Home Blog Page 243

มาสด้า มอบโอกาสเดียวไม่ควรพลาดกับข้อเสนอ MOTOR SHOW ตลอดเดือนมีนาคมที่โชว์รูมทั่วประเทศ

0

มาสด้ารุดหน้ากระตุ้นตลาดมอบโอกาสที่ไม่ควรพลาด กับข้อเสนอ MOTOR SHOW ตลอดเดือนมีนาคม ระหว่างวันที่ 1 – 31 มีนาคม 2566 ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%* ฟรีประกันภัยชั้น 1* และฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี* ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ และประกาศความพร้อมเตรียมบุกงาน มอเตอร์ โชว์ 2023 ด้วยการจัดแสดงยนตรกรรมไฮไลต์สุดพิเศษ ที่มาพร้อม Multi-solution Technology หนึ่งในผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีแห่งอนาคตจากมาสด้า ออกสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรก พร้อมด้วยทัพรถยนต์ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟและการออกแบบ โคโดะ ดีไซน์ จากมาสด้าทุกรุ่นที่บูธมาสด้า ในงาน มอเตอร์ โชว์ 2023 ระหว่างวันที่ 22 มี.ค. 66 – 2 เม.ย. 66 นี้เท่านั้น ซึ่งลูกค้าและแฟนๆ มาสด้าไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เดือนมีนาคมนับเป็นอีกช่วงเวลาที่มีความคึกคักสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ และผู้ที่กำลังมองหาโปรโมชั่นสุดพิเศษเพื่อออกรถใหม่ เนื่องจากจะมีการจัดงานแสดงรถยนต์ครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี มีทั้งโปรโมชั่นและรถยนต์รุ่นต่างๆ มาจัดแสดงมากมาย ด้วยเหตุนี้ มาสด้าจึงต้องการที่จะมอบทางเลือกให้กับลูกค้าที่มองหาข้อเสนอพิเศษเพื่อออกรถใหม่ ด้วยการมอบแคมเปญสุดคุ้มก่อนใครที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 มี.ค. 66 ด้วยข้อเสนอเดียวกับ MOTOR SHOW ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%*, ฟรีประกันภัยชั้น 1* Mazda Premium Insurance และ ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS)* ให้ความครอบคลุมทั้งการรับประกันคุณภาพรถ บำรุงรักษารถตามระยะ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง มูลค่าสูงสุด 62,568 บาท* ตลอดเดือนมีนาคม 2566 เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อรถยนต์มาสด้าโดยไม่ต้องรอถึงงานมอเตอร์โชว์และได้รับความคุ้มค่าก่อนใคร

สำหรับในช่วงที่ผ่านมานั้น จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมยานยนต์มากยิ่งขึ้น โดยค่ายรถยนต์ต่างๆ ได้นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อนำเสนอรูปแบบพลังงานทางเลือกให้กับลูกค้า ซึ่งรวมถึงมาสด้าที่มีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการเดินหน้าตามแผนการดำเนินธุรกิจระยะกลาง 2030 ที่ต้องการวางรากฐานเพื่อพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายในให้ดียิ่งขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน หรือที่เรียกว่า Multi-solution Technology ที่ช่วยให้มาสด้าสามารถพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่ใช้พลังงานได้หลากหลายรูปแบบ เพื่อนำเสนอทางเลือกให้กับลูกค้าที่มีความต้องการที่ความแตกต่างกันได้ดีที่สุด ซึ่งจะเห็นได้จากผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวไปแล้วบางรุ่นในต่างประเทศ อาทิ Mazda CX-60 PHEV, Mazda MX-30 e-Skyactiv R-EV และ Mazda CX-90 PHEV เป็นต้น

“ทั้งหมดนี้ คือการเดินทางสู่อนาคตของมาสด้า ในการส่งมอบรถยนต์พลังงานทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้า สำหรับในประเทศไทย งานมอเตอร์ โชว์ 2023 ที่จะถึงนี้ มาสด้าจึงได้เตรียมเซอร์ไพรส์สุดพิเศษ คือการจัดแสดงยนตรกรรมไฟฟ้าที่มาพร้อม Multi-solution Technology เป็นครั้งแรกภายในงานฯ เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ ที่สามารถมีส่วนช่วยในการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาโลกของเราให้น่าอยู่ อันเป็นวิสัยทัศน์ที่มาสด้าให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าและแฟนๆ ได้เข้ามาสัมผัสอย่างใกล้ชิดภายในงานนี้เท่านั้น ซึ่งยนตรกรรมรุ่นพิเศษนี้จะเป็นรุ่นใดนั้นต้องรอไปชมกันในงานมอเตอร์ โชว์” นายธีร์ กล่าว

ไม่เพียงเท่านี้ ภายในงานฯ มาสด้ายังได้มีการจัดแสดงยนตรกรรมครบทุกรุ่น ทั้งรถยนต์นั่ง ครอสโอเวอร์เอสยูวี CX Series และรถปิกอัพต้นแบบแห่งความสง่างาม พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมและจับจองเป็นเจ้าของได้ที่งาน มอเตอร์ โชว์ 2023 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. 66 จนถึงวันที่ 2 เม.ย. 66 นี้

หมายเหตุ: *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

ขีดสุดแห่งยนตรกรรม มาสด้า คว้า 6 รางวัล รถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี ด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟและดีไซน์อันสง่างาม

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย คว้าอีก 6 รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2566 หรือ Car of the Year 2023 จาก บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่จัดกิจกรรมขึ้นเพื่อเฟ้นหารถยนต์ที่มีความโดดเด่นที่สุดในแต่ละด้าน เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงกับประชาชนในการพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ให้เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน ซึ่งรถยนต์มาสด้าสามารถคว้ารางวัลในครั้งนี้ครบทุกเซกเม้นต์ถายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟทั้งคันและการออกแบบอันสง่างามดุจงานศิลปะชิ้นเอกจาก โคโดะ ดีไซน์ นำโดยรถยนต์นั่งน้องเล็กยอดนิยมมาสด้า2 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3 แฮตช์แบค 5 ประตู และมาสด้า2 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5 ซีดาน 4 ประตู ซึ่งทั้งสองรุ่นสามารถพิชิตรางวัลนี้ 5 ปีติดต่อกัน พร้อมด้วยรถยนต์นั่ง Mazda3 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร ฟาสท์แบค 5 ประตู ที่คว้ารางวัลนี้เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ส่วนครอสโอเวอร์เอสยูวีต้นแบบแห่งความสง่างาม Mazda CX-30 รับรางวัลเป็นปีที่ 3 นับตั้งแต่เปิดตัวเป็นต้นมา ส่วนยนตรกรรมครอสโอเวอร์เอสยูวีสุดหรู แบบที่นั่ง 3 แถว ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบตอบโจทย์การใช้งานของทุกคนในครอบครัว Mazda CX-8 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล ก็คว้ารางวัลนี้เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน และที่สำคัญรถปิกอัพต้นแบบแห่งความสง่างาม Mazda BT-50 คว้ารางวัลนี้ 2 ปีติด นับเป็นหนึ่งความภาคภูมิใจของชาวมาสด้าที่มุ่งมั่นพัฒนายนตรกรรมที่มีคุณภาพระดับโลก เพื่อส่งมอบความสุข ความสนุกสนานในการขับขี่ให้กับลูกค้าในประเทศไทยทุกคน

พิธีมอบรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2566 ครั้งนี้ มี มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงจาก บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นตัวแทนรับมอบรางวัลอันทรงเกียรติจาก ดร. ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานในพิธีฯ ผู้มอบรางวัล พร้อมด้วย นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงาน Car & Bike of the Year 2023 และ นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ โดยจัดขึ้นที่ ห้อง รอยัล จูบิลี่ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

รถยนต์มาสด้าที่ได้รับรางวัล Car of the Year 2023

1. Mazda2 SP SKYATIV-G คว้ารางวัล Best Hatchback under 1,300 c.c.
2. Mazda2 XDL SKYACTIV-D คว้ารางวัล Best Diesel Sedan under 1,600 c.c.
3. Mazda3 SKYACTIV-G Fastback คว้ารางวัล Best Hatchback under 2,000 c.c.
4. Mazda CX-30 SKYACTIV-G คว้ารางวัล Best Performance Compact SUV
5. Mazda CX-8 SKYACTIV-D 4WD คว้ารางวัล Best Diesel SUV under 2,500 c.c.
6. Mazda BT-50 คว้ารางวัล Best Performance Pickup

 

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นับเป็นอีกขั้นหนึ่งของความสำเร็จของมาสด้า ที่มุ่งมั่นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยียานยนต์ที่มีคุณภาพ ตามแนวทางการพัฒนาที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ เติมพลังให้กับชีวิต และนำมาซึ่งความตื่นเต้นในชีวิตประจำวันของผู้คน ทั้งนี้ มาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นต่อไป เพื่อพัฒนาต่อดยอดผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้โลกของเรายังคงสวยงาม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และสร้างสังคมให้น่าอยู่ตลอดไป

สำหรับลูกค้าที่สนใจเข้าเยี่ยมชมหรือเป็นเจ้าของยนตรกรรมเจ้าของรางวัลรุ่นต่างๆ เหล่านี้ สามารถเข้าชมได้บูธมาสด้า ณ งาน มอเตอร์ โชว์ 2023 ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม 2566 – 2 เมษายน 2566 นี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ประกาศความพร้อม ค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เชื่อมั่นศักยภาพ ประกาศเข้าร่วมงานกว่า 40 แบรนด์

0

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ประกาศความพร้อมการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ชูแนวคิด “COLORFUL EXPERIENCE ประสบการณ์ครบทุกสีสัน” ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ความเป็นผู้นำด้านงานจัดแสดงรถยนต์ ค่ายรถยนต์ – รถจักรยานยนต์มากกว่า 40 แบรนด์ ยังมั่นใจตอบรับเข้าร่วมงานพร้อมนำยนตรกรรมจากเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเข้าร่วมจัดแสดงเต็มพื้นที่ โดยการจัดงานจะเกิดขึ้น ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม- 2 เมษายน 2566 ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 เปิดเผยว่า งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 (The 44th Bangkok International Motor Show 2023) จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “COLORFUL EXPERIENCE ประสบการณ์ครบทุกสีสัน” เพื่อสื่อถึงการสร้างประสบการณ์อันหลากหลาย ผ่านเทคโนโลยีแห่งโลกยานยนต์ที่ยังคงพัฒนาอย่างไม่มีวันสิ้นสุด โดยเฉพาะกับรถพลังงานไฟฟ้าที่กำลังจะนำพาวิถีชีวิตแห่งการเดินทางในยุคใหม่มาสู่ทุกคน

งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแล มอเตอร์โชว์ ยังคงเป็นงานจัดแสดงยานยนต์ที่บริษัทผู้ผลิต ผู้จำหน่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และผู้ผลิตชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมยานยนต์ นำผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าร่วมจัดแสดงมาอย่างยาวนาน โดยในการจัดงานประจำปี 2566 ค่ายรถยนต์-รถจักรยานยนต์ชั้นนำแสดงความจำนงค์เข้าร่วมงานมากกว่า 40 แบรนด์ เต็มพื้นที่การจัดงานกว่า 170,960 ตารางเมตร แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความสำคัญของงานงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแล มอเตอร์โชว์ ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำในการจัดงาน Exhibition ด้านยานยนต์ชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผู้บริโภคให้ความไว้วางใจมายาวนานมากกว่า 44 ปี

สำหรับทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยในปี 2566 ในภาพรวมของอุตสาหกรรมเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ สถานการณ์การขาดแคลนชิ้นส่วนในการผลิตมีสถานการณ์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในปีนี้หน่วยงานภาครัฐประ เมินว่า การผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศไทย จะกลับมาเพิ่มสูงขึ้นหากเทียบกับปีที่ผ่านมา  ด้านสภาวะเศรษฐกิจก็มีแนวโน้มจะกลับมาเติบโตได้เป็นอย่างดี เชื่อว่าจะส่งผลให้ตลาดรถยนต์กลับมาคึกคักอีกครั้ง

โดยเฉพาะกับตลาดรถพลังงานไฟฟ้าที่คาดว่าจะมีตัวเลขการเติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นกับเทคโนโลยีแห่งการขับเคลื่อนวิถีใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับขี่และการเดินทางประกอบกับการสนับสนุนจากภาครัฐในหลายด้าน ทั้งการส่งเสริมมาตราการทางด้านภาษี ส่งผลให้มีราคาจำหน่ายที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ไปจนถึงการสนับสนุนในส่วนของการผลิตเพื่อใช้งานภายในประเทศ และการผลิตเพื่อส่งออกสู่ทั่วโลกในอนาคต จึงเป็นอีกครั้งที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่นภานในงานครั้งนี้

ทั้งนี้ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ยังคงได้รับความร่วมมือจาก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย, สมาคมวิศวะกรรมยานยนต์ไทย, สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย, สมาคมระบบขนส่งการจราจรอัจฉริยะ, และ ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทยในพระ บรมราชูปถัมภ์ (ร.ย.ส.ท.) และบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นอย่างดีในการจัดงาน

คุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านการตลาดและการขาย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และรองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 เปิดเผยว่า แม้ทิศทางและกระแสของการรซื้อ-ขายผ่านช่องทางออนไลน์เข้ามามีบทบาทสำคัญในปัจจุบันและมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ส่งผลต่อแนวทางการทำตลาดและการจัดกิจกรรมของอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก

แต่การท่ีผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์กว่า 40 แบรนด์ ยังคงนำผลิตภัณฑ์เข้ามาร่วมจัดแสดงเต็มพื้นที่การจัดงานกว่า 170,960 ตารางเมตร น่าจะแสดงให้เห็นได้ว่างาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์  ยังคงมีส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคและช่วยสนับสนุนการซื้อ-ขายในอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เป็นอย่างดี

เป้าหมายของการจัดงานในปีนี้ ทางผู้จัดตั้งเป้าการเติบโตไว้ประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์ ทั้งในส่วนของจำนวนผู้เข้าชมงาน และยอดจองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ภายในงาน เนื่องมาจากปัจจัยบวกในหลายด้าน ทั้งการผ่อนปรนมาตรการการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ไปจนถึง การเข้ามาของรถพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ  ทั้งในกลุ่มของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ทำให้เชื่อมั่นว่า การจัดงานในปีนี้จะมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

“ผมมั่นใจว่าการจัดงานในปีนี้ จะเป็นอีกครั้งที่ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ จะแผ่ขยายศักยภาพการจัดงานฯ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ และพัฒนาธุรกิจยานยนต์ของประเทศไทย ให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง จากเม็ดเงินลงทุนจานวนมหาศาล ในการสร้างงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การออกแบบ การก่อสร้าง และการจ้างงานในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่อง จะสร้างเม็ดเงิน เสริมรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายในประเทศ ให้เติบโตไม่ต่ากว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่ง ส่งผลดีกับกลุ่มผู้ประกอบการ ทั้งในกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ และกลุ่มธุรกิจที่ เกี่ยวเนื่องทั้งหมด”

อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้จัดงาน ยังเชื่อมั่นว่า ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมีความพิเศษและแตกต่าง การทำตลาดในช่องทางออนไลน์สำหรับสินค้าประเภทรถยนต์และจักรยานยนต์จะเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคต แต่ยังคงต้องใช้เวลาในการปรับตัวเพื่อรองรับวิถีชีวิตใหม่ ด้วยเหตุนี้งานบางกอก มอเตอร์โชว์ จึงยังคงไว้ซึ่งความพิเศษอันเป็นจุดเด่นสำคัญ คือ นอกจากจะเป็นงานจัดแสดงยนตรกรรมล้ำสมัยแล้ว ยังเป็นงานที่สร้างบรรยากาศให้เกิดความคึกคักมากยิ่งขึ้น ผู้บริโภคที่เข้าชมงานยังมีโอกาสในการตัดสินใจและมีทางเลือกหลากหลายภายในงานเดียว ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและยอดขายในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งในช่วงการจัดงานและหลังจบงานได้เป็นอย่างดี”

สำหรับรายชื่อ บริษัทรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ที่เข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ได้แก่ Ford, BMW, MINI, Mercedes-Benz, Great Wall Motors, Rolls-Royce, Aston Martin, Maserati, Peugeot, Jeep, Toyota, Lexus, BYD, MG, Mazda, Suzuki, Isuzu, Hyundai, Hyundai Bus & Truck ,Audi, Honda, Mitsubishi Motors, Nissan, NETA, Volvo, Porsche , Bentley, Kia, Subaru, Thai Honda Manufacturing, Suzuki Motosales, Yamaha, BMW Motorrad, Harley-Davidson, Ducati, Triumph, , Alpha Volantis, Kawasaki and Royal enfileld. ส่วนรายละเอียดจะมีอะไรบ้างนั้น สามารถติดตามได้ในเว็ปไซด์ของบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ www.motorshow.in.th

คุณอโณทัย  เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่สายการผลิต บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และรองประธานการจัดงานฯ​ กล่าวว่า ภายในงาน นอกจากรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และของตกแต่งที่มีให้เลือกชม เลือกซื้อทางผู้จัดยังได้เตรียมจัดกิจกรรมต่างๆ ไว้รองรับผู้เข้าชมอย่างมากมาย โดยในปีนี้เรายังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมทางด้าน e-Sport อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับความนิยมที่ยังคงเติบโตขึ้นอยางต่อเนื่องมาตลอด 2-3 ปี ที่ผ่าน

ในปีนี้จะเป็นการกลับมาจัดงาน e-Racing อย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง หลังจากต้องหยุดการจัดกิจกรรมไปตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบสดของไวรัส โควิด-19 ด้วยการจัดพื้นที่ใกล้กับทางเชื่อมของ The Portal กับชาเลนเจอร์ 1เพื่อรองรับการจัดการแข่งขัน Gran Turismo Pro Series Thailand Championship 2023 ซึ่งป็นการแข่งขันระดับชิงแชมป์ประเทศไทย ที่มีการจัดการแข่งขันอยู่เป็นประจำและสม่ำเสมอ โดยการจัดงานในวันที่ 25 มีนาคม 2566 และวันที่ 1 เมษายน 2566 จะเป็น 2 สนามหลักในการเก็บคะแนนของบรรดานักแข่งอาชีพ โดยจะใช้เกม Gran Turismo 7 เป็นครั้งแรกในการแข่งขัน ซึ่งสอดคล้องกับการแข่งขันในระดับโลกที่การแข่งขัน World Series ชิงแชมป์โลกได้ใช้ Gran Turismo 7 ในการแข่งขันในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ยังคงได้รับความร่วมมืออันดีจาก Polyphony Digital Inc. ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เกมส์ Gran Turismo 7 อนุญาตให้เรานำ Gran Turismo  มาใช้จัดการแข่งขันได้อย่างถูกต้อง  การจัดการแข่งขันในครั้งนี้เราจัดให้มีเครื่อง Simulator ทั้งหมด 8 เครื่องด้วยกัน เพื่อเพิ่มความตื่นเต้นให้กับการแข่งขันและให้ผู้ชมได้รับอรรถรสได้อย่างเต็มที่ในบริเวณงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ปีนี้

คุณพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านพัฒนาธุรกิจบริษัท กรังด์ปรีซ์ฯ  และรองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ทางบริษัทฯ ในฐานะผู้จัดงาน ได้มีการพัฒนารูปแบบการให้บริการใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ทั้งผู้เข้าร่วมงาน และผู้เข้าชมงานได้รับความสะดวก หรือ ประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี digital เข้ามาเป็นตัวช่วยไม่ว่าจะเป็นช่องทางการจำหน่ายบัตร การจัดเก็บข้อมูลผู้เข้าชมงาน หรือ การนำเสนอ Virtual Motor Show ควบคู่การจัดงานแบบ On ground ในช่วงสถานการณ์ โควิด-19 และ

งานบางกอก มอเตอร์โชว์ ปีนี้ ทางผู้จัดงานฯ ยังได้จับมือร่วมกันกับ Tik Tok Thailand และ Media Intelligence หรือ MI ในการทำ Tiktok Motor Show เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีช่องทางในการเข้าถึงคอนเทนต์ที่น่าสนใจภายในงานเพิ่มมากขึ้น โดยจะมีกิจกรรม Hashtag Challenge ให้ได้ร่วมสนุกกันอีกด้วย

พร้อมทั้งได้พัฒนาแพลทฟอร์ม LINE Official Account หรือ Line OA ขึ้น เพื่อเพิ่มความสะดวกในการซื้อบัตร หรือ ใช้ในการลงทะเบียนเข้างานในครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังเป็นการจัดทำฐานข้อมูลแบบ “One Data” ขึ้น เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค เพื่อให้บริษัทฯ นำมาปรับปรุงสิ่งที่จะนำเสนอต่อผู้เข้าชมงานให้มีความน่าสนใจได้ดียิ่งขึ้น นับเป็นการเพิ่มช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ ระหว่างบริษัทฯ กับผู้บริโภคในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และรูปแบบการให้บริการใหม่ๆ ทั้งกลุ่ม Auto และ กลุ่ม Lifestyle เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

สำหรับกิจกรรมแคมเปญพิเศษแจกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สำหรับผู้ที่ซื้อบัตรเข้าร่วมชมงานและจองรถยนต์ทุกรุ่นภายในงานยังคงถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้

1.ซื้อบัตรเข้าชมงานพร้อมตอบแบบสอบถาม ลุ้นรับรางวัลเป็น รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ดังนี้

  • รางวัลที่ 1 รถยนต์ไฟฟ้า NETA V จานวน 1 คัน มูลค่า 549,000 บาท
  • รางวัลที่ 2 รถจักรยานยนต์ Kawasaki KLX230 มูลค่า 145,200 บาท
  • รางวัลที่ 3 รถจักรยานยนต์ Yamaha Fazzio มูลค่า 52,323บาท
  • รางวัลที่ 4 รถจักรยานยนต์ Honda Scoopy Urban มูลค่า 48,800 บาท
  • รางวัลที่ 5 รถจักรยานยนต์ Suzuki Address 125 มูลค่า 46,500 บาท

2.เมื่อผู้เข้าชมจองรถยนต์ และ รถจักรยานยนต์ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนลมอ เตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ลุ้นรับรางวัลเป็นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ดังนี้

  • ลุ้นรับรถยนต์ MG4 Electric มูลค่า 869,900 บาท
  • ลุ้นรับรถจักรยานยนต์ Royal Enfield Classic 350 มูลค่า 139,900 บาท

งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 จัดขึ้นที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม-2 เมษายน 2566 โดยเปิดให้เข้าชมงานเวลา 12.00-22.00น. ราคาบัตรเข้าชมงาน 100 บาท

กำหนดการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44

  • วันแขกพิเศษ I.P Day: วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม 2566 (เวลา 12.00-20.00 น.)
  • วันสื่อมวลชน Press Day: วันอังคารที่ 21 มีนาคม 2566 (เวลา 09.59-18.00 น.)
  • วันสำหรับประชาชนทั่วไป: วันพุธที่ 22 มีนาคม–2 เมษายน 2566 (รวมระยะเวลา 12 วัน)
  • วันธรรมดา เปิดให้เข้าชมงานตั้งแต่เวลา 00–22.00 น.
  • วันหยุด เปิดให้เข้าชมงานตั้งแต่เวลา 00-22.00 น.
  • สถานที่จัดงาน: อาคารชาเลนเจอร์ 1-3, อิมแพค เมืองทองธานี

 

 

นิสสัน เปิดตัว “เทอร์ร่า สปอร์ต” เพิ่มความเท่ เสริมความสปอร์ต สำหรับทุกรูปแบบของครอบครัว

0
นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต ภาพเปิด

นิสสัน เผยโฉม “เทอร์ร่า สปอร์ต” รถยนต์อเนกประสงค์สำหรับทุกรูปแบบและสมาชิกในครอบครัว เสริมความสปอร์ตพรีเมียม มาพร้อมชุดตกแต่งด้วยวัสดุโทนสีดำรอบคัน ทั้งภายใน และภายนอก เหนือระดับด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงรอบคัน 360° Safety Shield ให้ทุกการเดินทางสู่จุดหมายอย่างปลอดภัย เสริมความสุนทรีย์ภาพและความเพลิดเพลินด้วยระบบเอนเตอร์เทนเมนต์ และเครื่องเสียงระดับพรีเมียมจาก BOSE รอบคัน ตอบทุกนิยามของการใช้งานที่ “คันเดียวจบ ครบเกินคุ้ม”

“นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต จะเป็นอีกทางเลือกให้กับลูกค้าที่มองหาเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ระดับพรีเมี่ยมที่ครบครัน ด้วย สมรรถนะ และคุณสมบัติเด่นต่างๆ โดยยังให้ความสะดวกสบายและความสุนทรีย์ ภาพของการใช้งานและการขับขี่ ด้วยสมรรถนะ ที่มาพร้อมความปลอดภัยขั้นสูงสุดที่ไว้วางใจได้ ที่มีอยู่ใน เทอร์ร่า โดยเสริมด้วยรูปลักษณ์ภายนอกและภายในที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น ทำให้คนที่รักการออกเดินทางไปหาประสบการณ์ใหม่ กับสถานที่ใหม่ๆ ที่น่าสนใจ สามารถใช้เวลาทุกนาทีกับครอบครัว เพื่อนฝูง รวมถึงสัตว์เลี้ยง สมาชิกคนสำคัญ ในทุกการเดินทางได้อย่างประทับใจ เพราะนิสสันมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ มาสร้างประสบการณ์ที่ดีเพื่อคุณ” อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าว

นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต มาในรูปลักษณ์ที่โดดเด่น สะท้อนเอกลักษณ์เอสยูวีเพื่อครอบครัวของนิสสัน เติมความเท่ ทันสมัย ด้วยชุดตกแต่งสไตล์สปอร์ต ได้แก่
•กระจังหน้าสีดำ สปอร์ตพรีเมียม
•ชุดตกแต่งกันชนหน้า และ กันชนหลังสีดำเงาสไตล์สปอร์ต
•แผงกันกระแทกด้านหน้าและหลังสีดำ
•ฝาครอบไฟตัดหมอกสีดำ
•กระจกมองข้างสีดำ
•ราวหลังคาสีดำ
•มือจับประตูสีดำ
•คิ้วตกแต่งซุ้มล้อสีดำ และ บันไดข้างสีดำ
•เสาอากาศแบบครีบฉลามสีดำ
•สปอยเลอร์หลังสีดำ พร้อมคิ้วและแผงประตูท้ายสีดำ
•สัญลักษณ์ Sport ด้านหลัง
•ห้องโดยสารภายในตกแต่งโทนสีดำสไตล์สปอร์ตพรีเมียม

นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต 9

นิสสัน เทอร์ร่า มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล YS23DDTT ขนาด 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ มีกำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร และเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ให้การขับขี่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง และประหยัดน้ำมัน ทั้งยังสามารถรองรับน้ำมันดีเซลได้ทุกชนิดทั้ง B7, B10 และ B20

นิสสัน เทอรร์ร่า สปอร์ต 2

ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เทอร์ร่าสามารถไปได้ในทุกเส้นทาง โดยผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนโหมดขับเคลื่อนจากสองล้อ (2H) เป็นโหมดขับเคลื่อนสี่ล้อได้ผ่าน Rotor Switch ที่บริเวณแผงคอนโซลกลาง การควบคุมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังรูปทรง D-shape แบบสปอร์ต ได้ปรับปรุงใหม่ให้สามารถควบคุมตัวรถได้อย่างง่ายดาย และปลอดภัยมากขึ้น ระบบช่วงล่างด้านหลังแบบ 5 ลิงค์ (5-Link) ที่นุ่มนวล และลดความโคลงของตัวรถขณะเข้าโค้ง และการทรงตัวที่ดีและมั่นใจนี้จะทำให้ผู้ขับขี่และทุกคนในครอบครัวจึงเดินทางได้อย่างสบายใจ

นิสสัน เทอร์ร่า ทุกรุ่นมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงรอบคัน 360° Safety Shield* ทั้งแบบ Active และ Passive เสริมความมั่นใจและให้ความปลอดภัยกับสมาชิกทุกๆคนของครอบครัว อาทิ เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking – IEB) ที่ช่วยประเมินว่ารถมีความเสี่ยงที่จะชนกับรถคันข้างหน้าหรือไม่ รวมถึงจะคอยแจ้งเตือนผู้ขับขี่และส่งกำลังเบรกเบาๆ หากพบว่าผู้ขับขี่ยังไม่ลดความเร็วและมีความเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งหากประเมินว่ามีความเสี่ยงในการชนที่สูง ระบบก็จะทำการเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติทันที เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor – IAVM) ที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน Moving Object Detection (MOD) เทคโนโลยีเตือนรถในมุมอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW) เทคโนโลยีเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning – LDW) เทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังขณะถอย (Rear Cross Traffic Alert – RCTA) เทคโนโลยีเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนอัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning – IFCW) และเทคโนโลยีเตือนผู้ขับขี่เมื่อรู้สึกถึงการขาดสมาธิหรือเหนื่อยล้า (Intelligent Driver Alertness – IDA) ที่เป็นเสมือนผู้ช่วยเตือนความปลอดภัยอีกหนึ่งขั้น โดยเฉพาะในยามที่ต้องขับรถทางไกลที่อาจเกิดความเหนื่อยล้า

 

นอกจากนี้ เทอร์ร่า ยังมาพร้อมเทคโนโลยีกระจกมองหลังอัจฉริยะ Intelligent Rear View Mirror ซึ่งมีเฉพาะในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ระดับเดียวกัน โดยระบบจะแสดงภาพจากกล้องความละเอียดสูงผ่านกระจกมองหลังอัจฉริยะ ซึ่งช่วยเพิ่มทัศนวิสัยที่ชัดเจนยิ่งขึ้นแม้มีผู้โดยสารตอนหลัง หรือสัมภาระขนาดใหญ่ รวมถึงยังสามารถปรับมุมมองได้ตามความต้องการของผู้ขับ ระหว่างการแสดงภาพในแบบหน้าจอแอลซีดี (LCD) กับกระจกมองหลังมาตรฐาน

นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต 4

ห้องโดยสารของเทอร์ร่า ให้ทุกคนในรถเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง ด้วยระบบเสียงรอบทิศทางจาก Bose Premium Audio System ติดตั้งลำโพง 8 ตำแหน่ง และแอมพลิฟายเออร์ รวมถึงการเพิ่มฉนวนเพื่อลดเสียงรบกวน และกระจกบังลมตอนหน้าและกระจกที่ประตูคู่หน้ายังเป็นแบบ Acoustic Glass ทำให้ภายในเงียบ สัมผัสได้ถึงความเป็นส่วนตัวในห้องโดยสาร

ระบบเอนเตอร์เทนเม้นจากหน้าจอสัมผัส Display Audio ขนาด 9 นิ้ว และเทคโนโลยี NissanConnect ที่รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน Apple CarPlay แบบไร้สาย และรองรับการเชื่อมต่อผ่าน Android Auto** ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงแอพพลิเคชันระบบนำทาง (Navigation System) และแอปพลิเคชันความบันเทิงต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย

นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต 1

สำหรับผู้โดยสารในแถวสอง และสาม ยังสามารถรับชมความบันเทิงผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่
11 นิ้ว ที่สามารถเชื่อมต่อกับโลกแห่งความบันเทิงออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย ผ่านช่อง HDMI หรือ
การเชื่อมต่อแบบสมาร์ททีวี นอกจากนี้ยังมีช่องเชื่อมต่ออุปกรณ์และชาร์จไฟแบบ USB (Type A และ Type C) ถึง 5 จุด เพียงพอกับผู้โดยสารทุกคนบนรถที่สามารถชาร์จอุปกรณ์ได้หลายเครื่องในเวลาเดียวกัน ทั้งบริเวณคอนโซลหน้า คอนโซลกลาง และในแถวที่สาม นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยีชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) บริเวณคอนโซลหน้า ซึ่งเพียงแค่วางสมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ที่รองรับก็สามารถชาร์จไฟได้ทันที

นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต ใหม่ มีราคาจำหน่าย 1,555,000 บาท มาพร้อมสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีเทา สเตลท์ เกรย์ สีขาว ไวท์ เพิร์ล*** และสีดำ แบล็ค สตาร์ โดยลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ผู้จำหน่ายนิสสัน รวมถึงโชว์รูมนิสสันใกล้บ้านท่านใน 77 จังหวัด ทั่วประเทศ หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร. 02 401 9600 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ นิสสัน ประเทศไทย

 

 

เอ็มจี มอบความคุ้มแบบไม่ต้องลุ้น ไม่ต้องรอ กับแคมเปญ MG FUN DEAL ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 60 เดือน รับทองมูลค่าสูงสุด 30,000 บาท

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย มอบความสุขให้ลูกค้าผ่านแคมเปญ MG FUN DEAL ที่มาพร้อมกับดีลเด็ดแคมเปญเดียวกับ Bangkok International Motor Show 2023 ด้วย ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% นานสูงสุด 60 เดือน พร้อมดับเบิ้ลความคุ้มด้วยการแจกทองมูลค่าสูงสุด 30,000 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2566 ถึงวันที่ 2 เมษายน 2566

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้าในความไว้วางใจที่มีต่อแบรนด์เอ็มจี เราขอมอบแคมเปญ MG FUN DEAL ที่มอบความคุ้มค่าด้วย ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% ในทุกรุ่น พร้อมผ่อนนานสูงสุด 60 เดือน และมอบความคุ้มค่ายิ่งขึ้น ด้วยทองคำมูลค่าสูงสุด 30,000 บาท ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2566 – วันที่ 2 เมษายน 2566 ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ เอ็มจี 161 แห่ง ทั่วประเทศ หรือจองออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ https://onlinebooking.mgcars.com/ อีกทั้งแคมเปญ MG FUN DEAL เป็นข้อเสนอพิเศษเดียวกันกับงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 (Motor Show 2023) ที่มีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ เพื่อส่งมอบความคุ้มค่าให้กับลูกค้าที่ต้องการรีบใช้รถ”

 

NEW MG HS

  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 60 เดือน (เมื่อดาวน์เริ่มต้น 25%)
  • ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อน)
  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี
  • ฟรี! ทองคำมูลค่า 30,000 บาท

NEW MG HS PHEV

  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน (เมื่อดาวน์เริ่มต้น 25%)
  • ฟรี! MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด และฟรี! ค่าติดตั้ง
  • ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อน)
  • รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี
  • ฟรี! ทองคำมูลค่า 20,000 บาท

MG VS HEV 14

NEW MG VS HEV

  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 8,888 บาท ต่อเดือน
  • ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อน)
  • รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี
  • ฟรี! ทองคำมูลค่า 20,000 บาท

New MG Extender 18

NEW MG EXTENDER

  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน พร้อม ขับฟรี 90 วัน หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 6,722 บาท ต่อเดือน
  • ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อน)
  • ฟรี! ค่าแรงเช็กระยะ 100,000 กิโลเมตร
  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี
  • ฟรี! ทองคำมูลค่า 20,000 บาท

NEW MG ZS

  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 7,138 บาท ต่อเดือน
  • ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี
  • ฟรี! ทองคำมูลค่า 10,000 บาท

NEW MG5

  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 5,991 บาท ต่อเดือน
  • ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี
  • ฟรี! ทองคำมูลค่า 10,000 บาท

(หมายเหตุ : เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

โตโยต้า จับมือพันธมิตรภาครัฐ และภาคเอกชน จัดสัมมนา “Hydrogen Symposium 2023”

0

นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และประธาน Hydrogen Thailand Club นายปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด นายยุทธนา สุวรรณโชติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สถาบันนวัตกรรม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ นายโชทาโร่ ซาโนะ ผู้ช่วยทูตฝ่ายพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานสัมมนา Hydrogen Symposium 2023” ภายใต้แนวคิด Gearing towards Carbon Neutrality with Hydrogen Society เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีไฮโดรเจน ผ่านการเผยแพร่ตัวอย่างความสำเร็จของโครงการจากองค์กรต่างๆ ทั้งใน และต่างประเทศ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันไฮโดรเจนให้เป็นพลังงานทางเลือกใหม่แห่งอนาคต ในการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทย ณ ห้องบอลรูม โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา 

งานสัมมนา Hydrogen Symposium 2023” จัดขึ้นโดย Hydrogen Thailand Club ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ และภาคเอกชน จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2563 เพื่อผลักดันการเตรียมความพร้อมในการใช้พลังงานจากไฮโดรเจน ปัจจุบันมีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 20 องค์กร ซึ่งให้ความสนใจนำเทคโนโลยีไฮโดรเจนมาร่วมขับเคลื่อนให้เป็นพลังงานทางเลือกใหม่แห่งอนาคต ภายในงานมีการบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญจากทั้งใน และต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจน และมีเครือข่ายอุตสาหกรรมในประเทศไทยจำนวนมาก จึงสนับสนุนการถ่ายทอดความรู้ และเทคโนโลยีไฮโดรเจนในประเทศไทย โดยครอบคลุมหัวข้อต่างๆ ดังนี้

  • Usage of Ammonia / Hydrogen in Power Generation” โดย บริษัท JERA Asia
  • Hydrogen Market Overview in Thailand” โดย บริษัท Deloitte Tohmatsu Consulting
  • “Japan’s Action to Promote Hydrogen Energy” โดย องค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (NEDO) ประเทศญี่ปุ่น
  • Green Hydrogen Project in Thailand” โดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT)
  • “Japan Hydrogen Association Activities for the Realization of Hydrogen Society” โดย Japan Hydrogen Association (JH2A)
  • Introduction of Transportation Technologies” โดย บริษัท Chiyoda Corporation
  • Japan Hydrogen Strategy and Mitsui Hydrogen Business” โดย บริษัท Mitsui & Co., Ltd.
  • Southeast Asia’s Readiness for Hydrogen and its Implications to Thailand” โดย บริษัท Arthur D. Little (ADL)

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงแหล่งที่มาของไฮโดรเจนที่หลากหลาย ทั้งจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และ น้ำมันปิโตรเลียม หรือจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น ชีวมวล พลังงานน้ำ และ พลังงานลม เป็นต้น อย่างไรก็ตามด้วยลักษณะเฉพาะของไฮโดรเจน ส่งผลให้การกักเก็บ และการขนส่งเป็นความท้าทายสำคัญ เนื่องจากไฮโดรเจนเป็นก๊าซที่มีน้ำหนักเบา มีค่าพลังงานต่อปริมาตรต่ำ การกักเก็บจึงจำเป็นต้องใช้ความดันสูง และอุณหภูมิต่ำ และได้มีการกล่าวถึงเทคโนโลยีการกักเก็บ และขนส่งไฮโดรเจนในรูปของแอมโมเนีย ซึ่งสามารถทำได้ง่ายกว่า และยังมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับการขนส่งระยะไกลทางเรือได้อยู่แล้ว

นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ กล่าวในการสัมมนาว่า “หนึ่งในพันธกิจหลักของกลุ่มบริษัทโตโยต้าทั่วโลก คือการสร้าง “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” ซึ่งสอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายสำคัญที่จะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 เนื่องจากเป้าหมายหลักคือการกำจัดศัตรูของเรา คือคาร์บอน เราจำเป็นต้องเตรียมแนวทางในการมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าวที่หลากหลาย และนำเสนอทุกความเป็นไปได้ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยคำนึงถึงบริบท และความต้องการของผู้ใช้ แหล่งวัตถุดิบ ตลอดจนสภาพตลาดที่แตกต่างกัน เทคโนโลยีไฮโดรเจนก็เป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่สำคัญ ในการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งมีปริมาณมากมาย เช่น ในน้ำ (H2O) ทั้งนี้ การที่จะผลักดันการใช้งานไฮโดรเจนในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกัน โดยงานในวันนี้ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือจากภาคเอกชน และภาครัฐ และ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของพลังงานทางเลือกแห่งอนาคต”

การสัมมนาได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการ และในโอกาสเดียวกันนี้ คณะผู้บริหารระดับสูงที่มาร่วมงานยังได้ไปเยี่ยมชม สถานีต้นแบบเติมไฮโดรเจนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle : FCEV) แห่งแรกของประเทศไทย ณ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาภายใต้ “โครงการการจัดตั้งเมืองที่ยั่งยืนโดยปราศจากมลภาวะ (Decarbonized Sustainable City) ภายใต้ความร่วมมือจาก บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  บริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด ที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันดีในการวางรากฐานระบบการเดินทางยุคใหม่ในประเทศไทยต่อไป

“Honda LPGA Thailand 2023 Charity Night” จัดงานประมูลของรักนักกอล์ฟหญิงระดับโลก มอบแก่ศิริราชมูลนิธิ

0

ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2023 จัดกิจกรรมเพื่อการกุศล Honda LPGA Thailand 2023 Charity Night เพื่อนำเงินรายได้ทั้งหมดจากการจัดประมูลไอเทมของนักกอล์ฟหญิงระดับโลก มอบให้แก่ศิริราชมูลนิธิ ได้แก่ ไม้กอล์ฟที่สั่งทำพิเศษพร้อมลายเซ็นเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก เกมส์​ 2020 เนลลี่ คอร์ด้า เสื้อพร้อมลายเซ็นของ จินยอง โค ไดร์เวอร์คู่ใจที่ช่วยให้ นาสะ ฮาตาโอกะ คว้าแชมป์หลายรายการในอดีตธงและหมวกที่ใช้ในการคว้าแชมป์ซีเอ็มอี กรุ๊ป ทัวร์ 2022 พร้อมลายเซ็นลิเดีย โค รวมถึงเวดจ์คู่ใจพร้อมลายเซ็นของอาฒยา ฐิติกุล นอกจากนี้ ถุงกอล์ฟพร้อม 72 ลายเซ็นของเหล่าโปรกอล์ฟชั้นนำที่ร่วมแข่งขันในรายการ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์​ 2023

สำหรับยอดเงินที่ได้จากการประมูลไอเทมของนักกอล์ฟในงาน “Honda LPGA Thailand 2023 Charity Night เมื่อรวมกับยอดเงินบริจาคสมทบของนายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานบริษัท สื่อสากล จำกัด จำนวนทั้งสิ้น 1,630,000 บาท จะนำไปบริจาคแก่ศิริราชมูลนิธิ เพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยากไร้ในโรงพยาบาลศิริราช ทั้งนี้ ศิริราชมูลนิธิมีส่วนช่วยในการพัฒนาแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์โดยสนับสนุนด้านการศึกษา การฝึกอบรม และการค้นคว้าวิจัยให้กับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.hondalpgathailand.com หรือติดตามผ่านทางเฟซบุ๊ค www.facebook.com/lpgaThailand และอินสตาแกรม https://www.instagram.com/hondalpgathailand

“SPIRIT 4×4” อบรมเพิ่มทักษะให้สมาชิก “TAJA”

0

สุกานดา ปภัสร์พงษ์ ผู้อำนวยการ โรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือ Spirit of the 4×4 Driving School ต้อนรับ วชิระ เรืองมาลัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย และคณะกรรมการ ตลอดจนสมาชิกสมาคมฯ ที่เข้าอบรมการใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ อย่างถูกต้อง โดยปล่อยขบวน ฟอร์ด เรนเจอร์ แรพเตอร์ จาก บริษัท สื่อสากล จำกัด ไปสนาม Spirit Adventure Ground จ. นครนายก เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2566

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดศักราชใหม่ปี 2566 เปิดตัวยนตรกรรมใหม่ 8 รุ่นจากสามแบรนด์ ตอกย้ำเบอร์หนึ่งยานยนต์พรีเมียมด้วยกลุ่ม ‘Luxury Class’ 3 รุ่นใหม่

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ฉลองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งของตลาดรถยนต์พรีเมียมไทยต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่สาม จากผลลัพธ์แห่งความทุ่มเทของบริษัทด้านความพึงพอใจของลูกค้า นวัตกรรม และยนตรกรรมศาสตร์แห่งศิลป์จากบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทำผลงานยอดจดทะเบียนรถยนต์อย่างแข็งแกร่ง ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดบีเอ็มดับเบิลยูและมินิในตลาดรถยนต์พรีเมียมที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกว่า 46.6% เพิ่มขึ้น 36.1% จากปีก่อนหน้า ทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย วางแผนต่อยอดความสำเร็จด้วยการเปิดตัวยนตรกรรมใหม่มากมาย นำทัพโดยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู XM ใหม่, บีเอ็มดับเบิลยู X7 xDrive40d M Sport ใหม่, บีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive M Sport ใหม่, บีเอ็มดับเบิลยู X1 sDrive18i โฉมใหม่, บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 Gran Sedan ใหม่, และรถยนต์มินิ Resolute Edition ที่มีให้เลือกถึงสามรุ่นย่อย รวมไปถึงมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู M 1000 R และ R 1250 GS ในตัวเลือกสีใหม่

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย การมุ่งสู่อนาคตคือนิยามของทุกสิ่งที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ วิธีที่เราทำธุรกิจ หรือ
การมอบสิ่งดี ๆ คืนให้กับโลก ความมุ่งมั่นในด้านนวัตกรรมและความเป็นเลิศตลอดทั้งปี 2565 ส่งผลให้ลูกค้ามอบ
ความไว้วางใจให้กับเรา เราภูมิใจที่จะประกาศว่าเรายังคงครองตำแหน่งผู้นำในเซกเมนต์พรีเมียมอีกครั้ง และด้วยความสำเร็จและการเติบโตตลอดปีที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Luxury Class และรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการเปิดตัวรุ่นรถยนต์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบีเอ็มดับเบิลยู XM, X7  หรือซีรีส์ 7 อย่างไรก็ตาม พลังแห่งการเลือกยังคงเป็นปรัชญาที่เราภาคภูมิใจ และพร้อมแนะนำหลากหลายยนตรกรรมใหม่ ๆ จากแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ไปจนถึงบริการและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความต้องการ เรายังมุ่งมั่นเดินหน้าธุรกิจอย่างยั่งยืน อย่างที่เห็นได้จากหลากหลายโครงการด้านความยั่งยืนที่เราให้ความสำคัญมากขึ้น บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะยังคงมุ่งสู่ความเป็นเลิศไปพร้อม ๆ กับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการและพาร์ทเนอร์ของเรา เพื่อส่งมอบความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าคนสำคัญของเราทุกคน”

ยุคสมัยแห่งความหรูหราและความเป็นเลิศ

ด้วยผลงานที่แข็งแกร่งของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในกลุ่ม Luxury Class หรือรถยนต์รุ่นที่สูงที่สุดของแบรนด์ เช่น
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7, ซีรีส์ 8, X7, และ M8 ที่ทำผลงานดีที่สุดในประวัติศาสตร์ โตขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 25.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งมอบสุดยอดความเป็นเลิศและนิยามใหม่แห่งความหรูหรานี้ รถยนต์ในกลุ่ม Luxury Class คือที่สุดแห่งการเสาะหาเอกลักษณ์และความเอ็กซ์คลูซีฟที่ไม่มีใครเทียบ ความมุ่งมั่นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์พิเศษเห็นได้จากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นไฮไลท์อย่างบีเอ็มดับเบิลยู XM ใหม่ รถยนต์ตระกูล M สมรรถนะสูงรุ่นแรกซึ่งมาพร้อมระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริดทรงพลัง ในคอนเซปต์ใหม่ของรถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์ (Sports Activity Vehicle – SAV) บีเอ็มดับเบิลยู X7 xDrive40d M Sport ใหม่ อีกหนึ่งรุ่น SAV ที่ผสานความปราดเปรียว รูปลักษณ์ที่หรูหรา และความโอ่อ่า เข้ากับระบบขับเคลื่อนอันทรงพลัง และบีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive M Sport ใหม่ ขั้นกว่าของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่มอบสุดยอดแห่งความเพลิดเพลินในการขับขี่ ความสะดวกสบายในการเดินทางระยะไกล และประสบการณ์ดิจิทัลล้ำสมัย ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

เจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในกลุ่ม Luxury Class ยังสามารถสัมผัสนิยามใหม่แห่งความหรูหราได้ผ่าน BMW Excellence Club โปรแกรมเอกสิทธิ์ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์เหนือระดับโดยเฉพาะ สมาชิก BMW Excellence Club สามารถเลือกแพ็คเกจเอ็กซ์คลูซีฟที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ได้สูงสุดถึง 6 แพ็คเกจ ไม่ว่าจะเป็น Business Travel Package, Dining Experience Package, Wellness Experience Package, Sports Experience Package, Family Experience Package หรือ Long Trip Package โดยในแต่ละแพ็คเกจมาพร้อมกับสิทธิประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการรับรองจาก BMW Excellence Club Concierge ที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการจัดแผนการท่องเที่ยวหรือการนัดหมาย การจัดรถรับ-ส่งจากสนามบิน และประสบการณ์ private club จากโรงแรมและรีสอร์ท Marriott ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  BMW Excellence Club ยังมอบประสบการณ์การเฉลิมฉลองสุดพิเศษในบรรยากาศอันน่าจดจำสำหรับเทศกาลและโอกาสพิเศษต่าง ๆ เช่น ปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ ลอยกระทง และวันคริสต์มาส พร้อมสิทธิประโยชน์อื่น ๆ อย่างมื้อค่ำและการชิมไวน์สุดพิเศษ ชั้นเรียนและเวิร์คช็อปต่าง ๆ กิจกรรมและการแสดงสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีประจำทุกเดือน สมาชิก Excellence Club ยังสามารถเข้าร่วมงานมอเตอร์โชว์ มอเตอร์เอ็กซ์โป และงานเปิดตัวรถยนต์ต่าง ๆ ของบีเอ็มดับเบิลยูได้ในวัน VIP อีกด้วย

วิสัยทัศน์แบบก้าวไปข้างหน้าและการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า

ด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นของยนตรกรรมศาสตร์แห่งศิลป์ รวมถึงความสำเร็จของการทำตลาดและกลยุทธ์ลูกค้าใน
ปี พ.ศ. 2565 ส่งผลให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงครองตำแหน่งอันดับหนึ่งในตลาดยานยนต์พรีเมียมไว้ได้ โดยบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ ก้าวสู่ความสำเร็จอีกขั้นด้วยตำแหน่งผู้นำในตลาดพรีเมียมของไทยติดต่อกันเป็นปีที่สาม
ทั้งสองแบรนด์มีอัตราการเติบโตในตลาดสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเติบโตขึ้นถึง 46.6% ในตลาดยานยนต์พรีเมียม และมียอดจดทะเบียนรถยนต์กว่า 15,010 คัน ซึ่งมากกว่าปีก่อนหน้าถึง 36.1% (แบ่งเป็น บีเอ็มดับเบิลยู 13,572 คัน และมินิ 1,438 คัน)

ในระดับโลก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยังคงเติบโตและครองตำแหน่งอันดับหนึ่งในกลุ่มรถยนต์พรีเมียมระดับโลกใน ปี พ.ศ. 2565 โดยได้ส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และโรลส์รอยซ์รวม 2,399,636 คันให้กับลูกค้าทั่วโลก ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยูยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งในประเภทรถยนต์ไฟฟ้า โดยยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เติบโตขึ้นเป็นเท่าตัวจากปี พ.ศ. 2564 ด้วยยอดส่งมอบรวม 215,755 คันจากบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ พุ่งสูงขึ้นถึง 107.7% และเมื่อรวมรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด มียอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 372,956 คันตลอดทั้งปี เพิ่มขึ้น 35.6% จากปีก่อนหน้า สะท้อนความต้องการรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ในขณะที่ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทำสถิติยอดขายสูงสุดครั้งประวัติศาสตร์ของบริษัท ด้วยยอดส่งมอบมอเตอร์ไซค์และสกู๊ตเตอร์รวม 202,895 คันทั่วโลก

สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ความต้องการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นจากส่วนแบ่งทางการตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ระดับพรีเมียมที่สูงถึง 40.8% ด้วยยอดจดทะเบียน 535 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่าจากปีก่อนหน้า ความสำเร็จดังกล่าวคือ ผลลัพธ์จากการนำเสนอยานยนต์พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดอย่างต่อเนื่องของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมียนตรกรรมไฟฟ้าให้เลือกซื้อครบทั้ง 3 แบรนด์ โดยรุ่นที่โดดเด่น ได้แก่ รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู i7 ที่เปิดตัวในไทยครั้งแรกกับการเป็น โมบิลิตี้ พาร์ตเนอร์ อย่างเป็นทางการสำหรับการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค 2022 (APEC 2022) และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี รถยนต์มินิ คูเปอร์ เอสอี ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับตลาดอย่างต่อเนื่องด้วยรูปลักษณ์และดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และบีเอ็มดับเบิลยู CE 04 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์การขับขี่ในเมืองอย่างลงตัว นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อขยายเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ทำให้เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะได้มากถึง 900 หัวจ่ายทั่วประเทศ ควบคู่กับการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในบ้านสำหรับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิมากถึง 2,500 เครื่อง

ความพึงพอใจของลูกค้ามาเป็นอันดับแรก พร้อมขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการและศูนย์บริการอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกับผลประกอบการที่แข็งแกร่ง บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้รับการประเมินคะแนนความพึงพอใจของผู้บริโภค (Net Promoter Score – NPS) สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ทั้งด้านยอดขายและการให้บริการ เป็นอีกหนึ่ง
ข้อพิสูจน์ที่ชี้ให้เห็นว่ากลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของบริษัท ด้วยเป้าหมายในการมอบความพึงพอใจสูงสุด บริการที่เยี่ยมยอด และที่สุดแห่งความเพลิดเพลินในการขับขี่แก่ลูกค้า
ในทุก ๆ ขั้นตอน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการได้ขยายจำนวนโชว์รูมให้บริการ
เต็มรูปแบบและศูนย์บริการอย่างเต็มรูปแบบ (Fully-Fledged) ศูนย์บริการหลังการขาย (Service Only Outlet) และโชว์รูมในห้างสรรพสินค้า (Urban Store) หลายพื้นที่

โดยในปี พ.ศ. 2565 ได้เปิดตัวคอนเซปต์การออกแบบโชว์รูมและศูนย์บริการแบบใหม่ หรือ Retail Next ที่รังสรรค์บรรยากาศในการสัมผัสแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูที่ผ่อนคลายและใกล้ชิดกับลูกค้ามากยิ่งขึ้นตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปยัง
โชว์รูม แนวคิดการออกแบบใหม่นี้ได้นำมาใช้ครั้งแรกในการออกแบบโชว์รูมและศูนย์บริการ มิลเลนเนียม ออโต้ พัฒนาการ-ศรีนครินทร์ ซึ่งเปิดให้บริการในปีที่ผ่านมา รวมถึงเพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ราชพฤกษ์ที่เริ่มเปิดให้บริการเมื่อเร็ว ๆ นี้ และคอนเซปต์การออกแบบ Retail Next จะนำมาใช้กับโชว์รูมที่เตรียมเปิดบริการในปี พ.ศ. 2566 นี้ ได้แก่ มิลเลนเนียม ออโต้ สุราษฎร์ธานี และ เนลสัน ออโต้เฮ้าส์ ระยอง ในขณะเดียวกัน ลูกค้ามินิก็สามารถเข้ารับบริการหลังการขายที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและมาตรฐาน ณ ศูนย์บริการหลังการขาย (Service Only Outlet) แห่งใหม่ถึง 3 แห่งซึ่งเปิดให้บริการในปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น มิลเลนเนียม ออโต้ ลาดพร้าว, เยอรมัน ออโต้ สุวรรณภุูมิ และพลาติโน มอเตอร์ สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ก็เดินหน้ายกระดับการออกแบบโชว์รูมให้ตอกย้ำถึงแนวคิด Make Life a Ride ที่สื่อถึงจิตวิญญาณอิสระของเหล่านักบิดและเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างรอบด้านยิ่งขึ้น โดยภายในปีนี้ เตรียมปรับโฉมมิลเลนเนียม ออโต้ อุบลราชธานี และบาเซโลนา มอเตอร์ เชียงใหม่ และภายในปี 2566 จะมีโชว์รูมและศูนย์บริการในทุกประเภท สำหรับแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู 34 แห่ง มินิ 18 แห่ง และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด 14 แห่ง

อุ่นใจในทุกเส้นทางกับการขยายการรับประกันและแพ็คเกจบำรุงรักษาใหม่จากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด
ประเทศไทย

สิงห์นักบิดอุ่นใจกว่าที่เคย บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ขยายการรับประกัน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทางและบริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉินหรือ โมบิลิตี้ เซอร์วิส เป็นระยะเวลา 5 ปี สำหรับลูกค้าที่รับมอบมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่วันที่
1 มกราคม พ.ศ. 2566 (เข้าถึงการรับประกันได้ทั่วโลกกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สำหรับบริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉินเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น)

ในขณะเดียวกัน แพ็คเกจบำรุงรักษา BMW Motorrad Service Inclusive (BMSI) ยังพร้อมให้ลูกค้าได้เลือกซื้อเป็นครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป ซึ่งสามารถเลือกได้ระหว่างแพ็คเกจบำรุงรักษาครอบคลุม 3 ปี / 30,000 กิโลเมตร หรือแพ็คเกจ 5 ปี / 50,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)* โดยมีรายละเอียด ดังนี้

รุ่นมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด การรับประกันและ
โมบิลิตี้ เซอร์วิส
ราคาแพ็คเกจ BMSI
3 ปี/30,000 กม. (บาท)
ราคาแพ็คเกจ BMSI
5 ปี/50,000 กม. (บาท)
CE04 5 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง 13,000 19,000
C 400 19,000 31,000
G 310 28,000 36,000
F 750, F 850, F 900 27,000 40,000
S 1000 31,000 46,000
K 1600 34,000 48,000
R nineT, R 1250 33,000 48,000
R 18 32,000 50,000

แพ็คเกจบำรุงรักษา BMW Motorrad Service Inclusive ยังครอบคลุมอะไหล่ของแท้ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ค่าแรง และน้ำมันหล่อลื่นต่าง ๆ สำหรับรายการตามตารางการซ่อมบำรุงมาตรฐาน ดังนี้

  • การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องพร้อมกรองน้ำมันเครื่อง รวมถึงน้ำมันเครื่องสำหรับเติมกลับในระบบ
  • บริการเปลี่ยนกรองอากาศ กรองน้ำมันเชื้อเพลิง หัวเทียน
  • บริการเปลี่ยนน้ำมันเบรก
  • บริการตรวจสภาพรถตามข้อกำหนดของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.bmw-motorrad.co.th

ปีที่แข็งแกร่งของ บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย เดินหน้าพัฒนาบริการดิจิทัลและประสบการณ์ลูกค้าชั้นเยี่ยม 

แม้ปี พ.ศ. 2565 จะเป็นอีกปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ แต่ด้วย
การคำนึงถึงความพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ ทำให้ บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย สามารถสร้าง
การเติบโตให้กับยอดสินเชื่อรวมได้ถึง 4% เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2564 การสร้างความอุ่นใจให้กับลูกค้า การบริการระดับคุณภาพ ความรวดเร็วในการให้บริการ รวมไปถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์และการบริการที่โดดเด่นและหลากหลาย คือสิ่งที่ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย แตกต่าง

ลูกค้าเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ หรือมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด จำนวนมากเกินกว่าครึ่งให้ความไว้วางใจและเลือกรับบริการทางการเงินจากบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย โดยในปี พ.ศ. 2565 ประสบการณ์ลูกค้าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อ้างอิงจากผลการประเมินคะแนนความพึงพอใจของผู้บริโภค (NPS Score) ซึ่งพบว่าคะแนนประสบการณ์ลูกค้าโดยรวมเพิ่มขึ้น 8 คะแนน และคะแนนด้านการดูแลลูกค้า (Customer Care) เพิ่มขึ้นถึง 23 คะแนน ในขณะเดียวกัน บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ยังสร้างผลงานที่แข็งแกร่งในกลุ่มธุรกิจสินเชื่อรถยนต์มือสองซึ่งเติบโตกว่า 13% ปีต่อปี ขณะที่มีอัตราการเข้าถึงตลาดลูกค้าองค์กรกว่า 65% สะท้อนถึงความไว้วางใจและความสำเร็จในกลยุทธ์การคำนึงถึงลูกค้าเป็นสำคัญ ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย มุ่งมั่นเสมอมา

นอกจากนั้น ในปี พ.ศ. 2565 บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ยังลงทุนเพิ่มเติมเพื่อพลิกโฉมประสบการณ์ลูกค้าด้านดิจิทัล ผ่าน ‘MyBMW Finance’ และ ‘MyMINI Finance’ ให้ลูกค้าเข้าถึงสัญญาทางการเงินและบริการอื่น ๆ ได้ทุกเมื่อตามต้องการ การเข้ารับบริการของลูกค้าได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นตลอดทั้งเส้นทางด้วยการเปิดตัวแอปพลิเคชันทางการเงินออนไลน์ ซึ่งช่วยให้ลูกค้ายืนยันตัวตนรูปแบบดิจิทัลได้ (National Digital ID – NDID) บริการดิจิทัลดังกล่าวส่งผลให้ลูกค้าสามารถสมัครบริการทางการเงินได้โดยตรงผ่าน BMW Thailand Web Shop จึงช่วยประหยัดเวลาและอำนวยความสะดวกขึ้นอีกขั้น

ความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นหนึ่งในแกนหลักของกลยุทธ์องค์กร

ทุกหน่วยงานทางธุรกิจภายใต้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ทุ่มเทความพยายามในการปฏิบัติงานตามกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มุ่งสนับสนุนโอกาสการเรียนรู้ของนักเรียนอาชีวะผ่านการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติกับโครงการ BMW Service Apprentice และโครงการการศึกษาระบบทวิภาคีเยอรมัน-ไทย โดยมุ่งส่งเสริมทักษะยานยนต์แห่งอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมาของการดำเนินงาน โครงการ BMW Service Apprentice มีนักเรียนเข้าร่วม จำนวน 247 คน ในขณะที่มีนักเรียนจำนวน 107 คน เข้าร่วมโครงการการศึกษาระบบทวิภาคีเยอรมัน-ไทย รวมจากทั้งสองโครงการ 354 คน โดยกว่า 50% ของนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากโครงการยังคงทำงานอยู่ในเครือข่ายผู้จำหน่ายของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

นอกจากนี้ ด้วยพันธกิจที่มุ่งสรรค์สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้คนในพื้นที่ชนบท โครงการ Care4Water เริ่มต้นขึ้นเพื่อจัดหาน้ำสะอาดที่เข้าถึงได้ให้กับชุมชนที่ขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ตลอดระยะเวลา 8 ปีของโครงการ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ส่งมอบเครื่องกรองน้ำรวมทั้งสิ้น 7,103 ชุด ให้กับ 96 ชุมชนใน 32 จังหวัดทั่วประเทศไทย

และเพื่อเป็นการกระตุ้นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านความยั่งยืน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จึงริเริ่มดำเนินโครงการ ‘Choice is Yours’ ในปี พ.ศ. 2565 เพื่อส่งเสริมให้นิสิตนักศึกษากล้าแสดงความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรองค์กรชั้นนำต่าง ๆ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้สนับสนุนนิสิตนักศึกษารุ่นเยาว์ในการต่อยอดไอเดีย เพื่อค้นหาแนวทางในการ REduce REuse REthink และ REcycle พร้อมส่งเสริมความเชี่ยวชาญยิ่งขึ้นกับโปรแกรมการฝึกงานซึ่งนับเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของทั้งนิสิตนักศึกษาและสังคมในภาพกว้าง โครงการดังกล่าวยังได้ขยายไปสู่ผู้จำหน่ายด้วยเช่นกันกับรางวัล ‘Sustainability Awards ’ ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มอบให้เพื่อแสดงความยกย่องผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และจะสานต่อความสำเร็จของโครงการ ‘Choice is Yours’ ในปี พ.ศ. 2566 ต่อไป

การปรับราคาใหม่ของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูบางรุ่น ตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.. 2566 เป็นต้นไป

เนื่องจากผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกที่สูงขึ้นและต้นทุนการผลิต บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จึงประกาศปรับราคารถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูบางรุ่น มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป

รุ่นรถยนต์ ราคาใหม่พร้อมแพ็คเกจ
BSI Standard (บาท)
สิทธิประโยชน์จากแพ็คเกจ BSI Standard
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 2  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

·  บริการดูแลบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม.

·  การรับประกัน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

·  การบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่เป็นระยะเวลาสูงสุด 5 ปี

·   บีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupé M Sport 2,299,000
·   บีเอ็มดับเบิลยู M240i xDrive 4,369,000
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3
·   บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport 2,759,000
·   บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport 2,999,000
·   บีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive 4,199,000
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4
·   บีเอ็มดับเบิลยู 430i Coupé M Sport 4,219,000
·   บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport 4,629,000
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5
·   บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport 3,689,000
·   บีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport 3,829,000
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 6
·   บีเอ็มดับเบิลยู 630i GT M Sport 4,239,000
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7
·   บีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive M Sport 6,999,000
บีเอ็มดับเบิลยู X3
·   บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport 3,759,000
·   บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport 3,859,000
บีเอ็มดับเบิลยู X4
·   บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport 4,159,000
·   บีเอ็มดับเบิลยู X4 M Competition 8,799,000
บีเอ็มดับเบิลยู Z
·   บีเอ็มดับเบิลยู Z4 sDrive30i M Sport 4,219,000
·   บีเอ็มดับเบิลยู Z4 M40i 5,219,000
รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%
·   บีเอ็มดับเบิลยู i4 M50 5,259,000 • บริการดูแลบำรุงรักษา 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

·  การรับประกัน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

·  การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูงนานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

·  การบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่เป็นระยะเวลาสูงสุด 5 ปี

·   บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport 6,299,000
·   บีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport 3,699,000
·   บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport 8,099,000

 

ไฮไลท์รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดในปี 2566

บีเอ็มดับเบิลยู XM ใหม่
ราคาจำหน่าย: 14,899,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู XM ใหม่ โดดเด่นด้วยการออกแบบที่โฉบเฉี่ยวและหรูหรา มาพร้อมสัดส่วนไดนามิกปราดเปรียวและรูปลักษณ์ที่โดดเด่น เค้าโครงทันสมัยของรถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์สะดุดตาด้วยองค์ประกอบการออกแบบสไตล์ M มอบความรู้สึกแข็งแกร่งดุดันเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจให้กับตัวรถ ด้านหน้าของบีเอ็มดับเบิลยู XM แตกต่างด้วยไฟหน้าแบบแยกส่วน กระจังหน้าทรงไตคู่แบบ ‘Iconic Glow’ ที่มาพร้อมไฟส่องสว่างแบบต่อเนื่อง ไฟหน้า Adaptive LED อัจฉริยะช่วยเพิ่มทัศนวิสัยและมอบแสงสว่างบนท้องถนนตลอดจนช่วงเข้าโค้งได้ดียิ่งขึ้น ระบบปรับการทำงานไฟสูงช่วยเปิดและปิดไฟสูงโดยอัตโนมัติเมื่อมีรถสวนหรือมีรถด้านหน้า ส่วนบริเวณด้านข้างมีแถบสีที่ชวนให้นึกถึงรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M1 ทำให้รถดูโดดเด่นยิ่งขึ้น นอกจากนี้การออกแบบของบีเอ็มดับเบิลยู XM ยังรวมเอาคุณลักษณะต่าง ๆ ที่ทำให้นึกถึงอดีตไม่ว่าจะเป็นโลโก้บีเอ็มดับเบิลยูที่กระจกหลังหรือไฟท้ายทรงเรียว บีเอ็มดับเบิลยู XM ยังสะดุดตายิ่งกว่าใครด้วยล้ออัลลอย M น้ำหนักเบา ขนาด 23 นิ้ว ลาย star spoke แบบสลับสี ซึ่งติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน

บีเอ็มดับเบิลยู XM ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 8 สูบ ขนาด 4.4 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี BMW M TwinPower Turbo ล้ำสมัย ระบบขับเคลื่อน M HYBRID ที่ติดตั้งมาในรถยนต์รุ่นนี้ช่วยเสริมประสิทธิภาพและสมรรถนะของรถโดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษเมื่อโลดแล่นบนท้องถนน โดยระบบขับเคลื่อน M HYBRID ในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู XM ให้กําลังรวมสูงสุดที่ 480 กิโลวัตต์ / 653 แรงม้า ที่แรงบิดรวมสูงสุด 800 นิวตันเมตร ด้านเครื่องยนต์สันดาปให้พละกำลังสูงสุดที่ 360 กิโลวัตต์ / 489 แรงม้า ที่ 5,400 – 7,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 650 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 5,000 รอบต่อนาที ในขณะที่ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้กำลังมอเตอร์สูงถึง 145 กิโลวัตต์ / 197 แรงม้า ให้แรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 280 นิวตันเมตร นอกจากนี้ ผู้ขับขี่สามารถเลือกกดปุ่ม M Hybrid ที่คอนโซลกลางเพื่อเข้าโหมดใดโหมดหนึ่งจากทั้งหมด 3 โหมด รวมถึงโหมดการทำงานด้วยระบบไฟฟ้า 100% สำหรับการขับขี่ที่ปลอดมลพิษด้วยความเร็วสูงสุด 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนระยะทางขับเคลื่อนไฟฟ้าสูงสุด 98 กิโลเมตร อ้างอิงตามมาตรฐานการทดสอบ NEDC โดยใช้พลังงานจากลิเธียม-ไอออนแบตเตอรี่ขนาด 29.5 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ที่ติดตั้งอยู่ด้านใต้ท้องรถ เร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 4.3 วินาที สู่ความเร็วสูงสุดที่ 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ 4 ล้อ M xDrive ที่ติดตั้งในบีเอ็มดับเบิลยู XM ใหม่ ช่วยให้มั่นใจได้ว่าแรงทั้งหมดจะถูกส่งไปยังถนนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยยกระดับไดนามิกการขับขี่ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น ระบบเฟืองท้าย M Sport ยังช่วยเสริมสมรรถนะของรถโดยกระจายกำลังขับเคลื่อนระหว่างล้อหลัง ช่วงล่าง Adaptive M Suspension Professional มอบการควบคุมแบบสปอร์ตโดยไม่ลดทอนความสะดวกสบายแก่ผู้ขับ นอกจากนี้ ระบบช่วยการขับขี่ รุ่น Professional พร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชัน Stop&Go ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความเร็วของรถในระดับที่ต้องการและคงระยะห่างจากรถคันหน้าให้สม่ำเสมอเท่านั้น แต่ยังช่วยให้รถยนต์อยู่ในเส้นทางอย่างคงที่ด้วยระบบบังคับพวงมาลัย เพื่อความสะดวกสบายที่เหนือกว่าระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus ยังช่วยให้การจอดรถและการบังคับรถทำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ภายในตกแต่งดีไซน์ M ด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ขณะที่พวงมาลัยหุ้มหนังดีไซน์ M และเข็มขัดนิรภัยดีไซน์ M ให้ความรู้สึกสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวในการขับขี่ นอกจากนี้ผ้าบุหลังคายังเป็นเสมือนงานประติมากรรม 3 มิติ ลวดลายแบบปริซึมและเมื่อเปิดไฟ Ambient Light ก็จะพบกับหลอดไฟ LED กว่า 100 ดวงบนหลังคาที่ส่องสว่างอย่างงดงามยามค่ำคืน คอนโซลด้านบนยังบุด้วยหนังแบบ BMW Individual ทำให้การตกแต่งภายในดูสะดุดตาและหรูหราไปอีกขั้น ชุดไฟส่องสว่างภายในและภายนอกห้องโดยสาร ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 4 โซน ระบบระบายอากาศและฟังก์ชันนวดผ่อนคลายสําหรับเบาะนั่งตอนหน้า ยังถูกติดตั้งมาเป็นมาตรฐานในรถยนต์รุ่นนี้เช่นกัน

บีเอ็มดับดับเบิลยู XM ใหม่ มีสีภายนอกให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 7 สี ได้แก่ สีดำ Black Sapphire, สีเขียว Cape York Green, สีดำ Carbon Black, สีเทา Dravit Grey, สีฟ้า Marina Bay Blue, สีขาว Mineral White และสีแดง Toronto Red และมีสีภายในกับหนัง BMW Individual ‘Merino’ ให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน Deep Lagoon, สีขาว Silverstone, สีดำ Black และ สีส้ม Sakhir Orange มาพร้อมกับแถบตกแต่งด้านข้างรถทั้งหมด 2 ตัวเลือกคือสีทองและสีดำซึ่งพาดผ่านกรอบประตูและล้อรถ ส่งให้ตัวรถโดดเด่นสะดุดตายิ่งขึ้น

บีเอ็มดับเบิลยู X7 xDrive40d M Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 6,599,000 บาท
(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู X7 xDrive40d M Sport ใหม่ เป็นรถยนต์หรูในเซกเมนต์รถอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ (SAV) สานต่อความสำเร็จจากรถยนต์รุ่นก่อนหน้า ซึ่งได้รับการปรับปรุงหลายอย่างเพื่อช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ ความสะดวกสบาย และฟังก์ชันต่าง ๆ ให้เหนือระดับไปอีกขั้น โดยหลอมรวมทั้งความคล่องตัว ความทรงพลัง และความโอ่อ่าเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งยังมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนชั้นเลิศ แต่ยังคงไว้ซึ่งความสะดวกสบายด้วยตัวรถที่กว้างขวางในทุกมิติ

บีเอ็มดับเบิลยู X7 xDrive40d M Sport ใหม่ มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ส่งพละกำลังสูงสุด 250 กิโลวัตต์ / 340 แรงม้า / 4,400 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 2,250 รอบต่อนาที มาพร้อมระบบ Mild Hybrid ที่มีขนาด 48 โวลต์ ส่งกำลังมอเตอร์ไฟฟ้า 9 กิโลวัตต์ / 12 แรงม้า ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เพื่อมอบพละกำลังรวมสูงสุด 259 กิโลวัตต์ / 352 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 720 นิวตันเมตร พร้อมโลดแล่นสู่ความเร็วสูงสุดที่ 243 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 5.9 วินาที เครื่องยนต์นี้ทำงานสอดประสานกับเกียร์อัตโนมัติ Sport Steptronic 8 จังหวะ ช่วงล่างแบบถุงลมสามารถปรับระดับอัตโนมัติ และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive จึงมอบความนุ่มสบายเหนือระดับ การควบคุมที่เฉียบคม และความปราดเปรียวอันทรงพลัง ขณะที่ระบบควบคุมช่วงล่าง Executive Drive Pro เสริมความมั่นใจด้วยเสถียรภาพที่เหนือกว่าในทุกจังหวะการขับขี่

ภายในห้องโดยสารมาพร้อมเบาะนั่งแบบสามแถว รวม 6 ที่นั่ง ทุกที่นั่งสามารถปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้า มอบความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร โดยสำหรับเบาะที่นั่งตอนหน้ายังมาพร้อมกับระบบระบายอากาศและฟังก์ชันนวดผ่อนคลาย เบาะที่นั่งบุด้วยหนังแท้ Merino เนื้อละเอียดจาก BMW Individual หรูหราขึ้นไปอีกขั้นด้วยการตกแต่งห้องโดยสารด้วยลายไม้สีดำเงา ‘Fineline’ แบบ metal effect มอบความภูมิฐานสง่างาม ตกแต่งภายในด้วยผลึกแก้ว ‘CraftedClarity’ พร้อมชุดไฟ Ambient light สร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร หลังคากระจกแบบ Panorama Sky Lounge เพิ่มความโปร่งอย่างโอ่อ่าเหนือระดับ และระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 5 โซน แผงหน้าปัดแบบใหม่ที่มีช่องระบายอากาศและแถบไฟส่องสว่าง พร้อมลวดลายกราฟิก X7 ช่วยทำให้ห้องโดยสารดูทันสมัยและล้ำหน้าด้วยระบบดิจิทัล ดีไซน์สุดล้ำของคันเกียร์ยังช่วยเพิ่มความสง่างามให้กับภายในห้องโดยสาร

บีเอ็มดับเบิลยู X7 xDrive40d M Sport ใหม่ มอบความล้ำสมัยและความปลอดภัยยิ่งกว่าด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ใหม่ล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Professional ระบบช่วยการขับขี่่ รุ่น Professional และระบบความบันเทิงและสื่อสารรุ่นล่าสุดอย่าง BMW Live Cockpit Professional พร้อมจอ Information Display ขนาด 12.3 นิ้ว ระบบ BMW ConnectedDrive และระบบ BMW Intelligent Personal Assistant ซึ่งสามารถควบคุมผ่านระบบสั่งการด้วยเสียงได้อย่างง่ายดาย มอบความสะดวกสบายตามความต้องการของผู้ขับขี่ในทุกเส้นทาง นอกจากนั้น ระบบเสียงรอบทิศทางคุณภาพสูง Bowers & Wilkins Diamond ยังช่วยมอบสุนทรียศาสตร์แห่งเสียงคุณภาพระดับสตูดิโออีกด้วย

บีเอ็มดับเบิลยู X7 xDrive40d M Sport ใหม่ มาให้เลือกในสามสี ได้แก่ สีดำ Black Sapphire Metallic,
สีขาว Mineral White Metallic, และสีเทา Brooklyn Grey Metallic พร้อมตัวเลือกสีห้องโดยสารภายในแบบ Tartufo/Black (สีน้ำตาล/ดำ) และ Black/Black (สีดำ/ดำ 

 

บีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive M Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 6,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยูพร้อมกำหนดนิยามใหม่ของรถยนต์ในเซกเมนต์พรีเมียม ด้วยมาตรฐานใหม่ของการขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า ความยั่งยืน และระบบดิจิทัล รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive M Sport ใหม่ ปลั๊กอินไฮบริดสุดหรู สร้างอีกย่างก้าวสำคัญของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 อันเลื่องชื่อ ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นซึ่งถูกสร้างสรรค์มาเพื่อมอบที่สุดแห่งความเพลิดเพลินในการขับขี่ ความสะดวกสบายของการขับขี่ทางไกล และประสบการณ์ดิจิทัลที่ล้ำสมัย 

บีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive M Sport ใหม่ มาพร้อมไฟหน้า Adaptive LED พร้อมระบบปรับองศาเมื่อเข้าโค้ง ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน กระจังหน้าและชุดไฟหน้าคริสตัลสวารอฟสกี้ ‘Iconic Glow’ หรูหรา มอบเอฟเฟกต์ไฟระยิบระยับสวยงาม ด้านบนเป็นไฟรูปตัว ‘L’ ในรูปทรงเรขาคณิตแบบกระจกเป็นครั้งแรก เสริมให้ไฟท้ายดูโดดเด่นยิ่งขึ้น มาพร้อมล้ออัลลอย M aerodynamic ขนาด 20 นิ้ว แบบสลับสี ภายนอกตกแต่งด้วยวัสดุสีดําเงาและสปอยเลอร์หลังดีไซน์ M พร้อมชุดตกแต่ง M Sport ตอกย้ำถึงคุณภาพระดับพรีเมียม ระบบปลดล็อกประตูอัจฉริยะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปิดประตูรถและสตาร์ทเครื่องยนต์ได้โดยไม่ต้องสัมผัสกุญแจ นอกจากนี้ ระบบช่วยผ่อนแรงกระแทกขณะปิดประตูยังช่วยให้สามารถปิดประตูได้โดยอัตโนมัติอย่างนุ่มนวลและเงียบเชียบ 

บีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive M Sport ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ BMW TwinPower Turbo ให้กำลังสูงสุด 230 กิโลวัตต์ / 313 แรงม้า / 5,000 – 6,500 รอบต่อนาที ส่งแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร / 1,750 – 4,700 รอบต่อนาที กิโลวัตต์ชั่วโมง มอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังสูงสุด 145 กิโลวัตต์ / 197 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร เมื่อทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ จะส่งกำลังรวมสูงสุด 360 กิโลวัตต์ / 489 แรงม้า และให้แรงบิดรวมสูงสุด 700 นิวตันเมตร พร้อมความจุพลังงานแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงที่ 22.1 กิโลวัตต์-ชั่วโมง โดยมีอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ 20.05 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/100 กิโลเมตร และให้ระยะทางการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าสูงสุดที่ 85 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC สร้างความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 4.8 วินาที

การตกแต่งภายในและอุปกรณ์ต่าง ๆ เสริมความสะดวกสบาย พร้อมสร้างบรรยากาศหรูหรา แถบ BMW Interaction Bar ช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถยนต์ได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการผสานฟังก์ชันควบคุมชุดไฟส่องสว่างสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร (Ambient Light) ซึ่งสามารถปรับการตกแต่งได้ตามต้องการ เบาะนั่งแบบมัลติฟังก์ชันครบครับทั้งสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสารตอนหน้า และผู้โดยสารตอนหลัง มาพร้อมฟังก์ชันนวดผ่อนคลายสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหลัง รวมถึงเบาะนั่งตอนหลังแบบ Executive Lounge  ระบบระบายอากาศสำหรับเบาะที่นั่ง และระบบปรับอากาศอัตโนมัติ 4 โซน เพิ่มการไหลเวียนอากาศในห้องโดยสาร นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive M Sport ใหม่ ยังมาพร้อมวัสดุบุหลังคา Alcantara สี Anthracite ส่วนภายในตัวรถตกแต่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ถักด้วยวัสดุสีเงินแบบ M คอนโซลกลางสีดำเงาแบบ Piano Finish Black

บีเอ็มดับเบิลยู 750e xDrive M Sport ใหม่ มีตัวเลือกสีตัวถังภายนอกคือ สีขาว Mineral White Metallic และสีดำ Black Sapphire Metallic ตกแต่งภายในด้วยสีน้ำตาลเข้ม Mocha ในขณะที่ตัวถังภายนอกสีเทา Dravit Grey Metallic และสีเทา Oxide Grey Metallic มากับการตกแต่งภายในสีดำ 

บีเอ็มดับเบิลยู X1 sDrive18i โฉมใหม่
ราคาจำหน่าย: 2,249,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู X1 sDrive18i โฉมใหม่ สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความเป็นอิสระอย่างแท้จริงทั้งสำหรับการขับขี่แบบในชีวิตประจำวันหรือระยะทางไกล ทั้งยังเป็นรถยนต์ SAV ที่เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการความปราดเปรียว ประสิทธิภาพ และความสะดวกสบายในการขับขี่ ด้วยประสิทธิภาพอันน่าประทับใจและฟีเจอร์นวัตกรรมที่โดดเด่น รถยนต์รุ่นนี้จึงได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่แบบไดนามิกที่เหนือชั้นในทุกเส้นทาง

บีเอ็มดับเบิลยู X1 sDrive18i โฉมใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ให้พละกำลังสูงสุด 115 กิโลวัตต์ / 156 แรงม้า ที่ 4,900 – 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 230 นิวตันเมตร ที่ 1,500 – 4,600 รอบต่อนาที โดยสามารถเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 9 วินาที ก่อนพุ่งทะยานสู่ความเร็วสูงสุดที่ 215 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บีเอ็มดับเบิลยู X1 sDrive18i โฉมใหม่ ยังโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีการขับเคลื่อน มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ แบบ Steptronic พร้อมคลัตช์คู่ ระบบช่วยขับขี่ และระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ

บีเอ็มดับเบิลยู X1 sDrive18i โฉมใหม่ มาพร้อมกับระบบช่วยขับขี่ ระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ พร้อมด้วยถุงลมนิรภัยสําหรับคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้างและถุงลมนิรภัยศีรษะ ระบบ Teleservices และปุ่มโทรออกฉุกเฉิน ยิ่งไปกว่านั้น ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก ระบบช่วยเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ และเซนเซอร์ควบคุมระบบความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน ยังถูกติดตั้งมาเพื่อช่วยให้สามารถควบคุมการขับขี่ได้ดีขึ้นและช่วยตรวจจับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการขับขี่

รถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมกับหลากหลายระบบความบันเทิงทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น BMW ConnectedDrive ระบบเครื่องเสียงแบบสเตอริโอ จอแสดงผลแบบโค้งความชัดสูง และระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน บีเอ็มดับเบิลยู X1 sDrive18i โฉมใหม่ มีให้เลือกใน 3 สีตัวถัง ได้แก่ สีขาว Alpine White Solid, สีดำ Black Sapphire Metallic และสีเงิน Space Silver Metallic พร้อมการตกแต่งภายในบุด้วยหนังเบาะที่นั่งแบบ Sensatec Perforated สีน้ำตาลเข้ม Mocha

บีเอ็มดับเบิลยู 330Li M Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 3,099,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู 320Li M Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 2,759,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 หนึ่งในรถยนต์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในทัพยนตรกรรมของบีเอ็มดับเบิลยู สร้างความตื่นตาตื่นใจอีกครั้งด้วย บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 Gran Sedan รุ่นฐานล้อยาว บีเอ็มดับเบิลยู 330Li M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู 320Li M Sport ใหม่ ยังคงลุคสปอร์ตโฉบเฉี่ยวและสมรรถนะที่เฉียบคมไว้เช่นเคย แต่เสริมความโอ่อ่าสะดวกสบายยิ่งขึ้นสำหรับผู้โดยสารด้วยฐานล้อที่ยาวขึ้นกว่ารุ่นปกติถึง 114 มิลลิเมตร  โดยตัวถังของบีเอ็มดับเบิลยูรุ่นฐานล้อยาวนี้มีมิติความยาวรวม 4,823 มิลลิเมตร ความกว้างยังคงเดิมที่ 1,827 มิลลิเมตร ขณะที่ความสูงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 1,441 มิลลิเมตร ความยาว 110 มิลลิเมตรที่เพิ่มขึ้นบริเวณประตูหลัง ช่วยให้ผู้โดยสารเบาะหลังเข้า-ออกจากรถได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ทั้งยังสบายกว่าขณะเดินทางด้วยพื้นที่ห้องโดยสารแถวหลังที่ยาวขึ้นอีก 43 มิลลิเมตร

ดีไซน์ภายนอกของบีเอ็มดับเบิลยู 330Li M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู 320Li M Sport ใหม่ ยังคงสื่อถึงความเป็นที่สุดแห่งยนตรกรรม หรือ “Ultimate Driving Machine” ด้วยเอกลักษณ์ดีไซน์ที่ทันสมัย สมรรถนะที่ปราดเปรียว ประสิทธิภาพการขับขี่เหนือระดับ รวมถึงเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ล้ำยุค ซึ่งรวมเป็นเอกลักษณ์แก่นแท้ของบีเอ็มดับเบิลยู และยังมาพร้อมองค์ประกอบเฉพาะตัวที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยกรอบที่เชื่อมต่อกันเป็นชิ้นเดียว รับกับระบบไฟหน้าที่เรียวยาวขึ้น โดยบีเอ็มดับเบิลยู 320Li M Sport ใหม่ มาพร้อมระบบไฟหน้าแบบ LED ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู 330Li M Sport ใหม่ มากับระบบไฟหน้าแบบ Adaptive LED พร้อมโคมไฟหน้าตกแต่งสีดำ (M Light Shadowline) ด้านข้างของตัวรถโดดเด่นด้วยกรอบหน้าต่างดีไซน์แบบ Hofmeister Kink อันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยูที่ได้รับการออกแบบให้เป็นหนึ่งเดียวกับเสา C-pillar มอบมิติไร้ขอบหรูหรายิ่งขึ้น พร้อมด้วยกรอบไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่เพรียวบางยิ่งกว่าเคย นอกจากนี้ ไฟ LED ทรงตัว L และท่อไอเสียแบบคู่ ล้วนเสริมให้ท้ายรถดูกว้างและสปอร์ตกว่าเดิม

รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ทั้งสองรุ่นมอบขุมพลังเครื่องยนต์ที่แตกต่างกัน โดยบีเอ็มดับเบิลยู 330Li M Sport ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ส่งกำลังสูงสุด 190 กิโลวัตต์ / 258 แรงม้า ที่ 5,000 – 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,550 – 4,400 รอบต่อนาที เร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.2 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู 320Li M Sport ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบ BMW TwinPower Turbo ส่งกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้าที่ 5,000 – 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตรที่ 1,350 – 4,400 รอบต่อนาที โลดแล่นด้วยความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.9 วินาที มอบความเร็วสูงสุดที่ 233 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

โดยทั้งสองรุ่นทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Sport Steptronic 8 จังหวะ และรองรับระบบ Driving Experience Control ที่มีรูปแบบการขับขี่ให้เลือกทั้งในโหมด COMFORT, SPORT และ ECO PRO นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู 330Li M Sport ใหม่ ยังมาพร้อมกับล้ออัลลอย M ขนาด 18 นิ้้ว ลาย Double-spoke แบบสลับสี ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู 320Li M Sport ใหม่ มาพร้อม ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย V-spoke แบบสลับสี สอดรับกับขอบหน้าต่าง ช่องดักอากาศ และซี่บริเวณกระจังหน้าไตคู่สีดำเงา ภายในโฉบเฉี่ยวด้วยพวงมาลัยหุ้มหนังดีไซน์ M คอนโซลด้านบนบุด้วยหนัง Sensatec และตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเงาพร้อมแถบอลูมิเนียม พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยหลังคาภายในดีไซน์ M สี Anthracite ในบีเอ็มดับเบิลยู 330Li M Sport ใหม่ และวัสดุลายไม้แบบ Fine-wood Trim Oak Grain Open-pored สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู 320Li M Sport ใหม่

เพื่อสร้างความอุ่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ บีเอ็มดับเบิลยู 330Li M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู 320Li M Sport ใหม่
ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยนำเข้าที่จอดอัตโนมัติ (Parking Assistant) เซนเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง และระบบ BMW Head-up display พร้อมระบบการเชื่อมต่อเต็มรูปแบบผ่านระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 8.0 ซึ่งเสริมประสิทธิภาพให้แก่ระบบ BMW Intelligent Personal Assistant และ Live Cockpit Professional นอกจากนี้ ยังมีระบบเครื่องเสียง HiFi Loudspeaker ติดตั้งภายในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 320Li M Sport ใหม่ ส่วนระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon เพิ่มสุนทรียภาพในการขับขี่ในบีเอ็มดับเบิลยู 330Li M Sport ใหม่ ด้วยเช่นกัน ด้าน BMW ConnectedDrive ยังมอบทางเลือกมากมายในการเชื่อมต่อและควบคุมระบบในตัวรถ รวมถึงการใช้ BMW Gesture Control ระบบสั่งงานด้วยเสียง ปุ่ม iDrive และจอแสดงผล Control Display ขนาด 10.25 นิ้ว

รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 330Li M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู 320Li M Sport ใหม่ มาให้เลือกใน 3 สีตัวถังคือ
สีดำ Carbon Black Metallic, สีขาว Mineral White Metallic, และสีเทา Skyscraper Grey Metallic

มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล Resolute Edition
ราคาจำหน่าย : 3,090,000 บาท (Light Chequered) / 3,120,000 บาท (MINI Yours)
(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

มินิ คูเปอร์ เอสอี Resolute Edition
ราคาจำหน่าย : 2,469,000 บาท (Light Chequered)
(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Resolute Edition
ราคาจำหน่าย : 2,919,000 บาท (Light Chequered) / 2,959,000 บาท (MINI Yours)
(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

มินิ ประเทศไทย เปิตดัวรุ่นใหม่ในตระกูลมินิ คูเปอร์ ที่ยังคงความสปอร์ตแบบคลาสสิค ด้วย Resolute Edition สะดุดตาด้วยรูปลักษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งตัวถังภายนอก ล้ออัลลอยน้ำหนักเบา การออกแบบภายในและชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดคาแร็คเตอร์ความเป็นมินิแบบดั้งเดิมไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แบบสปอร์ตแต่ยังคงความหรูหรา มาใน 3 รุ่นทั้ง มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล, มินิ คูเปอร์ เอสอี และ มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู ให้แฟน ๆ มินิชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกเร้าใจตามแบบฉบับมินิ

โดยรถมินิรุ่นนี้ ตกแต่งด้วยลวดลายบนฝากระโปรงหน้าและที่กาบบันได ซึ่งมาในเส้นสายที่มีการไล่เฉดสีทองอ่อนไปจนถึงทองเข้มได้อย่างสวยงาม พร้อมสลักชื่อรุ่น “RESOLUTE” ไว้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในส่วนประกอบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กรอบไฟหน้า LED พร้อมไฟตอนกลางวัน กระจังหน้า ไฟหลัง LED รูปธง Union Jack ช่องดักอากาศ กรอบไฟเลี้ยว มือจับประตู ฝาถังน้ำมัน ในสี Resolute Bronze

การออกแบบด้วยลายเส้นสุดเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะรุ่น Resolute Edition นี้ ยังถ่ายทอดมาสู่ภายในห้องโดยสาร
รับกับเบาะนั่งโดยสารทรงสปอร์ต MINI Yours Leather Lounge หรือ เบาะผ้า Light Chequered และอีกหนึ่งไฮไลต์พิเศษคือ พวงมาลัยหนังสปอร์ตหุ้มด้วยหนัง Nappa สลักคำว่า “RESOLUTE” บริเวณด้านล่างของก้านพวงมาลัย ดีไซน์ภายในยังประกอบด้วยชุดระบบไฟ (Light Package) ด้วยไฟ LED ให้แสงสว่างเฉพาะบริเวณ และชุดไฟภายในห้องโดยสาร (Ambient Light) แผงคอนโซลทรงกลมที่สลักด้วยเลเซอร์รวมไปถึงเส้นนำแสง (Piping Light) ที่วางตามแนวประตูและภายในห้องโดยสาร รวมถึงไฟบริเวณประตูและมือจับประตูที่ให้ความรู้สึกแบบสปอร์ตและสะดวกสบายไปพร้อมกัน และบริเวณคอนโซลหน้ารถตกแต่งด้วยลายเส้นโค้งที่ขนานกันอย่างกลมกลืนสมส่วน

รถมินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล รุ่น Resolute Edition รถยนต์เปิดประทุน 4 ที่นั่ง ถือเป็นรถเปิดประทุนระดับพรีเมียมที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครในเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียมคอมแพค พร้อมให้อารมณ์ขับสนุกในสไตล์เปิดประทุนที่เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของมินิ สมรรถนะทรงพลังที่พร้อมเผชิญทุกเส้นทางท่ามกลางสายลมและแสงแดด ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้พละกำลังที่ 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า เสริมด้วยเทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo ช่วยให้เร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 7.1 วินาที ให้อารมณ์ขับสนุกเหมือนโลดแล่นอยู่ในสนามแข่ง สีหลักของรุ่น Resolute Edition อย่างการไล่เฉดสีจากอ่อนไปเข้ม เข้ากันเป็นอย่างดีกับตัวถังภายนอกสีเขียว Rebel Green เสริมความสปอร์ตดุดันด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย Pulse Spoke สีดำ และเบาะนั่งโดยสารทรงสปอร์ต MINI Yours Leather Lounge ในสีดำ Carbon Black เพื่อประสบการณ์การเดินทางที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตและสะดวกสบายในขณะเดียวกัน

มินิ คูเปอร์ เอสอี ยนตรกรรมขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์แบบ ถือเป็นตัวแทนของการผสานการขับขี่สไตล์โกคาร์ทกับเทคโนโลยีการขับขี่ที่ล้ำสมัย มุ่งสู่การขับขี่ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ อันเป็นหัวใจของรถมินิในอนาคต มินิ คูเปอร์ เอสอี รุ่น Resolute Edition สีขาว Nanuq White ที่มาพร้อมความหรูหราแต่ยังมีกลิ่นอายความสปอร์ต ให้สนุกกับการขับขี่ได้ไกลกว่าที่เคยและเป็นมากกว่าการขับขี่ในตัวเมือง ด้วยระยะขับขี่ 217 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC และสมรรถนะอันโดดเด่น โดยมีพละกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า มอบแรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร สามารถโลดแล่นจาก 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมงภายในเวลา 7.3 วินาที มีอัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าอยู่ที่ 47 กิโลวัตต์-ชั่วโมง/100 กิโลเมตร และมอบความเร็วสูงสุดที่ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพิ่มลูกเล่นความปราดเปรียวด้วยล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้ว ลาย MINI Electric Collection Spoke ที่มาเป็นมาตรฐานพร้อมกับรถ ต้อนรับเหล่านักขับขี่ด้วยเบาะนั่งทรงสปอร์ต มอบความสะดวกสบายด้วยที่พักแขนและแผ่นรองหัวเข่า จากเบาะผ้า Light Chequered สี Black Pearl หุ้มด้วยหนัง พร้อมให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารเพลิดเพลินกับการเดินทางทั้งระยะสั้นและทางไกล

มินิ คูเปอร์ เอสอี รุ่น Resolute Edition ยังมาพร้อมโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย (MINI Driving Modes) ที่สามารถปรับเข้ากับสไตล์การขับขี่หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ที่เน้นความโลดแล่น ปราดเปรียว (SPORT) การขับขี่แบบปกติ (MID) ไปจนถึง GREEN+ กับการขับขี่แบบประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชัน eDrive บนแผงหน้าปัดภายในรถที่ให้ข้อมูลด้านการใช้พลังงาน ระยะการขับขี่ และข้อแนะนำในการขับขี่อย่างประหยัด และนับตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา รถมินิ คูเปอร์ เอสอี รุ่น Resolute Edition มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ช่วยการเบรก (Active Guard) ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (Lane Departure Warning) ที่จะเริ่มทำงานเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วระหว่าง 10 ถึง 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อการขับขี่อย่างปลอดภัยและสะดวกสบายอีกด้วย

ปราดเปรียว เร้าใจ โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ พร้อมตัวถังสุดคลาสสิคตามแบบฉบับของมินิ คือคำจำกัดความสำหรับมินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู รุ่น Resolute Edition ในสี Enigmatic Black ซึ่งผสานกันอย่างลงตัวแสดงถึงความมั่นใจและความทันสมัยอันน่าค้นหา เพิ่มสุนทรียภาพในการขับขี่ไปอีกระดับ ด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบขนาด 2 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo ที่ให้กำลังสูงสุด 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร เร่งความเร็วสูงสุดจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 6.7 วินาที ทำความเร็วได้สูงสุดกว่า 235 กิโลเมตร/ชั่วโมง เกียร์ 7 สปีด Steptronic พร้อมคลัตช์คู่ เพิ่มความมีสไตล์มากขึ้นด้วยตัวเลือกสีหลังคาและฝาครอบกระจกข้างที่มีทั้งสีดำ สี Enigmatic Black และสี Pepper White รองรับเป็นตัวเลือก ภายในรถยังมีเบาะนั่งทรงสปอร์ต MINI Yours Leather Lounge ที่มาพร้อมที่พักแขนและเบาะรองเข่าสีดำ Carbon Black

เติมเต็มอรรถรสการใช้งานทั้งความสะดวกสบาย ความบันเทิง ด้วยจอแสดงผลแบบทัชสกรีนตรงส่วนแผงคอนโซลขนาด 8.8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay ส่วนระบบปฏิบัติการมินิรุ่นล่าสุดมาพร้อมแพ็คเกจ Connected Navigation Plus ให้ผู้ใช้งานสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับความชอบส่วนตัวได้อย่างครบถ้วน ระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon มาพร้อมกับรถมินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู และมินิ คูเปอร์ เอสอี รุ่น Resolute Edition อีกด้วย

บีเอ็มดับเบิลยู M 1000 R ใหม่ (สี Blackstorm metallic / M Motorsport)
ราคาจำหน่าย: 1,599,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู M 1000 R มอเตอร์ไซค์รุ่นล่าสุดจากตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู M สืบทอดอัตลักษณ์ที่โดดเด่นจากบีเอ็มดับเบิลยู S 1000 R และบีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง บีเอ็มดับเบิลยู M 1000 R ใหม่ ได้รับการปรับแต่งอย่างละเอียดโดยคำนึงถึง
ความต้องการเฉพาะของผู้ที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์สปอร์ตโรดสเตอร์เป็นหลัก และยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่น
ของแบรนด์ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการผลักดันสิ่งที่เป็นไปได้ในการออกแบบมอเตอร์ไซค์ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่อีกครั้งของที่สุดแห่งสปอร์ตโรดสเตอร์

บีเอ็มดับเบิลยู M 1000 R ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน 4 วาล์วไทเทเนียมต่อลูกสูบ DOHC และ BMW ShiftCam ความจุ 999 ซีซี ส่งพละกำลังสูงสุด 154 กิโลวัตต์ (210 แรงม้า) ที่ 13,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบต่อนาที ให้ความเร็วสูงสุดที่ 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 6.4 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และรองรับน้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วค่าออกเทน 95-98 รวมถึงยังมีคลัตช์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน พร้อมระบบคลัตช์ anti-hopping และระบบเกียร์ 6 สปีด แบบ constant-mesh พร้อมเกียร์ straight cut ได้รับการติดตั้งมาเพื่อการส่งกำลังที่เหนือกว่าอีกด้วย

ระบบกันสะเทือนล้อหน้าเป็นโช้คหัวกลับ ขนาด 45 มม. พร้อมปรับตั้งค่า Dynamic Damping Control (DDC) และ Preload ในขณะที่ระบบกันสะเทือนล้อหลังเป็นสวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม พร้อมปรับตั้งค่า Dynamic Damping Control (DDC) โดยมีระยะยุบตัวโช้คหน้า 120 มิลลิเมตร และระยะยุบตัวโช้คหลัง 117 มิลลิเมตร ระบบเบรกของบีเอ็มดับเบิลยู M 1000 R ใหม่ มาพร้อมดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้า และดิสก์เบรคเดี่ยวคาลิปเปอร์ลูกสูบเดี่ยวที่ล้อหลัง

หัวใจสำคัญของบีเอ็มดับเบิลยู M 1000 R ใหม่ คือชุดแต่ง M Competition ด้วยคุณสมบัติที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ยกระดับสมรรถนะตัวรถให้สูงขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งรวมถึงชุดสี Blackstorm metallic / M Motorsport ที่นั่ง M สปอร์ต ล้อ M คาร์บอนไฟเบอร์ ที่พักเท้าแบบ M และชิ้นส่วน M คาร์บอนไฟเบอร์ต่าง ๆ บริเวณฝาครอบล้อหลัง การ์ดโซ่ ฝาครอบล้อหน้า ฝาครอบถังน้ำมัน ฝาครอบแอร์บ็อกซ์ และแผ่นเบนทางลม ระบบเบรก M ในบีเอ็มดับเบิลยู M 1000 R ใหม่ ได้รับการพัฒนาจากประสบการณ์ที่ได้จากระบบเบรกของรถแข่งบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในการแข่งขัน Superbike World Championship ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู M 1000 R ใหม่ เป็นมอเตอร์ไซค์รุ่นที่สองที่ติดตั้งเทคโนโลยีนี้

บีเอ็มดับเบิลยู M 1000 R ใหม่ มาพร้อมโหมดการขับขี่แบบ Pro และระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์ Gear Shift Assistant Pro ที่ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงได้เกือบทุกช่วงน้ำหนักบรรทุกและช่วงความเร็วรอบเครื่องยนต์โดยไม่ต้องควบคุมคลัตช์ ระบบตรวจสอบความดันลมยาง (RDC) ไฟหน้าปรับองศาตามการเข้าโค้งแบบ LED สปอยเลอร์เครื่องยนต์ และระบบทำความร้อนที่แฮนด์ยังติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานพร้อมด้วยระบบควบคุมความเร็วคงที่และระบบสตาร์ทแบบไร้กุญแจ ฟังก์ชัน Brake Slide Assist ในบีเอ็มดับเบิลยู M 1000 R ใหม่ ยังเป็นนวัตกรรมที่สำคัญและมีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ขับขี่ในสนามแข่งซึ่งช่วยให้เบรกดริฟต์เข้ามุมด้วยการไถลได้อย่างต่อเนื่อง

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure สี GS Trophy ใหม่:
ราคาจำหน่าย: 1,235,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS สี GS Trophy ใหม่:
ราคาจำหน่าย: 1,115,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS และบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure สี GS Trophy ใหม่ สานต่อเอกลักษณ์ความทรงพลัง ผสานกับสมรรถนะการควบคุมที่ยอดเยี่ยม ตอบโจทย์นักผจญภัยที่ต้องการท่องโลกกว้างทุกรูปแบบ ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ ขนาด 1,254 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศและของเหลว เติมเต็มสมรรถนะเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี BMW ShiftCam ที่เสริมความสมดุลของเพลา ลูกเบี้ยวและจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ ทั้งสองรุ่นให้พละกำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้าที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที ด้วยความเร็วสูงสุดมากกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นยังสร้างมาตรฐานใหม่ด้านสมรรถนะและประสิทธิภาพด้วยอัตราการบริโภคน้ำมัน 4.75 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WMTC หัวฉีดระบบอิเล็คทรอนิกส์ยังได้รับการออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงและลดปริมาณมลพิษที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสีย

โหมดการขับขี่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานสามแบบคือ ‘ECO’, ‘Rain’ และ ‘Road’ เพิ่มโหมดการขับขี่แบบโปร (Riding Modes Pro) คือ ‘Dynamic’, ‘Dynamic Pro’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ นอกจากนั้น Dynamic ESA (Electronic Suspension Adjustment) ช่วยปรับช่วงล่างด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมปรับระดับโหลดอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่และให้สมรรถนะสูงสุด ระบบ Hill Start Control Pro ช่วยออกตัวในทางลาดชัน เพิ่มความปลอดภัยทุกการเข้าโค้งด้วยระบบ Dynamic Traction Control และ ABS Pro ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนระบบ Dynamic engine brake control หรือ MSR ช่วยให้เบรคหลังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์เมื่อเบรคในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้รถยังบังคับและควบคุมได้ในทุกสภาวะการขับขี่ เสริมความล้ำสมัยด้วยระบบสตาร์ทแบบไร้กุญแจ (Keyless Ride) และระบบทำความร้อนที่แฮนด์ ระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์ Gear Shift Assistant Pro ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงได้โดยไม่ต้องกำคลัตช์ นอกจากนี้ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติยังช่วยให้ผู้ขับขี่รักษาความเร็วรถให้คงที่ได้ ในขณะที่ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง (RDC) ช่วยเพิ่มความปลอดภัยด้วยการตรวจสอบแรงดันลมยางผ่านระบบเซ็นเซอร์

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure สี GS Trophy ใหม่ มากับรูปลักษณ์ที่น่าเกรงขามด้วยความสูงเบาะ 880 มิลลิเมตร และระยะระหว่างขาที่ 1,920 มิลลิเมตร ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS สี GS Trophy ใหม่ ก็โดดเด่นด้วยความสูงเบาะ 860 มิลลิเมตร และระยะระหว่างขาที่ 1,880 มิลลิเมตร ทำให้นักบิดมั่นใจได้ถึงการขับขี่ที่สบาย ไฟหน้า LED ที่โดดเด่นสะดุดตา มาพร้อมกับไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่เวลากลางวัน ในขณะที่ไฟหน้าแบบปรับระดับเอียงตามองศาของรถเมื่อเข้าโค้ง ไม่พลาดทุกการเชื่อมต่อกับจอแสดงผลสีแบบ TFT ขนาด 6.5 นิ้ว และยังมีช่องเสียบสายชาร์จแบบ USB สำหรับการชาร์จสมาร์ทโฟนแบบ fast charge อีกด้วย

มาสด้า จัดการแข่งขันสุดยอดช่างเทคนิคและด้านบริการ เฟ้นหาตัวตึงมือหนึ่งของประเทศไทยไปลุยเวทีระดับโลก

0

การบริการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า คือหัวใจสำคัญที่มาสด้ายึดถือเป็นนโยบายหลักและพัฒนาต่อยอดอย่างไม่หยุดนิ่ง มาสด้าตอกย้ำในความมุ่งมั่นเพื่อที่จะยกระดับบริการหลังการขายสู่มาตรฐานระดับสากล จัดแข่งขัน MAZTECH Thailand หรือ การแข่งขันทักษะด้านการบริการลูกค้า ประจำปี 2565 เพื่อเฟ้นหาสุดยอดฝีมืออันดับหนึ่งของประเทศไทย ด้านช่างเทคนิค ที่ปรึกษาด้านบริการ และเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ ซึ่งเป็นตัวแทนจากผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศ พร้อมมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการบริการของบุคลากรด้วยความเป็นมืออาชีพ ตามความปรารถนาของมาสด้า ที่ต้องการส่งมอบประสบการณ์ด้านการบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในประเทศไทยและผู้คนทั่วโลกได้ประจักษ์ ที่สำคัญผู้ชนะเลิศจากการแข่งขันในครั้งนี้จะได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยไปเข้าร่วมการแข่งขันทักษะฝีมือช่างเทคนิคในระดับนานาชาติต่อไป

ดร. ปณัสย์ บุญค้ำ รองประธานบริหารฝ่ายบริการหลังการขาย บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นอกเหนือจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพให้กับลูกค้าทุกคนแล้ว สิ่งสำคัญสูงสุดที่มาสด้าตระหนักและยึดมั่นมาโดยตลอด คือการบริการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเฉพาะคุณภาพการบริการต้องเหนือความคาดหวังของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุก Touch Point เมื่อเข้ารับบริการหลังการขายที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มาสด้าตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาและผลักดันศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้นำเอาประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ ไปวิเคราะห์เพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และส่งมอบการบริการที่สะดวกรวดเร็วให้กับลูกค้า ซึ่งการแข่งขัน MAZTECH Thailand ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันและเปิดโอกาสให้บุคลากรฝ่ายบริการได้พัฒนาขีดความสามารถ เนื่องจากประสบการณ์และความรู้ที่ได้จากการแข่งขันจะเป็นส่วนสำคัญที่พนักงานจะนำไปต่อยอดเพื่อส่งมอบการบริการที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้าต่อไป ซึ่งมาสด้ารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เห็นพนักงานมีความกระตือรือร้นและตั้งใจฝึกฝนมาเป็นอย่างดีเพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้

การแข่งขัน MAZTECH Thailand ประจำปี 2565 ครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นปีที่ 17 ณ ศูนย์ฝึกอบรมมาสด้า โดยมีบุคลากรด้านการบริการของผู้จำหน่ายจากทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการได้พัฒนาทักษะ เพิ่มขีดความสามารถของตนเอง เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าด้วยมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ที่สำคัญผู้เข้าร่วมการแข่งขันจะได้นำเอาองค์ความรู้และความสามารถที่ได้ฝึกฝนมาอย่างต่อเนื่องไปใช้แก้ไขปัญหาได้ในครั้งแรกด้วยความแม่นยำ (Fix it right the first time) อันเป็นคุณภาพมาตรฐานด้านการบริการที่มาสด้ามุ่งหวังให้บุคลากรของผู้จำหน่ายทุกคนมีทักษะความรู้ ความเชี่ยวชาญ เป็นมืออาชีพ และมีศักยภาพสูงสุด เพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ ตลอดจนเฟ้นหาและเตรียมพร้อมให้กับบุคลากรที่ชนะเลิศการแข่งขันในครั้งนี้เป็นตัวแทนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันทักษะฝีมือช่างเทคนิคในเวทีระดับนานาชาติต่อไป ซึ่งการแข่งขันมีทั้งประเภทบุคคลและผู้จำหน่ายที่ทำงานใกล้ชิดกับลูกค้ามากที่สุด โดยแบ่งออกเป็นประเภท ช่างเทคนิค ที่ปรึกษาด้านบริการ และเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละประเภท มีดังนี้

  • ประเภทช่างเทคนิค: คุณพงษ์วิวัฒน์ พอสม จากบริษัท เคพีออโต้ คลองหลวง จำกัด
  • ประเภทที่ปรึกษาด้านการบริการ: คุณอานนท์ วันเสาร์ จากบริษัท วีเอ็มดี ออโต้เซลส์ จำกัด (สาขาอุตรดิตถ์)
  • ประเภทเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์: คุณอขนิฐ์ สุขธรณ์ จากบริษัท 14 ออโตโมทีฟ จำกัด (สาขาเทพารักษ์)

“สำหรับผู้ที่ชนะเลิศการแข่งขันในแต่ละประเภทจะได้รับ ถ้วยรางวัลชนะเลิศ ประกาศเกียรติคุณ รางวัลเงินสดมูลค่า 30,000 บาท พร้อมด้วยของที่ระลึกจากการแข่งขันทักษะด้านบริการ เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและความภาคภูมิใจให้กับบุคลากรและดีลเลอร์ ท้ายที่สุดนี้ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศ ให้คำมั่นสัญญาว่าจะมุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานด้านการบริการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้าต่อไป แทนคำขอบคุณที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจ และเลือกรถยนต์มาสด้าเป็นรถยนต์คู่ใจไปตลอดอายุการใช้งาน” ดร. ปณัสย์ กล่าวเสริม