Home Blog Page 251

TTC MOTOR ฉลองตรุษจีน GOLDEN RABBIT พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษแทนการขอบคุณ

0

ทีทีซี มอเตอร์ ฉลองตรุษจีน GOLDEN RABBIT  ยกขบวน Mercedes-Benz  Mercedes-AMG Mercedes-Maybach  Mercedes-EQ ในบรรยากาศตรุษจีน ปีกระต่ายทอง พร้อมเลือกรับข้อเสนอสุดพิเศษแทนการขอบคุณ ดาวน์ 0% ดอกเบี้ย 0% โปรแกรมบำรุงรักษารถสูงสุด 8 ปี และประกันภัยชั้นหนึ่งนานสูงสุด 5 ปี

คุณอัครินทร์ ตั้งทวีสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี เมอร์เซเดส-มายบัค เมอร์เซเดส-อีคิว อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า ทีทีซี มอเตอร์ เดินหน้ามอบความพิเศษให้กับลูกค้าในช่วงเทศกาลแห่งความสุข ปีใหม่ต่อเนื่องจนถึงเทศกาลตรุษจีน ด้วยแคมเปญสุดพิเศษ GOLDEN RABBIT

สัมผัสยนตรกรรมรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์หลากรุ่น ในบรรยากาศตรุษจีนปีกระต่ายทอง ด้วยข้อเสนอ ดาวน์ 0% ดอกเบี้ย 0% โปรแกรมบำรุงรักษารถสูงสุด 8 ปี และประกันภัยชั้นหนึ่งนานสูงสุด 5 ปี พร้อมเช็คอินอวดรูปถ่ายเก๋ไก๋ผ่านโซเชียล รับทันทีติ่มซำแสนอร่อยจาก Phoenix Lava และรับป้ายชื่อมงคลอักษรจีนเขียนสดทุกท่าน โดยอาจารย์โอวเล็ก

ทั้งนี้ทีทีซี มอเตอร์ มีรถยนต์ที่น่าสนใจหลากหลายรุ่น และครบครันในทุกซับแบรนด์ อาทิ

-Mercedes-Benz E 300 e AMG Dynamic  2.0L สี่สูบเบนซินเทอร์โบ พร้อมระบบ Plug-in Hybrid เมื่อเครื่องยนต์ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งระบบ ให้กำลังสูงสุด 320 แรงม้า • เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-Tronic • ตกแต่งแบบ AMG Bodystyling • ระบบไฟหน้า LED High Performance • ระบบ MBUX พร้อมจอขนาดใหญ่ 12.3” • ม่านบังแดดประตูหลัง ซ้าย-ขวา และ ม่านบังแดดกระจกหลังสั่งการเลื่อนขึ้น-ลงด้วยไฟฟ้า

-Mercedes-Maybach S 580 4MATIC Premium • เอกลักษณ์การตกแต่งสุดหรูแบบ Maybach • ระบบไฟหน้า Digital Light • ประตูแบบ comfort door ควบคุมการเปิด-ปิดประตูได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส • ตกแต่งห้องโดยสารด้วยหนัง nappa และตกแต่งโครงหลังคาด้วย DINAMICA microfibre • ห้องโดยสารหลังอันโอ่โถง พร้อมเบาะที่มอบความสะดวกสะบายสูงสุดด้วยโปรแกรมนวดที่หลากหลาย ระบบการอุ่นที่นั่งบริเวณคอและไหล่ • ระบบ MBUX พร้อมจอมาตรวัดดิจิทอลขนาด 12.3” และ จอ infotainment ขนาด 12.8” • ระบบเครื่องเสียง Burmester 3D surround sound system

-THE  EQS 500 4MATIC AMG Premium • มอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous 2 ตัว ให้กำลังสูงสุด 449 แรงม้า • แบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 108.4 kWh ระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จ 702 กิโลเมตร (WLTP) • รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุด 200 kW • ระบบไฟหน้า Digital Light ความละเอียดสูงสุด 1.3 ล้าน pixel พร้อม ultra range high beam ส่องสว่างไกล ถึง 600 เมตร • ระบบ MBUX ร้อมจอขนาดใหญ่ 56”

-Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ • 3.0L หกสูบเบนซินเทอร์โบ พร้อมระบบ EQ Boost เมื่อเครื่องยนต์ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งระบบ ให้ กำลังสูงสุด 457 แรงม้า • เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ AMG Speedshift TCT 9G • ระบบส่งกำลัง AMG Performance 4MATIC+ • ระบบไฟหน้า MULTIBEAM LED • พวงมาลัยแบบ AMG Performance Steering Wheel • เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังแบบ AMG Nappa Leather ตัดสลับ Dinamica Microfibre • เข็มขัดนิรภัยสีแดง • ระบบ MBUX พร้อมจอขนาดใหญ่ 12.3  สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่

ทีทีซี มอเตอร์ 2 สาขา คือสาขาพัฒนาการ 45 โทร.1274, 02-322-2222,083-545-6456 และสาขาอุบลราชธานี โทร. 045-475-222  , www.facebook.com/BenzTTC   TTC Motor #ครบจบทุกเรื่องเบนซ์ ผู้จำหน่าย Mercedes-Benz Mercedes-AMG | Mercedes-EQ Mercedes-Maybach | Sprinter  อย่างเป็นทางการ   Line : https://bit.ly/LINEBENZTTC   IG : https://bit.ly/IGBENZTTC

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย รักษาแชมป์ผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์ พรีเมียมไทย 3 ปีซ้อน

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตอกย้ำความสำเร็จครั้งสำคัญต่อเนื่อง ด้วยผลการดำเนินงานประจำปี พ.ศ. 2565 พร้อมยอดจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ การเติบโตของยอดจดทะเบียนในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักล้วนมาจากความต้องการยนตรกรรมล้ำสมัยที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค และการดำเนินการตามกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัทซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในปีที่ผ่านมา ปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาส่งผลให้บีเอ็มดับเบิลยูและมินิยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียมในประเทศไทยเป็นปีที่ 3 ต่อเนื่องกัน โดยรถยนต์ทั้งสองแบรนด์มีส่วนแบ่งทางการตลาดรวมเป็น 46.6% ของตลาดรถยนต์พรีเมียม ด้วยยอดจดทะเบียนทั้งสิ้น 15,010 คัน เพิ่มขึ้น 36.1% จากปีก่อนหน้า แบ่งเป็นบีเอ็มดับเบิลยู 13,572 คัน และมินิ 1,438 คัน

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการผลักดันธุรกิจให้ก้าวหน้าและครองความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์พรีเมียมไทย เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นว่าความตั้งใจของเราตลอดปี พ.ศ. 2565 ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรม และการสร้างประสบการณ์ที่เยี่ยมยอดให้กับลูกค้าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี แม้จะมีความท้าทายอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา ทั้งเราเองและผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูและมินิอย่างเป็นทางการทุกคน ก็พิสูจน์ให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเราสามารถก้าวข้ามสภาวะทางเศรษฐกิจที่มีความท้าทายไปได้และยังดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมเพื่อตอบรับการให้บริการที่ดีที่สุดเพื่อลูกค้าของเรา”

“กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่น่าดึงดูดใจซึ่งขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืนของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กำลังได้รับความนิยมอย่างยิ่งจากกลุ่มลูกค้า สะท้อนให้เห็นจากส่วนแบ่งทางการตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ระดับพรีเมียมที่สูงถึง 40.8% ด้วยยอดจดทะเบียน 535 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่าจากปีก่อนหน้า จาก 5 รุ่นที่เปิดตัวในตลาดไทย ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู iX3, บีเอ็มดับเบิลยู iX, บีเอ็มดับเบิลยู i4, บีเอ็มดับเบิลยู i7 และมินิ คูเปอร์ เอสอี นอกเหนือจากนั้น บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในกลุ่มเครื่องยนต์ขนาด 500 ซีซีขึ้นไป ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 10.3% และยังคงสร้างผลงานที่แข็งแกร่งจากผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายด้วยยอดจดทะเบียนในปี พ.ศ. 2565 ทั้งหมด 1,293 คัน เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อนหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดในกลุ่มลูกค้า และยังพร้อมก้าวเข้าสู่เซกเมนต์มอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้า 100% กับบีเอ็มดับเบิลยู CE 04 ที่เพิ่งเปิดตัวไปในช่วงปลายปีที่ผ่านมา”

“การครองตำแหน่งผู้นำอันดับ 1 ในตลาดรถยนต์พรีเมียมไทยถึง 3 ปีติดต่อกันยังเป็นข้อพิสูจน์ถึงการทำงานหนักและความทุ่มเทของพนักงาน ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ และพันธมิตรทุกรายของเรา ที่ร่วมแรงร่วมใจในการสร้างความพึงพอใจระดับสูงให้แก่ลูกค้า ช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์และความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จนส่งผลให้บริษัทมีผลการดำเนินงานทางธุรกิจที่โดดเด่นในระยะยาว โดยในปีที่ผ่านมา เรายังได้คะแนนด้านความพึงพอใจของลูกค้า หรือ NPS Score เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งในด้านการขายและบริการ ก้าวต่อไปข้างหน้า เราจะยังคงมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศในทุกสิ่งที่เราทำ และจะยังคงให้บริการลูกค้าด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพที่เหนือกว่าพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อยกระดับประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับพวกเขา”

ในปี พ.ศ. 2565 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยังคงเติบโตและครองตำแหน่งอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์พรีเมียมระดับโลก โดยได้ส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และโรลส์รอยซ์รวม 2,399,636 คันให้กับลูกค้าทั่วโลก ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยูก็ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งเช่นกันในประเภทรถยนต์ไฟฟ้า ยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เติบโตขึ้นเท่าตัวจากปี พ.ศ. 2564 ด้วยยอดส่งมอบรวม 215,755 คันจากบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ พุ่งสูงขึ้นถึง 107.7% และเมื่อรวมรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด มียอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 372,956 คันตลอดทั้งปี เพิ่มขึ้น 35.6% จากปีก่อนหน้า สะท้อนความต้องการรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดทำสถิติยอดขายสูงสุดครั้งประวัติศาสตร์ของบริษัท ด้วยยอดส่งมอบมอเตอร์ไซค์และสกู๊ตเตอร์รวม 202,895 คันทั่วโลก

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มุ่งก้าวไปสู่ที่สุดแห่งอนาคต การเติบโตเชิงบวกของยอดขายและส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณภาพและการออกแบบที่เหนือกว่าใครของบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ตลอดจนชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการผลิตยนตรกรรมที่ตอบสนองความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป สิ่งนี้จึงเป็นเครื่องการันตีถึงตำแหน่งผู้นำของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในตลาดยานยนต์พรีเมียมไทย 3 ปีซ้อน

ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทจะยังคงดำเนินงานตามแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการสร้างการเติบโตและการพัฒนาให้กับพนักงาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังมองไปข้างหน้าโดยมีเป้าหมายที่จะส่งมอบสุนทรียะแห่งการขับขี่ เทคโนโลยีอันล้ำสมัย และพลังแห่งทางเลือกให้แก่ลูกค้า และมั่นใจในศักยภาพที่จะขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จแห่งอนาคต

เอ็มจี จัดแคมเปญสุดยิ่งใหญ่! ออกรถรับทองมูลค่าสูงสุด 30,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% นานสูงสุด 60 เดือน

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ต้อนรับปีกระต่ายทองด้วยแคมเปญยิ่งใหญ่ มอบความคุ้มค่าให้ลูกค้าใหม่ ด้วยแคมเปญออกรถรับทองคำ!! มูลค่าสูงสุด 30,000 บาท พร้อมรับดอกเบี้ยต่ำสุด 0% นาน 60 เดือน ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 มกราคม 2566 โดยมีรายละเอียดแคมเปญของแต่ละรุ่น ดังนี้

NEW MG HS

  • ฟรี! ทองคำมูลค่า 30,000 บาท
  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 60 เดือน
  • ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี

NEW MG EXTENDER

  • ฟรี! ทองคำมูลค่า 20,000 บาท
  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% พร้อม ขับฟรี 90 วัน หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 6,722 บาทต่อเดือน
  • ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี
  • ฟรี! ค่าแรงเช็กระยะ 100,000 กิโลเมตร

NEW MG HS PHEV

  • ฟรี! ทองคำมูลค่า 20,000 บาท
  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน
  • ฟรี! MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด และฟรี! ค่าติดตั้ง
  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี
  • ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

NEW MG VS HEV

  • ฟรี! ทองคำมูลค่า 20,000 บาท
  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 8,888 บาท
  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี
  • ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) พร้อมรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

NEW MG5

  • ฟรี! ทองคำมูลค่า 10,000 บาท
  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 5,991 บาทต่อเดือน หรือ ออกรถเริ่มต้นเพียง 29,250 บาท
  • ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี

NEW MG ZS

  • ฟรี! ทองคำมูลค่า 10,000 บาท
  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 7,138 บาทต่อเดือน
  • ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี

(หมายเหตุ : เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

 

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า
“สำหรับแคมเปญแรกประเดิมปีกระต่ายทอง เพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจ และเป็นส่วนสำคัญ         ที่ทำให้ เอ็มจี เติบโตต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เอ็มจี ตั้งใจที่จะส่งมอบความพิเศษด้วยการมอบ “อั่งเปาทองคำ” ให้กับลูกค้าที่จองซื้อ และออกรถรถยนต์ที่เข้าร่วมรายการตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 มกราคม นี้  โดยลูกค้าสามารถเลือกรับ     เป็นทองคำ หรือเปลี่ยนเป็นส่วนลดเงินสดได้ ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถจองรถได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการเอ็มจี 161 แห่งทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางเวปไซต์เอ็มจี https://onlinebooking.mgcars.com/

และปี 2566 เอ็มจี ยังมีอีกหลายแผนงานและกิจกรรมที่พร้อมสานต่อความมุ่งมั่นของเอ็มจีที่จะผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเทียบชั้นยานยนต์โลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

ซีพี โฟตอน ประเดิมนำเข้า “Mixer 270 รถผสมปูนสำเร็จ” ล็อตแรกจากฐานการผลิตประเทศจีน

0

เมื่อเร็ว ๆ นี้  โฟตอน มอเตอร์ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำพิธีส่งมอบ รถบรรทุก 10 ล้อ CP FOTON มิกเซอร์ 270 แรงม้า ขนาด 6 คิว รุ่นใหม่! จำนวน 20 คัน เข้าสู่ประเทศไทย เพื่อตอกย้ำความร่วมมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย – จีน ร่วมกันอีกครั้ง หลังรัฐบาลจีนมีนโยบายเปิดประเทศ 100%

ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยต่างเร่งหามาตรการปรับลดต้นทุนรอบด้านเพื่อให้ธุรกิจกลับมาเดินหน้าต่อได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจขนส่งสินค้าและธุรกิจก่อสร้าง ซึ่งมีภาระต้นทุนด้านยานพาหนะสูง บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถบรรทุกและรถบัส แบรนด์ “CP FOTON” แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จึงได้สานต่อในพันธกิจตั้งมั่นในการเป็นผู้ผลักดันนวัตกรรมยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ไทยให้ล้ำสมัย มีผลิตภัณฑ์ที่มีสมรรถนะดีเยี่ยมได้มาตรฐานระดับยุโรป ตอบโจทย์การใช้งานครอบคลุมและมอบความคุ้มค่าอย่างเหนือชั้นในแบบฉบับ Best in Class ด้วยการนำเข้ารถบรรทุก 10 ล้อ ซีพี โฟตอน มิกเซอร์  270 แรงม้า ขนาด 6 คิว รุ่นใหม่! ที่ผ่านการทดสอบผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานโลกอย่างครบถ้วน ทั้งด้านการประหยัดน้ำมันของเครื่องยนต์ Cummins ISDe270 30 ดีเซล คอมมอนเรล เทอร์โบ ยูโร 3 ขนาด 6.6 ลิตร ระบบเกียร์เดินหน้า 8 เกียร์  มีระบบช่วยควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) โดดเด่นด้วยแพลตฟอร์มและช่วงล่างที่ออกแบบมาเพื่องานบรรทุกคอนกรีตโดยเฉพาะ พร้อมชุดผสมคอนกรีตและถังเก็บน้ำอลูมิเนียม ขนาด 500 ลิตร ติดตั้งสำเร็จจากโรงงาน ตามที่มีออเดอร์จองมาล่วงหน้ายาวนาน ถือเป็นสัญญาณบวกในการกระตุ้นเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างประเทศไทยและจีน

นอกจากนี้ แบรนด์ FOTON ยังคงลงทุนด้าน R&D (Research and Development) เพื่อคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์และส่วนควบต่าง ๆ อย่างรอบด้าน เพื่อให้สมกับความเป็น The Future of Truck สำหรับผู้ประกอบการไทยในการที่จะบรรลุการปรับต้นทุนให้เหมาะสมและเพิ่มประสิทธิภาพการประกอบธุรกิจ โดยมุ่งหวังให้ รถ CP FOTON มิกเซอร์ 270 แรงม้า ขนาด 6 คิว รุ่นใหม่! นี้ และรถเพื่อการพาณิชย์รุ่นต่าง ๆ ที่จะนำเข้าและจัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “CP FOTON” ในล็อตต่อ ๆ ไป สามารถช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการแข่งขันและเป็นโซลูชั่นที่คุมค่าสำหรับงานขนส่งและผู้ประกอบการอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

เติ้น ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์ นักแข่งไทยขึ้นโพเดี้ยมคว้าถ้วยอันดับที่ 3

0
Dubai (UAE), January 8-14 2023 - First round of FRMEC / F4UAE at Dubai Autodrome Circuit. Podium race 3: Mari BOYA #60, Hyderabad Blackbirds by MP Motorsport, Andrea Kimi ANTONELLI #12, Mumbai Falcons Racing Limited and Tasanapol INTHRAPHUVASAK #14, Pinnacle VAR. © 2023 Sebastiaan Rozendaal / Dutch Photo Agency.

เปิดสนามแรกของฤดูกาลแข่งขันความเร็วปี 2023 ไปกับ เติ้น ทัศพล อินทรภูวศักดิ์ นักแข่งดาวรุ่งสายเลือดไทยหนึ่งเดียวของรายการ 2023 Formula Regional Middle East Championship ที่ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวัง เมื่อสามารถกระโดดขึ้นโพเดี้ยมคว้าถ้วยรางวัลอันดับที่ 3 จากการแข่งขันในเรซที่ 3 ณ สนาม Dubai Autodrome, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ซึ่งการแข่งขันสนามแรกนี้ จัดกันไปเต็มๆ 3 เรซ กับทัพนักแข่งรถสูตร (Formula) มืออาชีพกว่า 27 คน ทั่วโลก ที่ตบเท้าลงประชันความเร็วกันอย่างดุเดือด ชิงไหวชิงพริบ เบียดไลน์กันอย่างไม่มีใครยอมใคร นั่นยิ่งทำให้เห็นพัฒนาการในการขับแข่ง เทคนิค ความนิ่งที่ยังคงเร็วและแรง ของ เติ้น ทัศนพล ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเรซที่ 1 เติ้น ทัศนพล ทำอันดับได้ที่ 16 – Overall และ อยู่ในอันดับที่ 7 ของกลุ่มนักแข่งหน้าใหม่ (Rookie) ก่อนจะขยับอันดับขึ้นมาที่ 10 – Overall ในเรซที่ 2 และปิดเกมส์สุดสัปดาห์ไปแบบม้วนเดียวจบ ขึ้นรับถ้วยอันดับที่ 3 – Overall ไปอย่างยอดเยี่ยมในเรซที่ 3 ทำให้คะแนนสะสมตอนนี้อยู่อันดับที่ 8 ของรายการ ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 6 ของกลุ่มนักแข่งหน้าใหม่ (Rookie)

สำหรับการแข่งขันสนามที่ 2 ไม่ปล่อยให้แฟนๆ รอนาน เตรียมเชียร์กันต่อปลายดือนนี้ ในวันที่ 27 – 28 มกราคม 2023 ที่สนาม Kuwait Motor Town, คูเวต

สามารถติดตามข่าวสาร กิจกรรม และภาพบรรยากาศของนักแข่ง และทีมแข่ง AAS Motorsport รวมถึงแวดวงกีฬาความเร็ว ได้ที่เพจ Facebook : AAS Motorsport และ Instagram : aas_motorsport

ไทยฮอนด้าเปิดตัว New Click160 ตอกย้ำความเป็นจ่าฝูงด้วยสี Midnight Blue พร้อมด้วยรุ่นพิเศษ Spirit of Speed Edition โฉบเฉี่ยวเกินใคร

0

ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย เปิดตัว New Click160 โฉมใหม่ มาพร้อมคอนเซปต์ “นำหน้าอย่างจ่าฝูง” เท่ เกินห้ามใจด้วยสีน้ำเงิน Midnight Blue พร้อมกับเปิดตัวรุ่นพิเศษ Spirit of Speed Edition ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก เจ-ชนาธิป นักเตะระดับท็อปของไทย

New Click160 โดดเด่นด้วยสีน้ำเงิน Midnight Blue ตัดกับสีดำ และล้อแม๊กสีดำอย่างลงตัว ให้ความรู้สึกสปอร์ต ปราดเปรียวอย่างผู้นำที่ไม่หยุดนิ่ง ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นจ่าฝูงของ Sport A.T. ได้อย่างเหนือชั้น

New Click Spirit of Speed Edition โดดเด่นด้วยเส้นสายกราฟิกสีทอง Special Color Stripe ที่ออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจาก เจ ชนาธิป นักเตะที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น พลังเหลือล้น ถ่ายทอดเป็นความดุดันเกินต้าน พร้อมที่จะทะยานไปอย่างผู้นำ

New Click ทั้งสองรุ่นมาพร้อมระบบไฟ LED รอบคัน และ Honda Smart Key กุญแจรีโมตอัจฉริยะ ทั้งยังอัดแน่นด้วยขุมพลังจากเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว 157 ซีซี แรงที่สุดในคลาส บิดติดมือ พร้อมเทคโนโลยีเหนือชั้น ขับขี่สมูท เสริมความปลอดภัยเต็มอัตราด้วยดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรก ABS ล้อหน้า (เฉพาะรุ่น ABS) และระบบ Combi Brake เทคโนโลยีกระจายแรงเบรก ช่วยหยุดรถได้อย่างมั่นใจ (เฉพาะรุ่น Standard)

  

New Click160 รุ่น Standard มีทั้งหมด 4 สี สีใหม่ Midnight Blue และสี Furious Red ราคาแนะนำอยู่ที่ 63,500 บาท สี Magnetic Black และสี Crystal White ราคาแนะนำอยู่ที่ 63,700 บาท

รุ่น ABS ราคาแนะนำอยู่ที่ 69,900 บาท และ รุ่นพิเศษ Spirit of Speed Edition สี Magnetic Black ราคาเเนะนำที่ 64,000 บาท

สัมผัสความเท่ ดุดัน สไตล์สปอร์ตของ New Click160 ทุกรุ่น ได้แล้ววันนี้ที่ Honda Wing Center ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดได้ที

เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th

เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand

ยามาฮ่ายกทัพ XMAX Connected จัดเต็ม!!! MAX ส่งตรงร้านผู้จำหน่ายทั่วประเทศ โดนใจลูกค้าทั่วไทย

0

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์คุณภาพชั้นนำของโลก จัดส่งกองทัพรถจักรยานยนต์ New YAMAHA XMAX Connected บิ๊กล๊อตครั้งใหญ่บุกตลาดประเทศไทย ให้กับร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ สำหรับรถจักรยานยนต์ New YAMAHA XMAX Connected เป็นรถจักรยานยนต์พรีเมียมสปอร์ตสไตล์ MAX DNA ระดับท๊อปคลาส ขนาดเครื่องยนต์ 300 ซีซี ที่ยามาฮ่าได้ทำการออกแบบและดีไซน์เต็ม MAX ใหม่ทั้งคัน โดนใจกลุ่มผู้ใช้วัยรุ่นทั่วประเทศ ทำให้เกิดกระแสตอบรับเป็นอย่างดีหลังจากที่ได้ทำการเปิดตัว เสริมระบบ Y-Connected ที่ใช้งานง่ายกับ 11 ฟังก์ชัน เชื่อมต่อได้อย่างง่ายดายกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ พร้อมระบบนำทางการขับขี่ด้วย Garmin Navigation System

New YAMAHA XMAX Connected พรีเมียมสปอร์ตเร้าใจ พร้อมวางจำหน่ายในราคา 189,900 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center โทร. 02-263- 9999 สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ได้ที่

Website : www.yamaha-motor.co.th
Facebook : Yamaha Society Thailand
Instagram : @YamahaSocietyThailand
YouTube : Yamaha Society Thailand
Line OA : @yamahasociety

เมอร์เซเดส-เบนซ์ แนะนำ Mercedes-Benz V 250 d Exclusive รถแวน 7 ที่นั่ง ในกลุ่ม V-Class นำเข้าทั้งคันจากประเทศสเปน

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเดิมเปิดปี 2023 แนะนำโมเดล V-Class รุ่นล่าสุดอย่าง Mercedes-Benz V 250 d Exclusive รถแวนอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ระดับเฟิร์สคลาส โดยโมเดลนี้ถูกผลิตและนำเข้า (CBU) มาจากโรงงานเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในเมืองบิโตเรีย-กัสเตอิซ (Vitoria-Gasteiz) ประเทศสเปน ซึ่งเป็นโรงงานผลิตรถแวนของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก Mercedes-Benz V 250 d Exclusive จึงถือเป็นขั้นสุดของยนตรกรรมรถแวนที่เหมาะกับกลุ่มครอบครัว มีความโดดเด่นในทุกมิติทั้งการออกแบบภายนอกและภายใน พื้นที่ใช้สอยในห้องโดยสาร พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร สมรรถนะและการขับขี่ที่ดีเยี่ยม รวมถึงเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยตามแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เจเนเรชั่นใหม่ โดยในรุ่น Exclusive ที่เป็นโมเดลโฉมปี 2023 จะได้รับการตกแต่งในสไตล์ Avantgarde และมีการออกแบบขนาดตัวถังแบบ Extra Long พร้อมกับเครื่องยนตร์ดีเซล 2.0 ลิตรเทอร์โบรหัสใหม่ และระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-TRONIC PLUS ทำให้ Mercedes-Benz V 250 d Exclusive เป็นรถประเภทแวนในระดับเฟิร์สคลาส ที่ตอบโจทย์ความต้องการทั้งความสะดวกสบายและความคล่องตัวในการขับขี่

Mercedes-Benz V 250 d Exclusive เป็นรถแวนแบบ 3 ตอน 7 ที่นั่ง จัดรูปแบบการนั่งแบบ 2-2-3 โดยออกแบบตัวถังแบบ Extra Long ด้วยมิติตัวถังทั้งความกว้าง ความยาว ความสูง อยู่ที่ 1,928 x 5,370 x 1,909 มม. ทำให้มีพื้นที่ใช้สอยในส่วนของพื้นที่โดยสารและพื้นที่บรรทุกสัมภาระที่มากขึ้น โดยมีความจุสัมภาระสูงสุด 1,410 ลิตร และความจุถังน้ำมัน 70 ลิตร ส่วนการตกแต่งภายนอกจะคงความภูมิฐานและแฝงด้วยความสปอร์ตด้วยการตกแต่งแบบ Avantgarde รอบคัน รวมถึงล้ออัลลอยด์ 5-Twin Spoke ขนาด 18 นิ้ว พร้อมไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System ที่จะปรับลำแสงตามสภาพแวดล้อมแบบอัตโนมัติ และ Day Time Running Light รวมถึงการติดตั้งระบบไฟฟ้าสำหรับประตูบานเลื่อนของผู้โดยสารตอนที่ 2 และประตูท้าย (EASY-PACK tailgate) พร้อมติดตั้งระบบกันสะเทือนแบบ AGILITY CONTROL ช่วยซับแรงกระแทกและทำให้ช่วงล่างมีความนุ่มนวลยิ่งขึ้น

ในด้านของสมรรถนะเครื่องยนต์และระบบการส่งกำลัง Mercedes-Benz V 250 d Exclusive มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ ขนาด 1,950 ลิตร ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เจเนเรชั่นล่าสุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่สามารถรีดพละกำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 4,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 440 นิวตัน-เมตร ที่ 1,350 – 2,400 นาที สามารถทำอัตราเร่งจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ในระยะเวลาเฉลี่ย 9.6 วินาที มีความเร็วสูงสุดโดยประมาณที่ 205 กม./ชม. โดยมีระบบส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 9 จังหวะ (9G-TRONIC PLUS) ที่มีจุดเด่นในการรักษาระดับการทำงานของรอบเครื่องยนต์ให้ต่ำ และช่วยให้จังหวะการเร่งเครื่องมีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น เหมาะกับการขับขี่ในทุกสภาพถนน

Mercedes-Benz V 250 d Exclusive ถูกออกแบบอย่างประณีตและพิถีพิถันตามแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยมีสไตล์ที่เรียบหรู แฝงไปด้วยความสปอร์ตอย่างมีระดับ มีการติดตั้งฟังก์ชั่นการใช้งานที่มอบความสะดวกสบายให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้เป็นอย่างดี ภายในติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นที่สามารถควบคุมการใช้งานต่างๆ ภายในรถได้อย่างอัจฉริยะ พร้อมเสริมความสนุกในการขับขี่ด้วยแป้นควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ (DIRECT SELECT gearshift paddles) สำหรับการตกแต่งภายในมีการหุ้มเบาะด้วยหนัง Lugano สีดำ ตกแต่งคอนโซลด้วยลวดลาย pinstripe effect ที่มีความลงตัวรับกับหน้าจอหลักบนคอนโซลกลางที่เป็นจอมัลติมีเดียขนาด 10.25 นิ้ว ใช้ระบบเชื่อมต่อแบบ Smart Phone Integration รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto รวมถึงระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่ผสานการทำงานของระบบมัลติมีเดียเข้ากับเทคโนโลยีอัจฉริยะ AI เพื่อเรียนรู้และจดจำพฤติกรรมของผู้ขับขี่ และควบคุมระบบความบันเทิงผ่านคำสั่งเสียง พร้อมยกระดับบรรยากาศที่ดีเยี่ยมในห้องโดยสารด้วยคุณภาพของระบบเสียงรอบทิศทางแบบ Burmester และแสงไฟ Ambient Light แบบปรับเฉดสีได้ 3 สี

นอกจากความสะดวกสบายในด้านของฟังก์ชันการใช้งานและระบบความบันเทิงต่างๆ Mercedes-Benz V 250 d Exclusive ยังโดดเด่นด้านความสบายในห้องโดยสาร โดยที่นั่งผู้โดยสารตอนหน้าเป็นเบาะปรับไฟฟ้าพร้อมและสามารถตั้งค่าหน่วยความจำ (memory seat) ได้ด้านละ 3 ตำแหน่ง ในส่วนที่นั่งของผู้โดยสารตอนหลังแถวที่ 1 จะเป็นรูปแบบ Luxury captain seat แยกซ้าย-ขวา ปรับด้วยไฟฟ้าและหน่วยความจำ 2 ตำแหน่ง พร้อมระบบนวดหลัง ระบบระบายอากาศ และระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติแบบแยกโซน โดยมีระบบ THERMOTRONIC สำหรับผู้โดยสารตอนหน้า และระบบ TEMPMATIC สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง มอบประสบการณ์แสนสบายในระหว่างการขับขี่และการโดยสารไปอีกขั้น

ความปลอดภัยในการขับขี่และการโดยสารเป็นสิ่งที่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกับรถยนต์ในกลุ่ม V-Class ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่มีครอบครัว ดังนั้นเทคโนโลยีต่างๆ ใน Mercedes-Benz V 250 d Exclusive จึงมีทั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานและระบบความปลอดภัยขั้นสูง รวมถึงอุปกรณ์ที่เสริมความปลอดภัย อาทิ ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ ATTENTION ASSIST ระบบเปิด-ปิด ไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic headlight assist) เซ็นเซอร์ปัดน้ำฝน (Rain sensor) เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC) ถุงลมนิรภัยและม่านถุงลมนิรภัยรอบคัน พร้อมเทคโนโลยีกล้องแสดงภาพแบบรอบทิศทาง (360º Camera)

รุ่น เครื่องยนต์ แรงม้าสูงสุด
  (แรงม้า/

รอบต่อนาที)

แรงบิดสูงสุด

(นิวตันเมตร / รอบต่อนาที)

อัตราเร่ง

0-100

กม./ชม.
(วินาที)

ความเร็วสูงสุด (กม. / ชม.)
Mercedes-Benz
V 250 d Exclusive
ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว เทอร์โบ ขนาด 1,950 ซีซี 190/4,200 440/1,350-2,400 9.6 205

 

Mercedes-Benz V 250 d Exclusive วางจำหน่ายแล้วในราคา 5,400,000 บาท

โดยมีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีขาว (Crystal white) สีแดง (Hyacinth red metallic) สีเงิน (Brilliant silver metallic) สีดำ (Obsidian black metallic) สีเทา (Pebble grey) และสีเทาเข้ม (Dark graphite grey metallic)

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงข้อเสนอพิเศษต่างๆ ได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

มาสด้าแรงขายทะลุ 3 หมื่น ยึดอันดับ 3 ตลาดรถยนต์นั่งอย่างถาวร เตรียมส่งรถรุ่นใหม่ลุยตลาดตลอดปี พร้อมดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด

0

มาสด้า ประกาศผลการดำเนินธุรกิจประจำปี 2565 ประสบความสำเร็จตามคาดการณ์ แม้ประสบกับปัจจัยภายในและภายนอกมากระทบรอบด้าน ด้วยความแข็งแกร่งขององค์กรและความเข้มแข็งของดีลเลอร์ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์มาสด้าพุ่งเกือบ 32,000 คัน โดยเฉพาะมาสด้า2 ยังคงร้อนแรงทำสถิติใหม่ขึ้นครองอันดับ 3 ตลาดรถเล็กบีคาร์รวมอีโคคาร์ ทำให้ยอดขายสะสมตลาดรถยนต์นั่งมาสด้าขึ้นครองบัลลังก์อันดับสามอย่างถาวร ส่วนรถอเนกประสงค์ตระกูล CX-Series ทั้ง 4 รุ่น สามารถสร้างยอดขายต่อเนื่องเป็นประวัติการณ์ ครองอันดับ 4 ตลาดเอสยูวีด้วยยอดขายกว่า 12,000 คัน ส่วนปีนี้ยังรุกตลาดหนักเช่นทุกปี เตรียมส่งรถยนต์รุ่นใหม่ลงตลาดตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการเอาใจใส่ดูแลลูกค้าและเดินหน้ายกระดับความพึงพอใจของลูกค้าผ่าน Retention Business Model ส่งมอบประสบการณ์ที่เป็นเลิศให้กับลูกค้าในระยะยาว ตั้งเป้ายอดขาย 35,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นอีก 10%

ภาพรวมเศรษฐกิจประเทศไทยปี 2565 ที่ผ่านมาถือว่าปรับตัวดีขึ้นกว่าในช่วง 2 ปีก่อนหน้า เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวจากการบริโภคของภาคเอกชน โดยมีปัจจัยบวกจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นการกระตุ้นเศรษฐกิจจากนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะจากการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ จึงทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และช่วยผลักดันให้ธุรกิจต่างๆ เดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น โดยเฉพาะความต้องการซื้อรถยนต์ใหม่เริ่มกลับมา อีกทั้งยังได้ปัจจัยหนุนจากการเข้ามาทำตลาดของแบรนด์ใหม่ๆ โดยเฉพาะแบรนด์จีน รวมถึงการจัดโปรโมชั่นกระตุ้นการตลาดจากค่ายต่างๆ จึงส่งผลให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยในปี 2565 เติบโตเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 12% จากปีก่อนหน้า โดยมียอดขายสะสมประมาณ 850,000 คัน (ตัวเลขประมาณการณ์) ซึ่งเป็นจำนวนใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปี

มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า วันนี้มาสด้าประกาศเดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบตามแผนพัฒนาธุรกิจระยะกลาง (Mid-Term Plan) เพื่อยกระดับคุณค่าของแบรนด์มาสด้าในประเทศไทยผ่านโมเดลธุรกิจที่เราเรียกว่า “Retention Business Model” โดยให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าของแบรนด์ Brand Value Management คือการสร้างความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว Customer Retention Business ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าด้วยบริการหลังการขายที่ดีที่สุด และสร้างความผูกพันระหว่างลูกค้ากับแบรนด์มาสด้า All for Customers เพื่อปรับแผนให้ธุรกิจเกิดการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและเกิดความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักสำคัญที่มาสด้าจะยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อกำหนดเป็นกลยุทธ์ต่อจากนี้เป็นต้นไป และจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไป ผู้บริหารจะหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันมา แต่นโยบายนี้จะยังคงอยู่ และไม่มีวัน “เปลี่ยนแปลง”

สำหรับมาสด้า แม้ว่าในปีที่ผ่านมาจะตกอยู่ท่ามกลางสงครามการแข่งขันที่ดุเดือด และประสบกับปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนในการผลิตมาตั้งแต่ต้นปี แต่ยังสามารถประคับประคองยอดขายได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะรถยนต์นั่งมาสด้า2 ที่ยังคงได้รับความนิยมจากลูกค้าด้วยการสร้างสถิติยอดขายอันดับ 3 ของตลาดบีคาร์รวมอีโคคาร์ ด้วยยอดขายสูงถึง 16,249 คัน และผลักดันให้มาสด้าสามารถครองตำแหน่งยอดขายอันดับ 3 ในตลาดรถยนต์นั่งได้อย่างยาวนานเกินครึ่งทศวรรษ ด้วยจำนวน 17,810 คัน นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบยอดขายทั้งปีของตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวีแล้ว มาสด้า CX-Series ยังสามารถสร้างยอดขายได้เป็นกอบเป็นกำที่จำนวน 12,322 คัน อยู่อันดับที่สี่ของเซ็กเมนต์นี้ ส่งผลทำให้ปี 2565 ที่ผ่านมา มาสด้ามียอดขายรวมอยู่ที่ 31,638 คัน ยังคงครองความนิยมด้วยการเป็นแบรนด์ยอดขายอันดับ 6 ของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย

“ปัจจุบัน มาสด้ามีรถที่วางจำหน่ายในประเทศไทยรวมทั้งหมด 8 รุ่น โดยรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มรถยนต์นั่งยังคงเป็นมาสด้า2 ในขณะที่มาสด้า cx-30 คือรุ่นที่มาแรงที่สุดในกลุ่มรถครอสโอเวอร์เอสยูวี และเมื่อพิจารณายอดขายของปี 2565 เป็นรายรุ่นแล้วสามารถแบ่งออกเป็นรถยนต์นั่งมาสด้า2 จำนวน 16,249 คัน มาสด้า3 จำนวน 1,553 คัน สปอร์ตเปิดประทุนมาสด้า MX-5 จำนวน 8 คัน ในขณะที่รถครอสโอเวอร์เอสยูวีมาสด้า CX-30 มียอดขายทั้งหมด 6,092 คัน ตามมาด้วยมาสด้า CX-3 จำนวน 4,249 คัน มาสด้า CX-8 จำนวน 1,157 คัน และมาสด้า CX-5 จำนวน 824 คัน นอกจากนี้ รถปิกอัพ บีที-50 มียอดขายอีกจำนวน 1,506 คัน โดยตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จอีกขั้นของมาสด้า ซึ่งเราขอขอบคุณลูกค้าที่ไว้วางใจและเลือกรถยนต์มาสด้าให้เป็นยานพาหนะคู่ใจในทุกการเดินทาง” มร. ทาดาชิ มิอุระ กล่าวเพิ่มเติม

พร้อมกันนี้ มร. ทาดาชิ มิอุระ ยังได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2566 ว่า “สำหรับในปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่จะไม่ได้หวือหวามากนักเนื่องจากยังมีปัจจัยบวกและปัจจัยลบรอบด้านที่ยังคงต้องจับตามอง ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ในต่างประเทศที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก อาทิ ปัญหาเรื่องราคาและการขาดแคลนพลังงานในยุโรป ความยืดเยื้อของสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน นโยบายทางเงินต่างๆ สถานการณ์เงินเฟ้อที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงสถานการณ์โควิดในประเทศจีนและความเสี่ยงจากการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ทั้งนี้แล้ว ในส่วนของประเทศไทย ก็ยังพอมีปัจจัยบวกสนับสนุน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคของเอกชน ที่ยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งจากช่วงกลางปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ภาคการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น และคาดว่าในปีนี้จะได้รับแรงสนับสนุนมากยิ่งขึ้นจากนักท่องเที่ยวชาวจีน เนื่องจากจีนเริ่มผ่อนคลายมาตรการเรื่องโควิด ซึ่งเชื่อว่าปัจจัยเหล่านี้จะสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศไทยลงได้”

มร. ทาดาชิ มิอุระ ยังแสดงวิสัยทัศน์เพิ่มเติมเกี่ยวกับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2566 ว่า “ในปีนี้คาดว่าตลาดรถยนต์จะมีปริมาณการขายใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะมีหลายปัจจัยเข้ามาสนับสนุนและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศมากกว่าปีที่ผ่านมา อาทิ ธุรกิจการท่องเที่ยวเริ่มเปิดรับชาวต่างชาติมากยิ่งขึ้น ภาคการเกษตรเติบโตอย่างต่อเนื่อง การบริโภคของประชาชนเริ่มกลับมา รวมถึงปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนเพื่อการผลิตเริ่มคลี่คลายลง แต่ทั้งนี้แล้วก็ยังคงต้องจับตามองเรื่องประเด็นความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ และจีน ความขัดแย้งในยุโรป ปัญหาด้านพลังงาน ราคาวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น ระบบขนส่งหรือโลจิสติกส์ ล้วนส่งผลกระทบต่อการนำเข้าและส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงประเด็นเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้นจึงอาจทำให้กำลังซื้อชะลอตัว และเชื่อว่าในปี 2566 ตลาดจะมีการแข่งขันกันรุนแรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาด แต่ทั้งนี้โดยรวมแล้วคาดว่าตลาดรถยนต์จะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา หรืออยู่ที่ประมาณ 850,000 – 870,000 คัน แต่สำหรับมาสด้าเรายังคงมั่นใจอย่างยิ่งว่าปีนี้จะเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 10% หรือมีตัวเลขยอดขายรวมอยู่ที่ประมาณ 35,000 คัน”

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับแผนการตลาดในปี 2566 มาสด้ายังคงมุ่งมั่นเดินหน้าตามแผนงานระยะกลาง (Mid-Term Plan) ผ่าน Retention Business Model ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าแบรนด์ (Brand Value Management) ด้วยการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในทุก Touchpoints เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าตลอดระยะเวลาที่ครอบครองรถยนต์มาสด้า และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับแบรนด์มาสด้าในประเทศไทย โดยกลยุทธ์ด้านต่างๆ สามารถแบ่งออกได้ดังนี้

กลยุทธ์ด้านการตลาด: เสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์มาสด้าด้วยการนำเครื่องมือทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะดิจิทัลแพลตฟอร์มมาใช้สื่อสารกับลูกค้าและแฟนมาสด้า แบบ One-to-One Communication รวมถึงการนำฐานข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านระบบ Global One Customer Data Management System ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์และความพึงพอใจของลูกค้าในทุก Touchpoints

กลยุทธ์ด้านการขาย: วางโยบายด้านการขายที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันทางด้านราคาและสร้างความพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า ควบคู่กับเพิ่มจำนวนลูกค้าที่ชื่นชอบในแบรนด์และผลักดันให้เกิดการซื้อซ้ำมากยิ่งขึ้นด้วยธุรกิจมือสองคุณภาพเหนือระดับ หรือ Mazda CPO เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่มองหารถยนต์มือสองคุณภาพดีที่ผ่านการรับคุณภาพโดยมาสด้า ตลอดจนถึงสร้างความยั่งยืนให้กับแบรนด์มาสด้าในประเทศไทย

กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์: นำปรัชญาของการพัฒนาโดยเน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centricity Philosophy) มาใช้พัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของมาสด้าให้ดียิ่งขึ้น เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความสุขและความสนุกสนานในการขับขี่ให้กับลูกค้าผ่านการเป็นเจ้าของรถยนต์ ควบคู่กับมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยวางแผนปรับโฉมผลิตภัณฑ์และเปิดตัวสู่ตลาดในทุกไตรมาสของปี 2566 แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้เตรียมความพร้อมเพื่อเดินหน้าตามพันธกิจสู่ความยั่งยืนภายในปี 2573  หรือ Sustainable Zoom-Zoom 2030 ด้วยการวางรากฐานสู่การนำเสนอรูปแบบพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้สถานการณ์และกรอบเวลาที่เหมาะสม เพื่อบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ ภายในปี 2593

กลยุทธ์ด้านการบริการหลังการขายและนโยบายเกี่ยวกับผู้จำหน่าย: ร่วมมือกับผู้จำหน่ายทั่วประเทศในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าทั้งด้านการขายและการบริการหลังการขาย ผ่านทุกวิถีทาง All for Customers เพื่อส่งมอบความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า และมุ่งดูแลลูกค้าในระยะยาวด้วยโปรแกรมบริการหลังการขายที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ควบคู่กับการเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์และทำงานร่วมกันกับผู้จำหน่าย ตามแนวทาง  One Mazda เพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนร่วมกัน

“ทั้งหมดนี้คือผลการดำเนินงานของมาสด้าในปี 2565 ที่ผ่านมา และแนวทางการดำเนินธุรกิจในปี 2566 เรามุ่งมั่นที่จะมอบช่วงเวลาแห่งความสุขในชีวิตให้กับลูกค้า พันธมิตร และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างแบรนด์มาสด้าให้เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยียานยนต์ที่มอบความสะดวกสบายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามวิสัยทัศน์ Sustainable Zoom-Zoom 2030 เพื่อโลก เพื่อสังคม และเพื่อผู้คน ที่ยั่งยืนตลอดไป ” นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติม

สรุปยอดจำหน่ายรถยนต์มาสด้า ประจำปี 2565 เปรียบเทียบกับปี 2564

ข้อมูลการขายรถ มกราคม – ธันวาคม 2565 มกราคม – ธันวาคม 2564 % เปลี่ยนแปลง
มาสด้า2 16,249 17,814 – 8.78
มาสด้า3 1,553 1,982 – 21.64
มาสด้า CX-3 4,249 4,743 – 10.41
มาสด้า CX-30 6,092 7,497 – 18.74
มาสด้า CX-5 824 930 – 11.39
มาสด้า CX-8 1,157 1,051 + 10.08
มาสด้า BT-50 1,506 1,363 + 10.49
มาสด้า MX-5 8 4 + 100.00
ยอดรวม 31,638 35,384 – 10.59

เปอโยต์ ประเทศไทย อัดแคมเปญสุดคุ้ม ‘ปี 66 นี้ เปอโยต์ มอบโปรฯ ดี 6 ต่อ!’ เช็กฟรี 39 รายการ

0

เปอโยต์ ประเทศไทย ภายใต้การบริหารโดยบริษัท เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ เปอโยต์ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย จัดแคมเปญรับปีใหม่เอาใจชาวเอสยูวีสัญชาติฝรั่งเศส ภายใต้แนวคิด ‘ปี 66 นี้ เปอโยต์ มอบโปรฯ ดี 6 ต่อ!’ เพียงนำ เปอโยต์ คันโปรดเข้ารับบริการ รับข้อเสนอพิเศษสุดคุ้มมากมาย!

สุนทรพันธ์ เดชะเทศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “นับตั้งแต่มีการนำแบรนด์รถยนต์ เปอโยต์ เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยอีกครั้ง ภายใต้การบริหารของ เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ก็ได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ชื่นชอบเอสยูวีสัญชาติฝรั่งเศส ทั้ง เปอโยต์ รุ่น 2008, 3008 และ 5008 7 ที่นั่ง ดีไซน์สวยเฉียบ สมรรถนะเยี่ยม พร้อมอุ่นใจกับบริการหลังการขายครบครัน โอกาสนี้ ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ที่วางใจให้เราดูแลแบบครบวงจร ด้วยของขวัญสุดพิเศษ เพียงนำ เปอโยต์ คันโปรดมาเข้ารับบริการหลังการขาย รับโปรโมชั่นดูแลสุดคุ้ม ไม่ว่าจะเป็น เช็กฟรี 39 รายการ ส่วนลดพิเศษถึง 15 % อีกทั้งสิทธิ์ลดหย่อนภาษีประจำปี และอื่นๆ เชิญรับข้อเสนอสุดคุ้มถึง 6 ต่อ ที่ศูนย์บริการมาตรฐานของ เปอโยต์ ทั่วประเทศ ได้แล้ววันนี้”

++แคมเปญสุดคุ้มรับปีใหม่ กับข้อเสนอเกินห้ามใจ ‘ปี 66 นี้ เปอโยต์ มอบโปรฯ ดี 6 ต่อ!’  สำหรับลูกค้าคนสำคัญ ถึง 28 กุมภาพันธ์นี้

  • ต่อที่ 1 เช็กฟรี 39 รายการ (รวมเช็กระยะปกติ และตรวจเช็กทั่วไป)*
  • ต่อที่ 2 ส่วนลดสูงสุด 10% เมื่อใช้จ่ายตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป (เฉพาะอะไหล่ที่กำหนด, ยกเว้นระบบเบรกและระบบช่วงล่าง)*
  • ต่อที่ 3 ส่วนลด 15% สำหรับระบบเบรก, ระบบช่วงล่าง และส่วนลดพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ Tunap*
  • ต่อที่ 4 พิเศษ! ยางรถยนต์ ซื้อ 3 แถม 1*
  • ต่อที่ 5 สิทธิ์การลดหย่อนภาษี โครงการช้อปดีมีคืน พร้อมผ่อน 0% นาน 6 เดือน*
  • ต่อที่ 6 รับของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก เปอโยต์*

เชื่อมั่นบริการ ทั้งก่อนและหลังการขายครบวงจร ด้วยศูนย์บริการมาตรฐาน ไม่ว่างานซ่อมสีหรือตัวถัง อีกทั้ง
มีเครื่องมือและอุปกรณ์ทันสมัย สำหรับวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหาอย่างตรงจุด พร้อมสรรพระบบสต็อกอะไหล่ และบริการอุ่นใจจากทีมช่างมืออาชีพ ที่ผ่านการฝึกอบรมมาอย่างดี

ตอกย้ำความมั่นใจในการบริการ ด้วยเครือข่ายที่ครอบคลุมถึง 5 สาขาในกรุงเทพฯ ได้แก่ เยาวราช, สุขุมวิท, เกษตร-นวมินทร์, มีนบุรี, สยามพารากอน รวมถึง 4 สาขา ในต่างจังหวัด คือ ชลบุรี, หาดใหญ่, ภูเก็ต, และอุบลราชธานี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมายเข้ารับบริการ โทร. ‘1488 ALWAYS CONNECTED’

LINE: @peugeotthailand
FACEBOOK: Peugeot Thailand
WEBSITE: www.peugeot.co.th                                                                                                                                                                                                                            * เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด