Home Blog Page 229

ร่วมฉลองชัย TOYOTA GAZOO RACING TEAM THAILAND ควบ Toyota Corolla Altis GR Sport คว้าแชมป์ 4 สมัย “51st ADAC TotalEnergies 24h Nürburgring”

0

“Toyota Gazoo Racing Team Thailand” ทีมแข่งรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ของคนไทย สร้างความสำเร็จอย่างสูงให้กับวงการมอเตอร์สปอร์ต ภายใต้การสนับสนุนของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยในการแข่งขัน 51st ADAC TotalEnergies 24h Nürburgring” มาราธอน ทางเรียบสุดโหด 24 ชั่วโมง ด้วยการคว้าแชมป์สมัยที่ 4 รับถ้วยแชมป์ อันดับ 1 และอันดับ 2 ในรุ่น SP3 ด้วยสุดยอดสมรรถนะของรถแข่ง Toyota Corolla Altis GR Sport  จากฝีมือคนไทย ทำสถิติการแข่งขัน 126 รอบสนาม กับความเร็ว Best time 10:08:950 นาที รวมระยะทางการแข่งขันกว่า 3,180 กม. ณ เมืองนูร์เบอร์ก ประเทศยอรมนี และ ADAC พร้อมรับโลพิเศษครบ 10 ปี ทีมที่เข้าร่วมแข่งขัน และผลักดันวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยเข้าร่วมการแข่งขัน และคว้าแชมป์ในสนามแข่งรายการระดับโลกอย่างต่อเนื่อง

ลงสนามรับความท้าทายต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 สำหรับ Toyota Gazoo Racing Team Thailand’ ในการแข่งขัน 51st ADAC TotalEnergies 24h Nürburgring” มาราธอนสุดโหด กับเส้นทางที่ยากและอันตรายเป็นอันดับต้นๆ ของโลก บนสนามแข่งที่ยาวถึง 25.3 กม.ต่อรอบ และมีโค้งอันตรายมากถึง 73 โค้ง แต่กลับดึงดูดทีมแข่งจากทั่วโลกมาร่วมพิสูจน์ความแกร่งของรถ และคนอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้มีทีมแข่งจากทั่วโลกส่งรถแข่งลงร่วมการแข่งขันถึง 131 คัน Toyota Gazoo Racing Team Thailand ลงสนามในรุ่น Super Production 3 (SP3) ด้วยรถแข่ง Toyota Corolla Altis GR Sport  2 คัน รถแข่งหมายเลข 119 ขับโดย สุทธิพงศ์ สมิตชาติ – ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ – ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ และ มานัต กุละปาลานนท์ และรถแข่งหมายเลข 120 ขับโดย เฉิน เจี้ยน หงษ์ – กรัณฑ์ ศุภพงษ์ – นาโอกิ คาวามูระ และ กฤษฎิ์ วสุรัตน์ ในการแข่งขันรอบควอลิฟายด์ รถแข่งทั้ง 2 คัน ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่กับการควอลิฟายด์ทั้ง 3 รอบ ทำผลงานดีเยี่ยม โดยรถแข่งหมายเลข 119 สามารถคว้าตำแหน่งออกสตาร์ทดีที่สุดบนกริดสตาร์ทอันดับ 1 และ รถแข่งหมายเลข 120 บนกริดสตาร์ทอันดับ 3 ของรุ่น

การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นในช่วงบ่ายวันเสาร์ของประเทศเยอรมนี ปีนี้มีแฟนกีฬา และผู้รักความเร็วเข้าร่วมชมการแข่งขันอย่างคับคั่ง ด้วยสภาพอากาศที่ปลอดโปร่งเป็นใจ ทันทีที่สัญญาณไฟออกสตาร์ทดับลง รถแข่งทุกคันก็พุ่งทะยานไปข้างหน้า โดยในช่วงชั่วโมงแรก รถแข่งหมายเลข 119 พุ่งขึ้นนำในรุ่น ก่อนมีการสลับตำแหน่งให้รถแข่งหมายเลข 120 ขึ้นนำ แม้จะมีอุบัติเหตุ และมีรถแข่งคันอื่นที่เกิดปัญหาประปรายในการแข่งขัน แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคกับทีมแข่งจากประเทศไทย ผ่านการแข่งขันไป 16 ชั่วโมง รถแข่งทั้ง 2 คันของทีมต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ ก่อนมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อรถแข่งหมายเลข 119 สามารถสลับขึ้นมาครองตำแหน่งแชมป์ นักแข่งในทีมผลัดกันทำหน้าที่ก่อนเข้าสู้ช่วงสุดท้ายของการเข้าพิทเพื่อเปลี่ยนตัวนักแข่ง รถแข่งหมายเลข 119 ส่ง สุทธิพงศ์ สมิตชาติ ลงประจำตำแหน่ง และไม่ทำให้ทีมผิดหวัง เร่งสปีดพลังเต็มพิกัด เค้นสุดยอดสมรรถนะของรถแข่ง Toyota Corolla Altis GR Sport พุ่งทะยานเข้ารับธงตราหมากรุกคว้าถ้วยแชมป์อันดับ 1 ในรุ่น SP3 และอันดับที่ 60 Overall ไปได้อย่างสวยงาม ท่ามกลางความดีใจของเพื่อนร่วมทีมทั้ง ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ – ณัฐพงษ์ ห่อทองคำ และ มานัต   กุละปาลานนท์ นอกจากนี้ยังสร้างสถิติใหม่ของการขับรวม 126 รอบสนามกับ Best Time 10:08:950 นาที และรถแข่งหมายเลข 120 ขับโดย เฉิน เจี้ยน หงษ์ – กรัณฑ์ ศุภพงษ์ – นาโอกิ คาวามูระ และ กฤษฎิ์ วสุรัตน์ ผนึกกำลัง และประสบการณ์ร่วมกัน จบการแข่งขันตามมาในอันดับที่ 2 ในรุ่น SP3 และ 61 Overall รวม 125 รอบสนาม Best Time 10:20:214 นาที ตอกย้ำศักดิ์ศรีแชมป์ปีที่ 4 สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการมอเตอร์สปอร์ตของไทยได้อีกครั้ง และยังเป็นอีกหนึ่งตำนานในการแข่งขันมาราธอน 24 ชั่วโมง แห่งนี้ ด้วยสถิติแชมป์โลก 4 ปีซ้อน ในรุ่น SP3 ระยะทางร่วมการแข่งขันรวมกว่า 3,180 กม. นำถ้วยแชมป์เกียรติยศกลับมาให้คนไทยได้ชื่นชม

หลังจบการแข่งขัน “อาร์โต้” สุทธิพงศ์ สมิตชาติ ผู้อำนวยการทีม และนักแข่งสังกัด Toyota Gazoo Racing Team Thailand  เผยความรู้สึกว่า “เป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จ และชัยชนะที่คุ้มค่าสำหรับพวกเราตลอด 10 ปีเต็ม จากวันแรกที่ตัดสินใจมาร่วมการแข่งขัน จนถึงวันนี้เราไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้ และนำประสบการณ์ทุกอย่างในสนามนี้ไปปรับปรุง และทำให้รถของเราดีขึ้นในทุกปี การป้องกันแชมป์ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะทุกทีมที่เคยมาลงสนามนี้ต่างนำประสบการณ์ของตัวเองไปพัฒนาอยู่ตลอด ทำให้ทีมต้องแข่งกับตัวเองอยู่ตลอดเวลาเพื่อผลสำเร็จที่ดีกว่าเดิม วันนี้ผมรู้สึกภูมิใจที่พวกเราสามารถรักษาแชมป์สมัยที่ 4 ไว้ได้ และยังสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ให้เป็นที่รู้จักในระดับโลกได้อีกครั้ง ต้องขอบคุณกำลังใจจากแฟนๆ และขอบคุณทีมงาน นักแข่ง ทีมซัพพอร์ต ที่ร่วมมือ ร่วมใจ ทุ่มเทสุดกำลัง เพื่อการแข่งขันในครั้งนี้”

และในปีนี้ผู้จัดการแข่งขัน ADAC TotalEnergies 24h Nürburgring ยังได้มอบโล่เกียรติยศครบรอบ 10 ปี ในการร่วมแข่งขัน พร้อมขอบคุณ “อาร์โต” สุทธิพงศ์ สมิตชาติ ในฐานะผู้มีส่วนร่วมและผลักดันมอเตอร์สปอร์ตไทยให้เข้ามาร่วมการแข่งขัน และได้คว้าแชมป์ในสนามแข่งรายการระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทีมไทยเป็นที่รู้จักทั้งในเรื่องความสามารถ และยังได้เผยแพร่วัฒนธรรมอันดีงามของไทยสู่สายตาแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก

แฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ตชาวไทย ร่วมแสดงความยินดี และติดตามชมภาพความสำเร็จของทีมแข่งรถยนต์ระดับโลกหนึ่งเดียวจากประเทศไทย Toyota Gazoo Racing Team Thailand” ในความสำเร็จกับแชมป์โลกสมัยที่ 4 ในการแข่งขัน 51st ADAC TotalEnergies 24h Nürburgring” จากเมืองนูร์เบอร์ก ประเทศเยอรมนี เพิ่มเติมได้ทาง  Facebook และ Instagram: ToyotaGazooRacingTeamThailand

From Circuit to the Road”

TOYOTA GAZOO RACING TEAM THAILAND

และ TOYOTA COROLLA ALTIS GR SPORT

“สร้างชื่อเสียงก้องโลก จากฝีมือคนไทย”

วิริยะประกันภัย จัดพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือมาตรฐานการบริการ ประจำปี 2566 – 2567

0

นายสมพจน์ เจียมพานทอง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหารบริษัทฯ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือมาตรฐานการบริการกับศูนย์ซ่อมมาตรฐาน ร้านกระจก และรถยก ในพื้นที่ฝ่ายปฏิบัติการภาค 6 (กรุงเทพฯ และปริมณฑล) จำนวน 158 แห่ง เพื่อพัฒนาคุณภาพการให้บริการลูกค้าบนมาตรฐานเดียวกัน พร้อมยกระดับความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนบริษัทฯ ในการดูแลและให้บริการลูกค้าอย่างมืออาชีพ ตลอดจนดูแลความเสียหายอันเกิดกับรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัทฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ซื่อสัตย์ และเป็นธรรม ณ เดอะ แบงเควท ฮอลล์ แอท นาทอง Hall 2

นอกจากนี้ บมจ.วิริยะประกันภัย ได้จัดพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือมาตรฐานการบริการ ประจำปี 2566 – 2567 ในพื้นที่ภูมิภาคร่วมกับภาคีเครือข่าย รวมกว่า 670 แห่งทั่วประเทศ

มินิ ประเทศไทย เปิดประทุนโลดแล่นรับลมทะเล เผยโฉม มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล Seaside Edition รุ่นพิเศษในไทย

0

มินิ ประเทศไทย ฉลองการครบรอบ 30 ปี ของรถยนต์เปิดประทุนพรีเมียมในเซกเมนต์รถยนต์ขนาดเล็กเพียงหนึ่งเดียวในโลก ด้วยการเปิดตัว มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล Seaside Edition ให้แฟน ๆ มินิชาวไทยได้สัมผัส
โดดเด่นสะดุดตาด้วยเฉดสีของท้องทะเลและปุยเมฆ กับสีฟ้า Caribbean Aqua และสีขาว Nanuq White รถยนต์มินิเปิดประทุนรุ่นพิเศษนี้ ยังชวนให้เพลิดเพลินไปกับการขับขี่แบบเปิดประทุนรับลมทะเลริมชายหาด พร้อมดื่มด่ำไปกับทัศนียภาพของทิวทัศน์สุดลูกหูลูกตาของมหาสมุทร พร้อมเสนอความสนุกในการขับขี่ตามแบบฉบับของมินิ และดีไซน์สุดพิเศษสำหรับการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีของรถยนต์มินิสปอร์ตเปิดประทุนสี่ที่นั่งโดยเฉพาะ

มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล Seaside Edition มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาด 2 ลิตร เสริมด้วยเทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo ส่งพละกำลังรวมสูงสุด 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า ที่  5,000 – 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350 – 4,600 รอบต่อนาที สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 7.1  วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำงานควบคู่ระบบเกียร์ Steptronic Sport 7 จังหวะแบบคลัตช์คู่ หลังคาสีดำแบบซอฟท์ท็อปสามารถเปิด-ปิดแบบอัตโนมัติด้วยไฟฟ้าที่ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สัมผัสความรู้สึกอิสระของท้องทะเลสีครามและคลื่นลมบนชายหาดกับ มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล Seaside Edition ด้วยดีไซน์สุดพิเศษทั้งภายนอกและภายในตัวรถ เริ่มจากเส้นสายคู่ขนานสีขาวที่ทอดยาวพาดผ่านประตูไปจนถึงท้ายรถอย่างสวยงาม ลวดลายกราฟฟิกไม่ซ้ำใครที่บริเวณกันชนหน้า มาพร้อมดีไซน์ตัวเลข 30 สุดพิเศษ บ่งบอกถึงการครบรอบของรุ่นรถยนต์เปิดประทุนนี้ ตัวถังมีมาให้เลือกใน 2 สี สะท้อนถึงท้องฟ้าสีครามสดใสของฤดูร้อนและหมู่เมฆสีขาวสะอาด ได้แก่ สีฟ้า Caribbean Aqua ที่เสริมความโดดเด่นโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตเร้าใจตามสไตล์รถเปิดประทุนสี่ที่นั่ง และสีขาว Nanuq White ที่ให้ความรู้สึกหรูหราสง่างาม 

กรอบไฟเลี้ยวด้านหน้าดีไซน์พิเศษ มาพร้อมการออกแบบคำสลัก “Seaside” เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 30 ปีของรุ่นรถยนต์ และดีไซน์กราฟฟิกตัวเลขในโทนสีน้ำเงินอ่อนและเข้ม ชุดอักษรเดียวกันนี้ยังปรากฎที่บริเวณท้ายรถในเฉดสีส้มสุดสปอร์ตอีกด้วย ในขณะเดียวกัน ล้อรถขนาด 18 นิ้ว ลาย SEASIDE Pulse Spoke แบบทูโทนพร้อมยางรันแฟลต ก็ชวนให้นึกถึงเกลียวคลื่นบนผิวน้ำ

เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในตัวรถ จะพบกับแถบสีขาวสองเส้นขนานกันที่บริเวณประตู พร้อมอักษรตกแต่งคำว่า Seaside เบาะนั่งบุด้วยหนังสีดำ Carbon Black มาพร้อมที่วางขาและแขนมอบความสะดวกสบายแบบเต็มขั้น บริเวณแผงคอนโซลด้านหน้ายังตกแต่งด้วยลายเส้น ลวดลายพิมพ์ และตัวอักษรเฉลิมฉลองการครบรอบ บริเวณด้านล่างของพวงมาลัยหุ้มหนัง Nappa ยังสลักด้วยตัวอักษร Seaside ชื่อรุ่นของมินิสุดพิเศษคันนี้ ความเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์มินิรุ่นนี้ยังเห็นได้จากกุญแจของรถยนต์ที่ออกแบบเป็นลายเกลียวคลื่นในสีน้ำเงินแบบเหลือบ สลักตัวอักษร “Seaside”

นอกจากนี้ รถยนต์มินิรุ่นนี้ยังล้ำสมัยไปด้วยระบบปฏิบัติการ MINI operating system ใหม่ล่าสุด ที่ได้พัฒนาฟังก์ชั่นการควบคุมการขับขี่ที่ตอบสนองได้รวดเร็วและใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งรวมไปถึงการควบคุมระบบเครื่องเสียง การสื่อสาร การนำทาง และแอปพลิเคชันต่าง ๆ และยังมีโหมดการขับขี่ MINI Driving Mode ที่ปรับแต่งการขับขี่ได้ทุกสไตล์ และระบบผู้ช่วยขับขี่ MINI Driving Assistant ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล Seaside Edition คันนี้ ยังมาพร้อมกับระบบควบคุมระยะการจอด (Park Distance Control)  ระบบเบรก ABS พร้อมระบบเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน และกล้องแสดงภาพด้านหลัง ในขณะที่ระบบความบันเทิงภายในรถประกอบไปด้วยการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน Apple CarPlay หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว และบริการ ConnectedDrive

มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล Seaside Edition มีราคาจำหน่าย 3,090,000 บาท พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา MSI Standard พร้อมเปิดรับจองในจำนวนจำกัดทางออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคมนี้ ที่ https://minionlinesales.com

มาสด้า2 คว้ารางวัลสุดยอดสินค้าและบริการที่มีนวตกรรมแห่งปี ขีดสุดแห่งเทคโนโลยีสกายแอคทีฟทั้งแรงทั้งประหยัดน้ำมัน

0

รถยนต์นั่งซิตี้คาร์มาสด้า2 ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟและความสง่างามดุจงานศิลปะชิ้นเอกจากการออกแบบ โคโดะ ดีไซน์ ผนวกกับการคัดสรรด้วยวัสดุคุณภาพเกรดพรีเมี่ยม ประกาศศักดาความยอดเยี่ยมให้คนไทยได้ประจักษ์อีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัล Product Innovation Awards 2023 หรือ รางวัลสุดยอดสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรมแห่งปี 2566 จากนิตยสาร Business+ ซึ่งจัดขึ้นโดย บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อมอบรางวัลให้กับองค์กรที่เป็นแบบอย่างความสำเร็จ และสนับสนุนให้องค์กรธุรกิจมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อประโยชน์ของทุกคนในสังคม โดยมี นายวัชระ เจียรบุญ ผู้จัดการทั่วไปแผนกการตลาด และนายอุทัย เรืองศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปส่วนงานประชาสัมพันธ์ แผนกการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นตัวแทนรับมอบจาก ฯพณฯ นุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี ประธานในพิธีมอบรางวัล ณ ห้องบอลรูม โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า รถยนต์นั่งมาสด้า2 ถือเป็นโมเดลที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากลูกค้าและขายดีที่สุดของมาสด้าในประเทศไทย เนื่องจากมีความโดดเด่นครบครันตอบโจทย์ความต้องการรอบด้าน โดยเฉพาะการออกแบบที่สง่างามดุจงานศิลปะชั้นเอก ตามแนวคิด Kodo design : Soul of Motion ด้วยเส้นสายที่เรียบง่าย แต่แฝงด้วยความโฉบเฉี่ยว ทรงพลังราวกับมีชีวิต คัดสรรเฉพาะวัสดุคุณภาพเกรดพรีเมียม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” บ่งบอกเอกลักษณ์ในตัวตนที่ชัดเจนไม่ซ้ำแบบใคร พร้อมทั้งตอบสนองการใช้งานที่หลากหลายด้วยทางเลือก 2 แบบ 2 สไตล์ สปอร์ตเร้าใจแบบแฮตช์แบค 5 ประตู และหรูหราพรีเมี่ยมแบบซีดาน 4 ประตู  พร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3 ลิตร ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ดีเยี่ยมและประหยัดน้ำมันถึง 23.3 กม./ลิตร และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5 ลิตร ที่ทรงพลัง แรง เร้าใจ ตอบสนองการขับขี่รวดเร็วทันใจ ที่สำคัญ ประหยัดน้ำมันสูงถึง 26.3 กม./ลิตร นอกจากนี้ยังมาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และระบบความปลอดภัยรอบคัน โดยเฉพาะระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง หรือ G-Vectoring Control Plus ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของมาสด้าที่ช่วยควบคุมสมรรถนะการขับขี่ให้แม่นยำและสมดุล ควบคู่กับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายในการใช้งานที่เหนือกว่ารถในระดับเดียวกัน รวมถึงราคาที่คุ้มค่า เริ่มต้นเพียง 546,000 บาท จึงทำให้รถมาสด้า2 ได้รับความนิยมและครองใจผู้บริโภคในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

การที่รถยนต์มาสด้า2 ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ การันตีถึงคุณภาพและสมรรถนะอันทรงพลัง ตอกย้ำถึงความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย ตามแนวทางการพัฒนาที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centered Philosophy) เพื่อมอบความสนุกสนานในการขับขี่และความสุขให้กับลูกค้าได้อย่างลงตัว ซึ่งมาสด้าให้คำมั่นว่าจะยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดนั่ง เพื่อส่งมอบประสบการณ์อันเป็นที่น่าปรารถนาให้กับลูกค้า ควบคู่กับการช่วยรักษ์โลกของเราให้คงอยู่และเติบโตอย่างยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์ระยะกลาง Sustainable Zoom-Zoom 2030  เพื่อโลกของเราที่ยังคงความสวยงามตลอดไป เพื่อคุณภาพชีวิตของผู้คนให้มีความสุขยิ่งขึ้น และเพื่อสังคมที่น่าอยู่ตลอดไป

NETA เดินหน้าขยายโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการมาตรฐานในไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าขยายโชว์รูม 50 แห่ง ภายในปีนี้

0

บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เดินหน้าแผนงานขยายโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้า 50 แห่งครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศเพื่อรองรับการบริการลูกค้าและสอดคล้องกับเป้าหมายการส่งมอบรถ 10,000 คันในปีนี้

NETA เปิดแบรนด์อย่างเป็นทางการในประเทศไทยในปีที่ผ่านมาและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าคนไทย โดย NETA V รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สไตล์ City Car มียอดจองเข้ามาอย่างต่อเนื่องด้วยยอดจดทะเบียนรวม ณ เดือนเมษายนแล้วกว่า 3,000 คัน พร้อมเดินหน้าแผนงานเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายและการบริการลูกค้าด้วยโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการมาตรฐานที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และรองรับเป้าหมายการส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้ลูกค้าคนไทย 10,000 คัน ในปีนี้

มร. เป่า จ้วงเฟย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า “นอกจากการแนะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้แล้ว การดูแลและบริการลูกค้าถือเป็นสิ่งที่ NETA ให้ความสำคัญเพราะถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค  ปัจจุบัน NETA มีโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการมาตรฐานอย่างเป็นทางการในประเทศไทย รวม 27 แห่ง ครอบคลุมทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล รวมไปถึงหัวเมืองใหญ่ๆ ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ  ทั้งนี้เพื่อรองรับกับการเติบโตของตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศเราจึงได้ปรับเป้าการขยายโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานจากแผนงานเดิมที่ 30 แห่งให้ได้มากถึง 50 แห่ง ภายในปีนี้ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในรูปแบบใหม่ และให้คนไทยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ของยานยนต์ไฟฟ้าของ NETA ได้สะดวกยิ่งขึ้น   โดยล่าสุดได้รับความไว้วางใจจาก Sensu International (Thailand) Company Limited มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานของเราและพร้อมเติบโตไปด้วยกัน ด้วยการเปิดให้บริการโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ NETA ศรีนครินทร์-ศรีเอี่ยม ซึ่งเพียบพร้อมด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์ เครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัย และมีพื้นที่สำหรับการดูแลลูกค้าแบบครบวงจร

มร. เป่า จ้วงเฟย  กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของผู้จำหน่ายของ NETA ทุกท่าน ทำให้ผมมั่นใจว่าเราจะสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าของ NETA ได้อย่างแน่นอน รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนแผนการดำเนินงานของ NETA ที่มุ่งหวังเห็นการเติบโตของตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศ ให้คนไทยได้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย  และเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ NETA  “Popularizer of Smart EV  : สรรสร้างนวัตกร รมยานยนต์ไฟฟ้า…เพื่อทุกคน”

“กรังด์ปรีซ์” จับมือ “ฮอนด้า” ระเบิดความมันส์ “ฮอนด้า วันเมคเรซ 2023” พร้อมเปิดตัว “ซีวิค” เสริมทัพ “ซิตี้” เอาใจแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทย

0

“กรังด์ปรีซ์ มอเตอร์สปอร์ต” โดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) สุดยอดโปรโมเตอร์ความเร็วของไทย จับมือ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อความมันส์ศึกรถยนต์ทางเรียบรายการ “ฮอนด้า วันเมคเรซ 2023” ภายใต้สุดยอดโปรดักชั่นคาร์สานต่อ “ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค วันเมคเรซ” 3 ปีติดต่อกัน พร้อมประกาศเปิดตัว “ฮอนด้า ซีวิค วันเมค เรซ” อย่างเป็นทางการในปีนี้ ชิงชัยทั้งสิ้น 4 สนาม เปิดฉากที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ก่อนยกพลประเดิมสนามใหม่ “สงขลา สตรีท เซอร์กิต” ในสนามสุดท้าย

ศึก ฮอนด้า วันเมคเรซ 2023 (Honda One Make Race 2023) แถลงข่าวจัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ เมื่อวันอังคารที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมี กรังด์ปรีซ์ มอเตอร์สปอร์ต ฝ่ายจัดการแข่งขันร่วมกับ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด, บริษัท บี-ควิก จำกัด, บริษัท ริชไวส์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด, บริษัท โยโกฮามา ไทร์ เซลล์ (ประเทศไทย) จํากัด, บริษัท เอส63 ออยล์ (ไทยแลนด์) จำกัด, บริษัท ฟอร์เต้ มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด, ATP Tein Kuroki Racing, ล้อ Enkei Fujitsubo, Power Lab และ HC Motorsport ร่วมเป็นสักขีพยาน

ฤดูกาลนี้ กรังด์ปรีซ์ มอเตอร์สปอร์ต ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เปลี่ยนชื่อการแข่งขันเป็น “ฮอนด้า วันเมคเรซ 2023” โดยการเปิดตัวคลาสใหม่ที่แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยรอคอยอย่าง “ฮอนด้า ซีวิค วันเมคเรซ” (Honda Civic One Make Race) ที่กลับมาระเบิดความมันส์อีกครั้งในรอบหลายปี ขณะเดียวกันก็ยังเป็นการสานต่อการแข่งขัน “ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค วันเมคเรซ” (Honda City Hatchback One Make Race) เป็นฤดูกาลที่ 3 ติดต่อกัน

นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดการแข่งขัน ฮอนด้า วันเมคเรซ เปิดเผยว่า “เราประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วง 2 ปีแรกของ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค วันเมคเรซ จากความเข้มข้นของการแข่งขันทุกๆ เรซ รวมถึงการลุ้นแชมป์ที่ต้องลุ้นไปจนถึงสนามสุดท้ายของปี ขณะที่ผู้ชมก็มีจำนวนมากขึ้นทั้งในสนามแข่งและการถ่ายทอดสด”

“ปีนี้เป็นปีที่ 3 ที่ กรังด์ปรีซ์ มอเตอร์สปอร์ต ยังคงมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการมอบประสบการณ์มอเตอร์สปอร์ตแบบ วันเมคเรซ ที่มีความตื่นเต้นเร้าใจให้กับแฟนความเร็วชาวไทย โดยพัฒนารถแข่ง ฮอนด้า ซิตี้ วันเมคเรซ ให้มีความเร็วสูงขึ้นจากชิ้นส่วนด้านแอโรไดนามิค ที่มีการพัฒนาและเปลี่ยนใหม่รอบคัน นอกจากนี้ยังมีการยกระดับช่วงล่างให้มีศักยภาพสูงขึ้นตามไปด้วย”

นอกจากนี้ นายอโณทัย ยังกล่าวถึงการเปิดตัวการแข่งขันรถยนต์รุ่นใหม่อย่าง ฮอนด้า ซีวิค วันเมคเรซ ว่า “ในปีนี้เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่จะประกาศว่า ฮอนด้า ซีวิค วันเมคเรซ ได้ฤกษ์กลับมาสร้างความเร้าใจให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยในสนามแข่งอีกครั้ง หลังจากที่เราทดสอบรถแข่งต้นแบบมาเกือบ 2 ปี จนได้ชิ้นส่วนและเซ็ตติ้งที่ลงตัวแล้ว โดยจะถูกเพิ่มเติมเข้ามาในการแข่งขัน อีเวนต์ที่ 3 และ 4 ของปีนี้ ผมเชื่อว่าจะเป็นหนึ่งในสีสันสมการรอคอยของแฟนมอเตอร์สปอร์ต”

“ปีนี้เราจะแข่งขันกัน 4 อีเวนต์ โดยสนามแรกจะจับมือเป็นซัพพอร์เรซของการแข่งขันเอ็นดูรานซ์ชิงแชมป์ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 26-28 พฤษภาคมนี้ ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ผมเชื่อว่าจะเป็นสุดสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยความมันส์อย่างแน่นอน ส่วนสนาม 2, 3 และ 4 จะเป็นซัพพอร์ทเรซให้กับรายการ พีที แม็กซ์นิตรอน มอเตอร์สปอร์ต ที่จะแข่งกันที่ บุรีรัมย์ และสนามสุดคลาสสิคของไทยอย่าง พีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต (พัทยา) ก่อนจะปิดท้ายในสตรีทเซอร์กิตแห่งใหม่ที่ สงขลา ซึ่งผมเชื่อว่าจะสร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยได้ตลอดทั้งปีแน่นอน” นายอโณทัย ทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค วันเมคเรซ 2023 ดวลความเร็วภายใต้รถแข่งสเป็คเดียวกันทุกคน ซึ่งจะทำให้นักแข่งทุกคนได้เค้นศักยภาพในการขับของตนเองออกมาให้ได้มากที่สุด ภายใต้สุดยอดโปรดักชั่นคาร์อย่าง “ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค อาร์เอส” (Honda City Hatchback RS) ซึ่งเป็นรุ่นท็อปมาสร้างเป็นรถแข่ง “วันเมคเรซ” ซึ่งมีจุดเด่นอย่าง เกียร์ Paddle Shift ที่พวงมาลัยมาเพิ่มอรรถรสของการแข่งขันคล้ายกับรูปแบบของฟอร์มูล่าวัน

โดยได้รับความร่วมมือจาก KUROKI RACING สำนักสร้างรถแข่งฮอนด้า ชื่อดังในประเทศญี่ปุ่น ออกแบบอุปกรณ์ความปลอดภัยอาทิ โรลเคจ และเซ็ตระบบช่วงล่างแบรนด์ Tein จาก ATP Motorsport ด้านเครื่องยนต์จะไม่สามารถตกแต่งได้เลย แต่ได้มีการปรับเซ็ตโปรแกรมของกล่องควบคุม (ECU) ใหม่ โดย Power Lab เพื่อเพิ่มความแรงให้กับรถแข่ง ซึ่งจะทำให้การแข่งขันเร้าใจมากขึ้น

ในฤดูกาล 2023 ฝ่ายจัดการแข่งขันได้เพิ่มประสิทธิภาพรถแข่ง “ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค วันเมคเรซ” ด้วยการอัพเกรดชิ้นส่วนด้านแอโรไดนามิครอบคัน เพื่อให้สามารถทำความเร็วได้ดีขึ้นทั้งช่วงทางตรงและขณะเข้าโค้ง  นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มชิ้นส่วนเข้ามาเสริมช่วงล่างให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นตามไปด้วย

ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค วันเมคเรซ 2023 ยังคงคับคั่งด้วยนักขับชั้นนำของไทยกว่า 20 คน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลุ่มนักแข่งที่มีพัฒนาการขึ้นอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา โดยฝ่ายจัดการแข่งขันมั่นใจว่าจะทำให้ “การลุ้นแชมป์” ประจำฤดูกาลนี้มีความเข้มข้นขึ้นอย่างมาก  ทั้งนี้ ศึก ฮอนด้า ซิตี้ วันเมคเรซ 2023 จะดวลความเร็วทั้งสิ้น 4 สนามตลอดทั้งปี เปิดฉากสนามแรกในวันที่ 26-28 พฤษภาคมนี้ ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์    โดยถูกบรรจุเป็นซัพพอร์ทเรซ ของการแข่งขันรายการ RAAT ไทยแลนด์ เอ็นดูรานซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนชิพ 2023

สนามที่ 2 จะยังคงดวลกันที่ บุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 9-11 มิถุนายนนี้ ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยถูกบรรจุเป็นซัพพอร์ทเรซของการแข่งขัน พีที แม็กซ์นิตรอน มอเตอร์สปอร์ต เรซซิ่ง ซีรีส์ เช่นเดียวกับสนามที่ 3 ซึ่งจะโยกไปแข่งกันที่  สนาม พีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ส่วนสนามสุดท้ายจะลงใต้ไปปิดฤดูกาลกันที่ สงขลา สตรีท เซอร์กิต จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 18-22 ตุลาคมนี้

แฟนมอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และชมถ่ายทอดสดการแข่งขันในทาง Facebook: https://www.facebook.com/HondaOneMakeRaceOfficial และ https://www.facebook.com/GPIMotorsport

เอเอเอสฯ เปิดรับจองเบนท์ลีย์รุ่นลิมิเต็ด ‘Speed Edition 12’ 120 คันในโลก ส่งท้ายการผลิตขุมพลังเครื่องยนต์ W12

0

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ฉลองสุดยอดขุมพลังเครื่องยนต์รุ่น W12 ที่ขับเคลื่อนอัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์ด้วยสมรรถนะอันเหนือชั้นตั้งแต่ปี 2546 ด้วยการเปิดรับคำสั่งจองอัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์รุ่น ‘Speed Edition 12’ รุ่นลิมิเต็ด เอดิชัน ประกอบไปด้วย Flying Spur Speed Edition 12 ราคาเริ่มต้นที่ 24.8 ล้านบาท Continental GT Speed Edition 12 ราคาเริ่มต้นที่ 26.4 ล้านบาท และ Continental GT Convertible Speed Edition 12 ราคาเริ่มต้นที่ 28.8 ล้านบาท ทุกรุ่นมาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 12 สูบที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในยุคปัจจุบัน โดย รุ่น Speed Edition 12 จะผลิตเพียง 120 คันต่อรุ่นเท่านั้นและจะถือเป็นการส่งท้ายความสำเร็จทางด้านวิศวกรรมยานยนต์ของเบนท์ลีย์อย่างสง่างามก่อนการยุติสายการผลิตเครื่องยนต์รุ่น W12 ในเดือนเมษายน 2567

‘Edition 12’ พร้อมให้ครอบครองในรุ่น Flying Spur, Continental GT และ Continental GT Convertible โดยมาพร้อมกับการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์มากมายไม่ว่าจะเป็นป้ายรุ่น Edition 12 แผ่นป้ายหมายเลขเครื่องยนต์ งานปักชื่อรุ่น Edition 12 การเย็บเบาะโดยสารแบบไล่ระดับสี และแผงหน้าปัดตกแต่งด้วยแผ่นไม้วีเนียร์สีดำสนิทแบบ Grand Black พร้อมตัวเลขลำดับการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ที่สลักไว้ข้างป้ายรุ่น Edition 12

อัครยนตรกรรมรุ่นลิมิเต็ดจะมีการผลิตเพียงรุ่นละ 120 คันเท่านั้นเพื่อให้มั่นใจว่ารุ่น Speed Edition 12 จะเป็นรุ่นที่หายากและควรค่าแก่การครอบครองเพื่อเฉลิมฉลองขุมพลังเครื่องยนต์ที่ทรงสมรรถนะที่สุดของเบนท์ลีย์

 

ขุมพลังเครื่องยนต์รุ่น W12

ในปี 2546 การเปิดตัวเครื่องยนต์รุ่น W12 ได้ประกาศศักราชใหม่ของบริษัทในฐานะเครื่องยนต์สำหรับรถยนต์ยุคใหม่รุ่นแรกภายในเครือ Volkswagen Group นั่นก็คือ Continental GT ซึ่งรูปแบบการวางกระบอกสูบของเครื่องยนต์รูปตัวอักษร W อันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์ขนาด 6.0 ลิตร ทวินเทอร์โบรุ่นนี้ ทำให้ใช้พื้นที่เก็บเครื่องยนต์ในห้องเครื่องน้อยกว่าเครื่องยนต์รุ่น V12 ที่มีความจุเท่ากันถึง 24% โดยไม่ลดทอนกำลัง ประสิทธิภาพ หรือการพัฒนาแต่อย่างใด นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การวิวัฒนาการที่มีมาอย่างต่อเนื่องทำให้สามารถพัฒนาพละกำลังเพิ่มขึ้นถึง 37% และแรงบิดเพิ่มขึ้น 54% พร้อมกับการปล่อยมลพิษที่ลดลงกว่า 25% สำหรับในรุ่น Speed Edition 12 นี้ เครื่องยนต์รุ่น W12 สามารถผลิตพละกำลังกว่า 650 แรงม้าที่รอบเครื่อง 5,000-6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดกว่า 900 นิวตันเมตรที่รอบเครื่องเพียงแค่ 1,500-5,000 รอบต่อนาที

การออกแบบภายนอก: ความโดดเด่นที่ล้ำลึก

การออกแบบภายนอกของรุ่น Speed Edition 12 รังสรรค์ขึ้นด้วยความละเอียดอ่อน ดึงดูดสายตาด้วยรายละเอียดที่โดดเด่น อาทิ คาลิเปอร์เบรกสีเงินที่มีเฉพาะรุ่นลิมิเต็ด เอดิชัน สำหรับรุ่น Continental GT และ Continental GT Convertible ตกแต่งด้วยป้าย Speed Edition 12 ที่บังโคลนหน้า ในขณะที่รุ่น Flying Spur จะตกแต่งด้วยป้าย Edition 12 บริเวณส่วนท้ายของตัวถังพร้อมกับโลโก้ Speed มากไปกว่านั้น ภายใต้ฝากระโปรงรถยังเผยให้เห็นถึงแผ่นป้ายหมายเลข Edition 12 ตกแต่งบนฝาครอบเครื่องยนต์อีกด้วย

การตกแต่งภายนอกได้รวมถึง ชุดแต่ง Blackline Specification ล้ออัลลอยด์เฉดสีดำขนาด 22 นิ้ว และตัวยึดโลโก้กึ่งกลางล้ออัลลอยด์ พร้อมกับตัวเลือกเฉดสีใหม่ เฉดสีเทาอมเขียว โทนอ่อน Opalite ที่จะสะท้อนแสงอาทิตย์อย่างงดงาม

การออกแบบภายใน: งานฝีมือระดับมาสเตอร์คลาส

ไฟต้อนรับโลโก้ Edition 12 และกาบบันไดเรืองแสงตกแต่งอย่างสวยงามต้อนรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารสู่การตกแต่งภายในห้องโดยสารที่รังสรรค์ขึ้นด้วยงานฝีมือ รุ่น Edition 12 มาพร้อมกับการแบ่งเฉดสีของรุ่น Speed ด้วยเฉดสีหลักคือเฉดสีดำ Beluga ที่สามารถเลือกเป็นสีเบาะโดยสารสีเดียวหรือเสริมด้วยเฉดสีน้ำเงิน Brunel เฉดสีแดง Cricketball เฉดสีขาว Linen หรือเฉดสีส้ม พร้อมด้วยการตกแต่งด้วยแผ่นไม้วีเนียร์เฉดสีดำเงาแบบ Grand Black

คุณลักษณะเฉพาะของรุ่นลิมิเต็ดนี้รวมถึงการปักเบาะโดยสารแบบ Mulliner Silver และ และโลโก้ Edition 12 บริเวณเบาะโดยสารด้านบนบุนวมและตัดเย็บแบบสามเฉดสีไล่ระดับตั้งแต่เฉดสีดำ Anthracite เฉดสีเทา Porpoise จนถึงเฉดสีน้ำเงิน Stratos พร้อมกับแผงประตูห้องโดยสารบุนวมเย็บแบบตัดกัน

ปุ่มบริเวณช่องแอร์มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยตัวเลข ’12’ ขึ้นรูปบริเวณจุดสัมผัสด้านบน อีกหนึ่งรายละเอียดที่งดงามคือแผงหน้าปัดตกแต่งด้วยแผ่นไม้วีเนียร์ในเฉดสีดำ Grand Black บริเวณคอนโซลหน้าที่มีลำดับตัวเลขการจุดระเบิดของเครื่องยนต์รุ่น W12 สลักไว้บริเวณด้านข้างโลโก้ Speed Edition 12

 

โมเดลจำลองเครื่องยนต์รุ่น W12 ของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

ผู้ครอบครองอัครยนตรกรรมรุ่นลิมิเต็ด ‘Speed Edition 12’ จะได้รับของที่ระลึกเป็นโมเดลจำลองเครื่องยนต์รุ่น W12 ในสัดส่วน 1:15 ขนาด 15% ของเครื่องยนต์ขนาดจริง สำหรับตั้งโชว์บนโต๊ะ ตู้ หรือชั้นวางของ แบบจำลองเครื่องยนต์หล่อขึ้นด้วยการใช้อะลูมิเนียมที่นำมาจากบล็อกเครื่องยนต์รุ่น W12 ขนาดเต็มเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ของขุมพลังในตำนานของเบนท์ลีย์

เอเอเอสฯ มอบข้อเสนอที่ดีที่สุดในการครอบครอง Flying Spur Speed Edition 12 ราคาเริ่มต้นที่ 24.8 ล้านบาท Continental GT Speed Edition 12 ราคาเริ่มต้นที่ 26.4 ล้านบาท และ Continental GT Convertible Speed Edition 12 ราคาเริ่มต้นที่ 28.8 ล้านบาท พร้อมการรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิตและบริการผู้ช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 3 ปีเต็ม พร้อมรับตัวเลือกสำหรับแผนต่อระยะเวลาการรับประกันโดยโรงงานผู้ผลิต (Bentley Extended Warranty) สูงสุด 4 ปี

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โทร. 080-925-9999 หรือ 02-261-1050 LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V

“เบนซ์ไพรม์มัส” เผยความคืบหน้าสาขาพัทยา “เฟส1” พร้อมเปิดให้บริการ มิ.ย.ศกนี้

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” เผยความคืบหน้าโชว์รูมและศูนย์บริการ สาขาพัทยา เฟส1 เร่งเดินหน้าเต็มพิกัด มั่นใจเปิดให้บริการ มิ.ย.นี้ พร้อมเชิญชวนเป็นเจ้าของ Mercedes-Benz ในงาน Primus Road Show 2023 กับแคมเปญสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ฟรี! MBSP นาน 8 ปี หรือ ฟรี! ดอกเบี้ย นาน 48 เดือน พร้อม MB Protection นาน 1 ปี เริ่มวันนี้ ที่เบนซ์ไพรม์มัส เลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา และ 1-7 มิ.ย.66 ที่ Terminal 21 Pattaya

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บจก.ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด เปิดเผยความคืบหน้าของการดำเนินการก่อสร้างโชว์รูมและศูนย์บริการ “เบนซ์ไพรม์มัส” สาขาพัทยา ว่า ตามที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz อย่างเป็นทางการ ในพื้นที่พัทยา จังหวัดชลบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อปลายปี 2565 ที่ผ่านมานั้น ทาง “เบนซ์ไพรม์มัส” จึงได้มีนโยบายที่จะลงทุนก่อสร้างโชว์รูมและศูนย์บริการแบบครบวงจร ในพื้นที่เขตพัทยา โดยแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 2 เฟส คือ

เฟสที่ 1 โชว์รูมรถยนต์ Mercedes-Benz Certified Used Car และศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถัง ในพื้นที่ขนาด 3 ไร่ ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท ย่านนาจอมเทียน ขณะนี้ดำเนินการใกล้แล้วเสร็จ โดยจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ภายในเดือนมิถุนายน ศกนี้

ในช่วงแรก เฟส 1 จะเปิดให้บริการด้านการจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz ทั้งรถใหม่ป้ายแดง และรถ Certified Used Car พร้อมเปิดให้บริการหลังการขายทั้งการซ่อมบำรุงรถยนต์ทั่วไป และบริการซ่อมสี/ตัวถัง ด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาคตะวันออก คาดว่าจะรองรับความต้องการและสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้ารถยนต์ Mercedes-Benz ในพื้นที่เขตพัทยา และพื้นที่ใกล้เคียงได้เป็นอย่างดี

ส่วนเฟส 2 เป็นโชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ Mercedes-Benz พื้นที่ขนาด 3 ไร่ ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท ย่านพัทยาใต้ โดยเปิดให้บริการในส่วนของการจำหน่ายรถใหม่ป้ายแดง และบริการซ่อมบำรุงรถยนต์ทั่วไป ขณะนี้ อยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมให้บริการภายในเดือนตุลาคมนี้

“การขยายสาขา “เบนซ์ไพรม์มัส” แห่งที่ 2 ในพื้นที่เขตพัทยา ถือเป็นโอกาสที่ดีในสร้างความแข็งแกร่งและการเติบโตให้แก่ธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์ Mercedes-Benz ของเราเป็นอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่สำคัญ จังหวัดชลบุรี เป็นจังหวัดที่มีตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงเป็นอันดับ 3 รองจากจังหวัดระยองและกรุงเทพฯ ซึ่งบ่งบอกถึงความมีศักยภาพในการสร้างรายได้และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่พัทยา และพื้นที่ใกล้เคียง ที่สนใจต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์ระดับลักชัวรี่แบรนด์ และเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์การเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการ “เบนซ์ไพรม์มัส” สาขาพัทยา ให้รับรู้อย่างกว้างขวาง ทาง “เบนซ์ไพรม์มัส” จึงได้จัดงานแสดงรถยนต์ Mercedes-Benz ภายใต้ชื่อ Primus Road Show 2023 ที่ศูนย์การค้า Terminal 21 Pattaya ระหว่างวันที่ 1-7 มิถุนายน 2566

พร้อมมอบเอกสิทธิ์พิเศษมากมายสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของยนตรกรรมระดับผู้นำอย่าง Mercedes-Benz ด้วยข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟ รับฟรี! MBSP Extra Guarantee สูงสุด 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง  หรือ พิเศษ! ดอกเบี้ย 0% ผ่อนนาน 48 เดือน พร้อมประกันภัยชั้น 1 MB Protection นาน 1 ปี หรือ รับฟรี! MBSP Easy Care นาน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมประกันภัยชั้น 1 MB Protection นาน 1 ปี สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” สำนักงานใหญ่ โทร. 02 095 5555 และ “เบนซ์ไพรม์มัส” สาขาพัทยา โทร.038 051 555

เกรท วอลล์ มอเตอร์ คว้ารางวัล PRCA Thailand Awards 2023 จากแคมเปญ GWM as Thailand’s xEV Leader

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์  เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นในฐานะผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง หลังแคมเปญ ‘GWM as Thailand’s xEV Leader’ ที่เกิดขึ้นในปี 2565 สามารถ
คว้ารางวัลสาขา การสร้างความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนยอดเยี่ยม (Media Relations Award) จากเวที PRCA Thailand Awards 2023 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพฯ โดยสมาคมประชาสัมพันธ์และการสื่อสาร หรือ PRCA (The Public Relations and Communications Association) ได้เล็งเห็นความโดดเด่นในการสื่อสารภาพลักษณ์อันดีของแบรนด์ในฐานะผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย (xEV Leader) ไปพร้อมกับการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนผ่านกิจกรรมที่แตกต่างและแปลกใหม่ นอกจากนี้ กิจกรรมประชาสัมพันธ์ในการเปิดตัวของ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ยังได้รับการคัดเลือกให้เป็น Finalist ในสาขา Consumer Campaign or Event/Launch Award หรือแคมเปญเพื่อผู้บริโภค อีเวนท์ และการเปิดตัวยอดเยี่ยมอีกด้วย

นางสาวศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า
“เกรท วอลล์ มอเตอร์ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ PRCA ให้การยอมรับและเห็นคุณค่าในงานด้านประชาสัมพันธ์ของเรา ในฐานะบริษัทด้านยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำระดับโลกที่พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้าของไทย เราให้ความสำคัญกับงานด้านประชาสัมพันธ์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในการสร้างการรับรู้ สร้างความเชื่อมั่น และการสร้างแบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทย โดยมีบุคคลที่เป็นส่วนสำคัญในการทำประชาสัมพันธ์ซึ่ง เกรท วอลล์ มอเตอร์ ให้ความสำคัญเสมอมา นั่นก็คือ สื่อมวลชนที่ถือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งในด้านความรู้ ความสามารถ รวมถึงมุมมองที่จะช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของเราให้ยอดเยี่ยมไปอีกขั้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขอขอบคุณสื่อมวลชนทุกแขนงที่ให้การสนับสนุนแบรนด์ของเราอย่างอบอุ่นมาโดยตลอดนับตั้งแต่เราเริ่มก้าวเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เราจะพัฒนาคุณภาพและยกระดับกิจกรรมการประชาสัมพันธ์ของเราให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป รวมถึงจะมุ่งมั่นตั้งใจเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมร่วมผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยให้สมบูรณ์มากขึ้น”

ตลอดปี 2565 เกรท วอลล์ มอเตอร์ ให้ความสำคัญกับทุก ๆ กิจกรรมการประชาสัมพันธ์เพื่อเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์กับสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด โดยกิจกรรมที่ได้รับรางวัลจาก PRCA ภายใต้แคมเปญ GWM as Thailand’s  xEV Leader ประกอบด้วย กิจกรรม GWM TECH IN TREND การจัดกิจกรรมเวิร์คช็อปเพื่ออัปเดตเทรนด์ทางด้านดิจิทัล พฤติกรรมผู้บริโภคแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่กำลังมาแรง รวมถึงเคล็ดลับการสร้างคอนเทนต์ให้โดนใจเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย กิจกรรม GWM 2nd Brand Anniversary เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบสองปีของการดำเนินงานของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ในประเทศไทย ที่เหล่าผู้บริหารได้มีกิจกรรมสุดสนุกร่วมกับสื่อมวลชน รวมถึงการจัดคาราวานรถยนต์ไฟฟ้าสุดเอ็กคลูซีฟไปเยี่ยมสื่อมวลชนถึงหน้าประตูสำนักงาน พร้อมเกมสุดแปลกแหวกแนวและของที่ระลึกสุดประทับใจ กิจกรรม GWM xEV Charity Drive คาราวานยานยนต์ไฟฟ้าการกุศล ที่จัดถึง 2 ครั้งกับการพาสื่อมวลชนร่วมขบวนรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นของเกรท วอลล์ มอเตอร์เพื่อไปทำกิจกรรมจิตอาสา ณ มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ (ในความอุปถัมภ์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) บางเลน จังหวัดนครปฐมและโรงเรียนวัดเจ้าบุญเกิด จังหวัดอ่างทอง เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับสังคมไทยอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน งานเสวนา “EV & Beyond by GWM” ที่ได้เชิญสื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญในแวดวงเศรษฐกิจ ยานยนต์ และเทคโนโลยี มาแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้า โอกาสและความท้าทายของยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย รวมถึงสรุปภาพรวมสถานการณ์สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังจัดกิจกรรมรับฟังเสียงของสื่อมวลชน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทีมผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯ ผ่านกิจกรรม GWM Media Think Tank และกิจกรรมสุดประทับใจในช่วงเทศกาลวันแม่ GWM Momory of Love ในการเชิญสื่อมวลชนพร้อมคุณแม่มาร่วมกิจกรรมเพื่อสร้างรอยยิ้ม ความสุขและความทรงจำที่ดีระหว่างกัน ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของเกรท วอลล์ มอเตอร์ที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีกับสื่อมวลชนไปพร้อมกับการตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า หรือ xEV Leader ในประเทศไทย

“แคมเปญ ‘GWM as Thailand’s xEV Leader’ ของเกรท วอลล์ มอเตอร์ แสดงให้เห็นถึงความสามารถอันโดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์ การใช้ข้อมูลเชิงลึกในการวางกลยุทธ์ และความมุ่งมั่นต่อการสร้างบทสนทนาในวงกว้าง ซึ่งสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ในฐานะผู้นำในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าของไทย โดยการมุ่งเน้นไปที่การทำกิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับสื่อมวลชนและผู้มีส่วนร่วมในภาคส่วนต่าง ๆ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนทัศนคติของสาธารณชน สู่ความเชื่อมั่นในการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ไปพร้อม ๆ กับการสร้างความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ในฐานะผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งผลลัพธ์ก็ได้ประจักษ์ให้เราเห็นผ่านการนำเสนอข่าวในเชิงบวกของสื่อมวลชน และกลุ่มแฟน ๆ ชาวไทยที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการ PRCA Thailand Awards 2023 ในการตัดสินและมอบรางวัล สุดท้ายนี้ ผมขอยกย่องการทำงานของทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้” มร. เจค็อบ โฮลเดอร์ กรรมการผู้จัดการ The Möbius Agency (TMA)

พิธีมอบรางวัล PRCA Thailand Award 2023 จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องและเฉลิมฉลองแคมเปญงานประชาสัมพันธ์ที่โดดเด่นที่สุดในธุรกิจการประชาสัมพันธ์โดยเฉพาะ ซึ่งได้รับการตัดสินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและมีชื่อเสียงจากเอเจนซี่ด้านการประชาสัมพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารมวลชนและวารสารศาสตร์ที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมและพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยเป็นผู้ตัดสินรางวัลอย่างยุติธรรม

สมาคมการประชาสัมพันธ์และการสื่อสาร หรือ PRCA ได้ประกาศจัดตั้ง PRCA Thailand เมื่อเดือนตุลาคม 2564 โดย PRCA เป็นองค์กรด้านงานประชาสัมพันธ์ระดับมืออาชีพที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นตัวแทนของผู้เชี่ยวชาญด้านการประชาสัมพันธ์มากกว่า 35,000 คนใน 82 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุม 6 ทวีป มีภารกิจเพื่อสร้างสรรค์อุตสาหกรรมประชาสัมพันธ์ที่มีความเป็นมืออาชีพ มีจริยธรรม และมีความสำเร็จมากยิ่งขึ้น PRCA ยังสนับสนุนและยึดหลักการปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมและจรรยาบรรณของนักประชาสัมพันธ์ที่มีการปฏิบัติใช้ทั่วโลก และมุ่งหวังให้สมาชิกปฏิบัติตามมาตรฐานอาชีพขั้นสูงสุด นอกจากนี้ PRCA ได้รวมตัวผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารด้านประชาสัมพันธ์และการสื่อสาร รวมถึงให้การฝึกอบรม รวบรวมข้อมูลในอุตสาหกรรม และเชื่อมต่อเครือข่าย เหล่านักประชาสัมพันธ์ทั่วโลกไว้ด้วยกัน เพิ่มมูลค่าสูงสุดให้กับสิ่งที่จะส่งมอบให้ลูกค้าและองค์กรต่าง ๆ นอกจากนี้ PRCA ยังเป็นผู้ควบคุมการดำเนินงานของ International Communications Consultancy Organization (ICCO) ซึ่งเป็นองค์กรหลักของสมาคมประชาสัมพันธ์ 41 แห่งและหน่วยงานเอเจนซี่ 3,000 แห่งทั่วโลก และยังสนับสนุนการดำเนินการของ Motor Industry Communicators Association (MICA) อีกด้วย

นับตั้งแต่การเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก (Global Mobility Technology Company)” ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมาโดยตลอด รางวัลที่ได้รับจาก PRCA ประเทศไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับตลาดรถยนต์และอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ โดยบริษัท จะยังคงมุ่งมั่นและเดินหน้าพัฒนาธุรกิจเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์รถยนต์เทคโนโลยีพลังงานทางเลือกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle)  ยานยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) ยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Battery Electric Vehicle) เพื่อส่งมอบประสบการณ์และการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยภายใต้แนวคิด “New Energy” “New Intelligence” และ “New Experience”

อีซูซุชวนลูกค้ามิว-เอ็กซ์ 4WD แพ็คกระเป๋าร่วมทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Uncharted Journey through the Hills” ตะลุยเส้นทางกรุงเทพฯ – นครนายก-ปราจีนบุรี

0

กลับมาอีกครั้ง! กับกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ หนึ่งในเอกสิทธิ์พิเศษเฉพาะท่านเจ้าของรถอีซูซุมิว-เอ็กซ์ ISUZU MU-X THE EXCLUSIVE Trip  “Uncharted Journey through the Hills”   ทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักอีซูซุ โดยการพาครอบครัว THE NEW ISUZU MU-X รุ่น 4WD กว่า 15 ครอบครัว ลุยเส้นทางกรุงเทพฯ – นครนายก-ปราจีนบุรี พร้อมร่วมกิจกรรมสุดพิเศษ อาทิ การเรียนรู้วิธีการขับรถขับเคลื่อน 4 ล้อให้ผ่านอุปสรรคอย่างถนนลูกรัง ทางหลุมบ่อ หรือบริเวณน้ำขังสูงได้อย่างง่ายดาย โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญแนะนำกันแบบตัวต่อตัว ณ สนาม Spirit of the 4×4 Driving School จังหวัดนครนายก การเดินเทรลศึกษาเส้นทางธรรมชาติ หนึ่งในพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ณ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และเข้าพักที่โรงแรมกลางหุบเขา “PRY1” ที่ลูกค้าจะได้ใกล้ชิดธรรมชาติ พร้อมกิจกรรมมินิปาร์ตี้ธีมแคมป์ปิ้งสุดชิลให้ทุกคนได้ถ่ายรูปเก็บภาพความประทับใจ พร้อมกิจกรรมสนุกสนานและของรางวัลมากมาย นอกจากนี้ อีซูซุยังได้ส่งท้ายทริปด้วยกิจกรรม Workshop ทำน้ำหอมปรับอากาศเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขวดเดียวในโลก เพื่อเป็นของขวัญสำหรับทุกคนในงานอีกด้วย

ติดตามกิจกรรม และสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟอื่นๆได้ที่ ISUZU MU-X THE EXCLUSIVE ในแอปพลิเคชัน my-Isuzu ดาวน์โหลดเลย! https://my.isuzu-tis.com/