Home Blog Page 20

ฉลองกระแสตอบรับ! มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี กวาดยอดขายกว่า 12,000 คัน เปิดตัวบ็อกซ์เซต “XFORCE HEV x JIRAYU KOO” เติมความจอยให้ทุกการเดินทาง รับฟรี! สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2569

0
มิตซูบิชิ 1

เปิดประสบการณ์ใหม่ให้จอยกว่าเดิม! บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส(ประเทศไทย) จำกัด ฉลองความสำเร็จ “มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี” กวาดยอดขายสะสมกว่า12,000 คันทั่วประเทศ แท็กทีม “Jirayu Koo” ศิลปินนักวาดภาพประกอบชาวไทยชื่อดัง เปิดตัวบ็อกซ์เซตสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “XFORCE HEV x JIRAYU KOO” ไลฟ์สไตล์ไอเทมที่จะมาอัปเลเวลความจอยให้ทุกการเดินทาง สะท้อนแนวคิด “Xperience the Force, Xperience the Joy” ปลุกพลังความเป็นไลฟ์สเตอร์ให้ทุกคนออกไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในแบบของตัวเองได้ทุกวัน

มิตซูบิชิ  4

 

มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ตอกย้ำความสำเร็จในฐานะรถยนต์คอมแพกต์เอสยูวีฟูลไฮบริด ที่หลอมรวมสมรรถนะ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ภายใต้แนวคิด MITSUBISHI e:MOTIONที่มุ่งยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้สนุก มั่นใจ และทรงพลัง ด้วย 3 เทคโนโลยีล้ำสมัย ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC) ผสานกับช่วงล่างและระบบกันสะเทือนที่ได้รับการพัฒนาให้เหมาะกับสภาพถนนในประเทศไทย ผ่านการทดสอบจริงบนถนนทั่วประเทศ รวมระยะทางกว่า 100,000 กิโลเมตร ตลอดจนดีไซน์ภายนอกและภายในที่โดดเด่นสะกดทุกสายตา และเทคโนโลยีความปลอดภัย Diamond Sense ครอบคลุม 360 องศา ที่ให้ความอุ่นใจในทุกโมเมนต์ของการเดินทาง

บ็อกซ์เซต “XFORCE HEV x JIRAYU KOO” เกิดจากไอเดียการร่วมมือกับ Jirayu Koo หรือ จิรายุ คูอมรพัฒนะ โดยนำจุดเด่นของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี มาถ่ายทอดผ่านมุมมองใหม่ที่เชื่อมโยงรถยนต์เข้ากับไลฟ์สไตล์ในทุกวัน ผ่านลายเส้นรูปทรงกลมมนและคัลเลอร์บล็อกสีสันจัดจ้านอันเป็นลายเซ็นของศิลปิน รังสรรค์เป็นบ็อกซ์เซตไอเทมที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นหมอนผ้าห่ม กระบอกน้ำเก็บความเย็น และกระเป๋าผ้า ในโทนสีสดใสและมีชีวิตชีวา สลัดลุคทุกทริปให้สนุกขึ้นกว่าที่เคย

มิตซูบิชิ  3

ยิ่งไปกว่านั้น อีกหนึ่งความพิเศษของบ็อกซ์เซตนี้ คือการนำเสนอตัวตนของสองพรีเซนเตอร์อย่าง “แพต-ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช” และ “ริว-วชิรวิชญ์ วัฒนภักดีไพศาล” ที่ถูกหยิบเอาเสน่ห์ ความสดใส และพลังบวกของทั้งคู่มาตีความเป็นคาแรกเตอร์ในสไตล์ของ Jirayu Koo พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ก้าวออกไปเอ็นจอยกับทุกจังหวะของชีวิต ในฉบับของไลฟ์สเตอร์ที่นิยามความสุขด้วยตัวเอง

มิตซูบิชิ  5

มิตซูบิชิ 6

สำหรับลูกค้า มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ที่ทำการจองและรับรถยนต์ ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม –
31 สิงหาคม 2569
และลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน M-Drive ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2569 รับฟรี! บ็อกซ์เซต “XFORCE HEV x JIRAYU KOO” มูลค่า 1,470 บาท*

มิตซูบิชิ  7

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ด้วยความเชื่อที่ว่า “ทุกประสบการณ์
คือจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจ” เช่นเดียวกับ มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ที่พร้อมเป็นเพื่อนร่วมทางในการออกไปค้นพบประสบการณ์ใหม่ ๆ เติมเต็มทั้งความสนุกและความประทับใจตลอดการเดินทาง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และนัดหมายทดลองขับรถยนต์มิตซูบิชิได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือมิตซูบิชิ
คอลเซ็นเตอร์ โทร. 02-079-9500 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส
ประเทศไทย ได้ที่ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

รับชมภาพยนตร์โฆษณา “XFORCE HEV x JIRAYU KOO” พร้อมบทสัมภาษณ์พิเศษจาก Jirayu Koo ได้ที่

*เงื่อนไขและรายละเอียดเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด        

“นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่” ถ่ายทอดความประณีตแบบญี่ปุ่น สู่นิยามใหม่ของการเดินทางระดับพรีเมียม

0
นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ 1

ความหมายของการเดินทางระดับพรีเมียมในวันนี้ไม่ได้สะท้อนผ่านความหรูหราที่มองเห็นเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงคุณภาพของเวลาที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทาง ผ่านการผสานความประณีตแบบญี่ปุ่น ความสะดวกสบายที่ผ่านการคิดอย่างรอบด้าน และประสบการณ์ที่ออกแบบโดยคำนึงถึงทั้งผู้ขับและผู้โดยสาร

นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่

ด้วยแนวคิดดังกล่าว บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด ได้เปิดตัว นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ อย่างเป็นทางการในประเทศญี่ปุ่น โดยเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม หลังจากเผยโฉมเป็นครั้งแรกภายในงาน Japan Mobility Show 2025

หัวใจของนิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ เริ่มต้นจากแนวคิดที่เรียบง่ายว่า การเดินทางแบบ Grand Touring ที่ดีควรมอบความรู้สึกพิเศษให้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่หลังพวงมาลัยหรือผู้โดยสารในแต่ละตำแหน่ง รถรุ่นใหม่นี้จึงผสานพื้นที่กว้างขวาง และบรรยากาศที่ชวนผ่อนคลายเข้ากับประสบการณ์การขับขี่ที่น่ารื่นรมย์ พร้อมด้วยระบบ e-POWER เจเนอเรชันที่ 3 ระบบควบคุมการขับเคลื่อนสี่ล้อด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า e-4ORCE ที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มมากยิ่งขึ้น และระบบช่วงล่างแบบปรับไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Intelligent Dynamic Suspension ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อสร้างการเดินทางที่นุ่มนวล เงียบสงบ และมั่นคงยิ่งขึ้น

ความสง่างามแห่งอนาคต ผ่านมุมมองการออกแบบแบบญี่ปุ่น

นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ 3

นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “The Private MAGLEV” ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากรถไฟความเร็วสูงแบบแม่เหล็กลอยตัวของญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเคลื่อนที่อันรวดเร็ว ลื่นไหล และไร้รอยต่อ มาตีความผ่านงานออกแบบที่ผสานเส้นสายแห่งความเร็วเข้ากับบุคลิกที่สง่างาม และมั่นคง สะท้อนตัวตนของรถเรือธงสัญชาติญี่ปุ่นได้อย่างมีเอกลักษณ์

ตัวรถมีขนาดใหญ่กว่ารุ่นก่อน พร้อมสัดส่วนที่เฉียบคม และดูมั่นคงจากทุกมุมมอง ภายใต้แนวคิดการออกแบบ “Timeless Japanese Futurism” ซึ่งนำ DNA ของญี่ปุ่นมาถ่ายทอดในรูปแบบร่วมสมัยที่ไม่ยึดติดกับกาลเวลา

กระจังหน้าได้รับแรงบันดาลใจจากงานไม้แบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นอย่าง คุมิโกะ (Kumiko) และเชื่อมต่ออย่างกลมกลืนไปยังชุดไฟหน้า รวมถึงไฟท้ายแบบเต็มความกว้าง เสริมด้วยล้ออัลลอยน้ำหนักเบาที่ตกแต่งด้วยวัสดุเรซินพิเศษ เพื่อสร้างรายละเอียดอันประณีตคล้ายงานหัตถศิลป์ และทำให้องค์ประกอบต่าง ๆ ของตัวรถดูกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว

ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบให้มีบรรยากาศเปรียบเสมือนเลานจ์ส่วนตัว ตำแหน่งเบาะนั่งที่สูงขึ้นช่วยเปิดทัศนวิสัยด้านหน้าให้กับผู้ขับ ขณะที่แผงประตูตกแต่งด้วยลายควิลท์ซึ่งเชื่อมโยงกับลวดลายคุมิโกะภายนอก

แผงหน้าปัดผสานสวิตช์สัมผัสแบบ Capacitive เข้ากับวัสดุลายไม้ได้อย่างแนบเนียน พร้อมจอแสดงผลแบบรวม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกสำหรับรถยนต์นิสสันในประเทศญี่ปุ่น ระบบไฟ Ambient Light พาดยาวจากแดชบอร์ดไปจนถึงแผงประตู ช่วยโอบล้อมผู้โดยสารด้วยบรรยากาศที่ปรับได้ถึง 64 เฉดสี

เทคโนโลยีที่ทำงานอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อความราบรื่นยิ่งขึ้นตลอดการเดินทาง

สำหรับนิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ เทคโนโลยีไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อเรียกร้องหรือสร้างความสนใจ แต่ได้รับการพัฒนาให้ทำงานอย่างเป็นธรรมชาติอยู่เบื้องหลัง เพื่อสร้างความนุ่มนวล ความสงบ และความมั่นใจที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ตลอดการเดินทาง

e-POWER เจเนอเรชันที่ 3 และ e-4ORCE ที่ได้รับการพัฒนาขึ้น

ด้วยขุมพลังระบบ e-POWER เจเนอเรชันที่ 3 มาพร้อมเครื่องยนต์ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าโดยเฉพาะ ทำงานร่วมกับชุดขับเคลื่อน 5-in-1 e-POWER Powertrain ซึ่งรวมองค์ประกอบหลักห้าส่วน ได้แก่ มอเตอร์ (electric motor) เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (generator) อินเวอร์เตอร์ (Inverter) ชุดทดรอบ (reducer) และชุดเพิ่มรอบ (increaser) ไว้ในโมดูลเดียว

เทคโนโลยีควบคุมใหม่ช่วยยกระดับทั้งความเงียบ และประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ขณะที่ระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% มอบการตอบสนองที่ทรงพลัง และนุ่มนวล สอดรับกับบุคลิกของรถมินิแวนระดับพรีเมียม

แพลตฟอร์มของรถยังได้รับการพัฒนาจากเจเนอเรชันก่อน พร้อมโครงสร้างตัวถังที่แข็งแรง และการจัดการเสียงรบกวนรอบคันอย่างละเอียด เพื่อช่วยให้บรรยากาศภายในห้องโดยสารสงบและผ่อนคลายยิ่งขึ้น

นิสสันยังได้พัฒนาระบบควบคุมการขับเคลื่อนสี่ล้อด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า e-4ORCE ให้ตอบสนองต่อสถานการณ์การขับขี่ที่หลากหลายยิ่งขึ้น ในการใช้งานประจำวัน ระบบจะช่วยลดการเคลื่อนไหวของตัวรถขณะออกตัว เร่ง และเบรก เพื่อเพิ่มความนุ่มนวลในการโดยสาร พร้อมประสานการควบคุมมอเตอร์และเบรกอย่างแม่นยำ โดยเพิ่มการใช้แรงขับจากมอเตอร์ล้อหลังขณะเข้าโค้ง เพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่ขั้นสูงสุด ผู้ขับยังสามารถดูการกระจายกำลังมอเตอร์และแรงเบรกแบบเรียลไทม์ผ่านหน้าจอแสดงผลได้อีกด้วย

ระบบช่วงล่างอัจฉริยะ เพื่อความนุ่มนวลและมั่นคงในทุกจังหวะ

นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ 4

Intelligent Dynamic Suspension หรือระบบช่วงล่างปรับไฟฟ้าแบบไดนามิกอัจฉริยะ สามารถปรับการทำงานให้สอดคล้องกับสภาพถนน และรูปแบบการขับขี่ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยควบคุมแรงหน่วงของล้อแต่ละล้อแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ตัวรถเคลื่อนที่ได้อย่างราบรื่นและมั่นคงยิ่งขึ้น ลดการเคลื่อนไหวของตัวถัง และการเสริมเสถียรภาพของรถ และยังช่วยเสริมความนุ่มนวลที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของ e-POWER และ e-4ORCE ทำให้ทั้งผู้ขับ และผู้โดยสารสามารถเดินทางได้อย่างผ่อนคลายมากขึ้น

นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ยังสามารถปรับบุคลิกให้เข้ากับแต่ละจังหวะของการเดินทางผ่านโหมดการขับขี่ 6 รูปแบบ ได้แก่ ECO, STANDARD, SPORT, COMFORT, SNOW และ PERSONAL ครอบคลุมตั้งแต่การใช้งานในชีวิตประจำวัน การขับขี่ในสถานการณ์ที่หลากหลาย การเดินทางไกลอย่างผ่อนคลาย ไปจนถึงเส้นทางที่ต้องการการตอบสนองหรือความมั่นใจเป็นพิเศษ

เลานจ์ส่วนตัวที่ออกแบบโดยคำนึงถึงสมาชิกทุกคนในการเดินทาง

นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ 6

ภายในห้องโดยสาร พื้นที่ เบาะนั่ง เสียง และการเคลื่อนตัวของรถได้รับการออกแบบให้ทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างบรรยากาศที่สงบ โปร่งสบาย และผ่อนคลายตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจุดหมาย

ระบบควบคุมแรงเบรกในจังหวะที่รถหยุดจะช่วยลดแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นขณะรถหยุดนิ่ง โดยผู้ขับไม่จำเป็นต้องค่อย ๆ ผ่อนน้ำหนักเบรกด้วยตนเอง ทำให้ทุกคนบนรถสัมผัสได้ถึงการหยุดที่นุ่มนวลและเป็นธรรมชาติมากขึ้น

ระบบควบคุมเสียงรบกวนแบบแอคทีฟขั้นสูง (Advanced Active Noise Control) ซึ่งเป็นนวัตกรรมครั้งแรกของโลกจากนิสสัน สามารถช่วยลดทั้งเสียงเครื่องยนต์และเสียงจากพื้นถนนไปพร้อมกัน เพื่อรักษาบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้เงียบสงบยิ่งขึ้น

พื้นที่ภายในกว้างขวางกว่ารุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด หน้าต่างบานใหญ่บริเวณประตูสไลด์ทำงานร่วมกับการจัดวางเบาะแบบโรงภาพยนตร์ ซึ่งยกระดับสายตาตั้งแต่แถวแรกไปจนถึงแถวที่สาม ช่วยให้ห้องโดยสารรู้สึกโปร่งโล่ง และเปิดมุมมองให้ผู้โดยสารในทุกตำแหน่ง

เบาะทุกตำแหน่งเป็นแบบ Zero Gravity โดยเบาะแถวที่สองนั้นจะมีความกว้างเพียงพอให้ผู้โดยสารเปลี่ยนท่าทางได้อย่างเป็นธรรมชาติขณะพักผ่อน ที่วางเท้าของเบาะผู้โดยสารด้านหน้า และเบาะแถวที่สองทั้งสองตำแหน่งสามารถใช้งานพร้อมกันได้ รวมทั้งหมดสามตำแหน่ง เพื่อรองรับการเดินทางไกลอย่างผ่อนคลาย

นอกจากนี้ เบาะแถวที่สองยังมาพร้อมระบบปรับเอนแบบ Dual Reclining ซึ่งสามารถปรับเฉพาะส่วนบนของพนักพิงด้วยระบบไฟฟ้า ช่วยให้ผู้โดยสารวางศีรษะอยู่ในตำแหน่งที่สะดวกสบาย ขณะรับชมจอภายในรถหรือใช้งานสมาร์ทโฟน

ความยืดหยุ่นที่คิดมาเพื่อชีวิตในหลากหลายบทบาท

นอกเหนือจากการสร้างพื้นที่ที่ผ่อนคลาย นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ยังได้รับการออกแบบให้ปรับเข้ากับชีวิตที่มีหลายบทบาท และครอบครัวที่มีสมาชิกหลากหลายวัยได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่การเดินทางเพื่อธุรกิจ การใช้เวลาในวันหยุดกับครอบครัว ไปจนถึงการเดินทางไกลพร้อมผู้โดยสาร สัมภาระ และอุปกรณ์ต่าง ๆ

ประตูสไลด์มีขั้นบันไดที่ช่วยให้เด็กเล็กขึ้นลงได้โดยไม่ต้องยกเท้าสูง พร้อมมือจับขนาดใหญ่ซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารหลากหลายวัยเข้าและออกจากรถได้สะดวกขึ้น

ฟังก์ชันเปิดประตูแบบครึ่งทางช่วยให้ประตูสไลด์เปิดเพียงบางส่วน เพื่อลดปริมาณน้ำฝนที่อาจเข้าสู่ห้องโดยสารระหว่างการขึ้นลงรถหรือการขนสัมภาระในวันที่สภาพอากาศไม่เป็นใจ

เบาะแถวที่สามสามารถพับและเก็บได้ 2 ตำแหน่งทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ช่วยให้ผู้ใช้งานปรับสมดุลระหว่างพื้นที่โดยสาร และพื้นที่เก็บสัมภาระได้ตามความต้องการ

พื้นห้องเก็บสัมภาระได้รับการลดระดับให้ต่ำลง ขณะที่ช่องเปิดฝากระโปรงท้ายมีความสูงและความกว้างมากขึ้น ทำให้ขนถ่ายสิ่งของขนาดใหญ่ เช่น กระเป๋าเดินทาง ได้สะดวกกว่าเดิม

สวิตช์ฝากระโปรงท้ายอัตโนมัติติดตั้งทั้งบริเวณกึ่งกลางฝากระโปรงและเสา D ด้านหลังทั้งสองฝั่ง โดยสามารถหยุดการเปิดฝากระโปรงที่ระดับความสูงใดก็ได้ เหมาะกับพื้นที่จอดที่มีข้อจำกัดด้านหลัง

เทคโนโลยีอัจฉริยะที่ช่วยให้ทุกการขับขี่ผ่อนคลายยิ่งขึ้น

นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับที่ออกแบบมาเพื่อลดภาระในชีวิตประจำวัน และเพิ่มความมั่นใจตลอดการเดินทาง

สำหรับการขับขี่บนทางหลวง นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ มาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับ Repilot ซึ่งช่วยควบคุมคันเร่ง เบรก และพวงมาลัยขณะขับขี่ในช่องทางเดียว เพื่อลดภาระของผู้ขับ

การเดินทางที่ออกแบบเพื่อทุกคน

นิสสัน เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ สะท้อนแนวคิดที่มองว่าการเดินทางไม่ใช่เพียงการพาผู้คนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่คือการใช้เวลาร่วมกันระหว่างการเดินทาง

ทุกองค์ประกอบถูกคิดขึ้นโดยคำนึงถึงผู้คนที่ใช้เวลาอยู่ภายในรถ ตั้ั้งแต่รายละเอียดของงานออกแบบ บรรยากาศภายในห้องโดยสาร และความรู้สึกหลังพวงมาลัย ไปจนถึงเทคโนโลยีที่ช่วยดูแลความนุ่มนวลและความมั่นใจ

ผู้ใช้งานจะมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางระยะใกล้-ไกล ในชีวิตประจำวัน การเดินทางร่วมกับครอบครัว หรือการเดินทางไกล ทุกคนบนรถจะใช้เวลาร่วมกันได้อย่างน่าจดจำยิ่งขึ้น เพราะนิสสัน          เอลแกรนด์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ออกแบบมาเพื่อทุกคนอย่างแท้จริง

 

(มีคลิปวีดีโอ) ทดสอบ สมรรถนะ “Mazda6e” สวยดี ขับยิ่งดี คุ้มดี ซื้อเลย

0
MAZDA6e 1

เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้ทดลองขับ Mazda6e เป็นรถที่นำเข้ามาจำนวนหนึ่งเพื่อเดินสายให้ลูกค้าที่สนใจได้ลองขับ ครั้งนั้นทีมงานมาสด้าจัดให้ลองขับในสนามทดสอบ มีสถานีทดสอบการทรงตัว การควบคุม การเร่ง ความเงียบในห้องโดยสาร ทุกหัวข้อ Mazda6e ทำได้ดีตอบโจทก์ความเป็นรถไฟฟ้าภายใต้การปรับแต่งจากทีมวิศวกรมาสด้าให้มีความมาสด้ามากที่สุด

Mazda6e ทะยอยลงเรือจากโรงงานฉางอัน มาสด้า ออโตโมบิล CMA เมืองหนานจิง ประเทศจีน มาถึงไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ลูกค้าที่จองไว้ส่วนหนึ่งอย่างน้อยลอตแรก 500 คัน ส่งถึงมือไปแล้ว ลอตต่อมาในจำนวนพอๆกันตามมาเรื่อยๆ มีคำถามคือ Mazda6e ที่ส่งมอบจริงจะดีจริงเหมือนชุดที่มาให้ลองขับชุดแรกหรือไม่ ขับ on road จริงเป็นอย่างไร

วันนี้ได้ลองขับ Mazda6e บนถนนจริงแล้ว บนเส้นทางจากในเมืองเริ่มต้นที่อาคารสำนักงานมาสด้าย่านเอกมัย ไปนครนายก ปราจีนบุรี ข้ามเขาใหญ่วนกลับพหลโยธิน กลับ กทม. ที่สำนักงานมาสด้า รวมระยะทางประมาณ 400 กม. ผ่านสภาพจราจรทุกรูปแบบ ในเมือง ไฮเวย์ ขึ้นใหญ่ ทางชนบท ครบเครื่อง ทำให้ได้รับรู้ การตอบสนองของคันเร่ง Performance การรีเจนพลังงาน อัตราเร่งบนทางด่วน สมรรถนะการทรงตัว การเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร การขับขี่ความเร็งสูง การเข้าโค้งกว้าง การควบคุมพวงมาลัย การเบรก การเปลี่ยนเลน การตอบสนองของระบบช่วงล่าง การยึดเกาะถนน การใช้ความเร็วต่ำ การเข้าโค้งแคบ ทางขึ้น-ลงทางลาดชัน โดยรวม Mazda6e ตอบสนองได้ดีมาก

MAZDA6e

ผมใช้โหมดการับขี่แบบ Normal และ  Sport เป็นหลัก ให้ความสนใจกับ อาการหน่วงเมื่อเร่งและเบรกและออกตัวเป็นหลัก และ Mazda6e ให้เรารู้สึกแบบที่แทบจะไม่แตกต่างจาก การขับรถน้ำมันทั่วไป การขยับเร่งขึ้นไป การตอบสนองดีมาก เร่งแซงได้ทันใจในแบบรถไฟฟ้า พวงมาลัยคุมได้แม่นยำในโหมด Sport จะหนักแน่นมั่นใจได้มากขึ้น ในขณะที่เร่งไปจนถึง 90 กม./ชม.สปอยเลอร์หลังจะยกตัวขึ้นอัตโนมัติช่วยให้ลมกดท้ายรถให้การทรงตัวดีขึ้น ในย่านความเร็วที่สูงขึ้น ตามข้อมูลบอกว่าอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.9 วินาที คือทันใจมาก แม้ว่าน้ำหนักรถจะหย่อน 2,000 กก.ไปเพียงหลักหน่วย แต่เมื่อเติมน้ำหนักผู้ขับผู้โดยสารไปอีกกว่า 100 กก.ก็ไม่เป็นปัญหาที่จะเร่งไปได้แบบหลังติดเบาะเท่าที่ต้องการ และไต่ระดับความเร็วไปเกิน 120 กม./ชม.ภายใต้การควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ และอย่าได้เผลอกดจนเพลินมาก เพราะทีมมาสด้าบอกว่าลอคความเร็วไว้ที่ 180 กม./ชม.เท่านั้น!!!

MAZDA6e 3

ช่วงที่ขึ้นเขาใหญ่ เป็นช่วงที่ Mazda6e ขับได้สนุกมาก ผมใช้โหมด รีเจนพลังงานไปที่ สูงสุด เพื่อให้มีการหน่วงมากที่สุด เหมือนกับใช้เกียร์ต่ำในรถน้ำมันทั่วไป ผลที่ได้คือ แทบจะไม่ต้องใช้เบรกเลย เมื่อเข้าโค้งเราก็ผ่อนคันเร่ง รถก็จะลดความเร็วลงมาเอง เข้าโค้งแล้วเร่งขึ้นจะผ่านไปได้แบบมั่นใจ ทั้งทางชันขึ้น และทางลง โค้งแคบ คุมได้สบายใจ ได้พลังงานกลับคืนเป็นของแถม

 

ความน่าสนใจคือ อัตราการใช้พลังงาน ตามสเปคของแบตเตอรี่ แบบ CALB ระยะการขับขี่ได้ระยะ 654 กิโลเมตร หลายครั้งที่ขับรถไฟฟ้าทั่วไปเมื่อวิ่งจริงแบบโหดๆ มีปัจจัยลบมากมายจะวิ่งได้จริงประมาณลบ 30% จากสเปคแบตเตอรี่ แต่สำหรับ Mazda6e บนเส้นทางครั้งนี้พลังงานที่ใช้ไป 70% คงเหลืออยู่ที่ประมาณ 30% น่าจะยังคงวิ่งได้อีกกว่า 150 กิโลเมตร คือชาร์จเต็มวิ่งได้ประมาณ 550 กม. ลบไปประมาณ 15% จากสเปค แต่เป็นการเดินทางแบบหนักมากๆเมื่อเทียบการใช้งานปกติทั่วไป ตรงนี้ถือว่าดีสุด คุ้มสุด ประหยัดสุดแล้ว

MAZDA6e 6

โดยสรุป Mazda6e รถลอตใหม่นี้ไม่มีความแตกต่างจากรถทดสองชุดแรกเลยไม่ว่าจะเป็นสเปครถ สมรรถนะการขับขี่ และการใช้งานในทุกรูปแบบ

ความสวย Mazda6e ภายใต้แนวคิด Kodo: Soul of Motion ในรูปแบบ NeoFastback การันตีชนะเลิศ World Car Design of the Year 2026 เป็นการยืนยันให้เห็นถึงคุณภาพการออกแบบและการพัฒนาตาม DNA ของมาสด้า เอาที่หนึ่งไป

MAZDA6e 7

การขับขี่ยืนยันตามที่รายงานมานี้เป็นเรื่องจริง รถไฟฟ้าที่ขับได้ดีที่สุดคันหนึ่งในตลาดวันนี้ เอาที่หนึ่งไป

ความคุ้มค่าได้มาทั้งความประหยัด จากการใช้งานจริงสามารถวิ่งได้ตามระยะทางได้ใกล้เคียงมากที่สุด กับสิ่งที่ Mazda6e มีมาให้ทั้งความประณีต พรีเมี่ยมของวัสดุอุปกรณ์ เทคโนโลยี่ต่างๆครบเครื่องครบครัน ในราคารุ่น Premium 1,169,000 บาท และรุ่น Exclusive 1,199,000 บาท ต่างกันเพียงภายในห้องโดยสารด้วยวัสดุหนัง Nappa/Suede สีแทน เอาที่หนึ่งไป

MAZDA6e 8

ข้อมูลประชาสัมพันธ์ The All-Electric Mazda6e มีรายละเอียดต่อไปนี้

ถ่ายทอดแนวคิดการพัฒนาและการออกแบบของมาสด้า KODO: Soul of Motion

The All-Electric Mazda6e สืบทอดแก่นแท้ของดีไซน์ จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวอันงดงาม (Soul of Motion) และผสานรวมความงามและความมีเสน่ห์ของรถสปอร์ตคูเป้สุดคลาสสิกของมาสด้าเข้าไว้ด้วยกัน

MAZDA6e 10

ด้านหน้า โดดเด่นด้วย “Flying Signature” เมื่อเปิดไฟจะดูเหมือนปีกนกโบยบินบนท้องฟ้าที่สวยงาม และการสะท้อนแสง บ่งบอกความมีชีวิตชีวาอันเป็นเอกลักษณ์ของมาสด้า ไฟท้ายดีไซน์ทอดยาวแบบต่อเนื่อง ผสานกับไฟทรงกลมสี่ดวงและสปอยเลอร์หลังไฟฟ้า นำเสนอดีไซน์ด้านท้ายที่เรียบง่ายและสวยงามอย่างลงตัว

MAZDA6e 11

ภายนอกถ่ายทอดผ่านนิยามใหม่ของยนตรกรรม 5 ประตู ในรูปแบบ “NeoFastBack” แสดงถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าในการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมการขับเคลื่อนอันทรงพลัง และเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจในรูปแบบ BEV ยุคใหม่

ภายในห้องโดยสารถ่ายทอดแนวคิดการออกแบบ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสไตล์มาสด้า มาพร้อมหน้าจอ Center Display แบบสัมผัสความละเอียดสูง ขนาด 14.6 นิ้ว วัสดุตกแต่งภายในด้วยฝีมืออันประณีต เสริมด้วยโครเมียมแบบด้าน ตอกย้ำความหรูหราพรีเมี่ยม

MAZDA6e 12

ห้องโดยสารกว้างขวาง โปร่ง โล่งสบายด้วยหลังคากระจก Panoramic Glass Roof พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า เบาะนั่งออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ รองรับท่านั่งตามธรรมชาติของมนุษย์ มอบความสบายเหนือระดับ

มอบสุนทรียภาพในการขับขี่ ด้วยระบบเสียงพรีเมี่ยม จาก SONY พร้อมลำโพง 14 ตำแหน่ง รวมถึงลำโพงที่พนักพิงศีรษะผู้ขับขี่ 2 ตำแหน่ง ซึ่งปรับแต่งโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงของ SONY ด้วยเทคโนโลยี Clear Phase และ Live Acoustics เอกสิทธิ์เฉพาะของ SONY เพื่อให้คุณภาพเสียงที่ใส ชัดเจน คมชัด และละเอียดนุ่มนวล

เทคโนโลยีห้องโดยสารอัจฉริยะ (Smart Cockpit) ที่สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการควบคุมด้วยเสียง หน้าจอสัมผัส และการควบคุมด้วยท่าทาง

สมรรถนะการขับขี่อันมีเอกลักษณ์ของมาสด้า

ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของรถยนต์มาสด้าไว้อย่างเต็มเปี่ยม โดยเน้นหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ที่สร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า ตามแนวทางการขับขี่แบบ จินบะ-อิตไต และความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ พร้อมมอบสมรรถนะการขับขี่ที่แม่นยำและสมดุล โดยเฉพาะการเข้าโค้งและในสถานการณ์ฉุกเฉิน

อัตราเร่ง มอบแรงม้าสูงสุด 258 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 290 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.9 วินาที

การชะลอความเร็วแบบนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ผู้โดยสารรู้สึกสบายและไม่เวียนหัวระหว่างเดินทาง

MAZDA6e 13

การบังคับเลี้ยวและการทรงตัว สมดุลน้ำหนักหน้า-หลัง ใกล้เคียง 50:50 การปรับจูนระบบกันสะเทือนและความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถัง เพื่อให้การขับขี่เป็นไปอย่างนุ่มนวล ทรงตัวดี และมีเสถียรภาพในทุกการขับขี่

ระบบเบรกตอบสนองในทุกจังหวะการชะลอความเร็วหรือหยุดรถได้อย่างแม่นยำ และเข้าใจง่ายตรงตามแรงกดแป้นเบรก มอบความนุ่มนวลระหว่างการเร่ง การเลี้ยว และการหยุดรถ เพื่อความสบายในการขับขี่ของทั้งผู้ขับและผู้โดยสารที่เหนือกว่ารถไฟฟ้าทั่วไป

ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบมัลติลิงค์ พร้อมติดตั้งเหล็กกันโคลงที่ด้านหน้าและด้านหลัง ช่วยควบคุมพลวัตและการทรงตัวของรถได้ดีขึ้น พร้อมให้การตอบสนองที่แม่นยำยิ่งขึ้น

สปอยเลอร์หลังไฟฟ้าปรับอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมการขับขี่ในช่วงความเร็วสูง

โหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Comfort: มอบความสบายในการขับขี่ แต่ยังให้การควบคุมที่ดีและการตอบสนองที่แม่นยำในแบบฉบับมาสด้า โหมด Sport: เพิ่มความสนุกสนานในการควบคุมรถมากยิ่งขึ้น และ  โหมด Individual: เลือกตั้งค่าการขับขี่ได้ตามความต้องการ

ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว และยางมิชลิน e-PRIMACY คุณภาพสูงเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อให้ได้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีที่สุด

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ชนิด LFP ขนาด 77.9 kWh รองรับการชาร์จไวแบบ DC Fast Charging สามารถชาร์จจาก 30% -80% ได้รวดเร็วในเวลาเพียง 15 นาที* และมอบระยะทางขับขี่สูงสุด 654 กม. (มาตรฐาน NEDC)

*อ้างอิงจากการใช้เครื่องชาร์จเร็ว DC 200 kW ขึ้นไป ระยะเวลาการชาร์จจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ณ ขณะชาร์จ เช่น สภาพแบตเตอรี่ อุณหภูมิของแบตเตอรี่และอุณหภูมิแวดล้อม

เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย Smart Drive

-กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา พร้อมระบบ See-through view และ Side view monitor (360° Camera with See-through view and Side view monitor)

MAZDA6e

-ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Front Collision Warning – FCW)

-ระบบเตือนการชนด้านหลัง (Rear Collision Warning – RCW)

-ระบบช่วยควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติแบบ Stop & Go (Adaptive Cruise Control with Stop & Go – ACC with Stop & Go)

-ระบบป้องกันการชนครั้งที่สอง (Second Collision Monitoring – SCM)

-ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Blind Spot Monitoring – BSM)

-ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert – RCTA)

-ระบบเตือนการเปิดประตู (Door Opening Warning – DOW)

-ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ (Smart Brake Support – SBS)

-ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติด้านหลัง (Smart Brake Support Rear Crossing – SBS-RC)

-ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (Lane Keep System – LAS)

-ระบบช่วยป้องกันรถเบี่ยงออกนอกเลน (Lane Departure Prevention – LDP)

-ระบบควบคุมรถกลับเข้าสู่เลน (Emergency Lane Keeping – ELK)

-ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ (High Beam Control – HBC)

-ระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเหนื่อยล้าขับขี่ (Driver Monitoring System – DMS)

เทคโนโลยีห้องโดยสารอัจฉริยะ Smart Cockpit

AR Head-up Display ขนาด 50 นิ้ว บนกระจกหน้าที่ระยะ 7.5 เมตร จากตำแหน่งผู้ขับขี่

จอ Digital Meter ขนาด 10.1 นิ้ว

MAZDA6e 15

จอ Center Display แบบสัมผัสความละเอียดสูง ขนาด 14.6 นิ้ว รองรับระบบสั่งการด้วยเสียง และท่าทาง

ภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ประกอบด้วย

สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)

สีน้ำตาล เมลทิง คอปเปอร์ (Melting Copper)

สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)

สีขาว คริสตัล ไวท์ เพิร์ล (Crystal White Pearl)

สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)

สีเทา แอโร เกรย์ (Aero Gray)

 

“NEX” เสริมทัพ “EV” เปิดตัว “BAW M8 Flagship” เจาะตลาดครอบครัวและองค์กรยุคใหม่

0
NEX 1

บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในฐานะ Exclusive Distributor ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า “BAW M8 Flagship Model” แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย พลิกโฉมตลาดรถยนต์ไฟฟ้า กลุ่ม MPV 7 ที่นั่ง ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผสานประวัติศาสตร์ความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์ระดับโลก เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการหลังการขายที่แข็งแกร่งของ NEX

NEX 2

BAW M8 Flagship Model นิยามใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้า MPV ระดับพรีเมียม ที่ผสานความหรูหรา พื้นที่ใช้สอย และสมรรถนะการขับเคลื่อนไว้อย่างลงตัว ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 228 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร จับคู่กับแบตเตอรี่ LFP ความจุ 81 kWh รองรับระยะทางวิ่งสูงสุด 408 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน NEDC) ฟังก์ชันอำนวยความสะดวกครบครันด้วยประตูสไลด์ไฟฟ้า ไฟท้ายแบบ LED เต็มระบบ และระบบความปลอดภัยพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ มุ่งเจาะกลุ่มองค์กร ผู้ประกอบการธุรกิจรถเช่า ผู้ให้บริการรถรับส่งผ่านแอปพลิเคชัน และผู้ให้บริการรถลีมูซีน และลูกค้าครอบครัว ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความคุ้มค่า ความสะดวกสบาย เทคโนโลยีทันสมัยและต้นทุนการใช้งานที่ประหยัด เปรียบเทียบกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป

 

NEX ตั้งเป้ายอดจำหน่ายในปีแรกจำนวน 1,000 คัน และยังมีแผนขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการหลัง การขายจำนวน 9 แห่ง เช่น บางนา สมุทรปราการ ศรีนครินทร์ ฉะเชิงเทรา ระยอง ชลบุรี เลียบด่วน-รามอินทรา เชียงใหม่ ภูเก็ต เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าจะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งาน ด้วยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ อะไหล่มาตรฐาน และบริการหลังการขายที่ครอบคลุม

ภายใต้การดูแลของ NEX ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมทัพพอร์ตโฟลิโอรถยนต์นั่งไฟฟ้าให้ครอบคลุมและครบถ้วนยิ่งขึ้น แต่ยังเป็นการรับประกันมาตรฐานการบริการระดับมืออาชีพ โดยลูกค้าจะได้รับการดูแลครอบคลุมทั้งด้านการขายและบริการหลังการขายโดยตรงจาก NEX ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีประสบการณ์สูงและความเชี่ยวชาญเป็นเลิศในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในไทย อาทิ รถโดยสารไฟฟ้าทุกขนาด รถบรรทุกไฟฟ้าหลากหลายประเภท และรถหัวลากไฟฟ้า ซึ่งสะท้อนถึงความครอบคลุมของผลิตภัณฑ์ในทุกเซกเมนต์การขนส่ง และเป็นบทพิสูจน์ถึงความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทั่วประเทศ

NEX 3

BAW M8 Flagship ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในครอบครัวและการใช้งานเชิงธุรกิจ (Fleet) อาทิ รถรับส่งผู้บริหาร รถรับส่งผู้เข้าพักของโรงแรม และรถรับส่งสนามบิน โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับลูกค้าผ่านประสิทธิภาพการใช้งานที่ยอดเยี่ยม ด้วยตัวถังขนาดใหญ่ที่กว้างขวาง มอบพื้นที่เหนือศีรษะและพื้นที่วางขาอย่างเต็มที่ ผู้โดยสารทุกตำแหน่งนั่งสบายตลอดการเดินทาง ตั้งแต่เบาะแถวที่ 2 ถึงแถวที่ 3 พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่ยังคงใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ใช้งานเบาะครบทั้ง 3 แถว

  1. พื้นที่ห้องโดยสารระดับ Flagship 7 ที่นั่ง: มอบความกว้างขวางสูงสุดด้วยมิติตัวถังความยาวกว่า 3 เมตร และระยะฐานล้อที่กว้างถึง 3,200 มม. พร้อมดีไซน์ภายในทูโทนสีดำ-ส้มสุดหรูหรา
  2. เดินทางไกลอย่างไร้กังวล: ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ให้ระยะทางการวิ่งสูงสุดถึง 408 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน NEDC)+
  3. แบตเตอรี่ LFP คุณภาพสูง ความจุ 81 kWh: มั่นใจในความปลอดภัยและอายุการใช้งานที่ยาวนาน รองรับการชาร์จเร็ว DC Fast Charging สูงสุด 80 kW (หัวชาร์จมาตรฐานยุโรป CCS2)
  4. เทคโนโลยี V2L (Vehicle to Load): เปลี่ยนรถให้เป็นแหล่งจ่ายไฟเคลื่อนที่ จ่ายกระแสไฟสู่อุปกรณ์ภายนอกได้สูงสุด3 kW ตอบโจทย์กิจกรรมภายนอกและการแคมปิ้ง
  5. อัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกระดับท็อป: ทั้งระบบเตือนออกนอกเลน (LDW), กล้องมองรอบคัน 360 องศา, ประตูสไลด์ไฟฟ้า และระบบความบันเทิงหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 6 นิ้ว ควบคุมด้วยระบบปฏิบัติการ NEX OS

ข้อมูลทางเทคนิคและข้อมูลจำเพาะสำคัญ (Technical Specifications)

มิติตัวถังและดีไซน์ (Dimensions & Design)

  • ขนาดตัวถัง (ยาว × กว้าง × สูง): 5,317 × 1,870 × 1,955 มม.
  • ระยะฐานล้อ (Wheelbase): 3,200 มม.
  • ระบบส่องสว่าง: ไฟหน้า LED, ไฟ DRL (Daytime Running Light), และไฟท้าย LED ดีไซน์ล้ำสมัย พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
  • ล้อและยาง: ล้ออะลูมิเนียมหรูหรา High-end Two-tone ขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 225/55 R18

NEX 4

สมรรถนะ แบตเตอรี่ และการชาร์จ (Performance & Charging)

  • ประเภทมอเตอร์: มอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor (PMSM) ขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD)
  • พละกำลังสูงสุด: ให้กำลังสูงสุด 228 แรงม้า (170 kW) พร้อมแรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร
  • ความเร็วสูงสุด: 150 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • ระบบชาร์จไฟ: รองรับทั้งชาร์จแบบธรรมดา AC (สูงสุด 6.6 kW) และชาร์จเร็ว DC (สูงสุด 80 kW)

NEX 6

สิ่งอำนวยความสะดวกระดับเฟิรสต์คลาส (Comfort & Infotainment)

  • เบาะนั่งระดับพรีเมียม: เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมระบบนวดไฟฟ้า และเบาะแถวที่ 2 แบบ Captain Seat ปรับไฟฟ้า รองรับทุกความสบาย
  • ระบบหน้าจออัจฉริยะ: หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ Digital Cluster ขนาด 12.3 นิ้ว และหน้าจอระบบอินโฟเทนเมนต์ตรงกลางแบบสัมผัสขนาด 14.6 นิ้ว
  • ฟังก์ชันความสะดวกสบาย: ประตูสไลด์ไฟฟ้าคู่, แท่นชาร์จไร้สาย (Wireless Charger), โต๊ะพับหลังเบาะหน้า, ระบบปรับอากาศหน้า-หลัง พร้อมระบบกรองอากาศ PM2.5 และไฟสร้างบรรยากาศ Ambient Light

NEX 7

ระบบความปลอดภัยและตัวช่วยการขับขี่ครบครัน (Safety & Driving Assist)

มั่นใจเต็มเปี่ยมในทุกเส้นทางด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานสากล ทั้งระบบเชิงปกป้อง (Passive Safety) และระบบช่วยเหลือการขับขี่ (Active Safety) ดังนี้:

  • ระบบควบคุมการทรงตัว: ESC (ควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ), TCS (ป้องกันการลื่นไถล), ABS + EBD และระบบเสริมแรงเบรก (HBA / BAS)
  • ระบบช่วยขับขี่บนทางลาดชัน: HHC (ช่วยออกตัวบนทางลาดชัน) และ HDC (ควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน)
  • ระบบแจ้งเตือนอัจฉริยะ: LDW (ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน), TPMS (ระบบตรวจเช็กลมยาง), และ DMS (ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่)
  • ระบบช่วยเหลือขณะจอด: กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา และสัญญาณเตือนกะระยะหน้า-หลัง
  • ระบบปกป้องภายใน: ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่งรอบคัน และระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้โดยสารทุกที่นั่ง (Occupant Detection SBR)

NEX 11

การจัดจำหน่ายและบริการหลังการขาย

  • ผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ: ดำเนินการโดย NEX POINT (Exclusive Distributor)
  • เครือข่ายบริการ: มั่นใจด้วยศูนย์บริการมาตรฐาน ทั่วประเทศ พร้อมเครือข่ายสถานีชาร์จ NEX EV Charger และ E@ Anywhere ที่ครอบคลุมรองรับลูกค้าตลอดการเดินทาง
  • เปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการสำหรับ BAW รุ่น Model M8 Flagship Model อยู่ที่ 1,299,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)

โดยลูกค้าจะได้รับสิทธิพิเศษในช่วงเปิดตัวดังนี้ สำหรับ 500 คันแรกเท่านั้น

  • แถม เครื่องชาร์จ EA Anywhere AC 3 Kw. wall charge (ไม่รวมค่าติดตั้ง)
  • แถม ประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี
    • Warranty มอเตอร์ 5 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร/แบตเตอรี่ 8 ปี 150,000 กิโลเมตร
  • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือจองโปรโมชั่นนี้ได้ที่ โทร. 065-949-4191 หรือ LINE OA: @nexpoint

 

 

 

 

 

GWM เปิดตัวทีมแข่ง GWM EK Group Racing Team พร้อมส่ง TANK 300 ลุยศึกแรลลีสุดโหด AXCR 2026 ประเดิมแบรนด์รถจีนรายแรกที่ทำตลาดในไทย ลงขับเคี่ยวศึกแรลลีระดับสากล

0
GWM EK Group 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” และมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด ประกาศอีกหนึ่งก้าวสำคัญบนเส้นทางมอเตอร์สปอร์ต ด้วยการผนึกกำลังกับ EK Group (เอก กรุ๊ป) พันธมิตรรายสำคัญในภาคตะวันออกของประเทศไทย จัดตั้งทีม GWM EK Group Racing Team พร้อมส่ง GWM TANK 300 เข้าสู่สนามทดสอบสมรรถนะ ความแข็งแกร่ง และความทนทานของรถในการแข่งขันรายการ Asia Cross Country Rally 2026 (AXCR 2026) อย่างเป็นทางการ นับเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญในฐานะแบรนด์รถยนต์จีนที่ทำตลาดในประเทศไทยแบรนด์แรกที่ก้าวเข้าสู่การแข่งขันครอสคันทรีระดับเอเชียรายการนี้

GWM EK Group 2

การเข้าร่วม AXCR 2026 ของ GWM คือการประกาศจุดยืนครั้งใหม่ของแบรนด์บนเวทีมอเตอร์สปอร์ตระดับภูมิภาคและระดับโลก โดย GWM มุ่งใช้การแข่งขันครั้งนี้เป็นสนามพิสูจน์เทคโนโลยี วิศวกรรม และคุณภาพการผลิตภายใต้สภาพการใช้งานจริงที่หนักหน่วงที่สุด ผ่านเส้นทางครอสคันทรีกว่า 2,000 กิโลเมตร ตลอด 6 วัน ระหว่างวันที่ 10–15 สิงหาคม 2569 จากพัทยา ผ่านปราจีนบุรี นครสวรรค์ กำแพงเพชร สู่เส้นชัยที่พิษณุโลก ซึ่งเต็มไปด้วยโคลนลึก ร่องทางวิบาก กรวดหิน และสภาพภูมิประเทศที่ท้าทายในทุกมิติ

GWM EK Group 3

AXCR 2026 เวทีพิสูจน์ GWM TANK 300 และเทคโนโลยีดีเซลเจเนอเรชันใหม่ 

GWM EK Group 4
GWM เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะแบรนด์ที่โดดเด่นด้านยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานใหม่ (xEV) ซึ่งการเข้าร่วมแข่งขันในรายการ AXCR 2026 ครั้งนี้เป็นการตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้านระบบส่งกำลังและเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลประสิทธิภาพสูงที่ GWM สั่งสมมายาวนานกว่า 20 ปี สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ทุกสภาพการใช้งาน ทุกขุมพลัง และทุกกลุ่มผู้ใช้ ให้ครบมิติมากยิ่งขึ้น

โดยหัวใจสำคัญของภารกิจครั้งนี้คือ GWM TANK 300 รถออฟโรดระดับโลกที่สะท้อนตัวตนด้านความแกร่งของแบรนด์ภายใต้แนวคิด “Boxy & Off-Road Iconic” และได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งานจริงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดย GWM เลือกส่ง TANK 300 เครื่องยนต์ดีเซล เข้าร่วมการแข่งขันในประเภท T2 (Cross-Country Production Car) ซึ่งเป็นประเภทที่กำหนดให้รถแข่งยังคงใกล้เคียงกับรถผลิตจริงมากที่สุด เพื่อพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพื้นฐานวิศวกรรม โครงสร้างแชสซี ระบบส่งกำลัง และความทนทานของรถที่ลูกค้าใช้งานจริง สามารถรับมือกับหนึ่งในสนามแข่งที่โหดที่สุดของเอเชียได้อย่างมั่นใจ

GWM EK Group Racing Team การรวมพลังเทคโนโลยีระดับโลกกับความเชี่ยวชาญในพื้นที่       
การลงแข่งขันภายใต้ชื่อ GWM EK Group Racing Team สะท้อนความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง GWM (Thailand) และ EK Group โดยนำเทคโนโลยียานยนต์ล้ำสมัยของ GWM มาผสานกับความแข็งแกร่งของ EK Group ทั้งในด้านความเข้าใจตลาดท้องถิ่น เครือข่ายในภาคตะวันออก ความพร้อมด้านการดำเนินงาน และแพสชันด้านกีฬาและมอเตอร์สปอร์ต ทั้งนี้ EK Group เป็นหนึ่งในพันธมิตรยานยนต์สำคัญในภาคตะวันออกของประเทศไทย เริ่มดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 1997 และร่วมเป็นพันธมิตรกับ GWM ตั้งแต่ปี 2021 ปัจจุบันบริหารโชว์รูมและศูนย์บริการ 6 แห่ง ครอบคลุมระยอง จันทบุรี ชลบุรี และกรุงเทพฯ การร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการรวมจุดแข็งของทั้งสองฝ่าย เพื่อสร้างทีมแข่งที่พร้อมพิสูจน์ศักยภาพของแบรนด์บนสนามจริง พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ของ GWM ในเวทีสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งและมอเตอร์สปอร์ตระดับภูมิภาค

เปิดตัวไลน์อัปนักแข่งระดับแชมป์ พร้อมส่ง GWM TANK 300 จำนวน 2 คันลงสนาม     
ในโอกาสนี้ GWM EK Group Racing Team ยังได้เปิดตัวไลน์อัปนักแข่งและผู้นำทางอย่างเป็นทางการ โดยจะส่ง GWM TANK 300 จำนวน 2 คัน เข้าร่วมการแข่งขัน AXCR 2026 พร้อมทีมที่ผสานประสบการณ์ ความแม่นยำ และความเข้าใจสนามครอสคันทรีไว้อย่างแข็งแกร่ง

รถแข่งคันที่ 1: GWM TANK 300 หมายเลข 114

  • โอฬาร สรสิริรัตน์ (นักแข่ง) นักแข่งครอสคันทรี และเอ็นดูรานซ์มากประสบการณ์กว่า 21 ปี พร้อมใบขับขี่สากล FIA Grade A และประสบการณ์ในสนามมาราธอนระดับโลก รวมถึงตำแหน่งแชมป์ T2 FIA จากรายการ China Grand Rally Desert 2016 และการผ่านศึก Dongchuan Debris Flow International Off-Road Rally 2019GWM EK Group 5
  • สมเกียรติ น้อยจาด (ผู้นำทาง) ผู้มีประสบการณ์สูงในวงการแรลลี เคยเป็นผู้จัดงานพรีแรลลี และอดีตแชมป์โอเวอร์ออลล์ AXCR ปี 2011 ซึ่งความเชี่ยวชาญด้านการอ่านเส้นทางที่คาดเดาไม่ได้จะเป็นจุดแข็งสำคัญของทีม

GWM EK Group 6

รถแข่งคันที่ 2: GWM TANK 300 หมายเลข 128

  • โทวัล ธรวรรณเสน (นักแข่ง) หนึ่งในบุคคลสำคัญของวงการมอเตอร์สปอร์ตอาเซียน ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 37 ปี เคยเป็นนักแข่งทีมโรงงานให้กับแบรนด์แรลลีชั้นนำในยุค 90s และ 2000 และอดีตแชมป์โอเวอร์ออลล์ AXCR ปี 2000GWM EK Group 7
  • ชัพวิชญ์ จุลสันติรัตน์ (ผู้นำทาง) ผู้นำทางรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง เจ้าของตำแหน่ง Thailand Rally Raid Annual Champion 2025 และผลงานระดับแนวหน้าของประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวทางการวางกลยุทธ์ที่เฉียบคมและทันสมัย

GWM EK Group 8

ด้วยการผสานประสบการณ์ของนักแข่งรุ่นเก๋า ผู้นำทางระดับแชมป์ และทีมสนับสนุนที่เตรียมความพร้อมอย่างรอบคอบ GWM EK Group Racing Team พร้อมเข้าสู่การแข่งขันที่ต้องอาศัยทั้งทักษะ ความแม่นยำ ความแข็งแกร่ง และการตัดสินใจภายใต้แรงกดดันตลอดเส้นทางกว่า 2,000 กิโลเมตร

เปิดตัว GWM TANK 300 รถแข่งภายใต้กติกา T2     

GWM EK Group 9
นอกจากการเปิดตัวทีมแข่งอย่างเป็นทางการ GWM ยังเผยโฉม GWM TANK 300 เวอร์ชันรถแข่งดัดแปลงสำหรับ AXCR 2026 เป็นครั้งแรก โดยการปรับแต่งรถถูกดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยของ FIA และกติกาประเภท T2 พร้อมรักษาพื้นฐานของรถผลิตจริงไว้ให้มากที่สุด ภายในรถมีการถอดชิ้นส่วนบางรายการตามที่กติกาอนุญาต เช่น พรม บุหลังคา และวัสดุที่ติดไฟง่าย พร้อมติดตั้งโรลบาร์และอุปกรณ์ความปลอดภัยที่จำเป็นสำหรับการแข่งขัน ขณะที่ชิ้นส่วนสำคัญหลายส่วนยังคงอยู่ในพื้นฐานมาตรฐาน เช่น ระบบส่งกำลัง ท่อ เทอร์โบชาร์จเจอร์ และระบบหล่อเย็น ส่วนช่วงล่างสามารถปรับได้เฉพาะโช้กอัพในตำแหน่งยึดเดิมจากโรงงาน และระบบเบรกต้องคงมาตรฐานเดิม ยกเว้นผ้าเบรกและสายเบรกที่สามารถปรับตามกติกาได้

GWM EK Group 10

นอกจากนี้ รถยังได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับรับมือกับอุปสรรคบนสภาพเส้นทางอันท้าทายในสนาม เช่น ยาง Mud Terrain วินช์ ชุดอุปกรณ์กู้ภัย และอุปกรณ์จำเป็นอื่น ๆ โดยชิ้นส่วนส่วนใหญ่สามารถจัดหาได้จากผู้จัดจำหน่ายหรือร้านค้าในประเทศไทย และการปรับแต่งส่วนใหญ่ดำเนินการโดยช่างไทยและพาร์ตเนอร์ท้องถิ่น สะท้อนศักยภาพของทีมเทคนิคไทยที่มีความเข้าใจโครงสร้างรถและประสบการณ์ด้านมอเตอร์สปอร์ตมาอย่างยาวนาน       

GWM EK Group 11

วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธานฝ่ายการตลาด GWM (Thailand) กล่าวว่า “สำหรับการเข้าร่วมการแข่งขันรายการ Asia Cross Country Rally 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ GWM ในฐานะแบรนด์รถยนต์จีนรายแรกที่ทำการตลาดในประเทศไทย และก้าวเข้าสู่หนึ่งในสนามแรลลีครอสคันทรีที่ท้าทายที่สุดของภูมิภาคอย่างเป็นทางการ นี่คือบทเริ่มต้นที่สะท้อนความกล้า ความมุ่งมั่น และศักยภาพของ GWM ในการยกระดับจากการสร้างความมั่นใจบนท้องถนน สู่การพิสูจน์สมรรถนะที่แท้จริงในสนามแข่งระดับสากล เพราะเราตระหนักดีว่าสนามแข่งขันที่มีความท้าทายคือห้องทดลองที่ดีที่สุด ดังนั้นการส่ง GWM TANK 300 Diesel เข้าร่วมการแข่งขันในรายการนี้จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อการแข่งขันหรืออันดับเท่านั้น แต่คือการนำเทคโนโลยี วิศวกรรม และความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์ของ GWM ไปทดสอบภายใต้สภาพแวดล้อมจริงที่สมบุกสมบัน คาดเดาไม่ได้ และพร้อมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อตอกย้ำความมั่นใจในคุณภาพ ความทนทาน และความปลอดภัยสูงสุดของรถยนต์ที่เราส่งมอบให้กับลูกค้า พร้อมทั้งนำข้อมูลและประสบการณ์จากสนามแข่ง กลับมาต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราในอนาคต”

GWM EK Group

AXCR 2026 จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันครั้งหนึ่งของ GWM (Thailand) แต่คือเวทีเริ่มต้นของการก้าวสู่บทบาทใหม่บนสนามระดับโลก เป็นการประกาศความพร้อมของแบรนด์ในการพิสูจน์ศักยภาพด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี และความทนทาน ผ่านสนามจริงที่ท้าทายที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย และเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางมอเตอร์สปอร์ตที่ GWM ตั้งใจจะเดินหน้าต่อไปในระยะยาว

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและร่วมเป็นกำลังใจให้ทีม GWM EK Group Racing Team ได้ที่ Official Facebook Page: GWM Thailand

 

 

เริ่มแล้ว “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48” ยลโฉม มรดกนวัตกรรมยานยนต์ ณ ฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์

0
งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48 1

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จัด “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48” แสดงรถโบราณ และรถคลาสสิค ละลานตาที่ ฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ วันนี้–19 กรกฎาคม 2569

งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48 2

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48 จัดภายใต้แนวคิด “มรดกนวัตกรรม-Legacy of Innovation” โดยปีนี้มีผู้ส่งรถโบราณ รถคลาสสิคเข้าประกวด และจัดแสดงให้ชมกว่า 100 คัน ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์

งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48 3

การประกวดแบ่งออกเป็น 7 รุ่น ได้แก่ รถรุ่นบรรพบุรุษ รถรุ่นผ่านศึก รถโบราณ รถรุ่นก่อนสงคราม รถรุ่นหลังสงคราม รถคลาสสิค และรถคลาสสิคร่วมสมัย อีกทั้งยังมีการประกวด รถจำลอง รถดัดแปลง รถประดิษฐ์พิเศษ รถแจกวาร์ รถมีนี รถโฟล์คสวาเกน รถอเมริกัน รถเฟียต และรถญี่ปุ่นดั้งเดิม

รถเด่น ได้แก่ Austin 7 Saloon ปี 1933 รถทรงกล่องคันงาม ซึ่งเป็นแบบในโปสเตอร์งานปีนี้ / Rolls-Royce 20hp Saloon ปี 1929 รถโบราณอายุเฉียด 100 ปี / MG TB ปี 1939 รถสปอร์ทเปิดประทุน ยุคก่อนสงคราม / Nissan Skyline C110 Kenmeri ปี 1973 รถในฝันของนักสะสมรถญี่ปุ่น / Toyota Corolla Trueno ปี 1973 รถสปอร์ทคลาสสิคระดับตำนาน

งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48 5

กัลยา กมลรัตน์ ผู้อำนวยการด้านการตลาด ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค กล่าวว่า “ภายในงานยังมีกิจกรรมสุดพิเศษให้ร่วมสนุกตลอดงาน ไม่ว่าจะเป็นการออกตามล่ารถไฮไลท์ผ่านกิจกรรม Lucky Rally Scan สะสมภารกิจเพื่อลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษ หมุนวงล้อแห่งความโชคดีลุ้นรับโมเดลรถโบราณสุดน่ารัก รวมถึงเก็บภาพความประทับใจที่ Photo Booth ในบรรยากาศวินเทจสุดคลาสสิค ซึ่งจะช่วยให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าถึง และเรียนรู้เรื่องราวของรถยนต์ระดับตำนานในรูปแบบที่สนุก และน่าประทับใจยิ่งขึ้น”

งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48 6

งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48 7

งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48 8

งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48 8

ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ได้แก่ เสวนาเกี่ยวกับรถโบราณ หัวข้อ “ไทยเปิดนำเข้ารถโบราณปีแรก ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ?” มีนีคอนเสิร์ทจากสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จำหน่ายสินค้าวินเทจ เช่น รถโบราณจำลอง หนังสือ นิตยสาร ฯลฯ

งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48 10

เชิญชม “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 48” ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ วันนี้-19 กรกฎาคม 2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ vintagecarclub.or.th และ facebook.com/VintageCarClub

 

เบื้องหลังดีไซน์ความสปอร์ตของ Honda City ใหม่ จากฝีมือทีมวิศวกรไทย ที่ปลุกรถซิตี้คาร์ยอดนิยมให้กลับมาสั่นทุกสตรีท !

0
ฮอนด้า ซิตี้ 1

Honda City ไม่ได้เป็นเพียงซิตี้คาร์ยอดนิยมที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน แต่ยังเป็นรถยนต์ที่อยู่ในความทรงจำและเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางความสำเร็จของผู้คนหลากหลายเจเนอเรชัน การกลับมาของ Honda City ใหม่ ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการปรับโฉม แต่คือการปลุก DNA ความสปอร์ตให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยดีไซน์ใหม่ที่เร้าใจกว่าที่เคย และฟังก์ชันที่ครบครัน พร้อมกลับมา “สั่นทุกสตรีท” อีกครั้ง เบื้องหลังการคัมแบ็กครั้งสำคัญนี้ คือความมุ่งมั่นของทีมวิศวกรผู้วิจัยและพัฒนาชาวไทยที่กล้าท้าทายทุกขีดจำกัด สร้างสรรค์ Honda City ใหม่ ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว ด้วยมาตรฐานการพัฒนาระดับสากลที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าในหลายประเทศทั่วโลก พิสูจน์ให้เห็นว่าฝีมือคนไทยสามารถสร้างยนตรกรรมที่ไม่เพียงครองใจคนไทย แต่ยังพร้อมแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ

ฮอนด้า ซิตี้ 2

นายกมล เจียมจิตพลชัย หัวหน้าทีมวิศวกรผู้วิจัยและพัฒนา Honda City ใหม่ บริษัท ฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เอเชีย
แปซิฟิค จํากัด เปิดเผยว่า “การพัฒนา Honda City ใหม่ ครั้งนี้ เป็นการท้าทายตัวเองและทีมว่าจะทำอย่างไรให้รถที่ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมอยู่แล้ว ก้าวข้ามขีดจำกัดและโดดเด่นยิ่งกว่าเดิม ทีมวิจัยและพัฒนาจึงตั้งคำถามว่า ‘จะทำอย่างไรให้ Honda City ใหม่ สร้างความตื่นเต้นได้มากกว่าเดิม’ แนวคิด ‘Sharpen’ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาครั้งนี้ เพื่อทำให้ทุกองค์ประกอบเฉียบคมและสปอร์ตยิ่งขึ้นในทุกมิติ ตั้งแต่ดีไซน์ เทคโนโลยี ฟังก์ชันต่างๆ ไปจนถึงประสบการณ์การขับขี่ โดยยังคงรักษาจิตวิญญาณแห่งความท้าทายและความสนุกในการขับขี่ หรือ Fun to Drive ซึ่งเป็น DNA สำคัญของรถยนต์ฮอนด้าไว้อย่างครบถ้วน เพื่อให้ Honda City ใหม่ ไม่ได้เป็นเพียงรถสำหรับการเดินทาง แต่เป็นรถที่พร้อมปลุกความท้าทายในตัวผู้ขับขี่ทุกครั้งที่อยู่บนท้องถนน”

ฮอนด้า ซิตี้ 3

Quake the Standard…เขย่าทุกมาตรฐาน ด้วยดีไซน์ระดับสากลจากทีมวิศวกรไทย

ฮอนด้า ซิตี้ 3

Honda City ใหม่ ไม่ได้ดีไซน์มาเพื่อตอบโจทย์แค่ตลาดใดตลาดหนึ่งเท่านั้น แต่ตั้งเป้าหมายไปที่การสร้างบรรทัดฐานใหม่ในระดับสากล (Global Model) การก้าวข้ามขีดจำกัดในครั้งนี้ จึงเป็นการดึงเอา Honda Sport DNA หรือจิตวิญญาณความสปอร์ตอันเป็นไอคอนิกของฮอนด้าที่ทุกคนคุ้นเคย ออกมาตีความใหม่ให้เฉียบคม ทันสมัย และโดดเด่นในทุกมิติ เพื่อพิสูจน์ว่าฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่สร้างความน่าตื่นเต้นในระดับสากล

Quake the Expectation…ภาษาดีไซน์ใหม่ที่ก้าวล้ำ แต่ยังคงหัวใจความเป็นฮอนด้า

ฮอนด้า ซิตี้ 5

เพราะความประทับใจแรกเห็นคือสิ่งสำคัญ Honda City ใหม่ จึงสะท้อนอัตลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ผ่านเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว
ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ภายใต้รูปลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนไป ทีมวิศวกรไทยยังคงคำนึงถึงผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นศูนย์กลาง โดยออกแบบพื้นที่ห้องโดยสารให้กว้างขวาง อเนกประสงค์ และสะดวกสบายขั้นสุด พร้อมขับเคลื่อนและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

Quake Everyday Driving…เมื่อความสปอร์ตหลอมรวมเข้ากับชีวิตประจำวัน

ฮอนด้า ซิตี้ 6

ฮอนด้าและทีมออกแบบชาวไทยร่วมกันทลายกำแพงความเชื่อเดิม ๆ ด้วยแนวคิดที่ว่า รถยนต์สปอร์ตไม่จำเป็นต้องนั่งยากหรือใช้งานยาก จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาตัวรถภายใต้แนวคิด “Everyday Sport” ผ่านโครงสร้างองค์รวมแบบ Integrated Design ที่เพอร์เฟกต์และโฉบเฉี่ยวตั้งแต่เริ่มต้น หลอมรวมสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกเร้าใจตามแบบฉบับฮอนด้า เข้ากับความคล่องตัวและความสะดวกสบายที่ใช้ได้จริงในทุกวัน ทำให้ทุกจังหวะในการขับขี่ กลายเป็นช่วงเวลาที่สนุก เร้าใจและการปลดล็อกอิสระในการใช้ชีวิตในแบบที่เป็นคุณ

ฮอนด้า ซิตี้ 7

นี่คือเรื่องราวเบื้องหลังของการออกแบบ Honda City ใหม่ ที่พิสูจน์ให้เห็นว่ารถคันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์ใหม่ แต่คือผลงานชิ้นเอกที่สะท้อนถึงพลังแห่งความฝัน ศักยภาพ และความมุ่งมั่นตั้งใจของทีมวิศวกรผู้วิจัยและพัฒนาชาวไทยในการยกระดับยนตรกรรมสู่มาตรฐานโลก ที่กลับมาสร้างความตื่นเต้นและปลุกเร้าทุกโสตประสาทอีกครั้งกับนิยามความสปอร์ตครั้งใหม่ “QUAKE ‘EM UP… สั่นทุกสตรีท”

ฮอนด้า ซิตี้ 8

สัมผัสกับ Honda City ใหม่ และ Honda City Hatchback ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ลูกค้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/city และ www.honda.co.th/cityhatchback และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขาย โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 และเตรียมพบกับกิจกรรมพิเศษจากฮอนด้า ที่จะเดินสายจัดแสดง Honda City ใหม่ ให้ทุกคนได้ร่วมสัมผัสทั่วประเทศ พร้อมกระทบไหล่อย่างใกล้ชิดกับพรีเซนเตอร์แรปเปอร์สาว ‘Milli (มิลลิ)’ ร่วมระเบิดความมันส์ QUAKE ‘EM UP… สั่นทุกสตรีท ทั่วไทยไปพร้อมกัน ตามรายละเอียดดังนี้

o   2 – 6 ก.ย. 2569         ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ จ. สงขลา

o   14 – 18 ต.ค. 2569      ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ชลบุรี จ. ชลบุรี

o   4 – 10 พ.ย. 2569       ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล โคราช จ. นครราชสีมา

อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่

– เว็บไซต์: www.honda.co.th

– Facebook Official Account: Honda Thailand

– LINE Official Account: @honda-thailand

 

  “ฮุนได” ปล่อยรถดีเซลครอบครัว 11 ที่นั่ง ไซส์ยักษ์ ราคาใหม่ STARIA Diesel Premium ราคา 1.999 ล้านบาท สเปกจัดเต็ม…ราคาคุ้มกว่าเดิม รุ่น ELITE Plus และ Premium นำเข้าจากมาเลเซีย ราคาเริ่มต้นถูกลง 400,000 บาท

0
Hyundai 1

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย แนะนำ Hyundai STARIA Diesel รุ่นย่อย Premium (Euro 5) รุ่นนำเข้าจากประเทศมาเลเซีย ราคา 1,999,000 บาท ลดลงจากรุ่นนำเข้าจากเกาหลีใต้ถึง 400,000 บาท แต่ยังคงอุปกรณ์และสมรรถนะระดับพรีเมียมครบถ้วน ทั้งหลังคาซันรูฟไฟฟ้า 2 บาน บันไดข้างไฟฟ้า ประตูสไลด์ไฟฟ้า 2 ฝั่ง และระบบช่วยขับขี่ Hyundai SmartSense เท่ากับรุ่นเดิม สะท้อนแนวทางของฮุนไดในการส่งมอบความคุ้มค่าที่มากขึ้น โดยไม่ลดทอนประสบการณ์การเดินทางระดับพรีเมียม

Hyundai 4

ความคุ้มค่าที่เพิ่มขึ้น พร้อมอุปกรณ์ระดับพรีเมียมครบครัน

แม้จะมาพร้อมราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น แต่ Hyundai STARIA Diesel รุ่นย่อย Premium (Euro 5) ยังคงอุปกรณ์สำคัญที่เป็นจุดเด่นของรุ่น Premium ไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นหลังคาซันรูฟควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า 2 บาน ช่วยเพิ่มความโปร่งสบายให้กับห้องโดยสาร บันไดข้างไฟฟ้า Power Side Step ที่อำนวยความสะดวกในการขึ้น-ลงรถสำหรับผู้โดยสารทุกวัย รวมถึงประตูสไลด์ไฟฟ้าทั้งสองด้าน และประตูท้ายไฟฟ้า พร้อมระบบช่วยขับขี่ และเทคโนโลยีความปลอดภัย SmartSense เพื่อรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย

Hyundai 3

 

ห้องโดยสารกว้างขวาง พร้อมบรรยากาศเหนือระดับ

Hyundai STARIA Diesel รุ่นย่อย Premium (Euro 5) โดดเด่นด้วยการออกแบบที่สะท้อนความเป็น Premium MPV ผ่านไฟหน้า LED แบบโปรเจกเตอร์ ไฟท้าย Parametric Pixel LED กระจังหน้าโครเมียม และล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว ขณะที่ห้องโดยสารรองรับผู้โดยสารได้ถึง 11 ที่นั่ง พร้อมพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง รองรับการจัดวางเบาะได้อย่างยืดหยุ่นตามรูปแบบการใช้งาน

ภายในเลือกใช้เบาะหนังแท้ และไฟ Ambient Mood Lighting เสริมบรรยากาศหรูหรา พร้อมเบาะผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้าพร้อมระบบดันหลัง 12 ทิศทาง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกส่วนหน้าและหลัง ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย และระบบเครื่องเสียง BOSE พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายและผ่อนคลายตลอดเส้นทาง

สมรรถนะทรงพลัง พร้อมเทคโนโลยีเพื่อทุกการเดินทาง

Hyundai STARIA Diesel (Euro 5) ทั้งรุ่น Premium และ Elite Plus รองรับน้ำมันดีเซล B20 และผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro 5 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 431 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อม Paddle Shift มอบทั้งพละกำลัง ความนุ่มนวล และประสิทธิภาพในการเดินทางทั้งในเมืองและระยะไกล พร้อมด้วยระบบเปลี่ยนเกียร์แบบปุ่มกด Shift-by-Wire เบรกมือไฟฟ้า และระบบ Auto Hold ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการขับขี่ พร้อมออกแบบพื้นที่คอนโซลหน้าให้ใช้งานได้อย่างเป็นระเบียบและตอบโจทย์การใช้งานมากยิ่งขึ้น

Hyundai SmartSense มาตรฐานความปลอดภัยที่ให้ความมั่นใจในทุกเส้นทาง

Hyundai STARIA Diesel (Euro 5) ทั้งรุ่น Premium และ Elite Plus ติดตั้งเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ Hyundai SmartSense เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ครอบคลุมระบบ Smart Cruise Control, Forward Collision-avoidance Assist, Lane Keeping Assist, Lane Following Assist, Blind-spot Collision Warning, Blind-spot View Monitor, Rear Cross-traffic Collision-avoidance Assist และ Safe Exit Assist เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารในทุกการเดินทาง

Hyundai 2

อีกหนึ่งทางเลือกของ MPV ระดับพรีเมียมที่เข้าถึงได้มากขึ้น

สำหรับลูกค้าที่มองหาความคุ้มค่า Hyundai STARIA Diesel (Euro 5) รุ่นนำเข้าจากประเทศมาเลเซีย ยังมีรุ่นย่อย Elite Plus ราคา 1,899,000 บาท พร้อมอุปกรณ์สำคัญสำหรับการใช้งานครบครัน ทั้งประตูสไลด์ไฟฟ้าทั้งสองด้าน ประตูท้ายไฟฟ้า หน้าจอแสดงผลดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้ว กล้องมองภาพรอบทิศทาง ระบบเปลี่ยนเกียร์แบบปุ่มกด และแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในครอบครัวและเชิงธุรกิจ

Hyundai STARIA Diesel (Euro 5) รุ่นนำเข้าจากประเทศมาเลเซีย มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Jet Black, Snowflake White Pearl และ Meteor Grey พร้อมห้องโดยสารโทนสีดำ และมาพร้อมสิทธิประโยชน์ภายใต้โปรแกรม myHyundaiCare ทั้งประกันภัยชั้นหนึ่งพร้อม พ.ร.บ. 1 ปี การรับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนาน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง เพื่อสร้างความมั่นใจตลอดการเป็นเจ้าของ พร้อมเปิดให้ลูกค้าสัมผัสและทดลองขับแล้ววันนี้ที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ของ MPV ระดับพรีเมียมที่มอบทั้งความสะดวกสบาย เทคโนโลยี และความคุ้มค่าที่มากขึ้นในทุกมิติ

หมายเหตุ:

(1) เงื่อนไขการรับประกันและบริการช่วยเหลือฉุกเฉินเป็นไปตามข้อกำหนดของบริษัท โปรดตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม ณ จุดจำหน่าย

 

“ซูซูกิ” เปิดกลยุทธ์ศูนย์บริการ 2S มาตรฐานเดียวทั่วไทย รับมือความต้องการลูกค้า มอบส่วนลดอะไหล่ 20% ผ่านแคมเปญ “Care 2Serve You” หวังเพิ่มความพึงพอใจสูงสุด

0
ซูซูกิ 1

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า  หลังจากที่บริษัทฯ มีนโยบายในการเพิ่มศักยภาพการให้บริการหลังการขายผ่าน “ศูนย์บริการ 2S” (Service & Spare Parts) ในพื้นที่ที่ยังไม่มีโชว์รูมจำหน่ายรถยนต์ซูซูกิในปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้ารับบริการของลูกค้าในแต่ละภูมิภาค ให้สามารถเข้าถึงบริการมาตรฐานได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น และได้รับผลตอบรับในการเข้าใช้บริการเป็นอย่างดีจากลุ่มผู้ใช้รถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ

ซูซูกิ 2

“สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับซูซูกิ คือการมุ่งมั่นสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าทุกท่าน ว่าเราพร้อมส่งมอบการบริการด้วยความจริงใจและใส่ใจในทุกรายละเอียด ศูนย์บริการ 2S จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ซ่อมบำรุง แต่คือฟันเฟืองสำคัญที่ซูซูกิตั้งใจให้เข้ามาช่วยดูแลและแบ่งเบาภาระของลูกค้า เพื่อยกระดับความอุ่นใจและตอกย้ำว่ารถยนต์ซูซูกิทุกคันจะได้รับการดูแลภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศจากช่างผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง” นายทาดาโอะมิ กล่าวเน้นย้ำ

ซูซูกิ 3

สำหรับศูนย์บริการ 2S จะให้บริการงานซ่อมบำรุงทั่วไป งานบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะ ซึ่งจะดำเนินการโดยทีมช่างเทคนิคที่ผ่านการอบรมจากบริษัทฯ พร้อมด้วยเครื่องมือมาตรฐานของซูซูกิ เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและคุณภาพในการใช้งานรถยนต์ของลูกค้า เช่น การตรวจเช็กและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ตรวจเช็กระบบเบรก ผ้าเบรก และน้ำมันเบรก ตรวจเช็กและเปลี่ยนกรองอากาศ/กรองแอร์ ตรวจสอบระบบช่วงล่าง ยางรถ ระบบไฟ และแบตเตอรี่ เปลี่ยนหลอดไฟ/ใบปัดน้ำฝน/แบตเตอรี่ เป็นต้น

ซูซูกิ 4

นอกเหนือจากนั้น ศูนย์บริการ 2S มีการจัดจำหน่ายและติดตั้งอะไหล่แท้ของซูซูกิ ที่ผลิตตามมาตรฐานเดียวกับชิ้นส่วนที่ใช้ในสายการผลิตจากโรงงาน ซึ่งมีคุณภาพและความทนทานสูงผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ มีระบบสำรองอะไหล่และกระจายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการอย่างรวดเร็ว

ซูซูกิ 5

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความใส่ใจที่ซูซูกิมอบให้แก่ลูกค้าด้วยดีเสมอมา บริษัทฯ จึงมอบแคมเปญพิเศษ “Care 2Serve You Campaign” สำหรับลูกค้าที่นำรถยนต์เข้ารับบริการ ณ ศูนย์บริการ Suzuki 2S ที่ร่วมรายการ โดยจะได้รับส่วนลดค่าอะไหล่ 20% ได้แก่ น้ำมันเครื่อง ไส้กรองน้ำมันเครื่อง และแหวนรองนอตถ่ายน้ำมันเครื่อง ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2569 โดยศูนย์บริการ Suzuki 2S ที่ร่วมรายการ ประกอบด้วย 4 แห่ง ดังนี้

 

ชื่อศูนย์บริการ 2S พื้นที่ให้บริการ
บริษัท เอ.ซี.ออโตโมบิล (2002) จำกัด จังหวัดพัทลุง
บริษัท เอส ซี เอ็น ออโต กรุ๊ป จำกัด จังหวัดปราจีนบุรี
บริษัท แพร่ยนตรการ เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด จังหวัดแพร่
บริษัท มาพรพาณิชย์ จำกัด จังหวัดชลบุรี

นายทาดาโอะมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ซูซูกิยึดมั่นต่อการพัฒนางานบริการอย่างเป็นระบบเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดต่อผู้บริโภคชาวไทย ด้วยแนวทางการบริการแบบ S-Solution ผ่านการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความมั่นใจให้กับลูกค้าในการใช้บริการ ทั้งในด้านการจัดการข้อมูลลูกค้าแบบ Real-Time ผ่านระบบ Dealer Management System (DMS) ซึ่งช่วยให้ผู้จำหน่ายสามารถตรวจสอบประวัติการเข้ารับบริการและประเมินค่าใช้จ่ายได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

ซูซูกิ 7

อย่าางไรก็ตาม ซูซูกิพร้อมยึดมั่นในแนวทาง “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนาบริการและผลิตภัณฑ์คุณภาพตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านมั่นใจว่า ซูซูกิมุ่งหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าและชุมชนในทุกช่วงเวลาอีกด้วย

 

 

 

ช่องทางการติดต่อ

www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand

SUZUKI Cause We Care: 1800-600-900

“CHERY V23” ครองอันดับ 1 “Boxy EV” เดือนมิถุนายน พร้อมติด Top 10 รถไฟฟ้ายอดจดทะเบียนสะสมครึ่งปีแรก เตรียมส่งมอบจากโรงงานประกอบในไทย

0
Chery Thailand 1

เชอรี ประเทศไทย (CHERY Thailand) ตอกย้ำความสำเร็จของ Chery V23 รถไฟฟ้าทรงกล่องที่ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากผู้บริโภคชาวไทย ด้วยยอดจดทะเบียนเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มรถไฟฟ้าทรงกล่องเดือนมิถุนายน 2569 พร้อมมียอดจดทะเบียนสะสมตั้งแต่เดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 รวมกว่า 4,600 คัน ส่งผลให้ Chery V23 ก้าวขึ้นติด Top 10 รถไฟฟ้าที่มียอดจดทะเบียนสูงสุดของประเทศไทยช่วงครึ่งปีแรก สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งโดดเด่นทั้งด้านดีไซน์ สมรรถนะ เทคโนโลยี และความคุ้มค่าในการใช้งาน

Chery Thailand 2

มร. จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ เชอรี ประเทศไทย กล่าวว่า “ยอดจดทะเบียนสะสมกว่า 4,634 คันในช่วงครึ่งปีแรกของ Chery V23 สะท้อนถึงกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคชาวไทยนับตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทยในเดือนกันยายน 2568 ด้วยเอกลักษณ์สไตล์ Boxy ที่แตกต่าง ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะ ระบบความปลอดภัยที่ครบครัน และสมรรถนะที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน จึงทำให้ Chery V23 สามารถครองใจลูกค้าและสร้างฐานผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว”

Chery Thailand 3

เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง CHERY Thailand ได้เดินหน้ายกระดับศักยภาพ โดย Chery V23 ได้เริ่มการประกอบภายในประเทศ อย่างเป็นทางการ ณ โรงงานมาตรฐานในจังหวัดระยอง ซึ่งได้ดำเนินงานภายใต้มาตรฐานเดียวกับโรงงาน CHERY ในประเทศจีน การผลิตภายในประเทศไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตและการบริหารจัดการซัพพลายเชน แต่ยังทำให้บริษัทสามารถส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยลูกค้าที่สั่งซื้อ Chery V23 สามารถรับมอบรถได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอระยะเวลาการนำเข้าจากต่างประเทศ

Chery Thailand 5

นอกเหนือจากการเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตแล้ว เชอรี ประเทศไทย ยังเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ควบคู่กับการยกระดับบริการหลังการขาย การบริหารจัดการอะไหล่ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความมั่นใจในการเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยในทุกมิติ