Home Blog Page 22

“ปอร์เช่ ประเทศไทย” เฉลิมฉลอง 75 ปีแห่งมอเตอร์สปอร์ต พาเจ้าของรถร่วมเปิดประสบการณ์ Raceborn ณ บางแสน สตรีท เซอร์กิต

0
ปอร์เช่ ประเทศไทย 1

ปอร์เช่ ประเทศไทย มอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้แก่ลูกค้าคนสำคัญ ผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้สัมผัสจิตวิญญาณแห่งมอเตอร์สปอร์ตอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปีแห่งปอร์เช่ มอเตอร์สปอร์ต ในการแข่งขัน Porsche ARbox Carrera Cup Asia 2026 ณ สนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต โดยโปรแกรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟครั้งนี้เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้นำรถปอร์เช่ของตนเองลงขับบนสนามแข่งระดับเวิลด์คลาส พร้อมสัมผัสประสบการณ์เบื้องหลังการแข่งขันผ่านกิจกรรม Pit Tour และ Grid Walk รวมถึงสามารถเข้าใช้บริการ PCCA Hospitality เพื่อรับชมการแข่งขันอย่างใกล้ชิดในบรรยากาศสุดพิเศษ ตอกย้ำบทบาทของมอเตอร์สปอร์ตในฐานะรากฐานสำคัญที่หล่อหลอมนวัตกรรม สมรรถนะ และประสบการณ์การขับขี่ที่ยังคงส่งต่อสู่รถสปอร์ตปอร์เช่ทุกคันบนท้องถนนมาจนถึงปัจจุบัน

ปอร์เช่ ประเทศไทย 2

ปอร์เช่ ประเทศไทย ร่วมมอบประสบการณ์มอเตอร์สปอร์ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้แก่ลูกค้าปอร์เช่กว่า 30 ท่าน โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสบรรยากาศการแข่งขันระดับโลกอย่างใกล้ชิดในรายการปอร์เช่ เออาร์บ็อกซ์  คาร์เรร่า คัพ เอเชีย 2026 (Porsche ARbox Carrera Cup Asia 2026) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ ศึกไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรี่ส์ (Thailand Super Series) ณ สนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ตอกย้ำความมุ่งมั่นของปอร์เช่ ประเทศไทยในการส่งมอบประสบการณ์ที่เชื่อมโยงลูกค้าเข้ากับจิตวิญญาณแห่งมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของปอร์เช่มาอย่างยาวนาน

ปอร์เช่ ประเทศไทย 3

ไมเคิล เวตเตอร์ (Michael Vetter) กรรมการผู้จัดการปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดกว่า 75 ปีที่ผ่านมา มอเตอร์สปอร์ตเป็นหัวใจสำคัญของปอร์เช่ กิจกรรมในวันนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการสร้างความใกล้ชิดระหว่างลูกค้ากับปอร์เช่ ผ่านประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้ได้สัมผัสจิตวิญญาณแห่งมอเตอร์สปอร์ตของปอร์เช่อย่างใกล้ชิด พร้อมตอกย้ำว่าการเป็นเจ้าของปอร์เช่คือการได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่มีความหลงใหลร่วมกัน และการเข้าถึงประสบการณ์สุดพิเศษที่สร้างความทรงจำอันน่าประทับใจ”

ร่วมสัมผัสสุดสัปดาห์แห่งมอเตอร์สปอร์ตของปอร์เช่

ปอร์เช่ ประเทศไทย 4

ปอร์เช่ ประเทศไทย ยกระดับประสบการณ์มอเตอร์สปอร์ตให้แก่ลูกค้าคนสำคัญผ่านกิจกรรมที่ออกแบบขึ้นเพื่อให้ได้สัมผัสบรรยากาศการแข่งขันอย่างใกล้ชิดตลอดสุดสัปดาห์แห่งการแข่งขัน โดยกิจกรรมเริ่มต้นด้วยการรวมตัวของขบวนรถปอร์เช่ ณ ร้านท่าช้าง บางแสน ก่อนเคลื่อนขบวนสู่สนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต เพื่อร่วมกิจกรรมพาเหรดที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้นำรถปอร์เช่ส่วนตัวลงขับบนสนามแข่งขันจริง ซึ่งจะได้สัมผัสบรรยากาศของสนามแข่งระดับนานาชาติ บนเส้นทางเดียวกับที่นักแข่งใช้ในการแข่งขัน ยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของปอร์เช่ ในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก

ปอร์เช่ ประเทศไทย 7

เพื่อเติมเต็มประสบการณ์มอเตอร์สปอร์ตให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นลูกค้ายังได้รับสิทธิ์เข้าชมพื้นที่เบื้องหลังการแข่งขัน (Pit Walk) และพื้นที่จุดสตาร์ทก่อนการแข่งขัน (Grid Walk) อย่างใกล้ชิด โดยได้สัมผัสบรรยากาศการทำงานภายในพิท การเตรียมความพร้อมของรถแข่งและทีมงาน ตลอดจนช่วงเวลาแห่งความเข้มข้นก่อนการแข่งขันเริ่มต้น ซึ่งเปิดมุมมองสู่โลกเบื้องหลังการแข่งขันที่เป็นหัวใจสำคัญของมอเตอร์สปอร์ต นอกจากนี้ ลูกค้ายังได้รับสิทธิ์เข้าใช้บริการห้องรับรอง PCCA Hospitality ริมทะเล พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและการต้อนรับในบรรยากาศระดับพรีเมียม เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การรับชมการแข่งขันตลอดทั้งวัน

75 ปีแห่งมอเตอร์สปอร์ต รากฐานแห่งความสำเร็จของปอร์เช่

ในโอกาสครบรอบ 75 ปีแห่งปอร์เช่ มอเตอร์สปอร์ต (Porsche Motorsport) ปอร์เช่ ประเทศไทย ได้นำคาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) ในลวดลายพิเศษเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปีปอร์เช่ มอเตอร์สปอร์ต มาจัดแสดงภายในงาน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันที่เป็นส่วนหนึ่งของปอร์เช่มาตั้งแต่ปี 1951 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางความสำเร็จในวงการมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก การจัดแสดงครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าจิตวิญญาณแห่งมอเตอร์สปอร์ตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรถสปอร์ตหรือสนามแข่งเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนายนตรกรรมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ของปอร์เช่ ผ่านการผสานสมรรถนะ เทคโนโลยี และประสบการณ์การขับขี่ที่ได้รับการหล่อหลอมจากสนามแข่ง สู่การใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างลงตัว

ปอร์เช่ ประเทศไทย 6

ตลอดระยะเวลากว่าเจ็ดทศวรรษ ปอร์เช่ได้ใช้สนามแข่งเป็นพื้นที่ในการพัฒนาและพิสูจน์นวัตกรรม สมรรถนะ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ก่อนต่อยอดองค์ความรู้และประสบการณ์เหล่านั้นสู่รถยนต์สำหรับการใช้งานบนท้องถนน สะท้อนให้เห็นว่ามอเตอร์สปอร์ตไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของปอร์เช่ แต่ยังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนารถยนต์ปอร์เช่ทุกคันมาจนถึงปัจจุบัน

ติดตามกิจกรรมและประสบการณ์สุดพิเศษจากปอร์เช่ ประเทศไทย ได้ทางเฟซบุ๊ก: Porsche Thailand และ อินสตาแกรม: @porsche.thailand

 

 

“ซูซูกิ” แนะนำ “CARRY” สีใหม่ เพิ่มออฟชั่น ราคาพิเศษเพียง 375,000 บาท

0
ซูซูกิ 1

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสนับสนุนทุกก้าวความสำเร็จของผู้บริโภคชาวไทย ประกาศแนะนำรถกระบะอเนกประสงค์ขนาดเล็ก SUZUKI CARRY รุ่นปรับปรุงอุปกรณ์ล่าสุด ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปัจจุบัน รวมไปถึงการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่ส่งผลให้ราคารถยนต์มีเกณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น ซูซูกิจึงมุ่งเน้นการปรับปรุงรายละเอียดตัวรถเพื่อช่วยลดภาระต้นทุน และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงรถกระบะอเนกประสงค์รุ่นนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น สำหรับทุกการใช้งานทั้งในเชิงพาณิชย์และการใช้งานส่วนตัวในชีวิตประจำวัน โดยตัวรถยังคงรักษามาตรฐานระบบความปลอดภัยไว้อย่างครบครัน และแนะนำสีใหม่ที่ช่วยสร้างเอกลักษณ์สะท้อนตัวตนของธุรกิจอย่างมีสไตล์ ในราคาพิเศษเพียง 375,000 บาทเท่านั้น

ซูซูกิ 1

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “รถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์ขนาดเล็ก SUZUKI CARRY ยังคงเป็นอีกหนึ่งในรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่ได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการรายย่อยและเจ้าของธุรกิจทั่วประเทศ ด้วยจุดเด่นด้านความคล่องตัว ความคุ้มค่า และศักยภาพในการดัดแปลงรองรับธุรกิจได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งร้านอาหารเคลื่อนที่ ธุรกิจค้าปลีก บริการขนส่ง และธุรกิจบริการชุมชนต่างๆ ส่งผลให้ SUZUKI CARRY มียอดจำหน่ายสะสมในประเทศไทยมากกว่า 62,617 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวจนถึงเดือนมิถุนายน 2569 ตอกย้ำการเป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้าไปนั่งในใจของคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อมหรือ SME ภายใต้แนวคิด “Carry Your Dream เคียงข้างทุกเส้นทางฝัน”

ซูซูกิ 3

แม้ว่าในปัจจุบันผู้บริโภคต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน รวมถึงการปรับเปลี่ยนของโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อรถกระบะบรรทุกขนาดเล็ก ซูซูกิจึงตั้งใจให้ SUZUKI CARRY เป็นคำตอบของความคุ้มค่าที่สามารถจับต้องได้จริง โดยยังคงรักษามาตรฐานราคาและความคุ้มค่าที่ดีที่สุดไว้ เพื่อให้ SUZUKI CARRY เป็นพาร์ทเนอร์ในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนและต่อยอดธุรกิจให้แก่ลูกค้าได้อย่างมั่นใจ

ซูซูกิ 2

สำหรับ SUZUKI CARRY รุ่นปรับปรุงอุปกรณ์ล่าสุด ได้รับการออกแบบรายละเอียดที่มุ่งเน้นการปรับรูปลักษณ์และองค์ประกอบบางส่วน เพื่อเปิดพื้นที่และมอบอิสระสูงสุดให้แก่ผู้ประกอบการในการนำรถไปตกแต่งหรือดัดแปลงตามดีไซน์ของแบรนด์ตนเองได้อย่างเต็มพิกัด โดยมีการปรับปรุงอุปกรณ์พร้อมดีไซน์ตัวรถให้เรียบง่ายและยืดหยุ่นต่อการตกแต่งยิ่งขึ้น ด้วยกันชนหน้าสีเดียวกับเนื้อวัสดุ ทนทานต่อการใช้งาน พร้อมรองรับการทำสีหรือตกแต่งเพิ่มเติมได้อย่างง่ายดาย ไม่มีสติกเกอร์ CARRY บริเวณประตูหน้าและสติกเกอร์ SUZUKI บริเวณกระบะท้าย รวมถึงไม่ติดตั้งแผงกั้นเหล็กหลังห้องโดยสาร และเครื่องเล่นวิทยุ MP3 จากโรงงาน เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ประกอบการยุคปัจจุบันที่นิยมนำรถไปดัดแปลงและติดตั้งอุปกรณ์ตามความต้องการ ตอบโจทย์รูปแบบการทำธุรกิจของผู้ประกอบการได้อย่างตรงจุด

ซูซูกิ 5

ทั้งนี้ ด้านสมรรถนะและการบรรทุกอันเป็นหัวใจหลักของ SUZUKI CARRY ยังคงเปี่ยมด้วยคุณภาพ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน K15B ความจุ 1,462 ซี.ซี. ให้พละกำลังสูงสุด 97 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 135 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ รองรับน้ำมันเชื้อเพลิง E20 โดดเด่นด้วยกระบะบรรทุกแบบเรียบ ผลิตจากแผ่นเหล็กเสริมกัลวาไนซ์ที่เพิ่มความแข็งแกร่งทนทาน มีคุณสมบัติป้องกันสนิมและลดการสึกกร่อนอย่างดี สามารถเปิดได้ทั้ง 3 ด้าน ช่วยให้การเคลื่อนย้ายสิ่งของขึ้น-ลงเป็นเรื่องง่าย อีกทั้งยังช่วยให้การขนถ่ายสัมภาระสะดวกมากขึ้น ด้วยระยะความสูงจากพื้นถึงท้ายกระบะ 750 มม. รองรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุดถึง 945 กิโลกรัม มิติตัวรถมีความยาว 4,195 มม. ความกว้าง 1,765 มม. ความสูง 1,870 มม. และมีรัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 4.4 เมตร มอบความคล่องตัวสูงสุดในการขับขี่ในพื้นที่จำกัด

 

SUZUKI CARRY ยังคงให้ความคุ้มค่า และให้ความสำคัญในด้านความปลอดภัยแก่ผู้ขับขี่อย่างเต็มเปี่ยม ด้วยระบบเบรก ABS ช่วยป้องกันการลื่นไถล ขณะเบรกกะทันหัน พร้อมระบบ Engine Drag Control ที่ช่วยรักษาความเร็วของล้อหน้าและล้อหลังให้สมดุลกัน มอบความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยช่วงล่างด้านหน้าแบบแม็กเฟอร์สันสตรัท และระบบกันสะเทือนด้านหลังแบบคานแข็งพร้อมแหนบ 5 ชั้น รองรับการบรรทุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมล้อและยางขนาด 165/80R13

ซูซูกิ 6

ภายในห้องโดยสารโทนสีเทาดำออกแบบให้กว้างขวาง พร้อมระบบปรับอากาศ ช่องเก็บของอเนกประสงค์ช่วยให้เก็บของในห้องโดยสารสะดวกสบายยิ่งขึ้น เบาะนั่งคนขับรองรับสรีระในทุกองศาการขับขี่ สามารถปรับเลื่อนได้ถึง 105 มิลลิเมตร ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้าช่วยผ่อนแรงในการควบคุมรถ อุ่นใจยิ่งขึ้นด้วยเข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด จำนวน 2 ตำแหน่ง พร้อมระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer ป้องกันการโจรกรรมได้อย่างดีเยี่ยม

SUZUKI CARRY รุ่นปรับปรุงอุปกรณ์นี้ พร้อมส่งมอบโอกาสให้กับลูกค้า ในราคาพิเศษ 375,000 บาท มีสีให้เลือกตั้งแต่สีขาว Superior White พร้อม 2 สีใหม่ล่าสุด สีเทา Silky Silver Metallic และสีดำ Solid Real Black พร้อมฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และรับประกันคุณภำพรถยนต์ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (เงื่อนไขตามระยะอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

การปรับรายละเอียดผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ ตอกย้ำให้ SUZUKI CARRY เป็นต้นแบบของรถกระบะอเนกประสงค์ที่สามารถดัดแปลงใช้งานในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงการประกอบธุรกิจ ทั้งในรูปแบบ Goods Truck และ Service Truck พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จร่วมกับลูกค้าด้วยความจริงใจ และสะท้อนถึงปรัชญาการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ที่ซูซูกิมุ่งมั่นสื่อสารและพัฒนางานบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าอย่างทันท่วงที มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม พัฒนาธุรกิจ ควบคู่ไปกับการเติบโตเคียงข้างชุมชนและสังคมไทยอย่างยั่งยืน

 

“ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง” คว้า 5 ถ้วย จากสนามสุดหินบางแสน สตรีท เซอร์กิต

0
ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง 1

ทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง หรือ FTR สร้างผลงานสุดเร้าใจในรายการแข่งรถทางเรียบ ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2026 สนาม 4-5 ณ บางแสน สตรีท เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี ด้วยการคว้า 5 ถ้วยรางวัล จากสนามสุดหินที่เต็มไปด้วยโค้งสุดท้าทายเลียบหาด ท่ามกลางกองเชียร์เกือบ 300 คน ทั้งพนักงานฟอร์ด ลูกค้ารถฟอร์ด และพันธมิตร ที่มาแสดงพลังสีน้ำเงินร่วมเชียร์ทีม FTR อย่างคับคั่งติดขอบสนามในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง 2

สำหรับการแข่งขันสนามที่ 4-5 ระหว่างวันเสาร์และอาทิตย์ แซนดี้ เคราแก้ว สตูวิค ขับรถฟอร์ด เรนเจอร์ หมายเลข 3 โชว์ฟอร์มสุดร้อนแรง ยืนโพเดียมทั้ง 2 วัน คว้าไป 4 รางวัล โดยในสนามที่ 4 แม้ต้องออกสตาร์ทจากอันดับรองสุดท้ายที่ 27 หลังจากพบปัญหาทางเทคนิคระหว่างรอบควอลิฟาย อย่างไรก็ดี สภาพพื้นถนนแข่งที่เปียกลื่นหลังฝนที่ตกหนักในช่วงเช้าก่อนเริ่มแข่งก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค ซึ่งแซนดี้อาศัยจังหวะแซงคู่แข่งได้อย่างมีกลยุทธ์ตลอดการแข่ง และโชว์สมรรถนะการเกาะถนนที่แน่นหนึบและเข้าโค้งอย่างเฉียบคมของรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ จนทำให้ทะยานจากอันดับท้าย แซงคู่แข่งขึ้นมาได้ 25 ลำดับ สู่การคว้ารางวัลชนะเลิศในคลาสเอ พร้อมรับรางวัลอันดับที่ 2 Overall สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้ชมเป็นอย่างมาก ในสนามที่ 5 แซนดี้โชว์ฟอร์มดีไม่มีตก หลังจากออกตัวในกริดที่ 4 แสดงทักษะการขับที่มากประสบการณ์ในการเข้าโค้งของสนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต คว้าไปอีก 2 รางวัล คือ รางวัลที่ 2 ในคลาสเอ และรางวัลที่ 2 Overall

ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง 3

ด้าน บูม-กันตธีร์ กุศิริ ที่ลงแข่งด้วยรถฟอร์ด เรนเจอร์ หมายเลข 18 ทำผลงานรอบควอลิฟายได้ดีที่สุด ออกตัวในสนามที่ 4 ตำแหน่งแรก โชว์ทักษะการขับรถแข่งที่สั่งสมจากสนามระดับโลกและประเทศไทย นำคู่แข่งทั้งตารางอย่างไม่มีหลุดแม้แต่โค้งเดียว แม้จะต้องถ่วงน้ำหนัก 90 กิโลกรัมตามข้อกำหนดของรายการ และทำเวลาได้เร็วที่สุดในสนาม (Best time) ที่ 2:05:483 สร้างเสียงฮือฮาแก่แฟนมอเตอร์สปอร์ตให้ประจักษ์ในความสามารถเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความผิดพลาดของระบบเผาไหม้ในสภาพอากาศเย็นชื้นของเช้าวันเสาร์ จึงถูกปรับเพิ่มเวลา ส่งผลให้ตกไปอยู่ในอันดับที่ 6 คลาสเอ และที่ 8 Overall สำหรับสนามที่ 5 หลังบูม-กันตธีร์ออกสตาร์ทจากกริดที่ 8 ก็พบกับอุบัติเหตุหลังประลองความเร็วในสนามแล้ว 8 รอบ และด้วยความท้าทายในการเตรียมความเรียบร้อยของสนาม การแข่งขันจึงจำเป็นต้องยุติลง ก่อนที่จะคว้ารางวัลอันดับที่ 4 ในคลาสเอ ไปครองได้สำเร็จ

ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง 4

สำหรับ เบสท์-ธณพล ชูเจริญผล ที่ลงแข่งด้วยรถฟอร์ด เรนเจอร์ หมายเลข 15 ออกตัวสนามที่ 4 จากตำแหน่งที่ 22 หลังพบอุบัติเหตุระหว่างรอบควอลิฟาย แต่ด้วยสปิริตของทีมพัฒนารถและทีมช่าง ทำให้สามารถปรับจูน พร้อมลงแข่งได้ทัน โดยหลังจากที่ เบสท์-ธณพล กดคันเร่ง โชว์สมรรถนะการเข้าโค้งที่น่าตื่นเต้น แซงคู่แข่งได้ถึง 10 คัน ระหว่างการแข่งเพียง 3 รอบสนาม พุ่งจากอันที่ 22 ไปอยู่ในอันดับที่ 12 ก่อนเสียหลักเล็กน้อยจากคันข้างหน้าและพื้นถนนที่ลื่น สไลด์ชนขอบกำแพงจนต้องขับเข้าพิทไม่สามารถจบการแข่งขันได้ และด้วยความร่วมมืออย่างไม่ย่อท้อของทีมองค์โด้ มอเตอร์สปอร์ต และทีม FTR เบสท์-ธณพล สามารถนำรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ หมายเลข 15 กลับมาออกตัวในลำดับที่ 26 ในสนามที่ 5 พร้อมแสดงฝีมือการขับที่เร้าใจราวสายฟ้าฟาด ไต่อันดับแซงคู่แข่งถึง 15 คัน ก่อนที่การแข่งขันจำเป็นต้องสิ้นสุดลง โดยจบอันดับที่ 9 ในคลาส 10 Overall

ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง 6

“ฟอร์ด ประเทศไทย รู้สึกตื่นเต้นและภูมิใจเป็นอย่างยิ่งกับผลงานของทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นบททดสอบสำคัญของทั้งรถ นักแข่ง และทีมงาน ด้วยความท้าทายของโค้งที่ซับซ้อนและสภาพพื้นถนนที่คาดการณ์ได้ยาก ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงสปิริตของการทำงานเป็นทีม ตั้งแต่การปรับจูนรถอย่างลงตัว และทักษะการขับระดับสูงของนักแข่ง ซึ่งไม่เพียงเป็นชัยชนะของทีมแข่งเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำสมรรถนะของรถฟอร์ด เรนเจอร์ เครื่องยนต์ วี6 ทรงพลัง ที่ถ่ายทอดดีเอ็นเอความแกร่งเดียวกับที่อยู่ในรถฟอร์ด ที่ลูกค้าใช้ในชีวิตประจำวัน” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ดประเทศไทย กล่าว

ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง 8

“นิสสัน” ส่งต่อสิทธิพิเศษ “Friend Get Friend” ชวนลูกค้าแนะนำเพื่อน รับสิทธิพิเศษรวมมูลค่า 10,000 บาท

0
Nissan 1

นิสสัน ประเทศไทย เดินหน้าส่งมอบประสบการณ์ที่ดี และคุ้มค่าให้กับลูกค้าคนสำคัญ ผ่านแคมเปญส่งต่อสิทธิพิเศษ “Friend Get Friend” ชวนลูกค้านิสสันร่วมแนะนำเพื่อนหรือคนรู้จักให้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนิสสัน พร้อมรับสิทธิประโยชน์สุดคุ้มรวมมูลค่า 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1–31 กรกฎาคม 2569

ภายใต้แคมเปญดังกล่าว ลูกค้านิสสันปัจจุบันที่แนะนำเพื่อนให้มาซื้อรถยนต์นิสสัน จะได้รับคูปองมูลค่า 5,000 บาท สำหรับซื้อสินค้าหรือใช้เป็นส่วนลดค่าใช้จ่ายด้านบริการหลังการขาย (Aftersales) ณ โชว์รูม และศูนย์บริการนิสสันที่ร่วมรายการทั่วประเทศ อาทิ ค่าบำรุงรักษา อะไหล่ หรืออุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์

ขณะเดียวกัน เพื่อนผู้ได้รับการแนะนำจะได้รับส่วนลดเพิ่ม 5,000 บาท เมื่อจองและออกรถยนต์นิสสันที่ร่วมรายการ ครอบคลุมทั้งรถยนต์เทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ได้แก่ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ นิสสัน         เอ็กซ์เทรล อี-พาวเวอร์ ใหม่ และนิสสัน เซเรน่า อี-พาวเวอร์ ใหม่ ตลอดจนรถยนต์นั่ง และรถกระบะนิสสัน (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

แคมเปญส่งต่อสิทธิพิเศษ “Friend Get Friend” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของนิสสันในการดูแลลูกค้าทั้งปัจจุบัน และลูกค้าใหม่ ผ่านการส่งมอบสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่า ควบคู่กับการสร้างความประทับใจตลอดเส้นทางการเป็นเจ้าของรถยนต์นิสสัน เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ และบริการหลังการขาย

สำหรับลูกค้าที่สนใจ สามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ที่ลิงก์ : https://bit.ly/4elw7am 

 

“เชอรี” ชวนคนรุ่นใหม่โชว์พลังสร้างสรรค์ ใน “Chery Q Thai Qute Companion Contest” ออกแบบคาแรกเตอร์ไทยสู่เวทีโลก ชิงรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท

0
เชอรี 1

เชอรี (CHERY) ประเทศไทย แบรนด์ยานยนต์ชั้นนำ เดินหน้ารุกตลาดคนรุ่นใหม่และสร้างพื้นที่แห่งความสร้างสรรค์ ประกาศเปิดตัวกิจกรรม “Chery Q Thai Qute Companion Contest” เชิญชวนนิสิต นักศึกษา ดีไซเนอร์ และบุคคลทั่วไปที่มีใจรักการออกแบบ ร่วมปลดปล่อยไอเดียสร้างสรรค์คาแรกเตอร์สุดปังให้กับ CHERY Q รถยนต์ไฟฟ้าที่ครบ คุ้มค่า และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

โดยกิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อค้นหาและต้อนรับ “เพื่อนใหม่” หรือ “Companion” ที่จะมาร่วมเดินทางและเป็นตัวแทนส่งต่อความสุขร่วมกับรถ CHERY Q ภายใต้คอนเซปต์ “The Best Companionship” หรือ “เพื่อนคู่ใจที่ดีที่สุด” โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าประกวดถ่ายทอดแนวคิดและแรงบันดาลใจผ่านการออกแบบคาแรกเตอร์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทย เพื่อเฟ้นหาผลงานที่สามารถถ่ายทอดความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้ใช้งาน และครองใจคนไทยได้มากที่สุด

มร. จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ เชอรี ประเทศไทย กล่าวว่า “CHERY Q คือรถไฟฟ้าที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเพื่อนคู่ใจของคนรุ่นใหม่ แคมเปญ ‘Chery Q Thai Qute Companion Contest’ จึงเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ผ่านคาแรกเตอร์ที่สะท้อนความเป็นไทย ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท และผลงานที่ได้รับการคัดเลือกยังได้รันการพัฒนาเป็นหนึ่งในแก๊ง ‘Qute Companion’ ซึ่งจะร่วมเดินทางไปกับ CHERY Q ในตลาดทั่วโลก”

รายละเอียดและกำหนดการกิจกรรม

  • ระยะเวลาเปิดรับสมัครและส่งผลงาน : ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2569
  • กำหนดการประกาศผลรางวัล : วันที่ 17 กันยายน 2569 ทาง Facebook Page: Chery Thailand
  • กติกาการเข้าร่วม : ผู้ส่งผลงานสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติและเงื่อนไขการประกวดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/4eX45BE
  • ช่องทางการสมัครและส่งผลงาน: https://forms.gle/d3PAVBzbGYq2tKdr5

หมายเหตุ: เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสาร พร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: Chery Thailand

 

 

“BYD SEAL 6” เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ Standard รถยนต์ไฟฟ้า Comfort SEDAN ที่ครบครัน ในราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น

0
เรเว่ 2

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานใหม่ บีวายดี และ เดนซ่า อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ เสริมความแกร่งให้กับ BYD SEAL 6 ด้วยการเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ Standard ซึ่งยังคงความเป็นรถยนต์ไฟฟ้า Comfort SEDAN ที่ผสานความสะดวกสบาย และสมรรถนะการขับขี่ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เช่นเดียวกับรุ่นย่อย Premium และ Dynamic แต่เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น โดยที่ยังเพียบพร้อมด้วยรูปลักษณ์ Premium และอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน ทั้งยังมอบสมดุลแห่งการขับขี่ในแบบฉบับของรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลัง รวมถึงมั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพของ BYD Blade Battery   

เรเว่ 2

ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฟฟ้า มาพร้อม BYD Blade Battery ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วทั่วโลก

BYD SEAL 6 Standard มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลัง ซึ่งมอบสมดุลการขับขี่ที่เหนือกว่า ให้กำลังสูงสุด 95 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร ทำอัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 12.5 วินาที ทั้งยังมี BYD Blade Battery ขนาด 46.08 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของความปลอดภัยและสมรรถนะ โดยผู้ใช้งานทั่วโลก ขับขี่ได้เป็นระยะทางสูงสุด 410 กิโลเมตร* รองรับการชาร์จ DC กำลังสูงสุด 80 กิโลวัตต์ และมาพร้อมระบบ VtoL (Vehicle to Load) จ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกได้อย่างสะดวกสบาย

อุปกรณ์มาตรฐานครบครัน ทั้งภายนอกและภายใน

เรเว่ 3

BYD SEAL 6 Standard รถยนต์ไฟฟ้า Comfort SEDAN ที่คุ้มค่าด้วยอุปกรณ์มาตรฐานครบครัน ภายนอกติดตั้งไฟหน้าแบบ LED พร้อมระบบเปิดปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ไฟท้ายเป็นแบบ LED โดดเด่นด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ทั้งยังมีระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ และกระจกมองข้างปรับองศาไฟฟ้าพร้อมพับไฟฟ้า พร้อมบ่งบอกตัวตนของคุณผ่าน 3 สีตัวถังซึ่งมีให้เลือก ทั้งสีขาว Horizon White, สีดำ Quantum Black และ สีเทา Harbour Grey

เปิดประสบการณ์ความสะดวกสบายไปกับห้องโดยสาร ที่เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ทั้งระบบปรับอากาศแบบ 2 โซน และ เบาะหุ้มหนังสังเคราะห์ เพลิดเพลินไปกับหน้าจอสัมผัสระบบมัลติมีเดีย ขนาด 12.8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay® และ Android Auto™ ทำงานร่วมกับลำโพง 6 ตำแหน่ง เพิ่มอรรถประโยชน์ด้วย พนักพิงเบาะโดยสารด้านหลังพับแบบ 60/40 BYD SEAL 6 Standard ยังยกระดับประสบการณ์การขับขี่ ด้วยพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชันและหุ้มหนังสังเคราะห์ ที่จับกระชับมือ และหน้าจอเรือนไมล์ขนาด 8.8 นิ้ว แสดงผลชัดเจนและอ่านค่าได้ง่าย

มั่นใจในทุกเส้นทาง ด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย

เรเว่ 4

BYD SEAL 6 Standard ให้คุณขับขี่อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์ ด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย หยุดรถเต็มประสิทธิภาพด้วย ระบบช่วยเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) และ ระบบช่วยกระจายแรงเบรกอัจฉริยะ (HBA) เพิ่มความมั่นคงในทุกการควบคุม แม้อยู่บนถนนเปียกลื่นหรือขณะเข้าโค้งผ่าน ระบบช่วยป้องกันการลื่นไถลขณะขับขี่ (TCS), ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ (ESC) และ ระบบควบคุมการทรงตัวของตัวรถขณะเข้าโค้ง (VDC)  นอกจากนั้น BYD SEAL 6 Standard ยังพร้อมปกป้องผู้โดยสารทุกที่นั่ง ด้วยถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง

BYD SEAL 6 Standard ในราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมข้อเสนอพิเศษมากมาย

เรเว่ 7

BYD SEAL 6 ให้คุณเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้นในราคาเริ่มต้น 799,900 บาท ทั้งยังมีข้อเสนอสุดพิเศษมากมายรวมมูลค่าสูงสุดมากกว่า 50,000 บาท** ให้กับลูกค้าที่ออกรถภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 โดยมีทั้ง

ฟรี แพ็กเกจการรับประกันตลอดอายุการใช้งาน Lifetime Warranty มูลค่า 50,000 บาท**

รับสิทธิ์ซื้อ โฮมชาร์จเจอร์ยี่ห้อ ZHIDA พร้อมบริการติดตั้ง ในราคาพิเศษ 10,000 บาท**

ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. 1 ปี**

ฟรี ฟิล์มเซรามิก XUV Max III Film พร้อมบริการติดตั้ง**

พบกับ BYD SEAL 6 รุ่นย่อยใหม่ Standard พร้อมสัมผัสยนตรกรรมพลังงานใหม่มากคุณภาพจาก บีวายดี ได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ บีวายดี และ เดนซ่า ใกล้บ้านท่านทั้ง 175 สาขาทั่วประเทศ ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมของรถยนต์ บีวายดี ทุกรุ่นได้ที่ reverautomotive.com พร้อมติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวได้ที่ Official Facebook Page: BYD RÊVER Thailand และ DENZA RÊVER Thailand

เป็นไปตามมาตรการทดสอบตามมาตรฐาน NEDC ระยะทางจริงอาจปรับเปลี่ยนได้ตามปัจจัยต่างๆ เช่น พฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล น้ำหนักบรรทุก สภาพการจราจร และอื่นๆ

เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯ กำหนด

 

“New AVATR 11” ยกระดับสมรรถนะช่วงล่าง MR Suspension เคาะราคาเริ่มต้น 2,299,000 บาท

0
New AVATR 11 1

AVATR ประเทศไทย ผู้นำยนตรกรรมไฟฟ้าอัจฉริยะระดับไฮเอนด์ สุนทรียภาพแห่งอนาคต ในเครือ CHANGAN Automobile หรือ ฉางอาน ผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) เดินหน้ายกระดับมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประกาศเปิดราคาอย่างเป็น ทางการของ New AVATR 11 โฉมใหม่ ที่ได้รับการอัปเกรดครั้งสำคัญ ด้วยการนำเทคโนโลยีช่วงล่างไฟฟ้าแม่เหล็ก (MR Suspension) จากรุ่น AVATR 11 Royal Edition มาเป็นมาตรฐานใหม่ของ AVATR 11 เพื่อมอบสมรรถนะ การขับขี่ที่ทรงพลัง แม่นยำ และหนักแน่นยิ่งขึ้นในทุกสภาพถนน New AVATR 11 โฉมใหม่ พร้อมวางจำหน่าย แล้วในราคาเริ่มต้น 2,299,000 บาท ในรุ่น Ultra และ 2,499,000 บาท สำหรับรุ่น Ultra AWD

นอกเหนือจากสมรรถนะที่เหนือชั้น New AVATR 11 โฉมใหม่ยังคงยึดมั่นในปรัชญาการออกแบบ “Emotive Luxury” ที่ได้รับการออกแบบโดยศิลปินนักออกแบบระดับโลกจากศูนย์ออกแบบประเทศเยอรมัน อันเป็นดีเอ็นเอหลักของ AVATR ทุกรุ่น ที่ให้น้ำหนักกับความรู้สึกและสุนทรียภาพไม่แพ้นวัตกรรม สู่ภาษาการออกแบบที่เรียบง่าย แต่โดดเด่น ในทุกสัมผัส ปรัชญานี้ได้รับการยอมรับในระดับสากลด้วยรางวัล ทำให้ New AVATR 11 ได้รับ iF Design Award ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่ผสานงานดีไซน์ ศิลปะ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

จุดเปลี่ยนสำคัญที่เป็นไฮไลท์ของ New AVATR 11 โฉมใหม่อยู่ที่ระบบช่วงล่างที่นำคุณสมบัติอันโดดเด่นของ AVATR 11 Royal Edition มาใช้กับ New AVATR 11 ทุกรุ่น  โดยเปลี่ยนจากเดิมที่เป็นช่วงล่างอิสระแบบ MacPherson Strut ด้านหน้า และ Multi-link ด้านหลัง มาใช้เทคโนโลยีช่วงล่างไฟฟ้าแม่เหล็ก Magnetorheological Suspension (MR Suspension) แบบเดียวกับที่ใช้ในรถซูเปอร์คาร์ระดับโลก โดยระบบคอมพิวเตอร์จะปรับความหน่วงของโช้กอัพ แต่ละล้อแบบเรียลไทม์ในระดับ 1,000 ครั้งต่อวินาที ให้เข้ากับสภาพผิวถนนและการเข้าโค้งได้ทันที ช่วยให้ได้ทั้งความ นุ่มนวลในการซับแรงกระแทกและความเสถียรภาพในระดับความเร็วสูง พร้อมระบบควบคุมแรงบิดอัจฉริยะที่กระจาย แรงขับสู่ล้อแบบเรียลไทม์ยกระดับทั้งอัตราเร่งและการควบคุมรถให้เหนือชั้นกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน

ภายในห้องโดยสาร New AVATR 11 โฉมใหม่ยังคงมอบความหรูหราระดับพรีเมียมในทุกรายละเอียด จากตกแต่งด้วย เบาะหนังแท้ Nappa คอนโซลกลางและที่วางแขนหุ้มด้วยวัสดุเนื้อนุ่ม พร้อมไฟบรรยากาศภายในห้องโดยสารแบบ Emotional Vortex ที่ปรับเปลี่ยนสีและจังหวะได้ หน้าจออินโฟเทนเมนต์ส่วนกลางขนาด 15.6 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมหลังคากระจกพาโนรามาขนาดใหญ่ เคลือบสารป้องกันรังสี UV เพื่อการเดิน ทางที่ทั้งหรูหราและผ่อนคลายในทุกอารมณ์

ด้านแบตเตอรี่ New AVATR 11 โฉมใหม่ ใช้แบตเตอรี่ขนาด 116.79kWh วิ่งได้ไกลสุด 680 กม. (NEDC) รองรับ การชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง DC กำลังสูงสุด 240 kW จาก 30-80% ภายในเวลาเพียง 25 นาที และชาร์จไฟฟ้า กระแสสลับ AC กำลังสูงสุด 11 kW พร้อมรองรับฟังก์ชัน V2L จ่ายกระแสไฟให้กับอุปกรณ์ภายนอกได้ และระบบดึง พลังงานจากการเบรกกลับมาใช้ใหม่ (Regenerative Braking) และยังมีรุ่น Ultra AWD ที่สามารถทำความเร็ว 0-100กิโลเมตรต่อวินาที ภายใน 4.8 วินาที

นาย จาง เฉินเฉียง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ AVATR บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซาท์อีส เอเชีย จำกัด กล่าวว่า “AVATR ไม่ได้มุ่งมั่นที่จะเป็นเพียงรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การเดินทางเท่านั้น แต่คือ ยนตรกรรมที่ส่งมอบ สิ่งที่พิเศษยิ่งกว่า ภายใต้ปรัชญาการออกแบบที่โดดเด่นและล้ำสมัย ทำให้ผู้ขับขี่ดูโดดเด่นและแตกต่างเหนือใคร และเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ระดับพรีเมียมให้กับทุกคน เราจึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนระบบช่วงล่างของ New AVATR 11 โดยนำเทคโนโลยีล่าสุดมาใช้เพื่อการันตีประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับลูกค้าทุกท่าน อีกทั้งยังมาพร้อมกระจกหลังแบบ Privacy Glass กระจังหน้าแบบใหม่และเพิ่มความสปอร์ตยิ่งขึ้น และยังมีระบบ น้ำหอมอัจริยะ ยกระดับห้องโดยสารสุดหรูอีกด้วย”

นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าคนพิเศษของ AVATR ทุกท่าน บริษัทฯ ได้เตรียมการอัปเกรดซอฟต์แวร์ผ่านระบบ OTA ครั้งใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดย AVATR 07 ทุกคันจะได้รับสิทธิพิเศษในการอัป เกรดซอฟต์แวร์ผ่านระบบ OTA ใหม่ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้

สำหรับผู้ที่สนใจ New AVATR 11 โฉมใหม่ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.avatr.co.th หรือโชว์รูม AVATR ทั่วประเทศ

 

 

“ฮอนด้า” ชวนคุณสัมผัสประสบการณ์สุด “WOW” กับ Honda Civic e:HEV ใหม่ และครั้งแรกกับ Honda S+ Shift ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์ สมัครด่วน! 3 – 12 ก.ค. 2569 จำนวนจำกัด

0
Honda 1

(บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ชวนลูกค้าสัมผัสประสบการณ์สุด WOW ไปกับ Honda Civic e:HEV ใหม่ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Honda S+ Shift ก่อนใคร พลัสทุกการเร่งให้เร้าใจยิ่งกว่าเดิม ผ่านกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ 2 วัน 1 คืน ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ สนามแข่งรถมาตรฐานระดับโลก ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดกิจกรรม จำนวนจำกัดเพียง 60 สิทธิ์* (สิทธิ์ละ 2 ท่าน ผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือก สามารถพาผู้ติดตามที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี มาร่วมกิจกรรมได้ 1 ท่าน สงวนสิทธิ์การทดลองขับเฉพาะผู้สมัครเท่านั้น สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาร่วมกิจกรรม ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้รับผิดชอบด้วยตนเอง) โดยสามารถสมัครร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 3 – 12 กรกฎาคม 2569 และประกาศรายชื่อผู้ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ผ่าน Honda Thailand LINE Official Account (@honda-thailand)

กิจกรรมแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ผู้สมัครสามารถเลือกได้ โดยกลุ่มที่ 1 วันที่ 22 – 23 กรกฎาคม 2569 และกลุ่มที่ 2 วันที่ 23 – 24 กรกฎาคม 2569 พิเศษ! ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้สัมผัสรถยนต์ฮอนด้าในหลากหลายรุ่นผ่านกิจกรรมนี้อีกด้วย

ติดตามภาพบรรยากาศกิจกรรมสุดมันส์ได้ทุกช่องทางโซเชียลมีเดีย Honda Thailand พร้อมอัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่

  • เว็บไซต์: honda.co.th
  • Facebook Official Account: Honda Thailand
  • LINE Official Account: @honda-thailand

“เอ็มจี” ขอบคุณกระแสตอบรับล้นหลามจากลูกค้า  พร้อมเริ่มทยอยส่งมอบ NEW MG URBAN ให้กับลูกค้ากลุ่มแรก

0
เอ็มจี 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เริ่มทยอยส่งมอบ NEW MG URBAN รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ให้แก่ลูกค้ากลุ่มแรก หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการและได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้บริโภคชาวไทย ด้วยจุดเด่นด้านฟังก์ชันที่ SMART และใช้งานได้ง่าย ตอบโจทย์ผู้ใช้ชาวไทย (EASY) ภายในระยะเวลาอันสั้น NEW MG URBAN สามารถสร้างยอดจองสะสมทะลุ 3,000 คัน สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อยนตรกรรมไฟฟ้ารุ่นใหม่ของเอ็มจี ทั้งในด้านการออกแบบ เทคโนโลยี ความคุ้มค่า และสมรรถนะที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันความสำเร็จดังกล่าวตอกย้ำความมุ่งมั่นของเอ็มจีในการนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ที่ทันสมัย พร้อมเดินหน้าส่งมอบประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าถึงได้ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

เอ็มจี 2

NEW MG URBAN ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “LIFE EASY” เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตในเมืองให้สะดวก คล่องตัว และมั่นใจยิ่งขึ้น ผ่านการออกแบบที่คำนึงถึงการใช้งานจริงในทุกวัน ทั้งการจอดและการขับขี่ที่ง่ายขึ้นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ อาทิ Smart Parking Assist และ Remote Auto Parking รวมถึงระบบช่วยขับขี่ ADAS ระดับ L2 พร้อมรองรับการเดินทางที่หลากหลายด้วยระยะทางสูงสุด 530 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC) สะดวกสบายด้วยห้องโดยสารกว้างขวางและเทคโนโลยีเชื่อมต่ออัจฉริยะที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ตอกย้ำความมั่นใจด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP และ ANCAP พร้อม EV LIFETIME WARRANTY การรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน โดยไม่จำกัดระยะทางและผู้ครอบครองรถ

เอ็มจี 3

มร. ต๋า เซินเซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว NEW MG URBAN ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้าชาวไทยมีต่อแบรนด์เอ็มจี และสะท้อนถึงความสนใจที่มีต่อ NEW MG URBAN นับตั้งแต่ก่อนเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง เราขอขอบคุณลูกค้าชาวไทย และสื่อมวลชนทุกท่านที่ให้การตอบรับรถรุ่นนี้เป็นอย่างดี จนสามารถสร้างยอดจองได้กว่า 3,000 คัน ภายในช่วงเวลาอันสั้น ความสำเร็จของ NEW MG URBAN สะท้อนแนวทางของ เอ็มจี ในนำนวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation) มาพัฒนายานยนต์ที่เข้าใจและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวไทย (Thai Passion) ผ่านการออกแบบที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด พร้อมผสานเทคโนโลยีและมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อมอบความมั่นใจและความคุ้มค่าในทุกมิติ จากกระแสตอบรับที่เกินความคาดหมาย ปัจจุบันเราได้เร่งกำลังการผลิต พร้อมบริหารจัดการทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น และวางแผนการส่งมอบรถในทุกรุ่นย่อยให้รวดเร็วที่สุด เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ NEW MG URBAN โดยเร็วที่สุด”

เอ็มจี 4

 

เอ็มจี 6

เอ็มจี 7

สำหรับผู้ที่สนใจ NEW MG URBAN สามารถสัมผัสประสบการณ์การขับขี่จริงผ่านการทดลองขับได้แล้วที่ผู้จำหน่ายรถยนต์ เอ็มจี ทั่วประเทศ พร้อมติดตามกิจกรรมโรดโชว์ในหลากหลายจังหวัดทั่วประเทศ และข้อเสนอพิเศษเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/MGcarsThailand

เอ็มจี 8

เอ็มจี 9

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

“มาสด้า” พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำในการสร้างประสบการณ์ลูกค้า ถ่ายทอด Mazda Signature Experience สู่การปฏิบัติจริงทั่วประเทศ

0
มาสด้า 1

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย เดินหน้าสานต่อกลยุทธ์ด้านการบริการลูกค้าอย่างเป็นรูปธรรม Customer Experience จัดงาน Mazda National Dealer Manager Seminar 2026 ภายใต้ธีม “One Passion, Crafting Mazda Signature Experience For All Customers” ผสานพลังผู้บริหารและทีมบริหารจากผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ร่วมขับเคลื่อนแนวคิด Mazda Signature Experience เพื่อถ่ายทอดคุณค่าและปรัชญาของแบรนด์สู่ทุกประสบการณ์ให้ลูกค้าได้สัมผัส พร้อมยกระดับมาตรฐานการส่งมอบประสบการณ์ในแบบฉบับของมาสด้าให้เป็นหนึ่งเดียวตลอดเส้นทาง Customer Journey ผ่านการทำงานอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้ทุกช่วงเวลาที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์มาสด้า ต้องเต็มเปี่ยมด้วยความประทับใจและทรงคุณค่าที่สัมผัสได้อย่างแท้จริง   

มาสด้า 2

การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าในการผลักดันแนวคิดด้าน Customer Experience ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยหลอมรวมการทำงานของทุกภาคส่วนให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่มีมาตรฐานเดียวกันในทุกโชว์รูมและทุกศูนย์บริการทั่วทั้งประเทศ ร่วมกันสร้างความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และความผูกพันในระยะยาวระหว่างลูกค้ากับแบรนด์มาสด้าอย่างยั่งยืน

มาสด้า 3

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การดำเนินงานครั้งนี้ ได้พัฒนาต่อยอดจากแนวคิด “Drive Customer Experience Forward” ที่มาสด้าได้วางรากฐานไว้เมื่อปี 2568 ที่มุ่งสร้างความเข้าใจร่วมกันทั่วทั้งองค์กรและเครือข่ายผู้จำหน่าย โดยการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางของทุกการดำเนินงาน (Customer-Centricity) โดยในปี 2569 มาสด้าได้ก้าวสู่ระยะต่อไปของการขับเคลื่อนกลยุทธ์ ด้วยการนำแนวคิดดังกล่าวสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมผ่าน Mazda Signature Experience เพื่อถ่ายทอดคุณค่าและเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้เกิดขึ้นจริงในทุกจุดสัมผัสตลอดเส้นทางของลูกค้า”

มาสด้า 4

“การยกระดับครั้งนี้ไม่เพียงมุ่งสร้างความพึงพอใจสูงสุดเท่านั้น แต่ยังมุ่งสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างลูกค้าและแบรนด์ผ่านการส่งมอบประสบการณ์ที่มีความหมายและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกการเดินทางร่วมกับมาสด้าเต็มเปี่ยมด้วยความประทับใจ ความไว้วางใจ และคุณค่าที่สัมผัสได้อย่างแท้จริง โดยประกอบด้วย 3 ส่วน สำคัญ ดังนี้

  • จาก Product Differentiation สู่ Experience Differentiation

มาสด้าเชื่อว่าความแตกต่างที่แท้จริงจะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การนำเสนอผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี หรือราคาอีกต่อไป แต่คือ “ประสบการณ์” ที่เปี่ยมไปด้วยความหมายที่ลูกค้าได้รับตลอดการเดินทางร่วมกับแบรนด์ โดยมุ่งสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้าได้สัมผัส คือ

  • Feel Alive – สัมผัสถึงความสุขและความมีชีวิตชีวาในการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า
  • Feel Belong – รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวมาสด้า
  • Feel Reassured – มั่นใจและอุ่นใจในทุกการดูแล
  • Feel Delighted – รู้สึกประทับใจมากกว่าความคาดหวังในทุกช่วงเวลา
  • Mazda Signature Experience: เปลี่ยนแนวคิดสู่การปฏิบัติจริง

เพื่อให้ Customer Experience เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด มาสด้าจึงได้พัฒนาแนวคิด Mazda Signature Experience เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานร่วมกันของผู้จำหน่ายทั่วประเทศ เพื่อถ่ายทอดคุณค่าและเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้ลูกค้าสามารถรับรู้และสัมผัสได้จริงในทุกช่วงเวลาของการเดินทางร่วมกับมาสด้า โดย Mazda Signature Experience ขับเคลื่อนผ่านแกนหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

  • Experience Principles: การสร้างแนวคิด วิธีคิด และวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้รับการต้อนรับ เข้าใจ และใส่ใจ ในแบบฉบับของมาสด้า
  • Execution Excellence: การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานและการส่งมอบประสบการณ์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างสม่ำเสมอในทุกๆ Touchpoint เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
  • Digital Experience: การนำข้อมูล เครื่องมือดิจิทัล และเทคโนโลยี มาช่วยเชื่อมโยงประสบการณ์ลูกค้าแบบไร้รอยต่อ อาทิ การนำระบบ SKY Journey ที่ช่วยให้สามารถติดตามและบริหารจัดการประสบการณ์ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมต่อยอดจากการรับฟังเสียงของลูกค้า เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกมาพัฒนาการบริการ สร้างความพึงพอใจ และยกระดับความผูกพันธ์กับแบรนด์ในระยะยาว
  • Building The People Behind Mazda Signature Experience

มาสด้าเชื่อว่าประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมเริ่มต้นจากบุคลากรที่มีศักยภาพ โดยนำ Mazda Brand Experience Academy (MBEA) มาใช้เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับ Customer Experience ตั้งแต่ระดับผู้บริหารจนถึงบุคลากรหน้างาน ควบคู่กับเตรียมความพร้อมของผู้จำหน่ายในการก้าวสู่ยุคยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้ง ฝ่ายขาย ฝ่ายบริการ และฝ่ายซ่อมตัวถังและสี เพื่อสร้างบุคลากรที่พร้อมส่งมอบ Mazda Signature Experience ให้เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วประเทศ

มาสด้า 6

“วันนี้เราไม่ได้มุ่งมั่นเพียงแค่การสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าเท่านั้น แต่เรากำลังสร้างประสบการณ์ความประทับใจที่ลูกค้ารู้สึกได้จริง จดจำได้ และอยากกลับมาอยู่กับแบรนด์ในระยะยาว Mazda Signature Experience จึงไม่ใช่เพียงแนวคิด แต่เป็นวิธีการทำงานร่วมกันของคนมาสด้าทั้งประเทศ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่มีความหมายในทุกช่วงเวลาของการเดินทางกับแบรนด์” นายธีร์ กล่าวเสริม

มาสด้าจะยังคงเดินหน้ายกระดับประสบการณ์ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่การเป็น Top Customer Experience Provider และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าผ่านประสบการณ์ที่มีคุณค่า มีความแตกต่าง และสะท้อนตัวตนของแบรนด์ในทุกมิติ เพื่อให้ทุกการเดินทางร่วมกับมาสด้าจะไม่ได้เป็นเพียงประสบการณ์ของการขับขี่ แต่เป็นประสบการณ์ที่ส่งมอบความสุข ความประทับใจ และความผูกพัน ที่เติบโตไปพร้อมกับลูกค้าในทุกช่วงเวลาของชีวิต เพื่อส่งต่อความสุขในการใช้ชีวิตตั้งแต่วันนี้และตลอดไป