Home Blog Page 19

“HONDA” ปรับแผนธุรกิจ ปี 2026 ดันเทคโนโลยี Hybrid พร้อมเปิดโมเดลใหม่

0
HIONDA 1

นายโทชิฮิโระ มิเบะ ผู้อำนวยการ ประธานกรรมการบริหาร และตัวแทนเจ้าหน้าที่บริหาร (Global CEO) บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด จัดงานแถลงข่าวเพื่อนำเสนอแนวทางการดำเนินงานของฮอนด้า ในการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์และทิศทางธุรกิจของฮอนด้าในอนาคต โดยมีข้อสรุปประเด็นสำคัญ 5 ประเด็นหลัก ดังนี้:

HIONDA 2

  1. แนวทางการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน ฮอนด้า มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในหลากหลายด้าน ทั้งการปรับโครงสร้างต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการพัฒนา ตลอดจนการเสริมความแข็งแกร่งของไลน์อัปผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากรองค์กรไปยังภูมิภาคที่เป็นตลาดสำคัญ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ฮอนด้า จะให้ความสำคัญการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์ในช่วง 3 ปีข้างหน้า พร้อมตั้งเป้าสร้างกำไรจากการดำเนินงานรวม ซึ่งครอบคลุมทั้งธุรกิจรถจักรยานยนต์และบริการทางการเงิน มูลค่ามากกว่า 1.4 ล้านล้านเยน ซึ่งจะเป็นสถิติสูงสุดใหม่ ภายในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2572

  1. 2. แนวทางหลัก 3 ด้าน ในการดำเนินงานเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์

ฮอนด้า ได้กำหนด 3 แนวทางหลักสำหรับการดำเนินงาน ได้แก่

  • การจัดสรรทรัพยากรองค์กรเชิงกลยุทธ์
  • การยกระดับความแข็งแกร่งด้านการผลิตอย่างรอบด้าน
  • การใช้ทรัพยากรภายนอกอย่างมีกลยุทธ์

2-1. การจัดสรรทรัพยากรองค์กรเชิงกลยุทธ์

การทบทวนพอร์ตโฟลิโอระบบขับเคลื่อน เพื่อตอบรับแนวโน้มความต้องการในอนาคต

  • ฮอนด้า จะปรับการจัดสรรทรัพยากรทั้งด้านการพัฒนาและการผลิตไปที่รถยนต์ไฮบริด ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างสูงในตลาดปัจจุบัน
  • ตั้งแต่ปี 2027 (พ.ศ. 2570) เป็นต้นไป ฮอนด้า จะเริ่มเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ที่มาพร้อมระบบไฮบริดและแพลตฟอร์มใหม่ทั้งหมด โดยมีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่รวม 15 รุ่นทั่วโลก ภายในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2030 (พ.ศ. 2573) โดยมุ่งเน้นทำตลาดในอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลัก ทั้งนี้ ในปี 2029 (พ.ศ. 2572) ฮอนด้า มีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่ในกลุ่ม D-Segment ขึ้นไปอีกด้วยHIONDA 3
  • พร้อมเผยโฉมรถ Prototype ของรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ Honda Hybrid Sedan Prototype และ Acura Hybrid SUV Prototype ที่มีแผนจะเปิดจำหน่ายภายใน 2 ปีข้างหน้าHIONDA  4
  • ฮอนด้า จะทำการปรับลดต้นทุนของระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ให้ลดลงมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับระบบไฮบริดที่เปิดตัวในปี 2023 โดยการผสานประสิทธิภาพของระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ แพลตฟอร์มเจเนอเรชันใหม่ และระบบขับเคลื่อน AWD แบบไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นใหม่เข้าด้วยกัน พร้อมตั้งเป้าเพิ่มอัตราการประหยัดน้ำมันของรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ให้ดีขึ้นกว่า 10% จากเดิม พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับและเร้าใจ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของฮอนด้าที่ตอบสนองความรู้สึกของผู้ขับขี่ได้ดั่งใจ
  • ด้านการพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) เจเนอเรชันใหม่ ฮอนด้ากำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา โดยมีแผนเปิดตัวสู่ตลาดในปี 2028 (พ.ศ. 2571) และจะทำการติดตั้งระบบดังกล่าวในรถยนต์มากกว่า 15 รุ่น ภายในระยะเวลา 5 ปี
  • ฮอนด้า จะจัดสรรกำลังการผลิตของโรงงานผลิตรถยนต์ในรัฐโอไฮโออย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยจะผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดเพิ่มขึ้น พร้อมปรับโรงงานผลิตรถยนต์ทุกแห่งในอเมริกาเหนือ ให้สามารถรองรับการผลิตรถยนต์ไฮบริดได้ทั้งหมด
  • สำหรับโรงงานแบตเตอรี่ร่วมทุนระหว่างฮอนด้า และ LG Energy Solution ภายใต้บริษัท L-H Battery Company จะปรับบางส่วนของสายการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV Battery) ไปผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฮบริด นอกจากนี้ยังมีแผนเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศสำหรับชุดประกอบ (ASSY) รวมถึงชิ้นส่วนของมอเตอร์และอินเวอร์เตอร์ให้มากกว่าระดับปัจจุบันถึง 4 เท่า เพื่อรองรับการขยายการผลิตรถยนต์ไฮบริด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วน และบรรเทาผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา

การเสริมความแข็งแกร่งของไลน์อัปผลิตภัณฑ์ในภูมิภาคหลัก

HIONDA  6

ฮอนด้า กำหนดให้อเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น และอินเดีย เป็นตลาดสำคัญสำหรับการเติบโตในอนาคต และจะมุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากรไปยังตลาดเหล่านี้เป็นหลัก โดยนอกเหนือจากแผนงานในอเมริกาเหนือ ฮอนด้า จะเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในญี่ปุ่น และอินเดีย รวมถึงจีน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างรอบด้าน

ญี่ปุ่น:

ฮอนด้า จะขยายไลน์อัปผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเน้นไปที่กลุ่มรถยนต์ขนาดเล็ก หรือ Kei car เป็นหลัก ซึ่งรวมถึงการเปิดตัว N-BOX EV ในปี 2028 (พ.ศ. 2571) นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป ฮอนด้า จะทยอยเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ที่มาพร้อมระบบ ADAS เจเนอเรชันใหม่ โดยเริ่มจาก All-new Vezel เป็นรุ่นแรก ขณะเดียวกันก็ยังมีแผนที่จะขยายไลน์อัปผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการนำเสนอรุ่นพิเศษอย่าง Sport Line และ Trail Line เพื่อผลักดันยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ให้สูงกว่าในปัจจุบัน พร้อมทั้งสร้างรากฐานธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

อินเดีย:

ฮอนด้า จะกำหนดสเปกรถยนต์ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในตลาดอินเดีย โดยเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตลาดอินเดียโดยเฉพาะในปี 2028 ภายใต้ 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กลุ่มรถยนต์ความยาวไม่เกิน 4 เมตร และกลุ่มรถยนต์ขนาดกลาง นอกจากนี้ ฮอนด้าจะใช้ประโยชน์จากรากฐานที่แข็งแกร่งของธุรกิจรถจักรยานยนต์ในอินเดีย ซึ่งมียอดจำหน่ายสูงเกือบ 6 ล้านคันต่อปี เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการเปลี่ยนจากการใช้รถจักรยานยนต์สู่รถยนต์ และผลักดันการเติบโตของธุรกิจในอินเดียอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าว ฮอนด้า ได้จัดตั้งบริษัท Honda Digital Innovation India เพื่อทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงเตรียมกระตุ้นยอดขายผ่านการให้บริการต่าง ๆ เช่น การให้บริษัทสินเชื่อภายในเครือแห่งใหม่ในอินเดีย ซึ่งมีกำหนดเริ่มดำเนินงานก่อนสิ้นปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2027 (พ.ศ. 2570)

จีน:

ท่ามกลางสภาวะการดำเนินธุรกิจในประเทศจีนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ฮอนด้า มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์และต้นทุน ผ่านการใช้ชิ้นส่วนมาตรฐานและเทคโนโลยีเจเนอเรชันใหม่จากภายซัพพลายเออร์ท้องถิ่น รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์มร่วมกับพันธมิตรในประเทศจีน

2-2. การยกระดับความแข็งแกร่งด้านการผลิตอย่างรอบด้าน

HIONDA  7

ฮอนด้า จะเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง การยกระดับประสิทธิภาพด้านการพัฒนาอย่างรอบด้าน และการวางรากฐานโครงสร้างการผลิตที่มีความยืดหยุ่น ให้พร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

การลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง:

สำหรับการบริหารจัดการต้นทุนชิ้นส่วนจากผู้ผลิตภายนอก ฮอนด้า จะปรับปรุงโครงสร้างต้นทุนทั่วโลก ผ่านการทบทวนมาตรฐานเฉพาะของฮอนด้า และหันมาใช้ชิ้นส่วนมาตรฐานให้มากขึ้น พร้อมทั้งนำข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของผู้ประกอบการท้องถิ่นในประเทศจีนและอินเดียมาปรับใช้

การยกระดับประสิทธิภาพด้านการพัฒนาอย่างรอบด้าน:

ฮอนด้า จะเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการทบทวนการบริหารจัดการห่วงโซ่งานด้านวิศวกรรม (engineering chain management) อย่างรอบด้าน ผ่านแนวคิด Triple Half” ซึ่งมุ่งลด 3 ด้าน ได้แก่ 1. ต้นทุนการพัฒนา  2. ระยะเวลาการพัฒนา และ 3. ปริมาณภาระงานในการพัฒนา โดยจะลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2025

นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนการออกแบบ การทดสอบ และการผลิตในช่วงต้น ผ่านการจำลองสภาพแวดล้อมดิจิทัลและเทคโนโลยี AI มาใช้ ฮอนด้า จะเดินหน้าปฏิรูปกระบวนการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การทบทวนข้อกำหนดทางเทคนิค การวางแผนผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการบริหารจัดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยแนวทางดังกล่าว จะช่วยให้ฮอนด้าสามารถลดระยะเวลาการพัฒนาสำหรับรถยนต์รุ่น Minor Change ลงครึ่งหนึ่ง โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณนี้เป็นต้นไป ขณะที่รถยนต์รุ่น Full Model Change จะเริ่มลดระยะเวลาการพัฒนาลงครึ่งหนึ่งเช่นกัน โดยเริ่มจากโปรเจ็กต์ที่เข้าสู่กระบวนการพัฒนาในปี 2028 เป็นต้นไป

การวางรากฐานโครงสร้างการผลิตที่มีความยืดหยุ่น ให้พร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ:

ฮอนด้า ตั้งเป้าที่จะยกระดับประสิทธิภาพการผลิตขึ้นประมาณ 20% ภายใน 5 ปีข้างหน้า ผ่านการบริหารเงินลงทุนและการจัดสรรทรัพยากร สำหรับรถยนต์รุ่นใหม่และอุปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ

2-3. การใช้ทรัพยากรภายนอกอย่างมีกลยุทธ์

HIONDA 8

ฮอนด้า มีแผนที่จะใช้ทรัพยากรจากภายนอกอย่างยืดหยุ่นและมีกลยุทธ์มากขึ้น รวมไปถึงการใช้ประโยชน์จากความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ความรวดเร็ว ตลอดจนการใช้ชิ้นส่วนที่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมของธุรกิจท้องถิ่นในจีนและอินเดีย สำหรับกลยุทธ์ด้านแบตเตอรี่ ในขณะนี้ ฮอนด้า จะยังไม่เน้นการผลิตเองทั้งหมด แต่จะใช้ศักยภาพจากโรงงานของ L-H Battery อย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่จะเติบโตในอนาคต ฮอนด้าจะเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้วยการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฮบริดซึ่งมีความต้องการสูงในปัจจุบัน รวมถึงการผลิตเพื่อใช้งานในรูปแบบอื่น ๆ นอกจากนี้ ฮอนด้า จะเดินหน้ากลยุทธ์การจัดซื้อแบตเตอรี่ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดอเมริกาเหนือเป็นหลัก

ฮอนด้า ตัดสินใจระงับโครงการสร้างห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรในแคนาดาออกไปอย่างไม่มีกำหนด พร้อมทั้งทบทวนกลยุทธ์การจัดซื้ออย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ฮอนด้า จะมุ่งเน้นการผสมผสานเทคโนโลยีหลักที่ฮอนด้าพัฒนาขึ้นเองเข้ากับทรัพยากรจากภายนอก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความไม่แน่นอน

  1. ทิศทางในระยะกลางถึงระยะยาว

 

HIONDA  9

ฮอนด้า ยังคงมุ่งมั่นในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 ในฐานะผู้นำด้านการขับเคลื่อนแบบครบวงจร โดยจะดำเนินการประเมินสภาพแวดล้อมทางตลาด และแนวโน้มความต้องการในแต่ละภูมิภาคอย่างรอบคอบ ควบคู่ไปกับการเร่งผลักดันแนวทางที่หลากหลาย เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด เชื้อเพลิงที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน และเทคโนโลยีการชดเชยคาร์บอน

ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ฮอนด้า จะยังคงเดินหน้าวางรากฐานสำหรับการเปิดตัวแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ EV ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงในอนาคต เพื่อให้มีความพร้อมในการรองรับความต้องการของตลาดเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม  ควบคู่ไปกับการวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ All-Solid-State นอกจากนี้ ฮอนด้า จะนำระบบปฏิบัติการ ASIMO OS มาใช้ ไม่เพียงเฉพาะกับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่รถยนต์ไฮบริดด้วย เพื่อยกระดับคุณค่าในการขับเคลื่อน เพื่อนำเสนอประสบการณ์ใหม่ในการเดินทางและภายในห้องโดยสาร ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะที่เพิ่มมากขึ้น

สำหรับสถาปัตยกรรมระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E Architecture) ฮอนด้า ได้นำแนวคิด Domain-based architecture’ มาใช้ ซึ่งช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่นตามความแตกต่างของแต่ละประเทศ ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป และสภาพตลาด รวมถึงการใช้ทรัพยากรจากภายนอก และด้วยการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพสูงผ่านสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ฮอนด้า จะสามารถนำเสนอคุณค่าใหม่ ๆ ให้แก่ลูกค้าได้อย่างทันท่วงที พร้อมมุ่งสร้างทั้งความยืดหยุ่นและขีดความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกัน

  1. 4. กลยุทธ์ทางการเงิน

ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ฮอนด้า จะมุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างธุรกิจรถยนต์ จากนั้นในอีก 2 ปีถัดไป เมื่อโครงสร้างธุรกิจได้รับการปรับอย่างแข็งแกร่งมั่นคงแล้ว ฮอนด้า จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องและยืดหยุ่น เพื่อผลักดันให้ธุรกิจรถยนต์กลับเข้าสู่ทิศทางที่สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน

HIONDA 10

ฮอนด้า คาดการณ์ว่าจะสามารถจัดการกับผลขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ทั้งหมดภายในปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2029 (พ.ศ. 2572)  ซึ่งเมื่อผนวกกับการยกระดับการปรับโฉมโครงสร้างธุรกิจ รวมถึงเสริมความแข็งแกร่งของไลน์อัปผลิตภัณฑ์ใหม่ จะส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจยานยนต์ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ด้วยการต่อยอดการเติบโตจากธุรกิจรถจักรยานยนต์และบริการทางการเงินที่มีฐานกำไรที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ฮอนด้า มุ่งมั่นที่จะสร้างกำไรจากการดำเนินงานรวมให้ได้มากกว่า 1.4 ล้านล้านเยน ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และยังคงมุ่งมั่นเพื่อบรรลุเป้าหมายอัตรา ROIC (Return on Invested Capital) ที่ 10% ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวที่ตั้งไว้ ภายในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2031 (พ.ศ. 2574)

การจัดสรรเงินทุน:

ในช่วงระยะเวลา 3 ปี จนถึงปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2029 (พ.ศ. 2572) ฮอนด้า จะดำเนินการจัดสรรทรัพยากรใหม่ โดยจะปรับงบประมาณที่เคยกำหนดไว้สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ไปยังรถยนต์ไฮบริดแทน และจะควบคุมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ EV ให้อยู่ที่ระดับประมาณ 0.8 ล้านล้านเยน  โดยฮอนด้าจะลงทุน 1.0 ล้านล้านเยนในด้านเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ และอีก 4.4 ล้านล้านเยนในกลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฮบริด ส่งผลให้มียอดเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 6.2 ล้านล้านเยนในช่วง 3 ปีนี้

ในส่วนของกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน หลังปรับปรุงรายการด้านการวิจัยและพัฒนาแล้ว ฮอนด้าคาดว่าจะสร้างกระแสเงินสดได้มากกว่า 7 ล้านล้านเยน (ไม่รวมผลขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับ EV) จากการฟื้นตัวสู่ระดับทำกำไรของกลุ่มธุรกิจรถยนต์ และความแข็งแกร่งในการทำรายได้ของกลุ่มธุรกิจรถจักรยานยนต์  กระแสเงินสดนี้จะช่วยให้ฮอนด้าสามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการส่งมอบผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่ปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2030 (พ.ศ. 2573) เป็นต้นไป ฮอนด้า จะประเมินแนวโน้มความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนในด้าน EV ต่อไป โดยจะมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนให้ดียิ่งขึ้นผ่านการดึงทรัพยากรจากภายนอกมาใช้ในเชิงรุก  แทนการยึดติดกับการใช้ทรัพยากรภายในองค์กรเพียงอย่างเดียว

ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น:

ฮอนด้า จะรักษาการจ่ายเงินปันผลที่มั่นคงและต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายอัตรา DOE (Dividend on Equity) ไว้ที่ 3%

  1. 5. การยกระดับธรรมาภิบาลองค์กร:

บริษัทฯ จะดำเนินการ ทบทวนและปรับปรุงโครงสร้างธรรมาภิบาลองค์กร โดยเฉพาะการปรับสัดส่วนคณะกรรมการบริษัทให้มีกรรมการอิสระเป็นเสียงข้างมาก รวมถึงการปรับโครงสร้างของคณะกรรมการชุดย่อยต่าง ๆ และการเสริมความแข็งแกร่งให้กับกรอบการกำกับดูแลและการดำเนินงานของคณะกรรมการบริษัทโดยรวม ทั้งหมดนี้เพื่อให้การดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจในทุกด้านเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง พร้อมทั้งเอื้อให้เกิดการตัดสินใจที่กล้าหาญและโปร่งใส

 

 

“PTG” โชว์ฟอร์ม! Q1/69 พอร์ต Non-Oil แข็งแกร่ง  กำไรขั้นต้นโต 6.1% YoY – กาแฟพันธุ์ไทยขยายสาขาแตะ 2.3 พันสาขา ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันโต 5.2% YoY

0
PTG 1

บมจ. พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ธุรกิจ Non-Oil เติบโตต่อเนื่อง รับแรงหนุนจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยที่รายได้และกำไรขั้นต้นเติบโตมากกว่า 80% YoY จากการขยายสาขาแตะจำนวน 2,308 สาขาและการเพิ่มขึ้นของยอดขายจากสาขาเดิมผ่านสมาชิกบัตร PT Max Card และ PT Max Card Plus รวมถึงการพัฒนาแบรนด์ในเชิงคุณภาพ ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางเติบโต 5.2% YoY หนุนอัตรากำไรขั้นต้นเติบโต 6.1% YoY ตอกย้ำปี 2569 คงเป้ารายได้ธุรกิจ Non-Oil เติบโต 30-40%  YoY และรักษาสัดส่วนกำไรขั้นต้นธุรกิจ Non-Oil อยู่ที่ระดับ 40-45% ผ่านการบริหารพอร์ตธุรกิจ การควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

PTG 2 

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569) มีผลขาดทุนสุทธิ 174 ล้านบาท เทียบ YoY ที่มีกำไรสุทธิ 186 ล้านบาท หรือขาดทุน 194% YoY ขณะที่ผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้เป็นเจ้าของบริษัทใหญเท่ากับ  205  ล้านบาท เทียบ YoY ที่มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ 190 ล้านบาท พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน 208.1% YoY และ 165.3% QoQ สาเหตุหลักมาจากธุรกิจ Oil ที่มีกำไรขั้นต้นลดลง 15.9% YoY และ 19.2% QoQ เป็น 2,267 ล้านบาท จากความไม่สอดคล้องในเชิงเวลาระหว่างต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาตลาดโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันในประเทศ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นต่อลิตรลดลง 20.1% YoY และ 20.3% QoQ ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางเติบโต 5.2% YoY และ 1.5% QoQ สู่ระดับ 1,753 ล้านลิตร จากความต้องการใช้น้ำมันที่เร่งตัวขึ้นกว่าปกติในช่วงเดือนมีนาคม  ขณะที่สัดส่วนอัตรากำไรขั้นต้นเติบโต 6.1% YoY

ส่วนรายได้จากการขายและการให้บริการในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 56,832 ล้านบาท ลดลง 1.0% YoY แต่เพิ่มขึ้น 0.2% QoQ มีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายและการให้บริการธุรกิจ Oil  มีจำนวน 50,312 ล้านบาท ลดลง 3.4% YoY เป็นผลจากราคาค้าปลีกน้ำมันเฉลี่ยหน้าสถานีบริการที่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามรายได้ธุรกิจ Oil ฟื้นตัวได้ 0.3% QoQ จากปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางที่เพิ่มขึ้น 1.5% QoQ

ทั้งนี้ผลจากต้นทุนคงที่ที่สูงขึ้นตามการขยายสาขา  ประกอบกับแรงกดดันต่อกำไรดำเนินงานจากความผันผวนของธุรกิจ Oil ส่งผลให้ กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ลดลง 15.0% YoY และ 35.3% QoQ เป็น 1,281 ล้านบาท

“ผลการดำเนินงานไตรมาส1/2569 สะท้อนแรงกดดันจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม ที่เศรษฐกิจเริ่มเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ กระทบต่อต้นทุนพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในหลายภาคส่วน ขณะที่ภาคธุรกิจและกำลังซื้อภายในประเทศยังฟื้นตัวได้อย่างจำกัดภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน “

PTG 4

สำหรับธุรกิจ Non-Oil ยังคงเติบโตแข็งแกร่ง โดยมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 50.6% YoY และ 5.7% QoQ สู่ระดับ 2,001 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอย่างกาแฟพันธุ์ไทย ที่มีการเติบโตของรายได้และกำไรขั้นต้นมากกว่า 80% YoY จากการขยายสาขาและการเพิ่มขึ้นของยอดขายจากสาขาเดิม (Same-Store-Sales Growth: SSSG) ส่งผลให้สัดส่วนกำไรขั้นต้นจาก Non-Oil ขยับขึ้นสู่ระดับ 46.9% ของกำไรขั้นต้นรวม  สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่ต่อเนื่องของบริษัทฯ สู่พอร์ตธุรกิจที่มีความสมดุลและยืดหยุ่นต่อความผันผวนของตลาดพลังงานมากยิ่งขึ้น

ส่วนรายได้จากการขายและการให้บริการธุรกิจ Non-Oil ในไตรมาส 1/2569 มีจำนวน 6,520 ล้านบาทเติบโต 22.1% YoY แต่ลดลงเล็กน้อย 0.9% QoQ   ซึ่งมาจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย โดยมีรายได้จากการขายและการให้บริการอยู่ที่ 1,766 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 84.1% YoY และ 8.8% QoQ  ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนาแบรนด์ในเชิงคุณภาพ โดยจำนวนสาขากาแฟพันธุ์ไทย ณ สิ้นไตรมาส มีจำนวนสาขาอยู่ที่ 2,308 สาขา เพิ่มขึ้น 56.4% YoY หรือคิดเป็น 832 สาขา เทียบเท่ากับอัตราการขยายสาขามากกว่าสองสาขาต่อวัน และเพิ่มขึ้น 7.3% QoQ หรือ 157 สาขา

ธุรกิจก๊าซ LPG มีรายได้ 2,683  ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 3.3% YoY และ 1.3% QoQ ได้รับแรงสนับสนุนหลักจากปริมาณการจำหน่ายก๊าซ  LPG ที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเติบโต 2.9% YoY และ 1.5% QoQ เป็น 109 ล้านกิโลกรัม โดยเฉพาะกลุ่มก๊าซ LPG ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น 10.7% YoY และ 2.0% QoQ เป็น 26 ล้านกิโลกรัม ตามจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดีกำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil คิดเป็นสัดส่วน 46.9% ของกำไรขั้นต้นรวม โดยแบ่งเป็น กำไรขั้นต้นจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทย 22.5% ธุรกิจก๊าซ LPG 9.5% และธุรกิจอื่น ๆ อีก 14.9% อาทิ ธุรกิจน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ Max Mart ธุรกิจ ศูนย์บริการซ่อมแซมและบำรุงรักษารถยนต์ Autobacs ธุรกิจร้านอาหารซับเวย์ และธุรกิจน้ำมันเครื่อง Maxnitron เป็นต้น

PTG 9

ในปี 2569 บริษัทฯ ยังคงเป้ารายได้ธุรกิจ Non-Oil เติบโต 30-40%  YoY และรักษาสัดส่วนกำไรขั้นต้นธุรกิจ Non-Oil ให้อยู่ที่ระดับ 40-45% ผ่านการบริหารพอร์ตธุรกิจ การควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ส่วนธุรกิจ Oil ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสร้างกระแสเงินสดและเสถียรภาพให้แก่กลุ่มบริษัท แม้ในช่วงไตรมาส 1/2569 ธุรกิจพลังงานจะเผชิญกับความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานในประเทศและสภาวะการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน โดยบริษัทฯ ยังคงเป้าหมายปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางในปี 2569 ตามเป้าที่ระดับ 3%–5% YoY แม้อยู่ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจและตลาดพลังงานที่ยังมีความผันผวน

บริษัทฯ ยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้โครงสร้างกลยุทธ์ “Powering Thai Lives: Everywhere · Everyday · Everyone” อย่างต่อเนื่อง ผ่านการเชื่อมโยงธุรกิจ Oil และ Non-Oil ภายใต้ฐานสมสชิก PT Max Card กว่า 25 ล้านราย เพื่อเพิ่มความถี่การใช้บริการและมูลค่าต่อลูกค้าภายในระบบนิเวศ Max World พร้อมมุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงดำเนินต่อไป

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกมิติของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเดินทาง อาหารและเครื่องดื่มไปจนถึงบริการด้านยานยนต์และพลังงานสะอาด ภายใต้วิสัยทัศน์  “อยู่ดี มีสุข” ที่สะท้อนความตั้งใจของบริษัทฯ ในการเป็นส่วนหนึ่งของทุกช่วงเวลาในชีวิตของผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

 

 

 

 

“นิสสัน” ชวนลูกค้าที่สนใจ นิสสัน คิกส์ อี‑พาวเวอร์ ใหม่ ร่วมกิจกรรมทดลองขับ ที่โชว์รูมพร้อมรับสิทธิพิเศษภายในงาน

0
The All-New Nissan KICKS e-POWER 1

นิสสัน ประเทศไทย ขอเชิญชวนลูกค้าที่กำลังสนใจ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ร่วมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่จริงในกิจกรรม “The All-New Nissan KICKS e-POWER – KICKS ON. GAME ON. Showroom Test Drive Event” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 พฤษภาคม 2569 ที่โชว์รูมนิสสันทั่วประเทศ

ภายในงาน ลูกค้าที่เข้าร่วมจะได้ทดลองขับ นิสสัน คิกส์ อี‑พาวเวอร์ ใหม่ เพื่อสัมผัสสมรรถนะของเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ที่ให้อัตราเร่งที่ตอบสนองทันใจ แต่มาพร้อมความนุ่มนวล และเงียบ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่แบบรถยนต์ไฟฟ้า โดยไม่ต้องชาร์จไฟจากภายนอก หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ช่วยให้การขับขี่ที่สนุก และสะดวกสบาย ทั้งยังสามารถเพลิดเพลินกับความสะดวกสบายที่มากยิ่งขึ้น พร้อมห้องโดยสารดีไซน์ใหม่แบบพรีเมียม มาพร้อมเบาะนั่งแบบ Zero Gravity และพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง ช่วยมอบความสบายให้กับทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสารในทุกการเดินทาง

นอกจากนี้ นิสสันพร้อมมอบโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองรถภายในงาน เพื่อให้การเป็นเจ้าของ  นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 1.49% หรือเลือกดาวน์เริ่มต้นเพียง 5,555 บาท พร้อมทางเลือกผ่อนสบายสูงสุด 84 เดือน และพิเศษสำหรับลูกค้านิสสัน รับส่วนลดเพิ่มอีก 10,000 บาท

ยิ่งไปกว่านั้น รับของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากนิสสัน ได้แก่ กระเป๋าสุดเท่ และแก้วเก็บความเย็น (จำนวนจำกัด และเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)

นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ มาพร้อมดีไซน์ทันสมัย โฉบเฉี่ยว และพรีเมียมยิ่งขึ้น ด้วยคุณภาพมาตรฐานญี่ปุ่น ผสานเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ เอกสิทธิ์เฉพาะของนิสสัน ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า มอบอัตราเร่งที่ตอบสนองทันใจ ประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เสริมด้วยระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง ProPILOT ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความมั่นใจในทุกการเดินทาง สร้างประสบการณ์ขับขี่ที่สนุกเร้าใจในทุกเส้นทาง ภายใต้แนวคิด “KICKS ON. GAME ON.” หรือ “อิสระใหม่แบบคิกส์”

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ง่าย ๆ เพียงเดินทางไปยังโชว์รูมนิสสันใกล้บ้านทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 15-17 พฤษภาคม 2569 เพื่อร่วมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่างด้วยตนเอง

 

“BMW Golf Cup Qualifying 2026” รวมพลนักกอล์ฟสมัครเล่นกว่า 2,000 คนทั่วประเทศ เฟ้นหาสุดยอดสู่รอบชิงชนะเลิศระดับชาติ

0
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 1

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย นำการแข่งขัน BMW Golf Cup Qualifying 2026 ทัวร์นาเมนต์กอล์ฟสมัครเล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก สู่สนามกอล์ฟนิกันติ จังหวัดนครปฐม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 โดยมีนักกอล์ฟสมัครเล่นกว่า 2,000 คน เข้าร่วมชิงชัยใน 17 ทัวร์นาเมนต์ทั่วประเทศ

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 2

ปีนี้ยังมีการปรับรูปแบบการแข่งขันให้กระชับยิ่งขึ้น โดยประเภทชายได้รับการรวมเป็นหนึ่งแคทิกอรี (แฮนดิแคป
0–28) ควบคู่กับประเภทหญิง (แฮนดิแคป 0–28) ทำให้การแข่งขันเข้มข้นและท้าทายยิ่งกว่าเดิม จากสนามแข่งขันทั้งหมด มีเพียง 68 คนที่จะได้รับสิทธิ์ก้าวสู่รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศในเดือนพฤศจิกายน 2569 ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญที่จะคัดเลือกเพียง 2 คนสูงสุดในแต่ละประเภท เพื่อสวมบทบาทตัวแทนประเทศไทยบนเวทีโลก

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 3

สำหรับผู้ที่ก้าวผ่านไปถึงรอบ World Final ประสบการณ์นั้นถือเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง การแข่งขัน BMW Golf Cup World Final 2025 ณ สนาม Fancourt ประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพและความเข้มข้นของการแข่งขันในระดับนานาชาติ อันเป็นแรงผลักดันให้บรรดานักกอล์ฟผู้เข้าแข่งขันในรอบคัดเลือกนี้มุ่งมั่นสู่รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ เพื่อก้าวต่อไปสู่เวทีโลกใน BMW Golf Cup World Final 2026

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 5

นอกจากนี้ รายได้ส่วนหนึ่งจากการแข่งขัน BMW Golf Cup ได้ถูกนำไปสมทบทุนให้แก่มูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ในพันธกิจการส่งมอบคุณค่าสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีการมอบเงินสนับสนุนจำนวนหนึ่งล้านบาท ภายหลังการแข่งขันสิ้นสุดลง

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 5

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย 7

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ BMW Golf Cup 2026 ได้ที่ www.bmw.co.th

OMODA & JEACOO ขอบคุณทุกความเชื่อมั่นส่งมอบครบทุกยูนิตสำหรับ JAECOO 5 EV (รุ่นนำเข้า) พร้อมส่งมอบ JAECOO 5 EV Max+ ล็อตแรกที่ผลิตในประเทศไทยจากโรงงานจังหวัดระยอง

0
OMODA & JEACOO 1

ขอบคุณทุกความเชื่อมั่นและกระแสตอบรับส่งมอบครบทุกยูนิตที่ทำให้ JAECOO 5 EV (รุ่นนำเข้า) ได้รับความนิยมครองอันดับ 1 ยอดจดทะเบียนรถไฟฟ้าในประเทศไทย ติดต่อกัน 6 เดือน (ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 – เดือนเมษายน 2569 แยกรายโมเดล) เตรียมพร้อมส่งมอบ JAECOO 5 EV Max+ ล็อตแรกที่ผลิตในประเทศไทย จากโรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่จังหวัดระยอง สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯในการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย พร้อมตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตสำคัญของภูมิภาคอาเซียน

OMODA & JEACOO 2

การส่งมอบ JAECOO 5 EV Max+ ที่ผลิตในประเทศไทยล็อตแรก ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ OMODA & JAECOO ในการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทย ไม่เพียงในฐานะตลาดสำคัญ แต่ยังรวมถึงการเป็นฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์สำหรับภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว โรงงาน OMODA & JAECOO Manufacturing (Thailand) จังหวัดระยอง แสดงถึงศักยภาพการผลิตที่แข็งแกร่ง พร้อมแผนการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง สำหรับ JAECOO 5 EV Max+ ชุดแรกที่ประกอบผ่านกระบวนการ Knocked Down (KD) โดยตั้งเป้าผลิตรวม 6,000 คันภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 เตรียมส่งมอบให้กับลูกค้าทั่วประเทศในเดือนพฤษภาคมนี้ สะท้อนความพร้อมด้านการผลิตและความเชื่อมั่นที่มีต่อการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และกำลังจะส่งมอบล็อตแรกจากโรงงาน OMODA & JAECOO Manufacturing (Thailand) จังหวัดระยอง

OMODA & JEACOO 3

JAECOO 5 EV Max+ มาพร้อมราคาเริ่มต้นเพียง 599,000 บาท (จากราคาคาดการณ์ 6XX,XXX บาท) สะท้อนแนวคิด SUV ที่แข็งแกร่งและอเนกประสงค์ รองรับทั้งการใช้งานในเมืองและการเดินทางที่หลากหลาย สำหรับลูกค้าที่จองภายในเดือนพฤษภาคม และส่งมอบภายในเดือนมิถุนายน จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษ ได้แก่

  • การรับประกันตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Warranty)*
  • ประกันภัยชั้น 1 และ พ.ร.บ.*
  • Wall Charger พร้อมติดตั้ง*
  • ฟรี! พรม JAECOO*
  • ฟรี! AC Portable Charger*
  • ฟรี! Application T-Box 1 ปี*
  • ฟรี! บริการรถช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี*

*เงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

OMODA & JAECOO ยังคงมุ่งมั่นในการนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีและบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในประเทศไทยในระยะยาว

 

 

“กลุ่มธุรกิจเรเว่” คว้ารางวัล Best Employer Brand on LinkedIn จากเวที LinkedIn Talent Awards 2025

0
กลุ่มธุรกิจเรเว่ 1

กลุ่มธุรกิจเรเว่ เครือข่ายธุรกิจยานยนต์พลังงานใหม่ ระดับชั้นนำของประเทศไทย คว้ารางวัล Best Employer Brand on LinkedIn จากเวที LinkedIn Talent Awards 2025 สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถขององค์กรในการปรับตัว และนำนวัตกรรมมาปรับใช้อย่างโดดเด่น ผ่านการใช้ LinkedIn ในการเพิ่มศักยภาพของบุคลากร รวมไปถึงการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานและองค์กร นับเป็นอีกหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ว่า กลุ่มธุรกิจเรเว่ ให้ความสำคัญกับบุคลากร และพร้อมเผชิญหน้าต่อความท้าทาย ในการบริหารบุคลากร

เรเว่ 2

เกณฑ์การวัดผลของ LinkedIn Talent Awards คือการวิเคราะห์ผลข้อมูลด้าน Performance Results และ Impact ระหว่างเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2568 ผ่านหน้า LinkedIn ขององค์กรที่ได้รับการคัดเลือกว่า มีความเข้าใจ, สร้างการมีส่วนร่วม (Engagement) และ พัฒนาบุคลากร ผ่านการใช้ LinkedIn โดยการประมวลวัดผลนี้ ไม่ได้นำปัจจัยเรื่องมูลค่าการลงทุนขององค์กรที่ได้รับการคัดเลือกกับ LinkedIn มาเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การตัดสิน

เรเว่ 3

ผลคือ กลุ่มธุรกิจเรเว่ ผ่านเกณฑ์รับรางวัล Best Employer Brand on LinkedIn เนื่องจากมีผลงานที่โดดเด่น ในด้านการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ (Company Talent Engagement) ซึ่งวัดผลได้จากจำนวนการเข้าชมหน้า Company Page และ อัตราการเติบโตของผู้ติดตาม ทั้งยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ของแบรนด์ (Company Content Engagement) โดยวัดผลจากจำนวนบุคลากรที่มีส่วนร่วมกับโพสต์บริษัทฯ ทั้งการกด Like, Comment หรือ Share

เรเว่ 7

การคว้ารางวัล Best Employer Brand on LinkedIn จากเวที LinkedIn Talent Awards ของ กลุ่มธุรกิจเรเว่ ยังเป็นการพิสูจน์ด้วยว่าองค์กรให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ เนื่องจากเราเชื่อมั่นว่า การสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน รวมไปถึงปฏิสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างพนักงานและองค์กร จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานถึงขีดสุด สอดคล้องกับวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ‘NEW FUTURE, YOUR WAY’ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของ กลุ่มธุรกิจเรเว่ และค้นหาโอกาสใหม่ ในการเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตไปพร้อมกับเราผ่าน LinkedIn ได้ที่ RÊVER GROUP สำหรับรายชื่อบริษัทฯ ในเครือของ กลุ่มธุรกิจเรเว่ ประกอบด้วย

  • บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานใหม่ BYD และ DENZA อย่างเป็นทางการในประเทศไทย
  • บริษัท เรเว่ คอมเมอร์เชียล วีฮิเคิลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ BYD ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียว
  • บริษัท เรเว่ บัสแอนด์ทรัค จำกัด ผู้ผลิตรถบรรทุกและรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าจาก BYD
  • บริษัท เรเว่ ลีสซิ่ง จำกัด ผู้ให้บริการสินเชื่อรถยนต์และบริการทางการเงินครบวงจร

 

“ฟอร์ด” จัดหนักแคมเปญ ‘ฟอร์ดสายเปย์’ ช่วยสนับสนุนค่าน้ำมัน รวมมูลค่า 100,000 บาท

0
Ford 1

ฟอร์ด ประเทศไทย เดินหน้าเพิ่มความเข้มข้นแคมเปญขอบคุณลูกค้า ตอบรับกระแสความนิยมอย่างต่อเนื่อง พร้อมช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในปัจจุบัน ด้วยแคมเปญพิเศษ ‘ฟอร์ดสายเปย์’ มอบสิทธิพิเศษช่วยสนับสนุนค่าน้ำมันให้ฟรี! รวมมูลค่า 100,000 บาท สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถฟอร์ด เรนเจอร์ และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ (ยกเว้นรุ่นปี 2026) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2569

ฟอร์ดพร้อมอยู่เคียงข้างและช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง จึงเดินหน้าแคมเปญ ‘ฟอร์ดสายเปย์’ ต่อเนื่องจากแคมเปญสนับสนุนค่าน้ำมัน รวมมูลค่า 30,000 บาท ก่อนหน้านี้ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า โดยเพิ่มมูลค่าการสนับสนุนขึ้นเป็น 100,000 บาท เพื่อมอบความคุ้มค่าสูงสุดและช่วยลดภาระค่าครองชีพ ให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะ ไม่ว่าจะเป็น ฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งและเทคโนโลยีล้ำสมัย หรือ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ครอบครัว ให้ทุกคนออกไปใช้ชีวิตและผจญภัยได้อย่างไร้กังวล

รายละเอียดและเงื่อนไขแคมเปญ:

  • ระยะเวลาโปรโมชัน: สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2569
  • รุ่นรถที่ร่วมรายการ: รถยนต์ฟอร์ด เรนเจอร์ และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ทุกรุ่น (ยกเว้น รุ่นปี 2026)
  • สิทธิพิเศษ: รับการสนับสนุนค่าน้ำมันรวมมูลค่า 100,000 บาท (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรุ่นรถที่ร่วมรายการ และเงื่อนไขของแคมเปญได้ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ หรือเฟซบุ๊กฟอร์ด www.facebook.com/fordthailand หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Ford Call Center โทร. 1383

 

ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ !รุ่น e:HEV RS อัปลุคความสปอร์ตพรีเมียม ด้วยสีภายนอกใหม่ ภายในสีขาว มาพร้อมแคมเปญพิเศษ “คุ้มไม่ไหว ฮีลใจแบบสุด”

0
Honda Accord 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ยกระดับนิยามแห่งความสมบูรณ์แบบไปอีกขั้นกับ ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ สปอร์ตพรีเมียมแฟลกชิปซีดาน อัปลุคเพื่อสะท้อนตัวตนที่แตกต่างในรุ่น e:HEV RS

Honda Accord 2

ทางเลือกใหม่ ! สีภายนอก สีเทาเออร์เบิน (มุก) เพิ่มความโดดเด่นลุคสปอร์ตพรีเมียม มีเอกลักษณ์
ในทุกมุมมอง

Honda Accord 3

สัมผัสฟีลลิ่งความสปอร์ตพรีเมียม ใหม่ ! ภายในห้องโดยสารสีขาว การตกแต่งเบาะนั่ง แผงประตู และแผงหน้าปัด ยกระดับบรรยากาศภายในห้องโดยสาร ให้มีความโปร่งโล่ง สบายตา และพรีเมียมยิ่งขึ้น โดยสามารถเลือกแมตช์คู่สีทั้งภายนอกและภายในตามสไตล์ที่คุณชื่นชอบ เพื่อกำหนดนิยามความสปอร์ตพรีเมียมอย่างไร้ขีดจำกัด

Honda Accord 5

ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมโลโก้ H Mark ใหม่ ในโทนสีโมโนโครมเงินและดำ

ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ผสานความโดดเด่นของดีไซน์ เทคโนโลยี และสมรรถนะการขับขี่อย่างลงตัวมาพร้อมขุมพลังฟูลไฮบริด e:HEV – The EXCITING Hybrid มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ทรงพลัง นุ่มนวล และตอบสนองได้อย่างเป็นธรรมชาติ สร้างความมั่นใจในทุกจังหวะของการเดินทาง และประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 23.3 กม./ลิตร* และมั่นใจทุกการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ในทุกรุ่นย่อย

Honda Accord 9

มาพร้อมฟีเจอร์ที่ตอบความต้องการของลูกค้า ได้แก่ ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information – BSI) และระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor – CTM) ในทุกรุ่นย่อย

โดย ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ดังนี้

  • รุ่น e:HEV E ราคา 1,479,000 บาท
  • รุ่น e:HEV EL ราคา 1,629,000 บาท
  • รุ่น e:HEV RS ราคา 1,764,000 บาท

สำหรับสีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่ม 14,000 บาท สีเทาเออร์เบิน (มุก) และสีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 10,000 บาท

Honda Accord 10

ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ มาพร้อมแคมเปญ คุ้มไม่ไหว ฮีลใจแบบสุด” เลือกรับข้อเสนอพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อจองตั้งแต่วันที่ 8 – 31 พฤษภาคม 2569 และรับรถภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569

  • ทางเลือกพิเศษ ! Exclusive Deal รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมมูลค่า 90,000 บาท ฟรีประกันภัย 1 ปี
    พร้อมบัตรเติมน้ำมัน 20,000 บาท**
  • เลือกรับดีลสุดคุ้ม ! รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% ฟรีประกันภัย 1 ปี พร้อมบัตรเติมน้ำมัน 20,000 บาท**
  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 84% สำหรับเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและครอบครัว(Honda Loyalty) หรือดอกเบี้ย 0.99%* สำหรับลูกค้าทั่วไป พร้อมแพ็กเกจ Honda Exclusive Care 5 ปี มูลค่าสูงสุด 204,000 บาท*** พร้อมบัตรเติมน้ำมัน 20,000 บาท**

Honda Accord 11

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง https://www.honda.co.th/accordehev โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่

  • เว็บไซต์:honda.co.th
  • Facebook Official Account: Honda Thailand
  • LINE Official Account: @honda-thailand

“เอ็มจี” สรุปยอดจดทะเบียน 4 เดือนแรกโตขึ้น 76% ทะลุ 10,953 คัน

0
MG 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดจดทะเบียนสะสมในช่วง 4 เดือนแรกของปีทะลุ 10,953 คัน ในขณะที่เดือนพฤษภาคมยังคงทยอยส่งมอบรถทุกรุ่นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการตอบรับที่ดีจากคุณภาพผลิตภัณฑ์ รวมถึงสมรรถนะการขับขี่ที่พัฒนาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าคนไทย การบริการหลังการขาย รวมถึงการรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน โดยไม่จำกัดระยะทางและผู้ครอบครองรถ (EV LIFETIME WARRANTY) ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยผลักดันยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า เอ็มจี

NEW MG S5 2

เอ็มจี ยังคงเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่นและเติบโตมากกว่า 76% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมียอดจดทะเบียนรวม 4 เดือนกว่า 10,953 คัน (มกราคม – เมษายน 2569) โดยส่วนสำคัญที่ทำให้ยอดขายของ  เอ็มจี เติบโตต่อเนื่องมาจากเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ และระบบความปลอดภัยที่ไว้ใจได้ การใส่ฟังก์ชันที่เพียงพอต่อการใช้งานในราคาค่าตัวที่คุ้มค่า รวมถึงการบริการหลังการขายที่มีคุณภาพ ระบบบริหารจัดการอะไหล่ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่มีความชำนาญสูงในทุกศูนย์บริการครบวงจร 123 แห่ง ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และการดูแลตลอดอายุการใช้งานหรือ EV LIFETIME WARRANTY

NEW MG S5 3

โดยกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า 100% มียอดจดทะเบียนสูงสุดถึง 9,649 คัน สำหรับรุ่นยอดนิยมได้แก่  NEW MG4 ELECTRIC มียอดจดทะเบียนสะสม 4,537 คัน ตามด้วย NEW MG S5 EV PLUS มียอดจดทะเบียนสะสม 3,407 คัน ซึ่งทั้งสองรุ่นล้วนมีจุดเด่นด้านสมรรถนะการขับขี่ด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหลังที่มาพร้อม   NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM จึงทำให้รถมีสมรรถนะการขับขี่ที่สนุก เร้าใจ  นอกจากนี้ กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมยังทำยอดจดทะเบียนได้กว่า 850 คัน นำโดย MG IM6 มียอดสะสมกว่า 519 คัน และรถ e-MPV อย่าง NEW MG MAXUS 7 และ NEW MG MAXUS 9 อยู่ที่ 307 คัน

NEW MG S5 8

NEW MG S5

นาย ซู๋ว์ หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “เอ็มจี มีการพัฒนาในหลายด้านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของผลิตภัณฑ์และบริการหลังการขายที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ บริษัทฯ ขอขอบคุณลูกค้าที่มอบความไว้วางใจในการเลือกใช้รถยนต์ เอ็มจี ทางบริษัทฯ ได้เตรียมเดินแผนเพิ่มการผลิตให้สอดรับต่อความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น และทยอยส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้าโดยเร็วที่สุด    ทางบริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นทำงานอย่างหนักเพื่อก้าวสู่เป้าหมายที่วางไว้ เราต้องการมอบทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ควบคู่กับการสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในด้านการบริการ และดูแลหลังการขาย ทั้งการจัดการอะไหล่ที่มีความพร้อมและมาตรฐานการบริการที่ทั่วถึง

NEW MG S5 4สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

 

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” ต่อยอดกระแส The all-new electric CLA กับ Façade Lighting ใจกลางเมืองครั้งแรกของแบรนด์รถยนต์ในไทยกับปรากฏการณ์แสงสีสุดล้ำร่วมกับเซ็นทรัลชิดลม

0
เมอร์เซเดส-เบนซ์ 1

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในฐานะแบรนด์รถยนต์แบรนด์แรก ที่รังสรรค์ผลงานศิลปะผ่าน Façade Lighting Display บนแลนด์มาร์กใจกลางกรุงเทพในพื้นที่ของเซ็นทรัลชิดลม โดยผสานการสื่อสารผ่านสื่อโฆษณานอกบ้าน (OOH) เข้ากับนวัตกรรมแสงสีและเทคโนโลยีดิจิทัล เปลี่ยนอาคารเซ็นทรัลชิดลมให้กลายเป็น Digital Canvas หรือผืนผ้าใบดิจิทัลขนาดยักษ์ ถ่ายทอดแอนิเมชันสุดล้ำที่สื่อสารถึงแบรนด์และคอนเซปต์ “CLASS OF ITS OWN” เพื่อต่อยอดกระแสของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นล่าสุดอย่าง The all-new electric CLA ภายในงาน “Electrify Your Style” พร้อมเตรียมจัดงาน “Defining Electric: Engineered For Today.” กับข้อเสนอส่วนลดสูงสุดถึง 1.69 ล้านบาท* สำหรับรถยนต์ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริด ในระหว่างวันที่ 15 – 17 พฤษภาคม 2569 ณ ชั้น G The Storeys Square, One Bangkok

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 2

ไฮไลต์สำคัญของ Façade Lighting Display ในครั้งนี้ คือการใช้เทคนิค Adaptive Typography ที่สร้างความเคลื่อนไหวให้กับตัวอักษรอย่างมีชีวิตชีวา ทำให้การเปลี่ยนฉากเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ พร้อมย้อมตึกเซ็นทรัลชิดลมด้วยสีแดง Patagonia Red ซึ่งเป็นสีเอกลักษณ์ของ The all-new electric CLA โดยการเลือกโลเคชั่นเป็นเซ็นทรัลชิดลมถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างการรับรู้ของคนเมืองในวงกว้าง โดยเฉพาะในช่วงเวลาเย็นถึงค่ำที่ช่วยสร้างสีสันและประสบการณ์สุดแปลกใหม่ให้กับผู้ที่สัญจรไปมาท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักใจกลางเมือง

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 3

นอกจากนี้ ภายในงาน “Electrify Your Style” เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เข้าชม และทดลองขับ The all-new electric CLA ตลอดทั้งวัน เพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แบบ City Drive สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ก่อนที่รุ่นผลิตในประเทศจะพร้อมส่งไปที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทั่วประเทศ และเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าล็อตแรกในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 4

The all-new electric CLA ถือเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ยุคใหม่ที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม MMA (Mercedes-Benz Modular Architecture) ติดตั้งแบตเตอรี่ 800V ขนาด 85 kWhทำให้มีระยะทางการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าสูงสุด 792 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน WLTP พร้อมการติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดอย่าง Mercedes-Benz Operating System (MB.OS) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ผสานการทำงานของเทคโนโลยี AI ผ่านระบบ MBUX Virtual Assistance โดยการันตีความสำเร็จทั่วโลกด้วยการคว้ารางวัล Car of the Year 2026 และรางวัล Best-in-Class ด้วยความปลอดภัยขั้นสูงสุดระดับ 5 ดาว จาก Euro NCAP และในประเทศไทย รถยนต์รุ่นนี้ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ด้วยยอดจองมากกว่า 1,500 คัน
ในงาน Motor Show 2026 ที่ผ่านมา

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 5

สำหรับลูกค้าที่พลาดงานในครั้งนี้ เตรียมพบกับ The all-new electric CLA พร้อมทดลองขับรถยนต์ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดและรับข้อเสนอพิเศษกับส่วนลดสูงสุด 1.69 ล้านบาท* ได้ที่งาน “Defining Electric: Engineered For Today.” ระหว่างวันที่ 15 – 17 พฤษภาคม 2569 ณ ชั้น G The Storeys Square, One Bangkok โดยมีไฮไลต์แคมเปญ mySTAR สำหรับรุ่น GLC 350 e 4MATIC Coupé กับข้อเสนอดาวน์ 750,000 บาท ผ่อนเริ่มต้น 39,900 บาทต่อเดือน พร้อมรับประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 5 ปี* โปรแกรมครอบคลุมการบำรุงรักษา MBSP Easy Care และ Extra Guarantee นาน 5 ปี*

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 8