Home Blog Page 17

  SINOTRUK แบรนด์รถบรรทุกหนักไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก แต่งตั้ง NEX เป็นผู้แทนจำหน่าย Exclusive Distributor ในไทย ตอกย้ำเป้าหมายผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์

0
เน็กซ์ พอยท์ 1

บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX เดินหน้ารุกตลาดรถบรรทุกไฟฟ้าไทย หลังได้รับการแต่งตั้งจาก SINOTRUK INTERNATIONAL CO., LTD. บริษัทในเครือ SINOTRUK ผู้ผลิตยานยนต์เพื่อการพาณิชย์และรถบรรทุกหนักรายใหญ่ของจีน ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกหนักไฟฟ้าแบรนด์ HOWO และ SITRAK ในประเทศไทย

เน็กซ์ พอยท์ 2

SINOTRUK ยักษ์ใหญ่มียอดขายรถบรรทุกหนักไฟฟ้าเชิงพาณิชย์สูงที่สุดในโลก และครองแชมป์ผู้ส่งออกรถบรรทุกหนักของจีนติดต่อกัน 21 ปีด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% และมียอดส่งออกสะสมมากกว่า 1,000,000 คัน ครอบคลุมกว่า 150 ประเทศทั่วโลก เลือก NEX เป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ (Exclusive Distributor) สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของ NEX ที่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย

เน็กซ์ พอยท์ 3

NEX เตรียมนำรถบรรทุกไฟฟ้าแพลตฟอร์ม 4×2 และ 6×2 เข้าสู่ตลาดไทย เพื่อรองรับโอกาสเติบโตในภาคขนส่ง โลจิสติกส์ การกระจายสินค้า เชื่อเป็นเทรนด์ใหญ่ที่จะเปลี่ยนของอุตสาหกรรมที่ต้องการลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อเข้าสู่ระบบขนส่งคาร์บอนต่ำ

โดยที่ SINOTRUK จะสนับสนุนข้อมูลทางเทคนิค การรับรองผลิตภัณฑ์ การฝึกอบรม และองค์ความรู้ด้านการซ่อมบำรุง ขณะที่ NEX จะดูแลการนำเข้า การทำตลาด การจำหน่าย และการพัฒนาระบบบริการหลังการขายในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจตลอดอายุการใช้งานของรถ

เน็กซ์ พอยท์ 4

นายวสุ กลมเกลี้ยง ประธานกรรมการ บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การที่ SINOTRUK ซึ่งเป็นผู้นำอุตสาหกรรมรถบรรทุกระดับโลก เลือก NEX เป็นพันธมิตรในประเทศไทย ถือเป็นการยืนยันถึงศักยภาพและความพร้อมของเราในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นก้าวสำคัญในการขยายขีดความสามารถของ NEX ให้ครอบคลุมระบบขนส่งและโลจิสติกส์ในทุกระดับ

เป้าหมายของ NEX คือการก้าวขึ้นเป็นผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ของประเทศไทย และเป็นผู้ให้บริการ Total Green Logistics Solutions ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ครบทุกด้าน”

นายวสุกล่าวเพิ่มเติมว่า “ความพร้อมของศูนย์บริการ อะไหล่ ทีมช่าง มีความสำคัญไม่แพ้สมรรถนะของตัวรถ NEX จึงมุ่งพัฒนาระบบสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจ และควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว”

เน็กซ์ พอยท์ 5

ก่อนหน้านี้ NEX เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์อเนกประสงค์ไฟฟ้า BAW M8 ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี ด้วยจุดเด่นด้านสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และราคาที่น่าสนใจ 1,299,000 บาท

การเพิ่มรถบรรทุกไฟฟ้า HOWO และ SITRAK จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้สินค้าของ NEX ที่ประกอบไปด้วยรถโดยสารไฟฟ้า และรถหัวลากไฟฟ้า มีความหลากหลายสามารถรองรับความต้องการได้ตั้งแต่การเดินทางส่วนบุคคล การขนส่งผู้โดยสาร การกระจายสินค้า ไปจนถึงโลจิสติกส์ระดับอุตสาหกรรม

ความร่วมมือกับ SINOTRUK จึงเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของ NEX ในการก้าวสู่การเป็นผู้นำตัวจริงด้าน Total Green Logistics Solutions ในประเทศไทย

 

(มีคลิปวีดีโอ) ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค’ ใหม่ ยกระดับกระบะไลฟ์สไตล์ ตอบโจทย์ทุกการผจญภัยไปกับสมรรถนะพร้อมลุย

0
Ford Ranger Wolftrak 1

 ฟอร์ด ประเทศไทย ฉลองก้าวสำคัญครบรอบ 30 ปี ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ด้วยการสร้างสีสันให้กับตลาดรถกระบะไลฟ์สไตล์ เปิดตัว ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค’ รถกระบะรุ่นย่อยใหม่ล่าสุดที่เข้ามาเติมเต็มไลน์อัปของตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ในราคาที่เข้าถึงง่าย มอบความคุ้มค่าให้กับผู้ขับขี่ ด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างรูปลักษณ์อันดุดันเป็นเอกลักษณ์และสมรรถนะการขับขี่ที่พร้อมเผชิญกับทุกความท้าทาย ตั้งแต่การใช้งานในเมืองไปจนถึงเส้นทางออฟโรด โดยมีให้เลือกทั้งในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง เปิดตัวในราคาพิเศษ 949,000 บาท (จากราคาปกติ 999,000 บาท)* และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคา 1,089,000 บาท

“ในโอกาสครบรอบ 30 ปี ฟอร์ด ประเทศไทย ภูมิใจที่ได้ร่วมเดินทางเคียงข้างลูกค้าชาวไทยมาอย่างยาวนาน และยังคงมุ่งมั่นสร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาดรถกระบะไทย ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สดใหม่และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค พัฒนาขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่ที่รักกิจกรรมกลางแจ้งและการผจญภัย รวมถึงผู้ที่มองหารถกระบะที่ผสานความแกร่ง ฟังก์ชันการใช้งาน และดีไซน์โดดเด่นที่สะท้อนตัวตนได้อย่างลงตัว เรามั่นใจว่ารถรุ่นใหม่นี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ไลน์อัปฟอร์ด เรนเจอร์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถกระบะไลฟ์สไตล์ และขยายฐานลูกค้าที่มองหาความคุ้มค่า พร้อมสไตล์ที่แตกต่าง”
นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

Ford Ranger Wolftrak 2

ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ที่ได้รับการปรับจูนใหม่เพื่อส่งมอบสมรรถนะที่ราบรื่นและเปี่ยมประสิทธิภาพในทุกสภาพเส้นทาง โดยให้พละกำลังสูงสุด 170 แรงม้า ที่ 3,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 405 นิวตันเมตร ที่ช่วงรอบต่ำ 1,750-2,500 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด มอบการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ

Ford Ranger Wolftrak 2

การออกแบบภายนอกและภายในสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวในสไตล์วูล์ฟแทรคอย่างชัดเจน โดดเด่นด้วยการใช้สีเขียวไลม์กรีน (Lime Green) ตกแต่งทั้งภายนอกและภายใน เริ่มตั้งแต่กระจังหน้าดีไซน์เฉพาะรุ่น ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว มาพร้อมลายก้านล้อสีเขียวไลม์กรีน (Lime Green) คู่กับยางขนาด 255/70 R17 ติดตั้ง สัญลักษณ์ ‘WOLFTRAK’ ที่ประตูหน้าและฝาท้าย

Ford Ranger Wolftrak 3

เสริมความสปอร์ตดุดันด้วยโรลบาร์สีดำและชุดตกแต่งซุ้มล้อ สีดำพร้อมลุย ขณะที่ภายในห้องโดยสารคงความสปอร์ตหรูหราด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังและหนังสังเคราะห์ ตกแต่ง โทนสีทูโทนเชื่อมโยงจากภายนอกสู่ภายใน พร้อมสัญลักษณ์ ‘WOLFTRAK’ บนเบาะคู่หน้าและยางปูพื้นออก แบบพิเศษเฉพาะรุ่น

Ford Ranger Wolftrak 5

ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค ยังพร้อมลุยทุกอุปสรรคด้วยช่วงล่างที่แข็งแกร่ง ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระ     ปีกนก 2 ชั้น พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ระยะต่ำสุดจากพื้นสูงถึง 229 มิลลิเมตร และความสามารถในการลุยน้ำลึกได้สูงสุดถึง 800 มิลลิเมตร พร้อมลุยเส้นทางวิบากได้อย่างมั่นใจด้วยระบบดิฟล็อกหลังแบบไฟฟ้า (Electronic Locking Rear Differential) (เฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น) และระบบจัดการขับขี่ที่มีโหมดให้เลือกได้ถึง 4 โหมด ได้แก่ โหมดปกติ (Normal), โหมดประหยัด (Eco), โหมดลากจูง (Tow/Haul) และโหมดถนนลื่น (Slippery)

Ford Ranger Wolftrak 6

ด้านเทคโนโลยีและระบบช่วยเหลือการขับขี่ ฟอร์ดจัดเต็มด้วยหน้าจอสัมผัส Multi-Touch ขนาด 12 นิ้ว ควบคุมด้วยระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® 4A รองรับ Wireless Apple CarPlay® และ Android Auto™ เพื่อการเชื่อมต่อที่รวดเร็วและปลอดภัย พร้อมหน้าจอแสดงผลบนหน้าปัดแบบสีขนาด 8 นิ้ว มอบความอุ่นใจตลอดการเดินทางด้วยระบบความปลอดภัยรอบคัน อาทิ ถุงลมนิรภัย 6 จุด, กล้องมองหลังขณะถอยจอด, ระบบความคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี, ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) ช่วยลดความเมื่อยล้าในการเดินทางไกล

Ford Ranger Wolftrak 6

ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค มีสีภายนอกให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีขาว อาร์คติค ไวท์, สีดำ แอบโซลูท แบล็ค รวมถึงสองสีพิเศษอย่าง สีเทา คอมมานด์ เกรย์ และสีเขียว แทร็กชัน กรีน (เพิ่มเงิน 10,000 บาท)

ลูกค้าที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th หรือสัมผัสคันจริงได้ที่โชว์รูมฟอร์ด ทั่วประเทศ

*หมายเหตุ:

  • ราคาพิเศษสำหรับรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ช่วงเปิดตัวสำหรับลูกค้าที่จองและออกรถตั้งแต่ 3 สิงหาคม 2569 – 30 กันยายน 2569 เท่านั้น
  • ราคาพิเศษอยู่ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะการเช่าซื้อผ่านทิสโก้และทีทีบีเท่านั้น
  • ราคาพิเศษไม่รวมฟรีประกันภัย Ford Ensure
  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

 

“ซูซูกิ” เดินหน้ากระตุ้นตลาด B-SUV ช่วงกลางปีจัดแคมเปญพิเศษ ลูกค้าซูซูกิและครอบครัวเป็นเจ้าของ SUZUKI FRONX ได้ง่ายยิ่งขึ้น รุ่น GL ราคาพิเศษเริ่มต้น 599,000 บาท จำนวน 200 คันเท่านั้น พร้อมข้อเสนอสุดคุ้มสำหรับ GLX และ GLX PLUS

0
ซูซูกิ 1

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้ากระตุ้นตลาดรถยนต์ B-SUV Hybrid พร้อมเปิดตัวแคมเปญพิเศษ เพื่อขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจในแบรนด์มาโดยตลอด โดยมอบโอกาสให้ลูกค้าซูซูกิและสมาชิกในครอบครัวก้าวสู่การเป็นเจ้าของยนตรกรรมสปอร์ตเอสยูวี SUZUKI FRONX ได้ง่ายยิ่งขึ้น ผ่านข้อเสนอพิเศษสำหรับ SUZUKI FRONX รุ่น GL ในราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 599,000 บาท จำนวนจำกัด 200 คันเท่านั้น พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก ขณะที่รุ่น GLX และ GLX PLUS ลูกค้าซูซูกิและครอบครัวรับส่วนลดพิเศษเพิ่ม 20,000 บาท พร้อมข้อเสนออัตราดอกเบี้ย 0% และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก โดยแคมเปญดังกล่าวเปิดให้จองและรับรถตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569

ซูซูกิ 2

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นับจากการประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย SUZUKI FRONX ยนตรกรรมสปอร์ตเอสยูวียังคงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มองหารถยนต์คุณภาพดี ซึ่งมอบความคุ้มค่าสูงสุดในราคาที่จับต้องได้ ตอบโจทย์การใช้งานในสภาวะแวดล้อมที่หลากหลายได้อย่างลงตัว พร้อมรองรับทุกไลฟ์สไตล์ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่คล่องตัวและมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยที่บรรจุมาให้อย่างครบครัน เราจึงต้องการเปิดโอกาสให้ลูกค้าซูซูกิและสมาชิกในครอบครัวสามารถเข้าถึงยนตรกรรม B-SUV Hybrid ได้ง่ายยิ่งขึ้น ผ่านแคมเปญพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจในแบรนด์มาโดยตลอด

ซูซูกิ 3

SUZUKI FRONX เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่มองหายนตรกรรมสปอร์ตเอสยูวีคุณภาพ ที่ผสานความโดดเด่นด้านดีไซน์ สมรรถนะ ความประหยัดน้ำมัน และเทคโนโลยีความปลอดภัยไว้อย่างลงตัว พร้อมสืบทอดแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของซูซูกิที่มุ่งเน้นการส่งมอบความคุ้มค่าให้แก่ผู้บริโภค ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Smart Hybrid Vehicle (SHVS) อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของซูซูกิ มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมควบคู่กับความประหยัดน้ำมัน พร้อมสร้างความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย SUZUKI SAFETY SUPPORT ที่ติดตั้งมาอย่างครบครัน

ซูซูกิ 4

ทั้งนี้ เพื่อส่งมอบความประทับใจและกระตุ้นการตัดสินใจเป็นเจ้าของยนตรกรรมสปอร์ตเอสยูวี SUZUKI FRONX ได้สะดวกยิ่งขึ้น ซูซูกิจึงพร้อมนำเสนอข้อเสนอสุดพิเศษเพื่อมุ่งเน้นการสร้างความคุ้มค่าให้แก่ลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถยนต์ซูซูกิที่มีชื่อเป็นผู้ครอบครองและลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน Hello Suzuki หรือให้สิทธิ์กับสมาชิกครอบครัว   ด้วยราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 599,000 บาท ใน SUZUKI FRONX รุ่น GL โดยมีจำนวนจำกัด 200 คัน เท่านั้น พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลานานถึง 3 ปี อีกทั้ง ยังมอบแคมเปญพิเศษสำหรับลูกค้าที่สนใจ SUZUKI FRONX รุ่น GLX และ GLX PLUS ซูซูกิมอบส่วนลดพิเศษเพิ่ม 20,000 บาท พร้อมข้อเสนออัตราดอกเบี้ย 0% และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในการเป็นเจ้าของรถยนต์ SUZUKI FRONX ยิ่งขึ้น โดยลูกค้าสามารถจองและรับรถตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569

ซูซูกิ 5

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากข้อเสนอพิเศษในการเป็นเจ้าของ SUZUKI FRONX แล้ว ซูซูกิยังคงมุ่งมั่นส่งมอบความอุ่นใจตลอดระยะเวลาการครอบครองรถ ด้วยโปรแกรม SUZUKI FRONX Worry Free Maintenance Package ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถตามระยะทางนานถึง 7 ปี สามารถนำไปรวมกับการผ่อนชำระค่างวดรถ เพื่อให้ลูกค้าสามารถวางแผนการบริหารค่าใช้จ่ายและมั่นใจในการครอบครองรถในระยะยาว โดยแพ็กเกจมีราคาเริ่มต้นเพียง 27,999 บาท สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาได้สูงสุด 6,781 บาท เมื่อเทียบกับราคาปกติ โดยมีมูลค่ารวมดังนี้

 

SUZUKI FRONX ราคาเต็ม

(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ราคาแพ็กเกจ

(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ลูกค้าประหยัด

(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

หมายเหตุ
GLX/GLX PLUS 42,780.- 35,999.- 6,781.- เมื่อซื้อพร้อมกับการออกรถใหม่
GLX/GLX PLUS 42,780.- 37,999.- 4,781.- เมื่อซื้อภายหลังการรับรถภายใน 90 วัน
GL 33,573.- 27,999.- 5,574.- เมื่อซื้อแพ็กเกจพร้อมการออกรถใหม่
GL 33,573.- 29,999.- 3,574.- เมื่อซื้อภายหลังการรับรถภายใน 90 วัน
  • ครอบคลุมการบำรุงรักษาตามระยะ: 7 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ครอบคลุมเต็มรูปแบบ: ครอบคลุมค่าแรงและค่าอะไหล่แท้ ตามตารางบำรุงรักษาอย่างเป็นทางการของซูซูกิ
  • ป้องกันความเสี่ยงด้านราคา: การันตีราคาชิ้นส่วนอะไหล่ภายใต้แพ็กเกจ ไม่ต้องกังวลเรื่องการปรับขึ้นราคาในอนาคต
  • รายการบำรุงรักษาหลัก: ครอบคลุมอะไหล่สำคัญ อาทิ น้ำมันเครื่องเกรดมาตรฐาน ไส้กรองน้ำมันเครื่อง แหวนรองนอตถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก น้ำยาหม้อน้ำ ไส้กรองอากาศ หัวเทียน สายพานหน้าเครื่อง (Hybrid) สายพานแอร์ เป็นต้น

 

SUZUKI FRONX มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร มีให้เลือกทั้งแบบ K15B ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น และ K15C DUALJET ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Smart Hybrid Vehicle (SHVS) เอกสิทธิ์เฉพาะของซูซูกิ ที่เป็นการผสานพลังเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี Integrated Starter Generator (ISG)  และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ พร้อมมอบสมรรถนะที่เร้าใจด้วยอัตราเร่งที่เฉียบคม และประหยัดน้ำมัน ทำให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างนุ่มนวลและเงียบสบายอย่างลงตัว

 

โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตทันสมัย ทั้งไฟหน้า LED พร้อม Daytime Running Light กระจังหน้าทรงพลัง ไฟท้าย LED เชื่อมต่อเต็มแนว ภายในห้องโดยสาร ติดตั้งจอสัมผัส 9 นิ้วรองรับ Apple CarPlay แบบไร้สาย พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน Paddle Shift ระบบ Push Start แท่นชาร์จไร้สาย และช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

ซูซูกิ 7

โครงสร้างตัวถัง TECT และแพลตฟอร์ม HEARTECT ที่แข็งแรงแต่น้ำหนักเบา พร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน เช่น Hill Hold Control, ESP, ระบบ Idling Stop, จุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX, และรัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 4.8 เมตร ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการใช้งานทั้งในเมืองและนอกเมือง อุ่นใจทุกเส้นทางกับเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคันของ SUZUKI FRONX ในทุกรุ่น ด้วยถุงลมนิรภัย SRS มากถึง 6 ตำแหน่ง และพิเศษเฉพาะสำหรับ GLX PLUS ที่ครบครันด้วยเทคโนโลยี SUZUKI SAFETY SUPPORT เพื่อเสริมความมั่นใจในการขับขี่สูงสุดในทุกเส้นทาง ประกอบไปด้วย

  • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Dual Sensor Brake Support II (DSBS II)
  • จอแสดงข้อมูล Head-up Display (HUD)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control (ACC)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน Lane Keep Assist (LKA)
  • ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน Lane Departure Warning (LDW)
  • ระบบช่วยป้องกันรถออกนอกเลน Lane Departure Prevention (LDP)
  • ระบบเตือนเมื่อรถส่าย Vehicle Sway Warning
  • ระบบเตือนสิ่งกีดขวางในจุดอับสายตา Blind Spot Monitor (BSM)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert (RCTA)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist (HBA)
  • กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา Surround View Monitor
  • เซนเซอร์ถอยหลังพร้อมสัญญาณเตือน Parking Sensor

ราคาจำหน่าย SUZUKI FRONX ทั้ง 3 รุ่นย่อย

  • รุ่น GL ราคา 689,000 บาท

  สิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้าซูซูกิและสมาชิกในครอบครัว ราคาเริ่มต้น 599,000 บาท จำกัดจำนวน 200 คันเท่านั้น

  • รุ่น GLX ราคา 749,000 บาท
  • รุ่น GLX PLUS ราคา 799,000 บาท

(สี Pearl Snow White  เพิ่ม 5,000 บาท / สี Two-tone เพิ่ม 10,000 บาท)

“ซูซูกิขอขอบคุณลูกค้าคนไทยที่เปิดโอกาสให้เราได้ดูแลและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนชีวิตอย่างมีคุณภาพ เราจะยังคงมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพ พร้อมพัฒนางานบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ความไว้วางใจจากลูกค้าทุกท่านคือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ซูซูกิมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และพร้อมเคียงข้างลูกค้าชาวไทยอย่างยั่งยืนต่อไป”

ซูซูกิมีโชว์รูมรถยนต์ซูซูกิครอบคลุม  77 แห่งทั่วประเทศ พร้อมด้วยศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน 46 แห่ง และศูนย์บริการ 2S (Service & Spare Parts) จำนวน  11 แห่ง อีกทั้งยังมีบริการ “Mobile Service” ที่พร้อมดูแลรถยนต์นอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ตรวจสอบระบบเบรก แบตเตอรี่ หรือการบำรุงรักษาพื้นฐานต่างๆ พร้อมด้วยการขยายเครือข่ายศูนย์บริการมาตรฐาน 2S (Service & Spare Parts) เพื่อให้บริการควบคู่ไปกับศูนย์บริการหลักประเภท 3S (Sales, Service & Spare Parts) เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

 

 

ได้เวลาบูสต์ความสนุกครั้งใหม่! Honda Super-ONE ใหม่ เตรียมเปิดตัวในไทย 14 ส.ค. นี้ ลิมิเต็ดเพียง 30 คันในปีนี้! พร้อมเปิดโอกาสสุด Exclusive ให้ผู้สนใจร่วมสัมผัส EV น้องใหม่ตัวจี๊ดจากฮอนด้า และทดลองขับก่อนใคร ที่แรกและที่เดียวในไทย

0
Honda Super-ONE 1

มาตามนัด! บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ยืนยันเตรียมวางจำหน่าย “Honda Super-ONE ใหม่” รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก รุ่นประกอบและนำเข้าจากญี่ปุ่นสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในจำนวนจำกัดเพียง 30 คันในปีนี้ พร้อมปักวันเปิดตัวและประกาศราคาในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ห้ามพลาด! โอกาสสุด Exclusive เปิดรับผู้สนใจเพียง 50 สิทธิ์เท่านั้น (สามารถพาผู้ติดตามมาได้ 1 ท่าน รวมสูงสุด 2 ท่านต่อสิทธิ์) เข้าร่วมงาน “Super-ONE Street Club” สัมผัสคันจริงและทดลองขับก่อนใครที่แรกในไทย! ณ DAS HAUS BKK พร้อมบูสต์ความสนุกไปกับปาร์ตี้และกิจกรรมสไตล์ คัลเจอร์ญี่ปุ่นสุดคูล โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่ 31 กรกฎาคม – 6 สิงหาคม 2569 ผ่าน LINE Official Account: @honda-thailand และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมในวันที่ 10 สิงหาคม 2569

Honda Super-ONE 2

Honda Super-ONE เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กรุ่นใหม่ ที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “e: Dash BOOSTER” เพื่อยกระดับการเดินทางในชีวิตประจำวันให้สนุกและเร้าใจยิ่งขึ้น พร้อมถ่ายทอด DNA ความสนุกในการขับขี่ (Fun of Driving) อันเป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้าอย่างชัดเจน โดยชื่อ “Super-ONE” สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างยนตรกรรมที่ก้าวข้ามมาตรฐานเดิม (Super) พร้อมส่งมอบคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบฉบับของฮอนด้า (One and only)

การนำเข้า Honda Super-ONE ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของฮอนด้าในการเติมเต็มไลน์อัปยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ให้ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้ามากยิ่งขึ้น พร้อมเปิดมิติใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมความสนุกในการขับขี่ตามแบบฉบับฮอนด้า อีกทั้งตอกย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการก้าวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า และตอบรับกระแสความสนใจจากแฟน ๆ ฮอนด้าที่เฝ้ารอการมาถึงของรุ่นนี้มาอย่างต่อเนื่อง

เตรียมพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Honda Super-ONE ครั้งแรกในไทย พร้อมบูสต์ประสบการณ์
ความสนุกครั้งใหม่ ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 นี้

อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่

  • เว็บไซต์: honda.co.th
  • Facebook Official Account: Honda Thailand
  • LINE Official Account: @honda-thailand

 

“LEPAS” เปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ พร้อมเคาะราคา LEPAS L6 EV

0
เลอพาส 1

LEPAS ประกาศรุกตลาดไทยเต็มรูปแบบในฐานะหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมส่งมอบประสบการณ์การเดินทางแห่งอนาคตผ่านการผสานดีไซน์ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด

เลอพาส 2

LEPAS (เลพาส) แบรนด์ยานยนต์พรีเมียมเอสยูวีระดับสากล ภายใต้ Chery Group จัดงานเปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการในประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมประกาศวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Drive Your Elegance” ซึ่งสะท้อนปรัชญาของแบรนด์ในการผสานความสง่างามของงานออกแบบ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมเผยโฉม LEPAS L6 EV รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมเอสยูวีรุ่นใหม่ และประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการโดยเปิดรับจองแล้ววันนี้ และพร้อมส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทยและภูมิภาค

รุ่น Premium เริ่มต้นที่ 829,900 บาท Special Offer 799,900 บาท*

รุ่น Comfort เริ่มต้นที่ 769,900 บาท

*จนถึง 31 สิงหาคม 2569

เลอพาส 3

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ LEPAS ในการขยายธุรกิจสู่ประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ โดยประเทศไทยได้รับการวางให้เป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ของแบรนด์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ การเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ ตลอดจนความพร้อมของผู้บริโภคที่เปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ LEPAS เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ในภูมิภาค และเป็นตลาดสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค

เลอพาส 4

สำหรับ LEPAS การเดินทางในอนาคตไม่ได้หมายถึงเพียงการพาผู้คนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่คือการยกระดับทุกช่วงเวลาระหว่างการเดินทางให้เป็นประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตน รสนิยม และคุณภาพชีวิต รถยนต์จึงได้รับการออกแบบให้เป็นมากกว่าพาหนะ แต่เป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตที่ผสานความงดงาม เทคโนโลยี และความสะดวกสบายเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ภายใต้แนวคิด “ Drive Your Elegance ” ที่เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของแบรนด์ในทุกตลาดทั่วโลก

เลอพาส 6

ในฐานะแบรนด์ยานยนต์พรีเมียมเอสยูวี ระดับสากล LEPAS มุ่งสร้างความแตกต่างผ่านแนวคิด Premium Mobility ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ เทคโนโลยีอัจฉริยะ ประสบการณ์ผู้ใช้งาน และคุณภาพในทุกองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสมรรถนะ ความยั่งยืน และคุณค่าทางอารมณ์ของการเดินทาง ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหารถยนต์ซึ่งสะท้อนทั้งไลฟ์สไตล์และตัวตน

เลอพาส 8

คุณจ้าย เสี่ยวปิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LEPAS กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของ LEPAS ในการขยายสู่ตลาดโลก และเป็นประเทศแรกที่เราเลือกเปิดตัว LEPAS L6 EV เพราะเราเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ รวมถึงผู้บริโภคชาวไทยที่เปิดรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ การเปิดตัวครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแนะนำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ LEPAS ในการสร้างแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ระดับโลก ที่มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีโดยมีผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง ผสานระบบอัจฉริยะ นวัตกรรมด้านพลังงาน และการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้ ชีวิต เพื่อให้ทุกการเดินทางสะดวกสบาย ปลอดภัย และสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า เราเชื่อว่าเทคโนโลยีที่ดีที่สุดคือเทคโนโลยีที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้อย่างแท้จริง”

เลอพาส 9

“จากประเทศไทย LEPAS จะเดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดสำคัญทั่วโลก ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และเครือข่ายบริการอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าภายในปี 2030 ในการขยายการดำเนินงานสู่ มากกว่า 90 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก มียอดจำหน่ายรถยนต์ 1 ล้านคันต่อปี พร้อมสร้างเครือข่าย โชว์รูมและศูนย์บริการกว่า 2,000 แห่ง เพื่อรองรับลูกค้าในทุกตลาด เป้าหมายเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ LEPAS ในการก้าวสู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก พร้อมส่งมอบนวัตกรรม คุณภาพ และบริการระดับสากล เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับพันธมิตรและผู้บริโภคทั่วโลก”

คุณชาล หวัง ผู้อำนวยการบริหาร LEPAS ประเทศไทย กล่าวว่า “การเปิดตัว LEPAS อย่างเป็นทางการในประเทศไทยถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ทั้งในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ การเติบโตของตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ และผู้บริโภคที่เปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เราจึงไม่ได้เข้ามาเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสร้างแบรนด์ที่เติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภคชาวไทย ผ่านการส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่ผสานการออกแบบ เทคโนโลยี และคุณภาพเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว”

คุณชาล กล่าวเพิ่มเติมว่า “แนวคิด “ Drive Your Elegance “ไม่ได้สะท้อนเพียงปรัชญาการออกแบบของ LEPAS แต่ยังเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจของแบรนด์ เรามุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาด ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นผ่านเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย การบริการหลังการขาย และประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถที่ได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อให้ LEPAS เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในประเทศไทย”

เลอพาส 10

ภายในงาน LEPAS ได้เปิดตัว LEPAS L6 EV อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของแบรนด์ที่สะท้อนแนวคิด “A Global High-Quality Tech SUV” ถ่ายทอดปรัชญา “ Drive Your Elegance ” ผ่านการผสานงานออกแบบระดับพรีเมียม เทคโนโลยีอัจฉริยะ และนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่

LEPAS L6 EV ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด Leopard Aesthetics ที่ถ่ายทอดความสง่างามควบคู่กับความคล่องตัวและพลังในการเคลื่อนไหวอย่างลงตัว โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ ห้องโดยสารที่กว้างขวางพร้อมเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ และระบบความปลอดภัยที่ได้รับการพัฒนาตามมาตรฐานระดับโลก เพื่อมอบความสะดวกสบาย ความมั่นใจ และคุณภาพการเดินทางในทุกเส้นทาง

LEPAS เชื่อว่าความหรูหราในยุคใหม่ไม่ได้วัดจากรูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสานระหว่างการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ เทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง และประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าให้กับผู้ใช้งานในทุกวัน แนวคิดดังกล่าวจึงถูกนำมาถ่ายทอดผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทุกคันของแบรนด์ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของ Premium Mobility ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคปัจจุบัน

ควบคู่ไปกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ LEPAS ยังเดินหน้าสร้างรากฐานธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการที่ได้มาตรฐาน การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการยกระดับบริการหลังการขาย เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถที่ครอบคลุมในทุกมิติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในระยะยาว

คุณจิตติศักดิ์ วงษ์ศิริ ผู้อำนวยการด้านการขายและการพัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย LEPAS ประเทศไทย กล่าวว่า “การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคคือหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจของ LEPAS ในประเทศไทย นอกจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเทคโนโลยีระดับโลกแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกช่วงของการเป็นเจ้าของรถ ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การส่งมอบรถ ไปจนถึงการบริการหลังการขาย”

“ภายในปี 2569 LEPAS มีแผนขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายให้ครอบคลุม 50 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบบริการหลังการขาย การบริหารจัดการอะไหล่ และการฝึกอบรมบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์ และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าชาวไทยในระยะยาว”

ในระยะต่อไป LEPAS จะเดินหน้าสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านกิจกรรมทางการตลาด การสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภค และความร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศไทย ควบคู่กับการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ และก้าวสู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์ยานยนต์พรีเมียมเอสยูวี ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคชาวไทย

นอกเหนือจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี LEPAS ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค ผ่านการทำความเข้าใจไลฟ์สไตล์และความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาดในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค LEPAS พร้อมเดินหน้าปรับกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ การสื่อสารแบรนด์ และการบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มากกว่าการเป็นเจ้าของรถยนต์

ด้วยแนวคิด “ Drive Your Elegance ” LEPAS มุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ของการเดินทางแห่งอนาคต ผ่านการผสมผสานระหว่างความงดงามของการออกแบบ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และแนวคิดด้านความยั่งยืน โดยเชื่อว่ารถยนต์ในยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการเดินทาง แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่สะท้อนตัวตน ความต้องการ และคุณค่าของผู้ใช้งาน

เปิดตัวแบรนด์ LEPAS ในประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างรากฐานในตลาดไทย โดยแบรนด์จะเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบริการ และระบบนิเวศทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ฉลอง 65 ปี ในประเทศไทย ประกาศทิศทางแบรนด์ใหม่ “Enjoy The Ride”พร้อมพา “มิตซูรุ” แบรนด์แอมบาสเดอร์ใหม่ ชวนคนไทยออกไปใช้ชีวิตให้ “จอยได้ทุกเส้นทาง”

0
Mitsubushi 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด  ฉลองครบรอบ 65 ปีแห่งการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ประกาศทิศทางแบรนด์ใหม่ “Enjoy The Ride จอยได้ทุกเส้นทาง” ตอกย้ำภาพลักษณ์ “แบรนด์ที่ช่วยยกระดับและเติมเต็มการใช้ชีวิต” ผ่านยนตรกรรมคุณภาพที่เข้าใจทุกสภาพเส้นทาง ความเชี่ยวชาญด้านสมรรถนะและเทคโนโลยีการขับขี่ ควบคู่กับการดูแลลูกค้าด้วยหัวใจ พร้อมเปิดตัว “มิตซูรุ” (MITSURU) แบรนด์แอมบาสเดอร์ใหม่ เพื่อร่วมถ่ายทอดพลังแห่งความสนุกสนานและแรงบันดาลใจ ชวนลูกค้าทุกเจเนอเรชันให้ออกไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่และมีความสุขในทุกการเดินทาง

Mitsubushi  3

 

มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า“ในโอกาสครบรอบ 65 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เราขอขอบคุณลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ เครือข่ายผู้จำหน่าย และพนักงานทุกคน ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางกว่า 6 ทศวรรษ และเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ทำให้เราไม่เคยหยุดพัฒนา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ภาคภูมิใจ ไม่ได้มีเพียงการส่งมอบรถยนต์คุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ หรือการบริการที่เป็นเลิศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ได้รับจากลูกค้า ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการสร้างการจ้างงาน และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจของประเทศไทย

Mitsubushi  2

ความไว้วางใจและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน คือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เราพร้อมก้าวสู่บทใหม่ของแบรนด์ภายใต้แนวคิด ‘Enjoy The Ride จอยได้ทุกเส้นทาง’ เพราะเราเชื่อว่าบทบาทของรถยนต์ในวันนี้เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับผู้คน ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะเพื่อการเดินทาง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในทุกช่วงเวลาที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การใช้เวลากับครอบครัว หรือการออกไปสร้างความทรงจำใหม่ ๆ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมุ่งสู่การเป็นมากกว่าผู้ผลิตรถยนต์ แต่เป็นแบรนด์ที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ยิ่งขึ้น ผ่านยนตรกรรมที่ผสานวิศวกรรมญี่ปุ่นอันเป็นจุดแข็งของแบรนด์ เข้ากับความเข้าใจในสภาพถนนที่หลากหลาย และความต้องการของผู้ใช้งานอย่างลึกซึ้ง เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ ความสุข และความหมายโดยมี ‘มิตซูรุ’ แบรนด์แอมบาสเดอร์ใหม่ เป็นตัวแทนในการถ่ายทอดพลังแห่งความสนุก ความมีชีวิตชีวาและแรงบันดาลใจ เพื่อชวนทุกคนออกไปค้นพบความหมายของการเดินทาง และใช้ชีวิตให้จอยในแบบของตัวเอง”

Mitsubushi 4

นับตั้งแต่ปี 2504 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้อยู่เคียงข้างประเทศไทยในฐานะแบรนด์รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับและไว้วางใจจากลูกค้าชาวไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยหัวใจหลักของการดำเนินงานที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ภายใต้ปรัชญา ”KOE” (声) การรับฟังเสียงของลูกค้า และ “KANDO” (感動) การสร้างความประทับใจในทุกด้านของผลิตภัณฑ์และงานบริการ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 65 ปีที่ผ่านมา จนสามารถขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของไทย และเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในระดับโลก ด้วยยอดการผลิตรถยนต์สะสมกว่า 7 ล้านคัน พร้อมส่งออกรถยนต์ที่ผลิตโดยฝีมือคนไทยไปยังกว่า 120 ประเทศทั่วโลกแล้วกว่า 5 ล้านคัน

Mitsubushi 6

ด้วยวิสัยทัศน์ในการเป็นแบรนด์ที่ช่วยเติมเต็มทุกมิติของการใช้ชีวิต มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้มุ่งพัฒนายานยนต์คุณภาพสูงที่ให้ทั้งความแข็งแกร่ง ความทนทาน ความปลอดภัย และความมั่นใจ เพื่อรองรับการเดินทางไปใช้ชีวิตในหลากหลายรูปแบบ ภายใต้แนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ “Expert in Any Road Condition”หรือ “ผู้เชี่ยวชาญในทุกสภาพถนน” โดยหลอมรวมความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมมาตรฐานญี่ปุ่น เข้ากับความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในพฤติกรรมและความต้องการของผู้ใช้งานชาวไทย ผ่านการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างทีมวิจัยและพัฒนาของทั้งสองประเทศ ตัวอย่างเช่น มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ที่ได้มีการขับทดสอบบนทุกสภาพถนนในเมืองไทยกว่า 100,000 กิโลเมตร เพื่อปรับจูนรถยนต์ให้ตอบสนองการใช้งานจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Mitsubushi 6

ความเชี่ยวชาญดังกล่าวได้รับการพิสูจน์ผ่านการแข่งขัน เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ (AXCR) ซึ่งถือเป็นสนามทดสอบสมรรถนะและความสามารถในการรับมือกับเส้นทางที่ท้าทาย โดยข้อมูลเชิงเทคนิคที่ได้จากมอเตอร์สปอร์ตนี้จะถูกนำมาใช้ในการพัฒนารถยนต์ที่ผลิตเพื่อจำหน่ายจริง นอกจากนี้ องค์ความรู้ที่สั่งสมมาจากการพัฒนายานยนต์และการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตยังถูกนำมาต่อยอดเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Super Select 4WD-II อันเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่มอบความมั่นใจและการควบคุมที่เหนือกว่าในทุกเงื่อนไขของเส้นทาง รวมถึงแนวคิด MITSUBISHI e:MOTION ในกลุ่มรถยนต์ไฮบริด ซึ่งผสานการทำงานของระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC)  เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้สนุก ปลอดภัย และสะดวกสบาย

Mitsubushi  7

นอกเหนือจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังให้ความสำคัญกับการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า ด้วยการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจ จริงใจ และพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ตามแบบฉบับจิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่น หรือ Omotenashi (おもてなし) ผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายกว่า 180 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างความอุ่นใจให้ลูกค้าในทุกช่วงเวลาของการเป็นเจ้าของรถยนต์

Mitsubushi  9

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะยังคงเดินหน้าสานต่อความเชี่ยวชาญด้านสมรรถนะและเทคโนโลยีการขับขี่ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ ผ่านการนำเสนอยนตรกรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ช่วยยกระดับและเติมเต็มการใช้ชีวิต ซึ่งรวมถึง “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร” ที่มีกำหนดเปิดตัวครั้งแรกของโลกในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เพื่อส่งต่อจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย และส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในแบบ “Enjoy The Ride จอยได้ทุกเส้นทาง”

 

ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ‘โหดได้เรื่อง ดุได้ใจ’ พิสูจน์สมรรถนะงานหนักจากผู้ใช้งานจริง

0

ถังคอนกรีตหนักหลายตัน เส้นทางในสวนที่แคบ ท้าทาย และเต็มไปด้วยโคลนหรือหญ้าลื่น หรือการลากจูงเรือลำใหญ่ลงสู่ผืนน้ำในพื้นที่จำกัด ล้วนเป็น ‘งานหนัก’ ที่ต้องการมากกว่าแค่รถกระบะทั่วไป

เพราะในโลกการทำงานจริง ไม่มีโจทย์ใดเหมือนกัน ฟอร์ดจึงพัฒนา ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ รถกระบะที่พร้อมรับมือกับภารกิจหนักตั้งแต่ออกจากโรงงาน ด้วยพิกัดน้ำหนักรวมบรรทุกสูงสุด (GVM) ถึง 4,500 กิโลกรัม ความสามารถในการลากจูงสูงสุดถึง 4,500 กิโลกรัม พร้อมน้ำหนักรวมบรรทุกและลากจูง (GCM) สูงสุดถึง 8,000 กิโลกรัม

แต่ตัวเลขเหล่านี้จะไม่มีความหมายเลย หากไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในชีวิตจริง และนี่คือเรื่องราวจากผู้ใช้งานจริงที่เปลี่ยน ‘ความท้าทาย’ ให้กลายเป็น ‘ความสำเร็จ’ ด้วย ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้

แบกได้ ไม่มีสะดุด — เมื่อทุกเที่ยวส่งของคือต้นทุนทางธุรกิจ

สำหรับ คุณเฉลิมชัย ตะมะพุฒ เจ้าของบริษัท เฟอร์โรซีเมนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปสำหรับถังบำบัดน้ำเสีย ถังกักเก็บน้ำ การบรรทุกสินค้าที่มีน้ำหนักมากไปส่งลูกค้าตามหน้างานต่าง ๆ คือภารกิจประจำวัน ขณะที่การใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่อาจไม่ตอบโจทย์ด้านต้นทุนสำหรับการขนส่งสินค้าทีละชิ้น

ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ รถกระบะขนาดกลางคันแรกในตลาดไทยที่รองรับพิกัดน้ำหนักรวมบรรทุกสูงสุด 4,500 กิโลกรัม จึงช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างความคล่องตัวของรถกระบะและความสามารถในการรองรับงานบรรทุกหนักที่รถกระบะทั่วไปอาจ ’แบกไม่ไหว’ ได้อย่างลงตัว

“ก่อนหน้านี้กังวลมากว่ารถจะรับน้ำหนักได้จริงหรือไม่ เพราะถังบำบัดน้ำเสียแต่ละใบมีน้ำหนักมาก แต่พอได้ลองใช้ ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ก็พบว่าตอบโจทย์งานตรงจุด บรรทุกเต็มคันรถยังขับได้นิ่ง ควบคุมง่าย ไม่ต้องกลัวรถเสียหายและยังช่วยให้งานสำเร็จได้อย่างง่ายดาย” นายเฉลิมชัย กล่าว

ทางจะลื่นและวิบากแค่ไหน ก็ไปต่อได้อย่างมั่นใจ

ที่สวนมะพร้าวน้ำหอม จังหวัดมหาสารคาม คุณทัศพร ศรีสม ต้องเผชิญกับเส้นทางที่เปลี่ยนไปตามสภาพอากาศ ทั้งโคลน หญ้าลื่น และทางขรุขระในสวน ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งผลผลิตในแต่ละวัน

“พื้นสวนบ้านเรามีทั้งโคลนและหญ้าลื่น โดยเฉพาะช่วงฝนตกที่เส้นทางจะยิ่งท้าทาย แต่เมื่อใช้โหมดขับขี่ทางโคลนในฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ รถยึดเกาะดีมาก ควบคุมง่าย และช่วยให้ขับเข้า-ออกสวนได้อย่างมั่นใจทุกวัน” คุณทัศพร กล่าว

นอกจากสมรรถนะและเทคโนโลยีช่วยเหลือในการขับขี่ในสภาพเส้นทางที่หลากหลายแล้ว ความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักสูงสุดถึง 4,500 กิโลกรัม ยังช่วยให้คุณทัศพรขนผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมได้มากขึ้นในแต่ละเที่ยว ขณะที่ดีไซน์ทั้งภายนอกและภายในที่โดดเด่น ดุดัน ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจเมื่อต้องเดินทางไปพบลูกค้า

ลากจูงหนักได้ ควบคุมง่ายสำหรับทุกคน

การลากเรือหรือเจ็ทสกีขนาดใหญ่ลงท่าเทียบเรือที่มีความลาดชันและพื้นที่จำกัด มักถูกมองว่าเป็นงานเฉพาะทางที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ชายร่างกายกำยำเท่านั้น แต่สำหรับนักธุรกิจหญิงท่านนี้ เธอพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ‘เทคโนโลยีและสมรรถนะรถที่ดี’ สามารถทลายทุกข้อจำกัดได้อย่างสิ้นเชิง

คุณนก เอกเขนก เจ้าของร้านเอกเขนก จังหวัดฉะเชิงเทรา ตัวแทนของผู้หญิงแกร่งขับกระบะ กล่าวถึงฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ไว้ว่า “หลายคนชอบคิดว่ารถกระบะคันใหญ่ขับยาก และยิ่งถ้าต้องลากจูงเรือพ่วงไปด้วยยิ่งดูเป็นไปไม่ได้สำหรับผู้หญิง แต่พอได้มาสัมผัสฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ความรู้สึกกังวลทั้งหมดก็หายไป รถขับง่ายและนุ่มนวลมาก พวงมาลัยเบาแต่แม่นยำ ช่วงล่างนิ่ง หนึบ จนเราแทบไม่รู้สึกเลยว่ากำลังลากภาระหนักอยู่ข้างหลัง ยิ่งตอนถอยเรือลงท่าน้ำในพื้นที่แคบๆ รถก็ควบคุมง่าย ไม่สร้างความเครียดให้คนขับเลย”

ด้วยความสามารถในการลากจูงสูงสุด 4,500 กิโลกรัม ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ จึงช่วยให้การลากจูงภาระหนักเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น พร้อมมอบความมั่นใจให้ผู้ขับขี่ในทุกสถานการณ์

งานเหมือง งานสวน หรืองานหนักแบบไหน ก็พร้อมลุย

สำหรับคุณประกิต ทองแท่งไทย เจ้าของโรงโม่หินประทานพร รถที่ใช้ทำงานในเหมืองต้องพร้อมเผชิญกับเส้นทางที่คาดเดาไม่ได้ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นทางลาดชันหรือเส้นทางทรายที่ควบคุมได้ยาก ขณะที่คุณมาโนช หนาแน่น เจ้าของสวนทุเรียน จังหวัดระยอง ต้องการรถที่ทำหน้าที่ได้ครบทั้งบรรทุก เดินทาง และเข้าถึงพื้นที่สวนที่มีทางแคบลาดชัน

ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล วี6 กำลังสูงสุด 210 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร พร้อมโหมดช่วยเหลือการขับขี่ 7 โหมด และระบบช่วยเลี้ยวในทางออฟโรด (Trail Turn Control) ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ จึงพร้อมสนับสนุนผู้ใช้งานให้ผ่านทุกเงื่อนไขของหน้างานได้อย่างมั่นใจ

“เมื่อก่อนต้องใช้รถหลายคันสลับกันเพื่อทำงานในสวน แต่พอเปลี่ยนมาใช้ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ คันเดียวก็ช่วยตอบโจทย์ได้ครบ ทั้งบรรทุกของ ขึ้นทางชัน และเข้าทางแคบในสวนได้สะดวก ไม่ว่าทางจะโหดแค่ไหน ซูเปอร์ ดิวตี้ ก็พาไปได้ทุกเส้นทาง” คุณมาโนช กล่าว

 

โหดได้เรื่อง ดุได้ใจ เพราะงานหนักต้องการมากกว่าความแข็งแกร่ง

ภายใต้ภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง ดุดัน และพร้อมลุย ของฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ คือรถกระบะที่ออกแบบโดยใส่ใจทุกรายละเอียด เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานจัดการงานหนักได้อย่างคล่องตัว มั่นใจ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เรื่องราวจากผู้ใช้งานจริงเหล่านี้เปรียบเสมือนข้อพิสูจน์ว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นแค่รถกระบะสำหรับบรรทุกหนักหรือลากจูง แต่คือ ‘คู่คิดทางธุรกิจ’ และ ‘ผู้ช่วยส่วนตัว’ ที่ช่วยให้ทุกคนไปได้ไกลกว่าเดิม ไม่ว่างานจะหนัก หน้างานจะโหด หรือเส้นทางจะท้าทายเพียงใด… คุณก็ทำได้มากกว่าที่เคย

รับชมวิดีโอไฮไลท์ความแกร่งของฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้จากผู้ใช้งานจริงได้ที่ เฟซบุ๊ก ฟอร์ด ร่วมสัมผัสและพิสูจน์ความแกร่งระดับซูเปอร์ ดิวตี้ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์และบริการของฟอร์ดได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th

MG Primus ฉลองครบรอบ 11 ปี ตอกย้ำความสำเร็จ จัดแคมเปญใหญ่ขอบคุณลูกค้า

0

MG Primus ฉลองความสำเร็จครบรอบ 11 ปี เติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านบริการครบวงจร ด้วยการให้บริการดูแลรถยนต์มากกว่า 3 แสนครั้ง โดยทีมช่างมืออาชีพระดับประเทศ พร้อมส่งมอบประสบการณ์สุดพรีเมี่ยม กับกิจกรรมและแคมเปญพิเศษมากมาย เริ่มวันนี้ ถึง 30 กันยายน ศกนี้ ที่โชว์รูม MG Primus ทั้ง 5 สาขา

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือ MG Primus และ Primus Group เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา MG Primus ได้ร่วมพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่งด้านผลิตภัณฑ์และองค์กรเคียงข้าง บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด มาโดยตลอด โดย MG Primus เดิมดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ Best Auto Sales ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น MG Primus เพื่อสะท้อนการเติบโตขององค์กรและทิศทางธุรกิจในปัจจุบัน ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า การส่งมอบประสบการณ์ที่ทรงคุณค่า และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ส่งผลให้องค์กรเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับแนวหน้าของผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ MG ในประเทศไทย

นอกจากนี้ MG Primus ยังได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากลูกค้ามาอย่างยาวนาน โดยมีการส่งมอบรถยนต์ MG ให้กับลูกค้ามากกว่า 30,000 คัน และดูแลลูกค้าเข้ารับบริการหลังการขายมากกว่า 300,000 ครั้ง ด้วยทีมงานคุณภาพที่มากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการดูแลรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์เครื่องสันดาป

พร้อมรองรับการบริการงานซ่อมสีและตัวถัง ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย วัสดุคุณภาพสูง และอะไหล่แท้ 100%  เพื่อเพิ่มความมั่นใจในมาตรฐานการซ่อม ด้วยการรับประกันงานซ่อมนาน 1 ปี และรองรับการเคลมประกันภัยจากบริษัทประกันชั้นนำทุกแห่ง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งมอบบริการที่ครบวงจร มีคุณภาพ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกท่าน การันตีความสำเร็จด้วยรางวัลเกียรติยศมากมาย ทั้งด้านการขายและบริการหลังการขาย ในประเภทบุคคล และองค์กร

“ในนามของ MG Primus ผมขอขอบคุณลูกค้าคนสำคัญทุกท่าน รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจชั้นนำ อย่าง บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) และ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ที่เป็นแรงผลักดันสำคัญ ช่วยให้เราเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายในตลาดรถยนต์เมืองไทย”

ในโอกาสครบรอบ 11 ปี MG Primus ได้จัดกิจกรรมพิเศษแทนคำขอบคุณ โดยมอบสิทธิ์ประโยชน์มากมาย เมื่อทดลองขับรถ MG ในงาน Showroom Event หรืองาน Test Drive Cafe และสำหรับลูกค้าที่นำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์ MG Primus มียอดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 2,500 บาทขึ้นไป รับทันที! ส่วนลดค่าแรง 10% และส่วนลดค่าอะไหล่ 15% พร้อมรับฟรี! กระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิสุดพรีเมี่ยม

พิเศษ! สำหรับผู้ที่จองและรับรถยนต์ MG ทุกรุ่น รับสิทธิ์พิเศษเพิ่มเติม พร้อมรับของขวัญฉลองครบรอบ 11 ปี ฟรี! เฉพาะที่โชว์รูมและศูนย์บริการศูนย์บริการ MG Primus ทั้ง 5 สาขา ได้แก่ สาขาเพชรเกษม 65, บางนา กม.5,  บายพาส ชลบุรี, พัทยา นาจอมเทียน และหางดง เชียงใหม่ เริ่มวันนี้ ถึง 30 กันยายน ศกนี้

“MG Primus ยังคงมุ่งมั่นยกระดับการดูแลและบริการลูกค้าอย่างครบวงจรในระยะยาว เช่นเดียวกับทุกแบรนด์ภายใต้ Primus Group เพราะเราเชื่อว่า ‘การบริการที่ดีไม่ได้สิ้นสุดเพียงวันส่งมอบรถ’ แต่คือการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์ เราพร้อมเดินหน้าพัฒนาคุณภาพการบริการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดและสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าทุกคน ตามสโลแกน ‘เรื่องรถ ให้ไพรม์มัสดูแล’” นายจิระพล กล่าวทิ้งท้าย

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยยอดขายครึ่งปีแรก เซกเมนต์ BEV ในไทยเติบโตกว่า 130% ลุยพลิกโฉมประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ยืดหยุ่นขึ้นด้วย FLEX Mobility Campaign

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย แถลงข่าวผลประกอบการช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ชูการเติบโตของเซกเมนต์รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ด้วยตัวเลขการเติบโตกว่า 130% สะท้อนความสำเร็จของ The all-new electric CLA พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็น Mobility Solutions Provider ผ่านการรีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการหลังการขายครั้งใหญ่ ภายใต้ “FLEX Mobility Campaign” ที่มาพร้อมคอนเซปต์ “Flex to fit you” กับประสบการณ์การเป็นเจ้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น นำเสนอแพ็กเกจ StarChoice ที่ให้เลือกเสริมออปชันได้ทั้งแผนประกันภัยชั้น 1 “StarProtection” โปรแกรมบำรุงรักษาตามระยะทาง “StarCare” และโปรแกรมขยายระยะเวลาการรับประกันคุณภาพรถยนต์ “StarGuarantee” โดยมีแพ็กเกจสูงสุดที่ครอบคลุมทั้ง 3 รายการ เพียง 6,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่ลูกค้าสามารถประหยัดได้สูงสุดถึง 400,000 บาท* เมื่อเทียบกับการซื้อแพ็กเกจในราคาปกติ เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของกลุ่มลูกค้าทั้งลูกค้าทั่วไป ลูกค้านิติบุคคล และลูกค้าองค์กรที่ซื้อรถยนต์แบบฟลีท (Fleet Sales) โดยเริ่มแคมเปญตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

สำหรับยอดขายรวมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั่วโลก ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 สามารถสร้างยอดขายได้กว่า 511,900 คัน โดยเซกเมนต์ที่โดดเด่นที่สุดคือรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มีอัตราเติบโตถึง 50% ด้วยยอดขายกว่า 52,900 คัน คิดเป็นสัดส่วน 13% จากยอดขายรวมของรถยนต์ในกลุ่ม Passenger Cars ซึ่งส่วนใหญ่มาจากรุ่นที่เปิดตัวล่าสุดอย่าง The all-new electric CLA, และ GLC นอกจากนี้ยังมีการเปิดรับจอง The all-new electric C-Class ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พร้อมประกาศเปิดตัว The all-new electric GLA แบบ World Premiere ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ และสำหรับเซกเมนต์ Top-End Vehicle ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากการเปิดตัว The new S-Class และ The new Mercedes-Maybach S-Class ในช่วงไตรมาสแรกของปี โดยมีแผนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ช่วงปลายปีนี้

โดยในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีตัวเลขจดทะเบียนสะสม 3,557 คัน และยอดขายรวม 2,845 คัน ตอกย้ำกระแสความนิยมในเซกเมนต์รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ด้วยอัตราการเติบโตที่สูงถึง 130% จากความสำเร็จของ The all-new electric CLA ที่สร้างยอดขายกว่า 300 คัน ภายในระยะเวลา 2 เดือน และมียอดจองสะสมอีกกว่า 1,350 คัน โดยกำลังการผลิตของรุ่นดังกล่าวอยู่ที่ 100–200 คันต่อเดือน ผ่านโรงงานผลิตและประกอบรถยนต์ของบริษัทในกลุ่มธนบุรี (Thonburi Group) ซึ่งมีการร่วมมือกับบริษัท เพาเวอร์ เทค เอ็นเนอยี โซลูชั่น จำกัด (Power Tech Energy Solutions) ในการจัดหาแบตเตอรี่แรงดันสูงสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ในกลุ่ม Top-End Vehicle สำหรับแบรนด์ Mercedes-Maybach มีการเติบโตขึ้น 83% และ G-Class เติบโตขึ้น 100% โดยรถยนต์ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดมีอัตราการเติบโตทั้งเซกเมนต์อยู่ที่ 34% และในส่วนของรถแวนมี 2 รุ่นที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง นำโดย Sprinter ที่เติบโตขึ้น 83% และ V-Class เติบโตขึ้น 14% สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จภาพรวมในแต่ละเซกเมนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย

มร. คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จากตัวเลขผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่าเรายังสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้สถานการณ์ความท้าทายรอบด้านที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกันอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะการเติบโตในเซกเมนต์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากแผนการขยาย Product Portfolio ของแบรนด์ อย่างในประเทศไทยที่มีโมเดลสำคัญอย่าง The all-new electric CLA และในช่วงครึ่งปีหลัง เรายังมีโมเดลที่จะเข้ามาสร้างความคึกคักให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยอีกมากมาย ทั้งในเซกเมนต์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% และเซกเมนต์ Top-End Vehicle

ในปี 2569 นอกจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ และการเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญของเราคือการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) ซึ่งเราแสดงให้เห็นผ่านโมเดลธุรกิจ Retail of the Future และในก้าวต่อไป เรามีความตั้งใจที่จะยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในฐานะ Mobility Solutions Provider ด้วยการนำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทุกคน ภายใต้ “FLEX Mobility Campaign” กับแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการหลังการขายที่ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่ “Pre-FLEX” ขั้นตอนการตัดสินใจซื้อรถที่ลูกค้าสามารถเลือกปรับแต่งแพ็กเกจได้ตามความต้องการ ผ่านบริการของ StarChoice ต่อเนื่องด้วย “We-FLEX” ที่เราจะร่วมออกแบบประสบการณ์ร่วมกันกับลูกค้า ผ่านกิจกรรมด้านไลฟ์สไตล์และสิทธิประโยชน์ต่างๆ
ตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของ และสุดท้ายกับ “Re-FLEX” ที่จะเกิดขึ้นเมื่อครบกำหนดสัญญา ลูกค้าจะสามารถตัดสินใจได้ 3 ทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นการคืนรถยนต์ให้ทางบริษัทฯ (Return)

การขยายเวลาการทำสัญญาผ่อนชำระ (Refinance) หรือการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ (Retain) โดยทั้งหมดนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแคมเปญ FLEX ที่จะมอบทั้งความยืดหยุ่น การเดินทางที่ไร้รอยต่อ และประสบการณ์ที่ลูกค้าทุกคนมีส่วนร่วมในการออกแบบได้ตามสไตล์ของตัวเอง”

FLEX Mobility Campaign ประสบการณ์การเป็นเจ้าของที่ยืดหยุ่นได้ตามสไตล์คุณ

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้มีการเปิดตัว “FLEX Mobility Campaign” พร้อมการรีแบรนด์ในส่วนของผลิตภัณฑ์ทางการเงินและการบริการหลังการขาย โดยมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสื่อสารให้อยู่ภายใต้แพ็กเกจ “StarChoice” ซึ่งจะประกอบไปด้วยแผนประกันภัยชั้น 1 “StarProtection” (จากเดิม MB Protection) โปรแกรมครอบคลุมการบำรุงรักษาตามระยะทาง “StarCare” (จากเดิมคือ MBSP Easy Care) และโปรแกรมการขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ “StarGuarantee” (จากเดิม MBSP Extra Guarantee)

ภายใต้แคมเปญ FLEX ลูกค้าจะสามารถเลือกเสริมออปชันได้ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ แพ็กเกจแบบ 1 รายการ ราคา 3,000 บาท แพ็กเกจแบบ 2 รายการ ราคา 5,000 บาท ไปจนถึง Full Package ที่จะครอบคลุมทั้งหมด 3 รายการ ตลอดระยะเวลาของสัญญา 3-5 ปี ในราคา 6,000 บาท ซึ่งราคาดังกล่าวจะถูกนำไปรวมกับค่างวดเริ่มต้นของรถยนต์รุ่นที่ลูกค้าเลือก โดยในเฟสแรกจะมีรถยนต์ที่เข้าร่วมแคมเปญทั้งหมด 8 รุ่น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ตามรายละเอียดดังนี้

  • กลุ่มที่ 1: เงินชำระงวดแรก 500,000 บาท
    • GLA 200 AMG Dynamic (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 27,000 บาท
    • The all-new electric CLA ผ่อนเริ่มต้น 30,000 บาท
    • C 220 d AMG Line (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 30,000 บาท
    • C 350 e AMG Dynamic (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 34,000 บาท
  • กลุ่มที่ 2: เงินชำระงวดแรก 750,000 บาท
    • E 220 d AMG Line ผ่อนเริ่มต้น 36,500 บาท
    • E 350 e AMG Dynamic ผ่อนเริ่มต้น 36,500 บาท
    • E 350 e Exclusive ผ่อนเริ่มต้น 30,500 บาท
    • GLC 350 e 4MATIC Coupe AMG Dynamic ผ่อนเริ่มต้น 40,000 บาท

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนด

สำหรับลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมแคมเปญ FLEX สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่ง ทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดแคมเปญผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือโทร 1250 และติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

GWM ส่งมอบ GWM ORA 5 EV เสริมทัพบริการรถเช่า Budget Thailand ตอบรับเทรนด์การเดินทางประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

0

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” และมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM ได้รับความไว้วางใจในคุณภาพและการบริการหลังการขาย จากบริษัท เวิลด์คลาส เรนท์ อะ คาร์ จำกัด ผู้ให้บริการรถเช่าในนาม Budget Thailand ในเครือสหพัฒน์ ในการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า GWM ORA 5 EV เพื่อขยายธุรกิจฟลีทรถเช่ารองรับความต้องการของลูกค้าทั้งกลุ่มบุคคลและองค์กรทั้งในภาคธุรกิจและการท่องเที่ยว ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการนำเสนอทางเลือกการเดินทางที่ปลอดภัย ล้ำหน้า ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

GWM และ บริษัท เวิลด์คลาส เรนท์ อะ คาร์ จำกัด  เล็งเห็นแนวโน้มความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในไทย รวมถึงโอกาสการขยายตัวของบริการรถเช่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การเดินทางที่มุ่งเน้นสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในอนาคต  โดย Budget Thailand มีแผนนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเข้าประจำการในพื้นที่สำคัญที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ สาขาสนามบินสุวรรณภูมิ, สาขาสนามบินดอนเมือง, สาขาพระราม 9 (RCA), สาขานิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด ระยอง และสาขาพัทยา ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรม การค้า การลงทุน การคมนาคม และการท่องเที่ยวของประเทศไทย รองรับทั้งกลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุน บุคลากรในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางในประเทศไทย  ซึ่ง GWM ORA 5 EV ได้รับการคัดเลือกให้เป็นรถยนต์รุ่นแรกสำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ด้วยจุดเด่นด้านการเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่ผลิตในประเทศไทยจาก GWM Smart Factory จังหวัดระยอง ที่พร้อมมอบเทคโนโลยีความปลอดภัยและความสะดวกสบายที่ครบครัน ประสิทธิภาพการขับขี่ที่ตอบโจทย์การใช้งานในไทยทั้งในเมืองและต่างจังหวัด รวมถึงพื้นที่ใช้สอยเอนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานทั้งลูกค้าทั่วไป นักท่องเที่ยว และลูกค้าองค์กร

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่องค์กรชั้นนำของประเทศมีต่อ GWM ในฐานะแบรนด์ยานยนต์ที่มีความมั่นคง  และเติบโตในประเทศไทยอย่างแข็งแกร่ง ผ่านการลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งด้านการผลิต การพัฒนาเครือข่ายการขายและบริการหลังการขาย ตลอดจนการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในไทยได้อย่างแท้จริง โดยพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการ ได้รับเกียรติจาก นายบุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการบริษัทและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิลด์คลาส เรนท์ อะ คาร์ จำกัด (Budget Thailand) เป็นผู้แทนรับมอบรถยนต์ไฟฟ้า GWM ORA 5 EV   โดยมี นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธานฝ่ายการตลาด GWM (ประเทศไทย)  พร้อมคณะผู้บริหารของทั้งสองบริษัท ร่วมในพิธีส่งมอบ ณ คิงบริดจ์ ทาวเวอร์ กรุงเทพมหานคร เมื่อเร็ว ๆ นี้

วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธานฝ่ายการตลาด GWM (ประเทศไทย) กล่าวว่า “GWM ขอขอบคุณ Budget Thailand สำหรับความร่วมมือครั้งแรกระหว่างสององค์กร และขอขอบคุณที่ให้ความไว้วางใจเลือก GWM ORA 5 EV เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของฟลีทรถเช่าในครั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของ Budget Thailand  ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำ ที่มีต่อคุณภาพ มาตรฐาน และศักยภาพของ GWM ORA 5 EV ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทย และถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเชิงบวกต่อโอกาสการเติบโตของธุรกิจฟลีทในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า  โดย GWM พร้อมเดินหน้าสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในภาคธุรกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน”