Home Blog Page 19

นิสสัน เปิดตัว นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ กับคอนเซปต์ KICKS ON. GAME ON. อิสระใหม่แบบคิกส์

0

นิสสัน ประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์คอมแพคเอสยูวีรุ่นล่าสุด  นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ใหม่โฉบเฉี่ยว พร้อมนวัตกรรมล้ำยุค เครื่องยนต์ อี-พาวเวอร์ ที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย และระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง ProPILOT ครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมมอบโปรชั่นพิเศษ เพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

โทชิฮิโระ ฟูจิคิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย และอาเซียน กล่าวว่า “วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่น่าภาคภูมิใจของนิสสัน เราได้เปิดตัวรถยนต์เทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ รุ่นที่ 4 ซึ่งได้รับการพัฒนา และผลิตขึ้นในประเทศไทย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการผลิตในประเทศ และการให้ความสำคัญกับลูกค้าในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ทันสมัย พร้อมจะเติมเต็มชีวิตให้ผู้ขับขี่สนุกกับทุกการเดินทางได้อย่างเต็มพิกัด และพาคุณไปสัมผัสประสบการณ์พิเศษในทุกช่วงเวลาชีวิต”

นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ จะสร้างความประทับใจให้กับคนรุ่นใหม่ ที่ใช้ชีวิตทันสมัย ด้วยคุณภาพมาตรฐานญี่ปุ่น ติดตั้งเครื่องยนต์ อี-พาวเวอร์ เอกสิทธิ์ของนิสสัน และรองรับมาตรฐานยูโร 6 ที่เข้มงวดเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งให้ประสบการณ์ประทับใจกับเครื่องยนต์ที่ตอบสนองทันใจ ประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ พร้อมจะสร้างความสนุกในทุกเส้นทาง ในแนวคิด “KICKS ON. GAME ON. หรือ อิสระใหม่แบบคิกส์”

“KICKS ON. GAME ON. หรือ อิสระใหม่แบบคิกส์” สะท้อนจิตวิญญาณของ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ที่พร้อมปลุกความเร้าใจในทุกการขับขี่ ให้ความมั่นใจที่จะเริ่มต้นทุกการเดินทางด้วยพลังที่เต็มเปี่ยม และสนุกกับประสบการณ์ที่จะขับเคลื่อนชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้า

 

โฉมใหม่ โฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว สะกดทุกสายตา

นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ได้รับการออกแบบให้ทันสมัย โฉบเฉี่ยว และมั่นใจ สะท้อนความปราดเปรียว แข็งแกร่ง และพรีเมียมมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่เปี่ยมพลัง

ด้านหน้า สะกดทุกสายตาด้วยกระจังหน้าแบบ V-Motion ที่เป็นเอกลักษณ์ของนิสสัน แต่โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยการถ่ายทอดออกมาในรูปแบบสามมิติที่สะดุดตา  ไฟหน้าดีไซน์ใหม่เพรียวบางเป็นพิเศษให้ประสิทธิภาพการส่องสว่างที่ดียิ่งขึ้น ไฟ Daytime Running Lights แบบหางลูกศรที่แยกส่วนกัน 3 เส้น ช่วยเพิ่มลุคทันสมัยและโดดเด่น ฝากระโปรงหน้าที่ยกสูงและกว้าง ช่วยเพิ่มคาแรกเตอร์ที่ทรงพลังและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมเพิ่มความน่าสนใจให้ดีไซน์ของตัวรถด้านล่างกับกันชน และซุ้มล้อที่ดูดุดันมากขึ้น

ด้านหลังออกแบบด้วยเส้นสายที่เรียบง่ายและทันสมัย ช่วยให้ตัวรถดูโดดเด่นแบบมินิมอล ขณะที่ไฟท้ายทรงหกเหลี่ยมที่เป็นเอกลักษณ์แบบรถ SUV ของนิสสัน ยิ่งช่วยเพิ่มความน่าจดจำ เห็นชัดสะดุดตาในทุกช่วงเวลา โดยเฉพาะยามค่ำคืน

 

ห้องโดยสารยุคดิจิทัล ให้ความสดใส พร้อมความสะดวกสบาย

ห้องโดยสารดีไซน์ใหม่ ซึ่งไม่เพียงให้บรรยากาศทันสมัย แต่ยังช่วยให้ใช้งานได้ง่าย จุดเด่นภายในตัวรถ อยู่ที่ Audio Display หน้าจอแสดงผลดิจิทัลความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว และ หน้าจอ TFT ขนาด 7 นิ้ว พร้อมมาตรวัดความเร็วดิจิทัล เพิ่มความทันสมัย อ่านข้อมูลสำคัญได้สะดวก รวดเร็ว และชัดเจน พร้อมทั้งจัดการระบบอินโฟเทนเมนต์ NissanConnect ได้ง่ายดายเพื่อการเชื่อมต่อที่ราบรื่นแบบไร้สายกับ Apple CarPlay และ Android Auto หรือเชื่อมต่อผ่านสาย USB หรือบลูทูธได้สะดวก นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้แอป เลือกเพลง และระบบนำทางได้อย่างสะดวกในทุกเส้นทาง รวมทั้งยังมีที่ชาร์จไร้สาย เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อได้ตลอดการเดินทาง

ห้องโดยสารได้รับการปรับดีไซน์ใหม่ตั้งแต่แผงคอนโซลหน้า คอนโซลกลาง ไปจนถึงแผงประตู และช่องแอร์ ทั้งหมดช่วยให้บรรยากาศภายในดูเป็นระเบียบ และใช้งานได้ง่ายขึ้นในทุกจุด พร้อมพวงมาลัยหุ้มหนังที่มีในทุกรุ่นย่อย เสริมประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสบายให้กับผู้โดยสารด้วยเบาะนั่งแบบ Zero Gravity ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์  ลดความเมื่อยล้าในการเดินทางไกลหรือการขับขี่ในสภาพจราจรหนาแน่น พร้อมบุด้วยวัสดุสังเคราะห์สะท้อนความร้อน ช่วยให้เบาะนั่งสบายแม้ในสภาพอากาศร้อน เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง ช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับตำแหน่งที่เหมาะสม และรองรับสรีระได้ดีที่สุด เบาะหลังปรับปรุงใหม่ ปรับมุมพนักพิงให้นั่งสบายขึ้น พื้นที่โดยสารที่กว้างขวาง พนักพิงศีรษะขนาดใหญ่ และที่วางแขนตรงกลางพร้อมที่วางแก้ว 2 ตำแหน่ง  กระจกมองหลังอัจฉริยะ Intelligent Rear View Mirror (IRVM) ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นด้านหลังได้อย่างชัดเจนแม้จะมีผู้โดยสารเบาะหลังหรือสัมภาระที่บดบังทัศนวิสัย  พื้นที่เก็บสัมภาระจุได้มากถึง 423 ลิตร รองรับกระเป๋าเดินทางหลากหลายขนาดหรือสัมภาระที่ใช้ประจำวันได้อย่างจุใจ

 

ใหม่ ProPILOT ผู้ช่วยขับขี่อัจฉริยะ พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย Nissan 360 Safety Shield

นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ให้ความอุ่นใจกับระบบความปลอดภัย และระบบช่วยขับขี่ขั้นสูงมากมาย โดยเฉพาะ ProPILOT ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เป็นเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัตโนมัติ ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 เทคโนโลยี ได้แก่ Intelligent Cruise Control (ICC) ที่ช่วยควบคุมความเร็วและรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า มาพร้อมกับระบบ Stop and Go และ Lane Keeping Assist (LKA) ที่ช่วยรักษาตำแหน่งรถให้อยู่ในเลน หากรถมีแนวโน้มออกนอกเลน ระบบจะเตือนและประคองรถกลับอย่างนุ่มนวล อีกทั้งยังสามารถหยุดและออกตัวได้ง่ายขึ้น ช่วยลดภาระในการขับขี่บนทางด่วนและทางไกล รวมถึงลดความเมื่อยล้าระหว่างเดินทางได้เป็นอย่างดี โดยระบบจะทำงานอย่างต่อเนื่องเมื่อผู้ขับจับพวงมาลัยตลอดเวลา

พร้อมกันนี้ ยังมีเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ที่ช่วยป้องกันและปกป้องเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เช่น ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Leading Car Departure Notification – LCDN) จะเตือนผู้ขับขี่เมื่อรถคันหน้าออกตัวแล้วแต่ผู้ขับขี่ยังคงหยุดรถอยู่  ระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้า (IFCW) ที่ช่วยตรวจจับการเคลื่อนที่ของรถยนต์ด้านหน้าได้ถึงสองคัน และระบบช่วยเตือนและเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ Intelligent Emergency Braking with Pedestrian Detection (IEB) เทคโนโลยีเตือนรถในมุมอับสายตา Blind Spot Warning ที่ทำงานพร้อมกับเทคโนโลยีป้องกันการชนรถในจุดอับสายตา Intelligent Blind Spot Intervention เทคโนโลยีเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง Lane Departure Warning และระบบ Lane Departure Prevention ระบบเบรคถอยหลังฉุกเฉินอัตโนมัติ Rear Automatic Emergency Braking (RAEB) ระบบตรวจสอบแรงดันลมยางอัตโนมัติ Tire Pressure Monitoring System (TPMS) นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์เสริมอีกมากมาย อาทิ เทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังรถ Rear Cross Traffic Alert (RCTA) มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Intelligent Around View Monitor พร้อมระบบเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน Moving Object Detection (MOD) ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist (HBA) และระบบเตือนเมื่อผู้ขับขี่เมื่อยล้า Driver Attention Alert (DAA) เพื่อช่วยส่งเสริมการรับรู้ของผู้ขับขี่และยกระดับความปลอดภัยไปอีกขั้น

อี-พาวเวอร์ ขับสนุกเร้าใจแบบรถยนต์ไฟฟ้าแต่ไม่ต้องชาร์จ

เทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ของนิสสันผสานมอเตอร์ไฟฟ้าและอินเวอร์เตอร์ไว้ในชุดเดียว มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร 3 สูบ DOHC 12 วาล์วซึ่งรองรับน้ำมันหลากหลายรวมถึง E20 ให้กำลัง 136 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน 2.06 kWh ให้การเร่งที่นุ่มนวล ตอบสนองทันใจ เครื่องเดินเงียบ และให้ความรู้สึกขับขี่แบบรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยไม่ต้องชาร์จไฟจากภายนอกหรือเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่

ระบบ อี-เพดัล สเต็ป (e-Pedal Step) ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ อี-พาวเวอร์ ของนิสสันช่วยเพิ่มความสนุกในการขับขี่ โดยผู้ขับสามารถเร่งและชะลอความเร็วได้ด้วยแป้นคันเร่งเพียงแป้นเดียว ช่วยให้ควบคุมระยะห่าง เข้าโค้ง ลงทางลาด หรือผ่านลูกระนาดได้อย่างมั่นใจ รวมทั้งยังช่วยชาร์จพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ (Regenerative Braking) ระหว่างการชะลอความเร็ว

เกรด และสี

นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่มีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่ V, VL และ SV พร้อมสีตัวถังภายนอก 6 สี ได้แก่ สีฟ้า อิเล็กทริก ไซแอน (Electric Cyan) (สีใหม่) สีเกรย์ สกาย เพิร์ล (Gray Sky Pearl) (สีใหม่) สีขาวสตอร์มไวท์ (Storm White) สีแดง เรเดียนท์ เรด (Radiant Red) สีเทา กันเมทัลลิก (Gun Metallic) และ สีดำ แบล็ค สตาร์ (Black Star) และมีตัวเลือก สีภายนอกแบบทูโทนหลังคาดำ สำหรับรุ่น VL และ SV  สำหรับผู้ที่ต้องการความโดดเด่นและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

โทนสีภายในห้องโดยสาร เป็นโทนสีดำ-เทาเข้ม ในทุกรุ่นย่อย และเพิ่มทางเลือกโทนสีฟ้า-เทา Moonstone ที่มอบความรู้สึกหรูหรา ทันสมัย ในเกรด SV

 

ราคาและโปรโมชั่นพิเศษ “SAY YES”

นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ พร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคาที่เข้าถึงได้ เริ่มตั้งแต่ รุ่น V 839,000 บาท รุ่น VL ราคา 899,000 บาท และรุ่น SV ราคา 929,000 บาท

พิเศษสุดเฉพาะช่วงเปิดตัว นิสสัน เตรียมมอบความคุ้มค่าให้คุณเป็นเจ้าของ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ได้ง่าย ๆ ด้วยราคาพิเศษในรุ่น V เพียง 789,900 บาท รุ่น VL เพียง 849,900 บาท และรุ่น SV เพียง 899,900 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.49% พร้อมอุ่นใจด้วยการรับประกันที่ครอบคลุม ได้แก่ รับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กม.* รับประกันระบบอี-พาวเวอร์ 5 ปี หรือ 150,000 กม.* และการรับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง** ฟรีประกันภัยชั้น 1 NPP เฉพาะรุ่น VL และ SV** โดยต้องจองรถตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม – 30 เมษายน 2569 และออกรถภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569**

นอกจากการเปิดตัวนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ แล้ว นิสสัน ยังได้นำรถยนต์หลักทุกรุ่นมาโชว์ในงาน ได้แก่ รถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง นิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ สีแคชมียร์ โกลด์ (Beige Cashmere Gold หลังคาดำ) รุ่นพิเศษจำนวนจำกัด*** รถยนต์ คอมแพคซีดาน นิสสัน อัลเมร่า รถยนต์พรีเมียมเอสยูวี นิสสัน เอ็กซ์เทรล อี-พาวเวอร์ อี-ฟอร์ซ รถยนต์อเนกประสงค์สำหรับครอบครัว นิสสัน เซเรน่า และ รถกระบะ ทน พร้อม ลุย นิสสัน นาวารา

เพื่อช่วยให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์คุณภาพสูงจากนิสสันได้ง่ายขึ้น นิสสันส่งแคมเปญพิเศษ “SAY YES” ที่มอบข้อเสนอหลากหลายตั้งแต่ดอกเบี้ยต่ำ ดาวน์น้อย ผ่อนสบายนานสุด 84 เดือน ** และข้อเสนอพิเศษเฉพาะรุ่นหลัก ได้แก่ ส่วนลด 100,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 สำหรับนิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์  และ ดอกเบี้ย 0% พร้อมประกันภัยชั้น 1 สำหรับนิสสัน เอ็กซ์เทรล อี-พาวเวอร์ อี-ฟอร์ซ

*แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน

**ขึ้นกับเงื่อนไขของบริษัทฯ

***ค่าสีพิเศษ แคชเมียร์โกลด์ หลังคาดำ 20,000 บาท

อีซูซุ จัดเต็มครบทุกไลน์อัพ ในงานมอเตอร์โชว์ 2026 ชูคอนเซปต์ “THE ONE & ONLY with YUU CHAN” พร้อมอวดโฉมทัพรถแต่งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

0

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์เมืองไทย ร่วมจัดแสดงในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้คอนเซปต์ “THE ONE & ONLY with YUU CHAN” จัดเต็มยนตรกรรมมาอวดโฉมรวมทั้งสิ้น 15 คัน นำทัพโดยรถรุ่นมาตรฐานที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ รวม 10 คัน ทั้งในรถปิกอัพอีซูซุ ดีแมคซ์ และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์มิว-เอ็กซ์ พร้อมชูไฮไลต์ทัพรถแต่งพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มาเจอครั้งแรกได้ที่งาน ที่พร้อมสะกดทุกสายตา ตลอดจนมอบข้อเสนอสุดเร้าใจกับแคมเพจ์นแห่งปี “MAXFORCE MAX DEAL” ลุ้นรับบัตรเติมน้ำมัน PT รวมมูลค่ากว่า 5.4 ล้านบาท

สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 นี้ อีซูซุตั้งใจนำเสนอประสบการณ์ที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์อันโดดเด่นและสมรรถนะอันยอดเยี่ยมตามแบบฉบับอีซูซุ ภายใต้คอนเซปต์ “THE ONE & ONLY with YUU CHAN” ซึ่งเป็นการนำเสนอที่สะท้อนแนวคิด “Isuzu Trusted Buddy” อีซูซุเคียงข้างคุณ…เคียงคู่ไทย สื่อถึงเพื่อนคู่ใจที่อยู่เคียงข้างผู้ใช้รถชาวไทยในทุกเส้นทางให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเราได้ดึงเอาความอบอุ่นและความเป็นมิตรของ “ยูจัง” (YUU CHAN) มาสคอตใหม่ล่าสุดจากอีซูซุ ผ่านมุมมอง 3 มิติบนจอ LED ขนาดใหญ่ ที่ให้ภาพเสมือนจริงมาผสานกับความเป็นยนตรกรรมที่โดดเด่นเพียงหนึ่งเดียวของ “ISUZU D-MAX… THE ONE & ONLY” พร้อมด้วย MU-X “THE NEXT PEAK” เพื่อตอกย้ำคำมั่นสัญญาว่าอีซูซุพร้อมจะยืนหยัดเป็นเพื่อนคู่คิดที่เคียงข้างลูกค้าชาวไทยในทุกสถานการณ์

โดยอีซูซุได้นำรถมาจัดแสดงรวมทั้งสิ้น 15 คัน ทั้งรุ่นมาตรฐานยอดนิยมครบทุกไลน์อัพ จำนวน 10 คัน นำโดยรถปิกอัพอีซูซุ ดีแมคซ์ และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์มิว-เอ็กซ์ รวมถึงอีกหนึ่งทางเลือกให้กับลูกค้าชาวไทยอย่างรถปิกอัพไฟฟ้า “อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” ที่ได้นำมาจำหน่ายครั้งแรกภายในงาน และเพิ่มความสปอร์ตเร้าใจกับรถตกแต่งพิเศษหลากสไตล์จำนวน 5 คัน ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสะกดทุกสายตา นำทัพโดย New! ISUZU V-CROSS 4×4 “THE ONE & ONLY” และ MU-X “THE NEXT PEAK” 4WD ครั้งแรกกับเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE ในระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ที่เปิดตัวเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์มาโชว์ภายในงาน พร้อมด้วยไฮไลต์สำคัญอย่าง รถปิกอัพอีซูซุ        ดีแมคซ์ รถแข่งต้นแบบที่จะใช้ในรายการ “ISUZU CHALLENGE THAILAND 2026” และ ISUZU V-CROSS 4×4 เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE ที่อีซูซุได้ร่วมมือกับ WILD ผู้ผลิตชิ้นส่วนชื่อดังของไทยในการออกแบบอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษรอบคันโดยเฉพาะ และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ MU-X “THE NEXT PEAK” 2.2 Ddi MAXFORCE รุ่น RS สี Dolomite White Pearl มาตกแต่งเพิ่มความดุดันขั้นสุดในสไตล์ Top Secret SPL ครั้งแรกของโลกกับการเผยโฉมโปรเจกต์ “TOP Secret The First PPV” และ รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ MU-X “THE NEXT PEAK” 2.2 Ddi MAXFORCE รุ่น Active สี Dolomite White Pearl ที่ร่วมมือกับ Bangkok Hot Rod Custom Show ผู้จัดงานประกวด Custom Car ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มาพลิกโฉมสะกดทุกสายตาด้วยชุดแต่งพิเศษคอนเซปต์ “Premium Tough”

นอกจากนี้ ในฐานะผู้นำรถเพื่อการพาณิชย์ระดับโลก อีซูซุยังคงเดินหน้าสนับสนุนนโยบาย การมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “โซลูชั่นส์อันหลากหลายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” โดยมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ยานยนต์เพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะ ล่าสุดได้มีการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการความร่วมมือพัฒนาไบโอดีเซล เจเนอเรชันใหม่ ร่วมกับ บริษัท มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศญี่ปุ่น) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งหลังจากเฟสแรกเมื่อปลายปี 2566 โดยร่วมกับ บริษัท มนต์ทรานสปอร์ต จำกัด ทดสอบใช้น้ำมัน HVO (Hydrogenated Vegetable Oil) หรือน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว 30% ในรถบรรทุก Isuzu ELF ควบคู่กับการทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้าอีซูซุ จนสามารถลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้สูงสุดถึง 30% ไปแล้วนั้น ขณะนี้การทดสอบในเฟสที่ 2 ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว โดยได้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนด้วยการใช้น้ำมันปาล์มไบโอดีเซล B20 ควบคู่กับ HVO 30% ทดสอบวิ่งใช้งานจริงบนสภาพถนนทั้งในเมืองและต่างจังหวัดด้วยรถปิกอัพอีซูซุรุ่นล่าสุดมาตรฐานยูโร 5 ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ยอดเยี่ยม อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันไม่ต่างจากเดิม แต่สามารถลดการปล่อยก๊าซ CO2 ได้สูงสุดถึง 50% ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของอีซูซุในการมีส่วนช่วยลด Carbon Footprint ให้โลกได้ 

พร้อมกันนี้ เพื่อแทนคำขอบคุณจากใจสำหรับความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้อีซูซุเสมอมา เราได้จัดเตรียมแคมเพจ์นยิ่งใหญ่แห่งปี “MAXFORCE MAX DEAL” และ “ISUZU my-MEMBER my-Bonus ความสุขส่งต่อได้” เพื่อส่งมอบความคุ้มค่าสูงสุดให้กับลูกค้าอีซูซุทั่วประเทศอีกด้วย

 

ข้อมูลยนตรกรรมที่อีซูซุนำมาจัดแสดงภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 รวม 15 คัน มีดังนี้

รถอีซูซุรุ่นมาตรฐานรวม 10 คัน ได้แก่

ISUZU V-CROSS 4×4 “THE ONE & ONLY”

  • ISUZU V-CROSS 4×4 3.0 Ddi MAXFORCE 4 ประตู เกรด M เกียร์อัตโนมัติ สี Inishmore Gray Opaque

ปิกอัพสปอร์ตออฟโรด ขับเคลื่อนความดุดันด้วยขุมพลัง 3.0 Ddi MAXFORCE กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร พร้อมลุยฝ่าทุกอุปสรรคด้วยระบบ Terrain Command ที่เปลี่ยนเข้าสู่โหมดขับเคลื่อนสี่ล้อได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว เสริมทัพด้วยระบบล็อกเฟืองท้ายไฟฟ้า E-Diff Lock และ Rough Terrain Mode ยกระดับความสบายอีกขั้นด้วย    ใหม่! พวงมาลัยไฟฟ้า EPS ที่ช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างแม่นยำและเบาแรงในทุกสภาพถนน มั่นใจไร้กังวลด้วยกล้องรอบคัน 360° Surround View Camera พร้อมมุมมองใต้ท้องรถ และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ ADAS เวอร์ชันล่าสุด รวม 17 ระบบ (อาทิ LKAS, ACC, FCW, AEB, BSM, RCTA & B, AHB และ MCB)

โดดเด่นขั้นสุดด้วยการปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายในกับ ใหม่! ISUZU  V-CROSS PACKAGE ดุดันทรงพลังเกินขีดจำกัดด้วยกระจังหน้าแบบ Multi-layer เข้าคู่กับไฟหน้าโฉบเฉี่ยวเส้นสาย Modern Line พร้อม Multifunctional Daylight ที่รวมทั้งไฟส่องสว่างเวลากลางวัน ไฟหรี่ และไฟเลี้ยวไว้ในหนึ่งเดียว รับกับไฟท้าย LED แบบ Clear Lens และล้ออัลลอย 18 นิ้ว สี Matte Black ดีไซน์ Metal Claw สปอร์ตเท่ได้ใจสายลุย ภายในห้องโดยสารสปอร์ตพรีเมียมด้วยเบาะนั่งทูโทนดีไซน์ใหม่ โอบกระชับสรีระ มาพร้อมเทคโนโลยีลดการสะสมความร้อน COOLMAX และระบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางสำหรับที่นั่งคนขับ

 

ISUZU D-MAX “THE ONE & ONLY” รวม 3 คัน

  • ISUZU D-MAX HI-LANDER 2.2 Ddi MAXFORCE 4 ประตู เกรด Z เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด

สี Elbrus Gray Opaque

ปิกอัพ 4 ประตูยกสูงสไตล์สปอร์ต ที่สืบทอด DNA แห่งความเชื่อมั่นของอีซูซุ มากว่าครึ่งศตวรรษ ทะยานไปกับขุมพลังใหม่ 2.2 Ddi MAXFORCE ให้กำลัง 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร มอบความแรงที่มาพร้อมความประหยัดน้ำมันเหนือชั้น  ตามแบบฉบับอีซูซุ พร้อมรองรับน้ำมันดีเซล B20 ส่งกำลังนุ่มนวลต่อเนื่องด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมโหมด Rev Tronic ให้อัตราทดต้นจัด ปลายไหล

โดดเด่นสะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์ภายนอกสุดโฉบเฉี่ยว จากกระจังหน้าใหม่แบบ Multi-layer เข้าชุดกับไฟหน้า Modern Line พร้อม Multifunctional Daylight ไฟท้าย LED แบบ Clear Lens และล้ออัลลอยสีเงิน ขนาด 18 นิ้ว ภายในห้องโดยสารมอบความสะดวกสบายขั้นสุดด้วยเบาะสปอร์ต COOLMAX ล้ำสมัยด้วยหน้าจอ Infotainment 8 นิ้ว รองรับ Wireless Android Auto และ Wireless Apple CarPlay* พร้อมจอ MID 7 นิ้ว และช่องชาร์จ USB-C 

  • ISUZU D-MAX CAB4 2.2 Ddi MAXFORCE เกรด L เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สี Bohemian Silver Metallic

ปิกอัพดีไซน์เท่ แกร่งทุกมุมมอง ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังใหม่ 2.2 Ddi MAXFORCE มอบพละกำลัง 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ประหยัดน้ำมันขั้นสุด พร้อมรองรับน้ำมัน B20 ตอบสนองการขับขี่อย่างราบรื่นและต่อเนื่องด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมโหมด Rev Tronic ภายนอกโดดเด่นสะกดสายตาด้วยกระจังหน้าแบบ Multi-layer  สีเทาไทเทเนียมสลับเงินเมทัลลิก ส่องสว่างกว้างไกลด้วยไฟหน้า Bi-Beam LED Projector คู่กับไฟท้าย LED แบบ Clear Lens เสริมความสปอร์ตลงตัวด้วยกันชนและกระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ

ภายในห้องโดยสารอัปเกรดความทันสมัยด้วยคอนโซลหน้าหุ้มหนังสังเคราะห์สีดำ ตกแต่งด้วยวัสดุสีเงินเมทัลลิกและสีดำอย่างลงตัว มอบความผ่อนคลายตลอดการเดินทางด้วยเบาะผ้าพรีเมียมสีดำ เติมเต็มไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับระบบ Wireless Android Auto และ Apple CarPlay พร้อมการเชื่อมต่อครบครันทั้ง Bluetooth, WiFi Mirroring และช่องชาร์จ USB-C ปิดท้ายความมั่นใจในทุกการถอยจอดด้วยกล้องมองหลังที่มาพร้อมเส้นกะระยะ Dynamic Guideline

  • ISUZU D-MAX SPARK 2.2 Ddi MAXFORCE เกรด S เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สี Siberian White

ปิกอัพขนส่งแห่งอนาคต หนึ่งเดียวที่สืบทอด DNA ความเชื่อมั่นของอีซูซุ ในฐานะผู้นำรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์ระดับโลก ตอบโจทย์งานบรรทุกเต็มพิกัด ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังแห่งสมรรถนะใหม่ล่าสุด 2.2 Ddi MAXFORCE ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตัน-เมตร ที่ทรงพลัง ออกตัวเร็วยิ่งขึ้น แต่ประหยัดน้ำมันขั้นสุด พร้อมรองรับน้ำมัน B20 ส่งกำลังต่อเนื่องด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด แบบสปอร์ต REV TRONIC ที่ออกแบบมาเพื่อรับกับเครื่องยนต์ 2.2 โดยเฉพาะ ให้อัตราทดสัมพันธ์กับแรงบิดสูงตั้งแต่ช่วงออกตัว และเร่งแซง พร้อมกระบะพื้นเรียบแบบ FLAT DECK

แกร่ง ทนทาน ด้วยแชสซีส์เหล็กกล้าแบบ Reinforce และโครงสร้างตัวถัง Ultra-High Tensile ทนทานต่อการบิดตัว ผสานช่วงล่างหลังแหนบยาวแบบ Long Span ที่รองรับน้ำหนักได้ดีและให้ความนุ่มนวล มั่นใจยิ่งกว่ากับทุกการขนส่งด้วยระบบความปลอดภัย ทั้งระบบควบคุมการทรงตัว (ESC) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TCS) ระบบช่วยบนทางลาดชัน (HSA/HDC) ระบบเบรก ABS/EBD/BA พร้อมแอร์แบคคู่หน้า และฟังก์ชัน Crash Unlock ปลดล็อกประตูอัตโนมัติเมื่อแอร์แบคทำงาน มอบความอุ่นใจและคุ้มค่าในทุกการใช้งาน

 

ISUZU X-SERIES “2 HOT…2 HANDLE” ร้อนแรง…เป็นเรื่อง!

  • ISUZU X-SERIES รุ่น HI-LANDER 2 COOL… 2 STOP! เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สี Dolomite White Pearl

ปิกอัพสปอร์ตยกสูงดีไซน์สุดโฉบเฉี่ยว ทะยานแรงไปกับครั้งแรกของขุมพลังใหม่!       2.2 Ddi MAXFORCE ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ตอบสนองความเร้าใจทุกอัตราเร่งด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมโหมด Rev Tronic ใหม่! และเพิ่มความสนุกในการขับขี่ไปอีกขั้นด้วยระบบ Sequential Paddle Shift ที่พวงมาลัย ให้คุณเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างแม่นยำและง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

โดดเด่นสะกดทุกสายตากับชุดแต่ง The X Package ดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายใน ดุดันด้วยกระจังหน้าแบบ Multi-layer โทนเข้มตัดขอบแดง Garnet Red รับกับไฟหน้าดีไซน์พิเศษที่แทรกเส้นสาย Stylish Red Line สุดโฉบเฉี่ยว และไฟท้าย LED แบบ CLEAR LENS เสริมความสปอร์ตขั้นสุดด้วยกันชนหน้า-หลังสีเดียวกับตัวรถสไตล์ Integrated พร้อม Aerodynamic Sport Bar เหนือกระบะท้าย สติกเกอร์คาดหน้า-หลังลาย Uptown Vibe และล้ออัลลอยสี Gloss Black ขนาด 18 นิ้ว ภายในห้องโดยสารยกระดับความพรีเมียม ด้วยคอนโซลหน้าหุ้มหนังสังเคราะห์สีดำ ตกแต่งสอดรับด้วยสีเทาเข้มและ Piano Black นั่งสบายด้วยเบาะหนังสังเคราะห์ COOLMAX สีดำ พร้อมพวงมาลัยหุ้มหนัง และเติมเต็มความสะดวกสบายด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว

 

รถปิกอัพไฟฟ้า “อีซูซุ ดีแมคซ์ EV”    

  • Isuzu D-Max EV

“อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” รถปิกอัพพลังไฟฟ้า 100%  เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับลูกค้าชาวไทย  รถรุ่นนี้ ถือเป็นรถปิกอัพไฟฟ้ายี่ห้อแรกจากฐานการผลิตไทยไปจำหน่ายยังตลาดยุโรป ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา การที่อีซูซุใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพไฟฟ้า “อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” เป็นการตอกย้ำว่าประเทศไทยจะยังคงเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและการลงทุนที่สำคัญที่สุด

“อีซูซุ ดีแมคซ์ EV” รถปิกอัพ 4 ประตูพลังไฟฟ้า 100% สีเงินโบฮีเมียน เมทัลลิก ระบบขับเคลื่อนแบบ Dual Motor by E-Axle ช่วงล่าง De-dion พร้อมลีฟสปริงส์ ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการใช้รถทั้งเพื่อการพาณิชย์และส่วนตัว โดยยังคงประสิทธิภาพที่ทนทานตามความคาดหวังของการใช้งานรถปิกอัพ แต่ยังคงไว้ซึ่ง DNA ของอีซูซุ คือ ความแข็งแกร่ง ทนทาน สำหรับลูกค้าประเภทองค์กรที่พร้อมมุ่งสู่นโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอนไปด้วยกัน

 

MU-X “THE NEXT PEAK” รวม 4 คัน


  • MU-X “THE NEXT PEAK” 4WD 3.0 Ddi MAXFORCE รุ่น RS สี Eiger Gray Opaque

ยนตรกรรมอเนกประสงค์พรีเมียมสปอร์ตขับเคลื่อน 4 ล้อขั้นสุด ทะยานข้ามทุกขีดจำกัดด้วยขุมพลัง 3.0 Ddi MAXFORCE 190 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตัน-เมตร ลุยฝ่าทุกอุปสรรคอย่างเหนือชั้นด้วยระบบ Terrain Command และ Rough Terrain Mode พร้อมมอบความนุ่มนวลและหนึบแน่นทุกการเข้าโค้งด้วยช่วงล่างใหม่! โช้กอัพแบบ STIFF FLEX ขับขี่สบายคล่องตัวด้วยพวงมาลัยไฟฟ้า มั่นใจอุ่นใจในทุกเส้นทางด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ที่ทำงานผสานกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera และกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา พร้อมกล้องถอยหลังที่มีเส้นกะระยะ Dynamic Guideline

ดุดันสะกดทุกสายตากับดีไซน์สปอร์ตล้ำยุค ผ่านเส้นสาย EMBRACE LINE โดดเด่น  สง่างามด้วยกระจังหน้า BLACK DIAMOND GRILLE ประดับสัญลักษณ์ RS สอดรับกับไฟหน้าและไฟท้าย DYNAMIC BLADE ดุดันขั้นสุดด้วยกันชนหน้าสไตล์ FIGHTER JET พร้อม AIR CURTAIN ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ เสริมความเท่ด้วย FENDER GARNISH สีดำ และล้ออัลลอย RS DESIGN ขนาด 20 นิ้ว ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งสบายด้วยเบาะ COOLMAX โอบรับสรีระ โดดเด่นด้วยการตกแต่งสัญลักษณ์ RS สี LIME GREEN เติมเต็มความบันเทิงด้วยหน้าจอสัมผัส 9 นิ้ว รองรับ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto* พร้อมลำโพง 8 ตำแหน่งรอบทิศทาง

  • MU-X “THE NEXT PEAK” 2.2 Ddi MAXFORCE รุ่น RS สี Dolomite White Pearl

ยนตรกรรมอเนกประสงค์สปอร์ตพรีเมียม ยกระดับสู่จุดพีคใหม่ของชีวิต ขับสนุกเร้าใจยิ่งกว่าเคยด้วยขุมพลัง 2.2 Ddi MAXFORCE 163 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตัน-เมตร มอบอัตราเร่งยอดเยี่ยมและเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมโหมด Rev Tronic และระบบ Sequential Paddle Shift ที่พวงมาลัย เพิ่มความมั่นใจเหนือระดับด้วยช่วงล่างใหม่!   โช้กอัพแบบ STIFF FLEX ช่วยลดการสั่นสะเทือนและการโคลงของตัวรถ มอบความนุ่มนวลและหนึบแน่นทุกครั้งที่เข้าโค้ง พร้อมอุ่นใจในทุกการเดินทางด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ที่ทำงานร่วมกับกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera

สะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์สปอร์ตล้ำยุค ผ่านเส้นสาย DYNAMIC รอบคัน โดดเด่น สง่างามด้วยกระจังหน้า BLACK DIAMOND GRILLE ประดับสัญลักษณ์ RS สอดรับกับไฟหน้าและไฟท้ายแบบ DYNAMIC BLADE และเส้นสายดีไซน์ EMBRACE LINE ดุดันขั้นสุดด้วยกันชนหน้าสไตล์ FIGHTER JET พร้อม AIR CURTAIN ที่ช่วยรีดอากาศและเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ เสริมลุคสปอร์ตเต็มพิกัดด้วย FENDER GARNISH สีดำ SIDE GARNISH สัญลักษณ์ RS และล้ออัลลอย RS DESIGN ขนาดใหญ่ 20 นิ้ว ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งสบายโอบรับสรีระด้วยเบาะ COOLMAX ที่ช่วยลดการสะสมความร้อน โดดเด่นไม่ซ้ำใครด้วยการตกแต่งสัญลักษณ์ RS สี LIME GREEN สุดเอ็กซ์คลูซีฟ

  • MU-X “THE NEXT PEAK” 4WD 2.2 Ddi MAXFORCE รุ่น ULTIMATE สี Bavarian Black Mica

ยนตรกรรมอเนกประสงค์ดีไซน์หรูล้ำหน้า สู่จุดพีคสุดของความสำเร็จ ครั้งแรกของเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE ในระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ กำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตัน-เมตร ตอบสนองฉับไวด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด REV TRONIC พร้อม Sequential Paddle Shift ขับขี่คล่องตัวด้วยพวงมาลัยไฟฟ้า EPS มั่นใจทุกการเข้าโค้งด้วยช่วงล่างหลังแบบ 5-Link Suspension เอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ผสานโช้กอัพใหม่! STIFF FLEX ที่ช่วยลดการสั่นสะเทือน อุ่นใจขั้นสุดด้วยระบบความปลอดภัย ADAS แบบจัดเต็มครอบคลุมทุกการขับขี่ และกล้อง 360° Surround View Camera ให้ภาพคมชัดแบบ 3D พร้อมมุมมองใต้ท้องรถ

สะกดทุกสายตากับดีไซน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ หรูหราด้วยกระจังหน้า DYNAMIC GRILLE วัสดุสีดำ TITANIUM CARBIDE สอดรับกับล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ดีไซน์ DYNAMIC TURBINE สี MAGNETITE ยกระดับความภูมิฐานภายในห้องโดยสารขั้นสุดด้วยโทน สี TRUFFLE BROWN – BLACK เบาะนั่ง 7 ที่นั่งโอบรับสรีระ โดยเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เติมเต็ม Seamless Life ด้วยหน้าจอ Infotainment 9 นิ้ว รองรับ Wireless Android Auto และ Apple CarPlay* พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วย Smart Tailgate ฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้าพร้อม Step Sensor และระบบ Jam Protection

  • MU-X “THE NEXT PEAK” 2.2 Ddi MAXFORCE รุ่น ELEGANT สี Dolomite White Pearl

ยนตรกรรมอเนกประสงค์ดีไซน์สปอร์ตหรู ขับเคลื่อนความเหนือระดับด้วยขุมพลัง 2.2 Ddi MAXFORCE 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังราบรื่นผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Rev Tronic พร้อมเพิ่มความสนุกในการขับขี่ด้วยระบบ Sequential Paddle Shift ที่พวงมาลัย มอบความนุ่มนวลและมั่นใจทุกจังหวะเข้าโค้งด้วยช่วงล่างใหม่! โช้กอัพ แบบ STIFF FLEX ที่ช่วยลดการสั่นสะเทือนและการโคลงของตัวรถ พร้อมยกระดับความปลอดภัยไปอีกขั้นด้วย ใหม่! ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ที่ทำงานผสานกับกล้องหน้าคู่ เรดาร์ 2 จุด และเซนเซอร์ 8 จุดรอบคัน

สะท้อนความโอ่อ่าหรูหราในทุกมิติ โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกกับกระจังหน้าสีเทาดำสลับ Titanium Carbide รับกับกันชนหน้าสีทูโทน และส่องสว่างโฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้า Bi-Beam LED Projector ดีไซน์ Dynamic Blade ลงตัวกับล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พรีเมียมทุกการสัมผัสด้วยคอนโซลและแผงประตูที่ตกแต่งด้วย Titanium Gray Metallic ตัดสลับ Piano Black นั่งสบายเหนือระดับด้วยเบาะหนังสังเคราะห์เทคโนโลยี COOLMAX ในโทนสีสุดเอ็กซ์คลูซีฟ TRUFFLE BROWN

 

รถอีซูซุตกแต่งพิเศษ หลากหลายสไตล์ รวม 5 คัน ได้แก่

  • Isuzu Challenge Thailand 2026 Racing Car (Isuzu D-Max Spacecab 2.2 Ddi MAXFORCE)

สุดยอดรถแข่งต้นแบบที่ต่อยอด DNA ด้านมอเตอร์สปอร์ตของแบรนด์ ISUZU ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ทั้งสมรรถนะและภาพลักษณ์ที่ยกระดับไปอีกขั้น โดยพัฒนาขึ้นเพื่อสู้ศึกรายการ “ISUZU CHALLENGE THAILAND 2026” โดยเฉพาะ สร้างสรรค์บนพื้นฐานรุ่น Isuzu D-Max Spacecab ยกระดับความเร้าใจด้วยการปรับจูนขุมพลัง 2.2 Ddi MAXFORCE ให้กำลังสูงสุด 285 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 507 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านชุดคลัตช์ BK Racing และเฟืองท้ายหลังแบบ Limited Slip ทรงตัวเข้าโค้งเฉียบคมด้วยชุดช่วงล่าง Penske แบบ 2 Way พร้อมชุดแหนบพิเศษ สยบทุกความแรงด้วยระบบเบรก Neotech EVO-R เบรกหน้าขนาด 6 พอร์ต จานเบรก 360 มม. และเบรกหลัง 4 พอร์ต พร้อมผ้าเบรก Ferodo เกาะถนนมั่นใจด้วยล้อฟอร์จขนาด 18 นิ้ว (ล้อหลังติดตั้งแผ่น Aerodisc) รัดด้วยยาง Toyo Tires รุ่น Proxes Sport 2 ขนาด 275/40 R18 ซึ่งเป็นยาง Isuzu Challenge Official Tires

ออกแบบตัวถังรถยนต์เน้นหลักอากาศพลศาสตร์สไตล์รถแข่ง GTด้วยชุดแอโรพาร์ทจาก Tera Engineering รอบคัน โดดเด่นด้วย Front Wing และสปอยเลอร์หลังแบบปรับระดับได้ พร้อมฝาครอบกระบะท้ายดีไซน์พิเศษด้วยครีบรีดอากาศ โป่งล้อ สเกิร์ตข้าง และ Diffuser หลัง หูลากจูงด้านหน้า-หลัง ภายในห้องโดยสารสปอร์ตเต็มพิกัดด้วย Roll-cage ตามหลัก FIA เบาะรถแข่ง เข็มขัดนิรภัย Racing Harness ตาข่ายดักกระจก ระบบถังดับเพลิงอัตโนมัติ พวงมาลัย Zestek ดีไซน์เฉพาะ ล้ำหน้าสุดด้วยระบบ Telemetry (Isuzu Challenge Technology) สำหรับการจัดเก็บข้อมูลการขับขี่ที่แสดงข้อมูลเครื่องยนต์และสถานะตัวนักแข่งแบบ Real time ซึ่งเป็นครั้งแรกของวงการที่นำระบบนี้มาใช้กับการแข่งแบบ One Make Race

ตารางการแข่งขันของ ISUZU CHALLENGE THAILAND 2026 ในรายการ PT MAXNITRON RACING SERIES ฤดูกาล 2026 มีดังนี้

Event 1 (Race 1-3) : วันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2026 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์

Event 2 (Race 4-5) : วันที่ 14 – 16 สิงหาคม 2026 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์

Event 3 (Race 6-7) : วันที่ 14 – 18 ตุลาคม 2026 ณ สนาม พีที สงขลา กรังด์ปรีซ์ จังหวัดสงขลา

  • NEW! ISUZU V-Cross 2.2 Ddi MAXFORCE 4 ประตู เกรด Z เกียร์อัตโนมัติ สี INISHMORE GRAY OPAQUE มาพร้อมชุดแต่ง WILD

สิ้นสุดการรอคอยกับการเผยโฉมคันจริงให้แฟน ๆ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก! สปอร์ตออฟโรดที่ต่อยอด DNA ความแกร่งจาก NEW! ISUZU V-CROSS 4×4 “THE ONE & ONLY” เปิดมิติใหม่ด้วยขุมพลังดีเซลเจเนอเรชันล่าสุด 2.2 Ddi MAXFORCE ที่เปิดตัวล่าสุด   ไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด REV TRONIC ตอบสนองฉับไว   ขับสนุก และประหยัดน้ำมัน โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ดุดัน กระจังหน้า Multi-layer และสีใหม่เทา Inishmore Gray Opaque ภายในยกระดับความสบายแบบ FIRST CLASS ด้วยเบาะ COOLMAX สีดำ พร้อมระบบความบันเทิงเต็มรูปแบบ มั่นใจทุกการผจญภัยด้วยระบบ Professional 4×4 พร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายไฟฟ้า E-Diff Lock และ Rough Terrain Mode ลุยน้ำลึกได้ถึง 800 มม. เสริมความดุดันด้วยล้อ LENSO ARGO ขนาด 18 นิ้ว และยาง TOYO OPEN COUNTRY R/T ตอกย้ำความโดดเด่นขั้นสุดด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ SPORT OFF-ROAD จาก WILD เติมเต็มลุคแข็งแกร่งพร้อมลุยทุกเส้นทาง รวม 9 ชิ้น ประกอบด้วย ชุดสเกิร์ตกันชนหน้า สเกิร์ตข้าง คิ้วซุ้มล้อ และชุดตกแต่งกันชนท้าย ในราคาจำหน่ายแนะนำ 32,500 บาท/ชุด (ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2569)

  • MU-X Top Secret SPL

รถอเนกประสงค์สายสปอร์ตที่นำ MU-X “THE NEXT PEAK” 2.2 Ddi MAXFORCE    รุ่น RS สี Dolomite White Pearl มาตกแต่งยกระดับความพรีเมียมสปอร์ตขั้นสุดในสไตล์     Top Secret ครั้งแรกของโลกกับการเผยโฉมโปรเจกต์ “TOP Secret The First PPV” ที่มีแรงบันดาลใจจากรถเจ็นแรกของ Top Secret ก่อนจะเป็นร่างทองดึงดูดทุกสายตาด้วยชุดแต่งคาร์บอนสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากโปรเจกต์ Monza Gold จัดเต็มรอบคันตั้งแต่ฝากระโปรงหน้า ลิ้นหน้า ครอบกระจกมองข้าง ฝาท้าย ไปจนถึงสปอยเลอร์หลัง จัดทรงสปอร์ตให้รับกับซุ้มล้ออย่างลงตัวด้วยโช้กอัพจาก Profender และอัปเกรดความหนึบด้วยเหล็กกันโคลง โดดเด่น ด้วยล้อและยางสีทอง พร้อมสมรรถนะความแรงทะลุพิกัด 230 แรงม้า ทวีความเร้าใจด้วยชุดท่อไอเสียจาก HKS และอัปเกรดความสปอร์ตภายในห้องโดยสารแบบจัดเต็ม

  • MU-X HOT ROD LIMITED EDITION

รถยนต์นั่งอเนกประสงค์สไตล์พรีเมียมสปอร์ตเรซซิ่งที่นำรถ MU-X “THE NEXT PEAK” 2.2 Ddi MAXFORCE รุ่น Active สี Dolomite White Pearl ที่ร่วมมือกับ Bangkok Hot Rod Custom Show ผู้จัดงานประกวด Custom Car ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มาพลิกโฉมสะกดทุกสายตาด้วยชุดแต่งพิเศษคอนเซปต์ “Premium Tough” ที่ผสมผสานความสปอร์ตดุดันและความพรีเมียมไว้อย่างลงตัว พร้อมสร้างความเอ็กซ์คลูซีฟเหนือระดับด้วยการผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น

สำหรับผู้ที่สนใจชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ MU-X HOT ROD LIMITED EDITION สำหรับมิว-เอ็กซ์ รุ่น Active ราคาขายเริ่มต้น 30,000 บาท/ชุด เมื่อซื้อพร้อมรถ ราคาไม่รวมล้อแม็กซ์และยาง

MU-X HOT ROD LIMITED EDITION โดดเด่นโดนใจสายสปอร์ตด้วยชุดบอดี้พาร์ท 19 ชิ้น รอบคันที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ จัดเต็มตั้งแต่ชุดกันชนหน้า ดีไซน์รับกับคิ้วซุ้มล้อหน้าและคิ้วซุ้มล้อหลัง สอดรับกับชุดตกแต่งด้านข้าง และกันชนท้ายได้อย่างสมบูรณ์แบบ เสริมความโฉบเฉี่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครด้วยชุดสติกเกอร์ตกแต่งลวดลายด้านข้าง ทรงสปอร์ต ที่ดึงจิตวิญญาณแห่งความเร้าใจสไตล์ HOT ROD ออกมาได้อย่างเต็มพิกัด

ปิดท้ายด้วย ล้อ MX-FIDEL จาก Lenso ดุดันสไตล์ออสเตรเลียน เอาท์แบ็ค (Outback) แข็งแกร่งด้วยดีไซน์ วงแหวน 2 ชั้น มาพร้อมยาง Lenso RT07 265/65R17 ยางรถยนต์ที่นุ่ม เงียบ เอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยลาย ‘คาโม่’ ที่ให้ความรู้สึกดุดันรองรับได้กับทุกเส้นทางทั้งการขับขี่ออนโรด และออฟโรด

  • ISUZU V-CROSS HAMER

ปิกอัพออฟโรดสายลุยที่นำรุ่น V-Cross 3.0 Ddi MAXFORCE 4 ประตู เกรด M เกียร์อัตโนมัติ สี Inishmore Gray Opaque มาพลิกโฉมดุดันภายใต้คอนเซปต์ “Premium Tough” จัดเต็มความแข็งแกร่งรอบคันด้วยชุดแต่งจาก HAMER เริ่มตั้งแต่กันชนหน้า Atlas Series Bull Bar กันชนท้าย Nova Series Rear Bar และบันไดข้าง Conquest Rock Slider ปกป้องขีดสุดในทุกเส้นทางด้วยแผ่นกันกระแทกใต้เครื่องยนต์ Bash Plate ส่องสว่างคมชัดทุกการผจญภัยด้วยไฟสปอตไลต์ด้านหน้า LED Luminos 7 นิ้ว และไฟบนหลังคา LED Ruby ยกระดับอรรถประโยชน์สำหรับการเดินทางให้สมบูรณ์แบบ ด้วยแร็คหลังคา Flat Rack ชุดแร็คกระบะท้าย Titan Bed Rack พร้อมตัวแบ่งสัมภาระ Cargo Divider กล่องอเนกประสงค์ Adventure Box และแผ่นรองพื้นกระบะ H-Mat อัปเกรดสมรรถนะการลุยให้หนึบกระชับ    ด้วยชุดช่วงล่าง HAMER H4X Twin Tube แมตช์ความดุดันขั้นสุดด้วยล้ออัลลอย BLACK RHINO รุ่น RIVAL ขนาด 17 นิ้ว สี Matte Gunmetal สลับขอบดำ Matte Black

 

อีซูซุยังได้มอบแคมเพจ์นพิเศษและกิจกรรมสำหรับลูกค้า ดังนี้

  • แคมเพจ์นแห่งปี “MAXFORCE MAX DEAL ลุ้นรับบัตรน้ำมันทุกสัปดาห์” มอบสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่สำหรับลูกค้าที่ซื้อและรับรถปิกอัพอีซูซุดีแมคซ์ หรือรถอเนกประสงค์มิว-เอ็กซ์ทุกรุ่น ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม – 30 เมษายน 2569 จับแจกบัตรเติมน้ำมัน PT ทุกสัปดาห์ รวมทั้งสิ้น 459 รางวัล มูลค่ารวม 5,400,000 บาท ได้แก่ บัตรเติมน้ำมัน PT มูลค่า 100,000 บาท จำนวน 9 รางวัล และ มูลค่า 10,000 บาท จำนวน 450 รางวัล เพื่อส่งมอบความคุ้มค่าสูงสุดให้กับลูกค้าอีซูซุทั่วประเทศ
  • “ISUZU my-MEMBER my-Bonus ความสุขส่งต่อได้” แคมเพจ์นพิเศษสำหรับลูกค้าเก่าของอีซูซุที่ลงทะเบียนในช่องทางที่กำหนด รับทันทีคูปองส่วนลดลูกค้า ISUZU my-MEMBER ตามระดับสมาชิกของลูกค้าเก่าสูงสุด 30,000 บาท สำหรับซื้อรถปิกอัพอีซูซุดีแมคซ์และ สูงสุด 50,000 บาท สำหรับซื้อรถยนต์นั่งอเนกประสงค์มิว-เอ็กซ์ และ รับส่วนลด my-Bonus สูงสุด 5,000 บาท สำหรับซื้อรถปิกอัพอีซูซุดีแมคซ์ และรถอเนกประสงค์ มิว-เอ็กซ์เฉพาะรุ่นที่กำหนด ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 – 30 เมษายน 2569
  • 28 มีนาคม 2569 พบกับผองเพื่อนมาสคอตจาก GMMTV ของ ยูจัง (YUU CHAN) ทั้งโพก้าซัง (POLCASAN) และจัมโม่ (JUMMO) ที่จะมามอบความน่ารักสดใสให้กับบูธอีซูซุ
  • 29 มีนาคม 2569 พบกับคุณเบียร์ ใบหยก ที่จะมาแนะนำรถ MU-X Top Secret คันใหม่ล่าสุด พร้อมพูดคุยและแจกลายเซ็นต์
  • โซนกิจกรรม 4×4 Experience สัมผัสประสบการณ์ออฟโรดรูปแบบใหม่ ร่วมสนุกกับ เกม V-Cross GO! สวมบทบาทขับรถ ISUZU V-Cross 3.0 และ 2.2 Ddi MAXFORCE ขึ้นเขาจำลองสถานการณ์จริง พร้อมรับของที่ระลึก ยูจัง (YUU CHAN) สุดพิเศษ โดยในวันที่ 25 มีนาคม 2569 พบกับ นักแคสเกมชื่อดัง อาทิ Deklaaon Channel pangchom.tv IceBarBer Chicken V ที่จะมาท้าดวลประลองความเร็วในสนามจำลองที่บูธอีซูซุ
  • กิจกรรมสุดเก๋ ที่จะเปลี่ยนใบหน้าและท่าทางของคุณผ่าน AI Camera ให้เป็นวิดีโอสุดสนุกผ่านธีมต่าง ๆ มากมาย
  • พิเศษ! กิจกรรม Workshop แก้วน้ำ DIY สำหรับลูกค้าจองรถภายในงาน

พิเศษ! ลูกค้า ISUZU my-MEMBER สามารถรับของที่ระลึกสุดพิเศษ กระเป๋าผ้า THE ONE & ONLY และ แผ่นหอม  ยูจัง (YUU CHAN) เพียงโชว์สถานะสมาชิกบนแอปพลิเคชัน      my-ISUZU

  • โซนของที่ระลึกภายในบูธ พบกับเสื้อดีไซน์ใหม่จาก TOP SECRET เสื้อโปโล Isuzu Challenge Thailand และ ของที่ระลึก ยูจัง (YUU CHAN) สุดพิเศษต่าง ๆ อีกมากมาย

เชิญสัมผัสและทดลองขับยนตรกรรมใหม่ล่าสุด! ISUZU D-MAX “THE ONE & ONLY” ISUZU V-CROSS 4×4 “THE ONE & ONLY” ISUZU X-SERIES “2 HOT…2 HANDLE” และรถอเนกประสงค์ MU-X “THE NEXT PEAK” ได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ณ บูธอีซูซุ อาคารชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ร่วมติดตามและอัปเดตข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ขยายการรับประกันคุณภาพรถ และระบบไฮบริด สูงสุด 7 ปี พร้อมส่งโปรแรง ดอกเบี้ย 0% ที่งานบางกอก อินเตอร์แนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ยกทัพยนตรกรรมล้ำสมัยครบทุกไลน์อัปบุกงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ชูไฮไลต์เอาใจลูกค้าสายไฮบริดด้วย “โปรแกรมขยายเวลาการรับประกัน (Extended Warranty Program) รูปแบบใหม่” ที่ยกระดับความคุ้มครองทั้งคุณภาพผลิตภัณฑ์ และระบบไฮบริด นานสูงสุด 7 ปี สำหรับลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบันที่เป็นเจ้าของรถยนต์ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี พร้อมส่งโปรแรง “ดอกเบี้ยพิเศษ 0%” ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี เพิ่มความคุ้มค่าและความอุ่นใจแบบจัดเต็ม 

มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ท่ามกลางกระแสความนิยมของรถยนต์ไฮบริดที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ความสำเร็จของรถยนต์ไฮบริดมิตซูบิชิสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อคุณภาพในผลิตภัณฑ์ของเรา ทั้งในด้านดีไซน์ สมรรถนะ และเทคโนโลยีความปลอดภัย ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ให้ตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการตอบแทนความไว้วางใจดังกล่าว เราขอมอบ ‘โปรแกรมขยายเวลาการรับประกัน (Extended Warranty Program) รูปแบบใหม่’ ที่ให้ความคุ้มครองคุณภาพผลิตภัณฑ์สูงสุด 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) พร้อมการรับประกันระบบไฮบริดสูงสุด 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง เพราะ ‘เรามั่นใจในคุณภาพ จึงกล้ารับประกันที่ยาวนานกว่า’ 

สิทธิประโยชน์นี้ครอบคลุมทั้งลูกค้าใหม่ที่เป็นเจ้าของ ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป และครอบคลุมถึงลูกค้าปัจจุบันที่เป็นเจ้าของรถยนต์ไฮบริดทั้งสามรุ่นตั้งแต่วันแรกของการเปิดตัวเช่นกัน เพื่อให้ลูกค้าสบายใจในทุกเส้นทาง ตามความตั้งใจของมิตซูบิชิมอเตอร์ส ในการส่งมอบยานยนต์ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ความทนทาน และความคุ้มค่า พร้อมดูแลลูกค้าในทุกช่วงเวลาของการใช้งาน ผ่านเครือข่ายศูนย์บริการกว่า 180 แห่งทั่วประเทศ ด้วยมาตรฐานการบริการหลังการขายด้วยความใส่ใจ จริงใจ และให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด ตามแบบฉบับจิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่น หรือ Omotenashi (おもてなし) ทั้งนี้ เราขอเชิญชวนลูกค้าทุกท่านร่วมสัมผัสยนตรกรรมมิตซูบิชิ พร้อมรับโปรแรง ดอกเบี้ย 0% ที่เราเตรียมไว้ต้อนรับทุกท่านที่บูธของเราภายในงานนี้”

บูธมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 นี้ มาในแนวคิด “SO INSPIRE. DRIVE EVERYWHERE” เพื่อนำเสนอประสบการณ์การขับขี่ที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ พร้อมสร้างความมั่นใจในทุกการเดินทาง ผ่านยนตรกรรมหลากหลายรุ่นที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง ตามแนวทางการดำเนินงานของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ยึดมั่นในปรัชญา “KOE” () การรับฟังเสียงของลูกค้า และ “KANDO” (感動) การสร้างความประทับใจในทุกด้านของผลิตภัณฑ์และงานบริการ

รถยนต์ไฮไลต์ภายในบูธ นำโดย ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี รถยนต์คอมแพกต์เอสยูวีฟูลไฮบริดรุ่นล่าสุดที่มียอดส่งมอบแล้วกว่า 10,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทย การันตีความคุ้มค่าและคุณภาพด้วยรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2568 จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) โดยรถยนต์รุ่นนี้มุ่งมอบประสบการณ์ “Xperience the Force” ที่ทั้งขับสนุก เร้าใจ และทรงพลัง ตอบโจทย์สไตล์คนเมือง ด้วย MITSUBISHI e:MOTION ที่ยกระดับการขับขี่ผ่านระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC) ผสานกับช่วงล่าง และระบบกันสะเทือนที่พัฒนาขึ้นใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพถนนในประเทศไทย จากการทดสอบจริงบนถนนทั่วประเทศ รวมระยะทางกว่า 100,000 กิโลเมตร เพื่อมอบความมั่นใจในทุกการเดินทางทั้งในเมืองและนอกเมือง

อีกหนึ่งไฮไลต์ภายในงาน ได้แก่ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ รถครอบครัวอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ที่ครองยอดขายเป็นอันดับ 1 ในเซกเมนต์อย่างต่อเนื่อง และยังคว้ารางวัลอันดับ 1 “รถใหม่คุณภาพสูง” จากผลการสำรวจความคิดเห็นด้านคุณภาพของผู้ซื้อรถยนต์ใหม่ในประเทศไทย ปี 2568 โดย เจ.ดี. พาวเวอร์ (J.D. Power 2025 Thailand Initial Quality StudySM (IQS)) สองสมัยติดต่อกัน โดยรถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้มาในสโลแกน “พื้นที่ใหญ่ ใส่ให้เต็มที่” ที่อัปลุคดีไซน์ให้สปอร์ตพรีเมียมขึ้น สะกดทุกสายตาด้วยกระจังหน้าใหม่ที่ทันสมัยและโฉบเฉี่ยวกว่าเดิม สอดรับกับไฟท้าย LED สี Smoke ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยโทนสีใหม่ ให้บรรยากาศเรียบหรู พร้อมวัสดุหุ้มเบาะแบบสะท้อนความร้อน (Heat Guard) และพื้นที่ห้องโดยสารขนาดใหญ่ ปรับพับเบาะได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งยังเพิ่มความอุ่นใจด้วยถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง และเทคโนโลยีความปลอดภัย Diamond Sense ครอบคลุม 360 องศา ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของครอบครัวยุคใหม่ที่พร้อมออกไปใช้ชีวิตและทำกิจกรรมร่วมกันอย่างไร้กังวล

นอกเหนือจากไลน์อัปไฮบริดแล้ว ภายในงานยังจัดแสดง มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท กระบะสายพันธุ์แกร่งที่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฮเปอร์ พาวเวอร์ เอ็กซ์ทู (Hyper Power X2) ให้พละกำลังสูงสุด 204 แรงม้า ถ่ายทอดความสปอร์ตพรีเมียมผ่านรูปลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร เหนือกว่าด้วยโครงสร้าง Mega Frame แชสซีส์ขนาดใหญ่แต่น้ำหนักเบา ให้ลุยได้ทุกเส้นทางและยึดเกาะถนนได้อย่างดีเยี่ยม ยิ่งไปกว่านั้น ยังมี มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต  ที่ให้ความคุ้มค่าในทุกมิติ พร้อมฟีเจอร์ที่ครบครันที่สุด ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.139 ล้านบาท

และอีกหนึ่งไฮไลต์ที่นำมาจัดแสดงภายในงาน คือ รถแข่ง ไทรทัน แรลลี่คาร์ โฉมใหม่* พร้อมประกาศความพร้อม ในการส่ง ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ต นำโดย มร. ฮิโรชิ มาซูโอกะ ผู้อำนวยการทีม พร้อมด้วย บริษัท ทันท์ สปอร์ต (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับวิศวกรของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งรับหน้าที่พัฒนาและปรับแต่งรถแข่ง เพื่อลงสู้ศึกการแข่งขันรายการเอเชีย ครอส คันทรี แรลลี่ 2026 หรือ เอเอ็กซ์ซีอาร์ 2026 (AXCR 2026) ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อป้องกันตำแหน่งแชมป์อีกครั้ง หลังจากในปีที่ผ่านมา สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการคว้าแชมป์ทั้งในประเภทโอเวอร์ออล และประเภททีม มาครอง โดยสำหรับนักแข่งและผู้นำทาง ยังคงเป็น “ชยพล โยธา” และ “พีรพงษ์ สมบัติวงศ์” คู่หูชาวไทยเจ้าของแชมป์ AXCR ปี 2022 และ 2025 พร้อมด้วย 2 นักแข่งคู่หูจากประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ “คัตสึฮิโกะ ทากูชิ” และ “ทาคาฮิโระ ยาสุอิ” ผู้คว้าอันดับ 5 ในปี 2025 และ “คาสุโตะ โคอิเดะ” กับ “เออิจิ ชิบะ” ที่พร้อมทำหน้าที่สนับสนุนเพื่อนร่วมทีมเหมือนปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ยังได้ฉลองความสำเร็จด้วยการคว้า 5 รางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี 2569 (Car of The Year 2026) จากบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งตอกย้ำความเป็นเลิศของแบรนด์ในด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ สมรรถนะการขับขี่ และความพึงพอใจของลูกค้า โดยรถยนต์มิตซูบิชิที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ได้แก่

  • ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี: รางวัลรถไฮบริดเอสยูวี เครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,800 ซีซี ยอดเยี่ยม
  • มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี: รางวัลรถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก เครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,500 ซีซี ยอดเยี่ยม
  • มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท: รางวัลรถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์ต่ำกว่า 2,500 ซีซี ยอดเยี่ยม
  • มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชัน: รางวัลรถยนต์อเนกประสงค์ดัดแปลงขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์ต่ำกว่า 2,500 ซีซี ยอดเยี่ยม
  • มิตซูบิชิ แอททราจ: รางวัลรถยนต์อีโคคาร์ 4 ประตู ราคาคุ้มค่า ยอดเยี่ยม

พลาดไม่ได้ กับโปรแรง “ดอกเบี้ย 0%” ที่มาพร้อมกับข้อเสนอพิเศษสุดคุ้มอีกมากมาย ผู้ที่สนใจสามารถมาร่วมสัมผัสทัพรถยนต์คุณภาพจากมิตซูบิชิหลากหลายรุ่น ได้ที่บูธมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย (A11) ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 หรือที่โชว์รูมมิตซูบิชิทั่วประเทศ 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และนัดหมายทดลองขับรถยนต์มิตซูบิชิได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือมิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ โทร. 02-079-9500 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ที่ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

*รถแข่ง ไทรทัน แรลลี่คาร์ โฉมใหม่ จะถูกจัดแสดงที่บูธมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เฉพาะในวันแถลงข่าวเท่านั้น 

 

โปรโมชันรถยนต์มิตซูบิชิ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 

รุ่นรถยนต์ โปรโมชัน
ออล-นิว เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ·      เลือกรับ ข้อเสนอดอกเบี้ย 0%(1)

·      รับฟรี ประกันคุณภาพรถ นาน 7 ปี  หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

พร้อมค่าแรงเช็กระยะ นาน 5 ปี(2)

·      รับฟรี ประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

และ ประกันแบตเตอรี่ขับเคลื่อนไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง(2)

·      เลือกรับ แพ็กเกจบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) (1)

พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี(1)

·      เลือกรับ บัตรเติมน้ำมัน มูลค่า 10,000 บาท (ทุกรุ่น) (1)

·      รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี(1)

·      ครอบครัวมิตซูบิชิ รับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่าน M-Drive(1)

เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี

และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส

เอชอีวี ใหม่

·      เลือกรับ ข้อเสนอดอกเบี้ย 0%(1)

·      รับฟรี ประกันคุณภาพรถ นาน 7 ปี  หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

พร้อมค่าแรงเช็กระยะ นาน 5 ปี(2)

·      รับฟรี ประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

และ ประกันแบตเตอรี่ขับเคลื่อนไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง(2)

·      เลือกรับ แพ็กเกจบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) (1)

พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี(1)

·      รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี(1)

·      ครอบครัวมิตซูบิชิ รับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่าน M-Drive(1)

ปาเจโร สปอร์ต จีที ใหม่ ·      ราคาเพียง 1,139,000 บาท(1)

·      รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี(1)

·      รับฟรี ประกันคุณภาพ นาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

พร้อมค่าแรงเช็กระยะ นาน 5 ปี(1)

แอททราจ และ มิราจ ·      เลือกรับ ข้อเสนอดอกเบี้ย 0%(1)

·      รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี(1)

·      รับฟรี ประกันคุณภาพ นาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

พร้อมค่าแรงเช็กระยะ นาน 5 ปี(1)

·      เลือกรับ แพ็กเกจบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี(1)

·      ครอบครัวมิตซูบิชิ รับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่าน M-Drive(1)

ไทรทัน ดับเบิ้ล แค็บ ยกสูง ·      เลือกรับ ข้อเสนอดอกเบี้ย 0%(1)

·      รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี(1)

·      รับฟรี ประกันคุณภาพ นาน 5 ปี  หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

พร้อมค่าแรงเช็กระยะ นาน 5 ปี(1)

·      เลือกรับ แพ็กเกจบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี(1)

·      เลือกรับ บัตรเติมน้ำมัน มูลค่า 5,000 บาท สำหรับมิตซูบิชิ ไทรทัน ดับเบิ้ล แค็บ ยกสูง ทุกรุ่น(1)

·      ครอบครัวมิตซูบิชิ รับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่าน M-Drive(1)

ไทรทัน เมกะ แค็บ ตัวเตี้ย ·      ราคาเพียง 649,000 บาท(1)

·      รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี(1)

·      รับฟรี ประกันคุณภาพ นาน 5 ปี  หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

พร้อมค่าแรงเช็กระยะ นาน 5 ปี(1)

·      ครอบครัวมิตซูบิชิ รับส่วนลดเพิ่ม 10,000 บาท ผ่าน M-Drive(1)

 

  • เงื่อนไขและรายละเอียดเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด หลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

เงื่อนไขการรับสิทธิ์ขยายเวลาการรับประกันคุณภาพ รวมสูงสุดเป็น 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
และการรับประกันระบบไฮบริดรวมสูงสุด 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง ทั้งนี้ ลูกค้าต้องนำรถยนต์เข้ารับบริการบำรุงรักษาตามระยะที่กำหนด และเป็นไปตามเงื่อนไขในสมุดรับบริการและคู่มือการใช้รถ รวมถึงเป็นไปตามเงื่อนไขการรับประกันของบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น

เอ็มจี เผยอีวี 2 รุ่น NEW MG MAXUS 9 รุ่น V+ และ NEW MG4 MY2026 พร้อมให้ข้อเสนอพิเศษทุกรุ่น ในงาน MOTOR SHOW 2026

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 2 รุ่นใหม่ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ใช้รถไฟฟ้าได้มากยิ่งขึ้น กับ e-MPV ขนาด 7 ที่นั่ง NEW MG MAXUS 9 รุ่น V+ ที่เพิ่มความสะดวกสบายของห้องโดยสารในอีกระดับ และอีกรุ่นกับ NEW MG4 MY2026 ที่ผ่านการอัปเกรดในทุกมิติทั้งดีไซน์ภายนอก เพิ่มลุคสปอร์ตด้วยสีเขียวเฉดใหม่ ทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร สัมผัสได้ถึงความสะดวกสบาย และสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังมากขึ้นถึง 245 แรงม้า แรงบิดสูงสุดถึง 350 นิวตัน-เมตร รวมถึงระยะการขับขี่ที่ไกลขึ้นถึง 540 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC นอกจากนี้ยังมียนตรกรรมของ เอ็มจี หลากหลายขุมพลังขับเคลื่อนที่มาพร้อมข้อเสนอพิเศษมาให้ลูกค้าได้สัมผัส และทดลองขับในงาน MOTOR SHOW 2026 ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 – 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี   

สำหรับ NEW MG MAXUS 9 รุ่น V+ ได้รับการอัปเกรดอุปกรณ์เพิ่มสุนทรียภาพ และความสะดวกสบายให้รองรับการใช้งานของกลุ่มนักธุรกิจ รวมถึงกลุ่มครอบครัวยุคใหม่ บนแนวคิด THE MAX OF US สุขเต็มแม็กซ์ไปด้วยกัน” ตอบรับกับความต้องการรถ e-MPV ที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยี โดยยังคงดีไซน์ภายนอกที่เรียบหรู และเพิ่มเติมความสุนทรีย์ภายห้องโดยสารด้วยหน้าจอ DUAL TOUCHSCREEN ขนาด 12.3 นิ้ว จำนวน 2 จอเชื่อมต่อกัน ซึ่งใหญ่ที่สุดในคลาส ซึ่งมีความคมชัดระดับ HD และลำโพง JBL จำนวน 12 ตัว มาพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 10.25 นิ้ว ผู้โดยสารสัมผัสได้ถึงความโปร่ง โล่ง ด้วยหลังคา SUNROOF สำหรับผู้โดยสารตอนหน้า และ PANORAMIC SUNROOF สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง สะดวกสบายด้วยเบาะนั่งแถวที่สองแบบ VIP SEAT ที่มาพร้อมระบบนวด ระบบปรับอุณหภูมิ และอุปกรณ์ม่านกันแดดเพื่อให้เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย  เพิ่มความสามารถในการสั่งการฟังก์ชันต่าง ๆ ผ่านระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART อาทิ ควบคุมการเปิด-ปิดระบบปรับอากาศ และการล็อก หรือปลดล็อกรถจากระยะไกล โดย NEW MG MAXUS 9 รุ่น V+ มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ ดังนี้

  • รุ่น V+ ราคาพิเศษ 1,799,900 บาท จากราคาปกติ 1,849,900 บาท
  • รุ่น V+ ราคาพิเศษสีทูโทน 1,819,900 บาท จากราคาปกติ 1,869,900 บาท
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. 2 ปี
  • รับประกันคุณภาพตัวรถ 5 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ฟรี MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด พร้อมค่าติดตั้ง
  • รับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน
  • ฟรี ชุดพรมปูพื้น

*ราคาดังกล่าวเป็นราคาคาดการณ์เท่านั้น

อีกรุ่นกับ NEW MG4 ELECTRIC โกลบอลโมเดลของ เอ็มจี ที่ได้รับความนิยมในตลาดทั่วโลก ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 300,000 คัน และประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นใน สหราชอาณาจักร ขณะที่ในประเทศไทยมียอดขายสะสมมากกว่า 30,000 คัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้เป็นอย่างดี จากความสำเร็จดังกล่าว เอ็มจี จึงต่อยอดด้วยการเปิดตัว NEW MG4 MY2026 ที่ยังคงคุณสมบัติการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลัง และมาพร้อมนวัตกรรม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM เฉกเช่นเดิม โดยได้รับการยกระดับในทุกมิติ ทั้งสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังยิ่งขึ้นในรุ่น X LONG RANGE ด้วย มอเตอร์ไฟฟ้าที่ได้รับการอัปเกรดให้มีพละกำลังสูงสุดถึง 245 แรงม้า แรงบิดสูงสุดถึง 350 นิวตัน-เมตร ผนวกกับแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงขนาด 62.2 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ระยะทางวิ่งที่เพิ่มขึ้นถึง 540 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง รองรับการชาร์จเร็วสูงสุด 140 กิโลวัตต์ ดีไซน์ภายนอกยังคงความสปอร์ตไว้ในทุกมุมมอง เพิ่มความโดดเด่นด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ที่มาพร้อมคาลิเปอร์เบรกสีส้ม และตัวถังสีเขียวเฉดใหม่ IRIS CYAN ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดเพื่อตอบโจทย์การใช้งาน และเพิ่มความสะดวกสบายให้ทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสารมากยิ่งขึ้น อาทิ เบาะดีไซน์ใหม่ที่นั่งสบาย และโอบกระชับมากขึ้น มาพร้อมระบบปรับไฟฟ้า และระบบ COOLING SEAT หน้าจอ INFOTAINMENT ขนาด 12.8 นิ้ว มาพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลขับขี่ขนาดใหญ่ขึ้นขนาด 10.25 นิ้ว ที่นั่งผู้โดยสารตอนหลังปรับเพิ่ม ช่องแอร์ ที่วางแขนพร้อมที่วางแก้ว โดยมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น D (STANDARD RANGE) และรุ่น X LONG RANGE พร้อมข้อเสนอพิเศษ ดังนี้

  • ราคาพิเศษ 579,900 บาท จากราคาปกติ 669,900 บาท ในรุ่น D (STANDARD RANGE)
  • ราคาพิเศษ 699,900 บาท จากราคาปกติ 749,900 บาท ในรุ่น X LONG RANGE
  • รับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน
  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี
  • ฟรี MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด พร้อมค่าติดตั้ง
  • ฟรี ชุดพรมปูพื้น

*ราคาดังกล่าวเป็นราคาคาดการณ์เท่านั้น

มร. ซู๋ว์ หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นอกจากการปรับอุปกรณ์ให้รถรุ่นปัจจุบันมีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นแล้ว เอ็มจี ยังคงตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าในระยะยาว โดยรถทั้ง 2 โมเดลใหม่นี้ยังมาพร้อม EV LIFETIME WARRANTY การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ผสานเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ให้ชีวิตสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น พร้อมมอบความมั่นใจในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในระยะยาว สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสและทดลองขับ NEW MG MAXUS 9 รุ่น V+ และ NEW MG4 MY2026 พร้อมยนตรกรรม เอ็มจี รุ่นอื่น ๆ และรับข้อเสนอพิเศษ ได้ที่บูธ เอ็มจี หมายเลข A08 ภายในงาน MOTOR SHOW 2026 อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2569 ถึง 5 เมษายน 2569 หรือ โชว์รูม เอ็มจี ทั้ง 125 แห่ง ทั่วประเทศ และเตรียมพบกับ MG IM5 ที่มาพร้อมบทบาทการเป็น The 1st Premium Intelligent e-Sedan ในวันที่ 24 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 14.20 น. เป็นต้นไป”

บีวายดี ประเทศไทย จับมือ เรเว่ ออโตโมทีฟ เปิดตัวรถยนต์ใหม่ถึง 4 รุ่นพร้อมกัน ภายใต้แบรนด์ BYD ในงาน Motor Show 2026

0

บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ ออโตโมทีฟ ประกาศศักยภาพความยิ่งใหญ่ในงาน Motor Show 2026 ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมระดับโลกด้วยการเปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่รุ่นล่าสุดพร้อมกันถึง 4 รุ่น ภายใต้แบรนด์ BYD เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยความร่วมมือกับ เรเว่ ออโตโมทีฟ ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายอย่างเป็นทางการ ยนตรกรรมที่เปิดตัวในครั้งนี้เป็นรถยนต์ ที่พร้อมออกจำหน่ายจริงเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ ด้วยนวัตกรรมล่าสุดและอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน มุ่งมอบประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย นอกจากนี้ ภายในพื้นที่จัดแสดงของ BYD และ DENZA ทุกท่านจะได้สัมผัสกับทัพยนตรกรรมพลังงานใหม่รุ่นล่าสุดอย่างใกล้ชิด รวมทั้งสิ้นกว่า 40 คัน ที่ยกขบวนมาจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของ บีวายดี ประเทศไทย และ เรเว่ ออโตโมทีฟ ในการส่งมอบตัวเลือกที่หลากหลายและครอบคลุมทุกความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย

นายเค่อ ยูบิน ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บีวายดี ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะนำเสนอนวัตกรรมล้ำสมัยที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน การเปิดตัวทัพรถยนต์พลังงานใหม่พร้อมกันถึง 4 รุ่นในงาน Motor Show 2026 ครั้งนี้ คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่และบทพิสูจน์ถึงความพร้อมด้านเทคโนโลยีระดับโลกของเรา ไม่ว่าจะเป็น Blade Battery ตลอดจนเทคโนโลยี DM-i SUPER PHEV ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากล เรามีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในศักยภาพของตลาดประเทศไทย และพร้อมที่จะเติบโตเคียงข้างผู้บริโภคชาวไทยผ่านการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูงสุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นที่ยั่งยืนในระยะยาว”

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “เรเว่ ภาคภูมิใจที่จะประกาศว่า เราคือบริษัทยานยนต์รายแรกของประเทศไทย ที่เปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่พร้อมกันถึง 4 รุ่น ภายใต้แบรนด์ BYD โดยแต่ละรุ่นมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ รวมถึงประเภทตัวถังที่แตกต่างกัน ครอบคลุมทั้ง Hatchback, SUV และ Sedan ทั้งยังมีให้เลือกทั้งขุมพลัง EV และ PHEV พร้อมเสริมความแกร่งให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ BYD และ DENZA เรามั่นใจว่าไม่ว่าท่านจะมองหารถยนต์แบบใดอยู่ จะมีคำตอบที่ใช่ซึ่งพร้อมตอบทุกความต้องการอันหลากหลายของท่าน อยู่ที่บูธของ เรเว่

นางสาวประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “เหตุผลที่ เรเว่ เปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่พร้อมกันถึง 4 รุ่นภายใต้แบรนด์ BYD มิใช่เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกยานยนต์ใหม่ ให้กับผู้บริโภคชาวไทย แต่ยังเป็นอีกหนึ่งหนทางของการก้าวสู่ความยั่งยืน จากการลดการสร้างมลพิษและใช้เชื้อเพลิงน้อยลง ซึ่งเกิดจากประชากรรถยนต์ EV และ PHEV จาก BYD ที่มากขึ้นบนถนนไทย นอกจากนั้น ในงานยังมีทัพนวัตกรรมยานยนต์จาก BYD และ DENZA ซึ่งมากด้วยเทคโนโลยีและคุณภาพ การันตีด้วยรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยม Thailand Car of The Year 2026 ทั้ง 8 สาขา มาให้ทุกท่านสัมผัสอีกด้วย”

 

  • เปิดตัวครั้งแรกของไทย 4 รุ่นยานยนต์พลังงานใหม่จาก BYD

  • BYD ATTO 1 รถยนต์ไฟฟ้า Urban-Hatchback สำหรับทุกไลฟ์สไตล์ ขับขี่คล่องตัวด้วยรัศมีวงเลี้ยวแคบ 4.95 เมตร ขนาดกะทัดรัดแต่ห้องโดยสารกว้างขวาง จากระยะฐานล้อที่กว้างถึง 2,500 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฟฟ้า กำลังสูงสุด 55 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 135 นิวตัน-เมตร มาพร้อม BYD Blade Battery ขนาด 38.8 kWh ขับขี่ได้ไกลสุด 380 กิโลเมตร* ต่อการชาร์จ รองรับ DC Charging สูงสุด 40 kW มั่นใจในอีกระดับของความปลอดภัย กับโครงสร้างตัวถังที่ทำจากเหล็ก High Strength Steel ในสัดส่วน 61% และเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง

  • BYD ATTO 2 รถยนต์ไฟฟ้า Lifestyle SUV เพื่อการใช้งานในทุกวัน โดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์ Möbius Ring สื่อถึงนวัตกรรมที่ไม่มีที่สิ้นสุด พร้อมล้ออัลลอยที่ออกแบบ ตามหลักอากาศพลศาสตร์ขนาด 17 นิ้ว ห้องโดยสารมาพร้อมเรือนไมล์ LCD ขนาด 8.8 นิ้ว และ หน้าจอสัมผัสมัลติมีเดียขนาด 12.8 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฟฟ้า กำลังสูงสุด 130 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 290 นิวตัน-เมตร มาพร้อม BYD Blade Battery ขนาด 51.13 kWh ขับขี่ได้ไกลสุด 410 กิโลเมตร* ต่อการชาร์จ ปลอดภัยทุกเส้นทางด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือขับขี่ขั้นสูง อย่างระบบช่วยการเตือนชนด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง

  • BYD SEAL 6 รถยนต์ไฟฟ้า Comfort Premium Sedan ที่ผสานความสะดวกสบาย และสมรรถนะการขับขี่อย่างลงตัว เผยความโฉบเฉี่ยวผ่านดีไซน์ด้านหน้า Dragon Face และล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุที่คัดสรรเป็นพิเศษ มาพร้อมหลังคา Panoramic Sunroof และเบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า สมรรถนะเหนือชั้นกับขุมพลัง EV มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 160 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 330 นิวตัน-เมตร มาพร้อม BYD Blade Battery ขนาด 56.64 kWh ขับขี่ได้ไกลสุด 485 กิโลเมตร* ต่อการชาร์จ ลดความเหนื่อยล้าจากการขับด้วย นวัตกรรมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และกล้องมองภาพรอบคัน 360°

  • BYD SEALION 5 DM-i นิยามใหม่ของ SUV PHEV พร้อมเทคโนโลยี DM-i SUPER PHEV ที่คุ้มค่าเกินราคา ด้วยขุมพลัง PHEV ที่ตอบสนองในแบบฉบับของรถยนต์ไฟฟ้า ผสานการทำงานของเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงเต็มประสิทธิภาพ และมอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ทั้งระบบให้กำลังรวมสูงสุด 155 กิโลวัตต์ แรงบิดรวมสูงสุด 210 นิวตัน-เมตร ขับเคลื่อนล้อคู่หน้า ผนวกกับ BYD Blade Battery ขนาด 18.3 kWh ขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนได้เป็นระยะทางสูงสุด 110 กิโลเมตร* ต่อการชาร์จ รองรับ DC Charging สูงสุด 18 kW และ วิ่งไกลสูงสุดถึง 1,200 กม. ต่อการชาร์จและน้ำมันเต็มถัง* ห้องโดยสารพรีเมียมกว่ารถยนต์ในระดับเดียวกัน ด้วยดีไซน์และวัสดุคุณภาพสูง พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน ทั้งยังมั่นใจกว่าด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่รอบด้าน

 

  • สัมผัสยนตรกรรมแห่งอนาคตกับ SUV 2 รุ่นล่าสุดจาก DENZA
  • DENZA B3 รถยนต์ SUV ขนาดกลาง รูปทรง Boxy ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน และพร้อมผจญภัยในทุกสภาพเส้นทางในคันเดียวกัน ด้วยดีไซน์ล้ำอนาคตพร้อมที่เก็บสัมภาระรอบคัน ให้ภาพ
    ลักษณ์แข็งแกร่งและพรีเมียม พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง EV ทรงพลัง มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ขับเคลื่อนสี่ล้อ กำลังรวมสูงสุด 310 กิโลวัตต์ ผสานกับ BYD Blade Battery ขนาด 72 กิโลวัตต์ – ชั่วโมง ขับขี่ได้ไกลสุด 501 กิโลเมตร (CLTC) มั่นใจทุกเส้นทางกับระบบช่วงล่างอัจฉริยะ DiSus-C และ ยังมีเทคโนโลยี CTB ผสานแบตเตอรี่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของตัวถัง เพิ่มความแข็งแรง และเสถียรภาพในทุกการขับขี่

 

  • DENZA B8 รถยนต์ Off-Road D-SUV ที่ผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่แบบ Off-Road เข้ากับความหรูหรา พร้อมนำแนวคิด ‘กุญแจแห่งการเปิดประตูเข้าสู่โลกแห่งอนาคต’ มาใช้ในการออกแบบทั้งภายนอกและภายใน พร้อมขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง PHEV แบบ DMO (Dual Mode Off-road) ที่ผสานการทำงานของเครื่องยนต์ ขนาด 2.0T ลิตร เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ขับเคลื่อนสี่ล้อ กำลังรวมกัน 550 กิโลวัตต์ โครงสร้างเป็นแบบ CTC หรือ Cell to Chassis ติดตั้งแบตเตอรี่ไว้ภายในโครงสร้าง Chassis Frame เพิ่มการปกป้องให้แบตเตอรี่ และแกร่งกว่ารถยนต์ที่มีพื้นฐานแบบ Body on Chassis ทั่วไป

 

  • ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยทัพรถยนต์ BYD และ DENZA ดีกรีรางวัล Thailand Car of the Year 2026 ครบทั้ง 8 รุ่น

  • BYD DOLPHIN การันตีคุณภาพด้วยรางวัล THE MOST POPULAR HATCHBACK EV ยนตรกรรมแฮตช์แบ็กไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างลงตัว โดดเด่นในรุ่น Extended ด้วยหลังคากระจกพาโนรามิกและระยะทางวิ่งสูงสุด 490 กิโลเมตร* ขณะที่รุ่นเริ่มต้นมอบความคุ้มค่าด้วยหน้าจอสัมผัสปรับหมุนไฟฟ้า 12.8 นิ้ว และระบบความปลอดภัยครบครัน โดย BYD DOLPHIN มีราคาเริ่มต้นเพียง 549,900 บาท 
  • BYD SEAL 5 DM-i การันตีคุณภาพด้วยรางวัล BEST PLUG-IN HYBRID SEDAN UNDER 1,500 CC ยืนหนึ่งในกลุ่มซีดานขุมพลัง DM-i Super PHEV ที่โดดเด่นด้วยการใช้เชื้อเพลิงอย่างเต็มประสิทธิภาพ มอบอัตราประหยัดสูงสุดถึง 28.6 กิโลเมตรต่อลิตร* แม้ในช่วงสถานะแบตเตอรี่ต่ำ (Low SOC) ห้องโดยสารกว้างขวางด้วยระยะฐานล้อยาวสุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน BYD SEAL 5 DM-i ให้คุณเป็นเจ้าของได้ในราคาเริ่มต้นเพียง 599,900 บาท

  • BYD SEALION 6 DM-i (รุ่น Premium) ยนตรกรรม SUV เจ้าของรางวัล BEST PLUG-IN HYBRID SUV UNDER 1,500 CC ที่ผสานอัจฉริยะแห่งขุมพลัง DM-i Super PHEV เข้ากับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงได้อย่างลงตัว มาพร้อม BYD Blade Battery ขนาด 18.3 kWh มอบอิสระในการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ไกลสูงสุดถึง 104 กิโลเมตร* ตอบโจทย์การใช้งานในเมืองได้อย่างประหยัดและไร้มลพิษ พร้อมรองรับการเดินทางไกลอย่างไร้กังวลด้วยระบบไฮบริดที่ชาญฉลาด ให้การตอบสนองที่ฉับไว มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบสงบและนุ่มนวลในแบบฉบับรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง โดย BYD SEALION 6 DM-i พร้อมให้คุณสัมผัสในราคาเริ่มต้นเพียง 859,900 บาท
  • BYD SEAL ยนตรกรรมสปอร์ตซีดานไฟฟ้า เจ้าของรางวัล BEST MID–SIZE SEDAN EV (RWD) โดดเด่นด้วยสมรรถนะการขับเคลื่อนล้อหลังที่มอบความเร้าใจในทุกเส้นทาง ผสานความหรูหราเหนือระดับด้วยหลังคากระจกพาโนรามิก 2 ชั้น เคลือบสาร Silver-Plated ช่วยกรองแสงและลดความร้อนสู่ห้องโดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนความประณีตด้วยหัวเกียร์คริสตัล (Crystal Shifter) และดื่มด่ำกับสุนทรียภาพตลอดการเดินทางด้วยเครื่องเสียง DYNAUDIO 12 ลำโพง ด้านสมรรถนะ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าทรงพลัง ให้พละกำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ สามารถทำอัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 7.5 วินาที พร้อมมอบอิสระในการเดินทางด้วยระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 510 กิโลเมตร* โดย BYD SEAL พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของในราคาเริ่มต้นเพียง 989,900 บาท

  • BYD ATTO 3 เจ้าของรางวัล BEST SELLING SUV EV รถยนต์ SUV ขุมพลังไฟฟ้าที่มียอดขายสะสมสูงสุด ครบครันด้วยหลังคาซันรูฟพาโนรามิก เปิดปิดด้วยระบบไฟฟ้า ทั้งยังมีหน้าจอสัมผัสปรับหมุนไฟฟ้าขนาด 15.6 นิ้ว ทำงานร่วมกับลำโพง 8 ตำแหน่ง สะดวกสบายกับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย และแท่นชาร์จไร้สาย ทั้งยังมั่นใจในทุกการขับกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฟฟ้า กำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ มาพร้อม BYD Blade Battery ขนาด 60.48kWh ขับได้ไกลสุด 480 กิโลเมตร* BYD ATTO 3 มีราคาเริ่มต้นที่ 669,900 บาท

  • BYD M6 เจ้าของรางวัล BEST STATION WAGON EV รถยนต์ STATION WAGON ขุมพลังไฟฟ้าที่ดีที่สุด พัฒนาขึ้นการใช้งานของสมาชิกทุกคนในครอบครัว มีให้เลือกทั้งรุ่น 6 และ 7 ที่นั่ง ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ โดดเด่นด้วยนวัตกรรม BYD Blade Battery ขนาด 71.8 kWh ขับขี่ได้ไกลสุดเป็นระยะทาง 530 กิโลเมตร* และยังมีเทคโนโลยี VtoL สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าออกนอกรถได้ BYD M6 มีราคาเริ่มต้นที่ 859,900 บาท

  • BYD SEALION 7 การันตีคุณภาพด้วยรางวัล BEST MID-SIZE SUV EV (RWD) ยนตรกรรม SUV ไฟฟ้าขนาดกลางที่สะท้อนความสง่างามผ่านงานออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ระดับโลก Wolfgang Egger พร้อมปลุกเร้าจิตวิญญาณแห่งการขับขี่ด้วยสมรรถนะมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลังอันทรงพลัง ให้กำลังสูงสุด 380 กิโลวัตต์ และแรงบิดสูงสุด 690 นิวตันเมตร มอบอัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ได้อย่างฉับไวเพียง 6.7 วินาที มั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยี BYD Blade Battery ขนาด 82.5 kWh ที่ช่วยให้ขับขี่ได้ไกลสูงสุดถึง 567 กิโลเมตร* โดย BYD SEALION 7 พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของในราคาเริ่มต้นเพียง 1,199,900 บาท

 

  • DENZA D9 ครองตำแหน่ง THE MOST VALUABLE MPV EV ยนตรกรรม MPV ไฟฟ้าสุดหรูที่มอบความคุ้มค่าเหนือระดับ มาพร้อมทางเลือกใหม่กับสีตัวถัง Titanium Grey เสริมรูปลักษณ์ให้ดูสง่างามยิ่งขึ้นด้วยเส้นสายตัวถังแบบ Streamlined Waistline ภายในตกแต่งอย่างประณีตด้วยเบาะหนัง Nappa พร้อมนวัตกรรมอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ตู้เย็น Built-in และเครื่องเสียงระดับ Hi-Fi จาก Dynaudio 14 ลำโพง ที่มอบความสุนทรีย์ตลอดการเดินทาง ขับเคลื่อนอย่างนุ่มนวลด้วย BYD Blade Battery ขนาด 103.36 kWh มอบระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 600 กิโลเมตร* เพื่อประสบการณ์การเดินทางระดับพรีเมียมอย่างแท้จริง โดย DENZA D9 มีราคาเริ่มต้นที่ 1,949,900 บาท

 

ทั้งนี้ ยนตรกรรมพลังงานใหม่แห่งอนาคตจาก BYD และ DENZA พร้อมให้ทุกท่านสัมผัสและทดลองขับอย่างใกล้ชิดแล้ววันนี้ ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (The 47th Bangkok International Motor Show) ณ บูธหมายเลข A16 และ A18 อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569

ติดตามข่าวสารและทุกความเคลื่อนไหวของแบรนด์ได้ที่:

  • Official Facebook Page: BYD RÊVER Thailand และ DENZA RÊVER Thailand
  • LINE Official Account: @BYDTHAILAND
  • WeChat Official Account: BYDAsiaPacific

 

*เป็นไปตามมาตรการทดสอบตามมาตรฐาน NEDC ระยะทางจริงอาจปรับเปลี่ยนได้ตามปัจจัยต่างๆ เช่น พฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล น้ำหนักบรรทุก สภาพการจราจร และอื่นๆ

มาสด้าเผยโฉมรถไฟฟ้า ALL-NEW MAZDA CX-6e ในงานมอเตอร์โชว์

0

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเดินหน้าเต็มรูปแบบเพื่อก้าวสู่การเติบโตอย่างยิ่งยืนในประเทศไทย ต่อยอดด้วยเทคโนโลยียานยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ด้วยการเผยโฉมยนตรกรรมไฟฟ้าครอสโอเวอร์เอสยูวี ALL-NEW MAZDA CX-6e ครั้งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Premiere) ที่ลูกค้าจะได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ในงานมอเตอร์โชว์ 2026 ที่เมืองทองธานี

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ALL-NEW MAZDA CX-6e ถือเป็นการแนะนำครั้งแรกในภูมิภาคอาเซียนและในประเทศไทย ซึ่งเป็นครอสโอเวอร์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% ที่ผสานเอกลักษณ์อันโดดเด่นเฉพาะตัวของยนตรกรรมมาสด้าเข้ากับเทคโนโลยีอันล้ำสมัย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคสมัยใหม่ และการสร้างมิติใหม่ให้กับธุรกิจของมาสด้าในประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนนับจากวันนี้เป็นต้นไป ด้วยการเปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดลงสู่ตลาดท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่ร้อนแรง สิ่งสำคัญคือมาสด้าเป็นแบรนด์ที่อยู่ในเมืองไทยมายาวนานและได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าอย่างดียิ่ง ทั้งนี้ มาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นสานต่อแนวคิด “Joy Drives Lives” เพราะมาสด้าเชื่อเสมอว่า ความสุข คือส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนชีวิต ภายใต้คุณค่าหลัก “Radically Human” และส่งมอบ “Joy of Living” ผ่านการสร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางที่มอบความประทับใจในชีวิตประจำวันของลูกค้า

ALL-NEW MAZDA CX-6e ครอสโอเวอร์เอสยูวีที่โดดเด่นด้วยดีไซน์หรูหราและทันสมัย มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่ตามปรัชญา จินบะ-อิตไต ให้ความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างผู้ขับขี่กับรถ มอบความสนุกในการขับขี่สไตล์มาสด้า อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ช่วยให้การใช้งานทั้งภายในและภายนอกเป็นไปอย่างราบรื่น ตอบโจทย์ความต้องการและความชื่นชอบที่หลากหลายของลูกค้าชาวไทย รถยนต์รุ่นนี้ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่สองของมาสด้าที่เปิดตัวในประเทศไทย ภายใต้กลยุทธ์ Multi-solution เพื่อมอบทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้า ตามความปรารถนาอันแรงกล้าของมาสด้าที่ยึดมั่นในการส่งมอบความเป็นกลางทางคาร์บอนเพื่อโลกของเรายังคงสวยงามตลอดไป

ด้านการออกแบบ รถไฟฟ้ารุ่นนี้สะท้อนแนวคิด “Soulful Futuristic Modern” ผสานความงดงามอย่างประณีต ผนวกกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ในขณะที่ยังคงสมรรถนะการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของมาสด้าไว้อย่างเต็มเปี่ยม สำหรับกลุ่มครอบครัวยุคใหม่ ด้วยการยกระดับแนวคิด “Jinba-Ittai” ขึ้นไปอีกระดับ ผ่านการปรับจูนการควบคุมและความนุ่มนวลในการขับขี่ ให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบสั่งงานด้วยเสียง และท่าทาง ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง กระจกมองข้างและกระจกมองหลังแบบดิจิทัล (Digital Side and Rear View Mirror) เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลรายละเอียดทั่วไปเกี่ยวกับ ALL-NEW MAZDA CX-6e

การออกแบบ (Design)

  • รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้ออกแบบตามแนวคิด “Soulful Futuristic Modern” ผสานระหว่างความสง่างามในสไตล์ของมาสด้า เข้ากับรูปลักษณ์สมัยใหม่ที่สะท้อนภาพลักษณ์ไลฟ์สไตล์แห่งอนาคต
  • นอกจากดีไซน์ภายนอกที่ล้ำสมัยแล้ว ยังออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่เมื่อขับด้วยความเร็วสูง
  • มาพร้อมหลังคา Panoramic Glass Roof พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า ถ่ายทอดภาพลักษณ์ยานยนต์แห่งอนาคต และมอบความรู้สึกโปร่งโล่งสบายให้กับภายในห้องโดยสาร

สมรรถนะการขับขี่ (Driving Performance)

  • มาพร้อมการกระจายน้ำหนักหน้า/หลัง ใกล้เคียง 50:50 พร้อมระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบมัลติลิงก์ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่แบบ Jinba-Ittai หรือความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนขับกับรถ
  • มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเทียมไออน ขนาด 77.9 kWh ให้ระยะทางการขับขี่ 524 กิโลเมตร* มาพร้อม DC FAST CHARGE สามารถชาร์จไฟจาก 30%-80% ได้เร็วสูงสุดภายใน 15 นาที**

ฟังก์ชั่นอัจฉริยะ (Smart Functions)

  • ฟังก์ชั่นอัจฉริยะที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยและความสะดวกสบาย ได้แก่ ห้องโดยสารอัจฉริยะ (Smart Cabin) ที่สามารถสั่งงานได้ด้วยเสียง ระบบสัมผัส หรือท่าทาง ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (Smart Drive) เพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ
  • หน้าจอ Center Display ความละเอียดสูง 5K ขนาด 26.45 นิ้ว พร้อมระบบแสดงผลข้อมูลบนกระจกหน้าแบบ Virtual 2D (2D Head-Up Display) โดยข้อมูลและภาพจะแสดงด้านหน้าผู้ขับขี่ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและมอบประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคต
  • มอบประสบการณ์สุนทรียภาพในการขับขี่ ผ่านลำโพง 23 ตำแหน่ง พร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง

ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค

มิติตัวถัง Dimensions (ยาว x กว้าง x สูง) มิลลิเมตร 4,850 x 1,935 x 1,620
ระยะฐานล้อ Wheelbase (มิลลิเมตร) 2,902
ประเภทแบตเตอรี่ LFP
ความจุแบตเตอรี่ (kWh) 77.9
กำลังแรงม้าสูงสุด (kW) / (PS) 190/ (258)
แรงบิดสูงสุด (Nm) 290
ระบบขับเคลื่อน ขับเคลื่อนล้อหลัง (Rear-Wheel-Drive)
จำนวนที่นั่ง 5 ที่นั่ง

 

ระบบความปลอดภัย

  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ Smart Brake Support (SBS)
  • ระบบเตือนการชนด้านหลัง Rear Collision Warning (RCW)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน Lane Keep Assist System (LAS)
  • ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง แบบ see-through
  • ระบบป้องกันการชนครั้งที่สอง Second Collision Warning (SCW)

หมายเหตุ:

*อ้างอิงจากผลการทดสอบมาตรฐาน NEDC

**อ้างอิงจากการใช้เครื่องชาร์จเร็ว DC 200 kW ขึ้นไป ระยะเวลาการชาร์จจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ณ ขณะชาร์จ เช่น สภาพแบตเตอรี่ อุณหภูมิของแบตเตอรี่และอุณหภูมิแวดล้อม

มาสด้า บุกตลาดรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เปิดตัว The All-Electric Mazda6e สปอร์ต หรูหรา สง่างาม มาตรฐานยุโรป คุณภาพเหนือราคา

0

มาสด้า ประกาศบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบในประเทศไทย เปิดตัวแนะนำอย่างเป็นทางการ The All-Electric Mazda6e ยนตรกรรมรถไฟฟ้า 5 ประตูในรูปแบบ “NeoFastback” ที่มาพร้อมกับความสง่างามและความอเนกประสงค์ การันตีความสง่างามด้วยการเป็น 1 ใน 3 ของรถยนต์ที่เข้าชิง World Car Design of the Year ประจำปี 2026 มาพร้อมแนวคิด “Electrified Perfection in Oneness” จุดประกายความสมบูรณ์แบบให้เป็นหนึ่งเดียว มั่นใจตอบทุกความต้องการของลูกค้าที่อยากได้จากรถไฟฟ้าจากญี่ปุ่น เพราะนี่คือรถยนต์ไฟฟ้าที่มาสด้ามุ่งมั่นและตั้งใจพัฒนาเพื่อให้ได้รถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดในตลาด อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ ดีไซน์สง่างามดุจงานศิลปะที่มาสด้าบรรจงสรรสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถัน พัฒนาโดยทีมวิศวกรมาสด้าประเทศญี่ปุ่น สมรรถนะการขับขี่เป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ คงเอกลักษณ์อันโดดเด่นของรถยนต์มาสด้าไว้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบทุกมิติ ราคาสุดเซอร์ไพร์สเพียง 1,169,000 บาทเท่านั้น

มาสด้าชูจุดเด่นที่เหนือกว่ารถยนต์ไฟฟ้าทั่ว ๆ ไป พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ทุกมิติ ออกแบบสง่างามดุจงานศิลปะชิ้นเอกจาก  โคดะ ดีไซน์ ระบบช่วงล่างทั้งแน่นและหนึบการันตีโดยทีมวิศวกรมาสด้าประเทศญี่ปุ่น ด้วยคุณภาพการผลิตที่การคัดสรรเฉพาะวัสดุเกรดพรีเมี่ยมมาตรฐานยุโรป เทคโนโลยีอัจฉริยะล้ำอนาคต  โชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานทั่วประเทศ 84 แห่ง คุณภาพการบริการหลังการขายเต็มประสิทธิภาพ พร้อมช่องซ่อมเร่งด่วน Fast Track ศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง 40 แห่ง ศูนย์กระจายอะไหล่ใหญ่สุดหนึ่งเดียวในประเทศไทยและส่งออกทั่วอาเซียน การรับประกันคุณภาพนานสูงสุด 8 ปี 160,000 กิโลเมตร การสำรองอะไหล่แท้ครอบคุมทุกชิ้นส่วน รวมทั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ระบบการจัดส่งอะไหล่ภายใน 24 ชั่วโมง  ระยะทางในการขับขี่ 654 กิโลเมตร* ระยะเวลาในการชาร์จจาก 30%-80% เร็วสูงสุดเพียง 15 นาที** เพื่อให้ลูกค้าชาวไทยสบายใจไร้ความกังวลใจไปตลอดการใช้งาน

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้ามั่นใจอย่างยิ่งว่าการเปิดตัวแนะนำ The All-Electric Mazda6e ซึ่งผลิตจากโรงงานมาสด้าที่เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตรในเมืองนานจิง ประเทศจีน ซึ่งเป็นโรงงานที่ผลิตรถยนต์มาสด้าเพียงยี่ห้อเดียว คาดว่าจะเป็นที่ถูกอกถูกใจของลูกค้าชาวไทย และเป็นสเปคเดียวกันกับที่ขายในทวีปยุโรป เพราะเราเข้าใจถึงความต้องการอย่างท่องแท้ของลูกค้าจึงคัดกรองแต่สิ่งที่ดีที่สุดมาให้ลูกค้าชาวไทย การนำเสนอรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนทรงพลัง และเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจในรูปแบบ BEV ยุคใหม่ โดยทีมวิศวกรของมาสด้า พร้อมด้วยพาร์ทเนอร์ ที่มุ่งมั่นพัฒนาให้ได้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ด้วยแนวคิดที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง สร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า มอบประสบการณ์การขับขี่แบบ จินบะ-อิตไต และความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถ การตอบสนองของรถยนต์สอดคล้องกับองศาการเหยียบคันเร่ง มีการปรับแต่งพวงมาลัยและระบบเบรก เพื่อให้รถตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างสมดุล หลังจากเปิดให้ลูกค้าจองสิทธิ์และนำไปจัดแสดงมาแล้วทั่วประเทศประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มีลูกค้าจองสิทธิ์มาแล้วกว่า 4,000 คัน วันนี้ มาสด้าพร้อมประกาศราคาเพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดในตลาด ด้วยราคาสุดพิเศษที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น

ราคาจำหน่าย The All-Electric Mazda6e

  • รุ่น Premium มาพร้อมกับภาพลักษณ์สปอร์ต ตกแต่งภายในห้องโดยสารอย่างพิถีพิถัน ด้วยหนังสีดำ สะท้อนความประณีตในทุกจุดสัมผัส วางราคาจำหน่าย 1,169,000 บาท
  • รุ่น Exclusive ถ่ายทอดความสง่างามและความหรูหราในระดับ Masterpiece ห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุ Nappa Suede สีแทน พร้อมดีไซน์พิเศษในทุกองค์ประกอบ เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางสู่ความสมบูรณ์แบบอีกขั้น วางราคาจำหน่าย 1,199,000 บาท

มาสด้ายินดีมอบแคมเปญสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าที่จองภายในงานฯ หรือ ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ ประกอบด้วย

  • ดอกเบี้ยพิเศษ 78%1
  • ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance2
  • ฟรี Home Charger จากแบรนด์ ABB ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมติดตั้งฟรีทั่วประเทศ3
  • และฟรี ระบบ Mazda Connectivity 5 ปี4

นอกจากนั้น มาสด้ายังมอบฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถไฟฟ้า 8 ปี Electric Mazda Ultimate Service (e-MUS) ประกอบด้วย

  • รับประกันคุณภาพรถยนต์ นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร5
  • ฟรี Electric Mazda Care แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้า นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร6
  • ให้การคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน นานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร7
  • ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร8

สิทธิพิเศษดังกล่าวสำหรับลูกค้าที่จองรถภายในวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 และออกรถภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เท่านั้น และสำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนจองสิทธิ์ Mazda6e Premiere Package ไว้ก่อนหน้านี้ สามารถรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมตามเงื่อนไขได้จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นี้*** โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

 

หมายเหตุ:

*อ้างอิงจากผลการทดสอบมาตรฐาน NEDC

**อ้างอิงจากการใช้เครื่องชาร์จเร็ว DC 200 kW ขึ้นไป ระยะเวลาการชาร์จจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ณ ขณะชาร์จ เช่น สภาพแบตเตอรี่ อุณหภูมิของแบตเตอรี่และอุณหภูมิแวดล้อม

***เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

1ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน

2บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (4) บมจ. แอกซ่าประกันภัย และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

3ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว สำหรับงานติดตั้งวงจนที่ 1 (สายไฟ 1 เฟส) พร้อมรับประกันตัวเครื่อง 2 ปี และรับประกันงานติดตั้ง 1 ปี โดยสามารถเปลี่ยนแปลงที่อยู่ในการติดตั้งได้ 1 ครั้ง และ สิทธิ์การติดตั้งมีอายุไม่เกิน 6 เดือน นับจากวันออกรถ และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

4สำหรับใช้งานแอปพลิเคชั่น Mazda6e, ระบบสั่งงานด้วยเสียง และ ระบบนำทาง

5ตามเงื่อนไขโปรแกรมขยายรับประกันคุณภาพรถเป็น 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

6 แพ็กเกจบำรุงรักษารถไฟฟ้าตามระยะ นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน ไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

7เงื่อนไขคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแรงดันสูง (High Voltage Battery) เท่านั้น นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

8 เงื่อนไขบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

“ปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค” เปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

0
คาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค 1

ปอร์เช่ ประเทศไทย พร้อมถ่ายทอดจิตวิญญาณของ “Porsche. There is no substitute.” สู่เวทีบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม ถึง 5 เมษายนนี้ ณ บูธ A17 เพื่อร่วมสัมผัสยนตรกรรมของปอร์เช่อย่างเต็มรูปแบบ ไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือการเปิดตัว คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ (The new Cayenne Electric) ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำโดยคาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค (Cayenne Turbo Electric) ที่ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในฐานะรถยนต์สายการผลิตที่ทรงพลังที่สุดของปอร์เช่ ด้วยกำลังสูงสุดถึง 850 กิโลวัตต์ (1,156 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 1,500 นิวตันเมตร โดยทางเลือกขุมพลังของคาเยนน์ทั้ง 3 ระบบขับเคลื่อน ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการนำเสนอความหลากหลายของยนตรกรรมปอร์เช่ และการเปิดตัวผลงาน “Porsche. There is no substitute.” เป็นครั้งแรก ถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน 5 บุคคลชาวไทยที่สะท้อนจิตวิญญาณของปอร์เช่ในหลากหลายมิติ พร้อมด้วยข้อเสนอพิเศษภายในงานสำหรับหลากหลายรุ่น ปอร์เช่ ประเทศไทย ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสสมรรถนะ เทคโนโลยี และการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์อย่างใกล้ชิด

คาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค  2

ปอร์เช่ ประเทศไทย พร้อมสร้างความเร้าใจบนเวทีบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ที่จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม ถึง 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี ด้วยการเปิดตัวรถยนต์เอสยูวีไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบรุ่นล่าสุด ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจัดแสดงคาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค (Cayenne Turbo Electric) พร้อมด้วยรุ่นในตระกูลเดียวกันอย่างคาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นปรับโฉมปี 2026 ที่ประกอบในภูมิภาค
ปอร์เช่ ประเทศไทย ยังพร้อมนำเสนอผลงาน “There is No Substitute.” ถ่ายทอด 5 มิติของความหลงใหลในปอร์เช่ ผ่าน 5 มุมมองจากผู้ขับขี่และรักในแบรนด์ สะท้อนเหตุผลว่าทำไมไม่มีสิ่งใดสามารถแทนปอร์เช่ได้ รวมทั้งภายในบูธยังจัดแสดงยนตรกรรมปอร์เช่หลากหลายรุ่น พร้อมข้อเสนอพิเศษทั้งภายในงานและตัวแทนจำหน่ายปอร์เช่อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

เปิดตัวคาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค  3

ปอร์เช่ ประเทศไทย ก้าวสู่บทใหม่ของรถสปอร์ตสัญชาติเยอรมัน ด้วยการเปิดตัว คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ รถยนต์ทรงพลังที่สุดที่ปอร์เช่ผลิตมาสำหรับท้องถนน พร้อมมอบความอเนกประสงค์ที่เหนือกว่า ทั้งความเร้าใจบนท้องถนน ความมั่นใจในการขับขี่แบบออฟโรด และความสะดวกสบายในการเดินทางระยะไกล คาเยนน์ อิเล็กทริค เปิดตัวในประเทศไทยด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่ คาเยนน์ อิเล็กทริค (Cayenne Electric), คาเยนน์ เอส อิเล็กทริค (Cayenne S Electric) และคาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค (Cayenne Turbo Electric) ที่จะเป็นไฮไลต์ของงานและจัดแสดงเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ ออกแบบมาเพื่อยกระดับทั้งสมรรถนะและการใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยความอเนกประสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากพื้นที่เก็บสัมภาระที่ขยายใหญ่มากขึ้น และพื้นที่วางขาที่กว้างขวางยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกใหม่ที่มาพร้อมไฟหน้า HD-Matrix LED กระจกหน้าต่างแบบไร้กรอบ และค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.25 ซึ่งเป็นหนึ่งในค่าที่ดีที่สุดในกลุ่มเอสยูวีพรีเมียม

คาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค  4

ภายในห้องโดยสารยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วย Flow Display หน้าจอ OLED แบบโค้งที่เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อกับคอนโซลกลาง เสริมด้วยจอหน้าปัดดิจิทัล OLED ขนาด 14.25 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 14.9 นิ้วที่มีให้เลือกเป็นอุปกรณ์เสริม พร้อมติดตั้งระบบช่วงล่างประสิทธิภาพสูง อาทิ ระบบเลี้ยวล้อหลัง และระบบช่วงล่างถุงลมแบบปรับระดับได้ พร้อมระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความนุ่มนวลในการขับขี่ มาพร้อมแบตเตอรี่แรงดันสูงความจุ 113 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จความเร็วสูงสุดถึง 400 กิโลวัตต์ โดยสามารถชาร์จจาก 10–80% ได้ภายในเวลาไม่ถึง 16 นาที และเพิ่มระยะทางขับขี่ได้มากกว่า 300 กิโลเมตร ภายในเวลาประมาณ 10 นาที

คาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค 5

คาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค ใหม่ ให้กำลังสูงสุดถึง 850 กิโลวัตต์ (1,156 แรงม้า) พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,500 นิวตันเมตร ในโหมด Launch Control อัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 2.5 วินาทีและความเร็วสูงสุดที่ 260 กม./ชม. ระยะทางการขับขี่รวมตามมาตรฐาน WLTP สูงสุด 623 กิโลเมตร พร้อมองค์ประกอบแอโรไดนามิกแบบแอคทีฟ ได้แก่ ช่องรับอากาศด้านหน้าที่เปิด-ปิดได้ สปอยเลอร์หลังคาแบบปรับองศาอัตโนมัติ และแผง Aeroblades แบบแอคทีฟด้านท้าย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ พร้อมคงเอกลักษณ์สมรรถนะของปอร์เช่

คาเยนน์ เอส อิเล็กทริค ใหม่ มอบพละกำลังสูงสุด 490 กิโลวัตต์ (666 แรงม้า) พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,080 นิวตันเมตร ในโหมด Launch Control สามารถเร่งความเร็วจาก 0–100 กม./ชม. ได้ใน 3.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดที่ 250 กม./ชม. พร้อมระยะทางขับขี่สูงสุดตามมาตรฐาน WLTP ถึง 653 กิโลเมตร

คาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค 5

คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ เติมเต็มตัวเลือกในตระกูลคาเยนน์อย่างสมบูรณ์ ทำให้ครอบคลุมทั้งขุมพลังไฟฟ้า ไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาป โดยจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2569 เตรียมพบกับคาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค และการประกาศราคาอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 มีนาคม 2569

ความทรงพลังและเร้าใจเต็มพิกัดกับ มาคันน์ จีทีเอส รุ่นพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

มาคันน์ จีทีเอส (Macan GTS) รุ่นย่อยที่ 5 ของตระกูลมาคันน์ไฟฟ้า โดดเด่นทั้งภายนอกและภายในด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และรายละเอียดตกแต่งโทนสีเข้ม โดยหลังจากการเปิดตัวในปี 2025 นับเป็นครั้งแรกที่มาคันน์ จีทีเอส จะถูกนำมาจัดแสดงในประเทศไทยและพร้อมส่งมอบให้แก่ลูกค้า ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้หลงใหลในปอร์เช่ได้สัมผัสสมาชิกใหม่ล่าสุดของตระกูลมาคันน์อย่างเต็มรูปแบบ

คาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค  7

มาคันน์ จีทีเอส มอบพละกำลังสูงสุด 420 กิโลวัตต์ (571 แรงม้า) ในโหมดโอเวอร์บูสท์ พร้อมแรงบิดสูงสุด 955 นิวตันเมตร และอัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 3.8 วินาที มาพร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า และช่วงล่างถุงลมสปอร์ตแบบปรับระดับความสูง ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและการทรงตัวอย่างเหนือระดับ พร้อมโหมดแทรค ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนของแบตเตอรี่และยกระดับสมรรถนะการขับขี่สูงสุด

มาคันน์ จีทีเอส สามารถขับขี่สูงสุดตามมาตรฐาน WLTP ได้ไกลถึง 614 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง และเมื่อชาร์จเร็วแบบ DC แบตเตอรี่แรงดันสูงขนาด 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) สามารถชาร์จจาก 10 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ได้ภายในเวลา 21 นาที โดยมีความสามารถในการชาร์จสูงสุดถึง 270 กิโลวัตต์ (kW) โดดเด่นด้วยดีไซน์สไตล์จีทีเอส ที่เน้นความสปอร์ตด้วยรายละเอียดตกแต่งโทนสีเข้ม พร้อมแพ็คเกจตกแต่งภายในแบบ GTS Interior Package ที่ตกแต่งด้วยด้ายเย็บสีเดียวกับตัวรถ โดยมาคันน์ จีทีเอส พร้อมจำหน่ายในประเทศไทยด้วยราคาเริ่มต้น 7,290,000 บาท

คาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค  8

เปิดตัวผลงานภาพยนตร์ “Porsche. There Is No Substitute.” ครั้งแรกในประเทศไทย

เปิดตัวครั้งแรกที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 กับผลงาน “Porsche. There is no substitute.”  โดยเป็นผลงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวของปอร์เช่ที่สร้างขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกผ่าน 5 บุคคลที่สะท้อนจิตวิญญาณของปอร์เช่ในหลากหลายมิติ สะท้อนแนวคิด There is no substitute ที่สอดคล้องกับแนวคิดหลักของปอร์เช่

“เติ้น – ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์” นักขับ Formula 2 ถ่ายทอดมิติด้าน Performance ผ่านความเชื่อมโยงระหว่างผู้ขับขี่และรถปอร์เช่ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน “ตั้ม – ชนิพล กุศลชาติธรรม” ผู้กำกับภาพยนตร์และเจ้าของร้านสูท Bespoke สะท้อนมิติด้าน Design ผ่านความสมดุล ความแม่นยำ และความสุนทรีย์ พร้อมทำหน้าที่ผู้กำกับผลงานที่ถ่ายทอดมุมมองและความหลงใหลในปอร์เช่ผ่านภาพยนต์เรื่องนี้ “เต้น – สีหบุตร ชุมสาย ณ อยุธยา” ผู้ก่อตั้ง Das Treffen และผู้กำกับภาพยนตร์ ถ่ายทอดมิติด้าน Heritage ผ่านวัฒนธรรมและคอมมูนิตี้ที่หล่อหลอมแบรนด์ปอร์เช่ “ลูกนัท – ปณิชา ดอกจันทน์” ผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร สะท้อนมิติ Driving Fun ผ่านอิสรภาพและความสุขในการขับขี่ และ “โก้ – ชานนท์ เรืองกฤตยา” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารโครงการ Porsche Design Tower Bangkok และบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ถ่ายทอดมิติด้าน Exclusivity ผ่านวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และความเอ็กซ์คลูซีฟที่แตกต่าง โดยเรื่องราวของทั้ง 5 บุคคลนี้ได้ร่วมกันสะท้อนแก่นแท้ของปอร์เช่ผ่านเส้นทางที่แตกต่าง แต่หลอมรวมด้วยแนวคิดเดียวกันว่าสำหรับปอร์เช่ ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้

ถ่ายทอดสมรรถนะของปอร์เช่ในทุกขุมพลัง

ปอร์เช่ ประเทศไทย พร้อมจัดแสดงยนตรกรรมให้ท่านได้ร่วมสัมผัสสมรรถนะของปอร์เช่ในหลากหลายขุมพลัง นำเสนอยนตรกรรมอย่างครบถ้วน ครอบคลุมทั้งรถสปอร์ตระดับตำนาน นวัตกรรมไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดขั้นสูง พร้อมร่วมเฉลิมฉลอง 75 ปีแห่งปอร์เช่ มอเตอร์สปอร์ตด้วยยนตรกรรมระดับตำนานทั้งปอร์เช่ 911 และ 718 ที่สะท้อนมรดกแห่งสนามแข่งและเอกลักษณ์การขับขี่ของปอร์เช่ พร้อมกลุ่มรถพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบนำโดยเอสยูวีอย่างมาคันน์ จีทีเอสและรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าอย่างไทคานน์ (Taycan) และไทคานน์ ครอส ทัวริสโม (Taycan Cross Turismo)

ในกลุ่มยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริด พานาเมร่า โฟร์ อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid) และคาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นประกอบในภูมิภาค สะท้อนแนวทางของปอร์เช่ในการผสานเทคโนโลยีไฟฟ้าเข้ากับสมรรถนะการขับขี่แบบไดนามิก โดยคาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ รุ่นปรับโฉมปี 2026 ซึ่งได้รับความนิยมจากลูกค้าในประเทศไทย ยกระดับความโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยล้อ RS Spyder Design ขนาด 21 นิ้ว ไฟหน้า HD Matrix LED พวงมาลัย GT Sports และแพ็กเกจ Sport Chrono ตอกย้ำตำแหน่งของคาเยนน์ในฐานะเอสยูวีที่ผสานสมรรถนะ การออกแบบ และการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว

ข้อเสนอพิเศษสำหรับบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47

ในโอกาสพิเศษนี้ปอร์เช่ ประเทศไทย มอบสิทธิพิเศษหลากหลายรายการ โดยลูกค้าที่จองและรับรถระหว่างวันที่ 16 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2569 จะได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยผ่อนชำระพิเศษเริ่มต้นที่ 0.99% ประกันภัยชั้นหนึ่งนานสูงสุด 2 ปี ขยายการรับประกันคุณภาพรถ และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ*

เพื่อยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า ปอร์เช่ ประเทศไทย ร่วมกับพาร์ทเนอร์นำเสนอสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม* โดยลูกค้าที่ซื้อและรับมอบรถยนต์ระหว่างวันที่ 16 มีนาคม ถึง 31 ธันวาคม 2569 จะได้รับเครดิตชาร์จไฟมูลค่า 10,000 บาท สำหรับใช้ที่สถานีชาร์จ Shell Recharge เป็นระยะเวลา 3 ปี*

ปอร์เช่ ประเทศไทยพร้อมมอบข้อเสนอพิเศษให้ทั้งภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2569 และที่ตัวจำหน่ายปอร์เช่อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ*

 

 

 

 

“ฮอนด้า” รวมพลสายสปอร์ตตัวจริง สัมผัส DNA แห่งความเร้าใจ กับกิจกรรม Civic Type R Fan Meet #2: The Unrivaled Performance รวมพลังคน Type R ร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

0
Civic Type R Fan Meet 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กลับมาสร้างความเร้าใจอีกครั้งกับงาน Civic Type R Fan Meet #2: The Unrivaled Performance เนรมิตพื้นที่ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า ถนนรามคำแหง ให้กลายเป็นจุดนัดพบของเหล่านักขับและแฟนพันธุ์แท้ Type R กว่า 150 คน ได้ร่วมสัมผัสความสปอร์ตและถ่ายทอดจิตวิญญาณการขับขี่ของ Honda Civic Type R อย่างเต็มพิกัด พร้อมสร้างคอมมูนิตี้ที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ และส่งต่อความภาคภูมิใจในฐานะเจ้าของยนตรกรรมที่เป็นที่สุด ตอกย้ำจิตวิญญาณแห่งความสปอร์ตอันเป็น DNA ของฮอนด้าอย่างแท้จริง

Civic Type R Fan Meet 2

  • Welcoming Zone จุดลงทะเบียนที่ต้อนรับเหล่าสาวกด้วยความพิเศษกับแบ็กดร็อปเช็คอิน ให้ได้เก็บภาพความประทับใจคู่กับรถคันโปรดในมุมที่สวยที่สุด พร้อมให้เหล่าผู้เข้าร่วมได้พบปะสังสรรค์และแลกเปลี่ยนไลฟ์สไตล์
    การขับขี่ในบรรยากาศเป็นกันเอง

Civic Type R Fan Meet 3

  • กิจกรรม Legend of Type R กับการจัดแสดงรถยนต์ Civic Type R ครบทั้ง 7 เจเนอเรชัน ให้แฟน ๆ ได้ย้อนรอยวิวัฒนาการความสปอร์ตแบบใกล้ชิด

Civic Type R Fan Meet 5

  • กิจกรรม Test Drive ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ลงสนามจริง เพื่อสัมผัสสมรรถนะการขับขี่อันเร้าใจของ Honda Civic Type R ด้วยตัวเอง พิสูจน์ความเหนือชั้นของขุมพลังที่ตอบสนองได้อย่างใจคิด ช่วยให้การตัดสินใจเป็นเจ้าของรถสปอร์ตในฝันเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด

Civic Type R Fan Meet 5

  • กิจกรรม Type R Insight Talk กิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟ เชิญชวนเจ้าของ Type R ส่งต่อแรงบันดาลใจ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การใช้งาน มุมมองความประทับใจด้านสมรรถนะและเสน่ห์ของ DNA ความสปอร์ต

Civic Type R Fan Meet 6

  • ปิดท้ายความตื่นเต้นด้วยกับการมอบรางวัล Shoot & Share สำหรับผู้ที่เก็บภาพบรรยากาศสุดเท่และแชร์โมเมนต์ The Unrivaled Performance ลงโซเชียลมีเดีย พร้อมรางวัลใหญ่ให้กับโพสต์ที่มียอดไลค์และแชร์สูงสุด อีกทั้ง รางวัล Popular Vote เปิดโอกาสให้ร่วมโหวตคันที่ใช่ในสไตล์ที่ชอบ ให้กับรถแต่งที่โดดเด่นและมีสไตล์ที่สุดภายในงาน

Civic Type R Fan Meet 7

คุณเจตน์ ศศิมณฑล เจ้าของรถยนต์ Honda Civic Type R (รุ่น FL5) กล่าวว่า “การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ทำให้ผมได้พบกับกลุ่มคนที่มีแพสชันเดียวกัน คือ คนที่รักใน Civic Type R  สำหรับผม Civic Type R คือรถที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถ่ายทอดสมรรถนะระดับสนามแข่งมาสู่การขับขี่ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว การได้เห็นเพื่อน ๆ แสดงตัวตนผ่านการตกแต่งรถในหลากหลายสไตล์ ยังช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ และตอกย้ำว่าความสปอร์ตของ Civic Type R สามารถสะท้อนออกมาได้ในแบบที่แตกต่าง แต่มีหัวใจเดียวกัน และผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้ขับ Civic Type R”

Civic Type R Fan Meet 8

ด้าน คุณฐนโรจน์ ธนาสิทธิ์นิธิเกตุ นักแข่งทีม YK Motor Sport เจ้าของรถยนต์ Civic Type R (รุ่น FK2) เปิดเผยว่า “ผมมีโอกาสได้สัมผัส Civic Type R มาเกือบทุกรุ่น ผมประทับใจในสมรรถนะการขับขี่ที่ทั้งแรงและขับสนุก กิจกรรมครั้งนี้ทำให้ผมได้กลับมาเจอกับครอบครัว Civic Type R ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และมุมมองจากการใช้งานจริงร่วมกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันอันแข็งแกร่งของกลุ่มคนรัก Civic Type R ในประเทศไทย และยิ่งตอกย้ำว่ารถรุ่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถสมรรถนะสูง แต่คือแพสชันที่เชื่อมโยงผู้คนที่มีหัวใจเดียวกันเข้าด้วยกัน”

งาน Civic Type R Fan Meet #2: The Unrivaled Performance ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การรวมตัวของคนรักความเร็ว
แต่เป็นการตอกย้ำถึงความสำเร็จในการสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง ซึ่งหล่อหลอมขึ้นจากความหลงใหลในจิตวิญญาณความสปอร์ต ฮอนด้ายังคงมุ่งมั่นที่จะส่งต่อความภาคภูมิใจและสร้างมิตรภาพที่เหนียวแน่นผ่านประสบการณ์ที่เหนือระดับ เพื่อให้ครอบครัว Civic Type R เติบโตไปพร้อมกับแรงบันดาลใจที่ไม่มีวันสิ้นสุด และร่วมขับเคลื่อนทุกความฝันให้กลายเป็นจริงในทุกเส้นทาง

Civic Type R Fan Meet 10

โค้งสุดท้าย ! กับแคมเปญ “Civic Type R – Unrivaled Performance”  พร้อมสิทธิประโยชน์แบบ 2 ต่อ ที่มอบให้ทั้งลูกค้าและผู้แนะนำ เมื่อจองและรับรถตั้งแต่ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 – 6 เมษายน 2569 ที่โชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ

  • ดีลแรงแซงทุกโค้ง ! สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ Honda Civic Type R จะได้รับสิทธิพิเศษ มูลค่าสูงสุด 600,000 บาท*  
  • ยิ่งชวน ยิ่งได้ ! สิทธิพิเศษสำหรับครอบครัวฮอนด้า เพียงแนะนำให้เพื่อนมาออกรถยนต์ Honda Civic
    Type R รับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 30,000 บาท** 

 

 

“ธนบุรีนอยสเติน” สานต่อกิจกรรมสร้างคอมมูนิตี้แบรนด์ GEELY GO รวมพลเจ้าของ GEELY EX2 ฉลองความสำเร็จระดับโลก

0
ธนบุรีนอยสเติน 1

บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด ในเครือกลุ่มธนบุรี ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ จีลี่ (GEELY) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งของ GEELY GO คอมมูนิตี้แบรนด์ระดับโลก ผ่านกิจกรรมพิเศษสำหรับเจ้าของรถ GEELY EX2 ในการสัมผัสประสบการณ์ไลฟ์สไตล์สุดเอ็กซ์คลูซีฟท่ามกลางบรรยากาศยามค่ำคืนริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนเรือสิริมหรรณพ ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ (Asiatique The Riverfront) ภายใต้แนวคิดการเชื่อมโยงผู้ใช้งานเข้ากับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของแต่ละท้องถิ่น เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของ GEELY EX2 ที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามทั้งในประเทศไทยและตลาดโลก พร้อมสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างแบรนด์และสมาชิกครอบครัว GEELY สะท้อนความมุ่งมั่นของ ธนบุรีนอยสเติน ในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกมิติ

 

ภายในงาน เจ้าของรถ GEELY EX2 และแขกผู้มีเกียรติรวมกว่า 70 คน ยังได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การใช้งานและแลกเปลี่ยนมุมมองในฐานะสมาชิกของครอบครัว GEELY ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะเท่านั้น แต่ยังเป็นแบรนด์ที่เชื่อมโยงผู้คน เทคโนโลยี และสังคมเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

ธนบุรีนอยสเติน 2

นายณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด กล่าวว่า “กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของเราในการต้อนรับลูกค้า GEELY EX2 สู่ครอบครัว GEELY อย่างเป็นทางการ พร้อมร่วมฉลองความสำเร็จของรถไฟฟ้าซิตี้คาร์ยอดนิยมรุ่นนี้ที่มียอดขายสะสมทั่วโลกกว่า 540,000 คัน และครองตำแหน่งรถยนต์นั่งที่มียอดขายอันดับ 1 ในประเทศจีน และได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมในประเทศไทยด้วยยอดจองสะสมทะลุ 6,000 คัน ความสำเร็จดังกล่าวตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ GEELY และเป็นที่มาของการออกแบบกิจกรรมภายใต้บริบททางวัฒนธรรมของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนและเชื่อมโยงผู้คนมาอย่างยาวนาน เพื่อสื่อถึงแนวคิดของ GEELY ที่ผสานเข้ากับปรัชญาของธนบุรีนอยสเตินในการสร้างความผูกพันและเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าในระยะยาว”

GEELY GO หัวใจสำคัญของการเดินเคียงข้างลูกค้า

ธนบุรีนอยสเติน 3

GEELY GO ได้แรงบันดาลใจจากคำว่า GEELY Owners โดยวางผู้ใช้งานในฐานะศูนย์กลางของการขับเคลื่อนแบรนด์ ภายใต้พันธกิจ 3 แกนหลัก ได้แก่ Inspiration เชื่อมแรงบันดาลใจผ่านการส่งเสริมศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม Connection สร้างสายสัมพันธ์ร่วมกับผู้คน เทคโนโลยี และชุมชนเพื่อสร้างคุณค่าร่วมกัน และ Care มุ่งดูแลเคียงข้างสังคม พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิต และขับเคลื่อนความยั่งยืน คอมมูนิตี้แบรนด์ GEELY GO จึงถือเป็นพันธกิจเชิงกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างคุณค่าและความแตกต่างให้กับแบรนด์ ผ่านการพัฒนาความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างผู้ใช้งานกับ GEELY และต่อยอดฐานลูกค้าให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

นอกจากนี้ การรวมตัวของคอมมูนิตี้ GEELY GO จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของ ธนบุรีนอยสเติน ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มธนบุรี ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ในการเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้าชาวไทย พร้อมยกระดับมาตรฐานการบริการในทุกมิติ โดยมีแผนขยายเครือข่ายศูนย์บริการและโชว์รูมให้ครบ 65 แห่งภายในปี 2569 เพื่อรองรับคอมมูนิตี้ผู้ใช้งานที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต และตอกย้ำบทบาทของธนบุรีนอยสเตินในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในระยะยาว

ธนบุรีนอยสเติน 3 ธนบุรีนอยสเติน 4

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ GEELY ใกล้บ้าน หรือ ติดต่อศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-081-9999 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.thonburineustern.com และ เฟซบุ๊ก Geely Thonburi Thailand