Home Blog Page 16

“มาสด้า” ปั้นครีเอเตอร์สู่เจ้าของธุรกิจจับมือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหนุนโครงการ “CreatorPreneur Bootcamp” ผลักดันแนวคิด Joy Drives Lives

0
มาสด้า 1

มาสด้า ร่วมกับ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ บริษัท ดิจิทัล ทิปส์ จำกัด พร้อมด้วย พันธมิตร เปิดตัวโครงการ “CreatorPreneur Bootcamp: From Content Maker to Business Master” เชิญชวนคอนเทนต์ครีเอเตอร์และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป สมัครเข้าร่วมแคมป์เพื่อเรียนรู้และฝึกทักษะเรื่องการทำคอนเทนต์ ตลอดระยะเวลา 2 เดือนเต็ม แบบฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ณ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อเสริมทักษะด้านธุรกิจ การตลาด และการบริหารจัดการ รวมถึงสร้างโอกาสในการต่อยอดจากการสร้างสรรค์คอนเทนต์สู่การเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ โดยเปิดรับสมัครเพียง 100 คน เท่านั้น ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนสมัครได้ทาง https://forms.gle/iHnkAcPnVevKHE7Y7 ตั้งแต่วันนี้จนถึง 26 สิงหาคม 2569 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE: @digitaltips

มาสด้า  2

นายภพนิพิฐ จิรวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัล บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มาสด้าเชื่อในเรื่องของประสบการณ์ความสุข ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ความสุขที่เกิดจากการขับขี่เท่านั้น แต่คือความสุขที่เกิดจากการใช้ชีวิตในทุกด้าน รวมถึงการส่งต่อคุณค่าและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายในแบบของตนเอง มาสด้าเชื่อว่าการได้เรียนรู้ การได้ลงมือทำ การได้รับโอกาสที่ดี จะนำไปสู่การต่อยอดขีดความสามารถ สร้างอาชีพ และคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและมั่นคงให้กับชีวิต ซึ่งเป็นหนึ่งการสร้างสรรค์ประสบการณ์ความสุข อันเป็นปรัชญาของแบรนด์ Joy Drives Lives ที่มาสด้าต้องการส่งมอบให้กับผู้คนในทุกเจเนอเรชั่น”

ครั้งนี้ มาสด้าได้เข้ามาให้การสนับสนุนโครงการ CreatorPreneur Bootcamp โดยร่วมมือกับ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ บริษัท ดิจิทัล ทิปส์ จำกัด พร้อมด้วย พันธมิตร เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ มีโอกาสได้รับความรู้และประสบการณ์ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง และได้รับความรู้จากคอนเทนต์ครีเอเตอร์ระดับท็อปมากมายที่จะมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จริงในฐานะ Mentors ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถช่วยสร้างแรงบันดาลใจ จุดประกายแนวคิดในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีคุณภาพ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากการทำงานจริง รวมถึงสามารถต่อยอดผลงานสู่การเป็นครีเอเตอร์มืออาชีพ ที่สามารถเติบโตและสร้างคุณค่าให้กับประเทศต่อไป

“มาสด้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมมือกับคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Digital Tips ในการสนับสนุนโครงการนี้ เพราะเราเชื่อว่าการมอบโอกาสให้คนรุ่นใหม่ คือการสร้างรากฐานสำคัญให้กับผู้คนในสังคม ซึ่งจะช่วยส่งต่อไปถึงการผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต เราหวังว่าโครงการนี้ จะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ช่วยผลักดันความฝันให้กับคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไปในอนาคต” นายภพนิพิฐ กล่าว

สำหรับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ที่จะมาเข้าร่วมอบรมให้ความรู้ในฐานะ Mentor ในโครงการ CreatorPreneur Bootcamp ประกอบด้วย ก้อย-นัตตี้-ดรีม, คุณกัญญฉัชฌ์ เลิศธนไพบูลย์ (Her Hyness), คุณกตัญญู สว่างศรี (Katanyutonight), คุณฌอน–ชวนล ไคสิริ (POEM), คุณธนิษฐ์ เจียรสวัสดิ์วัฒนา (เพจนัดเป็ด) และ คุณมอส-ปฏิภาณ ขุนเงิน (มอสมัดจุก) เป็นต้น ซึ่งผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 26 สิงหาคม 2569 โดยจะประกาศรายชื่อในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และเริ่มเรียนในวันที่ 12 กันยายน 2569

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ “CreatorPreneur Bootcamp

การรับสมัคร

  • รับจำนวนจำกัด เพียง 100 ท่านเท่านั้น
  • ลงทะเบียนสมัครผ่านทาง https://forms.gle/iHnkAcPnVevKHE7Y7

คุณสมบัติผู้สมัคร

  • อายุ 18 ปีขึ้นไป
  • มีผู้ติดตาม 10,000 คนขึ้นไป ใน Social Media หรือช่องทางใดช่องทางหนึ่ง
  • มีการโพสต์ลง Social Media อย่างน้อย 30 โพสต์ ใน 2 เดือนย้อนหลัง
  • เขียนบรรยายว่า อยากทำธุรกิจอะไร และเพราะเหตุใดจึงอยากทำธุรกิจนี้

การเข้าเรียน

  • เรียนทุกวันเสาร์ ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน – 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 (ยกเว้นวันเสาร์ที่  24 ตุลาคม 2569) ณ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะมีค่ามัดจำรักษาสิทธิ์ จำนวน 4,500 บาท โดยทางโครงการจะคืนเงินค่ามัดจำให้เต็มจำนวน 100% ภายใน 2 สัปดาห์หลังจบโครงการ เมื่อผู้เข้าร่วมมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่า 80% ของระยะเวลาการอบรมทั้งหมด

 

GAC AION Thailand เปิดจำหน่าย GAC GN8 PHEV ราคาเริ่มต้น 2.199 ล้านบาท พร้อมแคมเปญพิเศษช่วงเปิดตัว และบริการหลังการขายระดับพรีเมียม

0

GAC AION Thailand ประกาศเปิดจำหน่าย GAC GN8 PHEV รถยนต์อเนกประสงค์ระดับพรีเมียมแบบปลั๊กอินไฮบริด (Premium Plug-in Hybrid MPV) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการนำเสนอรถยนต์พลังงานทางเลือกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “SMART LUXURY FOR EXECUTIVES” ผสานความหรูหรา เทคโนโลยีอัจฉริยะ ความสะดวกสบาย และสมรรถนะการขับขี่ เพื่อรองรับกลุ่มผู้บริหารและครอบครัวยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์การเดินทางระดับพรีเมียม โดยมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 2.0T Plug-in Hybrid (PHEV) ให้ระยะทางขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าสูงสุด 120 กิโลเมตร (NEDC) และระยะทางขับขี่รวมสูงสุด 1,032 กิโลเมตร (WLTC) พร้อมราคาแนะนำช่วงเปิดตัว 2,199,000 บาท

 

ดีไซน์หรูสง่างาม สะท้อนภาพลักษณ์ผู้บริหารยุคใหม่

GAC GN8 PHEV ถ่ายทอดแนวคิดการออกแบบ COMMANDING EXECUTIVE DESIGN ที่สะท้อนความสง่างามและความภูมิฐานระดับผู้บริหาร โดดเด่นด้วยกระจังหน้าดีไซน์เอกลักษณ์ LION CLAW GRILLE สอดรับกับไฟหน้า GRAND LION HEADLIGHTS ที่โฉบเฉี่ยวทรงพลัง ผสานเทคโนโลยีมิติของแสงและเงาอันเป็นเอกลักษณ์ และไฟท้าย LED ดีไซน์เขี้ยวสิงโต LION FANG TAIL LIGHTS ที่สะท้อนเอกลักษณ์อันทรงพลังในทุกมุมมอง พร้อมเพิ่มความสะกดทุกสายตาด้วย FLOATING EMBLEM HUB หรือฝาครอบดุมล้อแบบลอยตัวที่ช่วยรักษาตำแหน่งโลโก้ GAC ให้คงที่ตั้งตรงขณะขับขี่ นอกจากนี้ ตัวรถยังได้รับการปรับรายละเอียดกันชนหน้า–หลัง รวมถึงองศามุมไต่และมุมจาก (Approach & Departure Angles) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่และการใช้งานจริง ทั้งในเมือง บนทางลาด อาคารจอดรถ และการเดินทางระยะไกล

  

ห้องโดยสารระดับ Executive Comfort มอบประสบการณ์การเดินทางเหนือระดับ

ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับความสบายสูงสุดภายใต้แนวคิด UPGRADED EXECUTIVE COMFORT สัมผัสความประณีตด้วยเบาะหนัง NAPPA เกรดพรีเมียม LUXURIOUS LEATHER SEATS พร้อมงานเย็บตะเข็บ 3 มิติ และการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ โดยเบาะนั่งคู่หน้า UPGRADED EXECUTIVE FRONT-ROW SEATS มาพร้อมระบบนวด 10 จุด ปรับได้ 3 โหมด ที่รองขาปรับได้ 60 มิลลิเมตร และฟังก์ชัน ONE-TOUCH SPA เพื่อเพิ่มความผ่อนคลายระหว่างการเดินทาง

ขณะที่เบาะโดยสารแถวที่สองมอบความสบายขั้นสุดด้วยเบาะนั่ง DUAL ZERO-GRAVITY ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ผสานระบบนวด 3 โหมด รวม 16 จุด (เบาะรองนั่ง 6 จุด และพนักพิง 10 จุด) ระบบดันหลังปรับไฟฟ้า ที่รองขาปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง พร้อมฟังก์ชัน SPA ในตัว ผ่อนคลายเพียงสัมผัสเดียวด้วยโหมด ONE-TOUCH ZERO-GRAVITY เพิ่มความสะดวกสบายด้วยหน้าจอควบคุมส่วนตัว EXECUTIVE ARMREST TOUCH COMMAND ขนาด 5 นิ้ว บนที่วางแขน ช่วยให้ผู้โดยสารแถวที่สองสามารถควบคุมการปรับตำแหน่งเบาะ ระบบปรับอากาศ การเปิด-ปิดประตูและหน้าต่าง ม่านบังแดดเหนือศีรษะ และระบบความบันเทิงได้อย่างอิสระ พร้อมด้วย EXECUTIVE FLOATING TABLE โต๊ะพับอเนกประสงค์หลังพนักพิงเบาะหน้า ตอบโจทย์ทั้งการทำงานและการพักผ่อนตลอดการเดินทางอย่างลงตัว

เบาะโดยสารแถวที่สามมาพร้อมรางเลื่อนยาวพิเศษ ช่วยให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ห้องโดยสารได้อย่างอิสระ สามารถพับแยกแบบ 40:60 และพับได้เพื่อขยายพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังให้มีความจุสูงสุดถึง 1,500 ลิตร พร้อมรองรับกระเป๋าเดินทางได้ถึง 6–7 ใบ แม้ในขณะที่ใช้งานเบาะที่นั่งครบทั้ง 7 ตำแหน่ง

นอกจากนี้ GAC GN8 PHEV ยังมอบบรรยากาศการเดินทางที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัวขั้นสุดด้วย LEADING QUIET NVH EXPERIENCE ผ่านการติดตั้งวัสดุซับเสียงคุณภาพสูงมากกว่า 100 จุดทั่วคัน ทำงานร่วมกับระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยก 3 โซนแบบไร้ลมปะทะตัว พร้อมระบบฟอกอากาศพลาสมาและระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศ PM2.5 เพื่อสุขอนามัยและความผ่อนคลายระดับพรีเมียมตลอดการเดินทาง

เติมเต็มทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะและความบันเทิงระดับพรีเมียม โดดเด่นด้วยหน้าจอสัมผัสส่วนกลางขนาด 14.6 นิ้ว ประมวลผลด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 8155 ทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการ ADiGO 6.0 รองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สายและสาย พร้อมระบบปรับกลิ่นหอมภายในห้องโดยสาร รองรับระบบสั่งงานด้วยเสียง 4-ZONE VOICE CONTROL อิสระทุกตำแหน่งที่นั่ง เสริมความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารตอนหลังด้วยหน้าจอความละเอียดสูงติดเพดานขนาด 15.6 นิ้ว ทำงานร่วมกับระบบเสียง YAMAHA Premium Audio System 16 ลำโพง พร้อมลำโพงพิเศษบริเวณพนักพิงศีรษะแถวที่ 2 ถ่ายทอดมิติเสียงคมชัดสมจริง โอบล้อมรอบทิศทาง มอบพื้นที่ส่วนตัวสุดพิเศษตลอดการเดินทาง

ขุมพลัง PHEV สมรรถนะสูง ประหยัดพลังงาน

GAC GN8 PHEV ขับเคลื่อนด้วยระบบปลั๊กอินไฮบริด 2.0T ทำงานร่วมกับเกียร์ GMC400 (2-Speed DHT) ให้กำลังสูงสุด 274 กิโลวัตต์ (373 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 630 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0–100 กม./ชม.ใน 8.8 วินาที สามารถขับขี่ด้วยโหมดไฟฟ้าล้วนได้สูงสุด 120 กิโลเมตร (NEDC) และมีระยะทางขับขี่รวมสูงสุด 1,032 กิโลเมตร (WLTC) ด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเพียง 6.1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร

 

เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและระบบช่วยขับขี่

GAC GN8 PHEV ติดตั้งระบบกันสะเทือนไฟฟ้า SDC (Electromagnetic Damping Suspension) และระบบควบคุมเสถียรภาพ AVDC (Adaptive Vehicle Dynamic Control) ช่วยเพิ่มความนุ่มนวล ลดอาการโคลงขณะเข้าโค้ง และเพิ่มความมั่นใจในทุกสภาพถนน พร้อมระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะระดับ L2+ กล้องและเรดาร์ 3 มิติ ระบบแสดงภาพใต้ท้องรถแบบโปร่งใส ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ FAPA และระบบถุงลมนิรภัยรอบคันแบบ Matrix เพื่อเพิ่มการปกป้องผู้โดยสารในทุกตำแหน่ง

ความปลอดภัยอัจฉริยะรอบด้าน 360 องศา (360 Protection)

GAC GN8 PHEV มอบความปลอดภัยสูงสุดระดับ ALL-AROUND SAFETY เพื่อปกป้องผู้โดยสารในทุกตำแหน่ง

  • GPMA SAFETY ARCHITECTURE: โครงสร้างตัวถัง GPMA ประกอบด้วยเหล็กกล้าความแข็งแรงสูง (High-Strength Steel) สูงถึง 81.7% เสริมความแข็งแกร่งและรักษาโครงสร้างห้องโดยสารเพื่อการปกป้องสูงสุดแม้เกิดการชนรุนแรง
  • GAC MAGAZINE BATTERY: มั่นใจด้วยแบตเตอรี่ความปลอดภัยสูง พร้อมระบบป้องกันความร้อนรอบทิศทาง 360 องศา ทนต่ออุณหภูมิสูงถึง 800°C และระบบความปลอดภัย 10 ชั้น ที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานขั้นสูง ป้องกันการลุกไหม้และระเบิดอย่างสิ้นเชิง
  • ALL-SCENARIO ACTIVE SAFETY (Level 2+): ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะที่ตอบสนองในระดับมิลลิวินาที แจ้งเตือนความเสี่ยงล่วงหน้า ครอบคลุมทุกความเร็ว ทุกทิศทาง และทุกสภาพแวดล้อม
  • FULL-COVERAGE MATRIX AIRBAGS: ถุงลมนิรภัยรอบคันแบบ MATRIX ครอบคลุมทุกตำแหน่งที่นั่งรวมถึงบริเวณกระจกบังลมหลัง ด้วยพื้นที่การปกป้องรวมกว่า 148 ตารางฟุต
  • 360 PROTECTION & ADVANCED DRIVER ASSIST: ทำงานร่วมกับเรดาร์ 3 มิติ, กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา พร้อมระบบแสดงภาพใต้ท้องรถแบบโปร่งใส, ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ FAPA, ระบบเตือนการเปิดประตูเมื่อมีรถหรือวัตถุเคลื่อนผ่าน Door Opening Warning (DOW), ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC)

แคมเปญพิเศษ สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถ GAC GN8 PHEV ระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม 2569 – 31 สิงหาคม 2569

  • ราคาเริ่มต้น 2,199,000 บาท*
  • สิทธิพิเศษช่วงเปิดตัว เมื่อซื้อ GN8 PHEV (รับสิทธิ์เลือก 1 ใน 2 แพ็กเกจสุดพิเศษ)
    • Package A : HUAWEI FUSION SOLAR PACKAGE ระบบโซลาร์เซลล์อัจฉริยะสำหรับที่อยู่อาศัย พร้อมบริการติดตั้ง มูลค่า 130,900 บาท*
    • Package B : GAC PREMIUM ACCESSORY PACKAGE ฟิล์มกรองแสงเซรามิกไทเทเนียมไนไตรด์ พร้อมบริการติดตั้ง มูลค่า 30,000 บาท*
  • พร้อมรับเพิ่ม: ของแถมอุปกรณ์ตกแต่ง (พรมปูพื้น, ฟิล์มกรองแสงเซรามิก GAC และ HOME CHARGER) รวมมูลค่า 49,700 บาท*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ทั้งนี้บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ทดลองขับ “Mercedes Benz E350e AMG Dynamic”  ลักซูรี่ซีดาน ปลั๊กอินไฮบริดสุดเนี๊ยบ เทคโนโลยีตัวช่วยขับขี่อัจฉริยะ แคมเปญส่วนลดเพียบ

0
Mercedes Benz e350e AMG Dynamic 1

Mercedes Benz E350e AMG ลักซูรี่ ซีดานคันนี้ได้รับการพัฒนาล่าสุดจากเมอร์เซเดส เบนซ์ในด้านของเทคโนโลยีของระบบช่วยเหลือ และ ระบบ เอนเตอร์เทนเมนท์ อีกทั้งยังได้รับการอัพเกรดในส่วนของขุมพลัง Plugin Hybrid ที่มพละกำลังมากยิ่งขึ้น แถมทำระยะทางได้ไกลกว่าเดิม ราคาจำหน่าย ตั้งไว้ที่ 4,080,000 บาท แต่ส่วนลดและรูปแบบการซื้อที่หลกหลาย ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำกลุ่มเป้าหมาย ตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น มาดูกันว่าไฮไลท์ต่างๆของรถรุ่นนี้ รวมถึงฟิลลิ่งการใช้งานจริงจะเป็นเช่นไร

“W 214” รหัสประจำตัวของ Mercedes Benz E350e ที่ได้เติมเต็มชุดแต่งสปอร์ต ให้กลายเป็นรถผู้บริหารมาดเท่ ปรับปรุงล่าสุดต่างไปจากเดิมหรือในรหัส W 213 อยู่พอสมควร  เริ่มที่ กระจังหน้าเรืองแสงแบบ Illuminated Grille มีเส้นไฟ LED เรืองแสงล้อมรอบลวดลายดาวสามแฉก พร้อมไฟหน้าอัจฉริยะ DIGITAL LIGHT เสริมอารมณ์สปอร์ตด้วยชุดแต่ง AMG Body Styling: รอบคันพร้อมล้ออัลลอย AMG สี Double Sporke ขนาด 20 นิ้วลายสปอร์ต

 

ติดตั้งหลังคาแก้ว Panoramic Sunroof พร้อมมือจับประตูแบบซ่อน: ฝังเรียบไปกับตัวถังรถ (Flush Door Handles) ยืดออกมาอัตโนมัติเมื่อปลดล็อก เพิ่มความหรูหราและช่วยเรื่องอากาศพลศาสตร์

Mercedes Benz e350e AMG Dynamic 3

ห้องโดยสารหรูหรา อลังการ ใช้เทคโนโลยีเดียวกับรุ่นพี่ The S-Class หน้าจอ MBUX Superscreen: จอขนาดใหญ่ที่ทอดยาวตั้งแต่คอนโซลกลางไปจนถึงผู้โดยสารตอนหน้า พร้อมระบบปฏิบัติการ MBUX เจเนอเรชันล่าสุด ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์ได้

Mercedes Benz e350e AMG Dynamic 6

 

กล้อง Selfie & Video Camera: มีกล้องติดตั้งอยู่บนคอนโซลหน้า รองรับการประชุมงานผ่าน Zoom หรือถ่ายภาพเซลฟี่ในรถขณะรถจอดสนิท ส่วนกล้องรอบคันทำ

Mercedes Benz e350e AMG Dynamic 7

มาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทางระดับพรีเมียม และไฟ Ambient Lighting เจเนอเรชันใหม่ที่กะพริบตามจังหวะเสียงเพลงได้ (Sound Visualisation)

ขุมพลังเบนซินเทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร: ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 6,100 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ที่ 2,000 – 3,200 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 129 แรงม้า 440 นิวตันเมตร  และ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแรงดันสูงขนาดความจุ 25.4 kWh  ขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลเกิน 100 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน WLTP)  และทำความเร็วสูงสุดจากการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าได้ถึง 140 กม./ชม. และการชาร์จไฟ DC รองรับกำลังไฟสูงสุด: 55 kW ระยะเวลาการชาร์จ: จาก 0% ถึง 100% ใช้เวลาเพียงประมาณ 30 นาที (หรือชาร์จด่วนจาก 10% ถึง 80% ได้ภายในเวลาเพียง 20 นาที)

Mercedes Benz e350e AMG Dynamic 8

เมื่อเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกัน จะให้พละกำลังสูงสุด 313 แรงม้า แรงบิดสูงสุดมหาศาลถึง 550 นิวตันเมตร ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9G-TRONIC) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 6.4 – 6.5 วินาที ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดไว้ที่ 236 กม./ชม

ช่วงล่างหนึบ ด้วยระบบ AMG Agility Control: เซ็ตมาให้มีความนุ่ม แน่น และลดอาการโยนตัวได้ดี ปรับตัวและซับแรงกระแทกจากสภาพพื้นผิวในรูปแบบต่างๆได้เนี๊ยบ ด้านหน้าเป็นแบบอิสระ 4 Link ส่วนด้านหลัง แบบ 5 Link เข้าโค้งด้วยความเร็วยังห้ความเกาะ หนึบ ควบคุมได้มั่นใจ ไม่ต้องถึงขั้นระบบช่วงล่างแบบถุงลม แค่นี้ฟิลลิ่งก็เป้นที่น่าพอใจอยู่แล้ว

Mercedes Benz e350e AMG Dynamic 9

ส่วนตัวช่วยการขับขี่ตรงนี้ชอบเป็นพิเศษ และเลือกปรับเซ็ทมาโดนใจ ในส่วนของการเตือนพร้อมรักษาตัวรถให้อยู่กลางช่องทางผู้ขับขี่ต้องเปิดระบบ ซึ่งตรงนี้ ผมไม่ขชอบเป็นทุนเดิม แต่สิ่งที่โปรดปรานคือ การลดความเร็วหากมีรถคันหน้า ระบบจะลดความเร็วในรูปแบบการทำงานของ Adaptive Cruise Control และที่ชอบมาก นั่นคือ  EQ Power ที่จัดการระบบการทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ยิ่งช่วงยกคันเร่งปล่อยไหล นอกจากจะมีแรงเฉื่อยให้ให้กำลังไฟสะสมไปที่แบตเตอรี่ ระบบยังช่วยให้ตัวรถไหลลื่น เป็นระยะทางไกลกว่าระบบทั่วไปที่มีในค่ายคู่แข่ง

Mercedes Benz e350e AMG Dynamic 10

ตอนนี้ Mercedes Benz Thailand กำลังอัดฉีดแคมเปญส่งเสริมการขายให้เพียบ จะเลือกในรุปแบบเช่าซื้อ หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 30,500 บาท ก็เป็นตัวเลือกที่เร่งการตัดสินใจได้ง่ายขึ้นไหมครับบอส

  เอ็มจี มอบสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้า MG IM จับมือ REFILL COFFEE และ CHAEBOL SHABU เติมเต็มไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม

0
เอ็มจี 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ MG IM6 และ MG IM5 ประเดิม 2 ร้านไลฟ์สไตล์ชื่อดังอย่าง REFILL COFFEE ดื่มด่ำไปกับเมนูกาแฟคุณภาพที่รังสรรค์ได้อย่างลงตัว และ CHAEBOL SHABU ชาบูเกาหลีระดับพรีเมียม ที่ให้เต็มอิ่มกับมื้อพิเศษ พร้อมด้วย SPECIAL MENU ประจำเดือน ให้ได้ลิ้มลองเมนูใหม่ทุกการมาเยือน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ เอ็มจี ในการมอบประสบการณ์การความเอ็กซ์คลูซีฟที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า MG IM เพียงลูกค้าแสดงความเป็นเจ้าของรถยนต์ MG IM ผ่านแอพพลิเคชัน MG THAILAND โดยสามารถรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายน 2569

เอ็มจี 1  REFILL COFFEE ร้านกาแฟสไตล์ลอฟต์ที่โดดเด่นด้วยเมล็ดกาแฟคุณภาพ โดยลูกค้า MG IM รับส่วนลด 10% สำหรับเครื่องดื่มทุกเมนู* ลูกค้าสามารถใช้สิทธิ์ได้ที่ REFILL COFFEE ทั้ง 3 สาขา ได้แก่ สาขาพระราม 4 สาขาทองหล่อ และสาขาขอนแก่น พร้อมแนะนำ SPECIAL MENU ประจำเดือนเดือนสิงหาคม 2569

  • BAKER STREET ที่หอมละมุนกลิ่นชา ENGLISH BREAKFAST เข้มข้นด้วยกาแฟจากรีฟิลคอฟฟี่
    เติมความหวานด้วย BROWN SUGAR และ CINNAMON ก่อนท็อปด้วยโฟมกาแฟเนียนนุ่ม รสชาติกลมกล่อม หอมละมุน
  • GALA ROSE GOLD หอมหวานด้วย ROSE SYRUB ที่เข้ากับ BLACK CURRANT และ LEMON
    ได้อย่างลงตัว เพิ่มความสดชื่นด้วยโซดาเพิ่มกลิ่นหอมโดยการท็อปด้วยเลมอน และกุหลาบแห้ง
  • เมล็ดกาแฟ MAVERICK LIMITED BLEND ที่หอมกลิ่นวานิลลาอ่อน ๆ ผสานความลุ่มลึกของวิสกี้ตามด้วยความหวานนุ่มของคาราเมลปิดท้ายด้วยกลิ่นผลไม้แห้งของ GOLDEN RAISIN

คลิกดูรายละเอียดสิทธิพิเศษร้าน REFILL COFFEE ได้ที่ https://www.mgcars.com/th/promotions/MG-x-Refill-Coffee

MG 3

CHAEBOL SHABU ร้านชาบูเกาหลีหม้อส่วนตัวระดับพรีเมียมย่านเอกมัย ที่เป็น Thailand’s First Innovative Korean Shabu มี 4 น้ำซุปให้เลือก ได้แก่ ไก่โสมเกาหลี กิมจิเกาหลี โคชูจัง และจาจัง เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง
และเนื้อสัตว์เกรดพรีเมียมที่มีให้เลือกหลายหลาย พิเศษสำหรับลูกค้า MG IM รับส่วนลด 10% ค่าอาหาร
และเครื่องดื่ม* พร้อมรับ SPECIAL MENU ประจำเดือนสิงหาคม 2569  “PUMPKIN CROQUETTES” ครอกเกต์ฟักทองที่มีความหวานจากธรรมชาติ นำมาบดจนเนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม ผสานกับหัวหอมผัดจนหอมหวาน และหมูบด
ที่ปรุงรสด้วยเกลือ และพริกไทยดำ เพิ่มมิติของรสชาติด้วยโคชูจัง ขิง กระเทียม และน้ำตาล เพื่อให้ได้รสชาติ
แบบเกาหลีที่กลมกล่อม ก่อนเติมความหอมลึกด้วยเรดมิโสะ และน้ำมันงา ที่ช่วยให้กลิ่นหอมมีเอกลักษณ์มากขึ้น
ทอดจนได้ผิวด้านนอกเป็นสีทองกรอบ ในขณะที่เนื้อในยังคงนุ่มละมุน

MG 4

พิกัดร้าน CHAEBOL SHABU: https://maps.app.goo.gl/23FFvDq9vs2Q5S7R6 เปิดให้บริการทุกวัน
ตั้งแต่เวลา 11:00 น. – 22:00 น. คลิกดูรายละเอียดสิทธิพิเศษร้าน CHAEBOL SHABU ได้ที่ https://www.mgcars.com/th/promotions/MG-x-Chaebol-Shabu

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท ฯ กำหนด

ติดตามการอัปเดตสิทธิพิเศษ และประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟจาก MG IM PRIVILEGE พร้อมความร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำอีกมากมาย ได้ที่ https://www.facebook.com/MGcarsThailand

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

 

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส” เตรียมปล่อยสมรรถนะออฟโรดพิชิตทุกเส้นทาง ผสานความนุ่มนวลสบายเหนือระดับ กับรถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวีสายลุย “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร”

0
Mitsubishi Pajero 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) เตรียมเผยโฉม “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร” รถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี เป็นครั้งแรกของโลกในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ด้วยสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดอย่างแท้จริง มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัยและมั่นใจในทุกสภาพอากาศและทุกสภาพถนน ควบคู่กับการขับขี่ที่นุ่มนวลและสบายตลอดการเดินทาง

 

ออล-นิว ปาเจโร มาพร้อมโครงสร้างแชสซีส์แบบแลดเดอร์เฟรม (Ladder Frame) ที่แข็งแกร่งและทนทานเป็นพิเศษ
ผสานการทำงานกับระบบช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนาทางวิศวกรรม เพื่อสมรรถนะการยึดเกาะถนนที่เหนือระดับ
ช่วยเสริมศักยภาพการขับขี่แบบออฟโรดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แม้ต้องเผชิญกับเส้นทางทุรกันดารที่เต็มไปด้วย
หลุมบ่อและแรงกระแทกสูง ขณะเดียวกัน ออล-นิว ปาเจโร ยังมอบความนุ่มนวลในการขับขี่บนท้องถนน ด้วยการลดแรงสั่นสะเทือนและการโคลงตัวของตัวรถบนพื้นผิวถนนที่ขรุขระ ช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล
พร้อมมอบความสะดวกสบายแก่ผู้ขับขี่และทุกคนในห้องโดยสาร

 

ยิ่งไปกว่านั้น ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ยังมาพร้อมเทคโนโลยีขับเคลื่อน 4 ล้อ Super-All Wheel Control
(S-AWC)
เอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการควบคุม เสริมสมรรถนะ
การขับขี่ลุยออฟโรด และความมั่นคงในการทรงตัว ครอบคลุมทุกสถานการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย

 

นอกจากนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ยังได้เผยแพร่วิดีโอโฆษณา “The Pajero* is ready to write its next chapter.” ผ่านเว็บไซต์พิเศษของออล-นิว ปาเจโร โดยถ่ายทอดให้เห็นถึงระบบช่วงล่างอันเป็นหัวใจสำคัญ
ของสมรรถนะการขับขี่ พร้อมจุดประกายให้ผู้ขับขี่พร้อมรับความท้าทาย และออกเดินทางสู่การผจญภัยบทใหม่

 

เว็บไซต์พิเศษสำหรับรุ่นออล-นิว ปาเจโร รถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี:

https://www.mitsubishi-motors.co.jp/global/en/lineup/pajero/teaser/

*ทำตลาดในชื่อ มอนเตโร (Montero) ในบางประเทศ

The Kia PV5 Cargo ก้าวใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้า ตอบโจทย์ธุรกิจของลูกค้ากลุ่มฟลีทและลูกค้าเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะ

0
เกีย 1

บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ The Kia PV5 สู่ตลาดไทย สะท้อนหมุดหมายสำคัญในเส้นทางยานยนต์ไฟฟ้าของแบรนด์ และตอกย้ำความเป็นผู้นำระดับโลกของเกียด้าน Future Mobility ในฐานะรถยนต์รุ่นแรกของเกียที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะบนแนวคิด Platform Beyond Vehicle (PBV) The Kia PV5 นำเสนอโซลูชันการเดินทางยุคใหม่ที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน รถรุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานด้านฟลีทและเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะ

เกีย 2

The Kia PV5 ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของภาคธุรกิจ ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ และผู้ให้บริการด้านการเดินทาง โดยผสานสถาปัตยกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะเข้ากับเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย พร้อมสมรรถนะการใช้งานที่ตอบโจทย์การดำเนินงานในโลกธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดตัวในประเทศไทยครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของเกียในการนำนวัตกรรมระดับโลกมาสู่กลุ่มลูกค้าในประเทศ และยังพร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศสู่ระบบการเดินทางและการขนส่งที่สะอาดขึ้น ชาญฉลาดขึ้น และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เกียเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งในฐานะแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำระดับโลกด้วยผลการดำเนินธุรกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง การเร่งขับเคลื่อนสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนการได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในด้านการออกแบบ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ความสำเร็จของเกียในตลาดโลกได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้า และโซลูชันการเดินทางแห่งอนาคต รวมถึงการเดินหน้าปรับบทบาทจากผู้ผลิตรถยนต์สู่การเป็นผู้ให้บริการด้านการเดินทางและการขนส่งแห่งอนาคต (Future Mobility Provider) อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านยานยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ และแพลตฟอร์มการเดินทางที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะทาง เกียมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของการเดินทางที่ยั่งยืนและเชื่อมต่อกันมากยิ่งขึ้นทั่วโลก

The Kia PV5: รถยนต์ Platform Beyond Vehicle รุ่นแรกของเกีย

เกีย 3

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านของเกียคือกลยุทธ์ Platform Beyond Vehicle หรือ PBV ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การเติบโตระดับโลกที่มุ่งนิยามวิธีการออกแบบ การใช้งาน และการเชื่อมต่อยานยนต์เข้ากับระบบนิเวศทางธุรกิจในรูปแบบใหม่ PBV ช่วย ให้เกิดการเดินทางและการขนส่งที่มีความยืดหยุ่น ขยายการใช้งานได้หลากหลาย และขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและการดำเนินงานที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

The Kia PV5 เป็นรถยนต์รุ่นแรกที่พัฒนาขึ้นภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าว และถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาด้านการเดินทางและการขนส่งของเกียในระดับโลก ด้วยการพัฒนาบนแพลตฟอร์ม E-GMP.S (Electric Global Modular Platform for Service) ซึ่งออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อมอบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถต่อยอดการใช้งานได้หลากหลาย รองรับการประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจหลายประเภท

เกีย 4

ออกแบบมาเพื่อลูกค้าเชิงพาณิชย์และลูกค้ากลุ่มฟลีทโดยเฉพาะ The Kia PV5 ผสานการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าไร้มลพิษเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน โครงสร้าง PBV ที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะช่วยรองรับการใช้งานที่มีความยืดหยุ่น การบรรทุกที่มีประสิทธิภาพ พร้อมเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจให้กับลูกค้าองค์กร

จุดเด่นสำคัญของ The Kia PV5 ได้แก่:

 

  • สถาปัตยกรรมยานยนต์ไฟฟ้า PBV ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะและออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานเชิงพาณิชย์
  • สมรรถนะการใช้งานจริงที่โดดเด่น ด้วยระยะทางขับขี่ที่ยาวนานและระบบชาร์จไฟความเร็วสูง
  • ระบบความปลอดภัยขั้นสูงที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP

การยอมรับระดับโลกด้านนวัตกรรม ความปลอดภัย และการออกแบบ

The Kia PV5 ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติอย่างรวดเร็ว ตอกย้ำสถานะความเป็นหนึ่งในมาตรฐานสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์และนวัตกรรมยานยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Purpose-Built Vehicle) โดยได้รับรางวัลและการยอมรับระดับโลก อาทิ 2026

  • 2026 International Van of the Year (IVOTY)
  • What Car? 2026 Van of the Year (Cargo)
  • Best Small Electric Van (PV5 Cargo)
  • Best Van-Based MPV (PV5 Passenger)
  • Euro NCAP 5-Star Commercial Van Safety Rating (2025)
  • GUINNESS WORLD RECORDS™ – 693.38 km EV van range with maximum payload
  • Red Dot Award 2026 – Winner (Automotive Product Design)
  • iF Design Award 2026 – Gold (Automotive Product Design)
  • Argus Trophy 2026 – Utility Vehicle Category Winner

ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนศักยภาพของเกียในการผสานความเป็นเลิศด้านดีไซน์ นวัตกรรมความปลอดภัย ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสมรรถนะของยานยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงได้อย่างลงตัว ทั้งยังสะท้อนความแข็งแกร่งและบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเกียในตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็กและกลุ่ม Platform Beyond Vehicle (PBV) ในระดับโลก

นำนวัตกรรมระดับโลกสู่ประเทศไทย

เกีย 5

การเปิดตัว The Kia PV5 Cargo ในประเทศไทยในวันนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งมอบนวัตกรรมระดับโลกสู่ลูกค้าชาวไทย โดยบริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำเสนอ The Kia PV5 Cargo แก่สื่อมวลชนไทยในฐานะโซลูชันการขนส่งด้วยพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้ากลุ่มฟลีทและภาคธุรกิจเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะ

The Kia PV5 Cargo เป็นทางเลือกที่ใช้งานได้จริงและสามารถรองรับการเติบโตของธุรกิจได้อย่างยั่งยืน สำหรับผู้ให้บริการ   โลจิสติกส์และลูกค้าองค์กรที่มองหาโซลูชันการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และพร้อมรองรับอนาคต การนำเสนอ The Kia PV5 Cargo ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเกีย ในการสนับสนุนความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของภาคธุรกิจ ควบคู่ไปกับการร่วมผลักดันเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการขับเคลื่อนสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย

เกีย 6

เกีย นำเสนอแนวทางใหม่ของการขนส่งเชิงพาณิชย์ด้วยพลังงานไฟฟ้าผ่าน The Kia PV5 Cargo ด้วยการผสานนวัตกรรม PBV ระดับโลกเข้ากับประโยชน์ใช้สอยที่ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างลงตัว

The Kia PV5 Cargo พัฒนาบนแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าเฉพาะทาง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบรรทุกสูงสุดภายใต้ขนาดตัวรถที่เหมาะสม โดยมีความยาว 4,695 มม. ระยะฐานล้อ 2,995 มม. พื้นที่บรรทุกมีความยาว 2,255 มม. กว้าง 1,565 มม. และสูง 1,520 มม. ได้ปริมาตรพื้นที่บรรทุกสูงสุด 4,420 ลิตร รองรับการใช้งานได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานขนส่งสินค้า โลจิสติกส์ งานบริการภาคสนาม หรือการขนส่งในเขตเมือง นอกจากนี้ ความสูงของขอบประตูท้ายจากพื้นเพียง 419 มิลลิเมตร ยังช่วยเพิ่มความสะดวกในการขนถ่ายสินค้าและเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน

เกีย 7

The Kia PV5 Cargo ขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า และแรงบิด 250 นิวตันเมตร มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ราบรื่นและมีประสิทธิภาพสำหรับการใช้งานทางธุรกิจในชีวิตประจำวัน ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 51.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับระยะทางการขับขี่สูงสุด 384 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) พร้อมรองรับการชาร์จทั้งแบบ AC และ DC โดยระบบชาร์จเร็วแบบ DC สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 10% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 30 นาที¹

ภายในห้องโดยสาร The Kia PV5 Cargo ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นสำคัญ ผสานความสะดวกสบาย ประโยชน์ใช้สอย และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไว้ด้วยกัน ห้องโดยสารที่กว้างขวางช่วยเพิ่มความสบายตลอดการใช้งาน ขณะที่หน้าจอแสดงผลขนาด 12.9 นิ้ว ช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าถึงข้อมูลสำคัญของรถได้อย่างสะดวก รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay™ และ Android Auto™ แบบไร้สาย เพื่อการใช้งานระบบนำทางและการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง พร้อมพอร์ตชาร์จ USB Type-C หลายตำแหน่ง และการเชื่อมต่อ Bluetooth® ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้ประกอบการฟลีทสามารถเชื่อมต่อและบริหารการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดเส้นทางการขนส่งสินค้า

นอกจากนี้ The Kia PV5 Cargo ยังเพิ่มความอเนกประสงค์ในการใช้งานด้วยฟังก์ชัน Vehicle-to-Load (V2L)² ที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าจากตัวรถไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกได้โดยตรง ช่วยรองรับการใช้งานทางธุรกิจที่หลากหลาย ตั้งแต่การให้บริการนอกสถานที่ไปจนถึงการใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ในพื้นที่ปฏิบัติงาน

เกีย 8

สำหรับภาคธุรกิจ ทุกการส่งมอบสินค้าล้วนมีความสำคัญ The Kia PV5 Cargo จึงได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่างครบครัน ควบคู่กับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง เพื่อช่วยปกป้องทั้งผู้ขับขี่ สินค้า และความต่อเนื่องในการดำเนินงานของธุรกิจ โดยมาพร้อมถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ESC) ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง (TSA) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HAC) ระบบแจ้งเตือนแรงดันลมยาง (TPMS) เซ็นเซอร์ช่วยจอดด้านหน้าและด้านหลัง กล้องมองภาพด้านหลัง และระบบเบรกอัตโนมัติ Multi-Collision Brake (MCB) ช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยในหลากหลายสภาพการใช้งาน

ขณะเดียวกัน ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) อาทิ ระบบรักษาความเร็วคงที่อัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมฟังก์ชัน Stop & Go (Smart Cruise Control with Stop & Go) ระบบป้องกันการชนด้านหน้า (Forward Collision Avoidance Assist) ที่สามารถตรวจจับรถยนต์ คน และจักรยาน พร้อมฟังก์ชัน Junction Assist ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กึ่งกลางเลน (Lane Following Assist & Lane Keeping Assist) และระบบช่วยจำกัดความเร็ว (Manual Speed Limit Assist) ช่วยลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ และสนับสนุนการขนส่งที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตลอดวันทำงาน

เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้ผู้ขับขี่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง รักษาตำแหน่งการขับขี่ในช่องทางจราจร และช่วยให้การขับขี่มีความสม่ำเสมอมากขึ้นในสภาพการจราจรจริง เทคโนโลยีเหล่านี้จึงส่งเสริมการลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ ลดระยะเวลาที่รถต้องหยุดให้บริการ และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานให้แก่ผู้ประกอบการฟลีทและผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์

แม้จะมีพื้นที่บรรทุกขนาดใหญ่ แต่ The Kia PV5 Cargo ยังคงมอบความคล่องตัวในการขับขี่ในเขตเมืองได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยรัศมีวงเลี้ยวเพียง 5.5 เมตร ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถนำรถเข้าออกถนนแคบหรือพื้นที่ขนถ่ายสินค้าที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในฐานะรถยนต์รุ่นแรกของเกียภายใต้แนวคิด PBV ที่เปิดตัวในประเทศไทย The Kia PV5 Cargo ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการขนส่งเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน ด้วยการนำเสนอโซลูชันที่ชาญฉลาด ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับธุรกิจทุกขนาด

The Kia PV5 Cargo พร้อมจำหน่ายแล้วในประเทศไทยในราคา 1,199,000 บาท พร้อมการรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร³ บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 7 ปี4 และการรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร5

 

 

SINOTRUK แบรนด์รถบรรทุกหนักไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก แต่งตั้ง NEX เป็นผู้แทนจำหน่าย Exclusive Distributor ในไทย

0

บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX เดินหน้ารุกตลาดรถบรรทุกไฟฟ้าไทย หลังได้รับการแต่งตั้งจาก SINOTRUK INTERNATIONAL CO., LTD. บริษัทในเครือ SINOTRUK ผู้ผลิตยานยนต์เพื่อการพาณิชย์และรถบรรทุกหนักรายใหญ่ของจีน ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกหนักไฟฟ้าแบรนด์ HOWO และ SITRAK ในประเทศไทย

SINOTRUK ยักษ์ใหญ่มียอดขายรถบรรทุกหนักไฟฟ้าเชิงพาณิชย์สูงที่สุดในโลก และครองแชมป์ผู้ส่งออกรถบรรทุกหนักของจีนติดต่อกัน 21 ปีด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% และมียอดส่งออกสะสมมากกว่า 1,000,000 คัน ครอบคลุมกว่า 150 ประเทศทั่วโลก เลือก NEX เป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ (Exclusive Distributor) สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของ NEX ที่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย

NEX เตรียมนำรถบรรทุกไฟฟ้าแพลตฟอร์ม 4×2 และ 6×2 เข้าสู่ตลาดไทย เพื่อรองรับโอกาสเติบโตในภาคขนส่ง โลจิสติกส์ การกระจายสินค้า เชื่อเป็นเทรนด์ใหญ่ที่จะเปลี่ยนของอุตสาหกรรมที่ต้องการลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อเข้าสู่ระบบขนส่งคาร์บอนต่ำ

โดยที่ SINOTRUK จะสนับสนุนข้อมูลทางเทคนิค การรับรองผลิตภัณฑ์ การฝึกอบรม และองค์ความรู้ด้านการซ่อมบำรุง ขณะที่ NEX จะดูแลการนำเข้า การทำตลาด การจำหน่าย และการพัฒนาระบบบริการหลังการขายในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจตลอดอายุการใช้งานของรถ

นายวสุ กลมเกลี้ยง ประธานกรรมการ บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การที่ SINOTRUK ซึ่งเป็นผู้นำอุตสาหกรรมรถบรรทุกระดับโลก เลือก NEX เป็นพันธมิตรในประเทศไทย ถือเป็นการยืนยันถึงศักยภาพและความพร้อมของเราในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นก้าวสำคัญในการขยายขีดความสามารถของ NEX ให้ครอบคลุมระบบขนส่งและโลจิสติกส์ในทุกระดับ

เป้าหมายของ NEX คือการก้าวขึ้นเป็นผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ของประเทศไทย และเป็นผู้ให้บริการ Total Green Logistics Solutions ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ครบทุกด้าน”

นายวสุกล่าวเพิ่มเติมว่า “ความพร้อมของศูนย์บริการ อะไหล่ ทีมช่าง มีความสำคัญไม่แพ้สมรรถนะของตัวรถ NEX จึงมุ่งพัฒนาระบบสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจ และควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว”

ก่อนหน้านี้ NEX เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์อเนกประสงค์ไฟฟ้า BAW M8 รถตู้เชิงพาณิชย์ที่ได้รับการตอบรับดีจากสมรรถนะและราคาที่น่าสนใจ 1,299,000 บาท

การเพิ่มรถบรรทุกไฟฟ้า HOWO และ SITRAK จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้สินค้าของ NEX ที่ประกอบไปด้วยรถโดยสารไฟฟ้า และรถหัวลากไฟฟ้า มีความหลากหลายสามารถรองรับความต้องการได้ตั้งแต่การเดินทางส่วนบุคคล การขนส่งผู้โดยสาร การกระจายสินค้า ไปจนถึงโลจิสติกส์ระดับอุตสาหกรรม

ความร่วมมือกับ SINOTRUK จึงเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของ NEX ในการก้าวสู่การเป็นผู้นำตัวจริงด้าน Total Green Logistics Solutions ในประเทศไทย

“บีวายดี ประเทศไทย” ผนึกกำลังกับ LINE MAN ส่งมอบรถ BYD เดินหน้าสร้าง ระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้า รองรับการขยายเครือข่าย EV บน LINE MAN RIDE

0
บีวายดี ประเทศไทย 1

บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ผนึกกำลังกับ บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมสร้างระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยให้แข็งแกร่งขึ้นอีกก้าว จัดพิธีส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า BYD เพื่อนำมาตอบโจทย์บริการเช่ารถ และยกระดับทางเลือกการเดินทางพลังงานสะอาด รองรับความต้องการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้บริโภคและพาร์ทเนอร์คนขับบน LINE MAN RIDE ซึ่งนับเป็นอีกวิธีการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ให้มีความแพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยในวันส่งมอบรถยนต์ มีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมพิธี ดังรายนามต่อไปนี้

  • Samuel Liu, Deputy General Manager บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด
  • นายอภินัทธ์ อนุสรศักดิ์, Director of LINE MAN Ride บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด
  • นายปรัชญ์ชาวีร์ ปทุมวัฒนา, Manager of Rental Business บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด

บีวายดี ประเทศไทย 2

  • ความร่วมมือเพื่อระบบการเดินทางที่ยั่งยืน (Sustainable Mobility)

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ร่วมกันของทั้งสององค์กร ในการผลักดันระบบการเดินทางที่ยั่งยืน (Sustainable Mobility) พร้อมตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ที่ให้ความสนใจในรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งในด้านการใช้งานส่วนบุคคล และการเดินทางในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะนำไปสู่การลดมลพิษจากท้องถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไปพร้อมกับการยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้กับผู้โดยสาร นอกจากนั้น ยังเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง บีวายดี ประเทศไทย และ LINE MAN ในการขยายโอกาสให้พาร์ทเนอร์คนขับ ได้เข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมสร้างประสบการณ์การใช้งานจริง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการยอมรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในวงกว้าง และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ สังคมเป็นกลางทางคาร์บอนในประเทศไทย การส่งมอบ BYD DOLPHIN ให้ LINE MAN ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดความร่วมมือในด้าน Green Mobility และบริการด้านการเดินทางรูปแบบใหม่แห่งอนาคต เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแก่ผู้บริโภคชาวไทย

บีวายดี ประเทศไทย 3

  • บริการ LINE MAN RIDE

LINE MAN เดินหน้าสร้างระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ภายใต้บริการ LINE MAN RIDE ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนคนขับรถ EV ที่มีคุณภาพบนแพลตฟอร์มจึงพัฒนาโมเดลเช่าขับเต็มเวลา ใช้เงินเริ่มต้นเพียง 4,000 บาท พร้อมการันตีรายได้ขั้นต่ำสำหรับผู้ขับที่เข้าเงื่อนไข สนับสนุนการทำใบอนุญาตขับรถสาธารณะ และเปิดโอกาสให้เป็นเจ้าของรถได้เมื่อเช่าครบ 6 ปี การร่วมมือกับ บีวายดี ประเทศไทย ในครั้งนี้มีเป้าหมายร่วมกันลดอุปสรรคในการเข้าสู่อาชีพ เปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่มีรถสามารถเริ่มขับรถได้ทันที โดยจุดเด่นของรถยนต์ EV คือช่วยลดต้นทุนด้านเชื้อเพลิง ส่งผลให้คนขับมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การขยายเครือข่ายรถยนต์ไฟฟ้าบนแพลตฟอร์ม ยังช่วยรองรับการเติบโตของฟีเจอร์ “LINE MAN RIDE Comfort” ที่เปิดให้ผู้โดยสารเลือกใช้บริการรถยนต์ EV ขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่โดยสารกว้างขวาง นั่งสบาย ในราคาที่เข้าถึงได้ โดยได้รับการตอบรับที่ดี และมีอัตราการใช้บริการซ้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บีวายดี ประเทศไทย 4

ผู้ที่สนใจสมัครเป็นพาร์ทเนอร์คนขับกับ LINE MAN RIDE สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ linemanpartner.com
/driver/rentcar-ev/ หรือติดต่อ LINE: @linemanev หรือ โทร. 02 097 3000

  • BYD DOLPHIN รถยนต์ไฟฟ้ายอดนิยม

บีวายดี ประเทศไทย 4

BYD DOLPHIN ถือเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าแบบซิตี้คาร์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ด้วยจุดเด่นด้านขนาดตัวรถที่กะทัดรัด มอบความคล่องตัวสูง วงเลี้ยวแคบ ขับขี่และหาที่จอดได้ง่าย เหมาะกับการใช้งานในเมืองและสภาพการจราจรที่หนาแน่นได้อย่างลงตัว มาพร้อมห้องโดยสารที่กว้างขวางเกินตัว และฟังก์ชันอำนวยความสะดวกสบายรวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านเทคโนโลยีอย่างครบครัน โดดเด่นด้วยนวัตกรรมความปลอดภัย BLADE BATTERY ประสิทธิภาพสูง ประหยัดพลังงาน และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา จึงสามารถตอบโจทย์บริการเช่ารถได้อย่างลงตัว ทั้งในด้านสมรรถนะที่ทนทานสำหรับการใช้งานหนักประจำวันและความคุ้มค่าในการขับขี่

 

 

“ฮุนได” ร่วมฉลองชัย “ช้างศึก” เปิดบ้านชนะมาเลเซีย 2-0 ศึก ASEAN Hyundai Cup™ 2026 ชวนแฟนบอลร่วมทดลองขับรถยนต์ฮุนได รับเสื้อฟุตบอลทีมชาติไทย หลังชัยชนะของทัพ “ช้างศึก”

0
Hyundai 1

การแข่งขันฟุตบอล ASEAN Hyundai Cup™ 2026 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มบี นัดที่สองของทีมชาติไทย จบลงด้วยชัยชนะของทัพ “ช้างศึก” หลังโชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่งตลอด 90 นาที เอาชนะมาเลเซียไปด้วยสกอร์ 2-0 เก็บชัยชนะ 2 นัดรวด ท่ามกลางบรรยากาศการเชียร์ที่คึกคักจากแฟนบอลในสนาม ซึ่งร่วมส่งเสียงสนับสนุนทีมชาติไทยอย่างต่อเนื่องตลอดการแข่งขัน สะท้อนถึงความผูกพันและกระแสความสนใจที่แฟนฟุตบอลมีต่อศึกชิงแชมป์อาเซียนในฐานะหนึ่งในรายการลูกหนังสำคัญของภูมิภาค

Hyundai 2

 

ฮุนได มอเตอร์ ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขัน เดินหน้าสนับสนุนเวทีฟุตบอลอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์สำคัญในการขยายตลาดสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมุ่งสร้างการเติบโตในตลาดหลัก เพิ่มการรับรู้แบรนด์ และกระชับสายสัมพันธ์กับกลุ่มแฟนบอลอาเซียนที่มีความหลงใหลในเกมลูกหนัง โดยการแข่งขันชิงแชมป์อาเซียนเมื่อปี 2024 ประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยยอดผู้ชมกว่า 541.5 ล้านคนทั่วโลก และยอดรับชมผ่านโซเชียลมีเดียรวมกว่า 12.66 พันล้านครั้ง ตอกย้ำสถานะของรายการในฐานะการแข่งขันฟุตบอลอันดับหนึ่งของภูมิภาค

Hyundai 3

เกมนัดนี้เปิดฉากด้วยความเข้มข้นตั้งแต่นาทีแรก ทั้งสองทีมเดินหน้าเปิดเกมรุกแลกกันอย่างสนุก มีจังหวะเข้าทำหลายครั้งและสร้างความตื่นเต้นให้แฟนบอลตลอดทั้งเกม ก่อนที่ ทีมชาติไทย จะโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม เอาชนะ มาเลเซีย ไปได้ 2-0 จากจุดโทษของ “มิค” ยศกร บูรพา ในนาทีที่ 38 และ ธีรศักดิ์ เผยพิมาย มายิงประตูปิดท้ายในนาทีที่ 56 เก็บชัยชนะ 2 นัดติดต่อกัน พร้อมขึ้นนำเป็นจ่าฝูงของกลุ่มบี โดย สารัช อยู่เย็น คว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมนี้ไปครอง

Hyundai 4

นอกเหนือจากการแข่งขัน ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) ยังเดินหน้าสานต่อแนวคิด Year of Football ซึ่งมุ่งใช้ฟุตบอลเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงผู้คน ส่งมอบประสบการณ์ที่มีความหมายให้กับแฟนกีฬา และสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคผ่านกิจกรรมตลอดทั้งปี สะท้อนความมุ่งมั่นในการเติบโตเคียงข้างวงการฟุตบอลไทยและภูมิภาคอาเซียน

Hyundai 5

ASEAN Hyundai Cup™ 2026 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันฟุตบอลเพื่อค้นหาแชมป์ของภูมิภาค แต่ยังเป็นเวทีแห่งการเฉลิมฉลองคุณค่าที่ชาวอาเซียนยึดมั่นร่วมกัน ทั้งความหลากหลาย ความแข็งแกร่ง และจิตวิญญาณแห่งความเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันและสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของฮุนไดในการเชื่อมโยงผู้คนผ่านกีฬา

Hyundai 6

บริเวณข้างสนาม ฮุนไดนำรถยนต์ 2 รุ่นมาร่วมเติมสีสันให้บรรยากาศการแข่งขัน เริ่มจาก Hyundai all-new SANTA FE Hybrid with HTRAC All Wheel Drive รถ SUV แบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง ที่มาพร้อมดีไซน์ทรงเหลี่ยมแบบ Boxy ดูแข็งแรงและพร้อมใช้งานทั้งในเมืองและเส้นทางไกล ขุมพลังไฮบริดช่วยผสานการทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อการขับขี่ที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ขณะที่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ HTRAC All Wheel Drive ช่วยกระจายกำลังไปยังล้ออย่างเหมาะสม เพิ่มการยึดเกาะและความมั่นใจในทุกจังหวะการขับขี่

Hyundai 6

อีกคันคือ The new 2026 IONIQ 5 N Line รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นประกอบในประเทศไทย ที่มากับชุดแต่งสปอร์ต N Line และรูปทรงที่ดูปราดเปรียวขึ้น ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ส่งกำลังได้อย่างฉับไว พร้อมเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าแรงดันสูง 800 โวลต์ ซึ่งช่วยรองรับการชาร์จอย่างมีประสิทธิภาพ และทำระยะทางขับขี่สูงสุด 581 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานประจำวันและการเดินทางไกล สำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการทั้งความคล่องตัว ความสบาย และอารมณ์สปอร์ตในคันเดียว

การแข่งขัน ASEAN Hyundai Cup™ 2026 ยังคงเดินหน้าสร้างความประทับใจให้กับแฟนฟุตบอลทั่วภูมิภาค ทั้งในแง่ของคุณภาพการแข่งขัน บรรยากาศภายในสนาม และการสนับสนุนจากฮุนได มอเตอร์ ที่ร่วมยกระดับประสบการณ์ฟุตบอลอาเซียนให้ก้าวสู่มาตรฐานระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

Hyundai 9

แฟนฟุตบอลชาวไทยสามารถร่วมส่งแรงเชียร์ทัพ “ช้างศึก” ในการแข่งขัน ASEAN Hyundai Cup™ 2026 นัดต่อไป ซึ่งมีโปรแกรมออกไปเยือนฟิลิปปินส์ วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่สนามกีฬานิว คลาร์ก ซิตี้ แอธเลติก เวลา 20.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ก่อนกลับมาลงเล่นนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม พบกับเมียนมา วันที่ 8 สิงหาคม 2569 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน

ชัยชนะของทัพ “ช้างศึก” ยังต่อยอดความสนุกจากในสนามสู่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ เมื่อบริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด มอบเสื้อฟุตบอลทีมชาติไทย ฤดูกาล 2026/2027 มูลค่า 399 บาท ให้แก่แฟนบอลที่เข้าร่วมทดลองขับรถยนต์ฮุนไดรุ่นใดก็ได้ ระหว่างวันที่ 2–7 สิงหาคม 2569 ภายใต้กิจกรรม “ถ้าทีมไทยชนะ..ฮุนไดจะแจก! เสื้อทีมชาติไทยที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ” จำนวนจำกัดและเป็นไปตามเงื่อนไขของบริษัทฯ ก่อนร่วมส่งเสียงเชียร์ทีมชาติไทยกันต่อในเกมพบเมียนมา วันที่ 8 สิงหาคม 2569 โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ หรือ เฟสบุ๊ก Hyundai Thailand

 

 

“GWM” สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ประกาศความสำเร็จแบรนด์รถยนต์รายแรกที่ผลิตชดเชยครบตามเงื่อนไขมาตรการ EV 3.5 จาก GWM Smart Factory จังหวัดระยอง

0
GWM Thailand 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” และมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM ประกาศความสำเร็จในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยการก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกที่ดำเนินงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้าครบตามเงื่อนไขของมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ได้ก่อนมาตรการสิ้นสุด สะท้อนศักยภาพอันโดดเด่นของ GWM Smart Factory พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจระยะยาวบนพื้นฐานของความโปร่งใส และการปฏิบัติตามข้อตกลงกับภาครัฐอย่างเคร่งครัด สิ่งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงจรรยาบรรณและความจริงใจในฐานะนักลงทุนที่ภาครัฐและผู้บริโภคสามารถไว้วางใจได้ พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ของภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม

GWM Thailand 2

GWM เล็งเห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและการเติบโตของยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศจึงได้ร่วมลงนามในข้อตกลงการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งระยะที่ 1 หรือ EV 3.0 (ปี 2565 – 2568) และระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 (ปี 2567 – 2570) เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญในประเทศไทยให้เกิดการขยายตัว และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคตามนโยบาย 30@30 ของรัฐบาลไทย โดย GWM เป็นบริษัทแรกที่เริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ณ GWM Smart Factory จังหวัดระยอง อีกทั้งยังสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขภายใต้มาตรการ EV 3.0 ครบถ้วนเป็นรายแรกในปี 2568 ที่ผ่านมา และล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา GWM สามารถบรรลุเป้าหมายการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้าครบถ้วนตามเงื่อนไข EV 3.5 ส่งผลให้ GWM เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดภายใต้มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV 3.5) ได้อย่างสมบูรณ์ โดยมี GWM ORA 5 EV ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะรุ่นยอดนิยม เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จดังกล่าว

GWM Thailand 3

ทั้งนี้การผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้ายานยนต์ไฟฟ้าได้ครบถ้วนตามเงื่อนไข EV 3.5 ดังกล่าวเป็นการยืนยันการวางแผนงานที่ดีของบริษัท การปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด การสร้างความเชื่อมั่นและเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้เข้าร่วมมาตรการกับรัฐบาล เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ต่อจากรถยนต์กระบะ และ อีโคคาร์ ที่่ประสบความสำเร็จในอดึต  โดยGWM จะยังคงเดินหน้าผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างเต็มกำลังต่อไป เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในประเทศและรองรับการส่งออกในอนาคต โดยรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในประเทศไทยจะมาจากสายการผลิตของ GWM Smart Factory จังหวัดระยอง เป็นหลัก ซึ่งนับเป็นฐานการผลิตรถยนต์แบบครบวงจรภายใต้แนวคิดโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) และถือเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีศักยภาพในการผลิตรถยนต์หลากหลายระบบขับเคลื่อนบนสายการผลิตเดียวกัน ครอบคลุมทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) และไฮบริด (HEV) รวมถึงเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ด้วยกำลังการผลิตสูงสุด 80,000 คันต่อปี พร้อมกันนี้ GWM จะเดินหน้ายกระดับการใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในประเทศไทย (Local Content) ให้สูงกว่า 50% และขยายความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สนับสนุนการสร้างงานให้แก่พนักงานชาวไทยกว่า 1,100 คน  รวมไปถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว

GWM Thailand 4

โดย GWM ยังคงยืนหยัดเจตนารมณ์ในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นเลิศให้กับลูกค้าคนไทย พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมไปถึงการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต