Home Blog Page 16

“ซูซูกิ”จัดประชุม Suzuki Asia Distributors’ Meeting 2026 ตอกย้ำความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางของตลาดสำคัญในเอเซีย

0
Suzuki 1

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ Suzuki Motor Corporation ประเทศญี่ปุ่น จัดการประชุม Suzuki Asia Distributors’ Meeting 2026 ระหว่างวันที่ 25-27 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สุขุมวิท โดยมีผู้บริหารระดับสูงจาก Suzuki Motor Corporation และ Distributor จาก 15 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น ไทย อินเดีย อินโดนีเซีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เมียนมา มองโกเลีย สิงคโปร์ ไต้หวัน เวียดนาม บรูไน ลาว และเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เข้าร่วมการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ทิศทางการดำเนินธุรกิจ และกลยุทธ์การเติบโตของแบรนด์ซูซูกิในภูมิภาค

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดการประชุมระดับภูมิภาคในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ Suzuki Motor Corporation มีต่อศักยภาพของประเทศไทยและซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) แม้ภายหลังการปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บริษัทฯ ยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากสำนักงานใหญ่ประเทศญี่ปุ่น และยังคงมีบทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจของซูซูกิในภูมิภาคเอเชีย

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเครือข่ายธุรกิจซูซูกิในภูมิภาคเอเชีย และตอกย้ำถึงความสำคัญของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในตลาดหลักของซูซูกิ โดยการที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงานในปีนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของบริษัทแม่ที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทย รวมถึงความพร้อมของ ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ในการเป็นศูนย์กลางการประสานความร่วมมือทางธุรกิจในภูมิภาค ยังเป็นเวทีที่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง Distributor จากทั่วภูมิภาคเอเชีย พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ดียิ่งขึ้นสำหรับลูกค้าในแต่ละประเทศ

ภายในงานประชุม ผู้บริหารจาก Suzuki Motor Corporation ได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทิศทางธุรกิจ รวมถึงแผนกลยุทธ์ในอนาคต เพื่อให้ Distributor ในแต่ละประเทศสามารถนำไปปรับใช้ในการวางแผนธุรกิจ และยกระดับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละตลาด ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการจัดวาระพิเศษให้แต่ละประเทศได้นำเสนอผลการดำเนินงานและแนวปฏิบัติทั้งในด้านกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล การยกระดับดัชนีความพึงพอใจของลูกค้า ตลอดจนการแลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารงานด้านการขาย และการบริการหลังการขาย ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ร่วมกัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ซูซูกิในเครือข่ายเอเชียระยะยาว

ในโอกาสนี้ ผู้บริหารของ ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบในตลาดอุตสาหกรรมไทย พร้อมชี้ให้เห็นถึงปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาด ตลอดจนพฤติกรรมของผู้บริโภค อีกทั้งยังเผยให้เห็นถึงช่องว่างในการแข่งขันในปัจจุบัน พร้อมนำเสนอข้อเสนอแนะต่างๆ และแนวทางกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้เครือข่ายธุรกิจรถยนต์ซูซูกิสามารถขับเคลื่อนและเติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคงในอนาคต

นอกเหนือจากนั้น คณะผู้บริหารและ Distributor รถยนต์ซูซูกิจากทั่วภูมิภาคเอเชีย ยังได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมโชว์รูมรถยนต์ซูซูกิ สำนักงานใหญ่ ถนนอ่อนนุช เพื่อศึกษาดูงานระบบการบริหารจัดการของโชว์รูมและศูนย์บริการต้นแบบ ซึ่งบริหารงานโดย ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) โดยตรง เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยได้นำเสนอทั้งมาตรฐานการต้อนรับลูกค้า ตลอดจนเทคโนโลยีและระบบการบริหารจัดการศูนย์บริการหลังการขาย เพื่อเป็นข้อมูลให้ Distributor ในภูมิภาคเอเชียสามารถนำไปประยุกต์ใช้ยกระดับมาตรฐานโชว์รูมและศูนย์บริการในประเทศของตนเองต่อไป

ปัจจุบัน ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) มีเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการรวมทั้งสิ้น 80 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ ที่พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า ภายใต้ยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับงานบริการหลังการขาย ที่มุ่งเน้นความรวดเร็วแม่นยำในการจัดสรรคลังอะไหล่สำรอง ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากรอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการของเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าสู่โชว์รูม ตลอดจนการคัดสรรผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด เพื่อให้สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์และสอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนเปลี่ยนไปอย่างตรงจุด

ซูซูกิยังคงเดินหน้าสานต่อพันธกิจในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพให้แก่ลูกค้า ควบคู่ไปกับการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ และการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต พร้อมมุ่งมั่นที่จะเป็นแบรนด์รถยนต์ที่อยู่เคียงข้างลูกค้าชาวไทยต่อไปอย่างยั่งยืน

 

 

“ลามิน่า” เดินหน้าสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคมตอบแทนแผ่นดินเกิด ลดโลกร้อนด้วยการติดฟิล์มให้โลก ภายใต้โครงการ “รักษ์โลกกับลามิน่า” ครั้งที่ 13 

0
ลามิน่า 1

บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า” ฟิล์มกันสะเก็ดหินและฟิล์มกลุ่มพิเศษ “ลูมาร์” ผลิตโดยบริษัท อีสท์แมน เพอร์ฟอร์แมนซ์ฟิล์ม สหรัฐอเมริกา อุปกรณ์บรรทุกสัมภาระ “ธูเล่” จากสวีเดน รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ครบวงจร “แอลลักซ์” คุณภาพเยี่ยมจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย www.laminafilms.com

ลามิน่า2

นำทีมปลูกกล้าไม้ในแปลงปลูกป่า 30 ไร่ มุ่งเน้นการศึกษาการเติบโต การปรับตัว และความสัมพันธ์ของไม้ป่าหลากหลายชนิดในรูปแบบ “การปลูกไม้ผสม” ภายใต้ร่มเงาไม้พื้นเมืองดั้งเดิม เพื่อจำลองระบบนิเวศใกล้เคียงธรรมชาติและส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ ในพื้นที่ศูนย์วนวัฒนวิจัยที่ (นครราชสีมา) (หน่วยย่อย) ตำบลอุดมทรัพย์ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

ลามิน่า 3

กิจกรรมโครงการรักษ์โลกกับลามิน่า ครั้งที่ 13 นี้นำโดย นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ประธานโครงการ รวมถึงผู้บริหารและพนักงาน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกรมป่าไม้ นำทีมโดย นายดุริยะ สถาพร นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิจัยการจัดการป่าไม้ ชมรมรถขับเคลื่อนสี่ล้อกลุ่มกระทิงโทน คณะผู้บริหารศูนย์ตัวแทนจำหน่ายและผู้ใช้ฟิล์มกรองแสงลามิน่า  สื่อมวลชน ชุมชนโดยรอบ โรงเรียนในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ลามิน่า 4

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายกำธร สุวรรณเวช ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการป่าไม้ ผู้แทนอธิบดีกรมป่าไม้ เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วย ดร.ก้องเกียรติ เต็มตำนาน ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ (นครราชสีมา)  นายภาสกร นาชัยเวียง ผู้อำนวยการส่วนวนวัฒนวิจัย กรมป่าไม้ และ นายสันติ แสนอาจ ประธานที่ปรึกษากลุ่มกระทิงโทน

ลามิน่า 5

โครงการรักษ์โลกกับลามิน่า ได้น้อมนำศาสตร์พระราชาเกี่ยวกับการฟื้นฟูสภาพป่าและสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้ในการรักษาสภาพทางนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม การออกแบบแปลงวิจัยกำหนดให้ปลูกไม้จำนวน 15 ชนิด โดยจัดเป็นคู่ชนิดไม้ที่มีลักษณะทางนิเวศและศักยภาพการเติบโตแตกต่างกัน ได้แก่ มะค่าโมง ร่วมกับ ประดู่ป่า, พะยูง ร่วมกับ ชิงชัน, พะยอม ร่วมกับ เคี่ยมคะนอง, รัง ร่วมกับ ยางแดง, ตะเคียนหิน ร่วมกับ ตะเคียนทอง, มะริด ร่วมกับ ยางนา ด้วยกล้าไม้จำนวน 3,000 ต้น ในพื้นที่ 30 ไร่ ใช้ระยะปลูก 4 x 4 เมตร ทั้งยังปลูกไม้โตเร็วและไม้แนวกันชนรอบแปลงเพื่อปรับสภาพแวดล้อม ลดแรงลม เพิ่มอินทรียวัตถุ และช่วยสร้างร่มเงาในระยะเริ่มต้นของการปลูก

ลามิน่า 6

นอกจากนี้ฟิล์มกรองแสงลามิน่ายังได้มอบเงินเพื่อสนับสนุนผืนป่าดังกล่าวอย่างต่อเนื่องอีก ปี เพื่อการบำรุงรักษาต้นไม้ในโครงการให้เจริญเติบโต ซึ่งการปลูกป่าในโครงการรักษ์โลกกับลามิน่ามีอัตราการรอดและเติบโตสูงถึง 95% ให้เป็นแหล่งศึกษาวิจัย แหล่งเรียนรู้ด้านการฟื้นฟูป่าไม้ และต้นแบบการเพิ่มพื้นที่สีเขียว อันนำไปสู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ลามิน่า 7

นับตั้งแต่โครงการแรกในปี พ.ศ.2551 จนถึงโครงการล่าสุดในปีนี้ “รักษ์โลกกับลามิน่า” ได้คืนผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ให้ประเทศไทยไปแล้วกว่า 580 ไร่ นับเป็นต้นไม้กว่า 113,000 ต้น แม้จะมีช่วงหยุดโครงการไปหลังจบโครงการที่ 12 พ.ศ.2562 ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่สามารถจัดกิจกรรมที่รวมคนจำนวนมากกว่า 300 คนได้

ลามิน่า 8

ตลอดระยะเวลากว่า ทศวรรษในฐานะผู้นำธุรกิจฟิล์มกรองแสงอันดับ ของเมืองไทย ลามิน่าได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยให้น่าอยู่อย่างยั่งยืนภายใต้เจตนารมณ์ “ลามิน่าขอเติบโตเคียงคู่สังคมไทย” ผ่านโครงการเพื่อสังคมต่างๆ นอกเหนือจากโครงการรักษ์โลกกับลามิน่า ยังมีโครงการลามิน่าสานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียน เพื่อให้โอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมแก่เยาวชนของชาติ โครงการลามิน่ามินิสานฝัน โครงการลามิน่าสร้างฝันปันรอยยิ้ม

ลามิน่า 11

รวมถึงสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมและองค์กรสาธารณกุศลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย มูลนิธิชัยพัฒนา ทุนมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์ สนับสนุนทุนวิจัยขั้นสูงด้านเภสัชวิทยา ศิริราชมูลนิธิ และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งทุกโครงการล้วนเกิดจากพลังความมุ่งมั่น ทุ่มเท เพื่อส่งมอบความสุขคืนสู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนตลอดไป

ทีม “MOTOR EXPO” ขับทรหด 6 ชั่วโมง ก้าวขึ้นโพเดียม RAAT Thailand Endurance 2026

0
Motor Expo 1

ชไมพร ปภัสร์พงษ์ นำทีม “Motor Expo Racing Team” ขับรถคู่ใจ HONDA CR-Z หมายเลข 63 พร้อมด้วย ชาริยะ นุยา และพงศ์พล นารายพิทักษ์ คว้าอันดับที่ 2 รุ่น TC4 และอันดับที่ 5 Overall ในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบสุดหฤโหด 6 ชั่วโมง รายการ RAAT Thailand Endurance Championship 2026 สนามที่ 1 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569

Motor Expo 2

Motor Expo 3

Motor Expo4

Motor Expo10

สามารถติดตามการแข่งสนามหน้า วันที่ 18-19 กรกฎาคม 2569 ได้ที่ Facebook.com/MotorExpo

“เอ็มจี” สร้างผลงานโดดเด่นทั่วโลก นำ SAIC MOTOR CORPORATION ขึ้นแท่นกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์จีนรายแรก ยอดส่งมอบสะสมทะลุ 100 ล้านคัน

0
MG 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผย SAIC MOTOR CORPORATION บริษัทแม่เตรียมบรรลุยอดส่งมอบสะสม 100 ล้านคันทั่วโลก นับเป็นผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนรายแรกที่ก้าวสู่หลักร้อยล้านคัน โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 แบรนด์ในเครือสามารถครองยอดขายอันดับหนึ่งในตลาดจีนติดต่อกัน 4 เดือน ด้วยยอดสะสมรวม 1.302 ล้านคัน ขณะที่ เอ็มจี ในฐานะโกลบอลแบรนด์ ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดยุโรป รั้งตำแหน่งยอดขายสูงสุดต่อเนื่อง โดยมียอดขายสะสม 4 เดือนแรกกว่า 120,000 คัน  และในตลาดประเทศไทยมียอดยอดจดทะเบียนสะสม 4 เดือนแรกของปี 2569 ทะลุ 10,953 คัน เติบโตกว่า 76% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน    

MG 2

SAIC MOTOR CORPORATION เปิดรายงานความสำเร็จการดำเนินธุรกิจช่วงต้นปี 2569 ตอกย้ำการเป็น          แบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนที่ทำผลงานได้ดีในทั่วโลก ด้วยโมเดลธุรกิจที่มุ่งการแข่งขันเชิงระบบ (Systematic Competition) ที่ผสาน 4 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ แบรนด์ในเครือ ธุรกิจผู้ร่วมทุน รถยนต์พลังงานใหม่ และตลาดต่างประเทศ เข้าด้วยกัน ซึ่งหากพิจารณาความสำเร็จแยกตามรายภาคส่วน พบว่า แบรนด์ในเครือ เป็นกำลังหลักในการเติบโต โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 โดย 5 แบรนด์ชั้นนำอย่าง เอ็มจี, Roewe, IM, Maxus และ Wuling มียอดขายรวมกว่า 910,000 คัน หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 6.9% และมีสัดส่วนสูงถึง 69.9% ของยอดขายทั้งหมด เฉพาะในตลาดประเทศจีน มียอดขายรวมของแบรนด์ในเครือ ครองอันดับหนึ่งต่อเนื่อง 4 เดือนซ้อน โดยเดือนเมษายนมียอดขายรวมสูงถึง 328,000 คัน ส่งผลให้ยอดขายสะสม 4 เดือนแรกของปีทะลุ 1.302 ล้านคัน  ในส่วน ธุรกิจผู้ร่วมทุน (Joint Venture) สะท้อนความสำเร็จผ่านแบรนด์ร่วมทุนอย่าง SAIC-GM และ SAIC-GM-Wuling ที่ต่างก็เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ด้าน รถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) ในปี 2568 มียอดขาย NEV สูงถึง 1,643,000 คัน โตขึ้น 33.1% คิดเป็นสัดส่วน 36.4% ของยอดขายทั้งหมด และในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มียอดขายสะสมอยู่ที่ 412,000 คัน และในส่วนของ ตลาดต่างประเทศ ใน 4 เดือนแรกของปีนี้ มียอดขายในตลาดต่างประเทศรวม 459,000 คัน เพิ่มขึ้นถึง 50.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และในปีที่ผ่านมามียอดส่งออกรถยนต์รวม 1.07 ล้านคัน ทำให้มียอดส่งออกสะสมรวมทั่วโลกทะลุ 6 ล้านคัน ด้วยความได้เปรียบจาก “ศักยภาพเชิงระบบ” ที่ผสานความแข็งแกร่งของทั้ง 4 ภาคส่วน ส่งผลให้ SAIC MOTOR CORPORATION ก้าวสู่หมุดหมายสำคัญของยอดส่งมอบและผู้ใช้งานสะสมครบ 100 ล้านคันทั่วโลก

MG 3

“เติบโตด้วยเทคโนโลยี” (Technology-Driven Growth) กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จระดับโลกของ SAIC MOTOR CORPORATION

MG 6

เบื้องหลังยอดขายที่เติบโตอย่างโดดเด่น คือการมุ่งเน้นยุทธศาสตร์ “เติบโตด้วยเทคโนโลยี” (Technology-Driven Growth) ที่ก้าวข้ามผ่านสงครามราคา สู่การสร้างความได้เปรียบด้วยนวัตกรรมที่ยากจะลอกเลียนแบบ โดยบริษัทฯ ได้เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) ด้วยตนเองอย่างครบวงจร อาทิ ระบบขับเคลื่อน Hybrid+ เทคโนโลยีระบบขยายระยะทาง (Stellar Super Range Extender) ที่นำมาใช้งานจริงแล้ว

MG 4

“เอ็มจี” หัวหอกสำคัญขับเคลื่อนความสำเร็จระดับโลก สู่ปรากฏการณ์การเติบโตอย่างก้าวกระโดดในประเทศไทย

เอ็มจี ยังคงตอกย้ำสถานะการเป็นแบรนด์หลักที่ทรงอิทธิพลลำดับต้น ๆ ในพอร์ตโฟลิโอของ SAIC MOTOR CORPORATION ด้วยการสร้างผลงานโดดเด่นบนเวทีโลก โดยเฉพาะในยุโรปที่ครองแชมป์แบรนด์รถยนต์จีนที่มียอดขายสูงสุดต่อเนื่อง ซึ่งในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 สามารถกวาดยอดขายได้ถึง 120,000 คัน ความสำเร็จนี้ได้สะท้อนมายังประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ

MG  9

กอปรกับในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 เอ็มจี มียอดจดทะเบียนสะสมรวมกว่า 10,953 คัน หรือเติบโตขึ้นถึง 76% เมื่อเทียบกับปีก่อน กลายเป็นหนึ่งในบันทึกสถิติสำคัญที่สนับสนุนให้ SAIC MOTOR CORPORATION ก้าวสู่เป้าหมาย 100 ล้านคันทั่วโลกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 100% เป็นฟันเฟืองหลัก นำโดยรุ่นยอดนิยมระดับโลกอย่าง NEW MG4 ELECTRIC เสริมทัพด้วยยนตรกรรมไฟฟ้าอัจฉริยะรุ่นล่าสุดอย่าง NEW MG S5 EV PLUS, MG IM6, MG IM5 และตระกูล e-MPV อย่าง NEW MG MAXUS 7 และ NEW MG MAXUS 9 ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ตอกย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการส่งมอบนวัตกรรมที่เข้าใจผู้ใช้งาน พร้อมยกระดับมาตรฐานการบริการที่ครบวงจรเพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้บริโภคชาวไทยอย่างยั่งยืน

MG 5

มร. ต๋า เซิน เซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด กล่าวว่า “สำหรับ เอ็มจี ในประเทศไทย เรายังคงเดินหน้ากลยุทธ์ GLOCAL อย่างเต็มรูปแบบ โดยผสานเทคโนโลยีและมาตรฐานระดับโลกเข้ากับความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยอย่างลึกซึ้ง ภายใต้ค่านิยมหลัก IN THAILAND FOR THAILAND” ที่มุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ เพื่อส่งมอบนวัตกรรมที่ตอบโจทย์คนไทยอย่างแท้จริง จากความสำเร็จของ SAIC MOTOR CORPORATION ในระดับโลก สู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของ เอ็มจี ในไทย สะท้อนทิศทางของแบรนด์ที่มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้าน Smart Mobility อย่างเต็มรูปแบบ โดยปีนี้ เราเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลาย ซึ่งในเร็ว ๆ นี้เตรียมเปิดตัวยนตรกรรมไฮไลท์อย่าง NEW MG URBAN รถแฮทช์แบ็คไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์สไตล์คนยุคใหม่ที่มาพร้อมระบบอัจฉริยะ ดีไซน์ที่สดใส และความคุ้มค่าที่จับต้องได้ นอกจากผลิตภัณฑ์ เรายังให้ความสำคัญกับการยกระดับบริการ โดยได้นำเอา MG SMILE” เป็นปณิธานของเราในการทำให้ ลูกค้าประทับใจได้รับ “รอยยิ้ม” ของลูกค้าเป็นตัววัดความสำเร็จที่แท้จริง นอกเหนือจากการบริการ เอ็มจี ยังมอบความมั่นใจสูงสุดด้วยจุดแข็งอย่างการรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน โดยไม่จำกัดระยะทางและผู้ครอบครองรถ (EV LIFETIME WARRANTY) ตอกย้ำความตั้งใจจริงของ เอ็มจี ในการดำเนินธุรกิจเคียงคู่คนไทยในระยะยาว เพื่อก้าวสู่การเป็น ท็อป 5 ของตลาดยานยนต์ไทย ภายในทศวรรษที่ 2 อย่างมั่นคง”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

 

 

 

“นิสสัน” และ “ทาคายามะ กรุ๊ป” เปิดตัววัสดุก่อสร้างจากของเหลือใช้ในกระบวนการพ่นสีรถยนต์

0
นิสสัน 1

(โยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น) – บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด (Nissan Motor Co., Ltd.) และบริษัท ทาคายามะ คาเซอิ จำกัด (Takayama Kasei Co., Ltd) ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “TS-12” และ “TS-20” แผ่นกันเสียงสำหรับงานก่อสร้างที่พัฒนาขึ้นอย่างล้ำสมัย โดยใช้แคลเซียมคาร์บอเนตที่สกัดได้จากกระบวนการพ่นสีรถยนต์ของนิสสัน ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ นิสสันจะจัดหาแคลเซียมคาร์บอเนตที่ผ่านการรีไซเคิลเป็นวัตถุดิบ ขณะที่ทาคายามะ กรุ๊ป จะรับหน้าที่ผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ความร่วมมือนี้ถือเป็นการยกระดับการหมุนเวียนในการใช้ทรัพยากร ด้วยการเปลี่ยนของเสียจากการผลิตให้กลายเป็นวัสดุก่อสร้างมูลค่าสูง ช่วยลดปริมาณของเสีย และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy

นิสสัน 2

ในกระบวนการพ่นสีรถยนต์ สีบางส่วนที่พ่นออกมา หรือที่เรียกว่า “ละอองสี (paint mist)” จะไม่ยึดเกาะกับตัวรถ และลอยอยู่ในอากาศ โดยละอองสีนี้จะถูกพัดไปพร้อมกับระบบระบายอากาศลงสู่ถังน้ำใต้ห้องพ่นสี จากนั้นละลายในน้ำ และถูกกำจัดเป็นของเสียอุตสาหกรรม เพื่อแก้ไขปัญหานี้ นิสสันได้ติดตั้ง “ระบบห้องพ่นสีแบบแห้ง (dry booth system)” ณ โรงงานที่โทชิงิ และที่ออปปามะ ซึ่งใช้ตัวกรองที่บรรจุแคลเซียมคาร์บอเนตแทนน้ำในการดักจับฝอยสี ทำให้สามารถเก็บรวบรวมวัสดุได้ในรูปแบบของแข็งแห้ง นวัตกรรมนี้ช่วยให้ของเหลือใช้ดังกล่าวสามารถนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะถูกทิ้ง

ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์แผ่นกันเสียง TS-12 และ TS-20 ที่พัฒนาโดย ทาคายามะ กรุ๊ป (ผลิตโดยบริษัท ทาคายามะ คาเซอิ และทำตลาดโดยบริษัท ไทโฮ – Taiho Co.) ได้นำแคลเซียมคาร์บอเนตที่ผ่านการรีไซเคิลมาใช้เป็นส่วนประกอบในวัสดุก่อสร้างประสิทธิภาพสูง เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์แบบเดิม คาดว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  (CO₂) ได้มากกว่า 30% ให้ทั้งประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม และการใช้งาน

นิสสันคาดว่าโครงการนี้จะช่วยลดปริมาณของเสียได้ประมาณ 1,200 ตันต่อปี และลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดของเสียได้ถึง 25 ล้านเยน

ในอนาคต นิสสันยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำแคลเซียมคาร์บอเนตที่ได้จากการรีไซเคิลไปประยุกต์ใช้เพิ่มเติม รวมถึงการนำไปใช้ในชิ้นส่วนยานยนต์ตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป

ความร่วมมือระหว่างนิสสัน และทาคายามะ กรุ๊ป ในครั้งนี้ ถือเป็นการนิยามแนวทางการจัดการของเหลือจากการผลิตใหม่ จาก “การกำจัด” สู่ “การนำกลับมาใช้ใหม่” โดยทั้งสองฝ่ายจะยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมด้านการรีไซเคิล ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมที่ยั่งยืน และมีการหมุนเวียนทรัพยากรอย่างแท้จริง

 

“GWM” ส่งมอบ “GWM TANK 500 DIESEL 2.4T” แก่กรมชลประทาน ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานภาครัฐ

0
GWM 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” และมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM ได้ส่งมอบ GWM TANK 500 DIESEL 2.4T รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ เข้าประจำการเป็นรถตรวจการณ์เพื่อใช้สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่กรมชลประทานทั่วประเทศ ทั้งนี้การส่งมอบดำเนินไปอย่างครบถ้วน ตรงตามกำหนด และอยู่ภายใต้มาตรฐานการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดตามข้อตกลงใน TOR สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่หน่วยงานภาครัฐมีต่อแบรนด์  GWM ตลอดจนความมั่นใจในสมรรถนะของ GWM TANK 500 DIESEL ที่รองรับการใช้งานที่หลากหลายได้เป็นอย่างดี พร้อมเดินหน้าขยายตลาดรถยนต์ฟลีท (Fleet) อย่างต่อเนื่องด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและการบริการหลังการขายที่ครบวงจร

GWM 2

มุ่งเน้นเสริมทักษะ จัดอบรมให้ความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ก่อนส่งมอบอย่างเป็นทางการ

GWM 3

ทั้งนี้ ก่อนการส่งมอบรถยนต์ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ บริษัทฯ ได้ร่วมกับพาร์ทเนอร์สโตร์ จัดอบรมให้ความรู้ด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีต่างๆ แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความคุ้นชินและเรียนรู้รายละเอียดของตัวรถอย่างครบถ้วน สำหรับพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายอุทัย ใหญ่นอก นายช่างเครื่องกลอาวุโส ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ กรมชลประทาน เป็นตัวแทนรับมอบรถยนต์ GWM TANK 500 DIESEL 2.4T รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ จำนวน 33 คัน โดยมี มร. เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) และ คุณพิสิทธิ์ จันทรเสรีกุล กรรมการผู้จัดการ GWM Iconic รามอินทรา พร้อมคณะผู้บริหารของบริษัทฯ ร่วมในพิธีส่งมอบซึ่งจัดขึ้น ณ กรมชลประทาน เมื่อเร็ว ๆ นี้

GWM 4

มร. เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) กล่าวว่า “GWM ขอขอบคุณกรมชลประทานที่ให้ความไว้วางใจใน

แบรนด์ GWM และเลือก GWM TANK 500 DIESEL 2.4T รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ เข้ามาสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ เรามั่นใจว่ารถรุ่นนี้จะช่วยยกระดับความคล่องตัวในการลงพื้นที่สำรวจ บริหารจัดการน้ำ และช่วยเหลือประชาชนในทุกสภาพถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ GWM พร้อมเป็นพันธมิตรที่ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของกรมชลประทานอย่างเต็มกำลัง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ควบคู่ไปกับการบริการหลังการขายที่ออกแบบมาเพื่อดูแลลูกค้าองค์กรได้อย่างรวดเร็วและครบวงจร เพื่อสร้างความมั่นใจและมอบความอุ่นใจตลอดระยะเวลาการใช้งานรถยนต์ทุกคันจาก GWM”

GWM Thailand 5

GWM พร้อมเป็นพันธมิตรกับทุกองค์กร ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและการบริการที่ได้มาตรฐาน

GWM Thailand 8

GWM มุ่งมั่นรุกตลาดรถยนต์ฟลีท (Fleet) อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ธุรกิจขนาดกลาง องค์กรภาคเอกชนขนาดใหญ่ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ด้วยผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน รองรับผู้ใช้งานทุกกลุ่มภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users”  พร้อมกันนี้ ยังมอบเอกสิทธิ์และบริการพิเศษเพื่อลูกค้าองค์กร (GWM Fleet Solution) ที่พร้อมดูแลและบริหารจัดการยานยนต์ของหน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ ด้วยความเป็นมืออาชีพและการบริการที่ได้มาตรฐานครอบคลุมทั้ง การรับประกันคุณภาพรถใหม่ : มั่นใจในคุณภาพการผลิตด้วยการรับประกันที่ครอบคลุม ; บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง : อุ่นใจในทุกเส้นทางตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมดูแลเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ; และแพ็กเกจบำรุงรักษาตามระยะทาง : ควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างแม่นยำด้วยโปรแกรมการดูแลบำรุงรักษาจากช่างผู้เชี่ยวชาญ  ยิ่งไปกว่านั้น GWM ยังมีเครือข่ายศูนย์บริการ GWM Partner Store ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อรองรับการให้บริการและดูแลลูกค้าระดับองค์กรได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลรักษารถยนต์ขององค์กรต่างๆ ด้วยมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

GWM Thailand 10

สำหรับองค์กรหรือหน่วยงานที่สนใจ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและติดต่อขอรับข้อเสนอพิเศษได้ที่ GWM Car Purchase Consultation หรือติดต่อ GWM Call Center โทร. 02-688-8888

 

 

 

“เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย” และ “MMS” ร่วมขับเคลื่อนบริการหลังการขาย เปิด ‘MMS Body and Paint’ ราชพฤกษ์ ศูนย์ซ่อมสีและตัวถังมาตรฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ที่รับรองโดย เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย รองรับลูกค้าย่านฝั่งธนบุรี

0
XPENG 1

มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) เพิ่มศักยภาพด้านการบริการ เปิดตัว ‘เอ็มเอ็มเอส บอดี้ แอนด์ เพ้นท์’ สาขาราชพฤกษ์ นับเป็นศูนย์ซ่อมสีและตัวถังแห่งแรก ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย พร้อมสรรพด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง และห้องพ่น-อบสี ที่ได้มาตรฐาน เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ

XPENG 2

ดร. ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ท่ามกลางกระแสนิยมรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจบำรุงรักษาหรือซ่อมรถยนต์เติบโตตาม ซึ่ง เอ็มเอ็มเอส มุ่งมั่นในการเพิ่มศักยภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง วันนี้ทางบริษัทฯ รู้สึกยินดีที่ได้นำเสนออีกช่องทางในการรับบริการซ่อมสีและตัวถังระดับมาตรฐานสากล โดยได้รับความไว้วางใจจาก เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ผู้จำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทค ให้การรับรอง ‘เอ็มเอ็มเอส บอดี้ แอนด์ เพ้นท์’ สาขาราชพฤกษ์ เป็นศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังอย่างเป็นทางการแห่งแรก เพื่อให้บริการลูกค้า เอ็กซ์เผิง ย่านฝั่งธนบุรีและทั่วประเทศ”

XPENG 5

วิวัฒน์ กิจเครือ ผู้อำนวยการ ฝ่ายบริการหลังการขาย เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย กล่าวว่า “เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ดำเนินธุรกิจโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) โดยเล็งเห็นศักยภาพการซ่อมสีและตัวถังของ เอ็มเอ็มเอสฯ ที่มีความเชี่ยวชาญ และให้การรับรอง ‘เอ็มเอ็มเอส บอดี้ แอนด์ เพ้นท์’ สาขาราชพฤกษ์ เป็นศูนย์ซ่อมสีและตัวถังอย่างเป็นทางการแห่งแรก สำหรับผู้ใช้ เอ็กซ์เผิง
ซึ่งบริการหลังการขายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ รวมถึงมีส่วนช่วยในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ โดยเรามีการสำรองอะไหล่ถึง 96% สูงที่สุดในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย นับเป็นกลยุทธ์เพื่อยกระดับมาตรฐานงานบริการหลังการขาย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย”

XPENG 6

++ อุปกรณ์ครบครัน ทันสมัย ภายใต้ 5 Smart Experience

หัวใจสำคัญของงานซ่อม คือ คุณภาพที่มองเห็น และ ความปลอดภัยที่ซ่อนอยู่ภายใน เอ็มเอ็มเอส บอดี้ แอนด์ เพ้นท์ ผสมผสานเทคโนโลยีระดับไฮเอนด์ เพื่อคืนสภาพรถยนต์ให้กลับมาใกล้เคียง
รถใหม่จากโรงงาน ด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือเฉพาะทางแบบครบครัน ยกระดับประสบการณ์
ด้วยห้องส่งมอบรถ พร้อมวิดีโอแสดงขั้นตอนการซ่อม ผสานความสะดวกสบายด้วยพื้นที่รับรองระดับพรีเมียม

XPENG 7

Smart System – เครื่องดึงตัวถังระบบ 3 มิติ ใช้เทคโนโลยีการดึงตัวถังที่วัดค่าแบบดิจิทัล แม่นยำระดับมิลลิเมตร พร้อมเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลโครงสร้างรถยนต์จากผู้ผลิต ทำให้โครงสร้างตัวถังกลับมาสมดุล ระบบปฏิบัติการและทีมช่างผ่านการอบรมโดยตรงจาก เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย พร้อมการรับรองมาตรฐานอย่างเป็นทางการ ผสาน 17 ช่องซ่อมมาตรฐาน รองรับรถยนต์ได้กว่า 150 คันต่อเดือน

Smart Painting – สีสูตรน้ำของ PPG แบรนด์ระดับพรีเมียมจากสหรัฐอเมริกา ประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 135 ปี ผสานระบบผสมสีที่ผ่านการรับบรองมาตรฐานจาก เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย
ห้องพ่นสีระบบ Downdraft (ดูดลมลงพื้น) ลดโอกาสเกิดเม็ดฝุ่นและละอองสีเกาะซ้ำ ห้องอบสีติดตั้งระบบ Nano Heater ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นแม่นยำผ่านคอมพิวเตอร์ ช่วยให้สีแห้งไว และได้คุณภาพสีที่สม่ำเสมอ กรองอากาศหลายชั้น ป้องกันฝุ่นและสิ่งแปลกปลอม พร้อมระบบระบายอากาศมาตรฐานสากล เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Smart Insurance – รองรับประกันคุณภาพจากบริษัทชั้นนำระดับโลก Chubb และ Falcon ภายใต้การบริหารโดย ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ ครบ จบในที่เดียว ผ่านความร่วมมือจากพาร์ทเนอร์มาตรฐานระดับสากล

Smart Warranty – รับประกันงานซ่อมสีทุกชิ้น 1 ปีเต็ม นับเป็นการรับประกันที่ตอกย้ำ
ความเชื่อมั่น และความรับผิดชอบของ เอ็มเอ็มเอส บอดี้ แอนด์ เพ้นท์

Smart Tracking – ตรวจสอบสถานะการซ่อมได้ทุกขั้นตอนแบบเรียลไทม์ ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า สู่มาตรฐานใหม่ในยุคดิจิทัล

ลูกค้าสามารถนำรถมารับบริการที่ศูนย์บริการของผู้จำหน่าย เอ็กซ์เผิง อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ รวมถึง เอ็มเอ็มเอส ทั้ง 19 สาขา คือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล เกษตร–นวมินทร์, รามอินทรา,งามวงศ์วาน, สุขาภิบาล 3, สําโรง, พระราม 4, ลำลูกกา, ราชพฤกษ์, รังสิต, คู้บอน, รามคำแหง, ธนบุรี–พระราม 5, พุทธบูชา, ศรีนครินทร์, กาญจนาภิเษก, ระยอง, พัทยา, อุบลราชธานี และ ภูเก็ต

สอบถามข้อมูล โทร. 1396 MMS MASTER MOTOR SERVICES

LINE Official: @mmsbodyandpaint

Facebook: MMS Body and Paint

www.mmscarservice.com

 

“ฟอร์ด ประเทศไทย” กับ 3 ทศวรรษแห่งการยกระดับบริการหลังการขายสร้างความเชื่อมั่นและการเติบโตระยะยาว

0
Ford 1

ฟอร์ด ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นตลอด 3 ทศวรรษในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ด้วยการพัฒนานวัตกรรมบริการหลังการขายให้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของการสร้างความพึงพอใจ ความเชื่อมั่น และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยยึด ‘ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง’

Ford  2

ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนผ่านคะแนนความพึงพอใจลูกค้า (NPS) ที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการได้รับการจัดอันดับด้านบริการเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มแบรนด์รถยนต์ยอดนิยม จากการสำรวจของดิฟเฟอเรนเชียล ประจำปี 2569

ตัวชี้วัดที่สำคัญอีกหนึ่งด้านคือ อัตราการกลับมาใช้บริการที่ศูนย์บริการฟอร์ดซึ่งอยู่ในระดับสูงถึง 83% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยยังครอบคลุมลูกค้าที่มีรถยนต์อายุการใช้งานมากกว่า 23 ปี ซึ่งยังคงเลือกใช้บริการที่ศูนย์ฟอร์ดมาโดยตลอด สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพบริการ มาตรฐานงานซ่อมบำรุง และความพร้อมของฟอร์ดในการดูแลรถยนต์ทุกรุ่นตลอดอายุการใช้งาน

Ford  3

นายสุรวัฒน์ จึงสมประสงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า “สิ่งที่ฟอร์ดเชื่อมั่นและยึดถือเป็นหลักปฏิบัติมาโดยตลอดคือ ‘Treat Customers Like Family’ หรือการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว ที่นอกจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับบริการหลังการขายที่ต้องมีคุณภาพ สะดวกสบาย และตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของลูกค้าอย่างแท้จริง เพราะเราเข้าใจดีว่ารถยนต์มีความหมายต่อชีวิตของลูกค้าในหลายมิติ ทั้งในฐานะพาหนะในการเดินทาง เครื่องมือประกอบอาชีพ และส่วนหนึ่งของช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนร่วมกับครอบครัว เราจึงมุ่งพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้ชีวิตของลูกค้า ผ่านการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพงานบำรุงรักษา รวมถึงการอยู่เคียงข้างลูกค้าใน

ทุกสถานการณ์ เช่น การออกแคมเปญบรรเทาภาระจากเหตุการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบทพิสูจน์ถึงความใส่ใจที่เรามีให้กับลูกค้าฟอร์ดอย่างแท้จริง”

“ในฐานะที่แบรนด์ฟอร์ดดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเข้าสู่ปีที่ 30 เราไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการนำเสนอผลิตภัณฑ์สมรรถนะสูงและเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานลูกค้าเท่านั้น แต่ยังมุ่งมั่นดูแลลูกค้าทุกรุ่นให้อุ่นใจตลอดอายุ

Ford  4

การใช้งานของรถ เราลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการหลังการขาย ทั้งเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ บุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมตามมาตรฐานสากล และการเพิ่มศักยภาพของศูนย์กระจายอะไหล่ ทั้งหมดนี้คือรากฐานที่ทำให้ฟอร์ดสามารถส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ครบวงจรและยั่งยืนได้” นายสุรวัฒน์กล่าวเพิ่มเติม

ฟอร์ดมุ่งสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ดีผ่านแนวคิด ‘ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง’ โดยศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า เพื่อพัฒนาบริการใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

  1. ความสะดวกสบายที่เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านช่องทางดิจิทัลและบริการเคลื่อนที่

Ford  5

2.บริการมาตรฐานที่รวดเร็วและแม่นยำ ด้วยนวัตกรรมและเครื่องมือพิเศษเฉพาะทาง

Ford 6

3.ความมั่นใจในคุณภาพบริการ ผ่านความโปร่งใส การใช้อะไหล่แท้ และบรรยากาศการให้บริการที่อบอุ่นเป็นกันเอง

Ford  7

ฟอร์ดยังคงนำเสนอและพัฒนานวัตกรรมบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในยุคดิจิทัล อาทิ

  • บริการซ่อมบำรุงด่วนใน 60 นาที (60 Minutes Express Service Guaranteed) เปิดตัวในปี 2559 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ต้องการความรวดเร็วและประหยัดเวลา
  • ในปี 2564 ฟอร์ดเปิดตัว แพ็คเกจขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ Ford Care โปรแกรมคำนวณค่าบำรุงรักษา (Service Price Calculator) ที่ช่วยให้ลูกค้าวางแผนค่าใช้จ่ายได้อย่างโปร่งใสมั่นใจ และเทคโนโลยีแว่นตาอัจฉริยะช่วยเหลืองานซ่อมระยะไกล ให้ช่างเทคนิคในศูนย์บริการสามารถเชื่อมต่อกับวิศวกรบริการของฟอร์ดได้แบบเรียลไทม์ เพื่อร่วมวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาที่

Ford  8

ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ช่วยให้ลูกค้ารับรถกลับไปใช้งานได้เร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีนี้  นำมาใช้ในการช่วยวิเคราะห์เฉลี่ยเดือนละกว่า 30 เคส และยังมีส่วนช่วยให้รถยนต์ของลูกค้าได้รับการแก้ไขได้ตั้งแต่ครั้งแรกถึง 96%

  • ปี 2565 ฟอร์ดเปิดตัวรถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ พร้อมยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วยนวัตกรรมบริการหลังการขายที่ครบครันยิ่งขึ้น ได้แก่ หน่วยบริการเคลื่อนที่ หรือ MSV (Mobile Service Vehicle) ซึ่งให้บริการดูแลรักษารถยนต์ตามระยะ ตรวจเช็กเบื้องต้น เปลี่ยนแบตเตอรี่ และซ่อมแซมเล็กน้อยถึงบ้านหรือที่ทำงาน มียอดเรียกใช้งานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 10% ต่อปี ให้บริการไปแล้วราว 138,000 ครั้ง รวมถึงบริการรับ–ส่งรถนอกสถานที่ หรือ PUD (Pick Up and Delivery) ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าที่ต้องการประหยัดเวลา มียอดเรียกใช้งานเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 8% ต่อปี ให้บริการไปแล้วกว่า 130,000 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีบริการนัดหมายออนไลน์ (Online Service Booking) ผ่านทั้ง Ford app เว็บไซต์ฟอร์ด และ Line Official Account ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการจัดการตารางเวลา และมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นทุกปีเฉลี่ย 26% โดย Ford app เป็นแอปพลิเคชันที่รวมฟังก์ชันการใช้งานที่ง่ายและครบครันไว้ในที่เดียว ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อกับรถฟอร์ด เรียกรับบริการต่าง ๆ ดูข้อมูลสถานะรถยนต์ หรือสั่งการรถผ่านโทรศัพท์มือถือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ปัจจุบันมีผู้ใช้งานแอปพลิเคชันกว่า 130,000 ราย รวมถึงการขยายการรับประกันคุณภาพอะไหล่เป็น 2 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร ถือว่าเป็น Best-in-Class เมื่อเทียบกับแบรนด์รถสันดาปด้วยกัน
  • ในปี 2568 ฟอร์ดได้ขยายพื้นที่และพัฒนาระบบบริหารจัดการศูนย์กระจายอะไหล่ (Parts Distribution Center) ที่จังหวัดสมุทรปราการ และเปิดตัวโปรแกรมสะสมคะแนน Ford Rewards Club ผ่าน LINE Official Account โดยหลังจากเปิดตัวไปไม่ถึงหนึ่งปี มีลูกค้ารถฟอร์ดสมัครเป็นสมาชิกแล้วกว่า 70,000 บัญชี และมียอดคะแนนสะสมรวมแล้วกว่า 43.9 ล้านคะแนน และในปี 2569 นี้ ฟอร์ดยังได้พัฒนาโปรแกรม Ford Rewards Club ให้รองรับไลฟ์สไตล์ลูกค้าและมอบสิทธิประโยชน์มากขึ้น โดยการกำหนดสถานะสมาชิก ซึ่งจะมี 5 ระดับ ได้แก่ Basic, Bronze, Silver, Gold และ Platinum Exclusive พร้อมเพิ่มทางเลือกการใช้คะแนนสะสมเป็นส่วนลดเมื่อใช้บริการที่ศูนย์บริการฟอร์ดได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569

ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 30 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ฟอร์ดยังคงมุ่งมั่นเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย พร้อมตอกย้ำความแข็งแกร่งด้วยบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐานสูง ทั้งเครือข่ายศูนย์บริการที่ครอบคลุม ช่างเทคนิคที่ผ่านการฝึกอบรมอย่างเข้มข้นตามมาตรฐานฟอร์ด พร้อมเครื่องมือเฉพาะทาง การพัฒนาทักษะบุคลากรและกระบวนการผ่านโปรแกรม Ford Guest Experience ภายใต้แนวคิด ‘ง่าย โปร่งใส รวดเร็ว’ รวมถึงศูนย์กระจายอะไหล่ที่มีศักยภาพรองรับการจัดเก็บอะไหล่ได้อย่างเพียงพอ เสริมด้วยระบบเทคโนโลยีการบริหารจัดการที่ทันสมัยเพื่อการจัดส่งที่แม่นยำและรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความพร้อมของฟอร์ดในการสนับสนุนงานบำรุงรักษารถฟอร์ดทั้งรุ่นเดิม รุ่นปัจจุบัน และรองรับการเติบโตในอนาคต

 

ฟอร์ดเชื่อมั่นว่าบริการหลังการขายคือปัจจัยสำคัญในการสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจและความภักดีต่อแบรนด์ พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและบริการใหม่ ๆ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและเสริมความแข็งแกร่งในตลาดยานยนต์ไทยต่อไป

 

“ฮอนด้า” สานต่อพลังแห่งการให้ ส่งต่อ “โอกาสแห่งการเรียนรู้” มอบคอมพิวเตอร์ 722 เครื่อง มูลค่ากว่า 3.43 ล้านบาท เดินหน้าส่งต่อคุณค่า สนับสนุนการศึกษาแก่วิทยาลัยทั่วประเทศ พร้อมเติบโตเคียงคู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

0
ฮอนด้า 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ พร้อมด้วยตัวแทนผู้บริหารฮอนด้า ร่วมส่งมอบคอมพิวเตอร์จำนวน 722 เครื่อง รวมมูลค่า 3,432,000 บาท ณ โรงงานฮอนด้า จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและยกระดับโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนไทยและสังคมในวงกว้าง

คอมพิวเตอร์ดังกล่าวได้ถูกส่งมอบให้แก่ สถาบันการศึกษาในความร่วมมือฝึกทักษะอาชีพ หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ และองค์กรสาธารณประโยชน์ รวม 10 หน่วยงาน ครอบคลุมหลายภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อช่วยเสริมศักยภาพด้านการเรียนการสอน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร และเปิดโอกาสในการเรียนรู้ให้กับชุมชนอย่างทั่วถึง ได้แก่

  • วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด
  • วิทยาลัยเทคนิคหนองบัวลำภู
  • วิทยาลัยเทคนิคบัวใหญ่
  • วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ
  • วิทยาลัยการอาชีพปง
  • วิทยาลัยเทคนิคพัทลุง
  • วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี
  • วิทยาลัยเทคนิคชัยนาท
  • กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดปราจีนบุรี
  • มูลนิธิกระจกเงา

การดำเนินงานในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเจตนารมณ์ความมุ่งมั่นของฮอนด้าในการ “เป็นองค์กรที่สังคมต้องการให้ดำรงอยู่” (The Company That Society Wants to Exist) โดยเป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจในการร่วมพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน ผ่านการสนับสนุนด้านการศึกษาและเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุลระหว่างองค์กรและสังคม

 

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส” เตรียมเปิดตัว “ออล-นิว ปาเจโร” ช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้! ตำนานรถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี ระดับไอคอนิก จะกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี

0
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ประกาศการกลับมาของรถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี รุ่นใหม่ ภายใต้ชื่อ ปาเจโร1 พร้อมกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลก ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2569 นับเป็นการหวนคืนสู่ตลาดโลกครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังจากยุติการทำตลาดในต่างประเทศไปเมื่อปี 2564

มิตซูบิชิ ปาเจโร เปิดตัวครั้งแรกในปี 2525 โดยได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “รถยนต์เพื่อการพักผ่อนและ
สันทนาการ” หรือ Recreation Vehicle (RV) ก่อนจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และกลายมาเป็นรถยนต์ประเภท Sport Utility Vehicle (SUV) ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกในปัจจุบัน ด้วยแนวคิดใหม่ที่ผสานสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดอันทรงพลังของรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) เต็มรูปแบบ เข้ากับความสะดวกสบายแบบรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในทั้ง 4 เจเนอเรชัน รถยนต์รุ่นนี้ได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในรถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี ระดับตำนานที่โดดเด่นที่สุดของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 3.25 ล้านคัน ครอบคลุมกว่า 170 ประเทศ ในหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก

ปาเจโร เข้าร่วมการแข่งขันดาการ์ แรลลี่ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นการแข่งขันแรลลี่ที่หฤโหดที่สุดในโลก ตั้งแต่
ปี 2526 และสามารถคว้าชัยชนะได้ถึง 12 ครั้ง รวมถึงการชนะติดต่อกัน 7 ปีซ้อน จากความสำเร็จดังกล่าว ปาเจโร
ได้สร้างชื่อเสียงด้านสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดที่เหนือชั้น การควบคุมที่แม่นยำ พร้อมเสถียรภาพในการขับขี่
ที่ยอดเยี่ยม และความทนทานที่ผ่านการพิสูจน์ ในฐานะรถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี จนได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั่วโลก โดยในประเทศญี่ปุ่น ปาเจโรยังเป็นผู้นำกระแสรถยนต์เพื่อการพักผ่อนและสันทนาการ (RV) ในช่วงทศวรรษ 1990 และมีบทบาทสำคัญในการปลุกกระแสไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวและกิจกรรมกลางแจ้ง ทำให้มีการขยายซีรีส์ไปสู่รุ่นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ปาเจโร มินิ รถยนต์ขนาดเล็ก หรือ เคคาร์ (Kei-car3) ไปจนถึงรถยนต์คอมแพกต์เอสยูวีอย่าง ปาเจโร จูเนียร์ และ ปาเจโร ไอโอ

ออล-นิว ปาเจโร ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวครั้งแรกของโลก ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ ได้รับการพัฒนาขึ้นจากโครงสร้างแชสซีส์อันแข็งแกร่งของรถกระบะไทรทัน4 เสริมการปรับแต่งพิเศษเพื่อรถรุ่นนี้โดยเฉพาะ ทั้งในส่วนของห้องโดยสาร และระบบกันสะเทือนด้านหน้าและด้านหลัง ที่ไม่เพียงมอบสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น
แต่ยังให้ความนุ่มนวลและสะดวกสบายเหนือระดับในทุกการเดินทาง โดย ออล-นิว ปาเจโร ได้รับการยกระดับให้เป็นรถยนต์เรือธงรุ่นใหม่ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยและความมุ่งมั่นในการก้าวข้ามทุกความท้าทายของ
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 

เว็บไซต์พิเศษสำหรับ ออล-นิว ปาเจโร:

https://www.mitsubishi-motors.co.jp/lineup/pajero/special/teaser

  1. ทำตลาดในชื่อ มอนเตโร (Montero) ในบางประเทศ
  2. ยุติการทำตลาดในประเทศญี่ปุ่นในปี 2562
  3. เคคาร์ (Kei-car) คือประเภทของรถยนต์ขนาดเล็กพิเศษในประเทศญี่ปุ่น
  4. ทำตลาดในชื่อ แอล 200 (L200) ในบางประเทศ