรฐานหรือผู้ใช้เลือกตั้งค่าได้ตามต้องการ

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ Honda RC213V-S สุดยอดซูเปอร์ไบค์สายพันธุ์ MotoGP และรถฮอนด้า บิ๊กไบค์ ทุกรุ่น พร้อมทั้งรับข้อเสนอพิเศษ เพื่อเป็นเจ้าของรถบิ๊กไบค์ฮอนด้าได้ที่ www.hondabigbike.com และwww.facebook.com/hondabigbikeTH