Home Blog Page 566

รีวิว “คอนเซ็ปต์ คาร์” และ”รถใหม่” ในงาน “บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลมอเตอร์โชว์”ครั้งที่ 38

0

“กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด” ประเดิมงานแสดงยนตรกรรมแรกของปีได้ยิ่งใหญ่อลังการกับ “บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์”ครั้งที่ 38 ซึ่งเปิดรอบสื่อมวลชนเป็นที่เรียบร้อย แน่นอนว่ารถยนต์ค่ายยักษ์ทั่วเมืองไทยต่างพาเหรดนำโปรดักส์ใหม่ทั้งในรูปแบบของ “คอนเซ็ปต์ คาร์” และ “รถใหม่” ขึ้นโชว์ตัวสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรก มาดูกันครับว่างานนี้มีรถอะไรเด่น Autoworldthailand จัดให้

3 แบรนด์ดัง กับ 3 คอนเซ็ปต์คาร์

Toyota FCV Plus Concept

ในปีนี้ โตโยต้า ภูมิใจนำเสนอ Toyota FCV Plus Concept ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีแห่งอนาคตของรถพลังงานทางเลือกแบบ Fuel-Cell ออกแบบภายใต้แนวคิด “การร่วมเป็นหนึ่งในหน่วยย่อยของสังคมยุคอนาคต”

Toyota FCV Plus Concept รถต้นแบบขนาดกะทัดรัด มิติตัวถังของรถสุดล้ำสมัยคันนี้ มีความยาวเพียงแค่ 3,800 มม. กว้าง 1,750 มม. สูง 1,540 มม. และความยาวฐานล้อมากถึง 3,000 มม.การออกแบบภายนอกมีความโดนเด่นในเรื่องของรูปลักษณ์ที่เน้นความล้ำสมัย เผยให้เห็นถึงอนาคต แผงเซลล์เชื้อเพลิงจะติดตั้งอยู่บริเวณ ด้านหลังล้อหน้าถัดจากถังเก็บไฮโดรเจนที่อยู่ระหว่างทีี่นั่งด้านหลัง และติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าอิสระทั้ง 4 ล้อ ทำให้พื้นที่ใช้สอยภายในรถค่อนข้างกว้างขวาง

ห้องโดยสารเป็นแบบ 2+2 ที่นั่ง ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากการใช้ไฮโดรเจนเป็นสารตั้งต้น โดยมีการทำปฏิกริยาทางเคมีใน cell stack เพื่อสร้างกระแสไฟฟ้า แต่สามารถเปลี่ยนตัวเองจาก eco-cars ไปสู่ energy-cars ได้ด้วยระบบที่เชื่อมต่อต่อเข้ากับกริด (vehicle-to-grid)

สามารถพ่วงกับอุปกรณ์กักเก็บไฮโดรเจนภายนอก เพื่อใช้เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้าให้กับครัวเรือน เมื่อใช้ต่อพ่วงกันเป็นกลุ่ม ก็จะสามารถเชื่อมต่อกับกริดไฟฟ้าซึ่งเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานของแหล่งชุมชนได้ เป็นต้น ซึ่ง โตโยต้า ใช้ชื่อเรียกระบบนี้ว่า Social Mode

Toyota FCV Plus Concept จะมีการออกแบบที่เชื่อมต่อกันทั้งภายนอกและภายใน โดยการเลือกใช้สีฟ้าเป็นส่วนประกอบแสดงให้เห็นถึงพลังงานสะอาด และความล้ำสมัย ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ระบบสร้างพลังงานไฟฟ้าโดยตรงจากบริเวณด้านหลังล้อหน้า ที่สามารถเก็บกระแสไฟฟ้าได้ในระหว่างขับเคลื่อน

Nissan SOFC

หลังจากเสริมเขี้ยวเล็บใหม่ในรถยนต์กลุ่มอีโค่คาร์ โดยนำเสนอ Nissan Note งานนี้ยังได้ส่งคอนเซ็ปต์คาร์ข้ามย้ำข้ามทะเลมาจากร่วมโชว์ภายใต้ชื่อ Nissan SOFC ต้นแบบยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงแบบออกไซด์แข็ง (Solid Oxide Fuel Cell – SOFC)แบบแรกของโลกที่สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากเชื้อเพลิงเอธานอลชีวภาพ (Bio-Ethanol Electric Power)

รถต้นแบบคันนี้สร้างขึ้นภายใต้โครงงานการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขับเคลื่อน Solid Oxide Fuel-Cell (SOFC)-powered system ซึ่งใช้พลังงานในการขับเคลื่อนจาก Bio-Ethanol Electric Power และถือเป็นครั้งแรกของโลกที่ผู้ผลิตรถยนต์นำระบบนี้มาใช้ ซึ่งมีจุดเด่นคือ ระบบ e-Bio Fuel-Cell ที่มาพร้อมกับตัวสร้างพลังงานแบบ SOFC

สำหรับระบบ e-Bio Fuel-Cell เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด “Nissan Intelligent Power” ในการนำเสนอรถยนต์กับสิ่งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการขับเคลื่อนและการใช้พลังงานไฟฟ้า รวมถึงการขับขี่ที่สนุกสนาน ในห้องเครื่องยนต์ติดตั้งตัวเก็บประจุที่เก็บกระแสไฟฟ้าได้เป็นจำนวนมาก โดยตัวสร้างพลังงานแบบ SOFC มี แนวคิดหลักในการออกแบบ 3 ประการ คือ ประสิทธิภาพในการใช้งานสูงเดินทางได้ไกลมากขึ้น, จัดหาง่าย ด้วยต้นทุนเชื้อเพลิงที่มีราคาต่ำ (สามารถใช้เอธานอลผสมน้ำ) และเป็นพลังงานสะอาด เนื่องจากไม่มีการปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ

e-Bio Fuel-Cell สร้างกระแสไฟฟ้าผ่านทางเซลล์เชื้อเพลิงแบบออกไซด์แข็ง SOFC โดยใช้เอธานอลแบบชีวภาพ ซึ่งถูกเก็บไว้ที่ถังเชื้อเพลิงในตัวรถ แต่การผลิตไฮโดรเจนเพื่อทำปฏิกริยากับออกซิเจนนั้นมาจากการนำเชื้อเพลิงซึ่งก็คือ เอธานอลชีวภาพ สะกัดและแปรรูปผ่านทางอุปกรณ์รีฟอร์เมอร์ (Reformer) จากนั้นจึงส่งไฮโดรเจนเข้ามาทำปฏิกริยาเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าและส่งให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อใช้ในการขับเคลื่อน

ข้อมูลจากการทดสอบด้วยความเร็วคงที่ รถยนต์ที่ใช้ระบบนี้สามารถทำระยะทางได้ในระดับที่ใกล้เคียงกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินทำได้ต่อการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 1 ถัง (มากกว่า 600 กิโลเมตร) นอกจากนั้น รถยนต์แบบ e-Bio Fuel-Cell ยังมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย

แน่นอนว่าต้นทุนในการใช้งานลดลงอย่างมาก เกือบเท่ากับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์พลังไฟฟ้าในยุคปัจจุบัน และถือว่าสามารถก่อให้เกิดประโยชน์สำหรับคนทั่วไปเช่นเดียวกับในภาคธุรกิจ เพราะว่า e-Bio Fuel-Cell สามารถรองรับกับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า เนื่องจากการเติมเชื้อเพลิงนั้นใช้เวลาไม่นาน และให้พลังงานที่ค่อนข้างสูง

Mitsubishi MiEV Evolution III

Mitsubishi MiEV Evolution III ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นรถแข่งพลังงานไฟฟ้าเจนเนอเรชั่นที่สามที่ลงแข่งขันในรายการ Pikes Peak International Hill Climb ไต่เขาสุดมันส์ในรัฐโคโลราโดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งที่ผ่านมา บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ส่ง มิตซูบิชิ มิฟ อีโวลูชั่น 3 จำนวน 2 คัน ซึ่งได้ถูกพัฒนาให้เป็นรถแข่งที่ผนวกเทคโนโลยีรถพลังงานไฟฟ้า และเทคโนโลยีขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ดีที่สุดเข้าไว้ด้วยกัน

Mitsubishi MiEV Evolution III แตกต่างจากรุ่นเดิมหลายด้าน ทั้งการดัดแปลงแชสซีส์มาใช้เหล็กน้ำหนักเบา, มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังขับสูงขึ้นจาก 400 กิโลวัตต์ เป็น 450 กิโลวัตต์ ยางขนาดกว้างขึ้นจากขนาด 260/650-18 เป็น 330/680-18 เพื่อถ่ายทอดกำลังลงพื้นให้มากที่สุด ทั้งยังมีการ์ดบังลมด้านหน้าทำจากวัสดุคาร์บอนแบบใหม่ทำงานร่วมกับสปอยเลอร์เพื่อให้เป็นไปตามหลักแอโรไดนามิคที่มีประสิทธิภาพ

Mitsubishi MiEV Evolution III ได้ติดตั้งระบบควบคุม Super All Wheel Control (S-AWC) เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและลดการลื่นไถลของล้อหลัง และยังมีระบบควบคุมการทรงตัว (Vehicle Dynamic Controls) นำไปสู่การขับขี่ที่มั่นใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เวทีแจ้งเกิดรถใหม่หลากรุ่น

The all-new Audi Q2

ต้องบอกว่าเป็นการกลับมาที่อลังการกว่าเดิม สำหรับรถยนต์ค่ายสี่ห่วงแบรนด์ AUDI ภายในประเทศไทย ภายใต้การบริหารของคุณกฤษฎา ล่ำซำ โดยได้มีการแนะนำ The all-new Audi Q2 ซึ่งถือเป็นปรากฎตัวเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยนตรกรรมเอสยูวีรูปแบบสปอร์ตรุ่นล่าสุดคันนี้ได้รับการออกแบบให้สะท้อนไปถึงแนวคิดใหม่ของการดีไซน์รถยนต์แบบสปอร์ตที่ไม่อาจละสายตาได้ตั้งแต่แรกพบ

The new Audi Q2 รถยนต์พรีเมียมคอมแพค SUV ที่เป็นการเปิดเซ็กเมนต์ใหม่ของ Audi โดยเป็นการต่อยอดบนความสำเร็จจากการตอบรับอันดีเยี่ยมของกลุ่มลูกค้ารถยนต์ SUV หรือที่ Audi เรียกว่ารถยนต์ตระกูล “Q” Audi Q2 ได้รับการออกแบบให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์สปอร์ต เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ผลิตขึ้นเพื่อการขยายฐานลูกค้าในวงกว้าง เป็นการเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ Audi ให้ดูหนุ่ม-สาว (rejuvenate) เพิ่มสเน่ห์ความน่าหลงใหลให้กับแบรนด์ Audi มากยิ่งขึ้น โดยยังคงไว้ซึ่งความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอันเป็นปณิธานสำคัญของ Audi

Audi Q2 ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ อัดอากาศด้วยระบบเทอร์โบชาร์จ ขนาด 1,395 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,500-3,500 รอบ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ S TRONIC 7 จังหวะ ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ด้วยเวลาเพียง 8.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 212 กม./ชม.

The all-new Audi Q2 จำหน่ายในราคา 2,298,000 บาท

BMW M760Li xDrive Model V12 Excellence

ค่ายใบพัดรุกหนัก เปิดตัวรถใหม่แทบทุกเซกเมนต์ เจ้าสัวหัวใจสปอร์ตต้องเลือกคันนี้ BMW M760Li xDrive Model V12 Excellence ยนตรกรรมกลุ่มลักซูรี่คาร์ระดับพรีเมี่ยม รูปลักษณ์ภายนอกแต่งเต็มด้วยแถบโครเมียมรอบคัน พร้อมติดตรา “V12” ที่ขอบฝากระโปรงท้าย

ซีดานหรูคันนี้ใช้ขุมพลังใหม่ล่าสุดจาก M Performance TwinPower Turbo ในรูปแบบของเครื่องยนต์สูบวี 12 สูบ ภายใต้ตราประทับ “M Performance” ความจุกระบอกสูบขนาด 6.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 448 กิโลวัตต์/610 แรงม้า ที่ 5,500 ถึง 6,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตรที่ 1,550 ถึง 5,000 รอบต่อนาที และสามารถให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรภายในเวลาเพียง 3.7 วินาที จำกัดความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 8 สปีด Steptronic Sport ปรับแต่งตามความดุดันของเครื่องยนต์ V12 โดยเฉพาะ

ระบบกันสะเทือน Executive Drive Pro ทำงานร่วมกับระบบการรักษาเสถียรภาพรถแบบ Active roll ลดการสะเทือนของตัวรถให้น้อยที่สุด พร้อมความสปอร์ตเข้าขั้นกับชุดเบรก M Sport ใหม่ คาลิปเปอร์สีน้ำเงินเมทัลลิคติดตราอักษร M ภายใต้ล้ออัลลอย W-Spoke ขนาด 20 นิ้ว

BMW M760Li xDrive Model V12 Excellence ตั้งราคาจำหน่ายไว้ 12,499,000 บาท

BMW 530i M Sport และ BMW 520d Luxury

อีกหนึ่งรุ่นคือโฉมล่าสุดของ ซีรีส์ 5 ที่นอกจากน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนถึง 100 กิโลกรัม ตัวถังของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ ยังมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ พร้อมการกระจายน้ำหนักที่สมดุล และมีแรงเสียดทานอากาศต่ำสุดในรถระดับเดียวกัน จึงทำให้มีจุดเด่นในด้านความคล่องตัวผสมรวมกับความนุ่มสบายสำหรับผู้โดยสารได้เต็มประสิทธิภาพ

ดีไซน์ภายนอก โดดเด่นด้วยไฟหน้า LED ที่เป็นเอกลักษณ์และได้รับการออกแบบมาเพื่อบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ซีดาน ใหม่ โดยเฉพาะ โดยมีระบบปรับการกระจายแสงให้เหมาะสมกับเส้นทางที่ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่ม แสงสว่างในมุมอับในขณะเข้าโค้ง หรือระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติในระยะไกลสุด 500 เมตร

ภายในห้องโดยสาร มีการเพิ่มพื้นที่เก็บของและพื้นที่วางขาสำหรับผู้โดยสารในห้องโดยสาร นอกจากนี้ เทคโนโลยี SYNTAK (Special Synergy Thermoacoustic Capsule) ยังช่วยเสริมการเก็บเสียงของห้องโดยสารเพื่อความผ่อนคลายสูงสุดของผู้โดยสาร

ทั้ง BMW 530i M Sport และ BMW 520d Luxury มากับปุ่มควบคุมฟังก์ชั่นอัจฉริยะพร้อมระบบสัมผัส iDrive ซึ่งแสดงระบบนำทาง ระบบโทรศัพท์ ระบบความบันเทิง และระบบการทำงานของรถผ่านจอแสดงผลความละเอียดสูงขนาด 10.25 นิ้ว โดยรองรับการควบคุมผ่านทาง iDrive Controller สั่งงานด้วยเสียงหรือท่าทาง หรือสัมผัสที่หน้าจอโดยตรง

สำหรับ BMW 530i M Sport ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร พร้อมมอบกำลังสูงสุด 185 กิโลวัตต์/252 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตันเมตร มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 17.5 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 ที่ 129 กรัมต่อกิโลเมตร ลดลงจากรุ่นก่อน 11 เปอร์เซ็นต์ สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.2 วินาที เร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ส่วน BMW 520d Luxury ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร ส่งกำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์/190 แรงม้า พร้อมแรงบิด 400 นิวตันเมตร มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 20 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 ที่ 132 กรัมต่อกิโลเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 7.5 วินาที เร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

BMW 530i M Sport ราคา 4,399,000 บาท และ BMW 520d Luxury 3,899,000 บาท

Chevrolet High Country STORM

Chevrolet High Country STORM เปิดตัวสู่สาธารณชน ด้วยรูปลักษณ์ที่มากับสีตัวถังใหม่ “Blue Me Away” สีน้ำเงินเมทัลลิกที่กำลังได้รับความนิยม พร้อมชุดตกแต่ง “STORM” ซึ่งทั้งหมดเป็นการพัฒนาบนพื้นฐานของกระบะรุ่นธงของค่ายโบว์ไทพ์สีทอง

โดดเด่นด้วยอุปกรณ์ตกแต่งสีดำทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นสปอร์ตบาร์ ล้ออัลลอยสีดำดีไซน์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว มือจับเปิดประตู มือจับเปิดฝาท้ายและเส้นขอบหน้าต่าง รวมถึงกันชนท้ายพร้อมเซ็นเซอร์ถอยหลัง

Chevrolet High Country STORM ติดตั้งเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์แบบ 4 สูบ ดีเซลเทอร์โบ ขนาด 2.5 ลิตร ให้กำลัง 180 แรงม้าที่ 3,600 รอบต่อนาที และแรงบิด 440 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ซึ่งมีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนสองล้อและสี่ล้อ

ราคาจำหน่ายของ Chevrolet High Country STORM รุ่นขับเคลื่อนสองล้อ เกียร์อัตโนมัติอยู่ที่ 1,028,000 บาท และรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อเกียร์อัตโนมัติอยู่ที่ 1,098,000 บาท

Ford Everest 3.2 Titanium Plus

Ford Everest 3.2 Titanium Plus รถยนต์เจ้าของรางวัล Thailand Car of the year 2015 มากับรูปลักษณ์ภายนอกที่บึกบึน พร้อมสมรรถนะในการขับขี่ทั้งบนทางเรียบและทางออฟโรดอันเหนือชั้น ครบครันด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ล้ำสมัยมากมาย อาทิ ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) ระบบช่วยควบคุมรถให้ขับขี่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control) และระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System)


Ford Everest 3.2 Titanium Plus ติดตั้งเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ ระบบสั่งงานด้วยเสียง ซิงค์ 3 รองรับ APPLE CAR PLAY และ ANDROID AUTO เครื่องยนต์ดีเซล ดูราทอร์ค TDCI VG Turbo ขนาด 3.2 ลิตร แบบ 5 สูบที่ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 470 นิวตัน-เมตร เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมฟังค์ชันบวก/ลบ

Ford Everest 3.2 Titanium Plus ราคา 1,769,000 บาท

Honda CR-V

ฮอนด้า ออโตโมบิลส์ ประเทศไทย จำกัด จัดงานเปิดตัว Honda CR-V ไปก่อนงานเริ่มเพียงแค่ 2 วัน และใช้งานนี้เป็นเวทีแจ้งเกิดอย่างเต็มภาคภูมิ การกลับมาของเอสยูวีรุ่นยอดนิยมนอกจากจะมีรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไป ความหรูหรา เหนือระดับ ยังเพิ่มเติมมาเต็มพิกัด พร้อมทำตลาดด้วยเครื่องยนต์ 2 รุ่น คือ เครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ ขนาด 1.6 ลิตร และเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 2.4 ลิตร

Honda CR-V ชูจุดเด่นด้วยเบาะ 3 แถว 7 ที่นั่ง นับเป็นความน่าตกใจกับการลงมาทำตลาดรถกลุ่มนี้ด้วยจำนวนเบาะถึง 7 ที่นั่ง พร้อม แอร์บนเพดาน สำหรับแถว 2 และ 3 แบบปรับแยกอิสระ ต้องยกให้ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบ Jam Protection และ Kick Sensor ซึ่งจะติดตั้งใต้บริเวณกันชนท้าย เพียงถือรีโมทรถยนต์ไว้กับตัว ยืนเท้าหรือเตะเบา ๆ ไปบริเวณใต้กันชนท้าย ประตูก็จะเปิดออกอัตโนมัติ

ไฮไลท์เด็ดของ Honda CR-V เจนเนอเรชั่นที่ 5 อยู่ที่เครื่องยนต์ i-DTEC DIESEL TURBO ขนาด 1.6 ลิตร ติดตั้งระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที ซึ่งผ่านมาตรฐานไอเสีย EURO 5

เครื่องยนต์รุ่นนี้ส่งกำลังมาที่ระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด แบบ Shift By Wire ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าผ่านการกดปุ่ม P R N D ในรูปแบบไร้คันเกียร์ ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ เบนซิน 2.4 ลิตร ยังเป็นคันเกียร์อัตโนมัติดั่งเดิม

นอกจากนี้ยังเพิ่มในส่วนของตัวช่วยขับขี่อย่าง Agile Handling Assist หรือ AHA เพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ รวมถึงระบบช่วยควบคุมการบังคับพวงมาลัย (Motion-Adaptive Electric Power Steering-MA-EPS ) พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Real Time AWD ปรับปรุงระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ E-DPS ควบคุมการส่งกำลังไปยังล้อหลังด้วยระบบไฟฟ้า อีกทั้งชุดขับเคลื่อน 4 ล้อ มีน้ำหนักเบาและมีแรงเสียดทานลดลง

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งราคาจำหน่าย Honda CR-V เครื่องยนต์ดีเซล รุ่น DT EL 4WD ไว้ที่ราคา 1,699,000 บาท รุ่น DT E ราคา 1,549,000 บาท สำหรับเครื่องยนต์เบนซินรุ่น 2.4 EL 4WD ราคา 1,549,000 บาท และ รุ่น 2.4 E ราคา 1,399,000 บาท

Honda Civic Hatchback Turbo

จากการที่นำบอดี้ซีดานมาเปิดตลาด 1 ปีต่อมาฮอนด้า ก็นำ Honda Civic Hatchback Turbo มาเปิดตัวพร้อมจำหน่าย ภายใต้ความสปอร์ตและดุดันยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้า-หลังดีไซน์รังผึ้ง โคมไฟหน้าติดตั้งไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟท้ายรูปทรงตัว C โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยมุมมองด้านท้ายในสไตล์แฮทช์แบ็ก 5 ประตู

ภายในห้องโดยสารให้ความสะดวกสบาย และกว้างขวาง พื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายที่จุได้ถึง 414 ลิตร พนักพิงของเบาะหลังสามารถปรับพับแยกได้แบบ 60:40 ทั้งยังติดตั้งม่านปิดสัมภาระที่สามารถเลือกปิดเก็บได้ทั้งซ้ายหรือขวา เพื่อป้องกันการมองเห็นสัมภาระที่อยู่ด้านท้าย

ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch ควบคุมฟังก์ชั่นความบันเทิง พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) และช่องเชื่อมต่อ USB ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay (เฉพาะสมาร์ทโฟนบางรุ่น) มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิตอล

Honda Civic Hatchback Turbo ใช้ขุมพลังเบนซินขนาด 1.5 ลิตร DOHC VTEC TURBO พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่ ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 220 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700 – 5,500 รอบต่อนาที ให้กำลังเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร แต่มีอัตราการประหยัดน้ำมันใกล้เคียงกับเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร

Honda Civic Hatchback Turbo ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 1,169,000 บาท

ISUZU MU-X

ตรีเพชรฯ อีซูซุ เซลส์ จำกัด นำ อีซูซุ มิว-เอ็กซ์ รุ่นปรับโฉมมาแนะนำตัวสู่สาธารณชน พร้อมนิยาม Signature of Privilege ออกแบบใหม่ในด้านรูปลักษณ์ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ให้มีความทันสมัยและสะดุดตา เริ่มจากกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ แบบ Sport 3D และไฟหน้าดีไซน์ใหม่ แบบ Bi-LED ปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ พร้อมไฟ Daylight ที่อยู่ในโคมเดียวกัน โดดเด่นด้วยเส้นนำแสง LED Guiding Light เสริมลุคสปอร์ตด้วยไฟท้าย LED แบบ Sharp Horizon รวมถึงล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ 18 นิ้ว Cross Star และ Roof Spoiler สีทูโทน

ห้องโดยสารแต่งสีทูโทน Sandstone Beige ตัดด้วยสีดำเข้ม พร้อมการออกแบบภายในด้วยแนวคิด Universal Design เติมความสปอร์ตด้วยเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ Sport Cut แผงคอนโซลหน้า แผงข้างประตู และที่พักแขน เสริมความหรูด้วยลายไม้ Fine Walnut ที่แผงข้างประตู หัวเกียร์ และคอนโซลหน้า รวมถึงติดตั้งชุดแต่งสีดำ Piano Black บริเวณคอนโซลกลาง และแผงควบคุมกระจกไฟฟ้า

หน้าปัดดีไซน์ใหม่ เพิ่มความสปอร์ตด้วยขอบโครเมี่ยม พร้อมหน้าจอสีแสดงข้อมูลการขับขี่ Color Display MID คอนโซลกลางระบบความบันเทิง iConnect มาพร้อม Built-in Navigator หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อมระบบเชื่อมต่อแบบไร้สายกับ Smartphone รวมถึงช่องเสียบ USB รองรับทั้ง Smartphone เครื่องเล่น MP3 และ Flash Drive

ขุมพลังมีให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ เครื่องยนต์ 1.9 ดีดีไอ ที่เน้นความประหยัดน้ำมัน และ เครื่องยนต์ 3.0 ดีดีไอ ที่เน้นความแรง ขับสนุก พร้อมด้วยเกียร์ 6 สปีด มีให้เลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติ แบบ REV TRONIC และเกียร์ธรรมดา พร้อมระบบ Genius Sport Shift และ อีซูซุอินไซท์

ISUZU MU-X เริ่มต้นจำหน่ายที่ราคา 1,099,000 บาท ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ 1.9Ddi CD สำหรับรุ่นท๊อพขับเคลื่อน 4 ล้อ 3.0Ddi DA DVD Navi จำหน่ายในราคา 1486000 บาท

Mazda MX-5 RF

ได้เฮกับ CX-3 จาการที่คว้ารางวัล Thailand Car of the Year ค่าย ซูม-ซูม ได้เวลาเผยโฉม Mazda MX-5 RF รถสปอร์ตโรดสเตอร์ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีเปิดประทุนหลังคาแข็ง ซึ่งคำว่า RF ย่อมาจาก Retractable Fastback ในรูปแบบของหลังคาถอดได้และส่วนด้านหลังสามารถพับเก็บได้ สั่งการทำงานเพียงใช้ปลายนิ้วในการควบคุมการเปิด-ปิด ด้วยเวลาเพียง 12 วินาที ทำงานในขณะที่รถมีความเร็วไม่เกิน 10 กม./ชม.

ภายในนั้นยังคงใช้แบบเดียวกับ Mazda MX-5 Roadster เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังเนปป้า (Nappa) สีน้ำตาล Auburn ห้องโดยสารมีคุณสมบัติในการเก็บเสียงรบกวนที่น้อยกว่ารุ่น Roadster เมื่อปิดหลัง

Mazda MX-5 RF ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ แบบเบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว ขนาด 2,000 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 20.38 กก.-ม. ที่ 4,600 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Activematic ซึ่งมาพร้อมโหมด Sport และ PaddleShift ทั้งยังรองรับเชื้อเพลิง อี20 ได้อีกด้วย

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ตั้งราคาจำหน่าย Mazda MX-5 RF ไว้ที่ 2,800,000 บาท

Mercedes-Benz The new E-Class Coupé

ค่ายดาวสามแฉก ขนทัพรถหรูเข้ามาแสดงในงานกว่า 30 รุ่น และถือโอกาสเปิดตัวเปิดครั้งแรกในประเทศไทย สำหรับ The new E-Class Coupé ที่ได้รับการปรับโฉมรูปลักษณ์ให้ดูเร้าใจมากยิ่งขึ้น มาพร้อมขนาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า ทั้งในด้านความยาวฐานล้อที่เพิ่มขึ้น 4.4 นิ้ว ความยาวตัวถังที่เพิ่มขึ้น 4.8 นิ้ว ความกว้าง 2.9 นิ้ว และความสูง 1.3 นิ้ว ซึ่งทำให้รถรุ่นนี้มีพื้นที่วางขาด้านหลัง หมอนรองศีรษะด้านหลัง และความกว้างของเบาะทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่เพิ่มมากขึ้น

ห้องโดยสารผสมผสานระหว่างความโฉบเฉี่ยวของรถสปอร์ต และความเรียบหรูในแบบของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดดเด่นด้วยเบาะนั่งแบบ 2+2 ที่นั่ง พร้อมชุดหน้าจอความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว สามารถเลือกหน้าจอได้ 3 แบบ คือ Classic, Sport และ Progressive นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มสุนทรียภาพของการเดินทางด้วยระบบไฟในห้องโดยสารแบบ Amblient Light ที่ปรับสีได้ถึง 64 สี

The new E –Class Coupé มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบ แถวเรียง 1,991 ซีซี เทอร์โบคู่ และ ระบบเกียร์อัตโนมัติชุดใหม่ 9G-TRONIC ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว ควบคุมแรงเหวี่ยงจากการทำงานของเครื่องยนต์ให้ต่ำลงช่วยให้สมรรถนะการขับขี่นุ่มนวลและ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยี อาทิ ระบบ DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 5 แบบ คือ ECO, Comfort, Sport, Sport+ และ Individual, ระบบ PRE-SAFE® Sound, ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist), ระบบแผนที่นำทาง (COMAND® Navigation), แผงควบคุมระบบสัมผัสบนพวงมาลัยใช้ง่าย และมีลักษณะคล้ายกับหน้าจอสมาร์ทโฟน หน้าจอความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว

Mercedes-Benz The new E-Class Coupé ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 4,540,000 บาท

MG GS 1.5 T

MG ยังคงรุกหนักกับการนำเสนอรถยนต์หลากหลายโมเดล และในงานนี้พระเอกของค่ายรถสัญชาติอังกฤษยังคงเป็น MG GS เครื่องยนต์บล๊อคใหม่ในพิกัด 1.5 ลิตร เทอร์โบมาพร้อมสมรรถนะที่เร้าใจและยังประหยัดน้ำมันที่ดีมากยิ่งขึ้น แต่สำหรับรูปลักษณ์ไม่แตกต่างไปจากรุ่น 2.0 T ซึ่งยังคงเพียบพร้อมด้วยฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยที่ครบครัน

นอกจากนี้ยังมีการปรับจูนระบบส่งกำลังและระบบช่วงล่างต่างๆ เพื่อรองรับกับเครื่องยนต์ใหม่ เอ็มจี พร้อมยกระดับเซกเมนท์รถอเนกประสงค์ (เอสยูวี) ให้สูงขึ้นด้วยบุคลิกการขับขี่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานกับเทคโนโลยีการสื่อสาร อินคาเน็ต ที่ล้ำสมัย

MG GS ใหม่ รุ่นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ TGI-TECH ระบบหัวฉีดไดเรคอินเจคชั่น ให้กำลังสูงสุด 167 แรงม้าที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,700 – 4,400 รอบต่อนาที รองรับเชื้อเพลิง E85

MG ให้ทุกท่านจับจองเป็นเจ้าของกับราคาเริ่มต้นเพียง 890,000 บาท ในรุ่น 1.5 D และ 990,000 บาท ในรุ่น 1.5 X

MINI Country Man

MINI Country Man เจเนอเรชั่นที่สอง เปิดตัวอย่างในงานครั้งนี้ด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่ MINI Cooper Country Man , MINI Cooper S Country Man และ MINI Cooper S Country Man High Trim ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี Mini Twinpower Turbo ที่เพิ่มสมรรถนะการขับขี่และกำลังขับเคลื่อน พร้อมพัฒนาในด้านดีไซน์รูปลักษณ์โดดเด่นรอบคันและมิติรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ตอบสนองการใช้งานพื้นที่ภายในห้องโดยสาร ในรูปแบบรถยนต์เอนกประสงค์ พรีเมียม คอมแพ็ค

ขนาดความยาวมากขึ้นกว่ารุ่นเดิมถึง 20 เซนติเมตร ความกว้างที่เพิ่มขึ้นอีก 3 เซนติเมตร และฐานล้อที่ยาวขึ้น 7.5 เซนติเมตร ทำให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ประกอบด้วย 5 ที่นั่งแบบเต็มตัว และช่องเก็บสัมภาระที่มีความจุเพิ่มขึ้น บริเวณช่องเก็บสัมภาระด้านหลังยังมี MINI Picnic Bench ซึ่งสามารถกางออกเป็นที่นั่งปิกนิกบริเวณท้ายรถได้ ส่วนฝากระโปรงท้ายควบคุมการปิดเปิดด้วยระบบไฟฟ้าเพียงใช้เท้าไปจ่อที่บริเวณใต้กันชนท้ายเมื่อมีกุญแจรถอยู่กับตัวเท่านั้น

นอกจากนี้ หน้าจอขนาด 8.8 นิ้ว ที่อยู่บริเวณกลางแผงคอนโซลรถมาพร้อมระบบสัมผั เป็นครั้งแรก พร้อมฟังก์ชั่นต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น MINI Country Timer ที่ช่วยตรวจจับการขับขี่บนพื้นถนนที่ท้าทาย MINI Connected ที่เป็นเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวในยามเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นแผนที่นำทาง แสดงพิกัดของรถ ดูการจราจร ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ในรถยนต์ และสมาร์ทโฟน

สำหรับค่าตัวของ MINI Cooper Country Man ราคา 2,339,000 บาท MINI Cooper S Country Man ราคา 2,699,000 บาท และ MINI Cooper S Country Man High Trim ราคา 2,999,000 บาท

Mitsubishi Pajero Sport 2 WD

Mitsubishi Pajero Sport 2 WD ถึงแม้ว่ารูปลักษณ์จะไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด แต่ออฟชั่นและฟีเจอร์ต่างๆก็เทียบเท่ากับรุ่นขับ 4 ที่เป็นตัวท๊อพ มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย ด้วยระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมชะลอความเร็ว (FCM-Forward Collision Mitigation System) โดยใช้เรดาร์ประเมินระยะห่างจากรถคันหน้า ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning) และระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ (Ultrasonic Misacceleration Migration System) และกล้องมองภาพรอบคัน (Multi Around Monitor) ที่ประมวลภาพแบบ Bird’s Eye View เพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบาย

Mitsubishi Pajero Sport 2 WD เริ่มต้นจำหน่ายในราคา 1,289,000 บาท สำหรับรุ่น 2.4 D GLS-LTD 2WD ส่วนรุ่น 2.4 D GT 2WD อยู่ที่ราคา 1,389,000 บาท

M’z SPEED New Estima

BRG ค่ายรถนำเข้าอิสระ ได้นำรถเอมพีวีที่ได้รับการติดตั้งชุดพาร์ทจากสำนักแต่งดังในประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ชื่อรุ่น M’z SPEED New Estima ที่ตกแต่งด้วยอุปกรณ์เสริมพิเศษให้มีความโดดเด่นโดยเฉพาะ

ด้านรูปลักษณ์เพิ่มความดุดัน ด้วยชุดแต่งรอบคัน อาทิ สเกิร์ตด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลังที่เสริมด้วยไฟ LED Fog Lamp พร้อมเพิ่มความสง่างามด้วยชุดท่อไอเสียปลายท่อคู่ 2 คู่ พร้อมโลโก้ M’z SPEED และล้อแม็ก ขนาด 19 นิ้ว ทำให้ยานยนต์รุ่นดังกล่าวโดดเด่นและเร้าใจมากขึ้น

Subaru The All-New IMPREZA

ทีซี ซูบารุ ประเทศไทย ซูบารุ สร้างเซอร์ไพรส์ให้แฟนคลับค่ายดาวลูกไก่ในเมืองไทย ด้วยการนำ Subaru The All-New IMPREZA รถยนต์เจ้าของรางวัล Japan Car of the Year 2016 มาร่วมแสดง ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้ ‘ซูบารุ โกลบอล แพลทฟอร์ม’ (Subaru Global Platform) โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเพื่อยกระดับมาตรฐานความสะดวกสบายในการขับขี่ รวมถึงประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของตัวรถ

มิติตัวรถดูใหญ่ขึ้นแต่เตี้ยลงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรีดอากาศ พร้อมกับการออกแบบเส้นสายข้างรถที่ให้ความปราดเปรียวอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ แพลตฟอร์มใหม่จะมีความแข็งแรงมากขึ้นถึง 70-100% และสามารถลดการบิดตัวลง 50%

Subaru The All-New IMPREZA ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินสูบนอน ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 152 แรงม้า ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ Linear CVT รุ่นใหม่ ที่สามารถปรับโหมดเป็น Manual Mode ได้มากถึง 7 จังหวะพร้อมเสริมความสนุกสนานในการขับขี่ด้วย Paddle Shift

ระบบช่วงล่าง Symmetrical All-Wheel Drive อันเป็นเอกลักษณ์ เพิ่มเทคโนโลยี Active Torque Vectoring (ATV) ซึ่งทำงานร่วมกับระบบ Vehicle Dynamic Control (VDC) และ Traction Control (TRC)

นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัย Subaru Eyesight ที่ประกอบด้วยระบบป้องกันการชนทางด้านหน้า, ระบบเตือนการหลุดออกจากเลน, ระบบเตือนในกรณีรถแกว่ง Sway Warning, ระบบช่วยบังคับขับขี่ในช่องทาง Lane Keeping Assisted รวมไปถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Adaptive Cruise Control นอกจากนี้ยังได้บรรจุระบบความปลอดภัยมาตรฐานหลายรายการ

Suzuki Swift RX II

ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้จัดการแต่งองค์ทรงเครื่องให้กับ อีโค่คาร์รุ่นธง ในชื่อรุ่น Suzuki Swift RX II ซึ่งได้รับการเพิ่มเติมให้มีความโดดเด่น สะดุดตา ในรูปแบบของออฟชั่นที่ถูกติดตั้งเพิ่มเติม อาทิ โคมไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ HID ปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ ไฟตัดหมอกเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ได้ปรับใหม่มาพร้อมไฟ LED เปิด-ปิดตามการทำงานของไฟหรี่ ด้านบนหลังคามีเสาอากาศในรูปแบบของครีบฉลามและล้อแมกลาย 5 ก้านคู่สี Gun Metallic ขนาด 16 นิ้ว พร้อมยาง 185/55 R16

ภายในยังคงสไตล์เดิมๆไว้ครบถ้วน ทั้งลวดลายของเบาะนั่ง แผงข้าง รวมถึงคอนโซลกลาง จะมีก็แต่ระบบเกียร์แพดเดิลชิฟท์ที่ช่วยเพิ่มเติมอรรถรสในการขับขี่ให้สนุกสนานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ออฟชั่นอย่างครูสคอนโทรลไม่ได้ถูกตัดออกไปแต่อย่างใด

ขุมพลังใช้เป็นเครื่องยนต์รหัส K 12 แบบเบนซิน 4 สูบ ขนาดความจุ ขนาด 1.25 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 118 นิวตันเมตร ที่ 4,800 รอบต่อนาที จับคู่ด้วยชุดเกียร์แบบ CVT และรองรับน้ำมัน E20 รวมถึงระบบช่วงล่างยังคงใช้ด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม


สำหรับ Suzuki Swift RX II ยังคงจำหน่ายในราคาเดิมเพียง 599,000 บาท

Tata Ultra

ค่ายรถแดนภารตะลุยตลาดรถบรรทุก ด้วยการนำเสนอ Tata Ultra รถบรรทุก 6 ล้อ ติดตั้งเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ให้กำลังสูงสุด 140 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 390 นิวตันเมตร ให้ความปลอดภัยด้วยระบบเบรกล้มล้วน วงจรคู่ พร้อมระบบ ABS ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย มีความประหยัดคุ้มค่าคุ้มราคาสำหรับทุกการดำเนินธุรกิจ

ทาทา มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังมอบราคาพิเศษสำหรับลูกค้า ในช่วงเปิดตัวระหว่างงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 38 นี้ โดยสามารถสั่งซื้อได้ในราคาพิเศษเพียง 899,900 บาท เท่านั้น จากราคาปกติ 965,000 บาท

Volvo V90 D4

VolVo V90 นับเป็นการสานต่อตำนานรถเอสเตทที่เยี่ยมยอดและยาวนานของวอลโว่ โดยถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มของ Scalable Product Architecture (SPA) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความปลอดภัยในวงการรถยนต์อีกครั้งด้วยเทคโนโลยี City Safety ซึ่งปัจจุบันเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถยนต์วอลโว่ทุกรุ่น

ระบบ City Safety ได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นใน Volvo V90 ด้วยการเสริมระบบการตรวจจับสัตว์ใหญ่ เสริมความปลอดภัยด้วยระบบป้องกันการตกถนน Run Off Road Mitigation ที่ช่วยให้พวงมาลัยทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อให้ท่านคงแล่นอยู่บนถนน ส่วนระบบ IntelliSafe เป็นเสมือนศูนย์ความปลอดภัย จะทำหน้าที่ดูแลและสั่งการระบบความปลอดภัยย่อย ทั้งก่อนเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ วอลโว่ จึงเป็นผู้นำด้านการขับรถโดยไร้ผู้ขับอีกด้วย

V90 รุ่นใหม่ยังมาพร้อมกับระบบเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ภายใต้แบรนด์ “Premium Sound โดย Bowers & Wilkins” ระบบเสียงชั้นนำชุดนี้มาพร้อมกับแอมพลิฟายเออร์ 1400 วัตต์ คลาส D ระบบขยายเสียง 12 แชนเนล ลำโพงจำนวน 19 ตัว พร้อมซับวูฟเฟอร์แยกออกมาอีก 1 ตัว

V90 D4 Inscription ขับเคลื่อนด้วยระบบเครื่องยนต์ Drive-E ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลจะเป็นรุ่น V90 D4 ซึ่งมีกำลังแรงสูงสุด 190 แรงม้าที่ 4,250 รอบต่อนาทีกับแรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตรที่ช่วง 1,750 ถึง 2,500 รอบต่อนาที ช่วยให้มีแรงเร่งออกตัวจากความเร็ว 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลาเพียง 8.2 วินาที แต่จิบเชื้อเพลิงเพียง 19.6 กิโลเมตรต่อลิตร ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 133 กรัมต่อกิโลเมตร พร้อมเปิดตัวด้วยราคา 4,190,000 บาท จำนวนจำกัดเพียง 30 คันเท่านั้น

สปอร์ตคาร์ต้องห้ามพลาด

Aston Martin Vanquish S

แอสตัน มาร์ติน แบงคอก เปิดตัวยนตกรรมรุ่นพิเศษ New Vanquish S ครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิก หลังจากเผยโฉมครั้งแรกในโลกในงาน Geneva Motor show เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Vanquish S มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ V12 รุ่นปรับปรุงใหม่ พร้อมขุมพลัง 580 แรงม้า ขับเคลื่อน Vanquish S ให้มีความเร็วสูงสุดถึง 323 กม./ชม. และเพิ่มความเร็วจาก 0-100 ได้ในเวลาเพียง 3.5 วินาทีตอกย้ำด้วยชุดเกียร์ Touchtronic III แบบ 8 สปีด ปลายท่อไอเสียสี่ชุด พร้อมท่อร่วมไอดีแบบใหม่ที่ช่วยปรับปรุงระดับแรงลมของเครื่องยนต์

นอกจากนั้น ยังตอกย้ำความมีสไตล์ของยนตรกรรมรุ่นนี้ให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยดีไซน์แบบใหม่ตามหลักอากาศพลศาสตร์ ประกอบด้วย Front splitter และ Rear diffuser ที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ทำให้เพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ด้วยความเร็วสูงได้อย่างมั่นคง และยกระดับภาพลักษณ์ภายนอกให้สะดุดตายิ่งขึ้น

Lamborghini Huracan Performante V10

Lamborghini Huracan Performante ซูเปอร์คาร์พันธุ์โหดของค่ายตรากระทิงดุ เผยโฉมให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสเป็นครั้งแรกในประเทศไทย มาพร้อมเครื่องยนต์บล็อกวี10 ความจุ 5.2 ลิตร ไม่มีระบบอัดอากาศเหมือนกับฮูราคานรุ่นสแตนดาร์ด แต่ถูกอัพเกรดพละกำลังให้เพิ่มขึ้นเป็น 631 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ซึ่งมากกว่าเดิม 30 แรงม้า และ 40 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม.ต่อชม. ภายใน 2.9 วินาทีเท่านั้น และเร่งจาก 0-200 กม.ต่อชม. ใน 8.9 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 325 กม.ต่อชม.

ทั้งยังปรับปรุงระบบเกียร์อัตโนมัติดูอัลคลัตช์แบบ 7 สปีด รวมถึงระบบรองรับใหม่ นอกจากนี้ยังมีระบบบังคับเลี้ยวกลไกไฟฟ้า ระบบควบคุมเสถียรภาพ และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลาที่ทำให้ตัวรถเกาะถนนแน่นหนึบในทุกสภาวะ ส่วนตัวถังรถของ Lamborghini Huracan Performante ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์คอมโพสิท มีระบบแอโรไดนามิกแบบแอคทีพอย่างสปอยเลอร์หน้า ฝากระโปรงเครื่องยนต์ แผงกันชนหลังพร้อมดิฟฟิวเซอร์ที่มี “ครีบ” สามารถเปิดปิดหักเหกระแสลมได้ตลอดเวลา ทั้งยังมีสปอยเลอร์หลังที่ช่วยให้ท้ายรถเกาะถนนมากขึ้นขณะเข้าโค้ง

Maserati Levante

Maserati Levante รถเอสยูวีสุดหรูจากค่ายรถสุดหรู เข้ามาอวดโฉมเป็นครั้งแรกในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ เอกลักษณ์อันโดดเด่นของมาเซอร์ราติ ด้านหน้าได้รับการออกแบบใหม่ให้ความรู้สึกถึงความก้าวร้าว ไฟหน้าทรงเรียวงามถูกแยกออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน โดยส่วนบนของโคมไฟใหญ่จะเชื่อมโยงเข้ากับกระจังขนาดใหญ่ที่ด้านหน้า ด้านข้างยังคงเน้นเส้นสายที่เรียบง่ายชัดเจน ซึ่งเป็นจุดเด่นและเอกลักษณ์ของมาเซอร์ราติหลากหลายรุ่น

ประตูขนาดใหญ่แบบไม่มีกรอบหน้าต่าง ประตูด้านหลังจะมีขนาดที่เรียวเล็กลง ผสานเป็นอย่างดีกับเส้นสายด้านข้างที่พลิ้วไหวราวกับสายน้ำ จุดเด่นดังที่กล่าวมาทั้งหมดจะแสดงถึงความเป็นรถสปอร์ตสมรรถนะสูง พร้อมยังมีระบบควบคุมการทำงานของโช๊คอัพด้วยไฟฟ้ารองรับอีกด้วย

Maserati Levante ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 3 ลิตร V6 เทอร์โบคู่ ด้วยพละกำลัง 350 ถึง 430 แรงม้า และเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 275 แรงม้า 3 ลิตร V6 เทอร์โบ พร้อมระบบ “Q4” ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะและรองรับด้วยระบบกันสะเทือนด้วยถุงลมที่มีมาตรฐานสูง

MCLAREN 720 S
สำหรับรถคันนี้ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นสัตว์ร้ายตัวใหม่ของวงการมอเตอร์สปอร์ต โดยเป็นซูเปอร์คาร์รุ่นที่ 2 ในตระกูลซูเปอร์ซีรี่ส์ของแมคลาเรน ซึ่งมีดีไซน์อันสวยงามโฉบเฉี่ยวพร้อมสมรรถนะและขุมพลังที่เหนือชั้น เบาะนั่งทั้งสองตำแหน่งถูกออกแบบมาให้มีความโค้งเฉพาะตัวที่สอดรับกับสรีระนักขับตามหลักอากาศพลศาสตร์

โครงช่วงล่างใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ด้วยการออกแบบสถาปัตยกรรม Monocage II ที่พัฒนาจากMcLaren P1 ที่มีนำหนักเบาลงกว่ารุ่น 650s ถึง 18 กิโลกรัม และใช้ระบบช่วงล่างแบบแอ็คทีฟที่ติดตั้งด้วยระบบควบคุม Proactive Chassis Control II ส่วนฝาครอบหลังคากระจกที่ออกแบบมาเป็นพิเศษมอบวิสัยทัศน์อันน่าทึ่ง ไม่ว่าจะขับขี่ในโหมด Comfort, Sport หรือ Track มอบการควบคุมที่ง่ายดายและแม่นยำด้วยพวงมาลัยระบบไฟฟ้าไฮดรอลิก

MCLAREN 720 S เครื่องยนต์ V8 สามารถเร่งความเร็ว 0-100 กม./ชม. ใน 2.9 วินาที และ 0-200 ใน 7.8 วินาที ซึ่งโดดเด่นกว่าขู่แข่งในระดับเดียวกัน และทำความเร็วสูงสุดที่ 345 กม./ชม.

Porsche Panamera 4S
เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส เปิดตัว Panamera 4S รุ่นใหม่ล่าสุดครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นรถสปอร์ตซาลูน 4 ประตู เจเนอเรชั่นที่ 2 เส้นสายของตัวถังที่พลิ้วไหวไร้จุดสิ้นสุด แนวซุ้มล้อที่บ่งบอกถึงความแข็งแกร่ง แนวหลังคาด้านหลังที่ลดระดับความ สูงลงต่ำกว่าเดิมถึง 20 มิลลิเมตร

Panamera 4S สมบูรณ์แบบด้วยเครื่องยนต์ V6 ให้พละกำลัง 440 แรงม้า 324 กิโลวัตต์ เกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 8 จังหวะ PDK พร้อมดีไซน์ใหม่สปอร์ตมากยิ่งขึ้น พร้อมติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกหลากหลาย อาทิ ระบบช่วงล่างแบบถุงลม three-chamber air suspension ระบบช่วย เลี้ยวล้อหลัง rear axle steering และระบบควบคุมการทำงานของตัวถัง electronic 4D Chassis Control รวมไปถึงระบบช่วยเหลือล้ำสมัยอีกมากมายที่เพิ่มทั้งความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

Rolls-Royce Wraith Black Badge
โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส แบงคอก ประกาศเปิดตัวยนตรกรรมสุดหรูรุ่นพิเศษ Wraith Black Badge ครั้งแรกในประเทศไทยและแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาพร้อมรูปทรงแบบคูเป้ การออกแบบสุดพรีเมียม ทั้งงานดีไซน์และการเลือกใช้วัสดุต่างๆ ที่ถือว่าเป็นที่สุดของแต่ละด้าน


Rolls-Royce Wraith Black Badge มากับดีไซน์โฉบเฉี่ยว ฝากระโปรงยาวและห้องโดยสารด้านหลังกว้าง พร้อมรูปทรงแนวเส้นโค้งที่โลดแล่นยามราตรีได้อย่างไม่สะดุด Spirit of Ecstasy โครเมียมสีดำเป็นประกายที่ทอดเงาอยู่เหนือกระจังหน้าอันทรงพลัง นิยามใหม่แห่งเฉดสีดำสนิท พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยช่องลม คิ้วฝากระโปรงหลัง และท่อไอเสียคู่ชุบโครเมียมสีดำ พร้อมด้วยตรา Rolls-Royce สีดำเช่นกัน

ห้องโดยสารใช้วัสดุระดับพรีเมียมทั้งคาร์บอนไฟเบอร์ และอะลูมิเนียมเกรดเดียวกันกับที่ใช้ในการสร้างยานอวกาศ ซึ่งมีน้ำหนักเบาและมีความแข็งแกร่งมหาศาล ชุดเครื่องเสียงที่มาพร้อมขุมพลังสูงถึง 1,300 วัตต์ เบาะนั่งและงานตัดเย็บหนังที่มีคุณภาพสูงสุด

ขุมพลังที่ติดตั้งในรถคันนี้เป็นเครื่องยนต์แบบ V12 ขนาด 6.6 ลิตร 624 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 870 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ 8 สปีด สามารถทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 4.5 วินาที ตอบสนองอย่างเหนือชั้นด้วยเทคโนโลยี Intuitive Throttle Response ที่ช่วยให้ลากเกียร์ได้นานขึ้นและเร่งเครื่องได้เร็วขึ้น ด้านของราคาจำหน่ายโรลส์-รอยซ์ เรธ แบล็คแบจ เคาะราคาอยู่ที่ 34.9 ล้านบาท พร้อมมีจำนวนจำกัดขายในประเทศไทยเพียงแค่ 3 คัน เท่านั้น

สำหรับงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์”ครั้งที่ 38 ยังสามารถเข้าชมได้จนถึงวันที่ 9 เมษายน 2560 ตั้งแต่เวลา 12.00 น.-22.00 น. (วันธรรมดา) ส่วนวันหยุดนักขัตฤกษ์และเสาร์-อาทิตย์ เข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 11.00 น.-22.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ เมืองทองธานี

 

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (26 มีนาคม 2560)

0

วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ครั้งแรกกับขุมพลัง 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO พร้อมอุปกรณ์และฟังก์ชั่นทันสมัย

0

เอสยูวีระดับพรีเมียมมากับดีไซน์ภายนอกที่ผสานความหรูหราและความแข็งแกร่งในทุกมิติ ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบายด้วยเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง ขุมพลังขับเคลื่อน มี 2 ขนาด ทั้งเครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO เกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ซึ่งเป็นระบบเกียร์ไฟฟ้าควบคุมด้วยสวิตช์ (Shift by Wire) และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC พร้อมเกียร์ CVT ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก อาทิ ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติแบบไฟฟ้าด้วยระบบแฮนด์ฟรี (Hands-free Power Tailgate) และมาตรฐานความปลอดภัยอันล้ำสมัย รุ่น 1.6 i-DTEC DIESEL TURBO เริ่มจำหน่ายที่ราคา 1,549,000 ส่วนรุ่น 2.4 I-VTEC เริ่มจำหน่ายในราคา 1,399,000 บาท

นับตั้งแต่การเปิดตัวเจเนอเรชั่นที่ 1 เข้าสู่ประเทศไทยเมื่อปี 2539 ฮอนด้า ซีอาร์-วี ถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญที่สุดรุ่นหนึ่งของฮอนด้า ด้วยการเป็นยนตรกรรมเอสยูวีที่ครองใจลูกค้าทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่องจากยอดขายสะสมกว่า 8.7 ล้านคัน โดยฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ จะทำการผลิตที่โรงงานของฮอนด้าที่ จ.อยุธยา และมีแผนการส่งออกรถซีอาร์-วี (CBU) และชิ้นส่วน (CKD Sets) รวม 75,000 คัน ภายในหนึ่งปี

 

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เป็นการพัฒนาสู่เจอเนอเรชั่นที่ 5 ซึ่งมาพร้อมดีไซน์ใหม่รอบคันที่ให้ความรู้สึกหรูหรา แข็งแกร่งขึ้นในทุกมิติ โดยมีขนาดความยาว 4,587 มม. กว้าง 1,855 มม. และ สูง 1,689 มม. มีระยะฐานล้อ 2,660 ซึ่งหากเทียบกับ CR-V โมเดลที่ผ่านมาจะมีความยาวขึ้น 5 มม.กว้างขึ้น 35 มม. และสูงขึ้น 39 มม. ในขณะที่ฐานล้อได้รับการขยายให้กว้างกว่าเดิมถึง 40 มม.

 

โดดเด่นด้วยไฟหน้าและไฟท้ายใหม่แบบ LED สะกดทุกสายตาขณะขับขี่ด้วย Daytime Running Light เสริมความแข็งแกร่งด้วยกระจังหน้าแบบพรีเมียมได้รับการออกแบบด้วยเส้นสายที่เฉียบคม และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตใหม่ขนาด 18 นิ้วในรุ่นเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ส่วนในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 1.6 ลิตรจะใช้เป็นล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบายและเงียบยิ่งขึ้นในทุกการเดินทาง มาพร้อมเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง และระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถว 2 และ 3 มอบความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง

พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่น มีระบบควบคุมเครื่องเสียงและระบบครูสคอนโทรล ในส่วนของมาตรวัดมาพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ซึ่งสามารถแสดงผลฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย

 

 

แผงคอนโซลหน้าขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยเส้นสายลายไม้และวัสดุสี Piano Black ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ i-Dual Zone อีกทั้งเทคโนโลยีเพื่อการควบคุมอันล้ำสมัย อาทิ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ มีขุมพลังให้เลือก 2 ขนาดที่ได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซลใหม่ 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO 4 สูบ ให้กำลังสูงสุดถึง 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 รอบต่อนาที ซึ่งเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่

ทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด เป็นระบบเกียร์ไฟฟ้าที่ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยสวิตช์ (Shift by Wire) ให้ทั้งอัตราเร่งและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 18.9 กิโลเมตร/ลิตร ทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอัตราที่ต่ำเพียง 141 กรัม/กิโลเมตร

อีกหนึ่งเครื่องยนต์เป็นแบบเบนซิน 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC 4 สูบ ให้กำลังสูงถึง 173 แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 224 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ให้การตอบสนองที่ทันใจ พร้อมรองรับพลังงานทางเลือก E85

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ติดตั้งระบบรองรับด้านหน้าเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบอิสระมัลติลิงค์

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ แบบ E-DPS ถือเป็นทีเด็ดอีกหนึ่งอย่าง ทำงานโดยเปลี่ยนการควบคุมระบบส่งกำลังไปยังล้อหลังด้วยระบบไฟฟ้า สนองการทำงานได้รวดเร็วพร้อมกับให้แรงบิดที่ล้อหลังสูงขึ้น และเพิ่มความแม่นยำของการปรับแรงบิดที่ล้อหน้าและล้อหลังอย่างสมดุล

ฮอนด้า ซีอาร์วี ใหม่ ยังมีฟังก์ชั่นการใช้งานเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม อาทิ ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติแบบไฟฟ้าด้วยระบบแฮนด์ฟรี (Hands-free Power Tailgate) พร้อมควบคุมการเปิด-ปิดด้วยรีโมท และสามารถปรับระดับความสูงของการเปิดฝากระโปรงท้ายได้ตามต้องการ และเบาะนั่งที่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับผู้โดยสารและการใช้งานที่หลากหลาย

มั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย อาทิ ระบบตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ (Driver Attention Monitor) ผ่านการควบคุมพวงมาลัยและแจ้งเตือนผ่านหน้าจอ TFT พร้อมการสั่นเตือนที่พวงมาลัย ระบบเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ (Agile Handling Assist) ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) และระบบ Auto Brake Hold (Automatic Brake Hold) เป็นต้น

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่

สีขาวออร์คิด (มุก)


สีดำคริสตัล (มุก)


สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก)


สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก)


สีเขียวดาร์กโอลีฟ (เมทัลลิก)


บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งราคาจำหน่าย ฮอนด้า ซีอาร์-วี เครื่องยนต์ดีเซล รุ่น DT EL 4WD ไว้ที่ราคา 1,699,000 บาท รุ่น DT E ราคา 1,549,000 บาท สำหรับเครื่องยนต์เบนซินรุ่น 2.4 EL 4WD ราคา 1,549,000 บาท และ รุ่น 2.4 E ราคา 1,399,000 บาท

พบกับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ได้ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม – 9 เมษายน 2560 และพบกับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ รุ่นเครื่องยนต์เบนซินได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน และรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล ตั้งแต่ วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไป

มินิ ประเทศไทย เตรียมอวดโฉมรถยนต์ 2 รุ่นใหม่ล่าสุด ครั้งแรกในประเทศไทย ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38

0

มินิ ประเทศไทย เตรียมอวดโฉม มินิ คันทรีแมน โฉมใหม่ เจเนอเรชั่นที่สอง และ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ คลับแมน ใหม่ ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับรถยนต์มินิ พร้อมความสะดวกสบายในการขับขี่ที่เหนือกว่า ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มีนาคม – 9 เมษายน พ.ศ. 2560 นี้ ณ อิมแพค เมืองทองธานี

มินิ คันทรีแมน โฉมใหม่

มินิ คันทรีแมน  เจเนอเรชั่นที่สอง จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการใน 3 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ มินิ คูเปอร์ คันทรีแมน มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน และมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี มินิ Twinpower Turbo


ด้วยขนาดความยาวที่มากขึ้นกว่ารุ่นเดิมถึง 20 เซนติเมตร ความกว้างที่เพิ่มขึ้นอีก 3 เซนติเมตร และฐานล้อที่ยาวขึ้น 7.5 เซนติเมตร ทำให้มินิ คันทรีแมน โฉมใหม่ มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ประกอบด้วย 5 ที่นั่งแบบเต็มตัว และช่องเก็บสัมภาระที่มีความจุเพิ่มขึ้น เพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้นของผู้โดยสาร บริเวณช่องเก็บสัมภาระด้านหลังยังมี MINI Picnic Bench ซึ่งสามารถกางออกเป็นที่นั่งปิกนิกบริเวณท้ายรถได้ ส่วนฝากระโปรงท้ายควบคุม การปิดเปิดด้วยระบบไฟฟ้าเพียงใช้เท้าไปจ่อที่บริเวณใต้กันชนท้ายเมื่อมีกุญแจรถอยู่กับตัวเท่านั้น หรือเปิดจากรีโมตคอนโทรลและปิดด้วยปุ่มที่ฝากระโปรงท้าย

หน้าจอขนาด 8.8 นิ้ว ที่อยู่บริเวณกลางแผงคอนโซลรถมาพร้อมระบบสัมผัส (ทัชสกรีน) เป็นครั้งแรก พร้อมฟังก์ชั่นต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น MINI Country Timer ที่ช่วยตรวจจับการขับขี่บนพื้นถนนที่ท้าทาย MINI Connected ที่เป็นเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวในยามเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นแผนที่นำทาง แสดงพิกัดของรถ ดูการจราจร ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ในรถยนต์ และสมาร์ทโฟน

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ คลับแมน ใหม่

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ คลับแมน โฉมใหม่ ผสมผสานความเร้าใจจากสนามแข่งกับความหรูหราเต็มเปี่ยมของมินิรุ่นล่าสุด ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นแต่ยังคงเอกลักษณ์สุดคลาสสิกไว้อย่างครบครัน ต่อยอดจากรถยนต์ต้นแบบเพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ในระดับรถแข่งพันธุ์แท้ พร้อมขุมพลังใหม่ที่ถือเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดที่มินิเคยนำออกมาทำตลาด

นอกจากนี้ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ คลับแมน ใหม่ ยังมีเอกลักษณ์รูปแบบเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น ชุด aerodynamics ล้ออัลลอยแบบ John Cooper Works Course Spoke two-tone ขนาด 19 นิ้ว พร้อมดีไซน์และแต่งในสไตล์ John Cooper Works ทั้งภายนอกภายใน พวงมาลัยหนังแท้พร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่นรวมถึงเบาะสปอร์ตพิเศษ John Cooper Works ระบบแสดงผล Head-Up Display และจอขนาด 8.8 นิ้ว ที่อยู่บริเวณกลางแผงคอนโซลรถมาพร้อมระบบสัมผัส (ทัชสกรีน) ใหม่ล่าสุด

พบกับยนตรกรรมทุกรูปแบบจาก มินิ ประเทศไทย ได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 เมืองทองธานี่ ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม-9เมษายนนี้

Isuzu MU-X หน้าตาดี แถมใจดี วันนี้พาออกเดินทางไปกับโฉมใหม่ สวย หล่อ หรูหรา มีความมากประโยชน์

0

หลังจากที่ Isuzu MU-X  ใช้เครื่องยนต์ใหม่ Ddi Blue Power ทั้งขนาด 1.9 และ 3.0   ออกสู่ตลาดเมื่อเดือนมีนาคมปี2559   MU-X  ก็ขึ้นยืนเป็นพระเอกที่โดดเด่นในตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ วันเวลาผ่านไปได้เพียง1 ปี MU-X  รับการปรับปรุงโฉมใหม่ ในโอกาสเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 60 ปีการดำเนินกิจการของ Isuzu ในไทยครั้งนี้เป็นการปรับให้หน้าตาดูดีขึ้นเป็นหลักพร้อมกับการเพิ่มเทคโนโลยี่ที่ช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายและปลอดภัยมากขึ้น

รายละเอียดหลักคือ กระจังหน้าออกแบบใหม่เรียกว่า sport 3D สอดรับกับไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Bi-LED ปรับสูงต่ำอัตโนมัติ มีไฟ Daylight อยู่ในโคมเดียวกัน กันชนหน้าและหลังแบบใหม่ ไฟท้าย LED เป็นเส้นแนวนอนมองเห็นชัดและสวย ล้ออัลลอยล่ายใหม่ขนาด 18 นิ้ว มี Roof Spoiler เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งรายการ ส่วนภายในจะเป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อให้หรูหรามากขึ้น ใช้วัสดุที่ดูมีคุณค่ามากขึ้น เช่นเบาะนั่งกึ่งหนังแท้ดีไซน์ใหม่ บริเวณคอนโซลหน้า แผงข้างประตู และที่พักแขนหุ้มวัสดุ Soft touch เติมลายไม้ที่แผงข้างประตู หัวเกียร์ และ  คอนโซลหน้า เติมเข้มด้วยชุดแต่งสีดำ พร้อมตัดขอบโครเมี่ยม ที่คอนโซลกลาง โดยรวมๆแล้วมีเสน่ห์ มีความความปรานีตมากๆ ระบบความบันเทิง iConnect  รวบรวม Entertainment ไว้ด้วยกันผ่านหน้าจอแบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ใช้ร่วมกันทั้งเป็น Built in Navigator และ ระบบเสียงสเตริโอต่างๆที่สามารถเชื่อมต่อใช้งานแบบไร้สายหรือ ผ่านจุดเชื่อมต่อ USB กับ Smartphone ได้ เล่นเพลงจาก MP3 Flash Drive ได้หมด แถมมีจอหลังขนาด 10.5 นิ้วติดตั้งบนเพดานให้ผู้โดยสารด้านหลังได้ดูหนังอย่างสบายๆ

 

โดยรวมพอจะบอกได้ว่า The new Isuzu MU-X หน้าตาดูดี มีความหรูหรา พร้อมที่จะอำนวยความสะดวกในความบันเทิงตลอดการเดินทาง การปรับปรุงนี้เป็นไปทั้งรุ่นเครื่องยนต์ 1.9 และ 3.0แบบไม่น้อยหน้ากัน และเพื่อให้ได้รู้จักกับ The new Isuzu MU-X มากขึ้น ทีมงาน Isuzu จึงได้จัด Press trip ให้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันกับ MU-X   สองวัน บนเส้นทางท่องเที่ยวเชียงราย ผ่านเส้นทางหลากหลายทั้งเส้นทางเดินทางราบและขึ้นสู่ดอยตุงที่ต้องใช้กำลังเครื่องยนต์ พอสมควร

ผมเลือกที่จะทำความรู้จักกับ MU-X 3.0 Ddi Blue Power มากเป็นพิเศษ  เนื่องจากเคยรู้จักทักทายกับ MU-X 1.9 Ddi Blue Powerมาก่อนหน้านี้ จนหายข้องใจไปแล้วในความที่เป็นเครื่องยนต์เล็กแต่ไม่ทำให้ผิดหวังในเรื่องของสมรรถนะ ครั้งนี้จึงต้องทักทายกับเครื่องใหญ่ 3.0 Ddi Blue Power  และหาเหตุผลว่าทำไม่ต้องเลือกเครื่องใหญ่ในเมื่อเครื่องเล็กก็เพียงพออยู่แล้ว

MU-X 3.0 Ddi Blue Power และ รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง เป็นรุ่นที่เราใช้ในการเดินทางครั้งนี้ แต่เขาก็มีรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นตัวท๊อปสุดแต่ไม่ได้อยู่ในขบวนเดินทางในครั้งนี้  MU-X 3.0ใช้เครื่องยนต์ขนาดกำลัง 177 แรงม้า ผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ที่ถ่ายทอดกำลังได้นุ่มนวล และปรับจังหวะการใช้งานได้ตรงความต้องการเป็นอย่างดี ความที่เป็นเครื่องใหญ่กว่า 1.9 จะได้ประโยชน์มากขึ้นก็ในช่วงการเดินทาง เพราะน้ำหนักรถไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมายนักจาก 1,910 กก.เพิ่มขึ้นประมาณ 100 กก.โดยประมาณ ไม่แบกน้ำหนักมาก ใช้งานสบายด้วยความเร็วสม่ำเสมอที่ 110 กม./ชม.เครื่องยนต์ทำงานเพียงประมาณ 1,800 รอบต่อนาที ใกล้เคียงอย่างมากกับรุ่น 1.9 ที่เคยลองขับมาก่อนหน้านี้ แต่จะไปช่วยในเรื่องของการเร่งแซงที่ต้องการอัตราเร่งที่กระชับมากขึ้น 3.0 จะทำหน้าที่ได้อย่างดีทันอกทันใจ แบบไม่ต้องออกแรงมากนัก รวมทั้งในช่วงที่ต้องการกำลังขึ้นทางลาดชัน แรงบิดที่มีมากถึง 380 นิวตัน/เมตรที่รอบต่ำ ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี และเมื่อมีระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC (Hill Decent Control) มาช่วยนี่บอกได้เลยว่า มีผลมากเพราะทำให้การขับลงจากเขามั่นใจได้มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงหนึ่งของการเดินทางที่จาก ดอยตุงขึ้นไปบนดอยช้างมูบ ซึ่งค่อนข้างชันบางช่วงประมาณกว่า 45 องศาขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังเครื่องยนต์พาเราขึ้นได้อย่างสบายๆ ในขณะที่ขาลงนั้น HDC จะช่วยให้ควบคุมความเร็วได้โดยใช้เบรกน้อยลง ตรงนี้สำคัญมากและทำให้มั่นใจปลอดภัยมากขึ้น

การเดินทางกับ MU-X 3.0 เห็นได้ชัดว่าไม่เครียด ตัวช่วยที่สำคัญคือ ช่วงล่างที่รองรับกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะชุดหลัง 5ลิงก์ พร้อมเหล็กกันโคลงช๊อกอัพแก๊ส ไม่มีอาการยวบโยนให้รู้สึกโดยเฉพาะในย่านที่อยากจะลองความเร็วนั้น มั่นใจได้ บอกได้เลยว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้การเดินทางกับ MU-X 3.0มีความสุขและมั่นใจได้อย่างแท้จริง

โดยสรุป ผมพอใจอย่างมากกับ MU-X 3.0 Ddi Blue Power ในเรื่องหน้าตาที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ที่ต้องบอกว่าเป็นจุดเด่นคือ ความยืดหยุ่นของเครื่องยนต์ที่ให้ทั้งความประหยัดและ สมรรถนะในเวลาที่ต้องการใช้อย่างไม่การออมแรง และช่วงล่างที่รองรับได้ดีเหลือเกินนั้นทำให้ MU-X ก้าวข้ามพื้นฐานความเป็น PPV มาเป็น SUV ได้สมบูรณ์แบบ

ภูวนาถ เผ่าจินดา

 

 

 

Isuzu MU-X 3.0 Ddi Blue Power

เครื่องยนต์ ดีเซล 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC

คอมมอนเรลเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์

ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.) 2,999
กำลังสูงสุด(แรงม้า/รอบต่อนาที) 177/3,600
แรงบิดสูงสุด (นิวตันเมตร/รอบต่อนาที) 380/1,800-2,800
ระบบส่งกำลัง อัตโนมัติ6 จังหวะ
ระบบขับเคลื่อน ล้อหลัง
ระบบกันสะเทือน หน้า/หลัง อิสระ ปีกนก2ชั้น คอยล์สปริง เหล็กกันโคลง ช๊อกอัพแก๊ส/5ลิงก์ พร้อมเหล็กกันโคลงช๊อกอัพแก๊ส
กว้าง/ยาว/สูง 1,860/4,825/1,825
ราคา(บาท) 1,374,000
ตัวแทนจำหน่าย บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Rerun คลิปรายการ Auto World TV (19 มีนาคม 2560)

0

คลิปรายการ Auto World TV

วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม 2560
เวลา 14.30 – 15.00 น. ทาง TNN 24
ดำเนินรายการโดย ภูวนาถ เผ่าจินดา
บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร ออโต้บิลด์ ไทยแลนด์

“ซันยอง” พร้อมลุยมอเตอร์โชว์ 2017 เตรียมเผยโฉม New Stavic Turismo 2017 และ เปิดตัว Actyon Sports รถกระบะแดนกิมจิเป็นตัวชูโรง

0

นายวิรัตน์ ผลประดับ ประธาน กรรมการบริหาร บริษัท ซันยอง ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า รถอเนกประสงค์สุดยอด MPV หรู 11 ที่นั่ง ที่เป็นรถธงของบริษัทซึ่งได้รับการปรับโฉมใหม่ภายใต้ชื่อ New Stavic Turismo ใช้เทคโนโลยีสุดล้ำจาก Mercedes Benz พร้อมแล้วที่จะให้ลูกค้าได้สัมผัส และยลโฉม ภายในงาน อินเตอร์เนชั่นแนล บางกอกมอเตอร์โชว์ ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นในระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึงวันที่ 9 เมษายน ณ ชาเรนเจอร์ฮอลล์ เมืองทองธานี

“New Stavic Turismo” รถอเนกประสงค์ที่มีการผสมผสาน ความเอนกประสงค์และความแข็งแกร่ง คล่องตัวของรถแบบ SUV เข้ากับความสะดวกสบายและหรูหราในรูปแบบรถ MPV ไว้ได้อย่างลงตัว ที่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสำหรับความหรูหรา ความภูมิฐาน เฉกเช่นเดียวกันกับรถเก๋งชั้นเลิศ ที่คุณสัมผัสได้เมื่อแรกเห็น และยังสามารถตอบสนองความต้องการสำหรับการใช้งานในทุกรูปแบบยังคงเป็นรถยนต์เรือธงที่ซันยองใช้ในการทำตลาด และได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2017 นี้ สตาวิค ที่จำหน่ายในเมืองไทย จะเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากขึ้นถึง 7 รายการ พร้อมกับใช้ชื่อใหม่ที่มีคำต่อท้ายว่า “Turismo”

“Turismo” โดดเด่นด้วยรายการอุปกรณ์ใหม่ที่จะเพิ่มให้แก่ลูกค้าในราคาจำหน่ายเดิม ที่ 1.78 ล้านบาท มีรายการอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นคุ้มค่ามากมาย เช่น หลังคาซันรูฟ ไฟหน้า ซีนอน HID ใหม่ กล้องมองภาพทั้งหน้าและหลัง จอมองภาพพร้อมวิทยุขนาด 7 นิ้ว พวงมาลัย มัลติฟังก์ชั่นมาพร้อมแพทเดิลชิฟใหม่ กับเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะเทคโนโลยีจากเมอร์เซเดส เบนซ์ มาตรวัดลมยางอัตโนมัติจากภายในตัวรถ และ ถุงลมนิรภัยด้านข้างเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น

ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้ารูปแบบใหม่ที่ได้รับการออกแบบให้ดูสปอร์ต ส่วนด้านท้ายของตัวรถยังติดตั้งชุดสปอยเลอร์ที่มาพร้อมกับไฟเบรคดวงที่ 3 และสามารถบรรทุกสัมภาระขนาดใหญ่ได้อย่างลงตัวกับรางเหล็กหลังคาที่แน่นหนา ตามแบบฉบับไลฟสไตล์ของรถเอนกประสงค์ พร้อมเติมความหรูหราด้วยชุดเพาเวอร์ซันรูฟ

ภายในกว้างขวางโอ่โถงสะดวกสบายบรรจุผู้โดยสารได้ถึง 11 ที่นั่ง ให้ความเพลิดเพลินตลอดการเดินทางด้วยระบบเครื่องเสียงชั้นยอด Smart Audio ด้วยจอภาพแบบ Touch Screen ขนาด 7 นิ้ว เชื่อมกับสาระบันเทิงต่าง ๆ ด้วย USB หรือ HDMI แผงควบคุมการสั่งงานต่างๆ ได้รับการออกแบบสามารถให้ใช้งานได้อย่างง่ายดายและสะดวกสำหรับผู้ใช้รถ คอนโซลกลางแยกเป็นสัดส่วนง่ายต่อการจัดเก็บสัมภาระให้เป็นระเบียบ

“New Stavic Turismo” มาพร้อมกับขุมพลังเครื่องยนต์ คอมมอลเรลเทอร์โบดีเซล Xdi ขนาด 1,998 CC 4 สูบ ที่มีความเป็นอัจฉริยะเฉพาะตัว ให้กำลังแรงม้าถึง 155 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 360 นิวตันเมตร ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดพร้อมระบบ E-Tronic มาตรฐานเดียวกันกับ Mercedes-Benz สามารถควบคุมการเปลี่ยนจังหวะเกียร์ได้ที่พวงมาลัย ใช้ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนกสองชั้น และด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงค์ที่ให้การทรงตัวและการยึดเกาะถนนได้อย่างดีเยี่ยมมากยิ่งขึ้น

ให้ความคล่องตัวและเพิ่มความมั่นใจในการควบคุมรถด้วยพวงมาลัยเพาเวอร์ชนิดปรับความหนักเบาของพวงมาลัยตามความเร็วของรถพร้อมเพิ่มความปลอดภัยด้วยระบบกล้องช่วยมองภาพทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้การนำรถเข้าจอดเป็นไปอย่างง่ายดายและสะดวกสบาย มาพร้อมกับระบบ TPMS (Tire Pressure Monitor System) ที่จะคอยตรวจเช็คความดันลมยางทุกล้ออยู่ตลอดเวลาและจะส่งสัญญาณเตือนทันทีที่พบความผิดปกติของแรงดันลมยางทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยต่อการขับขี่ “New Stavic Turismo” ยังให้ความปลอดภัยในยามที่ต้องสัญจรในยามค่ำคืนด้วยระบบไฟส่องสว่างแบบซีนอนที่ให้ความสว่างครอบคลุมพื้นที่การมองให้เห็นชัดเจนไร้มุมอับที่ให้ความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนในยามค่ำคืนมากยิ่งขึ้น

“New Stavic Turismo” มีให้เลือกทั้งในระบบขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อและในแบบ 4 ล้อ ที่เหมาะสำหรับผู้ใช้รถที่นิยมการท่องเที่ยวแบบ 0ff-Road ซึ่ง New Stavic Turismo 4WD จะให้การตอบสนองที่ดี สามารถลุยไปได้ในทุกสภาพถนน ด้วยการเปลี่ยนระบบขับขี่จาก ขับเคลื่อนสองล้อหลังไปเป็นขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อได้อย่างง่ายดายเพียงการกดปุ่มเปลี่ยนระบบในรูปแบบ Shift on the Fly

นอกเหนือจากรถธง New Stavic Turismo แล้ว นายวิรัตน์ ผลประดับ ประธานกรรมการ บริษัท ซันยอง (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ได้ตัดสินใจนำรถยนต์รุ่น Actyon Sports เข้าทำตลาดรถกระบะสำหรับการท่องเที่ยว เพื่อที่จะสร้างแบรนด์ซันยองในประเทศไทยให้ครบไลน์ผลิตภัณฑ์ ซึ่งรถธงอย่าง นิว สตาวิค ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ลูกค้าให้ความสนใจรถประเภท MPV ซึ่งเป็นที่นิยมมากในตลาดเมืองไทย และสำหรับตลาดด้านรถกระบะก็เช่นกัน ซันยองจึงส่ง Actyon Sports มาเสริมกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการผจญภัยและมีสไตล์เฉพาะตัวด้วยรูปโฉมสปอร์ต และความอเนกประสงค์ที่ออกแบบไม่เหมือนใคร

Actyon Sports ที่นำเข้ามาจำหน่ายที่ประเทศไทย มีรูปโฉมที่โดดเด่นสปอร์ตยิ่งขึ้นในแบบรถกระบะ แต่ตอบสนองการขับเคลื่อนและช่วงล่างในแบบรถอเนกประสงค์ที่เน้นการให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ ลุยได้ทุกการเดินทาง มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร 155 แรงม้า แรงบิดที่ 360 นิวตันเมตร มาเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน ในขณะที่แรงบิดถูกปรับจูนให้รอบเครื่องเพียง1,500-2,800 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วย 2 ทางเลือกสำหรับลูกค้า ทั้งระบบเกียร์อัตโนมัติ และระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ที่ทั้ง 2 ยังผ่านมาตรฐานยูโร 5 และยังมีแบบขับเคลื่อน 2 และ 4 ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมด้วยมิติด้วยตัวถังขนาดกว้าง 1,910 ม.ม. ยาว 4,990 ม.ม. และสูง 1,790 ม.ม. เปิดราคาภายในงานเพียง 1,680,00 บาท


สำหรับโปรโมชั่นพิเศษภายในงานครั้งนี้ผู้ที่สั่งจองรถทุกรุ่นจะได้รับทันทีโปรโมชั่นฟรีบำรุงรักษานานถึง 3 ปี ช่วยให้ท่านสบายและไร้กังวล มอบให้ซันยองเป็นผู้รับผิดชอบดูแลในเรื่องการบำรุงรักษาแทนท่านไปตลอดระยะเวลา 3 ปี ซันยองทุกรุ่นรับประกันอะไหล่ทุกชิ้น 4 ปี และมีบริการรับส่งรถเพื่อเข้ารับบริการ พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง

ราคาจำหน่ายรถยนต์ซันยอง ทุกรุ่นได้แก่ นิวสตาวิคตูริสโมท็อปเวอร์ชั่น ราคา 1,780,000 บาท, นิวสตาวิคทัวริสโม่ สแตนดาร์ดเวอร์ชั่น ราคา 1,680,000 บาท, ซันยองนิวสตาวิคตูริสโมแบบ 4WD ราคา 1,930,000 บาท, และ แอคยอน สปอร์ต ราคา 1,680,000

เพื่อเป็นการตอกย้ำและสร้างความมั่นใจต่อลูกค้าซันยอง ภายในปีนี้ ทางบริษัทฯ ได้วางแผนและตั้งเป้าที่จะขยายเครือข่ายและศูนย์บริการให้ครอบคลุมเพิ่มมากขึ้น โดยกำหนดที่จะเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการ เพิ่มอีก 6 แห่ง ทั่วประเทศ โดยครอบคลุมทั้งภาคใต้ ภาคกลาง แลละภาคอีสานขึ้นที่ อุบลราชธานี อุดรธานี สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต หาดใหญ่ และนครสวรรค์ นายวิรัตน์กล่าว

ในโอกาสนี้ บริษัท ซันยอง (ประเทศไทย) จำกัด ขอเรียนเชิญแขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนทุกท่าน ร่วมพิธีแถลงข่าวของบู๊ธ SSANGYONG ในวันอังคารที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2560 เวลา 12.00-12.15 น. ซึ่งท่านจะได้พบกับความเพลิดเพลินและของที่ระลึกมากมายรอต้อนรับท่านผู้เกียรติ

“ค่ายตราดาว” ยกทัพยนตรกรรมหรูกว่า 32 คัน ลุยงานมอเตอร์โชว์ พร้อมเปิดตัว The new E-Class Coupé และแนะนำแบรนด์ EQ ยนตรกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม

0
Mercedes-Benz E-Klasse Coupé; 2016; Exterieur: designo kashmirweiß magno, Edition 1, AMG Line, Night Paket // Mercedes-Benz E-Class Coupé; 2016; exterior: designo cashmir white magno, Edition 1, AMG Line, night package,

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อความเป็นผู้นำแห่งวงการอุตสาหกรรมยานยนต์หรู เปิดตัวสุดยอดยนตรกรรมหรูในกลุ่มดรีมคาร์ (Dream Car) รุ่นล่าสุด ในตระกูล E-Class ให้ครบครัน อย่าง The new E-Class Coupé สปอร์ตคูเป้ 2 ประตู 4 ที่นั่ง รูปลักษณ์สวยหรู ผสานกับเครื่องยนต์ทรงพลังสไตล์สปอร์ต และระบบกันสะเทือนที่ช่วยให้การขับขี่ราบรื่น พร้อมตอกย้ำความเป็นหนึ่งด้านนวัตกรรมยานยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” ที่มาเติมเต็มทุกแนวคิดเกี่ยวกับการเดินทางแห่งอนาคต และการใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร รวมทั้งจัดทัพนำขบวนยนตรกรรมหรูกว่า 32 คัน ครบครันในทุกเซ็กเมนต์ มาจัดแสดงภายในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 38” ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม ถึง 9 เมษายน 2560 นี้ ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี

มร. ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บริษัทฯ ดำเนินงานภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอ “สิ่งที่ดีที่สุด” ให้กับลูกค้าในวันนี้และวันข้างหน้า ซึ่งหลังจากที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เปิดตัว The E-Class รถยนต์อัจฉริยะในกลุ่ม Contemporary Luxury Sedan และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีด้วยยอดขายจากทั่วโลกมากกว่า 250,000 คัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย รถยนต์ The E-Class รุ่นประกอบในประเทศที่เปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน ดังนั้นในปีนี้ ทางบริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะนำเสนอรถยนต์รุ่นล่าสุดในตระกูล The E-Class อย่าง The new E-Class Coupé สุดยอดยนตกรรมสปอร์ตคูเป้ ที่ได้เปิดตัวไปในงาน “North America International Auto Show 2017” ที่จัดขึ้นที่เมืองดีทรอยต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8-22 มกราคมที่ผ่านมาโดยรถยนต์รุ่นนี้ มาพร้อมเทคโนโลยีที่ ล้ำสมัย ดีไซน์อันงดงามและโดดเด่นไม่เหมือนใคร ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้นำเทรนด์ใหม่ๆเข้ามาในสังคม มีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ชื่นชอบการขับขี่แบบสปอร์ต และหากต้องเลือกรถคู่ใจสักคัน พวกเขาก็จะเลือกรถที่มีความทันสมัย มีดีไซน์อันโฉบเฉี่ยว ตอบโจทย์ความต้องการทั้งในด้านสมรรถนะ และสุนทรียะในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี”

มร.ไมเคิล กล่าวเพิ่มเติมว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ถือเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าที่ครบครันมากที่สุด ทางบริษัทฯ จึงมีความภาคภูมิใจที่จะนำแบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” (อีคิว – อีเลคทริค อินเทลลิเจนซ์ บาย เมอร์เซเดส-เบนซ์) แบรนด์เทคโนโลยีใหม่ภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์เข้ามาเปิดตัวในประเทศไทย หลังจากการเปิดตัวครั้งแรกในงาน Paris Motor Show 2016 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยแบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” ได้รับการพัฒนามาจากแนวคิดของการเติมเต็มทั้งทางด้านสุนทรียะในการ ขับขี่ผสานกับความชาญฉลาดของยานพาหนะ (Emotion and Intelligence) ของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทางบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้แบรนด์ดังกล่าวมาทำหน้าที่เติมเต็มทุกแนวคิดเกี่ยวกับการเดินทางแห่งอนาคต และการใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้วางรากฐานไว้เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2025 ซึ่งรถยนต์ที่อยู่ภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” นี้ครอบคลุมไปถึงรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดทุกคัน สำหรับในประเทศไทยเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้นำเสนอรถยนต์เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดหลากหลายรุ่นทั้งในกลุ่ม Contemporary Luxury Sedan และ SUV กว่า 9 รุ่น ได้แก่ C 350 e Avantgarde, C 350 e Exclusive, C 350 e AMG Dynamic, C 350 e Estate, S 500 e Executive, S 500 e Exclusive, S 500 e AMG Dynamic, GLE 500 e 4MATIC Exclusive และ GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic พร้อมทั้งมีแผนที่จะติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จไฟภายในครัวเรือน (Wallbox) ที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และโรงแรมระดับ 5 ดาวในประเทศไทย เพื่อมอบความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าทุกท่าน”

มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 38 นี้ ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้จัดวางพื้นที่ในการแสดงยนตรกรรมกว่า 2,160 ตารางเมตร โดยมี ไฮไลท์มากมาย อาทิ การจัดแสดงยนตรกรรมรุ่นใหม่ ที่เข้ามาเติมเต็มพอร์ทโฟลิโอรถยนต์ตระกูล E-Class ให้ครบครันมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันรถยนต์ตระกูล E-Class มีให้เลือกทั้งในรูปแบบซาลูนที่ประกอบในประเทศไทยในรุ่น E 220 d Avantgarde, E 220 d Exclusive, E 220 d AMG Dynamic ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และรูปแบบเอสเตทอย่าง E 220 d Estate AMG Dynamic รวมถึงรุ่นล่าสุด The new E-Class Coupé รุ่น E 300 Coupé AMG Dynamic ยนตรกรรมสปอร์ตคูเป้ที่เปิดตัวภายในงาน ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างความโฉบเฉี่ยวของดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ความปราดเปรียวของรถยนต์สปอร์ตคูเป้สมรรถนะสูง และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่ได้รับการส่งต่อมาจากซีดานในตระกูล E-Class ที่โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์อันทรงพลังและดีไซน์เรียบหรูที่ดึงเสน่ห์ของความเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ออกมาได้อย่างเต็มที่ ทุกองค์ประกอบของรถยนต์สอดรับกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบตามหลัก Sensual Purity นับเป็นก้าวใหม่ที่สำคัญสำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่มีการพัฒนาในด้านการออกแบบอยู่เสมอ

The new E-Class Coupé
สำหรับ ดีไซน์ภายนอกมีพื้นฐานมาจากซีดานของตระกูล E-Class ที่ได้รับการปรับโฉมรูปลักษณ์ให้ดูเร้าใจมากยิ่งขึ้น ด้านหน้าโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบสปอร์ตที่ลาดต่ำลง สัญลักษณ์ดาวสามแฉกตรงกลาง และกระจกไร้ขอบทั้ง 4 บาน ซึ่ง 2 บานด้านหลังถูกปรับแต่งให้ยาวเรียวมากขึ้น ฝากระโปรงได้รับการออกแบบให้ดูยาวและเสริมความแข็งแกร่งด้วย power dome ในขณะที่ช่วงท่อนหลังยกตัวขึ้นอย่างทรงพลัง

The new E-Class Coupé มาพร้อมขนาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้น โดยมีฐานล้อที่กว้างถึง 113.1 นิ้ว ขนาดความยาวตัวถัง 190 นิ้ว ความกว้าง 73.2 นิ้ว (ไม่รวมกระจกมองข้าง) และ ความสูง 56.3 นิ้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า ทั้งในด้านความยาวฐานล้อที่เพิ่มขึ้น 4.4 นิ้ว ความยาวตัวถังที่เพิ่มขึ้น 4.8 นิ้ว ความกว้าง 2.9 นิ้ว และความสูง 1.3 นิ้ว ซึ่งทำให้ The new E-Class Coupé มีพื้นที่วางขาด้านหลัง หมอนรองศีรษะด้านหลัง และความกว้างของเบาะทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่เพิ่มมากขึ้น เพิ่มสุนทรียภาพในการเดินทางให้แก่ผู้โดยสารได้มากกว่าเดิม

ดีไซน์ภายใน เป็นการผสมผสานระหว่างความโฉบเฉี่ยวของรถสปอร์ต และความเรียบหรูในแบบของเมอร์เซเดส-เบนซ์ The new E-Class Coupé โดดเด่นด้วยเบาะหนังแบบเดี่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์คูเป้จำนวน 4 ที่นั่ง ที่มอบความกว้างขวางและสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้โดยสาร มาพร้อมกับชุดหน้าจอความละเอียดสูง COMAND® ขนาด 12.3 นิ้ว ที่สามารถเลือกหน้าจอได้ 3 แบบตามชอบคือ Classic, Sport และ Progressive นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มสุนทรียภาพของการเดินทางด้วยระบบไฟในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สี

ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยี สำหรับ The new E-Class Coupé นั้นประกอบด้วยระบบรักษาความปลอดภัยและเทคโนโลยีมากมายที่ช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายขึ้น อาทิ ระบบ DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 5 แบบ คือ ECO, Comfort, Sport, Sport+ และ Individual, ระบบ PRE-SAFE Sound, ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist), ระบบแผนที่นำทาง (COMAND® Navigation), แผงควบคุมระบบสัมผัสบนพวงมาลัย (Touch Control Button) ที่ใช้ง่าย และมีลักษณะคล้ายกับหน้าจอสมาร์ทโฟน มาพร้อมกับหน้าจอความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว

The new E 300 Coupé มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบ แถวเรียง 1,991 ซีซี เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุด 245 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ และ ระบบเกียร์อัตโนมัติชุดใหม่ 9G-TRONIC ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว ควบคุมแรงเหวี่ยงจากการทำงานของเครื่องยนต์ให้ต่ำลง ช่วยให้สมรรถนะการขับขี่นุ่มนวลและ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนที่ 2 คือการจัดแสดงยนตรกรรมภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” เมอร์เซเดส-เบนซ์กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ไม่ปล่อยไอเสียเลย และ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” จะทำให้เราก้าวไปไกลกว่านั้น เนื่องด้วยการนำเสนอทั้งผลิตภัณฑ์ บริการ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” จะมีความหลากหลาย ทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ได้รับการผลิตขึ้นเพื่อตอบทุกโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคโดยเฉพาะ อุปกรณ์ชาร์จไฟภายในครัวเรือน (Wallbox) และบริการชาร์จไฟฟ้า (Charging service) เป็นต้น โดยในปีนี้ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้นำรถยนต์ที่อยู่ภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” มาจัดแสดงภายในงาน ได้แก่ C 350 e Estate, C 350 e Exclusive, C 350 e AMG Dynamic, S 500 e Exclusive, S 500 e AMG Dynamic และ GLE 500 e AMG Dynamic”

นอกจากนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังได้เตรียมขนขบวนสุดยอดยนตรกรรมรวมทั้งสิ้นกว่า 32 คัน ครบครันในทุกเซ็กเมนต์ ไม่ว่าจะเป็น Compact Cars, Contemporary Luxury Sedans, Dream Cars, และ SUVs อาทิ E 220 d Avantgarde, E 220 d Exclusive, E 220 d AMG Dynamic ที่ได้เปิดตัวไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และ The CLA-Class Shooting Brake, The SLC-Class, The GLC-Class Coupé, Mercedes-Maybach, The S-Class Cabriolet, The CLS-Class, The GLS-Class, The G-Class, The SL-Class, The GLE-Class Coupé และ The GLA-Class พร้อมจุดบริการลูกค้า และบริการหลังการขายเพื่อรองรับทุกความต้องการของลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมบูธของเมอร์เซเดส-เบนซ์

ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้า
นอกเหนือจากขบวนรถยนต์มากมายที่นำมาจัดแสดงในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังเตรียมข้อเสนอพิเศษสุดเพื่อเป็นการขอบคุณแก่ลูกค้า ดังนี้

แคมเปญ MercedesCard
•สมัครบัตรเครดิตเมอร์เซเดสการ์ดใบใหม่วันนี้ รับ Cash back สูงสุด 6,000 บาท* (ตรวจสอบเงื่อนไข ณ จุดขาย)
•สำหรับผู้ถือบัตรเมอร์เซเดสการ์ด – เมื่อจองรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ภายในงานผ่านบัตรเมอร์เซเดสการ์ด 100,000 บาทขึ้นไป รับ Cash Back สูงสุดมูลค่า 2,800 บาท

ข้อเสนอสุดพิเศษจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง
สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น S 500 e Executive, S 500 e Exclusive, SLC 300 AMG Dynamic และ C 300 Cabriolet AMG Dynamic มีข้อเสนอสุดพิเศษ 2 โปรแกรม โดยสามารถเลือกได้อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น คือ
•โปรแกรมเช่าซื้อ (Hire Purchase) ลูกค้าจะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษที่ 0.99% สำหรับระยะเวลา 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี
•โปรแกรม mySTAR หรือ Finance Lease ลูกค้าจะได้รับฟรีประกันภัย 3 ปี หรือ 2 ปี (ตามรุ่นรถยนต์)
พบกับข้อเสนอสุดพิเศษจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่งได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 เมษายน 2560

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ขอเชิญท่านพบกับขบวนสุดยอดยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดและยนตรกรรมหลากหลายรุ่น ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยียานยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อม ในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม ถึง 9 เมษายน 2560 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี

“วอลโว่” เตรียมรถใหม่เปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 38 ดัน V 90 เสริมทัพกลุ่มพรีเมี่ยมคาร์

0

“วอลโว่” สร้างความโดดเด่นอย่างต่อเนื่องในรถตระกูล 90 หลังจากเปิดตัว XC90 และ S90 เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา ล่าสุดเปิดปี 2560 สร้างกระแสความฮือฮาอีกครั้งกับการเปิดตัว V90 D4 Inscriptionใหม่ เคาะราคาอย่างเป็นทางการภายในงานมอเตอร์โชว์ เสริมทัพรถตระกูล 60 กับความสปอร์ตด้วยการเปิดตัว XC60 D4 Dynamic Edition และเปิดตัวรถสมรรถนะสูง S60 T5 Polestar Performance และ V60 T5 Polestar Performance วอลโว่ผู้นำด้านความปลอดภัยอันดับ 1 ขอมอบข้อเสนอสุดพิเศษ ด้วยอัตราดอกเบี้ยเพียง 1% พร้อม ฟรี ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม – 9 เมษายน 2560 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี

วอลโว่ V90 ถือเป็นเอนกประสงค์สุดหรูรุ่นล่าสุดของรถยนต์ตระกูล 90 ถัดจากการเปิดตัวสองรุ่นก่อนหน้านี้ นั่นก็คือรถเอสยูวีสุดหรู XC90 ที่ได้รับรางวัลมาแล้วทั่วโลก และS90 รถพรีเมี่ยมซีดาน ที่เพิ่งจะเปิดตัวไปไม่นานนี้ V90 นับเป็นการสานต่อตำนานรถเอสเตทที่เยี่ยมยอดและยาวนานของวอลโว่ที่เริ่มขึ้นเมื่อกว่า 60 ปีที่แล้วกับรุ่น Duett โดยวอลโว่ V90 ใหม่นี้ได้รุดหน้าไปไกลกว่านั้นในด้านความสวยงามการออกแบบที่เรียบโก้ วัสดุทั้งภายในและภายนอก รวมถึงความประณีตในการประกอบ สะท้อนรสนิยมผู้ขับขี่ที่เป็นเลิศ

นางสาวแอนเนท แอนเดอร์สัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “หลังจากที่เราได้เปิดตัวรถวอลโว่ใหม่ในตระกูล 90 ไปถึงสองรุ่นในปีที่แล้วทั้งรถเอสยูวีสุดหรู XC90 ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคม และ S90 รถพรีเมี่ยมซีดานที่เพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ในครั้งนี้วอลโว่พร้อมเสริมทัพรถยนต์ตระกูล 90 อย่างต่อเนื่องด้วยการเปิดตัวรถเอสเตทเอนกประสงค์สุดหรู V90 ซึ่งเป็นรถในตระกูล 90 รุ่นล่าสุด และได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากทั่วโลก ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ในตลาดรถหรูและเพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของวอลโว่ในตลาดรถหรูและสอดคล้องไปกับทิศทางของแบรนด์กับสโลแกนที่ว่า “ก้าวไปไกลกว่า..เพื่อคุณ” (We go forward, for you) อีกด้วย”

วอลโว่ V90 ใหม่ ยังเจริญรอยตามความสง่างามของรุ่นที่เราเปิดตัวและประสบความสำเร็จไปก่อนหน้านี้อย่าง XC90 และ S90 โดยยังคงไว้ซึ่งเส้นสายดั้งเดิมที่เป็นแบบฉบับของวอลโว่ อาทิ ดีไซน์ไฟหน้าแอลอีดีทรงค้อนแห่งเทพเจ้าธอร์ “Thor’s Hammer” หน้ากระจังใหม่ โลโก้สัญลักษณ์ธาตุเหล็ก Iron Mark และการสะกดคำว่าวอลโว่ อย่างบรรจงบนด้านท้ายรถ สิ่งที่โดดเด่นในรถเอสเตทคันนี้คือการปรับส่วนท้ายให้เป็นพื้นที่บรรทุกสัมภาระ พร้อมกับเสริมไฟท้าย L Shape ที่ได้แรงบันดาลใจจากรถต้นแบบ Volvo Concept Estate และเสริมหลังคาพาโนรามิค ซันรูปเพื่อเพิ่มความกว้างขวางภายในห้องโดยสาร


รถพรีเมี่ยมซีดาน V90 ใหม่ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มของ Scalable Product Architecture (SPA) ซึ่งมีความยืดหยุ่น สามารถใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนารถโมเดลใหม่ๆ ได้หลากหลายรุ่น ทั้งยังพร้อมกับเทคโนโลยีการขับขี่กึ่งอัตโนมัติ และระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยที่สุดในตลาด อาทิ ระบบการตรวจจับสัตว์ใหญ่ (Large Animal Detection) ระบบป้องกันการตกถนน Run Off Road Mitigation ผสานการเชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีการเชื่อมต่อของวอลโว่ หรือ Sensus Connect ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนระบบ iOS ด้วยระบบ Apple CarPlay และเสริมทัพประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับเข้าไปอีกขั้นด้วยระบบเครื่องเสียง “Premium Sound โดย Bowers & Wilkins”


วอลโว่ V90 ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความปลอดภัยในวงการรถยนต์อีกครั้งด้วยเทคโนโลยี City Safety ซึ่งปัจจุบันเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถยนต์วอลโว่ ทุกรุ่นโดยประสานการทำงานของเบรกอัตโนมัติกับระบบป้องการชนเพื่อให้ครอบคลุมอุบัติเหตุหลากสถานการณ์และช่วยให้คุณปลอดภัย

ทั้งนี้ระบบ City Safety ได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นในวอลโว่ V90 ด้วยการเสริมระบบการตรวจจับสัตว์ใหญ่ (Large Animal Detection) ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันหรือหลีกเลี่ยงการปะทะกับสัตว์ใหญ่ และยังเสริมความปลอดภัยด้วยระบบป้องกันการตกถนน Run Off Road Mitigation ที่ช่วยให้พวงมาลัยทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อให้ท่านคงแล่นอยู่บนถนน

นอกจากนี้ระบบ IntelliSafe ซึ่งเป็นเสมือนศูนย์ความปลอดภัยของรถวอลโว่ จะทำหน้าที่ดูแลและสั่งการระบบความปลอดภัยย่อยทั้งที่เป็นแบบแอ็คทีฟ (ก่อนเกิดเหตุ) และแพ็สซีฟ (หลังเกิดเหตุ) จึงช่วยวอลโว่ เป็นผู้นำด้านการขับรถโดยไร้ผู้ขับ (autonomous drive) อีกด้วย สำหรับ V90 ใหม่นี้เราได้มีระบบ Pilot Assist หรือระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติ ที่ทำงานได้ถึงความเร็ว 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบนถนนที่มีเส้นจราจรที่ชัดเจน ทั้งนี้ระบบ Pilot Assist เป็นอีกก้าวหนึ่งที่จะให้วอลโว่ บรรลุวิสัยทัศน์ Vision 2020 ที่ตั้งเป้าไว้ว่า ไม่ควรมีผู้ใดได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตในรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่อีกต่อไป

รถวอลโว่คันใหม่ทุกคันตอนนี้สามารถเชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีการเชื่อมต่อของวอลโว่ หรือ Sensus Connect แผงคอนโซลสมัยก่อนจะเต็มไปด้วยปุ่มต่างๆ แต่ในรถรุ่นใหม่จะถูกทดแทนด้วยหน้าจอแบบสัมผัสที่ใช้งานง่ายขนาด 9 นิ้วและยังสามารถควบคุมผ่านปุ่มที่พวงมาลัยและคำสั่งเสียง ช่วยให้การเข้าถึงฟังก์ชั่นและฟีเจอร์ต่างๆ ง่ายดายและรวดเร็ว ด้วยการผสานฟังก์ชั่น ระบบการนำทางและแอพพลิเคชั่นความบันเทิงภายในรถ เช่น TuneIn และ Local Search เป็นต้น Sensus Connect เป็นระบบแรกของโลกที่สามารถทำงานกับ Apple CarPlay ที่ช่วยเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ระบบ iOS เช่น iPhone กับซอฟท์แวร์ที่มาพร้อมกับรถ ทำให้สามารถแสดงหน้าจอ iPhone บนหน้าจอขนาด 9 นิ้วได้ นอกจากนี้ล่าสุดยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบ Auto Andriod ได้อีกด้วย

V90 รุ่นใหม่ยังมาพร้อมกับระบบเครื่องเสียงที่ดีที่สุดในโลกระบบหนึ่ง “Premium Sound โดย Bowers & Wilkins” ระบบเสียงชั้นนำชุดนี้มาพร้อมกับแอมพลิฟายเออร์ 1400 วัตต์ คลาส D ระบบขยายเสียง 12 แชนเนล ลำโพงจำนวน 19 ตัว และมีซับวูฟเฟอร์แยกออกมาอีกหนึ่งตัว ทำให้เสียงเบสมีความนุ่มลึกมากยิ่งขึ้น ระบบซับวูฟเฟอร์นี้จะประกอบด้วยเทคโนโลยีพิเศษสุดอย่าง ‘Room Transformation’ ที่เป็นผลงานการพัฒนาร่วมกับ Dirac Research ซึ่งเป็นทีมผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ระบบเสียงของสวีเดน เทคโนโลยีนี้จะช่วยสร้างห้องเฉพาะสำหรับเสียงขึ้นใหม่ภายในรถยนต์ โดยมีรูปแบบของเสียง ให้เลือกถึง 3 รูปแบบ ได้แก่ Studio, Individual Stage และ Gothenburg Concert Hall ที่สร้างสรรค์ประสบการณ์การได้ยินเหมือนใน Gothenburg Concert Hall

วอลโว่ V90 D4 Inscription ขับเคลื่อนด้วยระบบเครื่องยนต์ Drive-E และเครื่องยนต์ดีเซลแบบคอมมอนเรล พร้อมเทอร์โบคู่และเทคโนโลยี i-Art ของวอลโว่ โดยบล็อกเครื่องยนต์พื้นฐานที่คว้ารางวัลมาแล้วทั่วโลกและออกแบบโดยวอลโว่ เองเป็นขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดเพื่อสมรรถนะเครื่องยนต์ ค่าไอเสีย และ การประหยัดเชื้อเพลิงที่เหนือกว่า สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลจะเป็นรุ่น V90 D4 ซึ่งมีกำลังแรงสูงสุด 190 แรงม้าที่ 4,250 รอบต่อนาทีกับแรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตรที่ช่วง 1,750 ถึง 2,500 รอบต่อนาที ช่วยให้มีแรงเร่งออกตัวจากความเร็ว 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลาเพียง 8.2 วินาที แต่จิบเชื้อเพลิงน้อยนิดเพียง 19.6 กิโลเมตรต่อลิตร และมีค่าการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 133 กรัมต่อกิโลเมตร


วอลโว่ V90 จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมราคาภายในงานมอเตอร์โชว์ ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม – 9 เมษายน 2560 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี นอกจากนี้ภายในงานยังเสริมทัพลูกเล่นและความน่าสนใจใหม่ๆให้กับรถวอลโว่ตระกูล 60 ด้วยการเปิดตัวรูปโฉมใหม่ของ XC60 D4 Dynamic Edition และชุดแต่งพร้อมการเพิ่มสมรรถนะความแรงและเร็วของ วอลโว่ S60 T5 Polestar Performance และวอลโว่ V60 T5 Polestar Performance

สำหรับ XC60 Dynamic Edition ที่จะเปิดตัวภายในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ ท่านจะได้พบกับวอลโว่ XC60 ในรูปโฉมที่ทรงพลังสไตล์สปอร์ตยิ่งขึ้น โดยใช้โทนสีดำเข้ามาตกแต่งตัวรถทั้งภายในและภายนอก ประกอบด้วย

การตกแต่งภายนอก
oกันชนและแผงกระจังหน้าแบบใหม่
oใต้กันชนท้ายแบบใหม่
oท่อไอเสียรถแบบกลม
oล้ออัลลอยแบบใหม่ – 18 นิ้ว สีดำเงา (Leda Glossy)
oสัญลักษณ์ของ “Dynamic Edition”
oมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ดำ (Onyx Black) ขาว (Ice White) และ เทา (Osmium Grey)

การตกแต่งภายใน
oพวงมาลัยสีดำทรงสปอร์ต
oแผงประตูสีดำ
oหนังหุ้มเบาะสีดำ
oแผงควบคุมส่วนกลางตกแต่งด้วยอลูมิเนียม


วอลโว่ XC60 Dynamic Edition มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1,969 ซีซี ขุมพลัง 190 แรงม้าที่ 4,250 รอบต่อนาที แรงบิด: 400 นิวตันเมตรที่ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาที เกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 8 สปีดพร้อมเกียร์ทรอนิค (Geartronic) สมรรถนะโดยรวม คือ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลาเพียง 8.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยในเมืองและนอกเมือง 16.4 กม./ลิตร

ไม่เพียงเท่านี้ อีกปรากฎการณ์ที่วอลโว่จะมาตอกย้ำภาพในความคิดของทุกคนนอกจากรูปโฉมที่โฉบเฉี่ยวแล้วเรายังมาพร้อมกับความแรงและเร็ว กับการเปิดตัววอลโว่ S60 T5 Polestar Performance และวอลโว่ V60 T5 Polestar Performance สมรรถนะสูงแบบครบครันทำให้รถยนต์สัญชาติสวีเดนรายนี้ไม่เป็นสองรองใครในเรื่องความแรงและเร้าใจ ท่านเจ้าของรถวอลโว่ S60 และ V60 จะได้รับการเพิ่มสมรรถนะและปรับเปลี่ยนโฉมของรถ ซึ่งครอบคลุมช่วงล่าง (คอยล์สปริง โช๊คอัพ) ระบบไอดี ระบบไส้กรอง ระบบไอเสีย และล้ออัลลอยขนาด 8X19” พร้อมกับยาง Bridgestone Potenza ขนาด 235/40 R19 96W , สตรัทบาร์หน้าโดยทุกชิ้นส่วนได้รับการพัฒนาและทดสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ขับขี่ นอกจากนี้ ชุด Complete Performance Package ยังมีชิ้นส่วนที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างรูปโฉมของรถทั้งภายนอกและภายใน เช่น สปอยเลอร์หลัง สเกิร์ตหลังสีดำเงา กระจกส่องข้างสีดำ ชุดแต่งกาบข้างประตู ชุดขอบประตูพร้อมตราสัญลักษณ์ รวมไปถึง ชุดหัวเกียร์ และ แป้นคันเร่งและคันเบรกแบบสปอร์ตจาก Polestar


การเพิ่มสมรรถนะแบบ Polestar โฉมใหม่สำหรับเครื่องยนต์ Drive-E เพื่อประสบการณ์การขับขี่ใหม่ไม่เหมือนใครจากวอลโว่ ผลลัพธ์ของการเพิ่มสมรรถนะทำให้แรงม้ามากยิ่งขึ้นจากเดิม 220 แรงม้า ที่ 5500 รอบต่อนาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ 1500-4000 รอบต่อนาทีเป็น 245 แรงม้า ที่ 5500 รอบต่อนาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ 1500-4800 รอบต่อนาที อัตราเร่งทำเวลาได้ดีขึ้น การตอบสนองของคันเร่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ความรวดเร็วและแม่นยำในการเปลี่ยนเกียร์ดีเยี่ยม รถสามารถทรงตัวได้ดีในเวลาเข้าโค้งด้วยความเร็ว ทำให้การขับขี่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับแคมเปญมอเตอร์โชว์ (27 มีนาคม – 9 เมษายน 2560)
เมื่อซื้อรถยนต์วอลโว่รุ่น S60 T5, S60 D4, XC60 T5, XC60 D4, V40 D4 Cross Country, V60 T5 , V60 D4 เราขอมอบข้อเสนอพิเศษ
-อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1%
-ฟรี ประกันภัยชั้น1 ฟรี นาน 1ปี
-ฟรี บริการบำรุงรักษาฟรี (Volvo Maintenance) 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร
-ฟรี บริการรับประกันคุณภาพ (Volvo Warranty) 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และ
-ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Volvo Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี

พบกับ “วอลโว่” ที่สุดแห่งยนตกรรมสุดหรูผสานที่สุดแห่งความปลอดภัยระดับโลก ได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม – 9 เมษายน 2560 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี ที่บูธ A16 สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-305-4499 หรือ WWW.VOLVOCARS.COM/TH
ที่มาของภาพ:วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด,Netcarshow.com

ครม.อนุมัติงบ จัดแข่ง MOTO GP ที่สนามช้างฯ เซ็นสัญญาต่อเนื่อง 3 ปีเต็ม

0

“โมโตจีพี” เตรียมบุกไทย พร้อมเซ็นสัญญา 3 ปีเต็ม โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา นำเสนอให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ตั้งแต่ ปี 2561-2562-2563 ภายใต้การดำเนินงานของการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งจะใช้ สนามข้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เป็นสนามประลองความเร็ว

แฟน 2 ล้อมีเฮ หลังจากที่ลุ้นกันมานาน เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบอนุมัติให้งบประมาณกว่า 400 ล้านบาท ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน โมโตจีพี เป็นเวลา 3 ปี จากการผลักดันของ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีเงินสมทบจากภาคเอกชนร่วมลงขันเพื่อให้การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกเกิดขึ้นในประเทศไทย

จากการที่ ครม.อนุมัติให้มีการจัดงานฯ ทางฝ่ายจัดการแข่งขันในเมืองไทยก็จะดำเนินการเจรจาสัญญากับ ดอร์น่า สปอร์ต ฝ่ายลิขสิทธิ์ของ โมโตจีพี โดยจะถูกบรรจุเข้าไปเป็นหนึ่งใน 20 สนาม ของตารางแข่งขันฤดูกาลหน้า ซึ่งจะใช้สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ที่ผ่านการพิจารณาให้เป็นสนามแข่งขันรถยนต์และรถจักรยานยนต์ระดับ เกรดเอ ของ เอฟไอเอ็ม

ทั้งนี้ประเทศไทยได้ถูกบรรจุให้เป็นหนึ่งในตารางแข่งขัน โดยจะจัดในช่วงท้ายของฤดูกาล ราวเดือนตุลาคม ต่อจากการแข่งขันในโซนเอเชีย เช่นเดียวกับ โมเตกิ (ญี่ปุ่น), ฟิลลิป ไอส์แลนด์ (ออสเตรเลีย) และ เซปัง (มาเลเซีย) เดือนตุลาคมนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม บุรีรัมย์ อาจถูกบรรจุเข้าไปอยู่ในแพ็คเดียวกับ กาตาร์ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงต้นฤดูกาลประมาณเดือนมีนาคม ทว่าในเงื่อนไขหลังนี้อาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจากสนามช้างฯ เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ สนาม 2 ในเดือนมีนาคมอยู่แล้ว

ที่มาของข่าว : www.motorsportlives.com