Home Blog Page 161

’ซูซูกิ’ ขยายแคมเปญพิเศษ “SUPER PLATINUM DEAL ดีลคุ้ม..ขั้นสุด” เสียงตอบรับดี ดันยอดขายมี.ค.โตเกิน 50% ขับฟรี 90 วัน หรือ ผ่อนนาน 99 เดือน ส่วนลดสูงสุด 50,000 บาท มั่นใจตอบโจทย์คุ้มค่า ลูกค้าเข้าถึงง่าย

0
SUPER PLATINUM DEAL ภาพเปิด

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดรถยนต์อันเข้มข้น ซูซูกิยังคงเป็นแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี การออกแบบรูปลักษณ์ทั้งภายนอกภายในที่โดนใจคนไทย ผู้บริโภคจึงมั่นใจที่จะเลือกเป็นเจ้าของรถยนต์ซูซูกิ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน

SUPER PLATINUM DEAL 1

ล่าสุด ตอกย้ำบทบาทผู้นำยานยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งาน ภายใต้ความคุ้มค่าคุ้มราคา ด้วยการแนะนำ NEW SUZUKI XL7 HYBRID “Empower Your Journey ลุยไปอีกขั้นกับขุมพลัง HYBRID” ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ซึ่งเป็นรถยนต์ Multi-Dynamic Crossover ที่ผสานกับเทคโนโลยี Smart Hybrid จากซูซูกิ ประกอบกับการนำเสนอแคมเปญที่ดีและคุ้มค่าที่สุดแก่ลูกค้าที่ต้องการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์จากซูซูกิ ให้สามารถเข้าถึงและตัดสินใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น จนเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ ยอดจองรถยนต์ซูซูกิภายในงานครั้งนี้ มีจำนวน 1,608 คัน

SUPER PLATINUM DEAL  13

 

“แม้ในตลาดจะมีการแข่งขันที่สูงมาก แต่ด้วยแนวทางการทำตลาดของซูซูกิ ที่มุ่งเน้นการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างแท้จริง ทั้งเรื่องงานขายและงานบริการ รวมไปจนถึงการเสนอแคมเปญที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้คุณเป็นเจ้าของรถได้ง่าย โดยผลิตภัณฑ์รถยนต์ซูซูกิทุกรุ่นตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างตรงใจและหลากหลาย เรามีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทั้งตัวสินค้าและงานบริการในทุกด้านให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเรายังมีผู้จำหน่ายที่เข้มแข็งพร้อมจะพัฒนาและเดินเคียงคู่ไปด้วยกัน รวมไปจนถึงการมีพันธมิตรเป็นสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศเข้ามาช่วยเรื่องการอนุมัติสินเชื่อให้มีความหลากหลายและช่วยให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์ซูซูกิได้สะดวกยิ่งขึ้น”

การนำเสนอแคมเปญการขายเป็นอีกส่วนหนึ่งของความสำเร็จตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เพราะเราพยายามนำเสนอเงื่อนไขที่โดนใจและตรงกลุ่มความต้องการของลูกค้า ล่าสุดเรานำเสนอแคมเปญพิเศษ “SUZUKI SUPER PLATINUM DEAL ดีลคุ้ม..ขั้นสุด” ซึ่งประสบความสำเร็จและได้การตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าทุกท่าน จนส่งผลให้ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางการแข่งขันอันรุนแรง ซูซูกิสามารถทำยอดขายได้ 1,004 คัน เติบโตมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับยอดขายเดือนที่ผ่านมา (ยอดขายเดือนกุมภาพันธ์ จำนวน 505 คัน)

ทั้งนี้เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้า รวมถึงผู้ที่พลาดการเข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์ ที่ผ่านมา ซูซูกิได้ขยายแคมเปญ “SUZUKI SUPER PLATINUM DEAL ดีลคุ้ม..ขั้นสุด” ให้กับลูกค้าที่ยังคงสนใจในผลิตภัณฑ์ของซูซูกิ สามารถรับสิทธิพิเศษเมื่อจองและรับรถยนต์ซูซูกิ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2567 ด้วยข้อเสนอที่ดีและคุ้มค่าที่สุด ให้แก่ลูกค้าที่ต้องการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์จากซูซูกิ

แคมเปญพิเศษ “SUZUKI PLATINUM DEAL ดีลคุ้ม..ขั้นสุด” ให้ลูกค้าสามารถเลือกรับข้อเสนอสุดคุ้มในทุกเงื่อนไขได้มากกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็น ข้อเสนอขับฟรี 90 วัน พร้อมรับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท หรือจะเลือกรับดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 0.79% นาน 60 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งทุกรุ่น โดยแคมเปญ “SUZUKI PLATINUM DEAL ดีลคุ้ม..ขั้นสุด” จะเริ่มตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2567 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

NEW SUZUKI XL7 HYBRID

SUPER PLATINUM DEAL 11
• ราคาพิเศษช่วงแนะนำ เริ่มต้นที่ 799,000 บาท พร้อมเลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน หรือ ผ่อนเพียงเดือนละ 8,146 บาท
นานสูงสุด 99 เดือน
• พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี

SUZUKI SWIFT

SUPER PLATINUM DEAL 
4
• เลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน หรือผ่อนเดือนละ 5,780 บาท นานสูงสุด 99 เดือน พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 50,000 บาท
• หรือ เลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 0.79% นาน 60 เดือน
• พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี

SUZUKI CIAZ

• ราคาเริ่มต้น 378,000 บาท พร้อมเลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน
• พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี
SUZUKI ERTIGA SMART HYBRID
• ราคาเริ่มต้น 699,000 บาท พร้อมเลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน หรือ ผ่อนนานสูงสุด 99 เดือน
• พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี
SUZUKI XL7
• ราคาเริ่มต้น 734,000 บาท พร้อมเลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน หรือ ผ่อนนานสูงสุด 99 เดือน
• พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี
SUZUKI CELERIO

SUPER PLATINUM DEAL 6
• เลือกรับข้อเสนอ ขับฟรี 90 วัน หรือผ่อนเดือนละ 3,488 บาท นานสูงสุด 99 เดือน พร้อมรับ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 15,000 บาท
• พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี

SUZUKI CARRY

SUPER PLATINUM DEAL  7
• รับข้อเสนอส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 20,000 บาท
• หรือ เลือกรับ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 1.99% นาน 60 เดือน
• หรือ รับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นวันละ 222 บาท
• พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีความสนใจและต้องการเป็นเจ้าของรถทุกรุ่นภายใต้แบรนด์ของซูซูกิ เรายังคงเป็นพันธมิตรกับสถาบันการเงินที่ร่วมโครงการเพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกด้านการอนุมัติสินเชื่อเพื่อเช่าซื้อให้แก่ลูกค้า ทั้งนี้ รายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ลูกค้าที่สนใจสามารถเยี่ยมชมและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ

ซูซูกิยังคงยึดมั่นในปรัชญาของซูซูกิคือผลิตสินค้าที่มีคุณค่าเหมือนว่าเราคือผู้ใช้ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายเหมาะสมกับลูกค้าชาวไทย ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพงานบริการของโชว์รูมผู้จำหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์ซูซูกิครอบคลุมทั่วประเทศ สอดคล้องกับความตั้งใจของซูซูกิในการจัดทำโครงการ “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ซึ่งนอกเหนือจากความต้องการที่จะสื่อสารกับลูกค้าทั้งด้านสินค้าและงานบริการได้อย่างทันท่วงทีและมอบบริการที่ดีเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกท่านแล้ว ซูซูกิยังมีความตั้งใจจริงที่ต้องการจะสร้างให้ซูซูกิเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือและไว้วางใจเดินคู่เคียงข้างคนไทยต่อไปในอนาคต

‘MGC-ASIA’ เปิดตัวแนะนำยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ XPENG และ ZEEKR ครั้งแรกในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ผลตอบรับดีเกินคาด จับมือพันธมิตรขยายระบบนิเวศ สู่ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร

0
MGC-ASIA 5

บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA ประกาศความสำเร็จขยายระบบนิเวศทางธุรกิจ สู่ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร หลังยกทัพยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบรนด์ XPENG (เอ็กซ์เผิง) และ ZEEKR(ซีคเกอร์) เปิดตัวครั้งแรกในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 และตลาดตอบรับดีเกินคาด กวาดยอดจองในงานกว่า 586 คัน วางแผนขยายระบบนิเวศทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์โมบิลิตี้แบบครบวงจร

MGC-ASIA 1

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า MGC-ASIA ในฐานะผู้นำธุรกิจ Lifestyle Mobility Ecosystem ที่มุ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์ การเดินทางอย่างครบวงจร ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายระบบนิเวศทางธุรกิจภายใต้ MGC-ASIA Ecosystem สู่ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร รับเมกะเทรนด์อุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งนาคต โดยกลุ่มบริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตรทางธุรกิจ บริษัท อรุณพลัส จำกัด ในกลุ่ม ปตท. ร่วมทุนจัดตั้ง บริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจด้านยานยนต์ไฟฟ้า ล่าสุด บริษัทฯ ได้ยกทัพนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะแบรนด์ XPENG และ ZEEKR เปิดตัวครั้งแรกในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 โดยได้รับการตอบรับจากลูกค้าเกินกว่าที่คาดไว้ โดยมียอดจองรถยนต์ไฟฟ้าทั้งสองแบรนด์ภายในงานฯ แล้วกว่า 586 คัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยส่งเสริมให้ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปีนี้เติบโตตามเป้าหมาย มุ่งสู่การขยายไปสู่กลุ่มธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าครบวงจร โดยมองแนวโน้มการเปิดตัวครั้งแรกของแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ XPENG และ ZEEKR ผลตอบรับดีกว่าคาดการณ์มองจากจำนวนยอดจองในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ทั้งนี้ XPENG และ ZEEKR จัดอยู่ในเซกเมนต์ระดับพรีเมียม ที่เริ่มเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โดยมียอดจองเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างกลุ่มอรุณ พลัส และ MGC-ASIA จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจในหลายมิติ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกในอนาคตจากธุรกิจให้บริการและซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้าครบวงจรในระบบนิเวศทางธุรกิจของ MGC-ASIA ที่เป็น Recuring Income อีกด้วย”

MGC-ASIA 2

‘XPENG’ แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับ Premium-Hitech ที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีสุดอัจฉริยะ ที่ออกแบบมา
ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานโดยเฉพาะ ภายใต้แนวคิด ‘เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง ต่อรูปแบบของการเดินทางในอนาคต’ โดยภายในงานได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า XPENG G6 ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า Ultra Smart Coupe SUV พร้อมหุ่นยนต์ยูนิคอร์นอัจฉริยะ รวมทั้งยานยนต์บินได้แบบสองที่นั่ง ปราศจากไอเสียขณะขับเคลื่อน สะท้อนความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะและเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตของ XPENG ได้อย่างดี โดยคาดว่าจะสามารถส่งมอบรถยนต์ได้ในช่วงไตรมาส 3/2567 และบริษัทฯ เตรียมเปิดศูนย์บริการเพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการหลังการขายภายในปี 2567 ในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดบริเวณหัวเมืองใหญ่ รวมทั้งมีแผนจะขยายศูนย์บริการทั่วประเทศเพื่อรองรับการขยายตัวของประชากรรถยนต์ของทั้งสองแบรนด์ในอนาคต

MGC-ASIA 3

ด้าน ‘ZEEKR’ เป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับ Premium-Luxury ที่โดดเด่นด้านดีไซน์ภายนอกที่ทันสมัย
การออกแบบภายในหรูหรา ด้วยวัสดุสุเกรดพรีเมียม และผสานกับเทคโนโลยีอัจฉริยะที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ขับรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว ทำให้มีผู้สนใจเข้ามาจองเป็นจำนวนมาก คาดว่าจะมีการตอบรับดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ZEEKR ได้เปิดตัวรถรุ่น 009 และรุ่น X เป็นครั้งแรก โดยมี บริษัท ซี โมบิลิตี้ พลัส จำกัด บริษัทภายใต้ความร่วมมือระหว่างกลุ่มอรุณ พลัส และ MGC-ASIA เป็นตัวแทนตัวแทนจำหน่ายรายแรกในประเทศไทย คาดว่าจะสามารถส่งมอบรถได้ภายในไตรมาส 3/2567 นอกจากนี้ บริษัทฯ วางแผนเตรียมเปิดศูนย์บริการภายในปี 2567ทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดบริเวณหัวเมืองใหญ่ ทั่วประเทศ

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MGC กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกยานยนต์ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากรายงานของกรมขนส่งทางบกในปี 2566 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่รวม 653,528 โดยมียานยนต๋ไฟฟ้าใหม่จดทะเบียนอยู่ที่ 76,366 คัน เพิ่มขึ้น 689% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คาดว่าในปี 2567 ยอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจะยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ การพัฒนาประสิทธิภาพเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าจนได้รับความยอมรับ รวมทั้ง การมีโมเดลรถยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น จะยังเป็นปัจจัยหนุนให้ยอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าใหม่มีอัตราเติบโตขึ้นทุกประเภท

“ความร่วมมือระหว่าง MGC-ASIA พันธมิตรทางธุรกิจกลุ่ม อรุณพลัส ภายใต้กลุ่ม ปตท. ช่วยสร้างการเติบโต
แบบ Synergy และผลักดันให้เราเป็นผู้นำธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าที่มีระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าที่เลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้ากับ MGC-ASIA เราเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับการให้บริการด้านยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร ภายในระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่งของ MGC-ASIA Ecosystemซึ่งมีบริการที่หลากหลายสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์การเดินทางได้ครอบคลุมทุกมิติ และขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมสู่ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต” ดร.สัณหวุฒิ กล่าว

ตลอดเดือนเมษายนนี้ พบยนตรกรรมไฟฟ้าอัจฉริยะ XPENG รุ่น G6 ได้ที่ MGC-ASIA AUTO GALLERIA ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน และ ZEEKR รุ่น 009 และ X ยานยนต์ไฟฟ้าสุดฮอต ณ MGC-ASIA AUTO GALLERIA ชั้น 2 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มสเฟียร์

 

“เอ็มจี” ส่งความสุขตลอดเดือนเมษายน 2567 ขยายระยะเวลาข้อเสนอพิเศษในงาน MOTOR SHOW ชวนลูกค้าขับขี่ปลอดภัยช่วงสงกรานต์ด้วยบริการตรวจเช็กสภาพรถ 37 รายการ

0
เอ็มจี ภาพเปิด

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ส่งมอบความคุ้มค่าต่อเนื่องหลังจบงาน MOTOR SHOW 2024 ประกาศต่อระยะเวลาแคมเปญพิเศษครบทุกรุ่น ไปจนถึง 30 เมษายน 2567 โดยลูกค้าสามารถจองรถผ่านช่องทางออนไลน์ https://onlinebooking.mgcars.com/model หรือไปสัมผัสคันจริง พร้อมทดลองขับได้ที่โชว์รูมเอ็มจีทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้าส่งต่อความห่วงใยไปยังลูกค้าปัจจุบันด้วยบริการตรวจเช็กสภาพ ฟรี! สูงสุด 37 รายการ ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2567 ที่ศูนย์บริการ เอ็มจี ทั่วประเทศ เพื่อความปลอดภัยตลอดการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์

เอ็มจี 1

ด้วยความสนใจจากลูกค้าที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง เอ็มจี จึงขยายระยะเวลาแคมเปญพิเศษในงาน MOTOR SHOW 2024 ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2567 โดยสามารถดูรายละเอียดแคมเปญทุกรุ่นได้ที่ https://www.mgcars.com/th/Promotion และให้ความสำคัญกับลูกค้าเอ็มจีปัจจุบัน ผ่านแคมเปญ “เช็กให้ชัวร์ ทัวร์อุ่นใจ” เชิญชวนให้ลูกค้านำรถเข้ารับบริการตรวจเช็กสภาพ ฟรี! สูงสุด 37 รายการ ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2567 ที่ศูนย์บริการเอ็มจี ทั่วประเทศ เพื่อความอุ่นใจ และเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยนัดหมายเข้ารับบริการล่วงหน้าที่ศูนย์บริการเอ็มจีกว่า 150 แห่งทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการลูกค้า โทร. 1267

เอ็มจี 2

 

“เรเว่” ต่อยอดความร่วมมือ BYD เดินหน้าก่อตั้งโรงงานประกอบรถบรรทุก และรถโดยสารพลังงานไฟฟ้านอกประเทศจีนเป็นครั้งแรกในไทย

0
BYD Pic Open

กลุ่มธุรกิจเรเว่ เดินหน้าต่อยอดความแข็งแกร่งทางธุรกิจผ่าน ‘เรเว่ บัสแอนด์ทรัค’ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ BYD Commercial Vehicle เตรียมจัดตั้งโรงงานประกอบรถบรรทุกและรถขนส่งโดยสารพลังงานไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ภายใต้แบรนด์ BYD นอกประเทศจีนเป็นแห่งแรกในไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเรเว่ในการขยายขอบเขตธุรกิจให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการและยกระดับอุตสาหกรรมการคมนาคมขนส่งของไทยขึ้นไปอีกขั้น ด้วยโซลูชันสำหรับการขนส่งและโลจิสติกส์ที่มาพร้อมนวัตกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีแห่งอนาคต พร้อมสานต่อภารกิจการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น NEV Nation อย่างเป็นรูปธรรม

BYD 1

เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ โรงงานประกอบรถโดยสารและรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าสำหรับธุรกิจเชิงพาณิชย์ภายใต้แบรนด์ BYD ของ เรเว่ บัสแอนด์ทรัค จะดำเนินการประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์ภายในและภายนอกของยานยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึงยานยนต์พลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่อื่นๆ ได้แก่ รถโดยสารและรถบรรทุก ที่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังแบตเตอรี่และนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอันล้ำสมัย อาทิ เทคโนโลยี BYD IRON-PHOSPHATE BATTERY แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์อุตสาหกรรมสิทธิบัตรเฉพาะที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และจ่ายกำลังไฟได้อย่างคุ้มค่า ทำให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และนวัตกรรม 6-in-1 MOTOR CONTROLLER ที่สามารถควบคุมระบบไฟฟ้าอย่างมีเสถียรภาพ และอีกมากมาย

นายหลิว เสวียเลี่ยง ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท บีวายดี ออโต้ อินดัสทรี จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี ที่รถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลแบรนด์ BYD ได้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ ได้แสดงให้เราเห็นถึงศักยภาพอันแข็งแกร่งและพิสูจน์ความสำเร็จด้วยการก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว วันนี้ BYD Commercial Vehicle มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเดินหน้าขยายขอบเขตการนำเสนอผลิตภัณฑ์ยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าให้ครอบคลุมความต้องการของภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมการคมนาคมและขนส่ง ด้วยรถโดยสารและรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการ ทั้งยังช่วยให้ผู้บริโภคชาวไทยมีโอกาสสัมผัสยานยนต์พลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้นอีกด้วย”

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “เรเว่ บัสแอนด์ทรัค โดยกลุ่มธุรกิจเรเว่รู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสครั้งสำคัญในการก่อตั้งโรงงานประกอบยานยนต์จาก BYD Commercial Vehicle นอกประเทศจีนเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย เราเชื่อว่าโรงงานแห่งนี้นอกจากจะส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในไทยได้อย่างมหาศาล ยังจะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดการพลิกโฉมอุตสาหกรรมรถยนต์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่จากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า สนับสนุนให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยคาร์บอนในภาคการขนส่ง และทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับอีวีทุกประเภทในภูมิภาค ซึ่งสอดคล้องกับมติของการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ครั้งที่ 1/2567 ที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของกลุ่มธุรกิจเรเว่ที่ต้องการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรและพร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ NEV Nation อย่างยั่งยืน”

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “นอกเหนือจากการนำเสนอรถโดยสารและรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอันเหนือชั้น เรเว่ บัสแอนด์ทรัค ยังพร้อมมอบบริการหลังการขายคุณภาพจากทีมงานและทีมวิศวรกรมากประสบการณ์ในการตรวจสอบและดูแลผลิตภัณฑ์อย่างครบวงจร ตลอดจนมีชิ้นส่วนอะไหล่ไว้ให้บริการอย่างครบครัน เป็นทางเลือกที่น่าสนใจให้ผู้ประกอบการธุรกิจด้านคมนาคมขนส่งสามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง ทั้งยังจะได้มีบทบาทในการลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมทั้งระบบ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคมไร้มลพิษและสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกสู่อนาคตที่ยั่งยืนให้กับทุกคนในสังคม”

ทั้งนี้ เรเว่ บัสแอนด์ทรัค ยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและพร้อมสานต่อความไว้วางใจจาก BYD Commercial Vehicle ในการจัดตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทย โดยคนไทย เพื่อคนไทย ที่จะเสริมสร้างคุณค่าและเสริมทางเศรษฐกิจในระดับประเทศ ณ จุดที่สำคัญของเส้นทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทย

 

ยอดขาย NETA ในไทยไตรมาสแรก เติบโตขึ้น 12.1 % พร้อมเปิดตัว NETA X ไตรมาสสอง

0

NETA แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนเผยยอดจดทะเบียนในไทยไตรมาสแรกของปี 2567 เติบโตขึ้น 12.1% สะท้อนถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ในขณะที่ยอดจองในงาน Motor Show ที่ผ่านมาสูงถึง 1,618 คัน เตรียมแนะนำ NETA X รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์ SUV  ไตรมาสสองปีนี้ ประกาศเดินหน้าแผนงานระดับสากลอย่างต่อเนื่องเผยรัฐบาลฮ่องกงเล็งเห็นศักยภาพของ NETA สนับสนุนเงินทุนมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง 

มร.ชู กังจื้อ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของ NETA ในประเทศไทยในไตรมาสแรกที่ผ่านมาว่า NETA มียอดจดทะเบียนกว่า 2,800 คัน เติบโตขึ้น 12.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมาซึ่งมียอดจดทะเบียนกว่า 2,500 คัน และสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 13%  ในขณะที่ยอดจองรถในงาน Motor Show ที่ผ่านมา NETA มียอดจองรวม 1,618 คัน 

ยอดจดทะเบียน NETA V โดยกลุ่มสถิติการขนส่ง กองแผนงาน กรมการขนส่งทางบก

ช่วงเวลา จำนวนคัน อัตราการเติบโต (YoY)
มกราคม – มีนาคม 2566 2,502
มกราคม – มีนาคม 2567 2,805 +12.11%

 

NETA ขอขอบคุณลูกค้าคนไทยที่ไว้วางใจในแบรนด์ NETA และสนับสนุนให้เราเติบโตอย่างมั่นคงในในตลาดเมืองไทย ทั้งนี้บริษัทฯ จะเร่งดำเนินการส่งมอบ NETA V-II ให้กับลูกค้าโดยเร็วที่สุด และกำลังอยู่ในช่วงของการเตรียมเปิดตัว NETA X สู่ตลาดประเทศไทยด้วยราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ของปีนี้ สำหรับ NETA X เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สไตล์ Compact  SUV โดดเด่นด้วยดีไซน์ มาพร้อมพื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางตอบสนองไลฟ์สไตล์ความบันเทิงของคนรุ่นใหม่ และฟังก์ชันการใช้งานด้วยระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ ให้ระยะทางในการขับขี่ที่ไกลถึง 500 กิโลเมตร สำหรับผู้ที่สนใจสามารถจองได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปครับ” มร.ชู กล่าว 

 

มร. ชู กังจื้อ กล่าวเสริมถึงความมั่นคงของการดำเนินงานของ NETA ในระดับสากลว่า “เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง NETA กับรัฐบาลฮ่องกง ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวรัฐบาลฮ่องกงจะมอบเงินสนับสนุนกว่า 200 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงให้กับ NETA และเงินลงทุนกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐในฐานะผู้ลงทุนหลัก ซึ่งนับเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับภาครัฐบาล โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในภูมิภาคนี้ ยิ่งไปกว่านั้น NETA ยังจะได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากนครหนานหนิงเพื่อขยายศักยภาพการดำเนินธุรกิจของแบรนด์ NETA สู่ตลาดภายนอกประเทศจีนมากขึ้น

สำหรับการดำเนินงานในประเทศไทยในปี 2567 NETA จะดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ All in Thailand, All for Thailand” ที่มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย ซึ่งประกอบด้วย 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การเริ่มต้นการผลิตภายในประเทศร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ การยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่ทรงพลังและติดตั้งเทคโนโลยีขั้นสูง การเพิ่มสัดส่วนของสมาชิกทีมที่เป็นคนไทยมากกว่า 85% การพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายที่มีศักยภาพสูงให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมไปถึงการสร้าง
แบรนด์ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ NETA Call Center โทร. 02-023-9981 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ NETA ได้ที่:

  • Facebook : Neta Auto Thailand
  • NETA Line Official : @netaautothailand
  • Website                : www.neta.co.th

เมอร์เซเดส-เบนซ์ แนะนำ 5 ผู้ให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้า สำหรับลูกค้าที่ใช้รถอีวีและและปลั๊กอินไฮบริด

0

เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) ประกาศรายชื่อผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charge Point Operators) ที่รองรับการชาร์จไฟฟ้ากระแสตรงแบบ DC Charge เพื่อเป็นข้อมูลให้กับลูกค้าที่ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยแนะนำผู้ให้บริการอิสระจำนวน 5 บริษัท ซึ่งมีเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าครอบคลุมกว่า 1,550 แห่ง และมีจุดชาร์จที่มีหัวชาร์จประเภท DC CCS2 รวมมากกว่า 2,500 หัวจ่าย ทั่วประเทศ* ดังมีรายนามต่อไปนี้

*อ้างอิงข้อมูลจากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย หรือ Electric Vehicle Association Of Thailand (EVAT)

รายชื่อผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่แนะนำสำหรับลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์

  • EA Anywhere
  • PEA VOLTA
  • RÊVERSHARGER
  • EVolt Thailand
  • EleX by EGAT

สำหรับการชาร์จไฟฟ้าแบบกระแสตรง (DC Charge) นอกจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% จากแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในรุ่น EQB 250, EQE 350 SUV, EQE 53, EQS 450+ และ EQS 500รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในรุ่น C 350 e (W206), E 350 e (W214), S 580 e (V223), Maybach S 580 e (W223), GLC 350 e (X254), GLC 350 e Coupe (C254) และ GLE 350 de (V167) ยังสามารถรองรับการชาร์จในรูปแบบนี้ได้ด้วยเช่นกัน โดยถือเป็นความตั้งใจในการพัฒนาแบตเตอรี่แรงดันสูงของแบรนด์ เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์การขับขี่และความสะดวกของผู้ที่ใช้งานรถยนต์พลังงานทางเลือกจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งนี้ ลูกค้าทุกคนที่ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในรุ่นที่กำหนดจะได้รับสิทธิเพิ่มเติมสำหรับการรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูงนานสูงสุดถึง 10 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

 

“บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย” ตอกย้ำความเป็นหนึ่งในกลุ่มยานยนต์ระดับพรีเมียม กวาดรางวัลสองเวทีซ้อน

0
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ภาพเปิด

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ต่อยอดความแข็งแกร่งด้านการเป็นผู้นำความเป็นเลิศในกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ระดับพรีเมียมของประเทศไทย คว้า 14 รางวัลจากเวที Car & Bike of the Year 2024 จากแบรนด์รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นบริษัทรถยนต์ขวัญใจมหาชนอันดับหนึ่งในกลุ่มธุรกิจยานยนต์ ติดต่อกันเป็นปีที่ 6 จากการประกาศรางวัล Thailand’s Most Admired Company โดยนิตยสาร BrandAge ตอกย้ำความสำเร็จด้วยการประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภค ในด้านยอดขายและการให้บริการหลังการขายสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย 1

รางวัลที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้รับดังกล่าวตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของบริษัทในการนำเสนอสุดยอดยนตรกรรมแห่งอนาคตและการบริการที่เหนือชั้นให้แก่ผู้ใช้ยวดยานพาหนะในประเทศไทย ครอบคลุมยานยนต์หลากหลายประเภทและระบบขับเคลื่อน โดยยึดมั่นในแนวคิด ‘สุนทรียภาพแห่งการขับขี่’ และ ‘การคำนึงถึงลูกค้าเป็นสำคัญ’ ซึ่งถ่ายทอดอยู่ในดีเอ็นเอของทั้งแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้รับรางวัลรถยอดเยี่ยมในหมวดหมู่ต่าง ๆ จากเวที Car & Bike of the Year มาแล้วมากกว่า 214 รางวัล และรางวัลที่ได้รับในปี 2024 นี้ ครอบคลุมทั้งแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิ ได้แก่
รางวัล Car of the Year 2024 สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู
1.รางวัล Best Sedan under 2,000 CC: บีเอ็มดับเบิลยู 330Li M Sport
2.รางวัล Best Hybrid Sedan under 2,000 CC: บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport
3.รางวัล Best Hybrid SUV under 3,000 CC: บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive50e M Sport
4.รางวัล Best Petrol SUV under 3,000 CC: บีเอ็มดับเบิลยู X6 xDrive40i M Sport
5.รางวัล Best Diesel SUV under 3,000 CC: บีเอ็มดับเบิลยู X7 xDrive40d M Sport
6.รางวัล Best Sport Sedan: บีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive
7.รางวัล Best Sport Coupe: บีเอ็มดับเบิลยู M2
8.รางวัล Best Sport SUV: บีเอ็มดับเบิลยู XM 50e
9.รางวัล Best EV Mid-Size Sedan: บีเอ็มดับเบิลยู i5 M60 xDrive
10.รางวัล Best EV Luxury Sedan: บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport
11.รางวัล Best EV Luxury SUV: บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย 9

รางวัล Car of the Year 2024 สำหรับรถยนต์มินิ
12.รางวัล Best Sport Hatchback 3 Doors: มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์
รางวัล Bike of the Year 2024 สำหรับมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด
13.Best Adventure Heavy Weight: บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS
14.Best Electric Motorcycle with over 3,0000 Watts: บีเอ็มดับเบิลยู CE 04

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติจากเวที Car & Bike of the Year 2024 อีกครั้ง โดยทั้ง 14 รางวัลที่เราได้รับในปีนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของพนักงานและพาร์ทเนอร์ในประเทศไทยของเราทุกคนเป็นอย่างดี ที่ต้องการผลักดันนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ส่งมอบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์การขับขี่อันยอดเยี่ยมที่สุด โดยคำนึงถึงลูกค้าของเราเป็นสำคัญ พร้อมด้วยสมรรถนะที่โดดเด่นของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิหลากหลายรุ่นของเรา ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ SUV ระดับพรีเมียม รถยนต์สปอร์ตซีดาน รวมไปถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% และปลั๊กอินไฮบริดสมรรถนะสูงอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู i5 M60 xDrive, บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport และบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive50e M Sport ถือเป็นหลักฐานที่ยืนยันถึงความสำเร็จที่เราได้รับ ทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะยังคงมุ่งหน้าส่งมอบยนตรกรรมสมรรถนะสูงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันล้ำสมัยต่อไป ควบคู่ไปกับการมุ่งสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับผู้ใช้ยานยนต์และลูกค้าของเรา รวมทั้งร่วมผลักดันนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยให้พร้อมรับกับวงการยนตรกรรมแห่งอนาคต”

“นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังได้รับรางวัล Thailand’s Most Admired Company 2023-2024 จากนิตยสาร BrandAge ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 รางวัลนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจของเราในฐานะบริษัทที่มีความคล่องตัวอย่างสมบูรณ์แบบ เรากระตือรือร้นที่จะปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราตระหนักดีถึงความต้องการของลูกค้า พนักงาน และพันธมิตรผู้จำหน่ายของเราเสมอ เพื่อการก้าวไปข้างหน้าด้วยกันอย่างยั่งยืน เราพร้อมที่จะพัฒนาเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต และสิ่งนี้คือเรื่องที่เราใส่ใจให้ความสำคัญสูงสุดสำหรับเรา” มร. บารากา กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับรางวัล Car & Bike of the Year ได้รับการจัดขึ้นทุกปีโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งและผู้จัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เพื่อเป็นการสนับสนุนภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ธุรกิจยานยนต์ และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย โดยจะทำการคัดเลือกรถยนต์ที่มีความโดดเด่นในแต่ละด้าน ทั้งประเภทที่ผลิตในประเทศและนำเข้า เพื่อคัดสรรสุดยอดยนตรกรรมในด้านต่าง ๆ โดยแบ่งหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเป็น 2 ส่วน ได้แก่ รายละเอียดของตัวรถ ซึ่งครอบคลุมถึงสมรรถนะ ความปลอดภัย เทคโนโลยีพิเศษ กฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม ความสวยงาม และความคุ้มค่า และส่วนที่สองซึ่งเป็นการขับขี่ในสนามทดสอบ พร้อมจำลองสถานีตามสถานการณ์การขับขี่ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นบนท้องถนน โดยจะเน้นการทดสอบประสิทธิภาพในการควบคุม ระบบช่วงล่าง สมรรถนะเครื่องยนต์ แรงบิด และอัตราเร่ง การทดสอบในด้านต่าง ๆ นั้น ตัดสินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากสมาคมผู้สื่อข่าวไทย สมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย สถาบันวิจัยชั้นนำของมหาวิทยาลัย และนักทดสอบอิสระ

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย 8

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ขึ้นรับรางวัลบริษัทรถยนต์ขวัญใจมหาชนอันดับหนึ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากการสำรวจ Thailand’s Most Admired Company 2023-2024 โดยนิตยสารแบรนด์เอจ

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังได้รับรางวัลบริษัทรถยนต์ขวัญใจมหาชนอันดับหนึ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากการสำรวจ Thailand’s Most Admired Company 2023-2024 โดยนิตยสารแบรนด์เอจ ผลการสำรวจสะท้อนถึงปัจจัยอันโดดเด่นที่ส่งผลให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ประสบความสำเร็จทางธุรกิจในด้านต่าง ๆ โดยได้รับคะแนนสูงสุดในด้านความสามารถในการดำเนินธุรกิจ ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม และการบริหารจัดการ รางวัลดังกล่าวยังตอกย้ำถึงความสามารถของบริษัทในการเข้าไปมีส่วนร่วม และสร้างสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ผ่านกิจกรรมของบริษัทในเครือทั้ง 3 แบรนด์ ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ซึ่งทำให้บริษัทเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง และสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าได้

ในปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังได้รับการประเมินคะแนนความพึงพอใจของผู้บริโภค (Net Promoter Score – NPS) สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งในด้านยอดขายและการให้บริการหลังการขาย ด้วยคะแนนจากผลการประเมินที่ 94 คะแนน และ 90 คะแนนตามลำดับ ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่เน้นลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง และการร่วมมือกับเครือข่ายของผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เพื่อส่งมอบความพึงพอใจสูงสุด มีบริการที่เยี่ยมยอดที่สุด และที่สุดแห่งสุนทรียะด้านการขับขี่

นอกจากรางวัลอันทรงเกียรติต่าง ๆ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยยังได้รับความเชื่อมั่นจากฐานลูกค้าในประเทศไทย ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความพึงพอใจของลูกค้าในผลิตภัณฑ์และบริการอันนำมาสู่ความสำเร็จทางธุรกิจและรางวัลทรงเกียรติต่าง ๆ เช่นเดียวกัน

โดยคุณกัลป์ อินทร หนึ่งในลูกค้าไทยผู้ใช้งานรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport ได้เล่าถึงความประทับใจที่ได้รับจากบริการหลังการขายของบีเอ็มดับเบิลยูว่า “รถของผมได้ประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ในจังหวัดระยอง ในตอนนั้นได้มีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงติดต่อผ่านระบบ Emergency Call (E-Call) ในตัวรถของบีเอ็มดับเบิลยูเข้ามาคุยกับผมและสอบถามถึงความปลอดภัยแทบจะทันที โดยไม่ต้องกดปุ่มเรียกอะไรเลย ซึ่งเขาก็สอบถามเพิ่มเติมว่าจะให้เรียกรถพยาบาล รถฉุกเฉิน หรือรถยก เนื่องจากผมไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ เจ้าหน้าที่จึงให้เบอร์ติดต่อสำหรับการขอรับความช่วยเหลือเพิ่มเติม หลังจากนั้น ผมก็นำรถไปเข้าศูนย์บริการที่เนลสัน ออโต้เฮ้าส์ ชลบุรี ใช้เวลาตั้งแต่ส่งรถจนซ่อมเสร็จประมาณ 2 เดือน ระหว่างนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ติดต่อมาแจ้งตลอดว่าขั้นตอนการซ่อมเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากซ่อมเสร็จก็ยังมั่นใจในสมรรถนะของตัวรถเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นระบบการขับขี่ต่าง ๆ หรือช่วงล่างที่ไม่ต่างจากรถที่ออกใหม่เลย”

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย 7

ด้านคุณรฤนทร์ อุดมพาณิชย์ แฟนคลับและผู้ใช้งานรถมินิในประเทศไทย ที่ได้รับการติดต่อขอสัมภาษณ์จากนิตยสารของชาว MINIster จากประเทศเยอรมนีอย่าง MINI Insider The Big Love Issue 2023/2024 นิตยสารที่ชาว MINIster ทั่วโลกต่างรอคอย ยังได้กล่าวว่า “มินิเป็นแบรนด์ที่คุณแม่ชื่นชอบมานานแล้ว เลยตัดสินใจซื้อมินิ คูเปอร์ ดี คันทรีแมน (R60) มาใช้เป็นคันแรก แล้วก็ได้คันถัดมาเป็นรุ่นคลับแมนของคุณแม่ หลังจากใช้มาเรื่อย ๆ เกิดความชื่นชอบในสมรรถนะและดีไซน์ของมินิมากขึ้น คุณพ่อเลยตัดสินใจซื้ออีกคัน ตอนนี้ ทั้งบ้านมีรถมินิทั้งหมด 5 คัน ซึ่งจุดที่ชื่นชอบคือรถยนต์มินิที่แสดงตัวตนของเจ้าของรถได้อย่างเด่นชัด เพราะเราสามารถปรับแต่งรถได้อย่างเต็มที่” นอกจากนี้ เธอยังประทับใจในบริการที่ได้รับจากศูนย์บริการ และการที่พนักงานขายให้บริการไม่ต่างกับเพื่อนที่คอยให้คำปรึกษาเรื่องรถและบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่องแม้จะสิ้นสุดช่วงการขายไปแล้ว

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย 6

ในขณะที่ ดร. วิกร ภูวพัชร์ นักธุรกิจซึ่งเป็นเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยูถึง 6 คัน เช่น บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS บีเอ็มดับเบิลยู R nineT รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี และล่าสุดกับ บีเอ็มดับเบิลยู K 1600 B ซึ่งล้วนแต่ได้มาเป็นเจ้าของด้วยความชื่นชอบประสบการณ์ที่ได้รับจากการขับขี่ สมรรถนะของรถ และการให้บริการจากผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู ที่พนักงานฝ่ายขายทุกคนให้การดูแลลูกค้าเป็นอย่างดี มีการติดตามสอบถามหลังการขาย และชวนไปร่วมกิจกรรมขี่รถต่าง ๆ ซึ่งโดยรวมแล้วให้บริการในระดับที่ดีอย่างน่าประทับใจ

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย 6

ยนตรกรรมจากบีเอ็มดับเบิลยูและมินิที่ได้รับรางวัล Car & Bike of the Year 2024 ทั้ง 14 รุ่น ได้แก่
บีเอ็มดับเบิลยู
ในปี พ.ศ. 2566 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป มียอดขายรถยนต์กว่า 2.5 ล้านคัน และมอเตอร์ไซค์กว่า 209,257 คันทั่วโลก กำไรก่อนหักภาษีในปีงบประมาณ 2565 อยู่ที่ 23.5 พันล้านยูโร จากรายได้รวม 142.6 พันล้านยูโร โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป มีพนักงานทั้งหมด 149,475 คนทั่วโลก

ความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ได้รับการขับเคลื่อนจากพลังแห่งวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยี โดยวางรากฐานความสำคัญสำหรับอนาคตตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม โดยคำนึงถึงความยั่งยืนและการบริหารจัดการการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตั้งแต่กระบวนการการผลิตสินค้าไปยังผู้บริโภค หรือซัพพลายเชนในทุกผลิตภัณฑ์และในทุกขั้นตอนการผลิตอีกด้วย

 

“ไพรม์มัส กรุ๊ป” นำทัพคว้าแชมป์ No.1 ตอกย้ำความสำเร็จ ใน Motor Show 2024

0
Primus Group

ไพรม์มัส กรุ๊ป” นำทัพคว้าแชมป์ดีลเลอร์ No.1 กวาดยอดจอง Mercedes-Benz และ Deepal สูงสุด ในงาน Motor Show 2024 ตอกย้ำความสำเร็จกลยุทธ์ “Customer Centric” ดันธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ไพรม์มัส กรุ๊ป 1

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน กลุ่มผู้จำหน่ายรถยนต์ในเครือ “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz และ Deepal อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า ในนามผู้บริหาร “ไพรม์มัส กรุ๊ป” ผมต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่เชื่อมั่นและมอบความไว้วางใจ “ไพรม์มัส” ให้เป็นผู้ดูแลและบริการอย่างต่อเนื่อง และขอขอบคุณพันธมิตรทางธุรกิจ ได้แก่ บจก.เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย), บจก.ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) และ บจก.อีเทอนิตี้ แอท วัน ที่ร่วมผนึกกำลังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ ด้วยการจัดแสดงเทคโนโลยียานยนต์ที่ล้ำสมัย และรถยนต์รุ่นใหม่ๆ สำหรับเป็นทางเลือกที่มีคุณภาพให้แก่ผู้บริโภคคนไทย ส่งผลทำให้ “ไพรม์มัส” ประสบความสำเร็จและทำยอดจองสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของรถยนต์ Mercedes-Benz และ Deepal ในงาน Motor Show 2024 อิมแพค เมืองทองธานี

ไพรม์มัส กรุ๊ป 2

 

“ความสำเร็จในครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง และเราให้คำมั่นสัญญาว่า เราจะมุ่งพัฒนาคุณภาพและการบริการที่เป็นเลิศและเหนือระดับ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครบถ้วนในทุกมิติ พร้อมมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าอย่างแท้จริง” นายณัฐฏวุฒิ กล่าวปิดท้าย

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มผู้จำหน่ายรถยนต์ในเครือ “ไพรม์มัส กรุ๊ป” กล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยกลยุทธ์หลักของ “ไพรม์มัส” ที่มุ่งเน้นการเป็น Top of Mind แบรนด์อันดับ 1 ในใจของลูกค้า และให้ความสำคัญกับลูกค้าตามแนวคิด “Customer Centric” ผสานการมอบประสบการณ์ใหม่ ที่สร้างความประทับใจและทรงคุณค่าให้แก่ลูกค้าในทุกการบริการ โดยการพัฒนาประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าในทุกมิติ

ไพรม์มัส กรุ๊ป 3
ด้วยเหตุนี้ ทำให้ลูกค้ามอบความไว้วางใจและบอกต่อการบริการที่ดีของเราอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้ “ไพรม์มัส” มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมั่นคง ล่าสุด “เบนซ์ไพรม์มัส” สามารถคว้ายอดจองสูงสุดของรถยนต์ “Mercedes-Benz” ทั่วประเทศ และ “เบนซ์ไพรม์มัส พัทยา” สามารถทำยอดจองสูงสุดของพื้นที่เขตต่างจังหวัด ขณะที่ “ดีพอล ไพรม์มัส” ก็สามารถทำยอดจองรถยนต์ Deepal ได้สูงสุดเป็นอันดับ 1 เช่นกัน

ไพรม์มัส กรุ๊ป 5

และเพื่อให้ทุกท่านได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์กับบริการสุดพรีเมี่ยมในการเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz รับข้อเสนอพิเศษ “แคมเปญดี ราคาเดียว” ส่วนลดสูงสุด 1 ล้านบาท ฟรี! MBSP Easy Care / MBSP Extra Guarantee นาน 5 ปี พร้อมลุ้นรับ Mercedes-Benz C 220 d AMG Line หรือทองคำแท่ง มูลค่าร่วม 4 ล้านบาท เฉพาะลูกค้า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้” หมดเขต 30 เมษายน ศกนี้ ที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” ย่านเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา (ถนนประดิษฐ์มนูธรรม) โทร. 02 095 5555 หรือคลิกที่ https://www.facebook.com/BenzPrimusAutohaus กับ “เบนซ์ไพรม์มัส พัทยา เฟส1 บนถนนสุขุมวิท-พัทยานาจอมเทียน และบนถนนสุขุมวิท-พัทยาใต้ โทร.038 051 555 หรือคลิก https://www.facebook.com/primuspattaya/

ไพรม์มัส กรุ๊ป 7

ส่วนผู้ที่สนใจจองและเป็นเจ้าของรถยนต์ Deepal L07 รับฟรี ! ดอกเบี้ย นาน 48 เดือน พร้อมคูปองชาร์จไฟฟ้า มูลคา 5,000 บาท หรือฟรี! ประกันภัยชั้น 1 นาน 4 ปี และในรุ่น Deepal S07 รับข้อเสนอ โปรแกรมช่วยผ่อน นาน 5 เดือน รวม 50,000 บาท หรือ ประกันชั้น 1 นาน 3 ปี พร้อมรับ DEEPAL Premium Care มูลค่า 250,000 บาท

ไพรม์มัส กรุ๊ป 8

ส่วนยานยนต์ไฟฟ้าสุด Cute ในรุ่น LUMIN รับดอกเบี้ยต่ำสุด 0.68% หรือผ่อนเริ่มต้น 3,950 บ. พร้อมฟรี! LUMIN BUDDY CARE มูลค่า 40,000 บาท

พิเศษ! รับหมอนผ้าห่มสุดพรีเมี่ยม เมื่อออกรถกับ “Deepal Primus” ที่สาขารามคำแหง โทร. 062 653 9239 หรือคลิ๊ก https://www.facebook.com/DeepalPrimusRamkhamhaeng/ และสาขาชลบุรี โทร. 061 654 2966 หรือคลิ๊ก https://www.facebook.com/DeepalPrimusChonburi

 

 

BYD ขอบคุณกระแสตอบรับท่วมท้น ด้วยยอดจอง 5,345 คัน ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45

0
BYD Pic Open

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ ขอขอบคุณสำหรับการตอบรับอย่างล้นหลามจากงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ที่ผ่านมา โดยตลอดระยะเวลาร่วม 2 สัปดาห์ของการจัดงาน มีลูกค้าและผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมทัพยนตกรรมของ BYD และแบรนด์อื่นๆ ในเครืออย่างเนืองแน่น จนทำยอดจองได้ทั้งสิ้น 5,345 คัน โดย BYD DOLPHIN ได้รับความสนใจสูงสุด ด้วยยอดจอง 2,379 คัน ตอกย้ำความเป็นผู้นำของ BYD ในวงการยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย อีกทั้งบูธ BYD ยังคว้ารางวัล The Best Award Bangkok International Motor Show 2024 จากทางผู้จัดงานมาครองถึง 3 สาขา ได้แก่ Exhibit Design Award, The Best PHEV SUV Award รวมถึง The Most Gorgeous Costume Award อีกด้วย

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “เราขอแสดงความขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่มีให้กับ BYD และเรเว่ ออโตโมทีฟ ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดจองทั้งสิ้น 5,345 คัน และเสียงตอบรับอย่างล้นหลามกับ RUNOUT Campaign BYD ATTO3 รุ่น Standard หมดภายในหนึ่งวันเท่านั้น เสียงตอบรับจากทุกท่านมีความหมายอย่างยิ่ง เรเว่ขอให้คำมั่นสัญญาว่าเราจะยังคงดำเนินธุรกิจด้วยวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ‘NEW ENERGY FOR ALL’ ที่ทุกท่านคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ NEV Nation ไปพร้อมกัน”

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “สำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์จาก BYD ทุกคนจะได้รับสิทธิ์ RÊVER Care พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย เพื่อการันตีว่าเราจะดูแลลูกค้าทุกท่านให้ได้รับความอุ่นใจในมาตรฐานและการบริการตลอดการใช้งานรถยนต์ BYD โดยลูกค้าสามารถเข้ารับการบริการได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการกว่า 100 แห่งของ BYD ทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับแทนคำขอบคุณที่ทุกท่านให้การสนับสนุนเราเป็นอย่างดีตลอดมา”

ยอดจองรายรุ่นของ BYD ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45

  • BYD ATTO 3           1,457 คัน
  • BYD DOLPHIN       2,379 คัน
  • BYD SEAL                 702  คัน
  • DENZA D9 DM-i       647  คัน
  • BYD SEAL U DM-i    160  คัน

ทั้งนี้ ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 ที่ผ่านมานี้ BYD ได้สะกดสายตาผู้เข้าชมด้วยการเปิดตัว New BYD ATTO 3 Extended รุ่นปี 2024 รถอเนกประสงค์คู่ใจในชีวิตประจำวัน ผสานเทคโนโลยีระดับโลก ขับขี่ไร้กังวลด้วยระบบความปลอดภัย และเผยโฉม BYD SEAL U DM-i รถยนต์ SUV ขนาดใหญ่ 5 ที่นั่ง 5 ประตู พร้อมเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ที่มอบความสะดวกสบายระดับพรีเมียมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะรอบคัน ซึ่งเปิดรับจองสิทธิ์ RÊVER Care รับสิทธิประโยชน์มูลค่ารวมกว่า 50,000 บาท[1] เมื่อออกรถ ซึ่งมีผู้จองสิทธิ์ RÊVER Care ทั้งสิ้น 160 สิทธิ์ พร้อมทั้งเปิดรับจองสิทธิ์ DENZA D9 DM-i รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเอ็มพีวีสุดหรู ผสมผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัยและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ซึ่งมียอดจองสิทธิ์ ทั้งสิ้น 647 สิทธิ์

หลังจากแบรนด์ BYD คว้าสิทธิ์การเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2024 เรเว่ ยังคงเดินหน้าส่งมอบของสมนาคุณสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ลิขสิทธิ์แท้ UEFA EURO 2024 ให้กับลูกค้าที่ออกรถ จากโชว์รูม BYD ทั่วประเทศอีกด้วย

[1] เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทกำหนด

“TAIA” หวั่นหนี้ภาคครัวเรือนฉุดยอดขายรถปี 67

0
Taja ภาพเปิด

ในกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสื่อมวลชน (TAIA Meets the Press) ในหัวข้อ “ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” จัดโดยสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (The Thai Automotive Industry Association : TAIA), สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thai Automotive Journalists Association : TAJA และบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ GPI ผู้จัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 คาดการณ์แนวโน้มภาคผลิตยานยนต์ปี พ.ศ. 2567 ทะลุ 1.9 ล้านคัน เติบโตต่อเนื่องจากนโยบายการสนับสนุนของภาครัฐ ส่วนยอดขายในประเทศอาจไม่เติบโต เหตุจากหนี้ภาคครัวเรือน และยอด NPL รถยนต์ยังสูง ส่งผลประมาณการยอดขายรถยนต์ภายในประเทศจะอยู่ที่ 7.5 แสนคัน

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เผยว่า ในปี พ.ศ. 2567 คาดการณ์การผลิตรถยนต์ของไทยโดยรวมที่ 1.9 ล้านคัน เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 3.17% โดยแบ่งเป็นผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 7.5 แสนคัน และผลิตเพื่อส่งออก 1.15 ล้านคัน และสำหรับรถจักรยานยนต์คาดการณ์จะมีการผลิตที่ 2.12 ล้านคัน เติบโตจากปีที่ผ่านมาประมาณ 0.03%

TAIA 1

ปัจจัยส่งผลต่อยอดขายรถยนต์ปี 2567 หลักคือ ภาวะทางเศรษฐกิจ ภาระหนี้สินภาคธุรกิจและ
ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและหนี้เสีย NPL มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องส่งผลกระทบโดยตรงต่ออำนาจซื้อของประชาชนที่ลดลง นโยบายและกฎระเบียบด้านยานยนต์ การบังคับใช้มาตรฐานมลพิษระดับยูโร 5 ทั้งรถยนต์และน้ำมัน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ส่งผลให้ราคารถยนต์และน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับอนาคตยานยนต์ไฟฟ้า (EV :Electric Vehicle) ในประเทศไทย มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ยอดจดทะเบียนรวมปัจจุบันอยู่ประมาณ 1.0 – 1.2 แสนคัน และส่วนใหญ่เป็นรถยนต์นั่ง จากการตระหนักถึงความสำคัญของการลดภาวะโลกร้อนโดยการใช้รถไฟฟ้าจากประชาชนชาวไทย รวมถึงมาตรการ
การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าจากภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2567 ยอดขายรถ EV มีอัตราการเติบโตแบบชะลอตัว ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการตัดสินใจชะลอซื้อรถรุ่นใหม่ เพราะการทยอยเข้ามาของรถ EV รุ่นใหม่ แบรนด์ใหม่ๆ
จากประเทศจีน และการทำสงครามราคาของ EV ด้วยกันเอง

นายสุวัชร์ กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย อยู่ในช่วงของการปรับตัว และเปลี่ยนถ่ายสู่การผลิตยานยนต์พลังงานสะอาดในอนาคตอันใกล้ เพียงแต่ในเวลานี้ นโยบายสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าหรือ EV 3.0, EV 3.5 และมาตรการส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ รถบัสไฟฟ้าและรถบรรทุกไฟฟ้าของรัฐบาล มีการอุดหนุนด้านการผลิตรถ EV และเงินอุดหนุนราคา ส่งผลให้ราคารถ EV ต่ำกว่าความเป็นจริง สิ่งที่สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกังวลคือ อาจมีการชะลอตัวในตลาดรถ EV หลังจากมาตราการอุดหนุนต่างๆ สิ้นสุดลง

สิ่งสำคัญในเวลานี้คือ มาตรการเหมาะสมในการสนับสนุนการอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จากการเป็นฐานการผลิตรถยนต์สันดาปภายใน (ICE : Internal Combustion Engine) มาอย่างยาวนาน ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ รวมทั้งก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนมาก เปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยพร้อมสนับสนุนและให้ความร่วมมือในการสร้างสังคมที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อลดการปล่อยมลพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ใช้ตามโนบาย “เป้าหมายในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality ภายในปี 2050” ของรัฐบาลผ่านนโยบายต่างๆ เช่น 30@30 เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้ และการผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ปี 2569 เพื่อส่งเสริมรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นายสุรศักดิ์ จรินทอง อุปนายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) กล่าวว่า ในฐานะผู้แทนสื่อมวลชนสายยานยนต์รู้สึกได้ถึงความตั้งใจของสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ในการนำเสนอข้อมูลภาพรวม และทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยข้อมูลจากกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นแนวทางให้เห็นถึงภาพรวมของตลาดยานยนต์ไทยในอนาคต สมาคมฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อมูลเหล่านี้ สามารถสื่อสาร และเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานต่างๆ และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง

TAIA 3

ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ GPI และประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ กล่าวว่า ทิศทางอุตสาหกรรม
ยานยนต์ไทยปัจจุบัน มีการเคลื่อนไหวรวดเร็ว ผู้ประกอบการค่ายรถยนต์มีการแข่งขันกันสูง ในขณะที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องรวมทั้งตนเองในฐานะผู้จัดงานมอเตอร์โชว์ พยายามผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเติบโตไปสู่แนวหน้าของโลก อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยเติบโตมาได้อย่างทุกวันนี้ เป็นความร่วมมือของผู้ประกอบการทุกบริษัท โดยเฉพาะญี่ปุ่น ค่ายญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับประเทศไทยเป็นอันดับ 1 ที่ผ่านมามีการรุกเข้ามาของรถยนต์จากประเทศจีนอย่างมาก แต่อนาคตรถจากจีนเข้ามาแล้วจะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตส่งออกแบบนี้หรือไม่นั้น สำคัญคือเราต้องรู้ทันสิ่งที่เห็น ตอนนี้สิ่งที่กลัวคือ รู้ไม่ทันสิ่งที่เกิดขึ้น

TAIA 9

“จึงอยากเตือนว่าอย่าลุ่มหลงจนเกินไป ทั้งที่พื้นฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเราดีอยู่แล้ว แต่เป็นห่วงในเวลานี้คือ พื้นฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะได้รับผลกระทบ ห่วงความไม่ยั่งยืน อุตสาหกรรมมยานยนต์ไทยเราทำมา 50 กว่าปีด้วยความยากลำบาก มีค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นยกตัวอย่างทั้งโตโยต้า อีซูซุ มิตซูบิชิ และอีกหลายค่าย ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ โดยเฉพาะปิกอัพส่งออกไปทั่วโลกรวมหลายล้านคันแล้ว” ดร.ปราจิน กล่าว

ดร.ปราจิน กล่าวต่อไปว่า ก่อนหน้านี้บริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมาประเทศไทย ในช่วงแรก ตนเองเคยมีโอกาสได้เดินทางไปดูงานที่ญี่ปุ่นช่วงที่มีการย้ายฐานการผลิตมาประเทศไทย ทำให้เห็นว่า ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับอุตสาหกรมยานยนต์ไทยอย่างมาก ไม่อย่างนั้นค่ายรถยนต์ทั่วโลกคงไม่เกรงใจไทยเหมือนทุกวันนี้ ในฐานะผู้จัดงานมอเตอร์โชว์มีผู้เข้าชมครั้งละเป็นล้านคน ดังนั้นเราจึงต้องรักษาไว้ ตนจัดงานมอเตอร์โชว์มาจนถึงวันนี้ ครั้งที่ 45 อยากให้เป็นตัวอย่างให้ทุกคนเห็น ตอนนี้ตนอายุ 81 ปีแล้ว แต่ยังอยากทำงานให้ประเทศไทยให้เกิดความน่าเชื่อถือต่อไป