Home Blog Page 18

เปิดแล้วอย่างยิ่งใหญ่ บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 สะท้อนพลังอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต ภายใต้ธีม “THE ICONIC SYNCHRONICITY”

0

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47” ประกาศความพร้อมการจัดงานภายใต้ธีม “THE ICONIC SYNCHRONICITY” หรือ “บริบทแห่งการขับเคลื่อนไร้ที่ติ” สะท้อนการประสานอย่างลงตัวของเทคโนโลยี นวัตกรรม และงานออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ ตอกย้ำศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน และบทบาทสำคัญในการเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน เวทีเชื่อมโยงอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว

คุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงานฯ กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้มุ่งเน้นการเชื่อมโยงผู้ผลิตยานยนต์ เทคโนโลยี และตลาดโลก เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศสู่ เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) สอดรับกับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่กำลังก้าวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ

จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ผู้จัดงานมองว่าเป็นปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยการบริหารจัดการผลกระทบในภาพรวมจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและมาตรการที่เหมาะสมจากภาครัฐในระดับนโยบาย

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังจำเป็นต้องยกระดับและพัฒนาศักยภาพการผลิต เพื่อรักษาบทบาทการเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค และการพัฒนาทั้งรถยนต์พลังงานทางเลือกและรถยนต์สันดาปที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวและความหลากหลายของตลาด

ในบริบทดังกล่าว การจัดงาน Bangkok International Motor Show จึงไม่เพียงเป็นเวทีแสดงนวัตกรรมยานยนต์ระดับนานาชาติ หากยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างยอดขาย ขับเคลื่อนห่วงโซ่

อุตสาหกรรม ส่งเสริมการจ้างงาน การท่องเที่ยว และการหมุนเวียนเม็ดเงินภายในประเทศ พร้อมทั้งเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”โดยในปีนี้ มีบริษัทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ตอบรับเข้าร่วมออกบูธแล้ว 45 บริษัท แบ่งเป็น รถยนต์ 37 บริษัท และรถจักรยานยนต์ 8 บริษัท และมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ไม่น้อยกว่า 10 รุ่น ครอบคลุมทั้งยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานทางเลือก เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

สำหรับไฮไลต์สำคัญในปีนี้ คือ การเข้าร่วมของกลุ่มแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้ารายใหม่ที่เพิ่งเปิดตลาดในประเทศไทย อาทิ CHERY, LEPAS, FIREFLY, FORTHING และ TESLA ซึ่งเข้าร่วมงานเป็นครั้งแรก สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ผลิตระดับโลกต่อศักยภาพตลาดไทย

นอกจากนี้ ทุกบริษัทต่างปรับกลยุทธ์ด้านราคาและนำเสนอเงื่อนไขทางการเงินที่เอื้อต่อการตัดสินใจซื้อ ไม่ว่าจะเป็นราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แคมเปญส่งเสริมการขาย หรือโปรแกรมผ่อนชำระที่ยืดหยุ่น ส่งผลให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ง่ายขึ้น และช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในภาพรวม จากกระแสตอบรับดังกล่าว ผู้จัดงานคาดการณ์ว่า การจัดงานในปีนี้จะสามารถ สร้างรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

คุณพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในช่วงเวลาการจัดงาน งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ยังกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตคอนเทนต์ด้านยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยมีสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และครีเอเตอร์ เข้ามาลงทะเบียนกว่า 3,000 คน เพื่อรายงานและสร้างคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง ทุกการเปิดตัวรถใหม่ ทุกโปรโมชั่น และทุกไฮไลต์ภายในบูธ ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว สร้างการรับรู้ในวงกว้าง”

ขณะเดียวกัน ผู้เข้าชมงานจำนวนมากไม่ได้มาเพียงเพื่อชมรถเท่านั้น แต่ยังร่วมกันสร้างคอนเทนต์ผ่านการถ่ายภาพและวิดีโอ พร้อมแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้คอนเทนต์จากภายในงานสามารถขยายการรับรู้ไปสู่ผู้ชมจำนวนมหาศาลภายในเวลาอันสั้น เป็นการสื่อสารแบบ Organic ที่มีประสิทธิภาพสูงในยุคดิจิทัล

ด้วยเหตุนี้ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่จัดแสดงรถยนต์ แต่เป็น “แพลตฟอร์มสื่อขนาดใหญ่” ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมยานยนต์ สื่อมวลชน ผู้บริโภค และโลกดิจิทัลเข้าด้วยกัน

“และในเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน งานลักษณะนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างทั้งยอดขาย ความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”

คุณอโณทัย เอี่ยมลำเนา รองประธานจัดงานฯ กล่าวว่า “ภายในงานปีนี้ นอกจากรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ และอุปกรณ์ตกแต่งที่มีให้เลือกชมและเลือกซื้ออย่างครบครันแล้ว ทางผู้จัดยังได้เตรียมกิจกรรมพิเศษหลากหลายรูปแบบ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าชมงานให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมการแข่งขันจักรยานขาไถรายการ Grand Prix Runbike Championship with RCS  นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษอีกมากมาย อาทิ กิจกรรมฉลองครบรอบ 30 ปีของ XO Autosport ซึ่งมักจะมีการรวมตัวของบุคคลสำคัญในวงการรถแต่ง และกิจกรรมแจกของที่ระลึกสำหรับผู้ร่วมงาน อาทิ JDM & Custom Culture เน้นการโชว์รถสาย JDM และรถแต่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในบรรยากาศ Outdoor รับลมร้อน ซึ่งผู้เข้าชมงาน ที่จะได้เห็นรถแต่งระดับท็อปในประเทศกว่า 200 คัน (วันละ 100 คัน) และการรวมตัวของกลุ่มคาร์คลับต่าง ๆ ในบรรยากาศสุดคึกคักรับหน้าร้อน ณ บริเวณลาน Loading หลังอาคาร Challenger 1–3 IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 28 – 29 มีนาคม

ภายในงาน ยังพบกับงานประกวดออกแบบ Chery V23 Style Up Challenge เป็นโครงการประกวดออกแบบ อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทรงกล่อง (Boxy Style) รุ่น Chery V23 เพื่อเฟ้นหาไอเดียสร้างสรรค์จากคนไทยไปสู่ระดับสากล โดยภายในงานจะมีการจัดแสดงผลงานเป็นรถโมเดลที่ผ่านการคัดเลือก พร้อมให้ผู้เข้าชมงานร่วมโหวตรางวัล Popular Vote เพื่อลุ้นรับ iPad อีกด้วย

“ส่วนผู้เข้าชมงานที่ต้องการทดลองขับรถยนต์รุ่นที่สนใจ ทางผู้จัดได้เตรียมพื้นที่ลาน Test Drive บริเวณริมทะเลสาบเมืองทองธานี เพื่อรองรับการทดลองขับรถยนต์รุ่นใหม่จากหลากหลายแบรนด์ ภายใต้บรรยากาศที่เปิดกว้างและปลอดภัย โดยผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสสมรรถนะ เทคโนโลยี และระบบความปลอดภัยของรถยนต์อย่างใกล้ชิดในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ของงานในปีนี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น”

สำหรับแคมเปญส่งเสริมการขายในปีนี้ ได้แก่ “มอเตอร์โชว์…เปย์” เป็นการลุ้นรางวัล GIFT VOUCHER รวมมูลค่ากว่า 1,450,000 บาท ได้แก่

  • จองรถยนต์ ลุ้น GIFT VOUCHER 100,000 บาท จำนวน 12 รางวัล
  • จองรถจักรยานยนต์ ลุ้น GIFT VOUCHER 10,000 บาท จำนวน 5 รางวัล

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสำหรับผู้เข้าชมงานด้วยบัตรอภินันทนาการ เพียงลงทะเบียนลุ้น GIFT VOUCHER 5,000 บาท จำนวน 10 รางวัล และตอบแบบสอบถาม ลุ้น GIFT VOUCHER 25,000 บาท จำนวน 4 รางวัล

การจัดงานในครั้งนี้ ผู้จัดงานมั่นใจว่าจะมอบประสบการณ์ที่ครบถ้วน ทั้งเทคโนโลยียานยนต์ล่าสุด ข้อเสนอที่คุ้มค่า และสิทธิประโยชน์มากมาย พร้อมสร้างความคึกคักให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

ขอเชิญชวนประชาชนและผู้สนใจทุกท่าน ร่วมสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และยกระดับคุณภาพชีวิตแห่งอนาคต ได้ที่ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1–3 เมืองทองธานี

ซูซูกิ จัดหนักรับมอเตอร์โชว์! จัดเต็มแคมเปญ ‘FRONX BIG DEAL’ เผยโฉม ALL NEW SUZUKI e VITARA รับข้อเสนอพิเศษสุดเฉพาะในงานนี้เท่านั้น

0

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ว่า “ปัจจุบันตลาดรถยนต์ไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ผู้บริโภคมีความต้องการที่หลากหลายและซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยนอกจากจะมองหาความคุ้มค่าและการใช้งานที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันแล้ว ยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

ด้วยเหตุนี้ ซูซูกิจึงยังคงยึดมั่นในนโยบายการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาตรฐาน พร้อมยกระดับงานบริการหลังการขายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบความมั่นใจและความสะดวกสบายสูงสุดให้แก่ลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการเข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ในปีนี้ ซูซูกิได้ยกทัพยนตรกรรมมาจัดแสดง โดยนำเสนอไฮไลต์สำคัญอย่าง ALL NEW SUZUKI FRONX สปอร์ตเอสยูวีรุ่นล่าสุดที่พร้อมตอบรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่อย่างลงตัว พร้อมด้วยการเผยโฉม ALL NEW SUZUKI e VITARA รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มาพร้อมนวัตกรรมและเทคโนโลยีเปี่ยมประสิทธิภาพ ตอบโจทย์การใช้งานจริงในยุคปัจจุบันให้ผู้เข้าชมงานได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

ALL NEW SUZUKI FRONX ถือเป็นยนตรกรรมสปอร์ตเอสยูวีที่โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งล่าสุดได้สร้างความสำเร็จด้วยการคว้ารางวัล “THE YOUNG ICONIC SUV AWARD” จากเวทีรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี Car of the Year 2026 เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงภาพลักษณ์อันโดดเด่นรวมถึงประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

ALL NEW SUZUKI FRONX มาพร้อมขุมพลังของเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร ที่มีความทนทานและบำรุงรักษาง่าย มีให้เลือกทั้งในรูปแบบเครื่องยนต์ K15B ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น พร้อมยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ K15C ที่มาพร้อมเทคโนโลยีหัวฉีดคู่ (DUALJET) ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Smart Hybrid Vehicle (SHVS) เอกสิทธิ์เฉพาะของซูซูกิ ที่เป็นการผสานพลังเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี  และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน มอบสมรรถนะในการขับขี่ที่คล่องตัว พร้อมระบบความปลอดภัยอย่างครบครัน อุ่นใจด้วยถุงลมนิรภัย SRS มากถึง 6 ตำแหน่ง และเทคโนโลยี SUZUKI SAFETY SUPPORT เพื่อเสริมความมั่นใจในการขับขี่สูงสุดในทุกเส้นทาง ซึ่งประกอบไปด้วย

ระบบความปลอดภัยครบครันด้วยเทคโนโลยี SUZUKI SAFETY SUPPORT

  • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Dual Sensor Brake Support II (DSBSII)
  • จอแสดงข้อมูล Head-up display (HUD)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control (ACC)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน Lane Keep Assist (LKA)
  • ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน Lane Departure Warning (LDW)
  • ระบบช่วยป้องกันรถออกนอกเลน Lane Departure Prevention (LDP)
  • ระบบเตือนเมื่อรถส่าย Vehicle Sway Warning
  • ระบบเตือนสิ่งกีดขวางในจุดอับสายตา Blind Spot Monitor (BSM)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert (RCTA)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist (HBA)
  • กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา Surround View Monitor
  • เซนเซอร์ถอยหลังพร้อมสัญญาณเตือน Parking Sensor

 

ALL NEW SUZUKI FRONX มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 689,000 บาท มาพร้อมหลากหลายเฉดสีทั้งสีมาตรฐานและเฉดสีทูโทน นอกจากนี้ ซูซูกิ ได้จัดแคมเปญพิเศษ “FRONX BIG DEAL” สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของ ALL NEW SUZUKI FRONX ที่จองตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 5 เมษายน 2569 และรับรถภายในวันที่ 10 เมษายน 2569 รับข้อเสนอพิเศษ ดังนี้

  • อัตราดอกเบี้ย 0% สําหรับลูกค้าดาวน์เริ่มต้น 25% ผ่อนสูงสุด 48 งวด
  • หรือ เลือกรับ บัตรเงินสดเติมน้ำมัน หรือ ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่า 50,000 บาท ฟรี !
  • หรือ เลือกรับ ฟรี SUZUKI FRONX MAINTENANCE PACKAGE 7 ปี พร้อม ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 29%
  • ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี

 

อีกหนึ่งรุ่นที่ซูซูกินำมาจัดแสดงในงานครั้งนี้คือ ALL NEW SUZUKI e VITARA รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับตัวเพื่อตอบรับกระแสความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่มองหาความหลากหลายในยนตรกรรมพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ALL NEW SUZUKI e VITARA พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดที่ผสมผสานสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกสนานตามเอกลักษณ์ของซูซูกิ เข้ากับเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ ALLGRIP-e เทคโนโลยีเฉพาะที่ช่วยกระจายแรงขับเคลื่อนระหว่างล้อหน้าและล้อหลังอย่างรวดเร็วและแม่นยำ พร้อมมอบเสถียรภาพการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยมในทุกสภาพผิว สามารถรองรับการชาร์จไฟทั้งแบบกระแสสลับ และการชาร์จเร็วด้วยกระแสตรง เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งานสูงสุด

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การเผยโฉม ALL NEW SUZUKI e VITARA ในงานนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยคุณภาพอันเป็นมาตรฐานสากลและดีไซน์ที่โดดเด่น จะทำให้รถรุ่นนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างน่าสนใจ”

นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นไฮไลต์หลักแล้ว ซูซูกิยังนำรถยนต์รุ่นอื่นๆ มาจัดแสดง พร้อมกับแคมเปญและข้อเสนอพิเศษ เพื่อกระตุ้นยอดขายและตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย

SUZUKI XL7 รถยนต์ Multi-Dynamic Crossover ที่ออกแบบห้องโดยสารมาเพื่อความสะดวกสบายรองรับผู้โดยสารด้วยเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่างครบครัน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ผสานการทำงานกับเทคโนโลยี Smart Hybrid Vehicle โดยมีระบบ ISG (Integrated Starter Generator) เข้ามาช่วยเสริมแรงบิดในช่วงออกตัวและเร่งแซง ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ช่วยเพิ่มกำลังการทำงานของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มั่นใจในทุกเส้นทางด้วยแพลตฟอร์ม HEARTECT เอกสิทธิ์เฉพาะของซูซูกิที่ช่วยเพิ่มทั้งสมรรถนะและความปลอดภัย ตัวถังใช้เหล็กกล้า High-Tensile และโครงสร้าง TECT เหล็กกล้าน้ำหนักเบามีความแข็งแรงทนทาน พร้อมระบบ NVH ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอกและแรงสั่นสะเทือนขณะขับขี่ เสริมด้วยเหล็กกันโคลงด้านหน้า ให้การทรงตัวที่ดีเยี่ยม พร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน รองรับสภาพถนนทั้งในเมืองและนอกเมืองก็สามารถทำได้อย่างมั่นใจ โดยมีราคาจำหน่ายที่ 799,000 บาท พร้อมโปรโมชันพิเศษรับข้อเสนอส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่าสูงสุด 10,000 บาท พร้อม ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ  7,946 บาท

 

SUZUKI XL7 BLACK EDITION ยนตรกรรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนความสปอร์ตและความเร้าใจ โดยเน้นบุคลิกที่ดุดันและแตกต่างจากรุ่นมาตรฐานอย่างชัดเจน หัวใจหลักคือการสร้างสรรค์รูปลักษณ์ใหม่ผ่านการดีไซน์เน้นโทนสีดำสู่ความเข้มขรึมที่ลงตัว ซึ่งช่วยเสริมให้ตัวรถยนต์ดูทรงพลัง แข็งแกร่ง และมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร อาทิ ไฟหน้า LED และ Day Time Running Light ตกแต่งสีดำ  กระจังหน้าสีดำ  ชุดตกแต่งกันชนด้านหน้าและด้านหลังสีดำ ชุดตกแต่งสเกิร์ตด้านข้างสีดำ  ล้ออะลูมิเนียมอัลลอยสีดำ มือจับประตูด้านนอกสีดำ ไฟท้าย LED แบบ Light Guides ตกแต่งสีดำ  วัสดุตกแต่งประตูท้ายสีดำ และราวหลังคาสีดำ ฟังก์ชันการใช้งานในสไตล์ Multi-Dynamic Crossover ให้พร้อมสำหรับในทุกการเดินทาง ในราคาจำหน่ายเริ่มต้น 835,000 บาท พร้อมข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 8,304 บาท

SUZUKI CARRY รถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์ที่ครองใจผู้บริโภคและกลุ่มธุรกิจ SME มาอย่างยาวนาน ด้วยจุดเด่นด้านความยืดหยุ่นที่สามารถดัดแปลงและต่อยอดให้เข้ากับทุกรูปแบบธุรกิจได้อย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบ Goods Truck หรือ Service Truck เปรียบเสมือนพาร์ทเนอร์คนสำคัญที่พร้อมสนับสนุนและขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ความสำเร็จร่วมกับผู้ใช้งานด้วยความจริงใจ ด้วยราคาจำหน่ายเพียง 395,000 บาท ประกอบกับความอเนกประสงค์และความคุ้มค่าในการลงทุน ทำให้ SUZUKI CARRY เป็นทางเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจด้วยงบประมาณที่จำกัด แต่ต้องการรถที่มีมาตรฐานและความทนทานสูง โดยในงานนี้ ซูซูกิได้นำเสนอแคมเปญพิเศษเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้เป็นเจ้าของธุรกิจได้ง่ายขึ้น ดังนี้:

  • เลือกรับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่ง มูลค่ารวมสูงสุด 20,000 บาท
  • หรือ เลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ เริ่มต้นเพียง 99% นาน 60 เดือน
  • หรือ เลือกรับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้น เพียงวันละ 222 บาท
  • พร้อมรับฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่งในปีแรก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดง SUZUKI CARRY เวอร์ชันตกแต่งพิเศษในสไตล์ Camping ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถของลูกค้าที่ใช้งานจริงจากเพจ Beyond Travel เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความอเนกประสงค์ที่ไร้ขีดจำกัด ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือสร้างรายได้สำหรับ SME เท่านั้น แต่ยังสามารถเปลี่ยนเป็นพื้นที่แห่งความสุขเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ส่วนตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การจัดแสดงครั้งนี้มุ่งหวังให้เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ ที่ต้องการเปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ให้กลายเป็นรูปแบบธุรกิจหรือไลฟ์สไตล์ที่เป็นรูปธรรม โดยเน้นความคุ้มค่าและความยืดหยุ่นในการใช้งานที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการอย่างแท้จริง

ซูซูกิยังคงยึดมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพควบคู่ไปกับงานบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม การตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็วและจริงใจ คือพันธกิจสำคัญที่สะท้อนถึงความใส่ใจที่เรามีให้แก่ลูกค้าทุกท่านที่มอบความไว้วางใจในแบรนด์ซูซูกิเสมอมา ความมุ่งมั่นนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจของซูซูกิในประเทศไทย ที่พร้อมจะเติบโตและอยู่เคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน

เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นด้านงานบริการ ปัจจุบันซูซูกิมีเครือข่ายโชว์รูมครอบคลุม 80 แห่งทั่วประเทศ พร้อมศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานอีก 44 แห่ง นอกจากนี้ ยังยกระดับความสะดวกสบายด้วยบริการ “Mobile Service” ดูแลเช็กระยะและบำรุงรักษาพื้นฐานนอกสถานที่ รวมถึงการเร่งขยายเครือข่ายศูนย์บริการมาตรฐาน 2S (Service & Spare Parts) เพื่อทำงานควบคู่ไปกับศูนย์บริการหลักประเภท 3S (Sales, Service & Spare Parts) ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการที่รวดเร็วและทั่วถึงยิ่งขึ้นในทุกพื้นที่

ทั้งหมดนี้คือการดำเนินงานภายใต้แนวคิด ‘SUZUKI Cause We Care เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิต พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจยนตรกรรมจากซูซูกิ สามารถเข้าเยี่ยมชมและสัมผัสรถยนต์ทุกรุ่นได้ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี หรือรับข้อเสนอพิเศษเดียวกันนี้ได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ

ฮอนด้าจัดเต็มทุกมิติการขับเคลื่อน ในงาน Motor Show 2026 โค้งสุดท้าย! โปรตะลึง ตรึงราคา จองภายใน 6 เม.ย. 2569 ที่งานและโชว์รูมทั่วประเทศ

0

ฮอนด้า โดย บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ผนึกกำลังจัดเต็มไลน์อัปผลิตภัณฑ์ ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ (Power Products) จัดแสดงให้สัมผัสที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 หรือ The 47th Bangkok International Motor Show ภายใต้แนวคิด “Activating Life’s Next Move” ถ่ายทอดการขับเคลื่อนทุกจังหวะชีวิตสู่ก้าวที่เหนือกว่า ผ่านพื้นที่จัดแสดง 4 โซน เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่พร้อมตอบโจทย์หลากหลายไลฟ์สไตล์

ไฮไลต์รถยนต์ฮอนด้า นำโดยการเปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Honda e:N2 รถ SUV ไฟฟ้า 100% ในราคา 1,429,000 บาท พร้อมเซอร์ไพรส์พิเศษ! กับ การจัดแสดง Honda Prelude สปอร์ตคูเป้ระดับตำนานเจเนอเรชันที่ 6 ที่มาพร้อมขุมพลังฟูลไฮบริด e:HEV และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด S+ Shift ให้เหล่าสาวกฮอนด้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด อีกทั้งโชว์รถต้นแบบ Honda Super EV Concept รถ EV ขนาดเล็กที่ออกแบบเพื่อมอบความสนุกในการขับขี่ ให้ลูกค้าได้สัมผัสคันจริงเฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น พร้อมด้วยรถยนต์ในไลน์อัปฟูลไฮบริด e:HEV – The EXCITING Hybrid ที่ขนทัพมาครบครันครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

ห้ามพลาด! โค้งสุดท้ายกับแคมเปญพิเศษ Honda โปรตะลึง ตรึงราคา! พลัสเพิ่มความคุ้มแบบจึ้งใจ” สำหรับรถยนต์ฮอนด้า พบกับหลากหลายข้อเสนอสุดคุ้ม* ที่แตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น อาทิ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้นที่ 0% พร้อม Honda Exclusive Care 5 ปี หรือ Double Smile Plus ผ่อนเบา ดาวน์สบาย รวมถึงรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมเฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ* มูลค่า 50,000 – 85,000 บาท เมื่อจองตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 – 6 เมษายน 2569 และรับรถภายในวันที่ 30 เมษายน 2569

นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การผนึกกำลังอย่างต่อเนื่องของฮอนด้าในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์และคุณค่าใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า ผ่านการผสานจุดแข็งของฮอนด้าในทุกมิติ สู่การนำเสนอโซลูชันด้านการขับเคลื่อนที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการในทุกสถานการณ์ ครอบคลุมทุกช่วงชีวิตอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งสะท้อนผ่านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่มอบความตื่นเต้นในการใช้งานในชีวิตประจำวัน และสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงได้อย่างลงตัว โดยไฮไลต์ของรถยนต์ฮอนด้า คือการประกาศราคาและเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Honda e:N2 รถเอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นล่าสุด ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากยอดจองสิทธิ์กว่า 2,500 สิทธิ์ (ยอดจองสิทธิ์ ณ วันที่ 22 มีนาคม 2569) รวมถึงการจัดแสดง Honda Prelude และ Honda Super EV Concept โดยฮอนด้าจะยังคงเดินหน้านำเสนอไลน์อัปผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดอย่างต่อเนื่อง”

Honda Prelude

โดยในงาน Motor Show 2026 ฮอนด้า พร้อมสร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนการใช้ชีวิตอย่างอิสระผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย ผ่านการจัดแสดงทั้ง 4 โซนหลักภายในบูท แบ่งเป็น

  • โซน Smart Life อัปเกรดชีวิตให้สมาร์ทอีกขั้น กับไลน์อัปกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ที่พร้อมขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้าในทุกวันอย่างมั่นใจ โดยไฮไลต์ผลิตภัณฑ์ นำโดยการประกาศราคาและเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Honda e:N2” รถเอสยูวี EV100% รุ่นล่าสุดของฮอนด้า ด้วยราคา 1,429,000บาท ดีไซน์สปอร์ตเฉียบคม จัดเต็มเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมเปิดมิติใหม่ให้ชีวิตคุณ
Honda Super EV Concept

พิเศษ! กับการจัดแสดง“Honda Super EV Concept” รถ EV ขนาดเล็กในกลุ่ม A-segment ที่ออกแบบเพื่อเน้นความสนุกในการขับขี่ และสาวกฮอนด้าห้ามพลาด! กับ “Honda Prelude” สปอร์ตคูเป้ระดับตำนานเจเนอเรชันที่ 6 ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด S+ Shift พร้อมปลุกสัญชาตญาณการขับขี่แบบสปอร์ตอย่างแท้จริง

ในส่วนของผลิตภัณฑ์รถจักรยานยนต์ นำโดย Honda WN7จักรยานยนต์ไฟฟ้าสไตล์ Naked รุ่นแรกในซีรีส์ “FUN Category” ที่คว้ารางวัล Gold Award ประเภทการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Concept) จากเวทีประกวดงานดีไซน์ระดับโลก iF Design Award ประจำปี 2026 มาให้ประเทศไทยยลโฉมเป็นครั้งแรก

  • โซน Urban Life ตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างคล่องตัวไปกับจังหวะของเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง นำโดย “Accord e:HEV” รถซีดานครอบครัวพรีเมียมที่หลอมรวมความสะดวกสบายเข้ากับสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือระดับ “HR-V e:HEV” ไฮบริด SUV ยอดนิยม มาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ลงตัว ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ รวมถึงรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่นที่พร้อมโลดแล่นไปสู่ทุกจุดหมายของเมืองได้อย่างอิสระ นำเสนอ “New Honda SCOOPY x Cinnamoroll Limited Edition” ที่เผยโฉมความป๊อปสุดเทรนด์เป็นครั้งแรก พร้อมเปิดจอง 2,000 คันเท่านั้น ตามด้วยฮอนด้าบิ๊กไบค์ “New Honda Rebel 1100”สีเทาใหม่ Pearl Deep Mud Grey และครั้งแรกของ CUB House x Over Racing ที่แต่งเติมความซิ่งแบบต้นตำรับกับของแต่งมาตรฐานความเท่จากญี่ปุ่น ในรุ่น Dax125 และ CT125 พร้อมเสริมความลิมิเต็ดด้วยNew Honda Monkey FTR Limited Edition” ที่เปิดรับจองเฉพาะช่วงงานมอเตอร์โชว์เท่านั้น

  • โซน Life Explorer ปลดล็อกทุกอิสระแห่งการเดินทาง ให้คุณออกไปค้นหาตัวตนที่ใช่และสนุกกับการออกผจญภัยในทุกเส้นทางอย่างไร้ขีดจำกัด นำโดยไฮไลต์ “CR-V e:HEV” SUV ฟูลไฮบริดสำหรับครอบครัว ที่มาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานครบครัน ในราคาที่เข้าถึงง่าย พร้อมด้วยไลน์อัป “HuNT Series” ที่อัปลุค SUV ยอดนิยมของฮอนด้า 2 รุ่น ได้แก่ HR-V e:HEV และ CR-V e:HEV ด้วยชุดแต่ง HuNT แพ็กเกจรอบคัน ด้านรถจักรยานยนต์เผยโฉม “New Honda Forza350” โทนสีใหม่ Matte Boulevard สีดำ-แดง เสริมภาพลักษณ์ Sport Luxury ที่สุดในคลาส ตามมาด้วย “New Honda ADV160 Smart Tourer Edition” มาพร้อม Keyless Smart Top Box ระบบล็อกกล่องอัจฉริยะเจ้าแรก พร้อมด้วยไลน์อัปฮอนด้าบิ๊กไบค์ นำโดย “New Honda Africa Twin” ระบบ DCT และ MT กราฟิกลวดลายใหม่สี Tri-Color ปิดท้ายด้วย “New Honda GOLDWING” สีใหม่ Pearl Deep Mud Gray และ Gunmetal Black Metallic
  • โซน Life Passion ขับเคลื่อนตัวตนด้วยสไตล์ ให้ทุกเส้นทางมีความหมายกว่าที่เคย พบกับไฮไลต์ “Honda City e:HEV THE BLACK OUTSHINE” ซิตี้คาร์ไฮบริดซีดานรุ่นแต่งพิเศษที่อัปลุคสปอร์ต สะท้อนความเท่และความแอกทีฟอีกขั้น ด้านฮอนด้าบิ๊กไบค์ พร้อมนำเสนอโมเดลความสปอร์ตขั้นสุด ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Honda E-Clutch ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้สะดวกและเร้าใจยิ่งขึ้น โดย
    ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสและจับจองเป็นเจ้าของได้ภายในงาน

ห้ามพลาด สำหรับแฟนฮอนด้า! กับโซนพิเศษที่รวบรวมอุปกรณ์และไอเท็มชุดแต่งและคอลเล็กชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ได้แก่

  • โมดูโล (Modulo) อุปกรณ์ตกแต่งแท้จากฮอนด้าที่ขนหลากหลายไอเท็มมาให้เลือกช็อป ตอบโจทย์ทั้งสายสปอร์ตที่เน้นดีไซน์ และสายอเนกประสงค์ที่เน้นฟังก์ชันการใช้งาน
  • ต่อเนื่องความเร้าใจสำหรับสายมอเตอร์สปอร์ต ด้วยไอเท็มจาก HRC (Honda Racing Corporation) หน่วยงานฝ่ายมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกของฮอนด้า ให้ผู้ที่สนใจได้ร่วมชมตัวอย่างเสื้อผ้าดีไซน์พิเศษ พร้อมจับจองสติกเกอร์ HRC Tricolor ได้ภายในโซนจัดแสดงฯ
  • ไฮไลต์การ collaboration ครั้งแรก! Honda x HOMEBOY “DREAMS UNBOXED” ที่จะพาทุกคนออกไปฝันนอกกรอบ ผ่านการนำยนตรกรรมระดับไอคอนิกที่ครองใจคนรุ่นใหม่ทุกยุคสมัยอย่าง Honda NSX, Prelude และ Civic Type R ถ่ายทอดสู่เสื้อผ้าแฟชั่นไอเท็มสุดคูล ให้คุณได้สัมผัสความพิเศษได้เฉพาะภายในงานเท่านั้น

ลูกค้าที่สนใจ ห้ามพลาด! พบกันที่บูทฮอนด้า (A22 และ M1) ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (The 47th Bangkok International Motor Show) อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษเดียวกันทั้งในงานและโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมทั้งในงานฯ และโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777

ฮุนไดเร่งเครื่องแรง! รุกไม่พัก ส่งตัวท็อปล่าสุดชนมอเตอร์โชว์ 2026 กับ Hyundai new STARGAZER และ Hyundai all-new SANTA FE Hybrid with HTRAC AWD

0

บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด เดินเกมรุกตลาดรถยนต์ไทยอย่างต่อเนื่องในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ด้วยการขนทัพยนตรกรรมหลากหลายเซกเมนต์ ครอบคลุมทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน รถยนต์ไฮบริด และรถพลังงานไฟฟ้า มาจัดแสดงอย่างครบถ้วน พร้อมเปิดตัวรถยนต์ใหม่ 2 รุ่นสำคัญที่หลายคนรอคอย ได้แก่ Hyundai all-new SANTA FE Hybrid with HTRAC All Wheel Drive และ Hyundai new STARGAZER เสริมทัพด้วยรถรุ่นไฮไลต์ของแบรนด์อย่าง Hyundai PALISADE, Hyundai STARIA, IONIQ 6 และ IONIQ 5 N พร้อมอัดโปรแรงภายใต้แคมเปญ “Hyundai Double Thumbs Up Deal – อัปให้สุด สุข x2” เพื่อกระตุ้นตลาดช่วงต้นปี และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสนวัตกรรมยานยนต์จากฮุนได พร้อมข้อเสนอพิเศษที่ช่วยให้การเป็นเจ้าของรถยนต์ฮุนไดเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น

สำหรับบูทฮุนไดในปีนี้ ออกแบบภายใต้คอนเซปต์ “Hyundai Lifestyle Connected Hub” ที่ผสานโลกของยนตรกรรม เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน นำกลยุทธ์ Sport Marketing จากธีมระดับโลกของแบรนด์อย่าง “Year of Football” มาสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้เข้าชมงาน ด้วยการจัดแสดงลูกฟุตบอลขนาดยักษ์ Trionda ลูกฟุตบอลที่ใช้ในการแข่งขัน FIFA World Cup 26™ อย่างเป็นทางการ ซึ่งสะท้อนพลังของเจ้าภาพทัวร์นาเมนต์ทั้ง 3 ประเทศ นำมาเป็นแลนด์มาร์กของบูท พร้อมมอบโอกาสสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับการได้ใกล้ชิดกับถ้วยแชมป์อาเซียน ASEAN Hyundai Cup™ 2026 Trophy ที่นำมาให้แฟนฟุตบอลได้ชมและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก  ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่สะท้อนบทบาทของฮุนไดในฐานะพันธมิตรของวงการฟุตบอลระดับโลก ซึ่งถือเป็นกีฬาที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการเชื่อมโยงผู้คน ตอกย้ำการนำไลฟ์สไตล์มารวมกับนวัตกรรมการเดินทางของฮุนได

นายเจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของฮุนไดในประเทศไทย เพราะเราฉลองครบรอบ 3 ปีของการดำเนินธุรกิจที่นี่ ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ในตลาดไทย ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งนี้ ฮุนไดต้องการนำเสนอประสบการณ์ที่แตกต่างผ่านบูทภายใต้แนวคิด ‘Hyundai Lifestyle Connected Hub’ ที่ผสานยนตรกรรม เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสมิติใหม่ของการเดินทางตามวิสัยทัศน์ Progress for Humanity พร้อมกันนี้ บริษัทยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายและเพิ่มการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนเปิดโรงงานแห่งใหม่ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เพื่อรองรับการประกอบรถยนต์และการประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูงภายในประเทศ ตอกย้ำว่า ฮุนได เชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และมุ่งมั่นที่จะเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทยในระยะยาว” 

ไฮไลต์สำคัญของฮุนไดในงานครั้งนี้คือ การเปิดตัว Hyundai all-new SANTA FE Hybrid with HTRAC All Wheel Drive*

เอสยูวีไฮบริดระดับพรีเมียม พร้อม HTRAC All Wheel Drive ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตโนมัติ ปรับสภาพตามถนน (AWD) เอกสิทธิ์ทางเทคโนโลยีเฉพาะของฮุนได ที่พัฒนาต่อยอดจากรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า (2WD) ซึ่งเปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมา โดยรุ่นย่อยใหม่นี้ ชื่อ รุ่น Inspiration* มีระบบ Infotainment ที่ครบครัน พร้อมระบบเครื่องเสียง BOSE™ with External Amplifier จำนวน 12 ลำโพง ที่มอบประสบการณ์ด้านสุนทรียะภายในห้องโดยสาร ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง 1.6 Turbo Hybrid ที่ผสานสมรรถนะและความประหยัดได้อย่างลงตัว พร้อมล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ขนาด 20 นิ้ว ยังมาพร้อมสีภายนอกใหม่ สีน้ำเงิน Stormy Sea และสีภายในใหม่ Pecan Brown ที่ช่วยเสริมความโดดเด่นและเอกลักษณ์ของรถรุ่นนี้ พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในราคา 1,799,000 บาท 

ในด้านการออกแบบภายนอก และภายใน รถรุ่นนี้ ยังโดดเด่นด้วยดีไซน์ Boxy SUV ทรงเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนภาพลักษณ์แข็งแกร่งและทันสมัย ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง หรูหรา มาพร้อม เบาะแถวที่สองแบบ Captain Seat พร้อมทางเดินสู่เบาะแถวที่สามได้ง่าย มีพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ และ Dual Sunroof หลังคาซันรูฟ ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า 2 บาน ที่ช่วยเพิ่มความโปร่งโล่งและความสบายตลอดการเดินทาง The all-new SANTA FE Hybrid with HTRAC All Wheel Drive ขับเคลื่อนด้วย 1.6 Turbo Parallel Hybrid Technology ที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนโพลิเมอร์ขนาด 1.49 kWh ให้พลังสูงสุดถึง 232 แรงม้าที่ 5,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 367 นิวตัน-เมตร ที่ 1,000–4,100 รอบ/นาที มอบอัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุด 17.86 กม./ลิตร*** พร้อมเกียร์ Shift-By-Wire ช่วยให้ขับขี่ถนัดมือและคล่องตัว เปลี่ยนเกียร์ได้ไวเพียงแค่บิด ไม่ต้องละสายตาจากท้องถนน ช่วยประหยัดพื้นที่คอนโซลกลางดูโล่งสบายยิ่งขึ้น มั่นใจด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Hyundai SmartSense ถึง 13 ระบบ ที่ครบครันที่สุดในคลาส อาทิ Smart Cruise Control พร้อม Stop & Go ที่ควบคุมความเร็วและรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า, Forward Collision-Avoidance Assist (FCA) ระบบเบรกอัตโนมัติหากเสี่ยงต่อการชนปะทะด้านหน้า, Blind-Spot Collision-Avoidance Assist (BCA) ระบบเตือนและช่วยเบรกเมื่อเปลี่ยนเลน, Rear Cross-Traffic Collision-Avoidance Assist ระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อถอยหลังหรือมีรถวิ่งตัดหลัง, Surround View Monitor (เฉพาะรุ่น Prestige) กล้องรอบคันช่วยให้จอดได้อย่างมั่นใจ และ Reverse Parking Collision-Avoidance Assist ระบบช่วยเบรกเมื่อมีสิ่งกีดขวางขณะถอยจอด เพื่อทำให้ทุกการเดินทางปลอดภัยและอุ่นใจยิ่งกว่าเดิม

ขณะเดียวกัน ฮุนไดยังเปิดตัว Hyundai new STARGAZER รถยนต์ 6 ที่นั่ง 3 แถว รุ่นปรับโฉมใหม่ รถอเนกประสงค์ที่ออปชันความปลอดภัยครบสุดในคลาสด้วย Hyundai SmartSense มากถึง 13 ระบบ พัฒนาภายใต้แนวคิด “Life Upgrader” อัปชีวิตให้เหนือกว่า เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานยุคใหม่ ทั้งครอบครัวรุ่นใหม่ สตาร์ตอัปยุคใหม่ และผู้ที่ต้องการรถยนต์ที่รองรับการใช้งานได้หลากหลายในคันเดียว ตัวรถได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ให้ภาพลักษณ์แข็งแกร่ง ทันสมัย และมีบุคลิกแบบ SUV มากยิ่งขึ้น โดยตัวถังมีความยาวเพิ่มขึ้น 115 มิลลิเมตร ช่วยให้สัดส่วนโดยรวมดูใหญ่และทรงพลังขึ้น พร้อมไฟหน้า ไฟท้าย แบบ LED และไฟ Daytime Running แบบ Integrated ที่ช่วยเพิ่มความโดดเด่นบนท้องถนน


ด้านสมรรถนะ Hyundai new STARGAZER ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1.5 MPi ให้กำลังสูงสุด 113 แรงม้า และแรงบิด 144 นิวตันเมตร จับคู่เกียร์ IVT (Intelligent Variable Transmission) ที่ให้การขับขี่นุ่มนวลและตอบสนองดีในชีวิตประจำวัน พร้อมมอบอัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุด 17.24 กม./ลิตร*** และพัฒนาระบบ NVH เพื่อลดเสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือน เพิ่มความเงียบและความสบายภายในห้องโดยสาร อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย Hyundai SmartSense (ADAS) มากถึง 13 ระบบ ซึ่งถือว่าครบครันที่สุดในเซกเมนต์ เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (SCC) พร้อม Stop & Go, ระบบช่วยเตือนและเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติที่ทางแยก (FCA-JT), ระบบเตือนและเบรกอัตโนมัติขณะถอยรถ (RCCA), ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) เพื่อเพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทาง โดยเปิดตัว 2 รุ่นย่อย ประกอบด้วย รุ่น Trend 6 และ Smart 6

  • Trend 6 ในราคา 795,000 บาทพร้อมราคาแนะนำพิเศษ ช่วงเปิดตัว จำนวนจำกัด 719,000 บาท (จำนวนจำกัด)**
  • Smart 6 ในราคา 875,000 บาทพร้อมราคาแนะนำพิเศษ ช่วงเปิดตัว จำนวนจำกัด 799,000 บาท (จำนวนจำกัด)**

 

นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮุนไดให้ความสำคัญกับการพัฒนายานยนต์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยได้อย่างครอบคลุม ทั้งด้านดีไซน์ เทคโนโลยี สมรรถนะ และการใช้งานที่คุ้มค่า เราจึงมุ่งนำเสนอไลน์อัปรถยนต์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกยานยนต์ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และการใช้งานของตนเองได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน ฮุนไดยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์หลังการขายของลูกค้า ผ่านโปรแกรม myHyundaiCare มาตรฐานบริการระดับโลกของฮุนได ที่ครอบคลุมทั้งการรับประกันคุณภาพรถยนต์ บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน และการดูแลรักษารถยนต์ตามระยะ เพื่อสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้กับลูกค้าในทุกการเดินทาง”

นอกจากรถยนต์รุ่นใหม่ทั้งสองรุ่นแล้ว ฮุนไดยังนำไลน์อัปสำคัญของแบรนด์มาจัดแสดงอย่างครบครัน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในหลากหลายเซกเมนต์ นำโดย Hyundai PALISADE D-SUV ระดับแฟลกชิป 7 ที่นั่ง ที่ผสานความหรูหราและสมรรถนะการขับขี่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.2 ลิตร กำลังสูงสุด 197 แรงม้า ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ตกแต่งด้วย เบาะหนังแท้ Nappa พร้อมระบบเครื่องเสียงพรีเมียม Infinity 12 ลำโพง มอบความสะดวกสบายและประสบการณ์การเดินทางระดับพรีเมียมสำหรับครอบครัวยุคใหม่

ด้าน Hyundai STARIA ดีเซล รถ MPV ดีไซน์ล้ำสมัยภายใต้แนวคิด Space Innovation โดดเด่นด้วยห้องโดยสารสไตล์ Lounge ที่กว้างขวาง โปร่งสบาย รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 11 ที่นั่ง พร้อมพื้นที่ใช้สอยที่ยืดหยุ่น ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.2 ลิตร จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ให้การขับขี่นุ่มนวลและมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับทั้งครอบครัวขนาดใหญ่ และการใช้งานเชิงพาณิชย์ที่ต้องการ ทั้งความสะดวกสบายและความมั่นใจในทุกการเดินทาง

สำหรับกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ฮุนไดยังนำ IONIQ 5 N รถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงจากตระกูล N มาจัดแสดงภายในงาน เพื่อสะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยี High-Performance EV จากฮุนได โดยมาพร้อมพละกำลังสูงสุด 601 แรงม้า และสามารถเพิ่มเป็น 641 แรงม้า ด้วยโหมด N Grin Boost มอบอัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 3.4 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุด 260 กม./ชม. ถ่ายทอด DNA สมรรถนะจากสนามแข่ง Nürburgring สู่ท้องถนนอย่างเต็มรูปแบบ ตอกย้ำความเป็นผู้นำของฮุนไดในยุครถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง

ขณะเดียวกัน IONIQ 6 รถยนต์ไฟฟ้า 100% ดีไซน์ Streamliner โดดเด่นด้วยเส้นสายโค้งมนแบบ Single-curve ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ มาพร้อมแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้า E-GMP และระบบแบตเตอรี่ 800 โวลต์ รองรับการชาร์จเร็วระดับ Ultra-fast Charging 350 kW สามารถชาร์จพลังงานได้ถึง 80% ภายในเวลาเพียง 18 นาที พร้อมระยะทางการขับขี่สูงสุด 545 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP ภายในห้องโดยสารออกแบบภายใต้แนวคิด Mindful Cocoon ที่เน้นความผ่อนคลายและความสะดวกสบาย เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางของรถยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่

ฮุนไดยังจัดเต็มข้อเสนอพิเศษภายในงานผ่านแคมเปญ “Hyundai Double Thumbs Up Deal – อัปให้สุด สุข x2” ที่มอบความคุ้มค่าแบบดับเบิลให้กับลูกค้า ด้วยข้อเสนอ 2 ต่อ ทั้งส่วนลดสูงสุด 400,000 บาท**** พร้อมส่วนลดเพิ่มเติมอีก 30,000 บาท**** สำหรับรถยนต์รุ่นที่ร่วมรายการ รวมถึงข้อเสนอทางการเงินพิเศษ อาทิ ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 48 เดือน**** พร้อมสิทธิประโยชน์และของขวัญสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าที่จองรถภายในงาน ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ควบคู่กับการดูแลลูกค้าหลังการขายผ่านโปรแกรม myHyundaiCare มาตรฐานบริการระดับโลกของฮุนได ที่ครอบคลุมทั้งการรับประกันคุณภาพรถยนต์ บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน และการดูแลรักษารถยนต์ตามระยะ เพื่อสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้กับลูกค้าในทุกการเดินทาง

พิเศษเพิ่มเติมสำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์ฮุนไดรุ่นใดก็ได้ที่บูทฮุนไดในงาน จะได้รับ Samsung Soundbar HW-B400F 2.0ch Subwoofer มูลค่า 2,990 บาท เป็นของสมนาคุณ จำนวนจำกัด เพื่อยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงภายในบ้าน นอกจากนี้ ความพิเศษยังไม่หยุด! ฮุนไดยังมอบของขวัญสุดเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อเติมเต็มความสุข x2 ให้กับลูกค้าที่เลือกเป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นไฮไลต์ โดยลูกค้าที่ออกรถ Hyundai all-new SANTA FE Hybrid with HTRAC All Wheel Drive (เฉพาะรุ่นย่อย Inspiration) จะได้รับ The Movingstyle – 27″ QHD Touch Interaction Movable Screen มูลค่า 44,990 บาท (จำนวนจำกัด) จอภาพอัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ตอบโจทย์ทั้งความบันเทิง การทำงาน หรือการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ขณะที่ลูกค้าที่ออกรถ The new STARGAZER จะได้รับ Samsung Music Frame มูลค่า 12,990 บาท (จำนวนจำกัด) ลำโพงดีไซน์กรอบรูปที่ผสานคุณภาพเสียงระดับพรีเมียม เข้ากับงานออกแบบสไตล์โมเดิร์นได้อย่างกลมกลืน

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสยนตรกรรมจากฮุนได พร้อมกิจกรรมและข้อเสนอพิเศษมากมาย ได้ที่บูทฮุนได หมายเลข A12 ภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 โดยผู้เข้าชมจะได้พบกับไลน์อัปรถยนต์ฮุนไดหลากหลายรุ่น เทคโนโลยีล้ำสมัย และประสบการณ์ใหม่ของแบรนด์ที่สะท้อนแนวคิดการเชื่อมโยงโลกของยนตรกรรม ไลฟ์สไตล์ และนวัตกรรมแห่งอนาคต ภายใต้วิสัยทัศน์ “Progress for Humanity” ที่มุ่งพัฒนาโมบิลิตี้เพื่อผู้คนและอนาคตของการเดินทางยุคใหม่ *เฉพาะรุ่น Inspiration **จำนวนจำกัด สำหรับลูกค้า 100 ท่านแรก ที่จองและรับรถภายในวันที่ 23 มีนาคม – 30 เมษายน 2569 เท่านั้น

 

หมายเหตุ:

*เฉพาะรุ่น Inspiration

**จำนวนจำกัด สำหรับลูกค้า 100 ท่านแรก ที่จองและรับรถภายในวันที่ 23 มีนาคม – 30 เมษายน 2569 เท่านั้น

***อัตราการใช้น้ำมันอ้างอิงสภาวะนอกเมือง ตามข้อมูลจาก Eco Sticker

****เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด และหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

GAC AION Thailand รุกหนัก Motor Show 2026 เปิดตัว AION V 500 Premium พร้อมชูนโยบาย GAC CARE และ GAC Easy Trade-in

0

GAC AION Thailand ประกาศความยิ่งใหญ่ในงาน Bangkok International Motor Show 2026 ขนทัพยนตรกรรมพลังงานทางเลือกใหม่จัดแสดงแบบเต็มพิกัด พร้อมไฮไลต์สำคัญถึง 3 ประการ ได้แก่ การเผยโฉมรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด GAC AION V 500, การประกาศนโยบาย GAC CARE เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการหลังการขายแบบครบวงจร,และเปิดตัวโครงการ GAC Easy Trade-in, สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบและยั่งยืนในประเทศไทย 

ต่อยอดความสำเร็จสู่ “Thailand Action 2.0″ ในปี 2569

Mr. Wanye Wei ประธานกรรมการบริหาร GAC International เผยความสำเร็จในปี 2568 ว่า GAC ได้บรรลุเป้าหมายในการวางรากฐานระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างเป็นรูปธรรมภายใต้กลยุทธ์ “In Thailand, For Thailand” ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวแทนจำหน่ายมากกว่า 68 แห่ง มีความพร้อมของอะไหล่ถึง 95%, สร้างสถานีชาร์จ 160 แห่ง เริ่มเดินสายการผลิตรถยนต์ 3 รุ่นหลักในประเทศ และกวาดยอดจดทะเบียนทะลุ 15,301 คัน เติบโตถึง 305% (YoY) ส่งผลให้ GAC กลายเป็นแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ชั้นนำในไทยอย่างมั่นคง สำหรับแผนการขับเคลื่อน “Thailand Action 2.0” ในปี 2569 GAC เตรียมเปิดตัวรถยนต์ใหม่ 2 รุ่น, Mobility Center แห่งแรกในต่างประเทศ, นำเทคโนโลยีการสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping) เข้ามาเพื่อสร้างเครือข่ายพลังงานที่สมบูรณ์แบบ และเตรียมขยายกำลังการผลิตของโรงงานในไทยให้บรรลุเป้าหมาย 20,000 คันต่อปี เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการส่งออกระดับโลกอย่างเป็นทางการ

ยกระดับประสบการณ์ด้วยนโยบาย GAC CARE

Mr. Andrew Wang ประธานกรรมการบริหาร GAC AION Thailand ได้เปิดตัวนโยบาย “GAC CARE” ซึ่งเป็นนโยบายบริการแรกของ GAC สำหรับตลาดต่างประเทศ เพื่อดูแลรถยนต์ของลูกค้าตลอดอายุการใช้งาน โดยถูกสร้างขึ้นบน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric), มอบความเชื่อมั่นขั้นสูง (Advanced Assurance) ที่ขับเคลื่อนด้วยคุณภาพอันดับ 1 จาก J.D. Power, มีการตอบสนองที่รวดเร็ว (Rapid Response) รับประกันการซ่อมเสร็จสิ้นภายใน 7 วัน และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Exclusive Expertise) ดูแลผู้ใช้ด้วยความเอาใจใส่ระดับมืออาชีพ

นอกจากนี้ ยังมอบคำมั่นสัญญาสำคัญเพื่อความอุ่นใจสูงสุดด้วยการอัปเกรดการรับประกันตลอดอายุการใช้งานเป็นเวอร์ชัน 2.0 (Lifetime Warranty 2.0) พร้อมชูความมุ่งมั่นไร้กังวลเรื่องอัคคีภัย (Zero Fire Concern) โดยจะเปลี่ยนรถคันใหม่ให้ท่านทันทีหากเกิดเหตุไฟไหม้ที่มีสาเหตุมาจากคุณภาพของแบตเตอรี่ พร้อมรับประกันงานซ่อมบำรุงที่รวดเร็ว โดยมีรถสำรองให้ใช้และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ในกรณีที่ต้องใช้เวลาซ่อมเกิน 3 วัน ตลอดจนเตรียมขยายคลังอะไหล่ให้ครอบคลุมพื้นที่ 12,000 ตร.ม. พร้อมอะไหล่ 120,000 ชิ้น ภายในปี 2569 ซึ่งจะตอบสนองความต้องการได้ถึง 99% ทำให้สามารถจัดส่งอะไหล่ในกรุงเทพฯ ได้ภายใน 24 ชั่วโมง และต่างจังหวัดภายใน 3 วัน

เผยโฉม AION V 500 Premium ยกระดับความคุ้มค่าและขีดสุดแห่งดีไซน์

ไฮไลต์สำคัญที่สะกดทุกสายตาภายในงาน คือการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด AION V 500 Premium ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบความคุ้มค่าสูงสุด โดดเด่นด้วยสีตัวถังใหม่ล่าสุด Galaxy Blue ที่สะท้อนความล้ำสมัยและงดงามดุจประกายของสายน้ำในกาแล็กซี ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่กว้างขวาง มอบประสบการณ์ความสะดวกสบายเหนือระดับในทุกที่นั่ง พร้อมมอบอิสระในการเดินทางด้วยระยะทางขับขี่สูงสุดถึง 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จ ซึ่งตอบโจทย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางไกล

  • V Design (ดีไซน์ Cyber สุดล้ำ): โดดเด่นด้วยไฟหน้า-ไฟท้ายสไตล์ไซเบอร์ และกระจังหน้ารูปทรงเรขาคณิต ผสานเส้นสายตัวรถที่เฉียบคมและลื่นไหล สะท้อนความสปอร์ตแห่งอนาคตในทุกมิติ
  • V Comfort (ความหรูหราระดับเรือธง): ห้องโดยสารพรีเมียมบุด้วยวัสดุ Soft-Touch 100% ในจุดที่สัมผัสหลักทั่วทั้งคัน เบาะหลังปรับเอนได้สูงสุด 137 องศา พร้อมฟังก์ชันเปลี่ยนห้องโดยสารเป็นเตียงนอนขนาดใหญ่เพียงปลายนิ้วสัมผัส โปร่งสบายด้วยหลังคาพาโนรามา 14 ตร.ม. จัดเต็มระบบเสียง 5.1 พร้อมซับวูฟเฟอร์ขนาด 8 นิ้ว และพื้นที่เก็บสัมภาระจุใจสูงสุด 978 ลิตร
  • V Energy (ไปได้ไกล ชาร์จไวขั้นสุด): ขับขี่ไกล 500 กม. (NEDC) ชาร์จเร็วแบบ 3C (30-80% ใน 16 นาที หรือเทียบเท่าการจิบกาแฟ 1 แก้ว) กำลังไฟสูงสุด 150 kW ประหยัดพลังงานด้วยอัตราสิ้นเปลืองเพียง 4 kWh/100 กม. พร้อมระบบจ่ายไฟภายนอก (V2L) 3.3 kW รองรับทุกกิจกรรมแคมปิงและเอาต์ดอร์
  • V Intelligence & Confidence (อัจฉริยะและปลอดภัยระดับโลก): ประมวลผลลื่นไหลด้วยชิป Qualcomm SA8155P สั่งงานด้วยเสียงภาษาไทย-อังกฤษได้ 4 โซน มั่นใจด้วยระบบช่วยขับขี่ L2 โครงสร้างเหล็กแข็งแรงสูง 66% แบตเตอรี่ Magazine Battery รุ่นที่ 2 และม่านถุงลมนิรภัยด้านข้างยาว 3 เมตร ปกป้องสูงสุดทุกการเดินทาง

โปรโมชัน GAC AION V รุ่น 500 Premium ในงาน Motor Show 2026

  • ราคาโปรโมชันพิเศษ 799,900 บาท*
  • พิเศษยิ่งกว่า! เมื่อเข้าร่วมแคมเปญ GAC Easy Trade-in (นำรถเก่ามาแลกรถใหม่) รับส่วนลดเพิ่มทันที 40,000 บาท เป็นเจ้าของได้ในราคาเพียง 759,900 บาท*
  • รับฟรี Lifetime Warranty รับประกันแบตเตอรี่ขับเคลื่อน มอเตอร์ขับเคลื่อน และกล่องควบคุมมอเตอร์ไฟฟ้า มอบความอุ่นใจตลอดการใช้งาน มูลค่า 50,000 บาท*
  • รับฟรี Home Charger พร้อมบริการติดตั้ง มูลค่า 25,800 บาท*

* เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ทั้งนี้ สิทธิพิเศษมีจำนวนจำกัด ไม่สามารถแลก เปลี่ยน หรือทอนเป็นเงินสดได้ และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขายอื่นได้ บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

* ลูกค้าต้องเข้าร่วมแคมเปญ “GAC Easy Trade-in รถเก่าแลกรถใหม่” เท่านั้น

* รายละเอียดและเงื่อนไขของรถแต่ละรุ่นมีความแตกต่างกัน โปรดสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนจำหน่าย GAC AION ทุกสาขาทั่วประเทศ

* ต้องจองรถภายในวันที่ 1 มีนาคม 2569 – 5 เมษายน 2569 และต้องออกใบกำกับภาษีภายในวันที่ 1 มีนาคม 2569 – 30 เมษายน 2569

* มูลค่าการรับประกันตลอดอายุการใช้งานที่แสดงเป็นการประมาณการมูลค่าการคุ้มครองต่อคัน เพื่อใช้ในการสื่อสารเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงการกำหนดหรือจำกัดยอดเคลมจริง

นอกจากนี้ ภายในงานยังเสริมทัพความตื่นตาตื่นใจด้วยการเปิดตัว GAC AION UT ในเฉดสีใหม่ล่าสุด “Como Black” และการเผยโฉมยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียม GAC HYPTEC HT สีพิเศษ “Champagne Pink” ซึ่งเป็นรุ่น Limited Edition ที่ผลิตจำกัดและเปิดให้จับจองเพียง 100 คันเท่านั้น

GAC Easy Trade-in: แคมเปญรถเก่าแลกรถใหม่ รับส่วนลดพิเศษสูงสุด 150,000*

GAC AION Thailand มอบบริการแบบ One-Stop Service ทราบผลประเมินราคารถภายใน 1 ชม. และดำเนินการจบได้เร็วที่สุดภายในวันเดียว พร้อมรับส่วนลดพิเศษสูงสุด 150,000* เมื่อนำรถคันเดิมทุกยี่ห้อมาเทิร์นเพื่อออกรถ GAC รุ่นใหม่ ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 – 5 เมษายน 2569

* เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด  ทั้งนี้ สิทธิพิเศษมีจำนวนจำกัด ไม่สามารถแลก เปลี่ยน หรือทอนเป็นเงินสดได้ บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
* ลูกค้าต้องเข้าร่วมแคมเปญ “GAC Easy Trade-in รถเก่าแลกรถใหม่” เท่านั้น
* รายละเอียดและเงื่อนไขของรถแต่ละรุ่นมีความแตกต่างกัน โปรดสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนจำหน่าย GAC AION ทุกสาขาทั่วประเทศ
* “GAC Easy Trade-in” คือแคมเปญการแลกรถเก่าเป็นรถใหม่

 

สำหรับลูกค้าที่สนใจสัมผัสประสบการณ์แห่งอนาคตและนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก สามารถเข้ามาชมรถคันจริงและร่วมทดลองขับรถยนต์พลังงานใหม่ทุกรุ่นจาก GAC ได้ที่บูธ GAC AION Thailand (บูธ A20) ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูล ตรวจสอบรายละเอียดโปรโมชัน และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ที่

https://www.gacgroup.com/

https://www.facebook.com/GACAIONthailand

ปอร์เช่ ประเทศไทย เปิดราคา คาเยนน์ อิเล็กทริค อย่างเป็นทางการในไทย ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

0

ปอร์เช่ ประเทศไทย ถ่ายทอดจิตวิญญาณของ “Porsche. There is no substitute.” สู่เวทีบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ตั้งแต่วันนี้ถึง 5 เมษายนนี้ ณ บูธ A17 เพื่อร่วมสัมผัสยนตรกรรมของปอร์เช่อย่างเต็มรูปแบบ ไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือการเปิดตัวพร้อมเปิดราคาอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทยของ คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ (The new Cayenne Electric) นำโดยคาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค (Cayenne Turbo Electric) ด้วยราคาเริ่มต้น 9,750,000  บาท พร้อมด้วย คาเยนน์ เอส อิเล็กทริค (Cayenne S Electric) และคาเยนน์ อิเล็กทริค (Cayenne Electric) โดยทางเลือกขุมพลังของคาเยนน์ทั้ง 3 ระบบขับเคลื่อน ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการนำเสนอความหลากหลายของยนตรกรรมปอร์เช่ และการเปิดตัวผลงาน “Porsche. There is no substitute.” เป็นครั้งแรก ถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน 5 บุคคลชาวไทยที่สะท้อนจิตวิญญาณของปอร์เช่ในหลากหลายมิติ พร้อมด้วยข้อเสนอพิเศษภายในงานสำหรับหลากหลายรุ่น ปอร์เช่ ประเทศไทย ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสสมรรถนะ เทคโนโลยี และการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์อย่างใกล้ชิด

ปอร์เช่ ประเทศไทย สร้างความเร้าใจบนเวทีบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ตั้งแต่วันนี้ถึง 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ เอสยูวีไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบรุ่นล่าสุด ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจัดแสดงคาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค (Cayenne Turbo Electric) พร้อมด้วยรุ่นในตระกูลเดียวกันอย่าง คาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นปรับโฉมปี 2026 ที่ประกอบในภูมิภาค ปอร์เช่ ประเทศไทย ยังพร้อมนำเสนอผลงาน “There is No Substitute.” ถ่ายทอด 5 มิติของความหลงใหลในปอร์เช่ ผ่าน 5 มุมมองจากผู้ขับขี่และรักในแบรนด์ สะท้อนเหตุผลว่าทำไมไม่มีสิ่งใดสามารถแทนปอร์เช่ได้ รวมทั้งภายในบูธยังจัดแสดงยนตรกรรมปอร์เช่หลากหลายรุ่น พร้อมข้อเสนอพิเศษทั้งภายในงานและตัวแทนจำหน่ายปอร์เช่อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

เปิดตัวพร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการของ คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่

ปอร์เช่ ประเทศไทย ก้าวสู่บทใหม่ของรถสปอร์ตสัญชาติเยอรมัน ด้วยการเปิดตัว คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ รถยนต์ทรงพลังที่สุดที่ปอร์เช่ผลิตมาสำหรับท้องถนน พร้อมมอบความอเนกประสงค์ที่เหนือกว่า ทั้งความเร้าใจบนท้องถนน ความมั่นใจในการขับขี่แบบออฟโรด และความสะดวกสบายในการเดินทางระยะไกล คาเยนน์ อิเล็กทริค เปิดตัวพร้อมเปิดราคาในประเทศไทยด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่ คาเยนน์ อิเล็กทริค (Cayenne Electric) ราคาเริ่มต้นที่ 6,850,000 บาท, คาเยนน์ เอส อิเล็กทริค (Cayenne S Electric) ราคาเริ่มต้นที่ 7,350,000 บาท และคาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค (Cayenne Turbo Electric) ราคาเริ่มต้นที่ 9,750,000 บาท ที่เป็นไฮไลต์ของงานและจัดแสดงเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ ออกแบบมาเพื่อยกระดับทั้งสมรรถนะและการใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยความอเนกประสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากพื้นที่เก็บสัมภาระที่ขยายใหญ่มากขึ้น และพื้นที่วางขาที่กว้างขวางยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกใหม่ที่มาพร้อมไฟหน้า HD-Matrix LED กระจกหน้าต่างแบบไร้กรอบ และค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.25 ซึ่งเป็นหนึ่งในค่าที่ดีที่สุดในกลุ่มเอสยูวีพรีเมียม

ภายในห้องโดยสารยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วย Flow Display หน้าจอ OLED แบบโค้งที่เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อกับคอนโซลกลาง เสริมด้วยจอหน้าปัดดิจิทัล OLED ขนาด 14.25 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 14.9 นิ้วที่มีให้เลือกเป็นอุปกรณ์เสริม พร้อมติดตั้งระบบช่วงล่างประสิทธิภาพสูง อาทิ ระบบเลี้ยวล้อหลัง และระบบช่วงล่างถุงลมแบบปรับระดับได้ พร้อมระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความนุ่มนวลในการขับขี่ มาพร้อมแบตเตอรี่แรงดันสูงความจุ 113 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จความเร็วสูงสุดถึง 400 กิโลวัตต์ โดยสามารถชาร์จจาก 10–80% ได้ภายในเวลาไม่ถึง 16 นาที และเพิ่มระยะทางขับขี่ได้มากกว่า 300 กิโลเมตร ภายในเวลาประมาณ 10 นาที

คาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค ใหม่ ให้กำลังสูงสุดถึง 850 กิโลวัตต์ (1,156 แรงม้า) พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,500 นิวตันเมตร ในโหมด Launch Control อัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 2.5 วินาทีและความเร็วสูงสุดที่ 260 กม./ชม. ระยะทางการขับขี่รวมตามมาตรฐาน WLTP สูงสุด 623 กิโลเมตร พร้อมองค์ประกอบแอโรไดนามิกแบบแอคทีฟ ได้แก่ ช่องรับอากาศด้านหน้าที่เปิด-ปิดได้ สปอยเลอร์หลังคาแบบปรับองศาอัตโนมัติ และแผง Aeroblades แบบแอคทีฟด้านท้าย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ พร้อมคงเอกลักษณ์สมรรถนะของปอร์เช่

คาเยนน์ เอส อิเล็กทริค ใหม่ มอบพละกำลังสูงสุด 490 กิโลวัตต์ (666 แรงม้า) พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,080 นิวตันเมตร ในโหมด Launch Control สามารถเร่งความเร็วจาก 0–100 กม./ชม. ได้ใน 3.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดที่ 250 กม./ชม. พร้อมระยะทางขับขี่สูงสุดตามมาตรฐาน WLTP ถึง 653 กิโลเมตร

คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ เติมเต็มตัวเลือกในตระกูลคาเยนน์อย่างสมบูรณ์ ทำให้ครอบคลุมทั้งขุมพลังไฟฟ้า ไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาป ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการนำเสนอความหลากหลายของยนตรกรรมปอร์เช่

ความทรงพลังและเร้าใจเต็มพิกัดกับ มาคันน์ จีทีเอส รุ่นพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

มาคันน์ จีทีเอส (Macan GTS) รุ่นย่อยที่ 5 ของตระกูลมาคันน์ไฟฟ้า โดดเด่นทั้งภายนอกและภายในด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และรายละเอียดตกแต่งโทนสีเข้ม โดยหลังจากการเปิดตัวในปี 2025 นับเป็นครั้งแรกที่มาคันน์ จีทีเอส จะถูกนำมาจัดแสดงในประเทศไทยและพร้อมส่งมอบให้แก่ลูกค้า ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้หลงใหลในปอร์เช่ได้สัมผัสสมาชิกใหม่ล่าสุดของตระกูลมาคันน์อย่างเต็มรูปแบบ

มาคันน์ จีทีเอส มอบพละกำลังสูงสุด 420 กิโลวัตต์ (571 แรงม้า) ในโหมดโอเวอร์บูสท์ พร้อมแรงบิดสูงสุด 955 นิวตันเมตร และอัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 3.8 วินาที มาพร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า และช่วงล่างถุงลมสปอร์ตแบบปรับระดับความสูง ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและการทรงตัวอย่างเหนือระดับ พร้อมโหมดแทรค ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนของแบตเตอรี่และยกระดับสมรรถนะการขับขี่สูงสุด

มาคันน์ จีทีเอส สามารถขับขี่สูงสุดตามมาตรฐาน WLTP ได้ไกลถึง 614 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง และเมื่อชาร์จเร็วแบบ DC แบตเตอรี่แรงดันสูงขนาด 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) สามารถชาร์จจาก 10 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ได้ภายในเวลา 21 นาที โดยมีความสามารถในการชาร์จสูงสุดถึง 270 กิโลวัตต์ (kW) โดดเด่นด้วยดีไซน์สไตล์จีทีเอส ที่เน้นความสปอร์ตด้วยรายละเอียดตกแต่งโทนสีเข้ม พร้อมแพ็คเกจตกแต่งภายในแบบ GTS Interior Package ที่ตกแต่งด้วยด้ายเย็บสีเดียวกับตัวรถ โดยมาคันน์ จีทีเอส พร้อมจำหน่ายในประเทศไทยด้วยราคาเริ่มต้น 7,290,000 บาท

เปิดตัวผลงานภาพยนตร์ “Porsche. There Is No Substitute.” ครั้งแรกในประเทศไทย

เปิดตัวครั้งแรกที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 กับผลงาน “Porsche. There is no substitute.”  โดยเป็นผลงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวของปอร์เช่ที่สร้างขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกผ่าน 5 บุคคลที่สะท้อนจิตวิญญาณของปอร์เช่ในหลากหลายมิติ สะท้อนแนวคิด There is no substitute ที่สอดคล้องกับแนวคิดหลักของปอร์เช่

“เติ้น – ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์” นักขับ Formula 2 ถ่ายทอดมิติด้าน Performance ผ่านความเชื่อมโยงระหว่างผู้ขับขี่และรถปอร์เช่ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน “ตั้ม – ชนิพล กุศลชาติธรรม” ผู้กำกับภาพยนตร์และเจ้าของร้านสูท Bespoke สะท้อนมิติด้าน Design ผ่านความสมดุล ความแม่นยำ และความสุนทรีย์ พร้อมทำหน้าที่ผู้กำกับผลงานที่ถ่ายทอดมุมมองและความหลงใหลในปอร์เช่ผ่านภาพยนต์เรื่องนี้ “เต้น – สีหบุตร ชุมสาย ณ อยุธยา” ผู้ก่อตั้ง Das Treffen และผู้กำกับภาพยนตร์ ถ่ายทอดมิติด้าน Heritage ผ่านวัฒนธรรมและคอมมูนิตี้ที่หล่อหลอมแบรนด์ปอร์เช่ “ลูกนัท – ปณิชา ดอกจันทน์” ผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร สะท้อนมิติ Driving Fun ผ่านอิสรภาพและความสุขในการขับขี่ และ “โก้ – ชานนท์ เรืองกฤตยา” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารโครงการ Porsche Design Tower Bangkok และบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ถ่ายทอดมิติด้าน Exclusivity ผ่านวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และความเอ็กซ์คลูซีฟที่แตกต่าง โดยเรื่องราวของทั้ง 5 บุคคลนี้ได้ร่วมกันสะท้อนแก่นแท้ของปอร์เช่ผ่านเส้นทางที่แตกต่าง แต่หลอมรวมด้วยแนวคิดเดียวกันว่าสำหรับปอร์เช่ ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้

ถ่ายทอดสมรรถนะของปอร์เช่ในทุกขุมพลัง

ปอร์เช่ ประเทศไทย พร้อมจัดแสดงยนตรกรรมให้ท่านได้ร่วมสัมผัสสมรรถนะของปอร์เช่ในหลากหลายขุมพลัง นำเสนอยนตรกรรมอย่างครบถ้วน ครอบคลุมทั้งรถสปอร์ตระดับตำนาน นวัตกรรมไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดขั้นสูง พร้อมร่วมเฉลิมฉลอง 75 ปีแห่งปอร์เช่ มอเตอร์สปอร์ตด้วยยนตรกรรมระดับตำนานทั้งปอร์เช่ 911 และ 718 ที่สะท้อนมรดกแห่งสนามแข่งและเอกลักษณ์การขับขี่ของปอร์เช่ พร้อมกลุ่มรถพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบนำโดยเอสยูวีอย่างมาคันน์ จีทีเอสและรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าอย่างไทคานน์ (Taycan) และไทคานน์ ครอส ทัวริสโม (Taycan Cross Turismo)

ในกลุ่มยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริด พานาเมร่า โฟร์ อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid) และคาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นประกอบในภูมิภาค สะท้อนแนวทางของปอร์เช่ในการผสานเทคโนโลยีไฟฟ้าเข้ากับสมรรถนะการขับขี่แบบไดนามิก โดยคาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ รุ่นปรับโฉมปี 2026 ซึ่งได้รับความนิยมจากลูกค้าในประเทศไทย ยกระดับความโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยล้อ RS Spyder Design ขนาด 21 นิ้ว ไฟหน้า HD Matrix LED พวงมาลัย GT Sports และแพ็กเกจ Sport Chrono ตอกย้ำตำแหน่งของคาเยนน์ในฐานะเอสยูวีที่ผสานสมรรถนะ การออกแบบ และการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว

ข้อเสนอพิเศษสำหรับบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

ในโอกาสพิเศษนี้ปอร์เช่ ประเทศไทย มอบสิทธิพิเศษหลากหลายรายการ โดยลูกค้าที่จองและรับรถระหว่างวันที่ 16 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2569 จะได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ว่าจะเป็น อัตราดอกเบี้ยผ่อนชำระพิเศษเริ่มต้นที่ 0.99% ประกันภัยชั้นหนึ่งนานสูงสุด 2 ปี ขยายการรับประกันคุณภาพรถ และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย*

เพื่อยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า ปอร์เช่ ประเทศไทย ร่วมกับพาร์ทเนอร์นำเสนอสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม* โดยลูกค้าที่ซื้อและรับมอบรถยนต์ระหว่างวันที่ 16 มีนาคม ถึง 31 ธันวาคม 2569 จะได้รับเครดิตชาร์จไฟมูลค่า 10,000 บาท สำหรับใช้ที่สถานีชาร์จ Shell Recharge เป็นระยะเวลา 3 ปี*

ปอร์เช่ ประเทศไทยพร้อมมอบข้อเสนอพิเศษให้ทั้งภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2569 และที่ตัวจำหน่ายปอร์เช่อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ*

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด   

 

 

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว The-all new electric CLA ในราคา 2.29 ล้านบาท เฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์กับข้อเสนอพิเศษ “140 Years of Innovation Offer”

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ประเดิมเปิดตัว The all-new electric CLA รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของปี 2569 ชูคอนเซปต์ “CLASS OF ITS OWN.” กับการเผยนิยามความเป็นที่สุดของยนตรกรรมแห่งอนาคต การันตีผ่านรางวัล “Car of the Year 2026” และมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว (5-Star Rating) จาก EURO NCAP พร้อมเชิญชวนคนไทยทุกคนที่หลงใหลในโลกของยานยนต์ร่วมเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษ “140 Years of Innovation Offer” ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Motor Show 2026) ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569

มร. คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในงาน Motor Show 2026 เราต้องการทำให้บูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นจุดหมายปลายทางของทุกคนที่หลงใหลในโลกของยานยนต์ เนื่องในโอกาสการเฉลิมฉลองครบรอบ 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ (140 Years of Innovation) นับตั้งแต่คาร์ล เบนซ์ (Carl Benz) สร้างรถยนต์คันแรกของโลกในปี 2429 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การเดินทางด้วยรถยนต์ถูกวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน และในปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เฉลิมฉลองผ่านการจัดกิจกรรมระดับโลกภายใต้ธีม “140 Years, 140 Places” ในการนำรถยนต์ระดับแฟล็กชิปอย่าง “The new S-Class” เดินทางไปยัง 140 สถานที่ทั่วโลก เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการเป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมยานยนต์โลกและประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ โดยมีระยะทางการเดินทางรวมกว่า 50,000 กิโลเมตร ครอบคลุม 6 ทวีป และจะเดินทางมายังประเทศไทยในเดือนพฤษภาคมนี้

นอกจากนี้ เรายังได้จับมือกับตัวแทนจำหน่ายฯ อย่าง บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด (TTC Motor) ในการเปิดตัว “Mercedes-Benz Classic Partner” แห่งแรกในทวีปเอเชีย ภายในปี 2569 นี้ ซึ่งจะเป็นพื้นที่ศูนย์กลางและแพลตฟอร์มที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์คลาสสิกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ มาช่วยตรวจสอบรถยนต์คลาสสิกทุกรุ่น และออกใบรับรองอย่างเป็นทางการให้กับรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐานรถยนต์คลาสสิกระดับโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ตอกย้ำถึงคุณค่าที่เหนือกาลเวลาของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่สะท้อนผ่านรถยนต์ทุกคันที่เราสร้างขึ้น และในวันนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ไม่ได้เพียงย้อนถึงประวัติศาสตร์ของแบรนด์เท่านั้น แต่เรายังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้เข้าสู่โลกยานยนต์แห่งอนาคต ด้วยการเปิดตัว The all-new electric CLA พร้อมประกาศราคาจำหน่ายเป็นครั้งแรกในประเทศไทย หลังการเปิดตัวแบบ World Premiere ในระดับโลก และการเผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทยในปี 2568 ที่ผ่านมา”

The all-new electric CLA รถยนต์แห่งปีของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย

ภายในงาน Motor Show 2026 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เปิดตัว The all-new electric CLA หนึ่งในรถยนต์ที่ล้ำสมัยที่สุดของแบรนด์สู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเปิดตัวรุ่นประกอบในประเทศอย่าง “Mercedes-Benz CLA 250+ electric” ชูความโดดเด่นของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มีระยะทางวิ่งที่ไกลที่สุดในเซกเมนต์ Compact Car โดยติดตั้งแบตเตอรี่ 800V ขนาด 85 kWh ที่ให้ระยะทางการขับขี่สูงสุด 792 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน WLTP และมีประสิทธิภาพการชาร์จพลังงานที่รองรับ DC Charge สูงสุด 320 kW โดยการชาร์จเพียง 10 นาที ด้วยกระแสไฟเต็มกำลัง สามารถเพิ่มระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ถึง 325 กิโลเมตร รวมถึงการติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดอย่าง Mercedes-Benz Operating System (MB.OS) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ผสานการทำงานของเทคโนโลยี AI ผ่านระบบ MBUX Virtual Assistance ที่สามารถรองรับการใช้งานแอปพลิเคชันระดับโลกมากมาย อาทิ ChatGPT, Gemini, Google Maps, Microsoft Bings, Microsoft Teams, Webex, Zoom ฯลฯ โดยติดตั้งสัญญาณอินเตอร์เน็ตแบบ 5G LTE ที่สามารถใช้งานด้วยความเร็วสูงสุดแบบไม่จำกัดเป็นระยะเวลาถึง 3 ปี ทำให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและความบันเทิงได้อย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับการเปิดตัว The all-new electric CLA ในครั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้ต่อยอดสู่การสร้าง CLA Community แพลตฟอร์มด้านไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ ที่ครอบคลุมทั้งกิจกรรมด้านกีฬา ผ่านการจัดกิจกรรมแบบ City Run “The Urban Performance by The all-new electic CLA” และการแข่งขันกอล์ฟในรูปแบบทัวร์นาเมนต์อย่าง “MercedesTrophy” ที่มีการจัดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี รวมถึงกิจกรรมอีกมากมายทั้งในด้านดนตรี สะท้อนผ่านโชว์ Highlight Performance ของศิลปิน “Rejizz” ที่มาเปิดตัวเพลงใหม่ครั้งแรกในงาน Motor Show 2026 และการจับมือกับแบรนด์ BWB (BitchWithBrain) ที่มีผู้ร่วมก่อตั้งเป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง “GoyNattyDream” ซึ่งประกอบไปด้วย ก้อย อรัชพร, นัตตี้ นันทนัท, และดรีม อภิชญา โดยนำเสนอ 2 ลิปสติกคอลเลคชันพิเศษในรุ่น BWB Friendly Matte Lip Cream สี FIRECRACKER RED และ BWB Plumping Lip Glass สี SPOTLIGHT TAKER

โดยในปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ยังได้มีแผนการขยายโครงสร้างพื้นฐานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในการติดตั้งสถานีชาร์จในพื้นที่ไลฟ์สไตล์ระดับลักชัวรี รวมถึงการอัปเกรดสถานีชาร์จในโรงแรมที่เป็นพาร์ทเนอร์กว่า 12 แห่ง เพื่อสร้างความมั่นใจและความสะดวกสบายให้กับลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ของเมอร์เซเดส-เบนซ์

ร่วมเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ไปกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Motor Show 2026) ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ “140 Years of Innovation Offer” ซึ่งครอบคลุมทั้งรุ่น C 350 e AMG Dynamic (Night Package) E 350 e AMG Dynamic และ GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic กับส่วนลดสูงสุดถึง 590,000 บาท หรือเลือกรับแพ็กเกจฉลองครบรอบ 140 ปี* ซึ่งประกอบไปด้วย

  • ประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 1 ปี
  • โปรแกรมขยายเวลาการรับประกันคุณภาพรถยนต์ (MBSP Extra Guarantee) นาน 4 ปี
  • ดอกเบี้ย 0% นาน 72 เดือน

 

GWM เปิดราคา GWM ORA 5 สองขุมพลัง ราคาแนะนำช่วงเปิดตัวรุ่น HEV 709,000-779,000 บาท และราคาคาดการณ์รุ่น EV 629,000-699,000 บาท* พิเศษเพียง 1,000 คัน

0

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM (Thailand) หลังจากเปิดตัว GWM ORA 5 และได้รับกระแสตอบรับอย่างอบอุ่นจากชาวไทย รวมถึงแฟน ๆ GWM ORA ที่ต่างรอคอยการมาถึงของยนตรกรรม SUV-B อัจฉริยะทั้งสองขุมพลัง และการคาดเดาถึงราคาจำหน่ายในทั้งสองรุ่น โดยในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 นี้ GWM (Thailand) ได้สร้างปรากฏการณ์เปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการพร้อมเรียกเสียงฮือฮา โดย GWM ORA 5 ขุมพลัง HEV มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ราคาแนะนำช่วงเปิดตัวอยู่ที่ 709,000-779,000 บาท และ GWM ORA 5 EV มาใน 2 รุ่นย่อย เปิดราคาคาดการณ์เริ่มต้นที่ 629,000-699,000 บาท* พิเศษเพียง 1,000 คันแรกเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้สร้างความคึกคักให้กับแฟน ๆ ออฟโรดทั่วประเทศด้วยการเปิดรุ่นพิเศษ GWM TANK 300 DIESEL Forest Phantom Limited Edition ในสีพิเศษ Jungle Green โดยมีจำนวนจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น พร้อมเปิดราคาจำหน่ายที่ 1,349,000 บาท

GWM ORA 5 HEV มี 2 รุ่นย่อย พร้อมสีภายนอก 3 สี ได้แก่ สีเทา Mountain Grey, สีขาว Ivory White และสีดำ Onyx Black จับคู่กับสีภายใน Dark Grey (ดำ-เทา) มีราคาแนะนำช่วงเปิดตัวดังนี้

  • GWM ORA 5 HEV รุ่น Pro ราคา 709,000 บาท
  • GWM ORA 5 HEV รุ่น Ultra ราคา 779,000 บาท 

GWM ORA 5 EV มี 2 รุ่นย่อย พร้อมสีภายนอก 4 สี ได้แก่ สีเขียว Emerald Green, สีเทา Mountain Grey, สีขาว Ivory White และสีฟ้าหลังคาดำ So Blue โดยภายในมีให้เลือก 2 โทนสี ได้แก่ Brown Beige (น้ำตาล-เบจ) และ Dark Grey (ดำ-เทา) (สีเขียว Emerald Green มีสีภายในเฉพาะ Dark Grey (ดำ-เทา)) โดยมีราคาคาดการณ์ดังนี้ (*ราคาขายรอการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้มาตรการ EV 3.5)

  • GWM ORA 5 EV รุ่น Pro 629,000 บาท*
  • GWM ORA 5 EV รุ่น Ultra ราคา 699,000 บาท*

ข้อเสนอด้านราคาของ GWM ORA 5 ทั้ง HEV และ EV ข้างต้น จำกัดจำนวนรวมทั้งสิ้นเพียง 1,000 คันแรกเท่านั้น

GWM ORA 5 ทุกรุ่นมาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่งนาน 1 ปีเต็ม ฟรี! บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance) ระยะเวลา 5 ปี ฟรี! ค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง สูงสุดไม่เกิน 10 ครั้ง ภายในระยะเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) ฟรี! บริการระบบตรวจสอบและสั่งการรถผ่านอินเทอร์เน็ต* (Telematic Service) พร้อมแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ (Internet in Vehicle) ระยะเวลา 3 ปี และเพื่อให้ใช้งานรถยนต์อย่างอุ่นใจและไร้กังวล GWM ORA 5 มาพร้อมการรับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (สำหรับรุ่น EV) และการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดนาน 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง (สำหรับรุ่น HEV)

และพิเศษมากยิ่งขึ้น สำหรับ GWM ORA 5 1,000 คันแรก รับดอกเบี้ยพิเศษ 1.69% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์ 30% และสำหรับ GWM ORA 5 EV มาพร้อมประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี ที่คุ้มครองพิเศษสูงสุด 100% ของมูลค่าตัวรถ

ผู้ที่สนใจ สามารถทดลองขับ GWM ORA 5 ได้ที่ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ ทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่กลางเดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป และ GWM จะเริ่มส่งมอบ GWM ORA 5 ภายในเดือนพฤษภาคม 2569

 

หลังความสำเร็จของ GWM TANK 300 DIESEL ที่ทำยอดส่งมอบสะสมทะลุ 10,000 คัน ล่าสุด GWM เร่งเครื่องสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหม่ด้วยการเผยโฉม GWM TANK 300 DIESEL Forest Phantom Limited Edition เพื่อให้แฟน ๆ GWM TANK 300 ได้ครอบครองและสะสม โดยมาพร้อมชุดตกแต่งพิเศษรอบคัน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับสายลุยที่มองหารถออฟโรดที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร โดยรุ่นพิเศษนี้มาพร้อมสีเขียว Jungle Green ที่พร้อมสร้างความต่างให้กับทุกการเดินทาง รวมถึงชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษรอบคัน ครอบคลุมชุดแต่งสเกิร์ตหน้า–หลัง, กระจังหน้า TANK, ชุดแต่งคิ้วซุ้มล้อ, ฝาครอบกระจกมองข้าง, ฝาครอบยางอะไหล่ดีไซน์ Forest Phantom และฝาครอบไฟท้าย ขณะที่ภายในห้องโดยสารเพิ่มความโดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์ Forest Phantom และพรมปูพื้นภายในรถที่ออกแบบสำหรับ Forest Phantom โดยเฉพาะ สะท้อนเอกลักษณ์ของรุ่นพิเศษได้อย่างชัดเจน รวมทั้ง DNA ออฟโรดของ GWM TANK 300 DIESEL นักสะสมสายออฟโรดต้องไม่พลาดกับรุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น โดยจำหน่ายที่ราคา 1,349,000 บาท

 

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “การเปิดตัว GWM ORA 5 ทั้งสองขุมพลัง และ GWM TANK 300 DIESEL Forest Phantom Limited Edition ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ Multi-Powertrain ของ GWM ที่มุ่งนำเสนอยนตรกรรมครบทุกประเภทพลังงานเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่มในประเทศไทย เรามุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และดูแลลูกค้าทั่วประเทศอย่างใส่ใจและโปร่งใสตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของรถยนต์ GWM เพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็น “แบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยไว้วางใจสูงสุด” และ “อันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขาย” GWM ยังคงเดินหน้าอย่างแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยได้อย่างครอบคลุม การลงทุนอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาเครือข่ายการให้บริการให้ครบ 100 แห่งทั่วประเทศ พร้อมก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ในประเทศไทยอย่างภาคภูมิ พร้อมรับฟังผู้บริโภค ยกระดับประสบการณ์การขับขี่อย่างต่อเนื่อง และเติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน”

ร่วมสัมผัส GWM ORA 5 และ GWM TANK 300 DIESEL Forest Phantom Limited Edition รวมถึงทัพยานยนต์อัจฉริยะมากมายจาก GWM ได้ภายในงาน Bangkok International Motor Show 2026 ณ บูธ GWM หมายเลข A10 ณ อาคาร Challenger Hall 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 เวลา 12.00 – 22.00 น. (วันธรรมดา) และ 11.00 – 22.00 น. (วันเสาร์–อาทิตย์ และวันหยุดราชการ)

ฟอร์ดเปิดเซ็กเมนต์ความแกร่งใหม่ตลาดรถกระบะ เปิดตัวฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ รุ่นกระบะ 4 ประตูครั้งแรกในโลก ในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

0

ฟอร์ด ประเทศไทย สร้างความตื่นเต้นอีกครั้งในตลาดรถกระบะ ด้วยการเปิดตัว ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ รถกระบะสำหรับภารกิจหนักที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ช่องว่างสำคัญในตลาด พร้อมนิยามความแกร่งบทใหม่ ‘โหดได้เรื่อง ดุได้ใจ!’ โดยลูกค้าไทยจะได้สัมผัสรุ่นกระบะ 4 ประตู เป็นครั้งแรกของโลกก่อนใคร พร้อมเผยไลน์อัปรุ่นย่อยใหม่ของ ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่มาพร้อมสมรรถนะ เทคโนโลยี และทางเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ตอกย้ำบทบาทของฟอร์ดในฐานะผู้นำตลาดรถกระบะและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 พร้อมโปรโมชันสุดเร้าใจทั้งภายในงานและที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569

“การเปิดตัว ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของฟอร์ดในการยกระดับมาตรฐานความแกร่งของตลาดรถกระบะ โดยฟอร์ดมองเห็นช่องว่างสำคัญในตลาดสำหรับรถกระบะที่สามารถรองรับภารกิจหนักได้อย่างแท้จริง ตั้งแต่ผู้ประกอบการที่ต้องใช้รถสำหรับภารกิจหนัก ไปจนถึงนักเดินทางที่ต้องการรถที่พร้อมลุยในทุกสภาพเส้นทาง เราจึงพัฒนารถรุ่นนี้ขึ้นมาเพื่อเปิดเซ็กเมนต์ใหม่ของรถกระบะสำหรับภารกิจหนัก

นอกจากนี้ฟอร์ดยังได้เปิดตัวไลน์อัปรถยนต์ใหม่ของ ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ด้วยทางเลือกเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบที่ปรับจูนใหม่ จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด เพื่อมอบทางเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้าชาวไทย สะท้อนแนวทางการตลาดระดับโลกของฟอร์ด ภายใต้แพลตฟอร์ม ‘Ready Set Ford’ ที่มุ่งเสริมศักยภาพให้ลูกค้าสามารถดึงขีดความสามารถของตนเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ผ่านการใช้รถฟอร์ด” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นคำตอบสำหรับลูกค้าที่ต้องการสมรรถนะด้านการบรรทุกและการลากจูงในระดับที่แตกต่างจากรถกระบะที่มีจำหน่ายในท้องตลาดปัจจุบัน ด้วยความสามารถในการลากจูงสูงสุด 4,500 กิโลกรัม รองรับน้ำหนักรถรวมบรรทุกสูงสุด หรือ GVM (Gross Vehicle Mass) 4,500 กิโลกรัม และน้ำหนักรวมบรรทุกและลากจูงสูงสุด หรือ GCM (Gross Combine Mass) 8,000 กิโลกรัม

ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ มาพร้อมโครงสร้างที่ได้รับการอัปเกรดใหม่ทั้งหมด มีน้ำหนักมากกว่าโครงปกติของเรนเจอร์ทั่วไป 70-80 กิโลกรัม กันชนเหล็กยึดกับโครงรถโดยตรง แผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถผลิตจากเหล็กหนาถึง 3.6 มิลลิเมตร ที่ปกป้องช่วงล่างตั้งแต่ด้านหน้าไปจนถึงบริเวณถังน้ำมัน พร้อมสำหรับการลงพื้นที่สมบุกสมบันทุกรูปแบบ ระบบช่วงล่างที่ออกแบบใหม่ ประกอบด้วยปีกนกที่หนาที่สุดเท่าที่ฟอร์ดเคยพัฒนาให้กับฟอร์ด เรนเจอร์ เพลาขับหน้าและหลังที่แข็งแรงขึ้น และเฟืองท้ายแบบใหม่ที่ใหญ่และแข็งแรง เพื่อรองรับการบรรทุกและลากจูงของที่มีน้ำหนักมากจากการใช้งานอย่างหนักหน่วงของลูกค้า เอกลักษณ์ความ ‘โหดได้เรื่อง ดุได้ใจ!’ ยังสะท้อนผ่านรายละเอียดการออกแบบ เช่น ล้อเหล็ก Heavy Duty น็อต 8 ตัว ซึ่งมีเฉพาะในรุ่นซูเปอร์ ดิวตี้เท่านั้น พร้อมสัญลักษณ์ ‘SUPER DUTY’ ที่แผงคอนโซลหน้า

ฟอร์ดยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีช่วยขับขี่ที่พัฒนาสำหรับการขับขี่ออฟโรดโดยเฉพาะ ด้วยโหมดการขับขี่ครบ 7 โหมด ได้แก่ โหมดปกติ โหมดประหยัด โหมดลากจูง โหมดถนนลื่น โหมดโคลน โหมดทราย โหมดหิน นอกจากนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์อัจฉริยะที่นำมาใช้ในรถกระบะในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ได้แก่ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเพื่อการขับขี่ออฟโรด (Trail Control) และระบบช่วยเลี้ยวบนเส้นทางออฟโรด (Trail Turn Assist)

ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ รุ่นกระบะ 4 ประตู เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 เปิดตัวในราคา 1,599,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง

 

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังยกระดับไลน์อัปรุ่นย่อย ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เพื่อเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ และทางเลือกให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถที่มาพร้อมฟีเจอร์ระดับพรีเมียมได้ง่ายขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร  เทอร์โบที่ปรับจูนใหม่ จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ระบบความปลอดภัยที่ติดตั้งมาตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น และปรับโฉมดีไซน์ภายนอกให้ดูเท่และดุดันขึ้นกว่าเดิม ในหลากหลายรุ่นย่อย

ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ปรับแต่งเพื่อตอบโจทย์การใช้งานได้ครบครันยิ่งขึ้น ทั้งด้านการทำงานและไลฟ์สไตล์ในวันหยุดกับครอบครัว นำโดยฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค เอ็กซ์ เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร วี 6 เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ยกระดับความดุดันด้วยสมรรถนะการขับขี่ออฟโรดเหนือระดับ โดดเด่นด้วยการอัปเกรดช่วงล่างด้วยโช้คอัพ Bilstein เสริมแผ่นโลหะกันกระแทกใต้ท้องรถ พร้อมไฟหน้าแบบเมทริกซ์ แอลอีดี และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีดำด้าน ยาง All-Terrain (A/T 265/70 R17) เพื่อรองรับทุกเส้นทางท้าทายได้อย่างมั่นใจ พร้อมนวัตกรรม Flexible Rack System ที่ช่วยให้การบรรทุกอุปกรณ์เดินทางเป็นเรื่องง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น ภายในห้องโดยสารมอบความหรูหราด้วยระบบเสียงพรีเมียมจาก Bang & Olufsen 8 ตำแหน่ง ให้ทุกการเดินทางคือการพักผ่อนอย่างมีสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานหนักหรือทริปท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์ตรีม และเพิ่มความโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยสีใหม่สีส้ม อิกไนท์ ออเรนจ์ ที่สะท้อนตัวตนสายลุยได้อย่างชัดเจน

ขณะที่ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ และ รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ได้รับการเสริมเทคโนโลยีความปลอดภัยและระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง โดยไวลด์แทรคทุกรุ่นมาพร้อมสีใหม่ อิกไนท์ ออเรนจ์ เพิ่มความโดดเด่นสำหรับลูกค้าสายลุย ส่วนรุ่นคุ้มค่าสำหรับการใช้งานอย่าง ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS รุ่นกระบะ 4 ประตูยกสูง ได้รับการอัปเกรดอุปกรณ์เพื่อความสะดวกสบายและการใช้งานที่ครบครันยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสีแบบสัมผัส Multi-Touch ขนาด 12 นิ้ว ระบบปรับอากาศแบบแยกอุณหภูมิซ้าย-ขวา ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พร้อมเพิ่มไฟท้ายแบบแอลอีดี และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเพิ่มทางเลือกในรุ่นเริ่มต้นอย่าง ฟอร์ด เรนเจอร์ XL+ ด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด เป็นครั้งแรก

ด้าน ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ มอบทางเลือกที่ครอบคลุมยิ่งขึ้นให้กับลูกค้ารถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ทั้งในชีวิตประจำวันและการเดินทางผจญภัย โดยฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 และทางเลือกใหม่ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์ขับขี่ระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น มาพร้อมเพิ่มสีใหม่สุดหรู สีเขียว อะเคเซีย กรีน

ขณะที่ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต ตอกย้ำความคุ้มค่าและความสามารถในการลุย ด้วยทางเลือกระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหารถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่พร้อมลุยในราคาที่เข้าถึงง่าย ควบคู่ดีไซน์ที่โดดเด่น ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย มาพร้อมสีเทาใหม่ คอมมานด์ เกรย์ ส่วนน้องใหม่รุ่นเริ่มต้นกับ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แอคทีฟ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยการขับขี่และความปลอดภัยขั้นสูง เช่น ระบบช่วยเบรคอัตโนมัติ  ระบบเตือนการชนด้านหน้า ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง ระบบช่วยควบคุมรถหลังจากชน ระบบไฟส่องสว่างแบบแบ่งโซน ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ มาพร้อมจอสีแบบสัมผัส Multi-Touch ขนาด 12 นิ้ว

 

ฟอร์ดเตรียมเปิดให้ลูกค้าที่สนใจสั่งจองรถฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ได้ทั้งผ่านช่องทางออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.ford.co.th รวมถึงที่งานมอเตอร์โชว์ และที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ 

ข้อเสนอสุดพิเศษเฉพาะช่วงงานมอเตอร์โชว์

ฟอร์ดมอบข้อเสนอพิเศษสำหรับรถรุ่นใหม่ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (เฉพาะช่วงระยะเวลาการจัดงาน) โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ รุ่นกระบะ 4 ประตู เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 เปิดตัวในราคา 1,599,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค เอ็กซ์ เปิดตัวในราคา 1,469,000 บาท ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS รุ่นกระบะ 4 ประตู จำหน่ายในราคาพิเศษเพียง 939,000 บาท พร้อมโปรแกรมผ่อนต่ำเพียง 9,787 บาทต่อเดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ เปิดตัวในราคา 1,779,000 บาท ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ จำหน่ายในราคา 1,669,000 บาท รับดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง เมื่อดาวน์ 25% และผ่อน 48 เดือน เมื่อจัดไฟแนนซ์ผ่านฟอร์ด ลีสซิ่ง
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แอคทีฟ ใหม่ จำหน่ายในราคาพิเศษเพียง 1,299,000 บาท จากราคาปกติ 1,379,000 บาท เมื่อจัดไฟแนนซ์ผ่านฟอร์ด ลีสซิ่ง
  • รถฟอร์ด ทุกรุ่นมาพร้อมโปรแกรม Ford Care รับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่จากโรงงาน นาน 5 ปี /150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

ฟอร์ดยังคงสานต่อการดูแลลูกค้าเพื่อยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถ ด้วยแนวคิดการบริการแบบ ‘สะดวก มั่นใจ ประทับใจ’ พร้อมดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัวด้วยนวัตกรรมการบริการที่พัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงลูกค้าเป็นศูนย์กลางอยู่เสมอ ควบคู่การมอบความคุ้มค่าและสิทธิประโยชน์ให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นการมอบการบริการตลอด 24 ชั่วโมงผ่านช่องทางดิจิทัลต่างๆ ทั้ง Ford app และ Line OA Ford Thailand เช่น ระบบนัดหมายเข้าศูนย์บริการ การติดตามสถานะการซ่อมบำรุง เพิ่มความสะดวกในการเข้ารับบริการ อีกทั้งยังมอบความคุ้มค่าระยะยาวโดยให้ความสำคัญกับการลดค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของรถผ่านโปรแกรมบำรุงรักษาและแพ็กเกจบริการที่หลากหลาย และสิทธิประโยชน์จาก Ford Rewards Club เพื่อตอบโจทย์ความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน

MGC-ASIA ร่วมงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 พร้อมพบเทคโนโลยีล้ำหน้าจากหลายแบรนด์ในเครือ

0

บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA ผู้นำธุรกิจโมบืลิตี้ครบวงจร ร่วมงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ให้ผู้ชมงานจากทั่วโลกได้ยลโฉมยนตรกรรมรุ่นต่างๆ อย่างใกล้ชิด ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม ถึง 5 เมษายน 2569 ณ บูธ A7 ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี

สิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟ สำหรับสมาชิก MGC-MOBILIFE

  • รับ MOBILIFE Package มูลค่ารวม 10,000 บาท เมื่อจองและรับรถภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569*
  • รับสิทธิพิเศษจากบัตรเครดิตชั้นนำ
  • Card X

– รับคะแนนสะสมเพิ่มสูงสุด X15*

– รับ Central Gift Card สูงสุด 600 บาท*

  • ttb

– รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 35,000 บาท*

– รับ Starbucks Card สูงสุด 500 บาท*

  • KTC

– รับกระเป๋า Overnight Bag มูลค่า 1,390 บาท*

 

Rolls-Royce

โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์คาร์ส แบงคอก นำเสนอแนวคิดการออกแบบ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกแห่ง Bespoke และ The Atelier ห้องทำงานของช่างศิลป์ผู้รังสรรค์ยนตรกรรม โรลส์-รอยซ์ ในแบบเฉพาะบุคคล โดยนับเป็นครั้งแรกที่แนวคิดของ The Atelier ถูกนำมาจำลองและถ่ายทอดภายในงานฯ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสบรรยากาศของสตูดิโอส่วนตัวแห่งนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากโดยปกติ Atelier เป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับให้ลูกค้าได้ร่วมสร้างสรรค์ยนตรกรรมพิเศษ เพื่อสะท้อนตัวตน รสนิยม และไลฟ์สไตล์ของตนเองอย่างแท้จริง

ขณะที่ยนตรกรรมไฮไลท์เป็นรุ่น โกสต์ ฐานล้อยาว (GHOST Extended) ที่สมบูรณ์แบบในทุกด้าน กับวิศวกรรมอันงดงามดุจงานศิลป์ ผ่านปรัชญาการออกแบบ Post Opulence ที่ดูเรียบง่าย หรูหรา แต่แฝงไปด้วยดีไซน์ที่ลงตัว ตัวถังสีเขียว (Imperial Jade) ตัดด้วยเส้นด้านข้าง (Coachline) สีขาว (Grace White) ที่ใช้การวาดด้วยมือ ซึ่งเป็นทักษะขั้นสูงอันเป็นเอกลักษณ์ นำเสนอรูปแบบใหม่ด้วยเส้นแนวตั้งที่โฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 22 นิ้ว แบบ 9 Spoke Fully Polished และสัญลักษณ์นางฟ้า Spirit of Ecstacy ที่ไม่ได้ถูกล้อมกรอบบริเวณฐาน เพิ่มความโดดเด่นยิ่งขึ้น ดุจกำลังลอยอยู่กลางทะเลสาป

 

ASTON MARTIN

บูธ แอสตัน มาร์ติน นำเสนอเรื่องราวของแบรนด์ที่เปี่ยมด้วยดีเอ็นเอของมอเตอร์สปอร์ต และได้แรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีในสนามแข่ง ถ่ายทอดความเชื่อมโยงระหว่างโลกของการแข่งขัน และยนตรกรรมระดับอัลตรา-ลักชัวรี่ ควบคู่กับการอำลาบทบาทของ แอสตัน มาร์ติน ดีบีเอ็กซ์707 เอเอ็มอาร์ (DBX707 AMR) ที่ใช้เป็นรถสำหรับทีมแพทย์ในการแข่งฟอร์มูลาวัน (F1 Medical Car) อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลก Glenfiddich และ Elemis สรรสร้างกิจกรรมพิเศษ เพื่อนำเสนอประสบการณ์ลักชัวรี่ไลฟ์สไตล์เหนือระดับ

แอสตัน มาร์ติน ดีบีเอ็กซ์707 สะดุดตากับตัวถังสีเขียว (Podium Green with AMR Lime Liveries) กระจังหน้าสีดำ มาพร้อมแผ่นรีดอากาศ (front splitter) ด้านใต้และข้างกันชนหน้า ผสานช่องดักอากาศและเดย์ไทม์รันนิงไลท์แบบเส้นตรง ติดตั้งอุปกรณ์รีดอากาศ ‘Side Strake’ บริเวณแก้มข้าง ลากยาวมาถึงประตูหน้า รวมถึงสเกิร์ตข้างที่มีขนาดใหญ่ขึ้นชัดเจน ด้านหลังเพิ่มชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์บนสปอยเลอร์หลังคา ไฟท้ายรมดำ ผสานดิฟฟิวเซอร์หลังขนาดเขื่องแบบเดียวกับรถแข่ง และ 4 ปลายท่อไอเสียยิงออก 2 ฝั่ง (Quad Exhaust Tailpipes) พร้อมล้ออัลลอยขนาด 23 นิ้ว

 

MASERATI

มาเซราติ ประเทศไทย นำเสนอยนตรกรรมไฮไลท์ เอ็มซี20 ซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่พัฒนาและผลิตโดย มาเซราติ 100% โครงสร้างตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์แบบโมโนค็อกและประตูปีกผีเสื้อ ตอกย้ำถึงความเป็นยนตรกรรมสมรรถนะสูง ที่สะท้อนจิตวิญญาณมอเตอร์สปอร์ตของค่ายตรีศูล เครื่องยนต์ เน็ททูโน (Nettuno) เบนซิน วี6 สูบ Nettuno 3.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ 630 แรงม้า (HP) แรงบิด 730 นิวตันเมตร ที่มีเทคโนโลยีโดดเด่นจนได้รับสิทธิบัตรจากสถาบันนานาชาติ เรียกว่า MTC (Maserati Twin Combustion) ซึ่งเป็นระบบสันดาปภายในอันล้ำสมัย พร้อมเทคโนโลยี Pre-chamber combustion พัฒนาจากเทคโนโลยีของรถแข่งฟอร์มูลาวัน อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 2.9 วินาที ความเร็วสูงสุดมากกว่า 325 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

BMW Millennium Auto

บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ ร่วมออกงาน โดยมียนตรกรรม บีเอ็มดับเบิลยู รุ่นยอดนิยม พร้อมข้อเสนอพิเศษ อาทิ

  • BMW 330e M Sport ผ่อนเริ่มต้นเพียง 15,999 บาทต่อเดือน พร้อมโปรแกรม Guaranteed Future Value 60%*
  • พิเศษ สำหรับท่านที่จองภายในงานเท่านั้น รับทันที ฟรี ชุดแต่ง M Performance มูลค่ารวมกว่า 400,000 บาท จำนวนจำกัด*
  • BMW iX1L และ BMW X1 ผ่อนเริ่มต้นเพียง 9,999 บาทต่อเดือน พร้อมแพ็กเกจ BSI Ultimate

Upgrade และ โปรแกรม Guaranteed Future Value 60% เมื่อสัญญาแบบ Freedom Choice
กับ BMW Financial Services*

  • BMW 220 Gran Coupe ผ่อนเริ่มต้นเพียง 12,999 บาทต่อเดือน พร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.99%*
  • BMW i5 eDrive40 M Sport ราคาเริ่มต้น 3,499,000 บาท*

นอกจากนี้ยังนำเสนอกลยุทธ์การขายแบบครบวงจร เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ประกอบด้วย

  • โปรแกรมเทรด-อิน SWITCH & SHINE เพียงนำรถน้ำมันมาแลกรถไฟฟ้า หรือรถปลั๊ก-อิน รับเพิ่ม
    บัตร EV Charging มูลค่า 20,000 บาท*
  • Accessories Program เพิ่มความพิเศษให้รถยนต์ด้วยอุปกรณ์ตกแต่ง BMW แท้ ราคาพิเศษเฉพาะในงาน*

สำหรับลูกค้าที่จองกับ มิลเลนเนียม ออโต้ เท่านั้น ยังได้รับสิทธิประโยชน์อื่นๆเพิ่มเติมอีกมากมาย

  • ลูกค้าที่จองรถ และรับรถภายในวันที่ 31 พ.ค. 69 รับ MOBILIFE Package มูลค่ารวม 10,000 บาท ผ่าน MOBILIFE App (สิทธิ์มีจำนวนจำกัด)*
  • รับสิทธิพิเศษจากบัตรเครดิตชั้นนำ อาทิ
  • ลูกค้า SCB Wealth รับคะแนนสะสมพิเศษจาก CardX สูงสุด 600,000 คะแนน*
  • ลูกค้าบัตรเครดิต TTB รับเครดิตเงินคืนจากพันธมิตรทางการเงินสูงสุด 35,000 บาท*
  • ลูกค้าบัตรเครดิต KTC รับกระเป๋า Overnight Bag มูลค่า 1,390 บาท*

 

MINI Millennium Auto

สัมผัสยนตรกรรมรุ่นพิเศษ ‘MINI Paul Smith Edition’ ที่ผสานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ มินิ เข้ากับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นระดับโลกของ Paul Smith ถ่ายทอดความโดดเด่นด้วยรายละเอียดการออกแบบสีสันและสไตล์เฉพาะตัว สะท้อนความสนุกและความคิดสร้างสรรค์ตามแบบฉบับ มินิ อย่างแท้จริง มาพร้อมข้อเสนอสดุพิเศษ อาทิ แคมเปญผ่อนเริ่มต้นเพียง 8,888 บาทต่อเดือน สิทธิประโยชน์และของแถมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ โปรแกรมพิเศษสำหรับลูกค้าปัจจุบัน

 

BMW Motorrad Millennium Auto

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มอบแคมเปญพิเศษ ‘Motor Show Special Deals’ ลูกค้าที่จองรถภายในงานฯ รับทันที

  • CARDO BLUETOOTH SPIRIT SINGLE มูลค่า 4,100 บาท เพื่อยกระดับประสบการณ์การสื่อสาร
    ระหว่างการขับขี่*
  • สิทธิ์เข้าร่วม Special Trip Hua Hin 2 วัน 1 คืน มูลค่า 10,000 บาท เปิดประสบการณ์การเดินทาง
    สุดเอ็กซ์คลูซีฟในสไตล์ BMW Motorrad*
  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งเพิ่มความมั่นใจในทุกเส้นทางตั้งแต่วันแรกที่ออกรถ*

 

Harley-Davidson of Thonburi

ฮารลีย์-เดวิดสัน สาขาธนบุรี นำเสนอแคมเปญสุดพิเศษ สำหรับมอเตอร์ไซค์ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน ปี 2026 ทุกรุ่น ทั้งดาวน์ต่ำ แคมเปญเทรด-อิน พร้อมนำสินค้าเครื่องแต่งกาย ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน คอลเลกชั่นพิเศษ มาจำหน่ายภายในงาน อาทิ

  • ดาวน์เริ่มต้น 10% (51,300 บาท)*
  • ดอกเบี้ย 19%* ผ่อนสูงสุด 60 เดือน*
  • SERVICE PACKAGE 4 ปี*
  • E-Coupon MOBILIFE Package*
  • จองรถภายในงาน รับร่ม Limited สุดพิเศษ*
  • เทรด-อินรถเก่า ทราบผลใน 1 วัน*
  • คอร์ส Skill Rider Training 1 ครั้ง*
  • Warranty 2 ปี ไม่จำกัดระยะทาง*
  • Roadside Assistant นานสูงสุด 4 ปี*
  • ฟรี สมาชิก O.G Member 1 ปี*
  • H-D Welcome Kits รัของแถมจุใจ*

 

JEEP Monster Edition

จี๊ป ประเทศไทย จัดแสดงยนตรกรรมไฮไลท์ภายใต้คอนเซปต์ ‘Monster Family’ กลาดิเอเตอร์ รูบิคอน มอนสเตอร์ เอดิชั่น มาพร้อมกับชุดแต่ง MOPAR รอบคัน ประกอบไปด้วย ชุดยก สมรรถนะสูง จาก MOPAR เพิ่มความสูงถึง 2นิ้ว กันชนหน้าเหล็กแบบชิ้นเดี่ยว พร้อมด้วยสปอตไลท์บริเวณเสาเอ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกด้านหลังครบครัน จัดแสดงคู่กับ จี๊ป แรงเลอร์ รูบิคิน มอนสเตอร์ เอดิชั่น สวมชุดแต่งสมรรถนะสูงจาก MOPAR มูลค่ารวมกว่าสองล้านบาท ประกอบด้วยชุดยกสมรรถนะสูงจาก Fox ล้ออัลลอยพร้อมบีดล็อก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพบนเส้นทางทุรกันดาร กันชนหน้าเหล็กแบบสามชิ้นพร้อมสปอตไลท์ขนาด 7 นิ้ว บริเวณกันชนหน้าและเสาเอ

 

XPENG

The New XPENG X9 รถตู้ไฟฟ้าทรงสปอร์ตอัจฉริยะระดับพรีเมียม–ไฮเทค ครั้งแรกในรถยนต์เอ็มพีวี ที่มาพร้อมเทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800 โวลต์ 5C Ultra-Fast Charging ขนาดสูงสุด 110 กิโลวัตต์ ชาร์จจาก 10-80 % ใน 12 นาที ให้ระยะทางการวิ่งตามมาตรฐาน NEDC สูงสุดในกลุ่ม MPV ที่ 715 กิโลเมตร และ TURING AI Chip ชิปประมวลผลระบบช่วยเหลือการขับอัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุด ที่เพิ่มความสามารถด้านการประมวลผลให้ฉลาดยิ่งขึ้นถึง 3 เท่า ยกระดับประสบการณ์การเดินทางเทียบชั้นรถหรู ด้วยการเพิ่มฟีเจอร์ระดับพรีเมียมเหมือนกันทุกรุ่นย่อย อาทิ ประตู Soft-Close, เบาะหนัง Nappa, ระบบเสียง XOPERA Surround Sound System พร้อมลำโพง 27 ตำแหน่ง, ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า (W-HUD) และเบาะนั่งแถวสามที่สามารถแยกพับราบได้แบบ 60:40 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน แบ่ง 3 รุ่นย่อย ได้แก่ Luxury AWD มอเตอร์คู่ มาพร้อมเบาะแถวสองแบบแกรนด์โซฟาระดับเฟิร์สคลาส ปรับไฟฟ้าได้ 18 ทิศทาง รุ่น Executive และ Premium มาพร้อมเบาะแถวสองแบบโซฟา ปรับไฟฟ้า 14 ทิศทาง พร้อมช่องทางเดินตรงกลาง โดยมาพร้อม 2 สีใหม่ ได้แก่ Lambent Cyan และ Polar Violet โดยยังคงความโดดเด่นที่สุดในกลุ่มด้วยระบบเลี้ยวล้อหลังอัจฉริยะ ที่ช่วยให้รัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 5.4 เมตร คล่องตัวสูงสุดเทียบกับรถกลุ่มเดียวกัน พร้อมช่วงล่างแบบถุงลม Dual-Chamber ที่สามารถปรับความสูงและความหนืดได้ในทุกรุ่นย่อย เพื่อมอบความสะดวกสบายและสมรรถนะการขับที่ดีที่สุด

XPENG G6 The Next Intelligent SUV มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย ฟังก์ชันหลักครบถ้วน เหมาะสมต่อการใช้งาน รักษาคุณสมบัติเด่นด้านซอฟต์แวร์อัจฉริยะ และระบบแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง ที่พร้อมรองรับอนาคตของการเดินทางอย่างยั่งยืน ชาร์จเร็วด้วยเทคโนโลยี 5C AI Battery Ultra-fast Charging ชาร์จจาก 10-80 % ใน 12 นาที ให้ระยะทางการวิ่งสูงสุด 600 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC ระบบช่วยเหลือการขับอัจฉริยะ และการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ OTA (Over-the-Air) อย่างต่อเนื่อง

 

ZEEKR Ze Mobility Plus

ซีเคอร์ ซี โมบิลิตี พลัส ในฐานะตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ร่วมออกบูธ โดยมียนตรกรรมรุ่นพิเศษ คือ ZEEKR 009 Grand ที่สะท้อนความหรูหราและเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมเปิดรับ Pre-Booking สำหรับลูกค้าที่สนใจ สามารถจองสิทธิ์ได้ภายในงาน นอกจากนี้ยัง NEW ZEEKR X รุ่นใหม่ล่าสุด ที่จะมาสร้างสีสันและความตื่นเต้นให้กับผู้เข้าชมงาน อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการนำ ZEEKR 9X ยนตรกรรมไฟฟ้ารุ่นใหม่ ที่มาพร้อมสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 900 โวลต์ มาจัดแสดงให้ชาวไทยได้ยลโฉมเป็นครั้งแรกภายในงาน พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย สำหรับรถยนต์ ซีเคอร์ 009 และ 7X อาทิ

ZEEKR 009 Dual Motors | Every Journey Shines

  • รับสิทธิพิเศษมูลค่ารวม 700,000 บาท*
  • ดอกเบี้ยพิเศษ 0% ผ่อนนานสูงสุด 60 เดือน*
  • บัตรชาร์จไฟ (Credit Charging Card) มูลค่า 10,000 บาท*
  • สาย V2L*
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 สูงสุด 1ปี*
  • ฟรี ประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร*
  • ฟรี ประกันแบตฯ และมอเตอร์ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร*
  • สิทธิพิเศษสำหรับกลุ่มอาชีพพิเศษ
  • Wallbox พร้อมแพ็กเกจติดตั้งมูลค่าประมาณ 70,000 บาท*
  • สาย Emergency Charge*
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี*

 

ZEEKR 7X Performance AWD | Indulge Every Journey

  • รับสิทธิพิเศษมูลค่ารวม 120,000 บาท (เฉพาะรุ่น Performance AWD)*
  • รับประกันรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร*
  • รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร*
  • ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง นานสูงสุด 1 ปี*
  • สิทธิพิเศษสำหรับกลุ่มอาชีพพิเศษ*
  • ฟรี โปรแกรมบำรุงรักษารถ ตามระยะ 4 ปี หรือ 80,000 กิโลเมตร*
  • สาย V2L*
  • Wallbox พร้อมแพคเกจติดตั้งมูลค่าประมาณ 30,000 บาท*
  • สาย Emergency Charge*
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี*

 

Summit Honda Automobile

ซัมมิท ฮอนด้า ออโตโมบิล นำเสนอแคมเปญพิเศษ ‘Big Trade Deal and Drive’ เทรดคันเก่า รับดีลใหญ่ ข้อเสนอเดียวกับ มอเตอร์โชว์ กับสิทธิประโยชน์มากมายสำหรับลูกค้าที่นำรถคันเก่ามาเทรด-อิน

  • รับสิทธิพิเศษสูงสุดมูลค่า 85,000 บาท* พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี และ Honda Ultimate Care (รวม 5 ปี)
  • ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0%* พร้อมฟรี Honda Exclusive Care ดูแลเช็กระยะนานสูงสุด 5 ปี

พิเศษกับ BONUS เพิ่มเติม 3 ต่อ (รวมสูงสุด 30,000 บาท)

  1. First jobber/นักศึกษา รับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท*
  2. Trade-in Bonus นำรถคันเก่ามาแลกคันใหม่ รับมูลค่าเพิ่มจากราคาประเมินทันที 15,000 บาท*
  3. Honda Family เจ้าของรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า รับส่วนลดเพิ่มอีก 5,000 บาท*