Home Blog Page 205

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประกาศราคาอย่างเป็นทางการเอสยูวีออฟโรดระดับพรีเมียม All New GWM TANK 500 HEV เริ่มต้นที่ 2,049,000 บาท และ All New GWM TANK 300 HEV ที่ 1,649,000 บาท

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ สั่นสะเทือนวงการยานยนต์ไทยอีกครั้ง กับการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการสุดยิ่งใหญ่ของรถยนต์รุ่นใหม่ภายใต้ GWM TANK เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับตลาดรถยนต์เอสยูวีออฟโรดประเทศไทย โดย “All New GWM TANK 500 HEV” รถยนต์เอสยูวีพรีเมียมออฟโรด เปิดตัวรุ่น PRO ในราคา 2,049,000 บาท และรุ่น ULTRA ในราคา 2,269,000 บาท สำหรับ “All New GWM TANK 300 HEV” รถยนต์เอสยูวีออฟโรดสำหรับไลฟ์สไตล์อันโดดเด่น รุ่น PRO ที่ราคา 1,649,000 บาท และรุ่น ULTRA ราคา 1,799,000 บาท ซึ่งแฟน ๆ ที่สนใจสามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ที่ GWM application และเว็บไซต์ www.gwm.co.th ได้ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2566 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

GWM TANK เป็นรถยนต์ภายใต้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่มุ่งเน้นการพัฒนารถยนต์เอสยูวีในสไตล์ออฟโรดที่มีความแข็งแกร่ง บึกบึน ผสมผสานกับความพรีเมียม หรูหรา และความอเนกประสงค์ในการใช้งาน ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับในทุกเส้นทาง โดยรถยนต์ GWM TANK ได้รับการพูดถึงในวงกว้างอย่างรวดเร็วตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในประเทศจีนภายในงาน Guangzhou Auto Show ประจำปี 2564 ซึ่ง GWM TANK 500 สามารถทำยอดจองได้ถึง 26,000 คัน เพียง 2 ชั่วโมงหลังเปิดตัว นอกจากนี้ GWM TANK 300 ยังได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาดจีน จนเกิดปรากฏการณ์หาซื้อยาก หรือ “TANK Phenomenon” ยิ่งไปกว่านั้น
การเปิดตัวของ All New GWM TANK 500 HEV ในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2566 มียอดจองสิทธิ์ซื้อทะลุมากกว่า 1,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ ตั้งแต่เปิดรับจองสิทธิ์ และตอกย้ำความร้อนแรงด้วยการคว้ารางวัล “The Most Exciting SUV Award” หรือ รางวัลรถยนต์เอสยูวีที่สร้างความตื่นเต้นได้มากที่สุด ภายในงานอีกด้วย

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธานฝ่ายการตลาด เกรท วอลล์ มอเตอร์ อาเซียน กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้มุ่งมั่นสร้างสรรค์ยนตรกรรมเอสยูวีออฟโรดพรีเมียมระดับโลกภายใต้ GWM TANK ที่สะท้อนถึงนวัตกรรมหลากหลายมิติของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่ขับเคลื่อนด้วยมุมมองระดับโลก ข้อมูลเชิงลึกทางตลาด เอสยูวีออฟโรดระดับไฮเอนด์ และเสียงตอบรับของผู้ใช้ เราได้คิดค้นเทคโนโลยีออฟโรดที่น่าตื่นเต้นในรูปแบบของรถยนต์พลังงานใหม่ บนแพลตฟอร์ม TANK โดยเป้าหมายของเราคือการสร้างไลฟ์สไตล์การขับขี่ออฟโรดที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะ ความทรงพลัง และความสะดวกสบาย  GWM TANK ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในประเทศจีนและทั่วโลก เรามียอดขายสะสมมากกว่า 300,000 คัน หรือคิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 60% ของตลาดรถยนต์ออฟโรดในประเทศจีน ในวันนี้ เรามีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่จะเปิดตัวรถยนต์ใหม่ทั้ง 2 รุ่น ในตลาดประเทศไทย ผมเชื่อว่า รถยนต์ทั้ง 2 รุ่นนี้ จะมาสร้างปรากฏการณ์และความตื่นเต้นให้กับเซ็กเมนต์รถยนต์เอสยูวีออฟโรดพลังงานใหม่ในประเทศไทยและตอบโจทย์ผู้บริโภคเจนเนอเรชันใหม่ที่มองหาดุลยภาพระหว่างการผจญภัยแบบออฟโรดและการเดินทางในเมืองได้อย่างแน่นอน”

โดยรถยนต์ภายใต้แบรนด์ TANK ทั้งสองรุ่นใหม่ที่ได้เปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการนี้  ถูกออกแบบมาภายใต้แนวคิด “NOTHING BUT TANK” สะท้อน DNA ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวของ 4 บุคลิก ได้แก่ T – คือ Tough ทรหด อดทน ผจญทุกอุปสรรค, A – Ambitious มุ่งมั่น ไม่หยุดนิ่ง ก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ, N – Normal เรียบง่าย เข้าถึงได้ เป็นตัวของตัวเอง แต่แฝงไว้ด้วย K – Kind ความดีงามของจิตใจ ความอ่อนโยน คิดถึงคนรอบข้าง  ที่พร้อมส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นให้กับตลาดรถยนต์เอสยูวีและผู้ขับขี่ชาวไทย ให้ทุกการผจญภัยแตกต่าง แปลกใหม่ และสามารถถึงจุดมุ่งหมายได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัยไร้กังวล

All New GWM TANK 500 HEV เป็นรถยนต์เอสยูวีออฟโรดขนาดใหญ่ระดับพรีเมียม มิติรถกว้างขวางที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ด้วยมิติตัวรถ 1,934 x 5,078 x 1,905 มม. (กว้าง x ยาว x สูง) และระยะฐานล้อ 2,850 มม. ดีไซน์เรียบง่ายและหรูหราเป็นเอกลักษณ์ โดดเด่นด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ที่ผสานช่องระบายอากาศแนวนอนและโลโก้ TANK รับเส้นสายที่นูนขึ้นของฝากระโปรง ไฟหน้า Intelligent LED ไฟท้าย Vertical LED อย่างเต็มระบบที่ตอบโจทย์ทั้งแฟชันและฟังก์ชันได้อย่างลงตัว และหลังคาซันรูฟระบบไฟฟ้าแบบพาโนรามิคขนาดใหญ่ รวมถึงล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว และยางขนาด 265/50 R20 ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์การขับขี่ให้หรูหรามากขึ้นไปอีกระดับ ควบคู่กับการตกแต่งห้องโดยสารด้วยวัสดุสีดำ สีดำเงา สีโครเมียม และสีเงิน นาฬิกาแบบคลาสสิก และเบาะหนัง NAPPA

All New GWM TANK 500 HEV มาพร้อมสมรรถนะที่ทรงพลังและเทคโนโลยีออฟโรดล้ำสมัย ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน (VGT) ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ความจุ 1.76 กิโลวัตต์ ให้กำลังเครื่องยนต์สูงสุด 244 แรงม้า พร้อมแรงบิดเครื่องยนต์สูงสุด 380 นิวตัน–เมตร  และกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 106 แรงม้า พร้อมแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 268 นิวตัน-เมตร ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 9 สปีด (9HAT) และโหมดการขับขี่ที่มีมากถึง 11 รูปแบบ สอดรับกับแนวคิด “Nothing is Unreachable ไม่มีความสำเร็จไหนที่ไปไม่ถึง” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดย All New GWM TANK 500 HEV มีทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น PRO และรุ่น ULTRA ที่มาพร้อมกับเฉดสีรถภายนอกทั้งหมด 4 เฉดสี ได้แก่ สีขาว สีดำ สีเทา และสีใหม่เทาคริสตัล (เฉพาะรุ่น ULTRA) และเฉดสีรถภายในทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ และทูโทนสีน้ำเงิน-เบจ (เฉพาะรุ่น ULTRA และตัวรถสีเทาคริสตัล)

All New GWM TANK 300 HEV – Define Your Own World เป็นรถยนต์พรีเมียมเอสยูวีออฟโรดขนาดกลาง มิติตัวรถ 1,930 x 4,760 x 1,903 มม. (กว้าง x ยาว x สูง) และระยะฐานล้อ 2,750 มม. ให้ความแปลกตาด้วยดีไซน์แบบออฟโรดที่ผนวกกับดีไซน์ BOXY ได้อย่างไร้รอยต่อ ด้วยกระจังหน้าแบบ Rectangle ตัดขอบสีดำเงาที่รวมการจัดเรียงของไฟหน้าทรงกลมตัด DRL ทรงเหลี่ยมผสานเข้ากับตัวรถ เสริมความเท่ทะมัดทะแมงด้วยกันชนดีไซน์ออฟโรดร่วมสมัย บังโคลนขนาดใหญ่ และบันไดข้าง พร้อมเพิ่มความแข็งแกร่งและมั่นใจให้กับภาพลักษณ์ด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีดำ และยาง A/T ขนาด 265/65 R17 เน้นย้ำความหรูหราของดีไซน์ออฟโรดที่ทันสมัยและสะดวกสบาย ด้วยนาฬิกาแบบคลาสสิก เบาะหนัง NAPPA ระบบกรองอากาศ PM2.5 และ Ionizer รวมถึงระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย ช่องจ่ายไฟสำรอง 220V แบบพร้อมเต้ารับสายไฟ และช่อง USB สำหรับผู้โดยสารข้างหน้า-หลัง และสำหรับกล้องบันทึกภาพ

All New GWM TANK 300 HEV ถูกสร้างบนแพลตฟอร์ม TANK ที่อัดแน่นไปด้วยประสิทธิภาพ สมรรถนะ และเทคโนโลยีที่เหนือชั้นเช่นเดียวกัน โดยรถยนต์รุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน (VGT) ให้กำลังสูงสุด 244 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตร เป็น Flat Torque ในช่วง 1,700 – 4,000 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 106 แรงม้า และแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 268 นิวตัน-เมตร ทั้งยังมาพร้อมระบบเกียร์แบบ 9 สปีด (9HAT) ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับความหลากหลายของระบบการขับเคลื่อนรถยนต์ไฮบริด และโหมดการขับขี่ที่มีถึง 7 รูปแบบ ได้แก่ โหมดปกติ โหมดสปอร์ต โหมดประหยัด โหมดพื้นหิมะ โหมดพื้นโคลน โหมดพื้นทราย และโหมด 4L ซึ่ง All New GWM TANK 300 HEV มี 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น PRO และรุ่น ULTRA โดยมีเฉดสีรถภายนอกทั้งหมด 4 เฉดสี ได้แก่ สีส้ม สีดำ สีเทา และสีขาว และมีเฉดสีรถภายในทั้งหมดสีเดียว ได้แก่ สีดำ (ลักษณะของเบาะจะแตกต่างกันในรุ่น PRO และรุ่น ULTRA)

All New GWM TANK 500 HEV และ All New GWM TANK 300 HEV มาพร้อมการรับประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง นอกจากนี้ รถยนต์ทั้งสองรุ่น ยังมาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี ฟรี ค่าอะไหล่และค่าแรงบํารุงรักษาตามระยะทาง GWM Pro Service Inclusive – GPSI สูงสุด 10 ครั้ง ภายใน 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน (ไม่รวมอะไหล่สิ้นเปลือง) ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ( Roadside Assistance ) ตลอด 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 5 ปี ฟรี บริการระบบตรวจสอบและสั่งการรถผ่านอินเทอร์เน็ต* (Telematic Service) พร้อมแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ (Internet in Vehicle) ระยะเวลา 3 ปี รวมถึงสิทธิพิเศษกับการเป็นส่วนหนึ่งของ GWM TANK CLUB และกิจกรรมสุดพิเศษมากมาย

สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อ Value Pack ของ All New GWM TANK 500 HEV ไว้ในช่วง Pre-sale จะได้รับส่วนลดเงินสดมูลค่า 50,000 บาท และแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยลูกค้าจะต้องวางเงินจองภายในวันที่ 28 ตุลาคม 2566 เวลา 17.59 น. หรือภายใน 1 เดือนหลังจากการประกาศราคา มิฉะนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์ Value Pack ดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้นลูกค้าที่จองสิทธิ Pre-sale จะได้สิทธิพิเศษรับรถก่อนลูกค้าที่จะเริ่มจองเข้ามาตามปกติ โดยลูกค้าที่จองสิทธิ์ Pre-sale จะต้องชำระเงินมัดจำภายใน 24 ชั่วโมงนับจากการเริ่มเปิดจอง หรือถึงเวลา 17.59 น. ของวันที่ 29 กันยายน 2566 เท่านั้น หลังจากนั้นลำดับการส่งมอบรถจะเป็นไปตามปกติ ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจ่ายเงินจองสำเร็จของลูกค้า

ลูกค้าที่สนใจสามารถจับจองเป็นเจ้าของ All New GWM TANK 500 HEV และ All New GWM TANK 300 HEV ได้ตั้งแต่ วันที่ 28 กันยายน 2566 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ผ่าน GWM application และเว็บไซต์ www.gwm.co.th โดยเกรท วอลล์ มอเตอร์จะทยอยส่งมอบรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นนี้ตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป

“เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้เป็นส่วนสำคัญในการปลุกกระแสการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลิตภัณฑ์ออฟโรดพลังงานใหม่ทั้งสองนี้ อย่าง All New GWM TANK 500 HEV และ All New GWM TANK 300 HEV จะเข้าไปอยู่ในใจคนไทย และร่วมเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ทำให้ตลาดรถยนต์เอสยูวีออฟโรดในไทยครึกครื้นยิ่งกว่าที่เคย ด้วยพลังแห่งแพลตฟอร์ม TANK ออฟโรดอัจฉริยะที่ทรงประสิทธิภาพทั้งด้านพละกำลังและเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำนำสมัย เพื่อส่งต่อประสบการณ์การขับขี่ออฟโรดที่ไม่เหมือนใคร และตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของคนยุคใหม่ได้อย่างลงตัว” นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวเสริม

เกรท วอลล์ มอเตอร์  ในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) มุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยยึดถือแนวคิดที่คำนึงถึงการใช้งานของผู้บริโภคเป็นหลัก (User-centric) เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ในการยกระดับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยให้เป็นรูปธรรม ตลอดจนปลุกปั้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตสู่ระดับสากลได้อย่างมั่งคั่งและยั่งยืน

เปิดตัวพร้อมประกาศราคา BYD SEAL นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า สุดพรีเมี่ยมสปอร์ตซีดาน เริ่มต้น 1.325 ล้านบาท

0

บ. เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์ไฟฟ้า BYD อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดตัวรถ BYD SEAL รถยนต์ไฟฟ้านำเข้า รุ่น 3 ในประเทศไทยพร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการ

รถยนต์ไฟฟ้า BYD SEAL ออกแบบมาด้วยมาให้โฉบเฉี่ยว ล้ำสมัยอย่าง บีวายดี ซีล (BYD SEAL) มาพร้อมกัน 3 รุ่นย่อย (Dynamic, Premium, AWD Performance) ผู้ขับขี่สามารถปลดล็อคได้อย่างง่ายดายผ่านคีย์เลส มือเปิดประตูแบบซ่อนจะเลื่อนออกมาให้ดึงประตูเปิด เมื่อเปิดประตูฝั่งคนขับสิ่งแรกที่จะได้สัมผัสคือ Welcome seat ที่เบาะจะถอดออกอัติโนมัติเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้เข้าและออกได้อย่างคล่องตัว ห้องโดยสารวัสดุหนังสีดำในทุกรุ่น ออกแบบปราณีตในทุกรายละเอียด โดยสีภายนอกมี 4 สีให้เลือกแยกตามรุ่นดังนี้

• DYNAMIC =  ขาว, ดำ
• PREMIUM =  ขาว, ดำ, เทา
• AWD PERFOMANCE =  ขาว, ดำ, เทา, ฟ้า

 

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด “ BYD SEAL เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ทุกท่านรอคอย และเป็นรุ่นที่จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบนด์บีวายดี โดยบีวายดี ซีล ยนตกรรมไฟฟ้าสปอร์ตซีดาน ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ครบครัน ความสะดวกสบาย หรูหรา ห้องโดยสารกว้างขวาง ขุมพลังที่แรงให้ผู้ขับขี่สนุกไปทุกการเดินทาง จะนำพาทุกท่านไปยังทุกการเดินทางได้อย่างผ่อนคลาย ด้วยราคาสุดพิเศษเพื่อคนไทย” กล่าว

BYD SEAL มาด้วยราคา

• DYNAMIC 1,325,000 บาท
• PREMIUM 1,449,000 บาท
• AWD PERFOMANCE 1,599,000 บาท

 

ส่วนทางด้านบริการหลังการขายนั้น คุณประธานพร  พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด กล่าว “Rever care เรามีให้ลูกค้าของ BYD SEAL ด้วยความพิเศษ มูลค่าถึง 230,000 บาท”

รายละเอียด REVER CARE มูลค่ารวม 230,000 บาท

  1. ดอกเบี้ยพิเศษ 88% ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน*
  2. ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พรบ.ระยะเวลา 1 ปี
  3. บริการบำรุงรักษา ค่าแรง ค่าอะไหล่ 8 ปี หรือ 160,000 กม.*
  4. รับประกันตัวรถ (Warranty) 8 ปี หรือ 160,000 กม.*
  5. รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กม.*
  6. บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ตลอด 24 ชั่วโมง 8 ปีเต็ม*
  7. โฮมชาร์จเจอร์ยี่ห้อ ABB พร้อมการติดตั้ง*
  8. สายต่อพ่วงอุปกรณ์ไฟฟ้า หรือ VTOL
  9. สายชาร์จเคลื่อนที่ AC Portable Charger
  10. ค่าจดทะเบียนรถ*
  11. พรมเข้ารูป กรอบป้ายทะเบียน ฟิล์มหน้าจอ

* ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด

BYD SEAL (บีวายดี ซีล) พร้อมให้คุณสัมผัสและทดลองขับแล้วตั้งแต่วันที่ 28 กันยายนนี้ ที่โชว์รูมบีวายดีทั่วประเทศ พร้อมให้บริการท่านมากกว่า 65 โชว์รูม คุณสามารถเป็นเจ้าของนวัตกรรมยานยนต์ขุมพลังไฟฟ้าคันนี้ได้แล้ววันนี้ โดยมีรถส่งมอบให้กับลูกค้าทันทีภายในเดือนกันยายน 2566 จำนวน 1,782 คัน  ภายในเดือนตุลาคม 2566 จำนวน 2,952 คัน

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ขอแนะนำ เอชวัน อีลิท เอฟอี รุ่นสุดท้าย

0
ฮุนได เอชวัน อีลิท เอฟอี ภาพเปิด

ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) พร้อมสั่งลารถยนต์ซี-เอ็มพีวี ยอดนิยมตลอดกาล หลังเป็นผู้นำในตลาดกลุ่มดังกล่าวมานานกว่า 10 ปี ด้วยการเปิดตัว ฮุนได เอชวัน อีลิท เอฟอี ซึ่งผลิตจำนวนจำกัดและติดตั้งอุปกรณ์ใหม่เพิ่ม โดยยังคงราคาจำหน่ายเท่าเดิม เพื่อเป็นการขอบคุณผู้บริโภคชาวไทยที่ให้การสนับสนุนรถยนต์ฮุนได มาเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

ฮุนได เฮซวัน จัดเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของบริษัทฯ และครองแชมป์เป็นหนึ่งในรถยนต์เอ็มพีวีที่ขายดีที่สุดในประเทศไทยมานานหลายปีติดต่อกัน นอกจากนั้น ยังสร้างภาพลักษณ์ให้ผู้บริโภคชาวไทยจดจำฮุนได ในฐานะแบรนด์รถยนต์ที่สะดวกสบายและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ไปพร้อมกับการสร้างความประทับใจให้ผู้ใช้งาน ในคุณภาพรถยนต์ฮุนได ทั้งนี้ ทุกสิ่งย่อมมาถึงบทสุดท้าย บริษัทฯ จึงขอแนะนำ ฮุนได เอชวัน อีลิท เอฟอี ในฐานะตำนานบทส่งท้ายของรุ่นรถยนต์อันน่าจดจำ” นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

ฮุนได เอชวัน อีลิท เอฟอี 1

ชื่อ เอฟอี ย่อมาจาก “ไฟนอล อิดิชั่น” และเพื่อให้ควรค่าแก่การเป็นรุ่นสุดท้าย จึงมีการติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน มาพร้อมวิทยุ FM/AM ทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อหลายรูปแบบผ่าน USB, AUX และ เชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth

ไม่มีโลโก้ “อีลิท” ติดตั้งบนฝากระโปรงหลังอีกต่อไป สำหรับอุปกรณ์มาตรฐานอื่นยังโดดเด่นเช่นเคยทั้งไฟหน้ารูปทรงเอกลักษณ์พร้อมระบบเปิดปิดอัตโนมัติ และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ในส่วนของสีตัวถังมี 3 สีให้เลือก ประกอบด้วย สีขาว อาร์คติก ไวท์, สีดำ ไทม์เลส แบล็ก และ สีน้ำตาล แทน บราวน์

ฮุนได เอชวัน อีลิท เอฟอี 2

มอบความสะดวกสบายแบบไม่มีที่สิ้นสุดให้กับผู้โดยสารทั้ง 11 ที่นั่ง ด้วยเบาะที่ปรับเปลี่ยนได้อย่างอิสระตามความต้องการของผู้ใช้งาน พร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และแผงควบคุมระบบปรับอากาศตอนหลังแบบแยก ให้อุณหภูมิเป็นไปอย่างที่ต้องการ ทั่วทั้งห้องโดยสาร

พร้อมให้เป็นเจ้าของด้วยราคาเดิมที่ 1,499,000 บาท ทั้งยังมาพร้อมกับข้อเสนอ ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี และ ฟรีการรับประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร

ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ฮุนไดทั่วประเทศ พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ท่าน หรือ สามารถศึกษาได้จากเวปไซต์ hyundai.com/th/th ทั้งยังมีบริการจองรถยนต์ฮุนไดผ่านช่องทางออนไลน์ Cl!ck to Buy ที่ buyonline.hyundai.com หากท่านกำลังมองหารถยนต์ซี-เอ็มพีวีที่ดีซักคัน นี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะได้เป็นเจ้าของ ฮุนได เอชวัน อีลิท เอฟอี

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดตัว มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ จัดเต็มไฟหน้า LED ดีไซน์สปอร์ต พร้อมฟีเจอร์ระบบอัตโนมัติ

0
มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ Pic Open

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ รุ่นปี 2023 รถครอสโอเวอร์ 7 ที่นั่ง จัดเต็มออปชั่นใหม่ ไฟหน้า LED ใหม่ ดีไซน์สปอร์ต พร้อมระบบควบคุมเปิด-ปิดไฟหน้าแบบอัตโนมัติ ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ กระจกมองหลังปรับแสงอัตโนมัติ พร้อมด้วยแผ่นกรองอากาศ PM 2.5 เพิ่มขีดทัศนวิสัยในการขับขี่อย่างมั่นใจ สะดวกสบายในทุกสภาพอากาศและเส้นทาง เพื่อที่สุดแห่งประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำตลาดรถครอบครัวอเนกประสงค์

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ 1

 

มร.เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ บุกเบิกเซกเมนต์ใหม่ในตลาดรถยนต์ และครองตำแหน่งผู้นำเซกเมนต์นี้มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นในด้านสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น ความหรูหราและพรีเมี่ยมของห้องโดยสาร ที่มาพร้อมกับความสะดวกสบาย สามารถครองใจครอบครัวยุคใหม่ ที่ต้องการมองหารถยนต์อเนกประสงค์ที่มีห้องโดยสารกว้างขวาง รองรับสูงสุด 7 ที่นั่ง ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างครบครัน”

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ 4

มร.เออิอิชิ โคอิโตะ กล่าวเพิ่มเติม “เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ รุ่นปี 2023 นี้ ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยมาพร้อมกับออปชั่นแบบจัดเต็ม ด้วยไฟหน้าใหม่ แบบ LED รูปตัว T ให้ดีไซน์สปอร์ตล้ำสมัย เพิ่มความสว่างเพื่อทัศนวิสัยที่ดียิ่งขึ้น ปลอดภัยในทุกเส้นทาง พร้อมยกระดับความสะดวกสบายเพื่อสุนทรียภาพในการเดินทางไปอีกขั้น ด้วยระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าแบบอัตโนมัติ ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ และกระจกมองหลังปรับแสงอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างคล่องตัวและมั่นใจยิ่งขึ้น สัมผัสได้ถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ จากเกียร์อัตโนมัติ ECO-Dynamic CVT ที่มาพร้อมกับความนุ่มนวลในการขับขี่ด้วยช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนามาเป็นพิเศษ เพื่อรองรับทุกการเดินทางและความเงียบในห้องโดยสาร ผสานเข้ากับวัสดุคุณภาพสูงระดับพรีเมี่ยมอย่างลงตัว นอกจากนี้ ยังมีแผ่นกรองอากาศ PM 2.5 ใหม่เพื่อให้อากาศในห้องโดยสารมีความสะอาดสดชื่น และปลอดภัยสำหรับทุกคนอีกด้วย”

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ 5

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ รุ่นปี 2023 พร้อมให้ลูกค้าเป็นเจ้าของที่โชว์รูมมิตซูบิชิ ทั่วประเทศแล้ววันนี้ ทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น GLS-LTD และ GT โดยมีสีตัวถังให้เลือก 4 สี คือ สีขาวมุก Quartz White Pearl สีเงิน Sterling Silver สีเทา Graphite Grey และ สีดำ Jet Black Mica ด้วยราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 799,000 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และนัดหมายเพื่อทดลองขับได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 เปิดให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ย้ำวิสัยทัศน์อีวีในไทย เปิดตัวยนตรกรรมไฟฟ้า EQE 2 รุ่น บุกตลาดด้วยโมเดล SUV และ AMG Performance พร้อมพลิกโฉมธุรกิจผ่านโมเดล “Retail of the Future” ในปี 2024

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับตลาดรถยนต์ลักชัวรี่ในงาน “Ambition for the Future” เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยผ่านวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” ดำเนินงานตามแผนด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electrification) เติมพอร์ตอีวีอย่างต่อเนื่องด้วยการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ลงตลาด 2 รุ่น “EQE 350 4MATIC SUV AMG Dynamic” และ “Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+” นำเสนอผ่านนิยามใหม่ของยนตรกรรมไฟฟ้าจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ “Electric. Crafted by Mercedes-Benz” พร้อมเผยแนวคิดของโมเดลธุรกิจแห่งยุค “Retail of the Future” เตรียมพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีก ในปี 2024 วางเป้าหมายในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ และมุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์ให้กับลูกค้าครอบคลุมในทุกมิติ

หนึ่งในแผนงานหลักของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คือการนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าทุกรูปแบบ ตอกย้ำเป้าหมายระดับโลกในการทำให้รถยนต์ทุกรุ่นในพอร์ตเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในปี 2030 โดยล่าสุด เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้จัดเวิลด์พรีเมียร์ของรถยนต์ต้นแบบพลังงานไฟฟ้า “Mercedes-Benz CLA Concept” ที่งาน IAA Mobility 2023 แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและการนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ที่ล้ำสมัยในยุคดิจิทัล และในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการเดินหน้าขับเคลื่อนตลาดด้วยการนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 2 รุ่นแรก อย่าง EQS และ EQB ขึ้นแท่นแบรนด์รถยนต์ระดับลักชั่วรี่แบรนด์แรกที่ผลิตแบตเตอรี่แรงดันสูงและประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในประเทศไทย

เพื่อตอกย้ำเป้าหมายในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในโมเดลของ Mercedes-Benz EQE พร้อมกันถึง 2 รุ่น ได้แก่ EQE 350 4MATIC SUV AMG Dynamic และ Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+ พร้อมให้ลูกค้าชาวไทยได้เป็นเจ้าของสุดยอดยนตรกรรมทั้ง 2 รุ่น โดยสามารถจองผ่านช่องทางออนไลน์หรือติดต่อได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทั่วประเทศ

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “EQE 350 4MATIC SUV AMG Dynamic คือรถเอสยูวีขนาดกลางในเซกเมนต์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัยเช่นเดียวกันกับรุ่นแฟล็กชิพอย่าง EQS สะท้อนการออกแบบที่ผสานดีไซน์อันเหนือระดับเข้ากับความเหนือชั้นของฟังก์ชั่นและความสะดวกสบายตามแบบฉบับของรถเอสยูวี และอีกหนึ่งโมเดลที่ถูกพัฒนามาจากพื้นฐานของ EQE ก็คือ Mercedes-AMG EQE 53 ซึ่งถือเป็นสุดยอดยนตรกรรมสมรรถนะสูงภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกในประเทศไทย มาพร้อมกับจิตวิญญาณของ AMG ที่จะมอบสมรรถนะที่ทรงพลังและประสบการณ์การขับขี่ขั้นสุดให้กับลูกค้าทุกคนที่เป็นเจ้าของ”

ภายในงาน “Ambition for the Future” เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เผยแนวคิดของโมเดลธุรกิจใหม่ที่มีชื่อว่า “Retail of the Future” โดยเตรียมปรับใช้ในช่วงต้นปี 2024 ด้วยเป้าหมายหลักในการยกระดับมาตรฐานของธุรกิจค้าปลีกให้กับตลาดรถยนต์ระดับลักชัวรี่ในประเทศไทย ชูโมเดลธุรกิจที่เน้นความโปร่งใสของราคาและข้อเสนอจากผู้จำหน่ายฯ ที่ต้องเท่าเทียมกัน การจัดการความพร้อมของสต็อกรถยนต์ และการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ภายใต้มาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย โดยที่ผู้จำหน่ายฯ จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในทุกขั้นตอนของการบริการลูกค้า นอกจากนี้ในโมเดลธุรกิจใหม่ จะไม่ได้เน้นเพียงแค่การขายรถยนต์ผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น แต่จะส่งเสริมเครือข่ายการค้าปลีกของแบรนด์ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ได้อย่างไร้รอยต่อ

“โมเดลธุรกิจนี้จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในฐานะแบรนด์รถยนต์ระดับลักชัวรี่ที่มีความแข็งแกร่ง และสร้างความโปร่งใสในด้านราคาด้วยกระบวนการจัดการที่มีมาตรฐาน ลูกค้าทุกคนจะได้รับการเสนอราคาและข้อเสนอที่เหมาะสมที่สุดจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย และสามารถเข้าถึงสต็อกของรถยนต์ทุกรุ่นจากทุกผู้จำหน่ายฯ ไม่ว่าจะเป็นผ่านช่องทางออนไลน์หรือออฟไลน์ ซึ่งทางผู้จำหน่ายฯ จะอยู่ในทุกขั้นตอนการซื้อรถของลูกค้า ตั้งแต่การทำใบเสนอราคา การทดลองขับ จนไปถึงขั้นตอนการสั่งจอง และการส่งมอบรถยนต์ โดยโมเดลธุรกิจนี้จะทำให้ผู้จำหน่ายไม่ต้องแบกรับภาระด้านการจัดการคลังสินค้าและสต็อกรถยนต์ เพราะรถจะถูกนำส่งมาจากคลังสินค้ากลางของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งหมายความว่าผู้จำหน่ายฯ จะไม่มีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสต็อกและความเสี่ยงด้านต้นทุนของธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ดังกล่าวจะทำให้ผู้จำหน่ายฯ มีประสิทธิภาพมากขึ้นในด้านการบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกคน”
มร. มาร์ทิน ชเวงค์ กล่าวเสริม

การแถลงวิสัยทัศน์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในงาน “Ambition for the Future” พร้อมกับการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้ง 2 รุ่น ถือเป็นก้าวสำคัญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยในปี 2024 เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีแผนที่จะขยายพอร์ตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการนำโมเดลธุรกิจ “Retail of the Future” มาใช้ในประเทศไทยเพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับลูกค้า ยกระดับคุณค่าของแบรนด์ และสร้างความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายผู้จำหน่ายฯ อย่างเป็นทางการ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์

 

 

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เตรียมส่งยนตรกรรมหรู BMW XM Label Red และ BMW 740d M Sport พร้อมเปิดรับจอง M2 รุ่นเกียร์ธรรมดาและ M Race Track Package

0
BMW Pic Open

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เตรียมส่งรถยนต์ทรงพลังใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red รถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์สุดโฉบเฉี่ยว สำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ SAV ระบบปลั๊กอินไฮบริดประสิทธิภาพสูง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ที่ชื่นชอบการออกเดินทางผจญภัยด้วยเอกลักษณ์โดดเด่นสะกดทุกสายตาถึงขีดสุด บีเอ็มดับเบิลยู
740d M Sport อีกหนึ่งรุ่นย่อยในตระกูลบีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 7 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล อัดแน่นด้วยนวัตกรรมระดับไฮเอนด์สำหรับยนตรกรรมแห่งอนาคต และยังพร้อมเปิดรับจองบีเอ็มดับเบิลยู M2 ที่มาพร้อมกับสองตัวเลือกใหม่ กับแพ็คเกจ M Race Track เอาใจสายสปอร์ตสุดขั้ว ปลดล็อคความเร็วสูงสุดถึง 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมงพร้อมเบาะ M Carbon Bucket Seat และตัวเลือกรุ่นเกียร์ธรรมดา สำหรับผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบรถยนต์สายสปอร์ตสมรรถนะสูง และต้องการสไตล์การขับขี่แบบคลาสสิก โดยทั้ง 3 รุ่นนี้พร้อมจะมาตอบโจทย์สไตล์การขับขี่บนท้องถนนและการใช้งานยานยนต์ที่หลากหลายของบรรดานักขับและแฟนบีเอ็มดับเบิลยูในประเทศไทย

BMW XM Label Red ประกาศราคาอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้

BMW 1

BMW XM Label Red รถยนต์รุ่นเรือธงรุ่นนี้รวบรวมเอาที่สุดแห่งขุมพลัง ความพิเศษ และความหรูหรา เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและทรงพลังแบบไม่เหมือนใคร และยังเป็นรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M รุ่นทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา ก้าวข้ามขีดจำกัดและสร้างนิยามใหม่ให้กับการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าจากระบบปลั๊กอินไฮบริดสมรรถนะสูง โดยผลิตมาในจำนวนจำกัดทั่วโลกเพียง 500 คัน ซึ่งภายในตัวรถจะมีเลขระบุ “1/500” อยู่บริเวณด้านล่างของจอ Control Display บีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red ยังได้รับการรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันเพื่อตอบสนองผู้ที่มีไลฟ์สไตล์แบบเปิดเผย ชอบการเดินทาง และหลงใหลรถยนต์ซึ่งเปี่ยมด้วยสมรรถนะที่โดดเด่นเหนือขอบเขตเดิม ๆ

สัดส่วนที่ล่ำสันของรถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์หรือ Sports Activity Vehicle (SAV) แบบมีพลวัตร ผสมผสานกับการออกแบบภายนอกที่โดดเด่น ลายเส้นที่ชัดเจน รวมถึงรูปลักษณ์ส่วนหน้าที่มีมาเฉพาะในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูใน Luxury Class การผสมผสานที่ลงตัวยิ่งขึ้นไปอีกขั้น คือการออกแบบที่เน้นย้ำคุณลักษณะเฉพาะของบีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red ในฐานะรถยนต์ที่มุ่งเน้นการบรรลุขีดสุดแห่งสมรรถนะ

BMW 2

ไฮไลท์ที่โดดเด่นคือสีตัวถังภายนอกสีดำ BMW Individual Frozen Carbon Black Metallic กระจังหน้าทรงไตคู่ตามแบบฉบับบีเอ็มดับเบิลยู M พร้อมขอบสองชั้นรูปทรงแปดเหลี่ยมที่ด้านหน้ามาในรูปทรงแนวนอนอันโดดเด่น ซึ่งเป็นจุดเด่นของรถสปอร์ตสมรรถนะสูงจากบีเอ็มดับเบิลยู M ขอบด้านนอกของกระจังหน้าทรงไตคู่แต่ละข้างยังตกแต่งด้วยสีแดง Toronto Red metallic ในขณะที่ขอบด้านในมากับไฟรูปทรงโค้งมนเป็นวงแหวนไฟที่ให้แสงอย่างคมชัดและต่อเนื่อง แถบเน้นสีมันวาวตัดกับพื้นผิวสีแบบด้านซึ่งส่องแสงระยิบระยับทำให้ภายนอกของบีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red มีลักษณะที่น่าดึงดูดใจเป็นพิเศษ

BMW 3

XM Label Red ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบ V8 พร้อมเทคโนโลยี M TwinPower Turbo อันล้ำสมัย และระบบขับเคลื่อน M HYBRID ซึ่งให้กําลังรวมสูงสุด 550 กิโลวัตต์/ 748 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,000 นิวตันเมตร เครื่องยนต์สันดาปยังให้กำลังเครื่องยนต์สูงสุด 430 กิโลวัตต์/585 แรงม้า ที่ 5,600 – 6,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 750 รอบต่อนาที ที่ 1,800 – 5,400 รอบต่อนาที ส่วนระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าให้กำลังมอเตอร์สูงสุดที่ 145 กิโลวัตต์/197 แรงม้า พร้อมแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 280 นิวตันเมตร นอกเหนือจากการจ่ายกำลังไฟฟ้าในระหว่างการเร่งความเร็วแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้ายังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์สันดาป โดยบีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลา 3.8 วินาที

BMW 3

ระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ 4 ล้อ M xDrive ช่วยถ่ายทอดกำลังที่เกิดจากเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้าไปที่ล้อ
ทั้งสี่ได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และตรงตามความต้องการใช้งานตลอดเวลา ระบบเฟืองท้าย M Sport ยังช่วยเสริมสมรรถนะของรถด้วยการกระจายกำลังขับเคลื่อนระหว่างล้อหลัง ช่วยให้ตัวรถยึดเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้น พร้อมเสริมเสถียรภาพการขับขี่ในสถานการณ์ต่าง ๆ

BMW 8

ในขณะเดียวกัน ช่วงล่างแบบ Adaptive M Suspension Professional มอบการควบคุมแบบสปอร์ตโดยไม่ลดทอนความสะดวกสบายของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ ระบบช่วยการขับขี่รุ่น Professional ยังมาพร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชั่น Stop&Go ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความเร็วของรถในระดับที่ต้องการและคงระยะห่างจากรถคันหน้าให้สม่ำเสมอเท่านั้น แต่ยังช่วยให้รถยนต์อยู่ในเส้นทางอย่างคงที่ด้วยระบบบังคับพวงมาลัย เพื่อความสะดวกสบายที่เหนือกว่า ระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus ยังช่วยให้การจอดรถและการบังคับรถทำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

โทนสีดำและแดงยังนำรูปลักษณ์ที่น่าดึงดูดและกลิ่นอายแบบสปอร์ตมาสู่ห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red ตราสัญลักษณ์ “XM” สีแดงสุดโดดเด่นบริเวณใต้หน้าจอ Control display ควบคู่ไปกับแถบตกแต่งภายในคาร์บอนไฟเบอร์แบบซาติน ประดับด้วยด้ายเน้นสีแดงและสีน้ำเงิน เสริมมาดให้รถยนต์คันนี้เป็นรถตามแบบฉบับ M อย่างแท้จริง

BMW 6

พวงมาลัยหุ้มหนังดีไซน์ M มีส่วนประกอบตกแต่งในสีดำโครเมียม พร้อมด้วยปุ่ม M และแป้นเปลี่ยนเกียร์คาร์บอนซึ่งมีสัญลักษณ์บวกและลบเป็นสีแดง พร้อมทั้งคุณสมบัติพิเศษเฉพาะของบีเอ็มดับเบิลยู XM Label Red จากตราสัญลักษณ์ที่ระบุโหมดการขับขี่แบบ Boost Mode บนแป้นเปลี่ยนเกียร์ด้านซ้าย ส่วนห้องโดยสารด้านท้ายแบบ
M Lounge สุดพิเศษ ยังมอบความรู้สึกที่กว้างขวางให้กับผู้โดยสาร พร้อมการตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูงและการออกแบบที่หรูหรา

BMW 7

ผ้าบุหลังคายังเป็นเสมือนงานประติมากรรม 3 มิติ ลวดลายแบบปริซึมและเมื่อเปิดหลังคาก็จะพบกับหลอดไฟ LED กว่า 100 ดวงบนหลังคาที่ส่องสว่างอย่างงดงามยามค่ำคืน คอนโซลด้านบนยังบุด้วยหนังแบบ BMW Individual ทำให้การตกแต่งภายในสะดุดตาและหรูหราไปอีกขั้น นอกจากนี้ ยังมีชุดไฟตกแต่งภายใน ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 4 โซน ระบบระบายอากาศ ระบบเสียงรอบทิศทางจาก Bowers & Wilkins Diamond surround sound system พร้อมด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัยอีกมากมาย

BMW 740d M Sport ประกาศราคาอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้

BMW 8

BMW 740d M Sport รุ่นใหม่ สานต่อตำนานความเหนือชั้นของบีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 7 ที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมเหนือระดับและความหรูหราล้ำสมัย พร้อมส่งต่อสุนทรียภาพในการขับขี่ ความสะดวกสบายในการขับขี่ทางไกลที่ไม่มีใครเทียบชั้น โดยความปราดเปรียวอย่างเหนือชั้นของรถยนต์ซีดานรุ่นนี้ สะท้อนผ่านเครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง ของเครื่องยนต์สันดาปแบบใหม่ ที่ผสานเทคโนโลยี 48V mild hybrid รุ่นล่าสุด พร้อมจะมอบความเพลิดเพลินในการขับขี่ในบรรยากาศที่สะดวกสบายพร้อมกันกับการสัมผัสประสบการณ์ดิจิทัล ที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษในห้องโดยสาร ถือเป็นอีกขั้นของการตีความการเดินทางอย่างมีระดับ

โดดเด่นด้วยขุมพลังทรงสมรรถนะของเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 6 สูบแถวเรียงความจุ 3.0 ลิตร บนเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ทำงานควบคู่เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Sport Steptronic โดยเครื่องยนต์ดีเซลประสานพลังเข้ากับเทคโนโลยี 48V mild hybrid ให้กำลังสูงสุด 210 กิโลวัตต์/286 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 650 นิวตันเมตร ที่ 1,500 – 2,500 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ส่งกำลังรวมสูงสุดถึง 220 กิโลวัตต์/299 แรงม้า และแรงบิดรวมสูงสุด 670 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 6 วินาที ที่ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้านี้ ได้ยกระดับประสิทธิภาพและการทำงานของระบบขับเคลื่อนในบีเอ็มดับเบิลยู
ซีรี่ส์ 7 ใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

น้องใหม่ในสายผลิตภัณฑ์บีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 7 ยังดูทรงพลังและโดดเด่นเหนือชั้นด้วยกระจังหน้าไตคู่อันเป็นเอกลักษณ์พร้อมไฟ Iconic Glow ไฟรูปตัว ‘L’ ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งไฟด้านข้างรถและยังเป็นไฟส่องสว่างในเวลากลางวัน มาในรูปทรงเรขาคณิตแบบกระจกเสริมให้ไฟท้ายดูเตะตายิ่งขึ้น นอกจากนี้ ตัวถังรถที่ยาวเป็นพิเศษยังเพิ่มความสะดวกสบายอย่างเหนือระดับให้กับห้องโดยสารด้านหลังอีกด้วย

BMW 10

การตกแต่งภายในและอุปกรณ์ต่าง ๆ สะท้อนถึงความสมดุลระหว่างการส่งต่อประสบการณ์ขับขี่อันปราดเปรียวให้แก่คนขับและสุนทรียภาพสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พร้อมสร้างบรรยากาศแบบไม่ซ้ำใคร สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง รวมทั้งระบบความบันเทิงภายในรถสุดล้ำสมัย แถบ BMW Interaction Bar ช่วยให้ผู้ขับขี่และรถยนต์ทำงานอย่างสอดประสานกันได้ดียิ่งขึ้น ผสานฟังก์ชันการควบคุม ชุดไฟส่องสว่างสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร และยังสามารถปรับแต่งได้ตามต้องการ นอกจากนี้ ขนาดเบาะนั่งที่กว้างขวางยิ่งขึ้นของบีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport ยังมาพร้อมฟังก์ชันครบครันทั้งสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสารตอนหน้า และผู้โดยสารตอนหลัง ด้วยฟังก์ชันนวดผ่อนคลายสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหลัง ระบบประตูอัตโนมัติ ระบบระบายอากาศสำหรับเบาะที่นั่ง และระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 4 โซน เพิ่มการไหลเวียนอากาศในห้องโดยสาร

BMW 12

ระบบจอภาพสำหรับผู้โดยสารตอนหลังมาพร้อม Amazon Fire TV มอบประสบการณ์ความบันเทิงสุดพิเศษสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ประกอบด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 31.3 นิ้ว ความคมชัด 8K พร้อมระบบเสียงรอบทิศทาง Bowers & Wilkins รีโมทควบคุมแบบสัมผัสติดตั้งอยู่ที่แผงควบคุมบริเวณแผงประตู (BMW Touch Command) ม่านบังแสงด้านหลังจะปิดโดยอัตโนมัติเมื่อระบบจอภาพสำหรับผู้โดยสารตอนหลังทำงาน พร้อมเปลี่ยนห้องโดยสารด้านหลังของบีเอ็มดับเบิลยู 740d M Sport สู่เลานจ์ส่วนตัวเคลื่อนที่ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบนำทางแบบ Augmented View ที่ผสานการแสดงภาพจากกล้องหน้าเข้ากับระบบนำทาง และแสดงภาพบนจอหลังพวงมาลัย เพื่อเสริมระบบนำทางให้มีความแม่นยำและล้ำสมัยยิ่งขึ้น

BMW 13

ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) และระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรค (ABS) ระบบช่วยเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ (Brake Assist) เซ็นเซอร์ควบคุมความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน (Crash Sensor) และระบบสร้างเสียงจำลองเตือนผู้ใช้ถนนรอบข้างติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ Parking Assistant รุ่น Plus และระบบช่วยเหลือการขับขี่ Driving Assistant รุ่น Plus มอบความอุ่นใจตลอดการเดินทางและทุกจุดหมายปลายทาง

M2 พร้อม Manual Transmission ราคาจำหน่าย: 6,499,000 บาท และ M2 พร้อมแพ็คเกจ M Race Track ราคาจำหน่าย: 6,999,000 บาท

BMW 14

บีเอ็มดับเบิลยู M2 สุดยอดรถยนต์ในดวงใจของแฟน ๆ ตระกูล M มาพร้อมตัวเลือกใหม่ในการปรับแต่งสไตล์การขับขี่ที่ตรงใจคุณที่สุด ผ่านช่องทางการสั่งจองออนไลน์ ซึ่งนอกจากจะเปิดให้คุณปรับตัวเลือกชุดแต่งได้ดั่งใจต้องการ ยังเพิ่มตัวเลือกใหม่ เอาใจสายสปอร์ตเต็มตัวที่ชอบอารมณ์ของการขับขี่แบบคลาสสิก ด้วยตัวเลือกแบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือนักซิ่งที่รักความสปอร์ตสุดขั้วด้วยตัวเลือกแพ็คเกจ M Race Track ที่เพิ่ม M Driver’s Package มาพร้อมเบาะนั่งสไตล์สปอร์ต M carbon ทรง Bucket Seat และระบบ M Driver ที่สามารถปลดล็อคความเร็วสูงสุดได้ถึง 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยลูกค้าสามารถสั่งจองได้อย่างง่ายดายบนช่องทางออนไลน์ผ่าน

BMW 16

หัวใจของบีเอ็มดับเบิลยู M2 คือขุมพลังเบนซิน 6 สูบ พร้อมเทคโนโลยี BMW M TwinPower Turbo ส่งพลังสูงสุด338 กิโลวัตต์ / 460 แรงม้า ที่ 6,250 รอบต่อนาที ให้แรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร ที่ 2,650 – 5,870 รอบต่อนาที 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลาเพียง 4.1 วินาที ส่งความเร็วสูงสุด 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสำหรับแพ็คเกจ M Race Track และภายใน 4.3 วินาที ที่ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสำหรับรุ่นเกียร์ธรรมดา

สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู M2 พร้อมแพ็คเกจ M Race Track มาพร้อมสมรรถนะแบบไดนามิกที่ผสานเข้ากับระบบขับเคลื่อนล้อหลังร่วมกับรุ่นเกียร์อัตโนมัติ Sport Steptronic 8 จังหวะ พร้อมระบบ Drivelogic ส่วนรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ เพิ่มการเปลี่ยนเกียร์ให้สปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยระบบการเชื่อมต่อกับเครื่องยนต์โดยตรง พร้อมความสามารถในการลดเกียร์ลงหลายระดับจนถึงเกียร์ต่ำสุด ระบบส่งกำลังพื้นฐานนี้มีส่วนสำคัญในการเร่งความเร็วแบบทันทีทันใดได้อย่างน่าประทับใจ

BMW 17

โหมดการขับขี่ M Drive Professional ช่วยเสริมความเร้าใจในการขับขี่ให้มากขึ้น มาพร้อมระบบเฟืองท้าย M Sport เพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนและเสถียรภาพในการขับขี่เมื่อเปลี่ยนเลนหรือเร่งความเร็วออกจากโค้ง และเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงหรือบนพื้นผิวถนนที่แตกต่างกัน นอกจากนั้น ช่วงล่าง Adaptive M Suspension ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้อย่างอิสระระหว่างรูปแบบการขับขี่แบบสะดวกสบายหรือสไตล์สปอร์ต พร้อมอวดโฉมล้อแม็กซ์สไตล์ 930 M ลาย Double Spoke ด้วยขนาด 19 นิ้วในล้อหน้า และขนาด 20 นิ้วในล้อหลัง

ตัวถังภายนอกตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเงาและโคมไฟหน้าตกแต่งสีดำสไตล์ M และเสริมความโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยระบบ
ไฟหน้า Adaptive LED ระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติ (High-beam assistant) ชุดเบรก M Compound สีแดงเงา และหลังคา M Carbon ภายในอวดโฉมการตกแต่งสไตล์สปอร์ตด้วยชุดไฟส่องสว่างภายในและภายนอกห้องโดยสาร (Ambient light) หลังคาภายในดีไซน์ M Headliner สีดำ Anthracite และคอนโซลด้านบนบุด้วยหนังแบบ BMW Individual

BMW 18

เสริมลุคที่แตกต่างภายในห้องโดยสารด้วยการตกแต่งดีไซน์ M ด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ พวงมาลัยหุ้มหนังดีไซน์ M เข็มขัดนิรภัยดีไซน์ M สามารถปรับแต่งความสะดวกสบายให้แก่ประสบการณ์การขับขี่ด้วย Comfort access จุดวางอุปกรณ์มือถือ และกาบบันไดดีไซน์ M แบบเรืองแสง ทั้งยังมาพร้อมกับพวงมาลัยสไตล์คาร์บอนที่มาพร้อมกับเกียร์ Paddle Shift (เฉพาะรุ่น M Race Track)

BMW 22

BMW 20

BMW Live Cockpit Professional นำเสนอจอแสดงข้อมูลสำหรับคนขับที่ทันสมัยผ่านจอโค้ง BMW Curved Display ซึ่งเป็นระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทำงานร่วมกับระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน พร้อมระบบความบันเทิงและการสื่อสารล้ำสมัยด้วยจอ Control Display ขนาด 14.9 นิ้ว ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับจอแสดงข้อมูล 12.3 นิ้ว นอกจากนี้ ระบบ BMW ConnectedDrive และ BMW Connected Package Professional ยังนำเสนอคุณสมบัติและบริการขั้นสูงมากมายที่ช่วยให้การขับขี่สะดวก มีประสิทธิภาพ และสนุกสนานยิ่งขึ้น ระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon
BMW 23

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่ล้ำสมัย อย่างระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชั่น Stop&Go
(ในรุ่น M Race Track) รวมถึงระบบ Driving Assistant และระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติในทั้งสองรุ่น

บีเอ็มดับเบิลยู M2 มาให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีฟ้า Zandvoort Blue Solid, สีขาว Alpine White, สีเทา Brooklyn Grey Metallic, สีดำ Black Sapphire Metallic และสีแดง Toronto Red Metallic ต่าง ๆ ได้แก่

ลูกค้าสามารถทำการจองบีเอ็มดับเบิลยู M2 ได้ทางออนไลน์ ผ่าน https://shop.bmw.co.th และยังสามารถเลือกปรับแต่งสีภายนอก ภายใน รวมถึงตัวเลือกล้ออีก 2 ตัวเลือก ได้แก่ ล้ออัลลอยน้ำหนักเบา M ลาย 930 M Double Spoke แบบสลับสี หรือสีดำ Jet Black

 

เผชิญหน้าต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่สำคัญ: การสกัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากบรรยากาศโดยการดักจับอากาศโดยตรง (Direct Air Capture – DAC) เพื่อบรรเทาภาวะโลกร้อน

0

ปอร์เช่เสนอถึงมุมมองด้านเทคโนโลยีใหม่ที่สำคัญของการดักจับอากาศโดยตรง (Direct Air Capture – DAC) ซึ่งอยู่บนขั้นตอนการผลิตสินค้าในปริมาณมาก (mass production) เป็นการแยกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกจากชั้นบรรยากาศในปริมาณมากโดยลักษณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีนี้มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากการร่วมมือกับโฟล์ค สวาเกน กรุ๊ป อินโนเวชั่น (Volkswagen Group Innovation), บริษัท eFuels เอช ไอ เอฟ โกลบอล (HIF Global) และ เอ็ม เอ เอ็น เอเนอร์จี้ โซลูชั่น (MAN Energy Solutions) ผู้ผลิตรถสปอร์ตรายนี้กำลังมองหาทางบูรณาการองค์ประกอบ DAC เข้ากับโรงงานนำร่อง eFuels ในชิลี วิธีการนี้สามารถใช้เพื่อสกัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากอากาศที่จำเป็นสำหรับการผลิต eFuels ที่โรงงานนำร่อง Haru Oni และ ณ การประชุมสุดยอด IAA ในมิวนิค เทรดแฟร์เซ็นเตอร์ (Munich Trade Fair Centre) ฮอลล์ B2 บูธ Volkswagen Group ผู้วางแผนโครงการจะแสดงให้เห็นว่า DAC สอดคล้องกับกลยุทธ์ของปอร์เช่อย่างไร และจะอธิบายถึงรายละเอียดของแนวคิดและองค์ประกอบนี้สามารถทำงานได้อย่างไร

ในการชะลอภาวะโลกร้อน จำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศ ในขณะเดียวกัน เราต้องการก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตต่างๆ แล้วทำไมไม่รวมทั้ง 2 อย่างเข้าด้วยกันล่ะ? ใช่ เรากำลังดำเนินการในเรื่องนั้นอยู่ เราต้องการนำกระบวนการดักจับอากาศโดยตรงทางอุตสาหกรรมหรือ DAC มาใช้ในการผลิตเป็นระยะยาว ด้วยความร่วมมือกับทีมงานมากประสบการณ์ที่ Volkswagen Group Innovation, HIF Global ซึ่งเป็นพันธมิตรผู้ก่อตั้ง eFuels และ MAN Energy Solutions เรากำลังตรวจสอบการบูรณาการนำร่อง DAC ที่โรงงาน eFuels ในชิลี เราถือว่า DAC เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสำหรับอนาคต เนื่องจากสามารถนำไปใช้ในการสกัดโมเลกุลคาร์บอนที่จำเป็นสำหรับการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์จำนวนมากได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นเราจึงกำลังทำงานเพื่อนำเทคโนโลยีไปสู่อนาคตที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น” ไมเคิล สเตนเนอร์ (Michael Steiner) สมาชิกคณะกรรมการบริหารฝ่ายวิจัยและพัฒนาของปอร์เช่ เอจี (Porsche AG) กล่าว

บาร์บาร่า เฟรนเกล (Barbara Frenkel) สมาชิกคณะกรรมการบริหารฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างของปอร์เช่ (Porsche) กล่าวเสริมว่า “ในมุมมองของเรา DAC เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่สำคัญสำหรับอนาคต สำหรับการดึงพลังงานและโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสภาพอากาศ คาร์บอนไดออกไซด์บริสุทธิ์สามารถนำมาใช้สำหรับกระบวนการทางอุตสาหกรรมหรือเก็บไว้ถาวรในพื้นดินได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในการผลิต eFuels ซึ่งเราวางแผนที่จะดำเนินการเป็นขั้นตอนแรก เชื้อเพลิงอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้เป็นส่วนเสริมที่มีประโยชน์สำหรับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และปัจจุบันก็ยังคงมีรถยนต์ ICE จำนวนมากอยู่บนท้องถนนทั่วโลกในอีกหลายทศวรรษต่อจากนี้”

ข้อได้เปรียบที่สำคัญประการหนึ่งของเทคโนโลยี DAC คือสามารถสกัดก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ CO2 ได้ทุกสถานที่ที่มีพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีนี้ยังปรับขนาดได้ ส่วนไฟฟ้าสำหรับระบบกรองที่โรงงานนำร่อง eFuels Haru Oni สามารถสร้างขึ้นได้โดยใช้พลังงานลม ดังนั้นจึงมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนความร้อนที่ต้องการสามารถจัดหาได้จากกระบวนการสร้างไฮโดรเจนในโรงงาน eFuels

ปอร์เช่ดึงความเชี่ยวชาญของพันธมิตรอย่าง Volkswagen Group Innovation, HIF Global และ MAN Energy Solutions มาร่วมมือกัน นิโคลาย เออเดย์ (Nikolai Ardey) ผู้อำนวยการ Volkswagen Group Innovation กล่าวว่า “Volkswagen Group เคยระบุไว้ว่าการแยก CO2 ออกจากชั้นบรรยากาศเป็นปัญหาสำหรับอนาคตในปี 2019 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เราได้ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เหมาะสมและความอยู่รอดทางเศรษฐกิจร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศในภาคการวิจัยและอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง การวิจัยของเราพบว่าเทคโนโลยีการดักจับอากาศโดยตรงที่สามารถปรับขนาดได้และสามารถแข่งขันได้ในเชิงพาณิชย์นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เมื่อร่วมมือกับปอร์เช่และพันธมิตรอื่นๆ ตอนนี้เราต้องการสร้างโรงงานต้นแบบและทดสอบแนวคิดโดยรวม เรากำลังตั้งตารอที่จะดำเนินโครงการเผชิญหน้าเพื่ออนาคตนี้ในประเทศชิลี

ซีซาร์ นอร์ตัน (César Norton) ประธานกรรมการและประธานบริหาร ของ HIF Global กล่าวว่า เราไม่ได้รอให้วิธีแก้ปัญหามาหาเรา แต่เรากำลังค้นหาสิ่งเหล่านั้นด้วยตัวเราเองและก้าวไปข้างหน้า เราได้พิสูจน์แล้วว่า eFuels ที่ไม่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนสามารถเป็นทางออกที่แท้จริงสำหรับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในภาคการขนส่ง ในการบุกเบิกเทคโนโลยีดักจับอากาศโดยตรง ซึ่งช่วยให้ดักจับ CO2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ เรากำลังก้าวไปอีกขั้น เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับปอร์เช่ในการใช้เทคโนโลยีนี้ ซึ่งเป็นอนาคตของการรีไซเคิลคาร์บอนไดออกไซด์ ที่โรงงานของเราในชิลี และด้วยวิธีนี้ เราจะมีส่วนสนับสนุนอย่างแข็งขันและทันท่วงทีในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

เทคโนโลยีการดักจับอากาศโดยตรง (DAC) ทำงานอย่างไร

เพื่อแยก CO2 ออกจากบรรยากาศ อากาศอนุภาคสิ่งสกปรกขนาดใหญ่โดยรอบจะถูกทำความสะอาดออกก่อน แล้วส่งผ่านวัสดุกรองที่มีลักษณะคล้ายก้อนกรวด CO2 ที่สะสมอยู่ที่นั่นจะถูกสกัดจากวัสดุกรองนั้นและรวบรวมในรูปแบบที่มีความบริสุทธิ์สูงเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในภายหลัง น้ำซึ่งเป็นผลพลอยได้ที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการจะถูกระบายออกไป

CO2 ที่สกัดจากบรรยากาศนี้สามารถนำมาใช้ได้หลากหลายวิธีโดยเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน ในอนาคตสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลาสติกที่ไม่ใช่วัสดุสิ้นเปลืองได้ CO2 สามารถเก็บไว้ได้ในระยะยาว นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้เพื่อผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์แท้หรือที่เรียกว่า eFuels ได้อีกด้วย มากกว่านั้น Porsche และ HIF Global กำลังศึกษาว่า CO2 ที่สกัดด้วย DAC สามารถใช้ที่โรงงาน Haru Oni eFuels ในเมืองปุนตาอาเรนัส ประเทศชิลี ได้หรือไม่และอย่างไร CO2 ถูกรวมเข้ากับไฮโดรเจนเพื่อสร้างเมทานอล จากนั้นจึงนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงสังเคราะห์ จนถึงขณะนี้ CO2 สำหรับ Haru Oni ถูกนำมาจากแหล่งชีวภาพ เป็นทางเลือกแทนการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงสิ้นเปลือง (CCU หรือการดักจับคาร์บอนและการใช้ประโยชน์) CO2 สามารถถูกกำจัดออกจากชั้นบรรยากาศอย่างถาวรและเก็บไว้ในระยะยาว (CCS หรือ Carbon Capture and Storage)

โรงงานนำร่อง eFuel Haru Oni เป็นผู้ใช้ที่มีศักยภาพของ DAC-CO2:

ในเดือนธันวาคม ปี 2022 บริษัท eFuels โดย HIF Global ซึ่ง Porsche ถือหุ้นอยู่ ได้เริ่มการผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์เชิงอุตสาหกรรมที่โรงงานนำร่อง Haru Oni ในปุนตาอาเรนัส ประเทศชิลี เชื้อเพลิงสังเคราะห์ช่วยให้ยานยนต์ ICE ทำงานได้เกือบเป็นกลางทางคาร์บอน กรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สร้างขึ้นใหม่ และไฮโดรเจนที่สกัดจากน้ำ

 ในระยะนำร่องของโรงงาน มีการวางแผนการผลิต eFuels ประมาณ 130,000 ลิตรต่อปีในขั้นต้น เชื้อเพลิงจะถูกใช้ในสิ่งที่เรียกว่า โครงการไลท์เฮาส์ (lighthouse projects)เช่น ใน Porsche Mobil 1 Supercup และที่ Porsche Experience Centers แผนต่างๆ มุ่งเป้าไปที่การก่อสร้างโรงงานขนาดใหญ่ใกล้กับโรงงานนำร่องในชิลี ซึ่งจะเพิ่มการผลิตเชื้อเพลิง eFuels เมื่อเวลาผ่านไป

ทางตอนใต้ของชิลีมีสภาวะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการผลิต eFuels โดยมีลมพัดในปริมาณมากถึงประมาณ 270 วันต่อปี และทำให้กังหันลมทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ปุนตาอาเรนัสก็ตั้งอยู่ใกล้กับช่องแคบมาเจลลัน จากที่นั่น eFuels สังเคราะห์สามารถขนส่งได้เหมือนกับเชื้อเพลิงแบบดั้งเดิมโดยใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่

เชื้อเพลิงสังเคราะห์สามารถเสริมการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าได้อย่างสมเหตุสมผล
ปอร์เช่ได้ลงทุนไปแล้วกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการพัฒนาและผลิตเชื้อเพลิง eFuels ซึ่งในจำนวนนั้น มูลค่า 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใช้ในการซื้อหุ้น HIF Global LLC ในเดือนเมษายน 2022 บริษัทวางแผน สร้าง และดำเนินการโรงงาน eFuels ในชิลี อุรุกวัย สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย

คณะบุคคลผู้ผลิตชิ้นส่วนอีซูซุ บริจาคขวดพลาสติกและมอบเงินบริจาคให้วัดจากแดง

0

คณะบุคคลผู้ผลิตชิ้นส่วนอีซูซุ นำโดย มร.โทชิอะคิ เซนุมะ รองประธาน บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และประธานจากคณะทำงานของคณะบุคคลผู้ผลิตชิ้นส่วนอีซูซุ มอบขวดพลาสติกใสที่ได้รับการบริจาคจากสมาชิกที่มาร่วมกิจกรรมการแข่งขันโบว์ลิ่ง เพื่อนำไปรีไซเคิลเป็นผ้าไตรจีวร อีกทั้งยังมอบเงินสมทบทุนสนับสนุนจำนวน 50,000 บาท ให้แก่ วัดจากแดง โดยมี คุณปารณีย์ แก้วเกิดสี ผู้จัดการโครงการสิ่งแวดล้อมเป็นผู้รับมอบ

วิริยะประกันภัย ปักหมุด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สร้างองค์ความรู้งานรับประกันภัยรถยนต์ EV

0

ดร.นภดล กลิ่นทอง ข้าราชการบำนาญ สาขาวิชาเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ร่วมกับ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) จัดอบรมหลักสูตร “การปฏิบัติเบื้องต้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและความปลอดภัย” (Electric Vehicle Technology and Safe) โดยมี นายภาณุตร์ เหรียญประยูร ที่ปรึกษาฝ่ายปฏิบัติการภาค 4 (ภาคกลางและภาคตะวันตก) ด้านศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทน นำคณะผู้บริหารระดับสูงจากฝ่ายปฏิบัติการภาค 2 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) และจากส่วนกลาง ให้การต้อนรับ ซึ่งการอบรมดังกล่าว บริษัทฯ จัดขึ้นเพื่อเพิ่มองค์ความรู้แบบครบวงจรให้แก่บุคลากรของวิริยะประกันภัยและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการด้านงานซ่อมบำรุงยานยนต์ ทั้งนี้ การจัดอบรมในพื้นที่ภาค 2 แบ่งออกเป็น 2 รุ่น คือ รุ่นที่ 1 ณ โรงแรมราชาวดี รีสอร์ท แอนด์โฮเทล จ.ขอนแก่น และรุ่นที่ 2 ณ โรงแรมเซ็นทารา โคราช จ.นครราชสีมา

สำหรับการจัดอบรมหลักสูตรดังกล่าว บริษัทฯ ได้ขยายผลต่อเนื่องจากพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ออกสู่ภูมิภาค อันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ ที่มีความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการให้บริการ ด้วยการเพิ่มองค์ความรู้ เพิ่มศักยภาพ และเตรียมความพร้อมในการรองรับการให้บริการงานซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้าแก่บุคลากรของวิริยะประกันภัยและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอุบัติเหตุ, เจ้าหน้าที่สรุปรายการความเสียหาย, ผู้ประกอบการรถยก และศูนย์ซ่อมมาตรฐาน เพื่อให้ลูกค้าได้รับการบริการที่ดีและการรับประกันภัยที่มีคุณภาพแบบครบวงจรบนมาตรฐานเดียวกันทุกศูนย์ซ่อมฯ/สาขา ในเครือวิริยะประกันภัยทั่วประเทศ

“Primus Green Trip” เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวสุดตระการตา ล่องเรือยอร์ช ปล่อย “ปลาฉลาม” คืนสู่ทะเลไทย

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” สร้างปรากฏกรณ์ครั้งใหม่กับกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติ “Primus Green Trip” นำลูกค้า Mercedes-Benz ล่องเรือยอร์ชสุดหรู สัมผัสความงดงามของท้องทะเล พร้อมร่วมปล่อย “ปลาฉลาม” กลับคืนสู่ทะเลไทย ณ เกาะครามน้อย จ.ชลบุรี

บจก.ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ นำโดย “จิระพล รุจิวิพัฒน์” กรรมการผู้จัดการ พร้อมทีมผู้บริหาร มอบเอกสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้ารถยนต์ Mercedes-Benz ร่วมเปิดประสบการณ์เหนือระดับกับการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ด้วยการล่องเรือยอร์ชสุดหรูสัมผัสธรรมชาติของท้องทะเลไทย ร่วมกิจกรรมอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรทางทะเล ปล่อย “ปลาฉลาม” นักอนุรักษ์ธรรมชาติ คืนสู่ท้องทะเล ภายใต้ชื่องาน Primus Green Trip” ณ เกาะครามน้อย สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 16-17 ก.ย.2566 ที่ผ่านมา กิจกรรมในครั้งนี้ รับจำนวนจำกัดเพียง 20 ครอบครัว โดยมีค่าสมัครครอบครัวละ 10,000 บาทเท่านั้น ซึ่งรายได้ทั้งหมด จะนำไปสมทบทุนให้แก่องค์กรสาธารณประโยชน์ต่อไป

กิจกรรมวันแรก เริ่มต้นในช่วงเช้าด้วยการนัดรวมพลสมาชิกนักท่องเที่ยวแนวอนุรักษ์ธรรมชาติที่โชว์รูมเบนซ์ไพรม์มัส สาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา เพื่อลงทะเบียนรับ Welcome Bag และ Snack Box สุดพรีเมี่ยม ประเดิมเป็นอาหารเช้าสำหรับวันแรก ก่อนที่เดินทางมุ่งสู่ท่าเรือ Ocean Marina Yacht Club ย่านนาจอมเทียน จ.ชลบุรี ที่มีเรือยอร์ชหลากหลายลำ จอดเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก จากนั้นพากันเดินขึ้นเรือยอร์ชลำใหญ่สุดหรู ที่จอดนิ่งรอการเยือนของเหล่าสมาชิกเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz

ช่วงเวลาสุดพิเศษสำหรับการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ด้วยการล่องเรือยอร์ชส่วนตัวสุดหรู พาทุกท่านสัมผัสและดื่มด่ำกับความงดงามของทะเลอ่าวไทย โดยมุ่งหน้าสู่เกาะครามน้อย ซึ่งเป็นเกาะที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ทั้งหาดทรายขาวละเอียดและน้ำทะเลใสราวกระจก พร้อมชื่นชมกับปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ “ทะเลแหวก” ที่เผยให้เห็นสันทรายขาวละเอียดทอดตัวยาวสู่เกาะครามน้อย นับเป็นความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นอย่างงดงาม  สร้างความอิ่มเอมใจให้แก่เหล่าสมาชิกที่ร่วมทริปอย่างแท้จริง

หลังจากชื่นชมความสวยงามและความเงียบสงบของธรรมชาติอย่างเต็มอิ่มแล้ว ต่อไปเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของทริปนี้ คือ กิจกรรมการปล่อย “ปลาฉลาม” นักอนุรักษ์ธรรมชาติ กลับคืนสู่ท้องทะเลไทย เพื่อเป็นการอนุรักษ์และเพิ่มจำนวนปลาฉลามในระบบนิเวศให้อยู่คู่ในท้องทะเลไทยต่อไป

เริ่มด้วยการเชิญวิทยากร ที่มีความรู้และประสบการณ์ บรรยายความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ สัตว์น้ำทางทะเล และความรู้ทั่วไปเรื่องของ “ปลาฉลาม” พร้อมวิธีการปล่อยปลาฉลามกลับคืนสู่ท้องทะเลอย่างถูกต้องและถูกวิธี

ที่สุดของไฮไลท์ เมื่อแต่ละครอบครัว ได้รับ “ปลาฉลาม” และร่วมปล่อยนักอนุรักษ์ธรรมชาติ กลับคืนสู่ท้องทะเลไทยอย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากความสนุกสนาน ตื่นเต้น ประทับใจแล้ว ยังสร้างความอิ่มเอมใจให้แก่ทุกคน ที่ได้ร่วมทำกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมและธรรมชาติสิ่งแวดล้อมทางทะเลอีกด้วย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของ “เบนซ์ไพรม์มัส” ที่จะดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่สังคมไทย และร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

หลังเต็มอิ่มกับความสุขในการทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์ต่อสังคม และดื่มด่ำธรรมชาติที่สวยงามของท้องทะเลไทย ควบคู่กับอาหารมื้อพิเศษที่คัดสรรสำหรับลูกค้าคนสำคัญ ได้ลิ้มรสความอร่อยของอาหารในแบบบุฟเฟต์อินเตอร์–ซีฟู้ด แบบพรีเมี่ยม พร้อมเครื่องดื่มที่มอบความสดชื่นและหลากหลายแบบไว้ค่อยให้บริการ ท่ามกลางการล่องเรือชมความงามของ “เกาะครามใหญ่” ที่เต็มไปด้วยผาหินและหาดทรายขาว  ก่อนมุ่งสู่ “เกาะเกร็ดแก้ว” หรือ “เกาะเป็ด” แหล่งท่องเที่ยวใหม่ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการตกปลาและให้อาหารแก่ “ลิงแสม” ที่อาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้เป็นจำนวนมาก ก่อนล่องเรือผ่านเส้นสายของโค้งทะเลที่ตัดกับท้องฟ้าสีครามมุ่งเข้าสู่หาดนาจอมเทียนสู่ท่าเรือ Ocean Marina Yacht Club

จากนั้น ได้เดินทางมุ่งหน้าสู่ที่พัก Andaz Pattaya Jomtien Beach รีสอร์ทหรู ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่เงียบสงบ บนหาดนาจอมเทียน ทำให้สัมผัสธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด และช่วยผ่อนคลายภายในบรรยากาศของที่พักที่สวยงาม และเพียบพร้อมด้วยกิจกรรมสันทนาการ และบริการที่ครบถ้วนและสมบูรณ์แบบ

ก่อนเข้าสู่กิจกรรมงานเลี้ยง “Exclusive Dinner Party” ที่เนรมิตบรรยากาศให้สวยงาม ตระการตา ภายใต้แนวคิด HAVAHA Night Theme โดยเริ่มต้นด้วยการกล่าวต้อนรับแขกคนสำคัญ โดย “จิระพล รุจิวิพัฒน์” ผู้บริหารระดับสูง “เบนซ์ไพรม์มัส”

“ลูกค้ารถยนต์ Mercedes-Benz ถือเป็นคนพิเศษที่มีอุปการะคุณต่อ “เบนซ์ไพรม์มัส” เป็นอย่างมาก ทุกท่านมีส่วนร่วมในการส่งเสริม สนับสนุนให้เราประสบความสำเร็จและเติบโตจนก้าวขึ้นเป็นผู้ระดับแนวหน้าของดีลเลอร์ Mercedes-Benz ในระยะเวลา 3 ปีกว่า ผมต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่าน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้รับเกียรติในการดูแลทุกท่านในอนาคตต่อไปอย่างยาวนาน ผมขอยืนยันในเจตนารมณ์ที่จะมุ่งมั่นและพัฒนาการบริการในทุก ๆ ด้าน เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกท่าน”

จากนั้นเข้าสู่โหมดความสนุกสนาน เพลิดเพลินกับเสียงเพลงจากวงดนตรี iHear Band ที่โชว์น้ำเสียงและลีลาการร้องเพลงได้อย่างสนุก เร้าใจ ควบคู่กับการดื่มด่ำรสชาติความอร่อยของอาหารมื้อค่ำ และเครื่องดื่มที่เลือกสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้งานในค่ำคืนนี้ เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความประทับใจได้อย่างไม่รู้ลืมทีเดียว