Home Blog Page 147

NETA มอบข้อเสนอสุดพิเศษกว่าใคร! จอง NETA V-II วันนี้…รับประกันแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน

0
Neta V II 1

NETA มอบความมั่นใจในการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า NETA V-II มากยิ่งขึ้นกับข้อเสนอสุดพิเศษ Smart Choice ด้วยการรับประกันแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน พร้อมฟรีค่าแรงและค่าอะไหล่เมื่อเช็คระยะตลอด 40,000 กิโลเมตรแรก และข้อเสนอสุดพิเศษอื่นๆ อีกมากมายในราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 499,000 บาท สำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์พลังงานไฟฟ้า NETA V-II ตั้งแต่ 22 มิถุนายน ถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้เท่านั้น

NETA V-II Smart Choice แคมเปญสมาร์ตสุดคุ้ม
ข้อเสนอพิเศษ สำหรับผู้ที่จองและรับรถ NETA V-II ตั้งแต่ 22 มิถุนายน จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2567
•รับประกันแบตเตอรี่และมอเตอร์ ตลอดอายุการใช้งาน สำหรับเจ้าของคนแรกเท่านั้น (ขับไม่เกิน 30,000 กิโลเมตร/ปี)
•NETA V-II รุ่น Lite ราคาพิเศษ 499,000 บาท (รับส่วนลด 50,000 บาท จากราคาปกติ 549,000 บาท)
•NETA V-II รุ่น Smart ราคาพิเศษ 549,000 บาท (รับส่วนลด 20,000 บาท จากราคาปกติ 569,000 บาท)
•ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี
•ฟรี! ค่าแรงและค่าอะไหล่รถยนต์เมื่อเช็คระยะตามกำหนด รวม 5 ครั้ง ตลอด 40,000 กิโลเมตรแรก
•ฟรี! รับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 ก.ม.(อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
•ดอกเบี้ยพิเศษ 1.28% เงินดาวน์ขั้นต่ำ 25% ผ่อนไม่เกิน 48 เดือน

* เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนเปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถไปแล้ว ระหว่างวันที่ 1-21 มิถุนายนที่ผ่านมา จะได้รับสิทธิ์การรับประกันแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน รวมไปถึงฟรี! ค่าแรงและค่าอะไหล่รถยนต์เมื่อเช็คระยะตามคู่มือการบำรุงรักษากำหนด รวม 5 ครั้ง สูงสุด 40,000 กิโลเมตร เพิ่มเติมจากข้อเสนอที่เคยได้รับมาเช่นกัน

NETA V-II
SMART & PLAY สมาร์ตให้สุด สนุกให้เหนือใคร

Neta V II 2

NETA V-II รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สไตล์ City Car มาพร้อมแนวคิด “SMART & PLAY” “สมาร์ตให้สุด สนุกให้เหนือใคร” ลงตัวกับทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยดีไซน์โฉบเฉี่ยว พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครันยิ่งขึ้น พร้อมระบบความปลอดภัยและช่วยในการขับขี่ให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความสนุกและมั่นใจ โดยมีให้เลือก 2 รุ่น คือ NETA V-II รุ่น LITE และ รุ่น SMART

NETA V-II ได้รับการออกแบบภายนอกที่ลงตัวตามหลักอากาศพลศาสตร์ พร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ภายในโดดเด่นด้วยหน้าจอ Infotainment ระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlayTM พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิตอล ขนาด 12 นิ้ว ระบบชาร์จมือถือแบบไร้สาย และกุญแจแบบสมาร์ทคีย์พร้อมระบบ Ride & Go ให้รถพร้อมสำหรับการขับขี่ทันทีที่เปิดประตูรถ

NETA V-II ให้สมรรถนะที่เพียงพอต่อการใช้งานด้วยมอเตอร์ขนาด 95 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตัน-เมตร พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ให้ระยะทางในการวิ่งสูงสุด 382 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟเต็มตามมาตรฐาน NEDC

สำหรับ NETA V-II รุ่น SMART เพิ่มความมั่นใจด้วยระบบช่วยในการขับขี่ ADAS รวม 8 ระบบ ได้แก่ ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบช่วยเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ รวมไปถึงระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน อีกทั้งยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยฟังก์ชัน V2L (Vehicle to Load) จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า ด้วยกำลังสูงสุดถึง 3,300 วัตต์ พร้อมการติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่างครบครัน

NETA V-II มีสีมาตรฐานให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีขาว White Storm สีเทา Midnight Gray สีชานม Milk Tea สีฟ้า Baby Blue

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ NETA Call Center โทร. 02-023-9968 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ NETA ได้ที่:
●Facebook : Neta Auto Thailand
●NETA Line Official : @netaautothailand
●Website : www.neta.co.th

รวมภาพพริตตี้สาวสวยใน ‘แบงค็อก ออโต ซาลอน 2024’ ห้ามพลาดส่งท้าย! โปรแรง ลดกระหน่ำ

0
Bangkok Auto Salon 2024 1

เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายกันแล้วสำหรับงาน ‘แบงค็อก ออโต ซาลอน 2024’ (Bangkok Auto Salon 2024) ครั้งที่10 ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายในงานนอกจากจะมีการ 6 สุดยอดรถแต่งระดับโลกมาจัดแสดง พร้อมด้วยโปรโมชั่นส่งท้ายงานจากบริษัทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์ตกแต่ง นำโดย โตโยต้า, มาสด้า, อีซูซุ, ฮอนด้า, บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด ผู้จำหน่าย รถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และมอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ยกทัพยนตรกรรมชั้นนำร่วมงาน รวมทั้ง คิงลอง , รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า สตรอม ด้านสำนักแต่งและอุปกรณ์ตกแต่ง ทอม เรซซิ่ง ไทยแลนด์ , ฟอร์เอฟเวอร์, มูเก็น, เวลไซด์, เอแซดซี, พีพี ซุปเปอร์วีลส์, ทูเล่ อุปกรณ์บรรทุกสัมภาระจากประเทศสวีเดน, ฟิล์มกรองแสง ลามิน่า, ยีเอส แบตเตอรี่, นีโอ เทค บริษัท อิลีเม้นท์ 72 จำกัด ฯลฯ ร่วมด้วยบริษัทอุปกรณ์ตกแต่งจากต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น, จีน, เกาหลี, ไต้หวัน, ฮ่องกง ฯลฯ ยังครบครันด้วยยมหกรรมความบันเทิง การรวมตัวของเหล่าคาร์คลับ ฯลฯ ที่สำคัญยังมาพร้อมกับพริตตี้สาวสวย ซึ่งปีนี้แต่ละบูธพกดีกรีออร่าสวยหวานน่ารักกันทุกคนเป็นอีกหนึ่งสีสันที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

Bangkok Auto Salon 2024 2

Bangkok Auto Salon 2024 5

Bangkok Auto Salon 2024 6

 

‘แบงค็อก ออโต ซาลอน 2024’ ครั้งที่ 10 จัดแสดงวันที่ 26- 30 มิถุนายน 2567 ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เวลา 12.00-21.30 น.ในวันพุธ-ศุกร์ และเวลา 11.00-21.30 น. ในวันเสาร์-อาทิตย์ บัตรเข้าชมงานจำหน่ายบัตรราคา 100 บาท สามารถซื้อบัตรออนไลน์ได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ https://bit.ly/3Vn3zC4

Bangkok Auto Salon 2024 6

Bangkok Auto Salon 2024 8

Bangkok Auto Salon 2024 9

ติดตามความเคลื่อนไหวและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ‘แบงค็อก ออโต ซาลอน 2024’ ได้ทาง Facebook: https://www.facebook.com/Bangkokinternationalautosalon, Instagram : @bangkokautosalon_official, YouTube Channel : Bangkokautosalon, TikTok : Bangkokautosalon #BangkokAutoSalon #BangkokAutoSalon2024 #TokyoAutoSalon

(มีคลิปวีดีโอ) ลองกี่รอบก็ชอบเสมอ “Ford Ranger Wildtrak 3.0 V6” ใข้งานจริงช่วงล่างเนี๊ยบ ขับสนุก ส่วนทางลุย…ไม่ต้องพูดถึง

0
Ford Ranger 1

ซ้ำอีกสักรอบก็ยังเป็นที่ประทับใจกับการได้ทดลองสมรรถนะของ Ford Ranger Wildtrak ขุมพลังดีเซล V6 ที่มาพร้อมความแรงระดับ 250 แรงม้า และแรงบิด 600 นิวตันเมตร ซึ่งเราได้เคยไปสัมผัสบนเส้นทางชัน ไต่ความสูงขึ้นยอดดอย กับระบบขับเคลื่อน 4×4 ใหม่ ในชื่อ 4A เมื่อก่อนหน้านี้ไม่นานนัก

ในครั้งนี้จะโฟกัสไปที่ทางเรียบ และระบบเกียร์ E-Shifter 10 จังหวะ รวมถึงฟังค์ชั่นการใช้งานของตัวช่วยการขับขี่อีกมากมาย ก่อนที่จะไปลองช่วงล่างบนทางลุยแบบเบาๆ ความคุ้มค่าของค่าตัว 1.519 ล้านบาท ที่ถือว่าค่อนข้างสูง แต่เมื่อสมรรถนะ และฟีเจอร์ต่างๆที่ติดตั้งมากับตัวรถ เยอะเยะล้นคันขนาดนี้ ใครที่เล็งอยู่คงไม่พลาดที่จะครอบครอง แต่ใครที่ยังลังเล ลองดูรายละเอียดอื่นๆที่กำลังนำเสนอ เพื่อประกอบการตัดสินใจได้เลย

Ford Ranger Wildtrak 3.0 ลิตร V6 เป็นรุ่นย่อยใหม่ล่าสุดในตระกุ, Ranger ที่พกพาสมรรถนะระดับ 300 แรงม้า จากขุมพลังดีเซลวี 6 สูบ ภายนอกสังเกตได้ง่ายๆจากล้อ 20 นิ้วลายใหม่ หุ้มยาง 255 55 20

Ford Ranger 2

ไฟส่องสว่างเป็นแบบ Matrix LED พร้อมระบบไฟแบบแบ่งโซน สามารถเลือกเปิด/ปิด มุมใดมุมหนุ่งของรถได้

ภายในมากับเบาะนั่งมีโลโก้พร้อมเดินด้ายคู่สีส้ม โดดเด่นด้วยจอกลางขนาด 12 นิ้ว พร้อมช่องต่อ USB 4 ช่อง

Ford Ranger 4

ไฮไลท์อยู่ที่เครื่องยนต์ดีเซลแบบ V6 สูบให้พละกำลัง 250 แรงม้าพร้อมแรงบิด 600 นิวตันเมตร เทอร์โบเดี่ยว ทำงานร่วมกับเกียร์ E Shifter 10 จังหวะ พร้อมเบรกมือไฟฟ้า ซึ่งผลิตและพัฒนาจากสหราชอาณาจักร บล๊อคเดียวกับที่มช้มน F 150

Ford Ranger 6

ระบบช่วงล่างหน้าแมคเฟอร์สัน สริมคอม้าอลูมิเนียม นน.เบาแต่แกร่ง ส่วนด้านหลังเป็นแบบแหนบแผ่นพร้อมโช๊คอัพ

นอกจากนี้ยังมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบฟูลไทม์ ปรับกำลังล้อหน้าหลังตามสถานการณ์ที่พบเจอ และถ้าอยู่ในโหมดขับสี่ จะมีกล้องมองภาพรอบคันแสดงให้เห็นภาพรอบๆตัวรถ รวมถึงมุมใต้ท้อวรถอีกด้วย

Ford Ranger 7

การทดสอบในครั้งนี้เป็นการใช้งานในรูแบบชิวิตประจำวันซึ่งใช้งานทางเรียบ จะมีในส่วนทางลุยเบาๆบ้างเล็กน้อย

Ford Ranger 7

ขุมพลังดีเซล V6 สูบเทอร์บขนาด 3.0 ลิตร กับพละกำลังที่เหลือเมื่อทำงานร่วมกับ E Shifter 10 จังหวะ ทำงานได้อย่างลงตัว ในช่วงเร่งแซง การปรับอัตราทดแบบก้าวกระโดด ตอบสนองต่อการใช้งานได้เป็นอย่าวงดี 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาเพียง 8.7 วินาที ในขณะที่อัตราสิ้นเปลืองตามอีโค่สติ๊กเกอร์อยู่ที่ 11.8 กม./ลิตร

Ford Ranger 8

สะดวกสบายในทางลุย เพียงแค่ใช้งานระบบขับเคลื่อนในรู)แบบ 4A ไม่ว่าเส้นทางจะสาหัสเพียงใด ก็ฟันฝ่าไปได้สบาย ในการทดสอบครั้งนี้อาจจะไม่ได้ใช้งานบนทางลุยสักเท่าไหร่นัก เนื่องจากเคยนำไปลุยโหดเมื่อทริพตึความสูงบนยอดดอยที่จ.เชียงใหม่ ซึ่งสอบผ่านฉลุย

Ford Ranger 10

โดยสรูปของการทดสอบในครั้งนี้ Ford Ranger Wildtrak กับการติดตั้งขุมพลังใหม่แบบ 3.0 ลิตร วี 6 ในด้านสมรรถนะก็เป็นที่ประจักษ์ทั้งทางเรียบและทางลุย ซึ่งตัวช่วยการขับขี่มีให้เพียบ จะตกเป็นรอง Raptor ก็ในเรื่องของระบบช่วงล่าง แต่ที่ติดตั้งมากับตัวรถก็เพียงต่อการใช้งาน ยิ่งบนเส้นทางสมบุกสมบันก้มีตัวช่วยให้มาชนิดที่ว่าเหนือชั้นกว่าคู่แข่งในตลาด และถ้านำมาใช้ในชีวิตประจำวันก็สามารถใช้งานได้แบบสบายๆ

ฟอร์ดเผยสียอดฮิตของ ‘เรนเจอร์ – เอเวอเรสต์’ จากทั่วภูมิภาค

0

นักออกแบบสีและวัสดุของฟอร์ดคือผู้มีหน้าที่เลือกสีบนตัวถังให้กับรถฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่จำหน่ายในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก พวกเขาได้รับโจทย์ว่า “ถ้าหากคุณต้องใส่เสื้อผ้าชุดเดียวนานถึง 8 ปี คุณคิดว่าชุดที่ใส่จะต่างจากปัจจุบันอย่างไร”

คริสตา ลินเดกเกอร์ นักออกแบบสีและวัสดุ ฟอร์ด ออสเตรเลีย กล่าวว่า “เรามุ่งมั่นออกแบบสีรถยนต์ที่มีความหลากหลายเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคที่มีรสนิยมต่างๆ กันทั่วโลก”

ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์มีสีให้ผู้บริโภคเลือกรวมกันมากกว่า 30 สี ในตลาดนานาชาติซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ภูมิภาคอาเซียน ทวีปแอฟริกาเหนือและใต้ ไปจนถึงตะวันออกกลาง สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์มีสีรวมกันทั้งหมด 10 สีตั้งแต่สีขาวสะอาดตาอย่าง อาร์คติค ไวท์ไปจนถึงสีเหลืองสดใสอย่าง ลักซ์ เยลโลว์

สีของฟอร์ด เรนเจอร์และฟอร์ด เอเวอเรสต์ มีส่วนช่วยทำให้รูปลักษณ์ภายนอกของรถมีความโดดเด่นมากขึ้น สีของรถเรียกได้ว่ามีความสำคัญไม่แพ้สมรรถนะ “โทนสีช่วยส่งเสริมตัวตนของผู้ขับขี่ และขับเน้นเส้นสายบนตัวถังได้เป็นอย่างดี” เอมิลี แฮร์ริงตัน นักออกแบบสีและวัสดุ ฟอร์ด ออสเตรเลีย กล่าว

Ford Ranger Wildtrak Arctic White

สีฮิตที่สุดสำหรับฟอร์ด เรนเจอร์และฟอร์ด เอเวอเรสต์ 

  1. ในช่วงเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2566 ถึงมีนาคม พ.ศ. 2567 โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) และโรงงานซิลเวอร์ตัน ประเทศแอฟริกาใต้ ผลิตและจำหน่ายรถฟอร์ด เรนเจอร์ สีขาว อาร์คติคไวท์ มากถึงร้อยละ 26 ของจำนวนฟอร์ด เรนเจอร์ ทั้งหมด ที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในตลาดนานาชาติ และเมื่อรวมกับสีขาว โฟรเซ่น ไวท์ และสีขาวอื่นๆ สัดส่วนยอดขายรถสีขาวทั้งหมดจึงสูงถึงร้อยละ 37

“สีขาวแสดงถึงรากฐานของฟอร์ด เรนเจอร์ ที่เป็นรถสำหรับการทำงาน เป็นที่นิยมทั้งในกลุ่มผู้ซื้อรายใหญ่และเจ้าของธุรกิจรายย่อยที่ต้องการตกแต่งรถด้วยโลโก้ของบริษัทรอบคัน” คริสตา กล่าว

นอกจากนี้ สีขาวยังเป็นสียอดนิยมสำหรับฟอร์ด เอเวอเรสต์เช่นกัน โดยสีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ลมีสัดส่วนร้อยละ 20 ส่วนอาร์คติค ไวท์ ร้อยละ 14 รวมยอดขายรถสีขาวเป็นร้อยละ 34 ของฟอร์ด เอเวอเรสต์ทั้งหมด

ในตลาดนานาชาติ ฟอร์ดมีรถสีขาวจำหน่ายทั้งหมด 4 เฉดสี ได้แก่ อาร์คติค ไวท์, สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล, โฟรเซ่นไวท์ และสตาร์ ไวท์ เพิร์ล โดยสีขาวที่มีจำหน่ายในไทยได้แก่ อาร์คติค ไวท์ และสโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล

Ford Ranger Absolute Black
  1. แม้ฟอร์ด เรนเจอร์ สีดำ แอบโซลูท แบล็ค จะมียอดขายน้อยกว่าร้อยละ 101 แต่สีดำกลับเป็นสียอดนิยมอันดับ 2 ของฟอร์ด เอเวอเรสต์ โดยมียอดขายถึงร้อยละ 18 และสีดำยังเป็นสีที่ครองใจลูกค้าชาวไทยผู้ซื้อฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ มากที่สุดจากยอดขายรวมในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา1
Ford Raptor Conquer Grey
  1. สีเทา เมทิเออร์ เกรย์นับเป็น ‘สีพื้นฐาน’ ยอดนิยมอันดับ 2 สำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ ด้วยยอดขายร้อยละ 17 ในประเทศออสเตรเลีย และไทย ส่วนในแอฟริกาใต้ สีเทา คาร์บอนไนซ์ เกรย์ เป็นที่นิยมอันดับ 2 รองจากสีขาว โฟรเซ่น ไวท์ ด้วยยอดขายร้อยละ 15
  1. สีส้ม โค้ด ออเร้นจ์ เรียกได้ว่าเป็นสีไฮไลท์ของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ แต่สีที่ลูกค้าแร็พเตอร์นิยมซื้อมากที่สุดกลับเป็น สีเทา คองเคอร์ เกรย์ โดยมียอดขายมากกว่าสองเท่าของสีโค้ด ออเรนจ์ ทั้งในออสเตรเลีย ไทย และแอฟริกาใต้ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
  2. สีเหลือง ลักซ์เยลโลว์ ที่เพิ่มมาใหม่สำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค เจเนอเรชันล่าสุด และเป็นสีไฮไลท์ใหม่ของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไวลด์แทรค ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทย ด้วยยอดขายร้อยละ 2 ส่วนในออสเตรเลียทำยอดขายได้ร้อยละ 1.9 ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา1

“สีไฮไลท์ของพวกเรามีความพิเศษ และได้รับเลือกมาเพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้กับรถ และทำให้รถมีความโดดเด่นสะดุดตา” คริสตากล่าว

ย้อนกลับไปในปีพ.ศ. 2554 ช่วงยุคแรกของฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค ฟอร์ดยุติการจำหน่ายรถกระบะสีฟ้า วินนิ่ง บลู และนำสีส้ม ชิลลี่ ออเรนจ์ เข้ามาแทนที่ แทบไม่น่าเชื่อว่าสีส้มและสีเหลืองจะยังคงเป็นสีที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่นไวลด์แทรคมาจนถึงปี พ.ศ. 2567

Ford Ranger Wildtrak Luxe Yellow

“สีส้มและสีเหลืองที่เป็นสีหลัก ได้กลายเป็นสีที่แสดงอัตลักษณ์ของรถรุ่นไวลด์แทรค และลูกค้าฟอร์ดก็จดจำอัตลักษณ์นี้ได้ เราไม่เคยหยุดสร้างสรรการพัฒนาสีรถเพื่อดึงดูดลูกค้าให้ยังสนใจรถฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นไวลด์แทรคอยู่เสมอ” เอมิลีกล่าว

“พวกเราเริ่มค้นคว้าโทนสีสำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ และเอเวอเรสต์ นานถึง 5 ปีก่อนที่รถจะเริ่มวิ่งบนถนน เราศึกษาทั้งเทรนด์แฟชั่น สถาปัตยกรรม และเฟอร์นิเจอร์ เราวิเคราะห์ข้อมูลยอดขาย และกระแสวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่ารถยนต์ของเราจะมีโทนสีที่ถูกใจและดึงดูดสายตาลูกค้าได้จากทั่วทุกมุมโลก” เอมิลี กล่าวสรุป

หมายเหตุ
[1] ข้อมูลจากการขายในแต่ละตลาดระหว่างเดือนตุลาคม 2566 – มีนาคม 2567

911 คาร์เรร่า จีทีเอส และ 911 คาร์เรร่า ใหม่ เครื่องยนต์ ที-ไฮบริด (T-Hybrid) ที่มาพร้อมกับสมรรถนะที่เหนือกว่า

0

ปอร์เช่ (Porsche) ยกระดับรถสปอร์ต 911 อันเป็นเอกลักษณ์ ด้วย 911 คาร์เรร่า จีทีเอส ใหม่ (911 Carrera GTS) ซึ่งเป็นรถ 911 รุ่นแรกที่มาพร้อมกับระบบไฮบริดสมรรถนะสูงน้ำหนักเบาสุดพิเศษ ถูกออกแบบมาสำหรับใช้งานบนถนนทั่วไป พร้อมระบบส่งกำลังที่พัฒนาขึ้นใหม่ ที่มีขุมพลัง 3.6 ลิตร มอบประสิทธิภาพการขับขี่ที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดย 911 คาร์เรร่า จีทีเอส คูเป้  (911 Carrera GTS Coupé) สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.0 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 312 กม./ชม. นอกจากนี้ ยังมีรุ่น 911 คาร์เรร่า (911 Carrera) ใหม่ ที่จะวางจำหน่ายในช่วงเวลาเดียวกัน โดยมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 6 สูบแนวนอน เทอร์โบคู่ 3.0 ลิตร ที่ได้รับการปรับปรุงให้ทรงพลังกว่ารุ่นก่อน สำหรับ 911 รุ่นใหม่นี้ยังมาพร้อมกับการออกแบบที่ปรับโฉมใหม่ ระบบอากาศพลศาสตร์ที่ดีขึ้น การปรับเปลี่ยนห้องโดยสารภายใน อุปกรณ์มาตรฐานที่ได้รับการอัพเกรด และการเชื่อมต่อที่ขยายวงกว้างมากขึ้น

ปอร์เช่ (Porsche) ได้ทำการเปิดตัวรถยนต์รุ่นที่มีความโดดเด่นถึง 4 รุ่นจากทั้งหมด 6 รุ่น ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ไม่ว่าจะเป็น พานาเมร่า (Panamera) ไทคานน์ (Taycan) มาคันน์ (Macan) และ 911 โอลิเวอร์ บลูเม (Oliver Blume) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) กล่าวว่า “กลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ของเรามีความทันสมัยกว่าที่เคยและน่าดึงดูดใจเป็นอย่างมาก สิ่งเหล่านี้คือการมอบทางเลือกในการสัมผัสประสบการณ์ความพิเศษที่มากขึ้นให้กับลูกค้าของเรา”

แรงบันดาลใจจากมอเตอร์สปอร์ต: ระบบไฮบริดประสิทธิภาพสูงสุดล้ำ

แฟรงค์ โมเซอร์ (Frank Moser) รองประธานควบคุมดูแลกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์รุ่น 911 และ 718 กล่าว “วิศวกรของปอร์เช่ได้นำความรู้จากการแข่งมอเตอร์สปอร์ต มาเป็นพื้นฐานในการออกแบบระบบไฮบริดของ 911 คาร์เรร่า จีทีเอส (911 Carrera GTS) ใหม่ เราพัฒนาและทดสอบแนวคิดและวิธีการต่างๆ มากมาย เพื่อให้ได้ระบบไฮบริดที่เหมาะสมกับ 911 อย่างลงตัว ผลลัพธ์ที่ได้คือ การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร เข้ากันได้กับแนวคิดโดยรวมของ 911 และช่วยยกระดับสมรรถนะได้อย่างเหนือชั้น”

ระบบ T-Hybrid ที่มีน้ำหนักเบาและทรงพลัง มาพร้อมกับเทอร์โบชาร์จเจอร์ไฟฟ้าที่ได้รับการพัฒนา มีมอเตอร์ไฟฟ้าในตัวซึ่งอยู่ระหว่าง Compressor และ Turbine Wheel  ของระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ซึ่งช่วยเร่งความเร็วรอบของเทอร์โบชาร์จเจอร์ได้ทันที ส่งผลให้ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ มอเตอร์ไฟฟ้าในเทอร์โบชาร์จเจอร์ ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดพลังงานไฟฟ้า ที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 11 กิโลวัตต์ (15 แรงม้า) พลังงานนี้มาจากการดึงเอาไอเสียจากการเผาไหม้        ในส่วนของระบบการทำงานของเทอร์โบชาร์จเจอร์ไฟฟ้าของรุ่นปัจจุบัน ที่มีเพียง 1 ลูก มีศักยภาพทดแทนการทำงานของเทอร์โบชาร์จเจอร์ถึง 2 ลูก ของรุ่นก่อนหน้านี้ ส่งผลให้การส่งกำลังมีความคล่องตัวและตอบสนองได้ดีขึ้น

ชุดระบบส่งกำลังยังรวมไปถึงมอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวรที่ติดตั้งในเกียร์คลัตช์คู่ (PDK) 8 สปีดใหม่ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น แม้จะอยู่ที่ความเร็วรอบที่ต่ำ มอเตอร์นี้ยังช่วยเสริมกำลังและแรงบิดให้กับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์สูงสุด 150 นิวตันเมตร และสามารถเพิ่มกำลังได้สูงสุด 40 กิโลวัตต์ โดยปอร์เช่ (Porsche) เชื่อมต่อมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 2 ตัวมาต่อเข้ากับแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูง ที่มีขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบา ซึ่งมีขนาดและน้ำหนักใกล้เคียงกับแบตเตอรี่สตาร์ทเตอร์ขนาด 12 โวลต์ทั่วไป แต่สามารถเก็บพลังงานได้สูงสุด 1.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง และทำงานที่แรงดันไฟฟ้า 400 โวลต์ นอกจากนี้ยังได้มีการติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนน้ำหนักเบาสำหรับระบบไฟฟ้า 12 โวลต์ภายในรถอีกด้วย

หัวใจสำคัญของระบบขับเคลื่อน T-Hybrid คือ เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 3.6 ลิตร ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ระบบไฟฟ้าแรงสูงนี้ช่วยให้คอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศทำงานด้วยตัวเองโดยใช้ระบบไฟฟ้า ส่งผลให้ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบสายพาน ทำให้เครื่องยนต์มีขนาดกะทัดรัด การปรับเปลี่ยนนี้ทำให้เหลือพื้นที่สำหรับชุด Pulse Inverter และ อุปกรณ์ที่ใช้แปลงแรงดันไฟฟ้าในรูปแบบกระแสตรง (DC-DC converter) นอกจากนี้เครื่องยนต์ยังถูกออกแบบให้มีกระบอกสูบที่ขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 97 มิลลิเมตร และช่วงชักที่เพิ่มขึ้นเป็น 81 มิลลิเมตร ส่งผลให้ปริมาตรกระบอกสูบเพิ่มขึ้น 0.6 ลิตร เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า เครื่องยนต์มีระบบควบคุมเพลาลูกเบี้ยว (VarioCam) ที่จะรักษาอัตราส่วนส่วนผสมที่เหมาะสมของเชื้อเพลิงและอากาศ

แม้ในช่วงที่ไม่ได้รับแรงช่วยเหลือจากระบบไฟฟ้า เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ยังคงสามารถให้พละกำลังถึง 357 กิโลวัตต์ (485 แรงม้า) และแรงบิด 570 นิวตันเมตร พละกำลังรวมของทั้ง 2 ระบบอยู่ที่ 398 กิโลวัตต์ (541 แรงม้า) และแรงบิด 610 นิวตันเมตร ซึ่งมีพละกำลังที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนคือ 45 กิโลวัตต์ (61 แรงม้า) 911 คาร์เรรา จีทีเอส (911 Carrera GTS) ใหม่นี้ ทำความเร็วช่วงจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้สั้นกว่ารุ่นก่อนหน้า ระบบไฮบริดสมรรถนะสูงนี้จะช่วยมอบการขับขี่ที่ทรงพลังคล่องตัว ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รถคันนี้มีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรถยนต์ไฮบริดแบบปลั๊กอิน ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียง 50 กิโลกรัมเท่านั้น เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน

สำหรับ 911 คาร์เรร่า (911 Carrera) ยังคงมาพร้อมกับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ เครื่องยนต์นี้ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมดเช่นกัน โดยได้นำเอาอินเตอร์คูลเลอร์จากรุ่น Turbo มาใช้ ซึ่งตอนนี้ติดตั้งอยู่ใต้ฝากระโปรงหลังเหนือเครื่องยนต์พอดี เทอร์โบชาร์จเจอร์ใน 911 คาร์เรร่า (911 Carrera) รุ่นใหม่นี้ เคยถูกใช้ในรุ่น GTS ในโมเดลก่อนหน้า การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ ทำให้ปอร์เช่ (Porsche) สามารถลดการปล่อยไอเสียและเพิ่มพละกำลังเป็น 290 กิโลวัตต์ (394 แรงม้า) พร้อมแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ในส่วนของ 911 คาร์เรร่า คูเป้ (911 Carrera Coupe) รุ่นใหม่ใช้เวลาเพียง 4.1 วินาที ในการเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. (3.9 วินาที สำหรับรุ่นที่มีแพ็คเกจ Sport Chrono) และมีความเร็วสูงสุดที่ 294 กม./ชม. เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อน ถือว่าเร็วขึ้น 0.1 วินาที และ มีความเร็วสูงสุดเพิ่มขึ้น 1 กม./ชม.

ระบบกันสะเทือนที่ปรับแต่งใหม่และระบบแอกทีฟแอโรไดนามิกส์
ระบบกันสะเทือนของ 911 คาร์เรร่า จีทีเอส (911 Carrera GTS) ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมดเช่นกัน เป็นครั้งแรกที่มาพร้อมกับระบบบังคับเลี้ยวล้อหลังที่ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ที่จะช่วยเพิ่มเสถียรภาพในขณะที่ใช้ความเร็วสูงและลดรัศมีวงเลี้ยว ปอร์เช่ได้รวมระบบควบคุมช่วงล่าง Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC) เข้ากับระบบไฟฟ้าแรงสูงของสมรรถนะไฮบริด ซึ่งช่วยให้สามารถใช้ระบบควบคุมไฟฟ้า-ไฮดรอลิกได้ (electro-hydraulic) ซึ่งทำให้ระบบมีความยืดหยุ่นและแม่นยำยิ่งขึ้น ในส่วนของระบบกันสะเทือนแบบสปอร์ตพร้อมระบบปรับความยืดหยุ่นของโช้คอัพ (PASM) และการลดความสูงห้องโดยสารลง 10 มิลลิเมตร ส่งผลให้การควบคุม GTS มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว 

ล้อแม็กซ์มีให้เลือกทั้งหมด 7 แบบ ขนาด 19/20 นิ้ว หรือ 20/21 นิ้ว สำหรับ 911 รุ่นใหม่ เป็นครั้งแรกที่รุ่น 911 คาร์เรร่า (911 Carrera)  มีล้อดีไซน์พิเศษ ที่เป็นก้านล้อคาร์บอน ช่วยในการลดค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน และเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่รถคันนี้ สำหรับ 911 คาร์เรร่า จีทีเอส (911 Carrera GTS) จะมาพร้อมกับล้อแม็กซ์ขนาด 21 นิ้ว หน้ากว้าง 11.5 นิ้ว และยางหลังขนาด 315/30 ZR 21 เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนยางหน้าขนาด 245/35 ZR 20 บนล้อขนาด 8.5 นิ้ว กว้าง 20 นิ้ว เพื่อให้รองรับกับสมรรถนะที่มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งหน้ายางที่กว้างขึ้นของล้อหลัง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่และการยึดเกาะถนนให้กับ 911 Carrera GTS รุ่นใหม่

ภายนอกโฉบเฉี่ยว สปอร์ตเร้าใจ

ปอร์เช่ (Porsche)  ปรับดีไซน์ภายนอกของ 911 ให้โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น ด้วยการปรับแต่งที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์และสมรรถนะของรถสปอร์ต ทั้งการปรับเปลี่ยนกันชนหน้าใหม่ที่ออกแบบเฉพาะรุ่น นับเป็นครั้งแรกที่ปอร์เช่ (Porsche) ได้รวมฟังก์ชั่นระบบไฟหน้าทั้งหมดเข้ากับไฟหน้าเมทริกซ์ LED มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานของปอร์เช่ 911  พร้อมด้วยกราฟิก 4 จุดอันเป็นเอกลักษณ์ การออกแบบนี้ช่วยให้สามารถตัดระบบไฟหน้ารถออกไป และเพิ่มพื้นที่สำหรับช่องระบายความร้อนขนาดใหญ่ที่ด้านหน้ารถแทนได้

สำหรับ 911 คาร์เรร่า จีทีเอส (911 Carrera GTS) ด้านหน้ารถจะมีช่องระบายความร้อนแบบแอคทีฟที่จัดวางในแนวตั้ง 5 ช่อง ซึ่งมองเห็นได้จากภายนอก และมีช่องลมที่ซ่อนอยู่ในแต่ละด้าน นับเป็นครั้งแรกใน  ปอร์เช่ 911 (Porsche 911) ที่มีการติดตั้งระบบดิฟฟิวเซอร์ด้านหน้าแบบปรับอากาศได้ที่ใต้ท้องรถ ซึ่งทำงานร่วมกับช่องระบายความร้อน ช่องระบายอากาศเหล่านี้จะควบคุมการไหลเวียนของอากาศตามต้องการ เมื่อต้องการกำลังน้อย ช่องระบายอากาศที่ปิดจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ เมื่อต้องการกำลังเครื่องยนต์สูง ตัวอย่างเช่น ในสนามแข่ง ช่องระบายอากาศจะช่วยส่งลมจำนวนมากไปยังหม้อน้ำของรถ ส่วนเซ็นเซอร์สำหรับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ จะถูกติดตั้งอยู่ใต้ป้ายทะเบียน

นอกจากนี้ ปอร์เช่ (Porsche) ยังนำเสนอออฟชั่นไฟหน้าแบบใหม่ พร้อมฟังก์ชั่น HD matrix LED ซึ่งมีหลอดไฟมากกว่า 32,000 จุด เมื่อใช้ไฟสูงสามารถส่องสว่างไปบนถนนได้ไกลกว่า 600 เมตร นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นเสริมสุดล้ำอย่าง ไฟโค้งตามการหักเลี้ยว ที่ขึ้นอยู่กับโหมดการขับขี่, ไฟส่องสว่างช่องทางเดินรถ, ไฟส่องสว่างบริเวณถนนที่กำลังก่อสร้างและช่องทางคอขวด รวมถึงระบบไฟสูงที่แม่นยำและมีความละเอียดถึงระดับพิกเซล

ด้านท้ายของ 911 โดดเด่นด้วย แถบไฟท้ายดีไซน์ใหม่พร้อมส่วนโค้งและโลโก้ “PORSCHE” ซึ่งช่วยให้ด้านท้ายของรถดูลึกและกว้างขึ้น กระจังหลังดีไซน์ใหม่พร้อมครีบฝั่งละ 5 แผ่น เชื่อมต่อกับกระจกหลังสปอยเลอร์แบบพับเก็บได้ ป้ายทะเบียนอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น พร้อมกันชนหลังดีไซน์โฉบเฉี่ยว ระบบท่อไอเสียเฉพาะรุ่นถูกจัดวางอย่างสวยงามผสานเข้ากับครีบดิฟฟิวเซอร์อันโดดเด่น รุ่น 911 คาร์เรร่า (911 Carrera) จะมีระบบไอเสียแบบสปอร์ตเป็นอุปกรณ์เสริม ส่วนรุ่น 911 Carrera GTS จะมีระบบท่อไอเสีย GTS แบบสปอร์ตเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

อุปกรณ์เสริมแอโรคิท เพื่อเสริมสมรรถนะของ 911 คูเป้ จะประกอบไปด้วย กันชนหน้า SportDesign ที่โดดเด่นพร้อมสปอยเลอร์หน้าที่ไม่เหมือนใคร แผงข้างตัวรถที่เข้าชุดกัน และสปอยเลอร์หลังแบบติดตายน้ำหนักเบา ชิ้นส่วนเหล่านี้ช่วยลดแรงยกและเพิ่มแรงยึดเกาะของรถสปอร์ตให้ดียิ่งขึ้น

ห้องโดยสารแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ และระบบเชื่อมต่อสุดล้ำ

สำหรับตัวถังคูเป้ (coupé) ปอร์เช่ (Porsche) ได้ทำการออกแบบภายใน 911 ใหม่ ให้เป็นแบบ 2 ที่นั่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน แต่ยังสามารถเลือกที่นั่งแบบ 2+2 ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ภายในห้องโดยสาร ปอร์เช่ (Porsche)  ผสมผสาน DNA การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ 911 เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ แนวคิด Porsche Driver Experience มุ่งเน้นไปที่ประสบการณ์ของคนขับ การทำงานที่รวดเร็วและใช้งานง่าย ปุ่มควบคุมที่สำคัญได้รับการจัดเรียงไว้โดยตรงบนหรือรอบๆ พวงมาลัย ซึ่งรวมถึงสวิตช์เลือกโหมดการขับขี่ และคันโยกควบคุมการช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ และเป็นครั้งแรกใน 911 ที่มีปุ่มสตาร์ททางด้านขวาของพวงมาลัย ภายในช่องเก็บของคอนโซลกลางของ 911 รุ่นใหม่ ยังมีฟังก์ชั่นการชาร์จแบบไร้สาย พร้อมช่องแอร์ระบายความร้อนสำหรับสมาร์ทโฟน

นับเป็นครั้งแรกที่ 911 มาพร้อมกับแผงหน้าปัดดิจิทัลเต็มรูปแบบ หน้าจอโค้งขนาด 12.6 นิ้ว ถูกออกแบบมาได้อย่างลงตัว ทั้งยังสามารถปรับแต่งได้ โดยมีหน้าจอให้เลือกถึง 7 แบบ รวมถึงหน้าจอ Classic แบบพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากมาตรวัด 5 ช่องทรงกลมอันเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ (Porsche) พร้อมมาตรวัดความเร็วตรงกลาง

ระบบ Porsche Communication Management (PCM) ยังคงทำงานผ่านจอแสดงผลส่วนกลางที่มีความละเอียดสูงด้วยขนาดหน้าจอ 10.9 นิ้ว ความสามารถในการปรับแต่งโหมดการขับขี่และการทำงานของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ได้รับการปรับปรุงอย่างมาก โดย 911 รุ่นที่ได้รับการปรับปรุงนี้จะมีฟีเจอร์การเชื่อมต่อใหม่ๆ อย่าง รหัส QR ช่วยให้การเข้าสู่ระบบ PCM ด้วยรหัส Porsche ID ง่ายขึ้นกว่าเดิม รวมถึง Apple CarPlay® ผสานรวมเข้ากับรถยนต์ได้อย่างล้ำลึกยิ่งขึ้น เมื่อต้องการใช้งาน ระบบจะแสดงข้อมูลบนแผงหน้าปัดและเปิดใช้งานฟังก์ชันต่างๆ ของรถยนต์ได้โดยตรง เชื่อมต่อกับระบบของ Apple® เช่น ผ่านทางระบบสั่งงานด้วยเสียงของ Siri® และเป็นครั้งแรกที่สามารถเลือกรับชมวิดีโอสตรีมมิ่งขณะจอดรถได้ ยิ่งกว่านั้น ยังสามารถใช้แอปพลิเคชัน เช่น Spotify® และ Apple Music® บนจอ PCM ได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน

พร้อมให้สั่งซื้อได้แล้วในราคาตั้งแต่ 11.9 ล้านบาท

911 Carrera รุ่นใหม่ สามารถสั่งซื้อได้แล้วในรูปแบบตัวถัง Coupé และ Cabriolet พร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง รวมถึงรุ่น 911 Carrera GTS มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อและตัวถังแบบ Targa ที่มีเฉพาะระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น ทั้ง 2 รุ่นนี้จะมาพร้อมการติดตั้งระบบ Porsche Doppelkupplung (PDK) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ปอร์เช่ (Porsche) นำเสนอ 911 คาร์เรร่า ใหม่ รุ่นคูเป้ (The new 911 Carrera Coupé) ในราคาเริ่มต้นที่ 11.9 ล้านบาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอุปกรณ์เฉพาะประเทศ ในส่วนของ 911 Carrera GTS Coupé ราคาจะเริ่มต้นที่ 17.4 ล้านบาท และราคาชุดแต่งแอโรคิทเสริมสำหรับ 911 คาร์เรร่า จีทีเอส (911 Carrera GTS) อยู่ที่ 300,000 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอุปกรณ์เฉพาะประเทศ สนใจสั่งซื้อ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการทั้ง 4 แห่ง

“BANGKOK IMPORTED CAR & USED CAR SHOW 2024” งานเดียว!! ที่กล้าการันตี คุณภาพรถยนต์ทุกคัน

0

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ประกาศจัดงาน “บางกอก อิมพอร์ตคาร์ แอนด์ ยูสคาร์ โชว์ 2024 หรือ มหกรรมยานยนต์นำเข้าและรถยนต์มือสอง ครั้งที่ 15 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “งานเดียวที่กล้าการันตี คุณภาพรถยนต์ ทุกคันที่ออกจากงานฯ”พร้อมจับมือร่วมกับ กรุงศรี ออโต้ , สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว , สยามอินเตอร์การประมูล และ NEW GARAGE Platform สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจยานยนต์ เพื่อเสริมสร้างมาตรฐานธุรกิจซื้อ-ขายรถยนต์ใช้แล้ว และ รถยนต์นำเข้า สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค การันตีรถยนต์ในงานทุกคัน โปรโมชั่นและข้อเสนอสุดเร้าใจสำหรับลูกค้าในงาน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 กรกฎาคม 2567 เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 11-12 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ กรรมการบริหาร / ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ สายกิจกรรมพิเศษ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานจัดงาน Bangkok Imported Car & Used Car Show 2024 หรือ มหกรรมยานยนต์นำเข้าและรถยนต์มือสอง ครั้งที่ 15 เปิดเผย ถึงความตั้งใจสำหรับการจัดงานฯ ในครั้งนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผลักดันยอดขายให้ตลาดรถยนต์มือสอง และ รถยนต์นำเข้า “ผมเชื่อว่า ยังคงมี ผู้บริโภคที่ยังมีความต้องการใช้งานรถยนต์มือสอง รถยนต์นำเข้า และ เจ็ทสกี ซึ่งผู้บริโภคกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่มีความต้องการเฉพาะตัว บางคนแสวงหารถยนต์ที่มีความแตกต่าง หาซื้อได้ยาก ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มที่มีความต้องการไม่น้อยเช่นเดียวกัน รวมถึง รถยนต์นำเข้าที่รุ่นพิเศษกว่าที่มีในตลาด และ ในฐานะผู้บุกเบิกการจัดงานแสดงรถยนต์ในประเทศไทย ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นให้ธุรกิจยานยนต์รถมือสองในประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติ และกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง”

การจัดงาน บางกอก อิมพอร์ต คาร์ แอนด์ ยูสคาร์ โชว์ 2024 ยังคงได้รับความไว้วางใจจากทั้งบริษัทรถยนต์ชั้นนำ ผู้ประกอบการธุรกิจรถยนต์มือสอง ผู้ประกอบการรถยนต์นำเข้า สยามอินเตอร์การประมูล และ NEW GARAGE เข้าร่วมสนับสนุนให้เกิดการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันผนึกกำลัง ฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจ สร้างมาตรฐาน การันตีคุณภาพรถทุกคันจากผู้จำหน่าย การจัดแคมเปญโปรโมชั่นที่มากกว่า หรือเทียบเท่ากับรถรุ่นใหม่ พร้อมด้วยแคมเปญพิเศษ อนุมัติทันใจ จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ด้วยมาตรฐานการจัดงานที่มีความเป็นสากล

การจัดงาน บางกอก อิมพอร์ตคาร์ แอนด์ ยูสคาร์โชว์ 2024 หรือ มหกรรมยานยนต์นำเข้าและรถยนต์มือสอง ครั้งที่ 15 มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “งานเดียว!! ที่กล้าการันตี คุณภาพรถยนต์ทุกคันที่ออกจากงานฯ” ในฐานะผู้จัดงานรถยนต์มือสอง มาเป็นระยะเวลา 14 ปี โดยจัดครั้งแรกในปี 2552 สิ่งที่เรายึดมั่นมาตรฐานทุกครั้งของการจัดงานฯ คือ รถยนต์ทุกคันที่มีการซื้อขายภายในงาน ต้องได้คุณภาพ ตรงตามที่ผู้จัดกำหนด และมีการลงนามข้อตกลงร่วมกันทุกครั้งของการจัดงานฯ มั่นใจได้ว่า “งานนี้…ไม่มีย้อมแมวแน่นอน”

“เราต้องการตอกย้ำให้เห็นถึงคุณภาพของการจัดงาน จนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมายาวนาน ด้วยการร่วมกันสร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าที่เข้ามาซื้อรถภายในงาน ผ่านความร่วมมือกับทาง “สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว” และ ผู้จำหน่ายรถยนต์มือสองทุกบริษัท ลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) เพื่อการันตีและรับประกันคุณภาพรถยนต์ที่ถูกนำมาจำหน่ายภายในงาน”

ภายในงานนอกจากโปรโมชั่นพิเศษ จากแบรนด์รถยนต์ และผู้ประกอบการที่เข้าร่วมออกงานแล้ว เรายังคงเป็น “ONE STOP SHOPPING ครบจบในที่เดียว” ด้วยการจับมือกับพันธมิตร อย่างกรุงศรี ออโต้ ผู้ให้บริการสินเชื่อชั้นนำของประเทศไทย ที่เข้าร่วมสนับสนุนหลักในการจัดงานมาอย่างยาวนาน พร้อมร่วมออกบูธ และนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษ จากบริการ กรุงศรี ยูส คาร์ รู้ผลอนุมัติไวภายใน 30 นาที ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ พร้อมข้อเสนอผ่อนสบายสูงสุดนาน 84 เดือน และของสมนาคุณมากมาย เฉพาะลูกค้าที่ทำสัญญาภายในงาน เท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์มือสองได้ง่ายขึ้น

งานบางกอก อิมพอร์ตคาร์ แอนด์ ยูสคาร์ โชว์ 2024 หรือ มหกรรมยานยนต์นำเข้าและรถยนต์มือสอง ครั้งที่ 15 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “งานเดียว!! ที่กล้าการันตี คุณภาพรถยนต์ทุกคันที่ออกจากงาน” ระหว่างวันที่ 10-14 กรกฎาคม 2567 เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 11-12 อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีผู้ประกอบการจำหน่ายรถยนต์มือสอง ผู้ประกอบการรถยนต์นำเข้า, สยามอินเตอร์การประมูล, NEW GARAGE Platform แบรนด์รถยนต์ TOYOTA, BMW, MINI, MILLENIUM AUTO, MASTER CERTIFIED USED CAR, RENAZZO MOTORS, FERRARI CERTIFIED, ETON, A.G.CARS, TNP, BTR TECHNOLOGY, LAMINA, กรุงศรี ออโต้, พร้อมผู้ประกอบการธุรกิจรถยนต์นำเข้า และรถยนต์มือสอง อีกหลายบริษัท นอกจากโซนจัดแสดงรถยนต์แล้ว ภายในงาน ยังมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ อุปกรณ์กอล์ฟ อุปกรณ์กีฬาราคาพิเศษ ของเล่น ของสะสม ART TOY สินค้าแบรนด์เนมมือสอง ของเหล่า Celebrity

ผู้เข้าชมงานทุกท่านที่เข้ามาภายในงาน เพียงลงทะเบียน ลุ้นรับ ART TOY และของรางวัลอีกมากมาย ในทุก 2 ชั่วโมง ทุกวันของการจัดงาน โดยมีเงื่อนไขต้องอยู่ภายในงาน เท่านั้น สำหรับผู้จองรถยนต์ภายในงาน มีสิทธิ์ชิงรางวัล MEGA SPACE MOLLY Garfield 400% จำนวน 2 รางวัล ช่วงเวลาการจัดงาน จัดในระยะเวลาเดียวกับงานสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ อาทิ งานกาแฟ เครื่องดื่ม เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้การจัดงาน ตั้งแต่ Hall 5 – 12 อิมแพค เมืองทอง ธานี เปิดเชื่อมถึงกันเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เข้าชมงานได้สะดวกมากขึ้น

บางกอก อิมพอร์ตคาร์ แอนด์ ยูสคาร์ โชว์ 2024
วันที่ 10 – 14 กรกฎาคม 2567 เอ็กซ์ซิบิชั่น ออลล์ 11-12 อิมแพคเมืองทองธานี
Press /Opening day
10 กรกฎาคม 2567 เวลา 10:00 – 11:00 น.

Public day
10 กรกฎาคม 2567 เวลา 11:00 – 22:00 น.
11 -13 กรกฎาคม 2567 เวลา 10:00 -22:00 น.
14 กรกฎาคม 2567 เวลา 10:00 -21:30 น.

สถานที่
Exhibition Hall 11-12, อิมแพค เมืองทอง ธานี

ความหลากหลายที่สร้างพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนการสร้างนวัตกรรมยานยนต์ของ NISSAN

0
นิสสัน 1

วิศวกรของ นิสสัน ได้ท้าทายแนวความคิดของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีผู้ชายเป็นหลัก โดยใช้ประโยชน์จากความหลากหลายเพื่อสร้างรถยนต์ที่ได้รับการยกย่องในด้านนวัตกรรม ความปลอดภัย และการออกแบบที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

นิสสัน 2

ท่ามกลางพื้นที่การทำงานของ นิสสัน มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิก เสียงฮัมเพลงพร้อมบทสนทนา และเสียงเคาะคีย์บอร์ดเป็นจังหวะ พื้นที่อันกว้างขวางผสมผสานกับพื้นที่ทำงานแบบเปิดโล่งที่เข้ากับห้องเล็กๆ แบบดั้งเดิม เป็นที่ทำงานของพนักงานหลายร้อยคนที่จ้องมองหน้าจอของคอมพิวเตอร์ ในขณะที่จ้องไปยังส่วนต่างๆ ของ ไฟล์งาน เอกสาร และการวิเคราะห์โมเดล 3 มิติที่ซับซ้อน ในห้องประชุมเล็กๆ เมื่อมองผ่านกระจก มีทีมที่นั่งรวมตัวกันล้อมรอบตารางบนหน้าจอทีวี การสนทนาแบบเคลื่อนไหวของพวกเขา สะท้อนออกมาจากผนัง

ทีมวิศวกรรมการตกแต่งภายนอก จากแผนกวิจัยและพัฒนา ซึ่งเป็นขุมพลังแห่งนวัตกรรมของนิสสัน ตั้งอยู่ในมุมที่มีแสงแดดส่องถึง หนึ่งในนั้นคือ พรรณทิพา ทองขาว หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บิว” แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกของเธอจะดูไม่ค่อยเข้ากับชุดแจ็กเก็ตยี่ห้อนิสสัน และกางเกงทรงสแล็กสีดำ แต่บิวก็แสดงบทบาทต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม ทั้งในฐานะของวิศวกร และผู้บริหารระดับกลาง เธอได้แบ่งปันเรื่องราวการเดินทางของเธอ และความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนดำเนินการโดยผู้ชาย เธอและเพื่อนร่วมงานใช้ความหลากหลายในงานของการออกแบบ และการพัฒนารถยนต์ที่ตอบสนองความต้องการ และความคาดหวังของผู้บริโภคในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่มากกว่าแค่การมองเห็น

บิว เข้าสู่วงการอุตสาหกรรมยานยนต์เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ปัจจุบันเป็นผู้นำทีม Exterior Trim Engineering รับผิดชอบการออกแบบ และพัฒนาชิ้นส่วนภายนอกต่างๆ ของรถยนต์ เช่น กระจังหน้า วัสดุตกแต่งฝากระโปรง กันชนหน้าหลัง และอุปกรณ์ตกแต่งภายนอกอื่นๆ ทั้งนี้การพัฒนารถยนต์มีกระบวนการที่ซับซ้อนมากมาย เกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนหลายพันชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นต้องได้รับการออกแบบ และทดสอบอย่างพิถีพิถัน

นิสสัน 4

สำหรับวิศวกรที่ดูแลการตกแต่งภายนอกเหมือนบิว งานของพวกเขามีมากกว่าเพียงแค่ความสวยงาม แต่เป็นการผสมผสานระหว่างรูปแบบ และฟังก์ชันการใช้งานที่เกินกว่าที่ตาจะมองเห็น
“การออกแบบชิ้นส่วนภายนอกมีการผสมผสานมากกว่าเพียงแค่ความสวยงาม ปัจจัยต่างๆ เช่น ประสิทธิภาพการขับขี่ และการปฏิบัติตามมาตรฐาน และกฎระเบียบของประเทศที่จะส่งออกไปก็มีความสำคัญเช่นกัน” บิวอธิบาย “ความปลอดภัยก็เป็นอีกหนึ่งข้อพิจารณาที่สำคัญ เมื่อออกแบบชิ้นส่วนต่างๆ เช่น กันชนหน้า เราต้องพิจารณาความต้านทานแรงกระแทก และไดนามิกที่เกิดจากการชนบริเวณกันชน ตลอดจนตรวจสอบให้แน่ใจว่าชิ้นส่วนต่างๆ มีพื้นผิวที่เรียบ และไม่มีขอบแหลมคมที่อาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ขับขี่ได้” บิวเสริม

ศาสตร์และศิลป์ของการออกแบบ
รถยนต์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองเทรนด์ และความต้องการของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมบิวจึงติดตามเทรนด์ของยานยนต์ และข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด ในระหว่างการเดินทาง เธอสังเกตยานพาหนะบนท้องถนนอย่างละเอียด โดยคำนึงถึงสไตล์ และตัวเลือกต่างๆ ของรถยนต์รุ่นต่างๆ
“ในขณะที่เดินทาง บิวได้ดูรถที่คนในประเทศหรือภูมิภาคต่างๆ ขับกัน สีหรือรุ่นไหนที่ได้รับความนิยม มันใช้วัสดุที่ให้ความสปอร์ต หรือเป็นโครเมียม หรือเป็นสีดำ” เธอกล่าว “ตัวอย่างเช่น ในประเทศไทย ความชอบด้านสไตล์ในแต่ละเซ็กเมนต์ค่อนข้างสอดคล้องกัน กลุ่มประชากรอายุน้อยมักชื่นชอบรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่าง นิสสัน อัลเมร่า ซึ่งบางครั้งก็ปรับแต่งรูปลักษณ์ภายนอกเพื่อให้ดูสปอร์ตยิ่งขึ้นหรือเป็นสีดำ”

นิสสัน 7

ข้อมูลเชิงลึกดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญในงานของบิว ที่ช่วยชี้แนะเธอในการพัฒนา และปรับปรุงการออกแบบรถยนต์ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พวกเขาได้สร้างสรรค์รถยนต์รุ่นต่างๆ ที่เห็นบนท้องถนนในปัจจุบัน เข้าถึงลูกค้านิสสันหลายล้านคน รวมถึงผลงานชิ้นเอกล่าสุดของบิว คือ การสร้างสรรค์ นิสสัน นาวารา แบล็ค อิดิชั่น

โดยปกติแล้ว ขั้นตอนการพัฒนาแนวคิดจะนำโดยสำนักงานใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อมาถึงประเทศไทย ก็ใกล้จะเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการพัฒนาแล้ว ซึ่งตามหลักแล้วเกี่ยวข้องกับการผลิตชิ้นส่วนจริงและการนำไปใช้ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่นิสสันขยายธุรกิจในประเทศไทย บิวและทีมงานของเธอจึงรับหน้าที่พัฒนาแนวคิด แบล็ค อิดิชั่น การได้เห็นแนวคิดของเธอกลายเป็นจริงบนท้องถนนถือเป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจ โดยเน้นย้ำถึงความหลงใหล และการมีส่วนร่วมทางนวัตกรรมที่มีต่อกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของนิสสัน
เร่งสร้างนวัตกรรมผ่านการบูรณาการความหลากหลายของทีมงาน

ภายใต้การเป็นผู้นำของบิว ทีมวิศวกรรมตกแต่งภายนอกเป็นตัวแทนของการผสมผสานระหว่าง เพศ สัญชาติ อายุ และประสบการณ์ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนิสสันในการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายเพื่อนวัตกรรม แม้ว่าการทำงานในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายเช่นนี้จะนำมาซึ่งความท้าทาย บิวเล่าว่าเมื่อเราเอาชนะได้แล้ว เราจะได้รับสิ่งดีๆ อีกมากมาย

“ด้วยสมาชิกในทีมที่มาจากภูมิหลัง เพศ และประสบการณ์ที่หลากหลาย ทุกคนจึงมีมุมมองที่ไม่เหมือนกัน บางครั้งมุมมองที่แตกต่างกันก็เหล่านี้อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง หรืออคติโดยไม่รู้ตัว โดยอาจเกิดขึ้นจากภูมิหลัง หรือความเชื่อ” บิวกล่าว “การรับฟังมุมมองของพวกเขาอย่างกระตือรือร้น ถามคำถาม มีส่วนร่วมในการสนทนานอกเวลางานบ้าง และเชื่อมต่อกับพวกเขาในฐานะปัจเจกบุคคลเป็นสิ่งที่สำคัญ”

นิสสัน 11

ที่นิสสัน วัฒนธรรมของความหลากหลาย และการไม่แบ่งแยกสะท้อนให้เห็นจากจำนวนผู้ที่ดำรงตำแหน่งระดับผู้นำทั่วอาเซียน โดยมีทั้งผู้จัดการ และผู้บริหารระดับสูงหลายร้อยคนที่เป็นสุภาพสตรี สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของบริษัทในการส่งเสริม และสร้างสถานที่ทำงานที่ไม่แบ่งแยก ทุกคนมีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จ และความหลากหลายไม่ได้เป็นเพียงแค่คำศัพท์ทั่วไป นิสสันยังมุ่งมั่นที่จะยกระดับด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการไม่แบ่งแยก โดยมุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งพนักงานทุกคนสามารถเติบโตและเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุดของเค้าเหล่านั้นได้

เราทุกคนทำได้
ในโลกของวิศวกรรมยานยนต์ มีความคล้ายกับสิ่งที่บิวชี้ให้เห็น เส้นทางสู่ความหลากหลายทางเพศยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ในสาขาที่ผู้ชายยังคงมีอิทธิพลในแบบดั้งเดิม เช่น ด้านเทคโนโลยี และด้านยานยนต์ การบรรลุความเท่าเทียมทางเพศถือเป็นเส้นทางที่ท้าทาย ความแตกต่างนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมเหล่านี้เพียงอย่างเดียว ในหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน ผู้หญิงยังคงมีบทบาทด้านการบริหารจัดการไม่มากนัก โดยมีผู้ชายซึ่งดำรงตำแหน่งดังกล่าวในสัดส่วนที่สูงกว่า

“บิวได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นในสาขาวิศวกรรมตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพนี้เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ก่อนหน้านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกที่บุคคลจะถูกส่งเสริมเพื่อรับการเลื่อนตำแหน่ง หรือโอกาสในการพัฒนาเนื่องจากอคติทางเพศ ตอนนี้เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นผู้หญิงมีบทบาทเป็นผู้นำเพิ่มมากขึ้นในภาคส่วนที่ครั้งหนึ่งเคยครองสัดส่วนโดยผู้ชาย” เธอกล่าว “อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความก้าวหน้าเช่นนี้ แต่ทัศนคติแบบเหมารวม และอคติยังมีอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมความหลากหลาย และการไม่แบ่งแยกในสถานที่ทำงานของเราต่อไป และมุ่งมั่นที่จะเป็นตัวแทนของผู้หญิงในตำแหน่งผู้นำให้มากขึ้น”

เมื่อถูกถามถึงวิธีส่งเสริมให้มีตัวแทนผู้หญิงในสาขาต่างๆ เช่น เทคโนโลยีและวิศวกรรมมากขึ้น เธอตอบอย่างชัดเจนว่า “เราต้องแน่ใจว่าไม่มีอุปสรรคในการเข้าสู่อุตสาหกรรมต่างๆ ตัวอย่างเช่น การใช้ภาษาที่เป็นกลางทางเพศในคำบรรยายลักษณะงาน สำหรับบทบาทหน้าที่ที่มักจะจ้างแต่ผู้ชาย สิ่งนี้สามารถขยายขอบเขตการค้นหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมได้ไม่ว่าจะเพศใด”

ในขณะที่เราเฉลิมฉลองวันสตรีสากลในงานวิศวกรรม เราได้ให้ความสำคัญกับบุคคลที่เป็นเหมือนบิว ซึ่งการเดินทางของเธอเป็นแรงบันดาลใจ และปูทางให้วิศวกรหญิงรุ่นต่อไปให้กล้าฝัน และกล้าที่จะเป็นผู้นำ

“หลังจากทำงานด้านวิศวกรรมมา บิวรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่ผู้หญิงทำไม่ได้ วิศวกรรมไม่มีขอบเขตทางเพศ ใครๆ ก็สามารถประกอบอาชีพนี้ได้ไม่ว่าจะเพศใดก็ตาม” บิวกล่าว

 

“อีซูซุ” เปิดตัวรถบรรทุก ใหม่! “ISUZU KING OF TRUCKS EURO 5 MAX” พร้อมเสริมทัพ ใหม่! FRR 190 MAX TORQUE ตอกย้ำเจ้าแห่งรถเพื่อการพาณิชย์ตัวจริง ด้วยยอดขายสูงสุดอันดับ 1 เป็นเวลา 24 ปีซ้อน

0
อีซูซุ Pic Open

อีซูซุรุกตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ครึ่งปีหลัง แนะนำรถบรรทุกรุ่นใหม่ “ISUZU KING OF TRUCKS EURO 5 MAX…ขีดสุดทุกมิติขนส่ง” มาตรฐานไอเสียยูโร 5 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตอบสนองนโยบายรัฐบาล โดยไม่ต้องเติมน้ำยาบำบัดไอเสีย เช่น AdBlue® หรือน้ำยาอื่นๆ ตลอดการใช้งาน แต่ยังคงให้ประสิทธิภาพดีเยี่ยมทั้งด้านสมรรถนะและการประหยัดน้ำมันที่เหนือชั้น และสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นแก่ผู้ใช้รถ พร้อมเสริมทัพเพิ่มความแข็งแกร่ง เปิดตัวรุ่นใหม่! “FRR 190 MAX TORQUE” เครื่องยนต์ 190 แรงม้า คู่หูคันแกร่งธุรกิจขนส่ง ตอบโจทย์งานลุย พร้อมยกระดับทุกมิติขนส่งให้กับผู้ประกอบการ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์ด้วยยอดขายสูงสุดอันดับ 1 เป็นเวลา 24 ปีซ้อน พร้อมสนับสนุนธุรกิจอย่างครบวงจรตลอดวัฏจักรการใช้งานสู่เป้าหมายความสำเร็จอันยิ่งใหญ่

อีซูซุ 2

กลุ่มตรีเพชร โดย มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “แม้ตลาดรถยนต์เมืองไทยในปีนี้จะชะลอตัว แต่ส่วนแบ่งตลาดรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ของอีซูซุใน 5 เดือนแรกนั้น สูงกว่า 60% โดยสามารถครองความเป็นผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ได้อย่างต่อเนื่อง ในครึ่งปีหลังนี้ อีซูซุพร้อมรุกตลาดด้วยการส่งรถบรรทุกรุ่นใหม่ “ISUZU KING OF TRUCKS EURO 5 MAX…ขีดสุดทุกมิติขนส่ง” มาตรฐานไอเสียยูโร 5 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตอบสนองนโยบายรัฐบาล ด้วยการใช้เทคโนโลยี DOC (Diesel Oxidation Catalyst) ในรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ทุกรุ่น และระบบ DPD (Diesel Particulate Diffuser) เฉพาะในรถบรรทุกขนาดกลางรุ่น FRR แรงม้าสูง โดยทั้ง 2 ระบบนั้น ไม่ต้องเติมน้ำยาบำบัดไอเสีย เช่น AdBlue® หรือน้ำยาอื่นๆ ตลอดการใช้งาน จึงทำให้รถบรรทุก “ISUZU KING OF TRUCKS EURO5 MAX” ทุกรุ่น ยังคงสมรรถนะที่ดีเยี่ยม ไม่กระทบการใช้งานรถประจำวัน และ ไม่เพิ่มต้นทุนการดำเนินงานให้กับผู้ประกอบการขนส่ง…อีกทั้งยังเปิดตัวรถรุ่นใหม่! “FRR 190 MAX TORQUE” เครื่องยนต์ 190 แรงม้า เข้ามาเสริมไลน์อัพ เจาะกลุ่มผู้ใช้รถบรรทุก 6 ล้อขนาดกลาง ตอบโจทย์ธุรกิจขนส่งและงานลุยที่สมบุกสมบัน โดยให้แรงบิดสูง กำลังรอบต่อเนื่องแบบ Flat Torque และอัตราเร่งดี โดยมีอัตราทดเฟืองท้ายสูงถึง 6.143 ช่วยออกตัวและปีนไต่ได้อย่างดีเยี่ยม…นอกจากนี้ในรถบรรทุกสิบล้อเพลาเดียวรุ่น “FVM” เครื่องยนต์ 240 แรงม้า ยังได้รับการอัปเกรดระบบส่งกำลัง ใหม่! เกียร์ EATON รุ่น ES9306A แบบ 6 เกียร์เดินหน้า ซึ่งมาพร้อมระบบเกียร์แบบซิงโครเมซ ตั้งแต่เกียร์ 1-6 เข้าเกียร์ง่าย เกียร์สุดท้ายแบบไดเร็คไดร์ฟ แข็งแกร่ง ทนทาน ให้กำลังฉุดลากดีเยี่ยม…อีซูซุมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าด้วยประสบการณ์อันยาวนานและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซล ที่การันตีด้วยยอดขายมากกว่า 30 ล้านเครื่องทั่วโลก และยอดขายรถบรรทุกสูงสุดอันดับ 1 ของเมืองไทย เป็นระยะเวลา 24 ปีซ้อน จะทำให้รถบรรทุก “ISUZU KING OF TRUCKS EURO 5 MAX” เป็นรถที่ตอบโจทย์ธุรกิจขนส่งยุคใหม่ได้อย่างครบวงจร ภายใต้แนวคิด ISUZU Life Cycle Solutions “ลดต้นทุน เพิ่มกำไร ตลอดการใช้งาน”

อีซูซุ 3

อีซูซุ 5

อีซูซุ 7

นอกจากความเหนือชั้นของรถบรรทุก “ISUZU KING OF TRUCKS EURO 5 MAX” แล้ว อีซูซุยังมอบความเชี่ยวชาญด้านโซลูชั่นส์ ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ที่สนับสนุนลูกค้าตลอดการใช้งานอย่างครบวงจร กับ “ISUZU Life Cycle Solutions” ที่พร้อมเคียงคู่ผู้ประกอบการ เพื่อให้ได้รถบรรทุกที่คุ้มค่า ตอบโจทย์การใช้งาน เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจลูกค้าในการให้คำแนะนำด้วยหลักสูตรอบรมต่างๆ ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานงานขนส่ง เพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยและประหยัดน้ำมัน พร้อม “TELETEC” เทคโนโลยี GPS อัจฉริยะเพื่อโลจิสติกส์ยุคใหม่ ที่จะเข้ามาช่วยให้ผู้ประกอบการวิเคราะห์ วางแผนในการลดต้นทุนได้อย่างดีเยี่ยม ตลอดจนด้านบริการหลังการขาย หมดกังวลทุกปัญหาการซ่อมบํารุง โดยทีมงานมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญ พร้อมอุปกรณ์ที่ทันสมัยด้านบริการหลังการขาย และอะไหล่ในราคาประหยัด ให้ผู้ประกอบการใช้รถได้อย่างมั่นใจ…ลดต้นทุน เพิ่มกำไร ตลอดการใช้งาน

อีซูซุ 8

อีซูซุ 9

รถบรรทุกอีซูซุ ใหม่! “ISUZU KING OF TRUCKS EURO 5 MAX…ขีดสุดทุกมิติขนส่ง” พร้อมจำหน่ายแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com และ Facebook: ISUZU TRUCKS THAILAND

 

“ฮอนด้า” อัปลุคสปอร์ต.ให้กับทัพยนตรกรรมด้วยชุดแต่ง MUGEN และ MODULO ในงาน Bangkok Auto Salon 2024

0
Honda 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จัดแสดงรถยนต์หลากหลายรุ่นในงาน Bangkok Auto Salon 2024 นำโดย ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ที่มาพร้อมล้ออัลลอย MUGEN และชุดแต่งพิเศษเพื่ออัปลุคสปอร์ตพรีเมียมยิ่งขึ้น และฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี เพิ่มความสปอร์ตเต็มพิกัดด้วยชุดแต่ง MUGEN รอบคัน เสริมด้วยรถสปอร์ตไอคอนิก ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์ ที่ได้นำมาจัดแสดง โดยพร้อมเปิดรับจองสิทธิ์ที่งานและผ่านเว็บไซต์ฮอนด้า พร้อมด้วยรถยนต์ที่ตกแต่งด้วยชุดแต่งโมดูโล (Modulo) รอบคัน เพื่อเป็นไอเดียการแต่งที่สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งาน รวมถึงเอาใจแฟนมอเตอร์สปอร์ตด้วยโปรดักชันคาร์ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก จากศึกรถยนต์ทางเรียบรายการ Honda One Make Race 2024 ตอกย้ำแบรนด์ที่เปี่ยมด้วย DNA ความสปอร์ต อีกทั้งรถยนต์รุ่นยอดนิยมอื่น ๆ อาทิ ซิตี้, ซิตี้ แฮทช์แบ็ก และ ซีอาร์-วี ณ บูทฮอนด้า (A2) อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 26 – 30 มิถุนายน 2567 โดยจัดเต็มข้อเสนอสุดพิเศษ* อาทิ ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0% ฟรีประกันภัย 1 ปี หรือ ดับเบิ้ล สไมล์ พลัส ดาวน์น้อยหรือผ่อนต่อเดือนน้อย เป็นต้น สำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่นทั้งภายในงานฯ และที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

Honda 2

ไฮไลต์ของบูทฮอนด้า ในงาน Bangkok Auto Salon 2024 ประกอบด้วย
เอาใจแฟนฮอนด้าสายสปอร์ต กับรถยนต์ที่ได้รับการตกแต่งด้วยหลากหลายไอเท็ม รวมถึงชุดแต่งจากสำนักแต่งรถชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น MUGEN ได้แก่

Honda 3

ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ (รุ่น e:HEV E) มาพร้อมไฮไลต์ล้ออัลลอย MUGEN รุ่น MDC ขนาด 19×8.5 +45 สี Flat Black Mirror สไตล์ทูโทน และตกแต่งรอบคันด้วยชุดแต่งพิเศษเพื่อโชว์ไอเดียอัปลุคความสปอร์ตพรีเมียมให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ตัวถังภายนอกมาพร้อมสติกเกอร์หุ้มรถสีเทาเงินเมทัลลิกแบบด้าน และหลังคาสติกเกอร์ตกแต่งหลังคาสีดำแบบด้าน พร้อมด้วยสเกิร์ตรอบคัน สีเดียวกับตัวรถ ได้แก่ สเกิร์ตหน้า สเกิร์ตข้าง และสเกิร์ตหลัง ปลายท่อไอเสียคู่แบบสปอร์ต ยาง MICHELIN Pilot Sport 5 ขนาด 235/40/R19 พร้อมเปลี่ยนชุดแดมเปอร์ (Damper) ที่ลงตัวกับลุคสปอร์ตเท่ของพรีเมียมแฟลกชิปซีดาน (ตกแต่งเพื่อการจัดแสดง ไม่มีการจำหน่าย)

ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี (รุ่น e:HEV EL) กับชุดแต่ง MUGEN รอบคัน ยกระดับความแกร่งสไตล์สปอร์ตในแนวคิด ‘Sporty Energize with Aggressive Styling’ จัดเต็มรอบคันทั้งภายนอกและภายใน ผสานความไดนามิกและสปอร์ตแกร่งไว้อย่างลงตัว อาทิ ล้อ MUGEN รุ่น MF10 ขนาด 17×7.5 +52 สี Bronze Anodize ยาง Yokohama ADVAN NEOVA AD09 ขนาด 234/45/R17 สเกิร์ตรอบคัน ชุดตกแต่งกันชนหลัง ชุดตกแต่งกระจังหน้า-ไฟหน้า ด้านท้าย ดึงดูดสายตาด้วยสปอยเลอร์หลัง (แบบ Wing) และ
สปอยเลอร์หลังแบบคาดเอว (Tailgate) ปลายท่อไอเสียทรงสปอร์ต ภายในมาพร้อมพรมปูพื้นห้องโดยสารและห้องบรรทุกสัมภาระในสีแดงสไตล์สปอร์ต ชุดหุ้มเบาะหนังที่เพิ่มความเท่ด้วยโทนสีสีดำสปอร์ตเดินด้ายสีแดง และปักลายแถบสี SHINDEN GO อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมโลโก้ MUGEN บนพนักพิงศีรษะ (ตกแต่งเพื่อการจัดแสดง ไม่มีการจำหน่าย)

Honda 4

สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความท้าทายกับ ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์ (Civic Type R) ที่สุดแห่งยนตรกรรมสปอร์ตระดับตำนาน ที่นำมาจัดแสดงภายในงาน พร้อมเปิดรับจองสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของ ทั้งในงานและผ่านทาง www.honda.co.th/civictyper โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตเฉพาะตัวทั้งภายนอกและภายใน มอบการขับขี่ที่สนุก แรง เร้าใจสไตล์สปอร์ต กับขุมพลังเครื่องยนต์ Direct Injection DOHC VTEC TURBO ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว มอบกำลังสูงสุด 320 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร ที่ทำงานร่วมกับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING และเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่อันล้ำสมัยอื่น ๆ โดยมีสีภายนอกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโซนิค (มุก) สีแดงแรลลี่ สีขาวแชมเปียนชิป และสีน้ำเงินเรซซิง (มุก) ด้วยราคาจำหน่าย 3,990,000 บาท

Honda 7

พร้อมด้วยรถยนต์รุ่นยอดนิยม และรถยนต์ที่ตกแต่งด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) ที่ตอบโจทย์การแต่งตามใจในสไตล์คุณ นำโดย

ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตเรียบหรู ทรงพลังทุกการขับขี่ด้วยระบบขับเคลื่อน Full Hybrid e:HEV ที่ผสานพลังขับเคลื่อนหลักจากมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง 2 ตัวในระบบเกียร์ E-CVT ที่มอบแรงบิดสูงสุด 335 นิวตัน-เมตร และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร Direct Injection Atkinson-Cycle DOHC ตอบสนองทุกอัตราเร่งได้ดั่งใจ ประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมสูงถึง 25 กม./ลิตร มอบประสบการณ์ขับขี่ที่ลงตัว เพื่ออิสระของการเดินทางที่ไปได้ไกลและไร้กังวลในทุกเส้นทาง มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ในทุกรุ่นย่อย อีกทั้งหลากหลายเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกอันล้ำสมัยและเทคโนโลยีการขับขี่อื่น ๆ
ที่ครบครัน ด้วยราคาเริ่มต้น 1,529,000 บาท

ยกระดับความสปอร์ตพรีเมียมอีกขั้นด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) ในแนวคิด ‘The Premium Sedan’ ที่มาพร้อม Aero Sport Package ราคา 39,500 บาท (สำหรับรุ่น e:HEV E และ e:HEV EL) ประกอบด้วยสเกิร์ตหน้า สเกิร์ตหลัง สเกิร์ตข้าง และสปอยเลอร์หลังแบบสปอร์ต

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ดีไซน์สปอร์ตโดดเด่น แข็งแกร่งในทุกมิติ มาพร้อม 2 ขุมพลังการขับเคลื่อนให้เลือก ทั้งระบบ Full Hybrid e:HEV ผสานการทำงานอันทรงพลังของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวกับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร และขุมพลังเทอร์โบ เครื่องยนต์เบนซิน VTEC TURBO ขนาด 1.5 ลิตร มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังและอัตราประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย รองรับทุกไลฟ์สไตล์กับเบาะโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง มั่นใจทุกเส้นทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ในทุกรุ่นย่อย ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีอันล้ำสมัย
ที่หลากหลาย ด้วยราคาเริ่มต้น 1,419,000 บาท

เสริมความสปอร์ตพรีเมียมในสไตล์ SUV อีกขั้นด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) ในแนวคิด ‘Vibrant SUV’ กับ Premium Sport Package ราคา 43,500 บาท (สำหรับรุ่น EL 4WD) ประกอบด้วยกันชนหน้าแบบสปอร์ต ชุดตกแต่งกันชนด้านหลัง คิ้วตกแต่งกระจังหน้าแบบโครเมียม บันไดข้าง และชุดตกแต่งฝาท้ายคิ้วโครเมียม

ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ดีไซน์สปอร์ตปราดเปรียว มาพร้อม 2 ขุมพลังการขับเคลื่อน ทั้งระบบ Full Hybrid e:HEV ที่ผสานการทำงานร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวกับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยเกียร์ E-CVT และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ให้แรงบิดมอเตอร์สูงสุด 253 นิวตัน-เมตร และประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม 27.8 กม./ลิตร และขุมพลัง VTEC TURBO 1.0 ลิตร ขับสนุกทุกอัตราเร่ง ภายในกว้างขวาง มาพร้อมเบาะนั่งอัลตราซีท (ULTR) อันเป็นเอกลักษณ์ที่สามารถปรับพับได้เรียบ และปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยได้หลากหลาย มั่นใจทุกการเดินทางกับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ในทุกรุ่นย่อย ด้วยราคาเริ่มต้น 599,000 บาท

Honda 9

อัปลุคสปอร์ตอีกขั้นด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) รอบคัน ในแนวคิด ‘More Enhanced Sporty’ กับ 2 แพ็กเกจ ได้แก่ Black Package ราคา 16,000 บาท ประกอบด้วยล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว และชุดโลโก้สีดำ หน้า-หลัง และModulo Aero Sport Package ราคา 23,500 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า สเกิร์ตข้าง สเกิร์ตหลัง และชุดตกแต่งสปอยเลอร์หลัง

เอาใจแฟนมอเตอร์สปอร์ต รวมถึงสาวกฮอนด้าที่ใจรักกีฬาความเร็ว กับโปรดักชันคาร์จากศึกรถยนต์ทางเรียบรายการ Honda One Make Race 2024 อย่าง ‘ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก วันเมคเรซ’ ที่ได้รับการอัปเกรดในสไตล์รถแข่ง เพื่อเพิ่มอรรถรสในการขับขี่และความเร้าใจให้กับเกมการแข่งขัน ซึ่งได้นำมา
จัดแสดงให้ได้สัมผัส ทั้งที่บูทฮอนด้า และโซนมอเตอร์สปอร์ตภายในงานฯ

Honda 8

เชิญสัมผัสจิตวิญญาณความสปอร์ตของรถยนต์ฮอนด้า ภายในงาน Bangkok Auto Salon 2024 ณ บูทฮอนด้า (A2) อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 26 – 30 มิถุนายน 2567 พร้อมพบกับหลากหลายข้อเสนอพิเศษ ซึ่งเป็นข้อเสนอเดียวกันทั้งภายในงานฯ และที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชตกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777

หมายเหตุ
•รายละเอียดและเงื่อนไขต่าง ๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ
•ราคาอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) รวมค่าแรงติดตั้ง ไม่รวม VAT 7%
•อุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) มาพร้อมการรับประกันนาน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (กรณีติดตั้งพร้อมรถยนต์ใหม่)
•อุปกรณ์ตกแต่ง MUGEN และอุปกรณ์ตกแต่งอื่น ๆ นอกเหนือจากโมดูโล (Modulo) เป็นอุปกรณ์เพื่อใช้ในการจัดแสดงเท่านั้น ทางบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ไม่มีการจำหน่าย

 

“เบนซ์ไพรม์มัส” ต่อยอดความเป็นเลิศด้านบริการหลังการขาย ยกระดับศูนย์ BP สู่มาตรฐานสูงสุด Mercedes-Benz

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” ต่อยอดความเป็นเลิศด้านบริการหลังการขาย ยกระดับศูนย์ Body&Paint สู่มาตรฐานสูงสุด Mercedes-Benz ชูบุคลากรและเครื่องมือพิเศษครบวงจร รองรับงานซ่อมสี-ตัวถังทุกรุ่น ทุกซัพแบรนด์ พิเศษ! รับฟรี ค่า Excess เมื่อนำรถ “เคลมสีรอบคัน” หมดเขต 31 ก.ค.67 เฉพาะที่เบนซ์ไพรม์มัส เลียบด่วน เท่านั้น

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บจก.ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ เปิดเผยว่า ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ระดับสูงของ Mercedes-Benz ผ่านการนำเสนอในรถยนต์รุ่นใหม่ เพื่อมอบประสิทธิภาพการขับขี่ ความปลอดภัย และอรรถประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภค ควบคู่การพัฒนาศักยภาพด้านบริการหลังการขายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อันสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการบริการ เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า

ในฐานะที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz ที่มีบริการทั้งด้านการจำหน่ายรถยนต์และด้านบริการหลังการขาย เราจึงให้ความสำคัญและมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานสู่ความเป็นเลิศด้านบริการที่สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะด้านบริการหลังการขาย  เพื่อรองรับการดูแลรักษารถยนต์ให้แก่ลูกค้าทุกรุ่น ทุกซัพแบรนด์

ล่าสุด “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้เพิ่มศักยภาพความพร้อมของศูนย์บริการซ่อมสี-ตัวถัง (Body & Paint Center) โดยเพิ่มอุปกรณ์เครื่องมือพิเศษ ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยล่าสุด ทำให้มีการบริการด้านงานซ่อมสี-ตัวถังครบทุกงานบริการ

พร้อมทีมช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ที่ผ่านมาตรฐานการฝึกอบรมทักษะงานซ่อมสี-ตัวถัง ระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับมาตรฐานสูงสุดของ Mercedes-Benz ที่ให้ความสำคัญในการเชื่อมต่อและปรับโครงสร้างหลักแบบอะลูมิเนียม

ทำให้บุคลากรของเรามีความรู้ ความเข้าใจเทคโนโลยียานยนต์ และระบบการทำงานของรถยนต์รุ่นต่าง ๆ อย่างครบถ้วน ทำให้ทุกงานซ่อมสี-ตัวถังได้มาตรฐานและมีคุณภาพที่สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกท่าน

ปัจจุบัน ศูนย์ซ่อมสี-ตัวถัง ของ “เบนซ์ไพรม์มัส”  มีช่องซ่อมทั้งสิ้น 27 ช่องซ่อม รองรับรถยนต์ได้ 300 คันต่อเดือน มีบริการหลากหลายครบวงจร รองรับงานซ่อมหนักและงานซ่อมเบา ด้วยเทคโนโลยีการพ่นอบสีระบบแขนกลอินฟราเรดอัตโนมัติควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ทำให้สามารถเลือกตำแหน่งการอบพ่นสีได้ตามต้องการ ภายในห้องพ่นอบสีมีอุณหภูมิคงที่ พร้อมผลิตภัณฑ์สีน้ำที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากลและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ที่สำคัญ เรารับงานซ่อมจากบริษัทประกันภัยชั้นนำทุกแห่ง โดยมีทีมประสานเฉพาะในการดูแลลูกค้าบริษัทประกัน เพื่ออำนวยความสะดวก รวดเร็วให้แก่ลูกค้าที่นำรถเข้ารับบริการเคลมซ่อมสี-ตัวถังที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” พร้อมมีบริการนัดหมายการนำรถเข้ารับบริการและการติดตามสถานะงานซ่อมในทุกขั้นตอนอีกด้วย

ทั้งนี้ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านบริการซ่อมสี-ตัวถัง “เบนซ์ไพรม์มัส” ขอเชิญชวนลูกค้าร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ ด้วยการมอบแคมเปญสุดพิเศษ รับฟรี! ค่า Excess เมื่อนำรถยนต์ Mercedes-Benz เข้ารับบริการเคลมซ่อมสี-ตัวถังรอบคัน เฉพาะที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” สาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 เท่านั้น

พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่ต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz รุ่นต่างๆ กับแคมเปญส่งเสริมการขาย StarFest the “Last Order” รับส่วนลดสูงสุด 900,000 บาท หรือเลือกรับส่วนลด 740,000 บาท ฟรี! MBSP Easy Care นาน 3 ปี และ MB Protection นาน 1 ปี เริ่มตั้งแต่ 18-30 มิถุนายน ศกนี้

สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” สาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา โทร.02 095 5555 หรือ Line : @benzprimus