Home Blog Page 218

ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX MPV 7 ที่นั่ง เทคโนโลยีทันสมัย ขุมพลังไฮบริด ตั้งราคา 1.379-1.479 ล้านบาท

0
ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX Pic Open

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ระดับพรีเมียมรุ่นใหม่ล่าสุด “อินโนวา ซีนิกซ์” ALL-NEW INNOVA ZENIX ที่ผสานความทันสมัย แข็งแกร่ง ทรงพลัง พร้อมพาทุกคนในครอบครัวร่วมเดินทาง เพื่อเติมเต็มประสบการณ์อันน่าประทับใจในสไตล์ MPV “Multi-Purpose Vehicle” สมบูรณ์แบบด้วยโครงสร้างสถาปัตยกรรมยานยนต์ TNGA “Toyota New Global Architecture” พร้อมช่วงล่างใหม่ และพวงมาลัยไฟฟ้า EPS ขับเคลื่อนด้วยพลังของเครื่องยนต์ไฮบริด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 186 แรงม้า เกียร์ e-CVT ประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 21.3 กม./ลิตร พร้อมความปลอดภัยเหนือระดับด้วย Toyota Safety Sense เจเนอเรชันที่ 3 ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 1.379-1.479 ล้านบาท

ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX 1

ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX มากับดีไซน์ใหม่ทั้งคันตั้งแต่หัวจรดท้าย จากภายนอก สู่ภายใน ทันสมัย กว้างขวาง สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น พร้อมฟังก์ชันระดับพรีเมียม เช่น เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เบาะผู้โดยสารแถวสองปรับไฟฟ้าแบบ “Captain Seat” พร้อมเบาะรองน่องปรับไฟฟ้า และโต๊ะส่วนตัวแบบพับได้ ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร เบาะนั่งแถว 3 พับเรียบเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ และสีพิเศษใหม่ Dark Steel Mica พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกล้ำสมัยรอบคัน ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และอรรถรสในการขับขี่ สร้างความมั่นใจตลอดการเดินทาง ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์คนเมือง เลือกเป็นเจ้าของได้ 2 รุ่น

ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX 2

รุ่น 2.0 HEV Smart

พิเศษ! เบาะนั่งแถว 2 แบบ Captain Seat และโต๊ะส่วนตัวพับได้

ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX 3
พิเศษ! หน้าจอสัมผัสขนาด 10.1 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay ไร้สาย และ Android Auto

ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX 4
ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว

ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX 5
ไฟหน้า และไฟท้าย LED

ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX 6
ฝาท้ายเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมเซนเซอร์แบบ Kick Activated

ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX 7
จอแสดงผลข้อมูลผู้ขับขี่แบบจอสี TFT ขนาด 7 นิ้ว

ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX 8
เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง

 

เบาะนั่งแถว 3 แบบพับเรียบ (50:50)

 ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX  17
ระบบเบรกมือไฟฟ้า และหน่วงเบรกอัตโนมัติ

ระบบเชื่อมต่อ T-Connectเปิดประสบการณ์ใหม่กับสมรรถนะในการขับขี่ และความปลอดภัย

เครื่องยนต์ 2.0 ไฮบริด ใหม่ M20A-FXS Dual VVT-i

 ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX  24

ระบบเกียร์ E-CVT

ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX 13
ระบบส่งกำลังขับเคลื่อนล้อหน้า
ระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้า EPS
ระบบกันสะเทือนล้อหน้าแบบอิสระ MacPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลง
ระบบกันสะเทือนล้อหลังแบบ Torsion Beam พร้อมเหล็กกันโคลง
ระบบความปลอดภัย TOYOTA SAFETY SENSE เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด

ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX 13
กล้องมองภาพขณะถอยหลัง

ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX 15
ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSM และระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ RCTA

ระบบแจ้งเตือนลมยาง TPMS

สัญญาณเตือนกะระยะ 8 ตําแหน่ง

ถุงลมนิรภัย 6 ตําแหน่ง

 ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX 17

รุ่น 2.0 HEV Premium

(อุปกรณ์ที่เพิ่มเติมจากรุ่น 2.0 HEV Smart)

พิเศษ! หลังคามูนรูฟแบบ Panoramic

 ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX  17
พิเศษ! ภายในแบบทูโทน สีน้ำตาล Dark Chestnut และสีดำ

 ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX  18
พิเศษ! เบาะนั่งแถว 2 ปรับไฟฟ้าแบบ Captain Seat พร้อมเบาะรองน่องปรับไฟฟ้า และโต๊ะส่วนตัวพับได้

ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Paddle Shift

กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ

พิเศษ! กล้องมองรอบคัน Panoramic View Monitor

 ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX  20

ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX แบ่งออกเป็น 2 รุ่น 4 สี ได้แก่

> สีดำ Dark Steel Mica
> สีขาว Platinum White Pearl*
> สีดำ Attitude Black Mica
> สีเงิน Silver Metallic

โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย 0edyf ตั้งราคาจำหน่าย ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX รุ่น 2.0 HEV Smart ไว้ที่ 1,379,000 บาท และ รุ่น 2.0 HEV Premium ราคา 1,479,000 บาท

 ALL-NEW TOYOTA INNOVA ZENIX

ตัดสินใจเป็นเจ้าของ อินโนวา ซีนิกซ์ ใหม่ วันนี้ รับข้อเสนอสุดพิเศษ!**

> แพ็กเกจขยายระยะเวลารับรองการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี (ช่วงปีที่ 6-10) พร้อมรับประกันระบบไฮบริด 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

> ขยายระยะรับประกันสูงสุด 5 ปี หรือ 150,000 กม.เมื่อเข้าเช็กระยะตามกำหนด พร้อมฟรีค่าแรงจนถึง 100,000 กม.

*สำหรับสีพิเศษ Platinum White Pearl เพิ่ม 10,000 บาท

**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

เป็นเจ้าของ ALL-NEW INNOVA ZENIX “The Amazing Memories” ให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์…ได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ

 

พิเศษ พบกับกิจกรรม “ALL-NEW INNOVA ZENIX The Amazing Experience”

ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม ถึงวันที่ 2 สิงหาคม ศกนี้

ที่ Toyota ALIVE บางนา

TTC Motor มอบความพิเศษ ยกขบวนรถใหม่ป้ายแดง รถผู้บริหารไมล์น้อยและรถเดโม่ พร้อมรับข้อเสนอฉ่ำว๊าว

0
TTC Motor Pic Open

TTC Motor จัดหนัก จัดเต็มกับความพิเศษกลางปี ด้วยโปรโมชั่นและอีเว้นต์หลากหลาย TTC Rain Down Offers ยกขบวนรถใหม่ป้ายแดง และรถผู้บริหารไมล์น้อย รถเดโม่ จาก Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG ราคาต่ำกว่า 2 ล้าน พร้อมรับข้อเสนอฉ่ำว้าว ที่คุณไม่อาจปฏิเสธได้ ทั้งยังจะได้เพลิดเพลินกับอีเว้นต์สนุกสนาน สอดแทรกสาระ มอบให้กับทุกท่านที่มาชมหรือเลือกซื้อ ในวันที่ 22-23 กรกฎาคมนี้ ที่พัฒนาการ 45

คุณอัครินทร์ ตั้งทวีสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์, เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี, เมอร์เซเดส-มายบัคและเมอร์เซเดส-อีคิว อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า ทีทีซี มอเตอร์ จัดหนัก จัดเต็มกับความพิเศษกลางปี ด้วยโปรโมชั่นและอีเว้นต์หลากหลายกับแคมเปญ TTC Rain Down Offers กับรถใหม่ป้ายแดงหลากรุ่น สามารถเลือกรับ ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 6 ปี* หรือ MBSP Extra Guarantee นานสูงสุด 5 ปี* ก่อนตัดสินใจออกรถยนต์ Mercedes-Benz ทุกรุ่น

TTC Motor 1

ในส่วนของรถผู้บริหารไมล์น้อยและรถเดโม่ จาก Mercedes-Benz Certified ยิ้มรับข้อเสนอสุดฉ่ำ! รถราคาพิเศษเริ่มต้นไม่เกิน 2 ล้านบาท รับข้อเสนอสุดว้าว – ออกรถเริ่มต้น 77,000 บาท* , ผ่อนสูงสุด 7 ปี *, รับวารันตี 1 ปี หรือ 20,000 กม.*

ส่วนข้อเสนอสำหรับรถเดโม่ ไมล์น้อย เริ่มต้นที่หลักร้อย คุณภาพหลักล้าน ประหยัดกว่าป้ายแดงสูงสุดกว่า 7 แสนบาท* รับดอกเบี้ย 0% นาน 12 เดือน* หรือ รับ MBSP สูงสุด 5 ปี* *เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด มาหลบฝน พร้อมเลือกชมรถก่อนใคร ๆ ณ โชว์รูม TTC Motor พัฒนาการ 45 แคมเปญนี้จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 22-23 กรกฎาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 08.30 น.-18.00 น ลงทะเบียนผ่านทาง QR code (ในเอกสารแนบ) หรือลิ้งค์นี้ : http://bit.ly/TTCRainDownOffers ก่อนตัดสินใจออกรถยนต์ Mercedes-Benz ทุกรุ่น อย่าพึ่งแน่ใจว่าได้ดีลที่ดีที่สุด หากยังไม่ได้โทรหาที่ปรึกษาการขายของ #TTCMotor

TTC Motor 2

สำหรับรถผู้บริหารไมล์น้อยและรถเดโม่ที่น่าสนใจสุด ๆ อาทิ Mercedes-Benz A 200 AMG , C 220d Avantgarde , C 300e Avantgrade , SLC 300 AMG Dynamic , GLC 300e Coupe 4MATIC AMG Dynamic , AMG C43 Sedan , S580 e AMG Premium ฯลฯ

ทีทีซี มอเตอร์ 2 สาขา คือสาขาพัฒนาการ 45 โทร.1274, 02-322-2222,083-545-6456 และสาขาอุบลราชธานี โทร. 045-475-222 , www.facebook.com/BenzTTC TTC Motor #ครบจบทุกเรื่องเบนซ์ ผู้จำหน่าย Mercedes-Benz , Mercedes-AMG , Mercedes-EQ , Mercedes-Maybach , Sprinter อย่างเป็นทางการ Line : https://bit.ly/LINEBENZTTC IG : https://bit.ly/IGBENZTTC

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Roctane ใหม่ มอเตอร์ไซค์สไตล์ครุยเซอร์และทัวร์ริ่งที่ไม่เหมือนใครในแบบแบ็กเกอร์คัสตอม

0
บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Roctane Pic Open

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู R 18 Roctane ใหม่ ในฐานะมอเตอร์ไซค์รุ่นที่ห้าของตระกูล R 18 อันเลื่องชื่อ โดยมอเตอร์ไซค์ในตระกูล R 18 อยู่ในกลุ่มที่ร่วมเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ด้วยการผสมผสานสไตล์วินเทจเข้ากับเทคโนโลยีการขับขี่ที่ดีที่สุดในศตวรรษที่ 21 ทั้งยังหลอมรวมความเป็นครุยเซอร์และทัวร์ริ่งแบบแบ็กเกอร์คัสตอมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมองค์ประกอบที่ชวนให้นึกถึงบ็อกเซอร์ในตำนานปี 1936 และยังคงนำเสนอแก่นแท้ของการขี่มอเตอร์ไซค์ซึ่งยกระดับประสบการณ์การขับขี่ไปสู่อีกขั้นด้วยการออกแบบที่น่าเกรงขาม เทคโนโลยีอันล้ำสมัย และสมรรถนะที่เหนือชั้นกว่าใคร

รูปลักษณ์ภายนอกที่แข็งแกร่ง เทคโนโลยีที่ทันสมัย และชิ้นส่วนแท้ในสไตล์แบ็กเกอร์คัสตอม ยังสานต่อสไตล์อันโดดเด่นจากบีเอ็มดับเบิลยู R 5 รุ่นก่อนหน้า แตกต่างด้วยการใช้เทคโนโลยีไฟ LED ที่ล้ำสมัยซึ่งได้รับการตีความแบบคลาสสิก


บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Roctane  1

โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาดใหญ่ 4 จังหวะ 2 สูบ หรือ ‘บิ๊กบ็อกเซอร์’ พร้อมความจุ 1,802 ซีซี สามารถส่งกำลังได้ถึง 67 กิโลวัตต์ (91 แรงม้า) ที่ 4,750 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิด 158 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบต่อนาที ทำความเร็วได้สูงสุดมากกว่า 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รองรับน้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วค่าออกเทน 95 ขึ้นไป


บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Roctane  2

ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยเพลา พร้อมชุดเกียร์ 6 สปีด แบบ claw-shift และคลัทช์เดี่ยวแบบแห้ง และยังโดดเด่นด้วยมาตรฐานการผลิตคุณภาพสูงและความประณีตในรายละเอียดต่าง ๆ เช่น การเชื่อมข้อต่อระหว่างโครงสร้างเหล็กและการขึ้นรูปชิ้นส่วนเหล็กหล่อต่าง ๆ

สวิงอาร์มหลังยังได้รับแรงบันดาลใจจากบีเอ็มดับเบิลยู R 5 ยึดต่อกับเพลาหลังด้วยข้อต่อสลักเกลียวแบบดั้งเดิม ตอกย้ำความคลาสสิกที่สืบทอดกันมาด้วยความโดดเด่นของตัวถังแบบเหล็ก ไม่ว่าจะเป็น ถังน้ำมัน ฝาครอบล้อหน้าและล้อหลัง และตัวเรือนไฟหน้า


บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Roctane  3

ระบบช่วงล่างยังคงความคลาสสิกด้วยการใช้ช่วงล่างแบบเทเลสโคปิกแทนการควบคุมด้วยไฟฟ้า โดยมีคานรับน้ำหนักกลางที่ปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ เพื่อการควบคุมที่เฉียบคมและนุ่มสบาย ระยะยุบตัวโช้คหน้า 120 มิลลิเมตร และระยะยุบตัวโช้คหลัง 90 มิลลิเมตร

ระบบเบรกใหม่ มาพร้อมดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวที่ล้อหลัง และคาลิปเปอร์เบรกแบบตายตัว 4 ลูกสูบ

ล้อหน้าขนาด 21 นิ้วซึ่งใหญ่ขึ้น เมื่อรวมกับล้อหลังขนาด 18 นิ้ว เสริมลุคให้มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้สะดุดตายิ่งขึ้น

โหมดการขับขี่สามโหมดที่ติดตั้งเป็นมาตรฐาน ได้แก่ ‘Rain’, ‘Roll’ และ ‘Rock’ ซึ่งค่อนข้างพิเศษสำหรับมอเตอร์ไซค์ในเซ็กเมนต์นี้ อุปกรณ์มาตรฐานยังรวมถึงระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) ซึ่งให้ความปลอดภัยในการขี่ระดับสูง นอกจากนั้น ระบบเกียร์ถอยหลัง (Reverse Gear) ยังช่วยให้การถอยรถเป็นไปได้อย่างสะดวกสบายและระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) ช่วยให้การออกตัวขึ้นเนินเป็นเรื่องง่าย ระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control) ช่วยให้ผู้ขับขี่รักษาความเร็วให้คงที่บนถนนที่เป็นทางตรง

ในขณะที่ระบบทำความร้อนที่แฮนด์ (Heated Grips) ช่วยทำให้มือของผู้ขี่อบอุ่นขึ้นในวันที่อากาศหนาวเย็น ระบบสตาร์ทแบบไร้กุญแจ (Keyless Ride) ช่วยเสริมความทันสมัยให้กับบีเอ็มดับเบิลยู R 18 Roctane ใหม่ ในขณะที่ไฟส่องสว่างในตอนกลางวัน ไฟหน้า Adaptive พร้อมระบบ Headlight Pro ช่วยให้แสงสว่างบนถนนที่ชัดเจนขึ้น ผู้ขับขี่จะได้รับความปลอดภัยยิ่งขึ้นในทุกเส้นทางกับฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิงพร้อมระบบล๊อกและระบบตรวจสอบความดันลมยาง (RDC)


บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Roctane  6

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Roctance ใหม่ สืบทอดอัตลักษณ์ดั้งเดิมของมอเตอร์ไซค์สไตล์แบ็กเกอร์คัสตอมยุคก่อนมาพร้อมกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและดีไซน์ที่ร่วมสมัย ตัวอักษร ‘BERLIN BUILT’ บนหน้าปัดตอกย้ำถึงต้นกำเนิด ทั้งยังนำเสนอความสมดุลตามหลักสรีรศาสตร์และตำแหน่งการวางเท้าที่สะดวกสบาย ทำให้อยู่ในท่าขี่ที่ผ่อนคลายและกระฉับกระเฉงเพื่อให้สามารถควบคุมมอเตอร์ไซค์ได้อย่างพอดี


บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Roctane  4

แฮนด์จับสีดำเคลือบทรงสูงให้ตำแหน่งการขี่ที่ตั้งตรงและผ่อนคลาย นอกจากนั้น เบาะนั่ง 2 ระดับที่เพรียวบางไปทางด้านหลัง พร้อมสายรัดผู้โดยสารด้านหลัง ถูกติดตั้งมาพร้อมกับแผ่นวางเท้าที่เชื่อมกับแป้นเปลี่ยนเกียร์ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่ทางไกลและท่องเที่ยวโดยมาพร้อมกับถังเก็บสัมภาระความจุข้างละ 27 ลิตร


บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Roctane  5

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Roctane ใหม่ มาในสีเทา Mineral Grey Metallic Matte ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 1,375,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

 

 

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ขยายเครือข่ายการบริการหลังการขายแบบครบวงจรสำหรับรถกลุ่ม AMG ทุกรุ่น เพิ่มความสะดวกสบายด้วยศูนย์บริการถึง 40 แห่งทั่วประเทศ

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความพร้อมในการขยายเครือข่ายการให้บริการหลังการขาย (After-Sales Service) สำหรับรถยนต์สมรรถนะสูงจากแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี (Mercedes-AMG) ทุกรุ่น จากเดิมที่สามารถเข้ารับบริการได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี จำนวน 15 แห่ง ปัจจุบัน ลูกค้าสามารถนำรถยนต์มาเข้ารับการบริการหลังการขายแบบครบวงจรได้ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ 40 แห่งทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็นศูนย์บริการในพื้นที่กรุงเทพมหานครจำนวน 22 แห่ง และพื้นที่ต่างจังหวัดจำนวน 18 แห่ง ทั้งนี้ ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้มีการฝึกอบรมทีมงานและช่างผู้เชี่ยวชาญสำหรับการดูแลรถในกลุ่ม AMG โดยเฉพาะ เพื่อยกระดับการให้บริการและเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าคนพิเศษทุกคน รวมถึงการบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยมตามมาตรฐานเมอร์เซเดส-เบนซ์

Mercedes-AMG เป็นรถยนต์สมรรถนะสูงที่ผสานความสมบูรณ์แบบของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เข้ากับขีดสุดของการพัฒนาขุมพลังที่มาพร้อมประสิทธิภาพในการขับขี่ที่เหนือชั้น แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญและความล้ำสมัยในด้านวิศวกรรมที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นสุดยอดยนตรกรรมตามแบบฉบับ “The AMG DNA” โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ทั้งในด้านของระบบการขับขี่ พลังในการขับเคลื่อน คุณภาพของเสียง และการออกแบบที่พิถีพิถัน

ในปัจจุบัน รถยนต์ภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยจำนวน 6 รุ่น  ได้แก่ Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC, Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé,  Mercedes-AMG GLE 53 4MATIC Coupé และ Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+, Mercedes-AMG G 63 รวมไปถึงรถสปอร์ตโรดสเตอร์ในตำนานอย่าง Mercedes-AMG SL 43

โดยสามารถติดต่อผ่านผู้จำหน่าย เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการทั้ง 15 แห่งทั่วประเทศ ตามรายชื่อผู้จำหน่ายฯ ดังนี้

  1. บริษัท สตาร์แฟลก จำกัด
  2. บริษัท บีเคเค ออโตเฮาส์ กาญจนาภิเษก จำกัด
  3. บริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด (สาขา ลุมพินี)
  4. บริษัท เบนซ์ ราชครู จำกัด
  5. บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด
  6. บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด
  7. บริษัท เบนซ์ บีเคเค วิภาวดี จำกัด
  8. บริษัท เบนซ์ภูเก็ต จำกัด
  9. บริษัท เบนซ์ ตลิ่งชัน จำกัด
  10. บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ อุบลราชธานี จำกัด
  11. บริษัท ที เอส ที เมอร์เซเดส เบนซ์ จำกัด
  12. บริษัท เมโทร ออโต้เฮ้าส์ จำกัด
  13. บริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด
  14. บริษัท แอทต้า ออโต้เฮ้าส์ จำกัด
  15. บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ พัทยา จำกัด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการบริการหลังการขายของรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ได้ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ https://www.mercedes-benz.co.th/th/passengercars/services/maintenance.html นัดหมายเข้ารับบริการออนไลน์ได้ที่ http://mb4.me/TH_OAB ทั้งนี้ เงื่อนไขให้เป็นไปตามที่บริษัทฯ และศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการกำหนด

 

ทดลองขับ Honda City 2023 เสริมหล่อ ขับสนุก ทางเลือกความประหยัดที่ไม่ต้องง้อปลั๊กไฟ

0
Honda City 2023 Pic Open

Honda City 2023 กับการปรับใหม่ในครั้งนี้ถ้าจะโฟกัสไปที่รูปลักษณ์ อาจจะยังคุ้นตา ทั้งในรุ่น Turbo RS และ e:HEV จะมีในส่วนของหน้ากระจัง กันชนหน้า และ หลัง รวมถึลวดลายล้อแมกและงขนาดของยางซึ่งส่งผลให้รถมีความสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย ภายในเสริมหรูด้วยเบาะหนังเย็บด้ายแดง พร้อมตกแต่งคอนโซลกลางและแผงข้างใหม่ แต่ที่อัดให้แบบเต็มๆในทุกรุ่นย่อยนั่นคือระบบ Honda Sensing ด้านความประหยัดก็ยังโดดเด่น จากที่อีโค่สติ๊กเกอร์ระบุไว้ในรุ่น Turbo RS ที่ 23 กม./ลิตร และรุ่น e:HEV ที่ 28.3 กม./ลิตร ซึ่งการทดสอบในครั้งนี้จะเป็นอีกครั้งที่แข่งขันการขับขี่ในรูปแบบประหยัดเชื้อเพลิง มาดูกันว่าอัตราสิ้นเปลืองการทดสอบจะได้ใกล้เคียงกับที่เคลมไว้ขนาดไหน และรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงในรถรุ่นนี้จะมีอะไร คุ้มค่ากับค่าตัว 749,000 บาทในรุ่น Turbo RS และ 839,000 บาท ในรุ่น e:HEV หรือไม่

Honda City 2023 1

ฮอนด้า ออโตโมบิลส์ กระตุ้นตลาดรถเล็กอีกครั้งด้วยการปรับโฉมให้กับ Honda City 2023 ทั้งในรุ่น Turbo RS และ e:HEV พร้อมเสริมความสปอร์ตรอบคันด้วยการเปลี่ยนกระจังหน้าสีดำเงา โคมไฟหน้าพร้อมไฟตัดหมอกแบบใหม่ เช่นเดียวกับกันชนหน้าและหลัง ซึ่งรวมไปถึงดิฟฟิวเซอร์ สปอยเลอร์เลอร์หลัง และเสาอากาศแบบครีบฉลาม

Honda City 2023

Honda City 2023  3

ล้อแมกปรับลวดลายแต่ก็ใกล้เคียงแบบเดิม ยางเปลี่ยนขนาดจาก 185/55 มาเป็น 185/60 R16

Honda City 2023  6

ทั้ง 2 รุ่นปรับปรุงใหม่แทบจะไม่แตกต่าง แต่สังเกตได้จากโลโก้ HONDA สีฟ้า จะเป็นของรุ่น e:HEV

Honda City 2023  7

ภายในเพิ่มความสปอร์ตพรีเมียม ตกแต่งคอนโซลสีแดง มีเบาะนั่งหุ้มหนังเย็บด้ายแดง มาพร้อมระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย

Honda City 2023  8

Honda City 2023  11

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องปรับอากาศตอนหลัง ช่องเชื่อมต่อ USB ด้านหลังแบบ Type-C 2 ตำแหน่ง ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start)

Honda City 2023  9

พวงมาลัยมีก้านเปลี่ยนเกียร์แบบแพดเดิลชิพท์ในรุ่น Turbo RS ส่วน e:HEV จะเป็นระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors) และมีมาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว

Honda City 2023  12

เบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Hold จะถูกติดตั้งในรุ่น e:HEV ส่วน TURBO RS จะเป็นเบรคมือแบบธรรมดา

Honda City 2023 12
ขุมพลังฟูลไฮบริดในรุ่น e:HEV ที่ผสานการทำงานอันทรงพลังร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Atkinson Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และ แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน มอบแรงบิดมอเตอร์สูงสุดที่ 253 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 3,000 รอบต่อนาที และยังให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 27.8 กิโลเมตร/ลิตร มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 83 กรัม/กิโลเมตร รองรับพลังงานทางเลือก E20 ทั้งนี้ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV จะปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ให้โดยอัตโนมัติตามความเหมาะสม ประกอบด้วย 3 โหมด ได้แก่ โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode)

Honda City 2023  13

TURBO RS มากับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO 3 สูบ 12 วาล์ว ที่มาพร้อม Turbo Charger มอบกำลังสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 – 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT) ให้อัตราเร่งและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 23.8 กิโลเมตร/ลิตร มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 99 กรัม/กิโลเมตร และสามารถรองรับพลังงานทางเลือก E20

Honda City 2023  14

ระบบรองรับหน้าอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท หลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีม ส่วนระบบเบรกของรุ่น Turbo RS ด้านหน้าเป็นดิสเบรก หลังเป็นแบบดุม แต่ในรุ่น e:HEV จะใช้เป็นดิสเบรกทั้ง 4 ล้อ

ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ทำงานผ่านกล้องมุมมองกว้างด้านหน้า ช่วยตรวจจับรถยนต์ คนเดินถนน จักรยาน และจักรยานยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบไปด้วย 6 ฟังก์ชันการทำงานหลัก ๆ ดังนี้
•ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
•ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
•ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
•ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
•ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control: ACC)
•ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

การทดสอบในครั้งนี้ระยะทางไปและกลับราว 300 กม. จากกรุงเทพฯ-สิงห์บุรี และจะใช้การขับขี่ในรูปแบบประหยัดเชื้อเพลิง เลือกรถที่ใช้แข่งขันด้วยวิธีจับฉลาก โดยพาหนะในการเดินทางเป็น Honda City รุ่น Turbo RS ก่อนจะสลับมาขับรุ่น e:HEV

Honda City 2023  15

ความสะดวกสบายที่มาพร้อมกับความปลอดภัยกับระบบ Honda Sensing กับการขับขี่ในรูปแบบประหยัดถือเป็นตัวช่วยสำคัญ เพราะการขับขี่ที่ต้องรักษาความเร็วเป็นเวลานาน บนระยะทางไกล จะทำให้ร่างกายเมื่อยล้ามากขึ้นกว่าปกติ ทั้งระบบเตือนออกนอกช่องทางพร้อมระบบดึงกลับกลางช่องทางอัตโนมัติ และบ่อยครั้งที่ระบบ Honda Lane watch ช่วยแสดงภาพเมื่อเปิดไฟเลี้ยวซ้าย ทำให้มีมุมมองที่ปลอดภัยกว่าเดิม

Honda City 2023  17

จากจุดเริ่มต้นถึงปลายทาง ค้นหาเส้นทางจาก Google Map ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนแบบไม่ต้องใช้สายก็สะดวกไปอีกแบบ เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจกับการใช้งาน รถต้องจอดสนิท เกียร์อยู่ตำแหน่ง P และดึงเบรกมือ ภาพจากสมาร์ทโฟนก็จะไปแสดงบนจอกลางได้อย่างไม่ติดขัด รวมถึงแสดงแอพพลิเคชั่นได้อีกมากมาย

Honda City 2023  21

 

ระยะเวลาราว 2 ชั่วโมงครึ่งก็มาถึงยังจุดหมายปลายทางที่จ.สิงห์บุรี กับตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่ไม่ธรรมดา ซึ่งทะลุ 32 กม./ลิตร

สลับกลับมาที่ในรุ่น e:HEV ที่ใช้เป็นพาหนะเดินทางกลับ ที่ใช้การขับขี่แบบปกติตามการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน กับอัตราเร่งที่ขับสนุก การตัดต่อระบบไฮบริดทำงานได้ราบเรียบ และมีระบบช่วยชะลอความเร็วซึ่งแปรสภาพจากแรงเฉื่อยของล้อ กลับไปเป็นพลังงานสะสมไว้ที่แบตเตอรี่

Honda City 2023  18

มีบางขณะในกรณีที่การจราจรแออัด ถือว่าเป็นการคลายเมื่อยล้าแต่อยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยกับ Honda Sensing เพราะนอกจากคันเร่ง ระบบสามารถควบคุมทิศทางตามรถคันหน้าได้ตลอดเส้นทาง แต่ควรใช้งานบนถนนที่มีการแบ่งช่องทางที่ชัดเจน ทั้งระบบควบคุมความเร็วตามรถคันหน้า ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลือนที่ ระบบช่วยเตือนออกนอกช่วงทาง และระบบช่วยดึงรถให้อยู่กลางช่องทาง จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

Honda City 2023  19

เสร็จสิ้นการทดสอบก็ถึงช่วงประกาศตัวเลขอัตราสิ้นเปลือง ในรุ่น Turbo RS ที่ทำได้ 32 กม./ลิตร ยังตกอยู่ในตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 2 ส่วนผู้ชนะ ทำตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองได้ถึง 34 กม./ลิตร ส่วนในรุ่น e:HEV นั้นประหยัดสูงถีง 38 กม./ลิตร เลยทีเดียว

Honda City 2023  20

ต้วเลขที่ทำได้ทะลุ 30 กม./ลิตร นั้นเป็นการขับขี่ในรูปแบบประหยัดเชื้อเพลิง แต่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันก็มีความเป็นไปได้ที่จะขับขี่ในรูปแบบนี้ ยิ่งเป็นการใช้งานในเมืองจะค่อนข้างตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ต้องใช้ความเร็วสูง และอัตราประหยัดเชื้อเพลิงที่ทำได้ก็ถือว่าค่อนช้างประหยัด

Honda City 2023  18

ในขณะที่กระแสรถยนต์ไฟฟ้ามาแรง จนเริ่มมีปัญหาที่ต้อจองคิวการเข้ารับบริการเติมประจุไฟ รถซิตี้คาร์ที่มีรูปลักษณ์สปอร์ต ห้องโดยสารนั่งสบาย มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและปลอดภัยอย่างเต็มพิกัดอย่าง Honda City 2023 ก็เป็นคำตอบที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย จะชอบจี๊ดจ๊าดในสไตล์ Turbo RS หรือรุ่น e:HEV ทั้ง รุ่นก็ประหยัดได้ใจไม่แพ้กัน

นิสสัน ชวนลูกค้านำรถเข้าเช็กระยะช่วงหน้าฝนกับแคมเปญ “Nissan Always Cares เทคแคร์อย่างดี ฝนนี้อุ่นใจ”

0

นิสสัน ประเทศไทย ส่งความห่วงใยช่วงหน้าฝน ชวนลูกค้านำรถเข้ารับบริการตรวจเช็กสภาพรถเพิ่มความมั่นใจในการใช้รถยนต์ในช่วงฤดูฝนกับโปรโมชันพิเศษผ่านแคมเปญ “NISSAN ALWAYS CARES เทคแคร์อย่างดี ฝนนี้อุ่นใจ” ด้วยโปรโมชันตรวจเช็กสภาพรถยนต์ฟรี 28 รายการ พร้อมส่วนลดพิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2566

แคมเปญเทคแคร์อย่างดี ฝนนี้อุ่นใจ มอบส่วนลดค่าบำรุงรักษาสูงสุดถึง 25% เมื่อซื้อแพ็กเกจเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเซฟเซฟ และสามารถเลือกบริการผ่อน 0% นาน 6 เดือน เมื่อมียอดค่าใช้จ่าย (รวม VAT) 3,000 บาทขึ้นไป สำหรับการซื้อแพ็กเกจเซฟเซฟ อุปกรณ์ตกแต่ง การเช็กระยะ และซ่อมทั่วไป* เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของลูกค้า รวมถึงส่วนลด 500 บาทเมื่อเปลี่ยนยาง 4 เส้น เพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้ายิ่งขึ้นด้วยโปรแกรมรับประกันราคายาง กรณีพบราคายางที่อื่นถูกกว่า นิสสันยินดีจ่ายส่วนต่างทันที นอกจากนี้ยังมอบส่วนลด 200 บาท สำหรับบริการล้างแอร์รถยนต์ และบริการตรวจเช็กระยะมาตรฐาน 28 รายการ* ฟรี*

“ความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของลูกค้า พนักงาน และชุมชน ถือเป็นสิ่งที่นิสสันและผู้จำหน่ายกว่า 160 แห่งทั่วประเทศให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าฝนที่ต้องใส่ใจในการเดินทางเป็นพิเศษ จึงขอส่งความห่วงใยผ่านแคมเปญฯ พร้อมเสนอสิทธิประโยชน์มากมายที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถยนต์ ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าทุกท่านตลอดการเดินทาง” อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าว

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อเข้ารับบริการพร้อมรับข้อเสนอพิเศษเหล่านี้ได้ที่ศูนย์บริการ                           นิสสันใกล้บ้าน หรือติดต่อ นิสสัน คอลเซ็นเตอร์ โทร 0-2401-9600.

*ท่านสามารถตรวจสอบรายละเอียด และเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ตามเอกสารที่แนบมานี้ หรือทางเว็บไซต์ https://www.nissan.co.th/aftersales/services/service-promotion/rainy-campaign-2023.html

เอ็มจี จัดแคมเปญ “MG TEST & TRUST ลองให้ชัด ขับให้ชัวร์”

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย จัดแคมเปญ ‘MG TEST & TRUST ลองให้ชัด ขับให้ชัวร์’ ชวนผู้ที่สนใจมาลองพิสูจน์ทุกข้อสงสัยกับรถยนต์ เอ็มจี ด้วยประสบการณ์ตรงกับยนตรกรรมมาตรฐานระดับโลกในราคาเอื้อมถึงได้ ตอกย้ำให้เห็นถึงความจริงจังในการเดินหน้าแนวทางการยกระดับธุรกิจด้วย Customer Centric มุ่งเข้าใจและเข้าถึงทุกความต้องการของผู้บริโภค พร้อมรับโปรโมชันพิเศษเมื่อทดสอบและจองรถตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไป

แคมเปญ ‘MG TEST & TRUST ลองให้ชัด ขับให้ชัวร์’  ถือเป็นแคมเปญที่ต่อยอดจากแคมเปญ WHY MG ? ที่ให้ลูกค้าเอ็มจีตัวจริงเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราว แชร์ “ประสบการณ์” และ “การใช้จริง”  (USER EXPERIENCE) ของตัวเองไปสู่ผู้ที่สนใจ และกำลังตัดสินใจซื้อรถยนต์แบรนด์ เอ็มจี ด้วยการทดลองขับรถยนต์รุ่นต่างๆ ของ เอ็มจี ด้วยตัวเอง โดยในแคมเปญ ‘MG TEST TO TRUST ลองให้ชัด ขับให้ชัวร์’ เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมสัมผัสและลองขับรถยนต์ได้ในทุกรุ่นในหลากหลายกิจกรรมที่จะจัดขึ้นในช่วงระยะเวลา เดือนกรกฎาคม ถึง ตุลาคม 2566 โดยทาง เอ็มจี ได้นำรถทุกรุ่นเข้าร่วมกิจกรรมให้ทดลองขับ ไม่ว่าจะเป็น NEW MG4 ELECTRIC รถแฮทช์แบคไฟฟ้า 100% ที่มีระบบขับเคลื่อนล้อหลัง NEW MG MAXUS 9 รถลักชัวรี่ MPV แบบ 7 ที่นั่ง ขุมพลังไฟฟ้า 100% รุ่นแรกที่เปิดน่านน้ำใหม่ให้กับตลาดรถไฟฟ้าในไทย NEW MG5 สปอร์ตคูเป้ซีดานกับการออกแบบที่โฉบเฉี่ยวและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย NEW MG VS HEV รถยนต์สปอร์ตไฮบริดเอสยูวีที่ขับสนุกและเร้าใจ NEW MG HS และ NEW MG HS PHEV รถยนต์สปอร์ตพรีเมี่ยม SUV ที่มีดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานระหว่างความหรูหราและความสปอร์ตอย่างลงตัว เป็นต้น

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จากแนวทางการดำเนินงานในโอกาสครบรอบ 10 ปี พร้อมก้าวสู่ทศวรรษต่อไปภายใต้นโยบาย Customer Centric เอ็มจีไม่ได้หยุดเพียงแค่การนำเสนอยนตรกรรมที่เพียบพร้อมไปด้วยสมรรถนะ ดีไซน์ นวัตกรรม และความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับความหลากหลายและครบครันของยนตรกรรมให้ครอบคลุมในทุกรูปแบบการขับเคลื่อน เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และรูปแบบการใช้งานของคนไทย พร้อมส่งมอบความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า ล่าสุด เอ็มจี ได้เดินหน้าแผนงานเพื่อขยายการรับรู้แบรนด์ ผลิตภัณฑ์ และการบริการสู่เป้าหมายในวงกว้างมากยิ่งขึ้น และมุ่งเน้นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่าง เอ็มจี และผู้บริโภค ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ ‘MG TEST & TRUST ลองให้ชัด ขับให้ชัวร์’ เพื่อให้ลูกค้าที่สนใจรถยนต์ เอ็มจี ได้มาทดสอบโมเดลรุ่นใหม่ๆ ที่สามารถรองรับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป พร้อมประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่ที่ดียิ่งขึ้น ผู้ที่สนใจสามารถร่วมกิจกรรมกับ เอ็มจี ได้วันนี้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการคุณภาพ ทั้ง 160 แห่งทั่วประเทศ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailan
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

จี๊ป ประเทศไทย จัดคอร์ส ‘Jeep® 101 Academy’ เรียนรู้บททดสอบเพื่อทักษะการขับออฟ-โรด สำหรับสาวกรถยนต์พันธุ์แกร่งตัวจริง

0

จี๊ป ประเทศไทย ภายใต้การบริหารโดยบริษัท เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถ จี๊ป ราชาออฟ-โรดสัญชาติอเมริกัน อย่างเป็นทางการในประเทศไทย จัดกิจกรรมพิเศษ ‘Jeep® 101 Academy’ คอร์สแนะนำการขับออฟ-โรดขั้นพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน และความปลอดภัย สำหรับผู้หลงใหลรถยนต์สายพันธุ์แกร่ง ณ สนามฝึกทักษะการขับรถ จี๊ป โชว์รูมพร้อมศูนย์บริการครบวงจร พีแอนด์เอส จี๊ป ถนนนิมิตใหม่ กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

สุนทรพันธ์ เดชะเทศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “เสน่ห์ของรถ จี๊ป ที่ผู้คนทั่วโลกต่างหลงใหล นอกจากรูปลักษณ์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ดุดัน แข็งแกร่ง อยู่ที่ฟังก์ชั่นการขับขี่ที่มีความพิเศษไม่เหมือนใคร และไม่ว่ามืออาชีพหรือมือใหม่ควรได้รับการแนะนำอย่างถูกต้อง ‘Jeep® 101 Academy’ นับเป็นคอร์สแรกที่เราจัดขึ้น เพื่อแนะนำการขับออฟ-โรด ขั้นพื้นฐาน รวมถึงรวมถึงระบบต่างๆ ในรถ จี๊ป โดยเฉพาะรุ่น แรงเลอร์ รูบิคอน และ กลาดิเอเตอร์ รูบิคอน ให้กับเจ้าของรถ จี๊ป ภายใต้ชื่อกลุ่ม Jeep® Owners Community Thailand (JOC) ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรมครั้งนี้จะช่วยเพิ่มพูนความรู้ ประสิทธิภาพการใช้งาน และความปลอดภัยในการขับขี่ สำหรับเจ้าของรถ จี๊ป ทุกท่าน”

จุดเด่นของ ‘Jeep® 101 Academy’ เป็นคอร์สที่จัดในสนามทดลองขับรถ จี๊ป ที่ตั้งอยู่ในย่านนิมิตใหม่ กรุงเทพมหานคร การเดินทางสะดวกสบาย โดยผู้เข้าอบรมจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการขับออฟ-โรด จากผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว ผ่านด่านทดสอบต่างๆ ที่มีความท้าทาย ออกแบบมาเพื่อทดสอบสมรรถนะของรถยนต์ จี๊ป อาทิ ระบบ ขับเคลื่อนสี่ล้อ Rock Trac 4×4 พร้อมอัตราทดเกียร์ 4:1 ระบบปลดเหล็กกันโคลงไฟฟ้า (Electronic Front Sway Bar Disconnect) ระบบล็อคเฟืองขับหน้า-หลัง แบบไฟฟ้า (Tru-lok Front & Rear Locking Differential) ระบบ Off Road+ ผ่าน 5 คุณสมบัติที่สะท้อนความเป็นตัวจริงของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของ Jeep®  การยึดเกาะ (Traction) การควบคุมที่แม่นยำบนทางวิบากและแคบ (Maneuverability) ความยืดหยุ่นของระบบกันสะเทือน (Articulation) การลุยน้ำ (Water Fording) ความสูงใต้ท้องรถ (Ground Clearance) เป็นต้น

นอกจากการจัดคอร์สแนะนำการขับออฟ-โรดขั้นพื้นฐาน สำหรับเจ้าของรถ จี๊ป แล้ว จี๊ป ประเทศไทย ยังได้จัด Jeep® 101 Academy:Jeep® Test Day’ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจและต้องการทดลองขับ จี๊ป ในแบบออฟ-โรด ในวันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคมนี้ โดยสามารถสอบถามและลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ facebook.com/jeepthailand (https://m.me/jeepthailand) หรือ Line ID:@jeepthailand (https://lin.ee/G3Pgmh4) ภายในวันที่ 21 กรกฎาคม อีกทั้งยังจะมีการจัดคอร์สระดับกลางและสูง
ในโอกาสต่อไปอีกด้วย

จี๊ป ยนตรกรรมที่มีสไตล์ชัดเจน สามารถลุยไปได้ทุกที่ และทำได้ทุกสิ่ง แสดงออกถึงบุคลิกที่แตกต่างและโดดเด่น ผู้ชื่นชอบรถ จี๊ป จะเพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านี้ พร้อมเลือกสรรรุ่นที่ใช่ เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองอย่างแท้จริง ข้อเสนอพิเศษ เมื่อจองและออกรถภายใน 31 กรกฎาคมนี้ ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 (มูลค่า 70,000 บาท)*

ปัจจุบัน จี๊ป ประเทศไทย มีโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการครบวงจร ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ทั้งหมด 4 แห่ง และอีก 1 สตูดิโอ พร้อมบริการลูกค้าและผู้สนใจรถ จี๊ป ได้แก่ โชว์รูมสุขุมวิท, วงเวียนพระราม 5-ราชพฤกษ์, สตูดิโอจัดแสดงรถ จี๊ป ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยไลอ้อน ออโตโมบิล, โชว์รูมพัทยา โดยสเตลล่า มอเตอร์ และโชว์รูมนิมิตใหม่ โดยพีแอนด์เอส จี๊ป

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ‘1488 ALWAYS CONNECTED’  

LINE: @jeepthailand
FACEBOOK: JeepThailand
WEBSITE: www.jeep.co.th

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

 

ฮอนด้า แนะนำ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก สีใหม่ สีขาวพรีเมียมซันไลท์ (มุก) เพิ่มสีสันใหม่ให้คุณมูฟอย่างมีสไตล์ จำนวนจำกัด เฉพาะรุ่น RS และ SV

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก สีใหม่ สีขาวพรีเมียมซันไลท์ (มุก) (Premium Sunlight White Pearl) จำนวนจำกัด เฉพาะรุ่น RS และ SV นำเสนอสีสันใหม่ให้ลูกค้าได้มูฟอย่างมีสไตล์ไปกับซิตี้คาร์สปอร์ตแฮทช์แบ็ก 5 ประตูยอดนิยม ด้วยดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่นสไตล์สปอร์ต และเสริมความสปอร์ตแบบเอกซ์คลูซีฟรอบคันในรุ่น RS ภายในกว้างขวาง ผสานเอกลักษณ์ความอเนกประสงค์กับเบาะนั่ง อัลตราซีท (ULTR Seat) ที่สามารถปรับพับเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยได้หลากหลายรูปแบบการใช้งาน ขับสนุกอัตราเร่งเร้าใจไปกับขุมพลัง VTEC TURBO 1.0 ลิตร ที่มอบกำลังสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร ตั้งแต่ 2,000 – 4,500 รอบต่อนาที และประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 23.3 กิโลเมตร/ลิตร ครบครันด้วยฟังก์ชันเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยอื่น ๆ ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ โดยมาพร้อมข้อเสนอพิเศษ* ดอกเบี้ย 1.85% พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี และรับเพิ่มฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร โดย ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก สีใหม่ สีขาวพรีเมียมซันไลท์ (มุก) จะเปิดจองและจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2566  ซึ่งจะพร้อมส่งมอบตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไป ที่โชว์รูมฮอนด้า ทั่วประเทศ ในจำนวนจำกัดและมีให้เลือกเพียง 2 รุ่นย่อย ได้แก่

  • รุ่น RS ราคา 759,000 บาท
  • รุ่น SV ราคา 685,000 บาท 

โดยราคาจำหน่ายรวมค่าสีภายนอก สีขาวพรีเมียมซันไลท์ (มุก) 10,000 บาท

ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัส ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ โดยสามารถสอบถามข้อมูลจากที่ปรึกษาการขายได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชตกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียด
ผ่านทาง www.honda.co.th/cityhatchback  โดยลูกค้าที่ลงทะเบียนและร่วมกิจกรรมทดลองขับผ่าน www.honda.co.th/testdrive ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2566 ถึง 30 กันยายน 2566 จะได้รับฟรี ขวดน้ำพับได้ มูลค่า 250 บาท*

รายละเอียดข้อเสนอพิเศษ* สำหรับ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก สีใหม่ สีขาวพรีเมียมซันไลท์ (มุก)  

เมื่อจองตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2566 และรับรถภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2566

  • ข้อเสนอดอกเบี้ย 99%
  • ข้อเสนอดอกเบี้ย 09% พร้อมฮอนด้าช่วยผ่อน เดือนละ 1,500 บาท นาน 12 เดือน รวมมูลค่า 18,000 บาท
  • ข้อเสนอดอกเบี้ย 85% พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี

โดยทุกข้อเสนอรับเพิ่มฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร ต่อจากระยะเวลาหรือระยะทางการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตรแรกสิ้นสุดลง รวมสูงสุด 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

หมายเหตุ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

วิริยะประกันภัย รับประกาศนียบัตรรับรองการต่อต้านทุจริตจากองค์กร CAC

0

ดร.เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ กรรมการแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (Thai Private Sector Collective Action Against Corruption : CAC) มอบประกาศนียบัตรแก่ นายบุญเลิศ กุศลเพิ่มพูล กรรมการและที่ปรึกษา บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่บริษัทฯ ผ่านกระบวนการรับรองและเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย เป็นครั้งที่ 2 ภายในงาน CAC Certification Ceremony 2023 Success Story for Sustainability : แบ่งปันจุดเปลี่ยนแห่งความสำเร็จ สู่จุดเปลี่ยนแห่งความยั่งยืน” โดยบริษัทฯ ได้สะท้อนวิสัยทัศน์การเป็นบริษัทประกันวินาศภัยที่มั่นคง โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ ไม่รับ ไม่จ่ายสินบนในการประกอบธุรกิจ และผ่านกระบวนการประเมินตนเอง ซึ่งมีการสอบทานและลงนามรับรองโดยประธานกรรมการบริษัทและประธานกรรมการตรวจสอบว่าบริษัทมีการกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการทุจริตครบถ้วนตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการ CAC กำหนดพร้อมร่วมสร้างสรรค์สังคมไทยเปลี่ยนสู่วิถีใหม่แห่งความยั่งยืน ณ ห้องประชุม Meeting Room 210-211 ชั้น 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร