Home Blog Page 246

นิสสัน ส่งเสริมการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า แก่ คณาจารย์ และบุคลากรจาก 5 สถาบันการศึกษา

0

เมื่อเร็วๆ นี้ นิสสัน ประเทศไทย ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าระดับโลก ได้จัดอบรมเพื่อให้ความรู้ของเทคโนโลยี ยานยนต์ไฟฟ้า แก่ คณาจารย์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง จาก 5 สถาบันการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยียานยนต์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สุรชัย นิลคำวงศ์ รองประธานสายงานทรัพยากรบุคคลภูมิภาคอาเซียน และสายงานทรัพยากรบุคคล และบริหาร กล่าวว่า “นิสสัน เริ่มผลิต และจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก คือ นิสสัน ลีฟ เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ซึ่งในปัจจุบัน มีผู้ขับขี่ทั่วโลกที่ใช้นิสสัน ลีฟ มากกว่าหกแสนคัน โดยคาดว่ามีการเดินทางด้วยนิสสัน ลีฟ เป็นระยะทางรวมแล้วกว่าสองหมื่นสามพันล้านกิโลเมตร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยี   ยานยนต์ไฟฟ้าของนิสสัน และเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า นิสสัน มีประสบการณ์และองค์ความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบถ้วน ซึ่งเราพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่เรามี ให้แก่ คณาจารย์ เพื่อให้การพัฒนากำลังคน มีความสอดคล้องกับการพัฒนาของเทคโนโลยีและสังคม”

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมยานยนต์ของนิสสัน บรรยายให้ความรู้ด้านเทคโนโลยียานยนต์ ณ ศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมของนิสสัน (Nissan Education & Training Center)

การให้ความรู้ในครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมทดลองขับ นิสสัน ลีฟ และ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ซึ่งคณาจารย์สามารถนำความรู้ และประสบการณ์จากเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าของนิสสัน ไปถ่ายทอดให้แก่นักศึกษาเพื่อสานต่อปณิธานของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคล อันเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าสูงสุดขององค์กร และยังเป็นพื้นฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยต่อไป

คณาจารย์และบุคลากร รับฟังการบรรยายพร้อมสาธิตการทำงานของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า จากผู้เชี่ยวชาญของนิสสัน

ฟอร์ด เสริมความมั่นใจไปอีกขั้น ขยายรับประกันอะไหล่ สูงถึง 2 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร

0

ฟอร์ด ประเทศไทย มอบสิทธิขยายการรับประกันอะไหล่ (Service Parts Warranty) สูงถึง 2 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน เพื่อเสริมความมั่นใจแก่เจ้าของรถยนต์ฟอร์ด ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว ลูกค้าที่นำรถยนต์ฟอร์ดเข้ารับบริการเปลี่ยนอะไหล่แท้ฟอร์ด (Ford Genuine Parts) หรือฟอร์ดมอเตอร์คราฟท์ (Ford Motorcraft) จะได้รับสิทธิขยายการรับประกันอะไหล่ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2566 ณ ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ

ฟอร์ดเดินหน้าเน้นย้ำการยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ฟอร์ด พร้อมเสริมความมั่นใจให้แก่ลูกค้าผ่านโปรแกรมการขยายการรับประกันอะไหล่ที่ยาวนานขึ้นจากเดิม 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร เป็น 2 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน เมื่อลูกค้านำรถยนต์ฟอร์ดเข้ารับบริการเปลี่ยนอะไหล่แท้ฟอร์ด หรือฟอร์ดมอเตอร์คราฟท์ ซึ่งครอบคลุม 5 กลุ่มอะไหล่หลัก ประกอบด้วย 1. เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง 2. ชิ้นส่วนเครื่องยนต์และส่วนประกอบ 3. อุปกรณ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 4. กลุ่มอะไหล่บำรุงรักษา และการสึกหรอตามสภาพการใช้งาน ได้แก่ ผ้าเบรคและก้ามเบรค จานดิสเบรค และโช้คอัพ และ 5. แบตเตอรี่ เฉพาะรุ่น AGM โดยแบตเตอรี่ FoMoCo ประเภท AGM หมายเลขอะไหล่ EB3Z 10655 A จะขยายระยะรับประกันเป็น 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน

ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถศึกษารายละเอียดเงื่อนไขการรับสิทธิและเงื่อนไขที่ไม่ครอบคลุมการขยายรับประกันอะไหล่ ได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด Ford Call Center โทร. 1383 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th

อีซูซุ จัดแคมเพจ์นบริการสุดว้าว! ลุ้นรับทองคำ สำหรับลูกค้าเข้าศูนย์ทุกรุ่น ต้อนรับเดือนแห่งความรัก

0

กลุ่มตรีเพชรโดย คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เชิญชวนผู้ใช้รถปิกอัพ รถยนต์นั่งอเนกประสงค์อีซูซุ และรถบรรทุกอีซูซุขนาด 2 ตันขึ้นไปทุกรุ่น เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุกับแคมเพจ์นสุดพิเศษ เข้าศูนย์สุดคุ้ม ทั้งลด ทั้งลุ้น ที่อีซูซุ” ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 – 31 พฤษภาคม 2566 โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • สิทธิลุ้นรับของรางวัลต่างๆมากมาย อาทิ สร้อยคอทองคำน้ำหนัก 1 บาท สร้อยคอทองคำน้ำหนัก 1 สลึง คูปองเปลี่ยนน้ำมันเครื่องอีซูซุ เกรดกึ่งสังเคราะห์ และเกรดมาตรฐาน พร้อมไส้กรองตรีเพชร รวม 1,820 รางวัล รวมมูลค่าสูงสุดกว่า 6,129,388 บาท โดยรายชื่อลูกค้าบนใบเสร็จรับเงินจะได้รับสิทธิจับรางวัล ตามเงื่อนไขดังนี้
  • ใช้บริการที่ศูนย์บริการฯ รับทันที 1 สิทธิ
  • ทุกๆยอดการซื้อสินค้าและบริการอีซูซุ 1,000 บาท หลังหักส่วนลดรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม รับทันที 1 สิทธิ
  • พิเศษสำหรับสมาชิก my-ISUZU รับเพิ่ม 1 สิทธิ ต่อการเข้าศูนย์บริการฯ 1 ครั้ง
  • ส่วนลดพิเศษอะไหล่แท้ตรีเพชร สูงสุด 20% ในกลุ่มซ่อมบำรุงช่วงล่าง ผ้าเบรก ชุดคลัตช์ ซีลล้อ และลูกปืนล้อ
  • ส่วนลดพิเศษอะไหล่บำรุงรักษาเชิงป้องกัน สำหรับอะไหล่แท้ตรีเพชร ลดสูงสุด 20% อะไหล่แท้อีซูซุ ลดสูงสุด 10%
  • ราคาพิเศษสำหรับการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตรีเพชร เกรดกึ่งสังเคราะห์ จำนวน 6 ลิตร ราคาเริ่มต้น 1,299 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม จากปกติ 1,306 บาท
  • ตรวจเช็กสภาพรถฟรี 8 ระบบสำคัญ ครอบคลุมกว่า 30 รายการ สำหรับรถปิกอัพอีซูซุทุกรุ่น และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์อีซูซุทุกรุ่น และ ตรวจเช็กครอบคลุมกว่า 50 รายการ สำหรับรถบรรทุกอีซูซุขนาด 2 ตัน ขึ้นไปทุกรุ่น
  • แบ่งจ่ายสบายๆ สูงสุด 9 เดือน สำหรับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ 

สามารถเข้ารับบริการได้ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 – 31 พฤษภาคม 2566 สอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุทั่วประเทศ หรือสายด่วนลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 0-2118-0777 ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

“ไปรษณีย์ไทย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส และโออาร์” เดินหน้านำนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่นำจ่ายไปรษณียภัณฑ์

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อความร่วมมือระยะที่ 2 กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ บริษัท ปตท. น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ ‘โออาร์’ เพื่อใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ สำหรับการนำจ่ายไปรษณียภัณฑ์ภายในประเทศ หลังจากประสบความสำเร็จในโครงการศึกษานำร่องที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อปีก่อน โดยมุ่งต่อยอดการพัฒนากระบวนการนำจ่ายของไปรษณีย์ไทยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยในรูปแบบที่ใช้งานได้จริง 

ความร่วมมือในครั้งนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และหน่วยงานพันธมิตรที่มีเจตนารมณ์ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนเป็นกลาง โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงมหาดไทยและการสื่อสารของประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งการไปรษณีย์ญี่ปุ่น และมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ในการถ่ายทอดองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ เพื่อสาธิตการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในเส้นทางเดิมเป็นประจำทุก ๆ วัน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อกิจการโลจิสติกส์ และการเดินทางในชีวิตประจำวันของบุคคลทั่วไปที่มีการเดินทางไป-กลับ ระหว่างบ้านและที่ทำงานด้วยเส้นทางที่คุ้นเคย 

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณพันธมิตรชั้นนำที่ให้ความร่วมมือกับเราเป็นอย่างดีมาตลอด ทั้งไปรษณีย์ไทย และ โออาร์ การผนึกกำลังทำงานร่วมกัน ช่วยให้เราเดินหน้าเข้าใกล้เป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สู่สังคมคาร์บอนเป็นกลาง สอดคล้องกับวาระการส่งเสริมยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย”

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะเดินหน้าแสวงหาโอกาสและร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ ๆ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อช่วยขับเคลื่อนตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและส่งเสริมระบบเดินทางขนส่งในประเทศไทย การนำ มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ มาทดลองใช้ในการนำจ่ายไปรษณียภัณฑ์ จะเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในชีวิตจริง ทั้งเพื่อธุรกิจ และเพื่อการเดินทางไป-กลับที่ทำงานด้วยเส้นทางประจำทุก ๆ วัน” มร. โคอิโตะ กล่าวเพิ่มเติม

ในการดำเนินโครงการศึกษาระยะที่ 2 นี้ ไปรษณีย์ไทย จะทดลองใช้รถยนต์ไฟฟ้า มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ นำจ่ายไปรษณียภัณฑ์บนเส้นทางที่ลาดชันในจังหวัดภูเก็ตและชลบุรี รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบสงบ ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยศักยภาพการบรรทุกสินค้าได้สูงสุด 350 กิโลกรม พร้อมผู้โดยสาร 2 คน

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2566 แผนงานด้านการนำจ่ายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่ไปรษณีย์ไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างมากเนื่องจากการเติบโตของภาคธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการขนส่ง และไปรษณีย์ไทยต้องมีการนำจ่ายทุกเส้นทางในประเทศไทย จึงจำเป็นต้องใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดมลพิษ ตลอดจนช่วยควบคุมต้นทุนและรายจ่ายในด้านพลังงานน้ำมันซึ่งนับว่ามีความผันผวนในทุก ๆ ปี โดยแผนงานด้านดังกล่าวไปรษณีย์ไทยได้เริ่มดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 3 ปี โดยเฉพาะในปี 2565 ที่ได้ทดลองและเริ่มใช้ทั้งรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้า รถขนส่งพลังงานไฟฟ้า เช่น รถบรรทุกขนาดใหญ่ รถตู้ นำจ่ายจริงในเส้นทางต่างๆ

“ไปรษณีย์ไทยได้เริ่มเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าในการนำจ่ายพัสดุ – ไปรษณียภัณฑ์เพื่อลดต้นทุนระยะยาว และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจากการนำจ่ายของไปรษณีย์ไทยมีระยะทางที่ชัดเจนและต้องให้บริการในทุก ๆ วัน โดยนอกจากกลยุทธ์ ‘กรีนโลจิสติกส์’ แล้ว ยังมีการร่วมกับองค์กรที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า อย่างมิตซูบิชิในการนำ “มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ” ยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ในงานขนส่งบนเส้นทางที่วิ่งเป็นประจำ ซึ่งพบว่าประหยัดค่าเชื้อเพลิง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายในการลดคาร์บอนขององค์กร โดยในระยะเริ่มต้นปี 2566 นี้จะทดลองนำจ่ายในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองสมาร์ทซิตี้และมีการเติบโตในด้านธุรกิจขนส่ง ก่อนจะขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป” ดร.ดนันท์ กล่าวเสริม

มร.อาคิระ โกโตะ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ สำนักนโยบายด้านบริการไปรษณีย์ กระทรวงมหาดไทยและการสื่อสารของญี่ปุ่น กล่าวว่า “เราสนับสนุนโครงการนี้เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในการใช้งานจริง ปัจจุบัน ทุกองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนการก้าวสู่สังคมคาร์บอนเป็นกลาง อีกทั้งที่ญี่ปุ่นก็มีการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ เพื่อการขนส่งพัสดุทั่วประเทศอยู่ก่อนแล้ว การนำรถยนต์ไฟฟ้า มิตซูบิชิ มีฟ มาปรับใช้กับกิจการขนส่งที่คล้ายคลึงกันในไทยจึงนับว่าเหมาะสมและเป็นไปได้จริง”

ในประเทศญี่ปุ่น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ได้จัดส่งรถยนต์ไฟฟ้ามิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ รวมทั้งสิ้น 10,000 คัน ให้กับบริษัทขนส่งต่าง ๆ รวมถึงบริษัทค้าปลีกและหน่วยงานรัฐหลายแห่งทั่วประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้ได้รวมถึงการจัดส่งมิตซูบิชิ มีฟ 1,800 คัน ไปยังการไปรษณีย์ของญี่ปุ่นเพื่อใช้ในกิจการไปรษณีย์

นายทรงพล เทพนำโสมนัสส์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจเอนเนอร์ยี่โซลูชัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ ‘โออาร์’ กล่าวว่า “หนึ่งในเป้าหมายของเราภายในปี 2030 คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจและเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดเพื่อความเป็นกลางทางคาร์บอน ความร่วมมือกับมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และ ไปรษณีย์ไทย จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายดังกล่าว และสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจพลังงานแบบผสมผสานเพื่อการเคลื่อนที่อย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ โออาร์ ได้วางแผนการขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าอีวี สเตชั่น พลัซ (EV Station PluZ) ให้มากขึ้น รวมเป็น 800 แห่ง ภายในปี 2566 ทั้งภายในและภายนอก พีทีที สเตชั่น พร้อมทั้งแสวงหาความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในการขยาย EV Station PluZ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป้าหมาย 7,000 หัวชาร์จในปี 2573 และเพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

ภายใต้บันทึกข้อตกลงที่ลงนามในปีที่แล้ว มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จัดส่งรถยนต์ มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ จำนวน 2 คัน เพื่อการศึกษาและทำความเข้าใจถึงการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการพาณิชย์ รวมถึงการเก็บข้อมูลการใช้งานเครื่องชาร์จไฟฟ้า พฤติกรรมการใช้งานในกลุ่มรถขนส่งพัสดุของไปรษณีย์ไทย และความเป็นไปได้ที่จะขยายการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย อันเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ความรับผิดชอบต่อสังคมที่มุ่ง “สรรค์สร้าง เคียงข้างสังคมไทย” และหลักสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ มุ่งส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวมของประเทศไทย

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เฉลิมฉลองหนึ่งศตวรรษแห่ง จิตวิญญาณ ‘Make Life a Ride’

0

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ร่วมฉลองครบรอบ 100 ปีของแบรนด์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำมอเตอร์ไซค์ระดับโลก พร้อมความสำเร็จมากมายตลอดหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ภายใต้ปรัชญา ‘Make Life A Ride’ และยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม ด้วยแนวคิดที่มองการณ์ไกลและการพัฒนาแนวคิดยนตรกรรมที่ล้ำยุคอย่างต่อเนื่อง ผสานกับความก้าวหน้าล่าสุดของเทคโนโลยีการขับขี่ ในโอกาสนี้ ยังได้เปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ 4 รุ่นใหม่ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองมรดกอันยาวนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศของแบรนด์ โดยบีเอ็มดับเบิลยู R 18 และบีเอ็มดับเบิลยู R nineT รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี จะผลิตขึ้นเพียง 1,923 คันในแต่ละรุ่นทั่วโลก เพื่อรำลึกถึงปี ค.ศ. 1923 (พ.ศ. 2466) ซึ่งมีการเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู R 32 รถมอเตอร์ไซค์รุ่นแรกจากแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด นอกจากนั้น บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S และบีเอ็มดับเบิลยู R nineT Scrambler ยังมาพร้อมสีตัวถังภายนอกแบบใหม่ ช่วยเสริมรูปลักษณ์ให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม

เรื่องราวของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เริ่มต้นจากหัวหน้านักออกแบบ Max Friz ผู้สร้างสรรค์มอเตอร์ไซค์บีเอ็ม
ดับเบิลยูรุ่นแรกซึ่งถูกเปิดตัวที่งานเยอรมันมอเตอร์โชว์ ปี ค.ศ. 1923 (พ.ศ. 2466) ณ ประเทศเยอรมนี ในปีถัดมา Rudolf Schleicher ได้สร้างผลงานชิ้นสำคัญในการพัฒนาเครื่องยนต์บีเอ็มดับเบิลยู R 37 ซึ่งนำไปสู่การเปิดตัวมอเตอร์ไซค์สปอร์ตรุ่นแรกของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในปี ค.ศ. 1937 (พ.ศ. 2467) Ernst Jakob Henne
ยังทำลายสถิติความเร็วบนท้องถนนกับบีเอ็มดับเบิลยู 500 Kompressor ซึ่งสามารถทำความเร็วได้สูงถึง 279.503 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และในปี ค.ศ. 1939 (พ.ศ. 2482) Georg ‘Schorsch’ Meier ยังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็นผู้ชนะจากต่างประเทศคนแรกในการแข่งขัน Senior TT กับรถมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู Kompressor

มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “เส้นทางอันยาวนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ตอกย้ำแรงผลักดันอันไม่หยุดยั้งที่นำไปสู่ความสำเร็จของแบรนด์ แม้ต้องพบกับความท้าทายต่าง ๆ นับครั้งไม่ถ้วน บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ไม่เคยหยุด
ความกระตือรือร้นและแรงบันดาลใจ พร้อมมุ่งมั่นที่จะปฏิวัติท้องถนนด้วยแนวคิดนวัตกรรมสองล้อ ในช่วงหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมาคือก้าวย่างสำคัญของเราในการเฉลิมฉลองปรัชญา ‘Make Life A Ride’ ซึ่งช่วยผลักดันให้บีเอ็มดับเบิลยู
มอเตอร์ราด เติบโตขึ้นทุกวันนับตั้งแต่การก่อตั้งบริษัท เพื่อร่วมเดินทางอันสุดพิเศษสู่ศตวรรษหน้าของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เราขอเชิญชวนแฟน ๆ มาร่วมสานต่อเรื่องราวแห่งตำนานของผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ระดับโลกกับรถมอเตอร์ไซค์ 4 รุ่นใหม่ ซึ่งจะมาสร้างความตื่นเต้นให้เหล่าสาวกบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ชาวไทยในปีนี้”

 

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี (สี Classic Chrome)
ราคาจำหน่าย: 1,219,000  บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

BMW R 18 100 Years

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ที่สื่อถึงแก่นแท้ของมอเตอร์ไซค์ในแบบดั้งเดิม การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากต้นกำเนิดของแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด จึงมอบกลิ่นอายความคลาสสิกได้อย่างถึงอารมณ์ด้วยชิ้นส่วนแฮนด์เมดต่าง ๆ ที่ล้วนตอกย้ำถึงความเรียบง่ายที่ยังคงตอบโจทย์การใช้งานในทุกองค์ประกอบ สัดส่วนที่ลงตัวของบีเอ็มดับเบิลยู R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี ยังได้รับแรงบันดาลใจจากมอเตอร์ไซค์คลาสสิกรุ่นพี่อย่างบีเอ็มดับเบิลยู R 5 ถ่ายทอดออกมาเป็นเอกลักษณ์ความงามที่ก้าวข้ามกาลเวลาด้วยดีไซน์เปลือยสะกดสายตา

หัวใจหลักของบีเอ็มดับเบิลยู R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี คือเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 4 จังหวะ 2 สูบขนาดใหญ่ ระบายความร้อนด้วยอากาศและน้ำมัน ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ให้ทรงพลังทั้งในด้านดีไซน์และประสิทธิภาพ มาพร้อมความจุ 1,802 ซีซี ส่งพละกำลังสูงสุด 67 กิโลวัตต์ (91 แรงม้า) ที่ 4,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 158 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที ให้ความเร็วสูงสุดมากกว่า 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ยังใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยเพลา มาพร้อมกับชุดเกียร์ 6 สปีด แบบ claw-shift และคลัทช์เดี่ยวแบบแห้ง และยังโดดเด่นด้วยมาตรฐานการผลิตคุณภาพสูงและความประณีตในรายละเอียดต่าง ๆ เช่น การเชื่อมข้อต่อระหว่างโครงสร้างเหล็กและการขึ้นรูปชิ้นส่วนเหล็กหล่อต่าง ๆ นอกจากนี้ สวิงอาร์มหลังยังได้รับแรงบันดาลใจจากบีเอ็มดับเบิลยู R 5 ยึดต่อกับเพลาหลังด้วยข้อต่อสลักเกลียวแบบดั้งเดิม

ระบบช่วงล่างของบีเอ็มดับเบิลยู R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี ยังคงความคลาสสิกด้วยการใช้ช่วงล่างแบบเทเลสโคปิกแทนการควบคุมด้วยไฟฟ้า โดยมีคานรับน้ำหนักกลางที่ปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้
เพื่อการควบคุมที่เฉียบคมและนุ่มสบาย ระยะยุบตัวโช้คหน้า 120 มิลลิเมตร และระยะยุบตัวโช้คหลัง 90 มิลลิเมตร ระบบเบรกของบีเอ็มดับเบิลยู R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี มาพร้อมดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวที่ล้อหลัง และคาลิปเปอร์เบรกแบบตายตัว 4 ลูกสูบ พร้อมล้อซี่ลวดที่เสริมลุคให้สะดุดตายิ่งขึ้น

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี ยังพิเศษด้วยโหมดการขับขี่ที่เหนือระดับกว่ารุ่นอื่น ๆ ในเซกเมนต์เดียวกัน มาพร้อม 3 โหมด ได้แก่ ‘Rain’ ‘Roll’ และ ‘Rock’ เลือกปรับได้ตามความชอบเฉพาะตัว พกพาเทคโนโลยีด้านการขับขี่ที่ครบครันมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมความปลอดภัยด้วยฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิงพร้อมระบบล๊อก ระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) ระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) ระบบเกียร์ถอยหลัง (Reverse Gear) ระบบสัญญาณกันขโมย ระบบป้องกันรถกระชาก (Anti-hopping Clutch) เสริมความล้ำสมัยด้วยระบบสตาร์ทแบบไร้กุญแจ (Keyless Ride) นอกจากนี้ ไฟหน้า Adaptive LED แบบใหม่ พร้อมระบบไฟส่องสว่างตอนกลางวันยังช่วยสร้างเอกลักษณ์ที่เฉพาะตัวให้แก่รถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้

ดีไซน์ของรุ่นนี้นำเอกลักษณ์ความคลาสสิกมาผสานเข้ากับดีไซน์แบบร่วมสมัย สืบทอดรายละเอียดต่าง ๆ จากบีเอ็มดับเบิลยู R 5 ที่ได้สร้างตำนานไว้ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเหล็กกล้าสองชั้น ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ เพลาแบบเปิดเปลือย พร้อมเสริมลูกเล่นดีไซน์ด้วยการทำสีแบบลายเส้นบนตัวถัง ส่วนโครงสร้างเฟรมและถังน้ำมันสร้างเส้นสายที่เชื่อมต่อกันตั้งแต่หน้ารถไปจนถึงซุ้มล้อหลัง สร้างความสง่างามด้านดีไซน์จากมุมข้าง

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี มาในสี Classic Chrome และยังอวดโฉมรูปลักษณ์ที่งดงาม พร้อมตัวเลือกการออกแบบโครเมียมอันสง่างามซึ่งมีส่วนประกอบโครเมียมต่าง ๆ บริเวณคันโยกมือและเท้า ที่จับแฮนด์ ฝาครอบเครื่องยนต์ด้านหน้า และกระจก คุณสมบัติอื่นที่เป็นเอกลักษณ์เพิ่มเติมของรถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ ได้แก่ ท่อไอเสีย Akrapovic ชุบโครเมียมทรงตรงแบบเจาะรูสไตล์ใบพัดลวดลายโลโก้บีเอ็มดับเบิลยู และเบาะนั่งบุนวมสีแดง Oxblood

 

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี (สี Classic Chrome)

ราคาจำหน่าย: 1,099,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

BMW R nineT 100 Years

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S (สี Imperial Blue Metallic)

ราคาจำหน่าย: 809,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

BMW R nineT Urban GS

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Scrambler (สี Manhattan Metallic Matt)

ราคาจำหน่าย: 809,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

BMW R nineT Scrambler

มอเตอร์ไซค์ในตระกูล R nineT ใหม่ มาใน 3 รุ่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู R nineT รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S และบีเอ็มดับเบิลยู R nineT Scrambler โดยทั้ง 3 รุ่นล้วนขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศและน้ำมัน ความจุเครื่องยนต์ 1,170 ซีซี ที่ได้รับการพัฒนาให้มีคุณสมบัติตามมาตรฐานมลพิษ EU-5 ส่งพละกำลังสูงสุด 80 กิโลวัตต์ (109 แรงม้า) ที่ 7,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 116 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที ให้ความเร็วสูงสุดมากกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งสามรุ่นมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 5.1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และรองรับน้ำมันเบนซินค่าออกเทน 95 ถึง 98 นอกจากนั้น ระบบคลัทช์แห้งแผ่นเดียวทำงานด้วยระบบไฮโดรลิก และระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อม Helical gear teeth ได้รับการติดตั้งมาเพื่อให้การส่งกำลังที่เหนือกว่าอีกด้วย

โหมดการขับขี่แบบ Pro ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานในทั้ง 3 รุ่น ประกอบด้วยโหมดการขับขี่มาตรฐาน Rain และ Road เพิ่มเติมด้วยโหมด Dyna สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู R nineT รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S และ R nineT Scrambler มาพร้อมโหมด Dirt โดยขณะขับขี่ด้วยโหมด Dyna หรือ Dirt ผู้ขับขี่จะได้สัมผัสความสปอร์ตยิ่งขึ้น ระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC และ ABS Pro จะทำงานขณะขับขี่บนถนนที่มีแรงเสียดทานสูง ระบบ Dynamic Traction Control หรือ DTC ช่วยเสริมความปลอดภัยยิ่งขึ้นเมื่อเร่งความเร็ว ในขณะที่ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) จากการชะลอตัวหรือลดเกียร์ ช่วยให้ควบคุมรถได้มั่นคงและแม่นยำยิ่งขึ้น แม้ขณะเบรกในสภาวะการขับขี่ที่ยากลำบาก

การออกแบบของบีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S และ R nineT Scrambler ใหม่ ยังคงรักษาองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของรถมอเตอร์ไซค์โรดสเตอร์ด้วยไฟหน้า LED มาพร้อมไฟส่องสว่างตอนกลางวัน ไฟเลี้ยวแบบ LED ล้อซี่ลวดสีทอง และยางล้อออฟโรด ในขณะที่ บีเอ็มดับเบิลยู R nineT รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี มากับไฟส่องสว่างแบบ LED พร้อมไฟหน้าแบบปรับได้และไฟส่องสว่างตอนกลางวัน ระบบทำความร้อนที่แฮนด์ (Heated Grips) และโช๊คหน้าแบบกลับหัวซึ่งสามารถปรับได้ยังช่วยเสริมการควบคุมรถและเสถียรภาพให้ดีขึ้น

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่งดงามด้วยสี Classic Chrome และชุดแต่ง Option 719 Wheel classic และ Option 719 Billet pack shadow คุณภาพสูง ในขณะที่ บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S และบีเอ็มดับเบิลยู R nineT Scrambler มาในสีฟ้า Imperial Blue Metallic และสี Manhattan Metallic Matt ตามลำดับ

ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่และแคมเปญฉลองครบรอบ 100 ปี บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ได้ที่ www.bmw-motorrad.co.th หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ BMWMotorradTH เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวอื่น ๆ

คนรุ่นใหม่โหวตโตโยต้า “50 องค์กรที่น่าทำงานด้วยมากที่สุด” เทคะแนนอันดับ 1 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์

0

นายนันทวัฒน์ ศรีวรัตน์อัชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เป็นตัวแทนรับมอบรางวัล 50 บริษัทที่น่าทำงานด้วยมากที่สุด” ในงาน “Top 50 Companies in Thailand 2023” จัดโดย บริษัท เวิร์คเวนเจอร์ เทคโนโลจีส์ จำกัด โดยโตโยต้าเป็นองค์กรที่ได้รับคะแนนลำดับสูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ จากผลสำรวจความคิดเห็นกลุ่มนักศึกษา และกลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง 20-35 ปี จำนวนกว่า 10,000 คน  ภายใต้แนวทางการดำเนินงานที่ขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมองค์กรระดับโลก สนับสนุนความหลากหลาย และให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ รวมถึงให้ผลตอบแทน และสวัสดิการความมั่นคงแก่พนักงาน และครอบครัว โดยมี มร.เย็นส์ โพลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวิร์คเวนเจอร์ เทคโนโลจีส์ จำกัด เป็นผู้มอบรางวัล ณ ห้องแกรนด์ฟูจิบอลรูม โรงแรมนิกโก้              

ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีที่ผ่านมา โตโยต้ามีความมุ่งมั่นผลักดันหลากหลายนโยบาย และการดำเนินการขององค์กร เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาทักษะ และความสามารถของพนักงานให้ก้าวทันยุคสมัย อาทิ กิจกรรมยกระดับ และส่งเสริมความสามารถพนักงานในระดับสากล ภายใต้โครงการแลกเปลี่ยน และพัฒนาศักยภาพพนักงาน พร้อมดูแลในด้านความเป็นอยู่ และสุขภาพของพนักงาน โดยการดูแลในเรื่องสวัสดิการรักษาพยาบาลสำหรับพนักงาน และครอบครัว เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความตั้งใจในการส่งเสริมพัฒนาบุคลากร เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในยุคหน้า รวมถึงปรับโครงสร้างระบบการจัดการบริหารงานบุคคลให้มีประสิทธิภาพเท่าทันยุคสมัย และสร้างแรงจูงใจที่ดีในการทำงานสำหรับพนักงาน ด้วยการเสริมสร้างบรรยากาศการทำงานที่มีความยืดหยุ่น และตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ภายใต้รูปแบบการทำงานแบบ Hybrid working โดยโตโยต้ามุ่งหวังที่จะได้ก้าวมาเป็นองค์กรแห่งการขับเคลื่อนที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด

มาสด้า ล้ำหน้าไปอีกขั้นพร้อมมอบความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย เมื่อจองซื้อรถผ่านระบบ Sky Journey ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

0

มาสด้า เดินหน้ายกระดับคุณค่าของแบรนด์ผ่านโมเดลธุรกิจ “Retention Business Model” โดยให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าของแบรนด์ Brand Value Management สร้างความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว Customer Retention Business มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ด้วยบริการด้านการขายและการบริการที่ดีที่สุด เพื่อให้ก้าวทันโลกธุรกิจยุคดิจิทัล โดยเปิดระบบ Sky Journey ซึ่งเป็นช่องทางใหม่ในการซื้อรถยนต์ เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เพียง สแกน QR Code ผ่านระบบ Sky Journey จากที่ปรึกษาการขายที่ได้รับการรับรองโดย มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ร่วมกับผู้จำหน่าย เพื่อรับข้อเสนอพิเศษ รายละเอียด การออกใบเสนอราคา เอกสารการจองซื้อ กำหนดการวันรับรถ และเข้าถึงข้อมูลผ่านระบบดังกล่าว พร้อมมาตรฐานด้านความปลอดภัยของข้อมูลด้วยการเข้ารหัสและจำกัดการเข้าถึง เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการซื้อรถ และเพลิดเพลินกับการใช้รถมาสด้าอย่างปลอดภัยไปตลอดการเดินทาง

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้ามุ่งมั่นอย่างเต็มความสามารถที่จะสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า ด้วยการยกระดับประสบการณ์ในทุก Touchpoint รวมถึงให้ความสำคัญกับการดูแลเอาใจใส่ลูกค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมมอบความพิเศษและข้อเสนอที่ดีที่สุด โดยคำนึงถึงความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าแต่ละคนอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ มาสด้าจึงได้นำระบบและเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาต่อยอดในการใช้งาน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวมาสด้าได้อย่างง่ายดายที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน ในการนำระบบต่างๆ มาใช้ก็ต้องมีความพร้อมในเรื่องความปลอดภัยด้านข้อมูล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและปกป้องข้อมูลความเป็นส่วนตัวให้กับลูกค้า ซึ่งเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการติดต่อเพื่อรับข้อเสนอทางการขายจนถึงการบริการหลังการขาย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุด

มาสด้าจึงได้พัฒนาและเปิดตัวระบบ Sky Journey ขึ้นมา เพื่อเป็นช่องทางหลักในการจองซื้อรถยนต์ เพียงลูกค้าลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลการเสนอการขายจากที่ปรึกษาการขายอย่างเป็นทางการของมาสด้า ผ่านการสแกน QR Code ประจำตัวของที่ปรึกษาการขาย ตามโชว์รูม ตามงานอีเวนต์ เพื่อเข้าสู่ระบบ Sky Journey โดยเมื่อสแกนและกรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนแล้ว ลูกค้าจะรับข้อมูลพร้อมข้อเสนอพิเศษจากที่ปรึกษาการขาย รายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ข้อมูลด้านไฟแนนท์ อัตราการผ่อนชำระ รวมถึงรายละเอียดสำคัญๆ เกี่ยวกับการซื้อรถ ซึ่งการจองผ่านช่องทาง Sky Journey จะช่วยให้ลูกค้าสามารถยืนยันความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้ในการจองรถ การออกใบเสนอราคา การออกใบจอง รวมถึงสามารถเรียกดูรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลรถยนต์เพื่อใช้แจ้งไปยังประกันภัยได้ ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและมอบความปลอดภัยของข้อมูลให้กับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

การลงทะเบียนระบบ Sky Journey

นอกจากนั้น ระบบ Sky Journey ยังเป็นระบบที่ช่วยปกป้องความปลอดภัยให้กับข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าที่ลงทะเบียน เพราะเป็นช่องทางที่ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และผู้จำหน่ายฯ สามารถตรวจสอบได้ พร้อมกับยังได้วางระบบเพื่อปกป้องข้อมูลให้กับลูกค้า ด้วยการตรวจสอบบุคคลที่ทำการเข้าถึงข้อมูล จำกัดการเข้าถึงข้อมูล และเข้ารหัสข้อมูลสำคัญ เพื่อมอบความมั่นใจยิ่งขึ้นให้กับลูกค้า ทั้งนี้ มาสด้าวางแผนที่จะใช้ระบบ Sky Journey เป็นช่องทางเดียวในการเสนอขายสำหรับที่ปรึกษาการขายทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ทั้งด้านในความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความพึงพอใจสูงสุดในการเข้าร่วมเป็นครอบครัวมาสด้า ตั้งแต่ก่อนการซื้อไปจนถึงตลอดอายุการใช้งาน

สำหรับขั้นตอนในการลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลการเสนอขายผ่านระบบ Sky Journey มีดังต่อไปนี้

  • ลูกค้าสแกน QR Code โดยตรงจากที่ปรึกษาการขายเพื่อลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ
  • เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ระบบจะแสดงชื่อ-นามสกุล บริษัทผู้จำหน่าย และหมายเลขติดต่อของที่ปรึกษาด้านการขาย
  • ตรวจสอบข้อเสนอจากพนักงานขาย เพื่อยืนยันความถูกต้อง
  • ตรวจสอบใบจองที่ได้รับจากพนักงานขาย เพื่อยืนยันความถูกต้อง
  • ลูกค้าสามารถดูรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลรถยนต์ที่ใช้แจ้งประกันภัย เพื่อยืนยันความถูกต้อง

“ระบบ Sky Journey นับเป็นอีกขั้นของเทคโนโลยีที่มาสด้าได้นำมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการจองซื้อรถ และยังช่วยให้มาสด้าสามารถส่งมอบรถได้อย่างแม่นยำ ทั้งรุ่น สี และระยะเวลาตามที่กำหนด เนื่องจากลูกค้าสามารถยืนยันข้อมูลและข้อเสนอการขายได้ผ่านทางช่องทางดิจิทัล โดยหากเกิดข้อผิดพลาดก็สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นไปตามแนวทาง All for Customers ที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหลัก และช่วยยกระดับประสบการณ์ลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ ทั้งนี้ มาสด้าหวังว่าระบบ Sky Journey จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยสร้างความพึงพอใจ และมอบความสะดวกให้กับลูกค้าเมื่อจองซื้อรถกับมาสด้า” นายธีร์ กล่าว

สำหรับลูกค้าที่สนใจจองซื้อรถกับมาสด้า หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ Sky Journey สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หรือที่ www.mazda.co.th

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ฉลองครบรอบ 2 ปีในไทย เตรียมนำ TANK 500 TANK 300 และ ORA Grand Cat รุกตลาดปี 2566 พร้อมเปิดจอง ORA Good Cat อีกครั้ง

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ฉลองครบรอบ 2 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เผยความสำเร็จของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและสังคมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ด้วยยอดขายปี 2565 รวมทั้งสิ้น 11,616 คัน ประกาศเดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าของไทย (xEV Leader) ด้วยกลยุทธ์เชิงรุก 4 ด้าน ทั้งแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ การขาย และการบริการหลังการขาย พร้อมนำทัพรถยนต์ไฟฟ้าอีก 5 รุ่นเปิดตัวสู่ตลาดไทยในปีนี้ นำทัพโดย TANK 500 TANK 300 และ ORA Grand Cat เสริมทัพด้วยการเปิดรับจองเจ้าเหมียวไฟฟ้า 100% ขวัญใจมหาชน ORA Good Cat ที่จะกลับมาให้แฟนๆ ชาวไทยได้จับจองเป็นเจ้าของอีกครั้ง สะท้อนจุดยืนของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่มุ่งมั่นส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับผู้บริโภคชาวไทย ผ่านเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่จะตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบายอย่างครบครัน

มร. ไมเคิล ฉง ผู้จัดการทั่วไป เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ตลอดสองปีมานี้ มีสมาชิกชาวไทยมากกว่า 15,000 ครอบครัว ที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว เกรท วอลล์ มอเตอร์ จากการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 5 รุ่น ปัจจุบันเรามีกลุ่มในโซเชียลมีเดียถึง 16 กลุ่ม โดยมีผู้ใช้งานรวมกันกว่า 530,000 คน และ GWM Application ที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 126,825 ราย รวมถึงมีจำนวนผู้ติดตามข่าวสารบนโซเชียลมีเดียรวมมากกว่า 1.1 ล้านคนในทุกช่องทาง รวมถึงมีช่องทางจำหน่ายและให้บริการที่ขยายครอบคลุมพื้นที่สำคัญๆ รวมกว่า 80 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และครอบคลุมถึง 82 เปอร์เซ็นต์ในต่างจังหวัด ในปีนี้ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า เราได้เปิดตัวกลยุทธ์ ‘ONE GWM’ เพื่อเร่งสร้างแบรนด์ เกรท วอลล์ มอเตอร์ สู่ระดับสากลในทุกมิติ ผ่านการดำเนินงานด้านการตลาด การสื่อสาร และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรในตลาดโลก เพื่อสะท้อนความเป็นแบรนด์รถยนต์ระดับโลกอย่างแท้จริง และในปี 2566 นี้ เรายังคงเดินหน้าขยายการดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์ 5+3 เพื่อรุกตลาดในภูมิภาคอาเซียน โดยปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ เข้าไปดำเนินงานอย่างเป็นทางการใน 5 ประเทศ คือ ไทย ลาว พม่า บรูไน และมาเลเซีย เรามีแผนที่จะเปิดตัวแบรนด์ในอีก 3 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ รวมถึงผลักดันให้ประเทศไทยและโรงงานที่จังหวัดระยองเป็นศูนย์กลางของยานยนต์ไฟฟ้าและฐานการผลิตเพื่อส่งออกอย่างเต็มรูปแบบ”

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ปี 2565 ที่ผ่านมา นับเป็นปีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง เรามีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนสำคัญในการปลุกกระแสการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย การันตีด้วยการส่งมอบรถยนต์ให้กับผู้บริโภคชาวไทยไปแล้วถึง 15,318 คันตลอดสองปีที่ผ่านมา สำหรับปี 2565 เกรท วอลล์ มอเตอร์ ส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 5 รุ่น ได้แก่ HAVAL H6 Hybrid SUV, All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV, HAVAL JOLION Hybrid SUV, ORA Good Cat และ ORA Good Cat GT รวมทั้งสิ้น 11,616 คัน เติบโตขึ้นจากยอดขายปี 2564 ถึง 214 เปอร์เซ็นต์ และบริษัทฯ คาดว่าในปี 2566 ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์จะอยู่ที่ประมาณ 920,000 คัน เติบโตขึ้นประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ โดยกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ xEV จะโตขึ้นกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ หรืออยู่ที่ประมาณ 164,500 คัน โดย 25 เปอร์เซ็นต์ หรือ 40,000 คัน จะเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งเติบโตเกือบ 150 เปอร์เซ็นต์จากปีที่ผ่านมา”

เพื่อตอบรับกระแสความนิยมของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เติบโตอย่างมาก ในปี 2566 นี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับกลยุทธ์เชิงรุก 4 ด้าน ได้แก่

  1. กลยุทธ์ด้านแบรนด์: เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังคงสานต่อการยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางสำหรับการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ในหลากหลายรูปแบบ และในปีนี้จะเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ผ่านการสร้างภาพลักษณ์การเป็นแบรนด์ระดับโลก การสื่อสารความเป็นผู้นำของเทคโนโลยีอัจฉริยะ การสร้างไลฟ์สไตล์ของแบรนด์ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร และการเน้นการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ ผ่านการจัดตั้ง GWM Owner’s Club และ User Committee เพื่อเป็นตัวแทนผู้ใช้รถ สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้ใช้งานอย่างแท้จริง เพื่อสร้างชุมชนผู้ใช้งานที่แข็งแกร่ง ต่อยอดการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

  1. กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์: สำหรับในปี 2566 เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะขนทัพรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาเปิดตัวในประเทศไทยอีกทั้งหมด 5 รุ่น และเปิดตัวแบรนด์ใหม่อีก 1 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์พรีเมียมระดับเรือธงกับ TANK โดยผลิตภัณฑ์หลัก 3 รุ่น ในปีนี้คือ
    • TANK 500 รถยนต์เอสยูวีออฟโรดขนาดใหญ่ระดับพรีเมียม ดีไซน์หรูหรา สมรรถนะการขับขี่ทรงพลัง มาพร้อมเทคโนโลยีการขับขี่ออฟโรดอัจฉริยะ ที่จะยกระดับการขับขี่และภาพลักษณ์อันหรูหราเหนือระดับ
    • TANK 300 รถยนต์เอสยูวีออฟโรดสำหรับไลฟ์สไตล์อันโดดเด่น มาพร้อมดีไซน์สุดแกร่ง พร้อมสนุกในทุกการขับขี่ มอบประสบการณ์ผจญภัยให้มีสีสันในทุกวัน
    • ORA Grand Cat รถไฟฟ้าสปอร์ตคูเป้สมรรถนะสูง มอบประสบการณ์ขับขี่แบบสปอร์ต ดีไซน์โฉบเฉี่ยวพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ยกระดับรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในประเทศไทยไปอีกขั้น

และจะมีรถยนต์อีก 2 รุ่นที่รอเปิดตัวภายในปี 2566 ซึ่งทั้งหมดจะเข้ามาเติมเต็มทัพรถยนต์ไฟฟ้าของเกรท วอลล์ มอเตอร์ เพื่อขับเคลื่อนสังคมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้ก้าวไปอีกขั้น

  1. กลยุทธ์ด้านการขาย: เพื่อส่งมอบการบริการที่ครอบคลุมและสอดรับกับความหลากหลายของตลาดได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มโอกาสในการดำเนินธุรกิจที่มากขึ้น ในปี 2566 นี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีแผนที่จะขยายศักยภาพของงานขายใน 4 กลุ่มหลัก ประกอบไปด้วย
  • ช่องทางการจัดจำหน่าย: ปัจจุบันมี GWM Store ทั้งที่เป็น Direct Store และ Partner Store ที่ได้รับการแต่งตั้งไปแล้วทั้งหมด 80 แห่ง โดยเปิดดำเนินการไปแล้ว 62 แห่ง และอยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 18 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่สำคัญๆ ของประเทศ และในปีนี้เราตั้งเป้าจะเปิด GWM Store อีกอย่างน้อย 20 แห่ง รวมเป็น 100 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและรองรับกับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • สถานีชาร์จประจุไฟฟ้า: เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าผ่านการขยายสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าสามรูปแบบได้แก่ G-Charge super charging station, G-Charge at Partner Store และ Destination charge ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในหลากหลายรูปแบบ โดยในปี 2566 ตั้งเป้าจะเปิดให้บริการสถานีชาร์จให้ครบ 55 แห่ง ทั้งนี้จะมีสถานีชาร์จที่ก่อสร้างเสร็จพร้อมเปิดดำเนินการจำนวน 8 แห่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 โดยสถานีชาร์จของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะเป็นแบบชาร์จเร็ว (DC Charge) กำลังไฟฟ้าสูงถึง 120 กิโลวัตต์ ให้บริการ 24 ชั่วโมงทุกวันครอบคลุมทั้งในกรุงเทพและจังหวัดสำคัญต่างๆ และพร้อมให้บริการแก่รถยนต์ไฟฟ้าทุกยี่ห้อและทุกรุ่น
  • ด้านธุรกิจฟลีท: เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เริ่มต้นธุรกิจฟลีทในปี 2565 ซึ่งทำยอดขายได้กว่า 200 คัน รวมถึงได้รับความไว้วางใจจากบริษัทรถเช่าชั้นนำจัดซื้อรถเพื่อนำไปปล่อยเช่าทั้งในรูปแบบบุคคลทั่วไป (B2C) และขยายสู่การจำหน่ายรถให้กับองค์กรและกลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้รถยนต์จำนวนมาก (B2B) ในปี 2566 เกรท วอลล์ มอเตอร์ วางแผนขยายฐานลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมบริษัทรถเช่าอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็ก หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ และสนับสนุนกลุ่มอาชีพพิเศษ อาทิ ผู้พิพากษา ตำรวจ ทหารและข้าราชการ พร้อมจับมือพันธมิตรสร้างบัตรชาร์จไฟฟ้าเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าองค์กร และเดินหน้าขยายสถานีชาร์จเพื่อสร้างความมั่นใจให้กลุ่มลูกค้ารถเช่าระยะสั้น
  • ด้านธุรกิจ Used Car: ในปี 2566 เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะเปิดดำเนินการธุรกิจรถใช้แล้ว โดยให้บริการลูกค้าอย่างครบวงจร รองรับลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนรถและลูกค้าที่มองหารถยนต์ใช้แล้วที่มีคุณภาพของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ รวมทั้งมีบริการประเมินราคารถใช้แล้วง่ายๆ ผ่านทางเว็บไซต์ GWM.CO.TH โดยมาตรฐานรถใช้แล้วของ GWM Certified Pre-Owned ประกอบไปด้วย 4 ส่วน คือ การตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐาน 219 จุด อายุรถไม่เกิน 5 ปี เลขไมล์ไม่เกิน 150,000 กิโลเมตร ไม่มีประวัติน้ำท่วม ไฟไหม้ และไม่มีประวัติชนหนัก ซึ่งมาพร้อมกับสิทธิประโยชน์มากมาย อาทิ
    • ขยายระยะเวลารับประกันตัวรถและระยะเวลาบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงเพิ่มอีก 2 ปี
    • ขยายแพ็คเกจบำรุงรักษา GPSI เพิ่มอีก 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร
    • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปีเต็ม
    • จัดไฟแนนซ์อัตราดอกเบี้ยพิเศษ
    • ฟรี บริการส่งรถถึงบ้าน
    • การันตีคุณภาพ คืนเงินได้ภายใน 7 วันหรือไม่เกิน 500 กิโลเมตร หากพบว่ารถมีปัญหาคุณภาพหรือไม่เป็นไปตามมาตรฐาน

  1. กลยุทธ์ด้านการบริการหลังการขาย: ในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตั้งเป้ายกระดับประสบการณ์ลูกค้า 3 ด้าน
    • “Worry Free” ขับขี่อย่างไร้กังวลกับการรับประกันคุณภาพรถใหม่ที่เป็น Best-in-class ถึง 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร การรับประกันแบตเตอรี่ ฟรี 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง สำหรับแบตเตอรี่ Hybrid และ ฟรี 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร สำหรับแบตเตอรี่ EV พร้อมแพ็คเกจการบำรุงรักษาตามระยะทางและบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (Roadside Assistant) ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่มาพร้อมกับรถใหม่ทุกคัน นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้จัดตั้ง EV Battery Rapid Team หรือหน่วยงานวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อให้คำแนะนำและตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่กรณีรถเกิดอุบัติเหตุ เพื่อให้บริการที่รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งได้จัดตั้ง GWM BATTERY HOTLINE CALL CENTER สายด่วนเพื่อรับแจ้งปัญหาเกี่ยวกับแบตเตอรี่และการเคลมโดยให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โทร 02-668-8888 กด 4
    • “Convenience” อำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้าเมื่อต้องการใช้บริการด้านต่างๆ หลังการขาย อาทิ บริการรับ-ส่งรถยนต์ในกรณีที่ลูกค้าไม่สะดวกเดินทางมาที่ศูนย์บริการ บริการ Mobile Service ตรวจเช็คระยะตามตารางบำรุงรักษาจากนอกสถานที่ ซึ่งสามารถดำเนินการนัดหมายบน GWM Application ให้บริการด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย พร้อมช่างผู้ชำนาญการเสมือนรับบริการที่ศูนย์บริการ
    • “Digital Service Experience” ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าไปอีกขั้นด้วย GWM Smart Service ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาเชื่อมต่อแพลตฟอร์มต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ประกอบด้วย Smart Vehicle, Smart Application, Smart System และ Smart Device เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าในการนัดหมายจองนัดเข้ารับบริการผ่านทาง GWM Application เมื่อลูกค้าเข้ารับบริการ ระบบ License plate recognition system จะจดจำป้ายทะเบียนรถเพื่อเชื่อมต่อเข้ากับระบบ GWM Dealer management system ทำให้ศูนย์บริการทำความรู้จักกับลูกค้าได้ตั้งแต่ก่อนพบหน้า และทีม Service advisor จะทราบข้อมูลคำขอเข้ารับบริการของท่านในทันที โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาในการให้ข้อมูลอีกเพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในการให้บริการ ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้ายังสามารถติดตามสถานะการซ่อมผ่าน Vehicle status board ได้ตลอดเวลาผ่านกล้อง CCTV อีกด้วย และสุดท้ายลูกค้าสามารถดูสถานะการให้บริการ อนุมัติงานซ่อม ชำระเงิน ตรวจสอบประวัติการรับบริการ และข้อมูลการใช้จ่ายได้ทุกที่ทุกเวลาผ่าน GWM Application ซึ่งแสดงถึงความโปร่งใส จริงใจ ฉับไวในการให้บริการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

ด้านความพร้อมการบริหารอะไหล่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะขยายพื้นที่คลังสินค้าเพิ่มขึ้นอีก 75 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ครอบคลุมกับจำนวนรถอย่างน้อย 9 รุ่นภายในปี 2566 และเสริมความพร้อมให้กับ Partner Store ด้วยการเพิ่มรอบจัดส่งอะไหล่ด่วนพิเศษในเขตกรุงเทพและปริมณฑลภายใน 3 ชั่วโมงและส่งอะไหล่ให้ศูนย์บริการทั่วประเทศได้ภายใน 1 วันทำการถัดไป รวมถึงเพิ่มปริมาณการจัดเก็บอะไหล่ขึ้นอีกถึง 3,000 รายการ นอกจากนี้ เพื่อย่นระยะเวลาการซ่อมให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เราได้ลดการนำเข้าอะไหล่จากต่างประเทศและจัดซื้อชิ้นส่วนจากในประเทศแทน เพื่อให้ลูกค้าอุ่นใจได้มากขึ้นกับระบบการบริหารจัดการอะไหล่ที่มีประสิทธิภาพ

ปิดท้ายด้วยเซอร์ไพรส์แฟนๆ ชาวไทยชุดใหญ่กับการเปิดจอง ORA Good Cat เจ้าเหมียวไฟฟ้า 100% ขวัญใจมหาชนตลอดกาลอีกครั้ง กลับมาครั้งนี้ เจ้าเหมียวไฟฟ้าเปิดให้จองทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ ORA Good Cat 400 PRO ราคา 828,500 บาท และ ORA Good Cat 500 ULTRA ราคา 959,000 บาท (ราคาหลังหักส่วนลดตามนโยบายสนับสนุนรถไฟฟ้าตามมาตรการรัฐและภาษีสรรพสามิต) นอกจากนี้ ผู้สั่งจองจะได้รับสิทธิประโยชน์มากมายภายใต้แคมเปญ PREMIERE DEAL อาทิ ดอกเบี้ยพิเศษ ฟรี GWM โฮมชาร์จเจอร์พร้อมติดตั้ง ฟรีประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 รวมไปถึงค่าอะไหล่และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง 5 ปี หรือ 75,000 กิโลเมตร บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปี การรับประกันคุณภาพรถใหม่ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร และการรับประกันแบตเตอรี่ EV เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร

พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่ได้สำรองสิทธิการสั่งจองล่วงหน้าของ ORA Good Cat รุ่น 500 ULTRA ไว้ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 จนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 18.00 น. จะได้รับสิทธิในการสั่งจองและชำระเงินมัดจำเจ้าเหมียวไฟฟ้าก่อนใครตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 20.00 น. ถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เวลา 19.59 น. (48 ชั่วโมง หลังจากการเปิดรับจอง) ทาง GWM Application และลูกค้าทั่วไปสามารถสั่งจองและชำระเงินมัดจำจำนวน 10,000 บาทได้ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป สามารถจองได้ทาง GWM Application และเว็บไซต์ WWW.GWM.CO.TH (โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจากช่องทางดังกล่าว)

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก”​ (Global Intelligent Technology Company) ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างมั่นคงโดยมุ่งมั่นรับฟังเสียงผู้บริโภครอบด้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเดินหน้าผสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสรรค์และนำเสนอประสบการณ์การขับขี่อันยอดเยี่ยม พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้งานของลูกค้าได้อย่างเหนือชั้น นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์  ยังคงยืนยันความตั้งใจเดิมพร้อมสานต่อเจตนารมณ์ในการเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

**บริการหลังการขายตลอด 5 ปี เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

***ระยะเวลาสำหรับเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ติดโผบริษัทชั้นนำที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วย

0

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถอีซูซุในประเทศไทย และรถอีซูซุขนาดเล็กในประเทศลาวและกัมพูชา รับรางวัลองค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วยมากที่สุดปี 2566 “Top 50 Employers in Thailand 2023” ย้ำชัดพนักงานคือผู้ขับเคลื่อนทุกความสำเร็จขององค์กร ส่งผลให้เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ตลอดระยะเวลา 66 ปี

กลุ่มตรีเพชร โดยคุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล “Top 50 Employers in Thailand 2023” ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับ 50 องค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วยมากที่สุด ประจำปี 2566 จากผลสำรวจของ WorkVenture ที่ปรึกษาและผู้นำด้านการสร้างแบรนด์นายจ้างให้แก่องค์กรชั้นนำในไทย เรามั่นใจว่ารางวัลนี้เป็นการการันตีว่าเราให้ความสำคัญกับพนักงานอย่างแท้จริง เพราะเราเชื่อว่า “พนักงานทุกคนคือหัวใจหลักแห่งความสำเร็จ ในการสร้างทุกสิ่งให้เป็นจริงได้” ถ้าพนักงานไม่มีความสุขก็จะถ่ายทอดความสุขให้คนอื่นไม่ได้ บริษัทต้องพิจารณาให้พนักงานมีความสุขก่อน (Employee Satisfaction) เพราะนั่นคือบันไดขั้นแรกที่จะนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กรที่แท้จริง นอกจากนั้นเรายังให้ความสำคัญด้านการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ผ่านการให้ทุนการศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ และคอร์สอบรมต่างๆ เพื่อให้พนักงานมีความสามารถเชิงลึกรอบด้าน (Well-roundedness) และต้องมีความยืดหยุ่น (Flexibility) พร้อมที่จะปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ด้วยวัฒนธรรมองค์กรไทย-ญี่ปุ่น ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว โดดเด่นเรื่องการการทำงานเป็นทีม (Teamwork) ท่ามกลางบรรยากาศการทำงานที่สามารถเข้าถึงผู้บริหารได้เสมอ (Accessibility) เปิดกว้างในการรับฟังความคิดเห็น มีโอกาสเติบโตในสายอาชีพ พร้อมทั้งเงินเดือน โบนัสและสวัสดิการที่ดีเพื่อมอบความมั่นคงให้กับพนักงาน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เราเป็น 1 ใน 50 องค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วย เมื่อพนักงานมีความสุขและเต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพแล้ว ก็จะสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าและการบริการที่โดดเด่นให้แก่ลูกค้า ทำให้ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ เป็นผู้นำรถยนต์เมืองไทยมาอย่างยาวนานตลอดระยะเวลากว่า 66 ปี และเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จขององค์กรธุรกิจอันหลากหลายภายใต้แนวคิด “กลุ่มตรีเพชร…ทุกสิ่งเป็นจริงได้””

สิ่งที่ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ทำอยู่สม่ำเสมอคือ การลงทุนกับพนักงาน ผ่านคอร์สอบรมต่างๆ ทั้ง Onsite และ Online ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มชื่อดัง กว่า 900 คอร์ส ให้พนักงานได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างรอบด้านแบบจัดเต็ม นอกจากนี้บริษัทฯ ยังสนับสนุนและส่งเสริมการเติบโตในอนาคตของพนักงาน โดยการให้โอกาสพนักงานได้ทำงานในโปรเจกต์พิเศษต่างๆ (Taskforce) รวมถึงการหมุนเวียนงาน (Rotation) เพื่อให้พนักงานได้เรียนรู้สายงานอื่นๆ ตามที่ตนสนใจ สร้างประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสนับสนุนทุนการศึกษาต่อระดับปริญญาโท ทั้งในและต่างประเทศให้กับพนักงานอีกด้วย รวมถึงเรื่องสวัสดิการก็ดูแลพนักงานอย่างเต็มที่ เช่น อัตราการจ่ายเงินเดือน โบนัส ค่ารักษาพยาบาล รวมถึงการให้รางวัลพนักงาน ที่ทำงานครบทุกๆ 5 ปี (Long Term Service Awarding) ที่ดีเทียบเท่าหรือเหนือกว่าบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

สนใจสมัครงาน บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และบริษัทในกลุ่มตรีเพชร ได้ที่ https://career.tripetchgroup.com และสามารถติดตามและอัพเดทข่าวสารเพิ่มเติม ได้ที่ www.isuzu-tis.com LINE: @isuzuthai หรือเว็บไซต์กลุ่มตรีเพชร https://www.tripetchgroup.com

SUZUKI SWIFT สปอร์ตแฮทช์แบ็กยอดนิยม ยอดขายปี 2565 เติบโตเพิ่ม 3% พร้อมนำเสนอโปรโมชันพิเศษ “SUZUKI SMART DEAL ดีลสุดสมาร์ทที่พลาดไม่ได้”

0

ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ปลื้มยอดขาย SUZUKI SWIFT สปอร์ตแฮทช์แบ็ก ที่ลูกค้ายังให้การยอมรับอย่างต่อเนื่อง ชี้เป็นเพราะดีไซน์โดดเด่น สมรรถนะการขับขี่ที่ดี สามารถตกแต่งตามความต้องการในแบบฉบับของตัวเอง พร้อมเดินหน้ากระตุ้นตลาดต่อเนื่อง จัดแคมเปญ “SUZUKI SMART DEAL ดีลสุดสมาร์ทที่พลาดไม่ได้” ดอกเบี้ย 0% ช่วยผ่อน 10 เดือน หรือ เลือกผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 3,333 บาท ฟรีประกันภัยชั้น 1

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศ ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า SUZUKI SWIFT นับเป็นรถยนต์รุ่นเรือธงยอดนิยมของซูซูกิที่มีส่วนในการผลักดันยอดขายให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย SUZUKI SWIFT สร้างยอดขายนับตั้งแต่การแนะนำรุ่นแรกออกสู่ตลาดในประเทศไทยปี 2555-2564 มียอดขายรวมกันมากถึง 146,447 คัน ซึ่งต้องขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของเราเป็นอย่างดีมาโดยตลอด

สำหรับในปี 2565 จากยอดขายรถยนต์ซูซูกิรวม 20,083 คัน SUZUKI SWIFT ยังคงเป็นรถยนต์รุ่นที่สามารถทำยอดขายได้สูงสุดทั้งสิ้น 8,641 คัน มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปี 2564 “ส่วนสำคัญที่ยังทำให้ SUZUKI SWIFT ได้รับการตอบรับอย่างดีมาเป็นระยะเวลายาวนาน ความคุ้มค่าคุ้มราคา ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ รวมถึงการเป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่มีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถยนต์ที่มีดีไซน์โดดเด่น บ่งบอกถึงตัวตนได้อย่างชัดเจน สมรรถนะมอบการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ พร้อมอัตราบริโภคเชื้อเพลิงที่ประหยัด ภายใต้ราคาที่จับต้องได้ ทั้งหมดนี้ จึงทำให้ SUZUKI SWIFT ยังคงเป็นหนึ่งตัวเลือกอันดับต้นๆ ของตลาดอีโคคาร์” นายวัลลภ กล่าว

ทั้งนี้ SUZUKI SWIFT สปอร์ตแฮทช์แบ็กมีขนาดมิติของตัวรถ ความยาว 3,845 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,735 มิลลิเมตร และความสูง 1,495 มิลลิเมตร ผสานเข้ากับดีไซน์ที่เหนือชั้นทำให้ SUZUKI SWIFT มีความสปอร์ตและปราดเปรียวมากขึ้น ไฟหน้า LED Projector และไฟหลัง LED ล้ออะลูมิเนียมอัลลอยขนาด 16 นิ้ว ด้านสมรรถนะได้เพิ่มเทคโนโลยีใหม่คือหัวฉีดคู่หรือ DUALJET ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงประหยัดน้ำมันกว่า 23 กิโลเมตรต่อลิตร ขับขี่เร้าใจด้วยเครื่องยนต์ใหม่ K12M ขนาด 1.2 ลิตร

ด้านความปลอดภัย โดดเด่นด้วยแพลตฟอร์ม HEARTECT  ช่วยให้รถมีน้ำหนักน้อยลงแต่คงความแข็งแกร่งและช่วยประหยัดน้ำมัน รวมถึงโครงสร้างตัวถังแบบ TECT พร้อมระบบกันการสั่นสะเทือน ระบบ TCS ช่วยในการควบคุมรถขณะขับขี่บนถนนลื่นหรือในทางโค้ง และยังเหมาะกับการขับในเมืองด้วยระบบ IDLING STOP ที่ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันขณะรถหยุดนิ่ง ขับขี่อย่างมั่นใจในทุกเส้นทางด้วยระบบ Hill Hold Control ที่จะช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน และปลอดภัยมากขึ้นด้วยถุงลมนิรภัย SRS ถึง 6 ตำแหน่ง

ซูซูกิ ยังคงให้ความสำคัญในเรื่องของการตอบรับความต้องการของลูกค้า ที่มองหาสินค้าที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เพราะรถยนต์ไม่ใช่แค่เพียงยานพาหนะ แต่เป็นเหมือนเพื่อนคู่ใจที่พาเราออกไปใช้ชีวิต มีฟังก์ชันตอบโจทย์ อำนวยความสะดวกในการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ จากความครบครันและเพียบพร้อมไปด้วยสไตล์ที่โดดเด่น จึงส่งให้รถรุ่นนี้เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างลงตัว  โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความแตกต่างและไม่เหมือนใคร อีกทั้งยังเป็นที่สามารถนำไปตกแต่งหรือเพิ่มอุปกรณ์ต่างๆ เพิ่มความสวยงามตามสไตล์ของแต่ละคนได้อย่างหลากหลาย เติมเต็มความสนุกให้กับทุกวันของชีวิตได้อย่างลงตัว ซูซูกิต้องขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยที่ให้การตอบรับอย่างดียิ่ง

SUZUKI SWIFT มีให้เลือกทั้งหมด 3 เกรด คือ SWIFT GL จำหน่ายราคา 567,000 บาท SWIFT GL PLUS ราคา 572,000 บาท และ SWIFT GLX ราคา 637,000 บาท มี 6 สี ได้แก่ สีแดง Ablaze Red Pearl, สีเทาอ่อน Star Silver Metallic, Mineral สีเทาเข้ม Gray Metallic, สีดำ Super Black Pearl สีน้ำเงิน Speedy Blue Metallic และ สีขาว Pure White Pearl (เพิ่ม 5,000 บาท) และเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ รวมทั้งช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าที่สนใจให้สามารถเป็นเจ้าของรถยนต์สปอร์ตแฮทช์แบ็กรุ่นนี้ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ซูซูกิ จึงได้จัดแคมเปญพิเศษ SUZUKI SMART DEAL ดีลสุดสมาร์ทที่พลาดไม่ได้”  สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถยนต์ SUZUKI SWIFT ทุกรุ่น ภายในวัน ที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2566 สามารถเลือกรับข้อเสนอพิเศษสุดด้วยดอกเบี้ยพิเศษ 0%  ทุกรุ่น GL ,GLX ,GL PLUS หรือเลือกรับซูซูกิช่วยผ่อนสูงสุด 10 เดือน สำหรับรุ่น GL และ GLX เดือนละ 4,000 บาท   สำหรับรุ่น GL PLUS เดือนละ 3,500 บาท   หรือเลือกรับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 3,333 บาท  พร้อม ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 40,000 บาท สำหรับรุ่น GL และ GLX หรือ รับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 35,000 บาท สำหรับรุ่น GL PLUS ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงระยะเวลา 3 ปี โดยข้อกำหนดและเงื่อนไขต่างๆเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมรวมถึงทดลองขับได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิใกล้บ้านทุกสาขาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ช่องทางการติดต่อ
www.suzuki.co.th 
www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand
SUZUKI Cause We Care: 1800-600-900