Home Blog Page 239

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เตรียมยกทัพยานยนต์พลังงานไฟฟ้า บุกงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เขย่าวงการยานยนต์ในไทยให้ครึกครื้นอย่างต่อเนื่องในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) เชิญชวนผู้บริโภคชาวไทยร่วมชมและสัมผัสขบวนยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตที่เปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ภายใต้แนวคิด “ULTIMATE ADVENTURE” ใน งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 (Bangkok International Motor Show 2023) ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ภายในงาน ท่านจะได้ตระการตาไปกับขบวนทัพรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมไฮไลท์รถยนต์เอสยูวีออฟโรดพรีเมียมสำหรับผู้ขับขี่สายลุยยุคใหม่ อย่าง All New GWM TANK 500 Hybrid SUV- Nothing is Unreachable ไม่มีความสำเร็จไหนที่ไปไม่ถึง ที่เตรียมเปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้ ร่วมด้วยทัพรถยนต์ยอดนิยมอย่าง All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV, New HAVAL H6 Hybrid SUV, HAVAL JOLION Hybrid SUV, ORA Good Cat และ ORA Good Cat GT รวมไปถึงเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะแห่งอนาคตและกิจกรรมสุดสนุกมากมายจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภายในงานนี้ท่านจะได้พบกับ

  • All New GWM TANK 500 Hybrid SUV ที่มาพร้อมดีไซน์คลาสสิก บึกบึน แต่แฝงความหรูหราและล้ำสมัยไว้ เอาใจผู้ขับขี่ขาลุยสายออฟโรด ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กิจกรรมกลางแจ้งและการผจญภัย ให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัสก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ใกล้จะมาถึง พร้อมเปิดรับจองสิทธิ์เพื่อซื้อภายในงานที่แฟนๆ ชาวไทยไม่ควรพลาด
  • พาเหรดรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นยอดนิยมในไทยทั้ง 6 รุ่น ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV Leader) ประกอบด้วยAll New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV รถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊กที่ได้รับรางวัล Best Hybrid SUV Under 1,600 C.C. ในปีล่าสุดจากงาน CAR & BIKE OF THE YEAR 2023, New HAVAL H6 Hybrid SUV ซึ่งครองตำแหน่งผู้นำในเซ็กเมนต์คอมแพคเอสยูวีอย่างต่อเนื่อง, HAVAL JOLION Hybrid SUV เจ้าสิงโตอารมณ์ดีที่มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะมากมาย, ORA Good Cat ที่เข้ามาจุดกระแสตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% ให้กับชาวไทยและได้รับความนิยมจากคนไทยอย่างต่อเนื่อง และ ORA Good Cat GT เจ้าเหมียวไฟฟ้าดีไซน์สปอร์ตที่โดดเด่นด้วยสมรรถนะอันเร้าใจ

All New GWM TANK 500 Hybrid SUV เป็นรถยนต์เอสยูวีออฟโรดระดับพรีเมียม สร้างบนแพลตฟอร์ม TANK แพลตฟอร์มโมดูล่าร์ออฟโรดอัจฉริยะ มีความยืดหยุ่นสูง สามารถรองรับระบบเครื่องยนต์ได้หลายประเภทและหลากหลายขนาด ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน (VGT) ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมสูงสุด 350 แรงม้า ให้แรงบิดรวมสูงสุด 616 นิวตันเมตร ระบบเกียร์แบบ 9HAT ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับระบบการขับเคลื่อนที่หลากหลายของรถยนต์ไฮบริด พร้อมโหมดการขับขี่ 11 รูปแบบ

All New GWM TANK 500 Hybrid SUV สร้างสรรค์มาด้วยปรัชญาการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ตามลักษณะ DNA ของ แบรนด์ TANK ที่มีความบึกบึน แกร่ง แต่เปี่ยมไปด้วยความหรูหรา สง่างาม มีด้วยกันทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น ULTRA และรุ่น PRO และมีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ ขาว ดำ เทา แดง และสีใหม่เทาคริสตัล (เฉพาะรุ่น ULTRA) จับคู่กับสีภายในสีดำและทูโทนสีน้ำเงิน-เบจ (เฉพาะรุ่น ULTRA และสีเทาคริสตัล)

All New GWM TANK 500 Hybrid SUV มีมิติตัวรถที่กว้างขวาง ถูกออกแบบมาอย่างลงตัวตั้งแต่หน้ารถจรดท้ายรถ ใหญ่ที่สุดในรถระดับเดียวกัน มิติตัวรถ 1934 x 5078 x 1905 มม. (กว้าง x ยาว x สูง) ระยะฐานล้อ 2850 มม. การออกแบบระบบกันสะเทือนหน้าแบบแบบอิสระ ดับเบิ้ล ครอส อาร์ม และระบบกันสะเทือนหลังแบบอิสระมัลติลิงค์ ให้การขับขี่ที่ยึดเกาะถนนและนั่งสบายเพื่อตอบสนองการขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมือง เพื่อความต้องการของทุกคนในครอบครัว

การออกแบบภายนอก (Exterior Design)

  • ดีไซน์ด้านหน้า ออกแบบภายใต้ปรัชญาของ “ความหรูหราที่แข็งแกร่ง” ด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ผสานช่องระบายอากาศแนวนอนและโลโก้ TANK ที่ลงตัวรับเส้นสายที่นูนขึ้นของฝากระโปรง
  • ไฟหน้า Intelligent LED ดีไซน์โดดเด่น ให้ความสว่างชัดเจน เพื่อความปลอดภัยในทุกเส้นทาง ด้วยระบบอัจฉริยะ อาทิ ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ และฟังก์ชันหน่วงเวลาไฟส่องทางหลังดับเครื่อง (Follow me home) พร้อม Daytime Running Light และไฟตัดหมอก LED
  • ดีไซน์ด้านหลัง ออกแบบภายใต้แนวคิด offroad ด้วยประตูท้ายแบบ horizontal พร้อมระบบดูดไฟฟ้า ที่ช่วยผ่อนแรงและอำนวยความสะดวกสบายในการปิดประตูท้าย ยางอะไหล่ติดตั้งบนประตูท้าย พร้อมกล้องมองหลังที่ซ่อนอยู่ที่ฝาครอบยางอะไหล่ได้อย่างลงตัว
  • ไฟท้าย vertical LED ดีไซน์โดดเด่นในแนวตั้ง มาพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 และไฟตัดหมอกแบบ LED ตอบโจทย์ทั้งแฟชั่นและฟังก์ชัน ให้ความสว่างชัดเจนเพิ่มความปลอดภัย
  • หลังคาซันรูฟแบบพาโนรามิคขนาดใหญ่ เปิด – ปิดด้วยระบบไฟฟ้า มาพร้อมราวหลังคาเพื่อเพิ่มฟังก์ชันการใช้งาน เสาอากาศแบบ shark fin และสปอยเลอร์ท้าย ช่วยในเรื่องแอร์โรไดนามิค
  • บันไดข้างระบบไฟฟ้า พร้อมฟังก์ชัน เปิด-ปิดอัตโนมัติเมื่อเปิด-ปิดประตู
  • ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว พร้อมยางขนาด 265/50 R20 มอบภาพลักษณ์หรูหราและการขับขี่ที่ไว้ใจได้ในทุกเส้นทาง
  • ระดับความลึกในการลุยน้ำ อยู่ที่ 800 มม.

การออกแบบภายใน (Interior Design)

All New GWM TANK 500 Hybrid SUV ออกแบบภายในสไตล์ luxury ที่ให้ความรู้สึกหรูหรา กว้างขวาง สะดวกสบาย และการใส่ใจในทุกรายละเอียด ด้วยคอนโซลหน้าสีทูโทน เบาะหนัง NAPPA ลำโพง Infinity และการตกแต่งห้องโดยสารด้วย ambient light, วัสดุสี Black, Silver, Piano Black, Chrome ให้ความเพลิดเพลินในทุกช่วงเวลาการขับขี่

  • การเชื่อมต่อของหน้าจอทั้ง 3 ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและปลอดภัย
    • หน้าจอกลางอัจฉริยะแบบสัมผัส ขนาด 14.6 นิ้ว รองรับความบันเทิงได้ทั้ง Apple CarPlay, Android Auto, MP3, Bluetooth, ระบบนำทาง, และแสดงข้อมูลการขับขี่ต่างๆ
    • หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัล ขนาด 12.3 นิ้ว
    • หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกด้านหน้า
  • ระบบความบันเทิง พร้อมลำโพง Infinity จำนวน 12 ตัว ระบบแอมพลิฟายเออร์อิสระ และระบบปรับระดับเสียงอัตโนมัติตามความเร็วรถ
  • พวงมาลัยปรับแบบไฟฟ้า 4 ทิศทาง และระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ (Paddle Shift) เพิ่มความสะดวกสบายและคล่องตัวในการขับขี่ พร้อมสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงและสวิตซ์ควบคุมจอแสดงข้อมูลการขับขี่
  • ไฟตกแต่งห้องโดยสาร พร้อมฟังก์ชันแบบหลายสีและเป็นจังหวะ ช่วยสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร
  • นาฬิกาแบบคลาสสิก เพิ่มความหรูหราให้กับห้องโดยสารได้อย่างลงตัว
  • เบาะนั่งไฟฟ้าคู่หน้า พร้อมระบบเบาะนวดไฟฟ้า ระบบดันหลังปรับด้วยไฟฟ้า ระบบระบายอากาศและเบาะหนัง NAPPA เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าของผู้ขับขี่ เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง พร้อมระบบ memory seat และระบบ welcome seat เพื่อความสะดวกสบายในการขึ้นและลงจากรถ เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับตำแหน่งเบาะผู้โดยสารด้านหน้าจากด้านคนขับ
  • เบาะนั่งโดยสารแถวที่ 2 พร้อมหน้าจอควบคุมระบบระบายอากาศและเบาะระบายอากาศ อีกระดับของความสบายด้วยที่พักแขนตอนกลาง ม่านบังแดด และช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง
  • เบาะนั่งโดยสารแถวที่ 3 พร้อมพนักพิงปรับไฟฟ้า เพิ่มความสะดวกด้วยตำแหน่งปรับพนักพิงบริเวณข้างประตูผู้โดยสารแถวที่ 2 และประตูท้าย
  • พื้นที่ห้องโดยสารอเนกประสงค์ มากประโยชน์ใช้สอยด้วยห้องโดยสารและที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ ปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยได้ตามต้องการ เบาะนั่งโดยสารแถวที่ 2 สามารถแยกพับเบาะได้แบบ 60:40 และเบาะนั่งแถวที่ 3 สามารถพับเรียบ ช่วยเพิ่มพื้นที่และความสะดวกในการจัดเก็บสัมภาระ
  • แผงควบคุมที่คอนโซลกลาง พร้อมฟังก์ชันควบคุมการขับขี่แบบ Off-Road ช่วยให้การปรับเปลี่ยนการขับขี่ในสถานะการต่างๆ เป็นเรื่องง่าย
  • เกียร์แบบ Electronic Shifter ชุดเกียร์ไฟฟ้า ดีไซน์หรู สีเดียวกับแผงคอนโซล
  • ระบบเปิด-ปิดล็อกประตูอัตโนมัติเมื่อเข้าใกล้และออกห่างจากรถ ระบบกุญแจ Smart Key และระบบ Push Start เพิ่มความสะดวกสบาย ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาหากุญแจ
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมระบบกรองอากาศ PM5
  • ระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย ช่วยให้การชาร์จ Smart Phone สะดวกและรวดเร็ว

ยิ่งไปกว่านั้น GWM TANK 500 มีระบบช่วยเหลือการขับขี่แบบออฟโรดอันชาญฉลาดและล้ำสมัย เพื่อให้ทุกการผจญภัยสนุกสนานและน่าจดจำ

  • ระบบล็อคเฟืองขับด้านหน้าและด้านหลัง (Front & Rear Electric Differential Locks) ช่วยเพิ่มความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรดของยานพาหนะเมื่อเผชิญกับทางลาดชัน โคลน ทะเลทราย และภูมิประเทศที่ซับซ้อนอื่น ๆ ด้วยกลไกการถ่ายโอนกำลัง ทำงานร่วมกันกับกลไกล็อคของกล่องถ่ายโอน สร้างระบบขับเคลื่อนออฟโรดแบบ 3 locks เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม
  • ระบบช่วยกลับรถในพื้นที่แคบ (TANK Turn) หลังจากเปิดฟังก์ชัน เมื่อระบบตรวจพบความตั้งใจในการบังคับเลี้ยวมากเกินไป ระบบจะส่งแรงเบรกไปที่ล้อหลังด้านในเพื่อลดรัศมีวงเลี้ยว เพื่อช่วยให้รถสามารถเลี้ยวในวงแคบได้
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบ Off-road (Offroad Cruise Control) ระบบจะช่วยควบคุมเครื่องยนต์และระบบเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อให้รถวิ่งด้วยความเร็วต่ำและความเร็วสม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้ขับขี่ไม่เสียสมาธิและเพิ่มความปลอดภัยจากการควบคุมรถบนสภาพถนนที่ซับซ้อน
  • ระบบตรวจจับความลึกของน้ำ (Wading Depth Detection) ระบบจะทำการประเมิณความลึกของระดับน้ำและแสดงผลของระดับน้ำประกอบภาพรถบนหน้าจอกลาง เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่เมื่อขับผ่านสภาพถนนที่มีน้ำท่วมขัง
  • ระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ (Body Transparent) ระบบจะจดจำข้อมูลของพื้นที่รอบเส้นทางการขับขี่ของกล้องรอบตัวรถและสร้างภาพเสมือนแบบ 360 องศา จากมุมมองด้านบนของตัวรถ ในลักษณะแบบโปร่งใสเห็นพื้นผิวถนนด้านล่าง และแสดงภาพด้านหน้าของรถ ช่วยให้ผู้ขับขี่ทราบถึงสภาพถนนใต้ท้องรถ เพิ่มความปลอดภัยและประสบการณ์การขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น

ผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชม All New GWM TANK 500 Hybrid SUV และทัพยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต และลงทะเบียนเพื่อทดลองขับรถยนต์หลากหลายรุ่นได้ที่งาน รวมถึงพบข้อเสนอและสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ อีกมากมาย

เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมต้อนรับทุกท่านที่บูธ A4 ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน พ.ศ. 2566 เวลา 12.00 – 22.00 น. (วันธรรมดา) และ 11.00 – 22.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ)

ท่านสามารถร่วมชม LIVE สด บรรยากาศการแถลงข่าวเปิดบูธ พร้อมกันทั่วประเทศได้ทาง Facebook หรือ YouTube หรือ TikTok ของ GWM Thailand ในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 11.30 น. เป็นต้นไป

มาสด้า จัดโปรแรงในงานมอเตอร์โชว์ อัดดอกเบี้ย 0% ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี ฟรีประกันชั้นหนึ่ง ของที่ระลึกเพียบ

0

มาสด้าเตรียมจัดแสดงเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนายนตรกรรม ภายใต้แนวคิด Multi-solution Technology ในงานมอเตอร์โชว์ พร้อมนำรถยนต์ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟทุกรุ่น ทั้งรถยนต์นั่ง Mazda2, Mazda3, รถครอสโอเวอร์เอสยูวีตระกูล CX-Series, รถปิกอัพ บีที-50 และรถยนต์รุ่นพิเศษ Mazda Carbon Edition นำมาให้เลือกสรรพร้อมเป็นเจ้าของด้วยข้อเสนอสุดพิเศษครั้งเดียวในรอบปีที่ไม่ควรพลาด ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance, ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี ฟรีของพรีเมี่ยมสุดพิเศษ มูลค่า 2,990 บาท เมื่อจองภายในงาน มอเตอร์ โชว์ ระหว่างวันที่ 22 มี.ค. 66 – 2 เม.ย. 66 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี หรือรับข้อเสนอเดียวกันได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับไฮไลท์ของบูธมาสด้าในงานมอเตอร์โชว์ที่ถึงนี้ คือการนำเทคโนโลยีแห่งอนาคตมาจัดแสดงให้ลูกค้าในประเทศไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก โดยรถรุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีแห่งอนาคตอันใกล้นี้ ภายใต้ Multi-solution Technology ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้มาสด้าสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ในหลากหลายรูปแบบ เพื่อมอบทางเลือกให้กับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น ตามกลยุทธ์ Mazda Building Block ดังจะเห็นได้จากการเปิดตัวของรถรุ่นต่างๆ ในต่างประเทศในช่วงก่อนหน้านี้ อาทิ Mazda CX-60 PHEV ในยุโรปและออสเตรเลีย, Mazda MX-30 e-Skyactiv R-EV ในยุโรป และ Mazda CX-90 PHEV ในอเมริกาและออสเตรเลีย เป็นต้น ซึ่งเป็นแนวทางการเดินหน้าสู่เทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตนี้ โดยมาสด้าคาดว่าภายในปี 2030 จะมีสัดส่วนการจำหน่ายรถยนต์ที่เป็นพลังงานไฟฟ้าทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 25% ถึง 40%  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นต่อวิสัยทัศน์ในการส่งมอบเทคโนโลยียานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนตามแนวทาง Sustainable Zoom-Zoom 2030

ด้วยเหตุนี้ สำหรับในประเทศไทย มาสด้าจึงได้นำเทคโนโนโลยีมาจัดแสดงในงานมอเตอร์ โชว์ 2023 เพื่อแสดงออกถึงแนวทางในการก้าวสู่อนาคต มาสด้าเรียนเชิญชวนลูกค้าและแฟนๆ ทุกท่าน เข้ามายลโฉมกันที่บูธมาสด้าได้ตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. 66 – 2 เม.ย. 66 หรือเพียง 12 วัน เท่านั้น และนอกจากรถไฟฟ้าที่นำมาจัดแสดงแล้ว มาสด้ายังได้นำรถยนต์มาสด้ามาจัดแสดงครบทุกรุ่น ไม่เพียงเท่านี้ สำหรับลูกค้าที่ต้องการเลือกซื้อรถมาสด้าภายในงานฯ รับข้อเสนอสุดคุ้มครั้งเดียวในรอบปี รวมถึงของพรีเมี่ยมสุดพิเศษกับเครื่องฟอกอากาศ SHARP รุ่น FP-F30TA-A มูลค่า 2,990 บาท4 (จำนวนจำกัด) เมื่อจองรถในงานฯ 5,000 บาท และรับรถภายใน 30 เม.ย. 66 โดยข้อเสนอสุดพิเศษภายในงาน มีดังต่อไปนี้

  • Mazda2 และรุ่นพิเศษ Carbon Edition: ดอกเบี้ย 0%1, ฟรีประกันภัยชั้น 1 Mazda Premium Insurance 1 ปี มูลค่า 26,500 บาท2 ตัวเลือกที่ 2 ดาวน์เริ่มต้น 29,950 บาท1 หรือ ดอกเบี้ย 19%1 พร้อมรับ ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี มูลค่า 26,500 บาท2, ฟรีแพ็กเกจบำรุงรักษาตามระยะ Mazda Care 5 ปี (รวมค่าแรง ค่าอะไหล่ และของเหลว) มูลค่าสูงสุด 38,515 บาท3
  • Mazda3 และรุ่นพิเศษ Carbon Edition: ดอกเบี้ย 19%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี มูลค่า 27,100 บาท2, ฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) มูลค่าสูงสุด 50,007 บาท3
  • Mazda CX-3 และรุ่นพิเศษ Carbon Edition: ดอกเบี้ย 19%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี มูลค่า 21,500 บาท2, ฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) มูลค่าสูงสุด 50,343 บาท3 ตัวเลือกที่ 2 ดอกเบี้ย 1.19%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี มูลค่า 21,500 บาท2
  • Mazda CX-30 และรุ่นพิเศษ Carbon Edition: ดอกเบี้ย 19%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี มูลค่า 25,300 บาท2, ฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) มูลค่าสูงสุด 50,007 บาท3 ตัวเลือกที่ 2 ดอกเบี้ย 1.19%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี มูลค่า 25,300 บาท2
  • Mazda CX-5: ดอกเบี้ย 19%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี มูลค่า 23,000 บาท2, ฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) มูลค่าสูงสุด 61,417 บาท3
  • Mazda CX-8: ดอกเบี้ย 19%1, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี มูลค่า 35,700 บาท2, ฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) มูลค่าสูงสุด 62,568 บาท3
  • Mazda BT-50: รับส่วนลดพิเศษ (จำนวนจำกัด) เพื่อพลิกฟื้นผู้ประกอบการไทยอีกครั้ง สำหรับ Mazda BT-50 DBL 9 S Hi-Racer พิเศษเพียง 729,000 บาท5 (จากราคา 891,000 บาท) หรือ ดาวน์เริ่มต้น 19,000 บาท1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง2 สำหรับ Mazda BT-50 DBL 1.9 S Hi-Racer ราคาปกติ 891,000 บาท
  • Mazda MX-5: ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี มูลค่า 47,200 บาท2, ฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) มูลค่าสูงสุด 59,432 บาท3

หมายเหตุ:

1 เงื่อนไขของดอกเบี้ย การวางเงินดาวน์ รวมถึงข้อเสนอต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดสอบถามที่ปรึกษาทางการขาย ณ โชว์รูมหรือจุดบริการทางการขาย หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

2 บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (4) บมจ. ทิพยประกันภัย (5) บมจ. กรุงไทยพานิชประกันภัย โดย ยกเว้น ทิพยประกันภัย สำหรับ Mazda CX-30/Mazda CX-30 Carbon Edition และ เฉพาะบริษัทประกันภัยที่ร่วมรายการ สำหรับ Mazda BT-50

3 ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) ตามเงื่อนไขโปรแกรมขยายรับประกันคุณภาพรถ เป็น 5 ปี, ฟรี ค่าแรง ค่าอะไหล่ และค่าผลิตภัณฑ์ของเหลว จากการบำรุงรักษารถตามระยะนาน 5 ปี หรือระยะทาง 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี (รวม VAT 7% แล้ว)

4 สำหรับลูกค้าที่จองรถมาสด้าภายในงาน 5,000 บาท เฉพาะรุ่น Mazda3, Mazda CX-3, Mazda CX-30 และ Mazda CX-5 และออกรถภายใน 30 เม.ย. 66 รับเครื่องฟอกอากาศ SHARP รุ่น IG-NX2B คละสี มูลค่า 2,990 บาท จำนวนจำกัด

5 ราคาพิเศษสำหรับสีเมทัลลิค/ รวมส่วนลดพิเศษ

เงื่อนไขเพิ่มเติม;

  • เงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามข้อกำหนดของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต เท่านั้น
  • ข้อเสนอดังกล่าวสำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต ที่จองและออกรถ ภายในวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2566 เท่านั้น

 

เอ็มจี จัดหนักให้ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% ผ่อนนานสูงสุดถึง 7 ปี แคมเปญเดียวกับมอเตอร์โชว์ 2023

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ยกระดับความคุ้มค่าผ่านแคมเปญ MG FUN DEAL ด้วยดอกเบี้ยต่ำสุด 0% นานสูงสุด 7 ปี เพิ่มเติมความสุขในวันรับรถด้วยทองคำมูลค่าสูงสุด 30,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 2 เมษายน 2566 ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ เอ็มจี 161 แห่ง ทั่วประเทศ หรือจองออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ https://onlinebooking.mgcars.com/ อีกทั้งแคมเปญนี้ เป็นข้อเสนอพิเศษเดียวกันกับงานมอเตอร์โชว์ 2023 (Motor Show 2023)

 

NEW MG HS

ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 7 ปี (เมื่อดาวน์เริ่มต้น 25%) หรือ ผ่อนเริ่มต้น 9,724 บาท ต่อเดือน

ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี

 

NEW MG HS PHEV

ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน (เมื่อดาวน์เริ่มต้น 25%)

ฟรี! MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด และฟรี! ค่าติดตั้ง

ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี

ฟรี! ทองคำมูลค่า 20,000 บาท

NEW MG VS HEV

ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 8,888 บาท ต่อเดือน

ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี

ฟรี! ทองคำมูลค่า 20,000 บาท

 

NEW MG EXTENDER

ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน พร้อม ขับฟรี 90 วัน หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 6,722 บาท ต่อเดือน

ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

ฟรี! ค่าแรงเช็กระยะ 100,000 กิโลเมตร

ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี

ฟรี! ทองคำมูลค่า 20,000 บาท

 

NEW MG ZS

ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 7,138 บาท ต่อเดือน

ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี

ฟรี! ทองคำมูลค่า 10,000 บาท

 

NEW MG5

ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 5,991 บาท ต่อเดือน

ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี

ฟรี! ทองคำมูลค่า 10,000 บาท

ฟรี! ที่ชาร์จมือถือแบบไร้สาย

 

กลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% จองรถตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2566 – 2 เมษายน 2566

NEW MG4 ELECTRIC

ดอกเบี้ยพิเศษ 1.79% นาน 48 เดือน

ฟรี! MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด

ฟรี! ค่าติดตั้ง MG HOME CHARGER

ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี

ฟรี! ค่าบำรุงรักษาตามระยะนาน 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

 

NEW MG ZS EV

ดอกเบี้ยพิเศษ 1.79% นาน 48 เดือน

ฟรี! MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด

ฟรี! ค่าติดตั้ง MG HOME CHARGER

ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี

ฟรี! สายเชื่อมต่อ V2L จำนวน 1 ชุด

ฟรี! ค่าบำรุงรักษาตามระยะนาน 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

(หมายเหตุ : เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

นิสสัน ประเทศไทย ตอกย้ำแนวคิดการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ในงาน Nissan Skill Contest 2022

0

นิสสัน ประเทศไทย ยกย่องพันธมิตรผู้จำหน่าย และพนักงานของผู้จำหน่ายในทักษะ รวมถึงความทุ่มเทของพนักงานของพวกเขาทั่วประเทศ โดยมีผู้ชนะ 21 ท่าน ในกิจกรรมการแข่งขันทักษะระดับประเทศ ประจำปี 2565 หรือ Nissan Skills Contest 2022

Nissan Skill Contest ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของที่ปรึกษาการขาย ที่ปรึกษาการบริการ เจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าสัมพันธ์ฝ่ายบริการและฝ่ายขาย และช่างเทคนิคของนิสสัน เพื่อยกระดับคุณภาพการขาย และมาตรฐานการให้บริการเพื่อประโยชน์ของลูกค้าผู้มีอุปการะคุณของนิสสันทุกท่าน

นิสสัน ประเทศไทย จัดการแข่งขันนี้มานานกว่า 10 ปี เพื่อยกย่อง และชื่นชมผู้เชี่ยวชาญด้านการขาย และการบริการ ที่มีพนักงานมากกว่า 3,200 คน จากผู้จำหน่ายนิสสัน ทั่วประเทศ

อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “ที่นิสสัน ลูกค้าคือศูนย์กลางของทุกสิ่งที่เราทำ การมอบบริการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้าด้วยบริการที่เป็นเลิศเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของเรา คำมั่นสัญญาของลูกค้านิสสันเปรียบเสมือนแนวทางให้เราดูแลลูกค้าอย่างทั่วถึง ภายใต้คุณภาพ และมาตรฐานเดียวกันในทุกจุดสัมผัสของลูกค้า เราปรับปรุงคุณภาพการขาย และการบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้า รางวัลเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพการบริการของเรา และเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความยกย่อง และชื่นชม แก่ทีมงานของผู้จำหน่ายของเรา ที่มอบการบริการแก่ลูกค้าของ นิสสัน โดยตรง”

ซึ่งในปีนี้การมอบรางวัลจะมีทั้งสิ้น 7 หมวดหมู่ และถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการส่งมอบการขาย และการบริการที่เป็นเลิศแก่ลูกค้าของนิสสัน

โดยมีผู้ชนะเลิศ 7 ท่านจาก Nissan Skill Contest ประจำปีนี้ ได้แก่:

  1. ด้านที่ปรึกษาการขาย – น.ส. นาตยา แย้มทอง จาก สยามนิสสัน ประจวบคีรีขันธ์ สาขา สำนักงานใหญ่
  2. ด้านลูกค้าสัมพันธ์ฝ่ายขาย – น.ส. พนิดา แขมคำ จาก สยามนิสสัน ที.เค.เอฟ สาขา สำนักงานใหญ่
  3. ด้านลูกค้าสัมพันธ์ฝ่ายบริการ – น.ส. วิลาวัลย์ พงศ์พัชราพันธุ์ จาก ชลบุรี มอเตอร์ เอ็กซ์เพรส สาขา สำนักงานใหญ่
  4. ด้านที่ปรึกษาการบริการ – นาย จตุรงค์ ไชยแก้ว จาก สยามนิสสันเชียงใหม่ สาขา สำนักงานใหญ่
  5. ด้านที่ปรึกษาอะไหล่ – นาย ปพน อธิกรบุรภัทร จาก สยามนิสสัน ชลบุรี สาขา สำนักงานใหญ่
  6. ด้านบริการตามระยะ – นาย จรูญ ผู้ดี จาก สยามนิสสันบี.เค.เค สาขา เทพารักษ์
  7. ด้านช่างเทคนิควิเคราะห์ปัญหา – นาย มานะศักดิ์ กระสังข์ จาก สยามนิสสัน ชลบุรี สาขา พัทยา

นอกจากนี้ นิสสันยังได้มอบรางวัล “Super Champ” ให้กับสยามนิสสัน ชลบุรี ที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขันทักษะในปีนี้มากกว่า 1 รายการ

“ในฐานะตัวแทนของ สยามนิสสัน ชลบุรี เรามีความภาคภูมิใจที่ทีมงานของเรา ได้รับสองรางวัลจากการแข่งขันทักษะของนิสสันในปีนี้ ถือเป็นผลมาจากจากการฝึกซ้อมและสั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนาน และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ” กฤษดา สิงห์สายชล ผู้จัดการทั่วไป สายงานบริการ สยาม นิสสัน ชลบุรี กล่าว

น.ส.วิลาวัณย์ พงษ์พัชรพันธ์ จาก ชลบุรี มอเตอร์ เอ็กซ์เพรส ผู้ชนะเลิศด้านลูกค้าสัมพันธ์ฝ่ายบริการ กล่าวว่า “รู้สึกภูมิใจและตื่นเต้นที่ได้รับรางวัลในด้านนี้ ดิฉันจะไปแบ่งปันประสบการณ์นี้ รวมถึงสิ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้จากการแข่งขันในปีนี้ กับสมาชิกและทีมงานของดิฉัน”

นาย จรูญ ผู้ดี พนักงานช่างด้านบริการตามระยะ จากสยามนิสสัน บี เค.เค ผู้ชนะเลิศด้านบริการตามระยะกล่าวว่า “ขอขอบคุณนิสสัน ประเทศไทย ที่มอบรางวัลนี้ให้กับผม ผมพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อให้แน่ใจว่าเราสามารถมอบบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเรา”

นาย จตุรงค์ ไชยแก้ว พนักงานรับรถจาก สยามนิสสัน เชียงใหม่ ผู้ชนะเลิศด้านที่ปรึกษาการบริการ กล่าวว่า “ผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่ผมจะได้รับรางวัลที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน ขอบคุณนิสสันที่ช่วยให้ผมได้พัฒนาตนเองและทักษะ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งและผมหวังว่ามันจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นเช่นกัน”

ผู้ชนะเลิศ รองชนะเลิศอันดับ 1 และรองอันดับ 2 จะได้รับถ้วยรางวัลและของรางวัล โดยผู้ชนะ 2 รายจากการแข่งขัน Nissan Skill Contest ประจำปีนี้จากประเทศไทยจะได้รับรางวัลที่สำนักงานใหญ่ของนิสสันในเมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น ในเดือนพฤศจิกายน 2566 ด้วยเช่นกัน

ฟอร์ด ส่งรถสนับสนุน ‘ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์’ ต่อเนื่องปีที่ 4

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ส่งรถยนต์ฟอร์ดสนับสนุน ‘ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์’ ต่อเนื่องปีที่ 4 โดยการแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ ‘ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์ ปี 2566’ ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-10 เมษายน 2566 ในเส้นทางจังหวัดกาญจนบุรี-สุพรรณบุรี-อ่างทอง-พระนครศรีอยุธยา-ลพบุรี-สระบุรี-นครราชสีมา-ปราจีนบุรี-สระแก้ว-จันทบุรี-ระยอง รวมระยะทางกว่า 1,032 กิโลเมตร โดยในงานแถลงข่าวการจัดกิจกรรม นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย ได้เข้ารับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจากพลเอก เดชา เหมกระศรี นายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ โรงแรมโกลเดน ทิวลิป ซอฟเฟอริน พระราม 9

ฟอร์ดได้ร่วมส่งเสริมและสนับสนุนการแข่งขันกีฬาประเภทจักรยานรายการสำคัญของประเทศ ‘ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์’ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และส่งเสริมวงการกีฬาและนักกีฬาไทยให้ได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยการแข่งขันรายการทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์ ยังเปิดโอกาสให้นักกีฬาทีมชาติไทยได้เพิ่มพูนประสบการณ์ ทั้งยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นในพื้นที่การแข่งขันตลอดระยะทางกว่า 1,032 กิโลเมตรครอบคลุม 11 จังหวัดในปีนี้

ทั้งนี้ ฟอร์ด ประเทศไทย ได้ส่งรถยนต์ฟอร์ดรวม 22 คัน อาทิ ฟอร์ด เรนเจอร์ และเอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ และฟอร์ด มัสแตง สนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการตลอดการแข่งขัน ซึ่งรถฟอร์ดที่เข้าร่วมปฎิบัติภารกิจในครั้งนี้ โดดเด่นด้วยสมรรถนะและเทคโนโลยีอันชาญฉลาด ตอบโจทย์การขับขี่ระยะไกลบนเส้นทางที่ท้าทาย เพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้กับทีมนักกีฬา

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดงาน GWM Partner Meeting 2023 ผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตร เผยโอกาสทางธุรกิจใหม่ พร้อมคาดตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยเติบโต 150% ในปี 2566

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดงาน GWM Partner Meeting ประจำปี 2566 ภายใต้ธีม “Reach New Heights ก้าวสู่จุดหมายใหม่ไปด้วยกัน เพื่อประกาศกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานของปี 2566 พร้อมเผยผลสำเร็จในการดำเนินธุรกิจในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตอกย้ำการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ในประเทศไทย พร้อมแสดงความขอบคุณต่อพาร์ทเนอร์ที่ให้การสนับสนุนและความไว้วางใจในการร่วมมือกันเพื่อเติมเต็มระบบนิเวศทางยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ ที่จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ก้าวขึ้นสู่ระดับนานาชาติได้อย่างเต็มภาคภูมิ

งาน GWM Partner Meeting ปีนี้ จัดขึ้น ณ โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา นำโดย มร. ไมเคิล ฉง ผู้จัดการทั่วไป นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยทีมผู้บริหารและพนักงานจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) โดยมีเหล่าพาร์ทเนอร์กว่า 67 แห่ง จำนวน 128 ท่านทั่วประเทศเข้าร่วมงาน เพื่อร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจในปี 2565 ที่ผ่านมา รวมถึงรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กลยุทธ์และทิศทางการดำเนินธุรกิจ ทั้งกลยุทธ์ทางด้านการขาย การขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและสถานีอัดประจุไฟฟ้า การตลาดผลิตภัณฑ์ การสื่อสารองค์กรและการประชาสัมพันธ์ รวมถึงกลยุทธ์การบริการหลังการขายที่จะยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ไปอีกขั้น พร้อมร่วมรับฟังกลยุทธ์การสนับสนุนการขายจากพันธมิตรสถาบันการเงินสำคัญต่าง ๆ ที่เข้าร่วมการประชุมกันอย่างคับคั่ง นอกจากนี้ ผู้ร่วมงาน GWM Partner Meeting ทุกท่านยังได้ร่วมพูดคุยกับผู้บริหาร
เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้รถในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“ในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เราได้ส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับผู้บริโภคชาวไทยไปมากกว่า 15,000 ครอบครัว รถยนต์ HAVAL H6 Hybrid SUV ครองตำแหน่งผู้นำในตลาดรถยนต์คอมแพคเอสยูวีอย่างแข็งแกร่งและยาวนานต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 12 เดือนในปีที่ผ่านมา ส่วนเจ้าเหมียวไฟฟ้าขวัญใจมหาชน ORA Good Cat ยังคงได้รับความนิยมจากแฟน ๆ ชาวไทย ครองสัดส่วนทางการตลาดได้มากกว่า 30% ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% รวมถึงความสำเร็จอื่น ๆ อีกมากมายที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ได้เข้ามาสร้างความแตกต่างให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย เราขอขอบคุณพาร์ทเนอร์ทุกท่านที่ไว้ใจและคอยให้การสนับสนุนเสมอมา โดยทาง เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังคงรับฟังทุกความคิดเห็น ข้อติชมและแนะนำของทุก ๆ ท่านอย่างต่อเนื่อง ผมมั่นใจว่า เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะสามารถยกระดับประสบการณ์ของผู้บริโภคและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” มร. ไมเคิล ฉง ผู้จัดการทั่วไป เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวเปิดงาน

ด้าน นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวเสริมเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ในการดำเนินการในปีนี้ว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงเล็งเห็นถึงความสำคัญและโอกาสการดำเนินธุรกิจจากการเติบโตของกลุ่มยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ทั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ คาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2566 จะอยู่ที่ประมาณ 920,000 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 7% จากปี 2565 โดยจะเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าประมาณ 164,500 คัน หรือคิดเป็น 18% ของยอดขายรวมทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น เราคาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% ของประเทศไทยจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญหรือคิดเป็นประมาณ 25% ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดหรือ 40,000 คัน ซึ่งเติบโตเกือบ 150% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญของเกรท วอลล์ มอเตอร์และพาร์ทเนอร์ทุกท่านในการนำเสนอและส่งมอบผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยและแนวโน้มตลาดดังกล่าว นอกจากนี้ ในปีนี้เรายังเพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้กับพาร์ทเนอร์ทุกท่าน ผ่านการขยายโอกาสด้านธุรกิจฟลีท และการตั้งธุรกิจ GWM Certified Pre-Owned เพื่อบริหารจัดการรถยนต์ใช้แล้วของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษที่เหนือกว่า ซึ่งธุรกิจใหม่ทั้งสองรูปแบบนี้จะช่วยขยายโอกาสการดำเนินธุรกิจให้พาร์ทเนอร์เติบโตได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าของเราทุกคน เพื่อผลักดันให้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าของไทยอย่างแท้จริง นอกจากนี้ บริษัทฯ พร้อมเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์และพันธมิตรต่าง ๆ ในการขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบชาร์จเร็ว (DC Fast Charge) ให้ครอบคลุม 55 แห่งทั่วประเทศภายในปีนี้ เพื่อเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าไทยให้แข็งแกร่งและมีความพร้อมมากยิ่งขึ้น”

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังร่วมลงนามความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ใหม่ อีก 12 ราย เพื่อพัฒนารูปแบบการให้บริการและเพิ่มช่องทางการให้บริการให้ผู้บริโภคชาวไทยสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และการบริการของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยภายในปี 2566 เกรท วอลล์ มอเตอร์มีเป้าหมายที่จะขยายสาขา GWM Store ให้เป็นอย่างน้อย 100 แห่งทั่วประเทศ โดยรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบพาร์ทเนอร์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งมอบประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้กับผู้บริโภค ฉีกกฎการดำเนินธุรกิจของระบบตัวแทนจำหน่ายแบบเดิม และยังมีส่วนช่วยเปลี่ยนบทบาทของตัวแทนจำหน่ายที่เน้นการขายมาเป็นผู้ให้บริการกับลูกค้าของเรา (Service Provider) รวมถึงการนำ One-Price Policy การขายราคาเดียวข้อเสนอเดียวทั่วประเทศ เข้ามาตอบโจทย์การซื้อรถของผู้บริโภค การรับฟังเสียงและเน้นผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (User-Centric) และการนำรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบใหม่ที่ผสานระหว่างแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์เข้าไว้ด้วยกัน โดยมี GWM application เป็นหัวใจหลักของการดำเนินงาน

“เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขอขอบคุณสำหรับความไว้วางใจและร่วมมืออันดีจากพาร์ทเนอร์ทุกท่านที่ช่วยให้ธุรกิจของเราประสบความสำเร็จในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา วันนี้เราพร้อมแล้วที่จะเดินหน้าไปพร้อมกับพาร์ทเนอร์ทุกท่าน เพื่อขึ้นสู่การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และการให้บริการที่ดีที่สุดแก่ผู้บริโภค ผมเชื่อว่าครอบครัว เกรท วอลล์ มอเตอร์ ของเราจะทวีความแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นส่วนสำคัญในเร่งสร้างระบบนิเวศทางยานยนต์ไฟฟ้าให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น รวมถึงสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านยานยนต์ไฟฟ้าและผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ก้าวขึ้นสู่ระดับนานาชาติและเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน” นาย ณรงค์ กล่าวปิดท้าย

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำที่สุดแห่งยนตรกรรมหรู ทรงสมรรถนะ และขุมพลังยานยนต์ไฟฟ้า สู่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เดินทัพสู่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 อีกครั้งกับหลากหลายยนตรกรรมล้ำสมัยพร้อมการออกแบบชั้นเลิศ เตรียมเสนอสุดยอดรุ่นยานยนต์ศาสตร์แห่งศิลป์ที่พร้อมเติมเต็มทุกความต้องการ สอดคล้องแนวคิด ‘Colourful Experiences ประสบการณ์ครบทุกสีสัน’ ของการจัดงานในปีนี้ และความมุ่งมั่นในการมอบพลังแห่งทางเลือกให้กับลูกค้าสู่งานมอเตอร์โชว์ 2023 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 มีนาคม –
2 เมษายน 2566 ณ อาคาร Impact Challenger Hall 1-3 เมืองทองธานี นำทัพรถยนต์ด้วยบีเอ็มดับเบิลยู XM ใหม่ ที่มาเผยโฉมตัวจริงสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรก และบีเอ็มดับเบิลยู M2 โฉมใหม่ อีกหนึ่งรุ่นรถยนต์ที่หลายคนจับตามองจากบีเอ็มดับเบิลยู M การันตีสมรรถนะขั้นสูงและการออกแบบสัดส่วนตัวรถอันทรงพลัง ผู้เข้าชมงานมอเตอร์โชว์ 2023 ยังจะได้ตื่นตาตื่นใจไปกับรถยนต์ซีดานปลั๊กอินไฮบริดขนาดกลางสุดหรูกับบีเอ็มดับเบิลยู 530e Luxury ใหม่ พร้อมสัมผัสขุมพลังไฟฟ้าล้วนกับบีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive35 M Sport ใหม่ ที่ผสานเอกลักษณ์สไตล์ Gran Coupe เข้ากับสมรรถนะพลังงานไฟฟ้าอันทรงพลัง และบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport ใหม่ ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฟฟ้า eDrive ทรงประสิทธิภาพและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยไฟฟ้า

ด้านมินิ เผยโฉมรถยนต์ที่มอบ ‘ประสบการณ์ครบทุกสีสัน’ อย่างแท้จริง ด้วยรถยนต์มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน รุ่น Multitone Red ใหม่ ปลดปล่อยตัวตนไม่ซ้ำใครและบุคลิกอันโดดเด่นผ่านนวัตกรรมการพ่นสี Multitone ด้วยเทคนิคการลงสีเปียกบนเปียก กับการไล่เฉดสีแดงสดใส ในขณะที่รถยนต์มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ คลาสสิก ใหม่ ในสีเหลือง Zesty Yellow ดึงดูดทุกสายตาบนท้องถนนด้วยอัตลักษณ์จิตวิญญาณสไตล์โกคาร์ทในตำนานที่เร่งเครื่องพาให้ทุกหัวใจเต้นแรงราวอยู่บนสนามแข่ง

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เร่งเครื่องสู่ท้องถนนด้วยสุดยอดมอเตอร์ไซค์ซูเปอร์สปอร์ต กับบีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปราดเปรียวยิ่งกว่าและสมรรถนะที่ทรงพลังยิ่งขึ้น ด้านบีเอ็มดับเบิลยู R 18 B และ R 18 Transcontinental มอบประสบการณ์ทัวริ่งสุดหรูผสมผสานเครื่องยนต์ ‘บิ๊กบ็อกเซอร์’ อันทรงพลังเข้ากับดีไซน์สุดคลาสสิกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นมอเตอร์ไซค์ในตำนาน พร้อมสร้างความอุ่นใจให้แก่ลูกค้าที่ซื้อมอเตอร์ไซค์ทุกรุ่นด้วยการรับประกัน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทางและบริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉินหรือ โมบิลิตี้ เซอร์วิส เป็นระยะเวลา 5 ปี* นอกจากนี้ ในครั้งนี้มาให้เลือกกับสีสันที่หลากหลายยิ่งขึ้น และร่วมเฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปีของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และความหลงใหลในการ ‘Make Life a Ride’ ไปกับนิทรรศการพิเศษที่ผู้เข้าชมงานมอเตอร์โชว์ 2023 จะได้โลดแล่นไปด้วยกันกับการเดินทางจากอดีตสู่อนาคตของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด พร้อมสัมผัสมอเตอร์ไซค์รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น กับบีเอ็มดับเบิลยู R 18 100 YEARS ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีนี้โดยเฉพาะ

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดปีที่ผ่านมา แม้เราต้องเผชิญกับปัจจัยเศรษฐกิจที่ท้าทายมากมาย บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงยืนหยัดรักษาตำแหน่งและความมุ่งมั่นของเราเสมอมา และเป็นอีกครั้งที่เราสามารถก้าวเข้ามาสู่แนวหน้าของเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียมได้อย่างภาคภูมิเป็นปีที่สามติดต่อกัน ซึ่งความสำเร็จนี้เป็นไปได้เพราะลูกค้าทุก ๆ คนที่มอบความไว้วางใจให้กับเรา อย่างที่เห็นได้จากคะแนน Net Promoter Score ด้านการขายและการให้บริการที่มากขึ้น ความมุ่งมั่นของเราต่อปรัชญาพลังแห่งทางเลือกในฐานะกลยุทธ์หลักของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงแข็งแกร่งไม่สั่นคลอน ด้วยไลน์อัพรุ่นยนตรกรรมที่เราเลือกนำมาสู่งานมอเตอร์โชว์ 2023 เราพร้อมเสนอผลิตภัณฑ์ ระบบขับเคลื่อน และการให้บริการที่หลากหลาย ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าได้ ยิ่งไปกว่านั้น เรายังคงมุ่งยกระดับประสบการณ์ลูกค้าผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าจะได้รับการบริการที่น่าประทับใจและสะดวกสบายยิ่งขึ้น และสามารถเข้าถึงการบริการของเราได้ทุกที่ ทุกเวลา ด้วยระบบการจองรถแบบออนไลน์ทาง https://shop.bmw.co.th ที่ได้รับการพัฒนาให้ลูกค้าสามารถปรับแต่ง เลือกสีภายนอก ภายใน รวมถึงเลือกผู้จำหน่ายรถยนต์ที่สะดวก และบริการทางการเงินที่เหมาะสมกับความต้องการมากที่สุด”

“ทั้งนี้ ปีนี้ยังเป็นปีพิเศษที่เราจะได้เฉลิมฉลองการครบรอบ ‘Make Life a Ride’ 100 ปีของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ที่เราหวังว่าผู้เข้าชมงานจะดำดิ่งไปกับประวัติศาสตร์แห่งความหลงใหล การผจญภัย วิสัยทัศน์ และความสำเร็จอันยาวนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ผ่านนิทรรศการพิเศษที่เรานำมาจัดภายในงานมอเตอร์โชว์ 2023 ที่บูธ M8/1A”

 

ไฮไลท์รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล
มอเตอร์โชว์ ครั้งที่
44

บีเอ็มดับเบิลยู M2 โฉมใหม่
ราคาจำหน่าย: 6,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู M2 โฉมใหม่ สุดยอดรถยนต์ในดวงใจของแฟน ๆ ตระกูล M หวนคืนสู่วงการรถสปอร์ตสมรรถนะสูง
อีกครั้ง มาพร้อมกับการปรับแต่งที่โดดเด่นกว่ารุ่นก่อนหน้า ผสมผสานขนาดกะทัดรัด ระบบส่งกำลัง และเทคโนโลยี
แชสซีไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปราดเปรียวและการตอบสนองทรงประสิทธิภาพ พร้อมความสามารถในการควบคุมที่ทำได้อย่างง่ายดายแม้ในสภาวะการขับขี่ที่ดุดันสุดขีดจำกัด รูปลักษณ์สปอร์ตปราดเปรียวของบีเอ็มดับเบิลยู M2 โฉมใหม่ มีที่มาจากสัดส่วนที่ทรงพลังเป็นพิเศษและลักษณะการออกแบบสไตล์ M อันโดดเด่น มาพร้อมระยะฐานล้อที่สั้นลง 110 มิลลิเมตร รวมถึงดีไซน์ภายนอกที่สั้นกว่าบีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupé ถึง 214 มิลลิเมตร

กระจังหน้าทรงไตคู่แนวนอนขนาดใหญ่แบบไร้กรอบ ผสานกับช่องดักอากาศที่แบ่งออกเป็นสามส่วนในรูปทรงเกือบจะเป็นสี่เหลี่ยมส่งให้ส่วนหน้าของตัวรถมีรูปลักษณ์แบบ M ที่คุ้นเคย ตัวรถยังถูกออกแบบโดยคำนึงถึงความจำเป็นเชิงเทคนิคในการระบายอากาศและสมดุลอากาศพลศาสตร์ ด้านท้ายของบีเอ็มดับเบิลยู M2 โฉมใหม่ ยังดูสะดุดตาด้วยขอบสปอยเลอร์บนฝากระโปรงหลัง แผ่นสะท้อนแสงจัดวางในแนวตั้ง ดิฟฟิวเซอร์ที่กันชนท้าย และปลายท่อไอเสีย
สองคู่ที่สองข้างท้ายของตัวรถ

หัวใจของบีเอ็มดับเบิลยู M2 โฉมใหม่ คือขุมพลังเบนซิน 6 สูบ พร้อมเทคโนโลยี BMW M TwinPower Turbo ส่งพลังสูงสุด 338 กิโลวัตต์ / 460 แรงม้า ที่ 6,250 รอบต่อนาที ให้แรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร ที่ 2,650 – 5,870 รอบต่อนาที โลดแล่นจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลาเพียง 4.1 วินาที ที่ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สมรรถนะแบบไดนามิกยังผสานเข้ากับระบบขับเคลื่อนล้อหลังร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ M Steptronic 8 จังหวะ พร้อมระบบ Drivelogic เพิ่มการเปลี่ยนเกียร์ให้สปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยระบบการเชื่อมต่อกับเครื่องยนต์โดยตรง พร้อมความสามารถในการลดเกียร์ลงหลายระดับจนถึงเกียร์ต่ำสุด ระบบส่งกำลังพื้นฐานนี้มีส่วนสำคัญในการเร่งความเร็วแบบทันทีทันใดได้อย่างน่าประทับใจ โหมดการขับขี่ M Drive Professional ช่วยเสริมความเร้าใจในการขับขี่ให้มากขึ้น มาพร้อมระบบเฟืองท้าย M Sport เพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนและเสถียรภาพในการขับขี่เมื่อเปลี่ยนเลนหรือเร่งความเร็วออกจากโค้ง และเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงหรือบนพื้นผิวถนนที่แตกต่างกัน นอกจากนั้น ช่วงล่าง Adaptive M Suspension ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้อย่างอิสระระหว่างรูปแบบการขับขี่แบบสะดวกสบายหรือสไตล์สปอร์ต

บีเอ็มดับเบิลยู M2 โฉมใหม่ มีมาให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีฟ้า Zandvoort Blue Solid, สีขาว Alpine White Solid, สีแดง Toronto Red Metallic, สีเทา Brooklyn Grey Metallic และสีดำ Black Sapphire Metallic โดยสามารถเลือกการตกแต่งภายในด้วยเบาะหนัง Vernasca ในสี Black/Exclusive Highlight, สี Black/Contrast Stitching Blue, และสี Cognac Decor Stitching หรือเบาะหนัง Alcantara/Sensatec Combination ในสี Black/Contrast stitching Blue และที่สำคัญ ลูกค้าสามารถทำการจองบีเอ็มดับเบิลยู M2 โฉมใหม่ ได้ทางออนไลน์ ผ่าน https://shop.bmw.co.th โดยลูกค้าสามารถเลือกปรับแต่งรถยนต์ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็น การเลือกสีภายนอก ภายใน รวมถึงตัวเลือกล้ออีก 2 ตัวเลือก ได้แก่ ล้ออัลลอยน้ำหนักเบา M ลาย 930 M Double Spoke แบบสลับสี หรือ สีดำ Jet Black

บีเอ็มดับเบิลยู 530e Luxury ใหม่
ราคาจำหน่าย: 3,269,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard) 

บีเอ็มดับเบิลยู 530e Luxury ใหม่ โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่หรูหราด้วยชิ้นส่วนตกแต่งโครเมี่ยมและเส้นสายทรงพลังทั้งบริเวณด้านหน้าและท้ายรถ มาพร้อมกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ในรูปทรงแปดเหลี่ยมล้อมรอบด้วยกรอบโครเมียม ยาวลงมาบรรจบกับกันชนหน้า ล้อมรอบด้วยกรอบที่เชื่อมต่อกันเป็นชิ้นเดียว ส่วนบนของซี่ในกระจังหน้ายื่นออกมาเล็กน้อย สร้างมิติที่สอดรับกับไฟหน้า Adaptive LED รูปตัว L ในดีไซน์เรียวยาวดูดุดันยิ่งขึ้น ช่องดักอากาศแนวตั้งทั้งสองข้างในกรอบโครเมียมบนกันชนหน้าเสริมความโดดเด่นให้แก่การเล่นเส้นสายของดีไซน์แบบใหม่ เน้นย้ำถึงความสง่างามและทรงพลังกว่าที่เคย

บีเอ็มดับเบิลยู 530e Luxury ใหม่ มอบประสิทธิภาพเต็มพิกัดจากทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในและระบบปลั๊กอินไฮบริด พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ใหม่ล่าสุด โดยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ มอบพละกำลัง 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า ที่ 5,000 – 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร ที่ 1,350 – 4,000 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริด ส่งกำลังรวมสูงสุดถึง 215 กิโลวัตต์ / 292 แรงม้า และแรงบิดรวมสูงสุด 420 นิวตันเมตร ซึ่งพละกำลัง 292 แรงม้า เป็นผลจากการเร่งความเร็วได้มากยิ่งขึ้นด้วยระบบ XtraBoost ซึ่งปลดปล่อยพละกำลังเสริมมากถึง 40 แรงม้า ภายในเวลาเพียง 10 วินาทีเมื่อขับขี่ในโหมด SPORT จึงสามารถโลดแล่นจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรได้ภายใน 5.9 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยสามารถขับขี่แบบไร้มลพิษได้เป็นระยะทาง 52 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC ด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่แรงดันสูงความจุ 12 กิโลวัตต์ชั่วโมงที่ติดตั้งอยู่ใต้เบาะหลัง บีเอ็มดับเบิลยู 530e Luxury ใหม่ มาพร้อมล้ออัลลอยลาย V-spoke ขนาด 18 นิ้ว

อีกหนึ่งความโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยู 530e Luxury ใหม่ คือการออกแบบภายในห้องโดยสารที่ยังคงเน้นการผสานทั้งความสง่างามและความล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกัน โดยยังคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นสำคัญ จึงสร้างบรรยากาศที่สมบูรณ์แบบทั้งสำหรับการขับขี่และมอบความสะดวกสบายแม้ขณะเดินทางไกล ตกแต่งด้วยวัสดุพรีเมียมและงานฝีมือสุดประณีตจากช่างผู้เชี่ยวชาญ พวงมาลัยหุ้มหนังดีไซน์ Sport พร้อมคอนโซลด้านบนบุด้วยหนัง Sensatec รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมเบาะหนังแท้ Dakota ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยลายไม้แบบ Fineline Ridge พร้อมแถบโครเมียม

บีเอ็มดับเบิลยู 530e Luxury ใหม่ มีให้เลือกใน 3 ตัวเลือกสี ได้แก่ ตัวถังภายนอกสีขาว Alpine White สีดำ Black Sapphire Metallic และสีน้ำเงิน Phytonic Blue

 

บีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive35 M Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 3,899,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard) 

บีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive35 M Sport ใหม่ เป็นรถยนต์ Gran Coupé สี่ประตูที่ผสมผสานความโอ่อ่ากว้างขวางภายในตัวรถเข้ากับการใช้งานจริง พร้อมโลดแล่นบนท้องถนนกับความโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตซึ่งเป็นความโดดเด่นของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู รวมถึงคุณสมบัติหลากหลายที่ทำให้การเดินทางไกลอุ่นใจยิ่งขึ้น เอกลักษณ์ความพรีเมียมที่ถูกสะท้อนให้เห็นในระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีแชสซีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง รวมไปถึงการออกแบบที่หรูหรา มาตรฐานคุณภาพวัสดุ และฝีมือในการผลิตอันเหนือชั้น ตลอดจนออปชันอีกมากมายที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย

บีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive35 M Sport ใหม่ ผสมผสานมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 210 กิโลวัตต์ / 286 แรงม้า เข้ากับระบบขับเคลื่อนล้อหลังแบบคลาสสิก มอบระยะวิ่งสูงสุดถึง 483 กิโลเมตร อัตราการใช้ไฟฟ้ารวม 18.7 – 15.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP  และระยะทางวิ่งสูงสุด 490 กิโลเมตร อัตราการใช้ไฟฟ้ารวม 15.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC รถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมกับแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร มอบอัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 6 วินาที ประสบการณ์การขับขี่แบบสปอร์ตยังมาพร้อมกับเสียงอันทรงพลังที่ีตอบสองในจังหวะการเร่งเครื่องซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น เทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู eDrive เจเนอเรชั่นที่ 5 ยังประกอบด้วยแบตเตอรี่แรงดันสูงพร้อมด้วยเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ล่าสุด โดยมีความจุพลังงานแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ 70.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถชาร์จไฟฟ้าแบบกระแสตรง (DC) สูงสุดได้ที่ 180 กิโลวัตต์ ใช้เวลาประมาณ 35 นาที ในการชาร์จไฟจาก 0 – 80%

ภายในห้องโดยสารเน้นการใช้งานสำหรับผู้ขับขี่ เสริมด้วยบรรยากาศแห่งความหรูหราระดับพรีเมียม พร้อมพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง พร้อมตกแต่งด้วยอลูมิเนียมลาย ‘Mesheffect’ เบาะนั่งปรับไฟฟ้าพร้อมระบบจำตำแหน่ง แผงหน้าปัดรถยนต์หุ้มหนัง Sensatec ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 3 โซน และชุดไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร ช่วยเสริมที่สุดแห่งความเพลิดเพลินและความสะดวกสบายในระหว่างการขับขี่

ระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 8 ได้รับการออกแบบมาโดยเน้นการใช้งานหน้าจอสัมผัสแบบโค้ง BMW Curved Display และการสั่งการด้วยเสียงผ่านระบบผู้ช่วยส่วนตัว BMW Intelligent Personal Assistant ที่ถูกพัฒนามาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หน้าจอดิจิทัล BMW Curved Display มาพร้อมจอแสดงข้อมูลขนาด 12.3 นิ้ว และจอควบคุมระบบสัมผัสขนาด 14.9 นิ้ว หน้าจอโค้งด้วยองศาที่รับกับมุมสายตาของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ BMW Live Cockpit Plus ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานพร้อมระบบเครื่องเสียง HiFi loudspeaker ให้ผู้รักเสียงเพลงได้เพลิดเพลินไปกับคุณภาพเสียงที่คมชัดยิ่งขึ้น ระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนยังช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าถึงแอปพลิเคชันโปรดและความบันเทิงอย่างไร้รอยต่อในขณะเดินทาง นอกจากนี้ ระบบ BMW lconicSounds Electric ยังมาพร้อมกับเสียงประกอบต่าง ๆ ที่สร้างสรรค์ผ่านความร่วมมือระหว่างบีเอ็มดับเบิลยูและ Hans Zimmer นักประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดัง

บีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive35 M Sport ใหม่ มีให้เลือก 4 สี คือ สีดำ Black Sapphire, สีขาว Mineral White, สีเทา M Brooklyn Grey และสีน้ำเงิน M Portimao Blue

บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 5,299,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard) 

บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport ใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าใหม่ล่าสุด พร้อมเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติและการเชื่อมต่ออีกมากมาย เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานยิ่งขึ้น มาพร้อมเทคโนโลยี BMW eDrive และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบไฟฟ้าซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสมรรถนะการขับขี่ในระยะยาวไกลยิ่งขึ้นและอัตราเร่งที่ทรงพลังด้วยความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.1 วินาที ส่งพละกำลังรวมสูงสุด 240 กิโลวัตต์ / 326 แรงม้า ระบบ BMW eDrive เจเนอเรชั่นที่ห้านี้ยังทำงานพร้อมเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ล่าสุด มอบระยะทางขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าตามมาตรฐาน WLTP สูงสุด 372 – 425 กิโลเมตร และ 420 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC สร้างแรงบิดรวมได้สูงสุดถึง 630 นิวตันเมตร แบตเตอรี่แรงดันสูงในบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport ใหม่ มีความจุพลังงานสุทธิ 76.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จแบบ DC ได้สูงสุด 150 กิโลวัตต์ จึงสามารถชาร์จจาก 0% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 34 นาที

เทคโนโลยีแชสซีที่ใช้ในการพัฒนาบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport ประกอบด้วยเพลาหน้าแบบปีกนกคู่ เพลาหลังแบบ five-link ช่วงล่างแบบปรับระดับได้ และระบบพวงมาลัยไฟฟ้าที่ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถขณะขับขี่ (Servotronic) แปรผันตามการหมุนและความเร็วเสริมด้วยยางที่มีชั้นโฟมบริเวณพื้นผิวด้านในเพื่อลดการเกิดเสียง

การออกแบบภายในห้องโดยสารมุ่งนำเสนอแนวคิดของการใช้ชีวิตที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ พื้นที่กว้างขวางและเบาะที่นั่งแบบใหม่ที่มาพร้อมกับพนักพิงศีรษะเสริมความหรูหรายิ่งขึ้น คอนโซลกลางมาในดีไซน์เฉียบไม่แพ้เฟอร์นิเจอร์หรู สวิตซ์ปรับเบาะนั่งคู่หน้า ปุ่มควบคุม iDrive และสวิตซ์เปลี่ยนเกียร์แบบ rocker switch ตกแต่งด้วยคริสตัล เติมเต็มความทันสมัยยิ่งขึ้นภายในห้องโดยสาร พร้อมเน้นย้ำถึงการออกแบบห้องโดยสารเพื่อผู้ขับขี่ด้วยจอ BMW Curved Display พวงมาลัยทรงหกเหลี่ยมและจอ Head-Up Display หลังคาภายในสีดำ Anthracite มาพร้อมกับระบบเสียงรอบทิศทางคุณภาพสูง Harman Kardon Surround Sound System ขนาด 655 วัตต์ พร้อมลำโพง 18 ตัว ที่สร้างประสบการณ์
รับฟังที่ดีที่สุด

บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport ใหม่ มาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และนวัตกรรมหลากหลายเหนือกว่ารถยนต์
บีเอ็มดับเบิลยูทุกรุ่น พร้อมเซนเซอร์เจเนอเรชั่นใหม่ ซอฟต์แวร์ใหม่ และแพลตฟอร์มในการประมวลผลที่ทรงพลัง
ใช้กล้อง 5 ตัว เรดาร์เซนเซอร์อีก 5 ตัว และอัลตร้าโซนิกเซนเซอร์ 12 ตัวในการตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบคัน ระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go เสริมการทำงานด้วยระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus (Parking Assistant Plus) ประกอบด้วยกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Surround View Camera) แสดงภาพพื้นที่โดยรอบของรถให้เห็นแบบสามมิติผ่านระบบ Remote 3D View พร้อมด้วยระบบ BMW Live Cockpit Professional และระบบสั่งงานอัจฉริยะ BMW Natural Interaction

รถยนต์รุ่นนี้มากับตัวเลือกสีตัวถังมากมายได้แก่ สีแดง Aventurin Red, สีดำ Black Sapphire, สีขาว Mineral White, สีเทา Storm Bay, สีน้ำเงิน Phytonic Blue และสีฟ้า Blue Ridge Mountain 

มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Multitone Red ใหม่
ราคาจำหน่าย: 3,199,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา MSI Standard) 

มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน สี Multitone Red ถือเป็นอีกหนึ่งสุดยอดความสำเร็จของรถยนต์ในเซกเมนต์พรีเมียมคอมแพ็คได้เข้ามาเป็นอีกหนึ่งสมาชิกครอบครัว Multitone Edition ที่จะมาร่วมเฉลิมฉลองความหลากหลายของคอมมิวนิตี้คนรักมินิ ผ่านรายละเอียดการออกแบบทั้งภายนอกและภายใน รถยนต์มินิในรุ่น Multitone Edition มอบพลังแนวคิดเชิงบวก เพิ่มลูกเล่นและความเป็นกันเอง พร้อมชูคอนเซ็ปต์ “ชีวิตหลายแง่มุม” ผ่านการใช้สี โดยเฉพาะเฉดสีของหลังคาที่เปรียบเสมือนผืนผ้าใบของงานศิลปะที่แสดงออกถึงไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่แต่ละคน และหลังคาเฉดสีใหม่ที่จะมาเติมสีสันให้ชีวิตด้วยการไล่ระดับเฉดสีแดงสดใสของมินิรุ่นนี้

สำหรับรถมินิรุ่นนี้ใช้เทคนิคการพ่นสีแบบต่อเนื่องโดยไม่ต้องรอทิ้งช่วงให้แห้ง(wet-on-wet) นวัตกรรมที่รังสรรค์โดยโรงงานมินิในเมืองออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ซึ่งเฉดสีทั้งสามถูกพ่นลงทีละสี ได้แก่ สีแดง Chilli Red ในส่วนด้านหน้า ตามด้วยสีเทา Melting Silver และจบด้วย สีดำ Jet Black ในส่วนท้ายของตัวถัง ก่อนจะลงสีทับด้วยเทคนิคสเปรย์เทค (Spray Tech) ซึ่งเทคนิคนี้อาจส่งผลให้การผสมของสีที่พ่นมีรูปแบบที่แตกต่างกันตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เพิ่มเอกลักษณ์ให้กับมินิ Multitone Edition แต่ละคันมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ สีของหลังคาที่ตัดกันอย่างชัดเจนและแบ่งสัดส่วนตัวถังเป็น 3 ส่วนตามเอกลักษณ์ของมินิ ยังโดดเด่นสะดุดตาขึ้นอีกขั้นกับตัวถังสีขาว Nanuq White

นอกจากจะสะดุดตาด้วยหลังคาสีแดงไล่เฉดสีสวยงาม มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน รุ่น Multitone Red ยังโดดเด่นด้วยหลากหลายฟีเจอร์ ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้าทรงกลม LED สำหรับการขับขี่ตอนกลางวัน ไฟท้ายลายยูเนียนแจ็คอันเป็นเอกลักษณ์ของมินิ ฝาครอบกระจกข้างสีแดง ราวหลังคา และภายนอกตกแต่งด้วยสีดำ Piano Black เพิ่มความพิเศษของรุ่นนี้ไปอีกระดับ มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ลาย Net Spoke สีดำ พร้อมยางรันแฟลต พวงมาลัยหุ้มหนัง Nappa พร้อมปุ่มควบคุมมัลติฟังก์ชั่น กระจกมองหลังพร้อมฟังก์ชั่นลดแสงสะท้อน (Anti-Dazzle) ยังถูกใส่มาในรถรุ่นนี้ด้วย นอกจากนี้ มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน รุ่น Multitone Red ยังมาพร้อมระบบความบันเทิงภายในรถและระบบการสื่อสารอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทาง จอระบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว และ Apple CarPlay สร้างบรรยากาศตื่นเต้นเร้าใจตลอดการเดินทาง

รถยนต์ มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน รุ่น Multitone Red มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน ทำงานควบคู่ระบบเกียร์ Steptronic Sport 7 จังหวะแบบคลัตช์คู่ เครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาด 2 ลิตร ส่งพละกำลังรวมสูงสุด 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า ที่ 5,000 – 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350 – 4,600 รอบต่อนาที สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 7.2 วินาที รถมินิรุ่นนี้ยังยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วยเทคโนโลยีการขับขี่สุดล้ำ ทั้งระบบควบคุมการขับขี่ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นเบรก (Cruise Control with Braking Function) ระบบช่วยเหลือการขับขี่ (Driving Assistant) เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ยิ่งขึ้นด้วยระบบ Dynamic Traction Control (DTC) ที่มาพร้อมระบบ Electronic Differential Lock Control (EDLC) และระบบเบรก ABS ที่ได้รับการติดตั้งเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายและปลอดภัยสูงสุด

 

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ คลาสสิก
ราคาจำหน่าย: 3,248,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา MSI Standard)

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คือรุ่นรถยนต์ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณมอเตอร์สปอร์ตอย่างแท้จริง โดยจากการพัฒนาครั้งล่าสุด มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ได้กลายเป็นรถสปอร์ตอันดับต้น ๆ ของเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียมขนาดเล็ก ตื่นเต้นเร้าใจมากยิ่งขึ้นด้วยสีใหม่ในสีเหลือง Zesty Yellow สดใส และการดีไซน์แบบใหม่พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครันยิ่งขึ้น รวมไปถึงระบบปฏิบัติการใหม่และแพ็คเกจอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะเพิ่มความสนุกในการขับขี่สุดเร้าใจตามแบบฉบับของผู้ขับขี่แต่ละคนได้อย่างเต็มพิกัด

ส่วนหน้าของตัวรถสะดุดตาด้วยไฟหน้าทรงกลมแบบ LED พร้อมไฟสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน และช่องระบาย
ความร้อนทรงหกเหลี่ยม เพิ่มความโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น ช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการระบายอุณหภูมิของระบบขับเคลื่อนและระบบเบรกสำหรับการขับขี่แบบสปอร์ตเต็มรูปแบบ กรอบไฟเลี้ยวด้านหน้าและด้านหลังยังมีดิฟฟิวเซอร์ดีไซน์ใหม่ ที่ช่วยให้อากาศไหลผ่านใต้ท้องรถได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ไฟหน้าแบบ Adaptive LED ย้งมาพร้อมกับฟังก์ชั่น Matrix ส่องสว่างได้ไกลยิ่งขึ้น การตกแต่งภายนอกด้วยสีดำ Piano Black หลังคาและฝาครอบกระจกข้างสีดำและสีขาว รวมถึงล้ออัลลอย ขนาด 17 นิ้ว ลาย John Cooper Works Track Spoke สีดำ พร้อมยางรันแฟลต เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวของมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ คลาสสิก ใหม่ คันนี้ได้อย่างลงตัว

สุดยอดความสนุกเร้าใจในการขับขี่และฟังก์ชั่นการใช้งานแบบสปอร์ต ยังสัมผัสได้ถึงภายในตัวรถด้วยแพ็คเกจไฟตกแต่ง (Lights Package) หลังคากระจกแบบพาโนรามา พวงมาลัยหุ้มหนัง Nappa พร้อมปุ่มควบคุมมัลติฟังก์ชั่น มากไปกว่านั้น พื้นผิวด้านในของตัวรถยังตกแต่งด้วยสีดำ Piano Black และการบุเบาะนั่งทรงสปอร์ตของ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ด้วยหนัง Dinamica สีดำ Carbon Black โดยสามารถปรับระดับความสูงของเบาะนั่งของผู้โดยสารตอนหน้าได้

ขุมพลังของมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ คลาสสิก ใหม่ มาจากเครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาด 2 ลิตร ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์ Steptronic Sport 8 จังหวะ ส่งพละกำลังรวมสูงสุด 170 กิโลวัตต์ / 231 แรงม้า ที่ 5,200 – 6,200 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 320 นิวตันเมตร ที่ 1,450 ถึง 4,800 รอบต่อนาที และสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.1 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 246 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยังมาพร้อมกับช่วงล่าง Adaptive แบบใหม่และโหมดการขับขี่ MINI Driving Modes เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ คลาสสิค ยังเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ผ่านความปลอดภัยและการเชื่อมต่ออย่าง
ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบควบคุมระยะการจอด (Park Distance Control) ที่มาพร้อมเซนเซอร์ด้านหลัง ระบบเบรก ABS และเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ยิ่งขึ้นด้วยระบบ Dynamic Traction Control (DTC) ที่มาพร้อมระบบ Electronic Differential Lock Control (EDLC) นอกจากนี้ ดีไซน์ต่าง ๆ ภายในรถยังได้มีการปรับเปลี่ยนอย่างแผงคอนโซลกับหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว Apple CarPlay และระบบเครื่องเสียง HiFi loudspeaker Harman Kardon

บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ สีดำ Black Storm Metallic และสีแดง Passion Racing Red
ราคาจำหน่าย: ราคาโดยประมาณ 950,000 – 1,150,000 บาท (รอประกาศราคาอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้) 

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เตรียมเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ซูเปอร์สปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2552 บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ มาพร้อมคุณสมบัติเหนือชั้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น แชสซีและระบบช่วงล่างที่เหนือชั้นกว่าที่เคย ระบบ Brake Slide Assist ใหม่ ระบบควบคุม Dynamic Traction Control ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นควบคุมการลื่นไถล (Slide Control) การออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ได้รับการปรับให้เหมาะสมยิ่งขึ้นด้วยวิงเล็ท ส่วนท้ายที่โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นกว่าเดิม และอีกหลากหลายระบบช่วยเหลือล้ำสมัย คุณสมบัติดังกล่าวช่วยสร้างไดนามิกการขับขี่ที่เหนือชั้น พร้อมมอบสมรรถนะขั้นสูงสุดและประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใครให้แก่เหล่านักบิด

บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน 4 วาล์วไทเทเนียมต่อลูกสูบ DOHC และ BMW ShiftCam ความจุ 999 ซีซี ส่งพละกำลัง 154 กิโลวัตต์ (210 แรงม้า) ที่ 13,750 รอบต่อนาที ให้ความเร็วสูงสุดที่ 303 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบต่อนาที ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการขับขี่และการเร่งขณะขับขี่ที่ความเร็วต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 6.4 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และรองรับน้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วค่าออกเทน 95-98

หนึ่งในไฮไลท์ของบีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ คือโครงสร้างตัวถังแบบ Flex Frame แชสซีที่ได้รับการพัฒนาใหม่ และการตั้งค่าระบบช่วงล่างใหม่ โดยมาพร้อมโครงสร้างเฟรมอลูมิเนียมจากการเชื่อมชิ้นส่วนอลูมิเนียม 4 ชิ้นที่ผ่านกระบวนการหล่อขึ้นรูปด้วยแรงโน้มถ่วง (Gravity Die Casting) และผสานโครงสร้างเครื่องยนต์เข้าไว้ด้วยกัน โดยมีช่องเปิดบริเวณด้านข้างของเฟรมหลักเพื่อเสริมความคล่องตัวด้านข้าง และสำหรับแชสซีใหม่ยังได้รับการพัฒนาในด้านความแม่นยำในการขับขี่ การควบคุมที่เฉียบคม และการตอบสนองจากล้อหน้าที่ฉับไวยิ่งขึ้น

บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ ยังสามารถรองรับสไตล์การขับขี่ที่หลากหลาย ทั้ง 4 รูปแบบการขับขี่พื้นฐาน ได้แก่ “Rain”, “Road”, “Dynamic” และ “Race” อีกทั้งยังมาพร้อมโหมดการขับขี่แบบโปร ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับเปลี่ยนการควบคุมต่าง ๆ ให้ตรงกับรูปแบบการขับขี่เฉพาะตัว ทำงานร่วมกับระบบ Dynamic Traction Control ที่มาพร้อมฟังก์ชั่น Slide Control ใหม่ ที่สามารถให้ผู้ขับขี่เลือกการตั้งค่าการดริฟท์ได้สองระดับขณะเร่งออกจากโค้ง ทำงานโดยใช้การตรวจจับจากเซนเซอร์ควบคุมองศาการเลี้ยว ซึ่งเมื่อตรวจจับการเอียงรถได้ ระบบ Dynamic Traction Control จะปล่อยให้ล้อหลังลื่นไถลเพื่อให้เกิดการดริฟท์ขณะออกจากโค้ง และเมื่อถึงระดับที่ได้ตั้งค่าไว้ ระบบจะทำงานเพื่อลดการลื่นไถลของล้อและสร้างเสถียรภาพให้แก่ตัวรถ

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบ ABS Pro ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ Brake Slide Assist ซึ่งมีความสำคัญและสามารถ
ช่วยเหลือผู้ขับขี่ขณะอยู่ในสนามแข่งได้เป็นอย่างมาก ทำงานด้วยเซนเซอร์ควบคุมองศาการเลี้ยวคล้ายกับฟังก์ชั่น
Slide Control ในระบบ Dynamic Traction Control ให้ผู้ขับขี่สามารถตั้งค่าระดับการดริฟท์ สำหรับการดริฟท์โดยใช้เบรก (Braking drift) ขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วอย่างคงที่ และยังมาพร้อมระบบ Hill Start Control ช่วยออกตัวในทางลาดชัน ในขณะที่ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติยังช่วยให้ผู้ขับขี่รักษาความเร็วรถให้คงที่ได้ นอกจากนั้น ระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์ Gear Shift Assistant Pro ยังช่วยให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงได้เกือบทุกช่วงน้ำหนักบรรทุกและช่วงความเร็วรอบเครื่องยนต์โดยไม่ต้องควบคุมคลัตช์ ระบบทำความร้อนที่แฮนด์ยังช่วยป้องกันมือชาและความเมื่อยล้าเมื่อขับขี่ไปในในสภาพอากาศที่หนาวเย็น

บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ ยังมีเอกลักษณ์ใหม่ที่สืบทอดจากรุ่น M RR โดยมาพร้อมวิงเล็ท เพื่อช่วยเสริมแรงกดบนล้อหน้า โดยเฉพาะขณะเร่งความเร็ว ซึ่งวิงเล็ทนี้จะช่วยเสริมแรงกดอากาศและน้ำหนักบนล้อหน้า และยังมาพร้อมโครงสร้างแชสซีแบบ M Chassis Kit ที่มีการยกด้านท้ายรถสูงขึ้น และสวิงอาร์มที่สามารถปรับหมุนได้ พร้อมด้วยแบตเตอรี่ M น้ำหนักเบามาเป็นอุปการณ์มาตรฐาน

ด้านดีไซน์ บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ ยังมาพร้อมรูปโฉมด้านหน้าใหม่ โดดเด่นด้วยวิงเล็ท และด้านท้ายแบบใหม่ที่สปอร์ตและน้ำหนักเบายิ่งขึ้น ระบบไฟ LED เต็มรูปแบบมาตรฐานบริเวณไฟหน้า ไฟท้าย และไฟเลี้ยว ตอกย้ำถึงความโฉบเฉี่ยวและความดุดันของบีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ดีไซน์ตัวถังใหม่พร้อมเบาะนั่งซ้อนท้ายทรงสง่าสร้างความโดดเด่นสะดุดตาจากรุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน โดยมาในสีใหม่ล่าสุด ได้แก่ สีดำ Black Storm Metallic และสีแดง Passion Racing Red


บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B สี Black Storm Metallic
ราคาจำหน่าย: 1,475,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B สี Gravity Blue Metallic
ราคาจำหน่าย: 1,500,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B สี Manhattan Metallic Matte
ราคาจำหน่าย: 1,500,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B สี Option 719 Mineral White Metallic
ราคาจำหน่าย: 1,575,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B สี Option 719 Galaxy Dust Metallic
ราคาจำหน่าย: 1,595,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental สี Black Storm Metallic
ราคาจำหน่าย: 1,615,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental สี Option 719 Mineral White Metallic
ราคาจำหน่าย: 1,715,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental โดดเด่นด้วยความเป็นมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งที่หรูหรา ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B มาพร้อมความเป็นมอเตอร์ไซค์สไตล์แบกเกอร์เต็มตัวด้วยรูปลักษณ์ที่ดูทั้งเรียบง่ายและปราดเปรียว พร้อมด้วยกระเป๋าสัมภาระข้างรถที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับฝาครอบไฟหน้ารถ และสำหรับรุ่น R 18 Transcontinental จะมีกล่องสัมภาระท้ายรถ (top case) อีกด้วย ส่วนประกอบเพื่อการใช้งานและดีไซน์ต่าง ๆ เช่น โครงสร้างเหล็กกล้าสองชั้น ถังน้ำมันทรงหยดน้ำขนาด 24 ลิตร เพลาแบบเปิดเปลือย พร้อมลูกเล่นการทำสีแบบลายเส้นคู่ ล้วนสะท้อนถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมอเตอร์ไซค์แบบทัวริ่งและครูสเซอร์ยอดนิยม และด้วยระบบสวิงอาร์มคู่ขนาบข้างและคานรับน้ำหนักแบบยื่น โครงสร้างตัวรถอันแข็งแกร่งจากมอเตอร์ไซค์ระดับตำนานอย่างบีเอ็มดับเบิลยู R 5 จึงถูกถ่ายทอดสู่ยุคปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งสองรุ่นยังมากับรูปลักษณ์แบบใหม่ด้วยตัวเลือกสีตัวถังใหม่อันหลากหลาย

หัวใจหลักของมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental และ R 18 B คือเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบที่เรียกว่า “บิ๊กบ็อกเซอร์” ซึ่งนับเป็นเครื่องยนต์แบบ 2 สูบวางเรียงที่มีสมรรถนะสูงสุดในรถมอเตอร์ไซค์ที่ผลิตออกจำหน่ายในตลาดทั่วไป ด้วยความจุ 1,802 ซีซี ส่งพละกำลังสูงสุด 67 กิโลวัตต์ (91 แรงม้า) ที่ 4,750 รอบต่อนาที ส่งแรงบิด 158 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที พร้อมพลังขับเคลื่อนและเสียงเครื่องยนต์กระหึ่มเร้าใจด้วยความเร็วสูงสุด มากกว่า 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้านแชสซีของบีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental และ R 18 B เป็นโครงสร้างเหล็กกล้าสองชั้น พร้อมแกนหลักชิ้นส่วนขึ้นรูปจากแผ่นเหล็ก ทั้งยังโดดเด่นด้วยมาตรฐานการผลิตคุณภาพสูงและความประณีตในรายละเอียดต่าง ๆ เช่น การเชื่อมข้อต่อระหว่างโครงสร้างเหล็กและการขึ้นรูปชิ้นส่วนเหล็กหล่อต่าง ๆ นอกจากนี้ สวิงอาร์มหลังยังยึดต่อกับเพลาหลังด้วยข้อต่อสลักเกลียวแบบดั้งเดิม

ระบบช่วงล่างของบีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental และ R 18 B ใช้ช่วงล่างแบบเทเลสโคปิก และระบบสวิงอาร์มที่ติดตั้งโดยตรงบนคานรับน้ำหนักแบบยื่นที่สามารถปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ เพื่อให้ควบคุมล้อที่หล่อด้วยวัสดุอัลลอยน้ำหนักเบาชั้นเลิศได้อย่างแม่นยำ พร้อมมอบการขับขี่ที่นุ่มสบาย คานรับน้ำหนักด้านหลังสามารถปรับตั้งค่าความหนืดได้และมีระบบชดเชยโหลดอัตโนมัติเพื่อตอบสนองการขับขี่ที่เหนือระดับ และเช่นเดียวกับรถรุ่นตำนานอย่างบีเอ็มดับเบิลยู R 5 แกนโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกของ R 18 ทั้งสองรุ่นก็มาพร้อมกับปลอกหุ้มโช้ค นอกจากนี้ ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมกับระบบดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้า และดิสก์เบรกเดี่ยวที่ล้อหลัง ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบตายตัว 4 ลูกสูบ และระบบเบรก ABS ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental ติดตั้งเบาะที่นั่งที่นุ่มสบายพร้อมระบบอุ่นเบาะที่นั่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อความสบายในการขับขี่ทางไกลแม้มีคนนั่งซ้อนท้าย ส่วนเบาะที่นั่งในรุ่น R 18 B เป็นเบาะที่นั่งสำหรับสองคนที่มีขนาดเล็กลง บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental มาพร้อมบันไดข้างเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนรุ่น R 18 B มากับที่พักเท้าที่กว้างขึ้นและสะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่า R 18 รุ่นก่อนหน้า

ส่วนขับขี่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษทั้งสองรุ่น มาพร้อมกับมาตรวัดแบบอนาล็อก หน้าปัดทรงกลม 4 ช่อง และจอสีแสดงผลแบบ TFT ขนาด 10.25 นิ้ว พิมพ์ตัวอักษร “BERLIN BUILT” เสริมความคลาสสิกให้บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental และ R 18 B ใหม่ จอสีแสดงผลแบบ TFT ยังสามารถอ่านได้ง่าย และสามารถเชื่อมต่อกับ
สมาร์ทโฟนผ่าน BMW Connected App เสริมความสะดวกในการใช้งานและแสดงข้อมูลการขับขี่อย่างเต็มที่

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental และ R 18 B มาพร้อมกับประสบการณ์เครื่องเสียงคุณภาพ โดยพัฒนาร่วมกับผู้ผลิตเครื่องเสียงสัญชาติอังกฤษอย่าง Marshall และลำโพงแบบ two-way (แยกซับวูฟเฟอร์) ที่ติดตั้งบนหน้าปัดของฝาครอบไฟหน้ารถ พร้อมด้วยหน้ากากลำโพงสีดำที่แต่งด้วยตัวอักษร Marshall สีขาว เสริมลุคคลาสสิกให้กับมอเตอร์ไซค์ โดยบีเอ็มดับเบิลยู R 18 B มาพร้อมกับระบบเครื่องเสียง Marshall Gold Series Stage 1 ซึ่งประกอบด้วยลำโพง 2 ตัว และซับวูฟเฟอร์ 2 ตัว ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental ติดตั้งระบบเครื่องเสียง Marshall Gold Series Stage 2 มาพร้อมลำโพง 4 ตัว และซับวูฟเฟอร์ 2 ตัว ด้วยกำลัง 280 วัตต์

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental มาพร้อมกับสีตัวถังใหม่ ด้วยสีดำ Black Storm Metallic และสีขาว Option 719 Mineral White Metallic ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B โดดเด่นด้วยตัวถังสีดำ Black Storm Metallic สีเทาด้าน Manhattan Metallic Matte สีฟ้า Gravity Blue Metallic สีขาว Option 719 Mineral White Metallic และสีม่วงเหลือบฟ้า Option 719 Galaxy Dust Metallic

 

อุ่นใจขึ้นและสนุกกว่าในทุกเส้นทางกับข้อเสนอพิเศษในงานมอเตอร์โชว์ 202

ข้อเสนอพิเศษจากบีเอ็มดับเบิลยู

รุ่น ข้อเสนอ เงื่อนไข
บีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupé M Sport ·   ฟรี ข้อเสนอ BMW Protect (ประกันภัยชั้นหนึ่ง) สูงสุด
3 ปี*

·   ดาวน์ 0%

·   สำหรับลูกค้าที่ทำสัญญาเช่าซื้อ สัญญา
เช่าซื้อแบบมีบอลลูน และสัญญาเช่า
ทางการเงิน รับข้อเสนอ BMW Protect ประกันภัยชั้นหนึ่งสูงสุด 2 ปี

·   สำหรับสัญญา Freedom Choice รับข้อเสนอ BMW Protect ประกันภัยชั้นหนึ่ง สูงสุด 3 ปี

บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู 530e Elite

บีเอ็มดับเบิลยู 530e Luxury

บีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู 630i GT M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive30d M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sport

·   ฟรี ข้อเสนอ BMW Protect (ประกันภัยชั้นหนึ่ง) สูงสุด
2 ปีเต็ม*

·   ดาวน์ 0%

·   สำหรับลูกค้าที่ทำสัญญาเช่าซื้อ สัญญา
เช่าซื้อแบบมีบอลลูน และสัญญาเช่าทางการเงิน รับข้อเสนอ BMW Protect ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี

·   สำหรับสัญญา Freedom Choice รับข้อเสนอ BMW Protect ประกันภัยชั้นหนึ่ง สูงสุด 2 ปี

บีเอ็มดับเบิลยู X1 (รุ่นก่อนปรับโฉม) ·  ฟรี ข้อเสนอ BMW Protect (ประกันภัยชั้นหนึ่ง) 1 ปี*

·   ดาวน์ 0%

·   ขยายระยะเวลาโปรแกรมบำรุงรักษา BSI เป็น 10 ปี*

·   สำหรับลูกค้าที่ทำสัญญาเช่าซื้อ สัญญา
เช่าซื้อแบบมีบอลลูน สัญญาเช่าทางการเงิน และสัญญา Freedom Choice

 

บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive

·  ฟรี ข้อเสนอ BMW Protect (ประกันภัยชั้นหนึ่ง) 1 ปี*

·   ดาวน์เริ่มต้น 15%

·   สำหรับลูกค้าที่ทำสัญญาเช่าซื้อแบบมีบอลลูน สัญญาเช่าทางการเงิน และสัญญา Freedom Choice
รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%

·   บีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive35 M Sport

·   บีเอ็มดับเบิลยู i4 M50

·   บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport

·   บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport

·   บีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport

·   บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport

·   รับฟรี แท่นชาร์จ BMW Wallbox *

·   ดาวน์เริ่มต้น 15%

·   สำหรับลูกค้าที่ทำสัญญาเช่าซื้อ สัญญา
เช่าซื้อแบบมีบอลลูน สัญญาเช่าทางการเงิน และสัญญา Freedom Choice

 

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

 

ข้อเสนอชุดแต่ง M Performance Edition พิเศษจากบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย นำเสนอบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport (M Performance Edition) ใหม่ ด้วยรูปลักษณ์ที่สะดุดตายิ่งขึ้นสำหรับรุ่นรถยนต์ซีดานพรีเมียมที่ประสบความสำเร็จที่สุดของแบรนด์ พร้อมชุดอุปกรณ์ตกแต่ง BMW M Performance เสริมความคล่องแคล่วปราดเปรียวตามสไตล์กีฬามอเตอร์สปอร์ต ผสานเสน่ห์เฉพาะตัวอันโดดเด่นของรถยนต์ผู้บริหารสุดหรู ผลิตมาเป็นพิเศษพร้อมให้จำหน่ายสำหรับรถยนต์สองรุ่นดังกล่าว ในราคาพิเศษเพียง 55,555 บาท จากราคาปกติ 240,029 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าติดตั้ง) สิทธิพิเศษนี้มีให้สำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์ผ่าน https://shop.bmw.co.th/ ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 18:00 น. เป็นต้นไป ในจำนวนจำกัดเพียง 55 คันเท่านั้น

สำหรับชุดอุปกรณ์ตกแต่ง M Performance ในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport (M Performance Edition) ใหม่ ประกอบด้วย กระจังหน้าทรงไตคู่คาร์บอนไฟเบอร์ M Performance, สปลิทเตอร์หน้าคาร์บอนไฟเบอร์ M Performance, สปอยเลอร์หลังคาร์บอน, ฝาครอบกระจกคาร์บอน, แถบสติ๊กเกอร์ข้างตัวรถ
M Performance และสติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ M Performance บริเวณสเกิร์ตข้าง

ข้อเสนอพิเศษจากมินิ

รุ่น ข้อเสนอ เงื่อนไข
·   มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน
เอนทรี
·     ฟรี ข้อเสนอ MINI Protect 1 ปีเต็ม* ·   สำหรับลูกค้าที่ทำสัญญาเช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อแบบมีบอลลูน สัญญาเช่าทางการเงิน และสัญญาFreedom Choice

 

·   มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ·     ฟรี ข้อเสนอ MINI Protect 1 ปีและขยายระยะเวลาโปรแกรมบำรุงรักษา MSI เป็น 10 ปี*
·   มินิ คูเปอร์ เอสอี ·     ฟรี ระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าภายในบ้าน MINI Wall Charger และข้อเสนอ MINI Protect 1 ปี*
·     ฟรี ข้อเสนอ MINI Protect 2 ปี*

 

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

 

ข้อเสนอพิเศษจากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

รุ่น ข้อเสนอ
บีเอ็มดับเบิลยู F 900 R

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR

·     ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 5 ปี
บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Pure

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 (First Edition)

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Classic (First Edition)

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B (First Edition)

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental (First Edition)

บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT

·     ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งนาน 1 ปี
บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS / GS Adventure ·     ฟรี ชุดกล่องบรรทุกสัมภาระด้านข้างแบบอลูมิเนียม (Aluminum Panniers)
บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS ·     ฟรี ชุดกล่องบรรทุกสัมภาระด้านท้ายแบบอลูมิเนียม (Aluminium top box)

 *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.bmw.co.th, www.mini.co.th, www.bmw-motorrad.co.th เฟซบุ๊กแฟนเพจ BMW Thailand, MINI Thailand และ BMW Motorrad Thailand หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

อีซูซุรับรางวัลเกียรติยศ “สุดยอดองค์กรแห่งปี” (Thailand Top Company Awards 2023)

0

คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด รับมอบรางวัลเกียรติยศ “สุดยอดองค์กรแห่งปี” (Thailand Top Company Awards) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 จาก ฯพณฯ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ประธานในพิธีให้เกียรติมอบรางวัล โดยอีซูซุได้รับเลือกให้รับรางวัลในฐานะที่เป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงสุดของประเทศ ในกลุ่ม “อุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์” ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ รชประสงค์

 

ร่วมติดตามและอัพเดทข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่  www.isuzu-tis.com  หรือ LINE: @isuzuthai

BYD จัดพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานผลิตรถยนต์แห่งแรกในประเทศไทย พร้อมส่งมอบรถ BYD ATTO 3 คันที่ 9,999 และ 10,000

0

BYD บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของจีน จัดพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานผลิตรถยนต์สาขาต่างแดนแห่งแรกในประเทศไทย พร้อมจัดพิธีส่งมอบรถ BYD ATTO 3 คันที่ 9,999 และ 10,000 ในคราวเดียวกัน โดยพิธีดังกล่าวสะท้อนชัดถึงการเติบโตทางธุรกิจของ BYD ในต่างแดนรวมถึงความแข็งแกร่งทางธุรกิจที่หยั่งรากลึกยิ่งขึ้นของแบรนด์ในตลาดเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีบุคคลสำคัญจากหลากหลายวงการในประเทศไทยเข้าร่วม อาทิ คุณนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), คุณพิริยะ เข็มพล ที่ปรึกษาพิเศษด้านการต่างประเทศ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), คณสุพจน์ ต่ออาจหาญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง, คุณณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานหอการค้าไทย-จีน, คุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), คุณทรงศักดิ์ ชื่นตา ผู้อำนวยการ กนอ. สำนักงานนิคมอุตสาหกรรม อีสเทิร์นซีบอร์ด 1-4  และ คุณประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ BYD ในประเทศไทย เป็นต้น

ในปี 2565 BYD มียอดขายพาหนะพลังงานใหม่สูงถึง 1.86 ล้านคันหรือสูงขึ้นร้อยละ 208.6 จากปีก่อนหน้า จึงขึ้นแท่นเป็นผู้นำพาหนะพลังงานใหม่ของโลกในแง่ยอดขายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2566 ยอดขายพาหนะพลังงานใหม่ของ BYD สูงถึง 193,655 คัน นับเป็นตัวเลขก้าวกระโดดจากยอด 88,283 คันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ในตลาดยานยนต์ไฟฟ้า 100% ยอดขายของ BYD อยู่ที่ 90,639 คันในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2566 เมื่อรวมกับยอดขายจากเดือนมกราคมของปีเดียวกัน ยอดขายรวมจะสูงถึง 161,977 คัน หรือเติบโตร้อยละ 80.86 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากที่ BYD มีแผนยกระดับการดำเนินงานตลอดจนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิตและช่องทางการขายอย่างแข็งขัน พร้อมทั้งยังมีแรงหนุนยานพาหนะพลังงานใหม่อย่างจริงจังจากภาครัฐบาลในหลายประเทศ

ในระหว่างร่วมงานพิธีวางศิลาฤกษ์ข้างต้น นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า “การจัดตั้งฐานผลิตในประเทศไทยของ BYD จะเสริมพลังให้แก่อุตสาหกรรมพาหนะพลังงานใหม่ของไทย รวมถึงช่วยสร้างงานและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ที่สำคัญ ยังเป็นการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและไทยด้วย”

นายพิริยะ เข็มพล ที่ปรึกษาพิเศษด้านการต่างประเทศ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แสดงความเห็นว่า “ปัจจุบัน ทุกประเทศใส่ใจต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขาดแคลนพลังงาน การส่งเสริมการพัฒนาพาหนะพลังงานใหม่จึงถือเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการปกป้องโลกและถือเป็นสิ่งที่ต้องเลือกทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หากต้องการส่งเสริมความยั่งยืนทางเศรษฐกิจบนโลกใบนี้”

มร.หลิว เสวียเลี่ยง ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท บีวายดี ออโต้ อินดัสทรี จำกัด ระบุว่า “BYD ยึดมั่นในปรัชญา ‘เทคโนโลยี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอนาคต’ ขององค์กรมาโดยตลอด จึงส่งเสริมนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับพาหนะพลังงานใหม่อย่างต่อเนื่อง การจัดตั้งฐานการผลิตรถในไทยถือเป็นกุญแจสำคัญในการเร่งขยายธุรกิจในตลาดเอเชีย-แปซิฟิกและการพัฒนาอุตสาหกรรมในตลาดท้องถิ่น”

มร.หวาง ลี่ผิง อัครราชทูตที่ปรึกษาเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวว่า “พิธีวางศิลาฤกษ์ในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของ BYD ที่มุ่งมั่นขยายฐานการผลิตและขับเคลื่อนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงเป็นประจักษ์พยานสำคัญถึงความพยายามของ BYD ในการเร่งขับเคลื่อนแวดวงพลังงานใหม่และสร้างการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นจริงในระดับโลก”

ทั้งนี้ ภายในงานดังกล่าว BYD ยังได้ส่งมอบรถ BYD ATTO 3 คันที่ 9,999 และ 10,000 ให้แก่ลูกค้าอีกด้วย เพื่อต้องการแสดงความขอบคุณต่อลูกค้าตลอดจนประกาศความมุ่งมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพและนวัตกรรม

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้กลายเป็นศูนย์กลางพาหนะพลังงานใหม่ที่สำคัญแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ณ วันที่ 31 มกราคม 2566 มีจำนวนพาหนะพลังงานใหม่ที่จดทะเบียนใช้งานในไทยแล้วทั้งสิ้น 16,672 คัน สูงขึ้นร้อยละ 281.86 เมื่อเทียบกับเดือนมกราคมปีก่อนหน้า ที่สำคัญ ตลาดพาหนะพลังงานใหม่ยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอีกอย่างรวดเร็ว เพราะจำนวนรุ่นรถยนต์ในตลาดและมาตรการให้เงินสนับสนุนเพื่อส่งเสริมการใช้งานพาหนะที่เป็นต่อสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลไทย

เฉพาะแค่รถ BYD ATTO 3 รุ่นเดียว BYD ยังสามารถจดทะเบียนรถได้มากถึง 1,352 คัน นับตั้งแต่เริ่มวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วจนถึงปลายเดือนมกราคมปีนี้ โดยจำนวนดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8 ของจำนวนพาหนะพลังงานใหม่ที่จดทะเบียนในประเทศไทย และจำนวนรถ BYD ATTO 3 ที่จดทะเบียนในไทยยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยตัวเลขพุ่งไปแตะ 3,000 คันแล้ว ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 สะท้อนชัดถึงตำแหน่งผู้นำของ BYD ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% ของไทย

BYD ATTO 3 เป็นรถยนต์เอนกประสงค์ SUV แบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% รุ่นแรกที่ BYD เปิดตัวในตลาดไทยพร้อมแพลตฟอร์มออนไลน์ (e-platform) ระดับ 3.0 นับเป็นรถคุณภาพเยี่ยมทั้งในด้านดีไซน์ เทคโนโลยี ประสิทธิภาพการใช้งานและประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ ในพิธีส่งมอบรถ BYD ATTO 3 คันที่ 9,999 และ 10,000 ให้ลูกค้า โดย มร.เค่อ หยู่ปิน ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ส่งส่งมอบรถให้แก่ลูกค้า พร้อมให้คำมั่นว่าเราจะทำงานหนักต่อไปเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า รวมถึงเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมพาหนะพลังงานใหม่ด้วย”

การก่อสร้างและส่งเสริมฐานผลิตรถยนต์มีความเกี่ยวข้องกันชนิดที่แยกออกจากกันไม่ได้ ทันทีที่ฐานผลิตเริ่มประกอบการ ระยะเวลารอรับรถของลูกค้าในตลาดไทยจะลดลงเพราะไม่ต้องเสียเวลารอกระบวนการนำเข้า รอรถถูกขนส่งมาทางเรือและรอรถผ่านพิธีการศุลกากรซึ่งใช้เวลานาน เรียกได้ว่าฐานผลิตในไทยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการส่งมอบผลิตภัณฑ์ของ BYD และตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในตลาดไทยได้ดียิ่งขึ้น

 

 

 

ฐานผลิตรถยนต์ของ BYD ในไทยมีพื้นที่เกือบ 600 ไร่ (1 ไร่มีขนาดราว 1,600 ตารางเมตร) และพร้อมจะเริ่มผลิตในปีหน้าด้วยกำลังผลิตต่อปีที่สูงถึงราว 150,000 คัน ในอนาคต  BYD จะเดินหน้านำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายยิ่งขึ้นรวมถึงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้นแก่ผู้บริโภคชาวไทย พร้อมทุ่มสุดตัวเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมพาหนะพลังงานใหม่และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยด้วย

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เผยแผนธุรกิจปี 2566 ภายใต้วิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” เติมเต็ม EV Portfolio ในไทยอีก 3 รุ่น

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) แถลงผลการดำเนินงานในปี 2565 พร้อมแสดงวิสัยทัศน์และแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2566 โดยในระดับโลก เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีอัตราการเติบโตของยอดขายกว่า 15% จากปีที่ผ่านมา กวาดยอดขายรถในกลุ่ม Passenger Cars กว่า 2,043,900 คันทั่วโลก พร้อมโชว์ตัวเลขการเติบโตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ ที่สูงถึง 124% ด้วยยอดขายกว่า 117,800 คัน โดยมีรุ่นที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆ อย่าง EQA และ EQB ในด้านของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เติบโตถึง 34% ด้วยยอดจดทะเบียนสะสม 13,182 คัน ในปีที่ผ่านมา ยอดขายรถในเซกเมนต์ Dream Cars โตขึ้น 28% จากยอดขาย CLS และ C-Coupe ยอดขายรถ SUV เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนรถเซกเมนต์ Contemporary Luxury อย่าง The new C-Class E-Class และ S-Class โตขึ้น 12% ตามด้วยรถ Top-end Luxury อย่าง Mercedes-Maybach ตัวเลขยอดขายโตขึ้นกว่า 3 เท่าจากปีที่ผ่านมา

ภายใต้การนำของประธานบริหารคนใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย “มร. มาร์ทิน ชเวงค์” ที่ได้มีการประกาศวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” กับความมุ่งมั่นในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยซึ่งสะท้อนผ่านแผนการดำเนินธุรกิจ ทั้งการให้ความสำคัญเกี่ยวกับแผนงานด้านความยั่งยืน (Sustainability) การนำเสนอรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification) การนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย (Technology and Innovation) และการมอบประสบการณ์แบบลักชัวรี่ (Luxury Experience) ตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยไฮไลท์สำคัญของปีนี้ คือการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ ลงตลาดประเทศไทยทั้งหมด 3 รุ่น เริ่มด้วย EQB 250 AMG Line รถเอสยูวีไฟฟ้า 5 ที่นั่ง ที่ผสานความหรูหราและความสะดวกสบายในทุกมิติ ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย พร้อมเดินทางในทุกเส้นทางด้วยการขับขี่ที่ไร้มลพิษ (Zero-emission) ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมแบตเตอรี่แรงดันสูง วิ่งได้ไกลถึง 460 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP ผลิตและนำเข้าแบบ CBU พร้อมเปิดราคาจำหน่ายที่ 3,020,000 บาท

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2565 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประสบความสำเร็จทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ท่ามกลางความท้าทายต่างๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยในปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จะเดินหน้าด้วยวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” ที่สะท้อนผ่านแผนการดำเนินธุรกิจในทุกมิติทั้งในเรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) สู่การเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2582 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายความยั่งยืนของประเทศไทยที่ตั้งเป้าหมายเป็นประเทศที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 รวมถึงนโยบาย 30@30 ของบอร์ดอีวี ที่จะขยายสัดส่วนของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศให้เป็น 30% ภายในปี 2572 ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์เองก็ตั้งเป้าหมายในการทำให้รถทุกรุ่นที่อยู่ในพอร์ตของเรา เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ภายในปี 2572 เช่นกัน

และสิ่งสำคัญในการทำให้เราบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน คือการนำเสนอรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification) ให้กับผู้บริโภค ในระดับโลก เราได้นำเสนอ VISION EQXX รถยนต์ต้นแบบพลังงานไฟฟ้า 100% ที่ผ่านการทดสอบการขับขี่ในสภาพแวดล้อมจริง ด้วยระยะทางมากกว่า 1,000 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มเพียงหนึ่งครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าเราได้นำยนตรกรรมแห่งอนาคตมานำเสนอให้ทุกคนแล้วในวันนี้ โดยในประเทศไทย เรามีการเปิดตัว EQS 500 4MATIC AMG Premium ที่ถือเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มีระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้ามากที่สุดในประเทศไทย ด้วยระยะทางกว่า 702 กิโลเมตร ต่อจากชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP ซึ่งผู้บริโภคชาวไทยทุกคนสามารถเป็นเจ้าของยนตรกรรมระดับโลกนี้ได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ เรายังได้เปิดตัวยนตกรรมในรูปแบบปลั๊กอินไฮบริด อย่าง C 350 e AMG Dynamic ที่เป็นรถ PHEV ในระดับลักชัวรี่ ที่วิ่งได้ไกลที่สุดในประเทศไทย ด้วยระยะทาง
เกินกว่า 100 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง

และในปีนี้เราได้วางแผนในการขยาย EV Portfolio ในประเทศไทย ผ่านการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ทั้งหมด 3 รุ่น เริ่มด้วย EQB 250 AMG Line หนึ่งในรถภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ ที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก รวมถึงการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าผ่านการร่วมมือกับผู้ผลิตและผู้ให้บริการด้านสถานีชาร์จพลังงานไฟฟ้าชั้นนำ ในประเทศไทย

เมอร์เซเดส-เบนซ์ มุ่งมั่นในการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย (Technology and Innovation) สู่อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย เราพร้อมมอบประสบการณ์ทีเหนือระดับในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น การนำเสนอนวัตกรรมอย่าง จอแสดงผลแบบ Hyperscreen ระบบ MBUX เจเนเรชั่นใหม่ ระบบไฟหน้า Digital Light แบบ Ultra high range beam ที่ส่องสว่างได้ไกลมากกว่า 600 เมตร และแพ็คเกจระบบช่วยเหลือการขับขี่ (Driving Assistance package) รวมถึงระบบลดวงเลี้ยวรถยนต์ (Rear Axle Steering) และนอกเหนือจากประสบการณ์ที่ทุกคนจะได้สัมผัสผ่านยนตรกรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์แล้ว การมอบประสบการณ์แบบลักชัวรี่ (Luxury Experience) ให้กับลูกค้าก็ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ โดยเรามีการสร้างการสื่อสารทั้งภายนอกและภายในองค์กร ในการประสานการทำงานเพื่อทำให้มั่นใจได้ว่า คนในองค์กรและพาร์ทเนอร์ของเราจะสามารถมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายและสอดแทรกความเป็นแบรนด์ลักชัวรี่ในทุกมิติ ตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้กับลูกค้าคนพิเศษของเราทุกคนอย่างไร้ที่ติ”

มร. บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับการดำเนินธุรกิจ ภายใต้วิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้นำมาปรับใช้ในการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดและการสื่อสารในรูปแบบใหม่ เริ่มจากการเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ของการจัดแสดงรถยนต์ในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 โดยในปีนี้เราได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการนำเสนอยุคใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ผ่านการจัดแสดงรถยนต์บนพื้นที่ใหม่ ที่บูธหมายเลข A19 บริเวณฮอล์ 1 ของอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ซึ่งมีการสร้างการรับรู้ให้สาธารณะผ่านแคมเปญการสื่อสาร
ทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยความพิเศษของบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ในปีนี้ จะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” พร้อมมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมบูธ ตั้งแต่ก้าวแรกที่ก้าวเข้ามาในบูธของเราไปจนถึงขั้นตอนที่ลูกค้าตัดสินใจเป็นเจ้าของยนตกรรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ นอกจากนี้ ภายในบูธจะถูกแบ่งโซนในการจัดแสดงรถยนต์ ซึ่งมีให้ชมครบทุกรุ่นตั้งแต่รถยนต์ในแบรนด์ Mercedes-Benz ในกลุ่มของรถ ICE และ PHEV รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%ภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ รถยนต์สมรรถนะสูงในกลุ่ม Mercedes-AMG รถยนต์ระดับ Top-End Luxury อย่าง Mercedes-Maybach พร้อมด้วยยนตรกรรมระดับตำนานอย่าง SL และ G-Class ซึ่งคนไทยทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 หรือที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทั่วประเทศไทย”

นายพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานบริหาร ฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ สำหรับในส่วนงานของฝ่ายบริการลูกค้า เราได้เตรียมพร้อมในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ดิจิตัลใหม่ๆ ใน Mercedes Me Store ที่ลูกค้าสามารถซื้อเพิ่มเติมได้ตามความต้องการเช่น Rear Axle Steering ที่เป็นการลดวงเลี้ยวรถยนต์ เพื่อการควบคุมรถได้ง่ายยิ่งขึ้น Active Distance Assistance Distronic ระบบควบคุมระยะห่างของรถยนต์ขณะขับขี่หรือ Individualization ที่เป็นการเพิ่มความบันเทิงในรูปแบบเฉพาะตัวไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกบรรยากาศภายในรถทั้งเสียงและภาพที่แสดงบนหน้าจอหรือมินิเกมส์ ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความต้องการ นอกจากนี้ ในปีนี้จะมีการนำเสนอระบบการจ่ายเงินค่าบริการผ่านระบบออนไลน์เพื่อให้ครอบคลุมในทุกสถานะของรถเมื่อนำรถเข้ารับบริการเพิ่มเติมจากบริการระบบออนไลน์เดิมที่มีในส่วนของการนัดหมายเข้ารับบริการและแจ้งสถานะของรถขณะกำลังเข้ารับบริการ ยิ่งไปกว่านั้นเรายังมีบริการผู้ช่วยส่วนตัวด้วยการส่งข้อความแจ้งเตือนเมื่อรถถึงระยะเข้ารับบริการหรือตรวจเช็กระบบต่าง ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่หรือระบบเบรก รวมถึงข้อเสนอพิเศษและกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นเพื่อมอบให้กับลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยเฉพาะ และในส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอะไหล่แท้ อะไหล่ StarParts หรือ REMAN สำหรับรถยนต์ที่หมดระยะรับประกัน ผลิตภัณฑ์ยางที่ได้รับการรับรองจาก Mercedes-Benz MO/MOE รวมถึงการบริการซ่อมสีและตัวถังตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และโปรแกรม MBSP แบบต่างๆ ที่ครอบคลุมทุกความต้องการตามการใช้งานของลูกค้า เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดและคงประสิทธิภาพสูงสุดตลอดการใช้งานรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทย”

“แน่นอนว่าอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของเรา คือการสร้างยอดขายที่เติบโตในประเทศไทย ในปีนี้เราคาดหวังตัวเลขการเติบโตแบบ Double-Digit ผ่านการนำเสนอรถยนต์ทั้งหมด 8 รุ่น โดยหนึ่งในนั้นคือรถเอสยูวีไฟฟ้า EQB 250 AMG Line ที่เปิดตัวในวันนี้ ทั้งนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์จะมุ่งมั่นพัฒนายนตรกรรมที่เหนือระดับที่มาพร้อมการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้า สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย” มร. มาร์ทิน ชเวงค์ กล่าวสรุป