Home Blog Page 203

MOTOR EXPO รวมใจสานสายสัมพันธ์สื่อมวลชน

0

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน ชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ รองประธานจัดงาน ควบคุมงานด้านการบริหารงานทั่วไป และชไมพร ปภัสร์พงษ์ ผู้ควบคุมงานด้านการตลาดสัมพันธ์ งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 40” จัดกิจกรรม “รวมใจสานสายสัมพันธ์สื่อมวลชน – MOTOR EXPO ครั้งที่ 13” สนุกกับการแข่งขันเกมตีกอล์ฟ เกมสันทนาการ เพื่อกระชับสัมพันธ์ และขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่านที่ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง ณ ท็อป กอล์ฟ เมกาซิตี้ เมื่อเร็วๆ นี้

TTC Motor ขานรับแนวคิดโมเดลธุรกิจ Retail of the Future เร่งสร้างความพึงพอใจสูงสุดกับลูกค้าในทุกมิติ

0

TTC Motor ขานรับแนวคิดโมเดลธุรกิจ  เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย  “Retail of the Future” เตรียมพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกในปี 2024 ใช้โอกาสไตรมาสสุดท้ายเตรียมความพร้อม เดินหน้าสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้ลูกค้าในทุกภาคส่วน ชิมลางด้วยการจัดปาร์ตี้ Chef’s Table มอบความพิเศษให้ลูกค้าคนสำคัญได้ประทับใจ  ผสมผสานการจัดสรรแคมเปญใหม่ Fast and Fearless Offer เร็วแรงทุกอัตราเร่งไปกับ Mercedes-Benz คันโปรดของคุณ พร้อมข้อเสนอสุดร้อนแรง แซงทุกความต้องการ ที่เร้าใจ พร้อมพุ่งทะยานไปกับคุณ ได้ที่ TTC Motor เท่านั้น

คุณอัครินทร์ ตั้งทวีสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์, เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี,เมอร์เซเดส-มายบัค อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า TTC Motor ขานรับแนวคิดของโมเดลธุรกิจแห่งยุค “Retail of the Future” เตรียมพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีก ในปี 2024 วางเป้าหมายในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ และมุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์ให้กับลูกค้าครอบคลุมในทุกมิติ ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย โดยมร.มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า ในช่วงต้นปี 2024 ด้วยเป้าหมายหลักในการยกระดับมาตรฐานของธุรกิจค้าปลีก ชูโมเดลธุรกิจที่เน้นความโปร่งใสของราคาและข้อเสนอจากผู้จำหน่ายฯ ที่ต้องเท่าเทียมกัน การจัดการความพร้อมของสต็อกรถยนต์ และการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ภายใต้มาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย โดยที่ผู้จำหน่ายฯ จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในทุกขั้นตอนของการบริการลูกค้า นอกจากนี้ในโมเดลธุรกิจใหม่ จะไม่ได้เน้นเพียงแค่การขายรถยนต์ผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น แต่จะส่งเสริมเครือข่ายการค้าปลีกของแบรนด์ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ได้อย่างไร้รอยต่อ

จากแนวคิดนี้ TTC Motor เร่งดำเนินการทันที เพราะไตรมาสสุดท้ายเป็นวาระที่ดี ที่ผู้จำหน่าย ควรเตรียมความพร้อม บอกกล่าวและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้ายิ่งๆขึ้น ในอนาคตความประทับใจเท่านั้น จะดึงดูดลูกค้าได้อย่างยั่งยืน เราได้เตรียมอีเว้นต์พิเศษสำหรับลูกค้าคนสำคัญ ร่วมปาร์ตี้ รับประทานอาหารในรูปแบบ Chef’s Table และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการเข้าใช้บริการ เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับเครือข่ายให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น”

นอกจากนี้ TTC Motor ยังได้เตรียมข้อเสนอที่เรากล้าให้คุณได้มากกว่า กับแคมเปญ Fast and Fearless ตลอดเดือนตุลาคมนี้ สามารถเลือกรับข้อเสนอสุดพิเศษได้ด้วยตัวคุณเอง ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ตุลาคม 2566 นี้ อาทิ

  • ดาวน์เริ่มต้น 0 บาท
  • รับดอกเบี้ย 0%นานสูงสุด 6 ปี
  • รับฟรี! ประกันภัยชั้น 1 นานสูงสุดถึง 8 ปี
  • รับฟรี! Wallbox 2.0 รุ่นใหม่ล่าสุด
  • รับ MBSP Package นานสูงสุด 8 ปี
  • ออกรถตอนนี้ ขับฟรี 9 เดือน

ทั้งนี้ในส่วนของ TTC Motor Certified พร้อมมอบความแรง ที่ไม่เป็นรองรถป้ายแดง ด้วยรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ใช้แล้ว ไมล์น้อย ราคาสุดคุ้ม ผ่านมาตรฐานการตรวจเช็คกับ Mercedes-Benz Authorized Dealer TTC Motor ที่เปิดบริการมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี พร้อมมอบบริการสุดประทับใจให้กับลูกค้าทุกท่าน

  • ข้อเสนอที่ 1 ดอกเบี้ย 0% นาน 1 ปี
  • ข้อเสนอที่ 2 ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี
  • ข้อเสนอที่ 3 ขับฟรี!! 90 วัน

ออกรถโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพราะเราดูแลให้คุณหมด หารถเบนซ์ใช้แล้ว รถทดลองขับ ปลดประจำการ หรือรถผู้บริหารไมล์น้อยที่ได้รับรองมาตรฐาน ต้องมาที่ Benz TTC Motor Certified เท่านั้น

TTC Motor 2 สาขา ได้แก่ สาขาพัฒนาการ 45 โทร. 1274 , 02-322-2222 และสาขาอุบลราชธานี โทร.045-475-222 , www.facebook.com/BenzTTC TTCMotor# ครบจบทุกเรื่องเบนซ์ ผู้จำหน่าย Mercedes-Benz , Mercedes-AMG, Mercedes-Maybach , Sprinter  อย่างเป็นทางการ   Line : https://bit.ly/LINEBENZTTC   IG : https://bit.ly/IGBENZTTC

อีซูซุเปิดตัวรถปิกอัพ “ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์” เหนือลิมิต…พิชิตโลก ปลดล็อกทุกความท้าทาย พร้อมรุกตลาดรถยนต์ปลายปีนี้

0

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เดินหน้าตอกย้ำแบรนด์รถปิกอัพอันดับ 1 ของเมืองไทย เปิดตัว “ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์” เหนือลิมิต…พิชิตโลก “NEW! ISUZU D-MAX” UNLOCK YOUR POTENTIAL มาพร้อมดีไซน์ใหม่ สะกดทุกสายตา ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ จัดเต็มทุกไลน์อัพ นำโดย “ใหม่! อีซูซุ วี-ครอส 4×4” ปลดล็อกทุกความท้าทายกับความแข็งแกร่ง “ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ 4 ประตู” ปลดล็อกนิยามใหม่แห่งปิกอัพ ระดับ TOP CLASS และ “ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ 2 ประตู” ปลดล็อกศักยภาพใหม่ ไปได้ไกลกว่า รวมถึงรุ่น “ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ แค็บโฟร์” “ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ สเปซแค็บ” และ “ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ สปาร์ค” ตอบโจทย์ด้านสมรรถนะ ความทนทาน และประหยัดน้ำมันขั้นสุด

มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “อีซูซุส่งรถปิกอัพ “ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์” เหนือลิมิต…พิชิตโลก กระตุ้นตลาดปลายปี สร้างยอดขายอย่างต่อเนื่อง ดีไซน์ใหม่ทั้งภายในและภายนอก มาพร้อมสีส้มใหม่ Namibu Orange Mica (ส้ม นามิบู ไมก้า) ด้านหน้าใหม่ตั้งแต่ฝากระโปรงจดกันชนหน้า พร้อมออกแบบ Air Curtain นวัตกรรม Aerodynamic ลดแรงต้านอากาศ ฝาท้ายและชุดไฟท้ายดีไซน์ใหม่ ภายในเพิ่มความโดดเด่นสุดพิเศษด้วย “Miura” Design (“มิอุระ” ดีไซน์) หรูหรามีมิติ เพิ่มการขับขี่ให้สนุกยิ่งขึ้นด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Paddle Shift อีกทั้งยังมีหน้าจอ Infotainment Display ขนาด 9 นิ้ว แบบ Multitasking System เชื่อมต่อข้อมูลกับหน้าจอ Integrated MID ใหม่ขนาด 7 นิ้ว แสดงผลได้หลายฟังก์ชัน ยกระดับความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ และยังมาพร้อมเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย มั่นใจทุกการเดินทางด้วย ใหม่ล่าสุด! ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ด้วย 3D Imaging Stereo Camera ที่กว้างขึ้นและแม่นยำขึ้น พร้อม ใหม่! ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติขณะถอย (Rear Cross Traffic Brake) ด้วยราคาคุ้มค่าเงิน ตั้งแต่ 540,000 – 1,264,000 บาท ทั้งนี้เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนา ส่งมอบผลิตภัณฑ์อันดีเยี่ยม ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้ใช้รถอย่างแท้จริง

“ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์” เหนือลิมิต…พิชิตโลก นำโดย

  • NEW! ISUZU V-CROSS 4×4” UNLOCK YOUR POTENTIAL ปลดล็อกทุกความท้าทายกับความแข็งแกร่ง ดุดัน มาพร้อม สีใหม่สุด Namibu Orange Mica (ส้ม นามิบู ไมก้า) ดีไซน์ใหม่หมด สะกดทุกสายตา ตั้งแต่ฝากระโปรงหน้าจดสเกิร์ตด้านล่าง พร้อมชุดแต่ง ISUZU V-Cross Package รวมถึงฝาท้าย และชุดไฟท้าย สะท้อนเอกลักษณ์แห่งพรีเมียมสปอร์ตออฟโรด ที่ดีไซน์ใหม่ล้ำไปอีกขั้น เพิ่มประสบการณ์ความเหนือชั้นทุกครั้งที่ออกไปใช้ชีวิต พิชิตอุปสรรคใหม่ ๆ ท้าทายทุกขีดความสามารถ แรงสุดด้วย เครื่องยนต์อีซูซุ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที ราคาจำหน่ายตั้งแต่ 917,000 – 1,264,000 บาท

ภายนอก

  • ใหม่! ไฟหน้าดีไซน์เอกลักษณ์ใหม่ โฉบเฉี่ยวด้วย ISUZU Vision Bi-LED พร้อม Multifunctional Daylight ทำหน้าที่ทั้ง Daylight ไฟหรี่ และไฟเลี้ยว
  • ใหม่! กระจังหน้าแบบ 3-Dimension สีเทาดำ และ Black Chrome
  • ใหม่! Air Curtain ที่กันชนหน้า นวัตกรรม Aerodynamic ลดแรงต้านอากาศ แบบฉบับ รถสปอร์ตหรู
  • ใหม่! ไฟท้ายแบบ Triple-Armour LED สัญลักษณ์ใหม่แห่งความโดดเด่น
  • ใหม่! ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว ดีไซน์แบบ Rugged & Wild สี Matte Black เท่ แกร่ง ดุดัน

ภายใน

  • ยกระดับความสะดวกสบายสไตล์พรีเมียม เพิ่มความโดดเด่นด้วย “Miura” Design (“มิอุระ” ดีไซน์) หรูหรามีมิติ ภายใต้แนวคิด High-Class & Sophisticated เน้นสีทูโทน ดำ-น้ำตาล ห้องโดยสารกว้าง แผงคอนโซลหน้า Sharp Horizontal Layers เพื่อการใช้งานที่สะดวกสบาย ตามหลัก Usability Design เพื่อสร้างประสบการณ์พิเศษในทุกการเดินทาง
  • เบาะดีไซน์ใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยี COOLMAX ช่วยลดการสะสมความร้อน ระบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางในตำแหน่งที่นั่งคนขับ
  • ใหม่! Charging Socket แบบ USB-C ชาร์จได้รวดเร็ว ทั้งที่นั่งด้านหน้าและด้านหลัง
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone ควบคุมอุณหภูมิอิสระซ้าย-ขวา สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็กได้ถึงระดับ PM 2.5
  • ใหม่! หน้าจอระบบสัมผัส Infotainment Display ขนาด 9 นิ้ว รองรับการใช้งานทั้งระบบ Wireless Android Auto และ Wireless Apple CarPlay
  • ใหม่! หน้าจอแบบ Multitasking System เชื่อมต่อข้อมูลกับหน้าจอ Integrated MID แสดงผลได้หลายฟังก์ชัน
  • ระบบเสียงรอบทิศทาง 8 ลำโพงแบบ Dynamic Surround Sound
  • ใหม่ล่าสุด! ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ด้วย 3D Imaging Stereo Camera ที่มีมุมมองกว้างและแม่นยำกว่าเดิม พร้อมเรดาร์ 2 จุด และเซนเซอร์ 8 จุดรอบคัน
  • ใหม่! ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถยนต์ RCTA (Rear Cross Traffic Alert) พร้อมระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติขณะถอย RCTB (Rear Cross Traffic Brake)
  • ใหม่! ระบบ Rough Terrain Mode ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ทั้ง 2 และ 4 ล้อ ด้วยการควบคุมการกระจายกำลังทุกช่วงความเร็ว
  • ใหม่! ระบบแสดงองศามุมปีนไต่ ลาดเอียง และทิศทางการเลี้ยวของล้อ ที่หน้าจอ Integrated MID และ Infotainment Display ลุยได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น
  • ลุยน้ำลึกสุดได้ 800 มม.

  • “NEW! ISUZU D-MAX HI-LANDER 4 DOOR” UNLOCK YOUR POTENTIAL ปลดล็อกนิยามใหม่แห่งปิกอัพ ระดับ TOP CLASS ที่ผสมผสานความหรูหราอย่างลงตัว เปลี่ยนนิยามคำว่าปิกอัพให้เหนือระดับ ด้วยดีไซน์ที่ประณีตใส่ใจในทุกรายละเอียด สมรรถนะการขับเคลื่อนที่ทรงพลัง และเทคโนโลยีที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายยิ่งขึ้น มาพร้อมเครื่องยนต์อีซูซุ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที และเครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เจน 2 กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที ราคาจำหน่ายตั้งแต่ 865,000 – 1,151,000 บาท

ภายนอก

  • ใหม่! ไฟหน้าดีไซน์เอกลักษณ์ใหม่แห่งความโฉบเฉี่ยว ISUZU Vision Bi-LED พร้อม Multifunctional Daylight ทำหน้าที่ทั้ง Daylight ไฟหรี่ และไฟเลี้ยว
  • ใหม่! กระจังหน้าแบบ 3-Dimension ดุดัน สะกดทุกสายตากับสี Silky Silver และ Dark Grey
  • ใหม่! Air Curtain ที่กันชนหน้า นวัตกรรม Aerodynamic ลดแรงต้านอากาศ แบบฉบับ รถสปอร์ตหรู
  • ใหม่! ไฟท้ายแบบ Triple-Armour LED สัญลักษณ์ใหม่แห่งความโดดเด่น
  • ใหม่! ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว ดีไซน์แบบ Turbine Spiral

ภายใน

  • ห้องโดยสารพรีเมียม ตามแนวคิด High-Class & Sophisticated สะท้อนความหรูหรา โทนสีดำเงิน เสริมความประณีตด้วย “Miura” Design (“มิอุระ” ดีไซน์) ออกแบบการใช้งานตามหลัก Usability Design พร้อมหน้าจอ Multitasking System ปลดล็อกสู่ประสบการณ์การเดินทางอีกขั้นที่ลงตัวในทุกมิติ
  • ใหม่! หน้าจอ Integrated MID ขนาด 7 นิ้ว แสดงข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ ปรับเปลี่ยนดีไซน์หน้าจอได้ 2 สไตล์ เชื่อมต่อข้อมูลกับหน้าจอ Infotainment Display สะดวกยิ่งขึ้น
  • เบาะนั่งดีไซน์ใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยี COOLMAX ช่วยลดการสะสมความร้อน ระบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางในตำแหน่งที่นั่งคนขับ
  • ใหม่! Charging Socket แบบ USB-C ชาร์จได้รวดเร็ว ทั้งที่นั่งด้านหน้าและด้านหลัง
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone ควบคุมอุณหภูมิอิสระซ้าย-ขวา สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็กได้ถึงระดับ PM 2.5
  • ใหม่! หน้าจอระบบสัมผัส Infotainment Display ขนาด 9 นิ้ว ใช้รองรับการใช้งานทั้งระบบ Wireless Android Auto และ Wireless Apple CarPlay
  • ใหม่! หน้าจอแบบ Multitasking System เชื่อมต่อข้อมูลกับหน้าจอ Integrated MID แสดงผลได้หลายฟังก์ชัน
  • ระบบเสียงรอบทิศทาง 8 ลำโพง แบบ Dynamic Surround Sound
  • ใหม่ล่าสุด! ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS ด้วย 3D Imaging Stereo Camera ที่มีมุมมองกว้างและแม่นยำกว่าเดิม พร้อมเรดาร์ 2 จุด และเซนเซอร์ 8 จุดรอบคัน
  • ใหม่! ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถยนต์ RCTA (Rear Cross Traffic Alert) พร้อมระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติขณะถอย RCTB (Rear Cross Traffic Brake)

  • “NEW! ISUZU D-MAX HI-LANDER 2 DOOR” UNLOCK YOUR POTENTIAL ปลดล็อกศักยภาพใหม่ ไปได้ไกลกว่า ปิกอัพ 2 ประตู ที่ออกแบบให้สอดรับกับทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น ผสานสมรรถนะความทนทาน และความประหยัดน้ำมันขั้นสุด มาพร้อมเครื่องยนต์อีซูซุ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที และเครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์  เจน 2 กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที ราคาจำหน่ายตั้งแต่ 758,000 – 935,000 บาท

ภายนอก

  • ใหม่! ไฟหน้าดีไซน์เอกลักษณ์ใหม่แห่งความโฉบเฉี่ยว ISUZU Vision Bi-LED พร้อม Multifunctional Daylight ทำหน้าที่ทั้ง Daylight ไฟหรี่ และไฟเลี้ยว
  • ใหม่! กระจังหน้าแบบ 3-Dimension ดุดัน สะกดทุกสายตากับสี Silky Silver และ Dark Grey
  • ใหม่! Air Curtain ที่กันชนหน้า นวัตกรรม Aerodynamic ลดแรงต้านอากาศ แบบฉบับ รถสปอร์ตหรู
  • ใหม่! ไฟท้ายแบบ Triple-Armour LED สัญลักษณ์ใหม่แห่งความโดดเด่น
  • ใหม่! ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว ดีไซน์แบบ Turbine Spiral

ภายใน

  • ห้องโดยสารพรีเมียม ตามแนวคิด High-Class & Sophisticated สะท้อนความหรูหรา โทนสีดำเงิน เสริมความประณีตด้วย “Miura” Design (“มิอุระ” ดีไซน์) ออกแบบการใช้งานตามหลัก  Usability Design พร้อมหน้าจอ Multitasking System ปลดล็อกสู่ประสบการณ์การเดินทางอีกขั้นที่ลงตัวในทุกมิติ
  • ใหม่! หน้าจอ Integrated MID ขนาด 7 นิ้ว แสดงข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ ปรับเปลี่ยนดีไซน์หน้าจอได้ 2 สไตล์ เชื่อมต่อข้อมูลกับ หน้าจอ Infotainment Display สะดวกยิ่งขึ้น
  • เบาะดีไซน์ใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยี COOLMAX ช่วยลดการสะสมความร้อน ระบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางในตำแหน่งที่นั่งคนขับ
  • ใหม่! Charging Socket แบบ USB-C ชาร์จได้รวดเร็ว ทั้งที่นั่งด้านหน้าและด้านหลัง
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone ควบคุมอุณหภูมิอิสระซ้าย-ขวา สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็กได้ถึงระดับ PM 2.5
  • ใหม่! หน้าจอระบบสัมผัส Infotainment Display ขนาด 9 นิ้ว ใช้รองรับการใช้งานทั้งระบบ Wireless Android Auto และ Wireless Apple CarPlay
  • ใหม่! หน้าจอแบบ Multitasking System เชื่อมต่อข้อมูลกับ หน้าจอ Integrated MID แสดงผลได้หลายฟังก์ชัน
  • ระบบเสียงรอบทิศทาง 8 ลำโพง แบบ Dynamic Surround Sound
  • กล้องมองภาพด้านหลังขณะถอยจอดแบบ Built-in พร้อมเส้นกะระยะ Lane Guide

  • “NEW! ISUZU D-MAX CAB4” UNLOCK YOUR POTENTIAL ปลดล็อกนิยามใหม่แห่งปิกอัพ เพื่อชีวิตที่สะดวกลงตัว มาพร้อมเครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที ราคาจำหน่ายตั้งแต่ 731,000 – 882,000 บาท

ภายนอก

  • ใหม่! ไฟหน้าดีไซน์เอกลักษณ์ใหม่แห่งความโฉบเฉี่ยว ISUZU Vision Bi-LED พร้อม Multifunctional Daylight ทำหน้าที่ทั้ง Daylight ไฟหรี่ และไฟเลี้ยว
  • ใหม่! กระจังหน้าแบบ 3-Dimension ดุดันสะกดทุกสายตากับ สี Silky Silver และ Dark Grey
  • ใหม่! Air Curtain ที่กันชนหน้า นวัตกรรม Aerodynamic ลดแรงต้านอากาศ แบบฉบับ รถสปอร์ตหรู
  • ใหม่! ไฟท้ายแบบ Triple-Armour LED สัญลักษณ์ใหม่แห่งความโดดเด่น
  • ใหม่! ล้ออัลลอย ขนาด 16 นิ้ว โฉบเฉี่ยวทันสมัย

ภายใน

  • ห้องโดยสารที่ถูกออกแบบสำหรับการใช้งานที่หลากหลายสะดวกสบาย ตามหลัก Usability Design โดดเด่นด้วย “Miura” Design (“มิอุระ” ดีไซน์)
  • เบาะผ้าดีไซน์ใหม่
  • ใหม่! หน้าจอระบบสัมผัส Infotainment Display ขนาด 8 นิ้ว ใช้รองรับการใช้งานทั้งระบบ Wireless Android Auto และ Wireless Apple CarPlay

  • “NEW! ISUZU D-MAX SPACECAB” UNLOCK YOUR POTENTIAL ปลดล็อกศักยภาพใหม่ ไปได้ไกลกว่า ออกแบบให้สอดรับกับทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น ผสานสมรรถนะความทนทาน และความประหยัดน้ำมันขั้นสุด มาพร้อมเครื่องยนต์อีซูซุ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ กำลังสูงสุด 190 แรงม้า  ที่ 3,600 รอบ/นาที และเครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เจน 2 กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที ราคาจำหน่ายตั้งแต่ 650,000 – 760,000 บาท

ภายนอก

  • ใหม่! กระจังหน้าแบบ 3-Dimension ดุดันสะกดทุกสายตากับ Silky Silver และ Dark Grey
  • ใหม่! ไฟหน้าดีไซน์เอกลักษณ์ใหม่แห่งความโฉบเฉี่ยว ISUZU Vision Bi-LED พร้อม Multifunctional Daylight ทำหน้าที่ทั้ง Daylight ไฟหรี่ และไฟเลี้ยว
  • ใหม่! Air Curtain ที่กันชนหน้า นวัตกรรม Aerodynamic ลดแรงต้านอากาศ แบบฉบับรถสปอร์ตหรู
  • ใหม่! ไฟท้ายแบบ Triple-Armour LED สัญลักษณ์ใหม่แห่งความโดดเด่น
  • ใหม่! ล้ออัลลอย ขนาด 16 นิ้ว โฉบเฉี่ยวทันสมัย

ภายใน

  • ห้องโดยสารที่ถูกออกแบบสำหรับการใช้งานที่หลากหลายสะดวกสบาย ตามหลัก Usability Design โดดเด่นด้วย “Miura” Design (“มิอุระ” ดีไซน์)
  • ใหม่! หน้าจอระบบสัมผัส Infotainment Display ขนาด 8 นิ้ว ใช้รองรับการใช้งานทั้งระบบ Wireless Android Auto และ Wireless Apple CarPlay
  • เบาะผ้าดีไซน์ใหม่
  • กล้องมองภาพด้านหลังขณะถอยจอดแบบ Built-in พร้อมเส้นกะระยะ Lane Guide

  • “NEW! ISUZU D-MAX SPARK” UNLOCK YOUR POTENTIAL ปลดล็อกพร้อมลุยทุกงานบรรทุกหนัก เปลี่ยนนิยามคำว่าบรรทุกหนักให้แตกต่างจากที่เคย ออกแบบโดยผสานการทำงานของโครงสร้างตัวถังแชสชีส์ เครื่องยนต์ และช่วงล่างให้ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่ง ไม่ว่าสภาพถนนแบบไหนก็มั่นใจได้ พร้อมด้วยความประหยัดน้ำมันขั้นสุดของอีซูซุ จนกลายเป็นสุดยอดปิกอัพที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะเพิ่มผลิตผลแห่งความสำเร็จ มาพร้อมเครื่องยนต์อีซูซุ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่  3,600 รอบ/นาที และเครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที โดย NEW! ISUZU D-MAX SPARK มีให้เลือกทั้งรุ่น 4×2 และรุ่น 4×4 ซึ่งได้เพิ่มระบบ Rough Terrain Mode มาในรุ่น 4×4 ด้วย ราคาจำหน่ายตั้งแต่ 540,000 – 727,000 บาท

ภายนอก

  • ดีไซน์ใหม่ ตั้งแต่ฝากระโปรงหน้า กระจังหน้า และไฟหน้า
  • กระบะท้ายกว้าง ขนาดใหญ่ พร้อมรับทุกงานหนัก รองรับรูปแบบการบรรทุกที่หลากหลายได้อย่างคุ้มค่า สร้างผลกำไรอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ภายใน

  • ห้องโดยสารภายในตอบโจทย์งานบรรทุก เน้นความสะดวกสบาย กว้างขวาง ตามหลัก Usability Design บรรทุกหนัก บรรทุกไกล ก็ขับสบายตลอดเส้นทาง
  • ใหม่! หน้าจอ Infotainment Display ขนาด 8 นิ้ว ใช้งานง่ายรองรับทั้งระบบ Wireless Android Auto และ Wireless Apple CarPlay
  • เบาะที่นั่งคนขับสามารถปรับอิสระ
  • ห้องโดยสารกว้างขวาง รวมถึงพื้นที่เหนือศีรษะ และพื้นที่วางเท้า
  • กระจกไฟฟ้า เพิ่มความสะดวกสบาย
  • คอนโซลกลางออกแบบปุ่มควบคุมและสวิตซ์ต่าง ๆ ใช้งานสะดวกสบาย
  • ตำแหน่งวางแก้ว 2 จุด พร้อมช่องในขวดน้ำ 1.5 ลิตร ข้างประตู
  • ช่องเก็บของอเนกประสงค์

พบกับ “ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์” เหนือลิมิต…พิชิตโลก ได้ ตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม เป็นต้นไป ที่โชว์รูม   อีซูซุทั่วประเทศ หรือติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

เคล็ด (ไม่) ลับง่าย ๆ จากบีเอ็มดับเบิลยูและมินิที่ควรรู้ก่อนขับรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อสัมผัสสุดยอดสมรรถนะในทุกการขับขี่

0

ในปัจจุบันนี้ ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้บริโภคทั่วโลกต่างหันมาให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและตระหนักรู้เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่นเดียวกับภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สู่การปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจแห่งอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ก็ต้องปรับตัวไปในทิศทางดังกล่าวเช่นกัน นวัตกรรมยานยนต์ที่สะอาดและทันสมัย เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จึงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการผู้ขับขี่และการพัฒนาในยุคใหม่ซึ่งต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่ จึงทำให้ยังมีผู้ขับขี่บางส่วนที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และคงมีข้อกังวลใจในการใช้งานรถยนต์ประเภทนี้ ดังนั้น เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับยานยนต์พลังงานสะอาดแห่งอนาคต ทางบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จึงขอส่งมอบความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับยนตรกรรมไฟฟ้าและนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่น่าสนใจ รวมทั้งแชร์เคล็ดลับง่าย ๆ ที่เป็นประโยชน์กับทุกคนในการเตรียมความพร้อมเพื่อการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดแบบไร้กังวลรองรับเทรนด์แห่งอนาคต

 

1) เรียนรู้ข้อมูลพื้นฐานของรถยนต์ไฟฟ้าก่อนการขับขี่จริง

  • ผู้ขับขี่ควรเรียนรู้มาตรฐานเกี่ยวกับระยะทางของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่บ่งบอกว่ารถยนต์ไฟฟ้าคันนั้นมีระยะทางการวิ่งได้ไกลที่สุดแค่ไหนต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งจะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้ว่ารถยนต์ไฟฟ้ารุ่น
    นั้น ๆ เหมาะสมกับการใช้งานของตนเองหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ระยะทางที่สามารถขับขี่ได้จริงยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายอย่าง เช่น พฤติกรรมในการขับขี่ สภาพถนน หรือ สภาพอากาศ เป็นต้น โดยมาตรฐานการวัดระยะทางของรถยนต์ไฟฟ้าที่นิยมใช้ในประเทศไทย มี 2 มาตรฐานด้วยกัน ได้แก่

    • มาตรฐาน NEDC (New European Driving Cycle) เป็นมาตรฐานที่พัฒนาขึ้นภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ ในสหภาพยุโรป เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการทดสอบอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและการปล่อยมลพิษของรถยนต์ในยุโรป ซึ่งประกอบด้วยการทดสอบในสภาวะต่าง ๆ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดในห้องทดลองแบบปิด เช่น การจำลองสภาวะการขับขี่ในตัวเมืองหรือบริเวณชนบท ซึ่งจะมีการควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ในการขับขี่ เช่น อุณหภูมิ ความเร็ว สภาพพื้นถนน เป็นต้น
    • มาตรฐาน WLTP (Worldwide Harmonised Light Vehicle Test Procedure) เป็นมาตรฐานที่พัฒนาขึ้นโดยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งสหประชาชาติในยุโรป (United Nations Economic Commission for Europe หรือ UNECE) เพื่อใช้ในการทดสอบอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและการปล่อยมลพิษของรถยนต์ โดยได้รับการยอมรับจากนานาประเทศทั่วโลกว่ามีความแม่นยำและใกล้เคียงกับการใช้งานจริง และได้กลายมาเป็นมาตรฐานที่ใช้ในยุโรปแทนที่มาตรฐาน NEDC ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา ซึ่งการทดสอบในมาตรฐาน WLTP จะประกอบด้วยรูปแบบการขับขี่ที่หลากหลาย และเงื่อนไขการขับขี่ที่ใกล้เคียงกับการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบด้วยความเร็วและอัตราเร่งที่ต่างกัน รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ เช่น ระบบปรับอากาศ และระบบอื่น ๆ ที่มีผลต่อการใช้พลังงาน
  • นอกจากนี้ เจ้าของรถควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับความจุของแบตเตอรี่ซึ่งเป็นตัวเลขที่บ่งบอกถึงความสามารถในการกักเก็บและจ่ายกระแสไฟของรถยนต์ไฟฟ้าคันนั้น ๆ ด้วยว่า สามารถจ่ายไฟได้มากน้อยแค่ไหนและนานเท่าไหร่ ซึ่งระยะทางในการขับขี่สูงสุดที่ได้ของแต่ละรุ่นก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การเหยียบคันเร่งและพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้ หากเหยียบคันเร่งหนัก ขับขี่ค่อนข้างเร็ว จะทำให้ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่แรงดันสูงเพิ่มขึ้น ซึ่งก็จะทำให้ระยะทางในการวิ่งของรถยนต์ไฟฟ้าลดน้อยลงตามไปด้วย

2) แยกแยะประเภทการชาร์จของรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้

            โดยหลัก ๆ แล้ว เราสามารถแบ่งประเภทการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  1. การชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current – AC)

คือการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าโดยใช้ไฟบ้าน ผ่านสายชาร์จฉุกเฉินซึ่งสามารถเสียบกับปลั๊กไฟในบ้านที่สามารถรองรับการจ่ายกระแสไฟได้เพียงพอ หรือ ผ่าน Wall box (แผงวงจรที่ได้รับการออกแบบมาให้มีช่องปล่อยกระแสไฟแบบพิเศษเพื่อการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ) โดยผู้ใช้สามารถติดตั้ง Wall box ที่บ้านเพื่อใช้ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้ทุกรุ่น เหมาะสำหรับผู้ที่มีบ้านพักอาศัยส่วนตัวซึ่งสามารถชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบข้ามคืนได้ เนื่องจากการชาร์จไฟฟ้าแบบ AC จะใช้เวลาพอสมควร ซึ่งเวลาที่ใช้ในการชาร์จ จะแปรผันตามความสามารถในการจ่ายกระแสไฟของเครื่องชาร์จ และความสามารถของตัวรถในรับกระแสไฟด้วยเช่นกัน โดยรถยนต์ไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยู อย่างบีเอ็มดับเบิลยู i7 และบีเอ็มดับเบิลยู iX สามารถรับกระแสไฟในการชาร์จแบบ AC ได้สูงสุดถึง 22 กิโลวัตต์

  1. การชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current – DC)

คือการชาร์จผ่านสถานีชาร์จตามห้างสรรพสินค้า ปั๊มน้ำมัน หรือศูนย์ชาร์จรถไฟฟ้า ที่ใช้การจ่ายไฟฟ้าแบบกระแสตรง ซึ่งใช้เวลาในการชาร์จค่อนข้างเร็ว สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิจะสามารถรองรับการชาร์จแบบ DC ด้วยกระแสไฟตั้งแต่ 50 กิโลวัตต์ ไปจนถึง 250 กิโลวัตต์ (ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู i4, iX, i7 เป็นต้น)

3) เตรียมความพร้อมระบบไฟฟ้าที่บ้านก่อนออกสตาร์ท

  • โดยทั่วไป สำหรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้าน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้มิเตอร์ไฟฟ้าแบบ 30 แอมป์ เนื่องจากจะช่วยเรื่องการแบ่งกระแสไฟ ทำให้ไม่ต้องกังวลใจเรื่องไฟตกหรือไฟกระชาก สำหรับเรื่องเฟสไฟบ้าน สามารถใช้ได้กับทั้งไฟ 1 เฟสและ 3 เฟส และเพื่อลดระยะเวลาการชาร์จให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้ายังควรติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Wall Box ไว้ที่บ้าน โดยสามารถตรวจสอบประเภทและแจ้งขอเปลี่ยนประเภทเฟสไฟบ้านได้ที่การไฟฟ้าใกล้บ้านของท่าน

4) วางแผนก่อนออกเดินทางทุกครั้ง เพื่อความอุ่นใจทุกเส้นทางใกล้ไกล

  • ก่อนออกเดินทางไกลทุกครั้ง ผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าต้องวางแผนการชาร์จไฟฟ้าให้ดี ซึ่งถ้าหากมีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจนแล้ว สามารถตรวจสอบสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าตามแนวเส้นทางการเดินทางผ่านทางแอปพลิเคชันต่าง ๆ หากยังไม่แน่ใจในจุดหมาย ก็สามารถวางแผนแบบเผื่อระยะได้ โดยเมื่อมีกำลังไฟฟ้าทั้งหมดเหลือสำหรับระยะทางประมาณ 100-150 กิโลเมตร ควรเริ่มวางแผนหาที่ชาร์จได้ทันที เพราะในบางครั้งอาจจะมีกรณีหัวชาร์จไม่พร้อมใช้งานหรือมีรถยนต์คันอื่นจอดชาร์จไฟอยู่ตามสถานีชาร์จ
  • นอกจากนี้ เรายังสามารถค้นหาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้ผ่านหลากหลายแอปพลิเคชัน ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน My BMW, EVOLT, EleXa และอื่น ๆ โดยแต่ละแอปพลิเคชันจะมีวิธีจองหัวชาร์จแตกต่างกันออกไป พร้อมช่วยคำนวณระยะทางก่อนถึงสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งยังสามารถชำระเงินค่าชาร์จไฟฟ้าได้ง่าย ๆ ผ่านบัตรเครดิต หรือการเติมเงินผ่านดิจิทัลวอลเล็ตรูปแบบต่าง ๆ ก็ได้

สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในฐานะผู้นำในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม ยังคงเดินหน้าผลักดันการใช้ยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมียนตรกรรมไฟฟ้าให้เลือกซื้อครบทั้ง 3 แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น บีเอ็มดับเบิลยู iX3, บีเอ็มดับเบิลยู iX, บีเอ็มดับเบิลยู i4, บีเอ็มดับเบิลยู i7, มินิ คูเปอร์ เอสอี รวมถึงสกู้ตเตอร์ไฟฟ้าจากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด อย่าง CE04 ซึ่งนอกจากที่ลูกค้าจะได้สัมผัสความเป็นเลิศในด้านสมรรถนะการขับขี่ และเทคโนโลยีสุดล้ำในรถแต่ละรุ่นแล้ว ลูกค้ายังสามารถขับขี่ได้อย่างอุ่นใจด้วยแพ็คเกจบำรุงรักษา BMW / MINI Service Inclusive Standard และ Ultimate ที่ครอบคลุมการบำรุงรักษาและการรับประกัน 4 ปีและ 6 ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี / 160,000 กิโลเมตร

ความรู้และเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ จะช่วยลดข้อกังวลใจของผู้ขับขี่ให้สามารถขับรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจและได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้นในทุกเส้นทาง ซึ่งจะช่วยสร้างความคุ้นเคยในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าและปูทางไปสู่แนวทางการสัญจรที่ยั่งยืนในอนาคตค สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ‘Neue Klasse’ ของบีเอ็มดับเบิลยู ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ที่คำนึงถึงองค์ประกอบหลักอันเป็นแก่นของแบรนด์ 3 ประการ ได้แก่ ยนตรกรรมไฟฟ้า (Electrification) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เสริมประสบการณ์การขับขี่ (Digitalisation) รวมถึงการหมุนเวียนการใช้ทรัพยากร (Circularity) เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Footprint ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ได้ถ่ายทอดแนวคิดเหล่านี้ออกมาในรถยนต์ต้นแบบ ‘BMW Vision Neue Klasse’ ที่มาในปรัชญาการดีไซน์แบบใหม่ เน้นย้ำความเรียบง่าย แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู อย่างกระจังหน้าทรงไตคู่ และยังมาพร้อมเทคโนโลยี BMW iDrive ที่สามารถผสานโลกเสมือนเข้าไว้กับโลกแห่งความเป็นจริง พร้อมสอดประสานความยั่งยืนอย่างการใช้วัสดุหมุนเวียนและระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป ซึ่งรถยนต์ต้นแบบนี้ จะกลายมาเป็นหัวใจสำคัญในนำรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูเข้าสู่ยุคสมัยใหม่แห่งสุนทรียภาพแห่งการขับขี่

“กลุ่มตรีเพชร” เฟ้นหาสุดยอดไอเดียประกวดแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ นวัตกรรมสู่ความยั่งยืนในโครงการ “Tri Petch Group Awakens Your Challenge 2023” ปีที่ 2

0

กลุ่มตรีเพชร โดย บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จัดประกวดโครงการ “Tri Petch Group Awakens Your Challenge 2023 เพื่อค้นหานักวางแผนกลยุทธ์เป็นปีที่ 2 หลังจากได้ผลตอบรับอย่างดีเยี่ยมในปีที่ผ่านมา โดยในครั้งนี้มาในหัวข้อโครงการนวัตกรรมสู่ความยั่งยืนและความเป็นกลางทางคาร์บอนในทศวรรษหน้า เปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ ระดับปริญญาตรีจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้คนที่มีศักยภาพและพลังขับเคลื่อนอันยิ่งใหญ่ พร้อมจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ ชิงเงินรางวัล
รวมมูลค่ากว่า 160,000 บาท

คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า Tri Petch Group Awakens Your Challenge 2023 เป็นโครงการที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เปิดโอกาสให้น้อง ๆ นิสิต นักศึกษารุ่นใหม่ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ในการวางแผนยุทธศาสตร์องค์กรที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง ด้วยการนำความรู้ทางวิชาการต่าง ๆ ที่ได้ศึกษามาและข้อมูลทางธุรกิจของกลุ่มตรีเพชร มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดเป็นมุมมองใหม่ ๆ ทางธุรกิจ ในเรื่องสำคัญที่กำลังได้รับความสนใจทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ภายใต้หัวข้อ “โครงการนวัตกรรมสู่ความยั่งยืนและความเป็นกลางทางคาร์บอนในทศวรรษหน้า(Innovation Project towards Sustainability / Carbon Neutrality in the Next Decade”) โดยเปิดกว้างให้มีการสร้างสรรค์ไอเดียได้อย่างเต็มที่ สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ตั้งแต่ทีมละ 1-5 คน ไม่จำกัดสถาบัน คณะ และชั้นปี สำหรับทีมที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศจะมีสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรม Workshop พิเศษกับ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เพื่อเสริมสร้างความรู้ และประสบการณ์ พร้อมนำเสนอแผนต่อคณะกรรมการในรอบชิงชนะเลิศ ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 160,000 บาท”

 

นิสสันพร้อมสร้างความตื่นเต้นเร้าใจด้วยนวัตกรรมยานยนต์หลากหลายรุ่น ในงาน Japan Mobility Show

0

นิสสัน มอเตอร์ เตรียมสร้างปรากฎการณ์ความตื่นเต้นเร้าใจในงาน Japan Mobility Show ที่จะจัดขึ้น ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ พร้อมประกาศแผนเปิดตัวรถยนต์ต้นแบบมากมายสะท้อนอนาคตแห่งการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ในบูธจัดแสดงที่ออกแบบสไตล์อินเทอร์แอคทีฟ

วิสัยทัศน์ของนิสสันในงานจะสะท้อนความมุ่งมั่นเพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงการรถยนต์ไฟฟ้าด้วยผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่จะถูกนำมาจัดแสดงที่บูธของนิสสัน ซึ่งได้รับการออกมามาเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้ผู้เข้าชมผ่านการผสมผสานโลกเสมือนจริงเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริง เพื่อรับชมและเรียนรู้เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของนิสสัน

นิสสันจะเริ่มเผยโฉมรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบทีละรุ่นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ไปจนถึงการนำเสนอในรอบสื่อมวลชนที่จะมีขึ้นในวันที่ 25 ตุลาคม รถยนต์เหล่านี้สะท้อนความตั้งใจของนิสสันในการเพิ่มศักยภาพของการเดินทางและการอยู่ร่วมในสังคม ตลอดจนการออกแบบที่สอดรับกับสิ่งแวดล้อม สังคม และคนรุ่นใหม่ในอนาคต 

นิสสันมุ่งใช้ความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อสร้างโลกที่สะอาดขึ้น ปลอดภัยขึ้น และครอบคลุมมากขึ้น แต่ละแนวคิดมีการกำหนดเป้าหมายไปที่กลุ่มประชากรที่แตกต่างกันและได้รับการออกแบบด้วยคุณสมบัติที่ปรับแต่งตามความต้องการซึ่งเพิ่มมูลค่าให้กับไลฟ์สไตล์และความต้องการเฉพาะของผู้ใช้แต่ละคน ด้วยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แนวคิดนี้ช่วยให้ลูกค้าสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกโดยไม่กระทบต่อวิถีชีวิตหรือความสนุกสนานของการใช้รถยนต์

การจัดแสดงของบูธนิสสันในงาน Japan Mobility Show 2023

บูธนิสสันได้รับการออกแบบให้มีชีวิตชีวาผ่านการแสดงภาพที่สื่ออารมณ์ กิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟ และการผสมผสานโลกเสมือนจริงและโลกแห่งความจริงเข้าด้วยกัน ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต ผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสกับการจำลองการขับขี่แบบ e-4ORCE ที่ควบคุมล้อทั้งสี่เพื่อให้การเคลื่อนที่ และเบรกของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเป็นไปอย่างนุ่มนวลและมั่นคง รวมถึงร่วมถ่ายแบบเซลฟี่กับเครื่องจำลองอัตราเร่งสุดตื่นเต้นจากรถยนต์ Formula-E 

นอกเหนือจากรถยนต์ต้นแบบแล้ว ที่บูธนิสสันยังจัดแสดงรถยนต์รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 90 ปี ที่มีการตกแต่งเป็นพิเศษที่กระจังหน้าและกระจกข้างด้วยสีทองแดง มาพร้อมล้ออลูมิเนียมและวัสดุหุ้มเบาะพิเศษ

รถยนต์ที่จะจัดแสดงในบูธนิสสัน

ซีรี่ย์ของรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ**(จะมีการประกาศแยกให้ทราบอีกครั้ง)
นิสสัน อาริยะ
นิสสัน ลีฟ รุ่นฉลอง 90 ปี
นิสสัน ซากุระ รุ่นฉลอง 90 ปี
นิสสัน เอ็กซ์เทรล รุ่นฉลอง 90 ปี
นิสสัน เซเรนา รุ่นฉลอง 90 ปี
นิสสัน คิกส์ รุ่นฉลอง 90 ปี
นิสสัน โน้ต ออร่า รุ่นฉลอง 90 ปี
นิสสัน จีที-อาร์ นิสโม่ รุ่นตกแต่งพิเศษ
นิสสัน แซด นิสโม
นิสสัน สกายไลน์ นิสโม
รถแข่งฟอร์มูล่า อี ทีมนิสโม

 

โซนจำหน่ายของที่ระลึกจากนิสสัน

นอกจากนี้ ในงาน แฟนๆของนิสสัน ยังจะได้พบกับการจำหน่ายของที่ระลึกจากนิสสัน และ NISMO และรถยนต์ต้นแบบ รวมถึงของที่ระลึกในวาระฉลองครบรอบ 90 ปี 

เว็บไซต์นิสสันสำหรับงาน Japan Mobility Show 2023

เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2566 นิสสันได้เปิดตัวเว็บไซต์เฉพาะกิจสำหรับงาน Japan Mobility Show 2023 ที่นี่ ซึ่งจะมีการเผยข้อมูลรถยนต์ต้นแบบอย่างต่อเนื่อง และยังมี Animation ที่สะท้อนภาพของผู้ใช้งานรถต้นแบบแต่ละรุ่นเพื่อสื่อถึงไลฟ์สไตล์และการใช้งานได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

มิวสิกวิดีโอถ่ายทอดสดทาง YouTube

อีกหนึ่งไฮไลท์คือ การถ่ายทอดสดมิวสิกวิดีโอบนช่องยูทูปของนิสสัน ตั้งแต่วันที่ 2 – 25 ตุลาคม โดยศิลปินหกท่านทั้งในประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศที่ได้รับการคัดเลือกให้ใช้ AI ในการสร้างสรรค์ดนตรีจากแนวคิด “AI ที่เพิ่มขีดความสามารถทางความคิดสร้างสรรค์” โดยจะมีการถ่ายทอดสดรถยนต์ต้นแบบตลอด 24 ชั่วโมง และจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ในทุกสัปดาห์ 

การแถลงข่าวออนไลน์

ข้อมูลและลิงก์สำหรับการถ่ายทอดสดงานแถลงข่าวในวันที่ 25 ตุลาคม จะปรากฎบนโซเชียลมีเดียของ  นิสสัน และบน YouTube

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ประกาศราคา บีเอ็มดับเบิลยู XM 50e อย่างเป็นทางการ รุกตลาดรถสปอร์ตอเนกประสงค์ SAV ปลั๊กอินไฮบริด

0

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ประกาศราคาอย่างเป็นทางการของสมาชิกใหม่รุ่นที่สองแห่งตระกูล XM กับบีเอ็มดับเบิลยู XM 50e ใหม่ และบีเอ็มดับเบิลยู XM 50e (Shadow Line) ที่ยังคงรูปลักษณ์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ความสะดวกสบายอันหรูหรา และขุมพลังที่เหนือกว่า ตามแบบฉบับซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล XM โดยบีเอ็มดับเบิลยู XM 50e มีราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยอยู่ที่ 6,799,000 บาท และบีเอ็มดับเบิลยู XM 50e รุ่น (Shadow Line) มีราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยอยู่ที่ 6,999,000 บาท ทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู XM 50e ใหม่ มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริดอันทรงพลัง ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ เทคโนโลยี M TwinPower Turbo ซึ่งมอบไดนามิกสุดเร้าใจพร้อมกับสมรรถนะอันน่าทึ่ง รถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์ Sports Activity Vehicle สายพันธุ์ M รุ่นนี้จะสามารถมอบความเร้าใจที่เป็นเจ้าของได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมตัวเลือกเพิ่มเติมกับออปชันเสริมซึ่งสามารถปรับแต่งได้หลากหลายให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าอีกด้วย โดยสามารถจองได้ทาง https://shop.bmw.co.th/ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป

บีเอ็มดับเบิลยู XM 50e ใหม่

ราคาจำหน่าย: 6,799,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู XM 50e (Shadow Line)
ราคาจำหน่าย: 6,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)

รูปลักษณ์ภายนอกของบีเอ็มดับเบิลยู XM 50e ใหม่ บ่งบอกถึงความพิเศษ ตัวตนที่โดดเด่น และสมรรถนะที่
ไม่เหมือนใครเช่นเดียวกับรถในตระกูล XM รุ่นก่อนหน้า ด้วยการผสมผสานความเป็นรถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์
หรือ Sport Activity Vehicle (SAV) อันทันสมัย รูปลักษณ์ที่ทรงพลัง สัดส่วนไดนามิกที่แข็งแกร่ง การออกแบบ
อันเป็นเอกลักษณ์สไตล์ M และรูปโฉมหน้ารถที่ได้รับการออกแบบใหม่สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในกลุ่มลักชัวรี่ พร้อมองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์อื่น ๆ ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู XM 50e ใหม่ เปี่ยมไปด้วยออร่าแห่งความพิเศษและความชัดเจนในตัวตนที่ไม่ซ้ำใคร การออกแบบในสไตล์ M ยังช่วยเน้นย้ำถึงความดุดันและความมั่นใจของดีไซน์รถยนต์รุ่นนี้ เสริมความโดดเด่นด้วยไฟหน้าสองชั้น และกระจังหน้าทรงไตคู่แบบ ‘Iconic Glow’ ที่มาพร้อมกรอบไฟส่องสว่างล้อมรอบกระจังหน้าทั้งคู่ ภายนอกของตัว Shadow Line เสริมความโดดเด่นด้วยด้วยวัสดุตกแต่งสีดำเงา แถบสีด้านข้างรถที่ชวนให้นึกถึงบีเอ็มดับเบิลยู M1 ยังช่วยยกระดับดีไซน์ด้านข้างของบอดี้ให้สะกดทุกสายตา นอกจากนั้น การออกแบบของบีเอ็มดับเบิลยู XM ยังรวมเอาองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ชวนให้นึกถึงอดีต อาทิ โลโก้ BMW ที่สลักไว้ที่กระจกหลังและไฟท้าย รวมถึงชิ้นส่วนอื่น ๆ ในสีดำเงาและการตกแต่งรายละเอียดเส้นสายในสีดำดุดันช่วยขับให้บุคลิกของรถรุ่นนี้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นบีเอ็มดับเบิลยู XM 50e มาพร้อมล้ออัลลอย M ขนาด 22 นิ้ว ลาย Double Spoke แบบสลับสี ส่วนในรุ่น Shadow Line มาพร้อมล้ออัลลอย M ขนาด 23 นิ้ว ลาย Star Spoke แบบสลับสี

บีเอ็มดับเบิลยู XM 50e ใหม่ พร้อมส่งมอบขุมพลังที่อัดแน่นตั้งแต่วินาทีแรกที่เหยียบคันเร่ง ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ เทคโนโลยี M TwinPower Turbo และระบบขับเคลื่อน M Hybrid ซึ่งให้กําลังรวมสูงสุด 350 กิโลวัตต์ / 476 แรงม้า ที่แรงบิด 700 นิวตันเมตร ให้ได้สัมผัสถึงสมรรถนะการขับขี่อันทรงพลังตั้งแต่ออกตัว โดยรถรุ่นนี้สามารถทำความเร็วตั้งแต่ 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 5.1 วินาทีเท่านั้น นอกจากนี้ ปุ่ม M Hybrid ที่วางอยู่บริเวณคอนโซลกลางยังให้ผู้ขับสามารถเลือกโหมดการขับได้ถึงสามโหมด ซึ่งรวมถึงโหมด ELECTRIC สำหรับการขับขี่ด้วยไฟฟ้าโดยที่ไม่ปลดปล่อยมลพิษ มอบกำลังสูงสุดที่ 145 กิโลวัตต์ / 197 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 280 นิวตันเมตร ให้ความเร็วสูงสุดถึง 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยใช้พลังงานจากลิเธียม-ไอออนแบตเตอรี่ขนาด 29.5 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ที่ติดตั้งอยู่ด้านใต้ท้องรถ โดยมีระยะทางขับเคลื่อนไฟฟ้า 101 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC

เทคโนโลยี M xDrive ได้รับการออกแบบมาเพื่อรับประกันการส่งกำลังการขับขี่สู่ท้องถนนอย่างเต็มประสิทธิภาพ
เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่แบบไดนามิก นอกจากนี้ ช่วงล่าง Adaptive M Suspension Professional ยังให้การควบคุมแบบสปอร์ตโดยไม่กระทบต่อความสบายของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ ระบบช่วยการขับขี่ รุ่น Professional พร้อมควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ยังมาพร้อมฟังก์ชั่น Stop&Go ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความเร็วของรถในระดับที่ต้องการและคงระยะห่างจากรถคันหน้าให้สม่ำเสมอเท่านั้น แต่ยังช่วยให้รถยนต์อยู่ในเส้นทางอย่างคงที่ด้วยระบบบังคับพวงมาลัย และเพื่อความสะดวกสบายที่เหนือกว่า ระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus ยังช่วยให้การจอดรถและการบังคับรถทำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ภายในของบีเอ็มดับเบิลยู XM 50e ใหม่ ยังแตกต่างด้วยดีไซน์อันโดดเด่น มอบความสะดวกสบายขั้นสุด ห้องโดยสารตกแต่งดีไซน์ M ด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ พวงมาลัยหุ้มหนังดีไซน์ M และเข็มขัดนิรภัยดีไซน์ M ให้ความรู้สึกสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวในการขับขี่ ผ้าบุหลังคายังเป็นเสมือนงานประติมากรรม 3 มิติ ลวดลายแบบปริซึมและเมื่อเปิดหลังคาก็จะพบกับหลอดไฟ LED กว่า 100 ดวงบนหลังคาที่ส่องสว่างอย่างงดงามยามค่ำคืน คอนโซลด้านบนยังบุด้วยหนังแบบ BMW Individual ทำให้การตกแต่งภายในสะดุดตาและหรูหราไปอีกขั้น นอกจากนี้ ยังมีชุดไฟตกแต่งภายใน ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 4 โซน ระบบระบายอากาศและฟังก์ชันนวดผ่อนคลายสําหรับเบาะนั่งตอนหน้าที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานในรถยนต์รุ่นนี้ด้วย

บีเอ็มดับเบิลยู XM 50e ใหม่ ยังได้รับการพัฒนาด้านระบบความบันเทิงและการสื่อสารให้ล้ำสมัยยิ่งขึ้น ด้วยหน้าจอ BMW Head-up Display และระบบ BMW Live Cockpit Professional แสดงผลบนจอ Control Display ขนาด 12.3 นิ้ว ทำงานบนระบบปฎิบัติการ BMW Operating System รุ่นใหม่ล่าสุด ที่สามารถปรับแต่งให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้น ระบบจำลองเสียงเครื่องยนต์ IconicSounds Electric ให้เสียงขับที่กระตุ้นความตื่นเต้นแม้ในโหมดการขับขี่แบบไร้มลพิษ คุณลักษณะเด่นอีกประการของรถยนต์รุ่นนี้คือ ระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์พกพาของตนกับรถยนต์แบบไร้สายผ่าน Apple CarPlay หรือ Android Auto นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังจะได้รับประโยชน์จาก Connected Package Professional ช่วยให้มั่นใจว่าจะได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและข้อมูลการจราจรอัปเดตล่าสุดเมื่ออยู่บนท้องถนน นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู XM 50e ยังมาพร้อมระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู XM 50e (Shadow Line) มาพร้อมกับระบบเสียงรอบทิศทางคุณภาพสูง Bowers & Wilkins Diamond เพื่อส่งมอบสุนทรียะด้านความบันเทิงระดับไฮเอนด์ในระหว่างการขับขี่

บีเอ็มดับเบิลยู XM 50e และบีเอ็มดับเบิลยู XM 50e (Shadow Line) ใหม่ มาพร้อมสีภายนอกให้ลูกค้าได้เลือกถึง 6 สีได้แก่ Marina Bay Blue Metallic, Toronto Red Metallic, Isle of Man Green Metallic, Sao Paulo Yellow Solid, Black Sapphire Metallic, และ Mineral White Metallic และสามารถเลือกสีภายในได้ 2 สี ได้แก่ BMW Individual leather ‘Merino’  สีดำ หรือ Sakhir Orange

พบกับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ บีเอ็มดับเบิลยู XM 50e และบีเอ็มดับเบิลยู XM 50e (Shadow Line) ใหม่ ได้ที่ www.bmw.co.th หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ BMW Thailand

ฟอร์ดปูพรมกิจกรรม-แคมเปญจัดเต็ม ดันกระแสฟอร์ด เอเวอเรสต์แรงต่อเนื่องไตรมาส 4

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เดินหน้าดันกระแสฟอร์ด เอเวอเรสต์ให้แรงต่อเนื่องในไตรมาส 4 ปูพรมจัดกิจกรรม ‘Ford Everest Journey’ ใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ชลบุรี ระยอง ภูเก็ต และสงขลา โดยในงานจะมีฟอร์ด เอเวอเรสต์ ครบทุกรุ่นย่อยให้ลูกค้าที่สนใจได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางแบบเหนือระดับด้วยตัวเองกับคอนเซ็ปต์ ‘เลือกสิ่งที่ใช่ ลุยไปกับสิ่งที่ชอบ’ ลูกค้าที่มาร่วมงานจะได้ทดลองขับฟอร์ด เอเวอเรสต์ ในเส้นทางที่ไม่เหมือนใคร ทั้งแบบทางเรียบและออฟโรด พร้อมเพลิดเพลินกับกิจกรรมเวิร์คช้อปภายในงานฟรี และยังมีสิทธิ์ลุ้นรับทองคำมูลค่ารวม 1,294,000 บาท กับแคมเปญ ‘Ford Expo โปรโมชันแรง ดุดัน ไม่เกรงใจใคร’ เมื่อทดลองขับฟอร์ด เอเวอเรสต์ทุกรุ่นในงาน ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 พฤศจิกายน 2566 โดยกิจกรรม ‘Ford Everest Journey’ จะเริ่มครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่ในวันที่ 7-8 ตุลาคม 2566 ณ ร้านกาแฟไม้ป่าเดียวกัน

นับเป็นครั้งแรกที่ฟอร์ดนำรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ ทุกรุ่นย่อยมาให้ลูกค้าได้สัมผัสและทดลองขับในกิจกรรม ‘Ford Everest Journey’ ทั้งรุ่นย่อยใหม่ล่าสุดอย่าง ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นไวลด์แทรค และรุ่นอื่นๆ ได้แก่ รุ่นไทเทเนียมพลัส 4×4 รุ่นไทเทเนียมพลัส 4×2 รุ่นสปอร์ต และรุ่นเทรนด์ ที่มาพร้อมสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีการขับขี่อันเหนือระดับ

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นไวลด์แทรค รถรุ่นย่อยล่าสุดของฟอร์ด เอเวอเรสต์ที่ผสานสมรรถนะเพื่อการผจญภัยเข้ากับความสะดวกสบายอันเหนือระดับ ต่อยอดสมรรถนะและเทคโนโลยีที่เหนือชั้นด้วยดีไซน์ที่ดุดันเป็นเอกลักษณ์แบบไวลด์แทรค ครบครันทั้งความเท่ แข็งแกร่ง และขับสนุกในทุกการเดินทาง มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบ e- Shifter มาพร้อมระบบช่วยจอดอัจฉริยะ 2.0 อันทรงประสิทธิภาพ ระบบขับเคลื่อนแบบ 4×4 เพื่อสมรรถนะสูงสุดสำหรับการเดินทางบนทุกสภาพพื้นผิว

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นไทเทเนียมพลัส 4x4 รถครอบครัวที่มาพร้อมความสมบุกสมบันครบครัน และความสะดวกสบายเหนือชั้นให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การผจญภัยขั้นสุดด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ e-Shifter 10 สปีด มาพร้อมระบบช่วยจอดอัจฉริยะ 2.0

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นไทเทเนียมพลัส 4×2 มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดแบบ SelectShift ภายนอกหรูหราโดดเด่นด้วยการตกแต่งแบบพรีเมียม ด้วยราวหลังคาและมือจับประตูโครเมียมสีเงิน บันไดข้างสีดำพร้อมชุุดตกแต่งสีเงิน ไปจนถึงหลังคา Panoramic Moonroof อันเป็นเอกลักษณ์สำหรับรุ่นไทเทเนียมพลัส อีกทั้งยังมีไฟส่องสว่างข้างตัวรถช่วยให้ทราบตำแหน่งที่จอดรถในยามค่ำคืนได้

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นสปอร์ต มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว ที่ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ตกแต่งแนวสปอร์ตด้วยรายละเอียดสีดำเงาบริเวณมือจับประตู และโลโก้ EVEREST บนฝากระโปรงหน้า โดดเด่นด้วยไฟท้าย LED ที่เป็นเอกลักษณ์ของเอเวอเรสต์ และเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันด้วยประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี ห้องโดยสารภายในเรียบหรู

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นเทรนด์ เหมาะสำหรับลูกค้าที่มองหารถยนต์นั่งอเนกประสงค์ในราคาสุดคุ้ม ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว ผสานกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 โหมด ได้แก่ โหมดปกติ โหมดประหยัด โหมดลากจูง และโหมดทางลื่น ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ทั้งบนทางเรียบและ     ออฟโรด โดดเด่นด้วยแผงหน้าปัดรถยนต์แบบดิจิทัลขนาด 8 นิ้ว และจอสีระบบสัมผัส 10.1 นิ้วที่ลูกค้าสามารถใช้งานระบบ SYNC®4A ที่รองรับทั้ง Apple CarPlay® และ Android Auto™

ลูกค้าที่มาร่วมงานจะได้สัมผัสนวัตกรรมบริการแบบ ‘พร้อมเสมอ’ หรือ ‘Always-On’ อาทิ แอปพลิเคชันฟอร์ดพาส และนวัตกรรมด้านบริการอื่นๆ เพื่อยกระดับประสบการณ์ในการเป็นเจ้าของรถยนต์ฟอร์ดไปอีกขั้น สานต่อความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว และยังมีกิจกรรมเวิร์คช้อปสุดพิเศษที่ฟอร์ดจัดเตรียมไว้ให้กับลูกค้า ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม ‘Ford Everest Journey และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์  www.everesttestdrive.com โดยมีตารางการจัดกิจกรรม ดังนี้

  • 7-8 ตุลาคม 2566 จังหวัดเชียงใหม่ ณ ร้านกาแฟไม้ป่าเดียวกัน
  • 28-29 ตุลาคม 2566 จังหวัดชลบุรี
  • 4 พฤศจิกายน 2566 จังหวัดระยอง
  • 11-12 พฤศจิกายน 2566 จังหวัดภูเก็ต
  • 18 พฤศจิกายน 2566 จังหวัดสงขลา

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงื่อนไขข้อเสนอพิเศษสำหรับรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ ทุกรุ่นได้ที่เว็บไซต์ http://www.ford.co.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Ford Call Center โทร. 1383

“โตไป…ขับเป็น” ชวนเด็กมาเรียนรู้กฎจราจร ขับรถสนามจำลอง ที่ฟิวเจอร์พาร์ค

0

โครงการ “ขับเป็น…ขับปลอดภัย กับสื่อสากล” จัดกิจกรรม “โตไป…ขับเป็น” ร่วมสร้างพื้นฐานขับเป็นขับปลอดภัยให้บุตรหลาน ณ ฟิวเจอร์ พาร์ค และสเปลล์ 11-15 ตุลาคมนี้

ชไมพร ปภัสร์พงษ์ ผู้อำนวยการโครงการ “ขับเป็น…ขับปลอดภัย กับสื่อสากล” (SKILL DRIVING EXPERIENCE) กล่าวว่า “เราเล็งเห็นความสำคัญเรื่องการปลูกฝังวินัยการขับรถให้แก่เด็ก และเยาวชน   เพื่อปูพื้นฐานด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน จึงจัดกิจกรรม “โตไป…ขับเป็น” (SKILL DRIVING EXPERIENCE JUNIOR) เพื่อเปิดโอกาสให้เค้าได้รู้ถึงกฎจราจร ฝึกขับขี่ในถนนจำลองที่มีความปลอดภัย และรับใบขับขี่จำลองเป็นที่ระลึก”

“โดยกิจกรรมใน 1 รอบใช้เวลา 45 นาที ภาคทฤษฎีมีวิทยากรจากกองบังคับการตำรวจจราจร มาสอนเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถ และถนน ให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ สัญญาณไฟ ความหมายของป้ายจราจร ในภาคปฏิบัติเด็กๆ จะได้ขับขี่รถบังคับขนาดเล็กในสนามจำลอง ฝึกฝนทักษะการมอง และบังคับควบคุมพวงมาลัย สร้างทักษะการขับขี่อย่างปลอดภัยขั้นพื้นฐาน เพื่อจะช่วยลดอุบัติเหตุได้ในอนาคต”

ผู้ปกครองสามารถพาบุตรหลานของท่านที่มีอายุ 6-12 ปี ความสูงไม่เกิน 120 เซนติเมตร และน้ำหนักไม่เกิน 30 กิโลกรัม ไปเข้าร่วมกิจกรรมได้ฟรี ที่ลาน Zpotlight ฟิวเจอร์ พาร์ค และ สเปลล์ ชั้น G ในวันที่ 11-15 ตุลาคม 2566

ผู้สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/skilldriving

“มาสด้า” ผุดโปรแกรม MAZDA ULTIMATE SERVICE ดูแลฟรีตลอด 5 ปี เปิดตัว CPO MARKETPLACE ซื้อขายรถมาสด้ามือสองคุณภาพดีบนออนไลน์ 24 ชั่วโมง

0
มาสด้า ภาพเปิด

มาสด้าอัดยาแรงกระตุ้นตลาดโค้งสุดท้ายของปี ลูกค้าได้เฮลั่นเมื่อออกรถใหม่ รับทันที Mazda Ultimate Service (MUS) หรือ โปรแกรมบริการหลังการขายที่คุ้มครองและดูแลรถตลอด 5 ปี ครอบคลุมทั้งค่าแรง ค่าอะไหล่ และผลิตภัณฑ์ของเหลว การขยายการรับประกันคุณภาพ 5 ปี 150,000 กิโลเมตร รวมถึงมอบความอุ่นใจตลอดการเดินทางด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง และฟรีประกันชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี รวมสูงสุดกว่า 100,861 บาท* พร้อมเปิดตัวช่องทางจำหน่ายรถมาสด้ามือสองคุณภาพดี Mazda CPO Marketplace บนแพลตฟอร์มออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าเลือกซื้อรถมือสองที่มีมาตรฐานและคุณภาพสูงที่ได้รับการรับรองจากมาสด้า โดยไม่จำกัดทั้งเวลาและสถานที่ หลังประสบความสำเร็จจากโครงการ Mazda CPO ที่เปิดตัวไปเมื่อก่อนหน้านี้ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมหรือเลือกซื้อได้ทาง https://certified.mazda.co.th ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์จะมีความคึกคักและแข่งขันรุนแรงมากขึ้น ล้วนเกิดจากปัจจัยสนับสนุนเชิงบวก ไม่ว่าจะเป็น การฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยว ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าประเทศมากขึ้น ผลักดันให้เกิดความต้องการรถยนต์มากขึ้น รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องจากผู้ผลิตทั้งเครื่องยนต์สันดาปหรือรถไฟฟ้า ล้วนมีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและความต้องการในการเปลี่ยนรถของลูกค้าเร็วขึ้น โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่การบริโภคจะเป็นไปอย่างคึกคัก ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับมาสด้า เราเตรียมเปิดตัวแนะนำรถยนต์นั่งรุ่นใหม่เข้ามาเพิ่มเติมเพื่อเสริมไลน์อัพในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีเช่นกัน เชื่อว่าการเปิดตัวครั้งนี้จะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ และกลายเป็นรถอีกหนึ่งรุ่นที่จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าและแฟนๆ มาสด้าในประเทศไทย

มาสด้า 1

ไม่เพียงแค่การสร้างความแข็งแกร่งให้กับผลิตภัณฑ์เท่านั้น มาสด้ายังให้ความสำคัญสูงสุดกับกับการสร้างคุณค่าแบรนด์ และความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าในระยะยาว โดยเฉพาะประสบการณ์และคุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับ ด้วยการรับฟังความต้องการของลูกค้าเพื่อนำมาปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการนำเอาโปรแกรมบริการหลังการขายที่มอบความคุ้มครองและดูแลรถให้กับลูกค้าตลอด 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) ที่ครอบคลุมทั้งค่าแรง ค่าอะไหล่ และผลิตภัณฑ์ของเหลว ฟรีขยายการรับประกันคุณภาพ รวมถึงบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. กลับมามอบให้ลูกค้าอีกครั้ง เพื่อให้ลูกค้านำรถกลับเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตามระยะทาง ช่วยยืดอายุการใช้งานของรถ และช่วยเพิ่มมูลค่าของรถเมื่อต้องการขายต่อ โดยมอบให้กับลูกค้าที่ออกรถมาสด้าคันใหม่ รุ่น Mazda3, Mazda CX-30, Mazda CX-5, Mazda CX-8 และ Mazda MX-5 และมอบโปรแกรม Mazda Care ที่ฟรีค่าแรง ค่าอะไหล่ และค่าผลิตภัณฑ์ของเหลว จากการบำรุงรักษารถตามระยะนาน 5 ปี หรือระยะทาง 100,000 กิโลเมตร สำหรับลูกค้าที่ออกรถรุ่น New Mazda2 และ New Mazda CX-3 เพื่อมอบความอุ่นใจให้กับลูกค้ามาสด้าในทุกกลุ่ม

ไม่เพียงเท่านั้น มาสด้ายังมอบความสะดวกให้กับลูกค้าที่ต้องการซื้อรถมาสด้ามือสองคุณภาพดี โดยเปิดตัว Mazda CPO Marketplace ช่องทางใหม่ในการซื้อขายรถยนต์มาสด้ามือสองคุณภาพดีแบบออนไลน์ 24 ชั่วโมง เพิ่มเติมจากเดิมที่การจำหน่ายจะมีแค่ที่โชว์รูมอย่างเป็นทางการของมาสด้าเพียงอย่างเดียว โดยรถที่ทำการซื้อขายผ่านช่องทางนี้ล้วนแล้วแต่ผ่านการคัดคุณภาพและตรวจรับรองโดย มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย เลขไมล์น้อย รวมถึงได้รับการตรวจเช็กคุณภาพขั้นสูงแบบรอบด้านโดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากมาสด้า จึงสร้างความมั่นใจได้ว่ารถที่ลูกค้าเลือกซื้อเป็นรถที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน สร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้าไปตลอดการเดินทาง ลูกค้าที่สนใจสามารถเข้าไปทำการซื้อขายได้โดยตรงผ่าน https://certified.mazda.co.th ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยมีรถมาสด้าคุณภาพดีให้เลือกกว่า 100 คัน

นอกจากนั้น ตั้งแต่วันที่ 1-31 ตุลาคม 2566 มาสด้ายังมอบแคมเปญสุดคุ้มที่ช่วยดูแลรถคันใหม่ให้กับลูกค้าทุกราย และขอมอบความพิเศษอีกหนึ่งต่อให้กับเจ้าของรถยนต์มาสด้าและครอบครัวที่ซื้อรถมาสด้าคันใหม่เพิ่มเติม ทั้งรถยนต์นั่งรุ่น New Mazda2 และ Mazda3 และครอสโอเวอร์เอสยูวี New Mazda CX-3, Mazda CX-30, Mazda CX-5 และ Mazda CX-8 กับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท** เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่เชื่อมั่น และกลับมาเลือกซื้อรถยนต์มาสด้าอีกครั้ง สำหรับรายละเอียดแคมเปญออกรถใหม่ในเดือนตุลาคม มีดังต่อไปนี้

มาสด้า 2

New Mazda2: ดอกเบี้ย 2.39%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance ปี2, ฟรีแพ็กเกจบำรุงรักษารถตามระยะ Mazda Care 5 ปี (รวมค่าแรง ค่าอะไหล่ และของเหลว)³ หรือ ดอกเบี้ย 0.99%, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2

Mazda3 และ Mazda3 CARBON EDITION: ดอกเบี้ย 2.39%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2, ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS)4 หรือ ดอกเบี้ย 1.39%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2

มาสด้า 3

New Mazda CX-3: ดอกเบี้ย 2.39%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2, ฟรีแพ็กเกจบำรุงรักษารถตามระยะ Mazda Care 5 ปี (รวมค่าแรง ค่าอะไหล่ และของเหลว)³ หรือ ดอกเบี้ย 1.19%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2

มาสด้า 5

Mazda CX-30 และ Mazda CX-30 CARBON EDITION: ดอกเบี้ย 1.59%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2, ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS)4 หรือ ดอกเบี้ย 0.49%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2

มาสด้า 6

Mazda CX-5: ดอกเบี้ย 2.39%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2, ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS)4 หรือ ดอกเบี้ย 1.39%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2

มาสด้า 7

Mazda CX-8: ดอกเบี้ย 2.39%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2, ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS)4 หรือ ดอกเบี้ย 1.49%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2

มาสด้า 8

New Mazda MX-5: ดอกเบี้ย 2.39%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2, ฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS)4