Home Blog Page 17

“เอ็มจี” เน้นสร้างประสบการณ์ความประทับใจ และรอยยิ้มให้ลูกค้า ชูการบริการพาแบรนด์ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ ผ่าน MG SMILE

0
เอ็มจี่ 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ประกาศยกระดับมาตรฐานของการบริการ เพื่อปณิธานสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าแบบครบวงจร ครอบคลุมทุกจุด ตั้งแต่กระบวนการทำงานภายในบริษัท สู่บุคคลภายนอกทั้งการแนะนำลูกค้าตั้งแต่มองหารถคันแรกจนถึงบริการหลังการขาย ด้วยการดูแลลูกค้าด้วยใจ ใส่ใจในทุกขั้นตอน พร้อมส่งมอบรอยยิ้มและความประทับใจในทุกช่วงเวลาของการใช้งานรถยนต์ เอ็มจี ควบคู่กับการขับเคลื่อนแนวคิด “IN THAILAND FOR THAILAND” หรือ “อยู่ในไทย เพื่อไทย” ที่มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทย พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านเทคโนโลยียานยนต์และบริการมาตรฐานระดับโลก เพื่อสร้างความผูกพันและความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าในทุกช่วงเวลาสำคัญของการเดินทาง

เอ็มจี่ 2

MG SMILE” เปรียบเสมือนหนึ่งเป้าหมายสูงสุดในการสร้างประสบการณ์การบริการให้กับลูกค้าด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่จะเชื่อมโยงทุกหน่วยงานของ เอ็มจี เข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับและสร้างมาตรฐานการส่งมอบประสบการณ์ลูกค้าอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมเส้นทางประสบการณ์ลูกค้าตั้งแต่ ด้านประสบการณ์การขาย ตลอดจนด้านบริการหลังการขาย มีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างความพึงพอใจและรอยยิ้มของลูกค้า บ่งบอกถึงความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้กับ เอ็มจี ซึ่งสะท้อนความตั้งใจขององค์กรในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีในทุกขั้นตอนการให้บริการ

เอ็มจี 3

สำหรับด้านประสบการณ์การขาย ได้ออกแบบการบริการเพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าตั้งแต่ช่วงต้น
ของการตัดสินใจซื้อ ให้มีความโปร่งใส เป็นมิตร และช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกรถที่เหมาะสมกับตนเองได้อย่างมั่นใจ โดยยึดหลักสำคัญ ได้แก่ การให้คำแนะนำโดยไม่กดดันการตัดสินใจ ความชัดเจนและโปร่งใสในทุกข้อมูล และสนับสนุนการตัดสินใจที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า

เอ็มจี 4

ถ่ายทอดผ่าน 5 Smile Moments” ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์เชิงบวกในทุกขั้นตอน ได้แก่

  • ความประทับใจแรกจากการต้อนรับและการให้ข้อมูลเบื้องต้นอย่างเป็นมิตร (First Contact Smile)
  • การแนะนำรถยนต์ที่เหมาะสมกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างเข้าใจ(Discovery & Recommendation Smile)
  • ประสบการณ์ทดลองขับที่ช่วยให้ลูกค้าสัมผัสสมรรถนะและสร้างความมั่นใจ (Test Drive Experience Smile)
  • การให้ข้อมูลราคาและการเงินอย่างชัดเจน โปร่งใส และเข้าใจง่าย (Transparent Pricing & Finance Smile)
  • โมเมนต์แห่งความสุขในวันส่งมอบรถ มอบประสบการณ์การเริ่มต้นการเดินทางใหม่กับ เอ็มจี อย่างราบรื่นและน่าประทับใจ (Delivery Day Celebration Smile)

เอ็มจี 6

ในขณะเดียวกัน ด้านบริการหลังการขาย (Service Journey) ได้พัฒนาเพื่อยกระดับประสบการณ์การดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องหลังการส่งมอบรถ ให้มีความสะดวก โปร่งใส และสร้างความมั่นใจในระยะยาว โดยยึดหลักสำคัญ ได้แก่ ความสะดวกในการเข้ารับบริการ ความชัดเจนในทุกขั้นตอน และความมั่นใจในการดูแลอย่างต่อเนื่อง

เอ็มจี 7

พร้อม 6 Smile Moments” ที่สะท้อนการดูแลลูกค้าในทุกช่วงของการใช้งาน ได้แก่

  • การนัดหมายเข้ารับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และไม่ยุ่งยาก (Service Booking Smile)
  • ประสบการณ์การเข้ารับบริการและลงทะเบียนที่ราบรื่นและเป็นระบบ (Service Arrival & Check-in Smile)
  • ประสบการณ์ระหว่างรอรับบริการที่สะดวกสบายและสบายใจ (Waiting Experience Smile)
  • คุณภาพงานบริการที่ได้มาตรฐาน รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ (Service Quality & Speed Smile)
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความอุ่นใจทุกการเดินทาง (24/7 Roadside Assistance Smile)
  • การติดตามและดูแลหลังการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า (Follow-up & Relationship Smile

เอ็มจี 10

มร. ต๋า เซิน เซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด เผยว่า “เอ็มจี เชื่อว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่บุคลากรและประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับในทุกจุดของการบริการด้วยเช่นกัน MG SMILE” เป็นปณิธานของเราในการทำให้ “รอยยิ้ม” ของลูกค้าเป็นตัววัดความสำเร็จที่แท้จริง ตั้งแต่ก้าวแรกที่ลูกค้าเดินเข้ามาที่ เอ็มจี ไปจนถึงทุกการดูแลตลอดการใช้งาน สิ่งนี้สอดคล้องกับค่านิยมหลักของเรา “IN THAILAND FOR THAILAND” หรือ “อยู่ในไทย เพื่อไทย” ที่ผลักดันให้เราพัฒนาทุกโชว์รูมและศูนย์บริการสู่ “User Relationship Operation Center” หรือ ศูนย์กลางการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า เพราะเราเชื่อว่าความยั่งยืนของแบรนด์เกิดจากการฟังและพัฒนาจากประสบการณ์จริง
ของลูกค้า ทั้งหมดนี้ สะท้อนแนวทางของ เอ็มจี ที่มุ่งสร้างความแตกต่างด้วยคุณค่าและคุณภาพผลิตภัณฑ์ และทุกบริบทที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ     เอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

 

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” ต้อนรับ The new S-Class ในคาราวานระดับโลก “140 Years. 140 Places.” ปักหมุดประเทศไทยสู่จุดหมายหลักของแคมเปญเฉลิมฉลองแห่งปี ซึ่งครอบคลุม 6 ทวีปทั่วโลก

0
เมอร์เซเดส-เบนซ์ 1

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จัดงานเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ (140 Years of Innovation) ภายใต้แคมเปญ “140 Years. 140 Places.” รับการมาเยือนของคาราวานระดับโลก นำโดย The new S-Class รถยนต์ระดับแฟล็กชิปของแบรนด์ที่เดินทางมาจัดแสดงในประเทศไทยเป็นครั้งแรก หลังการเปิดตัวแบบ World Premiere เมื่อต้นปีที่ผ่านมา พร้อมเปิดโอกาสให้คนไทยได้เป็นเจ้าของ The new Mercedes-Maybach S-Class ที่มีให้เลือกทั้งแบบ MANUFAKTUR package และรุ่นพิเศษอย่าง Mercedes-Maybach S 580 e Night Series ที่วางจำหน่ายในราคา 14,000,000 บาท แบบจำนวนจำกัดเพียง 16 คัน ในประเทศไทย เพื่อฉลองความสำเร็จในการขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-มายบัค อย่างเป็นทางการ ทั้ง 10 แห่ง รวมถึงการยกระดับความสะดวกสบายของลูกค้าแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ให้สามารถเข้ารับบริการได้ที่ตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการฯ ทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่งสอดคล้องไปกับกระแสการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรถยนต์ในเซกเมนต์ Top-End Luxury และรถยนต์สมรรถนะสูงในประเทศไทย

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 2

ภายในงาน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เนรมิต Community Space ของคนรักรถอย่าง “DAS HAUS BKK” ให้กลายเป็นพื้นที่เฉลิมฉลองหมุดหมายครั้งสำคัญของโลกแห่งยานยนต์ โดยมีการจัดแสดงรถยนต์ในกลุ่ม Mercedes-Benz Classic Car หลากหลายรุ่น สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางมรดกและประวัติศาสตร์อันยาวนาน พร้อมเชื่อมโยงเรื่องราวแห่งความสำเร็จในอดีตสู่ยุคปัจจุบันด้วยการจัดแสดง The new S-Class ที่ทีมงานชาวเยอรมันเดินทางขับขี่ข้ามทวีปมาจนถึงกรุงเทพฯ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์ระดับโลกและเป็นส่วนหนึ่งของ Mercedes-Benz Club ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกและแฟนๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ จากทั่วทุกมุมโลก

มร. คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราได้มีการสื่อสารอย่างต่อเนื่องว่าในปีนี้เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของทั้งเมอร์เซเดส-เบนซ์ และผู้คนที่หลงใหลในยนตรกรรม เนื่องในโอกาสครบรอบ 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ (140 Years of Innovation) นับตั้งแต่คาร์ล เบนซ์ (Carl Benz) จดสิทธิบัตรในการสร้างรถยนต์คันแรกของโลกเมื่อปี ค.ศ. 1886ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการของการเดินทางมาจนถึงปัจจุบัน โดยตลอดช่วงศตวรรษ

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 3

ที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีบทบาทในฐานะผู้บุกเบิกนวัตกรรมยานยนต์ ทั้งในด้านเทคโนโลยี ที่ล้ำสมัยและระบบความปลอดภัยที่ถูกประยุกต์ใช้ในรถยนต์ของทุกยุคสมัย ไปจนถึงการพัฒนาสมรรถนะการขับขี่และความสะดวกสบายที่เหนือชั้น และเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนารถยนต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก

โดยหนึ่งในแคมเปญเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คือกิจกรรม “140 Years. 140 Places.” การเดินทางในรูปแบบคาราวานข้ามทวีป พร้อมการเผยโฉม The new S-Class ที่จะนำขบวนไปพบเจอกับผู้ที่หลงใหลในแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ จากทั่วทุกมุมโลก โดยเดินทางขับขี่ด้วยระยะทางรวมกว่า 50,000 กิโลเมตร ผ่าน 6 ทวีปทั่วโลก เริ่มต้นที่ Mercedes-Benz Museum ในเมือง Stuttgart ประเทศเยอรมนี ไปยังมีจุดหมายที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญกว่า 140 แห่ง เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกของ Mercedes-Benz Club และแฟนๆ ทุกคน ได้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับแบรนด์อย่างใกล้ชิด รวมถึงการจัดกิจกรรม Meet & Greets และการโชว์เคสสุดพิเศษที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และสำหรับประเทศไทย เราได้รับเลือกเป็นจุดหมายสำคัญของการเดินทาง ในครั้งนี้ ซึ่งคาราวาน The new S-Class ได้เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยทางจังหวัดอุบลราชธานี ผ่านพื้นที่เขาใหญ่ และเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ โดยมีกำหนดการที่จะมุ่งหน้าสู่หัวหินและหาดใหญ่ ก่อนจะไปยังจุดหมายถัดไปที่ประเทศมาเลเซีย”

 

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 5

 

นอกจากการเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำของรถยนต์ในเซกเมนต์ Top-End Luxury ด้วยการประกาศขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการเมอร์เซเดส-มายบัค อย่างเป็นทางการ เพิ่มขึ้นอีก 7 แห่ง รวมเป็น 10 แห่ง ที่พร้อมเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบแล้ววันนี้ โดยจากความสำเร็จในครั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดโอกาสให้ลูกค้าชาวไทยเป็นเจ้าของสุดยอดยนตรกรรม The new Mercedes-Maybach S-Class รุ่นปรับโฉม ที่เพิ่งเปิดตัวสู่ตลาดโลกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมาพร้อมโปรแกรมการตกแต่งรถยนต์แบบ MANUFAKTUR package ที่ลูกค้าสามารถเลือกออกแบบรถยนต์ในแบบฉบับของตัวเองโดยไม่จำกัดรูปแบบที่ตายตัว ตั้งแต่การใช้โทนสีที่เป็นเอกลักษณ์ การเลือกใช้วัสดุขั้นสูง และการตกแต่งด้วยงานแฮนด์เมดรอบคัน

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 6

และอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์สำคัญ คือการเปิดจำหน่าย Mercedes-Maybach S 580 e Night Series ในราคา 14,000,000 บาท แบบจำนวนจำกัดเพียง 16 คัน ในประเทศไทย โดยในรุ่น Night Series จะโดดเด่นด้วยชุดแต่งที่ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนโครเมียมแบบ Dark Chrome และพื้นผิวตัวถังที่มีความเงางามระยิบระยับเปรียบเสมือนเพชรที่ได้รับการเจียระไนอย่างประณีต รวมถึงการตกแต่งภายในห้องโดยสารที่ยกระดับความหรูหราขึ้นไปอีกขั้น มาพร้อมสีตัวถังที่ให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งในโทนสีเทา สีดำ และสีขาว จนไปถึงสีทูโทนสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ผสานคู่สีระหว่างสีดำ Onyx Black และสีเงิน Mojave Silver ได้อย่างลงตัว สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ตัวแทนจำหน่าย Mercedes-Maybach อย่างเป็นทางการ ทั้ง 10 แห่ง ตามรายชื่อดังต่อไปนี้

  1. บริษัท แอทต้า ออโต้เฮ้าส์ จำกัด (ATTA Autohaus)
  2. บริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด (Benz BKK Group)
  3. บริษัท เบนซ์ บีเคเค วิภาวดี จำกัด (Benz BKK Vipawadee)
  4. บริษัท เบนซ์ พระราม 3 จำกัด (Benz Praram 3)
  5. บริษัท เบนซ์ ราชครู จำกัด (Benz Rajchakru)
  6. บริษัท ทองหล่อ-รามอินทรา จำกัด (Benz Thonglor)
  7. บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด (Primus Autohaus)
  8. บริษัท สวนหลวง ออโต้เฮ้าส์ จำกัด (Suanluang Autohaus)
  9. บริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด (Thonburi Phanich)
  10. บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด (TTC Motor)

ลูกค้าที่สนใจรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่ง ทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือโทร 1250 และติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

 

 

“Honda One Make Race 2026” แถลงยิ่งใหญ่ เดินหน้าความมันส์ปีที่ 6 เปิดกฎใหม่ “Honda City Challenge” ดันเกมเดือด เปิดสนามแรก 5-7 มิ.ย.นี้

0
Honda One Make Race 2026 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โดย กรังด์ปรีซ์ มอเตอร์สปอร์ต  โปรโมเตอร์มอเตอร์สปอร์ตชั้นนำของไทย และพันธมิตรหลัก ประกาศเดินหน้าจัดการแข่งขัน มอเตอร์สปอร์ตชั้นนำของประเทศไทย รายการ “Honda One Make Race 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ติดต่อกันชิงชัยทั้งสิ้น 4 อีเวนต์ 8 สนาม ชูโรงด้วยรุ่น “Honda City Challenge” ที่ปรับกติกาใหม่ เปิดกว้างด้านการโมดิฟายมากขึ้น พร้อมรางวัลใหญ่สำหรับแชมป์ประจำปีเพียงหนึ่งเดียว กับโอกาสร่วมทีมแข่งในเครือ Honda Racing Corporation (HRC) สัมผัสประสบการณ์ลุยศึกดวลความเร็วระดับโลก รายการ “ซูเปอร์ ไทคิว 2026” ที่ประเทศญี่ปุ่น ในสนามฟูจิ สปีดเวย์ สนามแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตมาตรฐาน FIA พร้อมดึงคลาสระดับตำนานอย่าง “Honda Pro Cub” กลับมาสร้างความมันส์เอาใจคอเรซซิ่งตัวจริง และสานต่อรุ่น “Honda Club” เพื่อปูทางนักแข่งสมัครเล่นสู่เส้นทางนักแข่งระดับอาชีพ เตรียมเปิดฉากสนามแรกระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2569 ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

Honda One Make Race 2026 2

งานแถลงข่าวเปิดฤดูกาลใหม่ของศึก Honda One Make Race 2026 จัดขึ้นวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 โดยมี คุณอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดการแข่งขัน เป็นประธานในงาน พร้อมด้วย คุณพฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกสมาคมราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  คุณรัชนี จิรถาวรกุล ผู้จัดการทั่วไปหน่วยงานการตลาดและวางแผนผลิตภัณฑ์ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด  และคุณศิลป์  ธีรนิติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส63 โปรเจค จำกัด  ร่วมกันแถลงข่าวจัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ

ศึก Honda One Make Race เริ่มจัดการแข่งขันครั้งแรกในปี 2021 ภายใต้ชื่อ “Honda City Hatchback One Make Race” ก่อนยกระดับสู่รายการ “Honda One Make Race” ในเวลาต่อมา และกลายเป็นหนึ่งในรายการมอเตอร์สปอร์ตที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากแฟนความเร็วชาวไทย

 สำหรับฤดูกาล 2026 “กรังด์ปรีซ์ มอเตอร์สปอร์ต” ได้ประกาศปรับเปลี่ยนกฎการแข่งขันครั้งสำคัญ เพื่อเพิ่มความสดใหม่และยกระดับความเข้มข้นของเกมการแข่งขัน โดยเฉพาะในรุ่น “Honda City Hatchback One Make Race” ที่ถูกปรับรูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อ Honda City Challenge การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มาพร้อมกฎด้านเทคนิคที่เปิดกว้างมากขึ้น เพื่อให้แต่ละทีมสามารถปรับแต่งและโมดิฟายรถแข่งได้อย่างอิสระ ส่งผลให้การแข่งขันจากเดิมที่เป็น “One Make Race” ภายใต้สเป็กพื้นฐาน ถูกยกระดับสู่รถแข่งที่เร็วและแรงยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มความดุเดือดของเกมการแข่งขันให้เข้มข้นกว่าเดิม

นอกจากนี้ แชมป์ประจำปีของรุ่น “Honda City Challenge” จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมแข่งขัน
ในศึกมอเตอร์สปอร์ตสุดยิ่งใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น รายการ “ซูเปอร์ ไทคิว 2026” สนามสุดท้าย ณ สนามฟูจิ สปีดเวย์ ในรุ่น TCR ร่วมกับทีมแข่งในเครือ HRC อย่าง M&K Racing โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีนักแข่งไทยอย่าง “วี” ธนาศิวณัฐ พงสินณัชอาชัญ และ “กอล์ฟ” ประพจน์ ชื่นวิจิตร ได้รับโอกาสเข้าร่วมการแข่งขัน พร้อมสามารถคว้าโพเดียมกลับมาครองได้สำเร็จ

ขณะเดียวกัน ยังมีการเปิดตัวการแข่งขันรุ่น “Honda Pro Cup” ที่กลับมาอีกครั้ง เพื่อเติมความเข้มข้นให้กับสุดสัปดาห์การแข่งขัน และเอาใจแฟนมอเตอร์สปอร์ตสายฮอนด้าโดยเฉพาะ โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 Class ได้แก่ Honda Pro Cub Class 1 ใช้กฎด้านเทคนิคเดียวกับการแข่งขัน ซูเปอร์ ทัวร์ริ่ง ชิงแชมป์ประเทศไทย และ Honda Pro Cup Class 2 สำหรับรถแข่งเครื่องยนต์แคมเดี่ยว N/A Modify

 

นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดการแข่งขัน กล่าวว่า “ในปีนี้ กรังด์ปรีซ์ มอเตอร์สปอร์ต ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับให้การแข่งขัน Honda One Make Race มีความสดใหม่ เข้าถึงทีมแข่ง นักแข่ง และผู้ชมมากขึ้น เราเปลี่ยนจาก Honda City Hatchback One Make Race สู่ Honda City Challenge ด้วยการปรับกติกาทางเทคนิค เพื่อให้ทีมแข่งและนักแข่งมีอิสระในการเซตอัปรถมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่เกมการแข่งขันที่เข้มข้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน ขณะเดียวกัน แชมป์ประจำปีของรุ่นนี้ ยังจะได้รับรางวัลใหญ่คือ สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันในรายการ ซูเปอร์ ไทคิว สนามสุดท้าย ที่สนามฟูจิ สปีดเวย์ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ล้ำค่าสำหรับนักแข่งไทยทุกคน”

Honda One Make Race 2026 4

“นอกจากนี้ จากเสียงเรียกร้องของแฟนมอเตอร์สปอร์ต เราได้นำการแข่งขันรุ่น Honda Pro Cup กลับมาอีกครั้ง ซึ่งแฟนฮอนด้าจะทราบดีว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่มีความเข้มข้นสูง เพราะรวบรวมรถแข่งฮอนด้าชั้นนำของไทยมาแข่งขันในสนามเดียวกัน โดยในปีนี้จะแข่งขันทั้งหมด 2 Class ได้แก่ Class 1 ภายใต้กฎเทคนิคของ ซูเปอร์ ทัวร์ริ่ง และ Class 2 สำหรับรถแข่งเครื่องยนต์ N/A ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยสร้างกระแสความนิยมให้กับ Honda One Make Race ได้อย่างมาก”

“ส่วนตารางการแข่งขัน เรายังคงร่วมเดินทางกับรายการ พีที แม็กซ์นิตรอน เรซซิ่ง ซีรีส์ ทั้ง 3 อีเวนต์ โดยเริ่มต้นสนามแรกที่ จ.บุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายนนี้ ก่อนปิดฤดูกาลอย่างยิ่งใหญ่ที่ สงขลา กรังด์ปรีซ์ สนามสตรีทเซอร์กิตอันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย ในเดือนตุลาคม”

นอกจากนี้ ในอีเวนต์ที่ 2 เรายังร่วมแข่งขันในสุดสัปดาห์เดียวกับรายการ RAAT Thailand Endurance Championship 2026 ซึ่งผมเชื่อว่าทุกเรซ จะยังคงเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เข้มข้น และการลุ้นแชมป์ที่สนุกตลอดทั้งฤดูกาล พร้อมถ่ายทอดสดผ่านหลากหลายช่องทางเพื่อแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยเช่นเคย” นายอโณทัย กล่าวทิ้งท้าย

ทางด้าน คุณรัชนี จิรถาวรกุล ผู้จัดการทั่วไปหน่วยงานการตลาดและวางแผนผลิตภัณฑ์ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก ฮอนด้ามองว่า Honda One Make Race ไม่ได้เป็นเพียงแค่เพียงการแข่งขันรถยนต์ แต่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่เชื่อมโลกของมอเตอร์สปอร์ตเข้ากับชีวิตของลูกค้าฮอนด้า การแข่งขันนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงสมรรถนะและเทคโนโลยีของฮอนด้าที่อยู่ในรถที่ลูกค้าใช้จริง ว่าสามารถเข้ามาอยู่ในสนามแข่งได้ ซึ่งเทคโนโลยีการขับเคลื่อน นับเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ฮอนด้าที่ถ่ายทอดมาอย่างยาวนาน ทั้ง DNA ความสปอร์ต และจิตวิญญาณความท้าทาย (Challenging Spirit) การแข่งขันครั้งนี้จึงเป็นเวทีที่ช่วยพัฒนาวงการมอเตอร์สปอร์ตในไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สร้างโอกาสให้ทั้งนักแข่งมืออาชีพและหน้าใหม่ได้เติบโต และให้ลูกค้าได้ใกล้ชิดกับโลกของมอเตอร์สปอร์ต”

Honda One Make Race 2026 5

Honda One Make Race 2026 ยังเติมเต็มสุดสัปดาห์แห่งความเร็วด้วยรุ่น Honda Club ศูนย์รวมของผู้ที่มีใจรักรถแข่งฮอนด้าจากทั่วประเทศไทย ทั้งนักแข่งระดับอาชีพและมือสมัครเล่น กว่า 30 คัน ลงประชันความเร็วอย่างเข้มข้น พร้อมเป็นเวทีสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้นักแข่งหน้าใหม่ก้าวสู่เส้นทางนักแข่งระดับอาชีพในอนาคต

นอกจากความมันส์ในสนามแข่งขันแล้ว ฮอนด้า ยังเตรียมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าคนพิเศษ ได้แก่ Honda Driving Clinic ฝึกทักษะการขับขี่เชิงเทคนิค ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าฮอนด้าได้เรียนรู้ทักษะการขับขี่อย่างปลอดภัยและถูกต้อง พร้อมเทคนิคการควบคุมรถในสไตล์สปอร์ต ถ่ายทอดโดยทีม ผู้ฝึกสอนมืออาชีพรวมถึงกิจกรรม Honda Track Experience ที่เปิดประสบการณ์สุดพิเศษในการขับขี่บนสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต สนามแข่งรถมาตรฐานระดับ FIA รวมถึงยังมีกิจกรรมให้ลูกค้าร่วมสนุกในสนามสุดท้ายอย่าง สงขลา สตรีท เซอร์กิต อีกด้วย

ทั้งนี้ ศึก Honda One Make Race 2026 มีกำหนดดวลความเร็วทั้งสิ้น 4 อีเวนต์ อีเวนต์ละ 2 สนาม ดังนี้

อีเวนต์ 1 : วันที่ 5-7 มิถุนายน 2026 สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ (PT Maxnitron Racing Series)

อีเวนต์ 2 : วันที่ 18-19 มิถุนายน 2026 สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ (RAAT Thailand Endurance Championship)

อีเวนต์ 3 : วันที่ 14-16 สิงหาคม 2026 สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ (PT Maxnitron Racing Series)

อีเวนต์ 4 : วันที่ 14-18 ตุลาคม 2026 สนาม พีที สงขลา สตรีท เซอร์กิต จ.สงขลา (PT Maxnitron Racing Series)

สำหรับแฟนๆมอเตอร์สปอร์ต สามารถรับชมการถ่ายทอดสดความมันส์ การแข่งขันรายการ Honda One Make Race 2026 ผ่านหน้าจอสด ๆ ได้เช่นเคย ทางเพจ Honda Thailand, Honda One Make Race, GP Motorsport และ XO autosport

 

 

 

 

“มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์” และ “เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี” ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถครอบครัวอเนกประสงค์ยุคใหม่ด้วยยอดขายอันดับ 1 พร้อมคว้ารางวัล Thailand’s Most Admired Brand ติดต่อกันเป็นปีที่ 3

0
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความสำเร็จ ในการเป็นผู้นำตลาดรถครอบครัวอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง จากรถยนต์มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ซึ่งครองความนิยม ด้วยยอดขายอันดับ 1 ในกลุ่ม โดยมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่าร้อยละ 50 อย่างต่อเนื่อง พร้อมคว้ารางวัลคุณภาพ ”Thailand’s Most Admired Brand 2026” หมวดยานยนต์ กลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) จากนิตยสาร BrandAge ซึ่งเป็นนิตยสารและสื่อออนไลน์ชั้นนำทางด้านการตลาดและธุรกิจ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อแบรนด์ และผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 2

นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขาย บริการหลังการขาย และประสบการณ์ลูกค้า บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความสำเร็จ และรางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ สะท้อนถึงความไว้วางใจจากลูกค้าชาวไทยที่มีต่อรถยนต์มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ทุกรุ่น ซึ่งถือเป็นแรงผลักดันสำคัญให้
เรามุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าในทุกมิติ

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 3

ความสำเร็จของรถยนต์ตระกูลเอ็กซ์แพนเดอร์นี้ เกิดจากแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยึด ‘ความเข้าใจผู้บริโภค’
เป็นศูนย์กลาง ภายใต้ปรัชญา “KOE” () การรับฟังเสียงของลูกค้า และ “KANDO” (感動) การสร้างความประทับใจในทุกด้านของผลิตภัณฑ์และงานบริการ ซึ่งสะท้อนผ่านการพัฒนารถยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของครอบครัวยุคใหม่ ทั้งด้านความสะดวกสบาย ความปลอดภัย เทคโนโลยี และความคุ้มค่าในการใช้งาน นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานบริการหลังการขาย ด้วยมาตรฐานการบริการด้วยความใส่ใจ จริงใจและให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด ตามแบบฉบับจิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่น หรือ “Omotenashi”(おもてなし) ผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายกว่า 180 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจและความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าทุกคนในทุกช่วงของการใช้งาน”

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 4

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ถือเป็นรถยนต์รุ่นสำคัญเชิงกลยุทธ์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่สามารถสร้างความแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง จากการได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าที่มองหารถสำหรับครอบครัวที่ตอบโจทย์ได้อย่างครบครัน ทั้งพื้นที่ใช้สอยที่ยืดหยุ่น ห้องโดยสารขนาดใหญ่รองรับการใช้งานได้หลากหลาย รวมถึงดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมที่โดดเด่นสะดุดตา สะท้อนไลฟ์สไตล์ของครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

รถยนต์ทั้งสองรุ่นยังได้รับการพัฒนาให้ตอบโจทย์เทรนด์การขับขี่ยุคใหม่  โดยมาพร้อมกับ 3 สุดยอดเทคโนโลยี ภายใต้แนวคิด MITSUBISHI e:MOTION ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดที่ทรงพลัง มอบทั้งความประหยัดน้ำมัน ความเงียบสบาย และการตอบสนองที่ดีเยี่ยม พร้อมเสริมความมั่นใจในทุกเส้นทางด้วยโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC) เอกสิทธิ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 6

นอกจากนี้เพิ่มความอุ่นใจที่เหนือกว่าด้วย “โปรแกรมขยายระยะเวลาการรับประกัน” รูปแบบใหม่ ที่ให้การคุ้มครองคุณภาพรถยนต์สูงสุด 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (จากเดิม 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร)และการรับประกันระบบไฮบริดสูงสุด 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง (จากเดิม 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง) ขณะที่แบตเตอรี่ขับเคลื่อนไฮบริดยังคงได้รับการรับประกันนาน 10 ปี ตามเงื่อนไขการรับประกันเดิม ครอบคลุมทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบัน

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 7

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี ใหม่ มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 939,000 บาท โดยมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีเงิน (Blade Silver) สีเทา (Graphite Grey) และสีขาวหลังคาดำ (White Diamond with Black Roof) (ราคาเพิ่ม 15,000 บาท) และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ ราคาจำหน่าย 969,000 บาท โดยมีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีเทา (Graphite Grey) สีดำ (Jet Black Mica) สีขาวหลังคาดำ (White Diamond with Black Roof) และสีเขียวหลังคาดำ (Green Bronze with Black Roof) (โดยรุ่นหลังคาดำ ราคาเพิ่ม 15,000 บาท)

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 8

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และนัดหมายทดลองขับรถยนต์มิตซูบิชิได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ โทร. 02-079-9500 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ที่ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

 

“ฮอนด้า” ผนึกเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ เดินเกม “Smart in Motion” สมาร์ต ก้าวล้ำ ทุกความเคลื่อนไหว  พร้อมยกระดับแบรนด์และประสบการณ์ลูกค้าแบบครบวงจร

0
ฮอนด้า 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จัดประชุมผู้จำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2569 ภายใต้แนวคิด “Smart in Motion – สมาร์ต ก้าวล้ำ ทุกความเคลื่อนไหว” ประกาศทิศทางธุรกิจและเป้าหมายสำคัญร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่าย โดยเน้นการขับเคลื่อนแบรนด์อย่างเป็นระบบผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างบริษัทและผู้จำหน่าย ครอบคลุมทั้งด้านผลิตภัณฑ์ และด้านการขายและการบริการ เพื่อยกระดับศักยภาพการดำเนินงานให้แข็งแกร่ง พร้อมรับกับการแข่งขันท่ามกลางตลาดที่มีความท้าทายสูง พร้อมตอกย้ำการสร้างบทใหม่ของแบรนด์ ผ่านการส่งมอบคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อมอบประสบการณ์ลูกค้าที่เหนือกว่าตลอดเส้นทางการใช้งาน (Customer Journey) ควบคู่กับตอกย้ำบทบาทสำคัญของผู้จำหน่ายในฐานะพลังหลักที่เชื่อมโยงแบรนด์กับลูกค้า เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ฮอนด้า 2

นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณผู้จำหน่ายทุกท่านสำหรับความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา
ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนฮอนด้าสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปีนี้ เรามุ่งยกระดับกลยุทธ์อย่างรอบด้าน ไม่เพียงนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ยังรวมถึงการเสริมความแข็งแกร่งด้านการขายและการบริการ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าตลอดอายุการใช้งาน (Customer Journey) ขณะเดียวกัน ฮอนด้า จะเดินหน้าขับเคลื่อนแบรนด์อย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อสร้างคุณค่าที่แตกต่างและยั่งยืน”

โดยสรุปประเด็นทิศทางและกลยุทธ์การดำเนินงานได้เป็น 2 ด้านหลัก ได้แก่

1) ด้านผลิตภัณฑ์ (Product)

มุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างรอบด้าน ผ่านการผสานจุดแข็งของแบรนด์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านความน่าเชื่อถือ ความประหยัดน้ำมัน และสมรรถนะการขับขี่ เพื่อยกระดับแบรนด์ไปอีกขั้น โดยตั้งเป้า
วางตำแหน่งทางการตลาดที่ต่อยอดจากความเชื่อมั่นเดิม ผสานกับเทคโนโลยีล้ำสมัยที่จะนำมาใช้กับรถยนต์ฮอนด้าในอนาคต เพื่อสร้างจุดยืนที่โดดเด่นและชัดเจนในตลาด พร้อมพัฒนารถยนต์ทั้งขุมพลังไฮบริดและไฟฟ้า สู่การเป็น “รถยนต์อัจฉริยะ (Honda’s Smart Car)” อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีแง่มุมหลัก ดังนี้ 

สร้างแบรนด์ให้ทรงพลัง ผ่านเรื่องราวและความสปอร์ต

เสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ ทั้งแบรนด์หลักและแบรนด์ย่อย (Sub-brand) ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวที่สะท้อนตัวตนและประวัติศาสตร์ความสำเร็จของฮอนด้า โดยเฉพาะ DNA ด้านมอเตอร์สปอร์ต

ยกระดับการเชื่อมโยงแบรนด์รถยนต์ฮอนด้าเข้ากับแบรนด์ย่อย HRC หรือ Honda Racing Corporation เพื่อนำภาพความสปอร์ตจากสนามแข่งมาถ่ายทอดสู่รถรุ่นที่ทำตลาดจริง ยกระดับภาพความสปอร์ตเร้าใจ และต่อยอดสู่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ไลน์อัป HRC อย่างต่อเนื่องในอนาคต 

เตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบเพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของรถยนต์ฮอนด้าอย่างชัดเจน ถ่ายทอดผ่านรถยนต์รุ่นใหม่ (Full Model Change) ในอนาคต รวมถึงรถไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ของฮอนด้า

พร้อมยกระดับสู่รถยนต์อัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

เตรียมนำเสนอรถยนต์อัจฉริยะ (SDV: Software-Defined Vehicles) ที่ผสานฟังก์ชันหลักที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ครอบคลุมทั้งการเชื่อมต่อ ความปลอดภัย และฟังก์ชันอัจฉริยะอื่น ๆ

โดยมี ASIMO OS เป็นหัวใจสำคัญในการควบคุม ซึ่งจะถูกพัฒนารวมอยู่ในโครงสร้างซอฟต์แวร์ของรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ เพื่อยกระดับสู่ Smart Car อย่างเต็มรูปแบบ

ระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ของฮอนด้า (Next-gen Honda Hybrid) จะได้รับการยกระดับทั้งสมรรถนะการขับขี่และความสะดวกในการใช้งาน อีกทั้งพัฒนาระบบขับเคลื่อนและโครงสร้างตัวถัง
ทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในทุกมิติ

ฮอนด้า 3

เตรียมนำเสนอรถยนต์ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Honda S+ Shift เพื่อถ่ายทอดความสนุกในการ
ขับขี่สไตล์สปอร์ต
ตามเอกลักษณ์ของฮอนด้า

เดินหน้าเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดปี เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม พร้อมรองรับการขยายฐานลูกค้าใหม่ในอนาคตให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ อีกทั้งเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของแบรนด์ในตลาด

2) ด้านการขายและการบริการ (Sales & Services)

มุ่งยกระดับการขายและการบริการ ผ่านการส่งมอบประสบการณ์ที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับชีวิตของลูกค้าในทุกช่วง (Customer Journey) ตั้งแต่การเลือกซื้อไปจนถึงการดูแลหลังการขาย ผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศกว่า 200 แห่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการถ่ายทอดประสบการณ์แบรนด์สู่ลูกค้า
อย่างครบวงจร ผ่านแง่มุมหลักในการดำเนินงาน ดังนี้

เชื่อมโยงแบรนด์สู่ชีวิตผู้คนยุคใหม่

ต่อยอดการสื่อสารเรื่องราวของแบรนด์ (Brand story) เพื่อสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับลูกค้า พร้อมปรับแนวทางการสื่อสารให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น ผ่านการใช้พรีเซนเตอร์ การคอลแลปกับแบรนด์ที่ได้รับความนิยม รวมถึงการพัฒนาช่องทาง Honda Thailand Official Account ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค
ในปัจจุบัน เพื่อให้ฮอนด้าเป็นแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตผู้คน และก้าวทันต่อความสนใจที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ยกระดับโชว์รูมสู่ Experience Hub

มุ่งออกแบบและส่งมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลในทุก touchpoint ของลูกค้า ควบคู่กับการเตรียมนำ CI (Corporate Identity) ใหม่มาใช้ เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยจะเริ่มทยอยปรับใช้โลโก้ H mark ใหม่ในโชว์รูมเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศภายในปีนี้

ขับเคลื่อนประสบการณ์ Wow & Stress-Free มอบทั้งความตื่นเต้นและอุ่นใจ ในทุกทัชพอยต์

เน้นสร้างประสบการณ์แบบ “Wow” และ “Stress-Free” ผ่านการเชื่อมต่อทุกช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ ครอบคลุมตลอดเส้นทางของลูกค้า (Customer Journey) ตั้งแต่การพิจารณาเลือกซื้อ การเป็นเจ้าของ ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อรถคันใหม่อีกครั้ง

ฮอนด้า 4

พัฒนาแนวทางและกิจกรรมใหม่ทั้งด้านการขายและบริการ เพื่อให้สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างแท้จริง

นอกจากการถ่ายทอดทิศทางการดำเนินธุรกิจและเป้าหมาย ภายในงานยังได้มีพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติให้แก่
ผู้จำหน่ายสำหรับผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาที่ร่วมขับเคลื่อนธุรกิจของฮอนด้า โดยครอบคลุมทั้งรางวัล
ผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมประจำปี รวมถึงรางวัลด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านยอดขาย ด้านส่วนแบ่งการตลาด ด้านการบริการหลังการขาย และอื่น ๆ รวมกว่า 196 รางวัล

การจัดประชุมผู้จำหน่ายในครั้งนี้ สะท้อนถึงทิศทางของฮอนด้าในการก้าวสู่บทใหม่ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการยกระดับการขายและการบริการ พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ ตอกย้ำการเติบโตของแบรนด์อย่างแข็งแกร่ง ควบคู่กับการยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทย ในการเป็นองค์กรที่สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

“คอนติเนนทอล ไทร์ส” เปิดโรงงานผลิตยาง เฟสสอง จ.ระยอง ตั้งเป้าไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

0
คอนติเนนทอล ไทร์ส 1

คอนติเนนทอล เปิดโรงงานระยอง เฟสสอง อย่างเป็นทางการ โดยมีพันธมิตรทางธุรกิจ ตัวแทนจากภาครัฐ และพนักงานให้เกียรติร่วมงานเมื่อเร็ว ๆ นี้ พร้อมตอกย้ำความเชื่อมั่นในประเทศไทยผ่านการลงทุนกว่า 300 ล้านยูโร หรือราว 1.3 หมื่นล้านบาท เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตยางรถยนต์ส่วนบุคคลและยางรถกระบะ เพิ่มอีกกว่า 3 ล้านเส้นต่อปี การขยายกำลังการผลิตที่โรงงานระยอง เฟสสอง เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของคอนติเนนทอลในการยกระดับขีดความสามารถในตอบสนองต่อความต้องการของยางคุณภาพระดับพรีเมียมทั้งในประเทศไทย และในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

นอกจากนี้ คอนติเนนทอลยังได้เริ่มต้นสายการผลิตยางรถจักรยานยนต์แบบเรเดียลที่โรงงานระยอง การขยายศักยภาพการผลิตจากยางแบบไบแอสสู่การผลิตยางแบบเรเดียล จะเข้ามาเพิ่มกำลังการผลิตยางรถจักรยานยนต์ให้แก่เครือข่ายการผลิตของคอนติเนนทอลทั่วโลก พร้อมเสริมความคล่องตัวในการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดอย่างภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คอนติเนนทอล ไทร์ส 2

มร. คริสเตียน เคิทซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คอนติเนนทอล กล่าวว่า “ฐานการผลิตที่จังหวัดระยองเป็นหัวใจสำคัญของเครือข่ายการผลิตของคอนติเนนทอลในระดับโลก การเปิดโรงงานระยอง เฟสสอง ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของคอนติเนนทอลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พร้อมยกระดับการส่งมอบยางรถยนต์และยางรถจักรยานยนต์ระดับพรีเมียมคุณภาพสูงจากฝีมือคนไทย สู่ลูกค้าทั่วโลก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของคอนติเนนทอลต่อศักยภาพของประเทศไทย และความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก”

คอนติเนนทอล ไทร์ส 5

มร.ดาลิบอร์ คาลินา ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจยางรถยนต์ของคอนติเนนทอล ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อแผนการเติบโตระยะยาวของคอนติเนนทอล เราจึงเดินหน้าตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มยางสมรรถนะสูงพิเศษ หรือ Ultra-High-Performance โดยเฉพาะกลุ่มยางสปอร์ตและยางสำหรับรถยนต์ SUV ที่กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งได้รับการออกแบบมาให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมการขับขี่ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคในภูมิภาค การขยายโรงงานระยอง เฟสสอง ในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับศักยภาพเครือข่ายการผลิตของคอนติเนนทอลให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในระยะยาว”

นวัตกรรมการผลิตชั้นนำ พร้อมความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

คอนติเนนทอล ไทร์ส 6

มร. วิกเนซ เดวาเสนาพาที ผู้จัดการโรงงาน คอนติเนนทอล ไทร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การขยายฐานการผลิตที่จังหวัดระยองนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของคอนติเนนทอล โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงและระบบอัตโนมัติมาใช้ เพื่อยกระดับทั้งประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความคล่องตัวในการดำเนินงาน ซึ่งการขยายกำลังการผลิตในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งภายใต้ความร่วมมือกับจังหวัดระยอง พร้อมส่งเสริมการสร้างงานเพิ่มกว่า 600 ตำแหน่ง และเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจและระบบอุตสาหกรรมในจังหวัดระยองให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ คอนติเนนทอล ยังให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสะท้อนผ่านการได้รับรางวัลธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน

คอนติเนนทอล ไทร์ส 7

ทั้งนี้ โรงงานระยอง เฟสสอง ได้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งแบบบนหลังคา แบบลอยน้ำ และระบบโรงจอดรถพลังงานแสงอาทิตย์ มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 6.7 เมกะวัตต์ ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำต่อหน่วยการผลิตได้มากกว่า 70%

คอนติเนนทอล ไทร์ส 8

คอนติเนนทอลเริ่มดำเนินสายการผลิตที่โรงงานจังหวัดระยองตั้งแต่ปี 2562 โดยในระยะแรกมุ่งเน้นการผลิตยางรถยนต์ส่วนบุคคลและยางรถกระบะ ก่อนขยายสู่การผลิตยางรถจักรยานยนต์ในปี 2564 ตลอดการดำเนินงาน คอนติเนนทอลได้นำเทคโนโลยีการผลิตระดับโลก ระบบอัตโนมัติ และกระบวนการควบคุมคุณภาพขั้นสูงมาใช้เป็นหัวใจสำคัญในการผลิตยางรถยนต์และยางรถจักรยานยนต์ โดยทุกส่วนประกอบและทุกขั้นตอนการผลิตล้วนผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวด ควบคู่กับระบบตรวจสอบอัตโนมัติ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ปลอดภัย และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก

คอนติเนนทอล ไทร์ส 9

ที่โรงงานระยอง มีกำลังการผลิตยางรถยนต์ระดับพรีเมียมหลากหลายรุ่น อาทิ MaxContact MC7 รวมถึงผลิตภัณฑ์ยางที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ โดยตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา คอนติเนนทอลได้สร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำที่มียอดการผลิตสูงสุด 7 ใน 10 รายของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อร่วมส่งมอบยางรถยนต์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าสู่ตลาดโลก นอกจากนี้ โรงงานระยองยังถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตยางรถจักรยานยนต์ที่สำคัญที่สุดของคอนติเนนทอล และได้รับการรับรองมาตรฐาน IATF ในฐานะโรงงานที่สามารถผลิตทั้งยางรถจักรยานยนต์แบบไบแอสและเรเดียล ด้วยระบบอัตโนมัติขั้นสูงตามมาตรฐานการผลิตระดับสากล

คอนติเนนทอล ไทร์ส 10

คอนติเนนทอล ไทร์ส 11

คอนติเนนทอล ไทร์ส 13

โดยภายงาน ได้รับเกียรติจาก ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, คุณกำธร เวหน รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และ คุณเอ็บบา ชอลล์ รองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย พร้อมทั้งพันธมิตรทางธุรกิจ และผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ เข้าร่วมพิธีเปิดตัวโรงงานระยอง เฟสสอง อย่างเป็นทางการเมื่อเร็ว ๆ นี้

“GWM” เริ่มส่งมอบ GWM ORA 5 ถึงมือลูกค้าชาวไทย

0
GWM (Thailand) 9

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขาย ผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส  ล่าสุด GWM จับมือพาร์ทเนอร์สโตร์ทั่วประเทศเริ่มส่งมอบ GWM ORA 5 รถยนต์ SUV-B เจเนอเรชันใหม่ให้แก่ลูกค้าแล้ว โดยเน้นย้ำเรื่องคุณภาพ มาตรฐานการส่งมอบ และให้ความสำคัญกับการบริการหลังการขายที่สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและครบวงจรเพื่อสร้างความมั่นใจและอุ่นใจตลอดระยะเวลาในการเป็นเจ้าของรถ GWM  

GWM (Thailand) 2

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) เปิดเผยความคืบหน้าของการส่งมอบ GWM ORA 5 รถยนต์ SUV-B
เจเนอเรชันใหม่ที่มาพร้อม 2 ขุมพลัง ทั้งระบบไฮบริด (HEV) และระบบไฟฟ้า 100% (EV)  ให้กับลูกค้าคนไทยว่าบริษัทฯ ได้ประสานการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์สโตร์ทั่วประเทศอย่างใกล้ชิดเพื่อส่งมอบรถให้ถึงมือลูกค้าโดยเร็วที่สุดตามมาตรฐานคุณภาพการส่งมอบของ GWM  โดยปัจจุบัน บริษัทฯ ได้เริ่มส่งมอบรถอย่างเป็นทางการให้แก่ลูกค้าแล้ว เริ่มจากลูกค้าที่จองในช่วงระหว่างงาน Motor Show 2026 และระหว่างวันที่ 6–30 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งจะมีการส่งมอบรถอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนนี้  สำหรับลูกค้าที่จองตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจะได้รับการส่งมอบตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป

GWM (Thailand) 4

 

นอกเหนือจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพแล้ว GWM ยังให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานบริการหลังการขาย เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดและสอดคล้องกับปณิธานของบริษัทฯ ในการก้าวสู่การเป็นอันดับหนึ่งด้านบริการหลังการขายของแบรนด์รถยนต์จีน โดยปัจจุบัน GWM มีเครือข่ายบริการหลังการขายที่แข็งแกร่ง พร้อมดูแลลูกค้าทั่วประเทศผ่านพาร์ทเนอร์สโตร์กว่า 70 แห่ง ด้วยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังที่มีการรับประกันคุณภาพงานซ่อมและอะไหล่แท้ตามมาตรฐานของ GWM ตลอดจนระบบบริหารจัดการชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีประสิทธิภาพ สามารถจัดส่งอะไหล่ได้รวดเร็วภายใน 7 วัน ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านแอปพลิเคชัน GWM หรือ GWM Call Center 02-668-8888 เพิ่มความมั่นใจให้ผู้ใช้งานในทุกเส้นทางตลอดการเป็นเจ้าของรถ GWM

GWM (Thailand) 5

GWM แนะนำ GWM ORA 5 อย่างเป็นทางการสู่ตลาดเมืองไทยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาและได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าชาวไทยด้วยจุดเด่นของการเป็นรถยนต์ SUV-B เจนเนอเรชันใหม่ซึ่งมีการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ผสานสมรรถนะเข้ากับระบบการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่อันล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยขั้นสูงเข้าไว้ด้วยกัน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถชมและทดลองขับขี่ GWM ORA 5  โดยมีเจ้าหน้าที่พร้อมให้คำแนะนำด้านผลิตภัณฑ์อย่างใกล้ชิดได้แล้วที่ GWM พาร์ทเนอร์สโตร์ทั่วประเทศ  หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GWM Contact Center 02-668-8888 และเว็บไซต์ www.gwm.co.th

GWM (Thailand) 6

 

 

“DUNLOP” เปิดตัวยาง “SPORT MAXX LUX” ใหม่  ยกระดับ Luxury Comfort เงียบ นุ่ม มั่นใจ รองรับทั้งรถ EV และรถยนต์สันดาป

0
DUNLOP 1

ดันลอป ไทร์ (ไทยแลนด์) เปิดตัวยางรถยนต์ระดับ LUXURY COMFORT รุ่นใหม่ “DUNLOP SPORT MAXX LUX” ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านเสถียรภาพการควบคุมการขับขี่ และความเงียบภายในห้องโดยสารในระดับสูง โดย ยาง SPORT MAXX LUX เริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทย เมื่อเดือน เมษายน 2026 ที่ผ่านมา จำนวนทั้งหมด 64 ขนาด ตั้งแต่ขอบ 17 – 21 นิ้ว ในราคาที่ราคาย่อมเยากว่าในท้องตลาด และล่าสุดได้จัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะยางรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ล่าสุด SPORT MAXX LUX สัมผัสนิยามใหม่ของยางระดับ Luxury Comfort ที่ผสานความเรียบหรูและความนุ่มสบาย มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายเหนือระดับ พร้อมการควบคุมที่มั่นใจด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เหมาะสำหรับรถยนต์สันดาป และ EV  โดยได้มอบหมายให้ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการจัดกิจกรรมฯ ภายในงานมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการให้กับสื่อมวลชน และผู้แทนจำหน่ายได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์จริงผ่านกิจกรรม Test Drive เพื่อทดสอบสมรรถนะของยางบนสนามทดสอบจริง เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ สนามอิมแพ็ค สปีด พาร์ค เมืองทองธานี (IMPACT Speed Park)

DUNLOP 2

ยางรถยนต์ระดับ LUXURY COMFORT รุ่นใหม่ “DUNLOP SPORT MAXX LUX”  มีการออกแบบเพิ่มพื้นที่สัมผัสหน้ายางกับพื้นถนนให้กว้างขึ้น ซึ่งเป็นออกแบบพิเศษเฉพาะสำหรับยางซีรีย์ SPORT MAXX ช่วยเสริมประสิทธิภาพในด้านการควบคุม และความมั่นคงในการขับขี่ได้อย่างเหนือระดับ ในขณะเดียวกันการรวม การออกแบบลายดอกยาง เฉพาะทาง และการเสริม ฟองน้ำดูดซับเสียงพิเศษ เข้าด้วยกันสามารถช่วยลดเสียงรบกวนที่เกิดจากยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

DUNLOP 3

ด้วย MAXX DRIVABILITY TECHNOLOGY เป็นการออกแบบโครงสร้างยางพิเศษเฉพาะ สำหรับยางในซีรีย์ SPORT MAXX ทำให้ยาง SPORT MAXX LUX มีพื้นที่หน้าสัมผัสกว้างขึ้น เพื่อประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนที่สูงขึ้น และยังช่วยเสริมเสถียรภาพในขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ผสมผสานเข้ากับนวัตกรรมที่ล้ำสมัยจาก DUNLOP ได้แก่

DUNLOP 4

  • SEAMLESS GROOVE DESIGN การออกแบบร่องยางแนวขวางบริเวณหน้าสัมผัสอย่างเหมาะสม
  • DUAL SLOPE DESIGN การออกแบบที่ช่วยปรับทิศทางการไหลของอากาศภายในร่องยางหลัก
  • SILENT CORE TECHNOLOGY ฟองน้ำพิเศษที่ช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือนของอากาศภายในยาง

DUNLOP 5

ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ถูกเรียกว่า SILENT WAVE TECHNOLOGY เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดเสียงรบกวนที่อาจเกิดจากลายดอกยาง (Pattern Noise) ได้ 33.9% และ เสียงจากพื้นถนน (Road Noise) ได้ถึง 32.4% เมื่อเทียบกับยางรุ่นเดิมอย่าง SP SPORT LM705

DUNLOP 6

นอกจากนี้ยาง SPORT MAXX LUX ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานข้อกำหนดด้านสมรรถนะสำหรับ การใช้งานกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์สันดาป พร้อมสัญลักษณ์ EV Suitable ที่ประทับอยู่บนแก้มยาง โดยการจะใช้สัญลักษณ์ดังนี้ได้ จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานตามเกณฑ์ของบริษัทฯ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการยางสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

DUNLOP 8

สัญลักษณ์ EV Suitable ที่ประทับอยู่บนแก้มยาง เป็นการสะท้อนถึง การผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับสูงสำหรับยางรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้งในด้านความต้านทานการหมุน น้ำหนักบรรทุก ความเงียบในการขับขี่ ความทนทานต่อการสึกหรอ และประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน ซึ่งจะถูกใช้เฉพาะกับยางที่ได้ผ่านมาตรฐานระดับสูงของบริษทฯ เท่านั้น

SPORT MAXX LUX เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยีที่ DUNLOP ได้สั่งสมมาจาก การพัฒนายางสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อาทิ SP SPORT MAXX 060+, BLUE RESPONE TG รวมถึงยางที่ติดตั้งในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่จากผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ เพื่อให้ตอบโจทย์มาตรฐานสมรรถนะที่ครอบคลุมทั้งรถยนต์สันดาป และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยาง SPORT MAXX LUX จึงเป็นอีกรุ่นของ DUNLOP ที่ได้รับการประทับสัญลักษณ์ EV Suitable บนแก้มยาง  สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์ และโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ https://dunloptire.co.th/promotions/new-product-sport-maxx-lux/  เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

 

 

 

 

 

 

 

“วิริยะประกันภัย” จับมือ “Choojai and friends” วางกลยุทธ์สื่อสารแคมเปญ พร้อมคว้า “อัตต้า” ผู้กำกับหนุ่มไฟแรง ร่วมสร้างสรรค์ภาพยนตร์โฆษณา ถ่ายทอดแนวคิด “ยึดมั่นในการทำหน้าที่ตลอด 79 ปี”

0
วิริยะประกันภัย 1

วิริยะประกันภัย ประกาศแคมเปญส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร ปี 69 “ยึดมั่นในการทำหน้าที่ตลอด 79 ปี” ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ ยึดมั่นในหลัก “ความเป็นธรรม คือนโยบาย” และยืนหยัดทำหน้าที่เป็นหลักประกันความเสี่ยงเคียงข้างสังคมไทยในทุกสถานการณ์ พร้อมผนึกพลังเอเจนซี่ “Choojai and friends” และผู้กำกับไฟแรง “อัตต้า-อัตตา เหมวดี” สร้างภาพยนตร์โฆษณา เพื่อส่งกำลังใจให้ทุกคนที่มุ่งมั่นตั้งใจ “ทำหน้าที่” ของตัวเอง และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืน

วิริยะประกันภัย 2นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารและ
คอนเทนต์จำนวนมหาศาลกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม ซึ่งสามารถสร้างแรงกระเพื่อมและความเปลี่ยนแปลงได้
ในหลากหลายมิติ การสื่อสารแบรนด์อย่างมีประสิทธิภาพจึงถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้สาธารณชนรับรู้และเข้าใจถึงตัวตนที่แท้จริงขององค์กร โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ มุ่งเน้นการพัฒนางานบริการเป็นหลัก ควบคู่กับการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัจจุบัน งานด้านภาพลักษณ์องค์กรได้กลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาช่วยเติมเต็มความแข็งแกร่งและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับแบรนด์

ทั้งนี้ ในปี 2569 บริษัทฯ ได้ดำเนินงานแคมเปญส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร ภายใต้แนวคิด “ยึดมั่นในการทำหน้าที่ตลอด 79 ปี” โดยมี Choojai and friends ครีเอทีฟเอเจนซี่ มาร่วมพัฒนาแนวคิดในการสร้างสรรค์และวางแผนการสื่อสารแคมเปญ

“บริษัทฯ ดำเนินงานแคมเปญส่งเสริมภาพลักษณ์มาอย่างต่อเนื่องกว่าทศวรรษ แต่แคมเปญครั้งนี้ จะเป็นการนำเสนอมุมมองใหม่ ๆ ซึ่งไม่ได้มุ่งเพียงการส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรเท่านั้น แต่ยังต้องการสื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจของวิริยะประกันภัย ที่สะท้อนผ่านบทบาทของการ ‘ทำหน้าที่’ ในฐานะผู้ให้บริการประกันวินาศภัยที่อยู่เคียงข้างลูกค้าและสังคมไทยในทุกสถานการณ์ตลอด 79 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ บริษัทฯ เล็งเห็นว่า Choojai and friends เป็นเอเจนซี่โฆษณาที่สร้างผลงานอย่างมีเอกลักษณ์ มีพลังความคิดสร้างสรรค์ และมีมุมมองการสื่อสารที่เฉียบคม ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับวิริยะประกันภัย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในครั้งนี้” นายอมร กล่าว

สำหรับการดำเนินงานในช่วงไตรมาสแรกของปี บริษัทฯ ใช้กลยุทธ์การสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้แบบ O2O (Online-to-Offline) ผ่านกิจกรรม Pre-Campaign “วิริยะประกันภัยเป็นกำลังใจให้คุณทำหน้าที่” ซึ่งได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากการเชิญชวนให้ประชาชนร่วมส่งต่อกำลังใจให้กับบุคคล อาชีพ หรือหน้าที่ต่าง ๆ ในสังคม เช่น คุณหมอ พยาบาล พนักงานกวาดถนน เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ฯลฯ ผ่านเฟสบุ๊กเพจทางการของบริษัทฯ และการสื่อสารแบบออฟไลน์ผ่านบิลบอร์ดกลางแจ้งตามจุด
แลนด์มาร์คสำคัญทั่วกรุงเทพฯ

ส่วนในช่วงไตรมาสที่สอง บริษัทฯ ได้เปิดตัวแคมเปญ “ยึดมั่นในการทำหน้าที่ตลอด 79 ปี” อย่างเป็นทางการ พร้อมเผยแพร่ภาพยนตร์โฆษณา ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวอย่างสร้างสรรค์ สะท้อนคุณค่าของการ “ทำหน้าที่” ได้อย่างลึกซึ้ง 

เป้า-ไพรัช เอื้อผดุงเลิศ Co-Founder & Executive Creative Director Choojai and friends กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการนำเสนอไอเดียที่แปลกใหม่ หากแต่คือการสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจสามารถก้าวเดินไปพร้อมกับการสร้างความรู้สึกที่ดีให้แก่ผู้คนในสังคม ซึ่งเชื่อมั่นว่าวิริยะประกันภัยทำได้เพราะมี DNA ที่สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าวอยู่แล้ว เพียงแต่อาจไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาสื่อสารอย่างชัดเจนมาก่อน เมื่อได้มีโอกาสร่วมงานกับวิริยะประกันภัย ทีมงานจึงเริ่มทำความเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของแบรนด์ ผ่านการสัมภาษณ์บุคลากรตั้งแต่ระดับพนักงานไปจนถึงผู้บริหาร โดยเชื่อว่าองค์กรที่ยืนหยัดเคียงคู่สังคมไทย
มาอย่างยาวนานเกือบ 80 ปี ย่อมมีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรงและมีคุณค่าบางอย่างซ่อนอยู่ภายใน

วิริยะประกันภัย 5

“สำหรับการถ่ายทอดภาพยนตร์โฆษณา ชูใจฯ ชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามต่อ ‘การละเลยหน้าที่’ มีการนำเหตุการณ์จริงมาใช้ เพื่อปลุกให้เกิดความตระหนักรู้ ก่อนปิดท้ายด้วยการถ่ายทอดสารสำคัญเพื่อขอบคุณคนธรรมดาที่ ‘ทำหน้าที่’ ของตัวเองอย่างเต็มกำลังในทุกวัน ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ไม่ได้ต้องการชี้นิ้วหรือตัดสินใคร หากแต่อยากสื่อสารกับผู้ชมว่า สิ่งที่คุณทำอยู่ทุกวันนั้น
มีคุณค่า” นายไพรัช กล่าว

ทั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจาก อัตต้า-อัตตา เหมวดี หรือ ATTAh ผู้กำกับมากฝีมือที่มีผลงานการกำกับงานโฆษณา มิวสิควิดีโอ และล่าสุดกับผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่อง “โกฮัง หัวใจโกโฮม” มาช่วยกำกับการถ่ายทอดเรื่องราว โดยอัตต้า กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของการถ่ายทอดเรื่องราวครั้งนี้ เกิดจากการที่ชูใจฯ ตั้งคำถามกับวิริยะประกันภัยว่า ‘หน้าที่ของบริษัทประกันภัยคืออะไร’ คำตอบที่ได้คือ ‘เราเป็นบริษัทประกันภัย มีหน้าที่รับประกันความเสี่ยงให้กับผู้คนในสังคม’ แม้จะเป็นคำตอบเรียบง่าย แต่กลับสะท้อนแก่นแท้ของธุรกิจประกันภัยได้อย่างชัดเจน และเมื่อโฟกัสไปที่คำว่า ‘หน้าที่’ การนำเสนอไอเดียจึงเน้นไปที่การหยิบยกเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องปกติ ขณะเดียวกันก็ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหนหรือสถานะใด ทุกหน้าที่ล้วนมีความสำคัญไม่ต่างกัน เราจึงคาดหวังว่าเมื่อภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้เผยแพร่ออกไปสู่สาธารณชนแล้ว ผู้ชมจะเข้าใจถึงเจตนารมณ์ที่วิริยะประกันภัยต้องการสื่อสารกับสังคมอย่างแท้จริง”

วิริยะประกันภัย 4

แคมเปญ “ยึดมั่นในการทำหน้าที่ตลอด 79 ปี” ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ วิริยะประกันภัย ในการเดินหน้าสื่อสารองค์กรผ่านแนวคิดที่สร้างคุณค่าให้แก่สังคม และคาดหวังว่าแคมเปญนี้จะเป็นพลังบวกที่ช่วยส่งต่อกำลังใจให้ทุกคนในสังคม ในช่วงเวลาที่ทุกคนต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งเรื่องที่คาดคิดและไม่คาดคิด

วิริยะประกันภัย 6

“วิริยะประกันภัย มุ่งหวังว่าแคมเปญนี้จะช่วยให้ทุกคนมีกำลังใจในการทำหน้าที่ของตนเองต่อไป เพื่อคนที่รัก เพื่อสังคม และเพื่อตัวของคุณเอง ขณะเดียวกัน ก็จะทำให้ประชาชนได้รู้จักวิริยะประกันภัยในอีกมุมหนึ่ง ว่าเราไม่ได้เพียงดำเนินธุรกิจประกันภัย แต่เราตั้งใจทำหน้าที่เพื่อดูแลความเสี่ยงให้กับประชาชนอย่างเต็มความสามารถ พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ ดังเช่นที่ได้ยึดมั่นปฏิบัติมาตลอด 79 ปี” นายอมร กล่าวในที่สุด.

“LEPAS L6” สุดยอด SUV ไฟฟ้าภายใต้เชอรี กรุ๊ป เทคโนโลยีคุณภาพระดับโลก ผู้นิยามมาตรฐานใหม่แห่งการเดินทางอันสง่างาม ด้วยอัจฉริยภาพอันประณีต

0
“LEPAS L6” 1

ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็ว “ความสง่างาม” กลายเป็นคุณค่าที่โดดเด่นยิ่งกว่าที่เคย สำหรับผู้ขับขี่ในเมืองกลายเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากยิ่งขึ้นในการเดินทาง สำหรับผู้ขับขี่ในเมืองและยุคปัจจุบัน รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะสำหรับการเดินทาง แต่เป็นส่วนขยายของรสนิยมส่วนตัว เป็นพื้นที่อัจฉริยะอันประณีตที่เคลื่อนไหวได้ และเป็นเพื่อนคู่ใจที่เชื่อถือได้สำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน

LEPAS L6 Premium SUV ไฟฟ้าภายใต้ CHERY Group (เชอรี กรุ๊ป) ได้รับการพัฒนาขึ้นในฐานะ “A Global High-Quality Tech SUV” ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับงานออกแบบระดับพรีเมียมอย่างลงตัว พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางที่สงบนิ่ง นุ่มนวล และเหนือระดับ สำหรับคนเมืองที่มองหาความสมดุลระหว่างความหรูหราและนวัตกรรม โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก “เสือดาว” (Leopard Aesthetics) ซึ่งถ่ายทอดความงดงามที่ผสานพลังและความสง่างามเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีเอกลักษณ์

ไฟหน้า LED ดีไซน์ “Predator Eyes” ช่วยเสริมบุคลิกที่ล้ำสมัยและโดดเด่น ขณะที่ตัวถังแบบ Low-Slung Wide-Body สร้างภาพลักษณ์ที่ทรงพลัง สปอร์ต และโฉบเฉี่ยวเหนือระดับ ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำเพียง 0.27 Cd ผสานกับไฟท้ายดีไซน์พรีเมียมและล้ออัลลอยสไตล์สปอร์ต LEPAS L6 จึงมอบทั้งประสิทธิภาพการขับขี่และความโดดเด่นทางดีไซน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

LEPAS L6 Premium SUV 2

ภายในห้องโดยสารได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ถ่ายทอดสุนทรียะแห่งความเรียบหรูผ่านพื้นที่อันประณีต (Exquisite Space) พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการใช้งานในชีวิตประจำวัน หน้าจอแสดงผลแบบ Waterfall Screen ขนาด 13.2 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผล 8155 มอบประสบการณ์การใช้งานที่รวดเร็ว ลื่นไหล ดุจสมาร์ทโฟน

ด้านความปลอดภัย LEPAS L6 มาพร้อมระบบความปลอดภัยเชิงรุกและระบบป้องกันอัจฉริยะรอบคัน รวมถึงระบบตัดกระแสไฟระดับมิลลิวินาทีเมื่อเกิดการชน ระบบระบายแรงดันแบตเตอรี่แบบกำหนดทิศทาง และมาตรฐานความปลอดภัยแบตเตอรี่ระดับสูง ทำงานร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ความปลอดภัยไม่ใช่เพียงคำมั่นสัญญา แต่เป็นเพื่อนคู่กายที่อุ่นใจและคงที่ เพื่อสร้างความมั่นใจในทุกเส้นทาง

ในฐานะรถ SUV ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานในเมือง LEPAS L6 แสดงให้เห็นถึงความสามารถของพื้นที่อันประณีต (Exquisite Space) ที่เน้นไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม LEX (Next-generation Intelligent Platform) ที่รองรับทั้งเครื่องยนต์สันดาป (ICE), Plug-in Hybrid (PHEV) และไฟฟ้า 100% (BEV) มาพร้อมระยะฐานล้อยาวถึง 2,700 มม. ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวางเสมือน “Mobile Grand Living Room” มอบการนั่งที่ผ่อนคลายและสบาย รองรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างลงตัว

LEPAS L6 Premium SUV 5

พื้นที่จัดเก็บอเนกประสงค์ถึง 39 จุดตลอดทั้งคัน พร้อมดีไซน์ห้องเก็บสัมภาระแบบหลายชั้น และช่องเก็บใต้พื้นขนาด 99 ลิตร สามารถจัดเก็บสัมภาระส่วนตัว อุปกรณ์กลางแจ้ง และกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ได้อย่างเป็นระเบียบ ด้วยการจัดวางยางอะไหล่ที่ด้านหน้ายังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของห้องเก็บสัมภาระ และเพิ่มความจุสัมภาระให้สูงสุด

ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวล เงียบสงบ ประสิทธิภาพพลังงานที่ยอดเยี่ยม และระบบจัดการบรรยากาศภายในห้องโดยสารอัจฉริยะ และโหมดการทำงานต่าง ๆ เชื่อมโยงกันอย่างชาญฉลาด ทำให้ห้องโดยสารไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการเดินทาง แต่เป็นส่วนต่อขยายอันสง่างามของชีวิตประจำวัน

ในฐานะรถ SUV เทคโนโลยีคุณภาพระดับโลก LEPAS L6 มาพร้อมนิยามมาตรฐานใหม่ของ SUV พลังงานไฟฟ้า ที่ผสานดีไซน์ เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อทุกการเดินทางที่สง่างามในทุกวัน

วันนี้ LEPAS L6 Premium SUV จึงไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ไฟฟ้า แต่คือพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตที่สะท้อนความสง่างามของคนเมืองยุคใหม่อย่างแท้จริง

ติดต่อเป็นตัวแทน คุณรัฐกร เจ็งบำเพ็ญทาน โทร 091-5539969

สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลการตลาด คุณพัสตร์ดากานต์ รังสิโรจน์ โทร 098-7879291

ติดตามข้อมูลข่าวสาร Facebook: Lepas Thailand, Instragram: Lepas.Thailand https://lepasthailand.com/