Home Blog Page 22

“MOTOR EXPO” เผยโฉมผู้โชคดี มอบรถยนต์ 3 คัน จักรยานยนต์ 1 คัน

0
MOTOR EXPO 1

“IMC สื่อสากล” ผู้จัดงาน “มหกรรมยานยนต์” มอบรางวัลรถยนต์ 3 คัน จักรยานยนต์ 1 คัน แก่ผู้โชคดีที่ร่วมกิจกรรมชิงรางวัลจากงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42” เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ดังนี้

MOTOR EXPO 2

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน มอบรางวัลรายการ “ซื้อรถ…ชิงรถ” AVATR 11 รุ่น STANDARD RANGE มูลค่า 2,099,000  บาท ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ ว่าที่ ร.ต.เอนก อิสระมงคลพันธุ์ จังหวัดเชียงใหม่

MOTOR EXPO 2

ชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ รองประธานจัดงาน ควบคุมงานด้านการบริหารงานทั่วไป มอบรางวัลรายการ “ซื้อบัตร…ชิงรถ” MITSUBISHI XFORCE รุ่น ULTIMATE มูลค่า 1,059,000 บาท ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ ภูมิพร ไชยเดช กรุงเทพฯ

MOTOR EXPO 4

ชไมพร ปภัสร์พงษ์ รองประธานจัดงาน ควบคุมงานด้านการตลาดสัมพันธ์ มอบรางวัลรายการ “ชมงานผ่าน MOTOR EXPO APP ชิงรถ” WULING BINGUO รุ่น DC ICON มูลค่า 429,000 บาท ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ กมลพร ชลไชยะ จังหวัดร้อยเอ็ด

MOTOR EXPO 5

วราทิพย์ คำนึงคุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มอเตอร์ไซเคิล เอ็กซ์โป จำกัด มอบรางวัลรายการ “ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิกไบค์” SUZUKI รุ่น GSX-8R มูลค่า 419,000 บาท ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ รัชพล แช่มจันทร์ จังหวัดตาก

พบกับงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคม 2569 ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ motorexpo.co.th และทุกสื่อในเครือ “IMC สื่อสากล”

 

“ซูซูกิ”อัดแคมเปญ “BIG DEAL” ALL NEW SUZUKI FRONX ดอกเบี้ย 0% หรือ ฟรี! บัตรเติมน้ำมันสูงสุด 50,000 บาท ตอกย้ำรางวัล “THE YOUNG ICONIC SUV AWARD” กระตุ้นตลาดก่อนมอเตอร์โชว์

0
ซูซูกิ 1

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้ากระตุ้นตลาดเตรียมรับงานมอเตอร์โชว์ ด้วยการจัดแคมเปญพิเศษ “BIG DEAL” สำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ ALL NEW SUZUKI FRONX สปอร์ตเอสยูวีดีไซน์เอกลักษณ์เฉพาะตัว มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยและระบบความปลอดภัยครบครัน โดยมอบข้อเสนอพิเศษ อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 0% หรือเลือกรับฟรีบัตรเติมน้ำมันมูลค่าสูงสุด 50,000 บาท

พร้อมกันนี้  ALL NEW SUZUKI FRONX ยังตอกย้ำความโดดเด่นด้านดีไซน์และภาพลักษณ์รถเอสยูวีสำหรับคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว ด้วยการคว้ารางวัล “THE YOUNG ICONIC SUV AWARD” จากเวที Thailand Car of the Year ซึ่งจัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

ซูซูกิ 2

นายทาดาโอะมิ ซูซูกิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เข้าร่วมในพิธีประกาศผลรางวัล Car of the Year 2026 หรือ รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2569 ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของซูซูกิในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างเป็นอย่างดี

ซูซูกิ 3

โดยในงานพิธีมอบรางวัลได้รับเกียรติจาก ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีมอบ พร้อมด้วยนายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงาน Car & Bike of the Year 2026 และนายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ โดยพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ จัดขึ้นที่ ห้องรอยัล จูบิลี่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ รางวัล Car of the Year 2026 จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนภาพลักษณ์ที่ดีทางด้านธุรกิจยานยนต์และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย โดยทำการคัดเลือกรถยนต์ที่มีความโดดเด่นในแต่ละด้าน พร้อมให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริง เพื่อศึกษาเป็นแนวทางในการพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ให้เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน

ซูซูกิ 7

สำหรับ ALL NEW SUZUKI FRONX มาพร้อมแนวคิด “THE ICONIC DRIVE นิยามใหม่ของการขับขี่…ในแบบที่เป็นคุณ” ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอกย้ำความสำเร็จในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจผู้บริโภค ด้วยจุดเด่นของสมรรถนะ ความคล่องตัวทุกการขับขี่  ทั้งยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน

ซูซูกิ 9

ดีไซน์ภายนอก สะดุดตาด้วยไฟหน้าพร้อม Daytime Running Light กระจังหน้าทรงพลังเสริมความพรีเมียมด้วยลายเส้นโครเมียม และไฟท้าย LED เชื่อมต่อเต็มแนวโดดเด่นในทุกมุมมอง ภายในห้องโดยสารออกแบบให้มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์มอบความสบายในทุกตำแหน่งที่นั่งพวงมาลัย Multifunction ดีไซน์สปอร์ต Paddle Shift ขับสนุกตลอดทาง จอระบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay แบบไร้สาย ระบบ Keyless Push Start แท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB และช่องปรับอากาศสำหรับที่นั่งด้านหลัง พร้อม USB Charger

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร มีให้เลือกทั้งในรูปแบบเครื่องยนต์ K15B ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น พร้อมยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ K15C ที่มาพร้อมเทคโนโลยีหัวฉีดคู่ (DUALJET) ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Smart Hybrid Vehicle (SHVS) เอกสิทธิ์เฉพาะของซูซูกิ ที่มีความทนทานและบำรุงรักษาง่าย ทำให้มีความมั่นใจในการขับขี่ พร้อมรัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 4.8 เมตร โครงสร้างตัวถัง TECT เหล็กกล้าน้ำหนักเบา มีความแข็งแรง ทนทานต่อการสึกหรอเป็นพิเศษ  แพลตฟอร์ม HEARTECT เอกสิทธิ์เฉพาะของซูซูกิ

ซูซูกิ 10

ระบบความปลอดภัยครบครันด้วยเทคโนโลยี SUZUKI SAFETY SUPPORT

  • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Dual Sensor Brake Support II (DSBSII)
  • จอแสดงข้อมูล Head-up display (HUD)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control (ACC)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน Lane Keep Assist (LKA)
  • ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน Lane Departure Warning (LDW)
  • ระบบช่วยป้องกันรถออกนอกเลน Lane Departure Prevention (LDP)
  • ระบบเตือนเมื่อรถส่าย Vehicle Sway Warning
  • ระบบเตือนสิ่งกีดขวางในจุดอับสายตา Blind Spot Monitor (BSM)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert (RCTA)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist (HBA)
  • กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา Surround View Monitor
  • เซนเซอร์ถอยหลังพร้อมสัญญาณเตือน Parking Sensor

ราคาจำหน่าย ALL NEW SUZUKI FRONX ทั้ง 3 รุ่นย่อย ดังนี้

  • รุ่น GL ราคา 689,000 บาท
  • รุ่น GLX ราคา 749,000 บาท
  • รุ่น GLX PLUS ราคา 799,000 บาท

ALL NEW SUZUKI FRONX ในรุ่น GL, GLX และ GLX PLUS มาพร้อมหลากหลายเฉดสี ได้แก่

  • Pearl Snow White
  • Silky Silver Metallic
  • Metallic Magma Gray
  • Cool Black Metallic
  • Savanna Ivory Metallic

สีพิเศษในรุ่น GLX PLUS แบบ Two-tone อีก 3 สี ได้แก่

  • Pearl Snow White / Cool Black Metallic
  • Savanna Ivory Metallic / Cool Black Metallic
  • Ice Grayish Blue Metallic / Cool Black Metallic

* สี Pearl Snow White เพิ่ม 5,000 บาท / สี Two-tone เพิ่ม 10,000 บาท

โดยซูซูกิ มีจัดแคมเปญพิเศษ “BIG DEAL” เพื่อต้อนรับงาน Motor Show 2026 สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของ ALL NEW SUZUKI FRONX ที่จองตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 5 เมษายน 2569 และรับรถภายในวันที่ 10 เมษายน 2569 รับข้อเสนอพิเศษ ดังนี้

  • อัตราดอกเบี้ย 0% สําหรับลูกค้าดาวน์เริ่มต้น 25% ผ่อนสูงสุด 48 งวด
  • หรือ เลือกรับ บัตรเงินสดเติมน้ำมัน มูลค่าสูงสุด 50,000 บาท ฟรี !
  • หรือ เลือกรับ ฟรี SUZUKI FRONX MAINTENANCE PACKAGE 7 ปี พร้อม ดอกเบี้ยพิเศษเริ่ม 29%
  • ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ระยะเวลา 3 ปี

ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย ยังคงมีแนวคิดอันมุ่งมั่นต่อการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีและมีคุ้มค่าในทุกๆ ด้านแก่ลูกค้า  รวมถึงการเอาใจใส่ในการพัฒนาและปรับปรุงยกระดับงานบริการหลังการขายของโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานทั่วประเทศ โดยปัจจุบัน มีโชว์รูมรถยนต์ซูซูกิครอบคลุม 80 แห่งทั่วประเทศ พร้อมด้วยศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน 44 แห่ง พร้อมบริการ “Mobile Service” ที่พร้อมดูแลรถยนต์นอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ตรวจสอบระบบเบรก แบตเตอรี่ หรือการบำรุงรักษาพื้นฐานต่างๆ พร้อมด้วยการขยายเครือข่ายศูนย์บริการมาตรฐาน 2S (Service & Spare Parts) เพื่อให้บริการควบคู่ไปกับศูนย์บริการหลักประเภท 3S (Sales, Service & Spare Parts) เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

 

(มีคลิปวีดีโอ) ทดลองขับ “Chery Tiggo 8” คุ้มดี มีครบ แต่จบไม่ลงเพราะ..?!?

0
Chery Tiggo 8 1

มารู้จักกับ Chery Tiggo 8 CSH (PHEV) รถ SUV ขนาดใหญ่ 7 ที่นั่ง จากค่ายใหญ่ Chery Group ที่วันนี้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ประกาศไปเมื่อไตรมาสสามปีที่แล้ว 2568นี่เอง และปีนี้เมื่อต้นปีจะเปิดโรงงานในไทยอย่างเป็นทางการ แต่ก็เกิดมีโรคเลื่อน เนื่องจากผู้บริหารจากจีนไม่พร้อมที่จะมาทำพิธี กลายเป็นประเด็น “เทแห่งปี” จนถึงกับมีคำถามว่า  Chery Group เอาจริงกับตลาดเมืองไทยหรือไม่ และเป็นคำถามส่งต่อไปถึงผู้ที่จะซื้อรถจากค่ายนี้ด้วยว่ามั่นใจหรือไม่ ที่จะไม่โดนเทเหมือน NETA ที่กลับบ้านเมืองจีนแนบ ลอยแพผู้ซื้อกว่า หมื่นรายเป็นที่เรียบร้อย

มาดูกันที่ Chery Tiggo 8 CSH (PHEV) คันนี้จัดเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจแบบไม่ธรรมดาทีเดียว  ความเป็น รถ SUV ขนาดใหญ่ 7 ที่นั่งนำเข้าจากฐานการผลิตของ  Chery Group ในอินโดนิเซีย ใช้ระบบเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ PHEV เทคโนโลยี Chery Super Hybrid พละกำลังสูงสุดทั้งสองระบบ 501 แรงม้าแรงได้ประหยัดดี เติมน้ำมันเต็มถัง 60 ลิตรวิ่งได้ 1,200 กม.ตามข้อมูลโรงงานวิ่งจริงหักลบปัจจัยในการขับขี่และสภาพจราจรให้เหลือ 1,000 กม.ก็ถือว่าดีมากอยู่ มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ครบ ด้วยราคา รุ่น ขับเคลื่อนสองล้อ 2WD Esteem 899,000 บาท รุ่นขับ เคลื่อนสี่ล้อ 4WD Elite 999,000 บาท ถือว่าคุ้มที่สุดในรถแบบเดียวกันที่มีอยู่ในตลาดอย่างแน่นอน ดูข้อมูลด้านล่างประกอบได้

Chery Tiggo 8 1

มาทำความรู้จักกับการขับขี่ในช่วงเวลาหนึ่ง ถึงแม้จะพอใจกับรูปทรงอุปกรณ์ ระบบต่างๆที่มีมาให้แต่ในเรื่องของการขับขี่ บอกเลยมีมุมที่ไม่พอใจบ้าง อย่างเช่นพวงมาลัยขาดความแม่นยำและให้ความรู้สึกที่เบาเกินไป ช่วงล่างถูกเซ็ตมาให้นุ่มนวลเพื่อความสบาย แต่เมื่อขับด้วยความเร็วสูงหรือเข้าโค้งจะมีอาการโยนๆ ลอยๆ จนขาดความมั่นใจในการขับการควบคุมไปบ้าง แย่หนักที่สุดคืออาการหน่วงหนักของกำลังเครื่องเมื่อผ่อนคันเร่ง ทำให้ตัวโยนกันที่เดียว โดยเฉพาะในช่วงขับในเมืองที่ต้องเร่งและผ่อนคันเร่งตลอดเวลาอาการจะเหมือนขี่ม้ากันเลยทีเดียว ถึงแม้รถที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าช่วยัส่วนใหญ่จะมีอาการแบบนี้แต่ Chery Tiggo 8 CSH (PHEV) บอกเลยว่าหนักกว่าชัดเจน ถ้าทำใจได้กับอาการเหล่านี้ Chery Tiggo 8 CSH (PHEV) จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดครับ ดูข้อมูลรถที่มีมาให้จากด้านล่างนี้ได้เลยครับ

 

ข้อมูลจากการค้นด้วยAI แจ้งว่า Chery Tiggo 8 CSH (PHEV) แบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อยตามระบบขับเคลื่อน โดยใช้เครื่องยนต์สันดาปขนาดเดียวกันแต่ต่างกันที่จำนวนมอเตอร์ไฟฟ้า

  1. ขนาดเครื่องยนต์ (เหมือนกันทั้ง 2 รุ่น)

ประเภท: เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว

ความจุ: 1.5 ลิตร (1,498 ซีซี) พร้อมระบบอัดอากาศ Turbocharged

พละกำลังเครื่องยนต์: 143 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 215 นิวตันเมตร

  1. มอเตอร์ไฟฟ้าและกำลังรวม

ความแตกต่างหลักจะอยู่ที่ระบบขับเคลื่อนและจำนวนมอเตอร์ดังนี้

รายละเอียด                           รุ่น 2WD Esteem (ขับหน้า)                รุ่น 4WD Elite (ขับสี่)

จำนวนมอเตอร์                      1 ตัว                                                       2 ตัว

กำลังมอเตอร์                         204 แรงม้า / 310 นิวตันเมตร             358 แรงม้า / 520 นิวตันเมตร

กำลังรวมทั้งระบบ                 347 แรงม้า / 525 นิวตันเมตร             501 แรงม้า / 735 นิวตันเมตร

แบตเตอรี่ (LFP)                     18.3 – 18.4 kWh                                18.3 kWh

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.      8.5 วินาที                                               6.8 วินาที

ทั้งสองรุ่นใช้ระบบส่งกำลังแบบ Dedicated Hybrid Transmission (DHT) ซึ่งออกแบบมาเพื่อจัดการการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

Chery Tiggo 8 CSH (PHEV) โดดเด่นเรื่องระยะทางที่วิ่งได้ไกลทั้งระบบไฟฟ้าและน้ำมัน โดยมีรายละเอียดตามมาตรฐาน NEDC ดังนี้

  1. ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน (EV Mode)

เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็ม (ขนาด 18.4 kWh) สามารถขับขี่โดยไม่ใช้น้ำมันเลยได้ระยะทาง:

รุ่น 2WD Esteem: วิ่งได้ไกลสูงสุด 95 กม.

รุ่น 4WD Elite: วิ่งได้ไกลสูงสุด 78 – 80 กม.

หมายเหตุ: ความเร็วสูงสุดในโหมดไฟฟ้าล้วนอยู่ที่ 120 กม./ชม.

  1. ระยะทางวิ่งรวมสูงสุด (Combined Range)

เมื่อมีน้ำมันเต็มถัง (ความจุ 60 ลิตร) และแบตเตอรี่เต็มระบบ:

ระยะทางรวม: สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 1,200 กม.

อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย: ตามสเปคระบุไว้ที่ 1.3 ลิตร/100 กม. (หรือประมาณ 76.9 กม./ลิตร) หากใช้ระบบ Hybrid ร่วมกับการชาร์จไฟอย่างสม่ำเสมอ

  1. การชาร์จไฟ

DC Fast Charge: รองรับการชาร์จเร็ว (ซึ่งเป็นข้อดีที่ PHEV หลายรุ่นไม่มี)

V2L (Vehicle-to-Load): สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าจากตัวรถให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกได้

การทำงานของโหมดต่างๆ ใน Chery Tiggo 8 (เน้นรุ่น PHEV ที่จำหน่ายในปัจจุบัน) จะเป็นการปรับจูนระบบอิเล็กทรอนิกส์ในตัวรถเพื่อให้ตอบสนองต่อผู้ขับขี่และสภาพถนนที่แตกต่างกัน ดังนี้

  1. การทำงานของโหมดการขับขี่ (Drive Modes)

โหมดเหล่านี้จะปรับแต่งการตอบสนองของ คันเร่ง (Throttle), เกียร์ (Transmission), พวงมาลัย (Steering) และบางรุ่นอาจรวมถึง ช่วงล่าง (Suspension):

Eco Mode:

การทำงาน: ลดความไวของคันเร่ง (Throttle Response) เพื่อป้องกันการเร่งที่รุนแรงเกินจำเป็น และปรับเกียร์ให้เปลี่ยนเร็วขึ้นเพื่อรักษาช่วงรอบเครื่องยนต์ต่ำ.

ผลลัพธ์: ขับขี่นุ่มนวล ประหยัดน้ำมันและพลังงานไฟฟ้าสูงสุด เหมาะกับการใช้งานในเมืองที่จราจรติดขัด.

Normal / Comfort Mode:

การทำงาน: ปรับค่าเริ่มต้นจากโรงงานให้มีความสมดุล (Linear Response) ทั้งแรงบิดและการเปลี่ยนเกียร์.

ผลลัพธ์: ให้ความรู้สึกการขับขี่ที่เป็นธรรมชาติที่สุดสำหรับการเดินทางทั่วไป.

Sport Mode:

การทำงาน: เพิ่มความไวของคันเร่งให้ตอบสนองฉับไวขึ้น พวงมาลัยจะหนักขึ้น (Tightened Steering) เพื่อการควบคุมที่แม่นยำในความเร็วสูง และเกียร์จะลากรอบนานขึ้น (Hold Gears) เพื่อเรียกพละกำลังสูงสุด.

ผลลัพธ์: รถพุ่งตัวได้เร็วขึ้น เหมาะสำหรับการเร่งแซงหรือขับขึ้นเขา.

  1. การจัดการพลังงานไฮบริด (Hybrid Management)

สำหรับรุ่น Tiggo 8 CSH (PHEV) ระบบจะจัดการแหล่งพลังงานดังนี้:

EV Mode (Initial Mode):

การทำงาน: ใช้เฉพาะมอเตอร์ไฟฟ้าและพลังงานจากแบตเตอรี่ 18.4 kWh ในการขับเคลื่อนเท่านั้น เครื่องยนต์จะไม่ทำงานยกเว้นกรณีที่แบตเตอรี่ต่ำกว่าระดับที่กำหนด (ประมาณ 15-30%) หรือต้องการกำลังเร่งด่วน.

HEV Mode (Smart Mode):

การทำงาน: ระบบอัจฉริยะจะคำนวณการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ โดยเน้นประสิทธิภาพสูงสุดตามสถานการณ์ เช่น ใช้ไฟฟ้าตอนออกตัว และใช้เครื่องยนต์ตอนความเร็วคงที่.

Force Mode (Battery Save):

การทำงาน: เครื่องยนต์จะทำงานเป็นหลักเพื่อขับเคลื่อนรถและปั่นไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ เพื่อรักษาระดับไฟฟ้าไว้ใช้ในภายหลัง (เช่น เก็บไว้ใช้ในเขตเมืองที่ต้องการความเงียบ).

  1. โหมดสภาพถนน (Terrain Modes – เฉพาะรุ่น AWD)

หากเป็นรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ระบบจะปรับ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Traction Control) และการกระจายแรงบิดระหว่างล้อคู่หน้า-หลัง:

Snow: ลดความไวคันเร่งและปรับแรงเบรกให้นุ่มนวลเพื่อป้องกันการลื่นไถล.

Mud / Sand: ยอมให้ล้อหมุนฟรีได้บ้าง (Wheel Slip) เพื่อรักษาแรงเหวี่ยงและช่วยให้รถไม่จมในดินอ่อนหรือทราย.

Off-Road: ล็อกการกระจายกำลังไปยังทุกล้ออย่างสมดุลเพื่อประสิทธิภาพการยึดเกาะสูงสุด

Chery Tiggo 8 CSH (PHEV) มีระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS) มากถึง 16 ฟังก์ชัน รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) พร้อม Stop & Goระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB)ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA/ICA)กล้องมองภาพรอบคัน 540 องศา และระบบเตือนมุมอับสายตา

Adaptive Cruise Control (ACC) with Stop & Go: ควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันตามรถคันหน้า ปรับความเร็วหยุดและไปต่อได้เอง

Traffic Jam Assist (TJA): ช่วยขับขี่ในสภาพจราจรติดขัดความเร็วต่ำ

Integrated Cruise Assistant (ICA): ระบบช่วยรักษารถให้อยู่กลางเลน

ระบบเบรกและความปลอดภัย (Braking & Safety):

Automatic Emergency Braking (AEB): เบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ตรวจจับคนเดินถนนและจักรยาน

Forward Collision Warning (FCW): เตือนการชนด้านหน้า

Lane Departure Warning (LDW) & Prevention (LDP): เตือนและช่วยป้องกันรถออกนอกเลน

Lane Emergency Keeping (ELK): ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ระบบช่วยจอดและมุมมอง (Parking & View):

540° HD Panoramic View: กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา พร้อมภาพใต้ท้องรถ (Transparent Chassis)

Rear Cross Traffic Alert (RCTA) & Braking (RCTB): เตือนและช่วยเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง

ระบบอื่นๆ:

Door Opening Warning (DOW): เตือนก่อนเปิดประตูหากมีรถมาด้านข้าง

Driver Monitoring System (DMS): ตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่

W-HUD (Head-up Display): จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า

Tiggo 8 ยังมาพร้อมหน้าจอคู่ 24.6 นิ้ว ประมวลผลผ่านชิป Qualcomm Snapdragon 8155 และรองรับการสั่งงานผ่านแอปพลิเคชันมือถือ เชื่อมต่อได้ทั้งระบบ iOS และ Andriod auto พร้อม wireless charger

GWM ORA 5 เปิดตัวครั้งแรกสู่ตลาดโลก กับ 2 ขุมพลังแห่งอนาคต ทั้ง HEV และ EV พร้อมสเป็กจัดเต็ม เขย่าตลาด SUV-B

0

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM (Thailand) สร้างปรากฏการณ์สะเทือนวงการยานยนต์ระดับโลกด้วยการจัดงาน “ORA 5 Global Debut” เปิดตัว GWM ORA 5 – Redefine Your New Era กับรถยนต์อเนกประสงค์เจเนอเรชันใหม่ที่มายกระดับมาตรฐานรถ SUV-B ไปอีกขั้น โดยเปิดตัวพร้อมกันทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ GWM ORA 5 HEV ที่เผยโฉมครั้งแรกของโลก และ GWM ORA 5 EV ที่เปิดตัวต่อจากประเทศจีน สะท้อนกลยุทธ์ “Multi-Powertrain” ของ GWM ที่มุ่งมอบทางเลือกด้านพลังงานที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกรูปแบบการขับขี่ที่เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว โดย GWM ORA 5 ถูกนิยามให้เป็น Next Generation SUV ที่ผสานสมรรถนะเข้ากับระบบการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่อันล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยขั้นสูง เพื่อทลายทุกขีดจำกัดของการเดินทาง ตอบทุกความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยและทั่วโลกไปสู่ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับอย่างแท้จริง

GWM ORA 5 ทั้งรุ่น HEV และ EV มาพร้อมมิติตัวรถที่ออกแบบมาอย่างลงตัวเพื่อรองรับการใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมีความยาว 4,471 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,833 มิลลิเมตร ความสูง 1,641 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,720 มิลลิเมตร ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ห้องโดยสารให้กว้างขวางและนั่งสบายมากยิ่งขึ้น พร้อมระยะความสูงใต้ท้องรถ 175 มิลลิเมตร ที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่บนหลากหลายสภาพถนน มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ทั้งสะดวกสบาย มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการความคุ้มค่าในการเดินทางในทุกเส้นทาง

GWM ORA 5 HEV เทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ สมรรถนะสูง ประหยัด มอบประสบการณ์ที่เหนือกว่า รถ SUV-B แบบเดิมๆ

GWM ORA 5 HEV  ผสานการทำงานของเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้า ที่ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 236 นิวตันเมตร ส่งผลให้กำลังรวมทั้งระบบสูงสุดอยู่ที่ 223 แรงม้า พร้อมแรงบิดรวม 476 นิวตันเมตร ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของรถในเซกเมนต์เดียวกัน มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ตอบสนองได้อย่างฉับไว สามารถทำอัตราเร่งจาก 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.7 วินาที ขณะเดียวกันยังโดดเด่นด้านความประหยัดพลังงาน โดยมีอัตราสิ้นเปลืองตามมาตรฐาน ECO Sticker อยู่ที่ 4.3 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และสามารถเดินทางได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อการเติมน้ำมันหนึ่งถัง (ถังน้ำมันเชื้อเพลิงความจุ 55 ลิตร) ช่วยเพิ่มระยะทางการเดินทางต่อการเติมหนึ่งครั้งได้มากยิ่งขึ้น

GWM ORA 5 HEV โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ล่าสุดที่พัฒนามาเพื่อยกระดับมาตรฐาน Hybrid ให้เหนือไปอีกขั้น พร้อมระบบ DHT-HEV 2-Speed Direct Drive ที่มี 4 จุดเด่นหลัก ได้แก่

  1. ประสิทธิภาพด้านการจัดการพลังงานอัจฉริยะขั้นสูง โมดูลขับเคลื่อนล้อหน้า ทำงานร่วมกับเกียร์ DHT แบบ 2 จังหวะ (2-Gear DHT) ช่วยให้สามารถกระจายพลังงานจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสมในทุกสภาวะการขับขี่ พร้อมระบบ Intelligent Energy Management ที่ควบคุมสมดุลการทำงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและพลังงานไฟฟ้าอย่างแม่นยำ เพื่อลดการสูญเสียพลังงานและเพิ่มความประหยัดในการใช้งานจริง อีกทั้งยังเสริมประสิทธิภาพด้วยระบบ Regenerative Energy Recovery ที่สามารถนำพลังงานจากช่วงชะลอความเร็วกลับมาเก็บและนำมาใช้ใหม่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวมของระบบไฮบริดให้ดียิ่งขึ้น
  2. มอบสมรรถนะการเร่งที่ทรงพลังและตอบสนองได้อย่างฉับไว ด้วยการทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์ 1.5T และแบตเตอรี่ไฮบริดกำลังสูง พร้อมโครงสร้างระบบขับเคลื่อนแบบ Dual-Motor + 2-Gear Series-Parallel ที่ช่วยประสานแรงบิดระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องการพละกำลังสูง ส่งผลให้การเร่งแซงทำได้อย่างมั่นใจ นุ่มนวล และต่อเนื่อง สะท้อนสมรรถนะการขับขี่ที่ทั้งทรงพลังและตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน
  3. ระบบแบตเตอรี่ของ GWM ORA 5 HEV ได้รับการออกแบบโดยให้ความสำคัญกับความทนทานและความน่าเชื่อถือในระยะยาว ผ่านโครงสร้างป้องกันด้านล่างที่ช่วยปกป้องแบตเตอรี่จากแรงกระแทกใต้ท้องรถ และการป้องกันน้ำในสภาพแวดล้อมการใช้งานที่หลากหลายและท้าทาย รวมถึงมีระบบระบายความร้อนด้วยระบบน้ำยาแอร์ หรือ Liquid Cooling System นอกจากนี้ แบตเตอรี่ยังได้รับการพัฒนาให้มีความทนทานสูง เสื่อมสภาพช้า สามารถรองรับการใช้งานตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์ เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้งานระยะยาว พร้อมรองรับไลฟ์สไตล์การเดินทางของผู้ใช้งานได้อย่างไร้กังวล ทั้งในด้านความปลอดภัย ความแข็งแกร่ง และความเชื่อถือได้ของระบบพลังงานไฮบริด
  4. ระบบขับเคลื่อนของ GWM ORA 5 HEV ได้รับการพัฒนาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและสะดวกสบายใกล้เคียงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้วยการทำงานประสานกันของมอเตอร์คู่ที่ช่วยควบคุมและส่งแรงบิดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงออกตัว การเร่งความเร็ว ไปจนถึงระหว่างการเปลี่ยนเกียร์ พร้อมแรงบิดเสริมแบบเรียลไทม์ที่ช่วยให้การตอบสนองเป็นไปอย่างลื่นไหลและมั่นใจยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ระบบส่งกำลังยังได้รับการติดตั้งฉนวนและวัสดุป้องกันเสียงรบกวน (NVH) ช่วยลดระดับเสียงรบกวนได้ประมาณ 3–5 เดซิเบล ส่งผลให้ห้องโดยสารมีความเงียบสงบมากยิ่งขึ้น และยกระดับความสบายในการเดินทางสู่มาตรฐานระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมยานยนต์

GWM ORA 5 EV นิยามใหม่ของ SUV ไฟฟ้าอัจฉริยะ ดีไซน์ไอคอนิกสะกดทุกสายตาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ ตอบโจทย์การเดินทางของคนยุคใหม่ วิ่งไกลสูงสุดถึง 520 กม.*

GWM ORA 5 EV มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้าที่ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ตอบสนองได้อย่างฉับไว สามารถทำอัตราเร่งจาก 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.5 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ความจุ 58.3 kWh รองรับระยะทางวิ่งสูงสุด 520 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (NEDC) พร้อมระบบ Vehicle to Load (V2L) กำลังไฟ 6 กิโลวัตต์ ที่สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกได้ อีกทั้งยังรองรับการชาร์จไฟแบบ DC สูงสุด 120 กิโลวัตต์ และแบบ AC สูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ โดยสามารถชาร์จแบบ DC จาก 30–80% ได้ภายในเวลาเพียง 20 นาที ช่วยเพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน

 

ห้องโดยสารอัจฉริยะ ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย และความปลอดภัยรอบด้าน

GWM ORA 5 ผสานความทันสมัยเข้ากับฟังก์ชันความสะดวกสบายอย่างครบครัน พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกและมั่นใจยิ่งขึ้น โดยติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ Coffee OS 3.0 ที่จะอยู่ในรถยนต์ระดับพรีเมียมของ GWM เท่านั้น โดยจะทำงานร่วมกับชิปประมวลผลรุ่นใหม่ที่ช่วยให้การใช้งานรวดเร็ว ลื่นไหล และตอบสนองได้อย่างฉับไว อุปกรณ์ภายนอกผสานความทันสมัยเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานอย่างลงตัว เริ่มจากระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ที่มาพร้อมฟังก์ชันเปิด–ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปรับไฟสูง–ต่ำอัตโนมัติ และระบบหน่วงเวลาไฟส่องทางหลังดับเครื่องยนต์ Follow Me Home เสริมด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED DRL และไฟท้าย LED แบบซ่อน เพิ่มความโดดเด่นให้กับดีไซน์ตัวรถ ขณะที่ล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 225/60 R18 ช่วยเสริมภาพลักษณ์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติด้านหน้าและที่ปัดน้ำฝนด้านหลังเพื่อเพิ่มความสะดวกในการขับขี่ท่ามกลางสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง พร้อมหลังคากระจกพาโนรามิกซันรูฟ (เฉพาะรุ่น Ultra) ที่ช่วยเพิ่มความโปร่งโล่งให้กับห้องโดยสาร รวมถึง สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่สาม ประตูท้ายไฟฟ้าพร้อมระบบกันหนีบ และกระจกมองข้างปรับ–พับไฟฟ้า (เฉพาะรุ่น Ultra) ที่ช่วยยกระดับทั้งความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการใช้งาน

ขณะที่ภายในห้องโดยสารของ GWM ORA 5 ได้รับการออกแบบเพื่อมอบความสะดวกสบายและความพรีเมียมในทุกการเดินทาง โดยติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันพร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงและหน้าจอข้อมูลการขับขี่ และสามารถปรับระดับได้ 4 ทิศทาง เบาะนั่งหุ้มหนังสังเคราะห์คุณภาพสูง โดยเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง และเบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง (เฉพาะรุ่น Ultra) ขณะที่เบาะหลังสามารถพับได้แบบ 60:40 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน นอกจากนี้ยังมาพร้อม กระจกมองหลังปรับแสงอัตโนมัติ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ช่องเก็บความเย็นขนาด 3.2 ลิตร และแท่นชาร์จไร้สายกำลังไฟ 50 วัตต์ (เฉพาะรุ่น Ultra) รวมถึง กุญแจ Smart Key พร้อมระบบ Push Start หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้ว ช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหน้าและหลัง และกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศาพร้อมระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในทุกสถานการณ์การขับขี่

ด้านระบบความบันเทิง GWM ORA 5 มาพร้อมหน้าจอมัลติมีเดียแบบสัมผัสขนาด 14.6 นิ้ว ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย รวมถึงระบบ Bluetooth เพื่อการใช้งานที่สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียงที่รองรับทั้ง ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และระบบนำทางอัจฉริยะออนไลน์ Petal Maps ขณะที่ระบบเสียงมีให้เลือกทั้ง ลำโพง 6 ตำแหน่งในรุ่น Pro และลำโพง Amor 9 ตำแหน่ง ในรุ่น Ultra เพื่อยกระดับความสุนทรีย์ในการเดินทาง อีกทั้งยังมีไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร (เฉพาะรุ่น Ultra) ที่ช่วยเติมเต็มบรรยากาศการขับขี่ให้พรีเมียมและผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นในทุกเส้นทาง

 

เชื่อมต่อชีวิตอย่างไร้รอยต่อด้วยการควบคุมระยะไกลผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อชีวิต Urbanista ยุคใหม่

GWM ORA 5 มาพร้อมการเชื่อมต่ออัจฉริยะผ่านแอปพลิเคชัน GWM ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมและตรวจสอบสถานะรถผ่านโทรศัพท์มือถือ เพิ่มความสะดวกสบายในทุกมิติของการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นระบบสั่งการ สตาร์ท–ดับเครื่องยนต์ (เฉพาะรุ่น HEV) ระบบล็อก–ปลดล็อกรถจากระยะไกล ระบบค้นหาตำแหน่งรถพร้อมไฟกระพริบและเสียงแตร รวมถึงการสั่งการ เปิด–ปิดระบบปรับอากาศและระบบกรองอากาศภายในห้องโดยสาร นอกจากนี้ยังรองรับการ เปิดโหมดไล่ฝ้า (ทั้ง EV และ HEV) รวมถึงฟังก์ชันจองการชาร์จไฟล่วงหน้า (เฉพาะรุ่น EV) และการสั่งงานอื่น ๆ เช่น เปิด–ปิดประตูท้าย ปิดกระจกข้าง (เฉพาะรุ่น Ultra) พร้อมระบบตรวจสอบสถานะรถแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ผู้ใช้งานควบคุมรถได้สะดวกและมั่นใจยิ่งขึ้น

มั่นใจปลอดภัยทุกเส้นทาง ด้วยเทคโนโลยีช่วยขับอัจฉริยะ ADAS สูงถึง 18 ระบบ

ด้านความปลอดภัย GWM ORA 5 ได้รับการพัฒนาเพื่อมอบความมั่นใจสูงสุดให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ด้วยระบบความปลอดภัยพื้นฐานครบครัน อาทิ ระบบติดต่อฉุกเฉิน E-Call ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลม เข็มขัดนิรภัยพร้อมระบบเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัย ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) ระบบควบคุมการลื่นไถล (TCS) รวมถึงระบบช่วยควบคุมรถบนทางลาดชัน HSA/HDC และจุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็กแบบ ISOFIX นอกจากนี้ยังติดตั้งฟังก์ชันความปลอดภัยที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน เช่น ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ สัญญาณเตือนกะระยะ 4 จุด ระบบตรวจจับแรงดันลมยาง (TPMS) และชุดปะยางฉุกเฉิน เพื่อเสริมความอุ่นใจในทุกการเดินทาง เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น GWM ORA 5 ยังติดตั้งเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ ADAS มากถึง 18 ระบบ ที่ทำงานร่วมกับกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา พร้อมระบบแสดงภาพใต้ท้องรถแบบโปร่งใส (Body Transparent) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวรถได้อย่างชัดเจน ลดความเสี่ยงจากจุดอับสายตา และเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการจอดรถ การขับผ่านพื้นที่แคบ หรือการเดินทางในสภาพการจราจรที่ซับซ้อน

GWM ORA 5 ทั้งรุ่น HEV และ EV แต่ละรุ่นมาพร้อม 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น HEV Pro, HEV Ultra และรุ่น EV Pro, EV Ultra พร้อมตัวเลือกสีสันที่สะท้อนบุคลิกและสไตล์ของผู้ขับขี่อย่างหลากหลาย โดยรุ่น HEV มีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Onyx Black (สีดำ), Ivory White (สีขาว) และ Mountain Grey (สีเทา) จับคู่กับสีภายใน Dark Grey (ดำ-เทา) ที่ให้ความเรียบหรูและทันสมัย ขณะที่รุ่น EV เพิ่มความโดดเด่นด้วยสีภายนอก 4 สี ได้แก่ Ivory White (สีขาว), Mountain Grey (สีเทา), Emerald Green (สีเขียว) และ So Blue (สีฟ้า) พร้อมดีไซน์หลังคาสีดำเสริมลุคสปอร์ตและพรีเมียม ภายในมีให้เลือก 2 โทนสี ได้แก่ Brown Beige (น้ำตาล-เบจ) และ Dark Grey (ดำ-เทา) เพื่อมอบบรรยากาศห้องโดยสารที่ทั้งหรูหราและสะท้อนตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว

เตรียมสัมผัส GWM ORA 5 รถยนต์เอสยูวีเจเนอเรชันใหม่ที่มาพร้อม 2 ทางเลือกพลังงานทั้ง HEV และ EV พร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทยภายในงาน Motor Show 2026 วันที่ 23 มีนาคม 2569 เพื่อตอบโจทย์ผู้ขับขี่ยุคใหม่ที่ต้องการทั้งสมรรถนะ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์การเดินทางที่ก้าวล้ำ GWM ORA 5 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่สู่ Next Generation SUV ที่พร้อมพาผู้ใช้งานก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของการเดินทางในยุคใหม่ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่าน GWM Application, www.gwm.co.th หรือ GWM Contact Center โทร.     02-668-8888

NEX จับมือ พรภูทิพย์ ส่งมอบรถหัวลากไฟฟ้าขนส่งน้ำเชื่อม ตอบโจทย์ TRR Industry และ Suntory PepsiCo Thailand มุ่งยกระดับสู่ Low Carbon Mobility เต็มรูปแบบ

0
Oplus_16908288

บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX เดินหน้าสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การขนส่งคาร์บอนต่ำ ล่าสุด ได้ส่งมอบรถหัวลากไฟฟ้า NEX EV Tractors ให้แก่ บริษัท พรภูทิพย์ ทรานสปอร์ต จำกัด เพื่อนำไปใช้ในภารกิจขนส่งน้ำเชื่อมให้กับ บริษัท ไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัด (TRR Industry) ผู้ผลิตน้ำตาลแบรนด์ “Lin” ซึ่งเป็นผู้ผลิตและแปรรูปน้ำตาลรายสำคัญของประเทศ

โดยพิธีส่งมอบได้รับเกียรติจากคุณพรทิพย์ ถิระสังวร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรภูทิพย์ ทรานสปอร์ต จำกัด (ที่ 1 จากซ้าย) คุณอัจฉรา งานทวี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัด (ที่ 2 จากซ้าย) คุณอากิระ โนจิมะ Saraburi Manufacturing Vice President (กลาง) คุณพรทิพย์ สิงห์น้อย Direct Material Procurement Director (ที่ 2 จากขวา) บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด และคุณธนพัชร์ สุขสุธรรมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) (ที่ 1 จากขวา) ร่วมแสดงความยินดีและเป็นสักขีพยาน ณ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด จังหวัดสระบุรี

ภายในพิธีส่งมอบ ผู้บริหารจาก TRR Industry, NEX และ พรภูทิพย์ ทรานสปอร์ต ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขนส่ง ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานที่ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้พัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงผู้ให้บริการขนส่ง

การส่งมอบรถหัวลากไฟฟ้าในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของ TRR Industry ในฐานะผู้ผลิตน้ำตาลและน้ำเชื่อมรายใหญ่ของประเทศ ที่มุ่งพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยการนำรถหัวลากไฟฟ้า NEX EV Tractors มาใช้ทดแทนรถบรรทุกดีเซลในเส้นทางขนส่งน้ำเชื่อมไปยังโรงงานของพันธมิตร ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ลดมลพิษทางอากาศ และลดเสียงรบกวนจากการขนส่ง

ยามาฮ่าส่งเทรนดี้สกู๊ตเตอร์ของคนรุ่นใหม่ YAMAHA FAZZIO บุกซีรีส์ดัง “เด็กใหม่ The Reset”

0

นายอุกฤษณ์ ภาควิวรรธ รองผู้จัดการใหญ่ด้านวางแผนการค้าและการตลาด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ร่วมถ่ายภาพกับ นายนิพนธ์ ผิวเณร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตละคร บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยคณะผู้จัดและนักแสดงนำจากซีรีส์ Girl from Nowhere The Reset (เด็กใหม่ The Reset) ในงาน “Girl from Nowhere The Reset” GALA PREMIERE เปิดตัวซีรีส์เรื่องใหม่ พร้อมชวนชม Ep.1 ก่อนใคร

โดย บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ได้เข้าร่วมเป็น ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ของซีรีส์ เด็กใหม่ The Reset พร้อมส่ง YAMAHA FAZZIO HYBRID เทรนดี้สกู๊ตเตอร์ของคนรุ่นใหม่ เข้าร่วมถ่ายทอดภาพลักษณ์ความสดใส ทันสมัย และไลฟ์สไตล์ของเด็กเจเนอเรชันใหม่ ภายใต้สโลแกน “เจนใหม่สไตล์เนี้ยะ!”

ทั้งนี้ YAMAHA FAZZIO HYBRID ที่ได้รับการตกแต่งพิเศษ จะปรากฏเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของเรื่อง เปรียบเสมือน “นักแสดงหลัก” ที่ร่วมถ่ายทอดความเป็นเทรนดี้ในทุกตอนของซีรีส์ เพื่อสะท้อนตัวตน และไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างชัดเจน

สำหรับ Girl from Nowhere The Reset (เด็กใหม่ The Reset) นำแสดงโดย YAMAHA FAZZIO Hybrid, เบ็คกี้ อาร์มสตรอง, เจนเย่ เมธิกา, เพิร์ธ วีริณฐ์ศรา และนักแสดง New Gen ชื่อดังอีกมากมาย

แฟนๆ ยามาฮ่าสามารถร่วมติดตามชมซีรีส์ Girl from Nowhere The Reset (เด็กใหม่ The Reset) ได้ทุกวันเสาร์ เวลา 20.30 น. เริ่มตอนแรก 7 มีนาคมนี้ ดูทีวี ช่องวัน 31 ดูย้อนหลัง UNCUT แอป oneD และสามารถติดตามคอนเทนต์ YAMAHA FAZZIO HYBRID เด็กใหม่ #คันใหม่ถูกใจโน๊ะ ที่นำเสนอการตกแต่งของรถ YAMAHA FAZZIO ที่แต่งง่ายให้โดนใจ เหมาะกับทุกวัย ภายใต้ #Yamaha #Fazzio #คันใหม่ถูกใจโน๊ะ ได้ที่ Facebook : Yamaha Society Thailand

โดยงาน “Girl from Nowhere The Reset” GALA PREMIERE เปิดตัวซีรีส์และฉาย Ep.1 รอบพิเศษ จัดขึ้น ณ สยามภาวลัย รอยัล แกรนด์ เธียเตอร์ ชั้น 6 สยามพารากอน เมื่อเร็วๆ นี้

วิริยะประกันภัย เปิดกลยุทธ์ปี 69 เดินหน้ายกระดับบริการทุกมิติ “เคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤต มุ่งเสริมสร้างสังคมไทยสู่ความยั่งยืน”

0

นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำคณะผู้บริหารระดับสูง จัดงานแถลงข่าวประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “วิริยะประกันภัย เคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤต มุ่งเสริมสร้างสังคมไทยสู่ความยั่งยืน” เพื่อแถลงถึงผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา พร้อมประกาศทิศทางและกลยุทธ์การดำเนินงานปี 2569 ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนองค์กรหลากหลายมิติ ทั้งการยกระดับประสบการณ์บริการด้วยการประยุกต์ใช้นวัตกรรม การสนับสนุนมาตรฐานงานบริการด้วย Data Driven รวมถึงให้ความสำคัญกับการเสริมศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG (Environmental, Social, Governance) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งขององค์กรให้พร้อมรับมือกับทุกวิกฤตในอนาคต และยืนหยัดเป็นหลักประกันความเสี่ยง เคียงข้างสังคมไทยทุกสถานการณ์ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรม Jubilee Prestige Hotel Ratchadapisek กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ความท้าทายรอบด้าน ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติที่มีความถี่และรุนแรงมากขึ้น ตลอดจนเหตุการณ์ความไม่สงบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และอุบัติภัยที่ไม่คาดคิด แต่บริษัทฯ ยังคงแสดงศักยภาพความแข็งแกร่งในการบริหารจัดการความเสี่ยงและสินไหมทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดประกันวินาศภัยต่อเนื่องเป็นปีที่ 34 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 14.64% ส่วนผลประกอบการปี 2568 มีเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม 42,923 ล้านบาท เติบโต 5% ในขณะเดียวกัน ยังคงมั่นคงด้วยสินทรัพย์ที่มีอยู่ถึง 68,166 ล้านบาท และอัตราความพอเพียงของเงินกองทุน (CAR) 357.21% ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่ามาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยในปี 2569 นี้ บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับตรงอยู่ที่ 44,646 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 4% ภายใต้แผนงานที่มุ่งผสานพลังเทคโนโลยีและศักยภาพบุคลากรทุกส่วนงาน ยกระดับคุณภาพงานบริการทุกมิติ พร้อมเดินหน้าสร้างคุณค่าให้ผู้เอาประกันภัย คู่ค้า และสังคมไทยอย่างมั่นคงยั่งยืน บนพื้นฐาน “ความเป็นธรรม คือ นโยบาย”

“ฮอนด้า” เติมความอุ่นใจรับซัมเมอร์ ! มอบแคมเปญสุดพิเศษ “Happy Plus Summer Check คุ้มขั้นสุด ให้ร้อนนี้สนุกกว่าที่เคย” ตรวจเช็กรถคู่ใจ รับส่วนลดพร้อมทางเลือกผ่อนสบายกระเป๋า ณ ศูนย์บริการรถยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่ 1 – 31 มีนาคม 2569 

0
ฮอนด้า 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมต้อนรับหน้าร้อน ชวนครอบครัวฮอนด้าเดินทางพร้อมความอุ่นใจด้วยแคมเปญตรวจเช็กรถยนต์ Happy Plus Summer Check คุ้มขั้นสุด ให้ร้อนนี้สนุกกว่าที่เคย เพราะทุกการเดินทางต้องมาพร้อมความปลอดภัย สำหรับลูกค้าครอบครัวฮอนด้าตรวจสภาพรถยนต์ฟรี ! และพิเศษสุดกับส่วนลดยางรถยนต์เพิ่มเติม !! สูงสุด 400 บาท* พร้อมทางเลือกผ่อนง่ายสบายกระเป๋า ดอกเบี้ย 0% สูงสุด 10 เดือน ขั้นต่ำ 2,000 บาท** เพียงนัดหมายและนำรถยนต์เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการรถยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 มีนาคม 2569

แคมเปญสำหรับลูกค้าครอบครัวฮอนด้า

รายการที่ 1 บริการตรวจสภาพรถยนต์ฟรี

รายการที่ 2 รับส่วนลดเส้นละ 100 บาท เมื่อซื้อยางรถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ ทุกเบอร์ เพิ่มเติมจากแคมเปญยางรถยนต์ปกติ

รายการที่ 3 รับส่วนลด 100 บาท เมื่อซื้อแบตเตอรี่ยี่ห้อ GS** และ PUMA**

แคมเปญพิเศษสำหรับลูกค้าฮอนด้า รถใหม่อายุไม่เกิน 1 ปี

  • รับส่วนลดเพิ่มเติมสูงสุด 7%* เมื่อซื้อแพ็กเกจเช็กระยะ “เพย์เซฟ 6 หรือ 10” (ส่วนลดเพิ่มเติมจากเดิมที่แพ็กเกจเพย์เซฟ 6 และ 10 ให้ 15% รวมกันได้ส่วนลดสูงสุด 22%* ตลอดอายุแพ็กเกจ)

แคมเปญพิเศษสำหรับลูกค้าฮอนด้า รถอายุ 5 ปีขึ้นไป

  • รับส่วนลดเพิ่มเติมสูงสุด 5%* เมื่อซื้อแพ็กเกจเช็กระยะ “เพย์เซฟ 4” (แพ็กเกจเช็ก 4 ระยะ ภายใน 30 เดือน ได้รับส่วนลดค่าแรงและค่าอะไหล่ 15% รวมกันได้ส่วนลดสูงสุด 20%* ตลอดอายุแพ็กเกจ)

แคมเปญพิเศษสำหรับลูกค้าฮอนด้า รถอายุ 4-6 ปี

  • รับส่วนลดเพิ่มเติมสูงสุด 5%* เมื่อซื้อแพ็กเกจเช็กระยะ “เพย์เซฟ อุ่นใจ” (แพ็กเกจเช็ก 4 ระยะ ภายใน 30 เดือน ได้รับส่วนลดค่าแรงและค่าอะไหล่ 10% รวมกันได้ส่วนลดสูงสุด 15%* ตลอดอายุแพ็กเกจ พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงฟรี 2 ปี)

แคมเปญสำหรับลูกค้าครอบครัวฮอนด้ารถอายุ 7 ปีขึ้นไป

รายการที่ 1 ส่วนลด 20% ผลิตภัณฑ์กรองน้ำมันเครื่อง (Oil Filter)**

รายการที่ 2 ส่วนลด 20% ผลิตภัณฑ์กรองอากาศ (Air Filter)**

รายการที่ 3 ส่วนลด 20% อะไหล่ช่วงล่างกลุ่มปีกนก**

รายการที่ 4 ส่วนลด 20% บู๊ซยาง** ยางรองแท่นเครื่อง** และยางรองแท่นเกียร์**

แคมเปญ Welcome to Honda Family สำหรับรถยนต์ฮอนด้ามือสอง เพียงนำรถยนต์เข้ามาอัปเดตข้อมูลพร้อมเอกสารยืนยันผู้ครอบครองรถยนต์ใหม่ รับทันที

รายการที่ 1 ส่วนลดค่าน้ำมันเครื่อง 200 บาท

รายการที่ 2 ส่วนลด 20% สำหรับน้ำมันเกียร์

รายการที่ 3 ส่วนลด 20% สำหรับน้ำยาหม้อน้ำ

รายการที่ 4 ส่วนลด 20% สำหรับน้ำมันเบรก

โปรแกรมผ่อนชำระสำหรับยางรถยนต์ สามารถผ่อนชำระ 0% ได้นานสูงสุด 10 เดือน

  • ผ่อนชำระ 0% 6 เดือนหรือ 10 เดือน กับบัตรเครดิตธนาคารที่ร่วมรายการ*** ยอดใช้จ่ายขั้นต่ำ 2,000 บาท

โปรแกรมผ่อนชำระสำหรับงานบริการทุกประเภท สามารถผ่อนชำระ 0% ได้นานสูงสุด 8 เดือน

  • ผ่อนชำระ 0% 6 เดือน กับบัตรเครดิตธนาคารที่ร่วมรายการ*** ยอดใช้จ่ายขั้นต่ำ 6,000 บาท
  • ผ่อนชำระ 0% 8 เดือน เฉพาะบัตรเครดิตกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์และบัตรเครดิตธนาคารกรุงไทย ยอดใช้จ่ายขั้นต่ำ 6,000 บาท

ซัมเมอร์นี้เดินทางไกลแค่ไหนก็ไม่หวั่น ! เตรียมตัวให้พร้อมแล้วออกไปรับลมร้อนกับรถยนต์ฮอนด้า อุ่นใจตลอดการเดินทาง กับแคมเปญ Happy Plus Summer Check คุ้มขั้นสุด ให้ร้อนนี้สนุกกว่าที่เคย ตั้งแต่วันที่ 1-31 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์บริการรถยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศ สามารถอัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่

  • เว็บไซต์: honda.co.th
  • Facebook Official Account: Honda Thailand
  • LINE Official Account: @honda-thailand

 

“GEELY” คว้า 2 รางวัล Thailand Car of the Year 2026 ตอกย้ำความสำเร็จ EV มาตรฐานระดับโลกเพื่อคนไทย

0
GEELY 1

บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด ในเครือกลุ่มธนบุรี ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ จีลี่ (GEELY) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ต่อยอดความสำเร็จระดับโลกของ GEELY ด้วยการคว้า 2 รางวัลแรกในประเทศไทยจากเวที Thailand Car of the Year 2026 โดย GEELY EX2 รับรางวัล BEST SUBCOMPACT HATCHBACK 5-DOOR EV (RWD) รถยนต์ไฟฟ้า 5 ประตูขนาดเล็ก (ขับเคลื่อนล้อหลัง) ยอดเยี่ยม ส่วน GEELY EX5 คว้ารางวัล BEST COMPACT SUV EV (FWD) รถยนต์ไฟฟ้าอเนกประสงค์ (ขับเคลื่อนล้อหน้า) ยอดเยี่ยม สะท้อนผลิตภัณฑ์ยานยนต์คุณภาพมาตรฐานระดับโลกของ GEELY ที่ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย พร้อมตอกย้ำความมั่นใจของลูกค้าด้วยความมุ่งมั่นที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดไทย

จีลี่ 2

ทั้งนี้ GEELY EX2 ซิตี้คาร์พลังงานไฟฟ้า 100% ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานในเมือง โดดเด่นด้วยดีไซน์เรียบง่ายทันสมัย มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ปลอดภัย และมั่นใจด้วย Global Intelligent Electric Architecture (GEA) แพลตฟอร์มเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าขั้นสูง ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 11-in-1 Intelligent Electric ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) และช่วงล่างแบบ Multi-link ที่ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างมั่นคงและนุ่มนวลในทุกเส้นทาง นอกจากจะได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่เปิดตัวในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 42 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ด้วยยอดจอง 4,016 คันแล้ว ยังชนะใจกรรมการจนได้รับรางวัล BEST SUBCOMPACT HATCHBACK 5-Door EV (RWD)

จีลี่ 3

ส่วนรถอเนกประสงค์อัจฉริยะพลังงานไฟฟ้า GEELY EX5 ก็ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยความโดดเด่นครบครันทั้งด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ ประสิทธิภาพในการขับขี่ ฟังก์ชันความสะดวกสบายและความปลอดภัย พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ส่งผลให้รุ่น PRO จำหน่ายหมดสต๊อก รวมถึงได้รับความไว้วางใจจากการไฟฟ้านครหลวงเลือกใช้เป็นรถสำหรับปฏิบัติงาน และยังได้รับ BEST COMPACT SUV EV (FWD) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรางวัลที่สร้างความภาคภูมิใจ ต่อเนื่องจากความสำเร็จของ GEELY บนเวทีรางวัลระดับโลกอย่าง Red Dot Design Award 2025 และการันตีความปลอดภัยด้วยคะแนนระดับ 5 ดาว จาก Euro NCAP และ ANCAP

จีลี่ 4

นายณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด กล่าวถึงรางวัลในครั้งนี้ว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ GEELY ได้รับรางวัล Thailand Car of the Year 2026 ซึ่งนับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญและเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่ยืนยันศักยภาพของแบรนด์ในประเทศไทย ทั้ง 2 รางวัลนี้สะท้อนถึงจุดเด่นด้านดีไซน์ สมรรถนะ เทคโนโลยีอำนวยความสะดวก และระบบความปลอดภัยของ GEELY EX2 และ GEELY EX5 ได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งตอกย้ำความมุ่งมั่นของ GEELY ในการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลกเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทยในทุกมิติ ประเทศไทยถือเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ธนบุรีนอยสเติน ซึ่งเป็นบริษัทในเครือกลุ่มธนบุรี พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มกำลัง ด้วยประสบการณ์กว่า 85 ปีในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เรามุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่า ตอบโจทย์ผู้บริโภค และสร้างความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องทั้งด้านคุณภาพสินค้าและบริการหลังการขาย โดยบริษัทตั้งเป้าขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการให้ครบ 65 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2569 เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด และตอกย้ำทิศทางการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งของแบรนด์ในประเทศไทย ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

สำหรับเวที Thailand Car of the Year 2026 จัดโดยบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เป็นรางวัลด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ได้รับการยอมรับในประเทศไทย โดยมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญร่วมทดสอบและพิจารณาอย่างเข้มข้น ครอบคลุมทั้งด้านสมรรถนะ เทคโนโลยี ความปลอดภัย และความคุ้มค่า ในปีนี้มีรถยนต์เข้าร่วมการทดสอบรวมทั้งสิ้น 148 รุ่น แบ่งเป็นรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) 103 รุ่น และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) 45 รุ่น สะท้อนการแข่งขันที่เข้มข้นของตลาดยานยนต์ไทย โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถเยี่ยมชมและทดลองขับได้ที่โชว์รูม GEELY ใกล้บ้าน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ของ โทร. 02-081-9999 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.thonburineustern. com และ เฟซบุ๊ก Geely Thonburi Thailand

 

 

 

 

“เอ็มจี” ชวนลูกค้า ALL NEW MG3 HYBRID+ แชร์ความประทับใจ พร้อมอวดเลขไมล์ ลุ้นรางวัลมูลค่ารวม 200,000 บาท

0
ALL NEW MG3 HYBRID+1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ปลุกกระแสสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าผ่านกิจกรรม “เลขไมล์เท่าไหร่ เอ็มจีจ่ายให้เท่านั้น” ชวนเจ้าของรถ ALL NEW MG3 HYBRID+ โพสต์อวดหน้าจอเลขไมล์ พร้อมเล่าเรื่องราว ประสบการณ์ ความประทับใจจากการใช้รถของรถคุณ โพสต์บน Facebook หรือ TikTok ส่วนตัว และแชร์ในกลุ่ม MG3 Hybrid Club Thailand คลิก https://www.facebook.com/groups/783758685694363?locale=th_TH ตั้งค่าโพสต์เป็นสาธารณะ พร้อมติดแฮชแท็ก #myMG3HYBRIDPLUS #MG3HybridPlus ลุ้นเป็นแชมป์ทุบสถิติเลขไมล์สูงสุดของแคมเปญ คว้ารางวัลมูลค่าสูงสุด 120,000 บาท แจกบัตรน้ำมันทุกสัปดาห์ รวมมูลค่าของรางวัลทั้งหมด 200,000 บาท สามารถร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2569 – 3 พฤษภาคม 2569 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mgcars.com/th/news/MyMG3HYBRIDPlus?saveconsent=true ติดตามรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลเลขไมล์สูงสุด ในวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น. ทาง MG Thailand https://www.facebook.com/MGcarsThailand?locale=th_TH

หมายเหตุ : เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนดเท่านั้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ เอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

#MGThailand #MGCarsTH #PassionDrives #MG3 #myMG3HYBRIDPLUS #MG3HybridPlus