Home Blog Page 149

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” ชวนลูกค้าและแฟนมอเตอร์สปอร์ต ร่วมให้กำลังใจนักแข่ง ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต สู้ศึกเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2024

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ตอกย้ำจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต ชวนลูกค้าและแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อสัมผัสความตื่นเต้นเร้าใจในการแข่งขันเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2024 หรือ “เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2024” เริ่มจากเชิญชวนลูกค้ามาพบปะกับทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต อย่างใกล้ชิด ณ โชว์รูมผู้จำหน่าย บริษัท วี กรุ๊ป มิตซูออโต้เซลล์ จำกัด (สาขาเมืองสุราษฎร์ธานี) ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามด้วยกิจกรรมร่วมเชียร์ทีมนักแข่ง ในพิธีลอดซุ้มเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ณ หอนาฬิกา ใจกลางเมืองสุราษฎร์ธานี โดยมีลูกค้าของผู้จำหน่าย บริษัท มิตซูสุราษฎร์ จำกัด (สำนักงานใหญ่) มาร่วมสนุกอย่างเต็มที่

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย 2

ปิดท้ายด้วยกิจกรรม ‘The Exclusive Story Ep.2 – The Undying Flame AXCR 2024’ ที่ชวนลูกค้าและแฟน ๆ ร่วมให้กำลังใจทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ในพิธีปิดการแข่งขันเอเอ็กซ์ซีอาร์ 2024 ณ สกายวอร์ค กาญจนบุรี ซึ่งเป็นสะพานกระจกใส และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ยังได้สัมผัสกับประสบการณ์สุดพิเศษ ด้วยการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดกาญจนบุรี อาทิ คาเฟ่โทมิเอโดะพาร์ค และที่สกายวอร์ค กาญจนบุรี เพื่อพบปะกับทีมนักแข่งของทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต ทั้งนี้ ผลรวมของการแข่งขันทั้ง 6 วัน ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต คว้ารางวัลอันดับที่ 5 ด้วยรถหมายเลข 107 ซึ่งขับแข่งโดย คัตสึฮิโกะ ทากูชิ และทาคาฮิโระ ยาสุอิ

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย 3

ลูกค้าและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เพื่อร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ Facebook Fanpage: Mitsubishi Motors Thailand .www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

ALL NEW MG3 HYBRID+ อีกขั้นของมาตรฐานไฮบริดยุคใหม่ ราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 559,900 บาท

0
ALL NEW MG3 HYBRID+ 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย จุดประกายตลาดรถยนต์ไทยครึ่งปีหลังด้วยการเปิดตัว พร้อมกันทุกภูมิภาคเป็นครั้งแรก กับรถรุ่นล่าสุด ALL NEW MG3 HYBRID+ เพื่อบุกตลาด B-Segment พร้อมสร้างจุดเปลี่ยนให้กับวงการไฮบริด ในฐานะรถยนต์ไฮบริดที่มีสมรรถนะสูงภายใต้คอนเซ็ปต์ “อิสระพลัสเวล” ยนตรกรรมที่พลัสมาให้ครบ แรง ขับสนุก ประหยัดเหนือชั้น ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีไฮบริดอัจฉริยะ อีกระดับของประสบการณ์การขับขี่ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ในราคาครอบครองได้ง่าย พร้อมสัมผัสตัวจริงและทดลองขับได้ที่งาน BIG MOTOR SALE 2024 และ โชว์รูม เอ็มจี กว่า 150 แห่งทั่วประเทศ

 ALL NEW MG3 HYBRID+ 2

ALL NEW MG3 HYBRID+ มีความโดดเด่นด้วยระบบ HYBRID+ ที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุดจาก SAIC MOTOR เพื่อพัฒนายนตรกรรมที่มาพร้อมสมรรถนะและความประหยัดที่เหนือชั้น โดยระบบ HYBRID+ เป็นการผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้า ทำงานร่วมกันอย่างชาญฉลาดเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงในทุกสภาวะการขับขี่ อีกทั้งรถรุ่นนี้ยังถือเป็น Global Model ที่พัฒนาและปรับจูนทุกระบบโดยทีมวิศวกรระดับโลก เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งานจริงบนถนนทั่วโลก โดยผ่านการทดสอบในทุกสภาพเส้นทาง สภาพอากาศ รวมถึงวิ่งทดสอบในสถานการณ์ที่หลากหลาย สำหรับในประเทศไทย ALL NEW MG3 HYBRID+ มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “อิสระพลัสเวล” นำเสนอประสบการณ์การขับขี่ที่ครบครัน ทั้งความประหยัด ความสนุกเร้าใจ เป็นการยกระดับระบบการทำงานของเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า ให้มีการทำงานที่อิสระ ครอบคลุมโหมดการขับเคลื่อนที่หลากหลาย มอบความคล่องตัว ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถไฟฟ้าโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จ เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหารถยนต์ในกลุ่ม City Car ที่มาพร้อมฟังก์ชันครบครัน พรัอมสมรรถนะ และเทคโนโลยีที่โดดเด่นในระดับราคาที่คนไทยเป็นเจ้าของได้ง่าย

ALL NEW MG3 HYBRID+ 3

การเปิดตัว ALL NEW MG3 HYBRID+ ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอยานยนต์รุ่นใหม่สู่ตลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ เอ็มจี ในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในวงการยานยนต์ไทยและระดับโลก ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย ความคุ้มค่า และการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ALL NEW MG3 HYBRID+ จึงไม่เพียงแต่เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่มองหายานพาหนะที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของ เอ็มจี ในการก้าวสู่อนาคตแห่งการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน

ALL NEW MG3 HYBRID+ 5

นายซู๋ว์ หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นอกจาก ALL NEW MG3 HYBRID+ จะเป็น The Best-in-Class ใน B-Segment ด้วยการยกระดับผลิตภัณฑ์ในหลายๆ ด้านแล้วนั้น ครั้งนี้ เอ็มจี ยังได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ แตกต่างจากการเปิดตัวรถยนต์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น การเปิดโอกาสให้ผู้สนใจลงทะเบียนทดลองขับรถรุ่นใหม่นี้ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 4 ภาคทั่วไทย เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสสมรรถนะของ ALL NEW MG3 HYBRID+ รวมไปถึงการทดสอบขับจริงบนท้องถนน ผ่านกิจกรรมขับทางไกล “กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ด้วยน้ำมันถังเดียว” ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของรถเมื่อขับขี่บนถนนจริง สามารถวิ่งได้ไกลถึง 800 กิโลเมตร ต่อน้ำมันหนึ่งถัง ทั้งนี้ เพื่อยืนยันความเชื่อมั่นและพิสูจน์คุณภาพของรถ เอ็มจี ในทุกการเดินทาง และยังเป็นครั้งแรกที่ เอ็มจี ได้ทำการเปิดตัว ALL NEW MG3 HYBRID+ พร้อมกันในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ (Nationwide launch) โดยมีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ ซึ่งจัดขึ้นที่ สยามสแควร์วัน นอกจากนี้ ในภูมิภาคต่างๆ ได้มีการจัดงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในย่านสำคัญของแต่ละพื้นที่ อาทิ ภาคเหนือ ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์โคราช และภาคใต้ ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล หาดใหญ่ โดยในทุกสถานที่จะมีกิจกรรมพิเศษต่อเนื่องจากการเปิดตัว เพื่อให้ผู้สนใจเข้ามาได้สัมผัสประสบการณ์อย่างใกล้ชิด โดย เอ็มจี พร้อมให้ผู้ที่สนใจสามารถจองและทดลองขับได้ที่ งาน BIG MOTOR SALE 2024 และศูนย์บริการของ เอ็มจี 150 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่ปลายเดือนนี้ เป็นต้นไป”

ALL NEW MG3 HYBRID+ 6

ALL NEW MG3 HYBRID+ รถแฮทช์แบ็กไฮบริด 5 ประตู โกลบอลโมเดลรุ่นล่าสุดของ เอ็มจี จากสายการผลิตในประเทศไทย รถในกลุ่ม B-Segment มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “อิสระพลัสเวล” สะท้อนถึงการผสานความลงตัวระหว่างการขับสนุกเต็มสมรรถนะและความประหยัดเต็มประสิทธิภาพ ที่พลัสมาอย่างครอบคลุมทุกระบบการขับเคลื่อนโดดเด่นด้วยระบบ HYBRID+ เทคโนโลยีใหม่จาก เอ็มจี ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ผสานความลงตัวของทุกระบบไฮบริด สู่นวัตกรรมที่จะเปลี่ยนทุกความคุ้นชินของรถไฮบริดในรูปแบบเดิมๆ ด้วยขุมพลังไฮบริดมากถึง 8 โหมดขับเคลื่อนปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของผู้ขับขี่ สามารถขับได้ไกลสูงสุดมากกว่า 800 กิโลเมตร ประหยัดกว่า!!! ด้วยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 26.2 กิโลเมตรต่อลิตร แตกต่างด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ เทคโนโลยีที่ทันสมัย ระบบความปลอดภัยที่ครอบคลุม มอบความคุ้มค่า และการันตีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมด้วยรางวัล และผลการทดสอบโดยทีมวิศวกรรมชั้นนำระดับโลก

ALL NEW MG3 HYBRID+ 7

ALL NEW MG3 HYBRID+ โดดเด่นเหนือใครด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ที่ผสานระหว่างความสปอร์ตและความหรูหราได้อย่างลงตัว ปราดเปรียว และคล่องตัวในสไตล์รถแอทช์แบ็ก มาพร้อมความเท่ และดุดันด้วยการดีไซน์ไฟหน้าแบบใหม่ Hunter Eye Headlamp หรือ ดวงตานักล่า ที่ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมกระจังหน้าแบบใหม่

ALL NEW MG3 HYBRID+ 8

ไฟท้ายได้รับแรงบันดาลใจจากปีกผีเสื้อ สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวที่คล่องตัว เส้นสายการออกแบบรอบตัวถังเน้นความโค้งมนตามแบบฉบับของ เอ็มจี

ALL NEW MG3 HYBRID+ 8

•มิติตัวถัง 4,113 x 1,797 x 1,502 มิลลิเมตร (ยาว x กว้าง x สูง)
•ระยะความยาวฐานล้อ 2,570 มิลลิเมตร
•ระยะต่ำสุดจากพื้น 117 มิลลิเมตร
•ไฟหน้า แบบ LED พร้อมระบบเปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ
•ไฟท้ายและไฟเบรกดวงที่สาม
•ไฟตัดหมอกหลัง
•ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Lights)
•กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว และพับอัตโนมัติ
•ระบบปัดน้ำฝนด้านหน้าแบบอัตโนมัติ พร้อมใบปัดน้ำฝนด้านหลัง
•ล้ออัลลอยด์ขนาด 16 นิ้ว

ALL NEW MG3 HYBRID+ 10

INTERIOR DESIGN: ภายในสปอร์ตอย่างมีสไตล์ สะดวกสบาย ครบจบทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน
ภายในห้องโดยสารสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้ Modular Concept ที่ให้ความสำคัญกับ วัสดุที่มีคุณภาพพร้อมการออกแบบคอนโซลที่เล่นระดับให้มีมิติ

ALL NEW MG3 HYBRID+ 11

เพิ่มความหรูหราด้วยภายในแบบทูโทนขาวสลับดำ เน้นความสะดวกในการใช้สอย สำหรับทั้งคนขับและผู้โดยสาร ทั้งเพิ่มรรถประโยชน์ในการใช้งาน โดยเฉพาะการออกแบบห้องโดยสารที่โดดเด่นในเรื่องของพื้นที่เหนือศีรษะ (Head room) และพื้นที่วางขา (Leg room) ที่ไม่อึดอัด

ALL NEW MG3 HYBRID+

ALL NEW MG3 HYBRID+ ถือเป็นรถที่กว้างที่สุดในคลาสเดียวกัน โดยเฉพาะห้องสัมภาระท้ายจุได้มากถึง 293 ลิตร และเมื่อพับเบาะสามารถจุได้มากถึง 1,037 ลิตร

ALL NEW MG3 HYBRID+ 13

•พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงพร้อมปุ่มรับ – วางสายโทรศัพท์
•กระจกไฟฟ้า One Touch Up-Down ด้านผู้ขับขี่
•หน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 7 นิ้ว (Digital Multi – Function Display) และหน้าจอสี
ระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว

ALL NEW MG3 HYBRID+ 14

ALL NEW MG3 HYBRID+ 16

•ลำโพง 6 จุด
•ช่องใส่ของภายในห้องโดยสาร 25 จุด
•เบาะนั่งคนขับปรับ 6 ทิศทาง และเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับ 4 ทิศทาง
•ที่พักแขนด้านหน้า และเบาะนั่งด้านหลังพนักพิงพับได้
•ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

ALL NEW MG3 HYBRID+ 16
•รองรับระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดีย Apple CarPlay และสมาร์ทโฟนระบบ Android แบบไร้สาย
•ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) พร้อมปุ่ม Push Start
•ระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล
•ระบบกรองอากาศ PM 2.5

ALL NEW MG3 HYBRID+ 18

PERFORMANCE: ขับสนุกเหมือนรถไฟฟ้า เร็วกว่าเพราะไม่ต้องรอชาร์จไฟ สมรรถนะและประสิทธิภาพที่เหนือกว่ารถไฮบริดทั่วไปใน B-Segment ซึ่งให้กำลังมากที่สุดในคลาสเดียวกัน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 102 แรงม้า (75 กิโลวัตต์) ผสานการทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 136 แรงม้า (100 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร แรงสุดในกลุ่ม B-Segment สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 8 วินาที และอัตราเร่ง 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 5 วินาที ผลลัพธ์จากเทคโนโลยีไฮบริดใหม่ของ เอ็มจี อย่างระบบ HYBRID+ กับ 8 โหมดขับเคลื่อนที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ประหยัดน้ำมันสามารถวิ่งได้ไกลกว่า 800 กิโลเมตร และ ขับสนุกที่สุดในคลาส

ALL NEW MG3 HYBRID+ 19

ALL NEW MG3 HYBRID+ 24

•การทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว DVVT 102 แรงม้า และมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ High-performance Permanent Magnet Synchronous Motors กำลังสูงสุด 136 แรงม้า
ให้ขุมพลังรวมสูงสุดถึง 194 แรงม้า (143 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร
•แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาดใหญ่ ในรูปแบบ Cell-To-Pack ความจุ 1.83 kWh ซึ่งมีความจุมากที่สุด
ในรถขนาดเดียวกัน

ALL NEW MG3 HYBRID+ 22
•โหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ ECO, NORMAL, SPORT
•ระบบส่งกำลัง Hybrid Transmission ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ไฟฟ้าแบบ E-AT 3 อัตราทดเกียร์ ปรับการทำงานแบบอัตโนมัติ
•ระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) 3 ระดับ ได้แก่ มาก ปานกลาง และน้อย
•รัศมีวงเลี้ยว 5.2 เมตร
•ระบบพวงมาลัยแร็คแอนด์พิเนียน ควบคุมด้วยไฟฟ้า (EPS)
•ระบบช่วงล่างหน้า MacPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลง
•ระบบช่วงล่างหลัง Torsion Beam
•ดิสก์เบรกหน้าพร้อมช่องระบายความร้อน และดิสก์เบรกหลัง

ALL NEW MG3 HYBRID+ 23

SAFETY: มอบความปลอดภัยเหนือระดับทุกการเดินทาง มาพร้อมโครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ FSF (Full Space Frame) เพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM ซึ่งรวมระบบADVANCED DRIVER ASSISTANCE SYSTEM (ADAS) หรือระบบอำนวยความสะดวกช่วยควบคุมการขับขี่ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจำนวน 8 ระบบ พร้อมระบบเบรกอัจฉริยะ (Intelligent Brake System)

ALL NEW MG3 HYBRID+ 26

•ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake)
•ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold)
•ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution)
•ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)
•ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็ว XDS (Electronic Differential System)
•ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
•ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
•ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)
•ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)
•ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)
•ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนพร้อมปรับองศาพวงมาลัยหากออกนอกเลน ELK (Emergency Lane Keeping System) โดยผสานรวมระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist) และ ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning) เข้าไว้ด้วยกัน
•ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)
•ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB (Autonomous Emergency Braking)
•ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ UDW (Unsteady Driving Warning)
•ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ ICA (Intelligent Cruise Assist)
•ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-beam control)
•ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)
•ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย
•กล้องรอบคัน 360 องศา แบบ High Definition
•จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX
•ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ (Speed Sensing Door Lock)
•สัญญาณเตือนระยะถอยหลัง
•ระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer
•ระบบไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่อง (FOLLOW ME HOME)

ALL NEW MG3 HYBRID+ 29

นิยามใหม่ของรถไฮบริด ที่สุดใน B-Segment มาพร้อมกับความคุ้มค่ามากที่สุด มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย คือ รุ่น D และ รุ่น X โดยมีสีตัวถังให้เลือก 6 สี ได้แก่ สีแดง (Scarlet Red) สีขาว (Arctic White) สีดำ (Black Knight) และสีเทา (Metal Ash Grey) จับคู่กับเบาะสีดำ ในรุ่น D ทั้งยังมีสีให้เลือกเพิ่มเติม คือ สีฟ้า (ST. Moritz Blue) และ สีเหลือง (Pastel Yellow) จับคู่กับเบาะสีทูโทน ในรุ่น X

ราคาจำหน่าย:

•ALL NEW MG3 HYBRID+ รุ่น X ราคา 619,900 บาท (ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 599,900 บาท)

•ALL NEW MG3 HYBRID+ รุ่น D ราคา 579,900 บาท (ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว 559,000 บาท)

ALL NEW MG3 HYBRID+ 30

ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์ ALL NEW MG3 HYBRID+
•ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. 1 ปี
•รับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
•พิเศษ! เงื่อนไขการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
•ดาวน์ต่ำเริ่มต้น 5% หรือ 27,950 บาท
•ผ่อนเริ่มต้น 6,291 บาท คำนวณจากราคาพิเศษเปิดตัวของรุ่นย่อย D ดาวน์ 25% ระยะเวลาผ่อน 84 เดือน อัตราดอกเบี้ย 3.69%
•เลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 2.39% ผ่อนนาน 48 เดือน หรือเลือกรับดอกเบี้ยปกติ ดาวน์ต่ำเริ่มต้น 5%
•ฟรี ชุดพรมปูพื้น
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ฟอร์ด เปิดตัวเซ็ตชุดแต่ง ‘แอดเวนเจอร์แพ็ค’ ราคาสุดเร้าใจ เสริมสไตล์ความเท่ในฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต

0

ฟอร์ด ประเทศไทย นำเสนอชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษสำหรับฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต ตอบโจทย์ลูกค้าฟอร์ดที่ชื่นชอบการแต่งรถคู่ใจให้มีเอกลักษณ์ด้วยชุดแต่งพิเศษ ‘แอดเวนเจอร์แพ็ค’ มาในราคาสุดเร้าใจเพียง 20,000 บาท จากราคาปกติ 59,567 บาท พิเศษจำนวนจำกัด เมื่อจองและออกรถยนต์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต พร้อมแพ็คเกจเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูง (DAT Pack B)  ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2567 และจัดไฟแนนซ์ผ่านฟอร์ด ลีสซิ่ง พร้อมโปรโมชั่นพิเศษต่อที่สองด้วยดอกเบี้ย 0.99% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งพร้อมชุดแต่ง

“ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต เป็นรถยนต์อเนกประสงค์สำหรับครอบครัวที่พร้อมเป็นเพื่อนคู่ใจในทุกการเดินทางนอกจากการออกแบบสุดเท่ สมรรถนะที่ดีเยี่ยม และแพ็คเกจเทคโนโลยีความปลอดภัยที่มาในราคาคุ้มค่าแล้ว ชุดแต่ง ‘แอดเวนเจอร์แพ็ค’ ยังนับเป็นการรวบรวมชุดแต่งยอดนิยมที่เหมาะสำหรับการผจญภัยในวันหยุดพักผ่อนมานำเสนอในราคาเร้าใจ เราจัดเต็มด้วยชุดแต่งดีไซน์เท่ และอุปกรณ์เสริมสำหรับบรรทุกสัมภาระเพิ่มเติม ซึ่งเรามั่นใจว่าจะช่วยเสริมให้ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต ตอบโจทย์การใช้งานที่ลูกค้ามองหาได้อย่างสมบูรณ์แบบ” นายเมธัส ลิขิตสัจจากุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ ‘แอดเวนเจอร์แพ็ค’ ช่วยเสริมความเท่และดุดันให้กับตัวรถด้วย กระจังหน้า FORD สีดำ คิ้วไฟหน้าและคิ้วไฟท้ายสีดำ สติ๊กเกอร์ตกแต่งด้านข้างตัวรถ เสริมลุคสปอร์ตด้วยชุดคิ้วโป่งล้อสีดำด้าน เสริมหล่อภายในด้วยชุดชายบันไดประตู สเตนเลส  พร้อมตอบโจทย์ไลฟสไตล์ลูกค้าที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวแบบผจญภัยสายแคมปิ้งด้วยชุดแร็คติดหลังคา ARB ชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ    แอดเวนเจอร์แพ็ค เป็นอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษซึ่งจำหน่ายและติดตั้งโดยผู้จำหน่ายฟอร์ด ลูกค้าที่สนใจสามารถสั่งซื้อได้ที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ โดยอุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ดมาพร้อมการรับประกันคุณภาพสูงสุด 5 ปี/150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) ลูกค้าที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ www.ford.co.th

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต พร้อมแพ็คเกจเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูง (DAT Pack B) รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่มอบทั้งความสมบุกสมบันในการเดินทาง ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ในราคาสุดคุ้ม ด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย รูปลักษณ์ภายนอกโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และตกแต่งแนวสปอร์ต จำหน่ายในราคา 1,580,000 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีดำ แอบโซลูท แบล็ก สีน้ำตาลอีควิน็อกซ์ บรอนซ์ สีเทา เมทิเออร์เกรย์ สีน้ำเงิน ไลท์นิ่งบลู สีเงินอลูมิเนียม เมทัลลิก และสีขาว สโนวเฟล็ก ไวท์เพิร์ล (เพิ่มเงิน 12,000 บาท)

 

หมายเหตุ:

1 แพ็คเกจและอุปกรณ์เสริมสำหรับฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต พร้อมแพ็คเกจเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูง (DAT Pack B) ราคา 58,000 บาท

  • อัพเกรดจอสีแบบสัมผัส Multi-Touch จากขนาด 1 นิ้ว เป็น 12 นิ้ว
  • ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ พร้อมระบบ Stop&Go และระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง
  • ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ Auto High Beam
  • ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน AEB with Pedestrian Detection
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า Forward Collision Warning System
  • ระบบช่วยควบคุมรถหลังจากชน
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง
  • ระบบตรวจจับรถในจุดบอด และระบบตรวจจับขณะออกจากช่องจอด
  • กล้องมองรอบคัน 360 องศา
  • ระบบป้องกันการชนเมื่อถอยหลัง
  • ระบบช่วยการหักพวงมาลัยเพื่อเลี่ยงการปะทะ

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คว้า 2 ถ้วยรางวัล สนามเอเชีย ครอส คันทรี่ แรลลี่ 2024

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมกับทีมฟีลลิค อินโนเวชัน มอเตอร์สปอร์ต ประกาศความสำเร็จด้วยการยืนโพเดียมถึงสองอันดับ ได้แก่ รางวัลอันดับ 4 ในรุ่นทีทูเอ หรือโปรดักชัน เอเชีย และรางวัลอันดับ 8 Overall ท่ามกลางกำลังใจเชียร์อย่างคับคั่งตลอดการแข่งขัน เอเชีย ครอส คันทรี่ แรลลี่ 2024 ระหว่างวันที่ 12-17 สิงหาคม 2567

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ฟอร์ด ประเทศไทย ส่งฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ 2 คัน หมายเลข 131 และหมายเลข 118 ลงแข่งในรายการแรลลี่ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยบรรยากาศการแข่งขันเป็นไปอย่างดุเดือดบนเส้นทางออฟโรดสมบุกสมบัน ซึ่งผู้เข้าร่วมแข่งขันและผู้นำทางจะได้ทราบเส้นทางล่วงหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนปล่อยตัว แม้รถแข่งฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ทั้ง 2 คันจะพบอุปสรรคหลากหลายทุกรูปแบบจากเส้นทางสุดทรหด แต่รถแข่งฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 131 ที่เริ่มต้นจากตำแหน่งที่ 23 Overall ในช่วง Leg ที่ 1 สามารถไล่คู่แข่งขึ้นมาหลายอันดับจนขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 12 ใน Leg ที่ 4 และรักษาผลงานได้อย่างดีจนถึงการแข่งขันวันสุดท้าย โดยนักขับ วุฒิชัย ศรแดง และผู้นำทาง ชรินทร์ หาญสูงเนิน ได้ดึงเอาสมรรถนะของรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ที่ผลิตจากโรงงาน และใช้ทักษะและประสบการณ์ของแชมป์ ครอส คันทรี่ ฝ่าฟันสภาพถนนที่ท้ายทาย ขึ้นมาจบการแข่งขันในอันดับ 4 ของรุ่นทีทูเอ และอันดับ 8 Overall กวาด 2 ถ้วยรางวัลให้กับทีมได้สำเร็จ

“ผมรู้สึกยินดี และขอบคุณที่ได้มีโอกาสร่วมแข่งกับทีมฟอร์ด และฟีลลิค อินโนเวชัน มอเตอร์สปอร์ต รวมถึงการได้ทำงานร่วมกับผู้นำทางที่คร่ำหวอดในวงการอย่างคุณชรินทร์” นายวุฒิชัย ศรแดง กล่าว “ขอขอบคุณฟอร์ด ประเทศไทยสำหรับการสนับสนุนเป็นอย่างดีในครั้งนี้ และต้องขอขอบคุณทีมวิศวกรจากโรงงานฟอร์ดในระยอง และทีมงานช่างเทคนิคทุกท่านที่คอยช่วยเหลือแข่งขันกับเวลาอย่างไม่ย่อท้อ รวมถึงเสียงเชียร์ที่สร้างความฮึกเหิมจากลูกค้าฟอร์ดตลอดเส้นทาง การแข่งครั้งนี้ เป็นโอกาสดีที่ได้สัมผัสสมรรถนะที่แกร่งจริงของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ในสนามแข่งเป็นครั้งแรก นอกจากความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จครั้งแรกของทีมแล้ว ผมยังทึ่งกับสมรรถนะของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่ดุดันสมกับสโลแกนของรถ”

ด้านฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 118 ขับโดย ไมเคิล ฟรีแมน และนำทางโดยไชยยา ชมมาลี แม้จะพบความท้าทายมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาและอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขัน แต่ด้วยสปิริตและความสามารถของนักแข่ง ความชำนาญของทีมช่างเทคนิคและวิศวกรโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) และออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) และอุปกรณ์อะไหล่บริการที่ครบครัน สามารถพารถแข่งฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 118 จบการแข่งขันที่อันดับ 6 ในรุ่นและ 35 Overall

“ขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทีมฟอร์ด และฟีลลิค อินโนเวชัน มอเตอร์สปอร์ตได้รับสองถ้วยแรกจากการแข่งขันในรายการระดับนานาชาติได้สำเร็จ” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “ความสำเร็จครั้งนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่ารถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ซึ่งลงแข่งด้วยสมรรถนะที่พัฒนามาจากโรงงานสามารถรับมือกับความท้าทายทั้งบนทางเรียบและพื้นที่ออฟโรด ไม่ว่าจะเป็นทางโคลนลื่น แอ่งน้ำ เนินสูงชัน ไปจนถึงพื้นทราย ท่ามกลางสภาพอากาศอันแปรปรวนในแต่ละวัน การร่วมลงแข่งครั้งนี้จึงสร้างความภาคภูมิใจให้กับพนักงานฟอร์ดทุกคน โดยเฉพาะทีมโรงงานของฟอร์ดในจังหวัดระยองที่มีส่วนอย่างมากในการช่วยให้รถมีความพร้อมสำหรับการแข่งในแต่ละวัน รวมถึงลูกค้าเจ้าของรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่ส่วนหนึ่งได้เดินทางมาร่วมให้กำลังใจระหว่างการแข่งขันอีกด้วย”

วิริยะประกันภัย ส่งมอบวิกผมแก่ผู้ป่วยมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ เนื่องในวันแม่แห่งชาติ

0

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย รับมอบวิกผมแท้ จำนวน 50 หัว ภายใต้โครงการ “วิริยะรวมใจกัน ปันเส้นผม เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง” จาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี นายพงศ์พันธ์ ประภาศิริลักษณ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร เป็นผู้แทนมอบ พร้อมด้วย ดร.อรณัฏฐ์ อชีรญาวัฒน์ ประธานกรรมการมูลนิธิจากนางฟ้าถึงคุณวันใหม่ เนื่องในเทศกาลวันแม่แห่งชาติ เพื่อส่งต่อกำลังใจแก่ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่มีอาการผมร่วงหลังจากรับการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือการฉายรังสี ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ทางบริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการ “วิริยะรวมใจกัน ปันเส้นผม เพื่อผู้ป่วยมะเร็ง” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ด้วยตระหนักถึงปัญหาของโรคมะเร็ง ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของผู้ป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ จึงรับบริจาคเส้นผมจากพนักงานและครอบครัววิริยะประกันภัย และจัดกิจกรรมจิตอาสาช่วยคัดแยกเส้นผม เพื่อรวบรวมและคัดเลือกเส้นผมที่มีคุณภาพ นำมาถักทอเป็นวิกผมแท้ ที่มีความสวยงามและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยดำเนินการส่งมอบวิกผมไปแล้วทั้งสิ้น จำนวน 150 หัว ในช่วงปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ยังได้สนับสนุนงบประมาณการถักทอผมกำพร้า จากคลังของมูลนิธิจากนางฟ้าถึงคุณวันใหม่ สำหรับส่งมอบให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งผ่านโรงพยาบาลนางฟ้ากว่า 90 แห่งทั่วประเทศอีกด้วย

“บีโอไอ” ไฟเขียวให้ “ฮุนได โมบิลิตี้” ทุ่มงบลงทุน 1,000 ล้านบาท เพื่อเริ่มการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ ในประเทศไทย

0
ฮุนได โมบิลิตี้ 1

บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความพร้อมเดินหน้าทุ่มงบลงทุนก้อนใหญ่มูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ครบวงจรในประเทศไทย หลัง ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ตามนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทย EV3.5 ซึ่งโครงการดังกล่าวมีโรงงานประกอบรถยนต์ชั้นนำภายในประเทศไทย เป็นพันธมิตรสำคัญ

ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) มั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของการเร่งการเปลี่ยนถ่ายตลาดรถยนต์ของประเทศไทย เข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็วขึ้น ด้วยการเพิ่มทางเลือก IONIQ รถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ และเพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมให้กับผู้บริโภค ทั้งยังช่วยลดมลพิษบนท้องถนน เพื่ออากาศที่สะอาดขึ้นสำหรับทุกคน ถือเป็นการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ‘ความก้าวหน้าเพื่อมนุษยชาติ’

นายเจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะแบรนด์ผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าระดับสากลจากเกาหลีใต้ ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างยาวนาน เรามีความเชื่อมั่นในศักยภาพและกำหนดให้ประเทศไทย เป็นหนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ของฮุนไดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างต่อเนื่อง เมื่อรัฐบาลไทยได้ออกนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม ตามมาตรการ EV3.5 ฮุนไดจึงพร้อมขานรับต่อการสนับสนุนครั้งนี้อย่างเต็มที่ ในวันนี้ เราได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการบีโอไอ ในการลงทุนเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ และแบตเตอรี่ครบวงจร นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของฮุนได ในการร่วมสร้างรากฐานของรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้า และร่วมผลักดันอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศ สู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

โครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และแบตเตอรี่ครบวงจรครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้ลงทุนโครงการ กับพันธมิตรรายสำคัญเป็นโรงงานประกอบรถยนต์ชั้นนำภายในประเทศ ซึ่งมีความพร้อมในการเริ่มลงทุนทันที โดยตั้งเป้าหมายเริ่มการผลิตในช่วงต้นปี 2569

บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการร่วมมือกับบีโอไอ ในการพิจารณาแผนจัดหาชิ้นส่วน จากกลุ่มผู้ผลิตในประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงหุ้นสวนธุรกิจทุกฝ่าย เข้าสู่ระบบห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมรถยนต์ให้ได้มากที่สุด นอกจากนั้น บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด อยู่ระหว่างการดำเนินงานตามขั้นตอนขออนุมัติเข้าร่วมโครงการ EV3.5 จากกรมสรรพสามิตร ซึ่งจะมีการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป หลัง ฮุนได โมบิลิตี้ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ได้รับใบอนุญาตจากบีโอไอ โดยจะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับโครงการนี้อีกครั้งในอนาคต

มาตรการ EV3.5 เป็นมาตรการที่ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาล ที่ต้องการสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางของยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค โดยมาตรการ EV3.5 นี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุน ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มเติม ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายเดิมเปลี่ยนถ่ายสู่ยานยนต์ไฟฟ้า และดึงบริษัทรถยนต์รายใหม่ ให้เข้ามาตั้งฐานผลิตในประเทศเพิ่มมากขึ้น

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” ชวนวิ่งการกุศล “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ชวนกันวิ่ง ชวนกันให้ ครั้งที่ 5” ณ วิหารเซียน/เขาชีจรรย์ จ.ชลบุรี พร้อมนำรายได้สมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ สนับสนุนโรงพยาบาลที่ขาดแคลน

0
Mitsubishi Motors Charity Run 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ มูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานวิ่งการกุศล “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ชวนกันวิ่ง ชวนกันให้ ครั้งที่ 5” (Mitsubishi Motors Charity Run 2024 #5 ‘Together We Run, Together We Share’) ในวันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน 2567 พร้อมเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2567 โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของโรงพยาบาลที่ขาดแคลน สอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการดำเนินโครงการเพื่อสังคมภายใต้วิสัยทัศน์ “สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย” ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม การศึกษา และสุขภาพ

งานวิ่งครั้งนี้ (Mitsubishi Motors Charity Run 2024 #5) จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ชวนกันวิ่ง ชวนกันให้” โดยเชิญชวนผู้ที่สนใจทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นนักวิ่งที่มีประสบการณ์หรือผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย เข้าร่วมงาน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร ซึ่งพิเศษ! สำหรับปีนี้ ผู้ที่ต้องการชมจุดสำคัญ (Highlight) สามารถวิ่งตามเส้นทางเพิ่มอีก 2 กิโลเมตร เพื่อไปถึงพระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาเขาชีจรรย์ และ Mini Marathon ระยะทาง 10 กิโลเมตร โดยผู้เข้าร่วมงานทุกท่านจะได้รับเสื้อ หมายเลขวิ่ง เหรียญรางวัล ของที่ระลึก พร้อมบริการอาหารและเครื่องดื่ม โดยสามารถรับเสื้อ หมายเลขวิ่งได้ที่ วิหารเซียน จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 15 – 16 พฤศจิกายน 2567 เวลา 10.00 – 18.00 น. โดยผู้สนใจสามารถลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมงานและดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่เว็บไซต์ www.mitsubishimotorscharityrun.com ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 30 กันยายน 2567

Mitsubishi Motors Charity Run  2

สำหรับนักวิ่งชายและหญิงที่วิ่งเข้าเส้นชัยเป็นอันดับแรกในประเภท Fun Run ระยะทาง 5 กิโลเมตร จะได้รับถ้วยรางวัลและเงินรางวัลมูลค่า 1,500 บาท ส่วนนักวิ่งชายและหญิงที่วิ่งเข้าเส้นชัยเป็นอันดับแรกในประเภท Mini Marathon ระยะทาง 10 กิโลเมตร จะได้รับถ้วยรางวัลและเงินรางวัลมูลค่า 4,000 บาท พร้อมกันนี้ ผู้วิ่งเข้าเส้นชัยเป็นอันดับแรกในแต่ละกลุ่มอายุ ของการวิ่งประเภท Mini Marathon ระยะทาง 10 กิโลเมตร จะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 2,000 บาท โดยผู้เข้าเส้นชัยที่รองชนะเลิศอันดับ 1 และ รองชนะเลิศอันดับ 2 จะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 1,000 บาท และ 500 บาท ตามลำดับ อีกทั้ง พิเศษสำหรับปีนี้ผู้เข้าเส้นชัยที่รองชนะเลิศอันดับ 3 และ 4 จะได้รับถ้วยรางวัลกลับบ้าน อีกด้วย

“บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย” ตอกย้ำจุดยืนแบรนด์ยานยนต์ระดับพรีเมียมอันดับหนึ่ง คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2024

0
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 1

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ตอกย้ำจุดยืนอันแข็งแกร่งในด้านการเป็นผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ระดับพรีเมียมของประเทศไทยอีกครั้ง การันตีด้วยการคว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2024 ในหมวด Premium Cars หรือรถยนต์พรีเมียม จากสำนักข่าวการตลาดชั้นนำของประเทศ Marketeer บริษัท มาร์เก็ตเธียร์ จำกัด ซึ่งได้จัดการสำรวจและมอบรางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ในประเทศไทยติดต่อกันอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 13

รางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand ที่ได้รับในปีนี้ ถือเป็นการเฉลิมฉลองการประสบความสำเร็จในด้านการสร้างแบรนด์ระดับผู้นำตลาดของบริษัท และยังเป็นการย้ำถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของบีเอ็มดับเบิลยู ในการส่งมอบสุดยอดยนตรกรรมที่เปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมแห่งอนาคตและการบริการระดับพรีเมียมให้แก่ผู้ใช้ยวดยานพาหนะในประเทศไทย ครอบคลุมยานยนต์และระบบขับเคลื่อนหลากหลายประเภท ภายใต้การยึดมั่นในแนวคิด ‘สุนทรียภาพแห่งการขับขี่’ และ ‘การคำนึงถึงลูกค้าเป็นสำคัญ’ ซึ่งสะท้อนออกมาให้เห็นจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู

มร. เรเน่ แกร์ฮาร์ด ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้กล่าวถึงการได้รับรางวัลในครั้งนี้ว่า “บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ Marketeer No.1 Brand Thailand 2024 ในหมวดรถยนต์พรีเมียม จากเวทีรางวัลสำหรับแบรนด์ยอดนิยมในประเทศไทย ที่มีประวัติมาอย่างยาวนานกว่า 13 ปีของ Marketeer Group โดยรางวัลนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของพนักงาน พาร์ทเนอร์ และพันธมิตรทุกคนของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ซึ่งต้องการร่วมกันผลักดันนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ส่งมอบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์การขับขี่อันยอดเยี่ยมที่สุด โดยคำนึงถึงลูกค้าของเราเป็นหลัก ทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จะยังคงมุ่งหน้าเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู ผ่านการส่งมอบยนตรกรรมพรีเมียมสมรรถนะสูงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นนำในอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการมุ่งสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับผู้ใช้ยานยนต์และลูกค้าชาวไทยของเราอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าทั้งในปัจจุบันและในอนาคตให้ดียิ่งขึ้นไป ตอบแทนความเชื่อมั่นที่เราได้รับมาจากลูกค้า และขับเคลื่อนแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูไปอีกระดับในตลาดยานยนต์พรีเมียม สิ่งนี้คือเรื่องที่บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ให้ความสำคัญสูงสุดเสมอมา”
สำหรับรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand ได้รับการจัดขึ้นโดยบริษัท มาร์เก็ตเธียร์ จำกัดอย่างต่อเนื่อง

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 2

ทุกปีมาเป็นเวลานานถึง 13 ปี เพื่อเป็นการให้ความสำคัญแก่แบรนด์ต่างๆ ในประเทศไทย รวมทั้งร่วมเฉลิมฉลองบุคลากรที่มีส่วนสำคัญยิ่งในการช่วยสร้างแบรนด์ขององค์กรให้เป็นที่หนึ่งในใจผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งรางวัลดังกล่าวได้ส่งมอบให้แก่แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จทั้งหมด 81 หมวด ครอบคลุมหมวดหมู่แบรนด์ด้านผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค ด้านการบริการ ไปจนถึงแบรนด์ด้านยนตรกรรมระดับพรีเมียมอย่างบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งในปีนี้ทาง Marketeer ได้จับมือกับบริษัท มาร์เก็ตติ้งมูฟ จำกัด และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อประเมินผลการสำรวจให้ได้ผลที่ถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น จากทัศนคติของผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศถึง 6,000 คน ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2567 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้คว้า 14 รางวัลจากเวที Car & Bike of the Year 2024 จากบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) สำหรับแบรนด์รถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นบริษัทรถยนต์ขวัญใจมหาชนอันดับหนึ่งในกลุ่มธุรกิจยานยนต์ ติดต่อกันเป็นปีที่ 6 จากรางวัล Thailand’s Most Admired Company โดยนิตยสาร BrandAge นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2566 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังได้รับรางวัล การประเมินคะแนนความพึงพอใจของผู้บริโภค (Net Promoter Score – NPS) สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งในด้านยอดขายและการให้บริการหลังการขาย ด้วยคะแนนจากผลการประเมินที่ 94 คะแนน และ 90 คะแนนตามลำดับ ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาสี่ปี ซึ่งผลลัพธ์ความสำเร็จเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าบีเอ็มดับเบิลยูเป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่เน้นลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง และได้ร่วมมือกับเครือข่ายของผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการรวมถึงพาร์ทเนอร์ในประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์เรื่องการส่งมอบความพึงพอใจสูงสุด มีบริการที่เยี่ยมยอดที่สุด และมอบที่สุดแห่งสุนทรียะด้านการขับขี่ให้แก่ลูกค้าแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูในประเทศไทยทุกท่าน

 

“MGC-ASIA” กำไรทะยาน 50 ล้านบาท เพิ่ม 628.4% ยานยนต์ไฟฟ้า XPENG-ZEEKR ธุรกิจบริการด้านการเงิน ALPHA X – Wealth Lending และ Howden-Maxi หนุนธุรกิจเติบโต เล็งผนึกพันธมิตรลุยธุรกิจรีไซเคิลแบตฯ เสริมแกร่งระบบนิเวศ EV ครบวงจร

0
MGC ASIA 5

บมจ. มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หรือ MGC-ASIA ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2567 ทำรายได้จากการขายและบริการ 5,304 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิทำได้ 50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% และ 628.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าตามลำดับ แบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะผลตอบรับดี เร่งเครื่องขยายธุรกิจ รับดีมานด์พุ่ง เซ็นสัญญาตัวแทนจำหน่าย 12 ราย พร้อมเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการต้นแบบ XPENG หัวหมาก รวมถึงศูนย์บริการ ZEEKR ศรีนครินทร์และวิภาวดี เดินหน้าขยายระบบนิเวศทางธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร จับมือพันธมิตรศึกษาความเป็นไปได้ธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV ขณะธุรกิจให้บริการด้านการเงินครบวงจร ALPHA X – Wealth Lending เริ่มมีผลกำไรจากการดำเนินงาน และธุรกิจประกันภัย HOWDEN MAXI หนุนธุรกิจเติบโต

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) เผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2567 (เมษายน-มิถุนายน) เติบโตแข็งแกร่ง บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการ 5,304 ล้านบาท เติบโตขึ้น 17% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ขณะที่กำไรสุทธิทำได้ 50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 628.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยรายได้และกำไรสุทธิที่เติบโต มาจากการรับรู้รายได้จากการส่งมอบรถยนต์ที่จองในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ และรับเทรนด์การเปลี่ยนแปลงสู่ยานยนต์ไฟฟ้า บริษัทได้มีการเปิดตัวแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ XPENG ซึ่งเป็นยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียมไฮ-เทค และ ซีคเกอร์ ZEEKR ยานยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชัวรี่ ซึ่งได้รับการตอบรับดีกว่าที่คาดการณ์ จากการเปิดตัวในงานฯ ที่ผ่านมา และมีการจองเข้ามาอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ พร้อมส่งมอบรถยนต์ เริ่มรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาส 3/2567

MGC ASIA 2

ขณะที่แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง 2567 มีปัจจัยส่งเสริมการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ ดังนี้

1) กลุ่มธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ (Mobility Retail) ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2567 บริษัทฯ มียานยนต์รอส่งมอบ (Backlog) ทั้งสิ้น 1,235 คัน และเรือยอทช์ AZIMUT รอส่งมอบ 1 ลำ และมีการขยายบริการเช่าเหมาลำ ภายใต้แบรนด์ AZIMUT และ CHRIS-CRAFT เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยว นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนจะขยายธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยในช่วงไตรมาส

MGC ASIA 3

3/2567 เตรียมเปิดศูนย์ให้บริการยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ XPENG สาขาหัวหมาก พร้อมลงนามแต่งตั้งตัวแทนจำหน่าย เพื่อขยายช่องทางการจัดจำหน่าย รวม 12 ราย และยังได้การตอบรับจากผู้สนใจมาสมัครเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะรุ่น G6 ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า ส่วนแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า ZEEKR บริษัทฯ เริ่มส่งมอบยานยนต์ไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าแล้ว และในช่วงไตรมาส 3/2567 เตรียมเปิดศูนย์ให้บริการครบวงจร สาขาศรีนครินทร์ และวิภาวดี

MGC ASIA 5 MGC ASIA 8

2) ธุรกิจให้บริการหลังการขายและให้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์อิสระ (Aftersales and Car Maintenance Services) รายได้ของกลุ่มธุรกิจให้บริการหลังการขายและซ่อมบำรุง ถือเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ให้แก่บริษัทฯ และมีศักยภาพเติบโตตามยอดจำหน่ายยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น และบริษัทฯ ยังได้รับสิทธิ์ในการดำเนินธุรกิจศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ไฟฟ้า Tesla Approved Body Shop (TAB) แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กลุ่มธุรกิจ

3) ธุรกิจบริการเช่ารถยนต์ ทั้งระยะสั้นและระยะยาวพร้อมพนักงานขับ (Car Rental and Driver Services) บริษัทฯ ยังคงเเดินหน้าขยายธุรกิจบริการเช่ารถยนต์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวพร้อมพนักงานขับรถ โดยมุ่งเน้น 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์และให้ความสำคัญกับลูกค้า, พัฒนานวัตกรรมผ่านแอปพลิเคชัน, ร่วมมือกับพันธมิตร, ขยายบริการรถยนต์ไฟฟ้าในหัวเมืองใหญ่, และเพิ่มรถยนต์พรีเมียม รวมถึงรถบรรทุกเชิงพาณิชย์ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า

4) กลุ่มธุรกิจอื่นๆ (Other Services) ALPHA X ผู้ให้บริการทางการเงินครบวงจรที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่าง MGC-ASIA และ SCBX เติบโตอย่างแข็งแกร่ง บริษัทฯ มีผลการดำเนินงานเป็นกำไรสุทธิก่อนตั้งสำรอง (Pre-Provision Operating) เป็นไตรมาสแรก จากการเพิ่มขึ้นของพอร์ตสินเชื่อย่างต่อเนื่อง และส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin) ซึ่งเติบโตจากการขยายธุรกิจ Wealth Lending ให้กลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง (High-Net-Worth)รวมทั้งการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและต้นทุนการดำเนินงานได้ดี ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรเติบโตดีต่อเนื่อง นอกจากนี้ ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์การนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบรับกระแส ESG และเมกะเทรนด์ต่างๆ โดยมีรายได้สุทธิเติบโต 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการประกันภัยทรัพย์สิน อัญมณี เครื่องประดับ งานศิลปะ และโครงการพิเศษ โดยมีรายได้เติบโตจากลูกค้ารายใหญ่ รายใหม่ ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 59 ล้านบาท เกินเป้าหมายที่วางไว้ 3% ซึ่งเกิดจากการควบคุมต้นทุนการบริหารและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถทำตามเป้าหมายการเติบโตที่คาดหวังไว้ประมาณ 7% จากปีก่อน

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MGC-ASIA กล่าวว่า “MGC-ASIA มุ่งขยายระบบนิเวศทางธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร (EV Ecosystem) อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด บริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด ผู้นำธุรกิจให้บริการด้านยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ PRIMOBIUS บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิลแบตเตอรี่จากเยอรมนี โดยทั้งสองบริษัทจะร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว”

ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงตอกย้ำความมุ่งมั่นของ นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย ในการเป็นผู้นำธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร แต่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของบริษัท ในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนผ่านการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบต่อสังคม โดยความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีขั้นสูงของ PRIMOBIUS จะช่วยให้ นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย นำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่หมดอายุการใช้งานกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง ช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรใหม่และลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ความร่วมมือครั้งนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทย ในการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจสีเขียว

MGC-ASIA มุ่งมั่นที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องในเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้วยการขยายระบบนิเวศทางธุรกิจอย่างครบวงจร สอดคล้องกับ Paris Agreement ที่เป็นความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change-UNFCCC) ตั้งแต่การจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ชั้นนำ การให้บริการหลังการขายซ่อมบำรุง บริการด้านการเงินและประกันภัย รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ของการดำเนินธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่ ซึ่งจะเติบโตอย่างมากในอนาคต เราเชื่อมั่นว่าการลงทุนในธุรกิจเหล่านี้ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่ง เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรตั้งแต่ต้นถึงปลายน้ำ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับบริษัทฯ ในระยะยาว

 

“เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป” ยกระดับการขายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์มือสอง สมบูรณ์แบบ พร้อมให้บริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ชั้น 3 โชว์รูมเบนซ์ บีเคเค บางนา การันตีคุณภาพมาตรฐาน BENZ BKK CERTIFIED ทุกคัน

0
Benz BKK 1

เบนซ์ บีเคเค เซอร์ทิฟายด์ โดย BENZ BKK GROUP ให้บริการเกี่ยวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ มือสองเต็มรูปแบบ ทั้งรับซื้อ ขาย ซ่อมบำรุง การันตีคุณภาพมาตรฐาน Multi-Point Check มากกว่า 200 รายการ และโปรแกรมจัดหาสินเชื่อเฉพาะบุคคล พร้อมด้วยบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เอกสิทธิ์เฉพาะลูกค้า BENZ BKK GROUP ที่โชว์รูม Mercedes-Benz Experience Center ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ล่าสุดประกาศความแข็งแกร่งการเป็น “ผู้นำตลาดรถเบนซ์มือสอง” หลังครึ่งปีแรกกวาดยอดขายได้มากกว่า 200 คัน มูลค่า 420 ล้านบาท จากเป้าหมาย 400 คัน ในปี 2567

 

นางสาวตวงรัตน์ ลิขิตพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป กล่าวว่า “ภาพรวมธุรกิจรถมือสองของเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลกมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเทศไทย โดยในส่วนของ BENZ BKK CERTIFIED ซึ่งเราคือผู้นำธุรกิจค้าปลีกยูสคาร์ระดับพรีเมียมลักซ์ชัวรี ที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ต้นปี BENZ BKK GROUP มียอดขายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์มือสอง ที่ส่งมอบให้กับลูกค้า มากกว่า 200 คัน หรือคิดเป็น 55% เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ว่าปี 2567 จะต้องส่งมอบ รถเบนซ์มือสอง ให้กับลูกค้าไม่น้อยกว่า 400 คัน”

Benz BKK 2

ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ได้ให้ความไว้วางใจ BENZ BKK CERTIFIED เราเชื่อว่าลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการเข้ามาใช้บริการซื้อและขายรถยนต์มือสองกับเรา ตั้งแต่ความง่ายในการเดินทางไปจนถึงความสะดวกสบายในการเลือกชมรถที่มีให้เลือกครบทุกเซกเมนต์ ด้วยการบริการระดับ 5 ดาวปลอดภัยและไว้ใจได้ ตอบสนองทุกความต้องการไม่ว่าจะเป็นการซื้อหรือขายรถ

Benz BKK 3
สำหรับรถเบนซ์มือสองที่เรามีนั้นส่วนใหญ่เป็นรถผู้บริหารเลขไมล์น้อย รถทดลองขับ (รถเดโม) หรือรถเบนซ์บ้านที่มีคุณภาพสูง ที่สำคัญเรามีการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ Multi-Point Check มากกว่า 200 รายการ พร้อมการซ่อมบำรุงด้วยอะไหล่แท้ ภายใต้การดูแลจากทีมช่างผู้เชี่ยวชาญของ BENZ BKK GROUP

Benz BKK 4
จุดเด่นสำคัญที่สุดของเราคือความครบ ทั้งการขายรถใหม่ รถ Certified (รถเบนซ์มือสอง) ศูนย์บริการหลังการขาย ให้บริการอะไหล่แท้ ศูนย์ซ่อมสี บริการประกันภัย อุปกรณ์ตกแต่งจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ตลอดจนยางรถยนต์ และบริการรับแลกเปลี่ยนรับซื้อรถ รวมถึงการให้คำปรึกษาโปรแกรม ทางการเงินจากพันธมิตร เพื่อหาข้อเสนอทางการเงินที่สามารถปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละ บุคคลเพื่อให้การซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์มือสอง ภายใต้ BENZ BKK CERTIFIED สะดวกสบาย และง่ายที่สุดสำหรับลูกค้า ด้วยบริการที่ครบสมบูรณ์แบบ

Benz BKK 5
นางสาวตวงรัตน์ ลิขิตพฤกษ์ กล่าวต่อว่า ด้วยศักยภาพขนาดใหญ่ในการลงทุนของบริษัท BENZ BKK GROUP ที่ประกอบธุรกิจเป็นผู้จำหน่าย และให้บริการรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยาวนานกว่า 33 ปี ด้วยความเชี่ยวชาญและชำนาญการ ประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน จึงมีความรู้ความเข้าใจต่อกลุ่มลูกค้าผู้ใช้เมอร์เซเดส-เบนซ์เป็นอย่างดี ด้วยความเข้าถึงและเข้าใจ ทำให้เรามีทั้ง Knowledge และ Know-How ที่สามารถจะนำมาปรับใช้ในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ส่งผลให้ เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป ผงาดขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งเป็นผู้นำตลาดรถเบนซ์มือสองในประเทศไทยและอยู่ในใจลูกค้าได้อย่างสง่างาม

Benz BKK 6
ล่าสุดเราได้พัฒนาพื้นที่โชว์รูม BENZ BKK Group – Bangna เพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการขาย รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยการปรับพื้นที่ภายในโชว์รูมให้ลูกค้าที่ต้องขายรถเข้ารับบริการตรวจเช็กสภาพรถ และการประเมินราคา จากช่างผู้ชำนาญการที่มีประสบการณ์ รวมถึงการนำพื้นที่ชั้น 3 ของโชว์รูม BENZ BKK BANGNA Mercedes-Benz Experience Center เป็นพื้นที่จัดแสดงรถเบนซ์มือสอง ให้ลูกค้าได้ใกล้ชิดและสัมผัสรถด้วยตนเอง โดยมีที่ปรึกษารขายของ Benz BKK Certified ให้บริการแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ในส่วนของพื้นที่ชั้น 7 มีการจัดสรรให้เป็นพื้นที่สำหรับเตรียมรถก่อนนำรถเข้าจอดโชว์ในโชว์รูม และ BKK Studio สตูดิโอสำหรับถ่ายภาพรถ 360 องศา สำหรับอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่สนใจชมรถได้ทุกมุมผ่านทางเว็บไซต์ www.benzbkkcertified.com

Benz BKK 7
นอกจากนั้นยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกระดับเวิลด์คลาส อาทิ VIP Lounge, ห้องส่งมอบรถ 360 องศา, BKK Cafe ให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม, นวดออฟฟิศซินโดรมจากเทอราปิสต์มืออาชีพ และพื้นที่ Co-Working Space พร้อมห้องประชุม 4 ห้อง เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้มาใช้บริการอย่างเหนือระดับ

นางสาวตวงรัตน์ ลิขิตพฤกษ์ กล่าวต่อว่า BENZ BKK GROUP พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางผู้จำหน่ายยูสคาร์ระดับพรีเมียมของประเทศไทย ด้วยการรับจัดซื้อรถเบนซ์มือสองทั่วประเทศ ด้วยบริการเหนือระดับ ที่มีเจ้าหน้าที่บริหารงานขายรวมถึงผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ประเมินตรวจสอบสภาพและเข้าบริการถึงทุกที่หมายด้วยบริการรับซื้อรถอย่างตรงไปตรงมาในราคาที่ยุติธรรม มั่นใจได้ ในมาตรฐานคุณภาพที่สามารถปิดการซื้อ-ขายได้ภายใน 1 ชั่วโมง ด้วยขั้นตอนคุณภาพดังนี้

Benz BKK 9

ขั้นตอนที่ 1 ลูกค้าติดต่อ โทร.02-745-4444 หรือ 081-884-7778
ขั้นตอนที่ 2 ส่งรายละเอียด เพื่อนัดหมายตรวจดูรถ
ขั้นตอนที่ 3 ดำเนินการตรวจเช็กสภาพรถ ตกลงซื้อ-ขายรถ
ขั้นตอนที่ 4 ดำเนินการด้านเอกสารให้ครบทุกขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 5 ลูกค้ารับเงิน ส่วนเบนซ์ บีเคเค เซอร์ติฟายด์ รับรถ

โดย BENZ BKK CERTIFIED ที่ชั้น 3 โชว์รูม BENZ BKK BANGNA Mercedes-Benz Experience Center พร้อมเป็นศูนย์บริการซื้อ-ขายและซ่อมรถเบนซ์มือสองสมบูรณ์แบบที่ใหญ่ที่สุด ให้ลูกค้าทุกท่านเป็นเจ้าของรถเบนซ์มือสองไมล์น้อย คุณภาพดี ทุกคันการันตี คุณภาพมาตรฐานเมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยโปรโมชันสุดพิเศษภายในงาน BIG MOTOR SALE 2024 ระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม – 1 กันยายน 2567 ที่ไบเทค บางนา ด้วยการเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ในราคาไม่ถึงล้าน โดยเลือกรับดอกเบี้ยพิเศษเท่ารถใหม่ป้ายแดงที่เริ่มต้นเพียง 2.49% ต่อปี

Benz BKK 10

ขณะเดียวกัน รถทุกคันของ BENZ BKK CERTIFIED จะได้รับการรับประกัน หรือ Warranty สูงสุดฟรี 1 ปี และหากจองรถและรับรถภายในวันที่ 30 กันยายน 2567 รับฟรี!!! เครื่องดูดฝุ่น Dyson มูลค่า 15,900 บาท ส่วนลูกค้าที่ตกลงขายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ คันเดิมกับทาง BENZ BKK CERTIFIED ระหว่างวันนี้ – 31 สิงหาคม 2567 รับฟรี!!! ทองคำมูลค่า 20,000 บาท ทุกคันอีกด้วย

Benz BKK 12
ลูกค้าและผู้ที่สนใจรถเบนซ์มือสองสามารถติดตามข่าวสารก่อนใครได้ที่ Line : @benzbkkcertified , IG: @benzbkkcertified , เว็บไซต์ www.benzbkkcertified.com และแฟนเพจเฟซบุ๊ก Mercedes-Benz Certified by Benz BKK หรือโทร. 088-811-1888