Home Blog Page 235

ยกระดับความหรูหรา และสมรรถนะการขับขี่ กับปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่

0

ปอร์เช่ ปรับโฉมครั้งใหญ่ให้รถสปอร์ต SUV หรูหราและสมบูรณ์แบบที่สุด พร้อมแล้วกับการเปิดตัว คาเยนน์ (Cayenne) รุ่นใหม่ ยกระดับความเหนือชั้นรอบคัน ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอแสดงผล ระบบควบคุมแบบดิจิทัล ช่วงล่างใช้เทคโนโลยีล่าสุด และนวัตกรรม high-tech มากมาย “นี่คือการปรับโฉมรถยนต์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์ของปอร์เช่” Michael Schätzle รองประธานกรรมการ ผู้กำกับดูแลส่วนงาน Product Line Cayenne กล่าว ระบบไฟหน้า High-definition HD Matrix LED ให้แสงสว่างที่เหมาะสมกับทุกสภาพถนน พร้อมระบบฟอกอากาศประสิทธิภาพสูง และนับเป็นครั้งแรกของปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ที่ติดตั้งหน้าจอ infotainment สำหรับผู้โดยสารตอนหน้าโดยเฉพาะ รวมไปถึงการยกระดับงานดีไซน์ และพละกำลังที่เหนือกว่าในทุกรุ่นเครื่องยนต์ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เน้นย้ำตัวตนของปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ในฐานะยนตรกรรมสปอร์ต SUV หรู ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสปอร์ตที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน

 

เปิดประสบการณ์ใหม่ด้วยระบบควบคุมดิจิทัลที่รองรับการใช้งานของผู้ขับขี่อย่างแท้จริง

ปอร์เช่ ติดตั้งหน้าจอแสดงผล และระบบควบคุมการทำงานด้วยแนวคิดล่าสุดไว้ใน คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ อย่างสมบูรณ์แบบ โดยแนวคิดประสบการณ์ใหม่สำหรับผู้ขับขี่ Porsche Driver Experience เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปอร์เช่ ไทคานน์ (Taycan) เน้นไปที่การใช้งาน และความสะดวกสบายสูงสุดของผู้ขับขี่ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึง โดยเฉพาะฟังก์ชั่นที่ใช้งานเป็นประจำจะถูกติดตั้งไว้บนพวงมาลัย หรือตำแหน่งที่ใกล้เคียง อาทิ การเพิ่มฟังก์ชั่นควบคุมการทำงานของระบบช่วยเหลือการขับขี่ บนปุ่มควบคุมบริเวณหลังพวงมาลัยฝั่งซ้ายมือ และย้ายตำแหน่งคันเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ ไปยังแผงคอนโซลหน้า สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มพื้นที่บริเวณคอนโซลกลาง สามารถรองรับการเก็บสัมภาระต่างๆ  รวมถึงการเพิ่มขนาดและความหรูหราให้กับแผงควบคุมระบบปรับอากาศที่มาในสไตล์พรีเมียมมากยิ่งขึ้น เสริมความแม่นยำ ใช้งานง่ายด้วยการผสมผสานสวิทช์ระบบปรับอากาศแบบกลไก และปุ่มควบคุมระดับเสียงแบบสัมผัสที่ให้ทั้งความสะดวกสบาย และภาพลักษณ์ภายในห้องโดยสารที่เรียบหรู แนวทางการพัฒนาที่เป็นหัวใจของประสบการณ์การขับขี่ Porsche Driver Experience ใหม่ คือการสร้างสมดุลย์ระหว่างระบบดิจิทัล และระบบอะนาล๊อก

นับเป็นครั้งแรกที่ปอร์เช่ออกแบบภายในห้องโดยสารของปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ ด้วยการติดตั้งแผงหน้าปัดระบบดิจิทัล ขนาด 12.6 นิ้ว  ดีไซน์โค้งมนในแบบ free-standing พร้อมฟังก์ชั่นการแสดงผลอันหลากหลาย และยังสามารถติดตั้งอุปกรณ์พิเศษระบบ head-up display เพิ่มเติมได้ หน้าจอหลักขนาด 12.3 นิ้วของระบบติดต่อสื่อสาร Porsche Communication Management (PCM) ผสมผสานเข้ากับอุปกรณ์อื่นบริเวณแผงคอนโซลได้อย่างกลมกลืน และช่วยให้เข้าถึงฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆของตัวรถได้อย่างง่ายดาย หน้าจอแสดงผลขนาด 10.9 นิ้วสำหรับผู้โดยสารตอนหน้า คืออีกหนึ่งนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวครั้งแรก มอบความสุนทรีย์ให้แก่ผู้โดยสารตอนหน้าตลอดการเดินทาง ผ่านการแสดงข้อมูลตัวรถ สามารถรับชมรายการความบันเทิงต่าง ๆ ด้วยระบบควบคุมที่แยกเป็นอิสระ หน้าจอแบบอิสระไม่รบกวนวิสัยทัศน์ของผู้ขับขี่ ทั้งนี้รายการความบันเทิงขึ้นอยู่กับพื้นที่จำหน่ายในแต่ละภูมิภาค

งานดีไซน์ใหม่ พร้อมนวัตกรรมเทคโนโลยีระบบไฟหน้าสุดล้ำ

ปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ มีรูปลักษณ์ภายนอกที่สร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น ชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้าใหม่และซุ้มล้อที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ช่วยเพิ่มลุคให้ดูแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ฝากระโปรงหน้าใหม่และไฟหน้าเทคโนโลยีล่าสุด เสริมให้มิติตัวรถดูกว้างขึ้น ไฟท้ายดีไซน์สามมิติ รูปทรงของท้ายรถที่ลื่นไหลอย่างต่อเนื่อง กันชนท้ายใหม่พร้อมพื้นที่ติดตั้งป้ายทะเบียนที่ดีไซน์ไว้อย่างลงตัว สร้างบุคลิกที่โดดเด่นไม่เหมือนใครจากมุมมองด้านหลังของปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ เพิ่มเติมเฉดสีตัวถังภายนอกให้เลือกถึง 3 เฉดสี พร้อมทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการความแตกต่าง ด้วยชุดแต่ง lightweight sports packages ที่สามารถลดน้ำหนักได้ถึง 33 กิโลกรัมในรุ่น คาเยนน์ คูเป้ (Cayenne Coupé) และล้ออัลลอยด์ลายใหม่ที่มีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 20, 21 ไปจนถึง 22 นิ้ว เสริมมาดสปอร์ตเต็มพิกัดให้แก่ปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ พร้อมเพิ่มทางเลือกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบที่คุณต้องการ

ไฟหน้า Matrix LED ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ทุกรุ่น และยังสามารถเลือกติดตั้งไฟหน้า HD Matrix LED เป็นอุปกรณ์พิเศษได้อีกด้วย ไฟหน้าแบบใหม่นี้ควบคุมการทำงานด้วย high-definition modules 2 ตำแหน่ง ภายในโคมไฟหน้าประกอบไปด้วยหลอดไฟส่องสว่าง LED กว่า 32,000 พิกเซล ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดนี้ช่วยในการมองเห็นรถยนต์คันอื่น รวมทั้งป้องกันแสงสะท้อนจากไฟสูงของรถยนต์ที่วิ่งสวนทางจากการทำงานของ LED พิกเซลที่แม่นยำ ส่งผลให้ไม่เกิดอาการตาพร่าต่อทั้งผู้ขับขี่ และเพื่อนร่วมทาง กล่องควบคุมสามารถปรับเปลี่ยนความสว่างได้มากกว่า 1,000 ระดับ โหมดการทำงาน Customised light ช่วยยกระดับความปลอดภัย และความสะดวกสบายสูงสุดในทุกสถานการณ์การขับขี่

นอกจากนี้ปอร์เช่ยังนำเสนอระบบฟอกอากาศประสิทธิภาพสูงซึ่งติดตั้งเป็นมาตรฐานใน คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ โดยรถยนต์จะใช้การประเมินสภาพอากาศล่วงหน้าผ่านข้อมูลดาวเทียม predictive navigation data เพื่อตรวจจับสิ่งแปลกปลอมที่ผ่านเข้ามาในห้องโดยสาร และสั่งการไปยังระบบหมุนเวียนอากาศแบบอัตโนมัติ สามารถติดตั้งอุปกรณ์พิเศษเซนเซอร์ตรวจจับความหนาแน่นของฝุ่นละอองในอากาศ และส่งผ่านไปยังแผ่นกรองละเอียดเป็นจำนวนหลายครั้งตามความจำเป็น ยิ่งไปกว่านั้นระบบฟอกอากาศ ioniser ยังสามารถกำจัดเชื้อโรคต่าง ๆ รวมทั้งมลภาวะที่ปนเปื้อนออกจากอากาศ ลดผลกระทบต่อผู้โดยสารที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ได้อีกด้วย

ลูกค้าสามารถใช้งานฟังก์ชั่นช่วยเหลือการขับขี่อันหลากหลาย ซึ่งครอบคลุมไปถึงระบบจำกัดความเร็วอัตโนมัติ active speed limiter, ระบบควบคุมพวงมาลัย swerve assist และระบบช่วยเหลือขณะเข้าโค้ง cornering assist ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ adaptive cruise control นั่นหมายความว่าปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ คือยนตรกรรมสปอร์ต SUV ที่มีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ให้รอดพ้นจากสถานการณ์คับขันได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะในขณะขับรถท่ามกลางสภาพจราจรติดขัดบนมอเตอร์เวย์ หรือบนถนนเส้นหลัก

ยกระดับสมรรถนะการขับขี่ ควบคู่กับความสะดวกสบาย

ปอร์เช่ ติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานจากโรงงานให้กับ คาเยนน์ (Cayenne) ด้วยช่วงล่าง Adaptive air suspension มาพร้อมระบบควบคุมการทำงานของช่วงล่าง Porsche Active Suspension Management (PASM)  ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้นด้วยระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติใหม่ล่าสุด เทคโนโลยี 2-chamber และ 2-valve เปิดประสบการณ์การเดินทางด้วยช่วงล่างที่นุ่มนวล ให้ความเสถียรสูงสุดทั้งการขับขี่บนเส้นทาง on-road และ off-road  เมื่อเปรียบเทียบกับระบบช่วงล่างมาตรฐาน และระบบช่วงล่างของรุ่นก่อนหน้า ในขณะเดียวกัน ระบบช่วงล่างถุงลมแบบปรับระดับอัตโนมัติ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การบังคับควบคุมที่แม่นยำ รวมทั้งลดอาการโคลงตัวในระหว่างการขับขี่ด้วยความเร็วสูง ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถสังเกตได้ถึงความแตกต่างของการขับขี่ระหว่างโหมดการทำงาน Normal, Sport และ Sport Plus driving

เครื่องยนต์ Hybrid ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น พร้อมขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าระยะทางสูงสุดถึง 90 กิโลเมตร

ในทวีปยุโรป ปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ เปิดตัวครั้งแรกด้วยทางเลือกขุมพลังเครื่องยนต์แตกต่างกัน 3 รูปแบบ เริ่มจากเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ขนาดความจุ 4 ลิตร สำหรับติดตั้งลงใน คาเยนน์ เอส (Cayenne S) ซึ่งปอร์เช่พัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนเครื่องยนต์ V6 ในรุ่นก่อนหน้า ให้พละกำลังสูงสุด 474 แรงม้า (349 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร กำลังเพิ่มขึ้นถึง 34 แรงม้า (25 กิโลวัตต์) และแรงบิดเพิ่มขึ้น 50 นิวตันเมตร จากรุ่นก่อนหน้า  อัตราเร่งจากเครื่องยนต์ดังกล่าวทั้งในรุ่นตัวถังปกติ และตัวถังคูเป้ (Coupé) จากจุดหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ภายใน 4.7 วินาที ความเร็วสูงสุดกว่า 273 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในส่วนของรุ่นเริ่มต้นของปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ติดตั้งเครื่องยนต์ V6 เทอร์โบ ขนาดความจุ 3 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 353 แรงม้า (260 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร หรือกำลังเพิ่มขึ้น 13 แรงม้า (10 กิโลวัตต์) และแรงบิดเพิ่มขึ้น 50 นิวตันเมตร จากรุ่นก่อนหน้า

เครื่องยนต์ 6 สูบดังกล่าวยังถูกนำมาประจำการเป็นขุมพลังในรุ่น คาเยนน์ อี ไฮบริด (Cayenne E-Hybrid) เมื่อทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ ซึ่งให้พละกำลังเพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมถึง 30 กิโลวัตต์ เป็น 130 กิโลวัตต์ (176 แรงม้า) ส่งผลให้พละกำลังที่ได้จากทั้ง 2 ระบบอยู่ที่ 470 แรงม้า (346 กิโลวัตต์) ติดตั้งแบตเตอรี่ high-voltage ความจุพลังงานเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 17.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ถึง  25.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง โดยขึ้นอยู่กับระดับของอุปกรณ์ สามารถเดินทางด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวเป็นระยะทางสูงสุดถึง 90 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP ระบบ on-board charger ใหม่ล่าสุดขนาด 11 กิโลวัตต์ ช่วยลดระยะเวลาการชาร์จพลังงานให้สั้นลงภายในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง 30 นาที เมื่อใช้กำลังไฟที่เหมาะสม ถึงแม้จะเปลี่ยนเป็นแบตเตอรี่ที่มีความจุมากกว่าเดิมก็ตาม ในระหว่างการขับขี่ด้วย e-hybrid driving modes จะช่วยให้รถยนต์ทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับนอกภูมิภาคยุโรป รุ่น เทอร์โบ จีที (Turbo GT) ได้รับการกำหนดให้เป็นเวอร์ชั่นที่มีสมรรถนะสูงสุดสำหรับการขับขี่แบบ on-road รวมทั้งรับหน้าที่เป็นรุ่นเรือธงในเกือบทุกตลาดที่มีการจำหน่ายปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) โดยสามารถเลือกตัวถังแบบคูเป้ (coupé) และอุปกรณ์นวัตกรรมเทคโนโลยีประจำรุ่นได้ทั้งหมด นอกจากนี้ด้วยพละกำลังมหาศาลที่เพิ่มขึ้น 19 แรงม้า (14 กิโลวัตต์) รวมเป็น 659 แรงม้า (485 กิโลวัตต์) จากเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ขนาดความจุ 4 ลิตร ส่งผลให้ปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบ จีที (Cayenne Turbo GT) มีอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 3.3 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุดกว่า 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เพิ่มเติมอุปกรณ์มาตรฐานเต็มพิกัด พร้อมเปิดรับจองด้วยราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 6.5 ล้านบาท

ปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ ได้รับการเพิ่มเติมรายการอุปกรณ์มาตรฐานมากมาย ซึ่งรวมถึงระบบไฟหน้า Matrix LED ระบบควบคุมการทำงานของช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ Porsche Active Suspension Management, ล้ออัลลอยด์ขนาด 20 นิ้ว, ระบบช่วยเหลือขณะจอด Park Assist ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง รวมทั้งกล้อง Surround View  ปอร์เช่วางจำหน่าย คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ ด้วยราคาเริ่มต้น 7.95 ล้านบาท (รุ่นตัวถัง คูเป้ (Coupé) ราคาเริ่มต้น 8.25 ล้านบาท) รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และอุปกรณ์มาตรฐานเฉพาะตลาดในแต่ละภูมิภาค สำหรับ คาเยนน์ อี ไฮบริด (Cayenne E-Hybrid) ราคาเริ่มต้น 6.59 ล้านบาท (รุ่นตัวถัง คูเป้ (Coupé) ราคาเริ่มต้น 6.89 ล้านบาท) และ คาเยนน์ เอส (Cayenne S) ราคาเริ่มต้น 10.5 ล้านบาท (รุ่นตัวถัง คูเป้ (Coupé) ราคาเริ่มต้น 10.8 ล้านบาท) ปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) ใหม่ เปิดรับจองแล้ววันนี้และจะเริ่มทยอยส่งมอบในทวีปยุโรปช่วงเดือน กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป สำหรับตลาดในประเทศไทยจะเริ่มส่งมอบในช่วงเดือน ตุลาคมนี้

ให้การดูแลรถเป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว และปลอดภัย ฟอร์ดแนะนำแอป ‘ฟอร์ดพาส’ สำหรับลูกค้าฟอร์ดทุกรุ่น

0

ฟอร์ดชวนลูกค้าเปิดประสบการณ์นัดหมายการรับบริการผ่านช่องทางออนไลน์อย่างมั่นใจผ่านแอปพลิเคชันฟอร์ดพาส (FordPassTM) ด้วยระบบตรวจสอบสถานะการเดินทาง  และระบบยืนยันตัวตนของพนักงานหรือช่างเทคนิคผู้ให้บริการตามมาตรฐานฟอร์ด ช่วยให้ลูกค้าคลายความกังวลจากการคลิกลิงก์ที่ไม่น่าไว้วางใจ ยกระดับประสบการณ์ด้านนวัตกรรมการบริการลูกค้าไปอีกขั้น

หลายท่านอาจประสบปัญหาได้รับข้อความพร้อมลิงก์แปลกปลอมที่ไม่น่าไว้ใจจนทำให้ไม่กล้าใช้บริการออนไลน์ผ่านลิงก์จากเอสเอ็มเอส ซึ่งนับเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ฟอร์ดให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความอุ่นใจในการเป็นเจ้าของรถฟอร์ด โดยเฉพาะการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาให้บริการลูกค้าอยู่เสมอ โดยล่าสุด ฟอร์ดได้พัฒนา ‘ระบบการนัดหมายบริการออนไลน์’ ผ่านแอปพลิเคชั่นฟอร์ดพาส ให้มีความปลอดภัยสูง ช่วยให้ลูกค้าฟอร์ดมั่นใจได้ตลอดกระบวนการรับบริการ

ฟอร์ดมุ่งมั่นที่จะสร้างความทันสมัยในทุกมิติให้กับทั้งลูกค้ารถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ และรถรุ่นก่อนหน้า เพื่อให้นัดหมายเข้ารับบริการได้ง่ายๆ เพียงแค่ปลายนิ้วผ่านแอปพลิเคชันฟอร์ดพาส และเว็บไซต์ www.ford.co.th ด้วยการผนวก 4 งานบริการหลัก ได้แก่ การนัดหมายหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Service Vehicle) บริการรับ-ส่งรถนอกสถานที่ (Pick-up and delivery service) บริการรับประกันเช็กระยะใน 60 นาที และบริการนัดหมายทั่วไป โดยฟอร์ดมอบความสะดวกและความปลอดภัยแบบครบวงจร ให้ลูกค้ามั่นในทุกขั้นตอนตั้งแต่การนัดหมายเข้ารับบริการ การยืนยันรายละเอียดการบริการ การยืนยันตัวตนพนักงานหรือช่างเทคนิคที่ได้รับมอบหมายงาน การตรวจสอบและติดตามสถานะการเดินทาง และสถานะการบริการที่ดูได้จากหน้าจอแบบทันท่วงที ทั้งยังสามารถเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ห่างไกลด้วยมาตรฐานเดียวกับศูนย์บริการ

หมดกังวัลกับการคลิกลิงก์มิจฉาชีพ และบุคคลสวมรอยเป็นช่างเทคนิคด้วยระบบยืนยันตัวตน

แอปพลิเคชันฟอร์ดพาส ได้รับการพัฒนาให้มีความปลอดภัยสูงและใช้งานได้ง่าย กล่าวคือ หลังจากที่ลูกค้านัดหมายบริการเรียบร้อยแล้ว จะได้รับเลขที่จอง (Booking ID) เพื่อใช้ยืนยันและตรวจสอบความปลอดภัย โดยหลังจากที่ยืนยันการใช้บริการในวันที่สำรองเวลาไว้แล้ว ระบบจะให้ลูกค้าเลือกช่องทางการรับข้อมูลที่ต้องการ ได้แก่ แอปฯ ฟอร์ดพาส ข้อความ (SMS) หรืออีเมล ซึ่งหากลูกค้าเลือกช่องทางการรับข้อมูลจากศูนย์บริการผ่านหน้าแอปฯ ฟอร์ดพาส ลูกค้าสามารถติดตามการยืนยันจากช่างเทคนิค การตรวจสอบสถานะ และข้อมูลยืนยันผ่านแถบข้อความเตือน (Notification) ภายในแอปฯ ได้โดยไม่ต้องกังวล หากลูกค้าเลือกรับข้อมูลผ่านข้อความ (SMS) หรืออีเมล ลูกค้าสามารถนำ Booking ID ที่ได้รับ มาตรวจสอบว่าเป็นเลขเดียวกันหรือไม่ นับเป็นการเพิ่มความมั่นใจไปอีกขั้น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพนักงานหรือช่างเทคนิคของศูนย์บริการที่ได้รับมอบหมายงานเดินทางมาถึงสถานที่นัดหมาย ลูกค้าจะได้รับรหัสเป็นเลข 4 ตัว หรือคิวอาร์โค้ด ปรากฏบนช่องทางที่ลูกค้าเลือกรับข้อมูล เพื่อให้พนักงานหรือช่างเทคนิคสแกนยืนยันตัวตน เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นพนักงานหรือช่างของศูนย์บริการที่ได้รับมอบหมาย ไม่ใช่มิจฉาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าที่ใช้บริการนัดหมายบริการรับ-ส่งรถนอกสถานที่ จะรู้สึกสบายใจเพราะทราบข้อมูลว่าใครมารับรถของท่านไปยังศูนย์บริการ และนำรถของท่านกลับมาส่งคืน พร้อมทั้งติดตามสถานะของรถได้ทุกขั้นตอนแบบเรียลไทม์เช่นเดียวกับแอปพลิเคชันส่งของหรือส่งอาหารยอดนิยม

นอกจากการนัดหมายบริการออนไลน์ที่มอบความสะดวกและช่วยประหยัดเวลาเพียงแค่ปลายนิ้ว แอปพลิเคชันฟอร์ดพาส ยังรวมฟังก์ชันการใช้งานที่ง่ายขึ้นช่วยให้ลูกค้ารถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ เชื่อมต่อกับรถฟอร์ด พร้อมดูข้อมูลสถานะรถยนต์ หรือสั่งการรถระยะไกลผ่านโทรศัพท์มือถือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนเมื่อถึงกำหนดเช็คระยะโดยอัตโนมัติ (Vehicle health alert) โดยระบบเชื่อมต่อข้อมูลรถอัจฉริยะที่ติดตามการใช้งานรถ ทำให้ลูกค้าไม่ลืมกำหนดเข้ารับบริการต่าง ๆ การสั่งการล็อกและปลดล็อกจากระยะไกล การเปิดเครื่องปรับอากาศล่วงหน้า เพื่อให้อุณหภูมิภายในรถเย็นสบายเมื่อขึ้นรถ รวมถึงการค้นหารถ (Find Your Vehicle)

ทั้งนี้ ลูกค้ารถฟอร์ด ทั้งฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ และรุ่นก่อนหน้า สามารถติดตั้งและใช้งานแอปพลิเคชัน FordPass ได้ง่ายๆ โดยดาวน์โหลดได้ผ่าน App Store หรือ Google Play Store และลงทะเบียนบัญชีใหม่ ด้วยเบอร์โทรศัพท์ และอีเมล จากนั้นเชื่อมต่อแอปฯ เข้ากับรถฟอร์ดโดยกดเครื่องหมาย + บนหน้าแรก (Home) หรือเลือกเพิ่มรถ (Add Vehicle) ในหน้าบัญชี (Account) และป้อนหมายเลขตัวถัง (VIN No.) ลงบนแอปพลิเคชัน ซึ่งลูกค้าสามารถเพิ่มจำนวนรถที่ต้องการเชื่อมต่อได้ และเลขตัวถังของรถ 1 คัน สามารถเชื่อมต่อกับบัญชีผู้ใช้ได้ไม่เกิน 10 บัญชี ช่วยให้ลูกค้าเชื่อมต่อและเข้าถึงการดูแลรถฟอร์ดได้ทั้งครอบครัว ซึ่งทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของบริการแบบ ‘พร้อมเสมอ’ หรือ ‘Always-On’ ที่ฟอร์ดตั้งใจจะมอบให้กับลูกค้า เพื่อตอกย้ำว่าฟอร์ด พร้อมมอบความใส่ใจทุกท่านเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน

ผู้ที่สนใจ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งานรถฟอร์ดได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th หรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ฟอร์ด โทร 1383 กด 3

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย สร้างความสำเร็จต่อเนื่องในไตรมาสแรก พร้อมคว้าสองรางวัลอันทรงเกียรติ ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และความพึงพอใจของลูกค้า

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ฉลองอีกหมุดหมายแห่งความสำเร็จอย่างต่อเนื่องด้วยยอดจดทะเบียนในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2566 ที่เติบโตขึ้นทั้งสามแบรนด์ โดยบีเอ็มดับเบิลยูมียอดจดทะเบียนตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคมรวม 4,133 คัน เติบโตขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า 18.6% ขณะที่มินิมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 45.1% จากยอดจดทะเบียน 447 คันในช่วงสามเดือนแรกของปี ด้านบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดก็ยังคงรักษาผลงานที่แข็งแกร่งด้วยยอดจดทะเบียน 380 คัน คิดเป็นอัตราเติบโตจากปี พ.ศ. 2565 ที่ 5.6% พร้อมกันนี้ ยังสะท้อนถึงความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจในประเทศไทยด้วยสองรางวัลจากสองเวทีระดับประเทศ กับรางวัล Thailand Top Company Awards โดยนิตยสาร Business+ และรางวัลบริษัทรถยนต์ขวัญใจมหาชนอันดับหนึ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 จากการสำรวจ Thailand’s Most Admired Company 2022-2023 โดยนิตยสารแบรนด์เอจ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการสรรค์สร้างยานยนต์สมรรถนะสูงที่โดดเด่นและมาตรฐานใหม่แห่งความเป็นเลิศ เพื่อส่งมอบ ‘สุนทรียภาพแห่งการขับขี่’ ให้กับลูกค้าทุกคน นอกจากนี้ ทั้งสองรางวัลยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำอันแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ที่มุ่งส่งมอบผลิตภัณฑ์นวัตกรรม และการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อนำเสนอเทคโนโลยีการขับเคลื่อนที่ตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติทั้งสองรางวัลนี้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงผลงานอันโดดเด่นของบริษัทและความมุ่งมั่นของเราที่จะก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่ที่ล้ำสมัยและมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ผู้บริโภคตลอดทุกการเดินทาง บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อประโยชน์ของลูกค้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อปูทางไปสู่อนาคตแห่งการขับเคลื่อน ด้วยความเชื่อว่าลูกค้าคือหัวใจของทุกสิ่งที่เราทำ และความสำเร็จของเราเกิดขึ้นได้ด้วยความพึงพอใจของลูกค้า บริษัทจึงมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าทั่วประเทศ ด้วยการส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการระดับโลกที่เหนือชั้นและนำสมัย ความสำเร็จครั้งนี้ยังเป็นผลมาจากความทุ่มเทและการทำงานอย่างหนักของพนักงาน ตัวแทนจำหน่าย และพันธมิตร ของเราทุกคน ที่สร้างผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่องในทุกส่วนของธุรกิจของเรา”

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้คว้ารางวัล ‘Best Customer Focus Award’ จากเวที Thailand Top Company Awards 2023 ซึ่งจัดโดยนิตยสาร Business+ บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย งานมอบรางวัลประจำปีครั้งนี้จัดขึ้นสำหรับองค์กรชั้นนำของประเทศไทยที่มีผลงานโดดเด่นและเป็นเลิศในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ภายใต้แนวคิด “The Resilience to Deglobalisation” สะท้อนความสามารถและผลงานที่โดดเด่นขององค์กรในการโอบรับและปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ การได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทอย่างไม่หยุดยั้งของบริษัท ต่อการรักษาความสามารถในการปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อนำเสนอที่สุดแห่งโซลูชันนวัตกรรมยานยนต์ให้กับลูกค้า

 

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังได้รับรางวัลบริษัทรถยนต์ขวัญใจมหาชนอันดับหนึ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 จากการสำรวจ Thailand’s Most Admired Company 2022-2023 โดยนิตยสารแบรนด์เอจ ผลการสำรวจสะท้อนถึงปัจจัยอันโดดเด่นที่ส่งผลให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ประสบความสำเร็จทางธุรกิจในด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม และการบริการที่เป็นเลิศ รางวัลดังกล่าวยังตอกย้ำถึงความสามารถของบริษัทในการเข้าไปมีส่วนร่วม และสร้างสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ผ่านกิจกรรมของบริษัทในเครือทั้ง 3 แบรนด์ ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ซึ่งทำให้บริษัทเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง และสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์และการบริการที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าได้

 

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย พร้อมก้าวไปข้างหน้าด้วยเป้าหมายในการส่งมอบสุนทรียภาพแห่งการขับขี่ เทคโนโลยีล้ำสมัย และ ‘พลังแห่งทางเลือก’ (Power of Choice) ให้กับลูกค้า และมั่นใจในความสามารถในการขับเคลื่อนความสำเร็จต่อไปในอนาคต ด้วยแนวทางนี้ บริษัทพร้อมเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงในอนาคตผ่านการปรับใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ และคงความเป็นเลิศในการดำเนินงาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มุ่งรักษาแนวคิดในการนำหน้าผู้อื่นอยู่หนึ่งก้าวเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าจะได้รับผลิตภัณฑ์และบริการที่เปี่ยมด้วยคุณภาพจากบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด อยู่เสมอ

ฮอนด้า เดินหน้าปลูกฝังหลักการ “สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย” ให้เยาวชนไทย ผ่านโครงการ “โรงเรียนรักษ์สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยกับฮอนด้า 2023”

0

พันธกิจด้าน “สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย” เป็นสิ่งที่ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ยึดมั่นมาตลอดในการทำธุรกิจในประเทศไทย เพื่อให้เกิดขึ้นและอยู่คู่กับสังคมไทยอย่างยั่งยืน ด้วยการปลูกฝังเยาวชนไทยให้ตระหนักถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยทั้งบนท้องถนนและการใช้ชีวิตประจำวัน ผ่านโครงการ “โรงเรียนรักษ์สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยกับฮอนด้า” (Honda Dream School) โดยในปีนี้ได้ดำเนินงานใน 3 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ้านปรือวายใหญ่ จังหวัดปราจีนบุรี  โรงเรียนวัดขุนทิพย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  และโรงเรียนคลองสองต้นนุ่น กรุงเทพฯ  โดยทยอยเข้าไปทำกิจกรรมให้แต่ละโรงเรียนในเดือนมีนาคม 2566 ที่ผ่านมา

นางสาวมนวรา เพชรพลากร ผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาด บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โครงการโรงเรียนรักษ์สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยกับฮอนด้า หรือ Honda Dream School สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของฮอนด้าในการถ่ายทอดความรู้ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยให้แก่เยาวชนไทย รวมทั้งให้หลักการด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยอยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันเป้าหมายในปี 2593 (Honda Target 2050) ด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของฮอนด้าทั่วโลก ที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมปลอดมลพิษ และสร้างสังคมปลอดอุบัติเหตุให้เกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของฮอนด้าในการเป็นองค์กรที่สังคมต้องการให้ดำรงอยู่ตลอดไป อีกด้วย”

สำหรับโครงการ “โรงเรียนรักษ์สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยกับฮอนด้า 2023” ฮอนด้าได้รวมพลังจิตอาสาพนักงานฮอนด้าในประเทศไทย รวมถึงครู นักเรียน และตัวแทนชุมชนใน 3 โรงเรียนบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงโรงงานพระนครศรีอยุธยา โรงงานปราจีนบุรี และศูนย์ฝึกอบรมฮอนด้า ทำการปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่และปลอดภัย มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน นอกจากนี้ยัง ส่งมอบอุปกรณ์กีฬาและอุปกรณ์การเรียน รวมมูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาท ให้แก่ โรงเรียนบ้านปรือวายใหญ่ จังหวัดปราจีนบุรี  โรงเรียนวัดขุนทิพย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  และโรงเรียนคลองสองต้นนุ่น กรุงเทพฯ  โดยมีรายละเอียดกิจกรรมประกอบด้วย

  • ด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการพัฒนาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียน เช่น แปลงเกษตรเพื่อการเรียนรู้ เพื่อสนับสนุนให้นักเรียนได้เพิ่มพูนทักษะทางการเกษตรในสถานที่จริง ซึ่งผักสวนครัวที่ปลูกยังสามารถนำมาใช้ในโครงการอาหารกลางวัน และช่วยโรงเรียนลดค่าใช้จ่ายได้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมจิตสำนักด้านสิ่งแวดล้อมโดยจัดตั้ง “ศูนย์การเรียนรู้รักษ์สิ่งแวดล้อม” เพื่อส่งเสริมการแยกขยะให้ถูกต้องและเพิ่มมูลค่าให้ขยะด้วยการนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างถูกวิธี ฯลฯ

  • ด้านความปลอดภัย จัดอบรมถนนปลอดภัยสำหรับนักเรียน เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนใช้ถนนได้อย่างปลอดภัย และรู้ข้อควรปฏิบัติหากอยู่ในสถานการณ์คับขัน เช่น ติดอยู่ในรถยนต์เพียงลำพัง รวมทั้งปรับปรุงพื้นและเส้นทางจราจรต่าง ๆ บริเวณโรงเรียน ตามแนวทาง “ถนนปลอดภัย” เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยการจราจร เช่น ปรับปรุงและทาสีทางม้าลาย ติดตั้งป้ายจราจร ติดตั้งกระจกโค้งจราจร ฯลฯ

  • การปรับปรุงและปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์โรงเรียน ให้มีบรรยากาศเอื้อต่อการเรียนรู้ เช่น ทาสีกำแพงโรงเรียนและเครื่องเล่น ปรับปรุงพื้นที่และหลังคาสนามเด็กเล่น ลานเอนกประสงค์ โต๊ะใหม่และพัดลมในโรงอาหาร

ฮอนด้าตั้งใจสานต่อเจตนารมณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย โดยมุ่งมั่นดำเนินโครงการ “โรงเรียนรักษ์สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยกับฮอนด้า” อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังจัดอบรมถนนปลอดภัยให้แก่นักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อผลักดันสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตามเป้าหมายของฮอนด้าทั่วโลก

วิริยะประกันภัย ร่วมปฏิบัติการพาผู้ป่วยอัลไซเมอร์กลับบ้าน

0

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเสริฐ บุญเกิด นายกสมาคมโรคสมองเสื่อมแห่งประเทศไทย รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงศิวาพร จันทร์กระจ่าง ประธานการให้ความรู้ประชาชนและกรรมการกลาง คุณหญิงสุวิมล ผึ่งประเสริฐ กรรมการบริหาร บริษัท แปซิฟิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด นางสาวพิศเพลิน วิริยะพันธุ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร ผู้แทนบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมพิธีเปิดความร่วมมือปฏิบัติการพาผู้สูงวัยอัลไซเมอร์กลับบ้าน ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

สำหรับโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เมื่อเกิดการพลัดหลงจากที่พักและผู้ดูแล โดยสมาคมโรคสมองเสื่อมได้จัดทำเข็มกลัดสัญลักษณ์ดอก Forget Me Not เพื่อให้ผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการติดเสื้อเมี่อออกจากบ้าน เป็นการช่วยให้พลเมืองดีที่พบเห็นสามารถสแกน QR code บนเข็มกลัด ติดต่อผู้ดูแลช่วยเหลือให้ผู้ป่วยพลัดหลงได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย

“ซีพี โฟตอน” นำตัวแทนผู้จำหน่ายสัมผัสความยิ่งใหญ่ ฉบับ “Best in Class” ณ โรงงาน “โฟตอน มอเตอร์ กรุ๊ป” ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

0

บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถบรรทุกและรถบัส แบรนด์ “FOTON” แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เดินหน้าลุยตลาดรถบรรทุกไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์เมืองไทย นำผู้แทนจำหน่ายยานยนต์แบรนด์ “โฟตอน” ร่วมบิสซิเนสทริปยิ่งใหญ่ เยื่อน 2 โรงงานต้นกำเนิดยานยนต์มาตรฐาน “Best in Class” พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสายการผลิตเพื่อส่งออกรถบรรทุกมายังประเทศไทยอีกกว่า 1,000 คัน หวังครองแชมป์ “ผู้นำแห่งรถบรรทุกไฟฟ้า” ในประเทศไทย ให้ได้ในปีนี้

นายกฤษณะ เศรษฐธรางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด เผยว่า “เพื่อให้การดำเนินธุรกิจในไตรมาสที่ 2 ของแบรนด์ “โฟตอน” เป็นไปอย่างเข้มข้น เราจึงได้นำผู้แทนจำหน่ายชั้นนำร่วมเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ โรงงานประกอบยานยนต์หลักทั้ง 2 แห่งของ “โฟตอน มอเตอร์ กรุ๊ป”  ได้แก่ โรงงานผลิตรถบรรทุกไฟฟ้า ณ เมือง Shangqiu มณฑลเหอหนาน และที่สำนักงานใหญ่ โฟตอน มอเตอร์ กรุงปักกิ่ง เพื่อชมสุดยอดนวัตกรรมล้ำสมัยของการผลิตและประกอบยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ระดับโลก และร่วมพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงถึงความเชื่อมั่นและแผนการรุกตลาด ให้สอดรับกับการขยายฐานธุรกิจของ  ภาคการขนส่งและอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยได้รับเกียรติอย่างสูงจากท่านเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่ง สาธารณะรัฐประชาชนจีน  ร่วมชมโรงงานและสำนักงานใหญ่ “โฟตอน มอเตอร์กรุ๊ป” ณ กรุงปักกิ่ง พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในการเซ็นสัญญาส่งมอบรถบรรทุกไฟฟ้า Aumark iBlue 85 ระหว่าง บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด และ บริษัท เมืองสะอาด จำกัด จำนวน 131 คัน เพื่อใช้ในกิจการของบริษัท โดยจะเริ่มผลิตและส่งมอบให้แล้วเสร็จในปีนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นต่อพันธมิตรธุรกิจในประเทศไทย ที่จะสานต่อเป็นแรงขับเคลื่อนสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจร่วมกันของกลุ่มการค้า  ไทย-จีน ได้เป็นอย่างดี”

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ปัจจุบันแบรนด์ “โฟตอน” เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย ด้วยความโดดเด่นด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ระดับ Best in Class ที่เน้นการเพิ่มเติมฟีเจอร์ใช้งานให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่อย่างสูงสุด, มีการพัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง, มีการส่งเสริมงานบริการหลังการขายเชิงรุก ด้วย Mobile Service และ Mobile EV Charger เพื่อขยายขอบเขตการให้บริการ   แก่ผู้ใช้รถในยามฉุกเฉิน โดยนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 นี้เป็นต้นไป บริษัทฯ จะเร่งนำผลิตภัณฑ์พลังงานใหม่ เข้าสู่ตลาดในประเทศไทยอีกหลากหลายรุ่น เพื่อให้เกิดการเลือกใช้พลังงานในภาคการขนส่งได้หลากหลายและมีประสิทธิภาพ พร้อมยังเป็นการรณรงค์ปกป้องสิ่งแวดล้อม สร้างสังคมคาร์บอนต่ำในอุตสาหกรรม เช่น การใช้งานในเมือง อุตสาหกรรมก่อสร้าง การคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อย่างยั่งยืน โดย “โฟตอน มอเตอร์” และ “เครือเจริญโภคภัณฑ์” จะร่วมมือกันผลักดันมาตรฐานยานยนต์เพื่อการพาณิชย์สู่ผู้ใช้รถชาวไทยอย่างไม่หยุดยั้ง  โดยมุ่งเน้นประโยชน์ให้เกิดแก่ตลาดการค้าและผู้ใช้รถเป็นสำคัญ

เมอร์เซเดส-เบนซ์์ ประเทศไทย ห่วงความปลอดภัยลูกค้า ประกาศ Recall กรณีถุงลมนิรภัย Takata

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) แสดงความห่วงใยเกี่ยวกับความปลอดภัยของลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมตระหนักถึงปัญหาในด้านคุณภาพของถุงลมนิรภัย Takata ที่มีการติดตั้งในรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์บางรุ่น ซึ่งอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่รถยนต์ จึงมีการประกาศเรียกคืน (Recall) รถยนต์รุ่นที่อาจมีผลกระทบจากการติดตั้งชุดถุงลมนิรภัยยี่ห้อทาคาตะ (Takata) เข้ารับการตรวจเช็กและปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านมั่นใจในความปลอดภัยตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์

ลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ที่ใช้รถยนต์โมเดลปี ค.ศ. 2004 – 2016 (พ.ศ. 2547 – 2559) และไม่เคยเข้ารับบริการปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว กรุณาตรวจสอบสถานะผ่านการกรอกหมายเลขตัวถังรถยนต์ (VIN) 17 หลัก ที่ช่องทางออนไลน์ http://mb4.me/TH_Recall หรือ www.checkairbag.com โดยหากพบว่าเข้าข่ายการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ถุงลมนิรภัย สามารถนัดหมายวันและเวลาเพื่อเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

สำหรับผู้ที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเรียกคืนผลิตภัณฑ์เพื่อการปรับปรุงคุณภาพของเมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถติดต่อศูนย์บริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 1250 หรือติดต่อศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

วิริยะประกันภัยคว้า 2 รางวัล บริษัทประกันภัยที่น่าเชื่อถือที่สุด

0

นายปารเมศร์ รัชไชยบุญ ประธานที่ปรึกษานิตยสาร BrandAge / ประธานกิตติมศักดิ์ สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย และนายธนเดช กุลปิติวัน บรรณาธิการบริหารนิตยสาร BrandAge ร่วมแสดงความยินดีกับ นายภาคภูมิ วิริยะพันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในโอกาสเข้ารับรางวัลบริษัทประกันภัยที่น่าเชื่อถือที่สุดเป็นอันดับ 1 “2023 Thailand’s Most Admired Brand” และรางวัล2022 – 2023 Thailand’s Most Admired Company” ของนิตยสาร BrandAge ณ โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ นิตยสาร BrandAge ได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วประเทศ จัดทำผลวิจัยเพื่อสำรวจความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และปัจจัยที่ทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยผลสำรวจ 2023 Thailand’s Most Admired Brand and Why We Buy? จาก 10 หมวดสินค้า 78 กลุ่มผลิตภัณฑ์ พบว่า บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ยังคงเป็นบริษัทประกันภัยที่น่าเชื่อถือที่สุด ได้รับความนิยมและครองใจผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 36.19 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 6.98 ซึ่งมีลำดับความสำคัญที่ผลต่อการเลือกซื้อบริการประกันภัย ได้แก่ เคลมประกันง่าย, ความมั่นคงของบริษัท, พนักงานเคลมไว, มีเครือข่าย/สาขาให้บริการมาก/ทั่วประเทศ, มีสถานที่รับชำระค่าเบี้ยประกันหลายแห่ง, ตัวแทนประกันภัยให้บริการดี ฯลฯ นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้รับการโหวตให้เป็น Best Brand ด้านอื่นๆ อีกด้วย

ส่วนผลการสำรวจ 2022 – 2023 Thailand’s Most Admired Company จาก 23 กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม ซึ่งจากผลการสำรวจ บริษัทฯ ครองอันดับ 1 บริษัทยอดนิยม ในกลุ่มธุรกิจประกันภัย ด้วยความโดดเด่นในด้านปัจจัยหลักของการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation), ด้านการดำเนินธุรกิจ (Business Performance), ด้านการบริการที่ดี Excellence Service, ด้านภาพลักษณ์แบรนด์ขององค์กร (Corporate Image) ด้านการบริหารการจัดการ (Management) และด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate CSR) เป็นต้น

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขอบคุณทุกการตอบรับจากคนไทยในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 กวาดยอดจองรวม 3,117 คัน

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขอบคุณกระแสตอบรับและความไว้วางใจจากผู้บริโภคชาวไทย หลังประสบความสำเร็จจากการยกขบวนทัพยานยนต์พลังงานไฟฟ้ามาจัดแสดงในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 (Bangkok International Motor Show 2023) ที่อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งในปีนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ULTIMATE ADVENTURE” โดยตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ของการจัดงาน มีผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมบูธของเกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมสัมผัสยานยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคตที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอย่างคับคั่ง โดยภายในงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์กวาดยอดจองจากรถยนต์ทุกรุ่นที่มีจำหน่ายในประเทศไทยไปทั้งสิ้น 3,117 คัน นำโดย ORA Good Cat และ ORA Good Cat GT ที่มียอดจองสูงถึง 1,678 คัน ตามด้วยยอดจองสิทธิ์เพื่อซื้อของ All New GWM TANK 500 Hybrid SUV ที่สูงถึง 845 คัน

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้เข้าชมงานด้วยขบวนทัพรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 6 รุ่นที่นำมาจัดแสดง พร้อมไฮไลท์รถยนต์เอสยูวีออฟโรดพรีเมียมสำหรับผู้ขับขี่สายลุยยุคใหม่ อย่าง “All New GWM TANK 500 Hybrid SUV- Nothing is Unreachable ไม่มีความสำเร็จไหนที่ไปไม่ถึง” ร่วมด้วยรถยนต์ยอดนิยมขวัญใจคนไทยอย่าง All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV, New HAVAL H6 Hybrid SUV, HAVAL JOLION Hybrid SUV, ORA Good Cat และ ORA Good Cat GT พร้อมกิจกรรมสนุกอีกมากมายที่สร้างสีสันและความเพลิดเพลินให้ผู้มาเยี่ยมชมบูธเกรท วอลล์ มอเตอร์

ตลอดการจัดงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ สามารถสร้างยอดจองรถยนต์ได้รวมทั้งสิ้น 3,117 คัน แบ่งเป็นรุ่น ORA Good Cat และ ORA Good Cat GT จำนวน 1,678 คัน, All New GWM TANK 500 Hybrid SUV จำนวน 845 คัน, HAVAL H6 Hybrid SUV จำนวน 305 คัน, และ HAVAL JOLION Hybrid SUV จำนวน 289 คัน

สำหรับกิจกรรม test-drive ที่เปิดให้ผู้สนใจได้ลงทะเบียนทดลองขับรถยนต์รุ่นยอดนิยมที่จำหน่ายในประเทศไทย ก็ได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น โดยมียอดทดลองขับรวมทั้งสิ้น 905 ครั้ง โดย ORA Good Cat GT มีผู้สนใจทดลองขับมากที่สุดอยู่ที่ 212 ครั้ง ตามมาด้วย ORA Good Cat  205 ครั้ง All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV 167 ครั้ง HAVAL JOLION Hybrid SUV 150 ครั้ง และรุ่นอื่น ๆ อีก 171 ครั้ง ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยี สมรรถนะ และประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่สามารถครองใจผู้บริโภคในไทย พร้อมทะยานสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ในอนาคต

นอกจากการจัดแสดงพาเหรดรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังมอบประสบการณ์เหนือระดับและกิจกรรมสุดสนุกมากมายให้แก่ลูกค้าชาวไทยที่มาเยี่ยมชมบูธ อาทิ กิจกรรม GWM Fun การเก็บสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของที่ระลึกและลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษมากมาย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมสูงถึง 1,976 คน , Lifestyle Store มุมสินค้าไลฟ์สไตล์น่ารัก ๆ โดยตลอดช่วงสองสัปดาห์ของการจัดงาน แอปพลิเคชัน GWM ซึ่งเป็นช่องทางดิจิทัลหลักของแบรนด์ มียอดดาวน์โหลดเพิ่มขึ้น 4,443 ครั้ง ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้งานใน GWM Application ในปัจจุบันทะยานขึ้นเป็น 136,371 คน

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังได้สำรวจความคิดเห็นของผู้เข้าเยี่ยมชมบูธ จำนวน 1,885 คน เพื่อรวบรวมความคิดเห็นและนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการ ตลอดจนออกแบบประสบการณ์ใหม่ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้ขับขี่ชาวไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัท (33%) และเจ้าของกิจการ (32%) ที่มีสมาชิกในครอบครัวอยู่ระหว่าง 3-5 คน

จากผลสำรวจพบว่ารถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ GWM รุ่นโปรดของแฟนๆ ชาวไทย 3 อันดับแรก ได้แก่ ORA Good Cat, ORA Good Cat GT, และ HAVAL H6 Hybrid SUV ในขณะที่รถยนต์ที่ผู้เข้าเยี่ยมชมบูธอยากจับจองเป็นเจ้าของมากที่สุด คือ HAVAL H6 Hybrid SUV 27%, ORA Good Cat 26%, ORA Good Cat GT 14%, HAVAL JOLION Hybrid SUV 11%, All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV 11% และอื่น ๆ อีก 11% ตามลำดับ

สำหรับ All New GWM TANK 500 Hybrid SUV ที่ได้รับความสนใจจากผู้เยี่ยมชมภายในงานเป็นอย่างมาก โดยกว่า 73% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ยอมรับว่าเทคโนโลยีการขับขี่ออฟโรดมีผลต่อการตัดสินใจซื้อเป็นอย่างมาก โดยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบออฟโรด ระบบล็อกเฟืองท้ายด้านหน้าและด้านหลัง และระบบบช่วยกลับรถในที่แคบ เป็นเทคโนโลยีออฟโรดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด และสิ่งที่ผู้บริโภคชื่นชอบมากที่สุดในตัว All New GWM TANK 500 Hybrid SUV คือ ดีไซน์กระจังด้านหน้า การออกแบบและตกแต่งภายใน รวมไปถึงดีไซน์ของล้ออัลลอยและขนาดของล้อและยาง

ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ 3 อันดับแรกนั้น ผู้บริโภค 29% พิจารณาจากราคา ในขณะที่ 20% ให้ความสำคัญกับสมรรถนะของรถยนต์ และ 11% คิดว่าภาพลักษณ์ของแบรนด์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ด้านการรับรู้ของแบรนด์ ผู้เยี่ยมชมส่วนใหญ่รู้จักแบรนด์ GWM มามากกว่า 1 ปี ผ่านทางโชว์รูม เพื่อนหรือญาติ และการสื่อสารทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียตามลำดับ

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ยกขบวนทัพยานยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึงนวัตกรรมการขับขี่อัจฉริยะมาอวดโฉมและให้ชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดอีกครั้งในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 เป้าหมายหลักของเรา คือ สร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยผ่านการนำเสนอยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ ทั้ง HAVAL ORA และ TANK แบรนด์รถยนต์เอสยูวีออฟโรดล่าสุดที่เราได้แนะนำสู่ผู้บริโภคชาวไทย ผ่านการนำเสนอทางเลือกผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่หลากหลาย ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การตอบรับและไว้วางใจ รวมถึงสนับสนุนเกรท วอลล์ มอเตอร์ด้วยดีมาโดยตลอด จนทำให้เราประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีอีกครั้ง เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า จากกระแสตอบรับที่ดีในครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้เกรท วอลล์ มอเตอร์ ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ตามเป้าหมาย Mission “9 in 3” หรือการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าหรือ xEV รุ่นใหม่ในไทยให้ครบ 9 รุ่นภายใน 3 ปี (2564 – 2566) เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์อันหลากหลายและสร้างความคุ้มค่าให้ผู้ใช้รถในไทย รวมถึงขับเคลื่อนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยให้พัฒนาอย่างยั่งยืน”

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก” (Global Intelligent Technology) ให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของผู้บริโภคและคำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้งานเป็นหลักในการสร้างสรรค์ พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ตลอดจนออกแบบประสบการณ์ใหม่ ๆ ด้านยนตรกรรมให้ล้ำหน้าและตอบโจทย์การขับขี่ในอนาคต ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ที่พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่เวทีระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งไปพร้อมกัน

มาสด้าเตรียมก้าวขึ้นสู่แบรนด์อันดับหนึ่งที่มัดใจลูกค้าทุกฟังก์ชั่น ชูกลยุทธ์ Retention Business Model สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ประกาศแนวทางธุรกิจเพื่อมุ่งมั่นสู่การเติบโตแบบยั่งยืน พร้อมยกระดับประสบการณ์ลูกค้าอย่างเต็มกำลัง โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการสร้างแบรนด์และบริการหลังการขาย ตามกลยุทธ์ Retention Business Model ตั้งเป้าเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งที่ลูกค้าเลือก Top Customer Retention Brand และเป็นอันดับหนึ่งด้านการบริการ Top Service Retention เพื่อส่งมอบรอยยิ้มและความสุขให้กับลูกค้า สร้างความสำเร็จให้ผู้จำหน่าย และเติบโตอย่างยั่งยืนตลอดไป

ทางด้านประธานบริหารมาสด้า มร. ทาดาชิ มิอุระ ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งครบหนึ่งปีเต็ม กล่าวว่า มาสด้าขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยเป็นอย่างสูงที่ไว้วางใจในผลิตภัณฑ์และสนับสนุนมาสด้าเป็นอย่างดี นับตั้งแต่ปี 2565 ที่ผ่านมา มาสด้ากำหนดแนวทางในดำเนินธุรกิจใหม่เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนภายใต้โมเดลธุรกิจ Retention Business Model สร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุก Touchpoints ส่งมอบการบริการที่เป็นเลิศแบบครบวงจร ตั้งแต่ก่อนการขายจนถึงการบริการหลังการขาย ให้ความสำคัญสูงสุดกับการสร้างคุณค่าแบรนด์และสร้างความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว นับเป็นนโยบายสำคัญที่มาสด้ายึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ และส่งมอบให้กับลูกค้าในประเทศไทยและทั่วโลก โดยในปีที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าและแฟนมาสด้า รวมถึงผู้จำหน่ายด้วยเช่นกัน

สำหรับปีงบประมาณ 2565 ที่ผ่านมา เรียกได้ว่ามาสด้าประสบความสำเร็จจากการนำ Rentention Business Model มาใช้ โดยเฉพาะในด้านของการกลับมาเข้ารับบริการของลูกค้า (Service Retention) ที่เพิ่มขึ้นจาก 72% ในปีงบประมาณ 2561 เป็น 85% ในปีงบประมาณ 2565 พร้อมกับมีอัตราการกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้า (Repurchase) เพิ่มสูงขึ้นจาก 15% ในปีงบประมาณ 2561 เป็น 30% ในปีงบประมาณ 2565 หรือเพิ่มขึ้น 100% ซึ่งเป็นไปตามแผนที่มาสด้าวางไว้ นอกจากนั้น การแผนการพัฒนาธุรกิจรถมือสองคุณภาพดี Mazda CPO ก็ดำเนินไปได้ด้วยดี ส่งผลให้ราคารถยนต์มือสอง (Residual Value) มีราคาขายต่อสูงขึ้น เช่น มาสด้า2 อายุ 6 ปี มีมูลค่าการขายต่อเพิ่มขึ้นเป็น 55%

มร. ทาดาชิ มิอุระ แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ในปีงบประมาณ 2566 ว่า “ภาพรวมปี 2566 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากปี 2565  คาดว่าตัวเลข GDP จะโตอยู่ในช่วง 3.3%-3.7% ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวด้านการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชน การฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ภาคการเกษตรและการส่งออก ทำให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์จะเติบโตขึ้นเล็กน้อยประมาณ 5% คาดว่ายอดรวมน่าจะอยู่ที่ประมาณ 900,000 คัน ในขณะที่มาสด้าได้ตั้งเป้าส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 3.5% เนื่องจากจะมีรถยนต์รุ่นใหม่เข้ามาเสริมทัพ”

อีกหนึ่งความสำเร็จ คือ รถยนต์ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟที่มาสด้ามุ่งมั่นพัฒนาจนได้รถยนต์ที่ให้ทั้งความแรงและประหยัดน้ำมัน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงความสนุกสนานในการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมทั้งใช้แนวทางการออกแบบ KODO-Soul of Motion ในการสร้างความโดดเด่นให้กับตัวรถ โดยมาสด้าเริ่มจำหน่ายรถยนต์ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟรุ่นแรกในประเทศไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2556 และประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น จนถึงปัจจุบันอยู่ในการครอบครองของลูกค้าแล้วมากกว่า 360,000 คัน โดยมาสด้า2 ยังคงครองความนิยมในตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ด้วยจำนวน 224,000 คัน มาสด้า3 จำนวน 42,000 คัน ครอสโอเวอร์เอสยูวี มาสด้า CX-3 จำนวน 30,000 คัน มาสด้า CX-30 จำนวน 20,000 คัน มาสด้า CX-5 จำนวน 35,000 คัน มาสด้า CX-8 จำนวน 6,000 คัน รถสปอร์ตโรดสเตอร์เปิดประทุน มาสด้า MX-5 จำนวน 150 คัน และรถปิกอัพต้นแบบแห่งความสง่างาม มาสด้า BT-50 อีกจำนวน 3,000 คัน

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในปี 2566 มาสด้ายังคงเดินหน้าตามแผนการดำเนินธุรกิจ Retention Business Model ซึ่งเป็นกลยุทธ์ใหม่ที่ประกาศไปเมื่อปีที่แล้ว แต่เพิ่มเติมเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายยิ่งขึ้น มุ่งสู่การเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งด้าน Customer Retention ต้องเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าเลือก คือ Top Retention Brand ให้บริการที่ลูกค้าพึงพอใจ Top Service Retention รวมถึงรักษาส่วนแบ่งการตลาดในแต่ละพื้นที่ Maintain Market Share นำเสนอคุณค่าของแบรนด์ผ่านประสบการณ์และความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา แต่ครอบคลุมรอบด้านมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เรามุ่งมั่นเพื่อเดินหน้าตามแผนงานระยะกลาง Mid-Term Management Plan ให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าแบรนด์ (Brand Value Management) ก้าวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

นี่คือ แนวทางในการสร้างแบรนด์มาสด้าให้แข็งแกร่ง เพื่อมุ่งสู่การเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในด้าน Customer Retention และ Service Retention เพื่อแทนคำมั่นสัญญาว่ามาสด้าจะเป็นแบรนด์ที่มอบความสุขและสร้างรอยยิ้มให้กับลูกค้า แทนคำขอบคุณที่ลูกค้าไว้วางใจและเลือกใช้รถมาสด้าให้เป็นรถคู่ใจไปตลอดการเดินทาง