Home Blog Page 228

“เบนซ์ไพรม์มัส” ต้อนรับคณะ CEO เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมโชว์วิสัยทัศน์การบริหารธุรกิจสู่ความสำเร็จ

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” ต้อนรับคณะ CEO ของ Mercedes-Benz กลุ่ม Reginal Overseas ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมโชว์รูมและศูนย์บริการ พร้อมโชว์วิสัยทัศน์การบริหารธุรกิจสู่ความสำเร็จทุกมิติ ในงานประชุมใหญ่ Regional Meeting Overseas ประเทศไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน, นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ พร้อมผู้บริหาร บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ให้การต้อนรับ มร.แมทเทียส เลอร์ส ผู้อำนวยการภูมิภาค Mercedes-Benz Cars และคณะผู้บริหารระดับ CEO ของ Mercedes-Benz ในกลุ่ม Regional Overseas กว่า 20 ประเทศ นำโดย  มร.มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานบริหาร และ นางสาวปานเนตร รังสินธุรัตน์ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและเครือข่ายจำหน่าย และคณะผู้บริหารระดับสูง บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด

ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของโชว์รูมและศูนย์บริการ  “เบนซ์ไพรม์มัส” สำนักงานใหญ่ บนถนนเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา โดยกำหนดเป็นวาระสำหรับงานประชุมใหญ่ Regional Meeting Overseas ที่จัดขึ้นในประเทศไทย เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา

พร้อมกันนี้ ผู้บริหารระดับสูงของ “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้แสดงวิสัยทัศน์ด้านแนวคิดและกลยุทธ์การบริหารงาน และความสำเร็จในการบริหารงาน ทั้งด้านยอดจำหน่ายและความเป็นหนึ่งด้านความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้ารถยนต์ Mercedes-Benz นอกจากได้ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ อย่างเป็นกันเอง และได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้าของเราอีกด้วย

“เบนซ์ไพรม์มัส” เป็น 1 ใน 15 โชว์รูมต้นแบบของโครงการ Choice of Overseas ที่นำแนวคิด MAR 2020 เป็นหลักในการบริหารงาน ที่เน้นลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง สอดรับกับกลยุทธ์ Luxury Strategy ที่ให้ความสำคัญใน

การดูแลลูกค้า ด้วยคุณภาพการบริการที่หรูหราเหนือระดับ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า อันเป็นกลยุทธ์หลักของ Mercedes-Benz ทั่วโลก

ที่สำคัญ ด้วยเป้าหมายสูงสุดของเรา คือ การเป็น Top of Mind ของลูกค้ารถยนต์ Mercedes-Benz ในประเทศไทย และวันนี้ ด้วยระยะเวลาเพียง 3 ปีกว่า “เบนซ์ไพรม์มัส” สามารถก้าวขึ้นเป็นดีลเลอร์ระดับชั้นแนวหน้า ที่ประสบความสำเร็จในด้านการประกอบธุรกิจ และภาพลักษณ์ที่ดี จนเป็นที่กล่าวขานและชื่นชมในระดับสากล

 

ฟอร์ดรุกตลาดอีสาน ดึงนักร้องดัง ‘มนต์แคน แก่นคูน’ เปิดตัวเพลง ‘พร้อมสู้ไหวกับอ้ายบ่’ เตรียมปูพรมจัดกิจกรรม 20 จังหวัด พร้อมข้อเสนอ-แคมเปญเร้าใจ

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เตรียมส่งแคมเปญสุดปังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ โหมกระแสทั่วภาคอีสานผ่านกิจกรรม ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ แกร่ง…พร้อมลุย’ ขนทัพคาราวานรถฟอร์ด เรนเจอร์ 30 คัน บุก 20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมดึง ‘มนต์แคน แก่นคูน’ สุดยอดนักร้องลูกทุ่งชายขวัญใจมหาชน ซึ่งเป็นผู้ใช้ฟอร์ด เรนเจอร์ มาถ่ายทอดแนวคิดการใช้ชีวิตแบบเรนเจอร์ ที่มีรถเป็นเพื่อนคู่ใจในทุกจังหวะของชีวิตให้พร้อมมุ่งหน้าสู่ความสำเร็จด้วยความมั่นใจ และเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวอีสานแกร่งพร้อมลุยไปด้วยกัน ผ่านเพลงใหม่ล่าสุด ‘พร้อมสู้ไหวกับอ้ายบ่พร้อมจัดคอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่เปิดโอกาสให้ชาวอีสานได้สัมผัสฟอร์ด เรนเจอร์ และร่วมสนุกกับศิลปินอย่างใกล้ชิด

“ฟอร์ดเป็นแบรนด์ที่เน้นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ให้กับตลาดรถยนต์ในประเทศไทยอยู่เสมอ เราเล็งเห็นว่าดนตรีเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงแบรนด์ฟอร์ดกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราได้ จึงปูพรมจัดกิจกรรมคาราวานและคอนเสิร์ตทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมดึงศิลปินลูกทุ่งขวัญใจมหาชน อย่างคุณมนต์แคน มาสร้างกระแสการรับรู้ในวงกว้างให้กับรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เพื่อให้ลูกค้าได้เข้ามาทำความรู้จักแบรนด์ฟอร์ดมากขึ้น” นายศรุต อิงคะวัต ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

เพลง ‘พร้อมสู้ไหวกับอ้ายบ่’ ประพันธ์โดยศิลปินแห่งชาติ ครูสลา คุณวุฒิ และขับร้องโดย มนต์แคน แก่นคูน ศิลปินลูกทุ่งอีสานชื่อดังที่มีเพลงดังเกิน 100 ล้านวิวถึง 13 เพลง และยังเป็นเจ้าของสถิติยอดวิวในยูทิวบ์มากที่สุดในประเทศไทย 3 ปีซ้อน โดยเพลง ‘พร้อมสู้ไหวกับอ้ายบ่’ มีท่วงทำนองของเพลงลูกทุ่งผสมหมอลำที่อัดแน่นด้วยความสนุกสนานเป็นเอกลักษณ์ตามสไตล์ของมนต์แคน และเนื้อร้องที่สร้างกำลังใจให้ก้าวเดินต่อไปสู่ฝั่งฝัน ตามแนวคิดการใช้ชีวิตแบบเรนเจอร์  หรือ ‘Live The Ranger Life’ โดยสามารถรับชมมิวสิควิดีโอเพลงนี้ได้ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2566 เวลา 19.00 น. พร้อมกันทั่วประเทศทางยูทิวบ์ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ โกลด์ https://youtu.be/USpRvPp2D0g

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังเตรียมจัดโชว์คอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่ของมนต์แคน แก่นคูน ใน 4 จังหวัดหัวเมืองใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา และอุบลราชธานี และยังมีคอนเสิร์ตสุดพิเศษจากศิลปินค่ายแกรมมี่โกลด์ในอีก 3 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และสกลนคร และฟอร์ดยังเตรียมยกทัพคาราวานรถกระบะ 30 คันบุก 20 จังหวัดทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ แกร่ง…พร้อมลุย’ ตลอดช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมนี้*

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการจัดงานในพื้นที่ต่างๆ ได้ทางเฟซบุ๊ค ฟอร์ด เพียงสมัครเข้าร่วมกิจกรรมคาราวานรับสิทธิ์จับจองที่นั่งพิเศษและลุ้นรับสิทธิ์มีตแอนด์กรีตสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับมนต์แคน แก่นคูน พร้อมสนุกกับกิจกรรมบันเทิงมากมายและสัมผัสรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการจัดบูธรถยนต์ สนามทดลองขับ ไปจนถึงข้อเสนอพิเศษสุดเร้าใจ อาทิ ดอกเบี้ยพิเศษ 0%, ผ่อนเริ่มต้นเพียง 4,499 บาท, ฟรีดาวน์, อุปกรณ์ตกแต่งราคาพิเศษ, โปรแกรมอุ่นใจในการขับขี่ตลอด 5 ปี Ford Care+ สำหรับครอบครัวฟอร์ด และอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้ดึงคณะหมอลำกระแสแรงอย่าง ‘ระเบียบวาทะศิลป์’ ร่วมสร้างกระแสการรับรู้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย โดยแฟนๆ สามารถติดตามคลิปและคอนเทนต์สนุกๆ จากศิลปิน และร่วมกิจกรรม Tiktok Challenge ของเพลง ‘พร้อมสู้ไหวกับอ้ายบ่’ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ได้ทั้งเฟซบุ๊ก และ Tiktok โดยสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารแคมเปญและกิจกรรม ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ แกร่ง…พร้อมลุย’ ได้ทางเฟซบุ๊ก ฟอร์ด และแฮชแท็ก #ฟอร์ดเรนเจอร์แกร่งพร้อมลุย #พร้อมสู้ไหวกับอ้ายบ่ #FordThailand

*หมายเหตุ: จังหวัดและกำหนดการจัดงานอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม

มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน จับมือ ดย. จัด “ค่ายลมหายใจไร้มลทิน” รุ่นที่ 11

0

มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน ร่วมกับ กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “ค่ายลมหายใจไร้มลทิน” รุ่นที่ 11 โดยมี อภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน เป็นประธานพิธีเปิดการอบรมฯ เพื่อรณรงค์เสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริตแก่เด็กและเยาวชน สร้างเครือข่ายเป็นแกนนำในการรณรงค์เสริมสร้างค่านิยมในการทำความดี ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน โดยมีเด็ก และเยาวชนระดับมัธยมศึกษา เครือข่ายเด็กและเยาวชนทั่วไป สมาชิกชมรมลมหายใจไร้มลทิน ร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 70 คน ณ โรงแรมเบลล่า บี เมื่อวันที่ 19–20 พฤษภาคม 2566

ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” ได้ที่ lomhaijai.org dcy.go.th และ facebook.com/LomhaijaiFoundation

เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส เปิด ‘Porsche Studio Siam Paragon’ โฉมใหม่

0

Pกับการปรากฏโฉมของสถาปัตยกรรมใหม่ล่าสุด “Destination Porsche” จุดนัดพบของประสบการณ์เหนือจินตนาการ ส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 30th ปี รถยนต์ปอร์เช่ในประเทศไทย บริษัทฯ มีความยินดีที่ได้นำเสนอ retail concept ใหม่อันน่าตื่นตาตื่นใจให้แก่ลูกค้า และผู้หลงใหลในยนตรกรรมสปอร์ตปอร์เช่

“การจำหน่ายรถยนต์กำลังมีการเปลี่ยนแปลง และปอร์เช่คือแบรนด์ที่ยืนอยู่บนแถวหน้าของการเคลื่อนไหวดังกล่าว ด้วยการแปลงโฉม Porsche Studio Siam Paragon เรามีความยินดีที่จะต้อนรับผู้เยี่ยมชมทุกท่าน เข้าสู่ประสบการณ์ของการเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวปอร์เช่อันมีชื่อเสียง เปี่ยมล้นไปด้วยจิตวิญญาณ และดื่มด่ำไปกับโลกของยนตรกรรมสปอร์ตจากปอร์เช่” นายธนบดี กุลทล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อการเปิดตัว Porsche Studio Siam Paragon

Porsche Studio นับเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธการจำหน่ายรถยนต์ในอนาคต รูปแบบการจำหน่ายสินค้าใจกลางเมืองที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ และสร้างความประทับใจต่อแบรนด์ โดยมีสถานที่ตั้งบริเวณใจกลางเมือง เพื่อความสะดวกสบายของผู้เข้าเยี่ยมชม

ด้วยทำเลที่ตั้งบริเวณแยกปทุมวันอันคลาคล่ำด้วยผู้คน อยู่ใจกลางกรุงเทพมหานครฯ ที่ศูนย์การค้า Siam Paragon คือหนึ่งในจุดหมายปลายทางของธุรกิจชั้นนำแห่งการจำหน่ายสินค้าระดับพรีเมียม Porsche Studio Siam Paragon จึงเป็น

สถานที่ที่ลงตัวของสภาพแวดล้อมอันหรูหรา ตรงกับแนวทางกลยุทธการจำหน่ายของ “Destination Porsche” ที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ของแบรนด์รถสปอร์ตชั้นนำแห่งโลก สายเลือดเยอรมนี สัมผัสบรรยากาศอบอุ่น ร่วมสมัย สไตล์ contemporary boutique

นอกจากนี้ Studio แห่งใหม่ ยังมีการเพิ่มพื้นที่สำหรับจัดแสดงรถยนต์ได้ถึง 3 คัน ท่ามกลางบรรยากาศภายในห้องรับแขกที่พร้อมต้อนรับด้วย private fitting lounge พื้นที่สังสรรค์เพื่อความผ่อนคลาย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้มีรสนิยมเดียวกัน ภายในได้รวบรวมตัวอย่างของอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ปอร์เช่ไว้อย่างครบถ้วน เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้รังสรรค์ปรับแต่งรถสปอร์ตในฝันได้ทุกรุ่นที่ต้องการแบบไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ตกแต่งจาก Porsche Tequipment หรือ Porsche Exclusive Manufaktur

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Porsche Centre Bangkok โทร. 02-522-6655
Porsche Centre Pattanakarn โทร. 02-369-1111
Porsche Studio Siam Paragon ชั้น 2 โทร. 02-610-9911
Porsche Studio Bangkok ICONSIAM ชั้น 1 โทร. 02-288-0911

                         

                     

 

 

ซูซูกิ สานต่อโครงการ SUZUKI CARRY BARBER TRUCK เดินหน้ากิจกรรมเพื่อสังคมไทยปีที่ 2

0

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เราได้ริเริ่มแคมเปญ CARRY YOUR DREAM CARRY YOUR LIFE คือหนึ่งในความมุ่งมั่นจากแนวคิดการดำเนินธุรกิจภายใต้โครงการ ‘SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ’ของซูซูกิ ซึ่งคิดริเริ่มทำสิ่งใหม่ที่ท้าทาย จนเกิดเป็นนวัตกรรมบนความต้องการของสังคม ด้วยการดัดแปลง SUZUKI CARRY รถกระบะอเนกประสงค์ จากรถกระบะบรรทุกให้กลายเป็นรถขนส่งความสุข ซึ่งจากที่ผ่านมาเราจึงเห็นรถ SUZUKI CARRY ถูกพัฒนาดัดแปลงพร้อมส่งออกไปช่วยเหลือสังคมไทยมากมายหลายโครงการ

ในปี 2565 ที่ผ่านมา ซูซูกิได้ร่วมมือกับทางผู้ประกอบการในการนำรถกระบะอเนกประสงค์ SUZUKI CARRY  มาดัดแปลงเป็นร้านตัดผมเคลื่อนที่ เพื่อนำไปร่วมกิจกรรม CSR SUZUKI CARRY Barber Truck  ให้บริการตัดผมแก่ผู้ด้อยโอกาสทางสังคมยังสถานที่ต่างๆ ใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศไทย ประกอบด้วย มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร, โรงเรียนการศึกษาคนตาบอด ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น, ศูนย์สงเคราะห์เด็กชายบ้านเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และ ศูนย์สงเคราะห์บุคคลปัญญาอ่อนภาคใต้ จังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับการตอบรับจากหน่วยงานต่างๆ ที่เราเข้าไปสนับสนุนช่วยเหลือเป็นอย่างดี

ซูซูกิ เล็งเห็นถึงความสำคัญของโครงการดังกล่าว จึงเตรียมที่จะเดินหน้าสานต่อการสร้างความสุขให้แก่ทุกคนอีกครั้งเป็นปีที่ 2 ด้วยการจัดกิจกรรม  CSR SUZUKI CARRY Barber Truck ต่อเนื่องในปีนี้ เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงและช่วยเหลือผู้คนได้เป็นวงกว้างและก่อเกิดประโยชน์แก่สังคมได้มากยิ่งขึ้น  โดยซูซูกิได้ร่วมกับผู้ประกอบการร้านรถตัดผมเคลื่อนที่ พร้อมเดินทางไปมอบความสุข และให้การช่วยเหลือแก่ผู้ด้อยโอกาสในอีก 4 สถานที่ ดังนี้

วันที่ ชื่อสถานที่ ที่อยู่
24 พฤษภาคม 2566 โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์

มูลนิธิคุณพ่อเรย์

ถนนสุขุมวิท กม.145 ตำบลหนองปรือ

อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

7 กรกฎาคม 2566 มูลนิธิบ้านนกขมิ้นกรุงเทพ ถนนเสรีไทย แขวงคลองกุ่ม

เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร

6 ตุลาคม 2566 โรงเรียนการศึกษาคนตาบอดและ

คนตาบอดพิการซ้ำซ้อน ลพบุรี

ถนนพหลโยธิน ตำบลนิคมสร้างตนเอง

อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี

16 ธันวาคม 2566 สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งวังทอง ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง

จังหวัดพิษณุโลก

 

ทั้งนี้ ด้วยความอเนกประสงค์ของ SUZUKI CARRY ที่สามารถนำไปดัดแปลงและตกแต่งเพื่อใช้งานได้อย่างหลากหลาย ทำให้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกลุ่มธุรกิจติดล้อที่ใช้การตลาดเชิงรุกในการเข้าหาผู้บริโภค ไปจนกระทั่งการพัฒนาสู่การดัดแปลงเป็นรถเพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือสังคม ภายใต้แนวคิดการดำเนินธุรกิจ ‘SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ’

SUZUKI CARRY รถกระบะอเนกประสงค์เพื่อการพาณิชย์ขนาดย่อม มีภาพที่ถูกจดจำในฐานะ “Food Truck” มาเป็นเวลายาวนาน ธุรกิจติดล้อที่ใช้การตลาดเชิงรุกในการเข้าหาผู้บริโภคจนกลายเป็นขวัญใจผู้ประกอบการที่ต้องการอิสระในการเดินตามความฝันและต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่ด้วยแนวคิด “Carry Your Dream เคียงข้างทุกเส้นทางฝัน” ยังคงเป็นดีเอ็นเอที่ชัดเจนของ SUZUKI CARRY เพราะไม่ว่าความฝันของคุณจะเป็นอย่างไร หรืออยู่ท่ามกลางวิกฤตการณ์แบบไหน SUZUKI CARRY พร้อมจะเป็นยานพาหนะที่อยู่เคียงข้างร่วมฝ่าวิกฤตในทุกสถานการณ์

“เรายังมีความตั้งใจที่จะดำเนินกิจกรรมด้าน CSR เพื่อตอบแทนสังคมไทยที่มอบความไว้วางใจให้แก่เราต่อไป ด้วยความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่สร้างสังคมที่ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข และยั่งยืน ผ่านผลิตภัณฑ์อย่าง SUZUKI CARRY ที่พร้อมจะถูกพัฒนาต่อยอดไปเป็นตัวแทนในการส่งความสุขให้แก่ทุกคน โดยจะไม่ถูกจดจำในฐานะ “Food Truck” ธุรกิจติดล้อเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะกลายเป็น Goods Truck รถกระบะอเนกประสงค์ ซึ่งพร้อมจะเคียงข้างทุกเส้นทางฝัน เสมือนดั่งพาร์ทเนอร์คู่ใจ ร่วมขับเคลื่อนอยู่เคียงข้างด้วยความจริงใจ พร้อมเดินหน้าไปสู่จุดหมายและประสบความสำเร็จไปด้วยกัน” นายวัลลภ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ภายใต้แคมเปญ  CARRY YOUR DREAM CARRY YOUR LIFE เราได้ทำการพัฒนาและดัดแปลง SUZUKI CARRY รถกระบะอเนกประสงค์ให้ถูกส่งออกไปช่วยเหลือสังคมในหลายด้าน และอยู่เคียงข้างสังคมไทยในยามวิฏฤติมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดัดแปลงเป็นรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย” (SUZUKI CARRY Biosafety Mobile Unit) หรือ “รถตรวจโควิด” เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ สำหรับการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ในเชิงรุกแบบเคลื่อนที่ สามารถ SWAB ได้พร้อมกัน 3 ทาง จึงเก็บตัวอย่างได้ถึง 3 เคส ในครั้งเดียว เฉลี่ยสามารถตรวจคัดกรองโควิด-19 ได้กว่าวันละ 3,000 ราย ซึ่งสามารถช่วยเหลือสังคมได้จริงในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ผ่านมา นับว่าเป็นรถตรวจโควิดประสิทธิภาพเยี่ยมที่สามารถตรวจเชิงรุกได้เร็วและมากที่สุดเวลานั้น

ในช่วงเวลาเดียวกันซูซูกิยังร่วมมือกับผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิในการดัดแปลง SUZUKI CARRY ให้เป็นรถ “ซูซูกิ ปันสุข” ภายใต้โครงการ SUZUKI Cause We Care ตระเวนมอบเครื่องอุปโภคบริโภคและของใช้ที่จำเป็นให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤต ซึ่งเป็นการใช้อรรถประโยชน์ของรถให้คุ้มค่า ในการเคลื่อนที่ไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เข้าถึงยาก อีกทั้งในเวลาต่อมายังมีการปรับเปลี่ยน SUZUKI CARRY เป็นรถส่งผู้ป่วยโควิด-19 กลับภูมิลำเนาในโครงการ SUZUKI CARRY Your Home

สำหรับ SUZUKI CARRY เข้ามาเติมรถกระบะอเนกประสงค์ในตลาดประเทศไทยนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2549 ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ตอกย้ำความอเนกประสงค์ด้วยสมรรถนะการใช้งานที่หลากหลาย ทั้งยังสร้างกระแสฟู้ดทรัค ฟีเวอร์ และมีส่วนสำคัญในการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับเจ้าของธุรกิจ ก่อนที่ SUZUKI CARRY เจเนอเรชั่นที่ 2 จะเข้ามาสานต่อความสำเร็จในปี 2562 ภายใต้รูปโฉมที่ทันสมัยยิ่งขึ้น พร้อมด้วยสมรรถนะการใช้งานที่ครบครันตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ส่งผลให้ยังคงได้การตอบรับที่ดีและสร้างยอดขายรวม 59,486 คัน (เดือนสิงหาคม 2549-เมษายน 2566) โดยในปีที่ผ่านมาสามารถสร้างยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าได้ถึง 16% ซึ่งเป็นเครื่องการันตีถึงความนิยมของผู้บริโภคที่มีต่อรถกระบะอเนกประสงค์ขนาดเล็ก ด้วยมิติตัวรถมีขนาดความยาว 4,195 มม. ความกว้าง 1,765 มม. และความสูง 1,910 มม. กระบะบรรทุกแบบเรียบ เพิ่มความกว้างและความยาวของพื้นที่บรรทุกอยู่ที่ 1,670 มม. และ 2,450 มม. สามารถเปิดได้ทั้ง 3 ด้าน ขนถ่ายสัมภาระได้สะดวกและรองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ รับน้ำหนักบรรทุกสูงสุดถึง 945 กิโลกรัม เครื่องยนต์เบนซิน ประหยัดน้ำมัน ขับขี่มั่นใจด้วยระบบเบรก ABS  รวมถึงติดตั้งระบบ Engine Drag Control ทำหน้าที่รักษาความเร็วของล้อหน้าและล้อหลังให้สมดุลกัน ช่วยป้องกันรถไม่เกิดการลื่นไถล เพื่อให้สามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคง อีกทั้งวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 4.4 เมตร เพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ เหมาะกับใช้งานในพื้นที่ที่มีเงื่อนไขจำกัดได้เป็นอย่างดี โดย SUZUKI CARRY มีจำหน่ายเป็นสีขาว ในราคาเพียง 395.000 บาท

โดยลูกค้าที่สนใจสามารถเป็นเจ้าของ SUZUKI CARRY ได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยการร่วมมือกับสถาบันการเงินที่เข้ามาร่วมเป็น Suzuki Exclusive Leasing ได้แก่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) พร้อมทีมงานคอยให้คำปรึกษาทางด้านสินเชื่อเพื่ออำนวยความสะดวกในการดูแลเรื่องภาระค่าใช้จ่าย พร้อมสานความฝันทุกเส้นทางของธุรกิจด้วยโปรแกรมผู้ประกอบการรายย่อย ดาวน์เริ่มต้น 10% ผ่อนสูงสุด 84 เดือน หรือ โปรแกรมดาวน์ 25% ผ่อนเพียงเดือนละ 6,399 บาท (ราคา SUZUKI CARRY บวกรวมอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่า 150,000 บาท) หรือ เลือกรับข้อเสนอดอกเบี้ยพิเศษ 1.89% ทั้งนี้ การพิจารณาสินเชื่อและการอนุมัติเป็นไปตามเงื่อนไขของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ โดยราคาอุปกรณ์ตกแต่งขึ้นอยู่กับการตกลงแบบและวัสดุอุปกรณ์ขั้นสุดท้าย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ

 

ช่องทางการติดต่อ
www.suzuki.co.th 
www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand
SUZUKI Cause We Care: 1800-600-900

ขับรถ EV ป้ายแดงแบบไม่ต้องดาวน์! KCAR เปิดบริการใหม่เอาใจคนอยากใช้รถ EV ชูสัญญา 1 ปีในราคาสบายๆ ไม่ผูกมัด ไม่จุกจิก แถมเปลี่ยนรถใหม่ได้ทุกปี!

0

บริษัท กรุงไทยคาร์เร้นท์ แอนด์ ลีส จำกัด (มหาชน) หรือ KCAR ผู้นำด้านธุรกิจรถเช่าระยะยาวและรถมือสองแบบครบวงจรด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี เปิดตัวบริการเช่ารถ EV ป้ายแดงสัญญาระยะสั้นเพียง 1 ปี โดยค่าใช้จ่ายถูกกว่าซื้อมาก ภายใต้รูปแบบ “Car Subscription” ในราคาเริ่มต้นเพียง 21,900 บาท/เดือน ชวนลูกค้าขับรถไฟฟ้าป้ายแดงแบบไม่ต้องดาวน์ ไม่ต้องเสี่ยงปัญหาจุกจิกในระยะยาว และสามารถเปลี่ยนรถใหม่ได้ทุกปี

แพ็กเกจการบริการนี้ช่วยตอบโจทย์ทุกความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้เช่าองค์กรและบุคคลทั่วไป ขนทัพรถ EV รุ่นฮิตมาให้เลือกเช่ากันแบบจัดเต็ม ได้แก่ GWM ORA Good Cat 500, BYD ATTO 3 480 และ BYD ATTO 3 410 หรือ รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นอื่นๆ ที่มาจำหน่ายในประเทศไทย โดยบริษัทมั่นใจว่ารูปแบบการบริการใหม่นี้จะตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มองค์กร ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีนโยบายสนับสนุนให้ผู้บริหารและพนักงานใช้รถพลังงานสะอาด รวมถึงกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่มีสัญญาการทำงานระยะสั้นในไทย ตลอดจนคนวัยทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องการทดลองขับรถไฟฟ้าแบบไม่มีข้อผูกมัดหรือต้องการใช้รถในราคาคุ้มค่าโดยไม่ต้องหาเงินก้อนโตมาดาวน์ ตอบโจทย์สังคมยุคใหม่ที่เน้นการเช่ามากกว่าการกู้ซื้อ เพื่อลดภาระหนี้สินในระยะยาว รวมถึงไม่ต้องปวดหัว และเสี่ยงเรื่องราคาขายต่อ และคุณภาพแบตเตอรี่

นอกจากนี้ ผู้เช่ายังอุ่นใจทุกครั้งที่ขับขี่บนท้องถนนด้วยบริการ Call Center ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง โดยทีมงานของ KCAR พร้อมศูนย์บริการทั่วประเทศที่คอยดูแลช่วยเหลือผู้เช่าในกรณีที่เกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด

นายพิชิต จันทรเสรีกุล

นายพิชิต จันทรเสรีกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงไทยคาร์เร้นท์ แอนด์ ลีส จำกัด กล่าวว่า “จุดแข็งของบริการรถ EV สัญญา 1 ปี หรือ Car Subscription จาก KCAR คือสัญญาเช่าระยะสั้น ซึ่งมาพร้อมค่าเช่ารายเดือนที่คุ้มค่า และบริการที่ครบครันสะดวกสบายตามมาตรฐานของ KCAR และเมื่อครบปีแล้วต่อสัญญาใหม่ ลูกค้าจะได้รถป้ายแดงคันใหม่ทันที หรือหากลองขับแล้วถูกใจ ต้องการซื้อรถที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ก็จะซื้อได้ในราคาพิเศษเช่นเดียวกัน อีกหนึ่งความพิเศษของบริการใหม่นี้ คือรถที่มาร่วมกับ Car Subscription เราคัดสรรมาเฉพาะรถไฟฟ้ารุ่นที่ถูกใจตลาดมากที่สุด โดยเราอาศัยอินไซต์ของลูกค้าและการวิจัยตลาดที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริการใหม่นี้เหมาะกับองค์กรทุกขนาดและยังถูกใจคนจำนวนมากที่สนใจอยากลองเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้าแต่ยังไม่อยากลงทุนซื้อ ซึ่งบริการของเราเข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้ได้เป็นอย่างดี แถมราคาเช่ารายเดือนที่ประหยัดมาก ๆ เมื่อเทียบกับการเป็นเจ้าของรถที่มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายจุกจิกมากมาย ค่าซ่อมบำรุง และความวุ่นวายที่จะต้องขายรถ เมื่ออยากเปลี่ยนรถคันใหม่  เรามั่นใจว่าบริการนี้จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ของ KCAR  รวมถึงลูกค้าสามารถขับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ที่จะมีการเปิดตัวทุกปี ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องราคาขายต่อ”

ในปีนี้ KCAR พร้อมขยายธุรกิจให้สอดรับกับดีมานด์สำหรับรถเช่าและรถมือสองที่พุ่งสูงขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการกลับมาของนักท่องเที่ยวนักธุรกิจต่างชาติ โดยโมเดล Car Subscription เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของบริษัทที่จะส่งมอบบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรและลูกค้ายุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทจะใช้องค์ความรู้ในอุตสาหกรรมและประสบการณ์ของทีมผู้เชี่ยวชาญมายกระดับการบริการของ KCAR อย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้บริการเช่า-ซื้อรถมือสองที่ครอบคลุมและตอบโจทย์มากที่สุด

ตรวจสอบราคาเช่าของรถแต่ละรุ่นได้ที่ 02-291-8888 และสอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการได้ทาง www.krungthai.co.th ติดตามข่าวสารและโปรโมชันล่าสุดของ KCAR ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/krungthaicarrent

 

โรงงานฟอร์ดร่วมมือ สสส. ชูแนวคิด ‘Happy Work Place’ ยกระดับความเป็นผู้นำความปลอดภัย – ลดโรคในสถานประกอบการ

0

โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) ร่วมมือกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ส่งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานเข้าฝึกอบรมในโครงการพัฒนาศักยภาพและบทบาทเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานด้านสุขภาวะองค์กร เพื่อเป็นผู้นำการขับเคลื่อนองค์กรสุขภาวะ ซึ่งเป็นโครงการนำร่องเพื่อขับเคลื่อนมาตรการเชิงป้องกันสู่การเป็นผู้นำการขับเคลื่อนองค์กรสุขภาวะทั่วประเทศ โดยตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ 2 ปี มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานเข้าร่วม 1,848 คน จากสถานประกอบกิจการ 1,064 แห่ง ซึ่งโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง เป็นโรงงานผลิตรถยนต์แห่งแรกที่เข้าร่วมโครงการนี้ และได้รับรางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบด้านสุขภาวะองค์กร จากนายนิยม สองแก้ว อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญและส่งเสริมกิจกรรมด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย เพื่อยกระดับความเป็นผู้นำความปลอดภัย และลดโรคในสถานประกอบการ

 

ฟอร์ดไม่ได้วัดสำเร็จขององค์กรจากตัวเลขผลประกอบการเท่านั้น พนักงานที่มีสุขภาพดีและมีความสุขเป็นเรื่องที่บริษัทให้ความสำคัญและส่งเสริมมาโดยตลอด ฟอร์ดได้นำเอาแนวคิด Happy Workplace มาปรับใช้เป็นแนวทางในการสร้างความสุขอย่างยั่งยืนให้กับพนักงาน โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานสำหรับพนักงานออฟฟิศทั่วไป ให้สามารถเลือกทำงานนอกสถานที่ได้ โดยไม่จำกัดว่าจะต้องทำที่สำนักงานหรือต้องทำงานที่บ้านเท่านั้น และสำหรับพนักงานที่ทำงานในฝ่ายการผลิตที่จำเป็นต้องมาทำงานที่โรงงาน บริษัทได้กำหนดตารางกิจกรรมตลอดทั้งปีเพื่อให้พนักงานได้เข้าร่วม เช่น การแข่งขันกีฬาระหว่างแผนกซึ่งจัดขึ้นทุกเดือนในช่วงพักรับประทานอาหารกลางวัน และกิจกรรมเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพด้านจิตใจของพนักงาน เช่น การฝึกสมาธิ และการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต

 

นายนพวัตติ์ นิธิดำรงรัตน์ ผู้จัดการแผนกความปลอดภัย โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง กล่าวว่า “เราได้นำสถิติผลการตรวจสุขภาพของพนักงานทั้งโรงงานมาขยายผล พร้อมกับนำองค์ความรู้เกี่ยวกับการดูแลปัญหาสุขภาพพนักงานมาพัฒนากิจกรรมให้เหมาะสม ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากพนักงานเป็นอย่างมาก คือ การแข่งขันลดน้ำหนัก โดยเราได้จัดให้มีนักโภชนาการ และฟิตเนส เทรนเนอร์มาให้ความรู้และคำแนะนำกับพนักงานที่เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย”

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู X1 xDrive30e M Sport ใหม่ ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ Sports Activity Vehicle (SAV) ด้วยระบบปลั๊กอินไฮบริด

0

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ก้าวสู่อีกหมุดหมายแห่งความมุ่งมั่นของบริษัทในการส่งมอบประสบการณ์ การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมผสานกับโซลูชันเพื่อการขับขี่ที่ยั่งยืน ด้วยการเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู X1 xDrive30e M Sport ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ลูกค้าในประเทศไทยจะได้สัมผัสบีเอ็มดับเบิลยู X1 ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ BMW xDrive และระบบปลั๊กอินไฮบริดที่สามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ไกลถึง 83 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC ตอกย้ำเอกลักษณ์ระดับพรีเมียมอันฝังแน่นผ่านรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งและความอเนกประสงค์ในการใช้งาน รถยนต์รุ่นนี้ยังมอบความรู้สึกอิสระที่ไม่เหมือนใครให้แก่ผู้โดยสารทั้งการขับขี่ในชีวิตประจำวันและการเดินทางระยะทางไกล 

บีเอ็มดับเบิลยู X1 xDrive30e M Sport ใหม่

ราคาจำหน่าย: 2,799,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู X1 xDrive30e M Sport ผสานพลังแห่งการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยูเข้ากับจุดเด่นของเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดได้เป็นอย่างดี โดยเครื่องยนต์อันทรงพลังผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้ามอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ พร้อมลดการปลดปล่อยมลพิษ และยังเพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญเชื้อเพลิงให้ดียิ่งขึ้น ระบบ BMW eDrive เจนเนอเรชันที่ 5 ซึ่งติดตั้งในบีเอ็มดับเบิลยู X1 xDrive30e M Sport นี้ ยังช่วยปลุกเร้าผู้ขับขี่ที่มองหาสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

บีเอ็มดับเบิลยู X1 xDrive30e M Sport มาพร้อมกับการออกแบบภายนอกอย่างมีสไตล์และร่วมสมัย ในขณะที่ยังคงรูปลักษณ์อันแข็งแกร่งตามสไตล์ของบีเอ็มดับเบิลยูในกลุ่ม SAV พร้อมคุณสมบัติการออกแบบที่โดดเด่น ทั้งสัดส่วนอันทรงพลัง ซุ้มล้อรูปทรงเกือบสี่เหลี่ยม และส่วนหน้าและส่วนท้ายตามแบบฉบับบีเอ็มดับเบิลยู X ส่วนหน้าของบีเอ็มดับเบิลยู X1 xDrive30e M Sport ให้ความรู้สึกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยไฟหน้า LED แบบเพรียว กระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ที่เกือบเป็นสี่เหลี่ยม เส้นสายรูปตัว X ที่แผ่ออกไปด้านข้าง และแถบโครเมียมอันสะดุดตาที่ช่องรับอากาศด้านล่าง รถรุ่นนี้ยังติดตั้งระบบไฟหน้า Adaptive LED มาเป็นมาตรฐานพร้อมกับระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติ (High-beam assistant) และล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้ว ลาย Double-spoke แบบสลับสี

ขุมพลังเบนซิน 3 สูบ เทคโนโลยี TwinPower Turbo ที่ติดตั้งในรถยนต์รุ่นนี้ส่งกำลังเครื่องยนต์ที่เหลือล้นถึง 110 กิโลวัตต์ / 150 แรงม้า ที่ 4,700 – 6,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 230 นิวตันเมตร ที่ 1,500 – 4,400 รอบต่อนาที ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้ายังส่งกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 130 กิโลวัตต์ / 177 แรงม้า พร้อมแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้า 247 นิวตันเมตร ที่ระยะทางขับเคลื่อนไฟฟ้าไกลถึง 83 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC เมื่อทั้งสองระบบทำงานร่วมกันจะส่งกำลังรวมสูงสุด 240 กิโลวัตต์ / 326 แรงม้า และแรงบิดรวมสูงสุดที่ 477 นิวตันเมตร โดยสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 5.6 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุด 205 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ภายนอกตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเงาและราวหลังคาดีไซน์ M สีดำเงา High-gloss Shadowline โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แบบไดนามิกด้วยหลังคากระจก Panorama เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า และกระจกมองข้างพับอัตโนมัติและตัดแสงอัตโนมัติฝั่งคนขับ การตกแต่งภายในที่กว้างขวางได้รับการสร้างสรรค์อย่างพิถีพิถันจากวัสดุระดับพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็นแผงตกแต่งภายในด้วยอลูมิเนียมลาย Hexacube Pale M คอนโซลด้านบนแบบ Luxury พวงมาลัยหุ้มหนังดีไซน์ M และหลังคาภายในดีไซน์ M สี Anthracite ซึ่งช่วยมอบความสะดวกสบายและความหรูหรายิ่งขึ้นให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร อุปกรณ์มาตรฐานยังประกอบด้วยเบาะนั่งตอนหน้าปรับไฟฟ้าพร้อมระบบจำตำแหน่งเฉพาะฝั่งคนขับและเบาะนั่งตอนหน้าดีไซน์สปอร์ตมอบความสะดวกสบายในขณะนั่งมากยิ่งขึ้น ชุดไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารยังมอบบรรยากาศระดับพรีเมียมที่ล้ำสมัยภายในรถด้วย

BMW Live Cockpit Professional นำเสนอจอแสดงข้อมูลอันทันสมัยสำหรับผู้ขับขี่ พร้อมระบบที่ผสมผสานเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน นอกจากนั้น ระบบ BMW ConnectedDrive Services ยังนำเสนอคุณสมบัติและบริการขั้นสูงมากมายที่ช่วยให้การขับขี่สะดวก มีประสิทธิภาพ และสนุกสนานยิ่งขึ้น ระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง HiFi Harman Kardon มอบประสบการณ์เสียงคุณภาพสูงอันดื่มด่ำที่สามารถปรับแต่งได้ จึงช่วยให้ประสบการณ์การขับขี่ที่ประทับใจยิ่งขึ้น

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในบีเอ็มดับเบิลยู X1 xDrive30e M Sport ยังแสดงให้เห็นได้จากระบบขับขี่อัตโนมัติและระบบช่วยจอดที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ แบบ Steptronic พร้อมคลัตช์คู่และ Gearshift Paddles พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขับรถในสภาพถนนต่าง ๆ ระบบ BMW Head-Up Display ยังช่วยให้ผู้ขับขี่จดจ่ออยู่กับท้องถนน พร้อมให้ข้อมูลที่จำเป็นต่าง ๆ ในการขับขี่ นอกจากนั้น ระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติรุ่น Plus (Parking Assistant Plus) และระบบช่วยการขับขี่ (Driving Assistant) ยังมีมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่นนี้อีกด้วย

ความปลอดภัยในการขับขี่ได้รับการยกระดับไปอีกขั้นด้วยระบบต่าง ๆ ได้แก่ ถุงลมนิรภัยสำหรับคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้างสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร และตัวยึดคาร์ซีทสำหรับเด็ก ISOFIX นอกจากนั้น ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) ระบบ Teleservices ปุ่มโทรออกฉุกเฉิน (Intelligent Emergency Call) ระบบป้องกันเสียงสำหรับคนเดินถนนและเซ็นเซอร์ตรวจจับการชนยังได้รับการติดตั้งมาเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ขับขี่และคนเดินถนน

บีเอ็มดับเบิลยู X1 xDrive30e M Sport มีมาให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีขาว Alpine White Solid สีดำ Black Sapphire Metallic และสีเงิน Space Silver Metallic บุภายในด้วยหนัง Sensatec Perforated สีมอคค่า ในขณะที่ตัวถังภายนอกสีฟ้า Portimao Blue Metallic มาพร้อมกับหนัง Sensatec Perforated สีดำ

วิริยะประกันภัย สานสัมพันธ์สื่อมวลชน ‘อยากเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง ครั้งที่ 8’ ตอน “รถไฟฟ้า…วิริยะประกันภัยพร้อม!”

0

นายภาคภูมิ วิริยะพันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนบริษัทฯ นำคณะผู้บริหาร จัดกิจกรรมสานสัมพันธ์สื่อมวลชน อยากเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง ครั้งที่ 8 ในหัวข้อ “รถไฟฟ้า…วิริยะประกันภัยพร้อม!” เพื่อบอกเล่าความพร้อมของบริษัทในการรับมือตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน รวมถึงการรับประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาด้านบุคลากรและความร่วมมือระหว่างศูนย์ซ่อมมาตรฐาน ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานการบริการ โดยมีผู้สื่อข่าวจากหลากหลายสำนักเข้าร่วมงาน ณ ห้อง The Glass House The Banquet Hall at Nathong

นายก สรยท. ย้ำหน้าที่สื่อยานยนต์ยึดหลักจริยธรรม

0

สรยท.จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยมีนายวชิระ เรืองมาลัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thai Automotive Journalists Association : TAJA เป็นประธาน พร้อมกล่าวย้ำ “สื่อยานยนต์ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดจริยธรรม” ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกสมาคมที่เข้าร่วมประชุมคับคั่งกว่า 200 ชีวิต ที่ให้การสนับสนุนสมาคมมาโดยตลอดจนมีอายุครบ 2 รอบหรือ 24 ปี

“ในฐานะที่เป็นผู้ได้รู้เห็นและร่วมงานในฐานะสมาชิกมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทยเมื่อ 20 กว่าปีก่อน จากสมาชิกเพียงไม่กี่สิบคน จนปัจจุบันเรามีสมาชิกเพิ่มเป็นกว่า 200 คน รู้สึกยินดีที่ได้เห็นความเติบโตและความสามัคคีของสื่อมวลชนสายยานยนต์ตลอดเวลาที่ผ่านมา และอยากขอให้สื่อมวลชนสมาชิกสมาคมฯ ทำหน้าที่รายงานข่าว หรือสื่อสารข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงให้กับประชาชน โดยยึดหลักจริยธรรมสื่อ เพื่อให้อาชีพนี้เป็นที่ยอมรับ และเป็นที่น่าเชื่อถือของสังคมต่อๆ ไป” นายวชิระกล่าวและว่า

สื่อในยุคปัจจุบันมีความหลากหลาย และเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสื่อประเภทออนไลน์ ซึ่งข่าวสารที่ถูกนำเสนอ มีทั้งเรื่องจริง และเท็จ ดังนั้นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมาก ในฐานะนายกสมาคมสื่อฯ จึงอยากเห็นการพัฒนาของสื่อมวลชน เติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม และเป็นที่ยอมรับของสังคมส่วนรวม

ด้านการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 นั้น นายกันต์ เย็นสบาย กรรมการ สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย หรือ สรยท. กล่าวถึง การดำเนินกิจรรมของสมาคมในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาว่า ในทุกๆ กิจกรรม ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากสมาชิกสมาคมฯ และองค์กรภายนอกเป็นอย่างดี ทั้งการอบรม สัมมนาให้ความรู้กับสมาชิกฯ และประชาชนทั่วไป รวมถึงการมอบสวัสดิการต่างๆ ให้กับสมาชิก ทั้งการตรวจสุขภาพประจำปี การมอบทุนการศึกษาบุตร-ธิดา การจัดทำประกันอุบัติเหตุ และการมอบเงินช่วยเหลือให้กับสมาชิกในกรณีต่างๆ

อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ ยังมีอีกกิจกรรมที่ได้รับความสนใจ และถือเป็นภารกิจสำคัญของสมาคมฯ คือการ พิจารณาตัดสินมอบรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี (THAILAND CAR OF THE YEAR) และรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี (THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR) ในทุกๆ ปี

โดยการพิจารณานั้นสมาคมฯได้เน้นย้ำให้กับผู้สื่อข่าวที่มีความรู้ ความสามารถ และมากประสบการณ์ ให้คะแนนจากหัวข้อที่กำหนดตามมาตรฐานของระบบการคัดเลือก THAILAND CAR & MOTORCYCLE OF THE YEAR ซึ่งเป็นตามมาตรฐานสากล เพื่อให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ได้รับรางวัลในแต่ละปีเป็นรถยอดเยี่ยมประจำปีของประเทศไทยอย่างภาคภูมิใจ ของทั้งผู้ผลิตและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของรถยนต์และจักรยานยนต์รุ่นนั้นๆ

ปี 2565 ที่ผ่านมา รางวัล THAILAND CAR OF THE YEAR สมาคมได้รับเกียรติจาก นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้มอบรางวัลดังกล่าวอีกด้วย นั่นแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานของรางวัลที่นับวันจะสูงขึ้นและเป็นที่ยอมรับในวงกว้างมากขึ้น เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้จัดงาน คือ สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย หรือ สรยท. เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย

ด้านนายประกาศิต ปริญญาชัยศักดิ์ กรรมการและนายทะเบียน สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย หรือ สรยท. กล่าวถึงข้อบังคับเกี่ยวกับคุณสมบัติของสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีสื่อมวลชนสายยานยนต์ โดยเฉพาะสื่อประเภทออนไลน์ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีบางส่วนต้องการเข้ารวมเป็นสมาชิกสมาคมฯ แต่เนื่องจากข้อบังคับของสมาคมฯ ต้องมีขั้นตอนการกลั่นกรอง การตรวจสอบคุณสมบัติ ความถูกต้อง และเหมาะสม ดังนั้นการรับสมาชิกเป็นสิ่งที่สมาคมฯ ตระหนักว่า ควรจะเป็นผู้สื่อข่าว หรือสื่อสารมวลชนที่เป็นสื่อจริงๆ นั้นเอง

อย่างไรก็ดี ในอนาคตน่าจะมีการพิจารณาเรื่องคุณสมบัติของการรับสมาชิก เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของโลกยุคดิจิตอล ซึ่งในส่วนนั้นต้องเป็นการพิจารณาของที่ประชุมใหญ่สมาคมฯ ในการแก้ไขข้อบังคับเหล่านี้ต่อไป

ด้านนายวชิระ เรืองมาลัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thai Automotive Journalists Association : TAJA ตอบข้อซักถามของสมาชิกในประเด็นการพิจารณาตัดสินรางวัล รถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2566 (THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR 2023) ที่จะถึงนี้ว่า การพิจารณารางวัลดังกล่าวยังคงดำเนินการต่อเนื่องในปีนี้ ขั้นตอนและการดำเนินงาน จะมีการตั้งคณะทำงานการตัดสิน และมอบรางวัล ในเร็วๆ นี้ ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า คณะทำงานที่จะตั้งขึ้นอาจจะมีทั้งสมาชิกที่มาจากสายรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ โดยจะพิจารณาจากความสามรถและประสบการณ์การทำงานเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ในวันเดียวกัน สรยท.ยังได้จัดกิจกรรมการแข่งขันกอล์ฟการกุศล TAJA GOLF CHARITY 2023 โดยได้รับการสนับสนุน จากบรรดาผู้ประกอบการในธุรกิจยานยนต์ และเกี่ยวเนื่อง เข้าร่วมงานอย่างคับคั่งอีกด้วย ซึ่งในปีนี้ ใช้กติกาการแข่งขันแบบ 36System & Stable ford โดยไฮไลต์ ของการแข่งขัน ในครั้งนี้ คือรางวัลโฮลอินวัน 4 หลุม หรือรางวัล TAJA GOLF CHARITY 2023 HOLD IN ONE

โดยได้รับการสนับสนุนจาก ฟอร์ด ประเทศไทย, บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด โดยนายกสมาคมฯ ยังได้กล่าวแสดงความขอบคุณผู้สนับสนุนทุกฝ่ายทุกภาคส่วนที่ทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี