Home Blog Page 240

ฟอร์ด จัดประชุมผู้จำหน่ายประกาศกลยุทธ์ต่อยอดความสำเร็จในปี 2023

0

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดงาน Ford National Dealer Meeting 2023 ประชุมใหญ่ประจำปีเพื่อแถลงทิศทางธุรกิจกับผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ โดยในปีนี้ฟอร์ดประกาศชูกลยุทธ์ต่อยอดความสำเร็จของฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถกระบะและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ พร้อมรุกตลาดลูกค้ารายใหญ่ด้วยรถฟอร์ดดัดแปลง ควบคู่ไปกับการยกระดับบริการลูกค้าเพื่อส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับในการเป็นเจ้าของรถฟอร์ด พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจของผู้จำหน่ายเติบโตไปด้วยกัน โดยงานจัดขึ้น ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ 

ในปีนี้ ฟอร์ดและผู้จำหน่ายมุ่งมั่นร่วมกันขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกมิติ ด้วยการต่อยอดธุรกิจจากจุดแข็งที่ฟอร์ดมี ต่อยอดความสำเร็จของรถฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ซึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงสำคัญในการขยายฐานลูกค้าต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้ารุกตลาดลูกค้ารายใหญ่ โดยเน้นสร้างความแตกต่างด้วยจุดแข็งของรถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ที่โดดเด่นด้านสมรรถนะและความอเนกประสงค์ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น พร้อมยกระดับมาตรฐานไปอีกขั้นด้วย โปรแกรม Qualified Vehicle Modifier หรือ QVM ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลกของฟอร์ดในการควบคุมคุณภาพการพัฒนารถยนต์ดัดแปลง

อรรถกร จารุศิลาวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ฟอร์ด ประเทศไทย

สุรวัฒน์ จึงสมประสงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย

​พร้อมกันนี้ ฟอร์ดยังได้แนะนำผู้บริหารใหม่ของฟอร์ด ประเทศไทย คือ นายอรรถกร จารุศิลาวงศ์ ที่ได้เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขาย ฟอร์ด ประเทศไทย รับผิดชอบการบริหารทีมงานฝ่ายขายในการผลักดันยอดขายของรถยนต์ฟอร์ดในประเทศไทยให้เติบโต และนายสุรวัฒน์ จึงสมประสงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย ที่เข้ามารับผิดชอบงานบริหารทีมงานด้านบริการของฟอร์ด พร้อมผลักดันการพัฒนานวัตกรรมด้านการบริการให้กับลูกค้า เพื่อขับเคลื่อนความสำเร็จอย่างต่อเนื่องให้กับแบรนด์ฟอร์ด 

ยิ่งไปกว่านั้น ฟอร์ดยังให้ความสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของผู้จำหน่ายทุกภาคส่วน โดยล่าสุดได้เปิดศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรมบุคลากรฟอร์ดแห่งใหม่เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาทักษะของบุคลากรผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศให้ดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัวด้วยมาตรฐานการบริการระดับโลก ใส่ใจในทุกรายละเอียดด้วยนวัตกรรมด้านบริการใหม่ๆ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ฟอร์ดที่น่าประทับใจ

BRG GROUP ทุ่มงบ ฉลองตำนานความยิ่งใหญ่ กับแคมเปญ BRG 48 Years of Trust มั่นคง เคียงข้างคุณมายาวนานกว่า 48 ปี ที่งาน Motor Show 2023

0

BRG GROUP จัดใหญ่ ทุ่มงบเสิร์ฟแคมเปญฉลองตำนานความยิ่งใหญ่ ครบรอบ 48 ปี กับแคมเปญ “BRG 48 Years of Trust มั่นคง เคียงข้างคุณมายาวนานกว่า 48 ปี” ในปีนี้ BRG GROUP นำทัพด้วย ยานยนต์สปอร์ตสายเลือดอเมริกันระดับตำนานอย่าง Chevrolet Corvette Stingray Coupe 3LT Generation 8 และ Volkswagen ID. Buzz รถตู้ไฟฟ้า100% รุ่นแรกจาก Volkswagen มาให้คุณได้สัมผัสกันที่งานด้วย นอกจากนี้ยังมีกองทัพชุดแต่งรถยนต์  M’z Speed Alphard, M’z Speed Voxy, KUHL RACING Stepwagon Spada และรถยนต์พรีเมียมรุ่นอื่นๆมากมาย เช่น Toyota Land Cruiser  300 , M’z Porsche Macan

งานมหกรรมแสดงยานยนต์ ครั้งที่ 44 หรืองาน Bangkok International Motor Show 2023 ปีนี้จัดขึ้นภายใต้ Concept ที่ว่า Colorful Experiences ชวนคุณมาร่วมสร้างประสบการณ์ให้ครบทุกสีสันไปกับยานยนต์และเทคโนโลยีภายในงาน ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันที่ 22 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2566

และในปีนี้ BRG GROUP ฉลองตำนานความยิ่งใหญ่ ครบรอบ 48 ปี ทุ่มงบจัดแคมเปญ “BRG 48 Years of Trust มั่นคง เคียงข้างคุณมายาวนานกว่า 48 ปี” เพื่อตอบแทนทุกความไว้วางใจของลูกค้าที่มีมาอย่างยาวนาน เพียงคุณจองรถยนต์ที่บูธ BRG GROUP ภายในงาน จะได้สิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลมากมายมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท อาทิ เช่น  iPhone 14, APPLE iPad, SAMSUNG 4K Smart TV 55” , สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า NINEBOT , GOPRO HERO11,ทองคำ 2 สลึง และของรางวัลอื่นๆอีกมากมายภายในงาน (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

BRG GROUP ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์นำเข้าอิสระระ ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท ขนทัพยานยนต์พรีเมียมแห่งอนาคต กว่า 10 รุ่น มาให้คุณได้ยลโฉมของจริงกันที่งาน Thailand International Motor Show 2023 โดยมี รถยนต์สปอร์ตคาร์สุดร้อนแรงระดับโลกอย่าง Chevrolet Corvette Stingray Coupe 3LT Generation 8 มาเป็น Highlight ภายในงาน

ความตื่นเต้นเร้าใจยังไม่หมดเพียงเท่านี้เพราะ BRG GROUP ยังมีเซอไพรส์ใหญ่กับรถตู้ไฟฟ้าสไตล์เรโทรที่มาแรงที่สุดในตอนนี้กับ Volkswagen ID. Buzz รถยนต์แห่งอนาคต เป็นรุ่นแรกและรุ่นสำคัญจาก Volkswagen อีกด้วย

Volkswagen ID. Buzz รถตู้สไตล์เรโทรขุมพลังไฟฟ้า 100% ความคลาสสิคตลอดกาลที่มาพร้อมกับนวัตกรรมสุดล้ำสมัย พร้อมพาคุณก้าวสู่โลกยุคใหม่อย่างแท้จริง สมรรถนะดีเยี่ยมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 201 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุด 144 กม./ชม. ชาร์จเต็ม 1 ครั้งวิ่งไกลถึง 424 กม.

นอกจากนี้เรายังมีสุดยอดยนตรกรรมระดับตำนานอีกมากมาย อาทิ เช่น สุดยอดยนตรกรรมสายลุยแบบออฟโรด แต่ให้ความหรูหราระดับ Luxury อย่าง Toyota Land Cruiser 300 ZX และ ยนตรกรรมสายสปอร์ตสุดแกร่ง ที่ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมทั่วโลกอย่าง M’z Porsche Macan

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ BRG GROUP ยังมีไฮไลท์สุดพิเศษอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือ BRG GROUP ยังได้เอกสิทธิ์เป็นผู้นำเข้าและผู้แทนจัดจำหน่ายชุดแต่งรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมจากสำนักแต่งชื่อดังของประเทศญี่ปุ่นอย่าง M’z Speed และ ชุดแต่งสุดพรีเมี่ยมนำเข้าสุดเท่จากประเทศญี่ปุ่นอย่าง KUHL ที่จะเน้นดีไซน์โดดเด่น แตกต่าง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ให้คุณได้สัมผัสกับสไตล์ของความเท่ที่ไม่ซ้ำใคร

โดยภายในงานจะมีการจัดโชว์ยานยนต์พรีเมียมที่ประกอบชุดแต่ง M’z Speed และ KUHL มาให้คุณได้ยลโฉมกันแบบ Exclusive สุดๆอีกด้วย

BRG GROUP ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์นำเข้าระดับพรีเมี่ยมอันดับ 1 ในประเทศไทย พร้อมโชว์รูมและศูนย์บริการ One Stop Service  มั่นคงด้วยชื่อเสียงที่มีมานานกว่า 48 ปี ตอกย้ำการเป็นผู้นำในวงการรถยนต์พรีเมียมนำเข้าด้วยบริการและพร้อมรองรับทุกความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปได้รวดเร็วเสมอมา

นอกจากลูกค้าที่เข้าไปสั่งจองภายในงานจะได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวแล้ว ในช่วงระยะเวลาระหว่างวันที่ 22 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2566 ลูกค้าที่จะสั่งจองรถผ่านสาขาทั้ง 3 สาขาของ BRG คือสาขาศรีนครินทร์ , สาขารามคำแหง และสาขาแจ้งวัฒนะ ก็จะได้รับข้อเสนอพิเศษนี้เช่นกัน (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

NETA เดินหน้าโครงการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในไทย จับมือบางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี ตั้งเป้าเปิดสายพานการผลิตต้นปี 2567

0

บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ ออโต้โมบิล จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบรนด์ NETA และ บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด ประเดิมแผนกลยุทธ์ธุรกิจระดับสากลปี 2566 เดินหน้าแผนงานโรงงานประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าพวงมาลัยขวาสำหรับตลาดในภูมิภาคอาเซียนในประเทศไทยโดยผนึกกำลังพันธมิตรกับบางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี ตั้งเป้าเปิดสายพานการผลิตภายในปี 2567 

มร. จาง หย่ง (Zhang Yong) ผู้ก่อตั้งและประธาน บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ ออโต้โมบิล จำกัด เปิดเผยว่า “เป้าหมายหลักของ NETA คือการให้ทุกคนได้มีสิทธิในการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียมและได้มีโอกาสใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะได้อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดย NETA ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงจากการแนะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้อย่างแท้จริงในตลาดจีน ทำให้มียอดการส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับลูกค้าแล้วกว่า 260,000 คน  โดยในปีที่ผ่านมา NETA ได้เริ่มขยายการดำเนินงานสู่ระดับสากลโดยมีประเทศไทยเป็นเป้าหมายหลัก และเป็นศูนย์กลางของ NETA สำหรับตลาดในภูมิภาคอาเซียน”

“การสร้างโรงงานประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ NETA  ในประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของแผนงานระดับสากลของ NETA เพื่อเป็นรากฐานที่ต่อยอดไปยังการพัฒนาส่วนงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในแผนกลยุทธ์การขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกของเรา  ทั้งนี้การร่วมมือกับบางชันเยนเนเรล เอสเซมบลี ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนสร้างฐานการประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทันสมัยของ NETA ในภูมิภาคอาเซียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเสริมสร้างทักษะบุคลากรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และสนับสนุนให้ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทยในฐานะผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกและรายใหญ่ที่สุดของอาเซียนให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น”

นายวันชัย  จึงสงวนพรสุข ประธานบริหาร บริษัท บางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี จำกัด  กล่าวว่าบริษัทประสบความสำเร็จในการประกอบรถยนต์และให้บริการแบรนด์รถยนต์ชั้นนำระดับโลกมายาวนานกว่า 50 ปี จนเป็นที่ยอมรับในแวดวงธุรกิจยานยนต์ว่าเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์มากที่สุดบริษัทหนึ่งในประเทศไทย วันนี้เราได้ก้าวผ่านสู่ขั้นตอนสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การขนส่งอย่างยั่งยืนด้วยความร่วมมือกับ NETA ซึ่งเป็นผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับแนวหน้าโดยการนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่น NETA V มาประกอบที่โรงงานประกอบรถยนต์ในเขตนิคมอุตสาหกรรมบางชันแห่งนี้ และมั่นใจว่าความร่วมมือครั้งนี้จะไม่เพียงแต่สร้างโอกาสให้กับคนไทย แต่ยังเป็นตัวเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอีกด้วย”

ปัจจุบัน NETA  มีศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวม 6 แห่ง โดย 3 แห่งอยู่นอกประเทศจีน ครอบคลุมทั้งในเยอรมนี อิตาลี รวมทั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะใน Silicon Valley สหรัฐอเมริกา พร้อมโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้มาตรฐานระดับโลกรวม 3 โรงงานตั้งอยู่ในมณฑลเจ้อเจียง มณฑลเจียงซี และหนานหนิงเขตกวางสี ที่มีกำลังการผลิตรวม 250,000 คันต่อปี  ทั้งนี้โรงงานประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ NETA ในประเทศไทยโดยความร่วมมือกับบริษัทบางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี จำกัด มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแผนการดำเนินงานของ NETA ในระดับสากล เพราะนอกจากจะเป็นโรงงานประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทันสมัยได้มาตรฐานระดับสากลสามารถผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีคุณภาพและนวัตกรรมขั้นสูงในราคาที่จับต้องได้แล้ว โรงงานดังกล่าวจะเป็นฐานการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าพวงมาลัยขวาสำหรับตลาดภูมิภาคอาเซียนของ NETA และยกระดับความสามารถในการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ NETA โดยรวมให้สูงกว่า 250,000 คัน รองรับการเติบโตของยานยนต์พลังงานไฟฟ้าของโลกได้เป็นอย่างดี  ซึ่งการก่อสร้างจะแล้วเสร็จและสามารถเริ่มการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า NETA ได้ในภายในปี 2567

NETA  มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทำตลาด 3 รุ่นได้แก่ NETA V รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์ City Car ; NETA U รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์ SUV รวมไปถึง NETA S รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์สปอร์ต  และมีแผนจะเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ในประเทศจีนอีกหนึ่งรุ่นภายในกลางปีนี้ ทั้งนี้ NETA พร้อมร่วมปฏิรูปการใช้พลังงานใหม่รวมไปถึงมีส่วนร่วมในการจัดทำห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของโลกเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ NETA “Popularizer of Smart EV: สรรสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้”   

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ NETA Call Center โทร. 02-039-5751 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ NETA ได้ที่;

  • Facebook : Neta Auto Thailand
  • Neta Line Official : @netaautothailand
  • Website : www.neta.co.th

วิริยะประกันภัย เปิดวิชั่นปี 66 ปีแห่งนวัตกรรมบริการทั่วไทย

0

วิริยะประกันภัย เดินหน้าพัฒนางานบริการไม่หยุดยั้ง ประกาศแผนงานปี 2566 “ปีแห่งนวัตกรรมบริการ : ทุกความเสี่ยงภัย เราพร้อมเคียงข้างคุณ” เผยการมุ่งมั่นพัฒนางานบริการที่กระทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลให้ผลประกอบการปี 2565 เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากปี 2564 ซึ่งเติบโตอยู่เพียง 1.6% แต่ปีที่ผ่านมากลับเติบโตถึง 5.78% สูงกว่าอัตราการเติบโตของธุรกิจประกันภัยในภาพรวม ซึ่งประเมินกันว่าจะเติบโตที่ 3.5-4.5% โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้น 40,991 ล้านบาท ขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าลูกค้าทะลักขึ้นแท่นเบอร์ 1 เหมือนเดิม ส่วนเป้าหมายปี 66 ตั้งเป้าเติบโต 6% ด้านสถานะทางการเงินยังคงเข้มแข็ง แต่สินทรัพย์ยังคงที่ในระดับเกือบ 70,000 ล้านบาท ส่วนอัตราส่วนเงินกองทุนยังคงเกินค่ามาตรฐานอยู่ที่ 154.97%

นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมาผู้คนในสังคมได้ตระหนักถึงความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายและไม่สามารถควบคุมได้ และเลือกใช้ระบบประกันภัยเข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยง จึงกลายเป็นปัจจัยบวกทำให้ภาพรวมของธุรกิจประกันภัยในปีที่ผ่านมามีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น ซึ่งประเมินกันว่าจะเติบโตอยู่ที่ 3.5-4.5%  ส่วนการดำเนินงานของวิริยะประกันภัยในรอบปีที่ผ่านมา มีอัตราเติบโตที่น่าพึงพอใจเป็นอย่างมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังมีต่อวิริยะประกันภัย และตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพความเป็นผู้นำอันดับ 1 ของธุรกิจประกันวินาศภัย โดยในปี 2565 วิริยะประกันภัยมีเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้น 40,991 ล้านบาท เติบโต 5.78% แยกเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 35,847 ล้านบาท ส่วนเบี้ยประกันภัยที่ไม่ใช่ประกันภัยรถยนต์หรือนอนมอเตอร์ มีเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้น 5,144 ล้านบาท

“ในขณะที่สถานะการเงินวิริยะประกันภัยยังคงมีความมั่นคงเหมือนเดิม โดยมีสินทรัพย์อยู่ที่ 69,946.94 ล้านบาท ด้านอัตราส่วนเงินกองทุนที่ต้องดำรงไว้ตามกฎหมายยังอยู่ในระดับสูงกว่าค่ามาตรฐาน โดยมีอัตราส่วนอยู่ที่ประมาณ 154.97%” นายอมรกล่าว

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2566 นี้ นายอมรเปิดเผยว่า วิริยะประกันภัยยังคงใช้รากฐานความคิดที่เป็นปรัชญาในการทำธุรกิจที่ยึดมั่นมาตลอด 76 ปี และกลายเป็น DNA ของวิริยะประกันภัยไปแล้ว นั่นคือ “ความเป็นธรรม คือนโยบาย” และยังคงใช้กลยุทธ์ในการยึดหลักของลูกค้าเป็นศูนย์กลางเหมือนเดิม แต่ต้องตอบรับกับความเปลี่ยนแปลง ยืดหยุ่น และตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้เพื่อที่ วิริยะประกันภัยยังคงเป็นที่หนึ่งแห่งความเชื่อมั่นในทุกมาตรฐานประกันภัย โดยได้ตั้งเป้ายอดขายปี 2566 ไว้ประมาณ 43,000 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าประมาณร้อยละ 6 แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ประมาณ 37,600 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าประมาณร้อยละ 5 เบี้ยประกันภัยนอนมอเตอร์ประมาณ 5,700 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าประมาณร้อยละ 11

นายอมรเปิดเผยต่อไปอีกว่า ส่วนกลยุทธ์การดำเนินงานในปี 66 นี้จะอยู่ภายใต้แนวคิด “ปีแห่งนวัตกรรมบริการ : ทุกความเสี่ยงภัย เราพร้อมเคียงข้างคุณ” ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มเติมต่อยอดพัฒนาด้านเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรมบริการ โดยจะมุ่งเน้นให้หน่วยงานของบริษัทฯ ที่มีเครือข่ายอยู่ทุกทิศทั่วไทยมีมาตรฐานทางเทคโนโลยีเดียวกัน มีนวัตกรรมบริการที่สอดรับความต้องการแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ได้วางเป้าประสงค์หลักไว้ 3 เป้าหมายด้วยกัน คือ เป้าหมายด้านช่องทางการขาย ด้วยการยกระดับให้สำนักงานมาตรฐานตัวแทนเป็นสำนักงานดิจิตอล สามารถออกกรมธรรม์ให้ลูกค้าได้ด้วยตัวของสำนักงานเอง ทั้งกรมธรรม์ตัวจริงหรือกรมธรรม์อิเล็กทรอนิกส์ ส่งตรงถึงมือถือลูกค้าทันทีที่ได้มีการตกลงทำสัญญาประกันภัย นั่นก็หมายความว่า จะเกิดความสะดวกทั้งตัวแทนวิริยะประกันภัย และลูกค้าไม่ต้องเดินทางไปมาซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ลูกค้ายังมั่นใจได้ว่าจะได้รับความคุ้มครองแน่นอนและทันทีที่ได้ตกลงทำสัญญาประกันภัย

ในขณะที่เป้าหมายด้านการบริการสินไหมทดแทน นอกจากระบบเคลมออนไลน์ “VClaim on VCall” ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้ขยายบริการไปทั่วประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้วิริยะประกันภัยยังคงขยายพื้นที่ให้บริการที่เรียกกันว่า “จุดรอตรวจสอบอุบัติเหตุ” ออกไปทั่วไทย ด้วยการใช้ข้อมูลเป็นตัววิเคราะห์เพื่อหาจุดสมดุลบริการอย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ยังได้จัดหา AI มาทำหน้าที่ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น ควบคู่กับพนักงานสินไหมทดแทนที่มากประสบการณ์ เพื่อที่จะได้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

อีกเป้าหมายหนึ่งคือด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์  ซึ่งในปัจจุบันวิริยะประกันภัยได้สร้างผลิตภัณฑ์สนองรับความต้องการได้หลากหลายครอบคลุมทุกความเสี่ยงภัย รวมแล้วกว่า 60 ผลิตภัณฑ์ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตรงต่อความต้องการอย่างแท้จริง อันเป็นผลมาจากการใช้กลยุทธ์ในปีที่ผ่านมา “Data-Driven Innovation : เข้าใจ เข้าถึง เคียงข้างคุณทุกความเสี่ยงภัย” ประกอบกับวิริยะประกันภัยมีจุดแข็งอยู่ที่ฐานข้อมูล ซึ่งมีฐานลูกค้ากว่า 8 ล้านกรมธรรม์ จึงทำให้การทำงานวิจัยเพื่อค้นหาความต้องการของผู้บริโภคสามารถทำได้ลึก และในปีนี้จะลงลึกถึงความต้องการของผู้คนในแต่ละภูมิภาคเป็นการเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการประกันภัยรถยนต์หรือประกันภัยสุขภาพที่ลงลึกถึงการตลาดแบบ Personalization ผลิตภัณฑ์ความคุ้มครองเฉพาะตัวและตรงข้อเท็จจริงของแต่ละบุคคล

ส่วนทางด้านการรับประกันภัยรถไฟฟ้า นายอมรกล่าวว่า วิริยะประกันภัยได้เตรียมความพร้อมมากว่า 4 ปีแล้ว โดยได้ศึกษามาตั้งแต่วิวัฒนาการจากรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด จนมาสู่ระบบไฟฟ้าเต็มตัว ซี่งเป็นการพัฒนาร่วมกันกับผู้ประกอบการ ตลอดไปถึงสถาบันการศึกษาที่มีความรู้ความชำนาญทางด้านนี้ อีกทั้งความรู้ที่ได้รับและผลพันธ์ที่ได้พัฒนาร่วมกันดังกล่าว ได้ส่งต่อไปเป็นองค์ความรู้ให้กับบุคลากรด้านสินไหมทดแทน และเจ้าหน้าที่ของศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัย ซึ่งในปีนี้จะขยายองค์ความรู้ไปยังกลุ่มตัวแทนนายหน้าในสังกัดอีกด้วย โดยในปัจจุบันวิริยะประกันภัยได้ให้ความคุ้มครองรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วจำนวน 5,286 คัน และยังคงเป็นบริษัทที่รับประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอันดับหนึ่งเช่นกัน

“ต้องยอมรับว่าเราเริ่มก้าวสู่โลกแห่งความไม่แน่นอนเต็มตัว และจะทำให้ผู้คนให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและการประกันภัยมากขึ้น และต้องหมายรวมไปถึงความต้องการด้านบริการที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี จึงถือเป็นหน้าที่และความท้าทายของวิริยะประกันภัยที่ต้องพร้อมสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความคุ้มครองซับซ้อนขึ้น ตลอดไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด เกิดประสบการณ์ที่ดีในทุก Touch Point และเกิดความเชื่อมั่นในคำนิยามที่ว่า “ทุกความเสี่ยงภัย เราพร้อมเคียงข้างคุณ” นายอมรกล่าว

ทางด้าน นายสยม โรหิตเสถียร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยเพิ่มเติมถึงการพัฒนานวัตกรรมด้านบริการว่า ในรอบปีที่ผ่านมาวิริยะประกันภัยได้พัฒนาเทคโนโลยี ส่งมอบองค์ความรู้ใหม่ ๆ ให้กับตัวแทนและคู่ค้า เพื่อสร้างคุณค่าที่แตกต่างส่งมอบให้กับลูกค้า ดังเช่นในปัจจุบันนี้สำนักงานตัวแทนวิริยะประกันภัยสามารถใช้โปรแกรมออกกรมธรรม์เองได้เลย รวมถึงระบบตรวจสภาพรถยนต์ผ่านออนไลน์ก่อนทำประกันภัยอีกด้วย นั้นก็หมายความว่าลูกค้าจะได้รับความคุ้มครองที่รวดเร็วและเชื่อถือได้

ในขณะที่งานบริการหลังการขาย โดยเฉพาะการบริการด้านสินไหมทดแทน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารงานของวิริยะประกันภัย  จนได้รับการยอมรับและยังคงเป็นบริษัทประกันวินาศภัยอันดับ 1 มาจนทุกวันนี้ ดังนั้นวิริยะประกันภัยจึงเดินหน้าสานต่อนโยบายบริหารสินไหมแบบองค์รวม กล่าวคือ ดูแลทุกองค์ประกอบสำคัญของงานสินไหมซึ่งความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงและสอดประสานกันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ได้แก่ เครือข่ายศูนย์บริการสินไหม (Network), บุคลากร (People) , ข้อมูล (Data) และนวัตกรรม (Innovation) หรือ NPDI

โดยงานเครือข่ายศูนย์บริการสินไหม (Network) วิริยะประกันภัยได้ขยายเครือข่ายศูนย์บริการสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทย ง่ายในการเข้าถึงบริการ เช่น เปิดจุดบริการเคลื่อนที่เร็วในย่านการจราจรที่หนาแน่น หรือ จุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อย เช่น สถานีบริการน้ำมัน พื้นที่ชุมชน ศูนย์การค้า เส้นทางจราจรหลัก ฯลฯ เพื่อสร้างจุดสมดุลบริการอย่างไร้รอยต่อ ในขณะที่งานพัฒนาบุคลากร (People) แม้โลกทุกวันนี้จะก้าวล้ำพัฒนาไปด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับธุรกิจประกันภัย การดูแลคนด้วยคนถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น เนื่องจากขณะที่ต้องประสบอุบัติเหตุ หรือการสูญเสีย การดูแลเอาใจใส่ผู้เอาประกันภัยด้วยพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมเป็นอย่างดี มีความเป็นมืออาชีพ ย่อมช่วยให้ผู้เอาประกันภัยอุ่นใจ และเกิดความมั่นใจว่าจะได้รับการดูแลช่วยเหลือให้ผ่านพ้นจากสถานการณ์คับขันไปได้ด้วยดี

“โดยเฉพาะพนักงานสำรวจอุบัติเหตุของวิริยะประกันภัย หรือ ที่รู้จักกันในนาม “พนักงานเคลม” คือ Touch Point สำคัญในการส่งมอบบริการสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัย พนักงานเคลมทั้งหมดจำนวนกว่า 1,400 คน เป็นพนักงานของบริษัทฯ เราไม่ใช้ Outsource ลูกค้าของเราต้องดูแลด้วยคนของเรา พนักงานเคลมของวิริยะทุกคนผ่านการคัดเลือก ทดสอบความรู้ ฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ ด้วยหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นเองจากการสั่งสมประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น ความที่วิริยะคือเบอร์หนึ่งเรื่องประกันภัยรถยนต์ เรื่องสินไหมจึงเป็นงานที่เราเชี่ยวชาญ พนักงานเคลมของวิริยะได้รับรางวัลผู้สำรวจอุบัติเหตุรถยนต์ดีเด่น หรือ “Best Surveyor Award” จาก สมาคมประกันวินาศภัยไทย อย่างต่อเนื่อง” นายสยมกล่าว

นายสยมเปิดเผยต่อไปอีกว่า ส่วนงานบริหารจัดการข้อมูล (Data Analytics) วิริยะประกันภัยได้พัฒนา “ระบบข้อมูลสินไหมอัจฉริยะ” (Intelligence Claim System by Big Data Analytics : BDA) โดยใช้จุดแข็งของวิริยะประกันภัยที่อยู่ในธุรกิจมายาวนานกว่า 76 ปี และครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งมาอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน ส่งผลให้บริษัทฯ มีข้อมูลสินไหมทดแทนจำนวนมากมาย ที่สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้เอาประกันภัยได้อย่างมากมาย หลากหลายแง่มุม ไม่เพียงเฉพาะในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ยังช่วยในเรื่องการพัฒนางานสินไหมได้อย่างน่าทึ่ง เช่น การที่เรามีข้อมูลจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อย บริษัทฯ จะร่วมมือกับภาครัฐในการรณรงค์หามาตรการลดหรือบรรเทาอุบัติภัยบนท้องถนน หรือ เตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ตามจุดใกล้เคียงเพื่อออกบริการสินไหมได้รวดเร็วขึ้น ลดระยะเวลาการรอคอยของผู้เอาประกันภัย ฯลฯ

ในขณะที่งานสรรหาและพัฒนานวัตกรรมประกันภัยใหม่ ๆ (Innovation) ที่จะมาช่วยพัฒนาระบบงานสินไหม สนับสนุนการทำงานของพนักงานด้านสินไหม และสำคัญที่สุดคือเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้ผู้เอาประกันภัย วิริยะประกันภัยมีความพร้อมอย่างเต็มที่ ในการขับเคลื่อนบริการสินไหมทดแทนด้วยนวัตกรรมด้านประกันภัยที่ทันสมัย เช่น การดูแลสินไหมรถยนต์ EV ซึ่งปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำทั้งโซนยุโรปและเอเชีย ต่างก็แข่งกันพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับรถยนต์ EV เนื่องจากได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้บริโภคทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย หลายค่ายทยอยเปิดตัวรถยนต์ EV รุ่นใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง สำหรับวิริยะประกันภัย เรามีความพร้อมอย่างเต็มกำลังในการรองรับตลาดรถยนต์ EV ทั้งในส่วนบุคคล และเชิงพาณิชย์ เนื่องจากผู้ประกอบการภาคธุรกิจชั้นนำ หรือแม้แต่องค์กรภาครัฐต่างก็หันมารณรงค์การใช้รถยนต์ EV เพื่อขับเคลื่อน Green Economy System สร้างเศรษฐกิจควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อสังคมไทยเติบโตแบบยั่งยืน

ส่วนแผนงานด้านการประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์หรือ Non-Motor นางฐวิกาญจน์ เตชทวีทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2565 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทาย จากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ค่อย ๆ ฟื้นตัว หลังจากการระบาดอย่างรุนแรงของโรคโควิด-19 มาหลายปี ซึ่งแนวทางการดำเนินงานมุ่งเน้นที่จะดูแลและพัฒนาการให้บริการให้ดียิ่งขึ้นต่อไปให้สมกับความไว้วางใจจากลูกค้า เป็นปีที่มุ่งเน้นการปรับปรุงระบบงานพื้นฐานต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพขึ้น ทั้งการพัฒนาระบบ Core System ใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบการบริการประกันภัย  รองรับการเติบโตของบริษัทฯ  การปรับปรุง Website เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำการตลาดแบบ Personalization Marketing เพื่อมอบประสบการณ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลมากขึ้น การพัฒนาระบบ CRM เพื่อรองรับการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าและคู่ค้า ซึ่งโครงการต่าง ๆ นี้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาในปี 2566 โดยจะสามารถเริ่มใช้งานได้ในช่วงต้นปี 2567 ส่วนการพัฒนาระบบ CRM  ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสนับสนุนกลยุทธ์ที่คำนึงถึงลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) โดยภายในไตรมาสที่สองของปีนี้ ระบบ CRM ในส่วนของการให้บริการ Call Center และการให้บริการต่ออายุประกันสุขภาพและอุบัติเหตุจะแล้วเสร็จ ทั้งนี้มองว่า CRM นี้เป็นระบบที่ต้องมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้าและเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยจะมีการขยายผลเพื่อพัฒนาเพิ่มฟีเจอร์ในลำดับต่อไป

“สำหรับเป้าหมายปี 2566 วิริยะประกันภัยมุ่งเน้นการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมและเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืน ด้วยการวางแผนขยายอัตราส่วนประกันภัย Non-Motor เติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 10.65% ประมาณการเบี้ยประกันภัยรับอยู่ที่ 5,694 ล้านบาท โดยยังคงมุ่งเน้นที่จะขยายงานผลิตภัณฑ์ประกันภัยส่วนบุคคล หรือ Personal Line เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นประกันภัยสุขภาพและอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันภัยอุบัติเหตุ ประกันภัยการเดินทาง ประกันภัยอะไหล่รถยนต์ รวมถึงประกันภัยสำหรับบ้านที่อยู่อาศัย”

นางฐวิกาญจน์ กล่าวต่อไปว่า กลยุทธ์ในการขยายงานประกันภัยส่วนบุคคลในปีนี้ของเรา คือ การต่อยอดจากช่องทางตัวแทน/นายหน้าที่เป็นช่องทางการขายที่มีศักยภาพสูงของบริษัทฯ ซึ่งจะมุ่งเน้นไปยังผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่าย ไม่ว่าจะประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันการเดินทาง และ ประกันอะไหล่รถยนต์ ที่สามารถนำเสนอควบคู่ไปกับประกันรถยนต์ภาคสมัครใจได้เป็นอย่างดี ซึ่งบริษัทฯ เองอยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มฐานลูกค้าประกันภัยรถยนต์ของบริษัท โดยมุ่งเน้นที่จะดูแลค่าใช้จ่ายให้ครอบคลุมในทุกมิติ ด้วยการออกแบบแพ็กเกจที่ทำงานคุ้มครองคู่กัน ทั้งรถชนและรถเสีย คุ้ม ครบ จบที่วิริยะฯ ซึ่งก็จะเป็นแผนประกันภัยที่ตัวแทนนายหน้าสามารถนำไปเสนอขายได้ไม่ยากเช่นกัน

“ในขณะเดียวกันบริษัทเองยังมุ่งเน้นในการขยายงานผลิตภัณฑ์ในกลุ่มลูกค้า SME เพื่อรองรับการฟื้นตัวของภาคธุรกิจ เช่น ผลิตภัณฑ์ธุรกิจปลอดภัย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์กับกลุ่มธุรกิจ SME’s ที่จะเข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยง หากธุรกิจเกิดความเสียหายจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ประกันภัยธุรกิจปลอดภัยนี้จะเป็นตัวช่วยที่ดี ที่จะทำให้ธุรกิจของลูกค้ายังคงดำเนินไปได้อย่างมั่นคง” นางฐวิกาญจน์ กล่าวในที่สุด

 

เมอร์เซเดส-เบนซ์์ ประเทศไทย เผยแผนธุรกิจปี 2566 พร้อม เติมเต็ม EV Portfolio ประเดิมนำเข้า EQB 250 AMG Line เปิดราคา 3.02 ล้าน

0
Mercedes EQB Pic Open

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยยอดขายทั่วโลกแตะ 2 ล้านคัน โชว์ตัวเลขรถพลังงานไฟฟ้า 100% แบรนด์ Mercedes-EQ โตขึ้น 124% เอสยูวีรุ่น EQA และ EQB มาแรงในตลาดโลก ส่วนในประเทศ สรุปยอดส่งมอบ 13,182 คัน โตขึ้น 34% ตัวเลขบวกเกือบทุกเซกเมนต์ ประกาศมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำในไทยด้วยวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” สะท้อน ผ่านแผนการดำเนินธุรกิจ ตลอดปี 2566 เตรียมขยายพอร์ตอีวี 3 รุ่น ประเดิมรุ่นแรกด้วยเอสยูวีไฟฟ้าEQB 250 AMG Line เปิดราคาแนะนำที่ 3,020,000 บาท และเตรียมสัมผัสยุคใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมตำแหน่งใหม่ของบูธในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 เตรียมขนทัพยนตรกรรมทุกรุ่นที่ทำตลาดในประเทศไทยมาจัดแสดงในงาน

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) แถลงผลการดำเนินงานในปี 2565 พร้อมแสดงวิสัยทัศน์และแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2566 โดยในระดับโลก เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีอัตราการเติบโตของยอดขายกว่า 15% จากปีที่ผ่านมา กวาดยอดขายรถในกลุ่ม Passenger Cars กว่า 2,043,900 คันทั่วโลก พร้อมโชว์ตัวเลขการเติบโตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ ที่สูงถึง 124% ด้วยยอดขายกว่า 117,800 คัน โดยมีรุ่นที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆ อย่าง EQA และ EQB ในด้านของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เติบโตถึง 34% ด้วยยอดจดทะเบียนสะสม 13,182 คัน ในปีที่ผ่านมา ยอดขายรถในเซกเมนต์ Dream Cars โตขึ้น 28% จากยอดขาย CLS และ C-Coupe ยอดขายรถ SUV เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนรถเซกเมนต์ Contemporary Luxury อย่าง The new C-Class E-Class และ S-Class โตขึ้น 12% ตามด้วยรถ Top-end Luxury อย่าง Mercedes-Maybach ตัวเลขยอดขายโตขึ้นกว่า 3 เท่าจากปีที่ผ่านมา

ภายใต้การนำของประธานบริหารคนใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย “มร. มาร์ทิน ชเวงค์” ที่ได้มีการประกาศวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” กับความมุ่งมั่นในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยซึ่งสะท้อนผ่านแผนการดำเนินธุรกิจ ทั้งการให้ความสำคัญเกี่ยวกับแผนงานด้านความยั่งยืน (Sustainability) การนำเสนอรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification) การนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย (Technology and Innovation) และการมอบประสบการณ์แบบลักชัวรี่ (Luxury Experience) ตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยไฮไลท์สำคัญของปีนี้ คือการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ ลงตลาดประเทศไทยทั้งหมด 3 รุ่น เริ่มด้วย EQB 250 AMG Line รถเอสยูวีไฟฟ้า 5 ที่นั่ง ที่ผสานความหรูหราและความสะดวกสบายในทุกมิติ ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย พร้อมเดินทางในทุกเส้นทางด้วยการขับขี่ที่ไร้มลพิษ (Zero-emission) ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมแบตเตอรี่แรงดันสูง วิ่งได้ไกลถึง 460 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP ผลิตและนำเข้าแบบ CBU พร้อมเปิดราคาจำหน่ายที่ 3,020,000 บาท

Mercedes EQB 2

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2565 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประสบความสำเร็จทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ท่ามกลางความท้าทายต่างๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยในปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จะเดินหน้าด้วยวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” ที่สะท้อนผ่านแผนการดำเนินธุรกิจในทุกมิติ

ทั้งในเรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) สู่การเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2582 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายความยั่งยืนของประเทศไทยที่ตั้งเป้าหมายเป็นประเทศที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 รวมถึงนโยบาย 30@30 ของบอร์ดอีวี ที่จะขยายสัดส่วนของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศให้เป็น 30% ภายในปี 2572 ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์เองก็ตั้งเป้าหมายในการทำให้รถทุกรุ่นที่อยู่ในพอร์ตของเรา เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ภายในปี 2572 เช่นกัน

และสิ่งสำคัญในการทำให้เราบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน คือการนำเสนอรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification) ให้กับผู้บริโภค ในระดับโลก เราได้นำเสนอ VISION EQXX รถยนต์ต้นแบบพลังงานไฟฟ้า 100% ที่ผ่านการทดสอบการขับขี่ในสภาพแวดล้อมจริง ด้วยระยะทางมากกว่า 1,000 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มเพียงหนึ่งครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าเราได้นำยนตรกรรมแห่งอนาคตมานำเสนอให้ทุกคนแล้วในวันนี้ โดยในประเทศไทย เรามีการเปิดตัว EQS 500 4MATIC AMG Premium ที่ถือเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มีระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้ามากที่สุดในประเทศไทย ด้วยระยะทางกว่า 702 กิโลเมตร ต่อจากชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP ซึ่งผู้บริโภคชาวไทยทุกคนสามารถเป็นเจ้าของยนตรกรรมระดับโลกนี้ได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ เรายังได้เปิดตัวยนตกรรมในรูปแบบปลั๊กอินไฮบริด อย่าง C 350 e AMG Dynamic ที่เป็นรถ PHEV ในระดับลักชัวรี่ ที่วิ่งได้ไกลที่สุดในประเทศไทย ด้วยระยะทางเกินกว่า 100 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง

Mercedes EQB 5

และในปีนี้เราได้วางแผนในการขยาย EV Portfolio ในประเทศไทย ผ่านการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ทั้งหมด 3 รุ่น เริ่มด้วย EQB 250 AMG Line หนึ่งในรถภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ ที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก รวมถึงการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าผ่านการร่วมมือกับผู้ผลิตและผู้ให้บริการด้านสถานีชาร์จพลังงานไฟฟ้าชั้นนำ ในประเทศไทย

Mercedes EQB 6

เมอร์เซเดส-เบนซ์ มุ่งมั่นในการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย (Technology and Innovation) สู่อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย เราพร้อมมอบประสบการณ์ทีเหนือระดับในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น การนำเสนอนวัตกรรมอย่าง จอแสดงผลแบบ Hyperscreen ระบบ MBUX เจเนเรชั่นใหม่ ระบบไฟหน้า Digital Light แบบ Ultra high range beam ที่ส่องสว่างได้ไกลมากกว่า 600 เมตร และแพ็คเกจระบบช่วยเหลือการขับขี่ (Driving Assistance package) รวมถึงระบบลดวงเลี้ยวรถยนต์ (Rear Axle Steering)

Mercedes EQB 8

นอกเหนือจากประสบการณ์ที่ทุกคนจะได้สัมผัสผ่านยนตรกรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์แล้ว การมอบประสบการณ์แบบลักชัวรี่ (Luxury Experience) ให้กับลูกค้าก็ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ โดยเรามีการสร้างการสื่อสารทั้งภายนอกและภายในองค์กร ในการประสานการทำงานเพื่อทำให้มั่นใจได้ว่า คนในองค์กรและพาร์ทเนอร์ของเราจะสามารถมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายและสอดแทรกความเป็นแบรนด์ลักชัวรี่ในทุกมิติ ตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้กับลูกค้าคนพิเศษของเราทุกคนอย่างไร้ที่ติ”

มร. บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับการดำเนินธุรกิจ ภายใต้วิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้นำมาปรับใช้ในการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดและการสื่อสารในรูปแบบใหม่ เริ่มจากการเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ของการจัดแสดงรถยนต์ในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 โดยในปีนี้เราได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการนำเสนอยุคใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ผ่านการจัดแสดงรถยนต์บนพื้นที่ใหม่ ที่บูธหมายเลข A19 บริเวณฮอล์ 1 ของอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ซึ่งมีการสร้างการรับรู้ให้สาธารณะผ่านแคมเปญการสื่อสาร ทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

Mercedes EQB 10

โดยความพิเศษของบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ในปีนี้ จะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” พร้อมมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมบูธ ตั้งแต่ก้าวแรกที่ก้าวเข้ามาในบูธของเราไปจนถึงขั้นตอนที่ลูกค้าตัดสินใจเป็นเจ้าของยนตกรรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ นอกจากนี้ ภายในบูธจะถูกแบ่งโซนในการจัดแสดงรถยนต์ ซึ่งมีให้ชมครบทุกรุ่นตั้งแต่รถยนต์ในแบรนด์ Mercedes-Benz ในกลุ่มของรถ ICE และ PHEV รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%ภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ รถยนต์สมรรถนะสูงในกลุ่ม Mercedes-AMG รถยนต์ระดับ Top-End Luxury อย่าง Mercedes-Maybach พร้อมด้วย ยนตรกรรมระดับตำนานอย่าง SL และ G-Class ซึ่งคนไทยทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 หรือที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทั่วประเทศไทย”

นายพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานบริหาร ฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ สำหรับในส่วนงานของฝ่ายบริการลูกค้า เราได้เตรียมพร้อมในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ดิจิตัลใหม่ๆ ใน Mercedes Me Store ที่ลูกค้าสามารถซื้อเพิ่มเติมได้ตามความต้องการเช่น Rear Axle Steering ที่เป็นการลดวงเลี้ยวรถยนต์ เพื่อการควบคุมรถได้ง่ายยิ่งขึ้น Active Distance Assistance Distronic ระบบควบคุมระยะห่างของรถยนต์ขณะขับขี่ หรือ Individualization ที่เป็นการเพิ่มความบันเทิงในรูปแบบเฉพาะตัวไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกบรรยากาศภายในรถทั้งเสียงและภาพที่แสดงบนหน้าจอหรือมินิเกมส์ ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความต้องการ

Mercedes EQB 11

นอกจากนี้ ในปีนี้จะมีการนำเสนอระบบการจ่ายเงินค่าบริการผ่านระบบออนไลน์เพื่อให้ครอบคลุมในทุกสถานะของรถเมื่อนำรถเข้ารับบริการเพิ่มเติมจากบริการระบบออนไลน์เดิม ที่มีในส่วนของการนัดหมายเข้ารับบริการและแจ้งสถานะของรถขณะกำลังเข้ารับบริการ ยิ่งไปกว่านั้นเรายังมีบริการผู้ช่วยส่วนตัวด้วยการส่งข้อความแจ้งเตือนเมื่อรถถึงระยะเข้ารับบริการหรือตรวจเช็กระบบต่าง ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่หรือระบบเบรก รวมถึงข้อเสนอพิเศษและกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นเพื่อมอบให้กับลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยเฉพาะ และในส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆ

ไม่ว่าจะเป็นอะไหล่แท้ อะไหล่ StarParts หรือ REMAN สำหรับรถยนต์ที่หมดระยะรับประกัน ผลิตภัณฑ์ยางที่ได้รับการรับรองจาก Mercedes-Benz MO/MOE รวมถึงการบริการซ่อมสีและตัวถังตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และโปรแกรม MBSP แบบต่างๆ ที่ครอบคลุมทุกความต้องการตามการใช้งานของลูกค้า เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดและคงประสิทธิภาพสูงสุดตลอดการใช้งานรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทย”

“แน่นอนว่าอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของเรา คือการสร้างยอดขายที่เติบโตในประเทศไทย ในปีนี้ เราคาดหวังตัวเลขการเติบโตแบบ Double-Digit ผ่านการนำเสนอรถยนต์ทั้งหมด 8 รุ่น โดยหนึ่งในนั้นคือรถเอสยูวีไฟฟ้า EQB 250 AMG Line ที่เปิดตัวในวันนี้ ทั้งนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ จะมุ่งมั่นพัฒนายนตรกรรมที่เหนือระดับที่มาพร้อมการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้า สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย” มร. มาร์ทิน ชเวงค์ กล่าวสรุป

 

 

 

 

Brabus Thailand เดินเกมรุกจัดหนักยนตรกรรมสุดพิเศษ อัดแน่นเต็มบูทที่งาน Bangkok International Motorshow 2023

0

Brabus (Thailand) by Target Car Center (Thailand) Co.,Ltd. เดินเกมรุก จัดหนัก จัดเต็ม นำยนตรกรรมสุดพิเศษ ระดับ Ultra Luxury และ Super Luxury หลายรุ่น หลายค่าย รวบมาจัดแสดงอย่างอลังการ พร้อมด้วย Big Surprise กับ การเปิดตัวรถยนต์รุ่นพิเศษแบบ World Premiere ครั้งแรกในโลก และ Brabus Thailand ยังจัดทัพเปิดตัวรถยนต์รุ่นพิเศษเป็นครั้งแรกในเอเซียอีก 3 รุ่นด้วยกัน ณ บูท Target Car Center (Thailand) ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2023 นี้ และคาดยอดขายปีนี้ ไม่ต่ำกว่า 100  ล้านบาท!!!

นายชัชวัฏ สุวรรณโณชิน กรรมการผู้จัดการ Brabus (Thailand) by Target Car Center (Thailand) เปิดเผยว่า “ปีนี้ Brabus (Thailand) เดินเกมรุกตลาดรูปแบบเดียวกับ Brabus GmbH บริษัทแม่ในประเทศเยอรมนีในทุกมิติ แบบจัดหนัก จัดเต็ม นำสุดยอดยนตรกรรมระดับ Ultra Luxury และ Super Luxury หลายรุ่น หลายค่าย  ซึ่ง Brabus ได้ร่วมกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกหลายแบรนด์ มาจัดแสดง พร้อมด้วย Big Surprise จาก Brabus กับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นพิเศษเป็นครั้งแรกในเอเซียอีก 3 รุ่นและ Target Car Center ภูมิใจในการนำเสนอการเปิดตัวรถยนต์รุ่นพิเศษแบบ World Premiere ครั้งแรกในโลก ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 นี้ ณ บูท Target Car Center (Thailand) บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 315 ตารางเมตร ซึ่งในบูทจะพบกับรถยนต์รุ่นพิเศษมากมาย อาทิ

  • Mercedes-Benz G400d X Brabus Adventure Package
  • Brabus Smart EQ for TWO
  • Brabus Motorcycle 1300 R
  • Brabus Marine Shadow 500
  • Mini David Brown Osille Edition
  • Brabus x Panerai Submersible นาฬิกา Panerai รุ่น Limited เรือนเดียวในประเทศไทย
  • Brabus Mercedes-Benz Classic 280 SL Pagoda
  • รถยนต์รุ่นพิเศษ 3 รุ่นจาก Brabus ที่เตรียมเปิดตัวรถครั้งแรกในเอเชีย
  • Big Surprise กับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นพิเศษครั้งแรกในโลกแบบ World Premiere

ในปีนี้ Brabus Thailand คาดว่าจะมียอดขาย ประมาณ 100 ล้านบาท โดยการคำนวนการจากโควต้าที่ได้รับจากประเทศเยอรมนี สำหรับทิศทางของรถยนต์ประสิทธิภาพสูง หรูและแรง ในเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์นี้ มียอดขายที่ดีมาก ซึ่งเป็นผลพวงมาจากความเชื่อมั่นในหลายๆภาคส่วนที่กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อของลูกค้าง่ายยิ่งขึ้น

อนึ่ง Brabus GmbH ก่อตั้งขึ้นใน Bottrop ประเทศเยอรมนี เมื่อปี ค.ศ. 1977 เป็นสำนักแต่ง ที่เน้นในเรื่องอุปกรณ์เพื่อเพิ่มสมรรถนะและประสิทธิภาพ ตลอดจนความสวยงาม ประสานไปกับไดนามิกส์ของตัวรถ นับเป็นแผนกแต่งรถชื่อดังระดับโลก

หากมีความสนใจในเทคโนโลยีความแรงของผลิตภัณฑ์จาก Brabus Thailand สามารถติดต่อ ได้ที่ บริษัท ทาร์เก็ต คาร์ เซ็นเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด #brabusauthorizeddealer

ข้อมูล Brabus ที่นำมาแสดงในงานบางกอก อินเตอรเนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2023

Brabus Benz Classic 280 SL Pagoda

Mercedes-Benz 280 SL Pagoda By Brabus Classic คือรถยนต์คลาสสิกที่ได้รับการสร้างขึ้นใหม่ตามแบบฉบับเดียวกับที่ออกจากโรงงาน พร้อมด้วยการตกแต่งภายในที่หรูหราที่เข้ากันอย่างดีเยี่ยม นั่นทำให้รถยนต์คลาสสิกจาก Brabus Classic ล้วนแต่ได้รับใบรับรองการประเมินเกรด 1 (A+) จาก Classic Data

Brabus Marine Shadow 500

Brabus Shadow 500 ได้รับการออกแบบมาอย่างสวยงามและน่าหลงใหล ในด้านหนึ่งเป็นเรือที่มีสมรรถนะอันน่าทึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความสะดวกสบาย มีความสามารถในการทรงตัวและลอยในพื้นน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมความประณีตที่หรูหรา

ด้วยประสิทธิภาพกว่า 50 นอต ที่รอการปลดปล่อย ความเร็วที่น่าอัศจรรย์และแรงบิดมหาศาลจากเครื่องยนต์ XS Pro V8 Four Stroke ของ Mercury Marine

ข้อมูลทางเทคนิคของ Brabus Shadow 500

  • ความยาวโดยรวม (รวมเครื่องยนต์) – 9.53 ม.
  • น้ำหนัก (ไม่รวมเครื่องยนต์) – 1,840 กก.
  • ความจุเชื้อเพลิง 280 ลิตร
  • ช่วงความเร็วสูงสุด 50 นอต
  • เครื่องยนต์ Mercury V8 ProXs 250 ที่มอบกำลังมากกว่า 500 แรงม้า
  • การออกแบบตัวถัง – ขั้นบันไดคู่ 20 องศา V “Sharp Entry Hull”

Brabus x KTM 1300 R

Brabus ได้ร่วมมือกับ KTM เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “naked bike” ที่หรูหราที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V-twin ขนาด 1,301 ซีซี ที่ให้กำลัง 180 แรงม้า ที่ 9,500 รอบต่อนาทีและแรงบิด 140 นิวตันเมตร ที่ 8,000 รอบต่อนาที ซึ่ง Brabus จะสร้าง BRABUS 1300 R จะเพียง 154 คัน โดยแบ่งออกเป็นสีแดง MAGMA RED 77 คันและสีดำ SIGNATURE BLACK อีก 77 คัน และนั่นทำให้ BRABUS 1300 R ที่เป็นรถจักรยานยนต์สุดหรูที่ไม่เหมือนใคร

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี รถอเนกประสงค์ดีไซน์สปอร์ต ตอบรับวิถีชีวิตใหม่ ราคาเร้าใจ 7.99-8.69 แสนบาท

0
ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี Pic Open

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี ยนตรกรรมเอสยูวีอเนกประสงค์ 5 ที่นั่งล่าสุด โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ต โฉบเฉี่ยวทันสมัย ผสานความแกร่งในสไตล์เอสยูวี ห้องโดยสารกว้างขวาง มาพร้อมอุปกรณ์ทันสมัย ทุกรุ่นติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัย Honda Sensing เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร DOHC i-Vtec ให้กำลังสูงสุด 121 แรงม้า เปิดตัวในราคาเข้าถึงง่าย 7.99-8.69 แสนบาท แถมประกันภัยฟรี 1 ปี

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวยนตรกรรมเอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุด “ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ใหม่” ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบรับกระแสความนิยมและการเติบโตของความต้องการในกลุ่มรถเอสยูวีในปัจจุบัน พร้อมเติมเต็มความต้องการที่หลากหลายและสร้างคุณค่าใหม่ให้ตลาดเอสยูวีอีกครั้ง โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตสุดเท่ มีสไตล์ แข็งแกร่ง และให้ความรู้สึกพรีเมียม ทันสมัย ตามสไตล์ชีวิตยุคใหม่ ห้องโดยสารกว้างขวาง พร้อมเบาะนั่งด้านหลังแถว 2 ปรับพับได้ เพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์

 

แรงได้สุดสนุกได้ทุกเส้นทางด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร DOHC i-VTEC ผสานเกียร์อัตโนมัติ CVT ให้กำลังสูงสุด 121 แรงม้า ให้อัตราประหยัดน้ำมันที่ดี 16.7 กม./ลิตร รองรับพลังงานทางเลือก E20 ขับขี่ปลอดภัยมั่นใจด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ในทุกรุ่นย่อย และเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยอื่น ๆ* ที่พร้อมตอบทุกการใช้งานที่หลากหลายตอบรับทุกวิถีชีวิตยุคใหม่ ให้คุณได้มีวันพิเศษที่สร้างเองได้ทุกวัน

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 2

พร้อมข้อเสนอพิเศษ ฟรีประกันภัย 1 ปี** ดอกเบี้ย 2.29%** และฟรี Modulo Sport Collection มูลค่า 2,285 บาท** เมื่อจองและรับรถยนต์ ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2566 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2566** ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัส “ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ใหม่” ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป และงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44

นายโนริยุกิ ทาคาคุระ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตลาดรถเอสยูวีถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ฮอนด้าในฐานะผู้บุกเบิกเซกเมนต์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทุกกลุ่มทั้ง ซีอาร์-วี เอชอาร์-วี และบีอาร์-วี และเป็นผู้นำตลาดเอสยูวีในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ในครั้งนี้ ฮอนด้าพร้อมส่งมอบประสบการณ์การขับขี่สไตล์คนเมืองยุคใหม่ที่รักอิสระ ชอบออกไปใช้ชีวิตข้างนอกกับ ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ใหม่ ยนตรกรรมเอสยูวีอเนกประสงค์ 5 ที่นั่งรุ่นล่าสุดที่เต็มเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพทั้งในด้านสมรรถนะ และความอเนกประสงค์ โดยสามารถปรับการใช้งานให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายได้อย่างสะดวกสบาย โดยการเปิดตัว ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ใหม่ ในครั้งนี้ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ไลน์อัปเอสยูวีของฮอนด้าอีกด้วย”

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 3

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ใหม่ ตอบรับทุกวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ ยนตรกรรมเอสยูวีอเนกประสงค์ 5 ที่นั่ง ที่ผสมผสานความสปอร์ตและความพรีเมียมเข้ากับเอกลักษณ์เอสยูวีได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของคนรุ่นใหม่ ได้แก่

รูปลักษณ์ภายนอก โดดเด่นไม่เหมือนใครกับการออกแบบที่สปอร์ต โฉบเฉี่ยว สไตล์เอสยูวี

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 4

•กระจังหน้าโครเมียม
•มือจับประตูด้านนอกสีเดียวกับตัวรถ
•ไฟหน้าพร้อมไฟเลี้ยวด้านหน้าแบบ LED sequential และไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟท้ายแบบ LED

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 5
•ระบบเปิดปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
•กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวปรับและพับไฟฟ้า
•ระบบปัดน้ำฝนด้านหน้าแบบหน่วงเวลา และระบบปัดน้ำฝนด้านหลัง
•เสาอากาศแบบครีบฉลาม
•ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 6

รุ่น RS ยกระดับความสปอร์ตพรีเมียมไปอีกขั้น ด้วยดีไซน์เอกซ์คลูซีฟรอบคัน ทั้ง

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 9

•กระจังหน้าโครเมียมแบบสปอร์ต โดดเด่นด้วยสัญลักษณ์ RS
•ไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 7
•กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวปรับและพับไฟฟ้า พร้อมพับเก็บอัตโนมัติ
•ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 10

ความสบายมาพร้อมสไตล์ที่โดดเด่นจากห้องโดยสารภายใน

•แบบพับเบาะแถวหลัง 60:40 (ซ้ายหรือขวา)
•แบบพับเบาะแถวหลังทั้งหมด

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 11
วัสดุที่ใช้กับเบาะที่นั่งให้สัมผัสนุ่ม เสริมความพรีเมียมมากขึ้นด้วยภายในสีดำ

•วัสดุตกแต่งภายในสีดำ Piano black และตกแต่งแถบสีเงิน
•มือจับประตูด้านในสีเงิน
•เบาะนั่งคนขับปรับระดับสูง-ต่ำได้ วัสดุหุ้มเบาะหนังสังเคราะห์สีดำ ตกแต่งด้วยผ้าและด้ายสีน้ำเงิน
•พวงมาลัยหุ้มหนัง ตกแต่งด้วยด้ายสีน้ำเงิน ปรับระดับสูง-ต่ำได้

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 14

 

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 15

สปอร์ตยิ่งขึ้นกับรุ่น RS

•วัสดุตกแต่งภายในสีดำ Piano black และตกแต่ง Piano black แถบสีแดง
•เบาะนั่งคนขับปรับระดับสูง-ต่ำได้ วัสดุหุ้มเบาะหนังสังเคราะห์สีดำ ตกแต่งด้วยผ้าและด้ายสีแดง
•พวงมาลัยหุ้มหนัง ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง ปรับระดับสูง-ต่ำได้
•คิ้วบันไดสเตนเลสที่ประตูหน้า พร้อมสัญลักษณ์ RS

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 13

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 16

สิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว

•ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมระบบทำความเย็นเร็วและโหมดทิศทางลมเพื่อความสะดวกสบาย
•พนักเท้าแขนด้านหน้า (รุ่น SV) หรือด้านหน้าและด้านหลัง (รุ่น RS)
•แผงบังแดดพร้อมกระจกแต่งหน้าด้านคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า (รุ่น SV) และแบบมีฝาปิด พร้อมไฟส่องสว่างด้านคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า (รุ่น RS)
•กระจกมองหลังแบบตัดแสง
•กระจกไฟฟ้า 4 บานพร้อมระบบปรับขึ้นลงอัตโนมัติด้านคนขับ
•ช่องเก็บของหลังเบาะผู้โดยสารด้านหน้า
•ที่วางแก้ว 6 ตำแหน่ง
•ที่แขวนของในพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย
•ไฟภายในห้องโดยสาร 2 ตำแหน่ง
•ไฟส่องสว่างห้องสัมภาระท้าย
•ราวมือจับ 3 ตำแหน่ง (รุ่น SV) และ 4 ตำแหน่ง (รุ่น RS)

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 18

 

เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ผสานกับระบบเกียร์ CVT ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อมอบสมรรถนะที่ดีเยี่ยม ให้กำลังสูงสุด 121 แรงม้า ที่ 6,600 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 145
นิวตัน-เมตรที่ 4,300 รอบต่อนาที ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างคล่องตัว ทรงพลังแต่ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยอัตราการประหยัดน้ำมัน 16.7 กม./ลิตร รองรับพลังงานทางเลือก E20

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 19

ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ทำงานผ่านกล้องมุมมองกว้างด้านหน้า ช่วยตรวจจับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน และคนเดินถนน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบไปด้วย

•ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
•ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
•ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
•ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
•ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control: ACC)
•ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 20

พร้อมด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอื่น ๆ อาทิ

•ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) (รุ่น RS)
•ถุงลมคู่หน้า (Dual SRS)
•ถุงลมด้านข้างคู่หน้า (Side Airbags)
•ม่านถุงลมด้านข้าง (Side Curtain Airbags) (รุ่น RS)
•ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)
•ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder)
•กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-Angle Rearview Camera)
•ระบบล็อกประตูรถอัตโนมัติตามความเร็วรถ (Auto Door Lock by Speed)
•ระบบเซ็นทรัลล็อกพร้อมสวิตช์ควบคุมตำแหน่งคนขับ
•ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า
•เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบ 3 จุด 2 ตำแหน่ง แบบดึงกลับอัตโนมัติ พร้อมเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารแถวที่ 2 แบบ 3 จุด 3 ตำแหน่ง
•ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer พร้อมสัญญาณกันขโมย
•สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS)
•ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA)
•ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA)
•ระบบป้องกันล้อล็อกและระบบกระจายแรงเบรก (ABS & EBD)
•โครงสร้างตัวถังนิรภัย G-CON และ ACETM ช่วยปกป้องห้องโดยสารจากการชนรอบทิศทาง
•จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก (ISOFIX & Child Anchor)
•ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 20

เทคโนโลยีเพื่อการขับขี่และความสะดวกสบาย เชื่อมต่อคุณและรถให้เป็นหนึ่งเดียว

•ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start)
•ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ (One Push Ignition System)
•ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ (Honda Smart Key System)
•มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 4.2 นิ้ว
•ไฟแสดงผลการขับขี่แบบประหยัด (Eco Indicator)
•ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมรองรับการเชื่อมต่อ Smartphone และรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto
•ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth)
•พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์
•ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift) (รุ่น RS)
•ช่องเชื่อมต่อ USB 2 ตำแหน่ง
•ช่องจ่ายไฟสำรอง 2 ตำแหน่ง
•ลำโพง 4 ตำแหน่ง (รุ่น SV) และ 6 ตำแหน่ง (รุ่น RS)
•Honda CONNECT เทคโนโลยีที่เชื่อมคุณและรถยนต์เข้าไว้ด้วยกัน ผ่านการทำงานของแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน (รุ่น RS)

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 21

สีภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีใหม่ สีเงินสเตลลาร์ ไดมอนด์ (มุก) สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) / หลังคาสีดำ (ทูโทน) (เฉพาะรุ่น RS) สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) และสีขาวทาฟเฟต้า

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ได้แก่

•รุ่น RS ราคา 869,000 บาท

•รุ่น SV ราคา 799,000 บาท

ข้อเสนอพิเศษในช่วงเปิดตัว

ฟรีประกันภัย 1 ปี** ดอกเบี้ย 2.29%** และฟรี Modulo Sport Collection มูลค่า 2,285 บาท** เมื่อจองและรับรถยนต์ ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2566 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2566**

ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง
เสริมความสปอร์ตและพรีเมียมในสไตล์รถ SUV อีกขั้น ด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) ที่มาพร้อมแนวคิด “Sporty & Premium” โดยมีไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือก อาทิ คิ้วตกแต่งซุ้มล้อด้านหน้า ราคา 1,700 บาท คิ้วตกแต่งฝากระโปรงท้าย ราคา 1,900 บาท คิ้วกันสาด ราคา 2,500 บาท ฟิล์มตกแต่งเสาประตูหลัง ราคา 1,300 บาท ฟิล์มสะท้อนแสงข้างประตู ราคา 1,250 บาท ปลอกท่อไอเสียสเตนเลส ราคา 600 บาท เป็นต้น หรือเลือกตกแต่งในรูปแบบแพ็กเกจชุดแต่งรอบคัน ได้แก่

•Modulo Sport Package ราคา 14,990 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า สเกิร์ตข้าง และ สเกิร์ตหลัง

 

 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ลงนามข้อตกลงกับ Cycle & Carriage มุ่งนำยานยนต์พลังงานใหม่อัจฉริยะสู่ประเทศสิงคโปร์ พร้อมเสริมสร้างตลาดยานยนต์อาเซียนให้แข็งแกร่ง

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (GWM) ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัท Cycle & Carriage Group (C&C) เพื่อแนะนำ ORA แบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่อัจฉริยะสู่ตลาดสิงคโปร์ภายในปี 2566 นี้ ข้อตกลงความร่วมมือนี้ สอดคล้องกับกลยุทธ์การขยายการดำเนินธุรกิจของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในตลาดอาเซียน โดยปักธงประเทศไทยเป็นศูนย์กลางผลิต-ส่งออกรถยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึงเป็นฐานการขยายธุรกิจของบริษัทฯ ในภูมิภาคนี้ ในปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เข้าไปดำเนินงานอย่างเป็นทางการแล้วใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว บรูไน มาเลเซีย และล่าสุดสิงคโปร์ โดยมีแผนที่จะเปิดตัวแบรนด์ในอีก 3 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ในอนาคตอันใกล้นี้

การผนึกกำลังร่วมเป็นพันธมิตรในวันนี้จะทำให้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ สามารถสร้างเครือข่ายในสิงคโปร์ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการขับเคลื่อนความยั่งยืนให้แก่สังคมท้องถิ่นและการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีอันล้ำสมัยขั้นสูง รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ด้วยการเป็นบริษัทเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก ผลิตภัณฑ์ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดจำหน่ายในกว่า 170 ประเทศในหลายภูมิภาคทั่วโลก มียอดจำหน่ายรถยนต์ในตลาดโลกรวมทั้งหมดเกินกว่า 12 ล้านคันในปี 2565 เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เป็นศูนย์ในกระบวนการทั้งหมดที่เกี่ยวกับธุรกิจรถยนต์ ตั้งแต่การวิจัยและการพัฒนา การผลิต ไปจนถึงการจัดจำหน่ายให้ได้ภายในปี 2588 และการตัดสินใจลงทุนมูลค่า 1 แสนล้านหยวนในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ที่ครอบคลุมทั้งยานยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์ไฮบริดและยานยนต์พลังงานไฮโดรเจน รวมถึงการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาขั้นสูงอย่างชิป เซมิคอนดักเตอร์ และการพัฒนาข้อมูลด้านประสาทสัมผัสต่างๆ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัวแบรนด์ GWM สู่ประเทศไทย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการพัฒนาธุรกิจในตลาดอาเซียน ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ยานยนต์พลังงานใหม่อัจฉริยะของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้รับการยกย่องมากมายจากผู้บริโภคทั่วภูมิภาคนี้ โดยในประเทศไทย  HAVAL H6 HEV ครองตำแหน่งผู้นำในเซ็กเมนต์รถคอมแพคเอสยูวียาวนานถึง 13 เดือนติดต่อกัน ขณะที่ ORA Good Cat ยังได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ด้วยส่วนแบ่งการตลาดรวมกว่า 30 เปอร์เซ็นต์

ด้วยเป้าหมายการผลักดันให้สิงคโปร์เป็นผู้บุกเบิกด้านการขับเคลื่อนอัจฉริยะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาคและระดับโลก สิงคโปร์มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าด้วยระบบนิเวศอัจฉริยะที่มีการเชื่อมต่อถึงกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายอัจฉริยะและระบบขับขี่อัตโนมัติ มร. เอลเลียต จาง ประธาน ภูมิภาคอาเซียน เกรท วอลล์ มอเตอร์ กล่าวว่า “หลังจากวางรากฐานที่มั่นคงกับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย ลาว และบรูไน เราพร้อมแล้วที่จะต้อนรับสมาชิกใหม่เข้าสู่ครอบครัวเกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียน เราเชื่อมั่นในการเป็นพันธมิตรกับ  Cycle & Carriage และข้อตกลงในวันนี้คือการเริ่มต้นบทใหม่ในการดำเนินธุรกิจของเราในภูมิภาคนี้ รวมถึงยกระดับการพัฒนาและการดำเนินงานในอาเซียนให้สูงขึ้นไปอีกขั้น”

ในฐานะผู้จัดจำหน่ายหลักของแบรนด์ยานยนต์พรีเมียมชั้นนำของโลก Cycle & Carriage คือหนึ่งในกลุ่มบริษัทผู้จัดจำหน่ายชั้นนำในสิงคโปร์ ที่มีประสบการณ์และคร่ำหวอดด้านเครือข่ายและการจัดจำหน่ายในตลาดระดับภูมิภาคอย่างมาเลเซีย GWM และ C&C มีเป้าหมายที่จะแนะนำยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่นภายใต้แบรนด์ ORA สู่ตลาดสิงคโปร์ภายในปี 2566 ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ที่มีความอัจฉริยะยิ่งกว่า ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

“เบนซ์ไพรม์มัส” สุดปัง! คว้า 4 รางวัล ครองแชมป์ Used Car พ่วง CSI ขวัญใจลูกค้า Mercedes-Benz

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” ปลื้ม! 3 ปี สุดปัง คว้า 4 รางวัล ครองแชมป์ธุรกิจ Used Car / Fleet พร้อมนั่งแท่นขวัญใจลูกค้า Mercedes-Benz เดินหน้าบุกตลาดรถหรู เร่งเปิดโชว์รูมพัทยากระตุ้นยอดขาย รับงาน Motor Show 2023 มอบข้อเสนอ ฟรี! ดอกเบี้ย นาน 4 ปี หรือเลือกรับ MBSP นาน 8 ปี หมดเขต 30 เม.ย.นี้

บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz, Mercedes-AMG, Mercedes-Maybach และ Mercedes-EQ อย่างเป็นทางการ นำโดย นายจิระพล รุจิวิพัฒน์  กรรมการผู้จัดการ พร้อมทีมผู้บริหาร ขึ้นรับรางวัลชนะเลิศ และรางวัลต่าง ๆ รวม 4 รางวัล ได้แก่

1.The winner of CSI no.1 award 2022 (SM 600)

2.The winner of used car competition award 2022

3.The 2nd runner up of  best fleet performance award 2022 (BKK)

4.The winner of star smile award 2022 (SM600)

โดยได้รับเกียรติจาก มร.บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด และ มร. มาร์ติน เบรนการ์ทเนอร์ รองประธานฝ่ายบริหารและประธานฝ่ายการเงิน พร้อมผู้บริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้มอบรางวัลและร่วมถ่ายภาพหมู่กับผู้บริหารของ “เบนซ์ไพรม์มัส” ในงานประชุมผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประจำปี 2022 หรือ Annual Mercedes-Benz Dealer Meeting 2022  ณ โรงแรมหัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา เมื่อเร็วๆ นี้ 

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด กล่าวว่า การได้รับรางวัลในครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของ “เบนซ์ไพรม์มัส” เนื่องจากรางวัลทั้ง 4 ประเภท บ่งบอกให้เห็นถึงความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจจำหน่ายรถยนต์แบบ Certified Used Car และจำหน่ายรถยนต์ แบบ Fleet นอกเหนือจากความสำเร็จด้านยอดจำหน่าย และจำนวนลูกค้าเข้ารับบริการหลังการขาย ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 3 ปี และก้าวขึ้นเป็นดีลเลอร์ระดับแนวหน้าของ Mercedes-Benz โดยได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ครบทุก Sub-Brand ของ Mercedes-Benz ซึ่งในไทย มีเพียง 3 แห่งเท่านั้น

และที่สำคัญ คือ “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้ครองตำแหน่งดีลเลอร์ขวัญใจลูกค้ารถยนต์ Mercedes-Benz ด้วยการทำคะแนน CSI สูงสุดจากการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า ทั้งประเภทบุคคล และองค์กร แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และมั่นคงในการดำเนินธุรกิจของ “เบนซ์ไพรม์มัส”

“ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของผู้บริหาร ผสานความมุ่งมั่น และทุ่มเทแรงกาย แรงใจของบุคลากรในทุกหน่วยงาน ที่พร้อมให้บริการลูกค้าด้วยใจ เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักและเอกลักษณ์เฉพาะของ “เบนซ์ไพรม์มัส” ที่ได้รับการปลูกฝังและถ่ายทอดให้แก่พนักงานทุกคน ส่งผลให้วันนี้ “เบนซ์ไพรม์มัส” เป็นดีลเลอร์ชั้นนำที่ประสบความสำเร็จในทุกมิติของธุรกิจ ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 3 ปีกว่าเท่านั้น

ดังนั้น กลยุทธ์หลักในการบริหาร ได้แก่ 1.การบริการครบวงจร 2.การบริหารงานโดยบุคลากรมืออาชีพ และ 3.การสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า จะนำมาใช้กับโชว์รูมและศูนย์บริการ “เบนซ์ไพรม์มัส” สาขาพัทยา เช่นเดียวกัน ล่าสุด โชว์รูมและศูนย์บริการ “เบนซ์ไพรม์มัส” สาขาพัทยา ได้ดำเนินการแล้วเสร็จกว่า 80% คาดว่า เฟสแรก จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ภายในเดือนมีนาคมนี้

ทั้งนี้ เพื่อรองรับงานแสดงรถยนต์ Bangkok International Motor Show 2023 ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2566 ที่อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งเป็นช่วงฤดู Hi-Season ด้านการจำหน่ายรถยนต์ คาดว่าจะสามารถกระตุ้นยอดจำหน่ายให้กับโชว์รูมและศูนย์บริการ “เบนซ์ไพรม์มัส” สาขาพัทยา ได้อย่างแน่นอน

พร้อมกันนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ และการเป็นขวัญใจของลูกค้า “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ด้วยการรับรางวัลคะแนน CSI ด้านการขายสูงสุด “เบนซ์ไพรม์มัส” จึงขอมอบข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ) รับฟรี! ดอกเบี้ย นาน 4 ปี พร้อมประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี หรือเลือกรับ MBSP นาน 5 ปี พร้อมประกันภัย ชั้น 1 นาน 2 ปี หรือเลือกรับ MBSP นานสูงสุด 8 ปี เริ่มวันนี้ ถึง 30 เมษายน.ศกนี้ เฉพาะที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” สาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา โทร.02 095 5555

มาสด้า เผยกระแสตอบรับ MAZDA CX-8 แรงเกินคาด เร่งส่งมอบลูกค้าให้เร็วที่สุดอีก 1,000 คัน

0

ตามที่เกิดกระแสตอบรับ Mazda CX-8 ยนตรกรรมครอสโอเวอร์เอสยูวี แบบที่นั่ง 3 แถว 6 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง พุ่งสูงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดตัวเป็นต้นมา โดยเฉพาะรุ่น 2.5 SP Exclusive 6 ที่นั่ง แบบ Captain Seat แยกอิสระซ้าย-ขวา ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากความอรรถประโยชน์ด้านการใช้งาน ส่งผลให้มียอดจองสะสมจนถึงวันนี้มากกว่า 1,500 คัน ตอกย้ำความสำเร็จในการพัฒนายนตรกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง ประกาศเร่งเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้นเพื่อส่งมอบรถใหม่ให้ลูกค้าโดยเร็วที่สุด

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หลังจากที่ประสบกับปัญหาด้านการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคนับตั้งช่วงปีที่ผ่านมา ทางมาสด้าได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาซัพพลายที่ไม่เพียงพอต่อการผลิต ด้วยการเจรจากับบริษัทแม่เพื่อเพิ่มปริมาณชิ้นส่วนและเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้นเพื่อส่งมอบรถทุกรุ่นให้กับลูกค้าโดยเร็วที่สุด ซึ่งปัจจุบันกำลังการผลิตได้เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น โดยเฉพาะมาสด้า Mazda CX-8 ซึ่งเป็นรถครอสโอเวอร์อเนกประสงค์เอสยูวี ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มลูกค้าครอบครัวขนาดใหญ่ที่กำลังมองหารถอเนกประสงค์ที่ตอบสนองความสะดวกสบาย การเข้า-ออก หรือ ขึ้น-ลง สะดวกง่ายดาย ตอบโจทย์ทุกฟังก์ชั่นการใช้งานของคนในทุกช่วงวัย หลังการปรับโฉมผลิตภัณฑ์และเปิดตัวแนะนำเมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมและมียอดจองเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางมาสด้าได้ทำการส่งมอบให้กับลูกค้าที่จองในช่วงที่ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยจำนวน 868 คัน โดยแบ่งเป็นยอดส่งมอบในปี 2565 ไตรมาสที่ 3 จำนวน 331 คัน ไตรมาสที่ 4 จำนวน 412 คัน และในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2566 อีกจำนวน 125 คัน แต่ยังไม่เพียงพอกับปริมาณยอดจองที่มีอยู่จำนวนมาก

ทั้งนี้ มาสด้าขอขอบคุณลูกค้าที่ให้การตอบรับในยนตรรมของมาสด้าเป็นอย่างดี ซึ่งในขณะนี้ยังคงมีปริมาณลูกค้าที่จอง Mazda CX-8 เข้ามาเป็นจำนวนมากและต่อเนื่อง จึงทำให้ไม่สามารถส่งมอบรถได้ทันกับความต้องการ ทั้งนี้ทางมาสด้าได้เร่งเจรจากับทางบริษัทแม่ให้เพิ่มโควต้าการผลิตเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ และจะทำการส่งมอบให้กับลูกค้าโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมจนถึงมิถุนายนนี้จะมีรถเข้ามาเพิ่มเติมพร้อมส่งมอบอีกจำนวน 1,000 คัน โดยในเดือนมีนาคมมีจำนวน 300 คัน เดือนเมษายน จำนวน 400 คัน เดือนพฤษภาคมอีก จำนวน 300 คัน และกำลังทยอยเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทางมาสด้าจะเร่งดำเนินการส่งมอบรถใหม่ให้กับลูกค้าที่ทำการจองมาก่อนหน้านี้โดยทันที เพื่อให้ลูกค้าได้นำรถไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเร็วที่สุด และเพื่อเป็นการขอบคุณที่ลูกค้าตั้งใจรอรถใหม่ ทางมาสด้าจะทำการจัดส่งกระเป๋าเดินทาง Mazda Premium Luggage ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษเป็นของที่ระลึกให้กับลูกค้าถึงบ้าน

นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติม “ปัจจุบัน Mazda CX-8 มียอดจองสะสมอยู่ที่ประมาณ 1,500 คัน ซึ่งคาดว่าจะส่งมอบรถทั้งหมดไปยังลูกค้าได้ภายในเร็วๆ นี้ แต่ทั้งนี้แล้ว สำหรับบางเกรดบางสี อาทิ Mazda CX-8 รุ่น 2.5 SP แบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล บางผู้จำหน่ายก็มีรถอยู่ในสต็อกที่สามารถส่งมอบได้ทันที หรือบางสาขาก็รอไม่เกิน 1 เดือน และมาสด้ายังได้มอบข้อเสนอ ดอกเบี้ย 2.19%*, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี มูลค่า 35,700 บาท* และฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) มูลค่าสูงสุด 62,568 บาท* ซึ่งลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ”

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หรือ www.mazda.co.th