Home Blog Page 158

นิสสัน ส่งเสริมการถ่ายทอดความรู้ และทักษะเทคโนโลยียานยนต์

0

นิสสัน ประเทศไทย ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย บริจาคเครื่องยนต์ดีเซล 2.3 ลิตร ให้แก่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน สิรินธร สำหรับใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนและการฝึกวิชาชีพด้านช่างยนต์ ด้วยเทคโนโลยียานยนต์ที่ทันสมัยให้แก่เยาวชนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประกอบอาชีพในอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ในอนาคต พร้อมสร้างประโยชน์แก่ชุมชน ทั้งนี้ นิสสันสนับสนุนการถ่ายทอดความรู้ และทักษะเทคโนโลยียานยนต์ระดับสู่สถานศึกษาโดยร่วมสนับสนุนศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนสิรินธรอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557

“เครื่องยนต์โรตารี่” สัญลักษณ์แห่งการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคของมาสด้า ที่อยู่เหนือกาลเวลา ตำนานที่ยังมีลมหายใจ

0

มาสด้า ผู้ผลิตยานยนต์ระดับโลกที่ผ่านเรื่องราวต่างๆ มาแล้วมากมายกว่า 100 ปี ที่ยังคงโลดแล่นสร้างความรักความผูกพันให้กับผู้คนที่ชื่อชอบการขับขี่และรักในรถยนต์ สิ่งหนึ่งที่ยังคงกึกก้องอยู่ในหัวใจของผู้คนทั่วโลก คือ มาสด้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์เพียงรายเดียวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะให้ผู้คนจดจำจวบจนทุกวันนี้ นั่นคือ เครื่องยนต์ลูกสูบสามเหลี่ยม หรือที่ใครๆ ต่างรู้จักกันในชื่อ เครื่องยนต์โรตารี่ อันมีเอกลักษณ์ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน สร้างชื่อเสียงกระหึ่มโลก นำความภาคภูมิใจมาสู่ชาวมาสด้าทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่รถสปอร์ต 787B ได้คว้าชัยชนะจากการแข่งขันรถยนต์ที่ทรหดมากที่สุดของโลก รายการ เลอ มังส์ 24 ชม. ณ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี 1991 และเป็นรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นแบรนด์แรกที่ชนะการแข่งขันในรายการนี้ ซึ่งทำให้เครื่องยนต์โรตารี่กลายเป็นสัญลักษณ์ในด้านความคิดสร้างสรรค์ และเป็นดีเอ็นเอสายพันธุ์สปอร์ตที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบัน ในด้านความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งที่จะเอาชนะทุกอุปสรรค ซึ่งได้ส่งผ่านมาถึงวิธีการทำงานและรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นจวบจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นต้นแบบของการพัฒนารถสปอร์ตมาสด้ารุ่นอื่นๆ อันเลื่องชื่ออีกหลายรุ่นที่คนไทยรู้จักกันดี อาทิ RX-7, RX-8 และรวมถึงรถต้นแบบมาสด้า RX-Vision อันโฉบเฉี่ยวสง่างาม ที่ใช้เครื่องยนต์โรตารี่ เจเนอเรชั่นใหม่ เป็นขุมพลังในการขับเคลื่อน

ต้นกำเนิดของเครื่องยนต์โรตารี่ คงเรียกได้ว่าเริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อปี 1919 เมื่อ มร. เฟลิกซ์ แวนเคิ้ล (Mr. Felix Wankel) มีความคิดริเริ่มที่จะสร้างเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบใหม่ที่ไม่ซ้ำแบบเครื่องยนต์ลูกสูบทั่วๆไป โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “เครื่องจักรเทอร์ไบน์” จนกระทั่งออกมาเป็นรูปร่างคล้ายเครื่องยนต์ 4 จังหวะ จุดระเบิดด้วยการหมุนรอบตัวเอง และได้ทำการทดลองมาอย่างต่อเนื่องจนสามารถออกแบบเป็น “ลูกสูบสามเหลี่ยม” ขึ้นมา และเมื่อ มร. เฟลิกซ์ แวนเคิ้ล ได้เข้าทำงานในสถาบัน TES (Technical Institute of Engineering Study) จึงได้พัฒนาจนเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้งานในรถเพื่อการพาณิชย์ โดยนำโปรเจคนี้ไปเสนอต่อบริษัท NSU Motorenwerke AG ซึ่งเป็นบริษัทผลิตมอเตอร์ไซค์ และได้พัฒนาเครื่องยนต์โรตารี่ควบคู่กันไป ทำให้ “เครื่องยนต์โรตารี่” เครื่องแรกถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1957 โดยใช้ชื่อว่า DKM 54 ในรถมอเตอร์ไซค์ รุ่น 50 ซี.ซี. สามารถทำความเร็วได้ถึง 192.5 กม./ชม. ที่สำคัญสามารถคว้าชัยชนะในรายการ “World Grand Prix Championship” ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาให้กับผู้คนทั่วโลกเป็นอย่างมาก

ถึงแม้ว่า Wankel Engine จะเอาชนะการแข่งขันในครั้งนั้นมาได้ แต่ก็ยังมีข้อเสียอยู่มาก อาทิ กินน้ำมัน ความร้อนสูง สึกหรอมาก และเสียหายเร็ว จึงทำให้เสื่อมความนิยมลงจนจะกลายเป็นตำนานไปแล้ว แต่ก็ได้ถูกชุบชีวิตขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 1961 โดยวิสัยทัศน์ของ Mr. Tsuneji Matsuda ประธาน บริษัท Toyo Kogyu (โตโย โคเกียว) ผู้ผลิตรถยนต์จากแดนอาทิตย์อุทัย ภายใต้ชื่อ “มาสด้า” ได้ทำการซื้อลิขสิทธิ์มาพัฒนาใหม่ จนกระทั่งในเดือนเมษายน ปี 1963 Mr. Keichi Yamamoto ก็ได้ทำการพัฒนาขึ้นมาสำเร็จ แต่ยังพบข้อบกพร่องบางอย่างเกี่ยวกับ Apex Seal และ Oil Seal ซึ่งเสียหายง่าย จึงได้ร่วมมือกับ บริษัท Nippon Piston Ring & Oil Seal Co. เข้ามาช่วยแก้ปัญหาในส่วนนี้ได้สำเร็จ

ต่อมาในปี 1967 มาสด้าก็ได้สร้างความฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวรถคันแรกที่ใช้เครื่องยนต์โรตารี่ ด้วย “รุ่น Cosmo Sport 110S” ซึ่งเป็นรถยนต์มาสด้ารุ่นแรกที่ใช้เครื่องยนต์โรตารี่ หลังจากนั้นจึงได้เริ่มผลิตและจำหน่ายรถยนต์เครื่องยนต์โรตารี่ตามออกมาอีกหลายรุ่น อาทิ แฟมิเลีย โรตารี่ คูเป้ (R100 ในต่างประเทศ) ซาวันน่า (RX-3) RX-7 และรุ่นยูโนส คอสโม ทั้งนี้ เครื่องยนต์โรตารี่นั้นมีโครงสร้างที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ และขับเคลื่อนด้วยการหมุนของโรเตอร์รูปสามเหลี่ยม ซึ่งมาสด้าถือเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกและรายเดียวที่ประสบความสำเร็จในการใช้เครื่องยนต์โรตารี่ในเชิงพาณิชย์จนถึงปัจจุบัน โดยเริ่มมาจากการใช้เครื่องยนต์โรตารี่ในรถยนต์รุ่น Cosmo Sport 110S และทำให้ต่อมารถยนต์มาสด้าหลายรุ่นก็ได้นำเอาเครื่องยนต์โรตารี่มาใช้

หลังจากนั้น มาสด้าก็ยังคงไม่ละความพยายามในการพัฒนาสมรรถนะ อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และความทนทานของเครื่องยนต์โรตารี่อย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดมาสด้าก็ประกาศศักดาให้คนทั่วโลกได้ประจักษ์ ด้วยการตัดสินใจนำรถแข่งของมาสด้าที่ใช้เครื่องยนต์โรตารี่ หรือ มาสด้า 787B ที่มาพร้อมเครื่องยนต์โรตารี่ 4 โรเตอร์ ลงแข่งขัน รายการ เลอ มังส์ 24 ชม. ในปี 1991 ที่ประเทศฝรั่งเศส และนั่นคือการลบคำสบประมาทจากทุกสิ่งที่ค้างคาใจของผู้คนทั่วโลก เมื่อมาสด้า 787B ทะยานเข้าเส้นชัยผ่านธงตาหมากรุก และนี่คือประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ มาสด้ากลายเป็นรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นแบรนด์แรกที่คว้าชัยชนะ ส่งผลให้เครื่องยนต์โรตารี่จากมาสด้า กลายเป็นสัญลักษณ์ในด้านความคิดสร้างสรรค์และความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งที่จะเอาชนะทุกอุปสรรคของมาสด้ามาจนถึงปัจจุบัน

นับจากรถยนต์มาสด้าที่ใช้เครื่องโรตารี่ปรากฏโฉมออกสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาร่วม 50 ปี ของเครื่องยนต์นี้ที่ถูกผลิตและจำหน่ายไปทั่วโลกมากกว่า 2 ล้านคัน ซึ่งในระหว่างนั้น ทาง มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น มีโอกาสผลิตรุ่นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี จึงได้เปิดตัว มาสด้า RX-8 รุ่นพิเศษ ในตลาดญี่ปุ่น โดยรุ่นพิเศษนี้ได้รับการพัฒนามาจากรุ่น RX-8 Type S (เกียร์ธรรมดา 6 สปีด) และ Type E (เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด) ภายในสะท้อนถึงรถต้นแบบ คอสโม สปอร์ต พร้อมเบาะนั่งหนังแท้สั่งทำพิเศษ สีดำกับเทาอ่อนของ ALCANTARA สีภายนอกของตัวรถเป็นสีพิเศษ คือ สีขาวหินอ่อน พร้อมป้ายสัญลักษณ์รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 40 ปี บริเวณด้านข้างตัวรถ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการจำหน่ายรถมาสด้าเครื่องยนต์โรตารี่อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ก็ยังมีอุปกรณ์พิเศษ เช่น โช้คอัพของ Bilstein และระบบกันสะเทือนด้านที่บรรจุโฟมยูรีเทน เพื่อให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ และสมรรถนะที่ดีขึ้น

ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์โรตารี่จะได้หยุดการผลิตไปในบางช่วงเวลาเนื่องจากความเข้มงวดในบางตลาด แต่มาสด้าก็ไม่เคยที่จะหยุดพัฒนาและวิจัย จนกระทั่งวันนี้ตำนานที่ถูกเล่าขานมาอย่างยาวนาน ได้ถือกำเนิดขึ้นมาอีกครั้ง นั่นคือ เครื่องยนต์โรตารี่ เจเนอเรชั่นใหม่ ที่มีชื่อเรียกว่า SKYACTIV-R หรือ เครื่องยนต์โรตารี่ที่แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของมาสด้าในการกล้าที่จะก้าวสู่ความท้าทายใหม่ๆ และกล้าที่จะต่างด้วยการใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเช่นเดียวกับการพัฒนาเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ โดยได้พัฒนาขึ้นเป็นรถสปอร์ตต้นแบบ มาสด้า RX-Vision ที่ใช้เครื่องยนต์โรตารี่ เจเนอเรชั่นใหม่ สกายแอคทีฟ-อาร์ เป็นขุมพลังในการขับเคลื่อน ซึ่ง มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ได้เผยโฉมเป็นครั้งแรกในงาน โตเกียว มอเตอร์ โชว์ เพื่อสะท้อนถึงวิสัยทัศน์แห่งอนาคต ด้วยการเป็นรถสปอร์ตวางหน้า และขับเคลื่อนล้อหลังที่มาพร้อมรูปลักษณ์หรูหรางดงามตามแบบฉบับ โคโดะ ดีไซน์ อันเลื่องชื่อของมาสด้า

นี่คือเรื่องราวความเป็นมาบางส่วนเกี่ยวกับเครื่องยนต์โรตารี่ อันเป็นต้นกำเนิดของรถสปอร์ตมาสด้าหลากหลายรุ่น และส่งผ่านมาจนถึงปัจจุบันกลายเป็นดีเอ็นเอของมาสด้าที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค หรือ Challenger Spirit ที่มาสด้าตั้งใจพัฒนาเพื่อนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์ที่มีเอกลักษณ์ให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าภาคภูมิใจ เพื่อสร้างสายสัมพันธ์อันแสนวิเศษ และเพื่อให้มาสด้ากลายเป็นแบรนด์หนึ่งเดียวที่อยู่ในใจลูกค้าตลอดไป

“ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่” คว้ามาตรฐานความปลอดภัย ASEAN NCAP ระดับ 5 ดาว สะท้อนการเป็นยนตรกรรมที่มอบความปลอดภัยและไร้กังวลในทุกเส้นทาง

0
ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ภาพเปิด

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความสำเร็จของ ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ภายใต้เจเนอเรชันที่ 11 ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จากการทดสอบการชนของ ASEAN NCAP ซึ่งเป็นการทดสอบเพื่อวัดสมรรถนะด้านความปลอดภัยของยานยนต์รุ่นใหม่ที่วางจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (New Car Assessment Program for Southeast Asia) นับเป็นการคว้ามาตรฐานความปลอดภัยต่อเนื่อง 2 เจเนอเรชัน

ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ 1

 

โดยความสำเร็จครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงการสร้างสรรค์และนำเสนอยนตรกรรมคุณภาพของฮอนด้า ที่มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยอันล้ำสมัย อีกทั้งตอกย้ำเจตนารมณ์และเป้าหมายของฮอนด้าในการสร้างสังคมปลอดอุบัติเหตุสำหรับทุกคนที่ใช้รถใช้ถนนร่วมกันให้เกิดขึ้น จากการใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วโลกภายในปี พ.ศ. 2593 (Honda Target 2050)

ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ได้รับการพัฒนาและยกระดับเพื่อมอบคุณค่าใหม่อีกขั้น ทั้งในด้านเทคโนโลยีความปลอดภัย ควบคู่ไปกับประสบการณ์ขับขี่ที่ไร้กังวล เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวันด้วยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ที่มอบสมรรถนะโดดเด่นจากการผสานพลังขับเคลื่อนหลักจากมอเตอร์ไฟฟ้า มอบการขับขี่ที่ทรงพลังและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงสุดถึง 25 กม./ลิตร พร้อมด้วยเทคโนโลยีการขับขี่และเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกอันล้ำสมัยที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ โดยทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING เพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง พร้อมด้วยหลากหลายเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอันล้ำสมัยอื่น ๆ* ที่ได้รับการติดตั้งอย่างครบครัน อาทิ

ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ 3

เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ที่ผสานการทำงานของกล้องมุมกว้างด้านหน้าและเรดาร์ ในการตรวจจับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบไปด้วย 6 ฟังก์ชันการทำงานหลัก ดังนี้

•ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
•ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
•ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning : RDM with LDW)
•ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้า
ที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
•ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB) และระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ (Adaptive Driving Beam: ADB) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS) ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในเวลากลางคืนและปรับองศา
ของแสงไฟเพื่อลดการรบกวนรถด้านหน้าหรือรถที่กำลังสวนทางมา
•ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยล้ำสมัยและเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่อื่น ๆ* อาทิ
•ถุงลม 8 ตำแหน่ง ในทุกรุ่นย่อย ได้แก่ ถุงลมคู่หน้า ถุงลมด้านข้างคู่หน้า ม่านถุงลมด้านข้าง
และถุงลมหัวเข่าคู่หน้า
•เซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และหลัง 4 จุด
•ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System: MVCS)
•ไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (ACL)
•ระบบเพิ่มความเสถียรและความคล่องตัวในการขับขี่ (Motion Management System: MMS)
•ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor)
•ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder)
•ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้าและด้านหลัง (Front and Rear Passenger Seat Belt Reminder)

ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ 5

ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ เปิดตัวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2566 และนับเป็นการคว้ามาตรฐานความปลอดภัยยอดเยี่ยมระดับ 5 ดาวไว้ได้อย่างต่อเนื่อง 2 เจเนอเรชัน นับตั้งแต่เจเนอเรชันที่ 10 ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวเมื่อปี พ.ศ. 2562 สำหรับ ฮอนด้า แอคคอร์ด รุ่นที่นำมาใช้ในการทดสอบครั้งนี้ ได้แก่ รุ่น e:HEV RS ที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว ด้วยคะแนนรวม 87.44 เต็ม 100 คะแนน โดยได้รับคะแนนในแต่ละด้าน ทั้ง 4 ด้าน จากคะแนนเต็ม 120 คะแนนซึ่งหลักเกณฑ์การประเมินประกอบด้วย การทดสอบการชนจากด้านหน้า การชนจากด้านข้าง และการประเมินเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย โดยได้รับคะแนนในแต่ละส่วน ดังนี้

•การปกป้องผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ (Adult Occupant Protection: AOP) 30.90/32 คะแนน
•การปกป้องผู้โดยสารที่เป็นเด็ก (Child Occupant Protection: COP) 45.25/51 คะแนน
•เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย (Safety Assist Technologies: SATs) 19.50/21 คะแนน
•ความปลอดภัยต่อผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ (Motorcyclist Safety: MS) 10/16 คะแนน

ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ 6

ทั้งนี้ ฮอนด้า จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนายนตรกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบยนตรกรรมที่มีคุณภาพ ครบครันด้วยเทคโนโลยีทั้งด้านการขับเคลื่อนและความปลอดภัย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการสร้างสังคมปลอดอุบัติเหตุและลดการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์และรถยนต์ฮอนด้าทั่วโลกให้เป็นศูนย์ (Zero Traffic Collision Fatalities) ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ภายในปี พ.ศ. 2593 (Honda Target 2050)

ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ ดอกเบี้ย 0.99%** พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี และฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 20,000 บาท หรือเลือกรับข้อเสนอดับเบิ้ล สไมล์ พลัส** ดาวน์เพียง 10% หรือเลือกผ่อนเดือนละ 19,370 บาท โดยทุกรุ่นมาพร้อมการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปีไม่จำกัดระยะทาง เมื่อจองตั้งแต่ 1 มีนาคม 2567 – 8 เมษายน 2567 และรับรถตั้งแต่ 1 มีนาคม 2567 – 30 เมษายน 2567

โดยลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัสและทดลองขับฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลจากที่ปรึกษาการขายหรือแชตกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรือ อ่านรายละเอียดทางwww.honda.co.th/accordehev โดยลูกค้าที่ลงทะเบียนและร่วมกิจกรรมทดลองขับผ่าน www.honda.co.th/testdrive ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567 ถึง 30 เมษายน 2567 จะได้รับฟรี Happy Puffy Bag มูลค่า 250 บาท**

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัว GWM TANK 700 Hi4-T ในกรุงปักกิ่ง สร้างมาตรฐานใหม่ของรถออฟโรดสุดพรีเมียม ยกระดับวงการยานยนต์ทั่วโลกไปอีกขั้น

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัวรถออฟโรดรุ่นเรือธงสำหรับสายลุยอย่างเป็นทางการในชื่อ ‘GWM TANK 700 Hi4-T’ ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน สร้างปรากฏการณ์ความยิ่งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ท่ามกลางกระแสตอบรับอย่างล้นหลามของผู้ที่หลงไหลในรถยนต์จากทั่วโลก ด้วยเทคโนโลยีออฟโรดสุดล้ำสมัยระดับโลก สร้างมาตรฐานใหม่ในกลุ่มรถออฟโรดระดับพรีเมียมรุ่นเรือธงในประเทศจีน

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เผยสเปคเด่นของ GWM TANK 700 Hi4-T รถออฟโรดรุ่นล่าสุดสู่สายตาชาวโลก ประเดิมด้วยความทรงพลังของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 3.0T Hi4-T ซึ่งเป็นการออกแบบโครงสร้างเครื่องยนต์เพียงหนึ่งเดียวในประเทศจีนที่รองรับพละกำลังของรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่ แสดงให้เห็นถึงการคิดค้นและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อนำเสนอประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจ ยิ่งไปกว่านั้น GWM TANK 700 Hi4-T มาพร้อมกับความโดดเด่นของดีไซน์ภายนอกและกลไกภายในที่ผสมผสานเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว ด้วยเทคโนโลยีไฮบริดขั้นสูงเพื่อสร้าง “ความพึงพอใจของผู้ขับขี่ในทุกเส้นทาง” สร้างความโดดเด่นและแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องยนต์ไฮบริดอื่น ๆ ในระดับโลก ด้วยโหมดการขับขี่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกเส้นทางมากถึง 12 โหมด ตอบสนองทุกความต้องการของผู้ขับขี่ในทุกเส้นทางและทุกสถานการณ์ สร้างความมั่นใจในทุกการผจญภัยแบบออฟโรดที่เหนือกว่าในระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ส่งผลให้ GWM TANK 700 Hi4-T ก้าวเข้าสู่การเป็นรถออฟโรดรุ่นเรือธงด้วยความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีที่เหนือกว่าในทุก ๆ ด้าน

ภายใน GWM TANK 700 Hi4-T ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เป็นรถออฟโรดสุดหรูขั้นสุด โดดเด่นด้วยการผสานที่สมบูรณ์แบบระหว่างสมรรถนะในการขับขี่แบบออฟโรดและความสะดวกสบาย มาพร้อมกับเบาะนั่ง Light Cloud มุมกว้างพิเศษ สร้างความสะดวกสบายสูงสุดให้กับผู้ขับขี่ราวกับนั่งบนปุยเมฆ โดดเด่นเหนือกว่าใครด้วยระบบเสียงจาก Harman Kardon ที่มาพร้อมลำโพง 16 ตัวที่สร้างความละเอียดเสียงระดับ Hi-Fi (High Fidelity) สู่การเป็นสุดยอดแห่งวงการออฟโรดระดับพรีเมียม พร้อมการันตีประสบการณ์การขับขี่อย่างเหนือระดับผ่านทุกรายละเอียดที่สร้างสรรค์ไว้อย่างประณีตในทุกแง่มุม

ในงานเปิดตัว ณ กรุงปักกิ่ง เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้แสดงศักยภาพในหลากหลายมิติของ GWM TANK 700 Hi4-T ได้อย่างครอบคลุม แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะที่ทรงพลังและเชื่อถือได้ โดยในช่วงไลฟ์สตรีมมิ่ง ผู้ชมจากทั่วทุกมุมโลกได้เห็นถึงการควบคุมที่แม่นยำ อัตราเร่งอันน่าทึ่ง และความคล่องตัวของรถยนต์พรีเมียมออฟโรดสายลุยที่พร้อมขึ้นแท่นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ งานเปิดตัวในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่า GWM TANK คือผู้นำในการตลาดรถออฟโรดพรีเมียมในประเทศจีน ด้วยบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางเทคโนโลยีและความเหนือระดับของ เกรท วอลล์ มอเตอร์  ทั้งในวันนี้และในอนาคต เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยึดมั่นในการสร้างคุณค่าของแบรนด์ผ่านผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่มีคุณภาพ มุ่งสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยานยนต์คุณภาพสูง

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยึดมั่นกลยุทธ์ในการเพิ่มขีดความสามารถของยานยนต์ด้วยเทคโนโลยีมาโดยตลอด รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์อย่างไม่หยุดยั้ง ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมและเทคโนโลยีขั้นสูงที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพแก่ผู้บริโภคทั่วโลก การเปิดตัว GWM TANK 700 Hi4-T สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำด้านรถออฟโรดได้อย่างชัดเจน ตอกย้ำการก้าวสู่การเป็นผู้นำในการกำหนดมาตรฐานทางเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมยานยนต์ได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม

อีซูซุร่วมลงนามข้อตกลง MOU ยานยนต์ไฟฟ้าฯ เดินหน้าตอบรับนโยบายรัฐบาลต่อยอดการเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพในไทย

0

“อีซูซุ” ผู้นำตลาดรถยนต์เมืองไทย ตอบรับนโยบายรัฐบาล เดินหน้าร่วมลงนามข้อตกลงการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญในประเทศไทยและต่อยอดการเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพในไทยไปยังตลาดโลก โดยมี มร. ซาโตชิ ยามางุจิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมลงนามกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต

‘MGC-ASIA’ ประกาศแผนยุทธศาสตร์ปี 2567 สร้าง New S-curve ผนึกกำลังกลุ่ม ปตท. ตั้ง NEO MOBILITY ASIA รุกธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร

0

บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA ประกาศแผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการเติบโตปี 2567 โชว์ศักยภาพความแข็งแกร่ง 4 กลุ่มธุรกิจภายใต้ MGC-ASIA Ecosystem ขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่สร้าง New S-curve รับเมกะเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าเติบโต ลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท อรุณ พลัส จำกัด บริษัทในเครือกลุ่ม ปตท. ตั้งบริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด ดำเนินธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร เชื่อมโยงระบบนิเวศทางธุรกิจระหว่างกัน ผ่านการ Synergy ก้าวสู่ผู้นำธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า MGC-ASIA เป็นผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้ครบวงจร ดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ ‘มุ่งสู่ผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง’ กลุ่มบริษัทฯ เดินหน้าพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจ ‘MGC-ASIA Ecosystem’ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงให้แก่ทุกกลุ่มธุรกิจ ผ่านการขยายฐานสินค้าและสร้างบริการใหม่ พร้อมแสวงหาโอกาสในการสร้างธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จากการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจชั้นแนวหน้าในหลากหลายกลุ่ม เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ล่าสุด บริษัท เอ็มจีซี-เอเชีย กรีนเทค จำกัด ภายใต้กลุ่มบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) ลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับกลุ่มอรุณ พลัส ซึ่งเป็นบริษัท EV Flagship ดำเนินธุรกิจ EV Value Chain แบบครบวงจร ที่กลุ่ม ปตท. ถือหุ้น 100% ตั้งบริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจด้านยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร ครอบคลุม 1) ธุรกิจจัดจำหน่าย การตลาด ตัวแทนจำหน่าย และบริการหลังการขายแบบครบวงจร 2) ธุรกิจผลิตยานยนต์ รวมทั้งโอกาสการลงทุนในโรงงานผลิตรถยนต์ 3) ธุรกิจจัดการขยะแบตเตอรี (Battery waste management) และโอกาสการลงทุนในโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี (Battery recycling factory) 4) ธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์ EVme เพื่อเป็นช่องทางการทำการตลาด และการให้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างครอบคลุมทุกมิติ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

“การร่วมมือระหว่างกลุ่ม MGC-ASIA กับบริษัท อรุณ พลัส จำกัด บริษัทในเครือกลุ่ม ปตท. นับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่จะช่วยรองรับการเปลี่ยนผ่านจากยุคของยานยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิง ไปสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า โดยการนำ Ecosystem ที่แข็งแกร่งของทั้งสองกลุ่มมาประสานรวมกัน เพื่อสร้างการเติบโตแบบ Synergy ผนักดันให้เกิด New S-curve จากการมีสินค้าและบริการที่ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และเติมเต็มระบบนิเวศทางธุรกิจของกันและให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น มุ่งสู่การเป็นกลุ่มผู้นำในธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ที่กำลังเติบโตทั่วโลก” ดร.สัณหวุฒิ กล่าว

สำหรับปี 2567 กลุ่มบริษัทฯ วางเป้าหมายสร้างการเติบโตโดดเด่นทุกกลุ่มธุรกิจ ผ่านกลยุทธ์ขับเคลื่อนแต่ละกลุ่มธุรกิจดังนี้

1) กลุ่มธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ (Mobility Retail) กลุ่มบริษัทฯ เตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตให้กลุ่มธุกิจ นอกจากนี้กลุ่ม Marine Business ซึ่งมีศักยภาพเติบโตสูง โดยมีรายได้ในปี 2566 เพิ่มขึ้น 168% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า กลุ่มบริษัทฯ วางเป้าหมายสร้าง Marine Business Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ผ่านการรักษาฐานลูกค้าเก่า ขยายฐานลูกค้าใหม่ นำเสนอบริการที่ครอบคลุม รวมทั้งขยายฐานบริการอย่างเต็มรูปแบบ โดยกลุ่มบริษัทฯ เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ Azimut Yachts S7 ที่ Ocean Marina Pattaya และ Chris-Craft รุ่นใหม่ ที่โครงการ Riverdale Marina ปทุมธานี

2) ธุรกิจให้บริการหลังการขาย (Aftersales Service) สัดส่วนรายได้จากบริการหลังการขายมีอัตราเติบโตต่อเนื่องจากความไว้วางใจของลูกค้า โดยในปี 2566 มีจำนวนการเข้าใช้บริการ 201,051 ครั้ง เพิ่มขึ้น 11.55% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและรายได้ต่อการบริการต่อครั้งเพิ่มขึ้นจาก 17,926 บาท เป็น 18,195 บาท นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยังได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลกอย่าง Tesla ให้ดำเนินธุรกิจศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังยานยนต์ไฟฟ้า Tesla Approved Body Shop (TAB) พร้อมมีแผนขยายสาขาเพื่อรองรับการเติบโตยานยนต์ไฟฟ้า

3) ธุรกิจบริการเช่ารถยนต์ ทั้งระยะสั้น ระยะยาว และพนักงานขับรถ (Car Rental and Driver Services) ปี 2566 จำนวนรถให้เช่าระยะสั้น ภายใต้แบรนด์ ‘SIXT’ ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 40% โดยเฉพาะการเพิ่มรถยนต์ในกลุ่มพรีเมียม รองรับปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการท่องเที่ยวในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2566 รายได้รถเช่า SIXT เติบโตกว่า 40% เมื่อเทียบกับปี 2565 ด้านรถเช่าระยะยาวในปี 2566 จำนวนรถให้เช่าเติบโต 20% ทำให้ภาพรวม บจก. มาสเตอร์ คาร์เร้นเทิล มีรายได้รวมประมาณ 1,400 ล้านบาท เติบโต 10% เมื่อเทียบกับปี 2565 นอกจากนี้ภายในปี 2567 บริษัทฯ มีแผนขยายธุรกิจไปยังกลุ่มรถบรรทุกเชิงพาณิชย์ให้เช่า (Commercial Vehicle Rental) เพื่อให้บริการครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น

4) กลุ่มธุรกิจอื่นๆ (Other Services) สำหรับธุรกิจบริการทางการเงินอย่างครบวงจร บริษัท อัลฟา เอกซ์ จำกัด ซึ่ง MGC-ASIA ร่วมทุนกับ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันมีพอร์ตสินเชื่อรวมประมาณ 7,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 84% โดยฐานลูกค้ากลุ่ม High net worth มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 50% ของพอร์ตสินเชื่อรวมตามเป้าหมายที่กำหนด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเสนอผลิตภัณฑ์ Yacht Financing และ Wealth Lending เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไร โดยในปี 2567 บริษัทฯ วางเป้าหมายรับรู้ผลกำไรสุทธิเป็นปีแรก จากการขยายพอร์ตสินเชื่อ Wealth Lending อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจากการให้บริการในลูกค้ากลุ่มมั่งคั่ง ขณะที่ บริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด ผู้ให้บริการธุรกิจบริการประกันภัยชั้นแนวหน้า ปีงบประมาณช่วงเดือนตุลาคม 2565 ถึงกันยายน 2566 มีรายได้ 331 ล้านบาท เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 8% และเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่มีรายได้ 289 ล้านบาท โดยเติบโตจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่แก่กลุ่มลูกค้าเดิม รักษาอัตราการต่ออายุกรมธรรม์ที่เพิ่มมากขึ้น และขยายไปสู่ตลาดใหม่ เช่น พลังงานหมุนเวียน และโครงการโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีกำไรก่อนหักภาษีอยู่ที่ 129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พร้อมกำหนดวางกลยุธท์การเติบโตผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ความเสี่ยงทางไซเบอร์, เครดิตการค้า, บริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคล รวมทั้งการรองรับแนวโน้มด้าน ESG ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ ได้ตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญในการให้ความรู้ และให้คำปรึกษาความเสี่ยงด้านสภาพอากาศการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และประกันภัยคาร์บอนเครดิต เพื่อรองรับเมกะเทรนด์ในอนาคต

“เกีย เซลส์ (ประเทศไทย)” ประเดิมเซกเมนต์รถยนต์เอสยูวีขนาดใหญ่ ไฟฟ้า 100% ด้วยการเปิดตัว “Kia EV9” เอสยูวี 6 ที่นั่งรุ่นแรกในประเทศไทย

0

บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จํากัด ประกาศเปิดตัว “Kia EV9” รถยนต์เอสยูวี 6 ที่นั่งรุ่นเรือธงคันแรกของบริษัทฯ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบในประเทศไทย โดย “Kia EV9” เป็นรถยนต์เอสยูวีขนาดใหญ่ที่โดดเด่นด้วยสไตล์ที่แตกต่าง มาพร้อมความสง่างามที่ยากจะมีใครเทียบ ผสมผสานความปลอดภัยอันเหนือชั้น รวมทั้งการออกแบบ และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สร้างความตื่นเต้นให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยการเปิดตัว “Kia EV9” นับเป็นก้าวสําคัญของบริษัทฯ ในฐานะ ‘แบรนด์ที่มุ่งตอบโจทย์การเดินทางอย่างยั่งยืน’ หรือ ‘Sustainable Mobility Solutions Provider’ ในยุคปัจจุบันที่ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยงานเปิดตัว “Kia EV9” จัดขึ้นในรูปแบบนิทรรศการเสมือนจริง ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 1 และ 2 มีนาคม 2567 ภายใต้แนวคิด “Space to Inspire Your Future” ภายในงานยังได้สร้างเซอร์ไพรส์เผยโฉม “Kia EV5” เป็นครั้งแรกก่อนการเปิดตัวในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ปีนี้ โดยจะมีการจัดจําหน่ายรถยนต์เอสยูวี 6 ที่นั่งรุ่น “Kia EV9” ในตลาดประเทศไทย 2 รุ่น ได้แก่ Kia EV9 Earth Long Range ราคา 3,499,000 ล้านบาท และ Kia EV9 GT-Line AWD ราคา 3,899,000 ล้านบาท โดยทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมการรับประกันคุณภาพนานถึง 7 ปีเต็ม

นายจุน โอ อี ประธาน บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “วันนี้เรามีความยินดีที่จะแนะนํา Kia EV9 ซึ่งเป็นรถยนต์เอสยูวีรุ่นเรือธงที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรกของเรา โดยการเปิดตัว Kia EV9 ครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์เกียที่มีต่อตลาดประเทศไทย โดยเรากำลังเร่งสร้างการเปลี่ยนแปลงของแบรนด์และตั้งเป้าหมายด้านการดําเนินธุรกิจในระยะยาว ผ่านกลยุทธ์หลักขององค์กรที่มีชื่อว่า ‘Plan S-5 ซึ่งตั้งเป้าในการบรรลุส่วนแบ่งการตลาด 5% ในตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในประเทศไทย รวมถึงการขยายอัตราส่วนการขายรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดขึ้นเป็น 50% ภายในปี 2571 และเพื่อให้สามารถก้าวสู่เป้าหมายในการเป็น ‘แบรนด์ที่มุ่งตอบโจทย์การเดินทางอย่างยั่งยืน’ (Sustainable Mobility Solutions Provider)’ เราจึงให้ความสําคัญกับกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าที่ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การเชื่อมต่อ (Connectivity) การขับขี่อัตโนมัติ (Autonomous driving) ประสิทธิภาพ (Performance) และการออกแบบ (Design) ด้วยเหตุนี้ การเปิดตัว Kia EV9 รถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 6 ที่นั่งรุ่นแรกของประเทศไทยในวันนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดของเรา โดยรถเอสยูวีเรือธงรุ่นใหม่นี้ ได้รับการตอบรับที่ดีมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การเปิดตัวในระดับโลกเมื่อช่วงปีที่แล้ว โดยเห็นได้จากการได้รับรางวัลอันทรงเกียรติมากมาย อาทิ รางวัล Golden Steering Wheel 2023 ในประเภท ‘Family Cars’ และรางวัล ‘รถสำหรับครอบครัวยอดเยี่ยมแห่งปี (Family Car of the Year)’ จากงานประกาศรางวัล TopGear.com Awards ประจำปี 2023 เป็นต้น”

นายฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “Kia EV9 มีความโดดเด่นด้วยปรัชญาการออกแบบ ‘Opposites United’ อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งเป็นการพลิกโฉมรถเอสยูวีที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% จากการผสมผสานองค์ประกอบที่เป็นธรรมชาติและมีความทันสมัยเข้าด้วยกันอย่างลงตัว สอดคล้องกับการสื่อสารของแบรนด์ภายใต้แนวคิด ‘The Inspiration Larger than Life’ ในแง่ของการใช้งาน Kia EV9 มีตัวเลือกการปรับที่นั่งอันหลากหลายซึ่งตอบสนองกับความต้องการในการใช้งานรูปแบบต่างๆ โดยสามารถปรับที่นั่งสำหรับ 6 ที่ได้ 2 แบบสําหรับแถวที่ 2 เพื่อเพิ่มฟังก์ชันการใช้พื้นที่ให้ตรงกับความต้องการได้มากที่สุด และสำหรับ Kia EV9 Earth Long Range ยังมาพร้อมนวัตกรรมเบาะนั่งปรับหมุนได้ 180 องศา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการนำเสนอฟังก์ชันนี้ในรถยนต์กลุ่มเอสยูวีขนาดใหญ่ในไทย ช่วยให้ผู้โดยสารภายในสามารถโต้ตอบ เชื่อมต่อ และสื่อสารกับคนที่คุณรักได้ สำหรับ Kia EV9 GT-Line AWD มาพร้อมเบาะนั่งพักผ่อนระดับเฟิร์สคลาสที่ให้ความสะดวกสบายอย่างเหนือชั้น ด้วยที่นั่งแบบเลานจ์ที่มีที่พักเท้าแบบปรับด้วยไฟฟ้า พร้อมด้วยระบบอุ่น และสามารถระบายอากาศได้ ซึ่งเป็นเบาะนั่งผู้โดยสารในแถวที่สองแบบ Relaxation ที่ดีที่สุด มาพร้อมฟังก์ชันการนวดต่างๆ การเปิดตัวรถยนต์เอสยูวี Kia EV9 ครั้งนี้ เกียพร้อมสรรค์สร้างมาตรฐานใหม่สําหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่จะปฏิวัติแนวคิดการเดินทางอย่างมีสไตล์ พร้อมด้วยความสะดวกสบายที่จะ พลิกโฉม (Reshape) ประสบการณ์การใช้งานรถเอสยูวีระดับพรีเมียม ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกอันน่าทึ่ง มีประสิทธิภาพและสมรรถนะที่เร้าใจ รวมไปถึงประสบการณ์การขับขี่ที่น่าตื่นเต้น”

รูปลักษณ์ภายนอกของ Kia EV9 ให้ความรู้สึกร่วมสมัยและเรียบหรู เข้ากับสไตล์อันซับซ้อนของคอนเซปต์การขับเคลื่อนที่ยั่งยืนในยุคปัจจุบัน โดยตัวรถมีระยะฐานล้อ 3,100 มม. สามารถรองรับล้อรถขนาด 21 นิ้วหรือ 20 นิ้ว ตามแต่จะเลือกใช้ ซึ่งรุ่น GT-Line AWD มีความยาวโดยรวมตลอดตัวรถอยู่ที่ 5,015 มม1. กว้าง 1,980 มม. และสูง 1,780 มม2. ทำให้มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นและร่วมสมัย ในขณะที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Kia EV9 ได้เป็นอย่างดี มาพร้อมกับ ‘Panoramic Wide Display’ ที่มีจอแสดงผลแบบคลัสเตอร์ขนาด 12.3 นิ้ว หน้าจออินโฟเทนเมนท์แบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว และจอแสดงผลสำหรับระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารขนาด 5.3 นิ้ว ช่วยให้สามารถควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างง่ายดายและส่งผ่านข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ โหมด EV ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบและควบคุมข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับ EV ทั้งหมดได้ในโหมดเดียว โดยผู้ขับขี่สามารถแก้ไขและกําหนดค่าอินเทอร์เฟซในสไตล์วิดเจ็ตได้อย่างอิสระตามต้องการ มากไปกว่านี้ โฉมด้านหน้าของ Kia EV9 ยังเป็นการแสดงออกถึงความมั่นใจ ความชัดเจน และความสงบ ด้วยเส้นสายและพื้นผิวที่ชัดเจน โดยโฉมด้านหน้าแบบ ‘Digital Tiger Face’ อันเป็นเอกลักษณ์ของรถเอสยูวีรุ่นนี้ สะท้อนถึงความพิเศษเฉพาะตัวด้วยกระจังหน้าในสไตล์ ‘Digital Pattern Lighting Grille’ และไฟหน้าแนวตั้ง ส่งให้ Kia EV9 เป็นรถเอสยูวีมีรูปลักษณ์ทันสมัยและล้ำอนาคต นอกจากนี้ ด้านหน้าแบบ ‘Digital Tiger Face’ ยังมาพร้อมดวงไฟทรงลูกบาศก์ขนาดเล็กสองแถวที่อยู่ติดกับไฟหน้าแต่ละดวงอย่างมีเอกลักษณ์อีกด้วย

รถยนต์รุ่น Kia EV9 มาพร้อมตัวเลือกระบบส่งกําลังไฟฟ้ามากมายตามมาตรฐาน Electric Global Modular Platform (E-GMP) และใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่รุ่นที่ 4 ของเกีย โดยมีการติดตั้งแบตเตอรี่ขนาด 99.8 กิโลวัตต์/ชั่วโมง ทั้งในรุ่น Kia EV9 Earth Long Range และในรุ่น Kia EV9 GT-Line AWD โดยในรุ่น Kia EV9 Earth Long Range ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 149.5 กิโลวัตต์ / 350 นิวตันเมตร ทําให้ตัวรถสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กม./ชม.ในเวลา 9.4 วินาที ส่วนรุ่น Kia EV9 GT-Line AWD มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวที่ให้กําลังรวมถึง 282.6 กิโลวัตต์ และแรงบิดรวม 700 นิวตันเมตร โดยการผสมผสานที่ทรงพลังนี้ช่วยให้เอสยูวีรุ่นนี้สามารถพุ่งทะยานขึ้นจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.3 วินาที นอกจากนี้ Kia EV9 ยังมอบความสะดวกสบายและประสิทธิภาพในการใช้งานด้วยระยะทางจากพลังงานไฟฟ้า สูงสุดถึง 680 กิโลเมตร3 ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC ซึ่งในการชาร์จแบบรวดเร็วพิเศษ (Ultra-fast Charge) 350 กิโลวัตต์ เป็นเวลา 24 นาที จะสามารถวิ่งได้เป็นระยะทางถึง 450 กิโลเมตร4 และที่สำคัญ Kia EV9 ยังมาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงมากมายซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากเกีย เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยของผู้โดยสาร อาทิ Blind-Spot Collision-Avoidance Assist (BCA), Lane Keeping Assist (LKA), Smart Cruise Control (SCC) with Stop & Go และ Forward Collision Avoidance Assist (FCA) with Junction Assist ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้ขับขี่ในสถานการณ์ที่อาจเกิดอันตรายได้ นอกจากนี้ Kia EV9 ยังมอบความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการขับขี่ ด้วยฟีเจอร์พิเศษต่างๆ เช่น Rear Cross-Traffic Collision-Avoidance (RCCA) และ Parking Collision-Avoidance Assist (PCA)

TTC Motor เดินสายจัด โรดโชว์ เปิดเกมรุกตรงเข้าหากลุ่มลูกค้าอีกครั้ง หลังเมอร์เซเดส-เบนซ์ รวมศูนย์ซื้อรถที่ไหนก็ All for ONE ราคาเดียว สต็อกเดียว มาตรฐานเดียวทั่วประเทศ

0

คุณอัครินทร์ ตั้งทวีสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์  เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี และ เมอร์เซเดส-มายบัค อย่างเป็นทางการ เผยว่า สำหรับเดือนแรกๆ ของการปรับโมเดลธุรกิจ Retail of the Future กลยุทธ์ค้าปลีกที่มีจุดมุ่งหมายในการสร้างมาตรฐานใหม่ด้านราคา ข้อเสนอและระบบการขาย พร้อมกับการยกระดับประสบการณ์ให้ลูกค้าได้รับบริการในแบบลักชัวรี่อย่างแท้จริง

เมื่อโมเดลธุรกิจปรับให้ราคาไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ การสร้างความพึงพอใจสูงสุดจากการบริการน่าจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุด ในช่วงต้นๆของการเปลี่ยนแปลง TTC Motor ต้องหาแนวทางเข้าถึงลูกค้าให้หลากหลายมากขึ้น การออกงานโรดโชว์ จึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ TTC Motor หยิบขึ้นมาใช้ งานแรกเริ่มที่  Central Eastville ลานโปรโมชั่น 2 ชั้น G ในระหว่างวันที่ 29 ก.พ. – 6 มี.ค. 2567 ตั้งแต่เวลา 10.30 – 22.00 น.

รถยนต์ที่นำมาจัดแสดงภายในงาน ประกอบด้วย

  • Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic

มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินแบบ 4 สูบแถวเรียง รหัส M282 ขนาด 1,332 ซีซี เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ รองรับน้ำมัน E85 นำเสนออีกขั้นของเครื่องยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยตัวกรองเขม่าอนุภาคขนาดเล็กที่เกิดจากการเผาไหม้ มอบพละกำลังสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,620-4,000 รอบต่อนาที ใช้เกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ (7G-DCT) สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 8.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง ราคา 2,580,000 บาท

  • Mercedes-Benz E 300 e Avantgarde

ยนตรกรรมอัจฉริยะที่พร้อมมอบทุกสิ่งที่คุณต้องการ สะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์ใหม่สุดโฉบเฉี่ยว ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน แถวเรียง 4 สูบ 4 วาล์วต่อสูบ เทอร์โบพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ 1,991 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตรที่ 1,600-4,000 รอบต่อนาที สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 5.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราคา 3,190,000 บาท

  • Mercedes-Benz GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic

มาพร้อมขุมพลังการขับเคลื่อนในรูปแบบรถปลั๊กอินไฮบริดผ่านเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ แบบ 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ และมอเตอร์ไฟฟ้า Permanently Excited Synchronous Machine มอบกำลังแรงม้ารวมสูงสุด 313 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 550 นิวตันเมตร มาพร้อมระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 6.7 วินาที ในด้านของแหล่งพลังงาน ติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Li-Ion) แรงดันสูงที่มีความจุ 31.2 kWh ช่วยให้สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าได้ไกลมากกว่า 120 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP รองรับการชาร์จพลังงานไฟฟ้าแบบกระแสตรง (DC Charge) สูงสุด 60 kWh ใช้เวลาชาร์จจาก 10 – 80% เพียง 20 นาที ส่วนการชาร์จแบบกระแสสลับ (AC Charge) รองรับสูงสุด 11 kWh ใช้เวลาชาร์จจาก 0 – 100% ในระยะเวลา 2 ชั่วโมง 45 นาที ราคา 4,180,000 บาท

ออกรถยนต์ Mercedes-Benz กับ TTC Motor เพื่อบริการก่อนและหลังการขายที่ดีที่สุด

 

“เรเว่ ออโตโมทีฟ” ผนึก “มอตโต้ อ็อคชั่น” จัดประมูล BYD ATTO 3 มือสองล็อตแรก มั่นใจคุณภาพกับ RÊVER Inspected พร้อม Warranty ต่อเนื่อง

0
BYD ATTO 3 ภาพเปิด

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ สานต่อความร่วมมือในการสร้างมาตรฐานการส่งต่อรถยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วสู่ตลาดมือสองกับ บริษัท มอตโต้ อ็อคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในผู้นำการประมูลยานยนต์ และเป็นผู้บุกเบิกการประมูลยานยนต์ออนไลน์ในไทย ร่วมจัดประมูลรถยนต์ไฟฟ้ามือสองจาก BYD เป็นครั้งแรก นำร่องด้วยรุ่นยอดนิยม BYD ATTO 3 การันตีคุณภาพด้วย “RÊVER Inspected” โปรแกรมประเมินและตรวจสอบสภาพรถอย่างรอบด้านกว่า 151 รายการ มาพรอม Warranty นานสูงสุด 8 ปี (ขึ้นอยู่กับการส่งมอบรถครั้งแรก โดยวันเริ่มต้นรับประกันเป็นไปตามที่ระบุในสมุดรับประกัน) และบริการจัดไฟแนนซ์โดยผู้ให้บริการสินเชื่อชั้นนำ (เงื่อนไขขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของผู้ขออนุมัติสินเชื่อ) ตอกย้ำการเป็นผู้นำของเรเว่ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทย พร้อมต่อยอดความเชื่อมั่นสู่การให้บริการในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า BYD มือสองที่ลูกค้าสามารถขายต่อได้ราคาดีไม่มีตก

BYD ATTO 3 1

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “จากความสำเร็จของ BYD ที่ครองใจผู้บริโภคชาวไทยด้วยยอดจดทะเบียนอันดับหนึ่งในปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา ประกอบกับความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรเว่จึงมีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับมอตโต้ อ็อคชั่น ในการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า BYD ATTO 3 ที่ผ่านการทดลองขับโดยมีระยะไมล์น้อย สภาพสมบูรณ์ทั้งตัวถังและแบตเตอรี่แรงดันสูง (High Voltage Battery) ทั้งยังผ่านการตรวจสอบอย่างพิถีพิถัน เข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามือสองซึ่งเป็นตลาดที่กำลังได้รับความสนใจเป็นวงกว้าง ลูกค้าและผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ผ่านการใช้งานแล้วจาก BYD ยังคงครบครันทั้งสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นและเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่สำคัญ ยังมาพร้อมราคาที่สมเหตุสมผลและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นอีกด้วย”

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวเสริมว่า “หลังจากที่กลุ่มธุรกิจเรเว่ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือด้านธุรกิจกับมอตโต้ อ็อคชั่น เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา วันนี้ เราพร้อมแล้วที่จะเดินหน้าร่วมกันเพื่อรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วอย่างเต็มรูปแบบกับการประมูลรถยนต์ไฟฟ้า BYD ATTO 3 มือสองอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงและรองรับความต้องการของลูกค้าได้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น นอกจากนี้ โปรแกรมการตรวจสอบประสิทธิภาพรถยนต์ไฟฟ้าอย่างรอบด้าน ‘RÊVER Inspected’ ที่ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบสภาพทั่วไป สภาพทางเทคนิค รวมถึงประสิทธิภาพและคุณภาพของแบตเตอรี่แรงดันสูง (High Voltage Battery) ยังช่วยให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า BYD สามารถกำหนดราคาขายต่อได้อย่างเหมาะสม เราเชื่อว่าหลังจากนี้จะมีรถยนต์ไฟฟ้าหมุนเวียนในตลาดและออกสู่ท้องถนนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้กลายเป็น NEV Nation ได้อย่างแท้จริงในอนาคต”

นายอรรณพ ไมเคิล เกษตระทัต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มอตโต้ อ็อคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราเชื่อว่าการผนึกพลังความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีการประมูลระหว่างมอตโต้ อ็อคชั่น และกลุ่มธุรกิจเรเว่ จะยกระดับตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามือสองขึ้นไปอีกขั้น โดยมอตโต้ อ็อคชั่น จะต่อยอดการตรวจสอบสภาพรถยนต์จากเรเว่ และจัดเกรดรถสำหรับการพิจารณาเสนอราคา เพื่ออำนวยความสะดวกสบายและสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสถานะทางทะเบียน และระบบการประมูลออนไลน์ที่มีความเสถียรสามารถรองรับผู้ประมูลออนไลน์จำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญ โปร่งใส และตรวจสอบได้ อีกสิ่งหนึ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอย่างมากคือการสร้างประสบการณ์ในการบริการที่ดีและครบวงจร ด้วยบริการหลังการขายเริ่มตั้งแต่การตรวจสอบยอดและชำระเงินภายระบบออนไลน์ payment gateway การขนส่งยานยนต์ถึงหน้าบ้าน การโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ และยังมีบริการหลังการขายอีกมากมาย เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความคุ้มค่าสู่ผู้บริโภคในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามือสองอย่างยั่งยืนต่อไป”

ทั้งนี้ โปรแกรมตรวจสภาพรถยนต์ฟ้า RÊVER Inspected มีจุดประสงค์ในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้งานว่ารถยนต์ไฟฟ้า BYD ทุกคันที่ถูกส่งต่อมายังตลาดมือสองผ่าน มอตโต้ อ็อคชั่น ได้รับการตรวจสอบและรับรองด้วยมาตรฐานสูงสุดอย่างรอบด้าน โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การประเมินสภาพ Blade Battery (SOH) นวัตกรรมอันล้ำหน้า ลิขสิทธิ์เฉพาะของ BYD ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน สามารถชาร์จไฟได้มากกว่า 5,000 ครั้งหรือกว่า 1 ล้านกิโลเมตร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามือสองจาก BYD ยังคงครบครันทั้งในแง่คุณภาพและราคาขายต่อ โดยกลุ่มธุรกิจเรเว่จะยังคงมุ่งมั่นมอบประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันล้ำหน้าที่มาพร้อมความปลอดภัย เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภค พร้อมทั้งเสริมสร้างโลกที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน

BYD ATTO 3 2

ในการประมูลครั้งนี้ เรเว่ ออโตโมทีฟ ได้นำรถยนต์ไฟฟ้า BYD ATTO 3 Extended Rangeที่ผ่านการทดลองขับจากผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ทะยอยมาเข้าร่วมประมูลจำนวน 21 คัน โดยเปิดประมูลทั้งแบบออฟไลน์สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมภายในงานและแบบออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ของ มอตโต้ อ็อคชั่น มีผู้สนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยราคาประมูลเริ่มต้นที่ 700,000 บาท และราคาประมูลสูงสุด 852,000 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (ตามอายุการใช้งานของรถและปีจดทะเบียน)

เจาะลึกช่วงล่างเบื้องหลังความดุดันบนทุกเส้นทางของ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์

0

เมื่อกล่าวถึงสมรรถนะของรถกระบะ ต้องบอกว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ครองบัลลังก์ด้านการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดได้อย่างเหนือชั้น โดยมีเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร V6 เทอร์โบคู่ อันทรงพลังเป็นจุดเด่นที่ใครๆ ก็พูดถึง แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็คือ ช่วงล่างที่ช่วยให้คนขับควบคุมรถได้อย่างมั่นใจเมื่ออยู่บนเส้นทางสมบุกสมบัน

นอกจากระบบช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนามาโดยเฉพาะให้มีปีกนกอลูมิเนียมน้ำหนักเบาทั้งบนและล่าง รวมถึงโช้คหลังที่มีระยะยืดยุบสูงพร้อมวัตต์ลิ้งก์ และแขนเต้นคู่แล้ว ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รุ่นเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร V6 ในปัจจุบัน ยังติดตั้งโช้คอัพ FOX ที่มีเทคโนโลยีแบบไลฟ์ วาล์ว ออกแบบมาเพื่อคนรักการผจญภัย ให้พร้อมเผชิญหน้าทุกความท้าทาย โดยที่แรงสั่นสะเทือนจะไม่สร้างความเสียหายให้กับแชสซีของรถ

“การเปลี่ยนโช้คอัพเดิมให้เป็นแบบไลฟ์ วาล์วแบบกึ่งแอคทีฟ นับเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการแรงสั่นสะเทือนจากการขับขี่ และเพิ่มขีดความสามารถของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์” แมตต์ เกอร์แลค วิศวกรอาวุโส ฝ่ายพัฒนาพลศาสตร์ยานยนต์ของฟอร์ด กล่าว

ในฐานะผู้ดูแลการพัฒนาช่วงล่างของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ แมตต์ให้ข้อมูลว่า “ทีมออกแบบบอกเราว่าสุดยอดรถกระบะคันนี้จะตะลุยเส้นทางสมบุกสมบันได้ด้วยความเร็วสูงกว่ารุ่นก่อนหน้า และนั่นหมายความว่าแชสซีจะรองรับการกระแทกได้มากขึ้น”

“ขณะเดียวกัน โช้คอัพ FOX แบบไลฟ์ วาล์ว ยังลดแรงสั่นสะเทือนของแชสซีได้มากกว่ารุ่นก่อนหน้าเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วระดับเดียวกัน รถคันนี้จึงนับว่าเป็นการยกระดับมาตรฐานรถกระบะขึ้นไปอีกขั้น” แมตต์ เสริม

อีกขั้นของการควบคุม

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รุ่นปัจจุบันดุดันยิ่งขึ้นเพราะโช้คอัพ FOX แบบไลฟ์ วาล์ว มอบการควบคุมทั้งแบบ พาสซีฟและกึ่งแอคทีฟ

ภายในกระบอกโช้คอัพ FOX ประกอบไปด้วยช่องบายพาสซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมันที่มีความลื่นเป็นพิเศษด้วยส่วนผสมของเทฟลอน™  ไหลผ่านภายในและภายนอกของลูกสูบและไหลกลับออกมาทางช่องบายพาส โดยวิศวกรของฟอร์ด และ FOX เองเป็นผู้พัฒนาโครงสร้างที่พิถีพิถันของ ride zone ภายในกระบอกโช้คนี้

“Ride zone เป็นกลไกที่ทำให้โช้คสร้างแรงต้านในบริเวณที่มีการสั่นสะเทือน ช่วยให้คุณนั่งรถได้สบายบนทางราบ และยังช่วยซึมซับแรงกระแทกได้ทีบนเส้นทางที่สมบุกสมบันมากขึ้น” แมตต์ กล่าว

“Ride zone นี้เองช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้รถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์” แมตต์ กล่าว “พวกเราทำงานอย่างหนักและใช้เวลานานกว่าจะวางตำแหน่งโซนต่างๆ ของโช้คอย่างแม่นยำเพื่อให้รถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ปรับการทำงานของช่วงล่างตามสภาพพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว และตอบสนองต่อการสั่งการของผู้ขับขี่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ”

แมตต์ให้ข้อมูลอีกว่าการขับขี่ใน ‘โหมดปกติ’ ของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ อาศัยการทำงานของโช้คอัพจากฟังก์ชันของระบบไลฟ์ วาล์วเพียงเล็กน้อย “เราต้องการรักษา ‘ความนุ่มสบายราวกับพรมวิเศษ’ ที่ลูกค้าประทับใจจากฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รุ่นแรกเอาไว้ โช้คอัพจึงทำงานในโหมดนี้แบบพาสซีฟเป็นส่วนใหญ่”

แต่หากใช้ ‘โหมดสปอร์ต’ โช้คอัพจะทำงานหนักขึ้นผ่านระบบไลฟ์ วาล์ว เพื่อให้รถยึดเกาะถนนได้ดีเมื่อเข้าโค้ง

“คุณอาจจะปรับรถเป็นโหมดสปอร์ตบนถนนที่ไม่คดเคี้ยวมากนัก ระบบช่วงล่างก็จะตอบสนองด้วยการสร้างแรงต้านเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเส้นทางเริ่มคดเคี้ยวมากขึ้น ระบบจะทำงานแบบแอคทีฟมากขึ้นทันที สมรรถนะของระบบที่ปรับจูนช่วงล่างได้ภายในเสี้ยววินาทีนี้เองสะท้อนให้เห็นความเป็นรถสมรรถนะสูงที่ตอบสนองต่อผู้ขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด”

แมตต์เสริมต่อว่าเทคโนโลยีไลฟ์ วาล์ว แบบกึ่งแอคทีฟ ในโช้คอัพ FOX ตอบสนองต่อโหมดการขับขี่แต่ละโหมดแตกต่างกัน ผ่านการควบคุมปริมาณน้ำมันในกระบอกโช้ค

เซ็นเซอร์รอบรถจะทำหน้าที่วัดการหมุนพวงมาลัย แรงเหยียบบนคันเร่ง แรงเบรก การเร่งของแชสซี ความเร็วรอบ และระยะห่างตัวถังจากพื้นถนน รวมกันมากถึง 500 ครั้งต่อวินาที โดยระบบไลฟ์ วาล์ว จะวางแผน วิเคราะห์ และอ้างอิงชุดข้อมูลอัลกอริทึมต่างๆ จากนั้นจึง ‘คาดการณ์และเตรียมพร้อม’ ให้รถตอบสนองต่อการขับขี่ตามรูปแบบที่ผู้ขับเลือก และตามสภาพเส้นทางที่ต้องเผชิญ

“โดยทั่วไปแล้ว ในการปรับแต่งระบบช่วงล่าง เราต้องเลือกว่าจะให้รถขับได้สบายบนทางเรียบ หรือรับแรงกระแทกได้ดีบนเส้นทางออฟโรด และยังต้องเลือกระหว่างความสามารถในการยึดเกาะถนน กับความสบายภายในห้องโดยสาร” แมตต์ กล่าว “แต่ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้ทลายกำแพงข้อจำกัดที่เคยมี โดยระบบไลฟ์ วาล์ว แบบกึ่งแอคทีฟ คือตัวช่วยสำคัญที่ช่วยให้รถตอบสนองทุกสภาพถนนได้อย่างดีเยี่ยมแบบเรียลไทม์”

 

หมายเหตุ

1 ควรศึกษาคู่มือประจำรถเสมอก่อนขับขี่ในโหมดออฟโรด ทำความรู้จักสภาพเส้นทาง และใช้อุปกรณ์นิรภัยที่เหมาะสม