Home Blog Page 238

เอ็มจี เปิดตัว NEW MG ES สเตชันวากอนไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ ยกระดับความสะดวกสบายกับสไตล์ที่เรียบหรูทันสมัยและอเนกประสงค์

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เปิดตัว NEW MG ES สเตชันวากอนไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “COMFORTABLE เป็นทุกอย่างเพื่อทุกโมเมนต์” สานต่อความมุ่งมั่นในการนำเสนอยนตรกรรมคุณภาพที่ผสมผสานดีไซน์อันเรียบหรูดูล้ำสมัยในแบบฉบับ New Era Design พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางพร้อมฟังก์ชันสุดครบครัน ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าเจเนอเรชั่นใหม่ และความปลอดภัยเหนือชั้น เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เน้นไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ชูจุดขายในเรื่องดีไซน์ที่เรียบหรูทันสมัยพร้อมความสะดวกสบายและความอเนกประสงค์ที่มากยิ่งขึ้น   

เอ็มจีย้ำภาพความเป็นผู้นำอีวีในไทย แนะนำรถไฟฟ้ารุ่นใหม่เสริมพอร์ตให้แข็งแกร่งและหลากหลายมากยิ่งขึ้นกับ NEW MG ES รถสเตชันวากอนไฟฟ้า 100% ที่โดดเด่นด้วยพื้นที่กว้างขวางและฟังก์ชันที่เน้นความสะดวกสบาย กับประสบการณ์ใหม่ของการใช้รถไฟฟ้า ที่ตอบสนองมากกว่าแค่การใช้งานทั่วไปแต่สามารถเติมเต็มทุกโจทย์ความต้องการในทุกไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างได้อย่างลงตัว

NEW ERA DESIGN เรียบหรูดูล้ำสมัย แฝงไปด้วยฟังก์ชันที่พร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

ชุดกันชนหน้าไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Light Curtain Design ยกระดับความโฉบเฉี่ยวมากขึ้น เสริมการใช้งานมากขึ้นด้วยชุดราวหลังคา (Roof Rail) ที่รองรับน้ำหนักได้ถึง 75 กิโลกรัม และด้วยรูปโฉมสไตล์สเตชันวากอน จึงมาพร้อมกับห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย ทั้งยังสามารถบรรจุสัมภาระสูงสุดถึง 1,367 ลิตร ตกแต่งภายในด้วยเส้นสายโทนสีฟ้า ENERGETIC BLUE STRIP ให้ภายในหรูหรายิ่งขึ้น พร้อมเบาะนั่งวัสดุหุ้มหนังสังเคราะห์ DENIM TEXTURE DESIGN ให้ผิวสัมผัสคล้ายยีนส์ ปรับลุคให้ดูมีความทันสมัยและดูแลรักษาง่าย ชุดเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ ยกขอบปีกข้าง พร้อมเทคโนโลยี Zero-G Seats กระจายน้ำหนักและรองรับสรีระของผู้นั่งให้ดียิ่งขึ้น เดินทางระยะไกลได้สบาย

E- PERFORMANCE: สเตชันวากอนอีวีแนวใหม่กับประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายและเหนือระดับ

เต็มที่ในทุกการเดินทางด้วยนวัตกรรมรถไฟฟ้าใหม่ NEW MG ES มาพร้อมแพลตฟอร์มระบบส่งกำลัง ใหม่ล่าสุด ที่มีขนาดและน้ำหนักลดลง แต่ประสิทธิภาพสูงขึ้นถึง 53% ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าเจเนอเรชั่นใหม่แบบ 8-LAYER HAIR PIN PERMANENT MAGNETIC SYNCHRONOUS MOTOR (PMSM) ให้พละกำลังสูงสุดที่ 177 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ซึ่งมอเตอร์แบบใหม่นี้ให้การตอบสนองที่ดีขึ้น โดยสามารถปรับเร่งรอบได้สูงถึง 15,000 รอบ/นาที ทำให้ NEW MG ES สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากถึง 185 กิโลเมตร/ชั่วโมง เสริมสร้างประสบการณ์การขับขี่ไปอีกระดับด้วยระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ถึง 3 ระดับ ได้แก่ มาก ปานกลาง และน้อย เข้าโค้งได้อย่างมีประสิทธิภาพกับรัศมีวงเลี้ยวเพียง 5.95 เมตร

NEW MG ES มาพร้อมกับแบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอรอนฟอสเฟต (LFP) ความจุ 51 kWh มีการปรับปรุงให้มีน้ำหนักเบาลงถึง 22% และระบบ Liquid Cooling System ช่วยระบายความร้อนให้ทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ให้สมรรถนะในการขับเคลื่อนได้ไกลถึง 412 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC (NEW EUROPEAN DRIVING CYCLE) รองรับการชาร์จ ทั้งแบบ Quick Charge จาก 0% – 80% ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ที่ความเร็วสูงสุด 87 kW และ Normal Charge รองรับการชาร์จสูงสุดที่ 11 kW ใช้เวลาการชาร์จจาก 0% – 100% 7 ชั่วโมง 15 นาที ผ่าน MG HOME CHARGER ที่ 6.6 kW อีกทั้งยังรองรับระบบ V2L (Vehicle to Load) เปลี่ยนรถไฟฟ้าให้เป็นแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ด้วยกำลังไฟสูงสุด 2,200 วัตต์

SAFETY: ปลอดภัยและอุ่นใจ…สบายใจทุกการเดินทาง

มั่นใจทุกการขับขี่ด้วยระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) ที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM และระบบ ADVANCED DRIVER ASSISTANCE SYSTEM (ADAS) รวม 20 ระบบ อาทิ ระบบควบคุมเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control) ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning) และ ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB (Autonomous Emergency Braking) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนและช่วยควบคุมรถเมื่อออกนอกเลน ELK (Emergency Lane Keeping Assist) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System) เป็นต้น นอกจากนี้ NEW MG ES ยังมาพร้อมกับระบบสั่งการอัจฉริยะ i-SMART ในรูปแบบ Lite version ที่เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมและรับการแจ้งเตือนสำคัญของรถเอ็มจีของตัวเองได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ไม่ว่าจะเป็น ระบบตรวจสอบสถานะรถยนต์ ระบบเตือนความผิดปกติของรถยนต์ ระบบสั่งการกุญแจดิจิตอล ระบบโทรออก – รับสายกรณีฉุกเฉิน Emergency Call หรือ ระบบสั่งการชาร์จ สถานี MG SUPER CHARGE เป็นต้น

NEW MG ES มาพร้อมกับสีตัวถังให้เลือกถึง 5 สี ได้แก่ สีขาว (Arctic White) สีดำ (Black Knight) สีเทา (Andes Gray) สีแดง (Scarlet Red) และ สีเงิน (Champagne Silver) และตกแต่งภายในสไตล์ทูโทน พร้อมหุ้มด้วยวัสดุหนังสังเคราะห์ DENIM TEXTURE DESIGN

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอ็มจี มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่จะนำเสนอ NEW MG ES ในฐานะ “รถรุ่นใหม่” ของครอบครัว ด้วยจุดเด่นมากมายและการผสานการใช้เทคโนโลยีความปลอดภัยในการขับขี่ เข้ามาเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับรถเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้อย่างสะดวกสบายและง่ายดายมากยิ่งขึ้น โดย NEW MG ES มาพร้อมแนวคิด COMFORTABLE” คือ สเตชันวากอนอีวี แนวใหม่กับประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายและเหนือระดับ มาพร้อมกับสไตล์การออกแบบที่เรียบหรู แต่ดูล้ำสมัยเหมาะกับการใช้งานทุกรูปแบบ ถือเป็นนิยามใหม่ของความพรีเมียมที่มาพร้อมกับความคุ้มค่า

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของรถรุ่นนี้ เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มี Modern Lifestyle ที่ไม่ได้จำกัดแค่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในบ้านเดียวกันเท่านั้น ยังรวมไปถึงความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อนและคนสนิท ที่เน้นการมีไลฟ์สไตล์ในรูปแบบที่หลากหลายร่วมกัน โดย NEW MG ES ถือเป็นส่วนหนึ่งในทุกๆ โมเม้นต์สำคัญของการใช้ชีวิตของกลุ่มคนเหล่านี้

NEW MG ES จะมีกำหนดการทยอยส่งมอบให้ถึงมือลูกค้าภายในเดือนเมษายนนี้ เป็นต้นไป ทั้งนี้ ในฐานะ ผู้บุกเบิกและผู้นำตลาดรถไฟฟ้าในไทย ไม่เพียงนำเสนอยนตรกรรมที่มีความก้าวล้ำทางด้านสมรรถนะและผสมผสานเข้ากับดีไซน์ที่เรียบหรูแต่ครบครันไปด้วยฟังก์ชันที่ใช้ได้จริงแล้ว เอ็มจี ยังเดินหน้าขยายระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ECOSYSTEM ให้ครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมอีวีอย่างแท้จริง ทั้งการตั้งเป้าหมายการขยายสถานีชาร์จเร็ว หรือ MG SUPER CHARGE STATION ในโชว์รูมและศูนย์บริการทั่วประเทศ ให้ลูกค้าสามารถใช้งานรถไฟฟ้าได้อย่างสะดวกสบายทั่วประเทศ โดยทุกๆ 150 กิโลเมตร จะมีสถานีชาร์จอย่างน้อย 1 สถานีให้บริการ อีกทั้งยังร่วมมือกับพันธมิตรในการเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จแบบไวในพื้นที่ต่างจังหวัดมากยิ่งขึ้น รวมถึงการให้ความสำคัญกับการบริการหลังการขายในการดูแลและบำรุงรักษารถไฟฟ้าโดยช่างผู้ชำนาญงานในทุกศูนย์บริการเอ็มจี เพื่อทำให้คนไทยมั่นใจในการใช้รถไฟฟ้าได้มากยิ่งขึ้น”

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

ฟอร์ดสร้างตำนานใหม่ให้ตลาดรถยนต์ไทย ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยที่ไม่เคยมีมาก่อน

0

ฟอร์ด เตรียมนำทัพรถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ สร้างปรากฎการณ์อีกครั้งในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัสกับนวัตกรรมเทคโนโลยีทันสมัยที่ไม่เคยมีมาก่อนในตลาดรถกระบะ พร้อมมอบตัวเลือกที่หลากหลายยิ่งขึ้นด้วยรุ่นย่อยใหม่ ทั้งในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์

นำโดย ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสตอร์มแทรค รถกระบะรุ่นย่อยใหม่ที่แกร่งที่สุด สมบุกสมบันที่สุด และชาญฉลาดที่สุดในตระกูลเรนเจอร์ ตอกย้ำความโดดเด่นของฟอร์ดในการมีส่วนช่วยยกระดับมาตรฐานรถกระบะในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องด้วยการนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ยังไม่เคยมีมาก่อนอีกครั้ง ด้วยราวหลังคาและสปอร์ตบาร์แบบปรับได้ (Flexible Rack System) ที่ออกแบบให้ผู้ใช้งานปรับรูปแบบสปอร์ตบาร์ได้ถึง 5 ตำแหน่งด้วยมือเดียว รองรับการติดตั้งหรือขนย้ายอุปกรณ์เพื่อการผจญภัยและการทำงานได้หลากหลายรูปแบบอย่างง่ายดาย รองรับน้ำหนักสูงสุด 80 กก. (ขณะขับ) และ 250 กก. (ขณะจอด) 

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสตอร์มแทรค ยกระดับการเป็นรถกระบะที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนที่ชอบความท้าทายไปอีกขั้น การออกแบบภายนอกเพิ่มความดุดัน มีสไตล์ ตั้งแต่กระจังหน้าดีไซน์เฉพาะรุ่นสตอร์มแทรค ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ มอบพละกำลังสูงสุด 210 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร พร้อมตัวเลือกระบบขับเคลื่อนแบบ 4×4 และ 4×2 ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบ E-Shifter มาพร้อมเทคโนโลยีระบบช่วยจอดอัจฉริยะ เป็นครั้งแรกในตลาดรถกระบะ (นอกจากฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รถกระบะในตระกูลฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์)

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่น XLS  รถกระบะยกสูงรุ่นย่อยใหม่ในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ ที่พัฒนาขึ้นจากการศึกษาความต้องการของลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อตอบโจทย์การใช้งานแบบอเนกประสงค์สำหรับกลุ่มลูกค้าเจ้าของธุรกิจขนาดย่อม ชูความแข็งแกร่งของตัวถังและช่วงล่าง ผสานเทคโนโลยีทันสมัย และระบบความปลอดภัยครบครัน โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดุดัน สมรรถนะที่ทรงพลังและเปี่ยมประสิทธภาพด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มีให้เลือกทั้งแบบ 4 ประตู และแบบตอนครึ่ง เพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ นำเสนอในราคาสุดคุ้ม พร้อมเป็นผู้ช่วยให้ทุกงานสำเร็จได้ง่ายขึ้น

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไวลด์แทรค รุ่นย่อยใหม่ล่าสุดของรถยนต์นั่งอเนกประสงค์สำหรับครอบครัวที่รักความท้าทายและการผจญภัย เปี่ยมสมรรถนะด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบ E- Shifter มอบพละกำลังสูงสุด 210 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร พร้อมระบบขับเคลื่อนแบบ 4×4 และตัวเลือกโหมดการขับขี่มากถึง 6 โหมด แตกต่างด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์แบบไวลด์แทรค เน้นความเท่ แข็งแกร่ง และมีสไตล์ ทั้งภายนอกและภายใน ห้องโดยสารหรูหราสะดวกสบาย เน้นโทนสีดำให้ความรู้สึกดุดัน เก็บรายละเอียดด้วยการเดินด้ายสีส้มซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรุ่นไวลด์แทรค ให้ทุกการเดินทางผจญภัยไปกับครอบครัวของคุณโดดเด่นด้วยสไตล์อันโดดเด่นมีเอกลักษณ์ และยังคงสัมผัสได้ถึงความหรูหราสะดวกสบายในทุกโอกาส

รถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ รุ่นย่อยใหม่ พร้อมเผยโฉมให้ลูกค้าที่สนใจสั่งจองพร้อมข้อเสนอสุดเร้าใจได้ผ่านช่องทางออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.ford.co.th รวมถึงที่งานมอเตอร์โชว์ และที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ

 

ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับรถฟอร์ด รุ่นย่อยใหม่ได้จากแฮชแท็ก #FordNextLevel #FordRangerStormtrak #FordEverestWildTrak และ #FordRangerXLS

ฮอนด้า เปิดตัว “ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่” มาพร้อมคุณค่าใหม่ในทุกมิติ กับ 2 ขุมพลังการขับเคลื่อนที่ทรงพลัง ระบบฟูลไฮบริด e:HEV และขุมพลังเทอร์โบ

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวที่สุดแห่งยนตรกรรมพรีเมียมเอสยูวี “ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชันที่ 6” ในไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย เสริมความแข็งแกร่งให้กับไลน์อัปเอสยูวีของฮอนด้าและตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดเอสยูวีในไทย พร้อมยกระดับเอสยูวีเซกเมนต์ไปอีกขั้นอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ตพรีเมียม แข็งแกร่งในทุกมิติ ครั้งแรกกับขุมพลังการขับเคลื่อนระบบฟูลไฮบริด e:HEV ใน ซีอาร์-วี ใหม่ ผสานการทำงานอันทรงพลังของเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร กับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว และขุมพลังเทอร์โบ เครื่องยนต์เบนซิน VTEC TURBO ขนาด 1.5 ลิตร มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังและอัตราประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม

รองรับทุกไลฟ์สไตล์กับเบาะโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง มั่นใจทุกเส้นทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ในทุกรุ่นย่อย ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่หลากหลาย เติมเต็มประสบการณ์ที่ดีตลอดเส้นทาง สู่อีกขั้นแห่งเอสยูวี
ที่สมบูรณ์แบบ ในราคา 1,419,000 – 1,729,000 บาท มาพร้อมข้อเสนอพิเศษฟรีประกันภัย 1 ปี รับดอกเบี้ย 2.29%** พร้อมฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์
(
Honda Ultimate Care) ขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร เสริมความมั่นใจยิ่งขึ้นในรุ่น e:HEV ด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปีและรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง รวมทั้งฟรีค่าแรงในการเช็กระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) เมื่อจองและรับรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2566 – 31 พฤษภาคม 2566 โดยลูกค้าสามารถสัมผัสกับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม 2566 – 2 เมษายน 2566 และที่โชว์รูมฮอนด้า** (รุ่นเทอร์โบ ตั้งแต่ 20 มีนาคม 2566 และ รุ่น e:HEV ในเดือนเมษายน 2566**)

นายโนริยุกิ ทาคาคุระ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า ซีอาร์-วี คือหนึ่งใน Global Model ที่สำคัญของฮอนด้า ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายและครองใจลูกค้าทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เจเนอเรชันแรก โดยในประเทศไทย ซีอาร์-วี ได้เข้ามาเปิดตลาดเอสยูวีและทำให้รถเอสยูวีเป็นที่นิยมยิ่งขึ้น อีกทั้งส่งผลให้ฮอนด้าขึ้นแท่นเป็นผู้นำตลาดเอสยูวีมาอย่างยาวนาน โดยตลอดระยะเวลากว่าเกือบสามทศวรรษ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ฮอนด้า ซีอาร์-วี คือรถที่อยู่ในใจของคนไทยมาโดยตลอด ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 183,000 คัน ในครั้งนี้ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชันที่ 6 พร้อมมอบคุณค่าใหม่ที่ยกระดับมาตรฐานของเอสยูวีไปอีกขั้น ทั้งดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมลงตัวในทุกมิติ สมรรถนะการขับขี่ทรงพลังของ 2 ขุมพลังการขับเคลื่อน ระบบฟูลไฮบริด e:HEV และขุมพลังเทอร์โบ ภายในกว้างขวาง ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายระดับพรีเมียม และมั่นใจได้ด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอันล้ำสมัย โดยการเปิดตัว ซีอาร์-วี ในครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับไลน์อัปเอสยูวีของฮอนด้าและตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดเอสยูวี อีกทั้งขับเคลื่อนยอดขายกลุ่ม e:HEV ของฮอนด้าให้เป็นอันดับ 1 ในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ในประเทศไทยอีกด้วย”

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ยนตรกรรมพรีเมียมเอสยูวีที่สมบูรณ์แบบ

ที่สุดแห่งสปอร์ตพรีเมียมเอสยูวีที่ผสานคุณค่าใหม่เพื่อยกระดับเอสยูวีไปอีกขั้น ทั้งดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ สมรรถนะที่ทรงพลังและมอบความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัยมอบประสบการณ์เดินทางที่เหนือระดับไปอีกขั้น สู่ทุกจุดหมายกับความสมบูรณ์แบบในทุกมิติ 

ดีไซน์ภายนอกสปอร์ตพรีเมียม แข็งแกร่งในทุกมิติ ผสานฟังก์ชันการใช้งานไว้อย่างลงตัว

  • กระจังหน้าดีไซน์ใหม่สีดำ Piano Black และกระจังหน้าสีดำ Piano Black ตกแต่งด้วยโครเมียม (เฉพาะรุ่น E)
  • กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ปรับไฟฟ้าพร้อมพับเก็บอัตโนมัติ
  • ไฟหน้าและไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟเลี้ยวด้านหน้าแบบ LED Sequential
  • ไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED
  • ไฟท้ายแบบ LED
  • เปิดมุมมองใหม่ที่พรีเมียมยิ่งขึ้นกับหลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof)
  • สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วย ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี พร้อมระบบ
    ปิดอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ
    (Hands-Free Power Tailgate with Walk Away Close)
  • เสาอากาศครีบฉลาม
  • ปลอกท่อไอเสียสเตนเลสคู่
  • ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว

ครั้งแรกกับรุ่น RS ที่ยกระดับความสปอร์ตพรีเมียมอีกขั้นด้วยดีไซน์สุดเอกซ์คลูซีฟรอบคัน

(รุ่น e:HEV RS 4WD)

  • เสริมเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ด้วยสัญลักษณ์ RS บนกระจังหน้า
  • กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวสีดำ Piano Black
  • กันชนหน้าและหลังสีเดียวกับตัวรถ
  • ชายกันกระแทกด้านข้างสีเดียวกับตัวรถ
  • คิ้วตกแต่งประตูข้างสีดำ Gloss Black
  • ไฟตัดหมอกหลังแบบ LED
  • สปอยเลอร์หลังสีเดียวกับตัวรถและสีดำ Piano Black
  • เสาอากาศครีบฉลามสีดำ Piano Black
  • ล้ออัลลอย 19 นิ้ว แบบสปอร์ต

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ที่ดีตลอดเส้นทาง ด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายระดับพรีเมียม

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง โปร่งโล่ง ผสานแนวคิดระหว่างการใช้วัสดุคุณภาพสูงและความอเนกประสงค์
ในการใช้งาน โดดเด่นด้วยชุดตกแต่งภายในที่พรีเมียม แตกต่างกันในแต่ละรุ่น

เสริมลุคสปอร์ตพรีเมียมเต็มขั้นกับรุ่น RS (รุ่น e:HEV RS 4WD)

  • ชุดตกแต่งภายในลายอะลูมิเนียมปัดเงาและสีดำ Piano Black
  • เบาะหนังสีดำตกแต่งด้วยด้ายสีแดง
  • พวงมาลัยสีดำตกแต่งด้วยด้ายสีแดง
  • แป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต
  • ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายระดับพรีเมียม* อาทิ
  • ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ พร้อม Honda Smart Key Card (เฉพาะรุ่น e:HEV RS 4WD)
  • ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ (Driver Memory Seat)
  • ไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร (Ambient Light) ที่ได้รับการติดตั้งในหลายตำแหน่งเป็นครั้งแรกใน ซีอาร์-วี อาทิ ถาดคอนโซลกลาง แผงประตูหน้าและหลัง และที่วางแก้ว
  • ระบบฟอกอากาศภายในห้องโดยสาร Plasmacluster (รุ่น e:HEV ES และ e:HEV RS 4WD)
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย/ขวา แบบ i-Dual Zone (เฉพาะรุ่น
    e:HEV RS 4WD)
  • ช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
  • ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 3 (เฉพาะรุ่น EL 4WD)
  • ไฟอ่านหนังสือด้านหลัง LED แบบสัมผัส

พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยเบาะโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับ
การใช้งานที่หลากหลาย พร้อมพื้นที่สัมภาระท้ายที่กว้างขวาง

  • เบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Sliding) เลื่อนและแยกพับแบบ 60:40

  • รุ่นเบาะโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง เบาะด้านหลังทั้ง 2 ด้าน สามารถปรับพับลงแนวราบได้เรียบ (Utility Mode) ช่วยเพิ่มพื้นที่สัมภาระด้านท้าย และสามารถปรับพับเบาะด้านหน้าและด้านหลัง (Long Mode) เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาว

  • รุ่นเบาะโดยสารแบบ 7 ที่นั่ง (เฉพาะรุ่น EL 4WD) สามารถปรับพับเบาะด้านหลังแถวที่ 3 เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมภาระด้านท้ายในขณะที่ผู้โดยสารแถว 2 สามารถนั่งได้อย่างสะดวกสบาย หรือปรับพับเบาะทั้งแถวที่ 2 และ 3 ลงแนวราบ (Utility Mode) เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมภาระด้านท้าย และสามารถปรับพับเบาะด้านหน้าและด้านหลังทั้งแถวที่ 2 และ 3 (Long Mode) เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาว 

เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์แบบสมาร์ต กับหลากหลายเทคโนโลยีอันล้ำสมัย*

  • ใหม่ ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-up Display: HUD) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS 4WD)
  • ใหม่ ระบบเครื่องเสียง BOSE พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง (เฉพาะรุ่น e:HEV RS 4WD)
  • ใหม่ ระบบนำทางเนวิเกเตอร์ (เฉพาะรุ่น e:HEV RS 4WD)
  • ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสแบบ Advanced Touch ขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay แบบไร้สายและ Android Auto และรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto
  • มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 2 นิ้ว (ยกเว้นรุ่น E ขนาด 7 นิ้ว)
  • อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger)
  • ช่องเชื่อมต่อ USB 4 ตำแหน่ง (USB Type-C 3 ตำแหน่ง ได้แก่ ด้านหน้า 1 ตำแหน่ง และด้านหลัง
    2 ตำแหน่ง)

ขับเคลื่อนสู่ทุกจุดหมายอย่างมั่นใจ กับทางเลือก 2 ขุมพลังที่พร้อมตอบโจทย์ทุกการขับขี่

มีให้เลือกทั้งแบบระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ (Real Time(TM) AWD with E-DPS)

ครั้งแรกกับระบบฟูลไฮบริด e:HEV ใน ซีอาร์-วี ใหม่

  • ผสานการทำงานอันทรงพลังร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ได้แก่ มอเตอร์ที่ทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้า (Motor Generator) และมอเตอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อ (Motor Drive) กับเครื่องยนต์ใหม่ขนาด
    0 ลิตร Direct Injection Atkinson-Cycle DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนที่มีประสิทธิภาพสูง ตอบสนองทันใจด้วยแรงบิดมอเตอร์สูงสุด 335 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 2,000 รอบต่อนาที มอบอัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมสูงสุดถึง 20.8 กม./ลิตร* (รุ่น e:HEV ES) และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 113 กรัม/กิโลเมตร
  • โดยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการทำงานได้อย่างชาญฉลาด เหมาะสมกับการขับขี่ในทุกสถานการณ์ใน 3 โหมด ได้แก่ โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode)
  • มาพร้อมสวิตซ์โหมดการขับขี่ (Drive Mode Switch) ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่ตามสไตล์ได้อย่างง่ายดาย ได้แก่ โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต (Sport Mode) โหมดการขับขี่แบบปกติ (Normal Mode) และโหมดการขับขี่แบบประหยัด (Econ Mode)

ขับสนุก อัตราเร่งเร้าใจ สไตล์สปอร์ต กับขุมพลังเทอร์โบ

  • เครื่องยนต์เบนซินขนาด 5 ลิตร Direct Injection DOHC VTEC TURBO 4 สูบ 16 วาล์ว ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Direct Injection และ Turbocharger ขับสนุก อัตราเร่งทันใจ มอบกำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT) และมีอัตรา
    การประหยัดน้ำมันสูงสุด 14.3 กม./ลิตร* (รุ่น E) และรองรับน้ำมัน E85

มั่นใจทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัยและเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ผสานการทำงานของกล้องด้านหน้าและเรดาร์ ในการตรวจจับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีฟังก์ชันการทำงานหลัก ๆ ดังนี้

  • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning : RDM with LDW)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB) หรือ ครั้งแรกกับระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ (Adaptive Driving Beam: ADB) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS 4WD) ที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในเวลากลางคืนและปรับองศาของแสงไฟเพื่อลดการรบกวนรถด้านหน้าและคนเดินถนน
  • ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

พร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัยและเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่อื่น ๆ* อาทิ

  • ใหม่ ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System: MVCS) (ยกเว้นรุ่น E)
  • ใหม่ เซ็นเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และ หลัง 4 จุด
  • ใหม่ ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control: HDC)
  • ใหม่ ไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (Active Cornering Light: ACL)
  • ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch)
  • ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor)
  • ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors) (รุ่น e:HEV ES และ
    e:HEV RS 4WD)
  • ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift)

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่นย่อย ดังนี้

  • ระบบฟูลไฮบริด e:HEV มาพร้อม 2 รุ่นย่อย ได้แก่
• รุ่น e:HEV RS 4WD 5 ที่นั่ง ราคา 1,729,000 บาท
• รุ่น e:HEV ES 5 ที่นั่ง ราคา 1,589,000 บาท
  • เครื่องยนต์เทอร์โบ มาพร้อม 3 รุ่นย่อย ได้แก่
• รุ่น EL 4WD  7 ที่นั่ง ราคา 1,649,000 บาท
• รุ่น ES 4WD 5 ที่นั่ง ราคา 1,599,000 บาท
• รุ่น E 5 ที่นั่ง ราคา 1,419,000 บาท

 

โดยมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีใหม่ สีน้ำเงินแคนยอนริเวอร์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น e:HEV RS 4WD และ e:HEV ES สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น e:HEV RS 4WD สีขาวแพลทินัม (มุก) สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีดำคริสตัล (มุก)

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ยังมาพร้อมข้อเสนอพิเศษ เมื่อจองและรับรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2566 –
31 พฤษภาคม 2566 ฟรีประกันภัย 1 ปี รับดอกเบี้ย 2.29%** พร้อมฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร ต่อจากระยะเวลาหรือระยะทางการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตรแรกสิ้นสุดลง รวมสูงสุด 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง (Honda 24hr Roadside Assistance)

เสริมความมั่นใจยิ่งขึ้นสำหรับรุ่นที่ขับเคลื่อนด้วยระบบฟูลไฮบริด e:HEV ด้วยการมอบแคมเปญพิเศษ
ด้านการบริการหลังการขาย
** ได้แก่

  • ฟรีค่าแรงในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษาเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร
    (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • รับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี
    ไม่จำกัดระยะทาง

 

ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง

เสริมความสปอร์ตพรีเมียมในสไตล์ SUV อีกขั้นด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) ที่มาพร้อมแนวคิด Vibrant SUV” โดยมีไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือก อาทิ สปอยเลอร์หลังแบบสปอร์ต ราคา 12,000 บาท
คิ้วตกแต่งกระจังหน้า ราคา 3,900 บาท บันไดข้าง ราคา 16,500 บาท ไฟส่องสว่างประตูคู่หน้าแบบ LED (1 ชุด
มี 2 ชิ้น) ราคา 4,350 บาท คิ้วขอบห้องสัมภาระ LED ราคา 8,000 บาท และชุดเสริมหลังคาคู่พร้อมชุดบรรทุกสัมภาระหลังคา ราคา 27,500 บาท หรือเลือกตกแต่งในรูปแบบแพ็กเกจชุดแต่งรอบคัน ได้แก่

  • Elegant Package ราคา 31,000 บาท และ 32,500 บาท (สำหรับรุ่น e:HEV RS 4WD) ประกอบด้วย กันชนหน้าแบบสปอร์ต ชุดตกแต่งกันชนด้านหลัง คิ้วตกแต่งกระจังหน้า และชุดตกแต่งประตูข้าง
  • Premium Sport Package ราคา 43,500 บาท และ 45,000 บาท (สำหรับรุ่น e:HEV RS 4WD) ประกอบด้วยกันชนหน้าแบบสปอร์ต ชุดตกแต่งกันชนด้านหลัง คิ้วตกแต่งกระจังหน้า บันไดข้าง
    และชุดตกแต่งฝาท้ายคิ้วโครเมียม
  • Exhaust Pipe Finisher Package ราคา 2,500 บาท ประกอบด้วยปลอกท่อไอเสียสเตนเลส 2 ชิ้น

หรือดูรายละเอียดชุดอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมได้ที่ www.hondaaccess.co.th/products/crv

 

พบกับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 (Motor Show 2023) ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2566 – 2 เมษายน 2566 และที่โชว์รูมฮอนด้าตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2566** (รุ่นเทอร์โบ ตั้งแต่ 20 มีนาคม 2566 และ รุ่น e:HEV ในเดือนเมษายน 2566**) หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชทกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th/crv ลูกค้าสามารถทดลองขับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้า โดยลูกค้าที่ลงทะเบียนและร่วมกิจกรรมทดลองขับทาง www.honda.co.th/testdrive จะได้รับของที่ระลึกจากฮอนด้า*

 

หมายเหตุ:

*อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น

**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

– สีน้ำเงินแคนยอน ริเวอร์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น e:HEV RS 4WD และ e:HEV ES

– สำหรับสีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่ม 12,000 บาท และสีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 8,000 บาท

– ราคาแพ็กเกจชุดแต่งโมดูโล ไม่รวม VAT 7%

วิริยะประกันภัย ร่วมจัดแสดงบูธในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44

0

วันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายนศกนี้ บมจ.วิริยะประกันภัย ร่วมจัดแสดงบูธภายในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44” ตำแหน่ง C7 ภายใต้แนวคิด “ทุกความเสี่ยงภัย เราพร้อมเคียงข้างคุณ” พร้อมเตรียมสิทธิพิเศษมอบให้แก่ลูกค้าและผู้เข้าร่วมชมงาน ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยประกันภัยในอัตราพิเศษ เมื่อซื้อประกันภัย อาทิ ประกันภัยรถยนต์ใหม่ประเภท 1, ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุส่วนบุคคล, ประกันมะเร็ง, ประกันภัยความรับผิดของผู้ขนส่ง รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มาพร้อมโปโมชั่นพิเศษ อาทิ ผ่อน 0% นานสูงสุด 6 เดือน และของสมนาคุณมากมาย ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นอกจากนี้ ภายในบูธวิริยะประกันภัยยังมีการให้บริการด้านประกันภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ การคำนวณเบี้ยประกันภัย การต่ออายุกรมธรรม์ รวมถึงกิจกรรมร่วมสนุกผ่านแฟนเพจ “Viriyah Insurance” และกิจกรรมพิเศษจากพันธมิตรอย่าง จส.100 ที่ยังคงมาร่วมออกบูธด้วยเช่นเคย

สำหรับงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “COLORFUL EXPERIENCE ประสบการณ์ครบทุกสีสัน” สื่อถึงการสร้างประสบการณ์อันหลากหลาย ผ่านเทคโนโลยีแห่งโลกยานยนต์ที่ยังคงพัฒนาอย่างไม่มีวันสิ้นสุด โดยเฉพาะรถพลังงานไฟฟ้าที่กำลังจะนำพาวิถีชีวิตแห่งการเดินทางในยุคใหม่มาสู่ทุกคน ทั้งนี้ภายในงานมีการจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์ต่างๆ จากค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ชั้นนำที่ขนทัพเข้าร่วมงานอย่างคับคั่งกว่า 40 แบรนด์ และกิจกรรมสุดพิเศษอย่าง e-Racing ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมลุ้นรางวัลใหญ่ภายในงานอีกมากมาย

“บอร์เนียว” พร้อม..รุกธุรกิจปี 2566 ด้วยเครือข่ายจัดจำหน่ายกว่า 2 หมื่นรายทั่วประเทศ

0

บอร์เนียว เผยผลประกอบการที่ผ่านมาไม่มีแผ่ว พร้อมลุยปี 2566 ตั้งเป้าโตเพิ่ม 15% เดินหน้าขยายเครือข่ายทุกมิติ พร้อมเปิดรับพันธมิตรทางการค้า เน้นกิจกรรมการตลาดทั่วไทย และคงยึดมั่นในจริยธรรมทางธุรกิจที่ดำเนินมากว่า 160 ปี

นายรัฐา อุรุโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บอร์เนียว เทคนิเคิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บริษัทฯ ดำเนินกิจการโดยยึดมั่นในจริยธรรมมายาวนานกว่า 160 ปี ปัจจุบันได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทโตโยต้า ทูโช แห่งประเทศญี่ปุ่น และกลุ่มบริษัทมโนยนต์ โดยดำเนินธุรกิจจัดจำหน่าย และกระจายสินค้า ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (Industrial Supply) ผลิตภัณฑ์ยานยนต์ (Automotive Aftermarket) อาทิ ผลิตภัณฑ์กัด ขัด ตัด วัสดุ ผลิตภัณฑ์ เทป และกาว สินค้าความปลอดภัยส่วนบุคคลและสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงรักษาในโรงงานอุตสาหกรรม แบตเตอรี่ ยางรถยนต์ น้ำมันหล่อลื่น อะไหล่สิ้นเปลือง อาทิ โช้คอัพ ผ้าเบรก สายพาน ไส้กรอง เคมีผลิตภัณฑ์ยานยนต์ และอื่นๆ รวมกว่า 40 แบรนด์”

“ช่วง COVID-19 หลายปีที่ผ่านมา หลายธุรกิจได้รับผลกระทบ จนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจมากมาย แต่ด้วยความหลากหลายกลุ่มสินค้าของ บอร์เนียวฯ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หน้ากาก และอุปกรณ์ทำความสะอาด ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก และผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ยานยนต์ ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องเปลี่ยนตามกำหนด ส่งผลให้บริษัทฯ ผ่านช่วงเวลานั้นมาด้วยผลประกอบการรวมกว่า 3,000 ล้านบาท”

“ประสบการณ์ที่ยาวนานขององค์กร ทำให้เรียนรู้ว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญ บริษัทฯ จึงได้ลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ สร้างระบบโลจิสติกส์ครบวงจร โดยมีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง และคลังสินค้า 8 แห่ง ได้แก่ เชียงใหม่ แหลมฉบัง นครราชสีมา อุดรธานี พิษณุโลก ราชบุรี สุราษฎร์ธานี และหาดใหญ่ รองรับการขาย และกระจายสินค้าได้ทั่วประเทศผ่านระบบสื่อสารออนไลน์”

“เมื่อปี 2565 ผลประกอบการของบริษัทฯ สามารถสร้างรายได้ 3,200 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 55% ผลิตภัณฑ์ยานยนต์ (Automotive Aftermarket) 45% ด้วยสินค้ารวมมากกว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุมเครือข่ายลูกค้ากว่า 20,000 ราย”

นายรัฐา กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับ ปี 2566 เป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์โรคระบาดเริ่มผ่อนคลาย บริษัทฯ จึงมีกลยุทธ์ที่จะรุกตลาดด้วยการจัดกิจกรรมการตลาดในรูปแบบต่างๆ ประเดิมงานแรก BORNEO TRADE FAIR เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา ณ ห้องรอยัลจูบิลี อิมแพค เมืองทองธานี และจะจัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดปี ซึ่งตั้งเป้าว่าจะขยายกลุ่มสินค้า 40 แบรนด์ เพิ่มขึ้นอีก 10% และคาดว่าจะสร้างรายได้ให้เติบโตสูงขึ้นกว่าปีก่อน 10-15% หรือประมาณ 3,500 ล้านบาท”

บริษัท บอร์เนียว เทคนิเคิล (ประเทศไทย) จำกัด คัดสรรส่งต่อสินค้าคุณภาพอย่างเป็นระบบ สนใจเป็นพันธมิตรทางการค้า สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ 02-081-4900 หรือ Line Official : @Borneothailand และ https://www.borneothai.com/

เอเอเอส กรุ๊ป เปิดตัวยนตรกรรมสปอร์ตไอคอนิครุ่นพิเศษ แห่งวาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีของปอร์เช่ประเทศไทย 911 Carrera GTS คันเดียวในโลก

0

กว่า 30 ปี ที่ปอร์เช่ได้เข้ามาอยู่ในหัวใจของคนไทย และประเทศไทยเป็นดินแดนที่ถูกนิยามด้วยสีสันแห่งวัฒนธรรมอันหลากหลาย นำมาซึ่งแรงบันดาลใจสู่เส้นทางหลากสีอันเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ สำหรับปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป ได้รับการแต่งตั้งและการันตีจากโรงงานปอร์เช่ ประเทศเยอรมนีให้เป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย มาอย่างยาวนาน และในปี 2566 ถือโอกาสพิเศษเป็นปีแห่งวาระครบรอบ 30 ปี ปอร์เช่ ประเทศไทย ดังนั้นตลอดทั้งปีจะจัดแคมเปญต่างๆ เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของปอร์เช่ ประเทศไทย โดยเริ่มคิกออฟโปรเจกต์ยักต์ไปเมื่อต้นปีกับงานมหกรรมรวมพลคนรักรถสปอร์ตปอร์เช่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Das Treffen7 ซึ่งได้เสียงตอบรับที่ดีมาก คอมมูนิตี้ปอร์เช่ในประเทศไทยขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น และปอร์เช่ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป เติบโตอย่างต่อเนื่องโดยปี 2565 ความต้องการรถปอร์เช่สูงขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้มียอดจองเพิ่มขึ้น ถึง 40% หรือกว่า 2,000 คัน

เพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่ เราได้จัดงานฉลองครบรอบ 30 ปี ปอร์เช่ประเทศไทย “30 Years of Porsche in Thailand” ภายใต้คอนเซ็ปต์ Dreams in Colours ความฝันคือพลังอันยิ่งใหญ่ที่ถูกสรรสร้างจากจินตนาการไม่รู้จบ ตระการตาไปกับความหลากสีและความพิเศษของรถสปอร์ตปอร์เช่ที่ทุกคนใฝ่ฝัน  ภายในงาน เอเอเอส กรุ๊ป ขนทัพ รถไฮไลท์รุ่นพิเศษ และหาชมได้ยากมาจัดแสดงอย่างตระการตาประกอบด้วย 356 จุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของแบรนด์ปอร์เช่ ,964 Turbo รถยนต์ปอร์เช่คันแรกที่เอเอเอสฯ นำเข้าสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ, 911 การรวมตัวของไอคอนิคครบทั้ง 8 เจเนอเรชั่น 911S รถคลาสสิคที่ผ่านการบูรณะความสวยงามจาก AAS Body & Paint 959S, Carrera GT และ 918 Spyder สุดยอดแห่งความโดดเด่นในการพลิกโฉมของปอร์เช่ที่รับรองว่าหาชมที่ไหนได้ยากและยังได้รับเกียรติจาก มร.ฮานเนส รูออฟ (Hannes Ruoff) Chief Executive Officer of Porsche Asia Pacific (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปอร์เช่ เอเชีย แปซิฟิก) และ มร.บอริส เอเพนบริ้ง (Boris Apenbrink) Director, Porsche Exclusive Manufaktur Vehicles (ผู้อำนวยการฝ่าย เอ็กซ์คลูซีฟ เมนู แฟค ทัว ปอร์เช่ เอเชีย แปซิฟิก) มาร่วมงาน ตอกย้ำศักยภาพของปอร์เช่ ประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าตลาดเมืองไทยโดยเฉพาะตลาดลักซ์ชัวรีเป็นที่จับตามองของทั่วโลก เมื่อวันเสาร์ที่ 18 มีนาคม 2566 ณ ห้องเพลนารีฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

อนุศักดิ์ อินทรภูวศักดิ์ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เอเอเอสฯ ปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวว่า หากมองย้อนกลับไป เราได้ผ่านการเดินทางมาอย่างยาวนาน ผมยังจำได้ถึงวันแรกที่เราเริ่มต้นธุรกิจ เมื่อปี 1986 (พ.ศ. 2529) ด้วยจำนวนพนักงานเพียงไม่กี่คน แต่วันนี้เรามีพนักงานสูงถึง 430 คน จากนั้นในปี 1989 (พ.ศ. 2532) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการ และในปี 1993 (พ.ศ. 2536) เราได้รับการแต่งตั้งจากโรงงานปอร์เช่ ประเทศเยอรมนีให้เป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เราเริ่มต้นธุรกิจนี้จากความฝัน เช่นเดียวกับที่ Ferry Porsche ทำ เมื่อเขาได้ตัดสินใจสร้างรถสปอร์ตตามที่เขาใฝ่ฝัน สำหรับ AAS นั้น หลังจาก 3 ทศวรรษ ความฝันของเราได้เจริญเติบโต และ มีสีสันมากขึ้น นับตั้งแต่การก่อตั้งบริษัทฯ เราได้มีการพัฒนาและเติบโตในทุกด้าน เริ่มตั้งแต่ขนาดขององค์กร รวมไปถึงรางวัลการันตีความสำเร็จอีกมากมาย ความทุ่มเทของเราได้ส่งผลอย่างชัดเจน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงทุกวันนี้ เราได้มีส่วนสร้างบรรทัดฐานสำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย ความสำเร็จของเรามาจากพนักงานที่ทุ่มเท และลูกค้าคนสำคัญที่คอยให้การสนับสนุน มีความรักในแบรนด์ และความเชื่อมั่นใน AAS ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลให้เรามายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้ ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณในการสนับสนุนของลูกค้า และพนักงานทุกคน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจทำให้เราขับเคลื่อนได้ไกลกว่าที่เราคิด และสามารถนำรถสปอร์ตที่เป็นความฝันมาสู่ชีวิตจริงได้

สำหรับการเติบโตของปอร์เช่ ประเทศไทย ได้เริ่มขึ้นด้วยการเปิดปอร์เช่ สตูดิโอแห่งใหม่ที่ สยามพารากอน ที่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงคอนเซปต์ให้ทันสมัย และเตรียมพบกับโชว์รูมและศูนย์บริการปอร์เช่อีก 3 สาขา คือ ศูนย์ปอร์เช่ กัลปพฤกษ์, ศูนย์ปอร์เช่ บางนา และศูนย์ปอร์เช่ พัทยา ในเร็วๆ นี้ ด้วยความเชื่อมั่นของเรา บวกกับการสนับสนุนจากปอร์เช่ เอจี และ ปอร์เช่ เอเชีย แปซิฟิก ที่ได้ร่วมกันผลักดันให้แบรนด์รถยนต์ปอร์เช่ในประเทศไทยดำเนินการอย่างแข็งแกร่งมาตลอด 30 ปี และเรายังรู้สึกตื่นเต้นเสมอสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เราจะร่วมกันรักษาแบรนด์รถสปอร์ตในฝันของเราทุกคนให้คงอยู่คู่กับประเทศไทยต่อไป”

ปีเตอร์ โรห์เวอร์ กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป เผยถึง ความพิเศษของ ปอร์เช่ 911 Carrera GTS – 30 Years Porsche Thailand Edition ที่มีเพียงคันเดียวในโลกว่า ยนตรกรรมสปอร์ตไอคอนิครุ่นพิเศษ แห่งวาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีปอร์เช่ประเทศไทย ที่ถูกสรรสร้างขึ้นจากฝีมือการตกแต่งโดยผู้เชี่ยวชาญแผนก Porsche Exclusive Manufaktur  โดดเด่นด้วยดีไซน์ชั้นเลิศของตัวถัง 7 สีพิเศษจาก Paint-to-Sample (PTS) ผสาน 7 สีในหนึ่งเดียว ได้แก่  สีเหลือง Signal Yellow, สีชมพู Ruby Star, สีเขียว Signal Green, สีส้ม Pastel Orange, สีฟ้า Riviera Blue, สีม่วง Ultraviolet และสีแดง Fire Red สะท้อนสัญลักษณ์ตามแต่ละสีประจำวันของขนบธรรมเนียมในประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญกับสีประจำวันเกิดและความโชคดี นอกจากนี้ยังได้รังสรรค์ตราสัญลักษณ์ “30 Years Porsche Thailand Edition” ซึ่งเป็นชิ้นงานที่ประกอบขึ้นด้วยมือ จะปรากฏอยู่บน เสา B-pillars เสริมความสง่างาม เรียบหรูอย่างสมบูรณ์แบบด้วยกันชนหน้าดีไซน์สปอร์ต ช่องดักอากาศด้านหน้า ขอบกระจกประตู ชิ้นส่วนตัวถังด้านข้าง ชิ้นส่วนตัวถังด้านท้ายรถ และครอบกระจกมองข้าง ตกแต่งสีดำเงา gloss black ส่วนล้ออัลลอยด์ centre lock ลาย Turbo S  ขนาด 20 และ 21 นิ้ว ซึ่งติดตั้งเป็นมาตรฐานในรุ่น Carrera GTS พ่นด้วยสี two-tone ตัดกันระหว่างสีดำ และสีตัวถัง คาลิเปอร์เบรกสีดำ อีกหนึ่งความพิเศษคือ สีธงไตรรงค์ของไทย สีแดง ขาว และน้ำเงิน ปรากฏบนฝากระโปรงท้าย ซี่กระจังห้าจุดบริเวณฝั่งขวา และตัวอักษรชื่อรุ่นดีไซน์มาตรฐานจะถูกแทนที่ด้วยตราสัญลักษณ์ ‘911’ รมดำเงาพิเศษ เรียกได้ว่า ปอร์เช่ 911 Carrera GTS – 30 Years Porsche Thailand Edition มาพร้อมกับรูปลักษณ์ความงามสง่า เรียบหรู ดั่งผลงานศิลปะชั้นเลิศที่ประเมิณค่ามิได้ โดยรถสปอร์ตปอร์เช่รุ่นพิเศษคันนี้จะถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ปอร์เช่ (Porsche Museum) ประเทศเยอรมัน ทั้งนี้เพื่อร่วมฉลองความสำเร็จ 30 ปี ปอร์เช่ประเทศไทย ได้นำเสนอรถรุ่น ปอร์เช่ 911 Carrera GTS – 30 Years Porsche Thailand Edition จำนวนจำกัดเพียง 30 คัน โดยจะเปิดตัวในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44th ประจำปี 2023 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2023 ณ ศูนย์แสดงสินค้า อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพ็คเมืองทองธานี

เกีย รุกตลาดหนัก เพิ่มรุ่นเริ่มต้นใหม่ “Kia Carnival” พร้อมขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการอย่างต่อเนื่อง

0

บริษัท ยนตรกิจ เกีย มอเตอร์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์เกีย ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เร่งขยายฐานกลุ่มลูกค้า ด้วยการเพิ่มรุ่นเริ่มต้นใหม่ของยนตรกรรมอเนกประสงค์ระดับพรีเมียม รุ่นเรือธงอย่าง “เกีย คาร์นิวัล” เจเนอเรชันที่ 4 โดยนำมาจัดแสดงให้ผู้สนใจสัมผัสอย่างใกล้ชิด พร้อมข้อเสนอพิเศษภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ณ บูธเกีย B1 ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 พร้อมเดินหน้ารุกตลาดอย่างต่อเนื่องด้วยการขยายเครือข่ายโชว์รูม และศูนย์บริการมาตรฐาน เพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับการบริการลูกค้าให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค

นางสาวฬสนันท์ ภูนิธิพันธุ์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ยนตรกิจ เกีย มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “สำหรับเกีย คาร์นิวัล เจเนอเรชันที่ 4 เป็นรถยนต์รุ่นเรือธงของ เกีย ในประเทศไทย ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการและเริ่มส่งมอบตั้งแต่ช่วงประมาณต้นปี 2564 ด้วยดีไซน์ใหม่ที่โฉบเฉี่ยว ทันสมัย มีพื้นที่ภายในที่กว้างขวางและปรับการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ พร้อมด้วยระบบอำนวยความสะดวกที่ครบครัน จึงสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวยุคใหม่ พิสูจน์ได้จากยอดส่งมอบในประเทศไทยแล้วร่วม 3,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัว และในโอกาสนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เกียได้มีการเพิ่มทางเลือกด้วยรุ่นเริ่มต้น เกีย คาร์นิวัล LX โดยมาพร้อมเครื่องยนต์สมาร์ทสตรีม ดีเซล เทอร์โบ ขนาด 2.2 ลิตร มาตรฐานยูโร 5 ให้กำลังสูงสุด 202 แรงม้าที่ 3,800 รอบต่อนาที พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ที่ยังคงให้สมรรถนะการขับขี่ที่โดดเด่น ดีไซน์ภายนอกและภายในที่ทันสมัย พร้อมด้วยระบบความปลอดภัยที่ครบครัน และมีรถพร้อมส่งมอบในทันทีสำหรับล็อตแรก”

สำหรับ เกีย คาร์นิวัล LX มาพร้อมการปรับฟีเจอร์ให้เหมาะสมและตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าในวงกว้างมากยิ่งขึ้น โดยจะยังคงสมรรถะการขับขี่ที่โดดเด่นของเกีย คาร์นิวัล ด้วยเครื่องยนต์สมาร์ทสตรีม ดีเซล เทอร์โบ ขนาด 2.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 202 แรงม้าที่ 3,800 รอบต่อนาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ เบรกมือไฟฟ้าพร้อมด้วยระบบ Auto Brake Hold และโหมดการขับขี่ที่หลากหลายที่ช่วยเพิ่มความสนุกสนานและความสปอร์ตในการขับขี่ ดีไซน์ภายนอกมาพร้อมกับกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ไฟหน้าแบบ LED และ Daytime Running Right ผสานดีไซน์ภายในที่หรูหราและทันสมัยด้วยหน้าจอ Infotainment ขนาด 8 นิ้ว พร้อมระบบวิทยุที่สามารถเชื่อมต่อสมาร์ตโฟนผ่าน Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย อีกทั้งยังมีห้องโดยสารภายในที่กว้างขวางด้วยที่นั่งจำนวน 11 ที่นั่งที่สามารถปรับพับเบาะได้หลากหลายรูปแบบ สะดวกสบายด้วยที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (Wireless Charger) พร้อมที่ชาร์จ USB รอบคันจำนวน 6 จุด และกระจกมองข้างพับเก็บอัตโนมัติ ทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยครบครัน อาทิ ถุงลงนิรภัยและม่านถุงลมนิรภัยรอบคัน ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ESC) ระบบรักษาความเร็วคงที่ (Cruise Control) พร้อมด้วยกล้องมองหลัง (Rear View Monitor) และเซ็นเซอร์การถอยจอดด้านหลัง

“นอกจากกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าของเกียแล้ว อีกหนึ่งเป้าหมายหลักของเราในปี 2566 คือ การเร่งขยายโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการเกียมาตรฐานให้ครอบคลุมทั่วภูมิภาคมากยิ่งขึ้น รวมถึงเร่งปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของโชว์รูมและศูนย์บริการให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์แบรนด์และโลโก้ใหม่ของของ เกีย ประเทศเกาหลีใต้ ภายใต้แนวคิด The Opposite United  โดยในปัจจุบันเรามีโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการ 18 แห่งทั่วประเทศ และมีแผนจะขยายเพิ่มเติมอีก 2 แห่งภายในปีนี้ ได้แก่ เชียงใหม่ และ พิษณุโลก ทั้งนี้ เกียยังได้เพิ่มช่องทางการต่อต่อสื่อสาร ‘Kia Connect’ ซึ่งเป็นระบบจองคิวนัดหมายรับบริการที่ศูนย์เกียทุกแห่งในประเทศไทย ผ่าน Line Official Account : Kia Thailand เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้าในการรับบริการต่างๆ อาทิ การเช็กระยะ การแจ้งซ่อมทั่วไป การขอเคลมประกันภัย หรือเคลมวารันตี เป็นต้น  และยังเป็นช่องทางในการรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของเกียอีกด้วย โดยระบบ ‘Kia Connect’ พร้อมให้บริการกับลูกค้าเกียทุกท่านแล้ววันนี้” นางสาวฬสนันท์ กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับ เกีย คาร์นิวัล มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่

  • รุ่น LX (ใหม่): มีให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีขาว Snow Flake White และสีดำ Jet Black ราคา 1,892,000 บาท
  • รุ่น EX: มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีขาวมุก Snow White Pearl สีดำ Aurora Black Pearl และสีเทาดำ Panthera Metal ราคา 2,234,000 บาท
  • รุ่น SXL: มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาวมุก Snow White Pearl สีดำ Aurora Black Pearl สีเทาดำ Panthera Metal และสีฟ้า Astra Blue ราคา 2,594,000 บาท

โดยทางเกียจะจัดแสดงยนตรกรรม เกีย คาร์นิวัล ครบทุกรุ่นย่อยและทุกสีให้ลูกค้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด และสามารถทดลองขับได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 นี้ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ* สำหรับลูกค้าที่จองภายในงานและที่โชว์รูมเกียทุกสาขา ดังนี้

  • การประกันคุณภาพนาน 5 ปี หรือ 150,000 กม.
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชม. นาน 5 ปี
  • ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี

สำหรับลูกค้าที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมเกียทุกสาขาทั่วประเทศ หรือทางเว็บไซต์ที่ www.kia.com โทรศัพท์ 02-915-1991 และสามารถติดตามข่าวสาร Kia Thailand เพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: KIA Thailand หรือ ที่ LINE Official Account: @kia.thailand

หมายเหตุ* เงื่อนไขข้อเสนอพิเศษต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://shorturl.at/exNQ7

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ส่งมอบบีเอ็มดับเบิลยู CE 04 แก่ลูกค้ากลุ่มแรกในไทยอย่างเป็นทางการ

0

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ตอกย้ำตำแหน่งผู้บุกเบิกการขับเคลื่อนด้วยยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มพรีเมียมของไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืนของบีเอ็มดับเบิลยู ส่งมอบบีเอ็มดับเบิลยู CE 04 ใหม่ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ผสานรูปแบบใหม่และแนวคิดที่มองไปข้างหน้าของการขับเคลื่อนสองล้อในตัวเมือง พร้อมขุมพลังในการขับขี่ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ให้แก่คุณศักดิ์ นานา หรือคุณกีกี้ นักแข่งรถชื่อดัง ซึ่งเป็นหนึ่งในลูกค้ากลุ่มแรกในไทยได้รับมอบบีเอ็มดับเบิลยู CE 04

มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ส่งมอบ บีเอ็มดับเบิลยู CE 04 ใหม่ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันแรกให้แก่ลูกค้ากลุ่มแรกในประเทศไทย ต้องขอขอบคุณคุณกีกี้ที่ร่วมเป็นอีกก้าวของการผลักดันไปสู่ยนตรกรรมแห่งความยั่งยืนด้วยมอเตอร์ไซค์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และเราจะเดินหน้าส่งมอบบีเอ็มดับเบิลยู CE 04 ให้แก่ลูกค้าท่านอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยบีเอ็มดับเบิลยู CE 04 นี้นับเป็นนวัตกรรมแห่งยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อที่บุกเบิกตลาดมอเตอร์ไซค์กลุ่มพรีเมียมของไทย ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพในการใช้งานเพื่อการขับขี่ในตัวเมืองหรือถนนสายหลัก และดีไซน์อันล้ำสมัยโดดเด่น ถือเป็นรุ่นที่สะท้อนความมุ่งมั่นของ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในการพัฒนามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าและผลักดันการนำพลังงานหมุนเวียนที่มีเสถียรภาพเข้ามาในชีวิตประจำวัน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเพื่อสิ่งแวดล้อม”

“นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับความสำเร็จครั้งสำคัญของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มเครื่องยนต์ขนาด 500 ซีซีขึ้นไป สูงสุดในประวัติการณ์ด้วยส่วนการแบ่งตลาด 10.3% และมียอดจดทะเบียนรถมอเตอร์ไซด์รวม 1,293 คัน ในปี พ.ศ. 2565 เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อนหน้า และในระดับโลก บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ยังทำสถิติยอดขายสูงสุดครั้งประวัติศาสตร์ของบริษัทด้วยยอดส่งมอบมอเตอร์ไซค์และสกู๊ตเตอร์มากถึง 202,895 คันทั่วโลก ท่ามกลางกระแสความต้องการมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น”

บีเอ็มดับเบิลยู CE 04 มาพร้อมขุมพลังและเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า และระบบควบคุมที่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพพร้อมสนุกไปกับกับโหมดการขับขี่ถึงสามแบบ ได้แก่ “ECO”, “Rain” และ “Road” ที่ติดตั้งเป็นมาตรฐาน เพิ่มโหมดการขับขี่ “Dynamic” ให้เร่งความเร็วทันใจยิ่งขึ้น โดยมีกำลังสูงสุด 31 กิโลวัตต์ (42 แรงม้า) ให้ความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 8.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 120 กิโลเมตร ช่วยให้นักบิดสามารถขับขี่ในเมืองหรือเดินทางระยะใกล้ได้แบบปราศจากมลพิษ รองรับการชาร์จไฟฟ้าแบบเร็วด้วยกำลังไฟ 6.9 กิโลวัตต์ ภายในเวลา 1 ชั่วโมง 40 นาที และสามารถชาร์จจาก 20% ถึง 80% ได้ภายในเวลา 45 นาที โลดแล่นด้วยความเร็วจาก 0 ถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 2.6 วินาที เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการเดินทางยังได้รับการติดตั้ง ABS PRO เพื่อควบคุมการเบรกเมื่อเข้าโค้งซึ่งให้ความปลอดภัยสูงสุด รวมถึงการติดตั้งระบบนำทางและเชื่อมต่อแผนที่ในตัวผ่านจอแสดงผลสีแบบ TFT ขนาด 10.25 นิ้ว โดดเด่นด้วยการดีไซน์ตัวถังภายนอกแบบโมเดิร์นสีเทา Magellan Grey metallic เสริมความสง่างามด้วยเบาะที่นั่งสีดำตัดกับสีส้ม พร้อมแผ่นบังลมสีส้มสะดุดตา

วิริยะประกันภัย-กรมขนส่งทางบก “ชวนตรวจรถฟรี” เทศกาลสงกรานต์ 66

0

วิริยะประกันภัย ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก บูรณาการความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน จัดกิจกรรม “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” มุ่งหวังลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2566 และให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมของสภาพรถยนต์ก่อนออกเดินทาง พร้อมให้บริการตรวจสภาพรถยนต์เบื้องต้นฟรี 20 รายการ ณ ศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัย 31 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ระหว่างวันที่ 15 มี.ค.- 12 เม.ย.66

คุณสุวัฒน์ สุขสัมฤทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ช่วงหน้าหนาวเข้าหน้าร้อน เรียกได้ว่าเป็นฤดูแห่งการท่องเที่ยว หลายๆ จังหวัดมีการจัดกิจกรรมเทศกาลงานประเพณีต่างๆ พร้อมประชาสัมพันธ์เชิญชวนแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ อีกทั้งภาครัฐเองยังได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว อย่างเช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 5 ฯลฯ จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศหมุนเวียนเข้ามาท่องเที่ยวกันอย่างคึกคัก ทั้งนี้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นช่วงที่มีวันหยุดยาวอย่างต่อเนื่อง ประชาชนส่วนใหญ่มักจะเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อพบปะญาติพี่น้องหรือออกเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งทุกๆ ปี ช่วงเทศกาลเช่นนี้มักจะมีอุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นมากกว่าช่วงเวลาปกติ บริษัท วิริยะประกันภัยจำกัด (มหาชน) มีความห่วงใยประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน จึงได้ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก จัดกิจกรรม “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย เทศกาลสงกรานต์ 2566” เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลบำรุงรักษารถให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานก่อนการเดินทาง ตลอดจนสร้างจิตสำนึกการขับขี่อย่างปลอดภัย เพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนให้ลดน้อยลง

ทั้งนี้ ลูกค้าวิริยะประกันภัยและประชาชนทั่วไป สามารถนำรถยนต์เข้ามารับบริการตรวจเช็คสภาพเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ จำนวน 20 รายการ อาทิ ตรวจระดับน้ำมันเครื่อง ตรวจสภาพยาง ตรวจสภาพการทำงานของไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณ ตรวจสอบระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ ขั้วแบตเตอรี่ ตรวจสอบเบรก คลัตซ์ ตรวจสภาพการทำงานของเครื่องยนต์ ณ ศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัยที่ติดป้ายประชาสัมพันธ์กิจกรรม “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” พร้อมรับผ้าไมโครไฟเบอร์ฟรีทันที เมื่อลงทะเบียนตอบแบบสอบถาม ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2566

สำหรับศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 31 แห่ง ได้แก่  1. บริษัท เฮงบอดี้คาร์ เซอร์วิส จำกัด  2. บริษัท วงษ์ศิริเลิศ คาร์ เซอร์วิส (1997) จำกัด  3. บริษัท เจริญภัณฑ์ยนตรกิจ เซอร์วิส จำกัด  4. บริษัท นที อินเตอร์เซอร์วิส จำกัด สาขา 1   5. บริษัท อู่แม่กลอง จำกัด  6. อู่ร่วมมิตรการาจ  7. บริษัท เอส ซี ซี 65 การาจ จำกัด 8. บริษัท อ.พิพัฒน์ จำกัด 9. บริษัท คุงการาจ จำกัด 10. บริษัท เซอร์กิตบริการ จำกัด  11. บริษัท เพอร์เฟคท์ สปีด ไลน์ จำกัด  12. บริษัท อู่บอส 888 การาจ จำกัด  13. บริษัท ธนพัฒน์ ออโต้ เซ็นเตอร์ จำกัด  14. บริษัท อู่กังวานชัยการช่าง จำกัด  15. บริษัท อู่วิชัยยนต์ จำกัด  16. บริษัท เทวินทร์ คาร์เซ็นเตอร์ จำกัด  17. บริษัท อู่ เอส.เอส. อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด  18. บริษัท เจ.เอส.อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด  19. บริษัท รุ่งเจริญ บอดี้ คลีนิค จำกัด  20. บริษัท สุขุมวิท เอ.ที. เซอร์วิส  21. บริษัท นิวเพื่อนยนต์ จำกัด  22. บริษัท เซอร์กิต ติวานนท์ จำกัด  23. หจก.งามวงศ์วาน คาร์แคร์  24. บริษัท อู่นำชัย รัตนาธิเบศร์ จำกัด  25. บริษัท ไทยรัตน์ยานยนต์ จำกัด  26. บริษัท เจริญกิจ ราชพฤกษ์ จำกัด  27. อู่นำชัย เตาปูน จำกัด 28. บริษัท เจริญกิจ ออโต้ เซอร์วิส จำกัด  29. หจก. เจดีย์ออโต้เซอร์วิส 30. หจก.เป้งการาจ  31. หจก.สุทินคาร์เซอร์วิส

นิสสัน ส่งโปรโมชั่นใหญ่รับมอเตอร์โชว์ 2023 พร้อมทัพรถยนต์ครบทุกรุ่น ให้ทางเลือกตอบโจทย์ทุกความต้องการ

0

นิสสันส่งโปรโมชั่นพิเศษรับมอเตอร์โชว์ 2023 ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 เมษายน ภายใต้แคมเปญ “ฉลอง 70 ปี นิสสัน ก้าวล้ำ เพื่อคุณ​” จัดเต็มทั้งดาวน์ต่ำ ดอกเบี้ยอัตราพิเศษเริ่มต้น 0% หรือ ผ่อนนานสูงสุด 84 เดือน เพิ่มโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสกับนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลกที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทางและคุณภาพชีวิตได้ง่ายขึ้น พร้อมเผยไฮไลท์รถยนต์ที่จะโชว์โฉมในงานมอเตอร์โชว์ ที่อิมแพค เมืองทองธานี

โดยในงานนี้ ไฮไลท์ยังคงเป็นรถยอดนิยมทุกรุ่น ทั้งนิสสัน นาวารา กระบะที่ถ่ายทอด DNA ความทนทานจากรุ่นสู่รุ่น  นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ B-SUV รุ่นเดียวในตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% และนิสสัน อัลเมร่า หนึ่งในรถยนต์ที่ขายดีที่สุดของ นิสสันตลอด 10 ปีที่ผ่านมา และรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต รถยนต์อเนกประสงค์ระดับพรีเมี่ยมในโฉมสปอร์ต พร้อมชุดแต่งสีดำสุดเท่ เครื่องยนต์ทรงพลังสมรรถนะสูง เสริมด้วยคุณสมบัติเด่นต่างๆ ทั้งความสะดวกสบายแบบพรีเมียม และเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย พร้อมมอบสุนทรียภาพของการใช้งานสำหรับทุกสมาชิกในครอบครัว มากกว่าที่ลูกค้าจะคาดหวังจากรถเอสยูวี

นอกจากนี้ นิสสันยังส่งโปรโมชันสุดพิเศษ* อาทิ

  • นิสสัน อัลเมร่า รถยนต์ยอดนิยมที่มีฟังก์ชั่นครบ จบในคันเดียว ด้วยเครื่องยนต์ 1,000 ซีซี เทอร์โบ ที่ให้ทั้งสมรรถนะการขับขี่และการประหยัดน้ำมัน ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง พร้อมระบบเชื่อมต่อที่โดดเด่น และยังคงเอกลักษณ์ของความสะดวกสบายด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย โดย อัลเมรา มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ ได้แก่
    • รุ่น EL และ V หรือ ผ่อนเริ่มต้น 6,099 พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 Nissan Premium Protection 1 ปี หรือ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% (ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน)
    • รุ่น VL, VL SPORTECH และ SPORTECH-X มาพร้อมข้อเสนอพิเศษสูงสุดถึง 3 ต่อ ได้แก่ดอกเบี้ยพิเศษ 0% หรือเลือกอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 99% (ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน) พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 Nissan Premium Protection 1 ปี พร้อมรับข้อเสนอพิเศษต่อที่ 2 คือฟรี ค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี/70,000 กิโลเมตร  และพิเศษต่อที่ 3 ในรุ่น VL SPORTECH ยังรับฟรีชุดอุปกรณ์ตกแต่ง SPORTECH PREMIUM PACKAGE อีกด้วย
  • นิสสัน เทอร์ร่า รถยนต์อเนกประสงค์สำหรับทุกรูปแบบ และสมาชิกในครอบครัว เหนือระดับด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงรอบคัน 360° Safety Shield ให้ทุกการเดินทางสู่จุดหมายอย่างปลอดภัย เสริมความสุนทรีย์ภาพ และความเพลิดเพลินด้วยระบบเอนเตอร์เทนเมนท์ และเครื่องเสียงระดับพรีเมียมจาก BOSE รอบคัน และด้วยเครื่องยนต์แบบเทอร์โบคู่ ที่ให้ทั้งสมรรถนะ และความประหยัด รวมถึงระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ พร้อมพาทุกครอบครัวไปได้ทุกที่ ตอบทุกนิยามของการใช้งานที่ “คันเดียวจบ ครบเกินคุ้ม”  โดยล่าสุด  ได้เพิ่มทางเลือกในรุ่น เทอร์ร่า สปอร์ต สำหรับลูกค้าที่ต้องการความสปอร์ตพรีเมียมมากยิ่งขึ้น ด้วยชุดตกแต่งด้วยวัสดุโทนสีดำรอบคัน ทั้งภายใน และภายนอก โดยเทอร์ร่า มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ ได้แก่
    • รุ่น E: ดาวน์เริ่มต้นเพียง 59,950 บาท ฟรี ประกันภัยชั้น 1 Nissan Premium Protection นาน 1 ปี
    • รุ่น VL , รุ่น VL 4WD, และ VL 4WD SPORT: รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.79% ฟรี ประกันภัยชั้น 1 Nissan Premium Protection นาน 1 ปี และรับฟรีอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ
    • ทุกรุ่นรับข้อเสนอพิเศษต่อที่สอง โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์นิสสัน พรีเมี่ยม วารันตี, ฟรี Roadside Service Assistance บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง (5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร) และ ขับฟรีสูงสุด  90 วัน
  • นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ รถคอมแพ็ค เอสยูวี ที่โดดเด่นพร้อมสร้าง “ประสบการณ์ใหม่ คันนี้ใช่เลย!” ให้กับผู้ใช้งานด้วยการเป็นรถยนต์ B-SUV รุ่นเดียวในตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า จากเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะจากนิสสัน ช่วยให้ผู้ขับขี่ขับสนุกและมอบประสบการณ์การขับขี่เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% โดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ ไม่ต้องกังวลเรื่องการหาสถานีชาร์จ นิสสัน คิกส์ อี-เพาเวอร์ มาพร้อมระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า ที่ให้แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร (Nm) มีอัตราเร่งตอบสนองะทันใจ รวมถึง อี-เพดดัล สเต็ป นวัตกรรมจากนิสสันที่ทำให้การขับขี่ง่าย และราบรื่นมากยิ่งขึ้นด้วยการใช้แป้นคันเร่งเพียงแป้นเดียว เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น รวมถึงในเส้นทางที่คดเคี้ยว รวมทั้งประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุด ถึง 3 กิโลเมตรต่อลิตรในการใช้งานในเมือง และเฉลี่ย 23.8 กิโลเมตรต่อลิตร สำหรับการขับขี่เฉลี่ยทุกโหมด เสริมความมั่นใจเต็มที่กับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะครบครัน นอกจากนี้ยังมีรุ่นพิเศษ AUTECH  ที่เพิ่มความพรีเมี่ยม และสปอร์ตมากยิ่งขึ้น กับการตกแต่งที่สะดุดตา โฉบเฉี่ยว ปราดเปรียวมากขึ้น  โดย คิกส์ อี-พาวเวอร์ มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ ได้แก่
  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์นิสสัน พรีเมี่ยม วารันตี  Roadside Service Assistance บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง (5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร) และฟรี ค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี/100,000 กิโลเมตร
  • สำหรับ รุ่น V, VL และ AUTECH และ รุ่นพิเศษฉลอง 70 ปีนิสสันในประเทศไทย ฟรี ชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ Stylish Package และพิเศษสำหรับรุ่น AUTECH  รับฟรี สปอยเลอร์หลังคา
  • นิสสัน นาวารา รถกระบะที่ทุกรุ่นทนถึงใจ ที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจมากว่า 70 ปี มาพร้อมการออกแบบดีไซน์ที่ทันสมัย ห้องโดยสารกว้างขวางนั่งสบาย เต็มสมรรถนะแต่ยังคงความประหยัดด้วยเครื่องยนต์ทรงพลัง YS23DDTT แบบ 4 สูบ DOHC เทอร์โบคู่ ความจุ 2.3 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 190 hp (Ps) และแรงบิดสูงสุดถึง 450 นิวตันเมตร (Nm) เกียร์ออโตเมติก 7 สปีด ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่แบบธรรมดา (M mode) ได้เพื่อความสนุกสนานในการขับขี่ที่ควบคุมได้ดังใจ กระบะนิสสันทุกรุ่นใช้โครงสร้างโมโนเฟรมแชสซีทำจากเหล็กกล้าชิ้นเดียวตลอดคัน (Fully Boxed Frame) ที่มีชื่อเสียง พร้อมรองรับทุกการบรรทุกหนัก ที่มีพื้นที่บรรทุกของได้อย่างจุใจ นอกจากนี้ ยังมีพร้อมระบบความปลอดภัยจากเทคโนโลยีขั้นสูงรอบคัน นาวารา ทุกรุ่น มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ ได้แก่
    • รุ่น Single Cab ผ่อนเริ่มต้น 6,299 บาท (ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 84 เดือน) หรือ ดาวน์เริ่มต้น 29,750 บาท
    • รุ่น King Cab ผ่อนเริ่มต้น 6,699 บาท (ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 84 เดือน) รุ่น King Cab Calibre: ผ่อนเริ่มต้น 7,599 บาท (ดาวน์ 30% ผ่อนนาน 84 เดือน) รุ่น King Cab Calibre Black Edition: ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 0% (ดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน) หรือ ดาวน์เริ่มต้น 5% นานสูงสุด 84 เดือน พร้อม ฟรี โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์นิสสัน พรีเมี่ยม วารันตี
    • รุ่น Double Cab Calibre และ Double Cab Calibre Black Edition: อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0.19% รุ่น Double Cab PRO-2X 7AT และ D/Cab PRO-4x 7AT: อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 69% รุ่นพิเศษฉลอง 70 ปีของนิสสันในประเทศไทย: อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% (ดาวน์ 30% ผ่อนนาน 48 เดือน) หรือ ดาวน์เริ่มต้น 5% นานสูงสุด 84 เดือน ฟรี โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์นิสสัน พรีเมี่ยม วารันตี
    • นาวารา ทุกรุ่น ยังเสริมความอุ่นใจด้วย ฟรี ค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี/100,000 กิโลเมตร ประกันภัยชั้น 1 Nissan Premium Protection 1 ปี และข้อเสนอขับฟรีสูงสุด 90 วัน พร้อมรับข้อเสนอพิเศษเฉพาะรุ่น

โดยลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลรถยนต์รุ่นต่างพร้อมแคมเปญส่งเสริมการขายได้ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 และที่ผู้จำหน่ายนิสสัน รวมถึงโชว์รูมนิสสันใกล้บ้านท่านใน 77 จังหวัด ทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร. 02 401 9600 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ นิสสัน ประเทศไทย

‘* เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด