Home Blog Page 241

อีซูซุ ก้าวสู่สังคมความเป็นกลางทางคาร์บอน พร้อมเปิดตัวรถบรรทุกไฟฟ้าอีซูซุ ครั้งแรกของโลกที่ประเทศญี่ปุ่น และแนะนำโปรแกรมโซลูชั่นส์ “EVision” สำหรับลูกค้ารถไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะ

0

มร. มาซาโนริ ทาคายามะ (Mr. Masanori Katayama) ประธานบริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศญี่ปุ่น) จัดแถลงข่าวเกี่ยวกับนโยบายการขนส่งในอนาคต พร้อมการเปิดตัวรถบรรทุกรุ่นใหม่หมด “เอลฟ์” และ “ฟอร์เวิร์ด” และเปิดตัวรถไฟฟ้าตระกูล “เอลฟ์” เป็นครั้งแรกของโลก และแนะนำโปรแกรมโซลูชั่นส์ครบวงจร EVision” สำหรับลูกค้ารถไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะ

เนื่องจากอีซูซุเห็นว่าโลจิสติกส์ถือเป็นแกนหลักในการเติบโตของเศรษฐกิจ กลุ่มอีซูซุในฐานะผู้นำของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดรถบรรทุกมากกว่าครึ่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น จึงมีส่วนรับผิดชอบสำคัญ ในการผลิตรถยนต์ที่มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการสร้าง “นวัตกรรม” เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถอีกด้วย

อีซูซุกำลังดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับพลังงานทางเลือกหลายรูปแบบ เพื่อ “ปรับเร่งอนาคตของการขนส่ง” เนื่องจากประเทศต่างๆในโลกนี้มีต่างมีสภาพแวดล้อมของตนเอง เช่น สาธารณูปโภคด้านพลังงาน สภาพถนน และกฎระเบียบต่างๆ นอกจากนี้ยังมีลักษณะการใช้ ตลอดจนประเภทของสินค้าในการขนส่งที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับกลุ่มลูกค้า กล่าวคือ ยิ่งมีกลุ่มลูกค้ามากประเภท ความต้องการต่างๆก็ยิ่งหลากหลายมากขึ้น ความสะดวกสบายของลูกค้าต้องไม่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนรถใหม่เท่านั้น อีซูซุจึงมีหน้าที่ที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าโดยนำเสนอรถรุ่นที่เหมาะสมที่สุดโดยไม่ลดออพชั่นต่างๆ หรือเรียกได้ว่าอีซูซุมอบ “อิสระในการเลือก” ให้แก่ลูกค้า สำหรับรถทุกประเภท ตั้งแต่รถปิกอัพจนถึงรถบรรทุกขนาดใหญ่

ครั้งนี้อีซูซุได้เปิดตัวรถบรรทุก “อีซูซุ เอลฟ์” รุ่นใหม่หมด พร้อมกับรถไฟฟ้า “อีซูซุ เอลฟ์” ที่หลายคนรอคอย ปีนี้นับเป็นปีแรก แห่งการก้าวสู่ยานยนต์ไฟฟ้าของอีซูซุ และวันนี้ก็เป็นโอกาสสำคัญที่กลุ่มอีซูซุจะแสดงทิศทางในอนาคตให้โลกรับรู้ รถบรรทุก “อีซูซุ เอลฟ์” นั้นเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2502 และถือเป็นรถรุ่นยอดนิยมที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่นมานานกว่าครึ่งศตวรรษ และยังมีจำหน่ายในหลายประเทศอีกด้วย อีซูซุเชื่อมั่นว่ารถบรรทุกไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ที่แนะนำใหม่นี้ จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถทั่วโลกได้เป็นอย่างดี

การเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) รุ่นแรกของ “Isuzu ELF EV” นั้น มาพร้อมกับการพัฒนา EVision” โปรแกรมโซลูชั่นส์ครบวงจร เพื่อสนับสนุนลูกค้าที่กำลังพิจารณาการเริ่มใช้รถไฟฟ้า BEV เพื่อการพาณิชย์ และได้เริ่มให้บริการในญี่ปุ่นแล้ววันนี้ EVision” นี้ ได้รวมถึงการหาโซลูชั่นส์แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเริ่มใช้รถไฟฟ้า การประเมินผลประโยชน์เชิงปริมาณจากการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และการเสนอวิธีการลดคาร์บอนเพิ่มเติมเพื่อการนำไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

เมื่อลูกค้าเริ่มนำรถไฟฟ้า BEV มาใช้ในเชิงพาณิชย์ อาจจะมีประเด็นต่างๆ เกิดขึ้น เกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกในการชาร์จแบตเตอรี่ ค่าไฟฟ้า รวมถึงการประเมินผลประโยชน์เชิงปริมาณที่จะได้รับจากการลดภาระด้านสิ่งแวดล้อม โดย EVision” ของอีซูซุ จะนำเสนอโซลูชั่นส์ในแต่ละช่วง ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นศึกษาการใช้รถไฟฟ้า BEV ในเชิงพาณิชย์ ช่วงใช้งานจริง และช่วงหลังจากการใช้งาน คือ “EVision Concierge” (ส่วนงานสนับสนุนช่วงเริ่มต้น), “EVision Solutions” (โซลูชั่นส์ช่วงใช้งานจริง) และ “EVision Review” (การทบทวนผลประโยชน์เชิงปริมาณ)

เพื่อตอบสนองความท้าทายในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ทั่วโลกในอนาคต อีซูซุจึงดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นส์ต่างๆ ด้วยแนวคิดหลัก 4 ประการ คือ

  1. ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)
  2. ความสะดวกสบายของผู้ขับขี่ (Driver Comfort)
  3. ความปลอดภัย (Safety)
  4. การเชื่อมโยง (Connectivity)

อีซูซุในฐานะผู้นำของอุตสาหกรรมยานยนต์ มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าด้วยความเป็นเลิศทางด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ จะทำให้เราสามารถปรับเร่งอนาคตของการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ในที่สุด

ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

สรยท. จัดอบรมทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ

0

สรยท. จับมือโรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ (Spirit of the 4×4 Driving School) และฟอร์ด ประทศไทย จัดกิจกรรม “TAJA Skill Driving 4×4 Experience” จัดอบรมหลักสูตรขับรถขับเคลื่อน 4 ล้อเบื้องต้น ด้วยรถกระบะ Ford Ranger Raptor ณ สนาม Spirit Adventure Ground จังหวัดนครนายก ให้กับกรรมการสรยท. พร้อมได้เชิญสมาชิกอาวุโสที่คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์เข้าร่วมกิจกรรมและสังเกตการณ์เพื่อต่อยอดโครงการนำร่องจัดให้กับสมาชิกสรยท.เพิ่มทักษะวิชาชีพในโอกาสต่อไป

นายวชิระ เรืองมาลัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thailand Automotive Journalists Association : TAJA กล่าวว่า ในปีนี้สมาคมฯ ได้ริเริ่มโครงการและกิจกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มทักษะวิชาชีพให้กับสมาชิก ประเดิมด้วยกิจกรรมแรก “TAJA Skill Driving 4×4 Experience” เป็นการจัดอบรมหลักสูตรขับรถขับเคลื่อน 4 ล้อเบื้องต้น ด้วยรถกระบะ Ford Ranger Raptor ณ สนาม Spirit Adventure Ground จังหวัดนครนายก โดยได้รับการสนับสนุนรถกระบะ Ford Ranger Raptor จากฟอร์ด ประเทศไทย และได้รับการสนับสนุนสถานที่และครูฝึกมืออาชีพจากโรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ สนาม Spirit Adventure Ground จังหวัดนครนายก

“กิจกรรม “TAJA Skill Driving 4×4 Experience” เป็นการจัดอบรมหลักสูตรขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ เบื้องต้น เป็นโครงการนำร่องให้กับกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) และในโอกาสนี้สมาคมฯ ได้เชิญสมาชิกอาวุโสจำนวนหนึ่งเข้าร่วมกิจกรรมและร่วมสังเกตการณ์อีกด้วย โดยวัตถุประสงค์หลักของกิจกรรรมในครั้งนี้เพื่อเพิ่มทักษะวิชาชีพให้กับสมาชิก และในอนาคตจะขยายโครงการนำร่องนี้ไปจัดให้กับสมาชิกสมาคมฯ ในโอกาสต่อไป”

นายวชิระ กล่าวต่อไปว่า สำหรับหลักสูตรฝึกอบรมขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อเบื้องต้น ครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่อบรม ทั้งภาคทฤษฎี-ภาคปฏิบัติ เป็นการจำลองสถานการณ์ในสถานีต่างๆ อาทิ สถานีเนินสูง, สถานีเนินสลับ, สถานีเนินเอียง, สถานีเนินชัน, สถานีเนินลูกระนาด, สถานีขับรถผ่านอุปสรรคลุยน้ำลึก เป็นต้น

ทางด้านนางสาวสุกานดา ปภัสร์พงษ์ ผู้อำนวยการกองสื่อสารองค์กร บริษัท สื่อสากล จำกัด ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ กล่าวว่า โรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ มีความยินดีให้การสนับสนุนสมาคมฯ ในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ทางโรงเรียนมีครู

มืออาชีพไว้คอยถ่ายทอดความรู้การขับรถขับเคลื่อน 4 ล้อ อย่างถูกวิธี ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงในชีวิต และการเข้ามาเรียนรู้ฝึกฝนอย่างถูกวิธีนอกจากจะเป็นการเพิ่มทักษะแล้ว ยังจะเพิ่มความปลอดภัยได้อีกด้วย

ขณะที่นางสาวนิดา ชัชวรัตน์ ผู้จัดการแบรนด์รถกระบะ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า รถกระบะ Ford Ranger Raptor เป็นรถกระบะสมรรถนะสูงระดับพรีเมียมที่ได้การตอบรับอย่างสูงจากลูกค้าชาวไทย การสนับสนุนรถกระบะ Ford Ranger Raptor กับสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย ใช้ในการอบรมหลักสูตรฝึกอบรมขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ กิจกรรม “TAJA Skill Driving 4×4 Experience” ในครั้งนี้มั่นใจว่า สมาชิกฯ ที่เข้าฝึกอบรมในภาคปฏิบัติจะได้สัมผัสประสบการณ์ตรงถึงสมรรถนะ และเทคโนโลยีที่ฟอร์ดภาคภูมิใจอีกครั้ง และสามารถนำประสบการณ์ในครั้งนี้ไปประชาสัมพันธ์บอกต่อได้ต่อไป

 

คาร์กูรูการันตีปอร์เช่คือสุดยอดรถสปอร์ตในฝัน กวาด 3 รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีที่มาพร้อมสมรรถนะชั้นยอด

0

งาน Thailand Car & Bike of The Year 2023 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 25 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีกลางให้ผู้ประกอบการยานยนต์ได้มาร่วมประกาศศักยภาพและสร้างบรรทัดฐานใหม่ในด้านคุณภาพให้เกิดขึ้นในแวดวงยานยนต์ของไทย และนำมาซึ่งฐานข้อมูลที่ถูกต้องส่งต่อสู่ผู้บริโภคจัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)  และสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทยนับเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย  สำหรับรางวัล Thailand Car &  Bike of The Year เป็นรางวัลที่จะการันตีถึงเกียรติยศแห่งการพัฒนาความโดดเด่นด้านยนตรกรรม ทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้ทุกบริษัทรถยนต์เกิดความภาคภูมิใจในผลงาน และพร้อมที่จะผลิตสินค้าคุณภาพออกมาสู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับเกีรติจาก ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้มอบรางวัล  เมื่อวันศุกร์ที่ 3 มีนาคม 2565 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ปีเตอร์ โรห์เวอร์ กรรมการผู้จัดการปอร์เช่ ประเทศไทย โดยเอเอเอส กรุ๊ป กล่าวว่า ปัจจุบัน ความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด การผลิตรถยนต์หนึ่งคัน จะต้องตอบโจทย์ครอบคลุมทุกด้าน ทำให้ภาคการผลิตเร่งคิดค้นพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ให้ครอบคลุม เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้มากที่สุด สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง ด้วยความเข้มแข็งของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่มุ่งมั่น พัฒนา และยังคงร่วมมือกัน เดินหน้า เติบโตด้วยกันต่อไป สำหรับการนำรถเข้าร่วมงาน Car of The Year 2023 เปรียบดั่งการเข้าประกวดบททดสอบเพื่อคัดสรรรถยนต์ที่ดีที่สุดในประเภทต่างๆ และยังเป็นรางวัลที่สะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแสดงศักยภาพความก้าวหน้าของการออกแบบ และการวิจัย พัฒนา เป็นเครื่องยืนยันและการันตีคุณภาพมาตรฐานของแบรนด์ปอร์เช่อย่างแท้จริง”

ด้าน ปวราภา ดุพัสกูล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า สำหรับปอร์เช่ ประเทศไทยโดย เอเอเอส กรุ๊ป นำเข้ารถสปอร์ตที่ครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน และเรายังคงเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มุ่งมั่นเดินหน้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์อนาคต โดยเฉพาะทิศทางการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าที่ทั้งผู้ผลิต และผู้ใช้เริ่มตระหนักร่วมกันในเรื่องของมลภาวะความเป็นกลางทางคาร์บอนจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเดินหน้าไปอย่างก้าวกระโดด โดยมีภาครัฐและเอกชนร่วมกันสนับสนุน อันจะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ให้กับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับงาน Thailand Car of The year 2023 ปอร์เช่ได้ขึ้นรับรางวัลอันทรงเกียรติถึง 3 รางวัล ได้แก่

ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด คูเป้ คว้ารางวัล “BEST HYBRID SPORT SUV PORSCHE”

– ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด คว้ารางวัล “BEST PERFORMANCE LUXURY CAR”

ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด คูเป้ คว้ารางวัล “BEST PERFORMANCE HYBRID SUV”

ถือเป็นเป็น 3 รางวัลอันทรงคุณค่าแห่งปีที่การันตีถึงสมรรถนะและเทคโนโลยียานยนต์สปอร์ตที่ปลอดภัย หรูหรา และสะดวกสบาย พร้อมตอบสนองการใช้งานในทุกรูปแบบได้อย่างลงตัว และปอร์เช่ยังคงมุ่นมั่น ยกระดับ พัฒนา ก้าวสู่ผู้นำด้านการผลิตยานยนต์ในระดับโลกต่อไป

 

‘ซูซูกิ’ คว้า 2 รางวัล Thailand Car of the Year 2023 ตอกย้ำคุณภาพ SUZUKI ERTIGA HYBRID และ SUZUKI XL7

0

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้ารับ 2 รางวัล Car of the Year 2023 หรือ รางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี 2566 จากรถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง รุ่นยอดนิยมอย่าง SUZUKI ERTIGA HYBRID และ SUZUKI XL7 ทั้ง 2  รุ่น ตอกย้ำความโดดเด่นในคุณภาพของสินค้า ที่เต็มไปด้วยความคุ้มค่า คุ้มราคา ทั้งยังตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

มร.มิโนรุ อามาโนะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมงานประกาศผลรางวัล Car of the Year 2023 หรือ รางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี 2566 จัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในปีนี้ ซูซูกิ สามารถคว้ามาได้ถึง 2 รางวัล จากรถยนต์ 2 รุ่นมาครอบครอง และยังได้รับเกียรติจาก ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติ ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

รายชื่อรางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี 2566 ได้แก่

  • SUZUKI ERTIGA HYBRID ได้รับรางวัล BEST HYBRID MPV UNDER 2,500 c.c.
  • SUZUKI XL7 ได้รับรางวัล BEST PETROL SUV UNDER 1,500 c.c.

โดยในงานพิธีมอบรางวัลได้รับเกียรติอย่างสูงจาก ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีมอบ พร้อมด้วยนายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงานรถยอดเยี่ยมแห่งปี และ นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ โดยพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ จัดขึ้นที่ ห้อง รอยัล จูบิลี่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สำหรับ SUZUKI ERTIGA SMART HYBRID นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ติดตั้ง เทคโนโลยี SMART HYBRID ในรถยนต์อเนกประสงค์ขนาด 7 ที่นั่ง  ซึ่งถูกออกแบบมาให้พร้อมตอบโจทย์ในการใช้งาน ยกระดับชีวิตสู่ความสมาร์ทในทุกเส้นทาง ด้วยเทค โนโลยี SHVS เทคโลยีระบบสมาร์ทไฮบริดแบบใหม่ของซูซูกิ ที่มีมอเตอร์ไฟฟ้า (Integrated Starter Generator หรือ ISG) พร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ION  เพื่อช่วยเสริมกำลังการทำงานของเครื่องยนต์ มีผลทำให้ลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ดีขึ้น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ นอกจากจะประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 17.9 กิโลเมตรต่อลิตร ยังเสริมประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนให้รถออกตัวได้อย่างนุ่มนวล โดยมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 134 กรัม/กิโลเมตร

ด้านของ SUZUKI XL7 ป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมของซูซูกิ  ด้วยรูปแบบของครอสโอเวอร์ขนาด 7 ที่นั่ง พร้อมแพลตฟอร์ม HEARTECT เทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของซูซูกิ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ K15B ขนาด 1.5 ลิตร  ด้วยกำลัง 105 แรงม้า/6,000 รอบต่อนาที สร้างแรงบิดสูงสุด 138 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ตอบรับการเดินทางไปในทุกพื้นที่ได้อย่างมั่นใจ ทั้งในและนอกเมือง

ทั้งนี้ รางวัล Car of the Year 2023 จัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เพื่อสนับสนุนภาพลักษณ์ที่ดีทางด้านธุรกิจยานยนต์และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย โดยทำการคัดเลือกรถยนต์ที่มีความโดดเด่นในแต่ละด้าน พร้อมให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริง เพื่อศึกษาเป็นแนวทางในการพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ให้เหมาะสมตามวัตถุประ สงค์ของการใช้งาน ซึ่ง ซูซูกิ ก็มีแนวคิดอันมุ่งมั่นที่ต้องการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีและมีคุ้มค่าในทุกๆ ด้านแก่ลูกค้า  รวมถึงการเอาใจใส่ในการพัฒนาและปรับปรุงยกระดับงานบริการหลังการขายของโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานทั่วประเทศ

 

ช่องทางการติดต่อ
www.suzuki.co.th 
www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand
SUZUKI Cause We Care: 1800-600-900

วิริยะประกันภัย คว้ารางวัล ‘BEST INSURANCE COMPANY’ ต่อเนื่องปีที่ 20

0

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานมอบรางวัล “CAR OF THE YEAR 2023” ประเภท “BEST INSURANCE COMPANY” ให้แก่ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี นายภาคภูมิ วิริยะพันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ เป็นผู้แทนรับมอบ ซึ่งบริษัทฯ ได้รับรางวัลดังกล่าวต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 โดยมี นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงาน และประธานเจ้าหน้าที่สายการผลิต บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นเกียรติในพิธีมอบครั้งนี้ ณ ห้อง รอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สำหรับพิธีมอบรางวัล “CAR OF THE YEAR” เป็นงานประกาศรางวัลอันยิ่งใหญ่ของวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่ง บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนภาพลักษณ์ที่ดีทางด้านธุรกิจยานยนต์ ตลอดจนส่งเสริมและพัฒนาวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย จึงนับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่บริษัทฯ ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 นับตั้งแต่ปี 2004 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้รับการคัดเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ ทั้งสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย ผู้ทรงคุณวุฒิสายวิศวกรรมยานยนต์จากสถาบันต่างๆ และบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) อันเป็นการตอกย้ำว่า บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) คือผู้นำด้านประกันภัยรถยนต์ของประเทศ

เปอโยต์-จี๊ป ประเทศไทย คว้ารางวัล Car of The Year 2023

0

บริษัท เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย แบรนด์รถยนต์ฝรั่งเศส เปอโยต์ และ จี๊ป ราชาออฟ-โรดสัญชาติอเมริกัน อย่างเป็นทางการ ในประเทศไทย คว้ารางวัล Car of The Year 2023 โดย เปอโยต์ 2008 ได้รางวัล เอสยูวีเครื่องยนต์เบนซินยอดเยี่ยม ต่ำกว่า 1,200 ซีซี หรือ ‘BEST PETROL SUV UNDER 1,200 c.c.’ และ เปอโยต์ 3008 ได้รางวัล เอสยูวีเครื่องยนต์เบนซินยอดเยี่ยม ต่ำกว่า 1,800 ซีซี หรือ ‘BEST PETROL SUV UNDER 1,800 c.c.’ ส่วน จี๊ป แรงเลอร์ รูบิคอน 4 ประตู ได้รางวัล ออฟ-โรดขับเคลื่อน 4 ล้อยอดเยี่ยมหรือ ‘Best 4×4 OFFROAD’ โดยมี สุนทรพันธ์ เดชะเทศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประกิต สุทธินิรันด์กุลผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขาย บริษัท เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัล จาก ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การตัดสินของคณะกรรมการตัดสินรางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี ประกอบด้วยสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย (TSAE) และบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงานบางกอก อินเตอร์ เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ณ ห้อง เดอะ รอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์
ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี

เอ็มจี ปักหมุด 13 มี.ค. นี้ เปิดสเปกและรับจอง NEW MG ES รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ยกระดับความสะดวกสบายในทุกด้าน พร้อมข้อเสนอพิเศษ!

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย มีแผนเผยโฉมรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ “NEW MG ES” ชูจุดเด่นการเป็นรถไฟฟ้าที่เติมเต็มความสะดวกสบายพร้อมเปิดปิดราคา พร้อมรับจองให้เป็นเจ้าของก่อนใคร เพื่อรับสิทธิพิเศษมากมายในวันที่ 13 มีนาคมนี้ เวลา 8.00 น. เป็นต้นไป ณ โชว์รูมเอ็มจีที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั่วประเทศ (EV Authorized Dealer) รวมทั้งช่องทางเว็บไซต์ และแอพพลิเคชัน MG THAILAND สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านทุกช่องทางออนไลน์ทางเอ็มจี

เอ็มจี ตอกย้ำความเป็นผู้บุกเบิกและผู้นำตัวจริงของตลาดรถไฟฟ้าในประเทศไทย เตรียมเผยโฉมรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ “NEW MG ES” เป็นโมเดลแรกแห่งปี ชูความโดดเด่นในเรื่องความสะดวกสบายและใช้งานได้ทุกรูปแบบ ด้วยแนวคิดการพัฒนารถที่มีเอกลักษณ์สไตล์ BRIT DYNAMIC ทั้งด้านสมรรถนะการขับขี่ (E-PERFORMANCE) จากขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า 100% เจเนอเรชั่นใหม่ ที่ยกระดับสมรรถนะขึ้นใหม่ในทุกด้าน ทั้งการควบคุม (HANDLING) การออกแบบที่เข้าถึงทุกการใช้งาน (DESIGN) และความปลอดภัยจัดเต็ม (SAFETY) ที่นำไปสู่ความสะดวกสบายในทุกรูปแบบการใช้งาน พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ จอง 10,000 บาท ใช้เป็นส่วนลดได้ 20,000 บาท รับฟรี! อุปกรณ์ต่อเชื่อมกระแสไฟ V2L มูลค่า 10,000 บาท ณ โชว์รูมเอ็มจีที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั่วประเทศ (EV Authorized Dealer) และผ่านช่องทางเว็บไซต์ที่ https://onlinebooking.mgcars.com/ หรือจองผ่านแอพพลิเคชัน MG THAILAND ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2566 ถึง 19 มีนาคม 2566 เวลา 23.59 น.    

ฟอร์ด รุกตลาดลูกค้ารายใหญ่ เจาะกลุ่มกระบะดัดแปลง ชูจุดต่างด้วยสมรรถนะและความอเนกประสงค์พร้อมมาตรฐานระดับโลก

0
default

ฟอร์ด ประเทศไทย ประกาศกลยุทธ์รุกตลาดลูกค้ารายใหญ่ด้วยรถยนต์ฟอร์ดดัดแปลงเพื่อผลักดันธุรกิจให้เติบโตต่อเนื่อง ชูความแตกต่างด้วยการต่อยอดจุดแข็งของรถยนต์ฟอร์ดที่โดดเด่นด้วยสมรรถนะ และความอเนกประสงค์ครบครันตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ผนวกกับการยกระดับมาตรฐานรถดัดแปลงด้วยโปรแกรม Qualified Vehicle Modifier (QVM) ของฟอร์ด พร้อมนำเสนอโซลูชันพิเศษสำหรับกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ พร้อมอำนวยความสะดวกลูกค้าด้วยนวัตกรรมด้านบริการของฟอร์ด โดยในงาน Ford Conversion Show ได้นำตัวอย่างรถยนต์ฟอร์ดดัดแปลงเพื่อการพาณิชย์ อาทิ รถตู้เย็น รถพยาบาลฉุกเฉิน รถกระเช้า รถจัดส่งสินค้า รถบริการเคลื่อนที่ ที่ผ่านการออกแบบและพัฒนาโดยพันธมิตรที่ผ่านการรับรองภายใต้โปรแกรม QVM อย่างบริษัท อาร์เอ็มเอ ออโตโมทีฟ จำกัด และบริษัท เอสเอสเอส ออโตโมทีฟ อินดัสทรี จำกัด มาจัดแสดง ณ ศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรมบุคลากรฟอร์ด

“ฟอร์ดเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มตลาดลูกค้ารายใหญ่ซึ่งมีความต้องการใช้รถยนต์ดัดแปลงเพื่อการพาณิชย์ จึงเข้ามารุกตลาดนี้โดยเน้นสร้างความแตกต่างด้วยการต่อยอดจุดแข็งของฟอร์ด นำรถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ที่โดดเด่นด้านสมรรถนะและความอเนกประสงค์ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นมาทำเป็นรถยนต์ดัดแปลงที่มีคุณภาพ พร้อมยกระดับมาตรฐานไปอีกขั้นด้วยโปรแกรม Qualified Vehicle Modifier (QVM) ซึ่งเป็นมาตรฐานการดัดแปลงรถยนต์ระดับโลกของฟอร์ด ซึ่งวิศวกรฟอร์ดจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตร ผู้ดัดแปลงในการนำเสนอโซลูชันเพื่อตอบโจทย์และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของลูกค้า โดยมุ่งเจาะกลุ่มตลาดลูกค้ารายใหญ่ 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยาและสินค้าเวชภัณฑ์ ขนส่งโลจิสติกส์ อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมก่อสร้าง ในปีนี้” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ในปี 2565 46% ของยอดขายรถยนต์ในประเทศไทยเป็นรถกระบะ โดย 17% ของตลาดระกระบะเป็นแบบ  ตอนเดียวราว 68,000 คัน ทั้งนี้ 80% ของรถกระบะตอนเดียวที่ขายในประเทศไทยเป็นรถยนต์ดัดแปลงติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม* ราว 54,000 คัน ตลาดรถดัดแปลงจึงเป็นโอกาสในการผลักดันธุรกิจของฟอร์ดในประเทศไทย โดยฟอร์ดจะทำงานร่วมกับผู้จำหน่ายและพันธมิตรผู้ดัดแปลงที่ผ่านการรับรองจากโปรแกรม QVM นำเสนอรถยนต์ดัดแปลงเพื่อการใช้งานในตัวเลือกที่หลากหลาย อาทิ รถพยาบาลฉุกเฉิน รถกระเช้า รถตู้เย็น รถจัดส่งสินค้า รถบริการเคลื่อนที่ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มองหารถยนต์ดัดแปลงที่มีคุณภาพสำหรับการใช้งานที่คุ้มค่าได้อย่างตรงจุด

“อีกสิ่งหนึ่งที่ฟอร์ดให้ความสำคัญ คือ บริการหลังการขาย เพราะฟอร์ดเข้าใจดีว่าลูกค้ารายใหญ่ต้องการรถที่พร้อมใช้งานตลอดเวลาเพื่อให้ธุรกิจขับเคลื่อนอย่างไม่มีสะดุด รถยนต์ดัดแปลงที่ได้รับการออกแบบภายใต้โครงการ QVM และพันธมิตรของฟอร์ดจึงมาพร้อมการรับประกันคุณภาพตามเงื่อนไขจากฟอร์ดและบริษัทพันธมิตรเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความอุ่นใจในการใช้งานให้กับลูกค้าของเรา” นายรัฐการกล่าวเสริม

โปรแกรม Qualified Vehicle Modifier กุญแจสำคัญในการยกระดับมาตรฐาน

โปรแกรม Qualified Vehicle Modifier หรือ QVM ของฟอร์ด คือ การควบคุมมาตรฐานและคุณภาพด้านการผลิตรถยนต์ดัดแปลงระดับโลก โดยทีมงานวิศวกรฟอร์ดจะให้คำแนะนำด้านวิศวกรรมพร้อมทั้งมอบแนวทางการดัดแปลงรถโดยอิงจากคู่มือการติดตั้งอุปกรณ์และตัวถัง (Body Equipment Mounting Manual หรือ BEMM) ตลอดถึงการเข้าไปตรวจสอบขั้นตอนการออกแบบติดตั้งชิ้นส่วนดัดแปลง โดยคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยในการใช้งานเป็นสำคัญ

พันธมิตรเครือข่ายผู้ดัดแปลงรถยนต์ของฟอร์ด

ภายในงานฟอร์ดยังได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนยลโฉมรถยนต์ดัดแปลงเพื่อการพาณิชย์ที่นำมาจัดแสดงเป็นตัวอย่าง เพื่อตอกย้ำความอเนกประสงค์ของรถฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ที่โดดเด่นในแง่สมรรถนะ  ความอเนกประสงค์ ครบครันด้วยเทคโนโลยีทันสมัยและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น อาทิ    ช่วงล่างที่มีการปรับใหม่มีขนาดกว้างและยาวขึ้น 50 มม. พวงมาลัยไฟฟ้าแบบ EPAS ไฟหน้าเปิด-ปิด อัตโนมัติ หน้าจอทัชสกรีนขนาดใหญ่ 10.1 นิ้ว ซึ่งมาพร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC4A รองรับ Apple Car Play และ Android Auto และ FordPass connect ตอบโจทย์การใช้งานในเชิงธุรกิจและการพาณิชย์ที่หลากหลาย รถฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังมีข้อได้เปรียบด้วยฐานล้อที่กว้างขึ้น ทำให้มีพื้นที่กระบะเพิ่มขึ้น ติดตั้งตู้ได้กว้างและยาวมากขึ้น โดยมีความกว้างสูงสุดถึง 1,910 มม. จึงมีศักยภาพในการนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ารายใหญ่ได้หลากหลายในราคาที่คุ้มค่า โดยในงานมีพันธมิตรผู้ดัดแปลงรถยนต์ภายใต้โครงการ QVM นำรถมาร่วมจัดแสดง ได้แก่

บริษัท อาร์เอ็มเอ ออโตโมทีฟ จำกัด ร่วมจัดแสดงรถยนต์ดัดแปลง ดังนี้

  • รถพยาบาลฉุกเฉิน ดัดแปลงโดยใช้รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นสแตนดาร์ดแค็บ 4×4 ที่มาพร้อมอุปกรณ์ ทั้งเปลสนาม ที่นั่งผู้ดูแลผู้ป่วย 3 ที่นั่ง ตู้ยาและระบบถังออกซิเจน และระบบแสงไฟยูวี บันไดทางเข้าด้านหลัง ไซเรน
  • รถกระเช้าไฟฟ้า ดัดแปลงโดยใช้รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นสแตนดาร์ดแค็บ 4×4 มีแขนเหล็กคุณภาพสูงสามารถยืดหดได้ มาพร้อมระบบควบคุมฉุกเฉินของฐานควบคุมและกระเช้าไฟฟ้า มีขาค้ำยันปรับระดับด้านหน้าและด้านหลัง สามารถปรับระดับตัวรถได้
  • รถให้บริการเคลื่อนที่อเนกประสงค์ (Mobile maintenance – MMT Box) ดัดแปลงโดยใช้รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสแตนดาร์ดแค็บ 4×4 มาพร้อมพื้นที่จัดเก็บอุปกรณ์ ถังเก็บน้ำมันและถังเก็บน้ำ
  • รถทำสีพิเศษ ดัดแปลงโดยใช้รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค ให้เป็นสีประจำองค์กรตามความต้องการของลูกค้า

บริษัท เอส เอส เอส ออโตโมทีฟ อินดัสทรี จำกัด ร่วมจัดแสดงรถดัดแปลง ได้แก่

  • รถตู้เย็น ดัดแปลงโดยใช้รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสแตนดาร์ดแค็บ และใช้คอมเพรสเซอร์ที่ใช้พลังงานขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์ (engine-driven compressor)
  • รถตู้เย็นแบบ DC-Driven ดัดแปลงโดยใช้รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสแตนดาร์ดแค็บ ที่ใช้ตัวรถเป็นตู้ทำความเย็นแบบไฟฟ้า (electric cool box) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ฟอร์ดนำคอมเพรสเซอร์แบบไฟฟ้ามาใช้ในการทำความเย็นให้กับตู้เย็นที่ติดตั้งในรถกระบะ จึงไม่จำเป็นต้องดัดแปลงชิ้นส่วนในห้องเครื่องยนต์ ลดความเสี่ยงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในห้องเครื่อง มีการใช้อินเวอร์เตอร์ไดร์ฟ และอุปกรณ์ควบคุมความเร็วรอบของมอเตอร์ ใช้ไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ต่อจากแบตเตอรี่ของรถได้โดยตรง มีจุดเด่นคือการติดตั้งแบตเตอรี่ลูกที่สอง ทำให้เครื่องคอมเพรสเซอร์สามารถทำงานต่อไปได้อย่างยาวนาน แม้ว่าตัวเครื่องยนต์จะดับไปแล้ว จึงเหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการคุณภาพในการควบคุมอุณหภูมิสินค้า เช่น ผู้ผลิตสินค้าเวชภัณฑ์ รวมทั้งยังเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับบริษัทที่เน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากผู้ใช้งานสามารถดับเครื่องยนต์ขณะขนส่งสินค้าโดยตู้ยังคงรักษาความเย็นได้นาน
  • รถบริการเคลื่อนที่ ซึ่งดัดแปลงโดยใช้รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นโอเพ่นแค็บยกสูง
  • รถตู้ขนของสี่เหลี่ยมแบบพื้นเรียบ (full cargo box) ใช้รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชัน ใหม่ สแตนดาร์ดแชสซีส์แค็บ มาดัดแปลง
  • รถตู้แห้งขนของแบบครึ่งท่อน (half cargo box) รุ่นดัดแปลงโดยใช้รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสแตนดาร์ดแค็บ ที่ใช้แผ่นไฟเบอร์ที่นำเข้าจากประเทศเยอรมนี มาทดแทนอะลูมิเนียมแบบรถตู้ขนของทั่วไปในตลาด โดยมีจุดเด่นที่ความแข็งแกร่ง ทนทาน น้ำหนักเบา รองรับแรงกระแทกได้ดี สามารถซ่อมแซมเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้ง่ายหากเกิดกรณีกระแทกหรือฉีกขาด อีกทั้งยังเป็นฉนวนกันความร้อนจากภายนอกได้ดี ซึ่งสามารถปรับขนาดตู้และเลือกออปชันได้ตามความต้องการของลูกค้า
  • รถพยาบาล พัฒนามาจากรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมอุปกรณ์การแพทย์ ตามข้อกำหนดของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

ลูกค้าที่สนใจรถยนต์ดัดแปลงจากฟอร์ดยังจะได้รับความอุ่นใจด้านการใช้งานเหนือระดับ โดยรถยนต์ดัดแปลงภายใต้โครงการ QVM จะมาพร้อมการรับประกันตามเงื่อนไขระยะรับประกันรถใหม่ของฟอร์ด 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตรสำหรับชิ้นส่วนที่ไม่ได้ดัดแปลง และสำหรับโครงสร้างดัดแปลง ลูกค้าจะได้รับการรับประกัน 5 ปี หรือ 150,000 กม. โดยพันธมิตรผู้ดัดแปลงรถตามเงื่อนไขที่ผู้ดัดแปลงกำหนด โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อผู้จำหน่ายฟอร์ดได้ทั่วประเทศ และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายขายลูกค้ารายใหญ่ฟอร์ด หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด Ford Call Center โทร. 1383 หรือดูข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ https://www.ford.co.th/buying/fleet/

 

*อ้างอิงจากผลสำรวจการใช้งานนรถยนต์ในตลาดกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ในปี 2564 โดยอิปซอสส์ (IPSOS)

แอสตัน มาร์ติน แบงคอก เปิดตัว ‘DBX707’ ที่สุดแห่งซูเปอร์เอสยูวี ระดับอัลตราลักชัวรี่

0

แอสตัน มาร์ติน เป็นรถยนต์สัญชาติอังกฤษ กำเนิดช่วงปีค.ศ. 1913 ปีนี้ นับว่าครบรอบ 110 ปี ก่อตั้งโดย ไลโอเนล มาร์ติน กับ โรเบิร์ต แบมฟอร์ต ซึ่งทั้งคู่สร้างรถแข่งร่วมกัน เพื่อไปแข่งในรายการ แอสตัน คลินตัน ฮิลล์ไคล์ม (Aston Clinton Hillclimb) และคว้าแชมป์ได้สำเร็จ

เร็วสุด แรงจัด และทรงตัวเป็นเลิศ คือ 3 คุณสมบัติเด่นของ แอสตัน มาร์ติน ดีบีเอ็กซ์707 ที่ยากจะมีใครลอกเลียนแบบ ทั้งด้านพละกำลังและความแม่นยำในการบังคับควบคุมอันเหนือชั้น สร้างประสบการณ์ขับอันน่าประทับใจ

 

ฉัตรชัย แก้วผ่องศรี ผู้จัดการทั่วไป แอสตัน มาร์ติน แบงคอก กล่าวว่า “ดีบีเอ็กซ์707 เป็นเอสยูวี ที่ไม่มีใครเหมือน ยกระดับ แอสตัน มาร์ติน สู่จุดสูงสุดในเซกเมนต์ ผ่านการผสมผสานสมรรถนะอันจัดจ้าน การขับเคลื่อนระดับเทพ รูปลักษณ์สะดุดตา และความหรูหราแบบเต็มพิกัด นอกจากนั้น การออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและศักยภาพเหนือชั้น ส่งผลให้ ดีบีเอ็กซ์707 คือ ที่สุดแห่งเอสยูวี ในทุกรายละเอียด”

++ เพียงได้เห็นก็ทราบทันที ว่านี่คือ ‘DBX707’

รูปลักษณ์อันโฉบเฉี่ยว ความปราดเปรียว และบุคลิกการเป็นรถขับสนุก ถูกนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการสร้าง แอสตัน มาร์ติน ดีบีเอ็กซ์707 โดยทุกอณูของตัวรถได้รับการปรับแต่งเพื่อเพิ่มสมรรถนะ เติมความเร้าใจ และสะกดทุกสายตาที่ได้พบเห็น กระจังหน้าใหญ่ขึ้น 27% มาพร้อมแผ่นรีดอากาศ (front splitter) ด้านใต้และข้างกันชนหน้า ผสานช่องดักอากาศและเดย์ไทม์รันนิงไลท์แบบเส้นตรง ติดตั้งอุปกรณ์รีดอากาศ ‘Side Strake’ บริเวณแก้มข้าง ลากยาวมาถึงประตูหน้า รวมถึงสเกิร์ตข้างที่มีขนาดใหญ่ขึ้นชัดเจน ด้านหลังเพิ่มชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์บนสปอยเลอร์หลังคา
ผสานดิฟฟิวเซอร์หลังขนาดเขื่องแบบเดียวกับรถแข่ง และ 4 ปลายท่อไอเสียยิงออก 2 ฝั่ง (Quad Exhaust Tailpipes) ซึ่งได้รับการออกแบบใหม่หมด

++ ‘DBX707’ เอสยูวีที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน

ขุมพลังเบนซินทวินเทอร์โบ วี8 สูบ 4.0 ลิตร ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ด้วยการเปลี่ยนใช้เทอร์โบบอลแบริ่งขนาดใหญ่ พร้อมปรับแต่งอีซียู เพื่อรีดแรงม้า-แรงบิดออกมาให้ได้มากที่สุด ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ wet clutch 9 จังหวะ ที่สามารถรับมือกับพละกำลัง 707 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 900 นิวตันเมตร ที่ 2,750-4,500 รอบต่อนาที ได้ดีกว่าเกียร์อัตโนมัติแบบทอร์คคอนเวอร์ตเตอร์ อีกทั้งยังช่วยให้เกียร์สามารถเปลี่ยนได้รวดเร็วและกระชับกว่าเดิม มาพร้อมอัตราเร่งกระชากใจ 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 3.3 วินาที ท็อปสปีด 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

++ สปอร์ตเต็มขั้น ดุจกำลังนั่งอยู่บนรถแข่ง

ห้องโดยสารของ แอสตัน มาร์ติน ดีบีเอ็กซ์707 ถูกปรับแต่งให้มีอารมณ์สปอร์ตเต็มพิกัด ตกแต่งด้วยอัลคันทารา พร้อมเบาะคู่หน้าแบบสปอร์ต โอบกระชับผู้ขับขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง บริเวณคอนโซลกลางเพิ่มปุ่มควบคุม Adaptive Drive Modes ที่มีเฉพาะ ดีบีเอ็กซ์707 แบ่งเป็น Terrain, GT, Individual, Sport และ Sport+

++ เบรกคาร์บอนเซรามิกเป็นมาตรฐาน พร้อมลิมิเต็ดสลิปไฟฟ้า

เกาะถนนเป็นเลิศ ด้วยช่วงล่างถุงลมแบบ triple volume air chambers ติดตั้งจานคาร์บอนเซรามิกเป็นมาตรฐาน หน้า-หลัง 420 และ 360 มิลลิเมตร ตามลำดับ จับคู่กับคาลิเปอร์เบรก 6 พ็อต และผ้าเบรกประสิทธิภาพสูงที่ทำงานได้ดีในช่วงอุณหภูมิที่กว้าง ช่วยลดน้ำหนักใต้สปริงได้ถึง 40.5 กิโลกรัม และเพิ่มการตอบสนองและฟีลลิงของแป้นเบรกให้ดียิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อความแม่นยำและความมั่นใจในการควบคุมรถ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนของเบรกโดยรับอากาศจากภายนอก ผ่านช่องดักและใต้ท้องรถมาใช้ในการระบายความร้อน

 

แอสตัน มาร์ติน ดีบีเอ็กซ์707 ติดตั้งล้อแม็กขอบ 22 นิ้ว เป็นมาตรฐาน พร้อมมีออปชั่น ล้อแม็กขอบ 23 นิ้ว ที่ช่วยเพิ่มความฉับไวในการตอบสนองของพวงมาลัย ทรงตัวดีขึ้น ส่งผลให้สามารถทำเวลาต่อรอบสนามได้ต่ำลง มาพร้อมเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิปควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-diff) ที่ผ่านปรับแต่งให้รองรับกับแรงบิดระดับ 900 นิวตันเมตร โดยปรับอัตราทดเฟืองท้ายให้จัดขึ้นเป็น 3.27:1 เทียบกับ 3.07:1 ของ ดีบีเอ็กซ์ รุ่นพื้นฐาน ส่งผลดีต่ออัตราเร่งและการตอบสนองช่วงเกียร์ต่ำ โดยยังคงความราบรื่นและสะดวกสบายในการขับ ตามแบบฉบับของเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ

อัตราส่วนการกระจายกำลังสู่ล้อทั้ง 4 ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด และสามารถส่งกำลังไปสู่ล้อหลังได้สูงสุด 100% ขณะที่เฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิปแบบไฟฟ้า ช่วยให้เข้าโค้งได้เร็วและมั่นคงตามแบบฉบับรถสปอร์ตพันธุ์แท้ ผ่านการผสมผสานโครงสร้างตัวถังและระบบส่งกำลังอันยอดเยี่ยม ส่งผลให้ตัวรถมีความคล่องตัวและการยึดเกาะที่สมบูรณ์แบบ

แอสตัน มาร์ติน ได้ปลดล็อกศักยภาพของ ดีบีเอ็กซ์ เพื่อทำให้รถรุ่นนี้ขึ้นทำเนียบเอสยูวีสมรรถนะสูงสุดระดับโลก ซึงไม่เพียงเกิดขึ้นจากการปรับแต่งเครื่องยนต์และระบบต่างๆ แต่มาจากความหลงใหลของวิศวกรที่มุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งการผสมผสานเครื่องยนต์วี8 สูบ อันทรงพลัง เข้ากับเกียร์อัตโนมัติแบบ wet clutch 9 จังหวะ ทำให้ ดีบีเอ็กซ์707 เป็นยนตรกรรมที่มีบุคลิกและสมรรถนะที่แตกต่างอย่างเหนือชั้น ฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ของรถอเนกประสงค์ ทั้งด้านรูปลักษณ์และสมรรถนะ ซึ่งนำพา แอสตัน มาร์ติน ขึ้นสู่ความเป็นผู้นำแห่งยนตรกรรมเอสยูวีสมรรถนะสูง พร้อมจัดแสดงให้ได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2566 ณ แชลเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3  ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี

แอสตัน มาร์ติน ดีบีเอ็กซ์707 ราคาเริ่มต้น 24.9 ล้านบาท มาพร้อม warranty และ Roadside Assistance นาน 5 ปี

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ร่วมกับ โออาร์ ตอกย้ำความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ผ่านการทดสอบระยะทางไกลด้วย EQS 500 4MATIC AMG Premium

0

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (ที่สามจากทางซ้าย) และ มร. บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (ที่สองจากทางซ้าย) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจาก บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ นำโดย นายพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน (ซ้ายสุด) และนายธนพล กมลธนากุล ผู้จัดการส่วนการตลาดและพัฒนาเครือข่าย EV อีโคซิสเท็ม (ขวาสุด) เดินทางมาพบกันในโอกาสการทดสอบรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่น EQS 500 4MATIC AMG Premium ที่จังหวัดเชียงใหม่ ย้ำเป้าหมายร่วมกันในการส่งเสริมให้คนไทยหันมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ชูความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยที่ผ่านมา โออาร์ เป็นพาร์ทเนอร์ในการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า EV Station PluZ รูปแบบ Quick Charge ให้กับผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการ จำนวน 4 แห่ง ในประเทศไทย

EQS 500 4MATIC AMG Premium เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกจากแบรนด์ Mercedes-EQ ที่เปิดไลน์การผลิตภายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่ให้กำลังสูงสุด 449 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 828 นิวตันเมตร มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 108.4 kWh ทำให้สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 702 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP รองรับการชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC charge) สูงสุด 11 kWh จาก 0-100% ภายใน 10 ชั่วโมง และการชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง (DC charge) สูงสุด 200 kWh จาก 10-80% ภายใน 31 นาที