Home Blog Page 159

SVOLT เปิดสายการผลิตแพ็คแบตเตอรี่ครั้งแรกของประเทศไทย เตรียมส่งมอบเป็นชิ้นส่วนหลักในรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของเกรท วอลล์ มอเตอร์ มีนาคมนี้

0

เอสโวลต์ (ประเทศไทย) เฉลิมฉลองความสำเร็จในการเปิดสายการผลิตแพ็คแบตเตอรี่ ครั้งแรกของประเทศไทย ณ โรงงานผลิตในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พร้อมส่งมอบให้กับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ รุ่นต่าง ๆ ทั้งรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ ไม่ว่าจะเป็น ORA Good Cat, HAVAL H6, HAVAL JOLION, GWM TANK 500 และ TANK 300 โดยมี นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธานฝ่ายการตลาด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประจำภูมิภาคอาเซียน นายครรชิต ไชยสุโพธิ์ รองประธานฝ่ายกิจการองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ และ นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ร่วมแสดงความยินดีในความสำเร็จครั้งนี้ โดย เอสโวลต์ และ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความร่วมมือกันมาอย่างยาวนานในประเทศจีน จวบจนก้าวเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยจะเป็นพันธมิตรหลักที่จะร่วมมือกันในการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ส่งเสริมศักยภาพของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ก้าวขึ้นสู่การเป็น Top 3 ของผู้นำด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย (xEV Leader) ภายในปี 2569

โรงงาน เอสโวลต์ (ประเทศไทย) เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญของ เอสโวลต์ เอเนอร์จี้ ในระดับสากล โดยมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจในหลากหลายส่วน ทั้งแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่สำหรับยานพาหนะสองล้อและสามล้อ ระบบการจัดเก็บพลังงาน การรีไซเคิล และอื่น ๆ ปัจจุบันโรงงาน เอสโวลต์ (ประเทศไทย) ส่งมอบชุดแบตเตอรี่ SVOLT LCTP (Low-Carbon Transition Plan) ที่ชูเทคโนโลยีอย่างเซลล์แบตเตอรี่ Short Blade L600 ให้กับผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศเป็นหลัก เพื่อตอบสนองความต้องการแบตเตอรี่ยานยนต์ให้กับเซ็กเมนต์รถยนต์ส่วนบุคคลขนาดเล็ก หรือ A Segment ในประเทศไทย โดยโรงงาน เอสโวลต์ (ประเทศไทย) จะสามารถส่งมอบแบตเตอรี่ให้กับลูกค้าทั่วประเทศได้มากกว่า 20,000 ชุด ในปีนี้

การเริ่มต้นการผลิตในครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของโรงงาน เอสโวลต์ (ประเทศไทย) ที่ประสบความสำเร็จในการผลิตแบตเตอรี่ภายในเวลาเพียงแค่ห้าเดือน ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้อย่างชัดเจน การก่อตั้งและการดำเนินโครงการนี้นับว่ารวดเร็วที่สุดของ เอสโวลต์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของความสำเร็จในการขยายการดำเนินธุรกิจของบริษัท สำหรับโรงงาน เอสโวลต์ (ประเทศไทย) ได้มีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในขั้นตอนการผลิตที่หลากหลาย เช่น การตรวจสอบและการวิเคราะห์แบบดิจิทัล รวมถึงการติดตามและการวิเคราะห์คุณภาพอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนดต่าง ๆ ภายใต้มาตรการ EV 3.5 ของประเทศไทยอีกด้วย

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธานฝ่ายการตลาด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประจำภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ได้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด และเข้ามามีบทบาทในการพลิกโฉมไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวไทยและทั่วโลก ส่งผลให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์พลังงานใหม่ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เอสโวลต์ (ประเทศไทย) ถือเป็นโรงงานผลิตแบตเตอรี่โดยแบรนด์จากประเทศจีนแห่งแรกในประเทศไทย โดยแบตเตอรี่จาก เอสโวลต์ จะใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าหลากหลายรุ่นของ เกรท วอลล์  มอเตอร์ ทั้งแบตเตอรี่ไฮบริด และแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 100% New ORA Good Cat รุ่นผลิตในประเทศ ที่เราเพิ่งเปิดสายการผลิตเป็นครั้งแรกของประเทศไทยไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในวันนี้ เอสโวลต์ (ประเทศไทย) ได้ฉลองความสำเร็จเปิดสายการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานใหม่อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ถือเป็นนิมิตหมายอันดีและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างองค์ความรู้ สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทย เราพร้อมให้การสนับสนุน เอสโวลต์ (ประเทศไทย) อย่างเต็มที่เพื่อส่งมอบรถยนต์พลังงานใหม่ที่มีคุณภาพและเทคโนโลยีล้ำสมัยให้กับผู้บริโภคชาวไทยและในภูมิภาคต่อไป”

คุณหยาง หงซิน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสโวลต์ เอเนอร์จี้ เทคโนโลยี กล่าวว่า “โรงงาน เอสโวลต์ (ประเทศไทย) แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตามปรัชญาการดำเนินธุรกิจของ เอสโวลต์ ที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าในประเทศไทย ไปพร้อมกับการผลักดันกลยุทธ์ระดับโลกของบริษัทฯ  และความสามารถในการผลิตรวมถึงเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย นอกจากนี้ โรงงานของเราจะเพิ่มความสามารถในการผลิตให้สอดคล้องกับแผนการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย รวมถึงให้ความสำคัญกับความต้องการของตลาด พร้อมมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันในตลาดได้ ยิ่งไปกว่านั้น เอสโวลต์ จะยึดมุมมองระดับโลกเพื่อทำความเข้าใจตลาดและความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้งในระยะยาว เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ที่ดียิ่งขึ้นแก่ลูกค้าชาวไทย”

‘MGC-ASIA’ ประกาศผลดำเนินงานปี 2566 ทำรายได้ 25,133 ล้านบาท เติบโต 9% เดินหน้าขยายระบบนิเวศทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

0

บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA ประกาศผลการดำเนินงานปี 2566 ทำรายได้ 25,133 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานทำได้ 711 ล้านบาท วางเป้าหมายปี 2567 สร้างการเติบโตทุกกลุ่มธุรกิจ พร้อมขยายระบบนิเวศทางธุรกิจ MGC-ASIA Ecosystem อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าครอบคลุมทุกมิติ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ตอกย้ำผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้ครบวงจร

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 25,133 ล้านบาท เติบโตขึ้น 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของรายได้กลุ่มธุรกิจจำหน่ายยานยนต์ และรายได้จากกลุ่มธุรกิจให้บริการหลังการขาย ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานทำได้ 711 ล้านบาท ลดลง 21% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการแข่งขันด้านราคาในตลาดรถยนต์ใหม่ รวมถึงการชะลอตัวของการปล่อยสินเชื่อที่น้อยลง กลุ่มบริษัทฯ จึงจัดโปรโมชันส่งเสริมการขาย เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้ออย่างต่อเนื่อง โดยสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดที่ยังเติบโตขึ้น รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่าย เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ และการปรับตัวสูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ในปี 2565 กลุ่มบริษัทฯ มีรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวทั้งหมด 3 รายการ คือ 1) กำไรจากการขายรถยนต์ และให้เช่ารถยนต์พร้อมพนักงานขับ จากงานประชุม APEC 2) รายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้ 3) ดอกเบี้ยที่เกิดจากการเข้าทำสัญญาเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างระยะยาว เพื่อใช้เป็น
ศูนย์จัดจำหน่ายรถยนต์ ดังนั้นหากไม่รวมรายการดังกล่าว จะส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรจากกิจกรรมดำเนินงานสำหรับปี 2565 และ 2566 อยู่ที่ 751 ล้านบาท และ 722 ล้านบาท ตามลำดับ ลดลง 4%

สำหรับปี 2567 MGC-ASIA มุ่งสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจครบวงจรภายใต้ MGC-ASIA Ecosystem ที่สมบูรณ์
และแข็งแกร่ง ผ่านการขับเคลื่อนการเติบโต 4 กลุ่มธุรกิจหลัก เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ ประกอบด้วย 1) กลุ่มธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ (Retail Business) กลุ่มบริษัทฯ วางเป้าหมายสร้างการเติบโตผ่านการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ เพื่อขยายฐานผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง และมีแผนร่วมลงทุนกับกลุ่มพันธมิตร ขยายธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร รองรับเมกะเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโต 2) ธุรกิจให้บริการหลังการขาย (Aftersales Service) สัดส่วนรายได้จากบริการหลังการขายมีอัตราเติบโตต่อเนื่องจากความไว้วางใจของลูกค้า โดยในปี 2566 มีจำนวนการเข้าใช้บริการ 201,051 ครั้ง เพิ่มขึ้น 11.55% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และรายได้ต่อการบริการต่อครั้งเพิ่มขึ้นจาก 17,926 บาท เป็น 18,195 บาท นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยังได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับโลกอย่าง Tesla ให้ดำเนินธุรกิจศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ไฟฟ้า Tesla Approved Body Shop (TAB) พร้อมมีแผนขยายสาขาเพื่อรองรับการเติบโตรถยนต์ไฟฟ้า 3) ธุรกิจบริการเช่ารถยนต์ ทั้งระยะสั้น ระยะยาว และพนักงานขับรถ (Car Rental and Driver Services)
ปี 2566 จำนวนรถให้เช่าระยะสั้น ภายใต้แบรนด์ ‘SIXT’ ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 40% โดยเฉพาะการเพิ่มรถยนต์ในกลุ่มพรีเมียม รองรับปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการท่องเที่ยวในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2566 รายได้รถเช่า SIXT เติบโตกว่า 40% เมื่อเทียบกับปี 2565 ด้านรถเช่าระยะยาวในปี 2566 จำนวนรถให้เช่าเติบโต 20% ทำให้ภาพรวม บจก. มาสเตอร์ คาร์เร้นเทิล มีรายได้รวมประมาณ 1,400 ล้านบาท เติบโต 10% เมื่อเทียบกับปี 2565 นอกจากนี้ภายในปี 2567 บริษัทฯ มีแผนขยายธุรกิจไปยังกลุ่มรถบรรทุกเชิงพาณิชย์ให้เช่า (Commercial Vehicle Rental) เพื่อให้บริการครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น 4) กลุ่มธุรกิจอื่นๆ (Other Services) บริษัทฯ ร่วมทุนกับพันธมิตรยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ บริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด ผู้ให้บริการธุรกิจบริการประกันภัยชั้นแนวหน้า โดยในปีงบประมาณช่วงเดือนตุลาคม 2565 ถึงกันยายน 2566 มีรายได้331 ล้านบาท เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 8% และเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่มีรายได้ 289 ล้านบาท โดยเติบโตจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่แก่กลุ่มลูกค้าเดิม รักษาอัตราการต่ออายุกรมธรรม์ที่เพิ่มมากขึ้น และขยายไปสู่ตลาดใหม่ เช่น พลังงานหมุนเวียน และโครงการโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีกำไรก่อนหักภาษีอยู่ที่ 129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ บริษัท อัลฟา เอกซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) มีพอร์ตสินเชื่อเติบโตจากปีก่อนหน้า 84% โดยมีสัดส่วนลูกค้ากลุ่มมั่งคั่ง (High Net Worth) เพิ่มขึ้นเป็น 50% ของพอร์ตสินเชื่อรวมตามเป้าหมาย และสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไรผ่านการเสนอผลิตภัณฑ์ Yacht Financing และ Wealth Lending ให้กลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ผลการดำเนินงานปี 2567 เติบโตตามเป้าหมายที่กำหนด

แรงทะลุจอ!! อีซูซุร่วมกับ เอส เอฟ เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา Digital Sound Check ชุดใหม่ล่าสุด “Gotta Xross The Line แรง… ทะลุเวิร์ส”

0
อีซูซุ ภาพเปิด

กลุ่มตรีเพชร โดย คุณปนัดดา เจณณวาสิน ประธานที่ปรึกษา และคุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมกับ โรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ โดย คุณสุวัฒน์ ทองร่มโพธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ คุณสุวิทย์ ทองร่มโพธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดงานเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา Digital Sound Check ชุดใหม่ล่าสุด “Gotta Xross The Line แรง… ทะลุเวิร์ส ” ถ่ายทอดความแรง เร้าใจผ่านMulti-verse ทั้งโลกเกม (Game Verse) และโลกมังงะ (Manga Verse) เติมเต็มความสนุกของโลกจินตนาการ สะท้อนตัวตนของผู้ใช้รถรุ่นใหม่ให้ออกไปโลดแล่นนอกกรอบ ผ่านระบบภาพและเสียงสมบูรณ์แบบของโลกภาพยนตร์ ณ โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ชั้น 7 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

อีซูซุ 1

คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “อีซูซุมีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับบริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อีกครั้งในการจัดทำภาพยนตร์โฆษณา Digital Sound Check ชุดใหม่ ซึ่งเป็นชุดที่ 14 ที่มีชื่อว่า “Gotta Xross The Line แรง… ทะลุเวิร์ส” ต้อนรับการเปิดตัวรถรุ่นล่าสุด “อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ แรง…ทะลุเวิร์ส” ไลฟ์สไตล์ปิกอัพที่ทุก Element โดดเด่น ไม่ซ้ำใครทั้งดีไซน์และสมรรถนะ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Multi-Verse สะท้อนตัวตนของผู้ใช้รถรุ่นใหม่ให้ออกไปโลดแล่นนอกกรอบ สู่มิติใหม่มีสไตล์ในแบบตัวเอง โดยได้ถ่ายทอดความแรง เร้าใจปิกอัพรุ่นล่าสุด “อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์” ผ่านMulti-verse ทั้งโลกเกม (Game Verse) และโลกมังงะ (Manga Verse) เพื่อให้ได้มุมมองภาพมิติใหม่ เติมเต็มความสนุกของจินตนาการสู่โลกแห่งความจริง ผ่านระบบภาพและระบบเสียงที่ดีที่สุดบนจอยักษ์ในโรงภาพยนตร์เครือ เอส เอฟ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตมีไลฟ์สไตล์ ซึ่งตรงกับ “อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์” ซึ่งทุกท่านจะได้สัมผัสความแรงผ่านภาพและเสียงในโรงภาพยนตร์เครือ เอส เอฟ ทุกสาขา ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป”

อีซูซุ 2

คุณสุวิทย์ ทองร่มโพธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ ให้ความสำคัญกับการมอบ ประสบการณ์บันเทิงที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าด้วยนวัตกรรมระบบภาพและเสียงเพื่อเติมเต็ม อรรถรสในการรับชม คอนเทนต์ภายในโรงภาพยนตร์อย่างสมบูรณ์แบบ รวมถึงได้ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในการสร้างสรรค์กิจกรรมทาง การตลาดรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่ม

อีซูซุ 3

ล่าสุด เอส เอฟ กับ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ได้ร่วมจัดทำภาพยนตร์โฆษณา Digital Sound Check Presented By ISUZU ชุด “Gotta Xross The Line แรง… ทะลุเวิร์ส” เพื่อสื่อสารถึงคนรุ่นใหม่ และกลุ่มลูกค้าของ เอส เอฟ ผ่านระบบภาพและระบบเสียงที่ดีที่สุดบนจอยักษ์ในโรงภาพยนตร์ โดยเฉพาะระบบเสียง Dolby Atmos ที่เป็นระบบเสียงที่ดีที่สุดในปัจจุบัน จึงทำให้ภาพยนตร์โฆษณา Digital Sound Check ชุดนี้ สามารถถ่ายทอดสมรรถนะของรถอีซูซุได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งลูกค้าจะได้รับชมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่โรงภาพยนตร์ในเครือ เอส เอฟ ทุกรอบ ทุกโรง ทุกสาขาทั่วประเทศ”

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่รับปี 2567 ด้วยยนตรกรรมใหม่ 10 รุ่นจากทั้งสามแบรนด์ ตอกย้ำจุดยืนเบอร์หนึ่งในกลุ่มยานยนต์พรีเมียม

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ครองแชมป์ตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์พรีเมียมของประเทศไทยติดต่อกันเป็นปีที่สี่ ซึ่งเป็นผลลัพธ์มาจากแนวทางของบีเอ็มดับเบิลยูในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่อนาคตแห่งยนตรกรรมที่ยั่งยืน และการส่งมอบประสบการณ์ความพึงพอใจระดับสูงสุดให้แก่ลูกค้า ด้วยผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมชั้นนำจากแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ที่สามารถทำผลงานยอดจดทะเบียนได้อย่างแข็งแกร่งในปี 2566 โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ของบีเอ็มดับเบิลยูที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่า 348% และรถยนต์ในกลุ่ม Luxury Class ที่เติบโตขึ้นกว่า 46% ทั้งนี้ ในปี 2567 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะต่อยอดความสำเร็จอย่างแข็งแกร่งด้วยการเปิดตัวทัพยนตรกรรมใหม่ถึง 10 รุ่น นำโดยบีเอ็มดับเบิลยู iX2 xDrive30 M Sport, บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport Pro, บีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport Pro, มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Classic Edition, มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน รุ่น Multitone, มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน Highlands Edition รวมถึงมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู R 1300 GS, บีเอ็มดับเบิลยู CE 02 บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR และบีเอ็มดับเบิลยู K 1600 B ตามเป้าหมายในการส่งมอบตัวเลือกที่หลากหลายครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ซึ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชั้นแนวหน้า การส่งมอบบริการระดับคุณภาพ และแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางของเรา ตลอดทั้งปี พ.ศ. 2566 ได้ส่งผลลัพธ์กลับมาเป็นความไว้วางใจของลูกค้า เรารู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ยังคงเป็นผู้นำในเซกเมนต์ยานยนต์พรีเมียมของประเทศไทยติดต่อกันเป็นปีที่สี่ นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ถึง 6 รุ่นที่เราได้นำมาเปิดตัวสู่ลูกค้าชาวไทย

และในวันนี้ เรายังคงให้ความสำคัญกับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าเช่นเดิม โดยได้นำยนตรกรรมใหม่มาเปิดตัวถึง 10 รุ่น จากทั้งแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ไปจนถึงบริการและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความต้องการ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะยังคงมุ่งสู่ความเป็นเลิศไปพร้อม ๆ กับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการและพาร์ทเนอร์ของเราทุกคน เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าในประเทศไทยของเรา”

ย่างก้าวที่แข็งแกร่งในปีที่สี่ เติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับโลก

ความสำเร็จจากการทำตลาดและกลยุทธ์การให้บริการลูกค้าร่วมกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยตลอด
ปี พ.ศ. 2566 ยังทำให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ครองตำแหน่งอันดับหนึ่งในตลาดยานยนต์พรีเมียมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสี่ปีติดต่อกัน โดยแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิ สร้างสถิติใหม่ในปีที่ผ่านมาด้วยยอดจดทะเบียนรวม 15,477 คัน เติบโตขึ้น 3% (แบ่งเป็นบีเอ็มดับเบิลยู 14,128 คัน และมินิ 1,349 คัน) ถือเป็นข้อพิสูจน์ถึงความทุ่มเทของพนักงาน ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ และพันธมิตรทุกรายในประเทศไทยของบีเอ็มดับเบิลยู ที่ได้ร่วมกันส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ระดับสูงสุดให้แก่ลูกค้า ซึ่งช่วยเสริมสร้างความภักดีต่อแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของบีเอ็มดับเบิลยูให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ในระดับโลก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งเช่นกัน โดยใน ปี พ.ศ. 2566 สามารถทำยอดขายบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และโรลส์รอยซ์ได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นยอดส่งมอบรวม 2,555,341 คันทั่วโลก เติบโตขึ้น 6.5% โดยรถยนต์ในกลุ่มพลังงานไฟฟ้า 100% มียอดขายเติบโตขึ้นถึง 74.4% จากปี 2565 คิดเป็นยอดส่งมอบทั่วโลกรวม 376,183 คัน ผลของความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งตอบรับกับเทรนด์พลังงานสะอาดที่ยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ทั้งนี้ ทางบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป มองว่าเทรนด์ความต้องการรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% จะยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อไป และคาดการณ์ว่าจะทำยอดขายได้กว่า 500,000 คัน ในปี พ.ศ. 2567 นี้

ยืนหนึ่งในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์พรีเมียมแห่งอนาคต

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ทำผลงานอย่างแข็งแกร่งในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู iX3, บีเอ็มดับเบิลยู iX, บีเอ็มดับเบิลยู i4, บีเอ็มดับเบิลยู i5, บีเอ็มดับเบิลยู i7 และมินิ คูเปอร์ เอสอี ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าจากทั้งสองแบรนด์มีอัตราการเติบโตสูงถึง 200% ในปี พ.ศ. 2566 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมียอดจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 1,604 คัน ถือเป็นการตอกย้ำถึงแนวทางของบีเอ็มดับเบิลยูในการรังสรรค์ยนตรกรรมแห่งอนาคต เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นให้แก่ทุกคน นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความต้องการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่ยังคงเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผู้บริโภค ทั้งในตลาดระดับโลกและในประเทศไทย

หนึ่งในปัจจัยความสำเร็จดังกล่าวของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มาจากการนำเสนอยานยนต์พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมียนตรกรรมไฟฟ้าให้ผู้บริโภคเลือกซื้อได้ครบ ทั้งจากแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด โดยรุ่นที่โดดเด่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู i5 รถยนต์ซีดานที่มาต่อยอดความสำเร็จของตระกูลซีรีส์ 5 ด้วยเทคโนโลยีระดับไฮคลาส ประสิทธิภาพการขับขี่ที่เหนือชั้น และรูปโฉมที่โฉบเฉี่ยวหรูหรา บีเอ็มดับเบิลยู XM 50e ที่มีรูปลักษณ์โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ความสะดวกสบายอันหรูหรา และขุมพลังที่เหนือกว่า รวมทั้ง บีเอ็มดับเบิลยู CE04 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ที่มาพร้อมขุมพลังในการขับขี่ในตัวเมือง ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% รวมถึงรุ่นล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวในงานดังกล่าวอย่างบีเอ็มดับเบิลยู iX2 และมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู CE 02

นอกจากนี้ รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในกลุ่ม Luxury Class หรือรถยนต์ระดับไฮเอนด์ของแบรนด์ ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู
ซีรีส์ 7, บีเอ็มดับเบิลยู i7, บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 8, บีเอ็มดับเบิลยู X7 และบีเอ็มดับเบิลยู XM ยังคงสร้างผลงานการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในตลาดประเทศไทย ด้วยยอดจดทะเบียนในปี พ.ศ. 2566 ทั้งหมด 668 คัน เติบโตขึ้น 46% จากปีก่อนหน้า ตอกย้ำจุดยืนของบีเอ็มดับเบิลยูในการส่งมอบสุดยอดความเป็นเลิศ นิยามใหม่ของยานยนต์ที่มีความหรูหรา และความเอ็กซ์คลูซีฟที่ไม่มีใครเทียบ

ความพึงพอใจของลูกค้าสูงสุดในประวัติศาสตร์ ตอกย้ำแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

นอกจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งในประเทศไทย บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังได้รับการประเมินคะแนน
ความพึงพอใจของผู้บริโภค (Net Promoter Score – NPS) สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งในด้านยอดขายและ
การให้บริการหลังการขายในปี พ.ศ. 2566 ด้วยคะแนนจากผลการประเมินที่ 94 คะแนน และ 90 คะแนนตามลำดับ ซึ่งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่เน้นลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง พร้อมร่วมมือกับเครือข่ายของผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศ เพื่อพัฒนาความพึงพอใจของลูกค้าให้สูงที่สุด มีบริการที่เยี่ยมยอดที่สุด และส่งมอบที่สุดแห่งสุนทรียะด้านการขับขี่ให้แก่ลูกค้าได้ในทุก ๆ ขั้นตอน

ทั้งนี้ ในช่วงปี พ.ศ. 2565-2566 บีเอ็มดับเบิลยู ได้จับมือกับผู้จำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการหลายราย เพื่อเปิดตัวโชว์รูมโฉมใหม่ในประเทศไทยกว่า 9 แห่ง ภายใต้คอนเซ็ปต์การออกแบบโชว์รูมและศูนย์บริการแบบใหม่ล่าสุด หรือ Retail Next ที่รังสรรค์บรรยากาศในการสัมผัสแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูที่ผ่อนคลายและใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้นตั้งแต่ก้าวแรก โดยบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ได้ร่วมมือกับเพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส เปิดตัวโชว์รูม เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ราชพฤกษ์ ที่มาพร้อมโชว์รูมบีเอ็มดับเบิลยู M ซึ่งได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากบีเอ็มดับเบิลยูเป็นแห่งแรกในย่านราชพฤกษ์และพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมด้วยศูนย์ BMW Premium Selection รถยนต์มือสองที่ได้รับการรับรองคุณภาพจากบีเอ็มดับเบิลยู

นอกจากนี้ ยังได้จับมือกับบริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด เดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ขยายระบบนิเวศทางธุรกิจในพื้นที่ภาคใต้ โดยปักหมุดยุทธศาสตร์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยการเปิดโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการครบวงจรอย่างเป็นทางการ ‘บีเอ็มดับเบิลยู และ มินิ มิลเลนเนียม ออโต้’ สาขาสุราษฎร์ธานี ขยายเครือข่ายครอบคลุมภาคใต้ อาทิ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, ภูเก็ต, นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, กระบี่, พังงา และอื่น ๆ รวมถึงการร่วมมือกับเนลสัน
ออโต้เฮ้าส์ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู ขยายพื้นที่ให้บริการลูกค้าในภูมิภาคตะวันออก ด้วยการเปิดตัวโชว์รูมแห่งใหม่ในจังหวัดระยอง พร้อมงบประมาณการลงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท ประกอบด้วยโชว์รูมรถยนต์และพื้นที่จัดจำหน่ายสุดโอ่อ่ากว้างขวาง รวมถึงศูนย์บริการด้านการซ่อม พร้อมด้วยศูนย์บริการด้านตัวถังและสีที่ได้รับการรับรองจากบีเอ็มดับเบิลยู เพื่อการบริการลูกค้าอย่างครบครัน และยังได้ร่วมลงทุนในการปรับโฉมโชว์รูมใหม่และขยายพื้นที่อีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น อมร รังสิต, มิลเลนเนียม ออโต้ พระรามสี่, มิลเลนเนียม ออโต้ สยามพารากอน, และมิลเลนเนียม ออโต้ อุบลราชธานี และจะยังคงมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วยคอนเซ็ปต์ Retail Next ในอีกหลายแห่งทั่วประเทศ ตลอดปี พ.ศ. 2567 นี้

อีกหนึ่งปีแห่งความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของ บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย พร้อมนำเสนอบริการใหม่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า 

ปี พ.ศ. 2566 ยังคงเป็นอีกหนึ่งปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายจากปัจจัยเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดรวม แต่
บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ก็ยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง การส่งมอบบริการใหม่ในรูปแบบดิจิทัลที่หลากหลาย และการส่งมอบบริการที่คำนึงถึงความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมา ทางบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย สามารถสร้างการเติบโตให้กับยอดสินเชื่อรวมได้อย่างแข็งแกร่งที่ 2% เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2565 โดยลูกค้าเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ หรือมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด จำนวนประมาณ 50% ยังคงให้ความไว้วางใจและเลือกรับบริการทางการเงินจากบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของการบริการและความเชื่อมั่นจากลูกค้า ตอกย้ำด้วยผลการประเมินคะแนนความพึงพอใจของผู้บริโภค (NPS Score) ซึ่งได้รับคะแนนประสบการณ์ลูกค้าสูงสุดในปีที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นถึง 10 คะแนน ในช่วงท้ายอายุสัญญาทางการเงิน แสดงให้เห็นถึงความพึงพอใจของลูกค้าตลอดระยะเวลาสัญญา

ทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ยังสร้างผลงานที่เข้มแข็งในกลุ่มธุรกิจสินเชื่อรถยนต์มือสองซึ่งเติบโตกว่า 25% ปีต่อปี มีอัตราการเข้าถึงตลาดลูกค้าองค์กรกว่า 62% สะท้อนถึงความไว้วางใจและความสำเร็จจากการมุ่งมั่นในกลยุทธ์ที่คำนึงถึงลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งจะเห็นได้จากการลงทุนเพิ่มเติมในปี พ.ศ. 2566 เพื่อพลิกโฉมประสบการณ์ลูกค้าหลากหลายรูปแบบ โดยในปีที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ได้เปิดตัว BMW Thailand Web Online Shop ซึ่งช่วยให้ลูกค้ายืนยันตัวตนรูปแบบดิจิทัล (National Digital ID – NDID) รวมทั้งการรองรับลายเซ็นดิจิทัลในการให้บริการ เพื่อให้ลูกค้าสามารถสมัครบริการทางการเงินได้อย่างสะดวกสบาย ลดกระบวนการสแกนหรืออัพโหลดเอกสาร รวมถึงช่วยลดระยะเวลา การยืนยันรายละเอียดของสัญญาให้เหลือเพียงไม่กี่คลิก โดยบริการด้านดิจิทัลเหล่านี้ช่วยประหยัดเวลาและอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าขึ้นไปอีกขั้น ช่วยให้กระบวนการประเมินเพื่ออนุมัติการปล่อยสินเชื่อเสร็จสิ้นได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที และยังทำให้กระบวนการดำเนินงานหลังบ้านเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ยังได้เปิดตัวบริการ ‘MyBMW Finance’ และ ‘MyMINI Finance’ ให้ลูกค้าเข้าถึงสัญญาทางการเงินและบริการอื่น ๆ ได้ตลอดเวลา ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่โดดเด่นและหลากหลาย ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด สร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้า และยกระดับประสบการณ์ ที่ลูกค้าได้รับจากการบริการให้ดียิ่งกว่าเดิม

นอกจากนี้ ยังได้มีการเปิดตัวธุรกิจประกันภัยพร้อมบริการประกันคุ้มครองวงเงินสินเชื่อเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า ภายใต้ชื่อ “บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด” อีกด้วย สำหรับในปี พ.ศ. 2567 บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ยังวางแผนที่จะขยายส่วนธุรกิจอย่างต่อเนื่องด้วยการนำเสนอบริการประกันรถยนต์และบริการขยายระยะเวลาการประกัน

มุ่งหน้าสนับสนุนแนวทางความยั่งยืนและโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อผลักดันอุตสาหกรรม
ยานยนต์ไทยสู่อนาคต
 

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติงานตามกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวในการสร้าง
ความยั่งยืนให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยได้ต่อยอดโครงการ BMW Service Apprentice เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านยานยนต์ไฟฟ้าให้แก่นักศึกษาอาชีวะในประเทศไทยที่มีศักยภาพ ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ของรัฐบาล เสริมศักยภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมบริการขนส่งและโลจิสติกส์ โดยมุ่งเน้นการผลักดันการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะความเชี่ยวชาญตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยมีนักศึกษาทั้งหมด 282 คนที่ได้เข้าร่วมโครงการจาก 5 สถาบัน และในส่วนของโปรแกรม Dual Excellence ที่ดำเนินการโดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ก็ได้รับนักศึกษาเข้าร่วมโครงการแล้ว
กว่า 111 คนจาก 2 สถาบัน

นอกจากนี้ เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนรุ่นใหม่สนใจในแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังได้จับมือกับ 6 องค์กรพันธมิตร ได้แก่ กลุ่มเซ็นทรัล มูลนิธิชัยพัฒนา ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย เอสซีจี โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ และเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จัดโครงการ CHOICEISYOURS 2023 ในปี พ.ศ. 2566 เพื่อเปิดให้นิสิตนักศึกษาในไทยได้เข้าร่วมกิจกรรมการฝึกอบรมและการลงมือปฏิบัติจริงเป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมได้เข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ จากองค์กรพาร์ทเนอร์ทั้ง 7 ราย ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมแรงบันดาลใจให้กับน้อง ๆ ในการต่อยอดแนวคิดด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน นอกจากนี้ นิสิตนักศึกษายังได้รับโอกาสในการไปทัศนศึกษาเยี่ยมการดำเนินธุรกิจขององค์กรพาร์ทเนอร์ เพื่อเรียนรู้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การหมุนเวียนใช้ทรัพยากรในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากร โดยรักษาคุณค่าของทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรใหม่น้อยที่สุด และจะยังคงดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องในปีนี้เช่นกัน

โครงการต่าง ๆ เหล่านี้ นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ที่ไม่เพียงแต่ต้องการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตที่ยั่งยืน แต่ยังรวมไปถึงการลงทุนกับเหล่าผู้นำและนวัตกรรุ่นใหม่ซึ่งจะช่วยผลักดันทั้งในภาคสังคมและภาคสิ่งแวดล้อมในอนาคต

Kiddie Art Gallery เชิญชมภาพวาดศิลปินน้อย ณ ฟิวเจอร์พาร์ค 23 กพ.–24 มีค. นี้

0

มูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” และศิลปินน้อย  MOTOR EXPO ส่งผลงานภาพวาด ร่วมงาน “Kiddie Art Gallery – คิดส์ สร้างสรรค์ อนาคต สดใส” นิทรรศการแสดงผลงานภาพวาด ศิลปะเยาวชนสุดสร้างสรรค์ ณ FUTURE ART LAND พื้นที่ศิลปะแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ชั้น G โซนเซ็นทรัล ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ – 24 มีนาคม 2567

ติดตามกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” ได้ที่ lomhaijai.org และ Facebook.com/LomhaijaiFoundation/

มาสด้า ชวนลูกค้าส่งภาพความประทับใจกับรถมาสด้า แชร์ประสบการณ์ความสุข “You and Mazda Moments”

0

นิยามความสุขของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บางคนมีความสุขกับการให้ บางคนสุขกับการรับ บางทีความสุขอาจหาได้จากสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเรา แม้จะเป็นความสุขเล็กๆ ในบางโมเมนต์ ไม่ว่าจะสุขอย่างไร วันนี้ มาสด้าชวนลูกค้ามาช่วยกันแชร์ภาพความสุขและความประทับใจกับรถมาสด้าคันโปรด ให้คนที่รักในการเดินทางได้อิจฉาในความสุขของการเดินทางไปกับรถมาสด้า กับกิจกรรม “You and Mazda Moments” ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวและประสบการณ์อันน่าจดจำโดยมีรถยนต์มาสด้าเป็นพาหนะคู่ใจในทุกการเดินทาง เรื่องราวและภาพความประทับใจที่ลูกค้าส่งเข้าร่วมกิจกรรมจะถูกนำขึ้นแสดงบนแกลเลอรี่วอลล์ที่บูธมาสด้าในงานมอเตอร์โชว์ 2024

โดยผู้โชคดี 100 ท่าน ที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับบัตร Starbucks Card มูลค่า 500 บาท และมาสด้าจะนำภาพความประทับใจกับรถมาสด้ามาบอกเล่าผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ จากทางมาสด้า พร้อมยังได้รับสิทธิ์เข้าชมยนตรกรรมมาสด้าก่อนใคร ในงานมอเตอร์โชว์ 2024 รอบวีไอพี ในวันที่ 25 มีนาคม 2567 ระหว่างเวลา 16:00 – 18:00 น. รวมถึงสิทธิพิเศษต่างๆ อีกมากมาย ลูกค้ามาสด้าและครอบครัวมาสด้าที่สนใจสามารถส่งภาพเข้าร่วมกิจกรรมผ่านการสแกน QR Code ได้ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 – วันที่ 21 มีนาคม 2567

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บูธมาสด้าในงาน มอเตอร์ โชว์ 2024 ครั้งนี้ จะมาพร้อมคอนเซ็ปต์การออกแบบใหม่ทั้งหมด ภายใต้แนวคิด “Memorable love of cars” เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ความสุขของลูกค้าที่มีรถยนต์มาสด้าเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตและการเดินทาง อันเป็นไปตามแนวทางของมาสด้าในการสร้างประสบการณ์ร่วมกับลูกค้า หรือ Customer Experience Management ซึ่งในปีนี้ มาสด้าได้เตรียมความพร้อมเพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าที่เข้ามาชมงานฯ และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีแห่งอนาคต รวมถึงกิจกรรมอีกมายมายเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์แห่งความสุขให้กับลูกค้า

เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างลูกค้าและแบรนด์มาสด้า ตอกย้ำถึงความสำคัญของการมีลูกค้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทุกประสบการณ์การใช้ชีวิต มาสด้าขอเชิญลูกค้ามาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความประทับใจเหล่านี้ไปด้วยกัน ผ่านกิจกรรม “You and Mazda Moments” ด้วยการแชร์ภาพความประทับใจของคุณคู่กับรถมาสด้าคันโปรดผ่านช่องทางที่กำหนด ซึ่งมาสด้าจะรวบรวมภาพความสุขของลูกค้ามาสด้าเหล่านี้มาจัดเป็น Photo Gallery โซนสุดพิเศษและจัดแสดงในงานมอเตอร์โชว์ 2024 พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ในสื่อต่างๆ ของมาสด้า โดยแบ่งเป็นโซนพิเศษให้ประชาชนที่มาเข้าชมงานฯ ได้เห็นถึงความสุขในการขับขี่ที่เกิดขึ้นกับลูกค้ามาสด้าและครอบครัว”

“เพราะความสุขของลูกค้า คือ ความสุขของมาสด้า เราต้องการส่งต่อเรื่องราวความสุขของลูกค้าผ่าน Photo Gallery ที่รวบรวมเรื่องราวและประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้ามีความสุข (Joy of Driving) รูปภาพจากการใช้งานในชีวิตจริงของลูกค้า เราปรารถนาที่จะให้ผู้เข้าชมงานมอเตอร์โชว์ มีความสุขเฉกเช่นเดียวกับครอบครัวมาสด้า เพื่อร่วมเติมเต็มประสบการณ์ดีๆ ที่มีรถยนต์มาสด้าเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิต เพื่อยกระดับประสบการณ์ความสุขในการขับขี่ และการใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้าทุกคน” นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติม

ลูกค้ามาสด้าสามารถแชร์ภาพความประทับใจที่มีร่วมกับรถยนต์มาสด้าคันโปรด ได้เพียงสแกน QR Code ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 – วันที่ 21 มีนาคม 2567 โดยจะประกาศรายชื่อผู้ที่โชคดี 100 ท่าน ที่ได้รับการคัดเลือก ผ่านทาง Facebook Mazda Thailand Official Account ในวันที่ 22 มีนาคม 2567 และจะเริ่มจัดส่งของรางวัล ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2567 เป็นต้นไป

สแกน QR Code เพื่อแชร์ภาพเข้าร่วมกิจกรรม You and Mazda Moments

หมายเหตุ:

*รางวัลบัตร Starbuck มูลค่า 500 บาท (1 ท่าน 1 รางวัล) สำหรับภาพความประทับใจของคุณคู่กับรถมาสด้าที่ได้รับการคัดเลือก เท่านั้น โดยจะประกาศรายชื่อผู้โชคดีที่ร่วมทำกิจกรรมและทำถูกต้องตามกติกา 100 ท่าน ผ่านทาง Facebook Mazda Thailand Official Account ในวันที่ 22 มีนาคม 2567 และจะเริ่มจัดส่งของรางวัล ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2567 เป็นต้นไป

*เงื่อนไขและกติกาต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.mazda.co.th

เรเว่ เปิดตัว New BYD ATTO 3 รุ่นปี 2024 ราคาสุดเร้าใจ พร้อมจัดเต็มแคมเปญงาน มอเตอร์โชว์ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า BYD ทุกรุ่น

0

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดอย่างต่อเนื่อง เปิดตัว New BYD ATTO 3 รุ่นปี 2024 ที่ผสานขุมพลัง ดีไซน์ และเทคโนโลยีล้ำสมัยไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เผยโฉมสองรุ่นย่อยใหม่ เพื่อขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้น New BYD ATTO 3 Dynamic และ New BYD ATTO 3 Premium ตกแต่งภายในด้วยโทนสีใหม่ อัปเกรดซอฟต์แวร์ และหน้าจอกลางใหญ่กว่าที่เคย พร้อมราคาคาดการณ์จำหน่าย

มร. เบนสัน เค่อ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดีไทยแลนด์ จํากัด กล่าวว่า “เราเชื่อว่า New BYD ATTO 3 รุ่นปี 2024 ซึ่งอัดแน่นด้วยสมรรถนะเหนือชั้น ดีไซน์ภายนอกและภายในที่สวยงาม พร้อมนวัตกรรมที่ชาญฉลาดยิ่งกว่ากับซอฟต์แวร์เวอร์ชันอัปเกรด จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอันหลากหลายได้อย่างลงตัว ทั้งด้านการใช้งาน ความบันเทิง และความปลอดภัยขณะขับขี่ให้สมบูรณ์แบบกว่าที่เคย ทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสอดรับกับเทรนด์ของคนยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย”

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “นับตั้งแต่ก้าวแรกที่เรเว่ ออโตโมทีฟ ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ ได้เริ่มต้นทำธุรกิจและนำรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ BYD เข้ามาทำตลาดอย่างเป็นทางการ เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้บริโภคชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าโดยมียอดจดทะเบียนมากถึง 40% เช่นเดียวกันกับรถยนต์ BYD ATTO 3 ที่ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น การันตีด้วยยอดจดทะเบียนอันดับหนึ่งรายรุ่นในประเทศไทยปี พ.ศ. 2566 ถึง 19,214 คัน วันนี้ เรเว่พร้อมแล้วที่จะสานต่อความสำเร็จกับ New BYD ATTO 3 รุ่นปี 2024 ตอกย้ำวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ‘NEW ENERGY FOR ALL’ ที่รังสรรค์นำยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานทางเลือกใหม่ที่มีทั้งสมรรถนะและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยสำหรับผู้ใช้รถทุกท่าน โดยในปีนี้เราสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้มั่นใจในการใช้รถยนต์ไฟฟ้า BYD โดยมีแผนเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศจาก 100 แห่งเป็น 200 แห่ง ที่จะคอยให้บริการท่านให้อุ่นใจเสมอเมื่อใช้รถยนต์ไฟฟ้า BYD” 

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “การเปิดตัวBYD ATTO 3 รุ่นปี 2024 จะช่วยให้ผู้บริโภคชาวไทยทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงยานยนต์พลังงานไฟฟ้าคุณภาพได้ง่ายขึ้น และ เพื่อให้ลูกค้าได้ตัดสินใจในการออกรถใหม่ในช่วงต้นปี จึงได้ออกแคมเปญมอเตอร์โชว์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า BYD ทุกรุ่นตั้งแต่วันนี้ทันที เพื่อให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจออกรถได้ทันทีโดยไม่ต้องรอถึงช่วงมอเตอร์โชว์ และเรายังมอบสิทธิประโยชน์นี้ย้อนหลังให้กับลูกค้าที่ออกรถไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 ด้วยเช่นกัน โดยแคมเปญดังกล่าวมีระยะเวลาถึงวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2567 นี้เท่านั้น และรถมีจำนวนจำกัดหมดแล้วหมดเลย”

โดดเด่นสะกดทุกสายตาพร้อมความสะดวกสบายภายในที่ครบครัน

สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกของ New BYD ATTO 3 Dynamic และ New BYD ATTO 3 Premium
มาพร้อมเสาดี (D Pillar) สีดำใหม่ ผสานกับดีไซน์ภายนอกอย่างลงตัว ให้ความรู้สึกทรงพลังในทุกเส้นสายโดดเด่นด้วย Wing Feather Dragon Crystal LED Combination Headlights หลังคา Panoramic Sunroof เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบป้องกันการหนีบ ล้ออัลลอยด์ 18 นิ้ว[1]ที่ออกแบบโดยคำนึงถึงหลักอากาศพลศาสตร์ ดีไซน์ด้านหลังสโลปลงพร้อมสปอยเลอร์ สะดวกสบายด้วยระบบเปิด-ปิดบานประตูท้ายไฟฟ้าแบบ One-Touch[2] กระจกมองข้างพับและปรับด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบทำความร้อนไล่ฝ้า โดยตัวบอดี้มาพร้อมสีขาว Frost White และสีเทา Graphite Grey

ห้องโดยสารตกแต่งภายในสไตล์ Rhythmic Interior ที่มอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยเหนือชั้นให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร มาพร้อมโทนสีใหม่น้ำเงิน-เทา และน้ำเงิน-ดำ ผสานความหรูหราและทันสมัยเข้าด้วยกันอย่างลงตัว หน้าจอกลางใหม่ใหญ่กว่าเดิม ขนาด 15.6 นิ้ว[3] ที่ปรับหมุนได้รอบทิศทาง หน้าจอแสดงผลด้านคนขับแบบดิจิทัลขนาด 5 นิ้ว จัดเต็มกับฟีเจอร์อัจฉริยะทั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันพร้อมสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงและสวิตซ์ควบคุมหน้าจอ พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง ชุดเครื่องเสียง Dirac HD Sound พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่ง[4] ให้เพลิดเพลินไปกับแอปพลิเคชันคาราโอเกะใหม่ และเชื่อมต่อ Apple CarPlay® ผ่านสาย USB และ Android Auto™ แบบไร้สาย

อัปเกรดซอฟต์แวร์ใหม่ เสริมความปลอดภัยเหนือชั้น มั่นใจได้ในทุกเส้นทาง

New BYD ATTO 3 Dynamic และ New BYD ATTO 3 Premium มาพร้อมเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยล้ำสมัยยิ่งกว่าที่เคยเพื่อมอบความอุ่นใจขณะเดินทางให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ไม่ว่าจะเป็น ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ การปิดระบบแจ้งเตือนคนข้ามถนน ปิดไฟ Daytime Running Light เมื่อใส่เกียร์ P และยังคงมีถุงลมนิรภัยด้านข้างคู่หน้า-ฝั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า[5] กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา สัญญาณเตือนรอบคัน 6 จุด[6] ระบบช่วยควบคุมการไหลของรถอัตโนมัติ ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ ระบบป้องกันการลื่นไถลขณะขับขี่ ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน ระบบช่วยเตือนการชนด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงระบบช่วยเตือนจุดอับสายตา เป็นต้น

[1] เฉพาะรุ่น Premium

[2] เฉพาะรุ่น Premium

[3] เฉพาะรุ่น Premium

[4] เฉพาะรุ่น Premium

[5] ถุงลมนิรภัยทั้งหมดประกอบด้วย

  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า-ฝั่งคนขับและผู้โดยสาร
  • ถุงลมนิรภัยด้านข้างคนขับ และผู้โดยสารตอนหน้า
  • ถุงลมนิรภัยระหว่างคนขับ และผู้โดยสารตอนหน้า
  • ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ด้านหน้าและด้านหลัง

[6] ด้านหน้า 2 จุด และด้านหลัง 4 จุด

สมรรถนะที่โดดเด่น พร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

New BYD ATTO 3 รุ่นปี 2024 ทั้งสองรุ่นย่อย New BYD ATTO 3 Dynamic และ New BYD ATTO 3 Premium มาพร้อมกับขุมพลังแบตเตอรี่ Blade Battery เอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ BYD ที่มีประสิทธิภาพสูง อายุการใช้งานยาวนาน ความจุ 50.25 กิโลวัตต์ ให้ระยะทางวิ่งตามมาตรฐาน NEDC สูงสุด 410 กิโลเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร / ชั่วโมง ภายใน 7.9 วินาที ขับเคลื่อนด้วยกำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์หรือ 201 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร และมีระบบ V to L (Vehicle To Load) เทคโนโลยีที่ใช้แบตเตอรี่จ่ายพลังงานให้กับอุปกรณ์อื่นๆ เสมือนเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเคลื่อนที่ พร้อมระบบเบรกพร้อมระบบชาร์จพลังงานกลับอัตโนมัติ (Regenerative braking) ช่วงล่างด้านหน้ามีระบบกันสะเทือนแม็คเฟอร์สันสตรัทและด้านหลังระบบมัลติ-ลิงค์ ให้ความนุ่มนวลและเกาะถนนดีเยี่ยม ใช้ระบบดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อนบริเวณด้านหน้ารถ รองรับหัวชาร์จ แบบ AC Type 2 และแบบ DC – CCS 2 สูงสุด 70 กิโลวัตต์

New BYD ATTO 3 รุ่นปี 2024 สองรุ่นย่อยใหม่ ได้แก่

  • New BYD ATTO 3 Dynamic ราคาคาดการณ์จำหน่าย 899,900 บาท พร้อมส่งมอบรถให้ลูกค้าได้หลังเดือนพฤษภาคม 2567 เป็นต้นไป
  • New BYD ATTO 3 Premium ราคาคาดการณ์จำหน่าย 949,900 บาท พร้อมส่งมอบรถให้ลูกค้าได้หลังเดือนพฤษภาคม 2567 เป็นต้นไป

ลูกค้าที่ซื้อ New BYD ATTO 3 รุ่นปี 2024 จะได้รับสิทธิประโยชน์รวมมูลค่า 200,000 บาท[1] ได้แก่

  • ดอกเบี้ย 1.98% นาน 48 เดือน
  • ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นานสูงสุด 1 ปี
  • รับ Smart Home Charger ยี่ห้อ AUTEL พร้อมบริการติดตั้ง
  • บริการบำรุงรักษา ค่าแรง ค่าอะไหล่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
  • รับประกันตัวรถ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ตลอด 24 ชั่วโมง 8 ปี
  • สายต่อพ่วงอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือ V to L
  • สายชาร์จเคลื่อนที่ AC Portable Charger
  • พรมเข้ารูป กรอบป้ายทะเบียน ฟิล์มหน้าจอ
  • ค่าจดทะเบียนรถ

 

จัดเต็มข้อเสนอสุดเร้าใจ ไม่ต้องรอมอเตอร์โชว์

เรเว่ ออโตโมทีฟ มอบข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าและผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า BYD ทุกรุ่น[2] ไม่ว่าจะเป็น เงินคืนสูงสุด 100,000 บาท, ประกันภัยชั้น 1 และ พ.ร.บ. นานสูงสุด 2 ปี, Smart Home Charger พร้อมบริการติดตั้ง และ สิทธิประโยชน์จาก RÊVER CARE กว่า 10 รายการ ระยะเวลาแคมเปญตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 – 30 เมษายน พ.ศ. 2567 โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ลูกค้าที่ซื้อ BYD DOLPHIN จะได้รับสิทธิประโยชน์รวมมูลค่า 220,000 บาท[3] ได้แก่
    • ประกันภัยชั้น 1 นาน 2 ปี พร้อม รับเงินคืน 20,000 บาท[4]
    • รับ Home Charger พร้อมบริการติดตั้ง
    • บริการบำรุงรักษา ค่าแรง ค่าอะไหล่ 8 ปี หรือ 160,000 กม.
    • รับประกันตัวรถ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
    • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ตลอด 24 ชั่วโมง 8 ปี
    • สายต่อพ่วงอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือ V to L
    • สายชาร์จเคลื่อนที่ AC Portable Charger
    • พรมเข้ารูป กรอบป้ายทะเบียน ฟิล์มหน้าจอ
    • ค่าจดทะเบียนรถ 
  • ลูกค้าที่ซื้อ BYD ATTO 3 จะได้รับจะได้รับสิทธิประโยชน์รวมมูลค่า 330,000 บาท[5] ได้แก่
    • รับเงินคืน 100,000 บาท หรือ ดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน พร้อมเงินคืน 20,000[6]
    • รับ Smart Home Charger ยี่ห้อ AUTEL พร้อมบริการติดตั้ง
    • บริการบำรุงรักษา ค่าแรง ค่าอะไหล่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
    • รับประกันตัวรถ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
    • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ตลอด 24 ชั่วโมง 8 ปี
    • สายต่อพ่วงอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือ V to L
    • สายชาร์จเคลื่อนที่ AC Portable Charger
    • พรมเข้ารูป กรอบป้ายทะเบียน ฟิล์มหน้าจอ
    • ค่าจดทะเบียนรถ
  • ลูกค้าที่ซื้อ BYD SEAL จะได้รับจะได้รับสิทธิประโยชน์รวมมูลค่า 335,000 บาท[7] ได้แก่
    • รับเงินคืน 100,000 บาท[8]
    • รับ Smart Home Charger ยี่ห้อ ABB พร้อมบริการติดตั้ง
    • บริการบำรุงรักษา ค่าแรง ค่าอะไหล่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
    • รับประกันตัวรถ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
    • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ตลอด 24 ชั่วโมง 8 ปี
    • สายต่อพ่วงอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือ V to L
    • สายชาร์จเคลื่อนที่ AC Portable Charger
    • พรมเข้ารูป กรอบป้ายทะเบียน ฟิล์มหน้าจอ
    • ค่าจดทะเบียนรถ

เตรียมยกทัพบุกงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45

เรเว่ ออโตโมทีฟ ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ ขอเชิญชวนผู้บริโภคร่วมชมและสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 และพลาดไม่ได้กับข้อเสนอสุดพิเศษรวมทั้งสิทธิประโยชน์มากมายสำหรับลูกค้าและผู้สนใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า BYD ทั่วประเทศ ติดตามการประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการได้เร็วๆ นี้ พบกันที่บูธ A18 อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567 – 7 เมษายน พ.ศ. 2567 เวลา 12.00 – 22.00 น. (วันธรรมดา) และ 11.00 – 22.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ)

[1] เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

[2] เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด และรถมีจำนวนจำกัด

[3] ออกใบกำกับภาษีและรับรถภายใน 30 เมษายน พ.ศ. 2567 และจดทะเบียนภายใน 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

[4] เฉพาะ BYD DOLPHIN รุ่น Extended

[5] ออกใบกำกับภาษีและรับรถภายใน 30 เมษายน พ.ศ. 2567 และจดทะเบียนภายใน 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

[6] BYD ATTO 3 รุ่น Standard รับประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี และ BYD ATTO 3 รุ่น Extended รับประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 2 ปี

[7] ออกใบกำกับภาษีและรับรถภายใน 30 เมษายน พ.ศ. 2567 และจดทะเบียนภายใน 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2567

[8] BYD SEAL รุ่น Dynamic รับเงินคืน 100,000 บาท และ BYD SEAL รุ่น Premium และ Performance รับเงินคืน 50,000 บาท

“กรังด์ปรีซ์” ทุ่มงบกว่า 300 ล้าน เนรมิตงานแสดงยานยนต์ระดับโลก “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 45

0

“บมจ.กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล” หรือ GPI ประกาศทุ่มงบกว่า 300 ล้านบาท เนรมิตพื้นที่กว่า 76,000 ตารางเมตร จัดงานแสดงยานยนต์ระดับโลก “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45” (THE 45th BANGKOK INTERNATIONAL MOTORSHOW 2024) ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2567 นี้

นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ สายกิจกรรมพิเศษ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ GPI เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดงานในปีนี้ว่า “สำหรับงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2024  มาในธีม The Mobility of Joyful Experiences : ประสบการณ์แห่งความสนุกของทุกการเดินทาง ที่สื่อว่า เมื่อถนนแห่งเทคโนโลยียานยนต์และการดำรงชีวิตเดินทางมาบรรจบกัน ความสวยงามของยานยนต์ เทคโนโลยีที่ท้าทายสะท้อนความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เติมเต็มความสุขและประสบการณ์แห่งความสนุกของทุกการเดินทาง และงานในครั้งนี้ยังพร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โดยล่าสุดผู้ประกอบการรถยนต์และรถจักรยานยนต์กว่า 47 แบรนด์ แบ่งเป็นรถยนต์ 35 แบรนด์ และรถจักรยานยนต์ 12 แบรนด์ เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ได้ตอบรับเข้าจองพื้นที่ในงานที่เตรียมจะจัดขึ้นปีหน้าครบทั้ง 100% แล้ว สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของค่ายรถที่มีต่อบริษัทฯ ของเราในฐานะผู้จัดงานแสดงยานยนต์ และมั่นใจต่อแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีกลุ่มลูกค้ารายใหม่ที่เป็นแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV Car) ติดต่อเข้ามาจองพื้นที่ภายในงานมอเตอร์โชว์ 2024 อีกหลายเจ้า อาทิ AION, CHANGAN, NETA, HONRI, POCCO, NEXPOINT, FIREBRIGHT และรถยนต์สัญชาติเวียดนาม VINFAST  นอกจากนี้ยังมีแบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าใหม่ๆ ที่เข้าร่วมงาน อาทิ RAPID, FELO, LYVA, ZEEHO, CF MOTO  ซึ่งทั้งหมดตอบรับเข้าจองพื้นที่แล้ว ทำให้ในปีนี้ ผู้เข้าชมงานจะได้มีโอกาสสัมผัสกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่มีให้เลือกหลายหลากรุ่น หลายแบบ อย่างแน่นอน ถือเป็นปรากฎการณ์ครั้งใหม่ที่พื้นที่จัดแสดงภายในทุกพื้นที่ในอาคารชาเลนเจอร์ ของงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ถูกจับจองเต็มไปด้วยแบรนด์รถยนต์ รถจักรยานยนต์   ทำให้งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ต้องมีการขยับขยาย สร้างการเจริญเติบโตของพื้นที่จัดแสดง ไปยังอาคารอิมแพค ฟอรั่ม ฮอลล์ 4 รวมพื้นที่จัดแสดงทั้งสิ้นกว่า 76,000 ตารางเมตร

จะเห็นได้ว่า ในช่วงการเกิดโรคระบาด เศรษฐกิจทั่วโลกถูกฟรีซ ทำให้การลงทุนในธุรกิจต่างๆลดน้อยลง  งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เป็นงานแสดงรถยนต์งานแรกของประเทศที่ได้กลับมายืนหยัด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และ อุตสาหกรรมของประเทศไทย หลังจากสถานการณ์โรคระบาดผ่อนคลาย ด้วยความตั้งใจที่ต้องการเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย การท่องเที่ยวของประเทศ  ธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการจัดงานฯ รวมถึงประชาชนคนไทยได้กลับมาพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยเงินลงทุนสำหรับการจัดงานในทุกครั้งของการจัดงาน ก่อให้เกิดกระแสเม็ดเงินกระจายรายได้ให้กับทุกภาคส่วน และในปีนี้เช่นเดียวกัน บริษัทยังคงใช้งบลงทุนกว่า 300 ล้านบาท ในการเนรมิตรพื้นที่จัดแสดง ให้เป็นพื้นที่จัดแสดงยานยนต์ที่มีมาตรฐานในระดับสากล และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่เข้ามาเดินชมภายในงาน ไม่ว่าจะเป็น การจัดพื้นที่ในการเดินชมงาน การให้มีพื้นที่เจรจาการขาย และอื่นๆ นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากบรรดาค่ายรถต่างๆ ในการออกแบบและตกแต่งบูธ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชมงานให้เข้าไปเยี่ยมชมสินค้า ซึ่งการออกแบบบูธของแต่ละค่ายต่างได้รับการพิจารณาอนุมัติโดยบริษัทแม่ในต่างประเทศ และใช้งบในการออกแบบก่อสร้างค่อนข้างสูง ซึ่งคาดว่า จะทำให้บรรยากาศของงานในปีนี้จะกลับมาเต็มไปด้วยสีสันเช่นเดิม

สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 จัดขึ้นที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 และอิมแพค ฟอรั่ม ฮอลล์ 4  เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม-7 เมษายน 2567 โดยเปิดให้เข้าชมงานเวลาตั้งแต่เวลา 12.00-22.00 น. ในวันธรรมดา และจะเปิดให้เข้าชมงานตั้งแต่เวลา 11:00 -22.00 น. ในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ ราคาบัตรเข้าชมงาน 100 บาท รับสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลรถยนต์ไฟฟ้า LUMIN  และรถจักรยานยนต์ 4 คันจากแบรนด์ HONDA YAMAHA KAWASAKI และ SUZUKI สำหรับผู้ซื้อบัตรเข้าชม สำหรับผู้จองซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ภายในงานฯ ลุ้นรับรางวัลรถยนต์ MG4 DSK และรถจักรยานยนต์ ZEEHO AE6+

นอกจากนี้บริษัทฯ ได้บริหารพื้นที่ภายในฮอลล์เพื่อรองรับให้ครอบคลุมทุกความสนใจในเรื่องยานยนต์ โดยภายในอาคารชาเลนเจอร์ จัดเต็มไปด้วยรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ทั้ง ICE , EV ,CONCEPT CAR พร้อมการเผยโฉมรถยนต์รุ่นใหม่ภายในงาน ไม่ต่ำกว่า 5 แบรนด์  ในส่วนของอาคาร อิมแพค ฟอรั่ม ฮอลล์ 4 จัดแสดง ซูเปอร์คาร์ ไฮเปอร์คาร์แรร์ไอเท็ม ที่มีเพียงคันเดียวในประเทศไทย  รถยนต์คลาสสิก  บูธอุปกรณ์ตกแต่งรถ  สินค้าและอุปกรณ์สำหรับกลุ่มผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวแนว camping

งานนี้มั่นใจว่า บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์จะสร้างผลงานที่น่าประทับใจ และสร้างรายได้จากการจัดงานในครั้งนี้จะเติบโตขึ้นกว่าปีก่อนอย่างแน่นอน

ฟอร์ด ชวนรำลึกประวัติศาสตร์วิทยุในรถไปกับ ‘ฟอร์ด เฮอริเทจ วอลต์’ เนื่องในวันวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ

0

ฟอร์ดชวนคนรักรถมาร่วมรำลึกถึงประวัติศาสตร์ของวิทยุในรถยนต์เนื่องในโอกาสวันวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ 25 กุมภาพันธ์ของทุกปี กับเรื่องราวความเป็นมาของระบบความบันเทิงบนรถยนต์ในคลังประวัติศาสตร์ออนไลน์ ‘ฟอร์ด เฮอริเทจ วอลต์’

ทราบหรือไม่ว่า ก่อนที่วิทยุจะมาอยู่บนหน้าจอทัชสกรีนของระบบความบันเทิงในรถยนต์ดังเช่นปัจจุบัน เมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว วิทยุบนรถนั้นมีขนาดใหญ่กินพื้นที่เบาะหลังทั้งหมด

การแข่งขันในวงการวิทยุ

การแข่งขันอันดุเดือดของวงการเครื่องเสียงในรถยนต์เริ่มต้นจากการออกอากาศผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี พ.ศ. 2463 ของสถานีวิทยุกระจายเสียง KDKA ทำให้ผู้ฟังรับทราบข่าวสารได้รวดเร็วกว่าการอ่านหนังสือพิมพ์ ทั้งยังทราบข่าวสารขณะเดินทางได้อีกด้วย ต่อมาในปี พ.ศ. 2465 ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายจึงเริ่มติดตั้งวิทยุแบบพกพาได้ แต่เป็นวิทยุที่มีขนาดใหญ่เทอะทะ และมีราคาสูงถึง 1 ใน 5 ของราคารถยนต์

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี ผู้ผลิตรถยนต์ค้นพบวิธีรับมือกับปัญหาคลื่นวิทยุแทรกแซงการจุดระเบิดในเครื่องยนต์และปัญหาขนาดแบตเตอรี่ที่ใหญ่เกินไปได้ มีการพัฒนาเสาอากาศและรวมวิทยุเข้าไปอยู่ในแผงหน้าปัดรถยนต์ได้ อย่างเช่น วิทยุในช่องเก็บของด้านหน้าอันโด่งดังของฟอร์ด และในปี พ.ศ. 2476 ผู้ผลิตรถยนต์ 31 ใน 33 รายได้จำหน่ายรถยนต์ที่มีวิทยุและเสาอากาศเป็นทางเลือกเสริมสำหรับผู้ซื้อ ขณะที่ฟอร์ดเริ่มออกแบบวิทยุติดตั้งตามสั่งขายพร้อมกับรถยนต์ผ่านผู้จำหน่าย

ที่มาของวิทยุบนรถฟอร์ด

ในปี พ.ศ. 2472 ชาร์ลส์ โธมัส ผู้จัดการห้องปฏิบัติการเสียงของฟอร์ด (Ford Acoustical Laboratory) ได้ทดลองติดตั้งวิทยุบนรถฟอร์ด Model A ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากถังน้ำมันที่อยู่ด้านหลังแผงหน้าปัดรถทำให้เขาต้องติดวิทยุใต้พื้นรถ และติดตั้งไม้จูนเสียงขึ้นมาเหมือนกับเกียร์ที่อยู่ระหว่างขาคนขับ ถึงแม้จะเป็นเพียงการทดลองเบื้องต้น แต่ก็เป็นแนวทางให้ฟอร์ดพัฒนารถต้นแบบขึ้นมาได้

วิทยุติดรถเครื่องแรกของฟอร์ดผลิตขึ้นโดยบริษัท Grigsby-Grunow ในปี พ.ศ. 2475 หลังจากรถฟอร์ด V8 ในตำนานเปิดตัวไม่นาน โดยวิทยุรุ่น Majestic 111 เป็นวิทยุที่ทำงานด้วยมอเตอร์ มีเครื่องรับวิทยุแบบซูเปอร์เฮทเทอร์โรดายน์ (superheterodyne receiver)  แบบ 6 หลอด มีระบบควบคุมเสียงอัตโนมัติ และมีฟีเจอร์ที่ช่วยลดเสียงรบกวนระหว่างเปลี่ยนคลื่นวิทยุ

ในปี พ.ศ. 2477 ฟอร์ดติดตั้งวิทยุขนาดกะทัดรัดจาก Philco และได้ร่วมกันพัฒนาเครื่องรับสัญญาณที่ ออกแบบให้ติดตั้งบริเวณกลางแผงหน้าปัดรถยนต์แทนที่เขี่ยบุหรี่

ความต้องการวิทยุบนรถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี พ.ศ.2475 ฟอร์ดได้ติดตั้งวิทยุบนรถที่จำหน่ายในอเมริกาไปกว่า 25,000 เครื่อง และเพิ่มเป็นกว่า 200,000 เครื่องในปี พ.ศ. 2478 ความนิยมของวิทยุในรถยนต์แพร่หลายอย่างรวดเร็ว โดยฟอร์ดนับเป็นผู้นำทั้งด้านการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีวิทยุบนรถยนต์

ยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเครื่องรับสัญญาณวิทยุเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 1950  นับจากการเริ่มติดตั้งวิทยุบนรถในทศวรรษที่ 1930 โดยพัฒนาขึ้นอย่างจริงจังและรวดเร็ว ตั้งแต่การใช้หลอดแก้วขนาดเล็ก ไปจนถึงระบบ 12 โวลต์ การนำทรานซิสเตอร์มาใช้เป็นแอมปลิไฟเออร์ จนถึงการใช้วงจรแบบผสม การนำวงจรพิมพ์มาใช้ และเปลี่ยนเป็นวิทยุทรานซิสเตอร์ในท้ายที่สุด

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ถึง 1970 วิทยุได้มีวิวัฒนาการขึ้นอีกครั้งด้วยการเพิ่มตัวเลือกเครื่องรับสัญญาณวิทยุแบบ AM/FM พร้อมเครื่องเล่นเทป และระบบค้นหาช่องสัญญาณ AM/FM และในปีพ.ศ. 2516 มีเครื่องเล่นสเตอริโอเทปเพิ่มเข้ามา ตามด้วยวิทยุ AM/FM สเตอริโอที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์พร้อมกับเครื่องเล่นเทป 8 แทร็กแบบควอดราโซนิก (quadrasonic) ในปี พ.ศ. 2522

จากนั้นเป็นต้นมา ระบบเครื่องเสียงบนรถก็มีส่วนประกอบอื่นๆ เพิ่มขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ท เครื่องเล่นซีดี ช่องต่อ MP3 และระบบสตรีมมิ่งแบบไร้สายอันเป็นที่ฮือฮา อย่างไรก็ตาม วิทยุ AM/FM ยังไม่หายไปไหน ฟอร์ดจึงได้รวบรวมข้อมูล และรูปภาพเกี่ยวกับความเป็นมาของวิทยุบนรถฟอร์ดมาให้ได้ชมกัน

รูปภาพและรายละเอียด

นายตำรวจวอลเทอร์ สตริก จากเมืองดีทรอยต์ มลรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2464 กับรถตำรวจ Model T ซึ่งมีเสาอากาศขนาดใหญ่ และมีเครื่องรับสัญญาณทางเดียวขนาดใหญ่อยู่ท้ายเบาะหลัง

 

รถซีดาน ฟอร์ด V8 รุ่นปี 1933 หรือปี พ.ศ. 2476 ซึ่งนับเป็นรถคันแรกของฟอร์ดที่มีตัวรับสัญญาณ AM ภายในรถ
ในทศวรรษที่ 1940 การออกแบบวิทยุพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และบางรุ่นก็ถอดแบบมาจากกระจังหน้าของรถฟอร์ด นวัตกรรมในยุคนั้นยังรวมถึงการตั้งคลื่นความถี่ยอดนิยมไว้ล่วงหน้าได้ด้วย
รถฟอร์ดรุ่นปี 1955 มีแผงหน้าปัดรถยนต์แบบ ‘Astra-dial’ พร้อม ‘หน้าปัดวิทยุรูปวงกลม รับกับแผงควบคุมเครื่องปรับอากาศและนาฬิกา’
ฟอร์ด ฟอลคอน รุ่นปี 1964 เป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบวิทยุที่คงรูปแบบต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ และปี พ.ศ. 2507 นี้เอง ฟอร์ดยังได้เปิดตัววิทยุที่มีเครื่องเล่นเทป 8 แทร็กแบบควอดราโซนิก (quadrasonic) ที่ใช้บนรถฟอร์ดรุ่นยอดนิยมที่เปิดตัวในพ.ศ. 2509 อย่าง มัสแตง ธันเดอร์เบิร์ด และลินคอล์น รุ่นปี 1966
เทป 8 แทร็กเป็นที่นิยมแพร่หลายในทศวรรษที่ 1970 ในขณะที่คลื่น FM เริ่มเข้ามาแทนที่ AM
ในปี พ.ศ. 2525 การเปิดตัวโซนี่ วอล์คแมน ทำให้เทปคาสเซ็ทเข้ามาแทนที่เทป 8 แทร็ก
ฟอร์ดเป็นแบรนด์แรกๆ ที่นำเทคโนโลยีแผ่นซีดีมาใช้ โดยเปิดตัวรถคันแรกที่ติดตั้งเครื่องเล่นซีดีจากโรงงาน คือ ลินคอล์น ทาวน์ คาร์ รุ่นปี 1987 ซึ่งฟอร์ดได้พัฒนาเครื่องเล่นซีดีที่มาพร้อมลำโพง 140 วัตต์ 12 ตัว ที่ให้คุณภาพเสียงราวกับอยู่ในคอนเสิร์ต ภายใต้ความร่วมมือ 2 ปีกับ JBL
ฟอร์ดเปิดตัว SYNCÒ รุ่นแรก เป็นระบบความบันเทิงที่รับได้ทั้งคลื่นสัญญาณ AM/FM และยังเชื่อมต่อและควบคุมโทรศัพท์มือถือหรือเครื่องเล่นผ่าน USB ได้ในปี พ.ศ. 2550
แนะนำ SYNCÒ 3 ระบบความบันเทิงเจเนอเรชันใหม่ของฟอร์ดที่มอบประสบการณ์การใช้งานที่สะดวกสบาย และลดความซับซ้อน
ปัจจุบัน เครื่องเสียงในรถฟอร์ดมาพร้อม SYNCÒ ซึ่งเป็นระบบความบันเทิงสุดล้ำ พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เติมความมั่นใจรับซัมเมอร์ด้วยแคมเปญ “Travelling along with Confidence”

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย มอบความห่วงใยผ่านข้อเสนอและการบริการหลังการขายสุดพิเศษให้กับลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่น ตอบโจทย์ทุกการขับขี่และการโดยสารสู่การเดินทางครั้งใหม่ในช่วงซัมเมอร์ ให้ทุกไลฟ์สไตล์ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นใจด้วยแคมเปญ Travelling along with Confidence เมื่อลูกค้านำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฯ อย่างเป็นทางการ สำหรับรถยนต์

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกรุ่น (รวม Van model) ทุกช่วงอายุรถยนต์ ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 – 31 มีนาคม 2567 และมียอดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 25,000 บาทขึ้นไป รับฟรี! บัตรกำนัลผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ (MB Tires) มูลค่าสูงสุด 10,000 บาท สำหรับสินค้าและบริการ ดังนี้

  • ลูกค้าที่เข้ารับบริการทุกประเภท ณ ศูนย์บริการฯ อาทิ งานเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และงานบำรุงรักษาทั่วไป (ไม่รวมงานซ่อมสีและตัวถัง)
  • ลูกค้าที่ซื้อสินค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ คอลเลคชั่น และสินค้าประดับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์
    (MB Accessories & Collections)
  • ลูกค้าที่เปลี่ยนยาง MB Tires
  • ลูกค้าที่ต่ออายุบริการ MMC หรือซื้อบริการเสริม Digital Extras ผ่าน URL Link หรือ QR Code ที่ได้รับจากศูนย์บริการฯ เท่านั้น
  • ลูกค้าที่ซื้อแพ็กเกจ MBSP จากศูนย์บริการฯ

บริษัทขอสงวนสิทธิ์เฉพาะสินค้าและบริการตามประเภทที่กำหนดเท่านั้น ค่าอะไหล่และค่าแรง ก่อนคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม และเฉพาะกรณีที่ลูกค้าเป็นผู้ชำระเงินค่าสินค้าและบริการเท่านั้น ไม่รวมลูกค้าที่เข้ารับบริการตามการรับประกัน (Warranty) ปกติ งาน Internal หรืองานเคลมประกันภัย

ผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ (MB Tires) ออกแบบมาเพื่อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกรุ่นโดยเฉพาะ มาพร้อมการยึดเกาะถนนที่เสถียรและมีประสิทธิภาพในทุกสภาพอากาศ ด้วยวัสดุที่มีคุณภาพและมีลักษณะแรงต้านการหมุนของล้อที่ต่ำ ทำให้การขับเคลื่อนของรถยนต์เป็นไปอย่างสะดวกสบาย พร้อมยกระดับความปลอดภัยในทุกเส้นทางของการขับขี่และการโดยสาร

สำหรับเงื่อนไขและรายละเอียดเพิ่มเติมของการใช้บัตรกำนัลผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ (MB Tires) มีดังนี้

  • บัตรกำนัลสามารถใช้ได้ในการเข้ารับบริการระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 – 31 ธันวาคม 2567 ณ ศูนย์บริการทุกแห่งที่เข้าร่วมโครงการ MB Tires
  • รถยนต์ 1 คัน (หมายเลขตัวถัง) สามารถใช้สิทธิบัตรกำนัลได้เพียง 1 ใบ เท่านั้น
  • ในการใช้สิทธิ ลูกค้าต้องแสดงบัตรกำนัลฉบับจริงเท่านั้น กรณีบัตรกำนัลสูญหายหรือชำรุด ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิไม่รับผิดชอบ หรือชดเชยความเสียหายดังกล่าว
  • บัตรกำนัลสามารถใช้เป็นส่วนลดเมื่อนำรถเข้ารับบริการเปลี่ยนยาง MB Tires ตั้งแต่ 2 เส้นขึ้นไปที่ศูนย์บริการฯ ที่เข้าร่วมโครงการ MB Tires เท่านั้น
  • บัตรกำนัลสามารถใช้เป็นส่วนลดสำหรับยาง MB Tires 1 เส้น (ที่มีมูลค่าน้อยที่สุด) มูลค่าส่วนลดไม่เกิน 10,000 บาท
  • บัตรกำนัลสามารถใช้เป็นส่วนลดเฉพาะค่ายาง MB Tires ไม่รวมค่าแรงและไม่สามารถแลกเปลี่ยน หรือทอนเป็นเงินสดได้

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://mb4.me/CS_SpecialOffers สอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 41 แห่ง ทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือโทร 1250 ทั้งนี้ เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดตรวจสอบรายละเอียดกับตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง