Home Blog Page 152

เอ็มจี เดินหน้าพาแบรนด์สู่คนรุ่นใหม่ เปิดแคมเปญ #ก็แค่เป็นตัวเองDareToBeYou สนับสนุนให้ “กล้า” เป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ออกแคมเปญ #ก็แค่เป็นตัวเอง DareToBeYou สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ “กล้าที่จะเป็นตัวเอง” ด้วยการรวมตัวเหล่า KOL ที่โดดเด่นจากตัวตนที่แตกต่าง ร่วมภาพถ่ายแฟชั่นเซ็ตที่เป็นตัวเองขั้นสุด และโชว์ผลงานสุดชิคให้โลกโซเชียลได้สัมผัสตัวตน และวางแผนนำคอนเซ็ปต์ #ก็แค่เป็นตัวเองDareToBeYou ต่อยอดเป็นกลยุทธ์สื่อสารทางการตลาดของรถยนต์รุ่นใหม่ ที่เจาะกลุ่มวัยรุ่นเมืองไทยที่เตรียมเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “แนวทางการดำเนินธุรกิจยังคงยึดมั่นในการเป็นแบรนด์ที่นำเสนอความแตกต่าง สร้างสรรค์สิ่งใหม่ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงแนวทางการทำการตลาดที่จะผลักดันให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มลูกค้า อีกทั้งในปีนี้ เอ็มจี วางกลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น จึงเกิดเป็นแคมเปญ #ก็แค่เป็นตัวเองDareToBeYou ที่ฉีกจากกรอบเดิม ๆ และเข้าถึงตัวตนของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย”

 

จากแบบสำรวจทั้งความต้องการ พฤติกรรม และไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ พบว่า “ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่มีความ           เป็นตัวเองสูง มั่นใจ และกล้าคิดต่างมากขึ้น แต่การแสดงตัวตนของคนรุ่นใหม่ อาจถูกมองว่า แปลก หรือ แหวกแนวจากค่านิยมของสังคมแบบเดิม ๆ แคมเปญนี้ เอ็มจี จะเป็นตัวกลางที่สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้ เป็นตัวเอง โดยไม่เดือดร้อนใคร นำโดย KOL เจนเนอเรชัน Y ไปจนถึง Z (Key Opinion Leader) 5 กลุ่ม 45 สไตล์ รวมตัวกันออกมาแสดงตัวตนที่แตกต่างผ่านภาพถ่ายแฟชั่นเซ็ตบนโลกโซเชียล

  • กลุ่มคนภูมิใจในรูปร่างของตัวเอง
  • กลุ่ม LGBTQ+ ตัวพ่อ ตัวแม่ ที่ครีเอทคอนเทนต์ใหม่ ๆ บนโซเชียลจนเกิดเป็นไวรัลสนุก ๆ มากมาย
  • กลุ่มคนที่มีความมั่นใจในผิวพรรณของตัวเอง
  • กลุ่มคนที่หลงรักการสัก (Tattoo) กับมุมมองที่ว่าการสัก คือ ศิลปะที่เข้าถึงได้ทุกเพศ
  • กลุ่มที่มีลุคการแต่งตัวที่เป็นตัวเอง และมีไลฟ์สไตล์ที่ชัดเจน

“โดยทาง เอ็มจี เตรียมแชร์ผลงานภาพถ่ายของเหล่า KOL ผ่านทาง bit.ly/FBMGcarsThailand เพื่อสร้าง แรงบันดาลใจให้กับวัยรุ่นไทย #ก็แค่เป็นตัวเองDareToBeYou มีความสุข และสนุกไปกับสิ่งที่ตัวเองเป็น อีกทั้งแคมเปญนี้จะถูกนำมาใช้เป็นคอนเซ็ปต์การสื่อสารของรถยนต์รุ่นใหม่ที่จ่อเตรียมเปิดภายในงาน              มอเตอร์โชว์ ครั้งนี้ ” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวสรุป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

“The new E-Class: Launch Edition” รุ่นผลิตจำนวนจำกัด โผล่เซอร์ไพรส์กลางมอเตอร์โชว์ เคาะราคาเริ่ม 3.99 – 4.25 ล้านบาท พร้อมเปิดจองแล้ววันนี้

0
Mercedes-Benz E-Klasse | 2023Mercedes-Benz E-Class 2023

เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) เตรียมเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่สำหรับลูกค้าชาวไทย ดึงหนึ่งในยนตรกรรมระดับไอคอนของแบรนด์กับ E-Class เจเนเรชั่นที่ 10 “The new E-Class: Launch Edition” มาในรุ่นพิเศษประเดิมการเปิดตัวในไทย จัดแสดงครั้งแรกในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 (Motor Show 2024) พร้อมจำหน่ายโมเดล Launch Edition ในจำนวนจำกัด ชูความเป็นเลิศของ Business Saloon สุดหรูที่มาพร้อมรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากเดิมในทุกองศา ขนาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้นในทุกมิติ รวมถึงการติดตั้งเทคโนโลยีและฟังก์ชันอำนวยความสะดวกที่ล้ำสมัยที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ อาทิ หน้าจอ MBUX Superscreen ระบบความปลอดภัย Driving Assistance Package Plus และระบบไฟหน้า DIGITAL LIGHT ระบบปิดประตูแบบ Soft Close ระบบเสียง Burmester® 4D พร้อมเทคโนโลยี Dolby Atmos และตอกย้ำการเป็นรถที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อผู้บริหารและนักธุรกิจด้วยระบบ MBUX เจเนเรชั่นที่ 3 ที่มาพร้อมกล้อง Selfie สำหรับการประชุมงานในรถ ถือเป็นรถยนต์ที่ผสมผสานระหว่างเอกลักษณ์แบบดั้งเดิมและความเป็นยนตรกรรมแห่งอนาคตได้อย่างลงตัว

พบกับ “The new E-Class: Launch Edition” ยนตรกรรมที่พร้อมทะยานไปสู่อีกขั้นของความลักชัวรี่และโลกในยุคดิจิทัลภายใต้คอนเซ็ปต์ “EVOLVES WITH YOU” เปิดให้เป็นเจ้าของก่อนใครทั้งรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล “E 220 d AMG Line” ราคาจำหน่าย 3,990,000 บาท และขุมพลัง Plug-in Hybrid “E 350 e AMG Dynamic” ราคาจำหน่าย 4,250,000 บาท เปิดจองแล้ววันนี้ผ่านตัวแทนจำหน่ายฯ ทั่วประเทศ ช่องทางออนไลน์โชว์รูมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ หรือในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2567

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand   IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย” เปิด “H-Studio” แห่งแรกใจกลางกรุง ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มสเฟียร์

0
H-Studio 1

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย (HMT) เปิดตัว H-Studio อย่างยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มสเฟียร์ กรุงเทพฯ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการนำเสนอประสบการณ์ยานยนต์ชั้นเลิศแก่ผู้บริโภคในเมืองไทย โดย H-Studio เป็นโครงการต่อยอดความสำเร็จของ H-Space ศูนย์บริการแฟล็กชิปของฮุนไดบนถนนวิภาวดีและ ศูนย์นวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ Lab ที่ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ซึ่งศูนย์บริการเหล่านี้ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นในการขยายธุรกิจอย่างไม่หยุดยั้ง หากยังเป็นการฉลองความสำเร็จของบริษัท ที่เปิดดำเนินงานในประเทศไทยครบรอบ 1 ปี

นายเจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การเปิดตัว H-Studio เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของฮุนได ในการปฏิวัติวงการยานยนต์ครั้งสำคัญของเมืองไทย ผ่านการนำเสนอพื้นที่เพื่อการแบ่งปันข้อมูล และชักชวนให้ลูกค้าได้มาสัมผัสกับแนวคิดและเทคโนโลยีของฮุนไดอย่างใกล้ชิด เพราะฮุนไดไม่เพียงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่ยังต้องการเสริมสร้างความสัมพันธ์ และประสบการณ์ที่น่าจดจำกับผู้บริโภคอีกด้วย โดย H-Studio ใจกลางกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 ดิ เอ็มสเฟียร์ ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ศูนย์การค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานท่องเที่ยวชั้นนำของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์รวมร้านค้าที่สวยงามระดับไฮเอนด์ ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ของเรา โดย H-Studio จะจัดแสดงรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดและดีที่สุดจากแบรนด์ฮุนได โดยแต่ละรุ่นจะได้รับการคัดสรรเพื่อสะท้อนถึงนวัตกรรม และจิตวิญญาณของฮุนไดอย่างชัดเจน ตลอดจนความมุ่งมั่นของเราในการมุ่งหน้าสู่นวัตกรรมและความเป็นเลิศ โดยลูกค้าจะสามารถเชื่อมโยงกับคุณค่าของแบรนด์ สำรวจเทคโนโลยีอันล้ำสมัย และสัมผัสประสบการณ์ยานยนต์อันยอดเยี่ยมได้อย่างเต็มที่”

H-Studio 2

คอนเซ็ปต์การออกแบบได้แรงบันดาลใจจากการจัดแสงที่พิถีพิถัน ในลักษณะเดียวกับของพิพิธภัณฑ์ ผสานบรรยากาศการตกแต่งที่สวยงาม พร้อมจอ Transparent LED ขนาด 10.0 x 2.5 เมตร และสไตล์อันทันสมัยของโชว์รูมฮุนไดในกรุงโซล สะท้อนบรรยากาศแบบอุตสาหกรรมและการออกแบบสมัยใหม่ ตลอดจนความลุ่มลึกและความร่วมสมัยของวิสัยทัศน์ฮุนไดได้อย่างสมบูรณ์แบบ

H-Studio 3

ผสานเทคนิคการจัดแสงแบบเดียวกับที่ใช้ในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งมีความละเอียดอ่อน เข้ากับบรรยากาศอันสวยงามทันสมัย ของโชว์รูมฮุนไดในกรุงโซล จนเกิดเป็นโชว์รูมใจกลางกรุงเทพฯ ที่สะท้อนถึงความหรูหราภูมิฐาน ร่วมสมัยได้อย่างลุ่มลึก

ในปี 2566 ที่ผ่านมา ฮุนไดได้สร้างมาตรฐานใหม่สู่วงการยานยนต์ไทยด้วยการเปิดตัวแฟล็กชิพสโตร์ 2 แห่ง ได้แก่ H-Space และ IONIQ Lab โดย H-Space ศูนย์บริการแฟล็กชิปของฮุนไดครอบคลุมพื้นที่กว่า 7.45 ไร่ และเป็นหนึ่งในศูนย์การฝึกอบรมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความทุ่มเทของฮุนไดในการเดินหน้าสู่ความเป็นเลิศ ด้านการบริการลูกค้าและความเชี่ยวชาญของพนักงาน ในขณะที่ศูนย์นวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ Lab ที่ ทรู ดิจิทัล พาร์ค เป็นตัวแทนของความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้า IONIQ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความมุ่งมั่นของฮุนได ในการร่วมสรรสร้างอนาคตที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ศูนย์ทั้ง 2 แห่งนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของการยกระดับมาตรฐานยานยนต์ ไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องของฮุนได

H-Studio 7

การเปิดตัวที่ ดิ เอ็มสเฟียร์ ของฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ถือเป็นการเน้นย้ำถึงคำมั่นสัญญาที่จะส่งมอบบริการที่เหนือระดับ เพราะศูนย์แห่งนี้แตกต่างจากโชว์รูมแบบที่เคยมีมา โดยลูกค้าจะได้สัมผัสถึงวิสัยทัศน์ และผลิตภัณฑ์อันโดดเด่นของฮุนไดอย่างใกล้ชิด H-Studio เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของฮุนได ในการนำเสนอประสบการณ์ยานยนต์ ที่เหนือความคาดหมายของลูกค้าในประเทศไทย

H-Studio 5

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย พร้อมต้อนรับลูกค้าทุกท่านสู่ H-Studio เพื่อนำทุกท่านสู่เส้นทางแห่งโลกนวัตกรรมยานยนต์ชั้นเลิศ สัมผัสยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดก่อนใคร และตื่นตาไปกับสินค้าพิเศษจาก Hyundai Collection โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยมอบคำแนะนำด้วยอัธยาศัยไมตรี พบกันได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่ชั้น 2 ศูนย์การค้าดิ เอ็มสเฟียร์ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น.

“เกีย เซลส์ (ประเทศไทย)” เปิดตัว The Kia Carnival SXL Luxury รถยนต์เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง พร้อมยกทัพยนตกรรมหลากหลายรุ่นและข้อเสนอพิเศษในงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 45

0
เกีย เซลส์ ภาพเปิด

เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ประกาศทำตลาดรถยนต์อเนกประสงค์เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง The Kia Carnival SXL Luxury ในประเทศไทย โดยเป็นรถยนต์เอ็มพีวี The Kia Carnival เจเนอเรชันที่ 4 ที่ได้รับการออกแบบให้เหมาะกับครอบครัวที่มีลูกหรือครอบครัวขยายที่มีสมาชิก 5-7 คน ด้วยการพัฒนาออกแบบให้ดียิ่งขึ้นทั้งในด้านคุณภาพ พื้นที่ใช้สอย ความอเนกประสงค์ ความสะดวกสบาย และสไตล์อันโดดเด่น The Kia Carnival คือ Grand Utility Vehicle หรือรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับรถยนต์ในกลุ่มเอ็มพีวี ด้วยรูปลักษณ์ พรีเมียม โดดเด่นทันสมัย พร้อมด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ตอกย้ำความโดดเด่นของเกียในเซกเมนต์เอ็มพีวีระดับลักซ์ชัวรี สำหรับรถยนต์เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง Kia Carnival SXL Luxury วางราคาไว้ที่ 2,990,000 บาท และจะเปิดตัวครั้งแรกที่งานบางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 โดยจะจัดแสดงอยู่ในบูธของเกีย พร้อมไลน์อัป
ยนตกรรมเอสยูวีและเอ็มพีวีอีกหลากหลายรุ่น อาทิ The Kia EV9 รุ่น Earth Long Range และ GT-Line AWD พร้อมด้วย The Kia Sorento รุ่น Premium HEV และรุ่น Premium Plus PHEV, The Kia Carnival รุ่น 11 ที่นั่ง และการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ The Kia EV5 นอกจากนี้ยังมอบการรับประกันคุณภาพตัวรถระยะเวลา 5 ปี สำหรับ The Kia Carnival และระยะเวลา 7 ปี สำหรับ The Kia EV9 และ The Kia Sorento พร้อมด้วยข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่ทำการจองรถยนต์ภายในงานตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม ถึง 7 เมษายน 2567 ที่บูธเกียหมายเลข A10 อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถทดลองขับ The Kia EV9 GT-Line AWD, The Kia Sorento Premium Plus PHEV, และ The Kia Carnival ได้ภายในงาน

นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “พันธกิจของเกีย เซลส์ (ประเทศไทย) คือ การก้าวสู่ความเป็น ‘แบรนด์ที่มุ่งตอบโจทย์การเดินทางอย่างยั่งยืน’ (Sustainable Mobility Solutions Provider) ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เราเดินหน้าเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว และยึดมั่นในกลยุทธ์หลักขององค์กรที่ชื่อว่า ‘Plan S-5’ ซึ่งเป็นการตอกย้ำเป้าหมายของเราในการเพิ่มสัดส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดขึ้นเป็น 50% และครองส่วนแบ่ง 5% ในตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในประเทศไทยภายในปี 2571 เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต และสำหรับงานบางกอก อินแตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ที่กำลังจะมาถึงนี้ จะเป็นครั้งแรกและครั้งสำคัญที่เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จะปรากฏตัวต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการในงานจัดแสดงยนตรกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียนและเป็นงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยเราได้เตรียมนำยนตกรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจมาจัดแสดงมากมายหลายรุ่น ทั้ง The Kia EV9 รถยนต์เอสยูวีขนาดใหญ่ 6 ที่นั่งรุ่นแรกในประเทศไทยที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่เปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เข้าชมบูธของเราจะได้สัมผัสกับนวัตกรรมการออกแบบเบาะที่นั่งแบบ Swivel Seat ภายในห้องโดยสารของ The Kia EV9 Earth Long Range และพบกับ The Kia Sorento ทั้งรุ่นไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด ตลอดจน The Kia EV5 และรถยนต์เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง The Kia Carnival SXL Luxury ใหม่ การนำรถยนต์ของเรามาจัดแสดงในครั้งนี้ คือสิ่งที่พิสูจน์ได้เป็นอย่างดีถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอรถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยทั้งในด้านสไตล์และการใช้งาน และยังเป็นการร่วมขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องอีกด้วย”

เกีย เซลส์ 1

“จากชื่อเสียงของเกียที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรถยนต์รุ่นเรือธงอย่าง The Kia Carnival ซึ่งเป็นรถยนต์สำหรับครอบครัวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศไทย เราจึงมีความยินดีที่จะประกาศทำตลาดรถยนต์อเนกประสงค์รุ่นใหม่ล่าสุด ด้วยการเปิดตัว The Kia Carnival SXL Luxury รถยนต์เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง เจเนอเรชันที่ 4 ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถยนต์เอสยูวี และได้รับการออกแบบให้เหมาะกับครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกในครอบครัว 5-7 คน ที่กำลังมองหาประสบการณ์ในการเดินทางระดับพรีเมียม พร้อมด้วยการออกแบบจัดวางที่นั่ง 7 ที่โดยไม่สูญเสียเนื้อที่หรือลดทอนความสบายของผู้โดยสารคนใด รถยนต์เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง The Kia Carnival SXL Luxury ผสานนวัตกรรม พื้นที่ใช้สอย ความสะดวกสบาย ความอเนกประสงค์ และสไตล์ไว้ด้วยกันได้อย่างเหนือชั้น ซึ่ง The Kia Carnival SXL Luxury เป็นรุ่นสำคัญที่จะเข้ามาเสริมทัพไลน์อัป
ของเกียและแสดงให้เห็นถึงจุดแข็งในทุกๆ ด้านที่ส่งให้เกียเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั่วโลก สำหรับ The Kia Carnival SXL Luxury หลอมรวมการออกแบบที่ทันสมัยและเทคโนโลยีอันก้าวล้ำที่ช่วยต่อเติมคุณค่าให้กับชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี พร้อมกับตอกย้ำความเป็นผู้นำของเกียในเซกเมนต์เอ็มพีวีระดับลักซ์ชัวรีด้วยความเป็น ‘Grand Utility Vehicle’ หรือรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับรถยนต์ในกลุ่มเอ็มพีวี The Kia Carnival SXL Luxury 7 ที่นั่งจะมีสีตัวถังภายนอกให้เลือกได้ 4 สีด้วยกัน คือ สีดำ Jet Black, สีขาว Snowflake White Pearl, สีเทา Meteor Gray และสีน้ำเงิน Astra Blue โดยมาพร้อมล้ออลูมิเนียมอัลลอยด์ขนาด 19 นิ้ว และวางจำหน่ายในราคา 2,990,000 บาท”

การออกแบบของ The Kia Carnival SXL Luxury เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง ให้ความสำคัญเป็นพิเศษใน 2 ส่วนหลัก โดยส่วนแรก คือ การเป็นรถยนต์เอ็มพีวีที่มีดีไซน์ภายนอกดีเยี่ยม ให้ความรู้สึกเหมือนรถยนต์เอสยูวีระดับพรีเมียม และส่วนที่สอง คือ การมีแพลตฟอร์มและตัวถังที่ใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มเนื้อที่ใช้สอยภายในได้เต็มที่ ส่งผลให้มีพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวางและมีพื้นที่จัดเก็บสัมภาระอย่างเหลือเฟือ ด้านหน้าโดดเด่นด้วยดีไซน์ ‘Tiger-nose’ พาดตลอดแนวความกว้างของตัวรถ โดยประกอบไปด้วยชุดโคมไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (DRL) แบบ LED และกระจังหน้า ทำให้ The Kia Carnival มีรูปลักษณ์ที่มั่นใจและล้ำสมัยด้วยเส้นสายของไฟส่องสว่างที่สวยโดดเด่นไม่เหมือนใคร การออกแบบภายในซึ่งได้แรงบันดาจใจมาจากแนวคิด ‘Spatial Talents’ แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในด้านคุณภาพและการออกแบบ ด้วยห้องโดยสารแบบใหม่ที่ออกแบบเป็นอย่างดีเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ให้ทั้งความผ่อนคลาย ไฮเทค และมีสไตล์ เหมาะสำหรับการเดินทางแบบครอบครัว หน้าปัดของรถยนต์ให้มุมมองกว้างแบบพาโนรามา ผสานด้วยเทคโนโลยีข้อมูลความบันเทิงแบบหน้าจอคู่และแผงควบคุมอุณหภูมิแบบสัมผัส (Haptic Touch Panel) นอกจากนี้ระบบยังผสานการเชื่อมต่อ Android Auto™ และ Apple CarPlay™ แบบไร้สาย พร้อมด้วยระบบจดจำเสียงพูดเพื่อการใช้งานที่ราบรื่นไร้รอยต่อ

เกีย เซลส์ 2

“The Kia Carnival SXL Luxury รถยนต์เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง มีความยาวโดยรวม 5,155 มม. และมีระยะของส่วนยื่นท้ายรถ (Rear Overhang) 1,130 มม. จึงมีพื้นที่มากขึ้นสำหรับที่นั่งผู้โดยสารแถวที่ 3 และพื้นที่จัดเก็บสัมภาระ นอกจากนี้ The Kia Carnival SXL Luxury ยังมีระบบ ‘Premium Relaxation Seat’ ของเกียที่ปรับเอนนอนได้สำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 ตลอดจนพนักพิงหลังและที่พักเท้าแบบปรับด้วยไฟฟ้าเพื่อการนั่งที่สบายแบบผู้โดยสารชั้นธุรกิจ ในด้านสมถรรนะในการขับขี่รถยนต์รุ่นนี้ใช้เทคโนโลยีระบบส่งกำลังแบบ ‘Smartstream’ ใหม่ล่าสุดของเกียที่ยกระดับประสิทธิภาพและสมรรถนะให้ดียิ่งขึ้น ทำให้มีกำลังสูงสุด 202 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 440 นิวตันเมตร ที่พร้อมเรียกใช้ได้ในช่วงความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่กว้าง ยิ่งไปกว่านั้น The Kia Carnival SXL Luxury ยังผสานมาตรการทางเทคนิคต่างๆ เพื่อช่วยลดแรงเสียดทาน ระบายความร้อน เพิ่มประสิทธิภาพ และลดการปล่อยไอเสีย ทั้งยังมีระบบความปลอดภัยครบครันทั้ง Passive Safety และ Active Safety รวมถึงระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ อาทิ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Control – ESC), ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (Advanced Driver Assistance Systems – ADAS), ระบบป้องกันการชนด้านหน้า (Forward Collision Avoidance Assist – FCA), ระบบช่วยควบคุมให้รถอยู่ในช่องจราจร (Lane Keeping Assist – LKA), ระบบป้องกันการชนจากมุมอับสายตา (Blind Spot Collision Avoidance Assist – BCA), กล้องมองรอบทิศทาง (Surround View Monitor – SVM) และระบบป้องกันการออกจากรถขณะมีรถวิ่งมาด้านข้าง (Safe Exit Assist – SEA)” นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล อธิบายเพิ่มเติม

เกีย เซลส์ 3

นายณัฏฐ์ชัย สุรวรรธนกุล รองประธานฝ่ายขาย เครือข่ายผู้จำหน่ายและบริการหลังการขาย บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า “งานมอเตอร์โชว์ 2024 ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นนี้จะเป็นงานที่น่าตื่นเต้นอย่างมาก ทั้งสำหรับเกีย เซลส์ (ประเทศไทย) และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเรา เนื่องจากเราได้เตรียมเปิดตัวแคมเปญพิเศษที่เต็มไปด้วยข้อเสนอดีๆ มากมาย อาทิ การรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปีสำหรับลูกค้าที่ซื้อ The Kia Carnival SXL Luxury เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง บริษัทฯ ได้เตรียมการเร่งส่งมอบ The Kia Carnival SXL Luxury เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง สู่มือลูกค้าในประเทศไทย โดยผู้ที่จองรถยนต์รุ่นนี้ในงานมอเตอร์โชว์ บริษัทฯ จะเริ่มส่งมอบได้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 เป็นต้นไป นอกจากนี้เรายังวางแผนการดูแลบริการหลังการขายพิเศษให้กับลูกค้าที่จองรถภายในงานมอเตอร์โชว์ รวมถึงเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถทดลองขับ The Kia Carnival, The Kia EV9 และ The Kia Sorento Premium Plus PHEV ภายในงานอีกด้วย และสำหรับรถยนต์เกียทั้งสามรุ่นที่กล่าวมาข้างต้นพร้อมให้ทดลองขับได้ที่ผู้จำหน่ายและศูนย์บริการของเราทั้ง 19 แห่งทั่วประเทศ ในสัปดาห์แรกของเดือนเมษายน ในโอกาสนี้ เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อมอบดอกเบี้ยอัตราพิเศษ เพียง 1.79% สำหรับลูกค้าที่วางเงินดาวน์ 25% และเลือกระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน เมื่อซื้อรถยนต์ The Kia Carnival, The Kia EV9 และ The Kia Sorento เรามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยแพ็กเกจที่น่าดึงดูดใจดังกล่าวและตัวผลิตภัณฑ์ที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณค่าในแบบ ‘Premium Smart’ จะทำให้ลูกค้าของเกียพึงพอใจกับข้อเสนอสุดพิเศษ ซึ่งจะส่งผลให้รถยนต์เอสยูวีและเอ็มพีวีของเกียสามารถสร้างยอดขายในประเทศไทยได้มากยิ่งขึ้นในปีนี้”

เกีย เซลส์ 4

โปรโมชันสำหรับ The Kia Carnival SXL Luxury รถยนต์เอ็มพีวี 7 ที่นั่ง:
•อัตราดอกเบี้ยพิเศษ (ต้นงวด) 1.79% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน
•ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. ระยะเวลา 1 ปี
•การรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร
•ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

โปรโมชันสำหรับ The Kia Carnival 11 ที่นั่ง:
oอัตราดอกเบี้ยพิเศษ (ต้นงวด) 1.79% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน1
oฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลานาน 2 ปี สำหรับรุ่นย่อย EX, SXL และเป็นระยะเวลา 1 ปี สำหรับรุ่นย่อย LX2
oการรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร8
oบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง9

โปรโมชันสำหรับ The Kia EV9 รถยนต์เอสยูวีขนาดใหญ่ 6 ที่นั่งรุ่นแรกในประเทศไทยที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเต็มรูปแบบ:

เกีย เซลส์ 5
•อัตราดอกเบี้ยพิเศษ (ต้นงวด) 1.79% สำหรับเงินดาวน์ 25% ระยะเวลาผ่อนชำระนาน 48 เดือน
•ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. ระยะเวลา 2 ปี
•ฟรี อุปกรณ์ Kia Home Charger (22 กิโลวัตต์) 1 ชุด พร้อมบริการติดตั้งฟรี
•ฟรี ค่าบำรุงรักษาตามระยะ (ค่าแรงและค่าอะไหล่) ตลอด 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร
•การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร
•ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
•การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

โปรโมชันสำหรับ The Kia Sorento Premium Plus PHEV:
•อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.79% สำหรับเงินดาวน์ 25% ระยะเวลาผ่อนชำระนาน 48 เดือน
•ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. ระยะเวลา 1 ปี
•ฟรี อุปกรณ์ Kia Home Charger (7 กิโลวัตต์) 1 ชุด พร้อมบริการติดตั้งฟรี
•การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร
•ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
•การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

เกีย เซลส์ 7

หมายเหตุ:
1อัตราดอกเบี้ยพิเศษ (ต้นงวด) 1.79% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน เฉพาะการจัดเช่าซื้อกับธนาคารที่เข้าร่วมรายการ ได้แก่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร
2ประกันภัยชั้น 1 และ ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เป็นระยะเวลา 1 ปี หรือ 2 ปี โดยจำกัดเฉพาะ บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้
3Kia Home Charger 1 ชุด พร้อมค่าติดตั้ง รวมมูลค่า 69,000 บาท (สำหรับชาร์จเจอร์แบบ 22 กิโลวัตต์) และ 49,000 บาท (สำหรับชาร์จเจอร์แบบ 7 กิโลวัตต์)
4เงื่อนไข ค่าบำรุงรักษาตามระยะ (ค่าแรงและค่าอะไหล่) ตลอด 7 ปีหรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน (ตามเงื่อนไขการรับประกันของฝ่ายบริการหลังการขาย)
5เงื่อนไขการรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน (ตามเงื่อนไขการรับประกันของฝ่ายบริการหลังการขาย)
6เงื่อนไขการบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง (ตามเงื่อนไขของฝ่ายบริการหลังการขาย)
7เงื่อนไขการรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน (ตามเงื่อนไขการรับประกันของฝ่ายบริการหลังการขาย)
8เงื่อนไขการรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน (ตามเงื่อนไขการรับประกันของฝ่ายบริการหลังการขาย)
9เงื่อนไขการบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง (ตามเงื่อนไขของฝ่ายบริการหลังการขาย)

•ข้อกำหนดและเงื่อนไขอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามที่บริษัทฯเห็นสมควร
•สำหรับรุ่น The Kia Carnival, The Kia EV9 และ The Kia Sorento ลูกค้าที่จองและรับรถตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2567
•เฉพาะตัวแทนจำหน่ายที่เข้าร่วมแคมเปญเท่านั้น
•ไม่รวมรถแท็กซี่ รถเช่า รถที่ขายภายใต้เงื่อนไขพิเศษ และลูกค้ารถเช่า
•ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
•สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อตัวแทนจำหน่ายเกียใกล้ท่าน หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://www.kia.com

 

“นิสสัน” และ “มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน” บรรลุข้อตกลงการสำรวจธุรกิจใหม่ของยานยนต์ยุคหน้า รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานโดยใช้ยานยนไฟฟ้า

0
นิสสัน" และ "มิตซูบิชิ ภาพเปิด

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด (นิสสัน) และบริษัท มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน (มิตซูบิชิ) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสำรวจความคิดริเริ่มร่วมกันในด้านยานยนต์ยุคใหม่ และบริการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานโดยใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มุ่งสู่การมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสังคม และการสร้างชุมชนที่สดใสของระดับภูมิภาคในอนาคต

ทั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มหาวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อาทิ การขาดแคลนคนขับรถยนต์เนื่องจากจำนวนประชากรที่ลดลง รวมถึงความยากลำบากในการดูแลรักษาบริการขนส่งสาธารณะ เนื่องจากจำนวนผู้ใช้ที่ลดลง นิสสัน และมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน ได้ดำเนินโครงการริเริ่มต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ท้าทายเหล่านี้

นิสสัน  และ มิตซูบิชิ 1

โครงการริเริ่มของนิสสัน ได้แก่ การบริการด้านการสัญจรในเมืองนามิเอะ จังหวัดฟุกุชิมะ และการทดสอบระบบขับขี่อัตโนมัติในเขตมินาโตะ มิไร ในเมืองโยโกฮามา เพื่อให้ผู้คนสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระมากขึ้น นอกจากนี้ นิสสันกำลังพัฒนาระบบการจัดการพลังงานโดยใช้ฟังก์ชันการจัดเก็บแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และการถ่ายเทพลังงานไฟฟ้าร่วมกับพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (renewable energy) ด้าน มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน ได้ร่วมมือกับพันธมิตร และรัฐบาลท้องถิ่น จัดการกับความท้าทายทางสังคม และอุตสาหกรรม ผ่านโครงการริเริ่มที่มุ่งเน้นที่ (1) การใช้ทรัพยากรพลังงานในภูมิภาครวมถึงพลังงานหมุนเวียนที่นำกลับมาใช้ใหม่ (2) การบรรลุความเป็นกลางคาร์บอน (carbon neutrality) และ (3) การสร้างสิ่งที่น่าสนใจให้กับชุมชนด้วยการแก้ปัญหาในท้องถิ่น ขณะที่ในภาคการคมนาคม มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน ได้ขยายมาตรการเพื่อปรับปรุงความท้าทายด้านการขนส่งผ่านการใช้งานการขนส่งตามความต้องการจากปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) สำหรับรัฐบาลท้องถิ่น และบริษัทเอกชน ซึ่งรวมถึงริเริ่มการสาธิต การขับขี่อัตโนมัติโดยใช้ ดิจิทัล โซลูชัน ที่เมืองชิโอจิริ ในจังหวัดนากาโนะ (Shiojiri City, Nagano Prefecture)

ประเด็นทางสังคมในระดับภูมิภาคคาดว่าจะมีความท้าทายมากขึ้น สิ่งเหล่านี้บางส่วนรวมถึงผู้คนที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านการคมนาคมที่เพิ่มขึ้น บริการที่จำเป็นลดลง ความสัมพันธ์ในชุมชนที่อ่อนแอลง รวมถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ

นิสสัน และมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน ตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้างเทคโนโลยี และรูปแบบการบริการใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาท้าทายเฉพาะภูมิภาคเหล่านี้ และฟื้นฟูชุมชน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ และช่วยเหลือสังคม พวกเขาได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อร่วมสร้างโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน ด้วยการใช้ความเชี่ยวชาญและความรู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งสองบริษัทตั้งเป้าที่จะร่วมกันให้บริการด้านการเดินทางแห่งยุคถัดไป และบริการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานโดยใช้รถยนต์ไฟฟ้า โดยเริ่มตั้งแต่ในญี่ปุ่น

มาโกโตะ อูชิดะ ประธานและซีอีโอ นิสสัน มอเตอร์ จำกัด (Makoto Uchida, President and CEO – Nissan Motor Co, Ltd.) กล่าวว่า “นิสสันกำลังสร้างระบบนิเวศอัจฉริยะที่เพิ่มความเป็นไปได้ของการเดินทางสำหรับผู้คนทั่วไป และขยายศักยภาพของสังคม ผ่านยานยนต์ และเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้น เราต้องการช่วยแก้ไขปัญหาในระดับภูมิภาค และสร้างเมืองที่มีความเป็นศูนย์กลางแห่งอนาคตผ่านบริการการเดินทาง และการจัดการพลังงานแบบใหม่ มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน ได้ร่วมสร้างแรงจูงใจนี้ร่วมกับเรา และทั้งสองบริษัทจะร่วมกันศึกษาโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่ง และยั่งยืน”

คัตสึยะ นากานิชิ ประธาน และซีอีโอของ มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน (Katsuya Nakanishi, President and CEO – Mitsubishi Corporation) กล่าวว่า “ในขณะที่ภาคการคมนาคมกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอันเนื่องมาจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยี และการมุ่งลดการปล่อยคาร์บอน มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชัน ได้ใช้การบูรณาการแบบ EX-DX (Energy Transformation – Digital Transportation) ที่ระบุไว้ในกลยุทธ์การจัดการระยะกลางของบริษัท หรือ MC Shared Value 2024 โดยมีเป้าหมายที่จะ ทำงานร่วมกับนิสสัน เพื่อสร้างสรรค์โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน ในการรับมือกับความท้าทายทางสังคมของประเทศญี่ปุ่น”

เบนท์ลีย์ แบงค็อก เตรียมเปิดตัว BENTAYGA S HYBRID ลักชูรีเอสยูวีสายพันธุ์สปอร์ต พร้อมจัดแสดง THE LAST CONTINENTAL GT V8 ส่งท้ายซุปเปอร์สปอร์ตคูเป้แห่งยุค ณ งานมอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 45

0
เบนท์ลีย์ ภาพเปิด

เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เตรียมเปิดตัว BENTAYGA S HYBRID อัครยนตรกรรมแบบอเนกประสงค์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสปอร์ตและสมรรถนะอันเหนือชั้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด ‘THE WORLD OF LUXURY AUTOMOBILE REIMAGINED’ ร่วมค้นพบนิยามใหม่ในโลกแห่งอัครยนตรกรรมที่อยู่เหนือจินตนาการ พร้อมจัดแสดง THE LAST CONTINENTAL GT V8 ส่งท้ายอัครยนตรกรรมสปอร์ตคูเป้แห่งยุค และพบกับอีกหนึ่งอัครยนตรกรรมซีดานรุ่นเรือธงสุดหรู FLYING SPUR HYBRID พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับรถยนต์เบนท์ลีย์พร้อมส่งมอบ และพบสินค้าคอลเลกชันเบนท์ลีย์ใหม่ล่าสุดภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 วันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายนนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สำหรับภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 นี้ เบนท์ลีย์ แบงค็อก ยกทัพอัครยนตรกรรมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะ ความหรูหรา และ ความยั่งยืนให้ได้ยลโฉมกันแบบครบทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น BENTAYGA S HYBRID เอสยูวีสายพันธุ์สปอร์ตที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมกับอีก 2 อัครยนตรกรรมแกรนด์ ทัวริ่งอย่าง FLYING SPUR HYBRID แกรนด์ ทัวเรอร์แบบ 4 ประตู และ CONTINENTAL GT V8 สปอร์ตคูเป้กับขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ซึ่งเป็นคันสุดท้ายที่ทางเบนท์ลีย์ แบงค็อกนำเข้ามาจัดแสดงให้ทุกท่านได้ร่วมยลโฉมกันในงานเพื่อส่งท้ายสปอร์ตคูเป้รุ่นไอคอนนิก

โดย BENTAYGA S HYBRID ถือเป็นอัครยนตรกรรมแบบอเนกประสงค์สไตล์สปอร์ตที่โดดเด่นด้วยการตกแต่งที่ดูโฉบเฉี่ยว-ดุดันทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสาร พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจด้วยขุมพลังเครื่องยนต์รุ่น V6 แบบไฮบริด ตอบโจทย์ผู้ที่รักความหรูหราแต่ยังมีใจรักความเร็ว ชื่นชอบในความสปอร์ต โดยจุดเด่นของรุ่น BENTAYGA S HYBRID คือ การตกแต่งสไตล์สปอร์ตที่แฝงไปด้วยความหรูหราตามแบบฉบับของแบรนด์รถยนต์เบนท์ลีย์อย่างการตกแต่งด้วยชุดแต่ง Blackline Specification อันเคร่งขรึมที่มีการใช้เฉดสีดำแทนโลหะขัดเงาในการตกแต่งภายนอกทั้งหมด พร้อมด้วยการตกแต่งด้วยโลโก้รูปตัว ‘S’ ทั้งภายในและภายนอกห้องโดยสาร สำหรับภายในห้องโดยสารยังมีการตกแต่งสไตล์สปอร์ตด้วยการผสมผสานระหว่างหนังแท้และผิวสัมผัสของกำมะหยี่ Dinamica แบบเดียวกับที่ใช้ในห้องโดยสารของรถแข่งมอเตอร์สปอร์ตเพื่อสร้างบรรยากาศความสปอร์ตภายในห้องโดยสาร

เตรียมชมความยิ่งใหญ่ของทัพอัครยนตรกรรม และพบกับข้อเสนอพิเศษภายในงานสำหรับผู้ที่สั่งจองรถยนต์เบนท์ลีย์พร้อมส่งมอบ และรับส่วนลดพิเศษสำหรับสินค้าของที่ระลึกคอลเลกชันเบนท์ลีย์ใหม่ล่าสุด ส่งตรงจากโรงงานประเทศอังกฤษที่บูทรถยนต์เบนท์ลีย์ ณ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 วันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายนนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

“อีซูซุ” ยกระดับมวยไทยรอบทางทีวี พลิกโฉมใหม่ในศึก “Isuzu Thailand Championship” ชิงถ้วยพระราชทาน พร้อมรถปิกอัพอีซูซุ

0
อีซูซุ ภาพเปิด

กลุ่มตรีเพชรเดินหน้าจัดการแข่งขันศึกมวยไทย พร้อมยกระดับกีฬาต่อสู้ประจำชาติไทยถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ด้วยการเปิดตัวรายการ “Isuzu Thailand Championship” โดยปรับรูปแบบจาก “ศึกอีซูซุคัพ” มวยไทยระดับตำนานเป็นศึกชิงแชมป์การแข่งขันนักมวยไทยในรูปแบบยกทีม ค้นหาสายเลือดนักสู้รุ่นใหม่ทั่วประเทศไทยเข้าสู่วงการมวยไทยและเป็นตัวแทนนักชกไทยในสังเวียนมวยโลก THAI FIGHT พร้อมชิงถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรถปิกอัพ อีซูซุดีแมคซ์ สปาร์ค 1.9 Ddi ทั้งหมด 3 คัน มูลค่ารวมกว่า 1,700,000 บาท

อีซูซุ 1

มร.ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “อีซูซุได้จัดการแข่งขันมวยรอบถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ และยาวนานที่สุดของไทยมากกว่า 3 ทศวรรษ จนได้ชื่อว่า “มวยไทยทางทีวีระดับตำนาน” ปีนี้เราได้ปรับปรุงรูปแบบใหม่ เป็นการแข่งขัน 18 สุดยอดนักมวยจากทั่วประเทศ เพื่อชิงแชมป์ประเทศไทย ซึ่งนับว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่อีกครั้ง ในชื่อ “Isuzu Thailand Championship” ผู้ชนะเลิศการแข่งขันในปี 2024 นี้จะได้รับถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรถปิกอัพอีซูซุ ดีแมคซ์ รุ่นใหม่ …เหนือลิมิต พิชิตโลก จำนวน 3 คัน พร้อมเข็มขัดแชมป์ และสิทธิ์ในการเป็นตัวแทนของประเทศไทยในการแข่งขัน THAI FIGHT 2024 อีกด้วย”

อีซูซุ 2

การแข่งขันมวย Isuzu Thailand Championship เป็นการยกระดับมวยไทยถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ให้สูงยิ่งขึ้น เพิ่มความสนุกเร้าใจตลอดเกมการแข่งขัน ด้วยเกมการต่อสู้ชิงไหวชิงพริบของนักสู้บนสังเวียนมวยไทย พร้อมความเดือดทะลุจอด้วยการเปลี่ยนจากมวยสวมนวมเป็นมวยคาดเชือกโดยการจัดแข่งขันชกมวยแบบ “ยกทีมปะทะกัน” ซึ่งThai Fight International Boxing Association (TFIBA) หรือ สมาคมกีฬามวยไทยไฟท์นานาชาติ เป็นผู้รับรองการแข่งขัน ด้วยการนำนักมวยท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาค จัดเป็นทีม ๆ ละ 3 คน เป็นตัวแทนของภูมิภาค โดยแบ่งเป็น 6 ภูมิภาค นักมวย 18 คน ดังนี้
1.ภาคเหนือ
พิกัด 65 กิโลกรัม รุ่น เฟเธอร์เวต ได้แก่ กล้าศึก ส.รัตนพล
พิกัด 67 กิโลกรัม รุ่น ซูเปอร์เฟเธอร์เวท ได้แก่ ซามูไร สีโอปอล
พิกัด 69 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท ได้แก่ วรจักรเล็ก เกียรติฉัตรชัย
2.ภาคอีสานตอนบน
พิกัด 65 กิโลกรัม รุ่น เฟเธอร์เวต ได้แก่ ชัยบุรี ลูกสิงห์นำชัย
พิกัด 67 กิโลกรัม รุ่น ซูเปอร์เฟเธอร์เวท ได้แก่ เพชรตะวัน เกียรติเมืองปรางค์
พิกัด 69 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท ได้แก่ ศักดิ์ณรงค์ ป้ายนต์ผลไม้
3.ภาคอีสานใต้
พิกัด 65 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท ได้แก่ เพชรเอก บ้านไร่มณฑา
พิกัด 67 กิโลกรัม รุ่น ซูเปอร์เฟเธอร์เวท ได้แก่ ปูซาน ปราสาทหินพิมาย
พิกัด 69 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท ได้แก่ กิตติศักดิ์ ศิษย์ช่างเปา
4.ภาคตะวันออก + ตะวันตก
พิกัด 65 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท ได้แก่ ธงชัย เพชรรุ่งเรือง
พิกัด 67 กิโลกรัม รุ่น ซูเปอร์เฟเธอร์เวท ได้แก่ ฉลามดำ ที.บี.เอ็ม.ยิม
พิกัด 69 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท ได้แก่ สิบสองปันนา เกียรติวินัย
5.ภาคกลาง
พิกัด 65 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท ได้แก่ เพชรภาคใหม่ ช.ชนะมวยไทย
พิกัด 67 กิโลกรัม รุ่น ซูเปอร์เฟเธอร์เวท ได้แก่ ยอดเทวินทร์ ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
พิกัด 69 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท ได้แก่ ชนะชัย ช.ชนะมวยไทย
6.ภาคใต้
พิกัด 65 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท ได้แก่ เมืองทรัพย์ เกียรติทรงฤทธิ์
พิกัด 67 กิโลกรัม รุ่น ซูเปอร์เฟเธอร์เวท ได้แก่ รักณรงค์ ช.ณรงค์ศักดิ์
พิกัด 69 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท ได้แก่ ยอดแสนชัย นายกเอท่าศาลา
รูปแบบการแข่งขัน

อีซูซุ 3

ทำการแข่งขันชกในรูปแบบมวยคาดเชือก แข่งขันชกกัน 3 ยก จะมีทีมเข้าแข่งขัน 6 ทีม ตามภูมิภาคที่กำหนดไว้ และทำการแข่งขันแบบยกทีม ซึ่งนักมวยทั้ง 3 คน 3 รุ่นน้ำหนักของแต่ละทีม จะต้องแข่งขันชกเพื่อชัยชนะในการสะสมคะแนน ซึ่งทุกทีมจะแข่งขันแบบพบกันหมด ทั้ง 6 ทีม โดยทุกทีมจะทำการแข่งขันในรอบแรก ทีมละ 5 ไฟท์ รวมการแข่งขันในรอบแรก และมีการเก็บคะแนนแบบระบบ League โดยกำหนดการให้คะแนน ดังนี้
•ชนะน็อค ได้ 3 แต้ม
•ชนะคะแนน ได้ 2 แต้ม
•ในกรณีแข่งขันชกครบ 3 ยก ผลการตัดสินออกมา “เสมอ” จะทำการแข่งขันชกกันต่อในยกที่ 4 ซึ่งจะเป็นยกตัดสิน เพื่อหาผู้ชนะ

เมื่อทุกทีมทำการแข่งขันครบทุกทีมแล้ว จะนำเอาทีมที่มีคะแนนรวมมากเป็นอันดับที่ 1 – 4 เข้ารอบสองต่อไป แล้วทำการแข่งขันกันต่อ เพื่อหาทีมที่ดีที่สุด

อีซูซุ 4

การแข่งขันรอบแรก จะมีจำนวนทีม 6 ทีม นำมาแข่งขันแบบพบกันหมด โดยทุกทีมจะทำการแข่งขันในรอบแรก ทีมละ 5 ไฟท์ แล้วเอาทีมที่มีคะแนนเก็บมากที่สุด 4 อันดับแรก นำเข้าสู่รอบสอง (รอบ 4 ทีมสุดท้าย)

การแข่งขันรอบสอง จะมีจำนวนทีม 4 ทีม นำมาแข่งขันแบบไขว้ทีม คือ ด้วยการนำเอาทีมที่มีคะแนนรวมมากเป็นอันดับที่ 1 มาแข่งขันกับทีมที่มีคะแนนรวมมากเป็นอันดับที่ 4 และนำทีมที่มีคะแนนรวมมากเป็นอันดับที่ 2 มาแข่งขันกับทีมที่มีคะแนนรวมมากเป็นอันดับที่ 3 ในกรณีที่ทีมมีคะแนนผลการแข่งขันรวมเท่ากัน ก็จะนำเอาผลการให้คะแนนย่อยในแต่ละยก ของแต่ละคู่ นำมารวมกันทั้ง 3 คู่ ออกมาเป็นคะแนนรวมตัดสิน ซึ่งจะทำการแข่งขันยกทีมเพียงแค่ 2 ไฟท์ ทีมใดแพ้จะตกรอบทันที และทีมที่ชนะจะได้เข้ารอบชิงชนะเลิศในสังเวียน THAI FIGHT และนักมวยทีมชนะเลิศ จะเป็นนักมวยในสังกัด THAI FIGHT

อีซูซุ 5

โดยทีมที่เป็นแชมป์จะได้รับถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมเข็มขัดแชมป์ และรถปิกอัพอีซูซุดีแมคซ์ สปาร์ค 1.9 Ddi คนละ 1 คัน รวมทั้งหมด 3 คัน เป็นมูลค่ารวมกว่า 1,700,000 บาท พร้อมได้รับสิทธิ์เป็นตัวแทนนักชกไทยในสังเวียนมวยโลก THAI FIGHT 2024

ผลการแข่งขันในไฟท์ที่ 1
พิกัด 65 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท

ภาคกลาง – เพชรภาคใหม่ ช.ชนะมวยไทย [แพ้คะแนน] ภาคตะวันออก – ธงชัย เพชรรุ่งเรือง
ภาคเหนือ – กล้าศึก ส.รัตนพล [ชนะคะแนน] ภาคอีสานเหนือ – ชัยบุรี ลูกสิงห์นำชัย

พิกัด 67 กิโลกรัม รุ่น ซูเปอร์เฟเธอร์เวท

ภาคเหนือ – ซามูไร สีโอปอล [ชนะน็อค ยก 2] ภาคอีสานเหนือ – เพชรตะวัน เกียรติเมืองปรางค์
ภาคกลาง – ยอดเทวินทร์ ม.ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง [เสมอ] ภาคตะวันออก – ฉลามดำ ที.บี.เอ็ม.ยิม

พิกัด 69 กิโลกรัม รุ่น มินิ มิดเดิลเวท
ภาคกลาง – ชนะชัย ช.ชนะมวยไทยยิม [ชนะคะแนน] ภาคตะวันออก – สิบสองปันนา เกียรติวินัย
ภาคเหนือ – วรจักรเล็ก เกียรติฉัตรชัย [ชนะคะแนน] ภาคอีสานเหนือ – ศักดิ์ณรงค์ ป้ายนต์ผลไม้

อีซูซุ 6

แฟนมวยสามารถติดตามรายการ “Isuzu Thailand Championship” ทุกวันอาทิตย์ ทางช่อง 8 และ YouTube ช่อง THAI FIGHT OFFICIAL ตั้งแต่เวลา 18.00 – 20.00 น. ถ่ายทอดสดจาก THAI FIGHT ARENA @BEAT ACTIVE ไบเทค บางนา

 

 

“อีซูซุ” พร้อมก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน เดินหน้าด้วยแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลาย” เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้รถ

0
อีซูซุ 1

อีซูซุ ผู้นำด้านรถเพื่อการพาณิชย์ระดับโลกมากว่า 8 ทศวรรษ แถลง “นโยบายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในระดับโลกและระดับประเทศ” ผ่าน “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality) ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ การพัฒนาพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ รวมถึงระบบการจัดการ และกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ของอีซูซุ โดยคำนึงถึงความต้องการที่แตกต่างกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้รถ ควบคู่ไปกับการส่งมอบความสุขที่ยั่งยืนในการเข้าสู่สังคมความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการรับมือกับโลกยานยนต์อนาคต

มร. ทาคาชิ โอไดระ กรรมการผู้จัดการ และรองประธานบริหารรับผิดชอบด้านวิศวกรรม และกลยุทธ์ความเป็นกลางทางคาร์บอน บริษัท อีซูซุมอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า อีซูซุได้ประกาศเป้าหมายว่าจะ “สร้างเสริมการขับเคลื่อนอย่างสร้างสรรค์ของโลก” (Creating the Movement of the Earth) เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว โดยตระหนักว่าอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอยู่ในยุคการเปลี่ยนผ่านในรอบศตวรรษ รถเพื่อการพาณิชย์ก็ต้องเร่งพัฒนาด้วยเช่นกัน เรากำลังเผชิญกับความท้าทายทางสังคมที่ต้องเอาชนะ และเพิ่มการขับเคลื่อนอย่างสร้างสรรค์ สำหรับผู้คนและสินค้าทั้งหมดในโลก อาทิ ความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องบรรลุเป้าหมายสังคมความเป็นกลางทางคาร์บอน ความสูญเสียจากอุบัติเหตุจราจรเป็นศูนย์ การจัดการปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต

อีซูซุ 2

อีซูซุมุ่งมั่นที่จะส่งมอบความมั่นใจและความอุ่นใจให้กับลูกค้าของเรามาโดยตลอด ด้วยการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ และรถเครื่องยนต์ดีเซลหลากชนิด ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง การให้บริการการบริหารจัดการระบบปฏิบัติการ และบริการหลังการขายต่างๆ ที่ถือเป็นคุณค่าผลิตภัณฑ์ ซึ่งเราได้นิยาม “คุณค่าผลิตภัณฑ์” ไว้ 3 ประการดังนี้:

1.ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Environmental Friendliness) ผลิตภัณฑ์อีซูซุต้องสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราได้นำเสนอผลิตภัณฑ์เครื่องยนต์สันดาปภายในที่มีประสิทธิภาพสูงให้แก่ลูกค้าทั่วโลกของเราเสมอมา ต่อจากนี้ไปเราจะต่อยอดผลิตภัณฑ์ผ่านการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมด้านพลังงานไฟฟ้าเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

2.ความเป็นมิตรกับผู้ใช้รถ (User Friendliness) คุณค่าของ “การตระหนักถึงสังคมที่สามารถขนส่งผู้คนและสินค้าได้อย่างปลอดภัย มั่นคง และมีประสิทธิภาพ” เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับรถเพื่อการพาณิชย์ เราได้นำเสนอบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย มั่นคง และคุ้มค่าสมเหตุสมผลให้กับลูกค้ามาโดยตลอด และเราจะยังคงนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับผู้ใช้รถยิ่งขึ้นต่อไป ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ และกิจกรรมที่สร้างสรรค์ร่วมกับลูกค้า

3.ความน่าเชื่อถือและความต่อเนื่องในการดำเนินงาน (Reliable and Continuous Operation) เราได้นำเสนอรถเพื่อการพาณิชย์ที่แข็งแกร่งทนทานและเชื่อถือได้ รวมทั้งเครือข่ายบริการหลังการขายเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของลูกค้าตลอดมา ต่อจากนี้ไปเราจะยังสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงทางเศรษฐกิจของทุกภาคส่วน ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สามารถจะทำให้การดำเนินงานของลูกค้าเป็นไปอย่างต่อเนื่องเพื่อสังคมโดยรวม

อีซูซุ 3

นอกจากนี้อีซูซุกำลังเดินหน้าด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นส์แบบครบวงจร เพื่อนำเสนอ “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality) เพื่อให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะด้านที่แตกต่างกันของลูกค้าทั่วโลก ขณะนี้ “แผนงานด้านสิ่งแวดล้อมปี 2573” ของเราซึ่งมีเป้าหมายที่จะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ ทั้งรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ รถปิกอัพ และรถบัสโดยสาร ภายในปี 2573 กำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น

สำหรับประเทศไทย เราวางแผนที่จะผลิตรถปิกอัพไฟฟ้าเพื่อส่งออกซึ่งจะเริ่มจากประเทศในโซนยุโรปในปี 2568 และจะทยอยเปิดตัวในประเทศอื่นๆ ตามกฎระเบียบและความคืบหน้าด้านความเป็นกลางทางคาร์บอนของแต่ละประเทศ

อีซูซุจะใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 1 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 240,000 ล้านบาท ในด้านการวิจัยและพัฒนาภายในปีงบประมาณ 2573 เพื่อดำเนินการเรื่องการปฏิรูปทางดิจิทัลเกี่ยวกับความเป็นการทางคาร์บอนและโลจิสติกส์ (CN and logistics DX) อีกทั้งการสร้างศูนย์พัฒนาและทดสอบยานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้ชื่อ “The EARTH Lab” ภายในปี 2569

เรามั่นใจว่าการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจปัจจุบัน และการลงทุนเชิงรุกในครั้งนี้จะรักษาความเป็นผู้นำตลาดไว้ได้อย่างมั่นคงในระยะสั้นถึงระยะกลาง และจะเป็นการเสริมสร้างรากฐานสำหรับการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาวของเรา อีซูซุจะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของโลกโดย “สร้างเสริมการขับเคลื่อนอย่างสร้างสรรค์ของโลก” ด้วยจุดแข็งของเราและก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน

สำหรับนโยบายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของอีซูซุในประเทศไทย มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ชี้แจงว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของโลก มีการผลิตรถยนต์ต่อปีมากถึง 1.8 – 1.9 ล้านคัน สูงที่สุดในอาเซียน และเป็นอันดับ 10 ของโลก ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ และการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเป็นรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engines : ICE) เกือบทั้งหมด ในปี 2566 มีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 9.73 แสนล้านบาท ซึ่งรถปิกอัพและอนุพันธ์ในฐานะ “โปรดักส์แชมเปี้ยน” เป็นรถที่ส่งออกมากที่สุดถึง 786,383 คัน คิดเป็น 70% จากรถทุกประเภท

นับจากนี้ไป อีซูซุในฐานะผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ของประเทศไทยพร้อมเดินหน้าสนับสนุนนโยบายรัฐบาลไทยในการมุ่งสู่สังคมที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality Society) ในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2608 ตลอดจนสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน ด้วยแนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality)

การนำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ซับซ้อน และแตกต่างจากรถยนต์นั่ง ซึ่งเราต้องพิจารณาถึงการใช้งานเชิงพาณิชย์และส่วนตัว เราจึงพัฒนารถที่มี “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Multi-pathways to Carbon Neutrality) ไม่ใช่เพียงแต่รถไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) หรือรถไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (FCEV) เท่านั้น แต่หมายรวมถึงพลังงานอื่นๆ เช่น การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Fuel) กับเครื่องยนต์สันดาปภายใน อาทิ น้ำมันไบโอดีเซลเจนเนอเรชั่นใหม่จากพืชใช้แล้ว (HVO – Hydrotreated Vegetable Oil) และ น้ำมันเชื้อเพลิงสังเคราะห์ (e-Fuel) เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้รถอีซูซุด้วยซึ่งในงานนี้เราได้นำรถมาจัดแสดงถึง 4 รุ่น คือ

อีซูซุ 4

○รถปิกอัพไฟฟ้าต้นแบบ “อีซูซุ ดีแมคซ์” (Isuzu D-Max EV Concept)
ซึ่งเป็นรถปิกอัพ 4 ประตู ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full Time โดยใช้แพลตฟอร์มเดียวกันกับรถปิกอัพเครื่องยนต์ดีเซล ชุดมอเตอร์คู่และเฟืองท้ายภายใต้ “eAxle” ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ทำงานร่วมกันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ผสานกับช่วงล่างด้านหลังใหม่หมดแบบ De-Dion มั่นใจบนทุกสภาพถนน เหมาะสมกับการใช้งานของรถปิกอัพ สร้างดุลยภาพในการขับขี่ทั้งความนุ่มนวล และความสามารถในการบรรทุกอันยอดเยี่ยม จุดเด่นคือ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง 2 ตัว แรงบิดรวมกัน 325 นิวตัน-เมตร มอเตอร์ไฟฟ้าคู่กำลังสูง การออกแบบโครงและตัวถังที่แข็งแกร่งช่วยเพิ่มความสามารถในการลากจูงได้ มีแผนจะเริ่มผลิตเพื่อส่งออกอย่างเป็นทางการจากฐานการผลิตประเทศไทยในปี 2568 เนื่องจากวิธีการใช้งานของลูกค้าแตกต่างกัน รถปิกอัพไฟฟ้าต้นแบบ “อีซูซุ ดีแมคซ์” จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับลูกค้าผู้ใช้รถ จะเปิดตัวในประเทศภาคพื้นทวีปยุโรปบางประเทศ เช่น นอร์เวย์ ในปี 2568 จากนั้นมีกำหนดการจะเปิดตัวในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ไทย ตลอดจนประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ เป็นลำดับถัดไป ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและความพร้อมของสาธารณูปโภคด้านสถานีชาร์จรถไฟฟ้า

อีซูซุ 5

○รถปิกอัพ “อีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ MHEV” 4 ประตู ซึ่งเป็นระบบการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ กับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็ก โดยการติดตั้งแบตเตอรี่ 48 โวลต์ ทำหน้าที่เสริมกำลังขับเคลื่อนให้กับเครื่องยนต์ 1.9 Ddi Blue Power เพื่อลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ในช่วงออกตัว รวมถึงช่วยลดการสั่นสะเทือนในจังหวะสตาร์ทเครื่องยนต์และช่วยลด CO2 ซึ่ง “อีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮ-แลนเดอร์ MHEV” คันนี้เป็นรถทดลองประกอบเพื่อเป็นหนึ่งในทางเลือกให้กับลูกค้าในการลด CO2 โดยรถประเภทนี้อาจจะเหมาะกับความต้องการของลูกค้าบางกลุ่ม ซึ่งเราอยู่ในระหว่างการสำรวจตลาดก่อนกำหนดแผนการจำหน่ายต่อไป

อีซูซุ 6

○รถบรรทุกไฟฟ้า “อีซูซุ เอลฟ์ อีวี” (Isuzu Elf EV) พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Isuzu Modular Architecture and Component Standard : I-MACS” สำหรับรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมการออกแบบ “Center Drive System EV” ซึ่งเป็นการออกแบบรถบรรทุกไฟฟ้าโดยเฉพาะ เนื่องจากต้องคำนึงถึงความสมดุลของการกระจายน้ำหนักรถ ระยะช่วงล้อหลัง และรัศมีวงเลี้ยวที่เหมาะสม เหมาะกับการใช้งานบรรทุกเบา วิ่งระยะสั้น อาศัยความคล่องตัว โดยใช้แพลตฟอร์มเดียวกันกับรถบรรทุกเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งได้เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อมีนาคม 2566 ในขณะเดียวกันเรากำลังพัฒนาเทคโนโลยีการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swapping System) ในระยะเวลาอันสั้นเพื่อลดระยะเวลาในการจอดเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ อีกทั้งยังสามารถเลือกแบตเตอรี่ได้ตั้งแต่จำนวน 2 – 5 ก้อน เพื่อให้เหมาะกับระยะทางการขนส่ง

อีซูซุ 7

○รถบรรทุกไฟฟ้าขนาดกลางเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Isuzu Elf FCEV) การพัฒนาร่วมกันระหว่างพันธมิตรทางธุรกิจ ภายใต้โครงการ Commercial Japan Partnership Technologies Corporation (CJPT) เหมาะกับการใช้งานบรรทุกหนัก สามารถเติมเชื้อเพลิงได้รวดเร็ว และไม่ก่อให้เกิดมลพิษ เป็นการเพิ่มตัวเลือกรถบรรทุกในตลาด ตอบรับกับความต้องการก้าวสู่ยุคความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยในญี่ปุ่นได้มีการวิ่งทดสอบตามการใช้งานจริงตามเมือง และประเภทการใช้งานต่างๆ จำนวน 90 คัน เมื่อเดือนมกราคม 2566 ที่โตเกียว ฟุกุชิมะ และฟุกุโอกะ ส่วนประเทศไทยได้มีการวิ่งทดสอบแล้วจำนวน 4 คัน เมื่อเดือนกันยายน ถึงพฤศจิกายน 2566
กิจกรรมเพื่อสนับสนุนสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

○การลงนามในบันทึกข้อตกลงการเข้าร่วมมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ากับกรมสรรพสามิตเพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถไฟฟ้าอีซูซุเพื่อจำหน่ายในประเทศ และเพื่อส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกเหมือนเช่นที่ผ่านมา

○การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาโครงการทดสอบรถยนต์กับพลังงานสะอาดเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ระหว่าง ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ มิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) กับ ปตท. เพื่อทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้าอีซูซุ วิ่งใช้งานจริง โดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% ผ่านระบบบริหารจัดการพลังงาน ระบบชาร์จ และ EV อีโคซิสเต็มของ ปตท. และโครงการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับรถยนต์ดีเซล โดยการทดสอบใช้ HVO น้ำมันไบโอดีเซลเจนเนอเรชั่นใหม่จากพืชใช้แล้ว รวมทั้งร่วมกับมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) ศึกษาวิจัยน้ำมัน e-fuel ซึ่งเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสังเคราะห์ช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 และสามารถใช้งานในเครื่องยนต์สันดาปภายในที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยจะเริ่มวิ่งทดสอบการใช้น้ำมัน HVO ภายใต้สภาพการใช้งานจริงร่วมกับบริษัทชั้นนำของประเทศไทยตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งอีซูซุเชื่อว่าโครงการนี้จะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนได้โดยสร้างผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน รวมถึงเครือข่ายการคมนาคมไทยน้อยที่สุด

○นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดเพื่อมอบทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว อีซูซุยังให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจกรรมการตลาดและการส่งเสริมการขาย ภายใต้แนวคิด “Isuzu Life Cycle Solutions” ที่ให้การสนับสนุนผู้ใช้รถอีซูซุ ด้วยการนำเสนอโซลูชั่นส์ทั้งในด้านเทคโนโลยีและการจัดอบรมเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้งานอย่างคุ้มค่า ประหยัดพลังงาน และลดต้นทุนโดยรวม พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดตลอดอายุการใช้งาน

○การสร้างจิตสำนึกด้านการประหยัดพลังงานในกลุ่มอีซูซุ ด้วยการปรับปรุงสำนักงานเป็นอาคารประหยัดพลังงาน ติดตั้งแผงพลังงานโซลาร์เซลล์ที่โรงงานผลิต และขยายการติดตั้งในโชว์รูมทั่วประเทศ ช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 ไปแล้วกว่า 1,000 ตัน และลดอัตราการใช้ไฟฟ้าได้กว่า 50% และอีกหลากหลายโครงการปลูกจิตสำนึกพนักงานในองค์กร เช่น โครงการแยกขยะ และโครงการปลูกป่า เป็นต้น

○การยกระดับโครงการ “อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต” ที่กลุ่มอีซูซุร่วมมือกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 11 ปี โดยการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาปรับใช้ในโครงการ ตลอดระยะเวลา 67 ปีของการดำเนินธุรกิจอีซูซุในประเทศไทย อีซูซุได้อยู่เคียงคู่กับสังคมไทยในฐานะนิติบุคคลที่ดีเสมอมาภายใต้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจ “วิถีอีซูซุ” (Isuzu Spirit) – – ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา” ผ่านนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ และเราขอให้คำมั่นว่า เราจะยังคงยืนหยัดร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยในการผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้ามุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนตามที่ได้ตั้งไว้

วิริยะประกันภัย ร่วมงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45

0

ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 (The 45th Bangkok International Motor Show 2024) ภายใต้แนวคิด “The Mobility of Joyful Experiences” ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำโดย นางสาวกานดา วัฒนายิ่งสมสุข ที่ปรึกษาฝ่ายสื่อสารองค์กร เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้าร่วมแสดงความยินดีในโอกาสดำเนินการจัดงานมอเตอร์โชว์ในครั้งนี้ ณ  ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สำหรับงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 45 บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้เข้าร่วมจัดแสดงบูธในตำแหน่ง M8 ภายใต้แนวคิด “มากกว่าความคุ้มครอง คือ ความคุ้มค่า” โดยภายในบูธวิริยะประกันภัย มีการให้บริการข้อมูลผลิตภัณฑ์ประกันภัย, การคำนวณเบี้ยประกันภัย และการต่ออายุกรมธรรม์  รวมถึงกิจกรรมเกมให้ร่วมสนุกเพื่อลุ้นรับของรางวัลมากมาย และกิจกรรมพิเศษจากพันธมิตรอย่าง จส.100 ที่มาร่วมออกบูธในครั้งนี้ด้วย

ฟอร์ด จำลองความเร็ว-แรงผ่านอุโมงค์สไลเดอร์ ‘Speed Simulator’ สูง 4 ม. สร้างประสบการณ์ประทับใจแบบฉบับเครื่องยนต์วี 6 ในงานมอเตอร์โชว์

0

ฟอร์ด พร้อมนำเสนอกิจกรรมอินเตอร์แอคทีฟให้ลูกค้าได้เปิดประสบการณ์สุดมันส์ สะท้อนเอกลักษณ์ของรถฟอร์ดที่แตกต่างอย่างโดดเด่นภายใต้สโลแกน ‘แกร่งจริงทุกคัน ดุดันทุกสถาณการณ์’ ที่บูธฟอร์ด A2 ภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง 7 เมษายน 2567

ฟอร์ด ประเทศไทย เตรียมสร้างความตื่นเต้นให้วงการรถยนต์อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค และฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม รถ 2 รุ่นย่อยใหม่ล่าสุด ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 ที่ทรงพลังกว่าเดิม พร้อมเผยโฉมให้ผู้สนใจได้สัมผัสคันจริงครั้งแรกอย่างเป็นทางการ พร้อมยกทัพรถฟอร์ดรุ่นยอดนิยมมาจัดแสดงครบทุกรุ่น จัดเต็มโปรโมชันสุดเร้าใจภายในงานและที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ และยังมีกิจกรรมอินเตอร์แอคทีฟให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์สนุกๆ ไปกับฟอร์ด ทั้งมุมให้ความรู้เกี่ยวกับการทำงานของเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 พร้อมสนุกับประสบการณ์ความเร็วเสมือนความแรงของเครื่องยนต์ วี 6 ในอุโมงค์สไลเดอร์ Speed Simulator และครั้งแรกในไทยกับเทคโนโลยี AR ที่ฟอร์ดร่วมกับ Google จัดทำขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์แบบอิมเมอร์ซีฟให้กับลูกค้า เพียงเปิดกล้องโทรศัพท์มือถือสแกนไปที่จุดต่างๆ ของตัวรถก็จะเห็นข้อมูลเชิงลึกของรถในจุดนั้นได้

 ภายในงาน ฟอร์ดยังเตรียมจัดแสดงรถยนต์รุ่นใหม่ต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกถึง 2 รุ่น ได้แก่

ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค วี 6 รถกระบะรุ่นย่อยใหม่ล่าสุด ยกระดับความแกร่งไปอีกขั้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการกำลังและแรงบิดมากขึ้นเพื่อการลากจูงและขับขี่แบบออฟโรด จัดเต็มด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบ E-Shifter มอบพละกำลังสูงสุด 250 แรงม้า ที่ 3,250 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร มาพร้อมล้ออัลลอย 20 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ ระบบไฟส่องสว่างแบบแบ่งโซน ตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหาทางเลือกในการใช้รถที่มีสมรรถนะขับขี่ขั้นสูง และการใช้งานตามไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย พร้อมเป็นรถคู่ใจในทุกเส้นทางของชีวิต ด้วยราคา 1,519,000 บาท พร้อมข้อเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง และมีสีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีเหลือง ลักซ์ เยลโลว์ สีขาว อาร์คติค ไวท์ สีเทา เมทิเออร์ เกรย์ และสีดำ แอบโซลูท แบล็ค

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบ E-Shifter มอบกำลังสูงสุด 250 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร โดดเด่นด้วยสมรรถนะและเทคโนโลยีที่เหนือชั้น แตกต่างด้วยรูปลักษณ์ที่หรูหรา อาทิ กระจังหน้าขนาดใหญ่ดีไซน์ใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะพร้อมตัวอักษร PLATINUM สีโครเมียมบนฝากระโปรงหน้า บานประตูคู่หน้า และฝาท้าย ระบบไฟส่องสว่างแบบแบ่งโซน และฟีเจอร์ใหม่ที่มีเป็นครั้งแรกในห้องโดยสารของรถ PPV อย่างเบาะนั่งคนขับและเบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้าปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมระบบปรับอากาศ รวมถึงระบบบันทึกตำแหน่งเบาะที่นั่งสำหรับคนขับ ชาญฉลาดด้วยฟังก์ชันการปรับตำแหน่งเบาะที่นั่งให้เข้าออกสะดวกสำหรับเบาะนั่งคนขับ มาพร้อมเครื่องเสียง Bang & Olufsen® ลำโพง 12 ตำแหน่ง พร้อมซับวูฟเฟอร์ ตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหาความเป็นเลิศในการใช้ชีวิตขณะที่ยังคงแสวงหาการผจญภัย ด้วยสมรรถนะและเทคโนโลยีเหนือชั้น พร้อมดีไซน์ที่เน้นความเรียบหรูตามแบบฉบับแพลทินัม จำหน่ายในราคา 2,279,000 บาท มาพร้อมข้อเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง และมีสีภายนอกให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีเงิน อลูมิเนียม เมทัลลิก สีเทา เมทิเออร์ เกรย์ สีดำ แอบโซลูท แบล็ค สีน้ำตาล อีควิน็อคซ์ บรอนซ์ และสีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล

ฟอร์ดเปิดรับจองฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค วี 6 และฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม ผ่านช่องทางออนไลน์ www.ford.co.th พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 26 มีนาคม 2567 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป โดยฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม จะมีจำหน่ายจำนวนจำกัดเพียง 350 คันเท่านั้น1

 

ข้อเสนอสุดเร้าใจมากมายภายในงานมอเตอร์โชว์ 

ฟอร์ดมอบข้อเสนอสุดพิเศษแห่งปี สำหรับรถยนต์ฟอร์ดรุ่นยอดนิยมภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ และที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศตลอดช่วงระยะเวลาการจัดงาน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  • ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS กระบะสี่ประตูยกสูงเกียร์อัตโนมัติราคาคุ้มค่า ราคาเริ่มต้น 889,000 บาท ดอกเบี้ยพิเศษ 0% ดาวน์ 20% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค 4×4 ดอกเบี้ยพิเศษ 0% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 72 เดือน* ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง *เฉพาะผู้จำหน่ายที่เข้าร่วมรายการ
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ สปอร์ต 4×2 เกียร์อัตโนมัติ ดอกเบี้ยพิเศษ 0% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ สตอร์มแทรค และฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ดอกเบี้ยพิเศษ 19% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค วี 6 ดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เทรนด์, สปอร์ต และไทเทเนียม พลัส 4×2 ดอกเบี้ยพิเศษ 99% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง พิเศษ! รับเพิ่มทองคำแท่งหนัก 1 บาท เมื่อจอง ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 7 เมษายน 2567 และออกรถภายในวันที่ 30 เมษายน 2567

 

รถฟอร์ดทุกรุ่น มาพร้อมโปรแกรม Ford Care ซึ่งเป็นการรับประกันจากโรงงานนานถึง 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน

พิเศษ! ลูกค้าเจ้าของรถทุกแบรนด์ที่นำรถมาแลกซื้อรถฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รับส่วนลดอีก 30,000 บาท เพิ่มเติมจากโปรแกรมส่งเสริมการขายปกติ สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2567 พิเศษ! ลูกค้าปัจจุบันฟอร์ด รับเพิ่มโปรแกรม Ford Care+ อุ่นใจในการขับขี่ตลอด 5 ปี

ผู้สนใจดูข้อมูลและเงื่อนไขข้อเสนอพิเศษของแคมเปญส่งเสริมการขายจากฟอร์ดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.ford.co.th  และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center โทร 1383 และติดตามรายละเอียดรถใหม่ ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค และฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 เพิ่มเติมได้ที่ช่องทางโซเชียล มีเดียของฟอร์ด ภายใต้ Hashtag #FordLevelsUp #RangerV6 #EverestV6 #YouCantFakeTough

 

1 การส่งมอบรถจะพิจารณาจากหลายปัจจัย รวมถึง ลำดับการจองจาก www.ford.co.th การได้รับอนุมัติสินเชื่อ ตลอดจนรถและสีที่พร้อมส่งมอบ ทั้งนี้ ระยะเวลาส่งมอบอาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามระยะทางของจังหวัดที่มีการส่งมอบ