Home Blog Page 153

“เบนซ์ไพรม์มัส” จัดงาน Primus Auto Show 2024 ยกระดับความหรูเหนือระดับ รับมอเตอร์โชว์ “แคมเปญดี ราคาเดียว”

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” ยกระดับประสบการณ์สุด Luxury นำทัพรถใหม่ / Certified Used Car อวดโฉมเต็มพิกัด รับมอเตอร์โชว์ “แคมเปญดี ราคาเดียว” เสริมความ Exclusive กับกิจกรรม Test Drive รถไฟฟ้าตัวแรง “Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+” เฉพาะในงาน Primus Auto Show 2024 ที่โชว์รูม “เบนซ์ไพรม์มัส” เลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา เริ่ม 16 มี.ค. – 7 เม.ย.ศกนี้

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz, Mercedes-AMG และ Mercedes-Maybach อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า จากนโยบายโมเดลธุรกิจใหม่ Retail of the Future ของบริษัทแม่ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)” ที่มุ่งเน้นการสร้างความเท่าเทียมด้านราคา การเข้าถึงรถยนต์ของลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มทั้งออนไลน์และออฟไลน์กับการสร้างประสบการณ์แบบลักชัวรี่ในทุกมิตินั้น  ทำให้ “เบนซ์ไพรม์มัส” ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าแบรนด์ และยกระดับการให้บริการด้านคุณภาพเพิ่มมากขึ้น

ล่าสุด “เบนซ์ไพรม์มัส” มีนโยบายในการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz ด้วยการจัดงานแสดงและจำหน่ายรถยนต์ประจำปีครั้งยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่องาน “Primus Auto Show 2024” เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันนโยบาย “ซื้อรถเท่าเทียม : One Price” ของบริษัทแม่ และเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงงาน Bangkok International Bangkok Motor Show ที่อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี

สำหรับงาน “Primus Auto Show 2024” จะจัดขึ้นในวันที่ 16 มีนาคม ถึง 7 เมษายน 2567 ที่โชว์รูม “เบนซ์ไพรม์มัส” สาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา  ซึ่งภายในงานได้มีการจัดแสดงรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด ทั้งรถยนต์ในตระกูล Mercedes-Benz, Mercedes-AMG และ Mercedes-Maybach ให้ลูกค้าได้เลือกชมและสัมผัสอย่างใกล้ชิด พร้อมรถยนต์ทดลองขับที่มีอีกมากมายหลายรุ่น เพื่อมอบความสะดวกสบายเหนือระดับ และความพึงพอใจสูงสุดในการเลือกเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ชื่นชอบ

พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ระดับหรูแบบไฟฟ้า 100% ในรุ่น Mercedes-Benz EQS 500 4MATIC AMG Premium ในราคาจำหน่ายเริ่มต้น 6,700,000 บาท รับฟรี! ประกันภัยชั้น 1 MB Protection นาน 1 ปี, MBSP Easy Care นาน 5 ปี และ MBSP Extra Guarantee สูงสุด 5 ปี

และรถยนต์ในกลุ่ม E-Class รับส่วนลดสูงสุด 830,000 บาท พร้อมฟรี! ประกันภัยชั้น 1 MB Protection นาน 1 ปี มาพร้อมกับข้อเสนอสำหรับรถยนต์ Mercedes-Benz ทุกรุ่น เป็นเจ้าของวันนี้ รับฟรี! ประกันภัยชั้น 1 MB Protection นาน 1 ปี

พิเศษ! เฉพาะในวันที่ 23-24 มีนาคม 2567 พบกิจกรรมสุดเอ็กคลูซีพ โดยเชิญชวนลูกค้าร่วมพูดคุยด้านเทคนิคการขับขี่และสัมผัสความแรงของที่สุดแห่งยนตรกรรมรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด “Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+” กับ “ช้อป-อริรุทธ์ ข้าวบ่อ” Driving Instructors ระดับมืออาชีพ จาก “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)”

พร้อมมอบเพลิดเพลินกับรสชาติอาหารและเครื่องดื่มที่คัดสรรพิเศษ จากคาราวาน Food Truck อาทิ Taco Bell, Block Burger Bus, Baby Pizza ฯลฯ ที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยตลอดทั้งงาน

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ในการแข่งขัน 2023 Campaign Engagement Contest จากแคมเปญส่งเสริมการขาย  “Make Your Drive Like Day One” ของ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)” และขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุน “เบนซ์ไพรม์มัส” ด้วยดีโดยตลอด

ทาง “เบนซ์ไพรม์มัส” จึงได้จัดแคมเปญพิเศษ เพื่อเชิญชวนลูกค้าร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่เหนือระดับด้านบริการหลังการขาย ภายใต้ชื่อ “Travelling along with confidence” เพียงลูกค้านำรถยนต์ Mercedes-Benz เข้ารับบริการด้านการบำรุงรักษาทั่วไป การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง, การเปลี่ยนยาง MB Tires หรือการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์คอลเลคชั่น สินค้าประดับยนต์ ของ Mercedes-Benz รวมถึงการเลือกซื้อแพคเก็จ MBSP เป็นต้น ที่ศูนย์บริการ “เบนซ์ไพรม์มัส” และมียอดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 25,000 บาทขึ้นไป ต่อใบเสร็จ รับฟรี! บัตรกำนัลผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ MB Tires มูลค่าสูงสุด 10,000 บาท (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด) หมดเขต 31 มีนาคม ศกนี้

อย่าพลาด! งาน “Primus Auto Show 2024”  เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม ถึงวันที่ 7 เม.ย.67 เฉพาะที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” ย่านเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา (ถนนประดิษฐ์มนูธรรม) สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02 095 5555 หรือคลิกรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.facebook.com/BenzPrimusAutohaus

BRG Group จัด Big campaign เข้าสู้ Motor Show 2024 คืนกำไรในปีมังกรทอง รวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท พร้อมก้าวสู่เส้นทางใหม่กับการเป็นดีลเลอร์เจ้าใหญ่ถึง 3 แบรนด์

0

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 49 อย่างยิ่งใหญ่ในวงการรถยนต์นำเข้า BRG Group เราคือผู้แทนจำหน่ายรถยนต์นำเข้ารายใหญ่ของประเทศไทย ที่มีหัวใจหลักคือ “คุณภาพ และความจริงใจ” เพื่อตอกย้ำความสำเร็จที่เรามั่นคงด้วยคุณภาพมาอย่างยาวนาน ในงาน Bangkok International Motor Show 2024 ที่กำลังจะถึงนี้ เราจึงมี Big Surprise คืนกำไรให้กับลูกค้ารวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่นใหญ่ซื้อรถแถมรถ!! , โปรโมชั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องฟรี นาน 10 ปี!  , จับฉลากของขวัญ Lucky Draw เพื่อลุ้นรับรางวัลใหญ่อย่าง IPhone 15 และของรางวัลอื่น ๆ รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นอีกมากมายที่จัดเต็มมาให้เฉพาะ ผู้ที่ซื้อรถยนต์กับเราที่งานนี้เท่านั้น  ไม่ว่าจะเป็น โปรโมชั่น ดาวน์ต่ำ , ผ่อนน้อย , ดอกเบี้ยต่ำ ,ฟรีประกันภัย , ฟรีชุดแต่ง , ขัดเคลือบแก้วราคาพิเศษ และโปรโมชั่นอื่น ๆ อีกมากมาย

และเพื่อให้สอดคล้องกับ Concept ของ Bangkok International  Motor Show ครั้งที่ 45 ที่มาในธีม The Mobility of Joyful Experiences : ประสบการณ์แห่งความสนุกของทุกการเดินทาง BRG Group จึงมากับแคมเปญ  “Journey to Better Experience” การเดินทางสู่ประสบการณ์ที่ดี ซึ่งในครั้งนี้ เราขอชวนทุกท่านไปสัมผัสกับรถยนต์นำเข้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความ Luxury สุดพรีเมียม โดยถูกยกระดับความสง่างามด้วยชุดแต่ง M’z Speed คุณจะได้พบกับ  All New M’z SPEED Alphard สุดยอด MPV ที่มียอดขายดีที่สุดตลอดกาล ตอบโจทย์การเดินทาง และความสะดวกสบายที่สุด ,  M’z SPEED Voxy ที่เหมาะสำหรับการเป็นรถยนต์ครอบครัว มีขนาดกระทัดรัด มาพร้อมกับการขับขี่ที่คล่องตัว และ M’z SPEED Stepwagon เน้นพื้นที่ในการใช้สอย เหมาะสำหรับครอบครัวยุคใหม่ที่กำลังมองหาความคุ้มค่าที่สุด ชุดแต่ง M’Z Speed เป็นชุดแต่งมาตรฐานระดับสากล โดย BRG Group เป็นผู้ที่ได้เอกสิทธิ์จัดจำหน่ายชุดแต่ง M’Z Speed อย่างเป็นทางการผู้เดียวในประเทศไทย มาตรฐานจากประเทศญี่ปุ่น

นอกจากรถนำเข้าที่มาพร้อมกับชุดแต่ง M’Z Speed เรายังขนทัพรถยนต์นำเข้ารุ่นอื่น ๆ ที่พร้อมให้ทุกท่านได้เป็นเจ้าของ อาทิ Chevrolet Corvette stingray 3LT ซุปเปอร์คาร์ระดับตำนาน , Volkswagen ID. Buzz รถตู้พลังงานไฟฟ้า 100% , Volkswagen T5 รถยนต์ระดับผู้บริหารที่ตกแต่งภายในแบบ Super VIP , Land Cruiser Prado สุดยอดแห่งยนตกรรม SUV Full size สายลุยระดับ Luxury และรถยนต์ระดับ High Class อีกมากมาย เชิญสัมผัสด้วยตัวคุณเอง ที่บูธ B9 ณ อาคารชาลเลนเจอร์อิมแพคเมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2567 นี้

ความพิเศษของแคมเปญ “Journey to Better Experience” การเดินทางสู่ประสบการณ์ที่ดีคือ Big surprise คืนกำไรให้กับลูกค้า โดยรวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท แจกโชคใหญ่ถึง 3 ชั้น เฉพาะลูกค้าที่จอง และซื้อรถในงาน Motor Show 2024 เท่านั้น

ชั้นที่ 1 : โปรซื้อรถแถมรถ!! เพียงคุณซื้อรถรุ่นที่ร่วมรายการ รับไปเลย รถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน มูลค่ากว่า 300,000 บาท (รุ่นที่บริษัทกำหนด)

ชั้นที่ 2 : Promotion! เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องฟรี นาน 10 ปี!  (**สำหรับลูกค้าที่จองและซื้อรถในงาน Motor Show 2024 เท่านั้น / **โปรโมชั่นนี้ใช้ได้เฉพาะรถญี่ปุ่นรุ่นที่ร่วมรายการ เท่านั้น)

ชั้นที่ 3 : จับฉลาก Lucky Draw ลุ้นรับ Iphone 15 และของรางวัลอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

อทิ เช่น : ทองคำ 1 บาท , Iphone 15,กระเป๋าเดินทางไฟฟ้า Airwheel ,Samsung TV 55 ,Ipad 10 ,Apple Watch SE ,ลำโพง Marshall และอื่นๆอีกมากมาย

และยังมี โปรโมชั่นอื่นๆอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น ดาวน์ต่ำ , ผ่อนน้อย , ดอกเบี้ยต่ำ , ฟรีประกันภัย , ฟรีชุดแต่ง , ขัดเคลือบแก้วราคาพิเศษ และโปรโมชั่นดีๆอีกมากมาย รอคุณอยู่ที่บูธ ฺBRG GROUP

( หมายเหตุ : **โปรโมชั่นนี้เฉพาะงาน Motor Show 2024  และเฉพาะรุ่นรถที่กำหนดเท่านั้น ,**ของแถม โปรโมชั่น เงื่อนไขและข้อตกลงต้องเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด ,**บริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใดๆ โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า)

ไม่เพียงเท่านั้น ความยิ่งใหญ่ในปีนี้ BRG Group ยังพร้อมก้าวสู่เส้นทางใหม่กับการเป็นดีลเลอร์เจ้าใหญ่ถึง 3 แบรนด์ หลังจากที่ก้าวแรกอย่าง BRG GROUP ประสบความสำเร็จในด้านชื่อเสียง และยอดขาย จึงตามมาด้วยก้าวต่อไปอย่าง Neta รามคำแหง-หัวหมาก by BRG รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% การันตีความสำเร็จด้วยรางวัลอันดับ 1 Marketing Excellent Award และต่อด้วยอีกเส้นทางใหม่ที่เรากำลังจะก้าวต่อไปอย่างมั่นคงกับแบรนด์ยักใหญ่อย่าง Changan ซึ่งเรากำลังจะได้พบกันเร็ว ๆ นี้ กับ Deepal BRG Srinakarin นอกจากนี้ เรายังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์รถยนต์ KIA จากประเทศเกาหลี อย่างเป็นทางการอีกด้วย

สุดท้ายนี้นอกเหนือจากการจำหน่าย Luxury Car แล้ว สิ่งที่เราให้ความสำคัญไม่แพ้กันนั่นก็คือบริการหลังการขายที่เป็นหัวใจหลักของ BRG บริการหลังการขายแบบ One Stop Service ครบวงจร ดูแลรถยนต์แบบครบ จบในที่เดียว โดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ และชำนาญงานเฉพาะทาง พร้อมด้วยเครื่องมือในการปฏิบัติงานที่ทันสมัย และเข้าใจทุกปัญหาเรื่องรถยนต์อย่างแท้จริง

โชว์รูมและศูนย์บริการ One Stop Service พร้อมให้บริการ ทั้ง 2 สาขา ทั้งสาขาศรีนครินทร์ และสาขาเเจ้งวัฒนะ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ที่

โทร. 088-377-6992 (สาขาศรีนครินทร์)

โทร. 085-123-8170 (สาขาแจ้งวัฒนะ)

Website : www.brg.co.th

Line : @brggroup (มี@ข้างหน้า) หรือกดลิงก์ https://pixelfy.me/BRG-group

Instagram : brg_group

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิด GWM Training Center แห่งแรกในไทย สร้างทักษะ เสริมศักยภาพ ต่อยอดกลยุทธ์ด้านการขายและบริการหลังการขาย พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นหนึ่งในสามผู้นำแบรนด์รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในไทย

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัวศูนย์อบรมแห่งใหม่ “GWM Training Center” รองรับการฝึกอบรมพนักงานขาย น้อง iAM (Intelligent Ambassador) ช่างเทคนิค พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้านการขายและบริการหลังการขายของบุคลากรได้อย่างตรงจุด สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าทั่วประเทศผ่านการซ่อมและบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้าด้วยความรู้และทักษะที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล ทะยานขึ้นสู่ความเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) 3 อันดับแรกของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยภายในปี 2569 อย่างเต็มกำลัง ควบคู่ไปกับการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยอย่างยั่งยืน

เกรท วอลล์ มอเตอร์ นำโดย นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ นายสฤษดิ์พงษ์ เพ่งเล็งผล ผู้อำนวยการฝ่ายขาย นายธีร์ธวัฒน์ โกศลานันทกุล ผู้อำนวยการฝ่ายบริการหลังการขาย และนางสาวศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เข้าร่วมเฉลิมฉลองการเปิด GWM Training Center ณ แอท ยู พาร์ค บางนา (ATT U PARK Bangna) เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยศูนย์อบรมแห่งนี้จะเข้ามารองรับการฝึกอบรมพนักงานขาย น้อง iAM และช่างเทคนิคของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทั่วประเทศ โดยการฝึกอบรมมีทั้งการฝึกฝนในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยแบ่งหลักสูตรออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ขั้นพื้นฐาน ขั้นกลาง และขั้นสูง ด้านการขาย การฝึกอบรมจะครอบคลุมทั้งความรู้ด้านแบรนด์และผลิตภัณฑ์ เทคนิคการขาย หลักการนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่อลูกค้า รวมถึงการหาความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าได้ตรงจุด ด้านบริการหลังการขาย เน้นความรู้ด้านเทคโนโลยี ส่วนประกอบต่าง ๆ ของตัวรถ เทคโนโลยีและการทำงานของรถรุ่นต่าง ๆ และความรู้พื้นฐานของระบบไฟฟ้า องค์ประกอบและระบบสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง การทำงานของมอเตอร์และแบตเตอรี่ รวมถึงการวิเคราะห์ปัญหาและการแก้ไขปัญหา การใช้เครื่องมือพิเศษในการซ่อมบำรุงต่าง ๆ นอกจากนี้ การอบรมยังครอบคลุมไปถึงความรู้ด้านการบำรุงรักษาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ อีกด้วย

GWM Training Center ครอบคลุมบริเวณชั้น 2 ของแอท ยู พาร์ค บางนา มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 530 ตารางเมตร สามารถรองรับการฝึกอบรมบุคลากรได้อย่างครบครัน เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีอันทันสมัย ประกอบด้วยห้องฝึกอบรมเฉพาะทางถึง 4 ห้อง ได้แก่ ห้อง Sales Training สำหรับฝึกอบรมทฤษฎีเกี่ยวข้องกับการขาย ห้อง Technical Training สำหรับฝึกอบรมทฤษฎีหลักการทำงานของรถยนต์ ห้อง Overhaul Room สำหรับฝึกภาคปฏิบัติในการถอดประกอบเครื่องยนต์และเกียร์ และห้อง Workshop ที่ใช้สำหรับฝึกภาคปฏิบัติงานบริการของช่างเทคนิค

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งมั่นที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์ การบริการ ที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้บริโภค โดยการพัฒนาขีดความสามารถให้ครอบคลุมรอบด้านควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรให้ได้มาตรฐานตามที่บริษัทกำหนด เราจึงได้มีการเปิดศูนย์อบรมแห่งใหม่ หรือ GWM Training Center เพื่อรองรับและฝึกอบรมพนักงานขายและช่างเทคนิคของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทั่วประเทศ ซึ่งพนักงานทุกคนจะต้องผ่านการฝึกอบรมที่ศูนย์อบรมดังกล่าวเพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะมีความรู้ความสามารถในการให้บริการลูกค้า และซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล ความพร้อมของบุคลากรที่มีทักษะระดับสูงเหล่านี้ จะเป็นแรงผลักดันอันสำคัญที่จะช่วยสานเจตจำนงของบริษัทฯ ในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้าของไทย พร้อมช่วยเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้พัฒนาอย่างสมบูรณ์และเป็นรูปธรรม รวมถึงมีส่วนช่วยรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน”

การเปิดศูนย์ฝึกอบรมในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านการขายและบริการหลังการขายที่สำคัญของบริษัทฯ ในการพัฒนาคุณภาพบุคลากรเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคอย่างรอบด้าน สะท้อนถึงการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่จะยกระดับประสบการณ์และการบริการแก่ลูกค้าผ่านกลยุทธ์ด้านต่าง ๆ ที่จะประกอบกันกลายเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการเดินหน้าเพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นหนึ่งในสามของผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าของไทย พร้อมส่งมอบ “New Energy” “New Intelligence” และ “New Experience” ด้วยบริการและผลิตภัณฑ์คุณภาพ เพื่อร่วมกันยกระดับประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่สังคมรถยนต์พลังงานใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ

เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ ในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) และบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) ด้วยการเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเพื่อเติมเต็มระบบนิเวศและอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้ทัดเทียมระดับสากลควบคู่ไปกับการตอบสนองความต้องการอันหลากหลายของผู้บริโภคชาวไทย

มาสด้า ปรับโฉม BT-50 สวยดุดันทั้งภายนอกภายในหัวใจแกร่ง ใส่เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร เทอร์โบ ลงในรุ่นขับสองยกสูงเอาใจสายแรง

0

มาสด้า ประกาศบุกตลาดรถปิกอัพเอาใจสายซิ่ง ปรับโฉม New Mazda BT-50 พร้อม…ให้คุณออกนำทุกเส้นทาง จับเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร เทอร์โบ 190 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตันเมตร ลงในรุ่นขับสองยกสูง Hi-Racer ทั้งรุ่นฟรีสไตล์แค็บและดับเบิ้ลแค็บ 4 ประตู มาพร้อมสีใหม่สีเทา ร็อค เกรย์ กระจังหน้า Signature Wing และชุดกันชนหน้าสีดำเงา ล้ออัลอยด์ 18 นิ้ว ภายในเบาะหนังทูโทนสีน้ำตาล-ดำ ติดตั้ง Sport Paddle Shift พร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ACC แบบ Stop & Go เปิดราคาจำหน่ายเริ่มต้น 7 แสนกว่าบาท ดอกเบี้ย 0.99% พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บรัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า วันนี้ตลาดรถปิกอัพมีการแข่งขันที่ดุเดือด ทั้งสงครามราคา แคมเปญ ส่วนลด ซึ่งมาสด้าจะไม่ลงไปเล่นในสมรภูมิเช่นนี้ แต่เราจะสร้างพื้นที่ของเรา สร้างกลุ่มลูกค้าเฉพาะขึ้นมาใหม่ เราเล็งเห็นช่องว่างในการเติมเต็มความต้องการของลูกค้า นั่นคือ ตลาดขับสองยกสูง นั่นคือสิ่งที่ลูกค้าเรียกร้องมาตลอดและยังไม่เคยได้รับการตอบสนอง ดังนั้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของแฟนพันธุ์แท้มาสด้า การปรับโฉมปิกอัพมาสด้า บีที-50 ใหม่ ในครั้งนี้ จึงให้ความสำคัญทั้งรูปลักษณ์ภายนอกที่สง่างาม ดุดัน ภายในสปอร์ตลงตัว อุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายและระบบความปลอดภัยถูกใส่เข้ามาแบบเต็มคัน โดยเฉพาะพละกำลังของเครื่องยนต์อันทรงพลัง ด้วยการเพิ่มไลน์อัพของเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร ซึ่งปกติจะมีเฉพาะในรุ่น 4×4 มาสด้าได้นำเครื่องยนต์นี้ใส่ลงในรุ่น 4×2 แบบยกสูง หรือ Hi-Racer ทั้งรุ่นฟรีสไตล์แคบ FSC และรุ่นดับเบิ้ลแค็บ DBL ซึ่งถือเป็นการเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายและตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าได้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น

จุดเด่นสำคัญสำหรับ New Mazda BT-50 คือการออกแบบอันสง่างามของ “โคโดะ ดีไซน์” ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ มุ่งเน้นให้เกิดความเรียบง่าย แต่งดงาม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” เฉกเช่นเดียวกับรถยนต์นั่งและรถเอสยูวีตระกูล CX Series เจนเนอเรชั่นใหม่ของมาสด้า โดยผนวกรวมจุดเด่นทั้งหมดของมาสด้าและความต้องการของลูกค้าที่อยากจะเห็นจากรถปิกอัพในปัจจุบัน คือการออกแบบที่สง่างามสไตล์ปิกอัพยุคใหม่ การเลือกใช้เฉพาะวัสดุคุณภาพสูงเท่านั้น อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย อุปกรณ์ความสะดวกสบายที่เทียบเท่ากับรถเอสยูวีในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นปิกอัพที่มีความอเนกประสงค์ขับขี่ได้ทุกโอกาส ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น

ภายในห้องโดยสารสวยงามลงตัวเน้นความประณีตใส่ใจในทุกรายละเอียด คัดสรรเฉพาะวัสดุคุณภาพสูงเท่านั้น ผสมผสานกับโทนสีภายในรวมถึงองค์ประกอบกลมกลืนอย่างลงตัว คอนโซลหน้าถูกตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน เสาภายในและเพดานเลือกใช้โทนสีดำตัดกับหนังสีน้ำตาลเข้มของเบาะนั่งที่ออกแบบให้นั่งสบายในทุกตำแหน่ง แผงประตูที่เพิ่มความหรูหราด้วยตกแต่งสไตล์เดียวกับรถเอสยูวี สัมผัสกับห้องโดยสารที่กว้างขวาง การจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์โดยให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางตามหลักปรัชญา Human Machine Interface ทุกฟังก์ชั่นจึงง่ายต่อการใช้งาน

มาสด้า BT-50 ใหม่ พร้อม…ให้คุณออกนำทุกเส้นทาง ยังคงถูกวางตำแหน่งให้เป็นปิกอัพสไตล์เอสยูวี ด้วยการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของมาสด้า ภายใต้แนวคิด Kodo : Soul of Motion โดยได้รับแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น ที่เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม เช่นเดียวกับรถยนต์นั่งและรถอเนกประสงค์ SUV ของมาสด้า มาสด้า BT-50 ใหม่ พร้อมกับการปรับปรุงดีไซน์ภายนอกใหม่ เสริมดีไซน์แกร่งกับกระจังหน้าและ Signature Wing สีดำเงาในทุกรุ่นย่อย เพิ่มความสปอร์ตดุดันกับสีภายนอกใหม่ สีเทา ร็อก เกรย์ (Rock Gray) เสริมความแกร่งให้กับดีไซน์ภายนอกด้วยชุดแต่งพิเศษ Black Thunder สีดำเงา ประกอบด้วยชุดแต่งกันชนหน้า สปอร์ตบาร์ กระจกมองข้าง คิ้วตกแต่งซุ้มล้อ มือจับเปิดประตู และล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าหลักของรถปิกอัพมาสด้าในปัจจุบันที่ต้องการรถปิกอัพสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย และยังสะท้อนบุคคลิกอันโดดเด่นในสไตล์มาสด้าได้อย่างลงตัว

ดีไซน์ภายในแสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์การออกแบบของมาสด้า ที่เน้นความเรียบง่าย เพิ่มความสปอร์ตด้วยห้องโดยสารภายดีไซน์ใหม่ เบาะหนังทูโทน สีน้ำตาล-ดำ ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน ผ่านการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ตกแต่งด้วยความประณีตและสัมผัสได้ถึงคุณภาพขั้นสูงของห้องโดยสาร อุปกรณ์มาตรฐานได้รับการอัพเกรดเพื่อเน้นตอบสนองความต้องการในการใช้งานและไลฟสไตล์ของทั้งคนขับและผู้โดยสาร อาทิเช่น หน้าจอแบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ใหม่ ที่ถูกติดตั้งมาในรุ่นเริ่มต้น และหน้าจอแบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ทั้ง Apple CarPlay® แบบไร้สายและ Android Auto™ เพิ่มความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้อย่างไร้ขีดจำกัด

เครื่องยนต์ใน มาสด้า BT-50 ใหม่ ยังคงมีให้เลือกถึง 2 ขนาด สามารถเลือกให้เหมาะสมกับการขับขี่ ได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซล 1.9 ลิตร กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ให้แรงบิดสูงตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ต่ำ โดดเด่นด้วยอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม และเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง ตอบสนองดีเยี่ยมในทุกรอบความเร็ว นอกจากนี้เครื่องยนต์ทั้ง 2 ขนาด ยังสามารถรองรับน้ำมัน B20 และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม ด้วยมาตรฐานไอเสียเครื่องยนต์ใหม่ EURO5 พร้อมระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้เลือกได้ตามความเหมาะสมของการขับขี่

สำหรับมาสด้า บีที-50 ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 6 รุ่นย่อย รุ่นฟรีสไตล์แคป ขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง (FSC Hi-Racer) และรุ่นดับเบิ้ลแคป ขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง (DBL Hi-Racer) มีการติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร เป็นครั้งแรก เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบการขับขี่ที่สนุกสนาน เร้าใจ กับอัตราเร่งและการออกตัวที่ดีเยี่ยม ในราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายมากขึ้น ตอบสนองทุกการขับขี่กับระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Sport Paddle Shift) และในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ยังมาพร้อมระบบ Rough Terrain Mode ที่ติดตั้งมาใหม่ และระบบ Electronic Diff-Lock ที่เฟืองท้าย ช่วยเพิ่มความมั่นใจในเส้นทางแบบออฟโร้ด

ด้านระบบความปลอดภัย มาสด้า BT-50 ใหม่ ยังมาพร้อมกับถุงลมนิรภัยสูงสุดถึง 6 ตำแหน่ง ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้าและด้านหลังรวมสูงสุด 8 ตำแหน่ง กล้องมองหลังตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น และยังมีระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advance Blind Spot Monitoring) ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงอีกด้วย

เพื่อเป็นการยกระดับประสบการณ์การขับขี่อันน่าประทับใจและปลอดภัยไปอีกขั้น มาสด้า BT-50 ใหม่ ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงอย่างเต็มรูปแบบเพิ่มเติมเข้ามา ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมั่นใจตลอดการเดินทาง อาทิเช่น

  • AEB (Autonomous Emergency Braking) ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ
  • ACC แบบ Stop & Go (Adaptive Cruise Control with Stop & Go)
  • LDW (Lane Departure Warning ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน
  • FCW (Forward Collision Warning) ระบบเตือนการชนด้านหน้า
  • PMM (Pedal Misapplication Mitigation) ระบบช่วยตัดกำลังเครื่องยนต์เมื่อเหยียบคันเร่งผิดพลาด
  • MSL (Manual Speed Limiter) ระบบตั้งค่าจำกัดความเร็ว
  • AHB (Auto High Beam) ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ

สีภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีเทา ร็อก เกรย์ (Rock Gray) ซึ่งเป็นสีใหม่ สีเทา คอนกรีต เกรย์ (Concrete Gray) สีดำ ทรู แบล็ก (True Black) และสีขาว ไอซ์ ไวท์ (Ice White)

ราคาจำหน่าย New Mazda BT-50 ทั้งหมด 6 รุ่น

ลำดับรุ่นราคา (บาท)
1Mazda BT-50 FSC 1.9 C Hi-Racer752,000
2Mazda BT-50 FSC 3.0 S Hi-Racer862,000
3Mazda BT-50 DBL 1.9 S Hi-Racer922,000
4Mazda BT-50 DBL 3.0 S Hi-Racer 6AT992,000
5Mazda BT-50 DBL 3.0 SP Hi-Racer 6AT1,172,000
6Mazda BT-50 DBL 4×4 3.0 SP 6AT1,272,000
  • ราคาดังกล่าวเป็นสีโซลิคยังไม่รวมสีเมทาลิค

นายธีร์ กล่าวเสริมว่า “มาสด้า บีที-50 ใหม่ พร้อมเดินทางสู่ทุกความท้าทายกับปิกอัพสไตล์เอสยูวี ด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่นที่ใส่มาให้อย่างครบครัน ทั้งด้านดีไซน์ภายนอกและภายในที่สดใหม่ อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีอันมีเอกลักษณ์เฉพาะรถปิกอัพสไตล์เอสยูวี ช่วยให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงประสบการณ์แห่งความสนุกสนานที่ได้รับจากปิกอัพมาสด้า บีที-50 ใหม่  มาสด้ามอบข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัวให้กับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ ด้วยข้อเสนอดอกเบี้ย 0.99%1 และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อจองซื้อได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่โชว์รูมมาสด้า หรือไปสัมผัสคันจริงได้ที่งานมอเตอร์โชว์ หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

หมายเหตุ:

1 ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน

2 บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์  (4) บมจ. กรุงไทยพานิชประกันภัย (5) บมจ. แอกซ่าประกันภัย

ห้ามพลาด! กับการเป็นเจ้าของรถปอร์เช่ จาก ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป ที่ยกทัพยนตกรรมรถสปอร์ตทั้ง 12 รุ่นมาให้จับจอง พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ เฉพาะภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 นี้เท่านั้น

0

ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024 ครั้งที่ 45” จัดขึ้นตั้งแต่วันพุธที่ 27 มีนาคม ถึงวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2567 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี บริเวณบูธ A15 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี

ภายในงานจะมีการปรากฏตัวของ 911 GT3 RS รถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่ถ่ายทอด DNA ของรถแข่งปอร์เช่ไว้อย่างแท้จริง และเรายังได้ขนทัพยนตรกรรมสปอร์ต ปอร์เช่ถึง 12 รุ่น เพื่อจัดแสดงในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ ถือเป็นการนำความฝันแห่งรถสปอร์ตมาสู่ความเป็นจริง พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของรถปอร์เช่ในฝันได้ทันที กับช่วงเวลาสุดพิเศษ ที่ทุกท่าจะสามารถครอบครองรถปอร์เช่ได้อย่างไม่ต้องรอนานอีกต่อไป ด้วยรถยนต์พร้อมส่งมอบ กว่า 3 รุ่น ปอร์เช่ 911รถสปอร์ตในตำนาน ปอร์เช่ไทคานน์ (Taycan) รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า 100% สุดทันสมัย และรถปอร์เช่พานาเมร่า (Panamera) รถสปอร์ตซีดานที่มาพร้อมสมรรถนะและความหรูหรา พร้อมยนตรกรรมสปอร์ตปอร์เช่อีกมากมาย ให้คุณได้สัมผัสและครอบครอง

รายชื่อยนตรกรรมสปอร์ตปอร์เช่ทั้งหมดที่จะจัดแสดงภายในงาน:

  1. ปอร์เช่ 911 จีที3 อาร์เอส (911 GT3 RS) ราคาเริ่มต้น 25.9 ล้านบาท
  2. ปอร์เช่ 911 เทอร์โบ เอส คาบริโอเลต (911 Turbo S Cabriolet) ราคาเริ่มต้น 25.8 ล้านบาท
  3. ปอร์เช่ 911 จีที 3 มานทาย เพอร์ฟอร์มมานซ์ คิท (911 GT3 Manthey Performance Kits) ราคา

เริ่มต้นที่ 20.4 ล้านบาท และชุดแต่งเสริมสมรรถนะ Manthey Performance Kit ราคาเริ่มต้นที่

1,999,999 บาท

  1. ปอร์เช่ 911 ทาร์กา 4 (911 Targa 4) ราคาเริ่มต้นที่ 13.09 ล้านบาท
  2. ปอร์เช่ 718 เคย์แมน สไตล์ อิดิชั่น (718 Cayman Style Edition) ราคาเริ่มต้นที่ 6.55 ล้านบาท
  3. ปอร์เช่ ไทคานน์ เทอร์โบ ครอส ทัวริสโม (Taycan Turbo Cross Turismo) พร้อมชุดแต่ง Tequipment

ราคาเริ่มต้น 10.4 ล้านบาท

  1. ปอร์เช่ ไทคานน์ (Taycan) ราคาเริ่มต้น 6.45 ล้านบาท ปอร์เช่ไทคานน์คันนี้ได้รับการตกแต่งด้วย

สติกเกอร์สุดพิเศษ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองการครบรอบ 45 ปี ของงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล

มอเตอร์โชว์

  1. ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด แพลทตินั่ม อิดิชั่น (Panamera 4 E-Hybrid Platinum Edition) ราคา

เริ่มต้นที่ 7.79 ล้านบาท

  1. ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด เอ็กเซ็กคูทีฟ (Panamera 4 E-Hybrid Executive) ราคาเริ่มต้นที่ 7.85

ล้านบาท

  1. ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne E-Hybrid Coupe) ที่มาพร้อมออพชั่น Lightweight Sport

Package และสีพิเศษ Paint-to-Sample (PTS) ราคาเริ่มต้น 6.89 ล้านบาท

  1. ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด (Cayenne E-Hybrid) ) ราคาเริ่มต้น 6.59 ล้านบาท
  2. ปอร์เช่ มาคันน์ เอส (Macan S) ราคาเริ่มต้นที่ 5.89 ล้านบาท

 

และอย่าพลาดโอกาสกับแคมเปญข้อเสนอสุดพิเศษที่มีเฉพาะช่วงนี้เท่านั้น

  • สิทธิการซื้อการรับประกันจากโรงงานปอร์เช่ ประเทศเยอรมนี นานสูงสุด 15 ปี
  • ส่วนลดพิเศษ 25% สำหรับสินค้า Porsche LifeStyle
  • Voucher Charging Credit มูลค่า 10,000 บาท สำหรับรุ่นพานาเมร่า และ มูลค่า 20,000 บาท สำหรับรุ่น

ไทคานน์ เมื่อซื้อรถปอร์เช่พร้อมส่งมอบรุ่นดังกล่าวภายในงาน

  • สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถปอร์เช่ ไทคานน์ ทุกรุ่น และปอร์เช่มาคันน์ EV ภายในงาน รับ Shell Voucher

Charging Credit ส่วนลด 50% สำหรับการชาร์จไฟฟ้า ระยะเวลานานสูงสุด 3 ปี

  • สำหรับลูกค้าที่จองรถปอร์เช่ภายในงาน จะได้รับ Discount Voucher ส่วนลด 1,000 บ. สำหรับการซื้อ

ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ Autoglym

  • สำหรับทุกใบสั่งซื้อที่จัดไฟแนนซ์กับ ttb DRIVE ภายในวันที่ 27 มีนาคม – 2 เมษายน 2567 รับ Jo Malone

Special Set และพิเศษสำหรับลูกค้า 24 ท่านแรก รับบัตรน้ำมัน PTT มูลค่า 2,000 บาท

  • สำหรับลูกค้าสินเชื่อธนาคารกสิกรไทย (KASIKORNTHAI) รับสิทธิผ่อนชำระเงินดาวน์ 0% ผ่านบัตร

เครดิตกสิกรไทย และฟรีค่าธรรมเนียมใช้บัตรเครดิต นานสูงสุด 6 เดือน พร้อมรับสิทธิ์แคมเปญขับฟรี

90 วัน สำหรับลูกค้ากลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า BEV ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม – 30 เมษายน 2567

  • และพบกับเงื่อนไขสุดพิเศษสำหรับการซื้อรถพร้อมส่งมอบภายในงาน

*เงื่อนไขสามารถสอบถามได้ที่ที่ปรึกษาทางการขาย

งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 จัดขึ้นระหว่างวันพุธที่ 27 มีนาคม ถึงวันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2567 ณ ชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันจันทร์ – ศุกร์ สามารถเข้าชมงานได้ตั้งแต่เวลา 12.00-22.00 น. และวัน เสาร์ – อาทิตย์ เข้าชมงานได้ตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. บัตรราคาใบละ 100 บาท ใช้ได้ 1 วัน ท่านสามารถเยี่ยมชมบูธของปอร์เช่ได้ที่ชาเลนเจอร์ 2 บูธ A15

 

นิสสัน นำคอนเซ็ปต์คาร์จากเจแปน โมบิลิตี้ โชว์ ร่วมมอเตอร์โชว์ พร้อมส่ง “นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ สตาร์ เอดิชั่น” ร่วมสร้างสีสัน

0

นิสสัน พร้อมสร้างความตื่นเต้นให้กับคนรักรถ นำ 1 ใน 5 รถยนต์ต้นแบบคันล่าสุดจากเวที เจแปน โมบิลิตี้ โชว์ 2023 มาสร้างสีสันในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 เผยโฉม “นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ สตาร์ เอดิชั่น” ในชุดแต่งพิเศษสีดำสุดคูล เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่มีสไตล์ พร้อมรถยนต์ยอดนิยมครบทุกรุ่นจากนิสสันมาให้ลูกค้าได้สัมผัสแบบใกล้ชิด และเปิดโอกาสให้เป็นเจ้าของรถยนต์นิสสันได้ง่ายๆ กับ “โปรใหญ่ Say YES” ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0% หรือผ่อนนานสูงสุด 96 เดือน* โดยลูกค้าสามารถพบกับรถยนต์ครบทุกรุ่น และโปรโมชั่นพิเศษได้ที่บูทนิสสัน  ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี และโชว์รูมนิสสันทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม 2567 – 7 เมษายน 2567

อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย และนิสสัน อาเซียน กล่าวว่า “รถยนต์ต้นแบบจากงานเจแปน โมบิลิตี้ โชว์ ที่เราจะนำมาโชว์ในงานนี้ จะบอกถึงความเป็นผู้นำในนวัตกรรมยานยนต์รวมถึงแนวทางของยานยนต์ในอนาคตของนิสสัน ทั้งในด้านการออกแบบ เทคโนโลยี และประโยชน์ใช้สอยที่จะสอดคล้องกับวิถีชีวิต และความต้องการของคนในยุคใหม่ และผู้เข้าชมงานจะได้เห็นว่าเทคโนโลยีที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่นานจะมีอะไร ล้ำสมัยแค่ไหน และจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคน ช่วยให้สังคมก้าวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างไร”

นอกจากรถยนต์ต้นแบบแล้ว นิสสันยังได้นำรถยนต์ยอดนิยมซึ่งได้รับรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2024 หรือ Car of the Year ทั้ง 3 รุ่นได้แก่ นิสสัน นาวารา นิสสัน อัลเมร่า และ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ มาจัดแสดง ซึ่งไฮไลต์ในปีนี้ได้แก่ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ สตาร์ เอดิชั่น ที่เพิ่มการตกแต่งพิเศษ เติมความสปอร์ตพรีเมียมรอบคันด้วยชุดตกแต่งวัสดุโทนสีดำ ให้กับคอมแพคเอสยูวียอดนิยมรุ่นเดียวในตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% โดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ ไม่ต้องกังวลเรื่องการหาสถานีชาร์จ  ด้วยชุดแต่งพิเศษ 10 รายการ ทั้งภายนอก ภายใน ตั้งแต่กระจังหน้าตัววี คิ้วกันชนหน้าสีดำ กระจกมองข้างสีเงิน สติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ STAR EDITION ที่ตัวถังรถด้านข้าง  สัญลักษณ์ STAR EDITION ด้านหลัง พนักพิงศีรษะคู่หน้า และคิ้วบันไดสแตนเลส ชุดตกแต่งรอบปุ่มควบคุมชุดปรับอากาศสีดำ ชุดพรมพร้อมผ้ายางปูพื้น และอุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย

นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ให้อัตราเร่งที่ทันใจจากแรงบิดสูงสุดถึง 280 นิวตันเมตร (Nm)  แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนขนาด 2.06 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ให้ประสิทธิภาพ และกำลังมากขึ้น พร้อมอัตราประหยัดน้ำมันเมื่อขับขี่ในเมือง สูงสุด 26.3 กิโลเมตร/ลิตร**  เทคโนโลยีคันเร่งอัจฉริยะ “อี-เพดัล สเต็ป” (e-Pedal Step) สามารถเร่ง และชะลอความเร็วได้ในคันเร่งเดียว เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงรอบคัน 360 Degree Safety Shield มั่นใจทุกการขับขี่ พร้อมเพิ่มความสะดวกสบายเอาใจลูกค้ายุคดิจิทัล ด้วย Wireless Charger*** และ NissanConnect เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ทั้ง Android Auto*** และ Apple CarPlay

ส่วนรถยนต์รุ่นอื่นที่มาร่วมงาน ได้แก่  นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ คอมแพคซีดานที่ “แรงจริง จัดให้” ด้วยเครื่องยนต์ HRA0 ขนาด 1.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุดถึง 100 แรงม้า (Ps) และแรงบิด 152 นิวตันเมตร (Nm) ให้อัตราเร่งที่แรงและรวดเร็ว ให้ทุกการเดินทางสนุกเต็มพิกัด  รูปลักษณ์ปราดเปรียวมากขึ้นด้วยกระจังหน้าคอนเซปต์ Next-generation V-motion และสีตัวถังทันสมัยเป็นเอกลักษณ์อย่าง Gray Sky Pearl  นอกจากนี้ เทคโนโลยี NissanConnect Services ให้การเชื่อมต่อระหว่างผู้ขับขี่ และรถผ่านสมาร์ทโฟน แอปพลิเคชัน เสริมด้วยเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย และความสะดวกสบายจากรถพรีเมียมสู่คอมแพคซีดาน อาทิ เทคโนโลยีเซนเซอร์ตรวจสอบแรงดันลมยาง (Tire Pressure Monitoring System – TPMS)  เทคโนโลยีเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ (High Beam Assist – HBA) และเทคโนโลยีแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning – LDW) รวมถึงการติดตั้งฟังก์ชั่น SOS เพื่อขอความช่วยเหลือจากศูนย์ให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ทันทีผ่านระบบเครื่องเสียงภายในรถยนต์ เมื่อเกิดเหตุต่างๆ

นิสสัน นาวารา รถกระบะที่ทุกรุ่นทนถึงใจ ตอบโจทย์ทุกความต้องการในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นนิสสัน นาวารา แบบซิงเกิ้ลแค็บ ซึ่งได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าที่ต้องการรถกระบะใช้งานหนัก และวางใจได้ ด้วยโครงสร้างโมโนเฟรมแชสซีทำจากเหล็กกล้าชิ้นเดียวตลอดคัน (Fully Boxed Frame)  รองรับทุกการบรรทุกหนักได้อย่างจุใจ  หรือ นิสสัน นาวารา PRO-4X และ นิสสัน นาวารา คาลิเบอร์ แบล็คอิดิชั่น ที่ให้ผู้ขับขี่สนุกกับทุกการเดินทาง การผจญภัย และการใช้งานทั่วไป นิสสัน นาวารา ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ YS23DDTT แบบ 4 สูบ DOHC เทอร์โบคู่ ความจุ 2.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 hp (Ps) แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร (Nm) เกียร์ออโตเมติก 7 สปีด สามารถเลือกโหมดการขับขี่แบบแมนนวล (M mode) ได้เพื่อความสนุกสนาน ควบคุมได้ดังใจ ให้ประโยชน์ใช้สอย และความสะดวกเต็มพิกัดกับฝาท้ายที่ช่วยผ่อนแรงในการเปิด-ปิด และขนของที่กระบะได้สะดวก ตอบโจทย์การบรรทุกสัมภาระทั้งขนาดใหญ่ และเล็ก

และ นิสสัน เทอร์ร่า “คันเดียวจบ ครบเกินคุ้ม” ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย และความบันเทิง ห้องโดยสารกว้างขวางตอบโจทย์ทุกคนในครอบครัว เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร และเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ให้การขับขี่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง ประหยัดน้ำมัน ทั้งยังสามารถรองรับน้ำมันดีเซลได้ทุกชนิดทั้ง B7, B10 และ B20 ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ไปได้ทุกเส้นทาง อุ่นใจกับ ‘360 Degree Safety Shield’ เทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน ระบบความบันเทิงระดับไฮเอนด์ด้วยเครื่องเสียงจาก Bose Premium Audio พร้อมลำโพงคุณภาพสูง 8 ตัว จอสัมผัสขนาด 11 นิ้วและการเชื่อมต่อสมาร์ททีวีหรือ HDMi เพิ่มความบันเทิงให้แก่ผู้โดยสารด้านหลัง

นอกจากนี้นิสสันยังจัด “โปรใหญ่ Say YES” แคมเปญส่งเสริมการขายต้อนรับ บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล  มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 เพื่อให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของยนตรกรรมยอดนิยมได้ง่ายมากขึ้น ด้วยความหลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าของรถยนต์แต่ละรุ่น โดยมีตั้งแต่ดอกเบี้ย 0% ไปจนดาวน์เริ่มต้น 9,999 บาท หรือระยะเวลาในการผ่อนนานสูงสุด 96 เดือน  ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ภายในงาน รวมถึงที่โชว์รูมผู้จำหน่ายนิสสัน ทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร. 02 401 9600 หรือเว็บไซต์ของ นิสสัน ประเทศไทย www.nissan.co.th

* เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

** สำหรับการขับขี่ในเมือง / ตามมาตรฐาน NEDC หรือ ป้ายข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากล (ECO sticker) ซึ่งแต่ละรุ่นจะมีข้อมูลแตกต่างกันไป

*** เฉพาะสมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับ

H.O.G.™ Rally 2024 : เหล่าไบค์เกอร์ในร่างคาวบอยทั่วไทย พร้อมใจ ควบ Harley-Davidson® ตะลุยดินแดน Wild Wild West เขาใหญ่!!!

0

บ้านเขย่า ภูเขาสะเทือน เหมือนฟ้าถล่ม! เมื่อคาวบอยกว่าพันชีวิตมารวมตัวที่ H.O.G.™ Rally 2024 : Wild Wild West หนึ่งในงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี เพื่อผู้คลั่งไคล้ Harley-Davidson® โดยเฉพาะ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา ณ โบนันซ่า เขาใหญ่

H.O.G.™ Rally 2024 : Wild Wild West อัดแน่นไปด้วยความมันส์ บันเทิง ชวนให้ผู้มาเที่ยวงานทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ได้รื่นเริงกันแบบเกินเบอร์ (แต่ไม่เกินไป) จากกิจกรรมหลากหลาย อาทิ เกมส์ยิงปืนคาวบอย โยนเกือกม้า ยิงธนู ที่สำคัญยังมีม้ามาให้ขี่กันจริงๆ อีกด้วย!! เรื่องอาหารการกินก็ครบครันมีให้อิ่มหนำกันตลอดคืน ด้านช๊อปปิ้งก็ไม่น้อยหน้า เพราะผู้จัดสรรหาร้านค้าทั้ง เสื้อผ้าแฟชั่น Gadget ของเล่น สุดคูล รวมถึงงานศิลปะสุดเก๋มายั่วเงินในกระเป๋าให้ออกมาปลิวว่อนกันแบบจุใจ และพิเศษสุด ๆ กับนิทรรศการ THE LEGEND OF AMERICAN DREAMIN’ ที่ขนทัพรถ Harley-Davidson®  ต่างๆ มาให้ได้จรรโลงตาจรรโลงใจ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นหายากและรถคัสตอมที่ผ่านการชนะการประกวดในเวทีระดับโลกมาแล้ว พร้อมเผยโฉมรถรุ่นใหม่ 2024 ให้ได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด และข้อเสนอสุด Exclusive สำหรับรถปี 2023 เฉพาะในงานเท่านั้นอีกด้วย

อีกหนึ่งไฮไลท์ของงานคือคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง Joey Boy, Trix ‘O’ Treat และ Sixty Ninth ที่ขนเพลงฮิตมาร้องให้ฟังแบบเต็มอิ่ม สร้างบรรยากาศคึกคักสุดๆ โดย งาน H.O.G.™ Rally 2024 ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม เหล่าผู้เข้าร่วมงาน กว่า 1,000 คน ต่างประทับใจกับกิจกรรมต่างๆ บรรยากาศภายในงาน และความยิ่งใหญ่ของ Harley-Davidson® ที่ต้องบอกว่า เป็นงานที่ครบเครื่อง และยอดเยี่ยมที่สุดงานหนึ่งของปี

โดยงานนี้มีเหล่า ดารา Celebrity เข้าร่วมงานคับคั่ง เช่น กาย รัชชานนท์ , ภูริ หิรัญพฤกษ์

คุณกาย รัชชานนท์ – ผู้ขี่  Harley-Davidson® Road Glide™

“เป็นครั้งแรกที่มาร่วมงาน H.O.G.™ Rally ต้องบอกว่ามันส์มากครับ เหมือนมางาน Festival เพราะมีครบทั้งคอนเสิร์ต อาหารอร่อยๆ วิวสวย บรรยากาศเหมือนอยู่ในหนังคาวบอยเลย จัดงานได้ยิ่งใหญ่จริงๆ โดยเฉพาะโซนที่มีการจัดแสดงรถ Harley-Davidson®  รุ่นใหม่ ปี 2024 เห็นแล้ว อยากได้คันที่ 2 มาก แถมมีกิจกรรมสนุกๆ ให้ร่วมเยอะ ที่สำคัญได้เจอเพื่อนๆ ที่รักใน Harley-Davidson® เหมือนกัน อีกด้วย”

 

คุณภูริ หิรัญพฤกษ์ – ผู้ขี่  Harley-Davidson® Sportster™ S

“เป็นครั้งแรกเลยที่ได้เข้าร่วมงาน H.O.G.™ Rally ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ เปิดโลก ของผมมากๆ โดยส่วนตัว สไตล์ผมชอบท่องเที่ยว และ ชอบกิจกรรม Adventure งานนี้จึงรู้สึกประทับใจมาก ได้เจอเพื่อนใหม่ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ คิดว่าสนใจอยากมีรถ Harley-Davidson® สักคันแล้วครับ และคงจะออกกับ AAS แน่นอน เพราะว่า แอบถามโปรโมชั่นแล้ว เร้าใจมาก”

โดยงานนี้ยังได้รับเกียรติเข้าร่วมงานจากคุณซาจีฟ รัชเกคาราน กรรมการผู้จัดการ Harley-Davidson® สำหรับตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและอินเดีย

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เข้าร่วมงาน H.O.G™ Rally จัดโดย AAS Harley-Davidson® และรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นความหลงใหลและความกระตือรือร้นของชุมชนนักขี่และตัวแทนจำหน่ายของเราในประเทศไทย

ที่ Harley-Davidson® เรามีจุดยืนในเรื่องของอิสรภาพ ไม่มีวิธีใดที่จะดีไปกว่าการแสดงออกและเฉลิมฉลองจุดยืนของเราร่วมกับสมาชิก Harley Owners Group™ (H.O.G™) ซึ่งเป็นตัวแทนของนักขี่ที่รักในแบรนด์ของเรา ปีนี้เรายังมีแผนและกิจกรรมที่รออยู่อีกมากมายในประเทศไทย และอยากจะขอเชิญนักขับขี่ทุกคนมาร่วมกิจกรรมกับเรา”

 

AAS Harley-Davidson®  Group เจ้าภาพหลักของการจัดงานครั้งนี้ ในฐานะศูนย์บริการ สุดปลื้ม คนร่วมงานคับคั่ง

 

คุณอนุวัชร อินทรภูวศักดิ์  Managing Director ของ AAS Harley-Davidson® Group

กล่าวว่า เรารู้สึกดีใจมากที่งาน H.O.G.™ Rally 2024 : Wild Wild West ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ผู้เข้าร่วมงานต่างประทับใจกับกิจกรรมต่างๆ บรรยากาศภายในงาน และความยิ่งใหญ่ของ Harley-Davidson® โดยครั้งนี้ พิเศษกว่าทุกครั้ง เพราะเป็นการจัดแบบ Co-Host ที่มากที่สุด เพราะรวม  Dealer ของ AAS ทั้ง 3 สาขา ได้แก่ AAS Harley-Davidson®  of Bangkok, AAS Harley-Davidson® of Pattaya และ AAS Metro Harley-Davidson® กับอีก 3 Chapter ของ H.O.G.™ AAS ได้แก่ H.O.G.™ AAS Bangkok, Pattaya และ Metro Bangkok  และเป็นงานแรกที่ทำเป็น Festival มี ความร่วมมือจาก Sponsor  Partner ต่างๆ ของ AAS ทั้งในและนอกเครือบริษัท  มีการจัดนิทรรศการพิเศษ เกี่ยวกับ Harley-Davidson® พร้อมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ล่าสุดของปี 2024 ตัวจริง เสียงจริง

และอีกหนึ่งความพิเศษของการจัดงาน  H.O.G.™ Rally 2024 ครั้งนี้ คือ รายได้ส่วนหนึ่ง เราจะนำไปใช้ในการบูรณะห้องน้ำ ให้ถูกสุขอนามัย ปลอดภัย และรองรับการใช้งานได้เพียงพอกับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ให้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ด้วย

งาน H.O.G.™ Rally 2024 แสดงให้เห็นถึงพลังชาว Harley-Davidson® ที่รวมตัวกันด้วยความรักใน     แบรนด์ ความหลงใหลในเสียงเครื่องยนต์ และความเป็นอิสระ โดยเราตั้งใจอย่างยิ่งที่จะสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับผู้เข้าร่วมงานทุกคน และหวังว่าจะได้ต้อนรับพวกเขากลับมาอีกครั้งในงานอื่นๆ ต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า  AAS Harley-Davidson® Group มุ่งมั่นนำเสนอประสบการณ์เหนือระดับแก่ลูกค้า ไม่เพียงแค่ความแรงเร้าใจบนท้องถนน แต่เรายังขยายประสบการณ์นั้นผ่าน ไลฟ์สไตล์แบบฉบับ AAS ด้วยสินค้า บริการ และกิจกรรมต่างๆ แบบองค์รวม ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสความตื่นเต้นเร้าใจ รวมถึงได้สัมผัสความล้ำสมัย แต่ยังคงแฝงไปด้วยความคลาสสิกของ Harley-Davidson® รุ่นใหม่ และได้สัมผัส รสชาติสุดพิเศษ ผ่านกาแฟ SHADE Commune ของ AAS ด้วย

คุณกรภัค มิกานนท์ Dealer Principal  ของ AAS Harley-Davidson® Group

กล่าวว่า งาน H.O.G.™ Rally 2024 :  Wild Wild West  เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของปี เราตั้งใจให้งานนี้เป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของคนที่รักและชื่นชอบใน Harley-Davidson® รวมไปถึงเหล่าดารา Celebrity ต่างๆ

เราดีใจที่งานนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้เข้าร่วมงาน แสดงให้เห็นว่า Harley-Davidson® ไม่ได้เป็นแค่รถมอเตอร์ไซค์ แต่เป็นไลฟ์สไตล์ เป็น Community ที่รวมคนที่มีความชอบคล้ายๆ กัน เราหวังว่างาน H.O.G.™ Rally 2024 จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ให้คนรู้จัก AAS Harley-Davidson® มากขึ้น และเราหวังว่าจะได้เห็นพวกเขาบนท้องถนนในเร็วๆ นี้ เพราะภายในงานได้มีการนำเสนอรถรุ่นใหม่ โปรโมชั่นสุดพิเศษ และบริการต่างๆ แก่ผู้เข้าร่วมงานนี้ด้วย รู้สึกดีใจที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้เข้าร่วมงานทุกเจนเนอเรชัน แสดงให้เห็นว่า AAS ไม่ได้เป็นแค่ตัวแทนจำหน่าย Harley-Davidson® แต่เป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ ที่มอบประสบการณ์พิเศษ แก่ลูกค้าของเรา

AAS Harley-Davidson® Group มุ่งมั่นสู่ความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดรถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson® ประเทศไทย งาน H.O.G.™ Rally 2024 : Wild Wild West สะท้อนความสำเร็จ และวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่

นอกจากบรรยากาศภายในงาน H.O.G.™ Rally 2024 เต็มไปด้วยความคึกคักแล้ว เหล่าผู้บริหาร AAS Harley-Davidson® Group ได้ใช้โอกาสนี้ในการพูดคุยกับสื่อมวลชนเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดรถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson® ประเทศไทย

คุณอนุวัชร กล่าวว่า งาน H.O.G.™ Rally 2024 : Wild Wild West ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ Harley-Davidson® และความมุ่งมั่นของ AAS Harley-Davidson® Group ในการนำเสนอประสบการณ์ที่แตกต่าง และดีที่สุดแก่ลูกค้า โดย AAS มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดรถมอเตอร์ไซค์  Harley-Davidson® ประเทศไทย เราจะบรรลุเป้าหมายนี้ผ่านกลยุทธ์หลัก 3 ประการ ดังนี้

  1. การขยายฐานลูกค้า:

นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าใหม่ มุ่งเน้นทั้งกลุ่มเป้าหมายที่ซื้อรถคันที่ 2 และแม้แต่ผู้ที่จะซื้อ Big Bike เป็นคันแรก และอยากส่งต่อประสบการณ์ โดยการบอกต่อ
AAS จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและการตลาดที่ตรงใจ อย่างสม่ำเสมอ

  1. การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์:

มุ่งเน้นสร้างประสบการณ์พิเศษที่แตกต่างแก่ลูกค้า Harley-Davidson® ทุกคน พัฒนาบริการหลังการขาย ให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดีที่สุด สนับสนุน Community Harley-Davidson® สร้างความผูกพันแน่นแฟ้น

  1. การขยายเครือข่ายการจำหน่าย:

พัฒนาระบบออนไลน์ เพิ่มช่องทางการเข้าถึงลูกค้า

AAS Harley-Davidson® Group มุ่งมั่นที่จะนำเสนอประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า

คุณกรภัค เสริมว่า  AAS มุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เรามีทีมงานมืออาชีพที่พร้อมให้บริการลูกค้าอย่างเต็มประสิทธิภาพ เรามั่นใจว่า AAS จะรักษาความเป็นผู้นำในตลาดรถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson®  ประเทศไทย และนำเสนอประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าของเรา ด้วยกลยุทธ์ 5 ประการ ที่ทำให้ AAS โดดเด่นเหนือคู่แข่ง ดังนี้

  1. ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย: AAS นำเสนอ Harley-Davidson® รุ่นใหม่ล่าสุด รุ่นยอดนิยม และรุ่นพิเศษ ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า
  2. บริการที่ยอดเยี่ยม: AAS มุ่งเน้นการบริการหลังการขายที่เหนือระดับ ด้วยทีมช่างผู้ชำนาญ อะไหล่แท้ และเครื่องมือที่ทันสมัย
  3. ประสบการณ์พิเศษ: AAS มอบประสบการณ์พิเศษแก่ลูกค้า ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น H.O.G.™ Rally ทริป ท่องเที่ยว และการอบรม
  4. ชุมชนที่แข็งแกร่ง: AAS สนับสนุนชุมชน Harley-Davidson® ทั้ง H.O.G.™ และ MC Club ต่างๆ สร้างความผูกพัน และแบ่งปันประสบการณ์
  5. นวัตกรรมและเทคโนโลยี: AAS มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อนำเสนอประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า

กลยุทธ์เหล่านี้ ทำให้ AAS โดดเด่นเหนือคู่แข่ง และสร้างความประทับใจแก่ลูกค้า AAS มุ่งมั่นที่จะรักษาความเป็นผู้นำในตลาดรถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson® ประเทศไทย และนำเสนอประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า

นอกจาก 5 กลยุทธ์หลักข้างต้น AAS ยังมีจุดเด่นอื่นๆ ดังนี้

ทีมงานมืออาชีพ: AAS มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญ พร้อมให้บริการลูกค้าอย่างเต็มประสิทธิภาพ

แบรนด์ที่แข็งแกร่ง: Harley-Davidson® เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้รับการยอมรับจากผู้ขับขี่ทั่วโลก

ด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจน จุดเด่นที่หลากหลาย และความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า AAS Harley-Davidson® Group จึงเป็นผู้นำในตลาดรถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson® ประเทศไทย ที่ลูกค้าไว้วางใจ

การันตีจาก รางวัล Dealer ยอดเยี่ยมระดับเอเชียถึง 2 ปีซ้อน คือ Asia Emerging Markets Dealer of the Year 2018 และ 2019 จากสาขา AAS Harley-Davidson® of Bangkok และในปี 2022 AAS Harley-Davidson® of Pattaya และ Metro ซึ่งยังคงเป็นเพียง 2 ตัวแทนจากประเทศไทยที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 5 ดีลเลอร์ยอดเยี่ยมระดับเอเชีย  ซึ่งเป็นรางวัลใหม่แทนของเดิมในชื่อ 5-Star Achiever Award โดย AAS Harley-Davidson® Group เราเป็นรายแรกและรายเดียวจากประเทศไทยที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้  


เชิญชวนเปิดประสบการณ์รถ Harley-Davidson® รุ่นใหม่ และ จองคิวเพื่อทดลองขับรถ Test Ride และเข้ารับบริการโดยช่างผู้ชำนาญการ ได้ที่ โชว์รูม AAS ทั้ง 4 สาขาของเรา ได้แก่

  1. AAS HARLEY-DAVIDSON® OF BANGKOK
    ตั้งอยู่บนถนนวิภาวดีรังสิต โดดเด่นด้วยดีไซน์ล้ำสมัย พื้นที่กว้างขวาง รองรับการบริการครบวงจร
    เบอร์โทร: 02-521-4545
  1. AAS METRO HARLEY-DAVIDSON®
    ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท 26 โครงการ เอ สแควร์ ดีไซน์เรียบหรู เน้นความสะดวกสบาย ใจกลางเมือง
    เบอร์โทร. : 02-258-0988, 097-484-8844
  1. AAS HARLEY-DAVIDSON® OF SIAM PARAGON
    ตั้งอยู่ ชั้น2 สยามพารากอน เน้นงานแฟชั่นสาย Biker แบบฉบับลิขสิทธิ์แท้ ของ Harley-Davidson®
    เบอร์โทร: 02-610-9777
  1. AAS HARLEY-DAVIDSON® OF PATTAYA
    ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท พัทยา ในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนทุกเจนเนอเรชัน
    เบอร์โทร: 038-255-255

 สำหรับภาพบรรยากาศภายในงาน สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่:Facebook: https://www.facebook.com/AASHarleyDavidson/

มาสด้า e-Skyactiv R-EV เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ไปได้ไกลกว่า ขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนเพื่อผู้คน สังคม และโลกของเรา

0

มาสด้า ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะทุกก้าวย่างเกิดจากความมุ่งมั่นตั้งใจจริงเพื่อมวลมนุษยชาติ โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน นี่คือบทพิสูจน์ที่ท้าทายเพื่อแก้ปัญหาด้านส่งแวดล้อมในฐานะผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น หนึ่งในวิธีที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุด คือการพัฒนานวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ผ่านระบบส่งกำลังของเครื่องยนต์ทุกประเภท ตั้งแต่เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) รถปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) รถไฟฟ้าไฮบริด (HEV) ไปจนถึงรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (EV) วิวัตนาการเหล่านี้คือหนึ่งในวิถีทางไปสู่ Well-to-wheel ที่มาสด้าให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นกำเนิด ขบวนการขุดเจาะ การสกัดวัสดุที่จำเป็นในการผลิต ไปจนถึงสิ้นสุดอายุการใช้งานของยานพาหนะผ่านกระบวนการรีไซเคิล เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งในแต่ละภูมิภาคก็จะถูกปรับให้มีความเหมาะสมและแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา เนื่องจากไม่มีวิธีใดวิธีเดียวที่เหมาะสมกับทุกภูมิภาค มาสด้าจึงได้คิดค้นทุกวิถีทางในการแก้ปัญหา ตามแนวทาง Multi-Solution นั่นคือการแสวงหานวัตกรรมที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย จนบรรลุเป้าหมายดังกล่าวแล้วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

หนึ่งในกลยุทธ์ของมาสด้าที่เดินหน้าตามแนวทาง Multi-Solution คือการพัฒนาเครื่องยนต์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) ด้วยการนำข้อดีของการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมาผสานกับพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้ได้ระยะทางขับขี่ที่ไกลขึ้น ประหยัดน้ำมันมากขึ้น จึงเกิดเป็นเทคโนโลยี e-Skyactiv R-EV ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกที่ดีที่สุด โดยพัฒนาต่อยอดจากรถไฟฟ้า 100% ซึ่งมาสด้านำเอาเครื่องยนต์โรตารี่อันเลื่องชื่อมาใช้เป็นตัวปั่นกระแสไฟ เปลี่ยนเป็นแหล่งพลังงานที่ช่วยให้การขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าได้ระยะทางไกลมากขึ้น ตอบโจทย์ยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากพลังงานเชื้อจากฟอสซิลไปสู่พลังงานไฟฟ้า เพิ่มทางเลือกให้เกิดความหลากหลายมากขึ้นในการเลือกรถยนต์ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตน และความเหมาะสมตามความพร้อมของแต่ละภูมิประเทศ

หัวใจหลักสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยี e-Skyactiv R-EV คือ เครื่องยนต์โรตารี่ เป็นตัวปั่นกระแสไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ เครื่องยนต์มีขนาดเพียง 830 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 170 แรงม้า ลูกสูบหมุน 1 โรเตอร์ ทำจากอลูมิเนียม น้ำหนักเบาเพียง 15 กิโลกรัม เล็กกว่าเครื่องยนต์แบบลูกสูบที่ให้กำลังใกล้เคียงกัน และแบตเตอรี่ลิเที่ยมไอออนขนาด17.8 กิโลวัตต์ วิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 85 กิโลเมตร โดยมีความเร็วสูงสุดที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เมื่อได้รับการปั่นพลังงานไฟฟ้ากลับเข้ามาจากเครื่องยนต์โรตารี่ จะทำให้เพิ่มระยะทางในการวิ่งได้ไกลถึง 600 กิโลเมตร จากการทำงานของเครื่องยนต์โรตารี่ที่ใช้พลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อน มาผสานกับการทำงานของระบบมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวขยายระยะทางในการขับขี่ กลายเป็นเทคโนโลยี ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่ได้จากเครื่องยนต์โรตารี่ อันเกิดจาก “จิตวิญญาณแห่งความท้าทาย” หรือ “Challenger Spirit” อันมีเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า

เทคโนโลยี e-Skyactiv R-EV ที่ใช้เครื่องยนต์โรตารี่เป็นตัวปั่นไฟนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เกิดจากความมุ่งมั่นของมาสด้าในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ตามแนวทาง Multi-Solution เพื่อส่งมอบเทคโนโลยีที่มาพร้อมทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้คนในแต่ละสังคม อีกหนึ่งโมเดลของมาสด้าที่ใช้เครื่องยนต์โรตารี่ในการปั่นกระแสไฟ คือรถต้นแบบที่มาสด้านำมาเผยโฉมเป็นครั้งแรกในงาน Japan Mobility Show 2023 Mazda Iconic SP สปอร์ตคอมแพ็คคาร์คอนเซ็ปต์ ที่ได้รับการออกแบบเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยใหม่และตอบโจทย์ลูกค้าที่ “รักในรถยนต์” และ “ปรารถนาที่จะครอบครองรถยนต์ที่สามารถถ่ายทอดความสุขในการขับขี่” โดยคอนเซ็ปต์คาร์รุ่นนี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์โรตารี แบบ 2 โรเตอร์ พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า (Two-rotor Rotary EV System) อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะมาสด้าที่ยังคงมีขนาดกะทัดรัด จึงทำให้มีความยืดหยุ่นสูงในเรื่องการจัดวางพื้นที่ของห้องเครื่องยนต์ ซึ่งช่วยให้รถต้นแบบคันนี้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำและให้สมรรถนะในการขับขี่ดีขึ้น โดยแบตเตอร์รี่จะถูกชาร์จด้วยพลังงานแบบย้อนกลับและจากเครื่องยนต์โรตารีแบบ 2 โรเตอร์ ที่ใช้ในการผลิตพลังงาน ซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่ก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์

อีกหนึ่งคอนเซ็ปต์คาร์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับชาวมาสด้าอย่างน่าภาคภูมิใจ ด้วยการคว้ารางวัลรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมประจำปีจากประเทศอิตาลี คือ RX-VISION SKYACTIV-R คือเครื่องยนต์โรตารีเจนเนอเรชั่นใหม่ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของมาสด้า เครื่องยนต์สามเหลี่ยมลูกสูบหมุน แบบ 2 โรเตอร์ พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า (Two-rotor Rotary EV System) โดยเครื่องยนต์โรตารี่จะทำหน้าที่เป็นตัวปั่นกระแสไฟและส่งพลังงานกลับคืนสู่แบตเตอรี่เช่นเดียวกับ e-Skyactiv R-EV ซึ่งไม่ก่อให้เกิดมลพิษของคาร์บอนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเครื่องยนต์โรตารี่ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่นี้สามารถใช้พลังงานเชื้อเพลิงได้หลากหลายประเภท รวมถึงพลังงานไฮโดรเจน พลังงานสะอาดทางเลือกแห่งอนาคต

การนำเทคโนโลยี e-Skyactiv R-EV มาใช้ในเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุดนี้ เป็นการปลุกฟื้นคืนชีพตำนานเครื่องยนต์โรตารี่ ต้นกำเนิดรถสปอร์ตมาสด้าหลากหลายรุ่นในอดีต ที่ถูกถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบันกลายเป็นดีเอ็นเอของมาสด้าที่ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค หรือ Challenger Spirit ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ มาสด้าจะยังคงเฟ้นหาวิธีการต่างๆ ต่อไป ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นกลางทางคาร์บอน ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่หลากหลาย ตามแนวทาง Multi-Solution เพื่อผู้คนในเจเนอเรชั่นถัดไป เพื่อโลกของเราให้ยังคงความสวยงาม เพื่อคุณภาพชีวิตของผู้คน และเพื่อสร้างสรรสังคมของเราให้น่าอยู่ตราบนานเท่านานสู่ลูกหลานของเราตลอดไป

บริดจสโตนเสนอประสบการณ์ขับขี่เต็มประสิทธิภาพบนทุกสภาพถนน กับยางพรีเมียมสุดแกร่ง “BRIDGESTONE DUELER ALL-TERRAIN A/T002” มีให้เลือกครบ 10 ขนาด

0
BRIDGESTONE DUELER 1

บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำผลิตภัณฑ์ยางพรีเมียมสุดแกร่งรุ่นใหม่สำหรับรถปิกอัพและรถอเนกประสงค์ (PPV) “BRIDGESTONE DUELER ALL-TERRAIN A/T002” ภายใต้คอนเซปต์ “ลุยผ่านทุกเส้นทาง สู่จุดหมายที่เหนือกว่า” รองรับได้ครบมากถึง 10 ขนาด ตั้งแต่ขอบ 15-20 นิ้ว เพื่อให้ลูกค้าพร้อมรับความท้าทายในทุกเส้นทางเต็มสมรรถนะการขับขี่ ทั้งบนถนนทางเรียบ (On-Road) และทางลุย (Off-Road)

BRIDGESTONE DUELER 1

คุณเคอิจิ ชูมะ กรรมการผู้จัดการบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จํากัด เผยว่า “บริดจสโตนมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์สู่คุณภาพระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทางที่หลากหลายด้วยมาตรฐานความคุ้มค่าและปลอดภัย ผลิตภัณฑ์ BRIDGESTONE DUELER ALL-TERRAIN A/T002 รุ่นใหม่นี้เป็นยางเกรดพรีเมียมสำหรับรถปิกอัพและรถอเนกประสงค์ (PPV) ให้ลูกค้าพร้อมรับความท้าทายบนทุกสภาพถนนและช่วยให้การขับขี่เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนทางเรียบ หรือบนทางลุย ด้วยเนื้อยางสูตรใหม่ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนน ไหล่ยางออกแบบพิเศษช่วยเพิ่ม แรงกรุยลายดอกยางที่ดุดันได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อให้ควบคุมการขับขี่ได้ดีโดยไม่ลดทอนการยึดเกาะบนทางลุย พร้อมด้วยเทคโนโลยี OPTIMISED CONTACT PATCH ช่วยเรื่องกระจายแรงกด ลดการสึกหรอ ช่วยให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น โดยมีให้เลือกตั้งแต่ขอบ 15-20 นิ้ว รวม 10 ขนาด”

คุณสมบัติเด่น 3 ประการของผลิตภัณฑ์ BRIDGESTONE DUELER ALL-TERRAIN A/T002 ประกอบด้วย
•การออกแบบลายดอกยางที่ดุดัน เพิ่มสมรรถนะการขับขี่และการตอบสนองที่ดีขึ้นในทุกสภาพถนน
-นวัตกรรมใหม่การออกแบบบล็อกกลางรูปทรงหกเหลี่ยม เพื่อการยึดเกาะที่ดีและความเสถียร ในการเบรกบนพื้นถนนหลากหลายแบบ
-การออกแบบร่องดอกยางแนวตรงและแนวขวางแบบพิเศษ เพิ่มสมรรถนะแรงกรุยขณะขับขี่ บนทางลุย และยังช่วยดีดโคลนออกจากร่องยางเมื่อขับขี่บนถนนยางมะตอย
-การออกแบบไหล่ยางเสริมสมรรถนะการยึดเกาะบนทุกสภาพถนน บล็อกดอกยางบริเวณไหล่และแก้มยางที่เชื่อมต่อกันเพิ่มแรงกรุยในทางลูกรัง

•เกาะถนนแห้งและถนนเปียกดีเยี่ยม ช่วยเพิ่มสมรรถนะการควบคุมรถทั้งทางตรงและทางโค้ง
-สูตรเนื้อยางเสริมซิลิกา เสริมสมรรถนะบนถนนเปียกให้ดียิ่งขึ้น
-การจัดวางช่องว่างระหว่างบล็อกดอกยางให้สมดุล ป้องกันการเหินน้ำ และเพิ่มสมรรถนะการรีดน้ำบนถนนเปียกดียิ่งขึ้น
-การออกแบบร่องดอกยางขนาดเล็กรูปตัว Z ช่วยเพิ่มพื้นที่ในการจับถนน ทำให้มีแรงยึดเกาะมากขึ้นทั้งทางตรงและทางโค้ง
•พัฒนาให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน*1
-หน้ายางสัมผัสพิเศษ ALL-TERRAIN ช่วยเพิ่มพื้นที่สัมผัสกับพื้นถนนได้มากขึ้น
-เพิ่มความลึกร่องดอกยาง เพิ่มอายุการใช้งาน ด้วยการเพิ่มส่วนผสมของยางธรรมชาติให้สูงขึ้น โดยไม่ส่งผลต่อแรงต้านทานการหมุน
-OPTIMISED CONTACT PATCH ดอกยาง 5 แถว เสริมด้วยเทคโนโลยีบล็อกดอกยางแบบ หกเหลี่ยม วางสลับไปมาเพื่อกระจายแรงกดบริเวณหน้ายาง ลดการสึกไม่เรียบ

BRIDGESTONE DUELER 2

ผลิตภัณฑ์ BRIDGESTONE DUELER ALL-TERRAIN A/T002 มีให้เลือกตั้งแต่ขอบ 15-20 นิ้ว รวม 10 ขนาด ดังนี้
ขอบ ขนาดยาง
ขอบ 15 ขนาด 235/75R15 109T XL สีตัวอักษร ขาว

ขอบ 16 ขนาด 245/70R16 111S XL, 265/70R16 112S, 275/70R16 114S สีตัวอักษร ขาว

ขอบ 17 ขนาด 255/70R17 112T, 265/70R17 115S,265/65R17 112S สีตัวอักษร ขาว

ขอบ 18 ขนาด 265/60R18 114S XL

285/60R18 116T
ขนา20 265/50R20 111S XL ตัวอักษรสีดำ (RBT)

ทั้งนี้สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ BRIDGESTONE DUELER ALL-TERRAIN A/T002 สามารถติดต่อได้ที่ตัวแทนจำหน่ายยางบริดจสโตน หรือศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรค็อกพิท (COCKPIT) ทั่วประเทศ และ ดูรายละเอียดของผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ https://www.bridgestone.co.th/th/tire/dueler-at-002
แผนกลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-636-1555  

*

 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เตรียมเผยโฉมกระบะ “GWM POER SAHAR” อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดลงทะเบียนจองสิทธิ์ ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าส่งมอบประสบการณ์การขับขี่พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะและขับเคลื่อนสังคมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นหนึ่งในผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ของประเทศ เชิญชวนผู้บริโภคชาวไทยร่วมชมและสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 พบกับไฮไลท์สำคัญกับการอวดโฉม GWM POER SAHAR” รถกระบะเครื่องยนต์ไฮบริดทรงพลังคันแรกของเมืองไทย เปิดให้แฟน ๆ ชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก พร้อมเปิดลงทะเบียนจองสิทธิ์ก่อนการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการ พลาดไม่ได้กับเซอร์ไพรซ์สุดพิเศษและกิจกรรมสนุก ๆ พ่วงกับการเปิดตัวพรีเซนเตอร์ของ HAVAL JOLION Sport เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ตระการตาไปกับขบวนพาเหรดรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่น นำทัพโดย เจ้าเหมียวไฟฟ้าขวัญใจมหาชนรุ่นประกอบในประเทศไทย New ORA Good Cat, New ORA Good Cat GT และเจ้าเหมียวไฟฟ้าซีดานทรง Fastback สมรรถนะสูง ORA 07 รถเอสยูวีออฟโรดขวัญใจนักขับสายผจญภัย GWM TANK 500 HEV และ TANK 300 HEV รวมไปถึงรถยนต์คอมแพคเอสยูวียอดนิยม HAVAL H6 HEV และ HAVAL H6 PHEV และเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะสุดล้ำที่ขับเคลื่อนความสำเร็จให้กับ เกรท วอลล์ มอเตอร์ พิเศษสุด ร่วมทดลองขับและรับข้อเสนอสุดพิเศษรวมถึงสิทธิประโยชน์มากมายสำหรับลูกค้าและผู้สนใจซื้อรถยนต์ภายในงาน โดยผู้ที่สนใจสามารถร่วมชมการถ่ายทอดสดบรรยากาศการแถลงข่าวเปิดบูธของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ทาง Facebook หรือ YouTube หรือ TikTok : GWM Thailand ในวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2567 ตั้งแต่เวลา 10.40 น. เป็นต้นไป

พบกับไฮไลท์สำคัญภายในงาน อาทิ

  • การอวดโฉม “GWM POER SAHAR” รถกระบะขุมพลังไฮบริดรุ่นแรกในประเทศไทย ที่จะเปลี่ยนนิยามของรถกระบะให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โดดเด่นด้วยการตกแต่งภายในที่หรูหรา ทันสมัย ครบครันด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความสะดวกสบายเหนือระดับ สร้างบนแพลตฟอร์ม TANK และระบบขับเคลื่อนขุมพลังไฮบริดอันทรงพลัง พร้อมแล้วที่จะนำมาจัดแสดงให้คนไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด และให้แฟน ๆ ได้ลงทะเบียนจองสิทธิ์เพื่อเป็นเจ้าของ พร้อมข้อเสนอ สุดพิเศษก่อนการเปิดตัวและการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ
  • ลุ้นไปพร้อมกันกับการเปิดตัวพรีเซนเตอร์ HAVAL JOLION Sport เป็นครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมเซอร์ไพรส์สุดพิเศษและกิจกรรมสนุก ๆ เอาใจแฟน ๆ ภายในงาน
  • พบข้อเสนอและสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมายของรถยนต์หลากหลายรุ่น ภายใต้แคมเปญเฉลิมฉลองครบรอบ 3 ปี เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในประเทศไทย มูลค่าสูงสุดถึง 510,000 บาท
  • สาวกของรถยนต์เอสยูวีออฟโรดระดับพรีเมียม “GWM TANK 300” เตรียมเฮ กับการเปิดจองรุ่น PRO ในราคาเพียง 1,649,000 บาท พร้อมส่งมอบภายในกลางเดือนเมษายนเป็นต้นไป เติมเต็มการขับขี่ที่สนุกสนาน ตอบโจทย์ทุกเส้นทาง ที่ท้าทาย พร้อมรับสิทธิประโยชน์พิเศษมากมาย
  • ขบวนไลน์อัปรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นยอดนิยม ตอกย้ำการเป็นหนึ่งในผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย นำทัพด้วยเจ้าเหมียวไฟฟ้าขวัญใจคนไทยที่กวาดยอดขายถล่มทลายตลอดปีที่ผ่านมา ทั้ง ORA Good Cat, ORA Good Cat GT และยนตรกรรมระดับมาสเตอร์พีซ รถซีดานที่ผสานความสปอร์ตและความสง่างามเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ORA 07 เจ้าสิงโตอารมณ์ดีที่ครบครันทุกฟังก์ชันการขับขี่ HAVAL JOLION และ HAVAL JOLION Sport ตามด้วยรถยนต์เอสยูวีออฟโรดขนาดใหญ่สำหรับสายลุยแต่ยังเปี่ยมไปด้วยความหรูหราสง่างาม GWM TANK 500 HEV รถยนต์เอสยูวีออฟโรดขนาดกลาง GWM TANK 300 HEV และรถยนต์คอมแพคเอสยูวียอดนิยม HAVAL H6 HEV และรถยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริด HAVAL H6 PHEV
  • สัมผัสประสบการณ์อันล้ำสมัยไปกับเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะแห่งอนาคตที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company)

เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมต้อนรับทุกท่านที่บูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์ A4 ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2567 – 7 เมษายน 2567 เวลา 12.00 – 22.00 น. (วันธรรมดา) และ 11.00 – 22.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ)