Home Blog Page 234

ปอร์เช่ ประเทศไทย จัดงาน “30 Years of Porsche in Thailand Experiential Showcase“ ชวนลูกค้าเช็คอินถ่ายภาพกับรถไฮไลท์ 911 Carrera GTS – 30 Years Porsche Thailand Edition

0

ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย  จัดงานรวมพลคนรักปอร์เช่ครั้งยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่องาน “30 Years of Porsche in Thailand Experiential Showcase“ เนรมิตรลานกิจกรรมหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ให้เป็นพื้นที่แลนด์มาร์กแห่งใหม่สำหรับชมรมคนรักปอร์เช่ นัดรวมพลสาวกรถสปอร์ตหรู นำทัพรถยนต์ปอร์เช่หลากหลายรุ่นที่หาชมได้ยาก คัดสรรมาเป็นพิเศษเพื่อจัดแสดงในงาน ภายใต้คอนเซปต์ Mid Engine โดยได้รับการสนับสนุนจาก ผู้ผลิตนิตยสาร DAS TREFFEN  พร้อมการรวมพลของสมาชิกกลุ่ม Renndrive ที่มาร่วมอวดโฉมรถปอร์เช่คันโปรดและพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในงาน เมื่อวันที่ 22-23 เมษายน ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังมีเหล่าบรรดา ศิลปิน นักแสดง เซเลบริตี้คนดัง ต่างให้เกียรติมาร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ ขวัญ อุษามณี, ปีเตอร์ คอร์ป ดีเจ มะตูม, รัศมีแข และจีน่า เดอะเฟซ เป็นต้น รวมไปถึงอินฟลูเอนเซอร์สุดฮอต  ที่พร้อมใจจัดเต็มแฟชั่นให้เข้ากับลุคคอนเซ็ปต์งานในธีม “Dream in Colours”  เพื่อร่วมถ่ายภาพกับรถไฮไลท์รุ่นพิเศษ ปอร์เช่ 911 Carrera GTS – 30 Years Porsche Thailand Edition ซึ่งเป็นรถที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว ที่รวมทั้ง 7 เฉดสีมาอยู่บนรถคันเดียวกัน ทำให้บรรยากาศภายในงานคึกคักและเต็มไปด้วยสีสัน สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าชมงานได้เป็นอย่างดี

รถรุ่นพิเศษ ปอร์เช่ 911 Carrera GTS – 30 Years Porsche Thailand Edition ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากผู้ที่ชื่นชอบรถสปอร์ตพรีเมียม หลายท่านตั้งใจมาร่วมงานเพื่อเช็คอินและถ่ายภาพกับรถคันนี้ เนื่องจากเป็นรถคันแรกและคันเดียวในโลกที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร  เต็มไปด้วยสีสันสดใสถึง 7 เฉดสีแต่ยังแฝงด้วยความหมายที่มีคุณค่าในด้านขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมไทย เป็นการผสมผสานความเป็นไทยให้เข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยได้อย่างกลมกลืน

เหล่าบรรดาแฟนพันธุ์แท้ปอร์เช่ต่างให้ความสนใจมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง อิ่มเอมกับบรรยากาศอันน่าประทับใจ ทั้งได้เพลิดเพลินกับการถ่ายภาพกับรถรุ่นพิเศษ พร้อมสนุกกับกิจกรรมสุดพิเศษ รับของที่ระลึกในแบบลิมิเต็ด เอดิชั่น จากปอร์เช่ รวมไปถึงประสบการณ์ช้อปปิ้งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ กับสินค้าระดับพรีเมียม Porsche Life Style ในรูปแบบหลากหลาย collection ที่รวบรวมมาให้แฟนๆปอร์เช่ได้เลือกช้อปกันอย่างจุใจ

‘มิลเลนเนียม กรุ๊ปฯ MGC-ASIA’ ปลื้มนักลงทุนตอบรับจองซื้อ IPO ล้นหลาม ปักธงเข้าเทรดวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ 26 เมษายนนี้

0

‘บมจ.มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หรือ MGC-ASIA’ ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) หลังนักลงทุนตอบรับการจองซื้อหุ้นคึกคักมากกว่าจำนวนหุ้นที่จัดสรรไว้ ตอกย้ำความเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของกลุ่มธุรกิจภายใต้ระบบนิเวศทางธุรกิจของกลุ่ม MGC-ASIA ตลอดจนประสบการณ์ในอุตสาหกรรมกว่า 20 ปี เตรียมนำเงินระดมทุนขยายพอร์ตธุรกิจ สู่กลุ่มธุรกิจบริการด้านการเงินอย่างครบวงจรสำหรับยานยนต์หรูและมารีน (ALPHA X) ธุรกิจให้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์อิสระ (MMS) และปรับโครงสร้างเงินทุน เพื่อขยายระบบนิเวศทางธุรกิจและรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน เดินหน้านำหุ้นเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรก 26 เมษายน 2566 นี้

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทฯ พร้อมนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 26 เมษายน 2566 นี้ โดยใช้ชื่อย่อ ‘MGC’ ในการซื้อขายหลักทรัพย์ หลังประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้น IPO จำนวนรวมทั้งสิ้น 280 ล้านหุ้น ที่ราคาเสนอขาย 7.95 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าการเสนอขายรวม 2,226 ล้านบาท ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเกินความคาดหมาย สะท้อนความเชื่อมั่นในพื้นฐานกลุ่มธุรกิจภายใต้ระบบนิเวศทางธุรกิจของกลุ่ม MGC-ASIA ที่มีความแข็งแกร่ง และศักยภาพเติบโตต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้ ระบบนิเวศทางธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ ในปัจจุบัน มีสินค้าและบริการที่หลากหลายสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์การเดินทางอย่างครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งกลุ่มธุรกิจภายในระบบนิเวศทางธุรกิจของกลุ่ม MGC-ASIA ประกอบด้วย ธุรกิจจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ระดับโลก ได้แก่ Rolls-Royce, BMW, MINI, Honda บิ๊กไบค์แบรนด์ BMW Motorrad, Harley-Davidson ธุรกิจนำเข้าและตัวแทนจำหน่ายเรือยอชท์ Azimut รายเดียวในประเทศไทย ธุรกิจนำเข้าและตัวแทนจำหน่ายเรือแม่น้ำ Chris-Craft และให้บริการที่เกี่ยวข้องรายเดียวในประเทศไทยและอาเซียน ธุรกิจจำหน่ายรถยนต์มือสองพร้อมการรับประกัน ธุรกิจจัดหาลูกค้าสำหรับบริการให้เช่าเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว VistaJet และตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสารสายการบินชั้นนำ ธุรกิจบริการหลังการขายและบริการซ่อมบำรุงรถยนต์อิสระ MMS Bosch Car Service ธุรกิจบริการเช่ารถยนต์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวพร้อมพนักงานขับ

นอกจากนี้ MGC-ASIA ได้ร่วมทุนกับ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) จัดตั้ง บริษัท อัลฟา เอกซ์ จำกัด (Alpha X) เพื่อขยายธุรกิจด้านการให้บริการทางการเงินอย่างครบวงจร ครอบคลุมสินเชื่อเช่าซื้อ ลีสซิ่ง และสินเชื่อรีไฟแนนซ์ สำหรับยานยนต์ในระดับลักชัวรีและมารีน และร่วมมือกับฮาวเด้น กรุ๊ป ซึ่งเป็นหนึ่งในโบรกเกอร์รายใหญ่ที่สุดในยุโรปและมีชื่อเสียงระดับโลก ขยายธุรกิจนายหน้าประกันภัย ภายใต้บริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (Howden Maxi) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องและส่งเสริมธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทฯ ที่มีศักยภาพและเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของ MGC-ASIA

ทั้งนี้ การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) เพื่อรองรับแผนงานขยายการลงทุนใน บริษัท อัลฟา เอกซ์ จำกัด ที่จะขยายสู่บริการด้านการเงินสำหรับยานยนต์หรูครบวงจร ลงทุนในบริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ขยายบริการซ่อมบำรุงรถยนต์อิสระเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กลุ่มธุรกิจ นำไปปรับโครงสร้างเงินทุนผ่านการชำระเงินกู้ระยะสั้นและ/หรือระยะยาวแก่สถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินงาน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจและรองรับการเติบโตในอนาคต

“นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ MGC ในการมุ่งสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียนชั้นนำของประเทศไทย พร้อมร่วมขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้ระบบนิเวศทางธุรกิจของกลุ่ม MGC-ASIA ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งภายหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มบริษัทฯ มีแผนขยายระบบนิเวศทางธุรกิจภายใต้ MGC-ASIA Ecosystem ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ผ่านการขยายฐานสินค้าและบริการให้หลากหลาย ควบคู่กับการขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุกเซกต์เมนต์ พร้อมชูจุดเด่นและสร้างความแตกต่างด้วยโมเดลธุรกิจ Lifestyle Mobility Ecosystem ที่จะสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าครอบคลุมทุกมิติ ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยังมุ่งสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจจัดจำหน่ายและบริการหลังการขายยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้วยการพัฒนาบุคลากรและมาตรฐานการให้บริการ ยกระดับการให้บริการโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ (Digitalization) เตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงสู่ Digi-Tech Lifestyle Mobility บนแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ รวมทั้งบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถสร้างผลกำไรให้กลุ่มบริษัทฯ ในระยะยาว นอกจากกลยุทธ์ดังกล่าวกลุ่มบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการยกระดับความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม สิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาล รวมถึงมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ” ดร.สัณหวุฒิ กล่าว

นายวราห์ สุจริตกุล ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า MGC ถือเป็นผู้นำในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ ที่มีรถยนต์แบรนด์ชั้นนำหลากหลายสามารถตอบโจทย์ลูกค้าระดับกลางถึงบน และมีสินค้าอื่น ๆ อาทิ บิ๊กไบค์ เรือยอชท์ และเรือแม่น้ำ รวมถึงบริการหลังการขาย ศูนย์ซ่อมบำรุงอิสระ บริการทางการเงิน ประกันภัย และบริการอื่น ๆ ที่ครอบคลุมการใช้บริการของลูกค้า มีแนวโน้มการเติบโตสูงในอนาคต ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งในพื้นฐานธุรกิจของ MGC ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ในช่วงการเสนอขายหุ้น IPO ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจอย่างดีทั้งจากนักลงทุนสถาบันชั้นนำและนักลงทุนรายย่อย ดังนั้น จึงมั่นใจได้ว่า MGC จะเป็นหนึ่งในหุ้นคุณภาพที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้ารุกด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้า เปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่ครั้งแรกของโลกภายในงานออโต้ เซี่ยงไฮ้ 2023

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เผยโฉมยานยนต์ภายใต้ 5 แบรนด์หลัก อันได้แก่ HAVAL, TANK, ORA, POER และ WEY ที่งานเซี่ยงไฮ้ อินเตอร์เนชั่นแนล ออโตโมบิล อินดัสตรี เอ็กซิบิชั่น ครั้งที่ 20 หรือออโต้ เซี่ยงไฮ้ 2023 ขนทัพยานยนต์พลังงานใหม่จัดแสดงอย่างครบครัน

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เชิญสื่อมวลชนและผู้แทนจำหน่ายรวมทั้งหมด 300 คนจากกว่า 60 ประเทศทั่วโลกร่วมสัมผัสยานยนต์พลังงานใหม่และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่บูธของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ภายในงานออโต้ เซี่ยงไฮ้ 2023 ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมแห่งชาติ (NECC) จนถึงวันที่ 27 เมษายนนี้

มร. ปาร์เกอร์ ฉี รองประธาน และหัวหน้าฝ่ายตลาดระหว่างประเทศ เกรท วอลล์ มอเตอร์ กล่าวภายในงานแถลงข่าวต่อคณะสื่อมวลชนว่า “การพลิกโฉมอย่างเต็มกำลังของเกรท วอลล์ มอเตอร์ เพื่อมุ่งสู่พลังงานใหม่มีความคืบหน้าที่ดี ด้วยการให้ความสำคัญกับระบบนิเวศพลังงานสีเขียว (Forest Ecosystem) เพื่อสร้าง “ประสบการณ์การเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ชาญฉลาดยิ่งขึ้น และดียิ่งขึ้น” ให้แก่ผู้ใช้ทั่วโลกผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาของบริษัทฯ ที่ว่า “Improving Little by Little Everyday” หรือการพัฒนาทีละน้อย ๆ ในทุก ๆ วัน อย่างต่อเนื่อง

ด้วยการเปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่กว่า 15 รุ่น งานออโต้ เซี่ยงไฮ้ 2023 ถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้แสดงความเป็นผู้นำและนวัตกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับโลกต่าง ๆ มากมาย โดยมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ 5 แบรนด์หลักสู่สายตาแฟน ๆ ทั่วโลก ดังนี้:

GWM HAVAL เผยโฉมกลุ่มผลิตภัณฑ์ไฮไลท์รุ่นใหม่ล่าสุดครั้งแรกในโลก ซึ่งเป็นรถยนต์เอสยูวีขนาดกลางที่ใช้พลังงานใหม่ (โดยใช้ชื่อว่า Fierce Dragon MAX ในตลาดประเทศจีน) เตรียมเปิดตัวออกวางจำหน่ายในประเทศจีนเป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคมปีนี้ ก่อนจะเปิดตัวสู่ตลาดโลก ถือเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล่าสุด GWM Hi4 ซึ่งย่อมาจาก ‘Hybrid Intelligent Four-Wheel Drive’ เหนือชั้นด้วยสมรรถนะการขับเคลื่อน 4 ล้อแบบฟูลไทม์ ในต้นทุนที่เทียบเท่ากับระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นบนระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ประกอบด้วยมอเตอร์ขับเคลื่อน 3 ชุด (เครื่องยนต์ 1 ชุด และ อี-มอเตอร์ 2 ชุด) รถยนต์รุ่นใหม่นี้ยังมาพร้อมแนวคิดการออกแบบใหม่ที่มีภาพลักษณ์ที่อ่อนเยาว์และล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยี Hi4 ของเกรท วอลล์ มอเตอร์นี้ช่วยให้รถเอสยูวีขนาดกลางรุ่นนี้ขับเคลื่อนต่อไปได้แม้แบตเตอรี่ที่มีขนาด 20 kWh หมดพลังงาน มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานมากถึง 5.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) สามารถขับเคลื่อนได้ที่ระยะทางสูงสุด 1,200 กิโลเมตร เมื่อมีน้ำมันเต็มถังและชาร์จหนึ่งครั้ง โดยสามารถวิ่งด้วยระบบไฟฟ้าได้ถึง 105 กิโลเมตร และด้วยศักยภาพของตัวรถที่สามารถขับขี่ได้แบบไฮบริดโดยไม่ต้องชาร์จไฟเมื่อแบตเตอรี่มีพลังงานต่ำ  เกรท วอลล์ มอเตอร์ เชื่อว่ารถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดนี้มีความเหมาะสมที่จะถูกนิยามว่าเป็นรถ “EV+” อย่างแท้จริง ด้วยประสิทธิภาพทัดเทียมกับระบบไฮบริดที่ไม่ต้องชาร์จไฟ

HAVAL Fierce Dragon MAX ไม่เพียงมีการออกแบบภายนอกที่โดดเด่นล้ำสมัย แต่ยังโดดเด่นด้วยนวัตกรรมที่ยกระดับมาตรฐานของรถยนต์เอสยูวีดั้งเดิมให้สูงขึ้นอีกขั้น มาพร้อม Coffee OS ระบบปฏิบัติงานในห้องโดยสารอัจฉริยะเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ประกอบด้วยจออินโฟเทนเมนท์ขนาด 12.3 นิ้ว จอแสดงผลการขับขี่ขนาด 12.3 นิ้ว และระบบจอแสดงผลบนกระจกหน้ารถ (W-HUD) ขนาด 10 นิ้ว ฟีเจอร์เหล่านี้ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ยอดเยี่ยมให้แก่เหล่าผู้ขับขี่

HAVAL Fierce Dragon MAX เป็นรถเอสยูวีไฟฟ้าพลังงานใหม่ขับเคลื่อน 4 ล้อ ออกแบบมาเพื่อการขับขี่บนทุกเส้นทาง เหมาะสำหรับทุกสไตล์การขับขี่ ถือเป็นรถยนต์ที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของแบรนด์ HAVAL ในการพลิกโฉมสู่พลังงานใหม่ Fierce Dragon MAX จึงได้สร้างมาตรฐานใหม่และเป็นผู้นำรถยนต์เซกเมนต์เอสยูวีพลังงานใหม่ โดยมีข้อมูลทางเทคนิคดังนี้

  • ขนาดตัวถัง: 4,758 มม. × 1,895 มม. × 1,725 มม.
  • ระยะฐานล้อ: 2,800 มม.
  • พื้นที่จัดเก็บสัมภาระ: 551 ลิตร (มาตรฐาน VDA) และ 1,377 ลิตร เมื่อพับเบาะแถวที่ 2
  • พละกำลัง: 205 กิโลวัตต์ และ 585 นิวตันเมตร พร้อมอี-มอเตอร์ 150 กิโลวัตต์และ 350 นิวตันเมตรที่ด้านหลัง

GWM Pickup รถกระบะ 6×6 เวอร์ชั่นใหม่ของ GWM POER ได้รับการเปิดตัวพร้อมกับ POER Shanhai PHEV/HEV รถกระบะไฮบริดขนาดใหญ่สมรรถนะสูง ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติล้ำสมัยมากมายที่จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในกลุ่มรถกระบะพลังงานใหม่

รถกระบะ Shanhai Cannon คือยานยนต์ขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับระยะฐานล้อ 3,350 มม. มิติตัวถังมีขนาด 5,440 มม. × 1,991 มม. × 1,924 มม. ระยะฐานล้อที่ยาวเป็นพิเศษนี้ ทำให้ตัวรถมีพื้นที่กว้างขวางและโอ่โถงเทียบเท่ารถเอสยูวีขนาดใหญ่ พร้อมพื้นที่ตามแนวขวางเพิ่มขึ้นถึง 60 มม.จึงมีพื้นที่เพิ่มเติมสำหรับที่พักข้อศอก ทำให้ผู้ใช้ได้รับความสะดวกสบายในการขับขี่และเดินทางมากยิ่งขึ้น มีพื้นที่จัดเก็บสัมภาระกว้างขวางมากถึง 1,140 ลิตร พร้อมด้วยรูปลักษณ์ที่สูง สง่างาม และทรงพลัง ขนาดตัวถังที่เหนือกว่าของรถกระบะรุ่นนี้ไม่เพียงตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ยังแสดงถึงตัวตนและรสนิยมของเจ้าของผ่านรูปลักษณ์ของตัวรถที่สูงสง่าและทรงพลังอีกด้วย

Shanhai Cannon ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 3.0T V6 เทอร์โบชาร์จคู่ และเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T VGT เทอร์โบชาร์จ มอบพละกำลังสูงสุด 260 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 7.49 วินาที เพลาหน้าและหลังมีระบบล็อกเฟืองท้าย ชุดเกียร์ส่งกำลังระบบล็อกแบบกลไก 4A+LOCK และสามารถโลดแล่นบนถนนได้หลากหลายรูปแบบอย่างง่ายดายด้วยชุดทดเกียร์ในโหมด 4L

รถกระบะรุ่นนี้มาพร้อมแผงมาตรวัดอันหรูหราขนาด 12.3 นิ้ว และจอควบคุมกลางขนาด 14.6 นิ้ว แสดงผลความละเอียดคมชัดสูงและมีสีสันชัดเจน อีกทั้งยังติดตั้งระบบควบคุมการขับขี่แสดงผลบนกระจกหน้า HUD ซันรูฟขนาดใหญ่ ระบบเครื่องเสียงของแบรนด์ Yanfeilishi พร้อมลำโพง 10 ตัว และระบบตัดเสียงรบกวน ANC เพื่อห้องโดยสารที่เงียบสงบและสะดวกสบาย

ด้วยศักยภาพที่ตอบโจทย์การใช้งานอย่างหลากหลาย Shanhai Cannon สามารถตอบสนองความต้องการเดินทางของลูกค้าได้เหนือกว่าด้วยระบบพ่วงท้ายมาตรฐานระดับประเทศ การออกแบบโครงสร้างต่อพ่วงอุปกรณ์ลากจูงแบบคู่ ระบบตะขอหัวบอลสำหรับลากจูง และแท่นเซฟตี้ยึดสายลาก รองรับน้ำหนักลากจูงสูงสุด 3.3 ตัน และมีช่องจ่ายไฟฟ้าที่ส่วนลากจูงในตัว เพื่อให้ผู้ใช้ไม่ต้องดัดแปลงระบบการจ่ายไฟฟ้าดั้งเดิมของตัวรถ

GWM TANK ได้จัดแสดงยานยนต์พลังงานใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ TANK 400 PHEV ซึ่งเผยโฉมครั้งแรกในโลก และ TANK 500 PHEV รถเอสยูวีพลังงานใหม่สไตล์ออฟโรดระดับพรีเมียมขนาดกลางถึงใหญ่ที่เปิดจำหน่ายล่วงหน้าทั่วโลก นอกจากนี้ GWM TANK ยังนำเสนอฟีเจอร์เด่นต่าง ๆ มากมาย อาทิ เทคโนโลยีออฟโรดหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น ระบบล็อกเฟืองขับด้านหน้าและด้านหลัง (Front & Rear Electric Differential Locks) ระบบช่วยกลับรถในพื้นที่แคบ (TANK Turn) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบออฟโรด (Offroad Cruise Control) ระบบตรวจจับความลึกของน้ำ (Wading Depth Detection) และระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ (Body Transparent System) ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยและความมั่นใจในการขับขี่ โดยในประเทศไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะเปิดตัวรถยนต์แบรนด์ TANK ทั้งหมด 2 รุ่น คือ TANK 500 HEV และ TANK 300 ซึ่งจะช่วยยกระดับความเป็นผู้นำยานยนต์พลังงานใหม่ในเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียมออฟโรดเอสยูวี

GWM WEY มุ่งเน้นแนวคิด “พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะที่ไร้ความกังวล” ด้วยการเผยโฉม WEY Gaoshan PHEV รถเอ็มพีวีรุ่นแรกสู่สายตาคนทั่วโลก พร้อมกับจัดแสดง Lanshan PHEV รถเอสยูวีไฟฟ้า 6 ที่นั่ง เพื่อขับเคลื่อนแบรนด์สู่ตลาดยานยนต์พลังงานใหม่อัจฉริยะระดับไฮเอนด์ นอกจากนี้ GWM ORA ยังเผยโฉมรถยนต์ไฟฟ้า 2 รุ่นอีกด้วย

ด้วยเป้าหมายของบริษัทฯ ที่ต้องการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่อนาคตของพลังงานไฟฟ้า เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังจัดแสดงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากมาย อาทิ เครื่องยนต์ 3.0T V6 + 9HAT + แพลตฟอร์ม P2, ระบบขับเคลื่อน Hi4, แพลตฟอร์ม TANK และแพลตฟอร์มซูเปอร์ออฟโรด 6×6 แพลตฟอร์มเทคโนโลยีไฮบริดใหม่ล่าสุดอย่าง Hybrid Intelligent 4WD หรือ Hi4 ซึ่งประกอบด้วยระบบขับเคลื่อน 2 รูปแบบ มีพละกำลังสูงสุด 340 กิโลวัตต์ ครอบคลุมรถยนต์กลุ่ม A-C  โดยได้เสียงตอบรับที่ยอดเยี่ยมจากสื่อมวลชนและเหล่าผู้แทนจำหน่าย ระบบขับเคลื่อนอี-ไฮบริดดังกล่าวจะปฏิวัติตลาดรถยนต์เอสยูวีไฮบริดด้วยการมีประสิทธิภาพทางความร้อนระดับชั้นนำในอุตสาหกรรมที่ 41.5% ด้วยระบบการเผาไหม้ที่ก้าวล้ำหน้า ระบบหัวฉีดไดเรคอินเจคชั่นแรงดันสูง และเทคโนโลยีการหมุนเวียนไอเสียแรงดันต่ำ

กลยุทธ์การควบคุมและจัดการพลังงานอัจฉริยะของแพลตฟอร์ม Hi4 ทำให้มีการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและเพิ่มความประหยัดพลังงานในยานยนต์ให้สูงขึ้นประมาณ 8% เมื่อเทียบกับระบบการจัดการพลังงานดั้งเดิม นอกจากนี้ ยังมีอัตราเร่งที่เป็นเลิศ สามารถเร่งได้ถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 2.88 วินาที และเร่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 6.4 วินาที เร็วกว่าระบบขับเคลื่อนที่ใช้มอเตอร์คู่แบบดั้งเดิม 1 วินาทีและ 1.8 วินาทีตามลำดับ เมื่อขับขี่ภายใต้สถานการณ์เดียวกัน

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยึดมั่นในแนวคิด ให้ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง “user-centric” มาอย่างต่อเนื่อง และมีความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าในยุคพลังงานใหม่ผ่านการสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยี เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทุ่มเงินลงทุน 2.9 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่า 1 แสนล้านบาท ในการรวบรวมทรัพยากรและผนึกกำลังบุคลากรที่มีความสามารถจากทั่วโลกมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อเปิดตัวแพลตฟอร์มโมดูลาร์เจนเนอเรชั่นใหม่ 2 รุ่นของเกรท วอลล์ มอเตอร์ โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวได้ถูกออกแบบมาภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาแบบครบวงจรระดับโลก และสนามทดสอบที่มีความหลากหลายของสภาพอากาศและสภาพถนน ตลอดจนการคำนึงถึงเทรนด์ของเทคโนโลยี การจัดการความร้อน มลพิษไอเสีย การบริโภคเชื้อเพลิง และองค์ประกอบสำคัญอื่น ๆ ที่สนับสนุนการพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ

ด้วยการยึดมั่นอย่างแน่วแน่ในปรัชญายานยนต์พลังงานใหม่อัจฉริยะของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่ว่า “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า มาตรฐานสูงกว่า ปลอดภัยกว่า” หรือ “Greener, Higher, and Safer” เกรท วอลล์ มอเตอร์ จึงให้ความสำคัญกับระบบนิเวศพลังงานสีเขียว เพื่อเร่งการยกระดับผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์พลังงานใหม่ที่มีคุณภาพเหนือกว่าและอัจฉริยะยิ่งขึ้นให้แก่ผู้ขับขี่ทั่วโลก  เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังมุ่งมั่นที่จะสานต่อและผลักดันพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอัจฉริยะผ่านระบบนิเวศพลังงานสีเขียว เพื่อให้สอดคล้องกับคำประกาศของบริษัทฯ ในปี 2564 ที่ต้องการมุ่งสู่เป้าหมาย “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” ภายในปี 2588

ในฐานะหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายแรกในประเทศจีนที่มุ่งพัฒนาพลังงานไฮโดรเจน ปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ เสร็จสิ้นการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมดของระบบโซลาร์, พลังงาน, แบตเตอรี่, พลังงานไฮโดรเจน และระบบขับเคลื่อนยานยนต์ที่มีความมั่นคง มีเครือข่ายครอบคลุม และเป็นแบบกระจายศูนย์ซึ่งจะถูกแผ่ขยายสู่ทั่วโลกในอีกไม่ช้า เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังเป็นบริษัทรถยนต์รายแรกที่ทำลายข้อจำกัดของการแปลงพลังงานจากอนุภาคของแสง (Photon) เป็นอนุภาคประจุไฟฟ้า (Electron) ซึ่งอยู่ที่ 20% จึงถือครองสถิติโลกและสร้างความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง สร้างสถิติกวาด 11 รางวัล ฉลองเปิดฤดูกาล ‘ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2023’

0

ทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง หรือ FTR คว้า 11 รางวัลในนัดเปิดฤดูกาลของการแข่งขัน ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรี่ส์ 2023 หลังเปิดตัวรถแข่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ซึ่งฟอร์ด เรนเจอร์ กวาดไป 7 รางวัล ขณะที่ฟอร์ด มัสแตง ครอง 4 รางวัล จากการแข่งขันสนามที่ 1 และ 2 บนสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 22 – 23 เมษายน 2566

ในการแข่งขันรถกระบะรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ปิกอัพ สนามแรก แจ็ค เลมวาร์ด จากทีมออโรร่า ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง โชว์ลีลาการขับขี่เร้าใจ พาฟอร์ด เรนเจอร์ หมายเลข 41 คว้าอันดับ 3 ในคลาสเอ และอันดับ 5 Overall มาครองได้สำเร็จ ส่วนในสนามที่ 2 แจ็คยังโชว์ทักษะการขับได้อย่างมีชั้นเชิง เบียดแซงคู่แข่งขึ้นมาจบในอันดับ 2 คลาสเอ และอันดับ 2 Overall

ด้านแซนดี้ เคราแก้ว สตูวิค จากทีมเดียวกัน พาฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ เปิดตัวบนสนามแข่งเป็นครั้งแรกในหมายเลข 3 โดยรถตกแต่งด้วยสีน้ำเงินและลวดลายที่แสดงดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ อย่างโดดเด่น โดยในสนามที่ 2 แซนดี้ตีตื้นจากกริดสตาร์ทอันดับที่ 19 มาจบการแข่งขันในอันดับที่ 9 Overall และครองโพเดียมในตำแหน่งที่ 5 คลาสเอ ได้ในที่สุด

 

สำหรับรถฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ อีกหนึ่งคัน ตกแต่งด้วยสีขาวสะดุดตา ในหมายเลข 22 ขับโดยธนวัฒน์ สุวรรณรัตน์ หรือ ‘โต้ง สตั๊นท์’ ภายใต้ทีมฟอร์ด ซีอาร์อี สุภาวุฒิ ลิควิโมลี่ เรซซิ่ง โดยโต้งออกตัวในอันดับที่ 13 และเร่งขึ้นมาเกาะกลุ่มผู้นำได้อย่างเหนียวแน่นในช่วงท้าย จบการแข่งขันเข้าเส้นชัยในอันดับ 4 คลาสเอ และอันดับ 5 Overall อย่างสวยงาม

“จุดเด่นของรถฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ที่แซนดี้ใช้ในการแข่งขันครั้งนี้คือช่วงล่าง การเกาะถนน และระบบแอโรไดนามิกส์ ที่ดีเยี่ยม ผมดีใจที่เก็บคะแนนให้กับทีมได้ตั้งแต่ในสนามแรก และที่สำคัญ ทีมงานยังเก็บข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกเยอะมากเพื่อนำมาพัฒนาให้รถมีความพร้อมมากขึ้นในสนามหน้า ผมมั่นใจว่าเราจะทำผลงานได้ดีขึ้นอีกอย่างแน่นอน” แซนดี้ สตูวิค กล่าว

ส่วนการแข่งขันรุ่นไทยแลนด์ ซูเปอร์คาร์ จีทีซี นักแข่งแจ็ค เลมวาร์ด ในรถฟอร์ด มัสแตง หมายเลข 44 ทำคะแนนได้อย่างดีเยี่ยม และเข้าเส้นชัยได้ในอันดับ 2 หลังจากการดวลความเร็วบนสนามแรกอย่างร้อนแรง อย่างไรก็ตาม ในการแข่งสนามที่ 2 เจย์ลิน โรโบแธม นักแข่งรุ่นใหม่ไฟแรงชาวออสเตรเลียนจากทีมเดียวกัน แสดงผลงานได้อย่างเหนือชั้น ขับฟอร์ด มัสแตง หมายเลข 88 เข้าเส้นชัยได้เป็นคันแรก คว้าอันดับ 1 ไปครองได้สำเร็จ ขณะที่แจ็ค เลมวาร์ด ขับฟอร์ด มัสแตง หมายเลข 44 เข้าเส้นชัยตามเข้ามาติดๆ เป็นอันดับ 2 ทำให้ทีมฟอร์ด ซีอาร์อี ลาโนเทค เฮลล์ เรซซิ่ง ได้รับถ้วยรางวัลชนะเลิศในประเภททีมควบไปอีก 1 รางวัล

“สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ผมประทับใจมากกับการทำงานร่วมกับทีมฟอร์ดและสปอนเซอร์ทุกคนที่มีส่วนช่วยให้ผมคว้าถ้วยรางวัลให้กับทั้งรถฟอร์ด มัสแตง และฟอร์ด เรนเจอร์ รวมกันได้มากถึง 6 ถ้วยรางวัล ซึ่งเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของปีนี้ ผมมั่นใจว่าทีมของเราจะต้องทำสถิติได้ดียิ่งขึ้นไปอีกในการแข่งขันครั้งต่อไป” แจ็ค เลมวาร์ด กล่าว

“นับตั้งแต่ผมได้แชมป์จากการแข่งขันในรถฟอร์ด มัสแตง เมื่อปี 2019 นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้กลับมาแข่งรถในประเทศไทยอีกครั้ง ซึ่งผมได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ทีมงานทุกคนพอใจกับผลงานของรถฟอร์ด มัสแตง และนี่ยังเป็นครั้งแรกที่ผมขับรถกระบะแข่งในสนาม ผมได้เห็นการทำงานที่ดีเยี่ยมของทีมและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนารถฟอร์ด เรนเจอร์ ให้พร้อมมากยิ่งขึ้นสำหรับการแข่งขันในสนามต่อไป” เจย์ลิน โรโบแธม กล่าวเสริม

“ชัยชนะที่น่าประทับใจตั้งแต่ในสนามแรกของปี นับเป็นการตอกย้ำทักษะความสามารถของรถฟอร์ด และทีมงานที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนารถแข่ง และรถที่เราวางจำหน่ายให้กับลูกค้าในประเทศไทย ผมมั่นใจว่ารถแข่งและนักแข่งที่มีความสามารถภายใต้ทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง จะเป็นดาวเด่นที่สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตได้ในทุกสนามของปีนี้อย่างแน่นอน” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จัดกิจกรรม ‘2 Days Special with BMW 2 Series’ 22-23 เม.ย. นี้ ที่โชว์รูมสาขาพระรามที่ 4

0

บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และมอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด อย่างเป็นทางการ หยิบยื่นความคุ้มค่าให้กับลูกค้า ผ่านกิจกรรมพิเศษ 2 วัน ‘2 Days Special with BMW 2 Series’ พบกับยนตรกรรมหลากหลาย ทั้งรถใหม่และรถผู้บริหารป้ายแดง มากกว่า 100 คัน มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ ให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าสูงสุด ระหว่างวันที่ 22-23 เมษายนนี้ ที่โชว์รูม บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ พระรามที่ 4

สมปราชญ์ โบสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด เผยว่า “เพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้า ที่ได้ให้การสนับสนุนเราด้วยดีมาโดยตลอด ทางบริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมพิเศษ เป็นการคืนกำไรให้ลูกค้า โดยเราได้รวบรวมรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู ทั้งรถใหม่และรถผู้บริหารป้ายแดง รวมกว่า 100 คัน มาให้ทุกท่านได้เลือกสรรกันแบบจุใจ อยากเชิญชวนผู้ที่กำลังสนใจยนตรกรรม บีเอ็มดับเบิลยู มาชมกันภายในงานครับ”

++ จัดหนักทั้งรถใหม่และรถผู้บริหารป้ายแดง จาก BMW เลือกทางไหน ก็คุ้มค่า

บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด จัดกิจกรรม ‘2 Days Special with BMW 2 Series’ พบข้อเสนอพิเศษแบบจัดเต็มสำหรับรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู 2 Series ที่มีให้เลือกครบทุกสี อาทิ

– ประกันภัยสูงสุด 2 ปี*

– ดาวน์เริ่มต้น 22,222 บาท*

– ผ่อนเริ่มต้น 22,000 บาท*

– ส่วนลดพิเศษสูงสุด ถึง 200,000 บาท*

– จองภายในงาน รับฟรี บัตรที่พัก Baba Beach Club Huahin 2 วัน 1 คืน มูลค่า 10,000 บาท*

– BMW 220i Gran Coupe M Sport ที่มาพร้อมชุดแต่ง M Performance Edition ราคาพิเศษ*

– พิเศษ เมนูไอศครีมคลายร้อน จาก Guss Damn Good ให้บริการภายในงานอีกด้วย*

นอกจากนั้น ก็มีรถผู้บริหารป้ายแดง BMW Premium Selection นำมาจัดแสดงพร้อมจำหน่าย ในราคาสุดเร้าใจ

  • BMW 220i Gran Coupe M Sport ราคาเริ่มต้น 1,920,000 บาท*
  • BMW 320d M Sport ราคาเริ่มต้น 2,190,000 บาท*
  • BMW 330e M Sport (Pre LCI) ราคาเริ่มต้น 2,390,000 บาท*
  • BMW 330Li M Sport ราคาเริ่มต้น 2,350,000 บาท*
  • BMW 520d M Sport             ราคาเริ่มต้น 2,950,000 บาท*
  • BMW 530e Luxury ราคาเริ่มต้น 2,190,000 บาท*
  • BMW 530e Highline Condrive           ราคาเริ่มต้น 2,490,000 บาท*
  • BMW 530e M Sport            ราคาเริ่มต้น 2,790,000 บาท*
  • BMW 530e M Sport LCI ราคาเริ่มต้น 3,090,000 บาท*
  • BMW 630i GT M Sport ราคาเริ่มต้น 3,490,000 บาท*
  • BMW X1 sDrive20d xLine LCI            ราคาเริ่มต้น 1,920,000 บาท*
  • BMW X1 sDrive20d M Sport ราคาเริ่มต้น 2,020,000 บาท*
  • BMW X5 xDrive45e M Sport           ราคาเริ่มต้น 4,450,000 บาท*
  • BMW X5 xDrive40e M Sport (CBU Premium) ราคาเริ่มต้น 2,750,000 บาท*
  • BMW X5 xDrive30d M Sport ราคาเริ่มต้น 4,390,000 บาท*
  • BMW X7 xDrive40d M Sport ราคาเริ่มต้น 5,290,000 บาท*
  • BMW M340i xDrive ราคาเริ่มต้น 3,300,000 บาท*
  • BMW i7 xDrive60 M Sport (First Edition) ราคาเริ่มต้น 6,790,000 บาท*

สำหรับลูกค้าที่จองภายในงาน รับแคมเปญพิเศษ

  • ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง*
  • ฟรี! ที่พัก Baba Beach Resort Hua-Hin 2 วัน 1 คืน*

++ เร้าใจไม่จบ! พบ MINI Executive Car Day ที่โชว์รูมสาขาเอกมัย

สาวกรถยนต์ มินิ มีเฮ! มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ จัดกิจกรรม ‘MINI Executive Car Day’ ในวันที่ 22-23 เมษายนนี้ พร้อมรับข้อเสนอสุดร้อนแรง กับรถ มินิ ผู้บริหารป้ายแดง เลขไมล์น้อย
ที่ โชว์รูม มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ สาขา เอกมัย

โดยมาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ

– ขับฟรี 4 เดือน กับรถ มินิ ไฟฟ้า*

– ดาวน์ 0%*

– ประกันภัยชั้นหนึ่ง สูงสุด 2 ปี*

– อัพเกรด MSI สูงสุด 10 ปี*

– ออกรถวันนี้ รับฟรี แพ็กเกจที่พัก 3 วัน 2 คืน พร้อมดินเนอร์สุดหรู ที่โรงแรมดุสิตธานี
กระบี่ บีช รีสอร์ท*

– รับฟรี Wall Charge ระบบชาร์จรถยนต์ ไฟฟ้า ในบ้าน*

 

บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ คืนกำไรให้ลูกค้า ผ่านกิจกรรมพิเศษ ‘2 Days Special with BMW 2 Series’ และยังมีกิจกรรมพิเศษจาก มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ ในวันเดียวกัน 22-23 เมษายนนี้ ที่โชว์รูม บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ สาขาพระรามที่ 4 และ มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ สาขาเอกมัย

 

สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1286 Millennium Auto Connect

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

“ซีพี โฟตอน” จับมือ “สยามแม็คโคร” ร่วมสร้าง Carbon Neutrality คืนสู่สังคม เล็งปรับทัพยานยนต์สู่การขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกไฟฟ้าในอนาคต

0

บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถบรรทุกและรถบัส แบรนด์ “FOTON” แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสร้างสุขสู่สังคมไทยด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ตามแนวทาง “Carbon Neutrality” ของภาครัฐ จัดทำโครงการทดสอบรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า เพื่ออนาคตที่ดีกว่า โดยใช้ “รถบรรทุกไฟฟ้า FOTON TM iBlue 45” ยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ ขนาด 4 ล้อ พลังงานไฟฟ้า 100% ในเส้นทางกรุงเทพฯ รอบนอกและปริมณฑล เพื่อศึกษาและวางแผนปรับเปลี่ยนระบบการขนส่งสินค้าไปยังผู้ใช้บริการจากแอป “Makro PRO” ให้เปี่ยมประสิทธิภาพสูงสุด รองรับแผนพัฒนามาตรฐานงานบริการสู่ความเหนือชั้นทางการค้าที่มุ่งเน้น “คุณภาพ” เป็นอันดับหนึ่ง

นายกฤษณะ เศรษฐธรางกูร บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด เผยว่า “ในปีนี้ “แบรนด์โฟตอน” ได้เร่งนำเข้ารถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าเพื่อจัดจำหน่ายในประเทศไทย รวม 3 รุ่น ด้วยกัน คือ รถบรรทุก 4 ล้อ TM iBlue 45 อัจฉริยะงานขนส่งไม่ติดเวลา, รถบรรทุก 6 ล้อ Aumark iBlue 85 ดาวเด่น งานขนส่ง และ รถบรรทุกหัวลากไฟฟ้า Auman EST iBlue 280 คู่คิดทันสมัยเพื่องานโลจิสติกส์แห่งยุค โดยมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการหรือผู้ที่ต้องการใช้รถเพื่อการพาณิชย์ ได้มีทางเลือกในการสร้างกำไร รวมทั้งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การค้าให้ไร้ซึ่งข้อจำกัดทางพลังงาน สอดรับกับความผันผวนทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน พร้อมทั้งยังมีแต้มต่อด้านการพัฒนาภาพลักษณ์ในการเป็นผู้ประกอบการหัวใจสีเขียวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอีกด้วย  

และล่าสุดด้วยความร่วมมืออันดี จาก บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ได้เปิดโอกาสให้แบรนด์โฟตอน เข้าร่วมทดสอบระบบเดินรถบรรทุกไฟฟ้าเพื่องานขนส่ง สำหรับท่านลูกค้าที่สั่งสินค้าผ่านแอปพลิเคชั่น “Makro PRO” ในช่วงเดือนเมษายนนี้ โดยใช้เส้นทางในพิกัดบริการของแม็คโคร สาขาบางบอน และแม็คโคร ฟู้ดเซอร์วิส สาขาปากช่อง-เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา เพื่อเก็บข้อมูลเส้นทางและสถิติการชาร์จพลังงานตามแผนพัฒนาคุณภาพงานบริการและส่งเสริมการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนของทั้ง 2 บริษัทฯ ที่จะเกิดร่วมกันในอนาคตอีกด้วย”

“TM iBlue 45” เป็นรถบรรทุกไฟฟ้า 100% ขนาด 4 ล้อ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟตคุณภาพมาตรฐานระดับโลก แบรนด์ “CATL” สามารถรองรับการบรรทุกได้มากถึง 1.16 ตัน ควบคุมการทำงานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แบบ PMSM น้ำหนักเบา ตอบสนองฉับไว ให้กำลังสูงสุด 30/60 kw. แรงบิดสูง 100/200 Nm. รวมระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ 1 ครั้งที่ 280 km. (NEDC) เฉลี่ยอัตราสิ้นเลือง (รถเปล่า) อยู่ที่ 8 km./kw. ชาร์จสะดวกด้วยหัวชาร์จแบบ CCs2 มาตรฐานยุโรป รองรับทั้งระบบ AC/DC Charger อุปกรณ์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ผ่านมาตรฐานการกันน้ำและฝุ่นละอองระดับโลก IP67 และ IP68 ถือเป็น Best in Class สำหรับรถเพื่อการพาณิชย์เมืองไทย อีกทั้งยังปลอดภัยต่อผู้ร่วมทางด้วยระบบเสียงสังเคราะห์เครื่องยนต์ขณะขับขี่ เพื่อเตือนการใช้งานแก่ผู้ร่วมใช้ทาง พร้อมตอบโจทย์ความคุ้มค่าในการลงทุน ด้วยการรับประกันตัวรถ 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และรับประกันระบบไฟฟ้า-แบตเตอรี่ 5 ปี หรือ 200,000 กม.* (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งจะถึงก่อน) นอกจากนี้ยังมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistant) 3 ปี  สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนจำหน่ายยานยนต์เพื่อการพาณิชย์แบรนด์ “โฟตอน” ทั่วประเทศ โดยสามารถศึกษาข้อมูลได้จาก www.cpfoton.co.th หรือโทร Hotline : 02-826-9880 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นิสสันย้ำแนวทางสร้างองค์กรสีเขียว เดินหน้าผลักดันเป้าหมาย ‘ลดคาร์บอนเป็นกลาง’

0

เพื่อร่วมฉลองวันคุ้มครองโลก Earth Day ในปีนี้ นิสสัน ประเทศไทย ตอกย้ำความสำคัญของความตระหนักรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของนิสสัน ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและก้าวสู่เป้าหมายการสร้างสังคมคาร์บอนเป็นกลาง (Carbon Neutral)

นิสสัน ประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของนิสสันในอาเซียน เชื่อมั่นในพลังของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยการสรรค์สร้างนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ขณะดียวกันก็ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน  นิสสันได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เช่น เทคโนโลยี อี-พาวเวอร์  รวมทั้งการส่งเสริมให้พนักงานและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเกิดความตระหนักรู้ในด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม  โดยที่นิสสันได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในประเทศและทั่วโลก เพื่อพัฒนากระบวนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้นิสสันได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 4 วัฒนธรรมสีเขียว (Green Culture) จากกระทรวงอุตสาหกรรมในปี 2565 ที่ผ่านมา

นิสสัน ประเทศไทย ได้นำข้อปฏิบัติในการทำงาน และปลูกฝังจิตสำนึกของพนักงานในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งในส่วนของสำนักงานและโรงงานผลิต เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงานใน 4 ด้าน และพัฒนาองค์กรไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง   ได้แก่

 

สร้างค่านิยมในการคัดแยกขยะ (Waste Separation)

การคัดแยกขยะถือเป็นก้าวแรกในการรักษาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากขยะแต่ละประเภทมีวิธีจัดการที่แตกต่างกันออกไป  นิสสันจึงได้ส่งเสริมให้มีการคัดแยกขยะอย่างถูกต้องทั้งในสำนักงานและโรงงานผลิต โดยคัดแยกออกเป็นขยะรีไซเคิล ขยะทั่วไป ขยะเปียก และขยะอันตราย  มีการนำขยะที่สามารถรีไซเคิลได้ไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลเพื่อให้นำกลับมาสร้างประโยชน์ได้อีก และนำขยะที่แท้จริงไปกำจัด วิธีนี้สามารถช่วยลดปริมาณการเผาไหม้และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ

การรีไซเคิลน้ำเพื่อให้การปล่อยน้ำเสียเป็นศูนย์ (Water Recycling and Zero Water Discharge)

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557  นิสสันประเทศไทยริเริ่มใช้ระบบบำบัดน้ำเสียและการหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ณ โรงงาน 2 ซึ่งเป็นสายการผลิตรถเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก เพื่อจัดการมลพิษทางน้ำ  เริ่มจากการนำเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียแบบ Recycle Reverse Osmosis System มาใช้ในโรงงาน ซึ่งช่วยให้นำน้ำเสียจากกระบวนการผลิตที่บำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งได้รับประโยชน์จากการนำน้ำที่รีไซเคิลแล้ววันละกว่า 300 ลูกบาศก์เมตรมาใช้ในโรงงาน 2  ทำให้ไม่ต้องมีการปล่อยน้ำเสียสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

เพิ่มพื้นที่สีเขียวผ่าน Tree Planting Project

นิสสัน ได้จัดกิจกรรมการปลูกต้นไม้ในพื้นที่โรงงานบนถนนบางนา-ตราด ก.ม. 21 และ 22 จ.สมุทรปราการ เพื่อเพิ่มอากาศบริสุทธิ์และพื้นที่สีเขียวให้กับสังคม   ปัจจุบันพนักงานของนิสสันได้ร่วมกันปลูกต้นไม้ไปแล้วมากกว่า 900 ต้นในโครงการนี้ ช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจน ลดปริมาณฝุ่น pm 2.5 และช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ และยังคงสามารถบรรลุเป้าหมายการเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้อย่างต่อเนื่อง

 

การใช้พลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้าผ่านโครงการระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar rooftop project)

ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา คือ อีกหนึ่งนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนให้โรงงานผลิตรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ของนิสสันเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนมากขึ้น  ด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาซึ่งมีพื้นที่มากกว่า 60,000 ตารางเมตร มีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าสูงถึง 5.5 เมกะวัตต์เพื่อใช้ในการผลิต  ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานแล้ว ยังช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 5,100 ตันต่อปี ทำให้นิสสันเป็นหนึ่งในโรงงานในประเทศไทยที่มีฐานการผลิตพลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดและสามารถนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์

“สำหรับนิสสันแล้ว ทุกๆ วัน คือวันคุ้มครองโลก คือวัน Earth Day  นิสสันในประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนธุรกิจของเราไปข้างหน้าพร้อมกับเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันสังคมที่คาร์บอนเป็นกลาง  นิสสันจึงส่งเสริมให้พนักงานทุกคนได้ตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทุกๆ วัน  เราทำงานอย่างครบวงจร ทั้งในด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม   กระบวนการผลิตที่ยั่งยืนและหลีกเลี่ยงการเกิดมลภาวะโดยไม่จำเป็น  และที่สำคัญ คือ การปลูกฝังให้พนักงานของเราตระหนักรู้และร่วมมือกันลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมจนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง ทุกสิ่งที่เราทำในวันนี้ จะนำนิสสันก้าวไปสู่อนาคตของการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ได้อย่างแท้จริง” อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย และ ประธาน นิสสัน ภูมิภาคอาเซียน กล่าว

กิจกรรมต่างๆ ที่นิสสัน ประเทศไทย ดำเนินการเหล่านี้ ล้วนสนับสนุนวิสัยทัศน์ระยะยาว Nissan Ambition 2030 เพื่อพัฒนาศักยภาพการขับเคลื่อน ก้าวสู่อนาคต  สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Nissan Ambition 2030 ได้ที่นี่

วิริยะประกันภัย จัดเลี้ยงพบปะสังสรรค์ “ด้วยรักและคิดถึง” เชื่อมสัมพันธ์ตัวแทนฯ ทั่วประเทศ

0

นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารบริษัทฯ ร่วมเป็นเกียรติในงานพบปะสังสรรค์ “ด้วยรักและคิดถึง” เนื่องในโอกาสครบรอบ 76 ปี วิริยะประกันภัย ที่จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ตัวแทนประกันวินาศภัยทั่วประเทศได้พบปะเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างกัน โดยบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอิ่มเอมและมิตรภาพอันดี ทั้งเพลิดเพลินเติมความสุขจากศิลปินชื่อดังอย่าง โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ และแอม เสาวลักษณ์ มาร่วมสร้างสีสันเพิ่มความสนุกสนานภายในงาน ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ชั้น 4 ห้องอัศวิน แกรนด์ บอลรูม ถนนวิภาวดีรังสิต (กำแพงเพชร 6) หลักสี่ กรุงเทพฯ

เอ็มจี โชว์ศักยภาพสุดยิ่งใหญ่ ในงาน เซี่ยงไฮ้ออโต้โชว์ 2023 เผยโฉมดีไซน์ขายจริง MG Cyberster พร้อมเปิดตำนานบทใหม่ของสปอร์ตซีดานสถิติโลก MG7

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย อวดยนตรกรรมที่มาพร้อมนวัตกรรมระดับโลกในงาน เซี่ยงไฮ้ออโต้โชว์ 2023 กับ 3 ไฮไลท์ เริ่มตั้งแต่การเผยโฉมรูปลักษณ์จริงของ MG Cyberster โรดสเตอร์ไฟฟ้าเปิดประทุน 2 ที่นั่ง ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์สุดล้ำ และประตูแบบปีกนก ที่จ่อเตรียมผลิตเพื่อจำหน่าย  ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย เปิดตำนานบทใหม่อย่าง MG7 สปอร์ตซีดานหรูระดับแฟล็กชิพเจ้าของสถิติ กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด จากบททดสอบสุดทรหดบนเส้นทางสายลาซาในทิเบตที่ระดับความสูง 5,978.17 เมตร และอีวีรุ่นฮิตอย่าง MG4 ELECTRIC ที่สามารถพิชิตรางวัลคุณภาพระดับโลก

เผยภาพเคลื่อนไหวแรกของ MG Cyberster จากรถต้นแบบ สู่สายการผลิต จ่อเตรียมจำหน่าย

เรียกได้ว่าเป็น หมัดเด็ดของบูธ เอ็มจี ก็ว่าได้ สำหรับภาพเวอร์ชั่นเตรียมจำหน่ายของ MG Cyberster รถโรดสเตอร์ไฟฟ้า เปิดประทุน 2 ที่นั่ง หลังนั่งแท่นการเป็นรถโกลบอลอีวีอีกรุ่นของ เอ็มจี ที่สะกดทุกสายตา ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูเรียบหรูแต่ทรงพลัง มาพร้อมหลังคาซอฟต์ท็อปที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ประตูแบบปีกนก นับเป็นสถาปัตยกรรมรถยนต์ไฟฟ้าแบบใหม่ของเอ็มจีที่จะมาฉีกกฎการสร้างสรรค์ยานยนต์ไฟฟ้าให้ล้ำสมัยไปอีกขั้น

สำหรับโรดสเตอร์ไฟฟ้ารุ่นนี้ บริเวณกระจังหน้า และแผงกันชนหน้า ได้รับการออกแบบด้วยดีไซน์ “Wind Hunter” ในขณะที่รูปลักษณ์ของไฟหน้าถูกออกแบบให้ดูมีขนาดใหญ่ ซึ่งสร้างความโดดเด่นให้กับ MG Cyberster เป็นอย่างยิ่ง และอีกหนึ่งองค์ประกอบด้านการออกแบบที่น่าสนใจ คือ เส้นด้านข้างของตัวรถบริเวณใต้กรอบกระจกที่มีดีไซน์แบบ “Leopard Jump Shoulder Line” มุ่งเน้นให้เห็นรูปร่างอันแข็งแกร่ง และทรวดทรงที่งดงามสะท้อนถึงความแข็งแกร่งและช่วยให้รถมีศูนย์ถ่วงต่ำ ด้านท้ายของ MG Cyberster ถูกออกแบบในสไตล์ Kammback Design โดยท้ายจะมีลักษณะลาดตัดสั้น และส่วนโค้งด้านหลังตัวรถที่ยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายหางเป็ด (Duck Tail) ช่วยให้ด้านหลังของรถดูโดดเด่น ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณสมบัติด้านอากาศพลศาสตร์ของตัวรถ ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถรับชมคลิปเต็มของ MG Cyberster ผ่านทาง https://youtu.be/qqvsvQJZ6kI ก่อนที่จะมีกำหนดเปิดโฉมคันจริงและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการภายในปี 2566

MG7 สปอร์ตซีดานระดับเรือธงผู้สร้างตำนานบทใหม่ทุบสถิติโลก  

บูธสะเทือน!!! เมื่อตัวจี๊ด MG7 มาเยือนอย่างเป็นทางการ หลังสร้างตำนานบทใหม่กับการเป็นสปอร์ตซีดานสุดหรู   ที่ลุยเส้นทางสุดทรหดจนได้รับการบันทึกสถิติโลกอย่าง กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด (Guinness World Record) เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา บนเส้นทางจากมณฑลซินเจียง (Xinjiang) ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีน มุ่งหน้าสู่ทิเบต ดินแดนที่ราบสูงที่สูงที่สุดในโลกจนได้รับฉายาว่า “หลังคาโลก” ซึ่ง MG7 สามารถไปถึงระดับความสูง 5,978.17 เมตร ซึ่งเป็นระดับความสูงที่สูงที่สุด ที่รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงเคยไปถึง ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ด้วยสมรรถนะเหนือระดับของ MG7

สำหรับ MG7 ถือเป็นโมเดลที่โดดเด่นในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ตัวถังแบบ Fastback ท้ายสั้นมีหลังคาที่ลาดลงด้านหลังกึ่งรถคูเป้ เส้นสายรอบคันชัด เฉียบคม ช่วยเสริมภาพลักษณ์สายพันธุ์สปอร์ต มาพร้อมบานประตูแบบไร้กรอบเฉกเช่นรถซุปเปอร์คาร์ สปอยเลอร์หลังแบบสามก้านควบคุมด้วยไฟฟ้าสามารถยกขึ้นลงได้ ช่วยเสริมประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น มาพร้อมห้องโดยสารสุดพรีเมียมที่ให้ความสุนทรีตลอดการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น หลังคาซันรูฟแบบเต็มบาน เบาะดีไซน์สปอร์ตหุ้มหนังคุณภาพสูง หน้าจอแสดงผลแบบ Dual Widescreen Cockpit ที่ดูล้ำสมัย เติมเต็มอรรถรสด้วยระบบเสียงรอบทิศจากลำโพง BOSE ®Premium audio system และ เทคโนโลยี Zebra Venus 2.0 Intelligent System เป็นต้น ทั้งนี้ MG7 มีด้วยกัน 2 รุ่นย่อย คือ รุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด และรุ่นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเทอร์โบ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สมรรถนะสูง พร้อมเกียร์ Dual Clutch แบบ 7 สปีด ให้กำลังสูงสุด 188 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 300 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500 รอบต่อนาที โดยสามารถเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในระยะเวลาเพียง 6.5 วินาที และระบบช่วงล่างอัจฉริยะแบบไฟฟ้า พร้อมชุดเฟืองลิมิเต็ดสลิปที่ควมคุมด้วยไฟฟ้า เสริมความปลอดภัยในการขับขี่และให้ประสบการณ์การขับขี่ที่สบายมากขึ้น ทั้งนี้ MG7 มีอัตราประหยัดน้ำมันอยู่ที่ 17.8 กิโลเมตรต่อลิตร ตามมาตรฐาน NEDC

MG4 ELECTRIC กับเส้นทางความสำเร็จและได้รับการยกย่องให้เป็นอีวีระดับโลก

ความสำเร็จระดับโลกของ MG4 ELECTRIC แฮทช์แบคไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลัง ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น รถไฟฟ้าที่ขับสนุกที่สุดแห่งยุค รถรุ่นนี้ ถือเป็นโกลบอลโมเดลที่ได้รับการยอมรับจากผู้คนทั่วโลก จำหน่ายอยู่ใน 30 ประเทศ ทั่วทวีปยุโรป และขยายตลาดต่อไปยังภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงประเทศออสเตรเลีย และประเทศไทย นับตั้งแต่ MG4 ELECTRIC เปิดตัวและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายน 2565 สามารถสร้างสถิติใหม่ด้วยตัวเลขยอดขายที่ทะยานสู่ 20,000 คัน ทั่วโลกในเวลาเพียง 1 เดือน เมื่อเดือนมกราคม 2566 เอ็มจี ส่งมอบ MG4 ELECTRIC สู่ตลาดยุโรปไปแล้วกว่า 5,000 คัน และล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยอดขายของโกลบอลโมเดลรุ่นนี้ได้สร้างสถิติใหม่อีกครั้ง ด้วยการเป็นรถยนต์เอ็มจีรุ่นแรกในตลาดนอกประเทศจีนที่มียอดจัดจำหน่ายเกินกว่า 10,000 คัน

นอกเหนือจากเสียงตอบรับจากผู้บริโภคทั่วโลกแล้ว MG4 ELECTRIC ยังได้รับเสียงชื่นชมจากสื่อมวลชนทั่วโลกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น รางวัล EV BREAKTHROUGH OF THE YEAR จาก Prestigious Fleet News Awards รางวัล THE UK CAR OF THE YEAR 2023 และรางวัล BEST FAMILY CAR จาก UKCOTY รางวัล ARIP BUSINESS+ PRODUCT INNOVATION AWARD 2023 รางวัล 2023’s Best Small EV จากนิตยสาร WHATCAR! รางวัลรถยนต์คุ้มค่าแห่งปี (Bargain of the Year) จากนิตยสารและรายการสารคดีรถยนต์ชื่อดังจากอังกฤษ Top Gear ซึ่งได้ให้คะแนนรถรุ่นนี้ถึง 9 คะแนน และให้ความคิดเห็นว่า “นี่อาจจะเป็นรถยนต์รุ่นเดียวที่เราแนะนำให้ท่านเป็นเจ้าของเมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ในกลุ่มรถยนต์ประเภทเดียวกัน”  นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลรถยนต์แห่งปี (Car of the Year 2023) จากทีมงาน Driving Electric เว็บไซต์แนะนำและรีวิวรถไฟฟ้าชื่อดังจากอังกฤษ อีกทั้งยังสามารถพิชิตใจผู้ติดตามเว็บไซต์ดังกล่าวด้วยรางวัลรถยนต์อีวีขวัญใจมหาชน (Reader’s Favorite Electric Car) รางวัลรถยนต์ครอบครัวขนาดเล็กยอดเยี่ยม (Best Small Family Car) จากเว็บไซต์ผู้เชี่ยวชาญรถยนต์อีวี “Electrifying” นอกจากนี้ ยังได้รับการยกย่องจากสมาคมผู้สื่อข่าวสายยานยนต์ชาวสก็อต (The Association of Scottish Motoring Writers) หรือ ASMW ยกให้ NEW MG4 ELECTRIC  เป็นสุดยอดรถยนต์อีวีในราคาต่ำกว่า 4 หมื่นปอนด์ (หรือ 1.7 ล้านบาท) อีกด้วย และล่าสุดผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก Euro NCAP (European New Car Assessment Programme)

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

ฟอร์ด จัดกิจกรรมโชว์รูมทั่วประเทศ พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษ 21-23 เมษายนนี้

0

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดกิจกรรมพิเศษที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ 21-23 เมษายนนี้ ชูแคมเปญสุดเร้าใจดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 สำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่น XLS กระบะยกสูง เกียร์อัตโนมัติพร้อมฟังก์ชันครบครันเพื่อการใช้งาน ในแพ็คเกจสุดคุ้ม ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเจ้าของธุรกิจขนาดย่อม ที่มาในราคาเริ่มต้นเพียง 794,000 บาท สำหรับกระบะแบบตอนครึ่ง และ 879,000 บาท สำหรับกระบะแบบ 4 ประตู

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่น XLS มาพร้อมตัวเลือกทั้งแบบ 4 ประตู และแบบตอนครึ่ง ติดตั้งขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และเพิ่มคุณสมบัติด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ที่อัดแน่นเต็มคันเพื่อตอบโจทย์การเป็นรถกระบะเพื่อการทำงานอย่างตรงจุด อาทิ

  • ไฟหน้าแบบแอลอีดี มัลติรีเฟลกเตอร์ พร้อมไฟวิ่งกลางวันแบบแอลอีดี มอบความอุ่นใจในการขับขี่มากยิ่งขึ้น
  • บันไดเหยียบข้างกระบะท้าย ให้ขึ้นท้ายกระบะได้สะดวกยิ่งขึ้น
  • กล้องมองหลังขณะถอยจอด แสดงภาพด้านหลังรถผ่านหน้าจอแสดงผลบนคอนโซลกลาง เพื่อการถอยจอดเข้าซองอย่างปลอดภัย
  • แผงหน้าปัดดิจิทัล ประกอบด้วยหน้าจอแสดงผลจอสีแบบสัมผัส Multi-Touch ขนาด 1 นิ้ว ควบคุมฟีเจอร์ความสะดวกสบายต่างๆ ภายในรถได้อย่างง่ายดายและทันสมัย
  • พวงมาลัยไฟฟ้า ช่วยผ่อนแรงในการขับขี่ มอบความสะดวกสบายในการเดินทางทั้งใกล้ไกล

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่น XLS มาพร้อมตัวเลือกสีรถมากถึง 5 สี ได้แก่ สีเงิน อลูมิเนียม เมทัลลิก สีขาวอาร์กติก ไวท์ สีเทา เมทิเออร์ เกรย์ สีดำ แอบโซลูท แบล็ก และสีน้ำเงิน บลู ไลท์นิ่ง

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังนำเสนอแคมเปญสุดเร้าใจสำหรับรถฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นอื่นๆ แบบครบครัน อาทิ

  • ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่น Open Cab XL+ ราคาพิเศษเพียง 599,000 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค ทุกรุ่น อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 99% นาน 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสตอร์มแทรค และฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่น V6 เครื่องยนต์เบนซิน 0 ลิตร และรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ มาพร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.89% นาน 48 เดือน

 

ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฟอร์ดใกล้บ้านท่านหรือดูข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th