Home Blog Page 21

เปิดสังเวียน Isuzu Thailand Championship 2026 ระเบิดศึกมวยคาดเชือก 6 ภูมิภาคทั่วไทย ชิงรางวัลรถปิกอัพอีซูซุ 3 คัน มูลค่ากว่า 2.3 ล้านบาท

0

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด โดย มร. นาโอยะ เซะงูจิ รองกรรมการผู้จัดการ เป็นประธานในพิธีเปิดสังเวียนแห่งเกียรติยศ ในศึก “Isuzu Thailand Championship 2026 ซึ่งเป็นการยกระดับตำนานมวยไทย “ศึกอีซูซุคัพ” ให้มีความทันสมัยและดุดันยิ่งขึ้น โดยยังคงเดินหน้าเฟ้นหานักมวยเลือดใหม่ ผ่านการชิงชัยในรูปแบบทีม 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ รวม 18 ยอดนักชก ผลักดันมวยไทยให้ไประดับสากล พร้อมถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข็มขัดแชมป์ รถปิกอัพ อีซูซุ ดีแมคซ์ 2.2 Ddi MAXFORCE เกียร์อัตโนมัติ ทั้งหมด 3 คัน และเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 2.3 ล้านบาท ผู้ชนะยังได้รับสิทธิ์สำคัญในการเป็นตัวแทนประเทศไทยก้าวสู่สังเวียนระดับโลกอย่าง THAI FIGHT 2026 ซึ่งถือเป็นโอกาสทองในการสร้างชื่อเสียงบนเวทีนานาชาติสู่สายตาชาวโลก

สังเวียน Isuzu Thailand Championship การแข่งขันด้วยรูปแบบ “มวยไทยคาดเชือก” ศิลปะการต่อสู้ที่เข้มข้น โดยมาในระบบ “ยกทีมปะทะกัน” ภายใต้การรับรองมาตรฐานสากลจาก สมาคมกีฬามวยไทยไฟท์นานาชาติ (TFIBA) การชิงชัยในครั้งนี้เป็นการรวมพลังของนักมวยท้องถิ่นชั้นเลิศจาก 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยคัดเลือกยอดนักสู้ภูมิภาคละ 3 คน รวมทั้งสิ้น 18 ขุนพล เพื่อเป็นตัวแทนประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ในนามทีมประจำภาค ดังนี้

  1. ภาคเหนือ

พิกัด 63 กิโลกรัม : รักชัยนาท ศิษย์กำนันเหน่ง

พิกัด 65 กิโลกรัม : ร้อยป่า นายกเรดาร์ภูกระดึง

พิกัด 67 กิโลกรัม : แสนเดช พยัคฆ์ภูดิน

  1. ภาคกลาง

พิกัด 63 กิโลกรัม : เพชรน้ำหนึ่ง สีโอปอล

พิกัด 65 กิโลกรัม : ก้องนภา เกียรติพูนเกิด

พิกัด 67 กิโลกรัม : เด่นเหนือ ส.ทองภูบาล

  1. ภาคอีสานเหนือ

พิกัด 63 กิโลกรัม : วิทยายุทธ วินอุบล

พิกัด 65 กิโลกรัม : โชคนที เอสผู้ชนะสิบทิศ

พิกัด 67 กิโลกรัม : ชูทรัพย์เล็ก วีระศักดิ์เล็กมวยไทยยิม

  1. ภาคอีสานใต้

พิกัด 63 กิโลกรัม : เพชรบ้านใหม่ ส.สุนันท์

พิกัด 65 กิโลกรัม : เพชรพีรพล ผอ.อ้วนคลองหลวง

พิกัด 67 กิโลกรัม : ชาคริต ม.ราชภัฎสุรินทร์

  1. ภาคตะวันออก

พิกัด 63 กิโลกรัม : ประจัญบาน สจ.วิชิตเมืองแปดริ้ว

พิกัด 65 กิโลกรัม : คนองศึก สจ.วิชิตเมืองแปดริ้ว

พิกัด 67 กิโลกรัม : เพชรสิงหา สจ.วิชิตเมืองแปดริ้ว

  1. ภาคใต้

พิกัด 63 กิโลกรัม : ใจสิงห์ ศิษย์นายกพันธ์ศักดิ์

พิกัด 65 กิโลกรัม : ปฏักเอก เทพภาคิน

พิกัด 67 กิโลกรัม : ปฏักเหล็ก ซินบีมวยไทย

โดยในการแข่งขันรอบแรก วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2569 เป็นการพบกันระหว่างทีมภาคตะวันออกกับทีมภาคอีสานเหนือ และทีมภาคใต้กับทีมภาคกลาง โดยมีผลกรแข่งขันดังนี้

ผลการแข่งขันมวย Isuzu Thailand Championship 2026

  • คู่ที่ 1 น้ำหนัก 67 กิโลกรัม รอบแรก

ปฏักเหล็ก ซินบีมวยไทย (ทีมภาคใต้) ชนะน็อคยก 1 ชาคริต ม.ราชภัฏสุรินทร์ (ทีมภาคอีสานใต้)

  • คู่ที่ 2 น้ำหนัก 63 กิโลกรัม รอบแรก

ใจสิงห์ ศิษย์นายกพันธ์ศักดิ์ (ทีมภาคใต้) ชนะน็อคยก 2 เพชรบ้านใหม่ ส.สุนันท์ (ทีมภาคอีสานใต้)

  • คู่ที่ 3 น้ำหนัก 63 กิโลกรัม รอบแรก

ประจัญบาน สจ.วิชิตเมืองแปดริ้ว (ทีมภาคตะวันออก) แพ้น็อคยก 2 วิทยายุทธ วินอุบล (ทีมภาคอีสานเหนือ)

  • คู่ที่ 4 น้ำหนัก 65 กิโลกรัม รอบแรก

คนองศึก สจ.วิชิตเมืองแปดริ้ว (ทีมภาคตะวันออก) ชนะน็อคยก 2 โชคนที เอสผู้ชนะสิบทิศ (ทีมภาคอีสานเหนือ)

สรุปรวมผลคะแนนรอบแรก

ภาคใต้ 6 คะแนน

ภาคอีสานใต้ ยังไม่มีคะแนน

ภาคตะวันออก 3 คะแนน

ภาคอีสานเหนือ 3 คะแนน

 

สำหรับเดิมพันของผู้ชนะในศึกนี้ถือว่ายิ่งใหญ่และเปลี่ยนชีวิตนักชกอย่างแท้จริง เพราะนอกจาก   จะได้ครองถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเข็มขัดแชมป์อันทรงเกียรติแล้ว อีซูซุยัง  จัดหนักด้วยรางวัลรถปิกอัพ อีซูซุ ดีแมคซ์ 2.2 Ddi MAXFORCE เกียร์อัตโนมัติ พลังใหม่ที่กำลังเขย่าวงการยานยนต์ จำนวนถึง 3 คัน และเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 2.3 ล้านบาท พร้อมคว้าโอกาสสำคัญในการเป็นตัวแทนประเทศไทยก้าวสู่สังเวียนระดับโลกในรายการ THAI FIGHT 2026 แฟนมวยสามารถติดตามรายการ “Isuzu Thailand Championship” ทุกวันอาทิตย์ ทางช่อง PPTV HD 36 และ YouTube ช่อง THAI FIGHT OFFICIAL ตั้งแต่เวลา 18.00 – 20.00 น. ถ่ายทอดสดจาก World Siam Stadium ตะวันนา บางกะปิ

 

ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

ธนบุรีนอยสเติน ผนึกเครือข่ายผู้จำหน่าย ต่อยอดความสำเร็จ GEELY EX5 และ GEELY EX2

0

บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด ในเครือกลุ่มธนบุรี ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ จีลี่ (GEELY) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย จัดงานประชุมผู้จำหน่าย “GEELY Dealer Conference 2026” ภายใต้แนวคิด “Winning the Next Era” ตอกย้ำความสำเร็จของ GEELY EX5 และ GEELY EX2 ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าชาวไทย พร้อมประกาศวิสัยทัศน์การยกระดับมาตรฐานบริการหลังการขาย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ ไปพร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นของลูกค้าในระยะยาว และยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า GEELY ให้ครอบคลุมในทุกมิติ

นายณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด กล่าวว่า “ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยกำลังก้าวข้ามการแข่งขันด้านราคา สู่ยุคของการแข่งขันด้านความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง ผู้บริโภคมองหาแบรนด์ที่ไว้วางใจได้ ทั้งในด้านคุณภาพ เทคโนโลยี และการดูแลระยะยาว ธนบุรีนอยสเติน ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย GEELY อย่างเป็นทางการ เรานำจุดแข็งของแบรนด์ยานยนต์คุณภาพระดับโลก ผสานกับความเข้าใจตลาดไทยอย่างลึกซึ้งและดีเอ็นเอการบริการที่เหนือระดับของกลุ่มธนบุรี เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า GEELY ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าชาวไทย เราเชื่อมั่นว่า ‘ผลิตภัณฑ์ระดับโลก ต้องมาพร้อมการดูแลแบบไทย’ และนี่คือรากฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและการเติบโตอย่างยั่งยืนของ GEELY ในประเทศไทย”

ภายในงาน ธนบุรีนอยสเติน เน้นย้ำทิศทางการเติบโตของแบรนด์ในปีนี้ ผ่านหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยจะยกระดับความแข็งแกร่งในแต่ละด้านมากขึ้น ได้แก่ การต่อยอดความเชี่ยวชาญของกลุ่มธนบุรี ซึ่งมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยาวนานกว่า 85 ปี เพื่อสนับสนุนเครือข่ายผู้จำหน่ายให้สามารถเข้าถึงและเข้าใจความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งในด้านพฤติกรรมผู้บริโภค ไลฟ์สไตล์การใช้งาน และแนวโน้มของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการต่อยอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและระบบแบตเตอรียุคใหม่ พร้อมสนับสนุนกลยุทธ์การขายและการตลาดแบบ 360 องศา เพื่อเสริมศักยภาพของดีลเลอร์ทั่วประเทศ

การชูผลิตภัณฑ์คุณภาพและนวัตกรรมระดับโลกของ GEELY ซึ่งโดดเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ก็เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยในปีนี้ นอกจากการเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จของ GEELY EX5 รถอเนกประสงค์พลังงานไฟฟ้า ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ GEELY EX2 ซิตี้คาร์พลังงานไฟฟ้า ที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ธนบุรีนอยสเติน ยังมีแผนเปิดตัวยานยนต์รุ่นพิเศษ พร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายได้มากขึ้น

นอกจากนี้ การสร้างประสบการณ์ใช้งานที่ยอดเยี่ยมผ่านการบริการหลังการขายระดับพรีเมียม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าอย่างยั่งยืน โดยบริษัทมุ่งพัฒนาเครือข่ายศูนย์บริการให้ได้มาตรฐานระดับสากล พร้อมทีมช่างผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรม และการนำเทคโนโลยีการบำรุงรักษาที่ทันสมัยมาใช้ เพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุดในทุกมิติ และสร้างความมั่นใจว่า GEELY จะอยู่เคียงข้างกับลูกค้าในระยะยาว

ปัจจุบัน ธนบุรีนอยสเติน ได้ขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายครอบคลุม 57 แห่งทั่วประเทศ และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 65 แห่งภายในปี 2569 นี้ เพื่อรองรับการเติบโตของฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมเปิดโชว์รูมระดับเรือธงแห่งแรกในประเทศไทยภายในปีนี้

“ความสำเร็จของ GEELY ในประเทศไทย สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างธนบุรีนอยสเตินและเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นพันธมิตรสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ โดยหัวใจสำคัญเหล่านี้จะยังคงเป็นแนวทางหลักในการดำเนินงานและจะเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จร่วมกันกับเครือข่ายผู้จำหน่าย ผลักดันการเติบโตของ GEELY และก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างแข็งแกร่ง” นายณรงค์ กล่าวปิดท้าย

 

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการ GEELY ใกล้บ้าน หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-081-9999 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.thonburineustern.com และ เฟซบุ๊ค Geely Thonburi Thailand

เอ็มจี เผย 5 จุดเด่นของ MG IM5 พร้อมให้คนไทยได้เป็นเจ้าของ

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผย 5 จุดเด่นของ MG IM5 The First Premium Intelligent e-SEDAN” ที่เตรียมเข้ามายกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เป็นเจ้าของด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง เทคโนโลยีการควบคุมรถอัจฉริยะ ดีไซน์สปอร์ตที่โดดเด่น คุณสมบัติการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง รวมถึงความมั่นใจในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว พร้อมชวนสัมผัสและทดลองขับ MG IM5 คันจริงในงานมอเตอร์โชว์ 2026 

สำหรับ MG IM5 “The First Premium Intelligent e-SEDAN” มีเป้าหมายในการพัฒนาเพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้รถยนต์ไฟฟ้าในทุกมิติ โดย เอ็มจี ได้ถ่ายทอดความเหนือระดับของยนตรกรรมคันนี้ผ่าน 5 ไฮไลท์สำคัญของ MG IM5 ที่รวบรวมจุดเด่นทั้งด้านดีไซน์ สมรรถนะ เทคโนโลยี และมาตรฐานความปลอดภัยไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

  1. Safety is IM’s First Priority มั่นใจทุกการเดินทางด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก

หัวใจสำคัญของ เอ็มจี ที่ถ่ายทอดสู่ MG IM5 คือการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้ครอบคลุมในทุกองค์ประกอบของรถ ตั้งแต่โครงสร้างตัวถัง ระบบแบตเตอรี่ ไปจนถึงแชสซีและระบบควบคุมการเคลื่อนไหวของรถ หรือ Motion Control Safety ที่พัฒนาเพื่อเสริมการปกป้องผู้โดยสารในทุกสถานการณ์ พร้อมทำงานร่วมกับเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ ช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ โดยรถยนต์ เอ็มจี ยังได้รับการยอมรับด้านมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ด้วยการได้รับการรับรองระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP ที่สำคัญ แบตเตอรี่ยังผ่านการทดสอบ Needle Puncture Test จากศูนย์ทดสอบยานยนต์แห่งชาติของจีน และได้รับการรับรอง 5 ดาว จาก China Electric Vehicle Fire Safety Index อย่างครบครันทั้งระบบแจ้งเตือนความปลอดภัย ระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน การป้องกันไฟไหม้ และการเชื่อมโยงข้อมูล พร้อมโครงสร้างป้องกันหลายชั้น ระบบระบายความร้อนประสิทธิภาพสูงลดอุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส ภายใน 30 วินาที และระบบ AI ที่ตรวจสอบการทำงานของแบตเตอรี่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้ผู้ใช้งานในทุกการเดินทาง

  1. Intelligent 4-Wheel Steering System พร้อมระบบ One Touch iAD พลิกนิยามการควบคุมรถให้เหนือชั้น

MG IM5 มาพร้อมระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้ออัจฉริยะ (Intelligent 4-Wheel Steering) ที่ช่วยให้การควบคุมรถคล่องตัวและแม่นยำยิ่งขึ้น ลดรัศมีวงเลี้ยวเหลือ เพียง 4.99 เมตร ทำให้การกลับรถในที่แคบหรือการขับในพื้นที่จำกัดเป็นเรื่องง่าย พร้อมเพิ่มเสถียรภาพในการเปลี่ยนเลนที่ความเร็วสูง ผสานการทำงานกับ เทคโนโลยี One Touch iAD ที่ช่วยให้การจอดรถและควบคุมการเคลื่อนตัวของรถเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการจอดข้างทาง เข้าช่องจอด หรือถอยออกจากพื้นที่แคบ ระบบสามารถคำนวณและควบคุมการเคลื่อนรถได้อย่างแม่นยำ ช่วยคลี่คลายปัญหาที่จอดยากในชีวิตประจำวัน ให้ทุกสถานการณ์การจอดเป็นเรื่องง่าย สะดวก และมั่นใจยิ่งขึ้นสำหรับผู้ขับขี่

  1. Stunning Design ในรูปแบบ “Premium Intelligent e-SEDAN” ที่สะกดทุกสายตาในทุกมุมมอง

การดีไซน์ของ MG IM5 ถ่ายทอดความหรูหราที่ผสานพลังแห่งความสปอร์ตได้อย่างประณีต ในรูปแบบ Sport Coupe Sedan ที่โดดเด่นด้วยเส้นสายโค้งมนลื่นไหล สร้างภาพลักษณ์ที่พลิ้วไหวแต่แฝงด้วยความทรงพลัง สะท้อนเอกลักษณ์ รสนิยม และความมั่นใจของผู้ขับขี่ได้อย่างชัดเจน โดยมาพร้อมตัวถังที่มีความยาวถึง 4,931 มิลลิเมตร ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ความสง่างามและความพรีเมียมให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ทุกองค์ประกอบของตัวรถได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อสร้างความโดดเด่นในทุกมุมมอง ตั้งแต่ดีไซน์ไฟหน้าที่เสริมบุคลิกความทันสมัย ไปจนถึงไฟท้ายแบบ Skyline Taillights ที่พาดยาวตลอดแนวท้ายรถ เพิ่มมิติแห่งความล้ำสมัยและเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมเส้นสายตัวถังที่ลงตัวช่วยขับเน้นภาพลักษณ์ความพรีเมียม ทำให้ MG IM5 มีความสง่างาม และพร้อมสะกดทุกสายตาตั้งแต่แรกเห็น

  1. สถาปัตยกรรม 800V มาพร้อมแบตเตอรี่ CATL ประสิทธิภาพสูง สามารถรับกระแสไฟสูงสุด 396 kW พร้อมมอบระยะทางการขับขี่ไกลกว่า 860 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

MG IM5 ถูกพัฒนาขึ้นบนสถาปัตยกรรมไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง 800V SiC Platform ที่ออกแบบโดย SAIC MOTOR CORPORATION เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าให้สะดวกและมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยการรองรับการชาร์จพลังงานความเร็วสูง ช่วยลดระยะเวลาการรอคอย ใช้เวลาการชาร์จเพียง 15 นาที             ก็สามารถเดินทางต่อได้ไกลมากกว่า 600 กิโลเมตร มาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 100 kWh จาก CATL รองรับแรงดันไฟฟ้าสูงสุด 875 โวลต์ แผ่นปิดแบตเตอรี่ ทนความร้อนได้ถึง 1,000 องศาเซลเซียส และสารเคลือบบนเซลแบตเตอรี่ สามารถทนความร้อนได้ถึง 2,000 องศาเซลเซียส สร้างความอุ่นใจในการขับขี่และเพิ่มอิสระในการเดินทางตลอดระยะทางสูงสุดถึง 860 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC) ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวันหรือการเดินทางระยะไกล ลดความกังวลเรื่องการชาร์จระหว่างทาง ทำให้การใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องง่าย และสบายใจยิ่งขึ้นในทุกเส้นทาง

  1. EV LIFETIME WARRANTY ความมั่นใจที่ดูแลตลอดการใช้งาน ของ เอ็มจี

เอ็มจี ในฐานะผู้บุกเบิกและเป็นแบรนด์แรก ที่มอบการรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน หรือ EV LIFETIME WARRANTY แบบไม่ต้องซื้อเพิ่ม สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในคุณภาพ มาตรฐานการพัฒนา และความทนทานของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมของ MG IM5 พร้อมมุ่งดูแลผู้ใช้งานในระยะยาว เพื่อให้ทุกการเป็นเจ้าของเต็มไปด้วยความมั่นใจในทุกเส้นทาง

ด้วยการผสาน ดีไซน์อันโดดเด่น สมรรถนะไฟฟ้าทรงพลัง และเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับไฮเอนด์ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว MG IM5 “The First Premium Intelligent e-SEDAN” ถ่ายทอดความประทับใจที่สะท้อนจุดเด่นของยนตรกรรมรุ่นนี้ได้อย่างครบถ้วน ไม่เพียงเป็นรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของผู้ขับขี่ยุคใหม่ที่กล้ากำหนดเส้นทางของตนเองที่พร้อมก้าวสู่อนาคตแห่งการเดินทาง เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ “มากกว่า” ในทุกมิติ ทั้งด้านดีไซน์ สมรรถนะ เทคโนโลยี และการใช้งาน ตอกย้ำภาพลักษณ์ของยนตรกรรมไฟฟ้าระดับพรีเมียมเพื่อคนรุ่นใหม่

เตรียมพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมข้อเสนอพิเศษได้ที่ บูธ เอ็มจี หมายเลข A08 ภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 หรือ โชว์รูม เอ็มจี ทั้ง 125 แห่งทั่วประเทศ

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

 

GWM ปักหมุดเตรียมประกาศราคา ORA 5 ทั้ง HEV และ EV พร้อมพบกับ “Secret Model” และเทคโนโลยีขุมพลังระดับโลก ในงาน Bangkok International Motor Show 2026

0

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส GWM (Thailand) เตรียมสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟน ๆ ชาวไทย หลังจากได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากการเปิดตัว GWM ORA 5 ครั้งแรกของตลาดโลกที่ประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Bangkok International Motor Show 2026) ด้วยไฮไลต์สำคัญ กับการประกาศราคาอย่างเป็นทางการของ GWM ORA 5 ยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุด จาก GWM ที่นำเสนอทางเลือกด้านพลังงานที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ กับทางเลือกขุมพลังทั้ง EV และ HEV ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองการใช้งานและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มองหารถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ล้ำสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือผู้ที่ต้องการสมรรถนะการขับขี่ที่ผสานความประหยัดและความคล่องตัวในการใช้งานที่ยืดหยุ่นในชีวิตประจำวัน พร้อมกันนี้ GWM ยังเตรียมเผยโฉม Secret Model’ กับเซอร์ไพรส์ครั้งใหม่ที่แฟนๆ GWM คาดไม่ถึงบนเวที Motor Show ปีนี้อีกด้วย

นอกจากนี้ GWM ยังขนทัพ Technology Showcase สุดล้ำ ซึ่งรวบรวมนวัตกรรมขุมพลัง 5 รูปแบบที่ออกแบบและพัฒนาเพื่อรองรับการขับเคลื่อนแห่งอนาคต (Future Mobility) โดยประกอบด้วย กลุ่มเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ได้แก่ เครื่องยนต์ V6 เครื่องยนต์ดีเซล 3.0T เทอร์โบเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T ; กลุ่มเครื่องยนต์ไฮบริด (Hybrid) ที่ประกอบด้วย H8 Boxer Engine ระบบ Hi4 เทคโนโลยีไฮบริดขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ เครื่องยนต์ไฮบริด 2.0T / 1.5T เจเนอเรชันใหม่ที่เน้นการประหยัดพลังงานพร้อมสมรรถนะที่มากกว่า; กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ซึ่งจัดแสดงมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทรงพลัง ทนทานสูง พร้อมระบบจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพ; กลุ่มพลังงานไฮโดรเจน (Fuel Cell) ที่นำเสนอ Fuel Cell Engine เทคโนโลยีพลังงานสะอาดซึ่งเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นกระแสไฟฟ้าพร้อมไอเสียเป็นเพียงน้ำ และสุดท้ายคือกลุ่มรถจักรยานยนต์ระดับไฮเอนด์ นำโดย SOUO Motorcycle รถจักรยานยนต์ที่สะท้อนศักยภาพด้านวิศวกรรมของ GWM ด้วยดีไซน์พรีเมียมและเครื่องยนต์สมรรถนะสูงเพื่อประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ

สำหรับ GWM ORA 5 ซึ่งเป็นไฮไลต์สำคัญในงานมอเตอร์ โชว์ 2026 ในปีนี้ ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความทันสมัย ความประหยัดพลังงาน และความสะดวกสบายในการใช้งานในชีวิตประจำวัน มาพร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของ ORA ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะและระบบความปลอดภัยที่ครบครัน ตอบสนองการใช้งานได้ทั้งในเมืองและการเดินทางระยะไกล โดยรุ่น EV มอบระยะทางการขับขี่ที่ไกลกว่าถึง 520 กิโลเมตร (NEDC) รวมถึงประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบ นุ่มนวล และปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ขณะที่รุ่น HEV มาพร้อมเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านสมรรถนะและการประหยัดพลังงานได้อย่างลงตัว และสามารถเดินทางได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร พร้อมเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่มากถึง 18 ระบบ

เตรียมพบกับการประกาศราคา GWM ORA 5 และ Secret Model เซอร์ไพรส์ครั้งใหม่เอาใจแฟนๆ GWM ได้ในงาน Bangkok International Motor Show 2026 รอบสื่อมวลชนในวันที่ 23 มีนาคม 2569 เวลา 10.40-10.55 น. ณ บูธ GWM หมายเลข A10 ณ อาคาร Challenger Hall 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำหรับผู้ที่สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดสดบรรยากาศการแถลงข่าว ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของ GWM Thailand ทั้ง Facebook, YouTube และ TikTok ตั้งแต่เวลา 10.20 น. เป็นต้นไป สำหรับบุคคลทั่วไป สามารถสัมผัสเทคโนโลยีอันล้ำสมัยจาก GWM นำโดย GWM ORA 5 ได้ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 เวลา 12.00 – 22.00 น. (วันธรรมดา) และ 11.00 – 22.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ)

ฮุนได เปิดตัว The new STARGAZER รถ 6 ที่นั่ง อเนกประสงค์ ความปลอดภัยครบสุดในคลาส ชูสโลแกน Life Upgrader – อัปชีวิตให้เหนือกว่า

0

บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “The new STARGAZER” รุ่นปรับโฉมใหม่ล่าสุด ภายใต้สโลแกน “Life Upgrader” อัปชีวิตให้เหนือกว่า  สะท้อนภาพรถ 6 ที่นั่ง 3 แถว อเนกประสงค์ที่มีระบบช่วยขับขี่ และออปชันความปลอดภัยครบที่สุดในคลาส ออกแบบมาเพื่อคนรุ่นใหม่ที่กำลังเดินหน้าอัปเกรดชีวิตของตัวเอง ทั้งในด้านธุรกิจ ไลฟ์สไตล์ และการเริ่มสร้างครอบครัว ตอบโจทย์การใช้ชีวิตหลากหลายบทบาทของคนยุคใหม่ โดยตัวรถได้รับ การออกแบบภายนอกใหม่รอบคัน ให้ภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง สไตล์ SUV พร้อมยกระดับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Hyundai SmartSense (ADAS) มากถึง 13 ระบบ ตอกย้ำภาพลักษณ์รถยนต์อเนกประสงค์ที่ครบเครื่องทั้งดีไซน์ สมรรถนะ และความปลอดภัยในระดับมาตรฐานใหม่ของตลาด

นายเจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “The new STARGAZER จะเข้ามายกระดับมาตรฐานรถยนต์ในระดับราคาต่ำกว่า 900,000 บาทในไทย ด้วยเราเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้ผู้บริโภคต้องมีความรอบคอบในการใช้เงินมากขึ้น ดังนั้น พวกเขาจึงต้องการรถเพียงคันเดียวสำหรับการใช้งานทุกวัตถุประสงค์ มีความยืดหยุ่น และพร้อมรองรับทุกบทบาท ฮุนไดจึงพัฒนา The new STARGAZER ให้เป็นรถ 6 ที่นั่ง 3 แถว อเนกประสงค์ที่ออปชันความปลอดภัยครบสุดในคลาส Hyundai SmartSense ถึง 13 ระบบ ด้วยสโลแกน ‘Life Upgrader’ เพื่อผู้ใช้งานที่กำลังขยับขยาย เริ่มธุรกิจใหม่ หรือสร้างครอบครัวใหม่ ซึ่งเชื่อว่ารถคันนี้จะเข้าไปช่วย ยกระดับการใช้ชีวิตของเจ้าของรถในทุกมิติ ตอบโจทย์การใช้งานจริงทุกวัน ไม่จำกัดแค่กลุ่มเป้าหมายครอบครัวยุคใหม่ หรือครอบครัวขยายที่มีสมาชิกในครอบครัวหลายคน แต่ยังครอบคลุมไปถึงสตาร์ตอัป และSME มือใหม่”

The new STARGAZER ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตคนเดียว หรือสร้างครอบครัวใหม่ และต้องการรถที่ขับง่าย คล่องตัว แต่มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่ารถยนต์นั่งทั่วไป ไปจนถึงเจ้าของธุรกิจ SME หรือสตาร์ตอัปยุคใหม่ที่ต้องการรถคู่ใจที่ทำได้ครบ ทั้งใช้ขนสินค้า อุปกรณ์ทำงาน และในขณะเดียวกันก็สามารถพาครอบครัวเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย ด้วยพื้นที่โดยสารแบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง พร้อมความยืดหยุ่นในการพับเบาะเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บทำให้รถคันนี้ตอบโจทย์การใช้งานแบบ Multi-Purpose อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันยังเหมาะกับครอบครัวรุ่นใหม่และครอบครัวขยายที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น นั่งสบายครบทุกแถว

การออกแบบภายนอกของ The new STARGAZER ได้รับการปรับดีไซน์ใหม่ทั้งหมด ฝากระโปรงหน้าถูกออกแบบให้สูงและยาวขึ้น กระจังหน้าและกันชนดีไซน์ใหม่ เพิ่มมิติความดุดัน แข็งแรงสไตล์เอสยูวี ไฟหน้า LED พร้อม Daytime Running Lamp แบบ Integrated ช่วยเสริมความโดดเด่นบนท้องถนน ด้านท้ายปรับดีไซน์กันชนและไฟท้าย LED ใหม่ ให้เส้นสายคมชัดและชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันตัวรถมีความยาวเพิ่มขึ้น 115 มิลลิเมตร ช่วยเสริมสัดส่วนโดยรวมให้ดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น พร้อมคงจุดเด่นด้านพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง

ภายในห้องโดยสารของ The new STARGAZER รุ่นนี้ วางจำหน่ายในแบบ 6 ที่นั่ง เบาะแถวสองแบบ Captain seat เบาะที่นั่งแยกอิสระ มอบความยืดหยุ่นในการปรับพับเบาะเพื่อขนสัมภาระ และยังคงความสะดวกสบายของผู้โดยสาร ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวในเซกเมนต์ พร้อมทางเดิน Walk Through จากเบาะที่นั่งแถวที่สอง เข้าสู่เบาะที่นั่งแถวสามได้อย่างสะดวก เบาะแถวที่สามออกแบบให้ผู้ใหญ่นั่งได้จริง กว้างที่สุดในคลาส รองรับการโดยสารเต็ม 6 ที่นั่งได้อย่างสบาย พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังมีความจุ 185 ลิตร และสามารถขยายได้สูงสุดถึง 1,892 ลิตรเมื่อพับเบาะแถวที่สองและสาม รองรับทั้งการขนอุปกรณ์ของผู้ประกอบการและการเดินทางของครอบครัวได้อย่างครบครัน

นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮุนไดให้ความสำคัญกับการพัฒนา The new STARGAZER ให้ตอบโจทย์การใช้งานในบทบาทที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ตอัปเจนใหม่ ครอบครัวยุคใหม่ และคนรุ่นใหม่ที่ต้องรับผิดชอบหลายบทบาทในเวลาเดียวกัน รถรุ่นนี้จึงถูกออกแบบให้รองรับทุกบทบาทได้อย่างสมดุล ทั้งด้านพื้นที่ใช้สอย ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีความปลอดภัย โดยเฉพาะการติดตั้งระบบ Hyundai SmartSense เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ มากถึง 13 ระบบ ซึ่งนับว่า มีออปชันความปลอดภัยครบครันที่สุดในรถเซกเมนต์นี้ พร้อมเพิ่มฟังก์ชัน Junction Turning ในระบบ FCA เพื่อเสริมความปลอดภัยในสถานการณ์เสี่ยง เช่น การเลี้ยวผ่านทางแยก และ Smart Cruise Control พร้อมฟังก์ชัน Stop & Go ช่วยยกระดับความมั่นใจในการขับขี่ในทุกเส้นทาง”

ด้านเทคโนโลยีความปลอดภัย The new STARGAZER มาพร้อม Hyundai SmartSense (ADAS) เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ มากถึง 13 ระบบ ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ Smart Cruise Control พร้อม Stop & Go ที่ช่วยควบคุมความเร็วและรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าโดยอัตโนมัติ ลดความเหนื่อยล้าในการขับขี่ ระบบ Forward Collision-Avoidance Assist (FCA) พร้อม Junction Turning ช่วยเตือนและเบรกอัตโนมัติเมื่อมีความเสี่ยงชนด้านหน้า รวมถึงขณะเลี้ยวผ่านทางแยก เสริมด้วย Lane Keeping Assist (LKA) และ Lane Following Assist (LFA) ที่ช่วยรักษารถให้อยู่ในเลน Blind-Spot Collision-Avoidance Assist (BCA) ลดความเสี่ยงจากมุมอับสายตา Rear Cross-Traffic Collision-Avoidance Assist (RCCA) ช่วยเบรกเมื่อมีรถตัดผ่านด้านหลังขณะถอย และระบบเสริมอื่น ๆ เช่น Safe Exit Warning (SEW), Driver Attention Warning (DAW), Rear Occupant Alert (ROA) และ High Beam Assist (HBA) ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทาง เพิ่มให้มากถึง 13 ระบบ

 

ในด้านสมรรถนะ The new STARGAZER ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1.5 MPi ให้กำลังสูงสุด 113 แรงม้า และแรงบิด 144 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์ IVT (Intelligent Variable Transmission) มอบการขับขี่ที่นุ่มนวล ต่อเนื่อง และประหยัด รองรับทั้งการใช้งานในเมืองและการเดินทางไกล ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม ช่วยให้การควบคุมรถมั่นคงและนั่งสบาย พร้อมการพัฒนาเพื่อลดเสียงรบกวนและแรงสั่นสะเทือน สร้างบรรยากาศห้องโดยสารที่เงียบและผ่อนคลาย

The new STARGAZER เปิดตัวในประเทศไทย 2 รุ่นย่อย ได้แก่ TREND 6 และ SMART 6 พร้อมส่งมอบมาตรฐานรถ 6 ที่นั่งใหม่ที่ยกระดับทั้งดีไซน์ เทคโนโลยี และพื้นที่ใช้สอย ผสานความล้ำสมัยเข้ากับความอเนกประสงค์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน การเดินทางท่องเที่ยว และบทบาททางธุรกิจได้ในคันเดียว โดยเตรียมประกาศราคาอย่างเป็นทางการภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสรถคันจริงอย่างใกล้ชิด และรับข้อมูลเพิ่มเติมจากทีมผู้เชี่ยวชาญของฮุนไดภายในบูธ อีกทั้งยังมีข้อเสนอพิเศษและแคมเปญส่งเสริมการขายสำหรับรถยนต์ฮุนไดทุกรุ่นภายในงาน เพื่อมอบความคุ้มค่าและโอกาสในการเป็นเจ้าของรถยนต์ฮุนไดได้ง่ายยิ่งขึ้นในช่วงเวลาพิเศษนี้

“มินิ ประเทศไทย” ผสมผสานสองตำนานแห่งดีไซน์สัญชาติอังกฤษ ในรุ่นพิเศษ มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition

0
มินิ ประเทศไทย 1

มินิ ประเทศไทย ภูมิใจนำเสนอการโคจรมาพบกันของสองตำนานสัญชาติอังกฤษ กับการเปิดตัว มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition ใหม่ ที่ผสานรูปโฉมสุดไอคอนิกของมินิเข้ากับปรัชญาการดีไซน์แบบ “Classic with a Twist”อันเป็นเอกลักษณ์ของพอล สมิธ อย่างลงตัว เกิดเป็นยนตรกรรมรุ่นพิเศษที่สะท้อนคาแรคเตอร์อันโดดเด่นของทั้งสอง แบรนด์ออกมาได้อย่างมีสไตล์ พร้อมเปิดฉากปี 2569 อย่างเต็มตัวสำหรับแฟนๆ มินิชาวไทย

มินิ ประเทศไทย  2

คุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “มินิและพอล สมิธ คือเพื่อนคู่คิดในด้านความคิดสร้างสรรค์ ทั้งสองแบรนด์เชื่อมโยงถึงกันด้วยความหลงใหลในสิ่งที่ไม่คาดคิดและการปฏิเสธที่จะเดินตามใคร เหมือนกับที่พอล สมิธซ่อนเซอร์ไพรส์สีสันสดใสไว้ในชุดสูทคลาสสิก มินิก็มอบบุคลิกสุดเต็มที่และความตื่นเต้นในการขับขี่บนสี่ล้อ รุ่นพิเศษล่าสุดของเราอย่าง มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition ยกระดับปรัชญาการออกแบบ ‘Charismatic Simplicity’ ที่เป็นเอกลักษณ์ของมินิทุกรุ่น และเพิ่มความสนุกสนานในการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของพอล สมิธ ผลลัพธ์ที่ได้คือรถยนต์ที่ไม่เพียงแค่สวยงามในการออกแบบ แต่ยังให้พลังแห่งความสุขจากการขับขี่อย่างแท้จริงในสไตล์ของตัวเอง”

“มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition คันใหม่นี้ สานต่อความร่วมมืออันน่าประทับใจของเรากับพอล สมิธ ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 1998 และยังเป็นข้อพิสูจน์ว่าความยั่งยืนและสไตล์สุดโฉบเฉี่ยว ประวัติศาสตร์และนวัตกรรม หรืองานออกแบบสุดคลาสสิกกับสมรรถนะจากพลังงานไฟฟ้า ล้วนเป็นองค์ประกอบที่มาบรรจบกันได้อย่างลงตัว เพราะที่มินิ เราเชื่อว่าอนาคตของการขับขี่ต้องเปี่ยมด้วยความตื่นตาตื่นใจและเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบคุณ”

มินิ ประเทศไทย 3

มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition ใหม่ นับเป็นการสานต่อความร่วมมือที่น่าประทับใจของทั้งสองแบรนด์ เริ่มจาก
ปี 1998 กับการเปิดตัวมินิคลาสสิกรุ่นพิเศษในสีน้ำเงิน ตามมาด้วยรถต้นแบบอีกสองรุ่นในปี 1999 และ 2021 ก่อนจะย้อนกลับไปนำมินิรุ่นพิเศษตัวแรกจากปี 1998 มาชุบชีวิตใหม่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้ชื่อ MINI Recharged by Paul Smith

มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition ใหม่

ราคา: 1,899,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)

มินิ ประเทศไทย 4

มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition เป็นรุ่นพิเศษรุ่นแรกทีมินิเตรียมยกขบวนมาเปิดตัวในไทยตลอดปีนี้ โดยโดดเด่นด้วยการผสานดีไซน์เฉพาะตัวของมินิ เข้ากับสไตล์ที่โดดเด่นของพอล สมิธ ได้อย่างลงตัว ผ่านตัวถังสีพิเศษ การตกแต่งด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว และรายละเอียดรอบคันที่โดดเด่นมีชีวิตชีวา พร้อมดึงเอกลักษณ์และประวัติศาสตร์ของทั้งสองแบรนด์ให้ออกมาโลดแล่นเคียงข้างกันได้อย่างลงตัว

มินิ ประเทศไทย 5

รุ่นพิเศษ Paul Smith Edition พร้อมให้เลือกเป็นเจ้าของใน 3 สี โดยมี 2 สีพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ได้แก่ สีเทา Statement Grey ซึ่งมีที่มาจากสีเทาสุดคลาสสิกของมินิ ออสติน เซเว่น รุ่นปี 1959 และสีขาว Inspired White ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสีเบจยอดนิยมที่พบได้ในมินิคลาสสิกหลายรุ่น ก่อนจะปิดท้ายด้วยสีดำ Midnight Black Metallic ที่โฉบเฉี่ยวตามเจเนอเรชันปัจจุบัน

มินิ ประเทศไทย 7

ไม่ว่าจะเลือกจับจองรุ่นพิเศษนี้ในสีไหน มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition จะมาพร้อมกับอีกหนึ่งเอกลักษณ์เฉพาะรุ่นอย่างหลังคาสีเขียว Nottingham Green พร้อมแต่งแถบสี Signature Stripe อันโด่งดังของพอล สมิธ ที่ขอบหลังคาฝั่งคนขับ โดยสีเขียว Nottingham Green นี้ เป็นสีพิเศษที่สื่อถึงบ้านเกิดของเซอร์พอล สมิธ โดยยังปรากฏอยู่บนกระจกมองข้าง กระจังหน้าทรงแปดเหลี่ยม และฝาครอบดุมล้อที่แต่งตัวอักษร Paul Smith อีกด้วย

มินิ ประเทศไทย  8

มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition โดดเด่นด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย Night Flash Spoke สีดำ ตัดกับสี Dark Steel โลโก้มินิที่ด้านหน้าและด้านหลังมาในสีใหม่ Black Blue เข้ากับโทนสีของพอล สมิธ และมินิ ส่วนมือจับประตูหลังสีดำด้านท้ายรถก็ตกแต่งด้วยลายเซ็นของพอล สมิธ สะท้อนถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่อยู่เบื้องหลังงานออกแบบของรถคันนี้

มินิ ประเทศไทย 9

ภายในห้องโดยสารตกแต่งอย่างทันสมัย ด้วยพื้นผิวถักสีดำบนแผงคอนโซลและแผงประตู โดยพื้นผิวคอนโซลหน้ามีลวดลายแถบสีโทนดำตัดเทาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเนื้อผ้าในงานออกแบบของพอล สมิธ เบาะนั่งสปอร์ตสีน้ำเงิน Nightshade Blue ใช้วัสดุ Vescin และตกแต่งด้วยผ้าถักบริเวณไหล่และพนักพิงศีรษะ พวงมาลัยตกแต่งด้วยแถบผ้าที่มีแถบสีสดใส ซึ่งถอดแบบมาจากองค์ประกอบดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของพอล สมิธ

มินิ ประเทศไทย 10

หน้าจอแสดงผลทรงกลมบริเวณกลางคอนโซล มาพร้อมภาพแบ็คกราวด์ลายพอล สมิธ ให้เลือกใช้ได้ 3 ภาพในโหมด Personal และเมื่อเปิดประตูรถ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารเบาะหน้าจะได้รับการต้อนรับด้วยไฟโปรเจกเตอร์ที่ฉายคำว่า ‘Hello’ ในรูปแบบลายมือลงที่พื้น ส่วนกรอบประตูรถด้านล่างก็ยังตกแต่งด้วยข้อความ ‘Every day is a new beginning’ ซึ่งเป็นคติประจำใจของพอล สมิธ ขณะที่พรมปูพื้นในห้องโดยสารมาพร้อมกับกราฟิกรูปกระต่าย จากฝีมือการวาดของเซอร์ พอล สมิธ อีกด้วย

มินิ ประเทศไทย  12

ในด้านสมรรถนะ มินิ คูเปอร์ Paul Smith Edition มอบความสนุกด้วยการขับขี่ “Go-Kart Feeling” เต็มพิกัดเช่นเดียวกับรุ่นมาตรฐาน ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ส่งกำลังได้สูงสุด 218 แรงม้า / 160 กิโลวัตต์ ลงสู่ล้อหน้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีระยะทางขับขี่สูงสุดประมาณ 402 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP)

 

 

“ฮอนด้า” ประกาศผลกระทบทางการเงิน ยกเลิกทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมทบทวนกลยุทธ์ใหม่

0
ฮอนด้า 1

บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ประกาศการตัดสินใจยกเลิกแผนการพัฒนาและการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จำนวน 3 รุ่น ซึ่งเดิมมีแผนการผลิตในทวีปอเมริกาเหนือ หลังจากทบทวนแผนกลยุทธ์ด้านรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน สืบเนื่องจากการตัดสินใจครั้งนี้ ฮอนด้า คาดว่าจะรับรู้ถึงผลกระทบทางการเงินในงบการเงินรวมสำหรับปีงบประมาณที่จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2569 นี้ รวมถึงปรับการประมาณการผลประกอบการรวมจากที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้า โดยมีรายละเอียดดังนี้

การทบทวนกลยุทธ์ยานยนต์ไฟฟ้า และการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

ฮอนด้า ตั้งเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) สำหรับผลิตภัณฑ์และกิจกรรมทางธุรกิจทั้งหมดภายในปี 2593 (Honda Target 2050) ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งสำคัญของสหรัฐอเมริกาที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ส่งผลให้บริษัทปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ โดยเชื่อว่ายานยนต์ไฟฟ้าเป็นแนวทางสำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ขนาดเล็กและรถยนต์นั่งส่วนบุคคล

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฮอนด้า ได้เดินหน้าผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยฐานรายได้
ที่มั่นคงจากธุรกิจรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฮบริด ซึ่งพัฒนามาจากองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่สั่งสมมายาวนาน รวมถึงธุรกิจรถจักรยานยนต์และบริการทางการเงินที่มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจรถยนต์ฮอนด้าเริ่มลดลง โดยมีสาเหตุหลักมาจาก

  • ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีนำเข้าในสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลต่อธุรกิจรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและไฮบริด
  • การจัดสรรทรัพยากรไปสู่การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ในตลาดเอเชียลดลง

นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมทางธุรกิจของอุตสาหกรรมยานยนต์ กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ และเผชิญกับความไม่แน่นอน โดยก่อนหน้านี้ ภายใต้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศ ฮอนด้า ได้เดินหน้าผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง โดยมองว่าการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนเป็นความรับผิดชอบที่ผู้ผลิตรถยนต์ในอนาคตต้องมี แต่ในปัจจุบันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา
มีอัตราการเติบโตชะลอลง จากการผ่อนคลายกฎระเบียบด้านพลังงานฟอสซิล รวมถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า

ขณะที่ตลาดจีน ความต้องการและคุณค่าที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญเริ่มเปลี่ยนจากคุณสมบัติด้านกายภาพของรถยนต์ เช่น อัตราการประหยัดน้ำมันและพื้นที่ภายในห้องโดยสาร ไปสู่คุณสมบัติด้านซอฟต์แวร์ที่สามารถพัฒนาและอัปเดตได้อย่างต่อเนื่องตามความต้องการของผู้ใช้งาน ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากการเข้ามาของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหม่ ที่มีวงจรการพัฒนาผลิตภัณฑ์สั้นและมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยียานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (Software‑Defined Vehicle: SDV) รวมถึงระบบช่วยเหลือ
การขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ภายใต้สภาพการแข่งขันดังกล่าวนี้ ฮอนด้า จึงไม่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความคุ้มค่าเหนือกว่าผู้ผลิตรายใหม่ได้ ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันในตลาดลดลง

ธุรกิจยานยนต์ของฮอนด้า กำลังเผชิญความท้าทายอย่างมากในด้านผลประกอบการจากหลายปัจจัย ทั้งการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ รวมถึงกำไรของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฮบริดที่ลดลง ซึ่งเกิด
จากผลกระทบของนโยบายภาษีนำเข้าใหม่

ผลกระทบที่เกี่ยวข้องจากการทบทวนแผนกลยุทธ์ยานยนต์ไฟฟ้า

ฮอนด้า ได้พิจารณาถึงทางเลือกต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อปรับปรุงสถานการณ์ด้านผลประกอบการโดยเร็วที่สุด โดยได้ตัดสินใจยกเลิกการพัฒนาและการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จำนวน 3 รุ่น ซึ่งเดิมมีแผนการผลิตในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ Honda 0 SUV, Honda 0 Saloon และ Acura RSX โดยบริษัทฯ คาดว่า การเริ่มผลิตและจำหน่ายรถยนต์ทั้ง 3 รุ่นในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจปัจจุบัน ที่ความต้องการของรถยนต์ไฟฟ้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อาจก่อให้เกิดผลกระทบที่มากขึ้นในระยะยาว

จากการตัดสินใจดังกล่าว ฮอนด้า ได้ประเมินผลสืบเนื่อง ดังนี้

  • ค่าใช้จ่ายจากการตัดจำหน่ายทรัพย์สิน ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน ซึ่งเตรียมไว้สำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 3 รุ่น
  • ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่เกิดจากการยุติการพัฒนาและการทำตลาดรถยนต์รุ่นดังกล่าว

นอกจากนี้ จากการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในตลาดจีน ฮอนด้า ได้ทบทวนความสามารถในการก่อให้เกิดผลตอบแทนของเงินลงทุนในประเทศจีน ซึ่งบันทึกตามวิธีส่วนได้เสีย และคาดว่าจะรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของเงินลงทุน (Impairment loss on the investments) ดังกล่าว

จากปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น ในส่วนของงบการเงินรวมสำหรับปีงบประมาณปัจจุบัน ฮอนด้า คาดว่าจะรับรู้

  1. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในช่วง 820,000 ล้านเยน ถึง 12 ล้านล้านเยน
  2. ส่วนแบ่งผลขาดทุนจากเงินลงทุนที่บันทึกตามวิธีส่วนได้เสียในช่วง 110,000 ล้านเยน ถึง 150,000 ล้านเยน

นอกจากนี้ บริษัทคาดว่าจะรับรู้ผลขาดทุนพิเศษในงบการเงินเฉพาะกิจการสำหรับปีงบประมาณเดียวกัน ในช่วง 340,000 ล้านเยน ถึง 570,000 ล้านเยน

ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประมาณการเบื้องต้น ณ วันที่ 12 มีนาคม 2569 และจะมีการสรุปตัวเลขสุดท้าย
ในงบการเงินรวม และงบการเงินเฉพาะกิจการสำหรับปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569

นอกจากนี้ ในปีงบประมาณถัดไปรวมถึงหลังจากนี้ ฮอนด้า อาจมีค่าใช้จ่ายหรือผลกระทบเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการทบทวนแผนกลยุทธ์ด้านรถยนต์ไฟฟ้าดังกล่าว เมื่อรวมกับผลกระทบที่คาดว่าจะรับรู้ในปีงบประมาณปัจจุบัน คาดว่ามูลค่าผลกระทบรวมอาจสูงสุดไม่เกิน 2.5 ล้านล้านเยน ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประมาณการจากข้อมูลที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน และยังมีความไม่แน่นอน ซึ่งอาจส่งผลให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงแตกต่างจากการประมาณการดังกล่าว

อีกทั้งเพื่อรักษาเสถียรภาพและความต่อเนื่องในการจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น ฮอนด้า ได้นำอัตรา DOE (Dividend on Equity) มาใช้เป็นตัวชี้วัดหลักในการจัดสรรผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น ดังนั้น แม้จะมีการปรับประมาณการ
ผลประกอบการรวมสำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทฯ ได้ตัดสินใจไม่ปรับเปลี่ยน
ประมาณการเงินปันผลต่อหุ้นสำหรับปีงบประมาณนี้

ทิศทางในอนาคตของการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์

ฮอนด้า อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างกรอบกลยุทธ์ใหม่ พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อรองรับกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

สืบเนื่องจากการชะลอตัวของการเติบโตในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในสหรัฐอเมริกา ฮอนด้า จะทบทวนการจัดสรรทรัพยากร และให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแกร่งของรถยนต์ไฮบริดมากยิ่งขึ้น สำหรับกลยุทธ์ในระดับภูมิภาค นอกเหนือจากตลาดหลักอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ฮอนด้า จะเสริมความแข็งแกร่งของไลน์อัปผลิตภัณฑ์ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดที่คาดว่าจะมีการขยายตัว รวมถึงประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย โดยมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการนำเสนอรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ (Honda Next-generation hybrid) รวมทั้งทบทวนการจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสม

นอกจากนี้ ฮอนด้า จะปรับโครงสร้างต้นทุนคงที่ให้เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจ พร้อมเดินหน้าแผนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาวอย่างยืดหยุ่น โดยพิจารณาควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลระหว่างความสามารถในการทำกำไรและแนวโน้มของตลาด

ทั้งนี้ แม้มีความเป็นไปได้ว่าอาจเกิดค่าใช้จ่ายหรือผลขาดทุนเพิ่มเติมในปีงบประมาณถัดไป ฮอนด้า ยังคงมุ่งรักษาผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยมุ่งยกระดับความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจยานยนต์ ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งของไลน์อัปผลิตภัณฑ์ รวมถึงรถยนต์ไฮบริดรุ่นใหม่ ควบคู่กับการใช้ศักยภาพด้านรายได้และการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งจากธุรกิจรถจักรยานยนต์และธุรกิจบริการทางการเงิน

 

โดยฮอนด้า เตรียมเปิดเผยรายละเอียดการปรับทบทวนแผนกลยุทธ์ธุรกิจยานยนต์ระยะกลางถึงระยะยาว ในงานแถลงข่าวช่วงเดือนพฤษภาคมนี้

  • การปรับแผนประมาณการผลประกอบการรวม สำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569

(1 เมษายน 2568 – 31 มีนาคม 2569)

รายการ รายได้

จากการขาย

(พันล้านเยน)

กำไรจาก

การดำเนินงาน

(พันล้านเยน)

กำไร

ก่อนภาษีเงินได้

(พันล้านเยน)

กำไรสำหรับปี

ที่เป็นส่วนของ

ผู้ถือหุ้น

บริษัทแม่

(พันล้านเยน)

ส่วนแบ่งกำไร (ขาดทุน)

จากเงินลงทุน

ที่บันทึกตามวิธีส่วนได้เสีย

(พันล้านเยน)

กำไรต่อหุ้น

ที่เป็นส่วนของ

ผู้ถือหุ้น

บริษัทแม่

(เยน)

ประมาณการเดิม (A) 21,100.0 550.0 620.0 360.0 300.0 75.05
ประมาณการใหม่ (B) 21,100.0 -570.0

ถึง

-270.0

-650.0

ถึง

-310.0

-630.0

ถึง

360.0

-690.0

ถึง

-420.0

-172.62

ถึง

-105.07

เปลี่ยนแปลง (B-A) 0 -1,120.0

ถึง

-820.0

-1,270

ถึง

-930.0

-990.0

ถึง

-720.0

-990.0

ถึง

-720.0

 
% เปลี่ยนแปลง
(อ้างอิง)

ผลประกอบการ

ปีก่อน

(ปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2568)

21,688.767 1,213.486 1,317.640 903.034 835.837 178.93

หมายเหตุ: ประมาณการผลประกอบการสำหรับรอบปีงบประมาณ 12 เดือนนี้ เป็นการประเมินโดยผู้บริหารระดับสูงของฮอนด้า โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน และเปิดเผยในรูปแบบช่วงตัวเลข เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่อาจส่งผลต่อผลลัพธ์จริง

การคืนและปรับลดค่าตอบแทนผู้บริหารโดยสมัครใจ

จากการปรับประมาณการผลประกอบการสำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 และผลขาดทุนที่เกิดจากการทบทวนแผนกลยุทธ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้า ผู้บริหารบางส่วนของฮอนด้า ได้ตัดสินใจคืนค่าตอบแทนรายเดือนโดยสมัครใจ สำหรับปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2570 โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

 

กลุ่มผู้บริหาร มาตรการคืนค่าตอบแทน
ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

(President and Representative Executive Officer)

และรองประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

(Vice President and Representative Executive Officer)

คืนค่าตอบแทนรายเดือน 30%

เป็นระยะเวลา 3 เดือน

สมาชิกคณะกรรมการบริหาร (Executive Council)

และผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบธุรกิจยานยนต์

(Managing Executive Officers involved in automobile operations*)

คืนค่าตอบแทนรายเดือน 20%

เป็นระยะเวลา 3 เดือน

*เฉพาะผู้บริหารที่มีความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยไม่รวมผู้บริหารที่มีกำหนดเกษียณอายุในวันที่ 31 มีนาคม 2569

นอกจากนี้ ฮอนด้า ยังตัดสินใจให้ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รวมถึงรองประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร งดรับค่าตอบแทนตามผลงานระยะสั้น (Short‑Term Incentive: STI) สำหรับปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 จากมาตรการดังกล่าว ส่งผลให้ ค่าตอบแทนรวมรายปีของผู้บริหารระดับสูงลดลงประมาณ 25 – 30% จากระดับปกติ

 

(มีคลิปวีดีโอ) “Mazda 6e” โชว์เหนือ รถไฟฟ้า Mazda ขับดีเรียบหรู DNA Mazda ชัดๆ

0
Mazda 6e 1

ปลายปี 2568 มาสด้าสร้างปรากฎการณ์ใหม่ด้วยการเปิดตัว Mazda6e รถไฟฟ้าคันแรกของ มาสด้าที่มีแผนนำเมาจำหน่ายในประเทศไทย พร้อมกันนั้นได้เปิดรับจองสิทธิ์เป็นเจ้าของโดยที่ยังไม่ได้เปิดราคาค่าตัว และรถที่นำมาโชวฺก็ยังเป็นรถพวงมาลัยซ้ายสำหรับตลาดในจีน แต่ปรากฏว่ามีผู้สนใจขอจองสิทธิ์กันมากถึง 4,200 ราย เกินความคาดหมายของผู้บบริหารมาสด้าไปไกลทีเดียว

วันนี้ Mazda6e พวงมาลัยขวา เดินทางจากจีน ต้นทางของ Mazda6e มาถึงไทยแล้วจำนวนหนึ่ง และเราจะได้ทำความรู้จักกันมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในด้านการขับขี่ Mazda6e นั้นจะมีความเป็น DNA มาสด้าหรือไม่
Mazda6e เป็นรถไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นในโรงงานมาสด้า ที่เมืองนานจิง ประเทศจีน ซึ่งเป็นโรงงานร่วมทุนระหว่างมาสด้าและพันธมิตรท้องถิ่นในประเทศจีนที่ร่วมมือกันมายาวนานมากกว่า 20 ปี โดยโรงงานแห่งนี้ทำการผลิตเฉพาะรถยนต์มาสด้าเท่านั้น โดยเน้นไปที่ความเป็นฐานการผลิตรถไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายภายในประเทศจีน และส่งออกรถไฟฟ้าไปยังตลาดต่างประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย

Mazda 6e 2

ไม่เพียงเท่านั้น มาสด้ายังมีหน่วยงาน R&D ที่โรงงานนี้เพื่อพัฒนาให้รถไฟฟ้าจากที่นี่มีความเป็น DNA ของมาสด้ามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกแบบที่ยังคงสง่างามตามแนวคิด Kodo: Soul of Motion ในรูปแบบ NeoFastBack การันตีด้วยการติด Top 3 รางวัลรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลกในปีนี้ ภายในที่หรูหรา ห้องโดยสารแบบ Smart Cockpit ให้ความประณีตในทุกจุดสัมผัส ด้านการมอบความสนุกสนานในการขับขี่และความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ ตามปรัชญา จินบะ-อิตไตโดยการปรับเซตระบบช่วงล่างใหม่เช่นการเปลี่ยน ช๊อกอัพทั้ง 4 ตัว ปรับตั้งสมดุลองมุมแนกันสะเทือนต่างๆ จุดเชื่อมต่อโครงสร้างตัวถังกับชุดระบบกันสะเทือน รวมถึงการเลือกใช้ยาง Michelin Primacy กับล้ออัลลอยด์ ขนาด19 นิ้ว

Mazda 6e 3

รวมถึงการมอบเทคโนโลยีเชื่อมต่ออัจฉริยะ Mazda Connectivity เชื่อมต่อโลกการสื่อสารในยุคดิจิทัล เทคโนโลยี Smart Drive ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ให้มีความสะดวกสบายและความปลอดภัยรอบทิศทาง นั่นทำให้พื้นฐานของ Mazda6e เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์มาสด้าที่เหมือนกันเป็นหนึ่งเดียวกับบมาสด้าที่ออกจากโรงงานมาสด้าในทุกภูมิภาคทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นในญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เมกซิโก มาเลเซีย เวียดนาม รวมทั้งในไทย

นั่นคือข้อมูลพื้นฐานที่มาของ Mazda6e ทีนี้มาดูผลจากการทดลองขับรถจริง ในสนามทดสอบซึ่งถูกจัดไว้หลากหลายสเตชั่น ทั้งในเรื่องของอัตราเร่ง 0-100 กม/ชม ระบบเบรกและการรีเจนเนอเรทีฟ เบรกกิ้ง, ระบบบังคับเลี้ยว, การควบคุมพวงมาลัย การเปลี่ยนเลนกระทันหัน, การเข้าโค้งต่อเนื่อง, รัศมีวงเลี้ยวในที่แคบ, สัมผัสถึงความเงียบของห้องโดยสารจากประสบการณ์การขับขี่จริง ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง หรือ ADAS ที่มาสด้าใส่ให้มามากมายหลายระบบ รวมถึงระบบและเทคโนโลยีความปลอดภัยต่างๆ ที่มาพร้อมกับตัวรถ

Mazda 6e 5
สัมผัสแรกคือความหรูหราเรียบง่ายภายในห้องโดยสารมีความเป็นมาสด้าระดับ พรีเมี่ยมอยู่ในตัวชัดเจนมาก เบาะนั่งดีไซน์สวยตำแหน่งการวางเบาะจะต่ำสักนิดเกือบๆจะนึกถึงตอนนั่งใน MX 5 ก็ปรับระดับวางขา วางมือได้พอดี อย่างแรกที่อยากรับรู้คืออาการเมื่อเบรคหรือถอนคันเร่ง จะมีการหน่วงมากน้อยขนาดไหนตามแบบที่รถไฟฟ้าทั่วไปจะเป็น ปรากฏว่า Mazda6e ตอบสนองได้ดี จนนึกว่าขับ มาสด้า CX 30 ส่วนตัวอยู่อย่างนั้นทีเดียว แม้แต่ในช่วงโค้งแล้วลองเบรกเพื่อไปต่อก็แทบจะไม่มีอาการหน่วงหนักมาให้รู้สึกกันเลย

Mazda 6e 6

เพียงแค่นี้ ผมก็ไม่อยากจะทดลองอะไรอีกแล้วเพราะจุดดับของรถไฟฟ้าถูกลบออกไปโดยสิ้นเชิงแล้ว แต่เมื่อได้ลองอัตราเร่งซึ่งเชื่ออยู่แล้วว่าความรถไฟฟ้าที่มีแรงม้าสูงสุด 258 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 290 นิวตันเมตรจะทำได้ดีแน่นอน อาการหลังติดเบาะมาทันทีที่กดคันเร่ง และข้อมูลรถที่ระบุ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ต่ำกว่า 8 วินาที นั้นมีอยู่จริงครับ การทรงตัว การบังคับเลี้ยว การถ่ายทอดน้ำหนักในขณะเข้าโค้งทุกอย่างเนียน เป็นรถขับล้อหลังมีความเป็น DNA ขับสนุกและมั่นใจได้แบบมาสด้าทุกประการ

Mazda 6e 7
ผมเชื่อว่า Mazda6e เป็นรถไฟฟ้าที่ขับดีที่สุดเมื่อเทียบกับรถไฟฟ้าจากจีนทุกคันที่เข้ามาขายในเมืองไทย แม้กระทั่งรถไฟฟ้าที่ใช้แพลทฟอร์มเดียวกันอย่าง Deepal 07 ก็ยิ่งแตกต่างกันอย่างชัดเจน วันนี้ Mazda6e เทียบชั้นได้กับรถไฟฟ้าชั้นนำค่ายยุโรปอย่างไม่น้อยหน้าแล้ว

Mazda 6e 8
รถสวย ภายในสวย ประณีต อุปกรณ์ดี ขับดี ระบบความปลอดภัยดี รอราคาดีอีกอย่าง ยอดจองสิทธิ์ 4200 รายคงมีคนที่จะปฏิเสธไม่มากแน่นอน

Mazda 6e 9

ข้อมูลประชาสัมพันธ์

The All-Electric Mazda6e เป็นรถยนต์ไฟฟ้าจากมาสด้ารุ่นแรกในประเทศไทย มาพร้อมแนวคิด “Electrified Perfection in Oneness” จุดประกายความสมบูรณ์แบบให้เป็นหนึ่งเดียว โดยมาพร้อม 2 รุ่น ที่โดดเด่น ได้แก่ รุ่น Premium มาพร้อมกับภาพลักษณ์สปอร์ต ตกแต่งภายในห้องโดยสารอย่างพิถีพิถัน ด้วยหนังสีดำแบบสปอร์ต บ่งบอกถึงความประณีตในทุกจุดสัมผัส และรุ่น Exclusive ถ่ายทอดความสง่างามหรูหราประดุจยนตรกรรมชิ้นเอก ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุหนัง Nappa Suede สีแทน พร้อมดีไซน์พิเศษในทุกองค์ประกอบ เพื่อความสมบูรณ์แบบของห้องโดยสารในอีกระดับ

Mazda 6e 13

The All-Electric Mazda6e ยังเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ความโดดเด่นตามแบบฉบับรถยนต์มาสด้า โดยมีรายละเอียดต่อไปนี้

Mazda 6e 14

ถ่ายทอดแนวคิดการพัฒนาและการออกแบบของมาสด้า KODO: Soul of Motion
– The All-Electric Mazda6e สืบทอดแก่นแท้ของดีไซน์ จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวอันงดงาม (Soul of Motion) และผสานรวมความงามและความมีเสน่ห์ของรถสปอร์ตคูเป้สุดคลาสสิกของมาสด้าเข้าไว้ด้วยกัน
– ด้านหน้า โดดเด่นด้วย “Flying Signature” เมื่อเปิดไฟจะดูเหมือนปีกนกโบยบินบนท้องฟ้าที่สวยงาม และการสะท้อนแสง บ่งบอกความมีชีวิตชีวาอันเป็นเอกลักษณ์ของมาสด้า ไฟท้ายดีไซน์ทอดยาวแบบต่อเนื่อง ผสานกับไฟทรงกลมสี่ดวงและสปอยเลอร์หลังไฟฟ้า นำเสนอดีไซน์ด้านท้ายที่เรียบง่ายและสวยงามอย่างลงตัว

Mazda 6e 15
– ภายนอกถ่ายทอดผ่านนิยามใหม่ของยนตรกรรม 5 ประตู ในรูปแบบ “NeoFastBack” แสดงถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าในการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมการขับเคลื่อนอันทรงพลัง และเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจในรูปแบบ BEV ยุคใหม่

Mazda 6e 4
– ภายในห้องโดยสารถ่ายทอดแนวคิดการออกแบบ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสไตล์มาสด้า มาพร้อมหน้าจอ Center Display แบบสัมผัสความละเอียดสูง ขนาด 14.6 นิ้ว วัสดุตกแต่งภายในด้วยฝีมืออันประณีต เสริมด้วยโครเมียมแบบด้าน ตอกย้ำความหรูหราพรีเมี่ยม
– ห้องโดยสารกว้างขวาง โปร่ง โล่งสบายด้วยหลังคากระจก Panoramic Glass Roof พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า เบาะนั่งออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ รองรับท่านั่งตามธรรมชาติของมนุษย์ มอบความสบายเหนือระดับ
– มอบสุนทรียภาพในการขับขี่ ด้วยระบบเสียงพรีเมี่ยม จาก SONY พร้อมลำโพง 14 ตำแหน่ง รวมถึงลำโพงที่พนักพิงศีรษะผู้ขับขี่ 2 ตำแหน่ง ซึ่งปรับแต่งโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงของ SONY ด้วยเทคโนโลยี Clear Phase และ Live Acoustics เอกสิทธิ์เฉพาะของ SONY เพื่อให้คุณภาพเสียงที่ใส ชัดเจน คมชัด และละเอียดนุ่มนวล
– เทคโนโลยีห้องโดยสารอัจฉริยะ (Smart Cockpit) ที่สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งการควบคุมด้วยเสียง การสัมผัส และการควบคุมด้วยท่าทาง

Mazda 6e 17

สมรรถนะการขับขี่อันมีเอกลักษณ์ของมาสด้า
– ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของรถยนต์มาสด้าไว้อย่างเต็มเปี่ยม โดยเน้นหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ที่สร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมาสด้า ตามแนวทางการขับขี่แบบ จินบะ-อิตไต และความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ พร้อมมอบสมรรถนะการขับขี่ที่แม่นยำและสมดุล โดยเฉพาะการเข้าโค้งและในสถานการณ์ฉุกเฉิน
– อัตราเร่ง มอบแรงม้าสูงสุด 258 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 290 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ต่ำกว่า 8 วินาที
– การชะลอความเร็วแบบนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ผู้โดยสารรู้สึกสบายและไม่เวียนหัวระหว่างเดินทาง
– การบังคับเลี้ยวและการทรงตัว สมดุลน้ำหนักหน้า-หลัง ใกล้เคียง 50:50 การปรับจูนระบบกันสะเทือนและความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถัง เพื่อให้การขับขี่เป็นไปอย่างนุ่มนวล ทรงตัวดี และมีเสถียรภาพในทุกการขับขี่
– ระบบเบรกตอบสนองในทุกจังหวะการชะลอความเร็วหรือหยุดรถได้อย่างแม่นยำ และเข้าใจง่ายตรงตามแรงกดแป้นเบรก มอบความนุ่มนวลระหว่างการเร่ง การเลี้ยว และการหยุดรถ เพื่อความสบายในการขับขี่ของทั้งผู้ขับและผู้โดยสารที่เหนือกว่ารถไฟฟ้าทั่วไป
– ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบมัลติลิงค์ พร้อมติดตั้งเหล็กกันโคลงที่ด้านหน้าและด้านหลัง ช่วยควบคุมพลวัตและการทรงตัวของรถได้ดีขึ้น พร้อมให้การตอบสนองที่แม่นยำยิ่งขึ้น
– มาพร้อมสปอยเลอร์หลังไฟฟ้าปรับอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมการขับขี่ในช่วงความเร็วสูง
– มาพร้อมโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Comfort: มอบความสบายในการขับขี่ แต่ยังให้การควบคุมที่ดีและการตอบสนองที่แม่นยำในแบบฉบับมาสด้า โหมด Sport: เพิ่มความสนุกสนานในการควบคุมรถมากยิ่งขึ้น และ โหมด Individual: เลือกตั้งค่าการขับขี่ได้ตามความต้องการ
– มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว และยางมิชลินคุณภาพสูงเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อให้ได้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีที่สุด
– แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ชนิด LFP ขนาด 77.9 kWh รองรับการชาร์จไวแบบ DC Fast Charging สามารถชาร์จจาก 30% -80% ได้รวดเร็วในเวลาเพียง 15 นาที* และมอบระยะทางขับขี่สูงสุด 654 กม. (มาตรฐาน NEDC)
*อ้างอิงจากการใช้เครื่องชาร์จเร็ว DC 200 kW ขึ้นไป ระยะเวลาการชาร์จจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ณ ขณะชาร์จ เช่น สภาพแบตเตอรี่ อุณหภูมิของแบตเตอรี่และอุณหภูมิแวดล้อม

Mazda 6e 19

เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย Smart Drive
– กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา พร้อมระบบ See-through view และ Side view monitor (360° Camera with See-through view and Side view monitor)
– ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Front Collision Warning – FCW)
– ระบบเตือนการชนด้านหลัง (Rear Collision Warning – RCW)
– ระบบช่วยควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติแบบ Stop & Go (Adaptive Cruise Control with Stop & Go – ACC with Stop & Go)
– ระบบป้องกันการชนครั้งที่สอง (Second Collision Monitoring – SCM)
– ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Blind Spot Monitoring – BSM)
– ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (Rear Cross Traffic Alert – RCTA)
– ระบบเตือนการเปิดประตู (Door Opening Warning – DOW)
– ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ (Smart Brake Support – SBS)
– ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติด้านหลัง (Smart Brake Support Rear Crossing – SBS-RC)
– ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (Lane Keep System – LAS)
– ระบบช่วยป้องกันรถเบี่ยงออกนอกเลน (Lane Departure Prevention – LDP)
– ระบบควบคุมรถกลับเข้าสู่เลน (Emergency Lane Keeping – ELK)
– ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ (High Beam Control – HBC)
– ระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเหนื่อยล้าขับขี่ (Driver Monitoring System – DMS)

Mazda 6e 21

 

เทคโนโลยีห้องโดยสารอัจฉริยะ Smart Cockpit
– AR Head-up Display ขนาด 50 นิ้ว บนกระจกหน้าที่ระยะ 7.5 เมตร จากตำแหน่งผู้ขับขี่
– หน้าจอ Digital Meter ขนาด 10.1 นิ้ว
– หน้าจอ Center Display แบบสัมผัสความละเอียดสูง ขนาด 14.6 นิ้ว รองรับระบบสั่งการด้วยเสียง และท่าทาง

Mazda 6e 20

ภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ประกอบด้วย
– สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
– สีน้ำตาล เมลทิง คอปเปอร์ (Melting Copper)
– สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
– สีขาว คริสตัล ไวท์ เพิร์ล (Crystal White Pearl)
– สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)
– สีเทา แอโร เกรย์ (Aero Gray)

 

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ฉลองความสำเร็จผู้นำตลาด HEV “ขยายระยะเวลาการรับประกันผลิตภัณฑ์ รวมถึงระบบไฮบริด นานสูงสุด 7 ปี” สำหรับลูกค้า ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี

0
มิตซูบิชิ 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับ ตลาดรถยนต์ไฮบริด ด้วยการเปิดตัว “โปรแกรมขยายระยะเวลาการรับประกัน (Extended Warranty Program) รูปแบบใหม่” ที่ให้ความคุ้มครองทั้งคุณภาพผลิตภัณฑ์ และระบบไฮบริด นานสูงสุด 7 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ “เรามั่นใจในคุณภาพ ถึงกล้ารับประกันที่ยาวนานกว่า” และตอกย้ำการเป็นผู้นำ ที่แข็งแกร่งในตลาดรถยนต์ไฮบริด ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์ให้แก่ลูกค้าที่ตัดสินใจเป็นเจ้าของ ออล-นิวมิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป รวมถึง ขยายความคุ้มครองไปยังลูกค้าปัจจุบันที่เป็นเจ้าของรถยนต์ทั้งสามรุ่น นับตั้งแต่วันแรกของการเปิดตัว อันเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในระยะยาว ตามมาตรฐานการบริการหลังการขาย ภายใต้แนวคิด “เราดูแล คุณแค่ขับ”

โปรแกรมขยายระยะเวลาการรับประกัน (Extended Warranty Program) รูปแบบใหม่ เป็นการขยายระยะเวลาการรับประกันคุณภาพรถยนต์ สูงสุดถึง 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) (จากเดิม 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร) และรับประกันระบบไฮบริด 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง (จากเดิม 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง) ผ่านเครือข่ายศูนย์บริการ มิตซูบิชิกว่า 180 แห่งทั่วประเทศ การขยายระยะเวลาการรับประกันครอบคลุมถึงลูกค้าปัจจุบัน ภายใต้เงื่อนไขการรับสิทธิ์ขยายเวลา โดยลูกค้าจะต้องเข้ารับบริการเช็กระยะอย่างต่อเนื่องทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร หรือทุก 6 เดือน ครบ 10 ครั้ง โดยไม่ขาดระยะ และมีสถานะสมาชิก M-Care (โปรแกรมเพื่อมอบความคุ้มค่าและแบ่งเบาค่าใช้จ่าย สำหรับลูกค้ารถยนต์มิตซูบิชิ ที่เข้ารับบริการเช็กระยะที่ศูนย์บริการอย่างสม่ำเสมอ)ระดับ GOLD ขึ้นไป รวมถึงลงทะเบียนและเพิ่มข้อมูลรถผ่านแอปพลิเคชัน M-Drive เพื่อใช้ตรวจสอบระดับสมาชิก ทั้งนี้ การรับประกันแบตเตอรี่ขับเคลื่อนไฮบริดยังคงครอบคลุมระยะเวลา 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง ตามเงื่อนไขการรับประกันเดิม

ด้วยความสำเร็จของรถยนต์ไฮบริดมิตซูบิชิที่ได้รับการยอมรับทั้งด้านคุณภาพและสมรรถนะ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์
คอมแพกต์เอสยูวีฟูลไฮบริดรุ่นล่าสุด ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ที่ได้รับรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2568 (Thailand Car of The Year 2025) จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) และรถยนต์ครอบครัวอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ที่คว้ารางวัล อันดับ 1

“รถใหม่คุณภาพสูง” จากผลการศึกษาคุณภาพรถยนต์ใหม่ในประเทศไทย ประจําปี 2568 (J.D. Power 2025 Thailand Initial Quality StudySM (IQS)) และยังครองยอดขายอันดับ 1 ในเซกเมนต์อีกด้วย ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และความเชื่อมั่นจากผู้ใช้งานจริงได้เป็นอย่างดี มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จึงต่อยอดความไว้วางใจนี้ ตามความมุ่งมั่นใน การสร้างความประทับใจในทุกด้านของผลิตภัณฑ์และงานบริการ หรือ “KANDO” (感動) ด้วยการยกระดับความสบายใจผ่าน โปรแกรมขยายระยะเวลาการรับประกัน (Extended Warranty Program) รูปแบบใหม่ ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฮบริด แต่ยังช่วยให้ลูกค้าสามารถคาดการณ์และวางแผนค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงหลังสิ้นสุดระยะเวลาการรับประกันมาตรฐาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และเสริมคุณค่าการถือครอง ตลอดจนเพิ่มมูลค่าการขายต่อในอนาคต

ผู้ที่สนใจสามารถมาร่วมสัมผัสยนตรกรรมไฮบริด ออล-นิว มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี รวมถึงทัพยานยนต์ล้ำสมัยหลากหลายรุ่น พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษอีกมากมาย
ได้ที่บูธมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย (A11) ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 หรือที่โชว์รูมมิตซูบิชิทั่วประเทศ

 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และนัดหมายทดลองขับรถยนต์มิตซูบิชิได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือมิตซูบิชิคอลเซ็นเตอร์ โทร. 02-079-9500 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ที่ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

 

“นิสสัน” ยกระดับประสบการณ์ e-POWER สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ในค่ำคืนแห่งคำขอบคุณลูกค้าคนสำคัญ พร้อมสะท้อนความประทับใจที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของ “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก”

0
นิสสัน 1
{"ARInfo":{"IsUseAR":false},"Version":"1.0.0","MakeupInfo":{"IsUseMakeup":false},"FaceliftInfo":{"IsChangeEyeLift":false,"IsChangeFacelift":false,"IsChangePostureLift":false,"IsChangeNose":false,"IsChangeFaceChin":false,"IsChangeMouth":false,"IsChangeThinFace":false},"BeautyInfo":{"SwitchMedicatedAcne":false,"IsAIBeauty":false,"IsBrightEyes":false,"IsSharpen":false,"IsOldBeauty":false,"IsReduceBlackEyes":false},"HandlerInfo":{"AppName":2},"FilterInfo":{"IsUseFilter":false}}

นิสสัน ประเทศไทย จัดงาน “Nissan Exclusive Immersive Dining Experience” ถ่ายทอดแนวคิดการขับขี่แห่งอนาคตผ่านเทคโนโลยี e-POWER ในรูปแบบค่ำคืนแห่งประสบการณ์ที่ผสานแสง สี เสียง และรสชาติอย่างลงตัว สะท้อนปรัชญาของนิสสันที่เชื่อว่า “การเดินทางที่ดี คือความรู้สึกที่ดีตลอดเส้นทาง” ซึ่งงานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้าคนสำคัญที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “ครอบครัวนิสสัน” พร้อมสร้างช่วงเวลาพิเศษที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว

นิสสัน 3

ทาคาอากิ ยานางิ รองประธานอาวุโส นิสสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “นิสสันเชื่อว่า การเดินทางที่ดีไม่ใช่เพียงการไปถึงจุดหมาย แต่คือความรู้สึกที่ดีที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทาง และความเชื่อนี้คือแรงบันดาลใจสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี e-POWER ของเรา ค่ำคืนนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงงานเลี้ยงขอบคุณ แต่เป็นการถ่ายทอดแนวคิดเดียวกันผ่านประสบการณ์ Immersive Dining ที่สะท้อนความใส่ใจในทุกรายละเอียด พร้อมตอกย้ำคำมั่นสัญญาของนิสสันในการพัฒนาเทคโนโลยีและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

นิสสัน 3

ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ แบรนด์แอมบาสเดอร์ของนิสสัน ที่มาร่วมแบ่งปันความประทับใจจากประสบการณ์การใช้รถนิสสัน ซึ่งสะท้อนถึงความลงตัวระหว่างเทคโนโลยี e-POWER กับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ โดยเธอเล่าว่าในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนิสสันมาอย่างยาวนาน รถแต่ละรุ่นสามารถตอบโจทย์การใช้งานในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น Nissan Kicks e-POWER ที่คล่องตัวเหมาะสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวันหรือการไปกองถ่าย หรือ Nissan Serena e-POWER ที่มอบความกว้างขวางและความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางร่วมกับครอบครัวและน้องหมา และที่สำคัญที่สุดคือ เทคโนโลยี e-POWER ที่สร้างความประทับใจด้วยประสบการณ์การขับขี่ที่สนุก ตอบสนองทันใจ และให้ความสะดวกสบายโดยไม่ต้องเสียบชาร์จ จึงเข้ากับไลฟ์สไตล์ที่ค่อนข้างแน่นของเธอได้อย่างลงตัว ทำให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างง่ายดายและมั่นใจ พร้อมเชิญชวนทุกคนมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ e-POWER ด้วยตนเอง

นิสสัน 4

อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของค่ำคืนนี้ คือพิธีส่งมอบ All-New NISSAN X-TRAIL e-POWER x e-4ORCE ให้แก่ใบเฟิร์นอย่างเป็นทางการ สะท้อนความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีของนิสสัน และตอกย้ำภาพลักษณ์ของ X-TRAIL ในฐานะ SUV ที่ผสานสมรรถนะ ความมั่นใจ และไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

นิสสัน 5

สำหรับเทคโนโลยี e-POWER เป็นนวัตกรรมที่มอบประสบการณ์ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% ให้ความเงียบ นุ่มนวล และการตอบสนองที่ทันใจโดยไม่ต้องเสียบชาร์จ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความสะดวก ความมั่นใจ และความสนุกในทุกเส้นทาง ซึ่งในปัจจุบัน เทคโนโลยี e-POWER มีอยู่ในหลากหลายรุ่นของนิสสัน ไม่ว่าจะเป็น Nissan KICKS e-POWER คอมแพคเอสยูวีที่คล่องตัวและขับสนุก เหมาะกับการใช้งานในเมือง, Nissan X-TRAIL e-POWER x e-4ORCE พรีเมียมเอสยูวีที่ผสานมอเตอร์ไฟฟ้าคู่หน้า-หลัง และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ e-4ORCE เพื่อความมั่นคงและการควบคุมที่แม่นยำในทุกสภาพถนน และ Nissan SERENA e-POWER รถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่งที่มอบความกว้างขวางและความสะดวกสบายสำหรับครอบครัวยุคใหม่ โดยแต่ละรุ่นสะท้อนความตั้งใจของนิสสันในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในทุกบทบาทของชีวิต

นิสสัน 6

นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสมรรถนะทางเทคนิค หากแต่เป็น ประสบการณ์ที่ลูกค้าสัมผัสได้จริงในทุกวันของการใช้งาน ทั้งความมั่นใจในทุกการออกเดินทาง ความเงียบที่ช่วยให้บรรยากาศภายในรถผ่อนคลาย และการตอบสนองที่เป็นธรรมชาติซึ่งทำให้ทุกการขับเคลื่อนเป็นไปอย่างราบรื่น รายละเอียดเหล่านี้อาจดูเล็กน้อย แต่เมื่อรวมกันแล้วกลับกลายเป็น ความประทับใจที่ทำให้ลูกค้าหลายท่านเลือกนิสสันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และรู้สึกอุ่นใจในทุกเส้นทาง และความรู้สึกเหล่านี้เอง คือสิ่งที่นิสสันมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 70 ปีในประเทศไทย เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เพียงตอบโจทย์การเดินทาง แต่สร้างความผูกพันที่เติบโตไปพร้อมกันในฐานะ “ครอบครัวนิสสัน”