Home Blog Page 255

มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป วางศิลาฤกษ์ โชว์รูมพร้อมศูนย์บริการครบวงจรแห่งใหม่ สาขาสุราษฎร์ธานี

0

สยายปีกสู่แดนใต้, มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป ผู้จำหน่ายรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู และ มินิ อย่างเป็นทางการ ภายใต้กลุ่มธุรกิจ มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หรือ เอ็มจีซี-เอเชีย ทำพิธีวางศิลาฤกษ์โชว์รูม บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ พร้อมศูนย์บริการครบวงจร สาขาสุราษฎร์ธานี นำโดย ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ

มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) โดยมีคณะกรรมการบริหาร เอ็มจีซี-เอเชีย, ทีมผู้บริหาร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย รวมถึงทีมผู้บริหารและพนักงาน ร่วมแสดงความยินดีอย่างพร้อมเพรียง พร้อมรังสรรค์บริการเหนือระดับให้กับลูกค้า บีเอ็มดับเบิลยู และ มินิ อย่างเต็มรูปแบบ ช่วงกลางปี พ.ศ. 2566

โทร. 1286 Millennium Auto Connect
FACEBOOK: millenniumauto
LINE: @bmwmillenniumauto

“หัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด ครั้งที่ 20” คาราวานรถโบราณกว่าครึ่งร้อย เที่ยวกินลม ชมเล

0

สมาคมรถโบราณฯ ร่วมมือพันธมิตรใหม่ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน พร้อมหอการค้าจังหวัดเพชรบุรี เทศบาลเมืองชะอำ เทศบาลเมืองหัวหิน และ ททท. จัดคาราวาน “หัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด ครั้งที่ 20” ยกขบวนรถโบราณ และรถคลาสสิคกว่า 50 คัน ท่องเที่ยว กินลม ชมเล ทำบุญ เต้นลีลาศ เมื่อ 16 – 18 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “ปีนี้สมาคมฯ จัดงาน“หัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด ครั้งที่ 20” ภายในแนวคิด “ย้อนเวลา…กินลม…ชมเล – Turn Back the Clock…Feel the Breezes…Enjoy the Sea Viewsโดยร่วมกับพันธมิตรใหม่ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน และได้รับการสนับสนุนอย่างดีเช่นเคยจาก หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี เทศบาลเมืองชะอำ เทศบาลเมืองหัวหิน และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อสร้างความคึกคัก กระตุ้นการท่องเที่ยว หลังบรรยากาศซบเซาจากสถานการณ์โรคระบาด”

คาราวานประกอบด้วย รถโบราณ และรถคลาสสิคกว่า 50 คัน นำโดย MECEDES-BENZ  220S CABRIOLET ปี 1958, BMW 503 COUPE ปี 1956, MG TA ปี 1936, PORSCHE 911 CARRERA 3.2 CLUB SPORT ปี 1988 ฯลฯ พร้อมเจ้าของรถแต่งตัวย้อนยุค เดินทางจาก พิพิธภัณฑ์คนรักรถ AUTO RENDEZVOUS MUSEUM-BANGKOK ถนนประชาอุทิศ กรุงเทพฯ

จุดหมายแรกคือ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยหอการค้าจังหวัดเพชรบุรี ให้การต้อนรับ สมาคมฯ มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน โรงเรียนธรรมิกวิทยา เพชรบุรี หลังจากนั้น มุ่งสู่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ร่วมงานสังสรรค์พูดคุยกับเจ้าของรถโบราณในหัวข้อ “นี่แหละรถคันรัก” ณ Lagoon Lawn

วันที่สองเดินทางไป บ้านวังข่อย ตำบลทับใต้ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน จากนั้นเคลื่อนขบวนไปชมไร่องุ่น และรับประทานอาหารกลางวันที่ มอนซูน แวลลีย์ วินยาร์ด

ช่วงบ่าย เคลื่อนขบวนร่วมกิจกรรม Charity ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ช่วงค่ำ สมาชิกแต่งตัวย้อนสู่ยุค ’60 ร่วมงาน วินเทจคาร์ กาลา ดินเนอร์ พร้อมกิจกรรมเต้นลีลาศ กับวงดนตรี Sensation ณ ห้องรอยัล ดุสิต แกรนด์บอลรูม

ผู้ชื่นชอบรถโบราณ ที่พลาดชมคาราวานเมื่อวันที่ 16-18 ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา สามารถติดตามภาพความประทับใจงาน “หัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด ครั้งที่ 20” ย้อนหลังได้ที่ facebook.com/VintageCarClub

HAVAL JOLION ผ่านการรับรองด้านความปลอดภัยระดับสูงสุด ตามมาตรฐานออสตราเลเซีย (5-Star ANCAP)

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญของเจ้าสิงโตอารมณ์ดี HAVAL JOLION ซึ่งล่าสุดได้รับการรับรองว่าเป็นยานยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะที่มีความปลอดภัยสูงสุดระดับ 5 ดาวจากสถาบันประเมินรถยนต์ใหม่ตามมาตรฐานออสตราเลเซีย (Australasian New Car Assessment Program – ANCAP) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ทำการทดสอบการชนและประเมินประสิทธิภาพความปลอดภัยของรถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศออสเตรเลียและประเทศนิวซีแลนด์ ตอกย้ำพันธกิจของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการเดินหน้านำเสนอยนตรกรรมที่มาพร้อมกับสมรรถนะทรงพลัง นวัตกรรมล้ำสมัย และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ได้อย่างลงตัวควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์สังคมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

คาร์ล่า ฮูร์เวก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สถาบันประเมินรถยนต์ใหม่ตามมาตรฐานออสตราเลเซีย กล่าวว่า “คะแนนความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจาก ANCAP ที่ HAVAL JOLION ได้รับ เป็นมาตรฐานการประเมินลำดับที่ 3 ซึ่งทางสถาบันมอบให้แก่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภายใต้ข้อตกลงร่วมกันด้านการทดสอบรถยนต์ที่ผลิตออกจำหน่ายในช่วงปี พ.ศ. 2563 – 2565 โดยผลการประเมินของรถยนต์รุ่นนี้ได้รับความสนใจอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น HAVAL JOLION ยังได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นยานพาหนะที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงอย่างแท้จริง”

HAVAL JOLION ผ่านการประเมินความสามารถในการปกป้องผู้ขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนนเมื่อเกิดอุบัติเหตุในขั้นตอนทดสอบการชนอย่างรุนแรงหลากหลายรูปแบบ ทั้งยังผ่านการประเมินความสามารถในการป้องกันหรือลดระดับความรุนแรงเมื่อชนกับรถยนต์คันอื่น คนเดินถนน หรือแม้แต่คนปั่นจักรยาน ในชุดทดสอบประสิทธิภาพของการหลีกเลี่ยงการปะทะ โดย HAVAL JOLION สามารถมอบความปลอดภัยในระดับดีให้กับผู้ขับขี่สำหรับการทดสอบการชนด้านหน้าและแนวทแยง ด้วยถุงลมนิรภัยที่ติดตั้งไว้ตรงกลางที่ช่วยป้องกันการกระแทกให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้ารวมไปถึงผู้โดยสารด้านหลัง ไม่เพียงเท่านี้ เจ้าสิงโตอารมณ์ดียังทำคะแนนได้ดีในด้านการป้องกันอาการบาดเจ็บเฉียบพลันทั้งในห้องโดยสารด้านหน้าและด้านหลัง และในการทดสอบการชนจากด้านข้างก็ยังทำคะแนนได้ดีเช่นเดียวกันสำหรับการปกป้องผู้โดยสารที่เป็นเด็กอีกด้วย

นอกจากนั้น HAVAL JOLION ยังสามารถหลบหลีกหรือลดความรุนแรงของการชนกับรถยนต์คันอื่นด้วยระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LSS) ซึ่งได้คะแนนเต็มในการทดสอบ ขณะที่ฟังก์ชันเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก (AEB) ได้รับการประเมินว่าทำงานได้ในระดับดีเยี่ยม ที่สำคัญ HAVAL JOLION ยังทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในด้านประสิทธิภาพการหลบเลี่ยงการชน (Active Collision Avoidance Capability) และสามารถกวาดคะแนนด้านระบบการช่วยเหลือด้านความปลอดภัยในภาพรวม (Overall Safety Assist Score) ได้ถึง 92 คะแนน

ด้าน นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าสิงโตอารมณ์ดี HAVAL JOLION สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการทดสอบสมรรถนะความปลอดภัยโดยหนึ่งในหน่วยงานด้านการประเมินความปลอดภัยซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่พร้อมสร้างสรรค์และส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพให้กับตลาดยานยนต์ทั่วโลกอยู่เสมอ นอกจากนี้ HAVAL JOLION ยังคงได้รับความนิยมในหมู่แฟนๆ ชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2565 เราได้ส่งมอบ HAVAL JOLION ให้กับลูกค้าไปแล้ว 3,218 คัน และล่าสุดในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39 เจ้าสิงโตอารมณ์ดียังได้รับความสนใจอย่างท่วมท้น การันตีด้วยยอดการทดลองขับรวมทั้งสิ้น 333 ครั้ง และสามารถกวาดยอดจองไปได้ถึง 388 คันอีกด้วย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมอบให้กับรถยนต์รุ่นดังกล่าวและ เกรท วอล์ มอเตอร์ ในฐานะผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ได้เป็นอย่างดี”

สำหรับในประเทศไทย HAVAL JOLION เป็นเครื่องยนต์ระบบไฮบริด ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 1.5L ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมสูงสุด 190 แรงม้า ให้แรงบิดรวมสูงสุด 375 นิวตันเมตร โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอกอันโฉบเฉี่ยวสะท้อนถึงสุนทรียภาพแห่งอนาคต มาพร้อมเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ ผสานกับการออกแบบภายในแบบ 360 องศา ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง และอัดแน่นไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลายและครบครัน มีจำหน่ายในประเทศไทยทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น TECH ในราคา 879,000 บาท รุ่น PRO ในราคา 939,000 และรุ่น ULTRA ในราคา 999,000 บาท โดยมีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 5 สี ประกอบด้วย สีแดง (Burgundy Red) สีน้ำเงิน (Swarovski Blue) สีเทา (Ayers Gray) สีดำ (Sun Black) และสีขาว (Hamilton White) ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gwm.co.th/HAVAL_JOLION.html

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “ผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก”​ (Global Intelligent Technology) มุ่งมั่นส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการตลอดจนประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องภายใต้แนวทางการดำเนินกิจการที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางผ่านการรับฟังเสียงผู้บริโภคทั้งในออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างและหลากหลายของแฟนๆ ชาวไทยได้ดียิ่งขึ้นควบคู่ไปกับการเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ตรวจเช็กฟรี! อีซูซุ เชิญชวนผู้ใช้รถเก่าเข้าศูนย์ ร่วมลดฝุ่น PM 2.5 พร้อมรับส่วนลดสูงสุด 50%

0

กลุ่มอีซูซุหนึ่งใน 9 บริษัท ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ รณรงค์และเชิญชวนลูกค้าเข้าร่วมโครงการ “ดูแลรถเก่า เพื่ออากาศสดใส” โดยนำรถอีซูซุที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปเข้าศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุ* รับบริการตรวจเช็กฟรีกว่า 30 รายการสำหรับรถปิกอัพและรถนั่งอเนกประสงค์  อีซูซุ และฟรีกว่า 50 รายการสำหรับรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่อีซูซุ พร้อมรับส่วนลดสูงสุดถึง 50%**  สำหรับค่าแรงและค่าอะไหล่ที่เกี่ยวข้องกับการลดมลพิษทางอากาศ***

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษได้ตระหนักถึงปัญหา PM 2.5 ที่เกิดจากรถเก่า โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น รถยนต์ส่วนใหญ่เป็นรถเก่าที่มีทั้งแบบเจ้าของดูแล ซ่อมบำรุงอย่างดีและแบบใช้งานอย่างเดียวจะซ่อมเมื่อเสียเท่านั้น จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้รถเก่าเหล่านี้ปล่อยมลพิษออกสู่บรรยากาศมากกว่าที่ควรจะเป็น การจูงใจเจ้าของรถเก่าให้นำรถเข้ามารับบริการตรวจเช็คสภาพและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามกำหนดเวลา จึงเป็นมาตรการที่สำคัญในการลดการปล่อยมลพิษ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 จากรถยนต์ ซึ่งทางกรมฯ ได้รับความร่วมมือด้วยดีจากอีซูซุ ในการจัด
แคมเพจ์นที่น่าสนใจ เพื่อจูงใจให้ประชาชนนำรถเก่ามาตรวจเช็คสภาพและบำรุงรักษา ทั้งการให้ส่วนลดราคาค่าแรงและค่าอะไหล่ ซึ่งคาดว่าจะสามารถจูงใจให้เจ้าของรถเก่านำรถยนต์มาเข้ารับบริการจำนวนมาก ซึ่งตอบโจทย์ในการแก้ปัญหา
PM 2.5 พร้อมทั้งช่วยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของทุกคนอีกด้วย

กลุ่มตรีเพชร โดย  คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “วิกฤตฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหามลพิษทางอากาศที่มาตามฤดูกาล โดยส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงธันวาคม กุมภาพันธ์ของทุกๆ ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่มีความกดอากาศสูง อากาศนิ่งและลมสงบ แม้ว่าปริมาณมลพิษจากรถยนต์ยังคงเท่าเดิม แต่ในช่วงนี้จะมีการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรเพิ่มขึ้นจึงทำให้เกิดปัญหาได้ โดยเฉพาะรถที่มีอายุมากที่ขาดการบำรุงรักษาที่ถูกต้องและสมบูรณ์ ทางอีซูซุจึงร่วมมือกับกรมควบคุมมลพิษ ได้จัดกิจกรรมชื่อ โครงการ “ดูแลรถเก่า เพื่ออากาศสดใส” เพื่อบรรเทาปัญหามลพิษดังกล่าว โดยรถอีซูซุที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป สำหรับรถปิกอัพและรถนั่งอเนกประสงค์อีซูซุตรวจเช็กฟรี 30 รายการ สำหรับรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่อีซูซุ ตรวจเช็กฟรี 50 รายการ รวมทั้งมีส่วนลด  30%  สำหรับค่าแรงและ    ค่าอะไหล่ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยมลพิษ เช่น ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง ไส้กรองอากาศ ไส้กรองน้ำมันเครื่อง สำหรับรถที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป จะได้รับส่วนลดค่าแรงและค่าอะไหล่ถึง 50 % จึงอยากขอเชิญชวนเจ้าของรถอีซูซุทุกท่านที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป นำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อสุขภาพของท่าน สุขภาพของสังคมโดยรวม และเพื่ออากาศที่สดใสร่วมกันครับ

 

ท่านเจ้าของรถอีซูซุที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

https://www.isuzu-tis.com/service  หรือ Line : @isuzuthai หรือสามารถติดต่อศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุ 333 แห่งที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ โดยโครงการ “ดูแลรถเก่า เพื่ออากาศสดใส” ตั้งแต่วันนี้ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2566

หมายเหตุ

*    ที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุที่เข้าร่วมโครงการ 333 แห่งทั่วประเทศ

** 1) รถยนต์ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปี ขึ้นไป จะได้รับส่วนลดค่าแรงและค่าอะไหล่สำหรับการเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยมลพิษ 50 %

2) รถยนต์ที่มีอายุ 15-19 ปี จะได้รับส่วนลดค่าแรงและค่าอะไหล่สำหรับการเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยมลพิษ 30%
***รายการค่าแรงและอะไหล่ที่เกี่ยวข้อง

  1. ไส้กรองอากาศ
    2. ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง
    3. ไส้กรองน้ำมันเครื่อง

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เดินหน้าโครงการ ‘Solar For Lives : พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าโครงการ  ‘Solar For Lives : พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ ส่งมอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ให้แก่โรงพยาบาลในภาคใต้เป็นครั้งแรก ได้แก่ โรงพยาบาลเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง และโรงพยาบาลวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มุ่งเป้าติดตั้งระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ให้แก่โรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ 40 แห่ง ภายใน 10 ปี ตามแนวทางโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมด้าน ‘สิ่งแวดล้อม’ ที่มุ่งสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนเป็นกลางอย่างยั่งยืน

มร. ชิน คุโบะ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานกลยุทธ์องค์กร บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวภายในพิธีส่งมอบว่า “โครงการ ‘Solar For Lives : พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนของเรา ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) โดยมีเป้าหมายที่มุ่งติดตั้งระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ให้แก่โรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ เพื่อสร้างแหล่งพลังงานที่ยั่งยืนให้กับโรงพยาบาล เพื่อยกระดับการให้บริการด้านสุขภาพที่ดีเพื่อคนไทย พร้อมส่งเสริมเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลไทยที่มุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสังคมคาร์บอนเป็นกลาง โดยเราวางแผนใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 60 ล้านบาท เพื่อติดตั้งระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์รวมถึงค่าบำรุงรักษา ในโรงพยาบาลชุมชน 40 แห่งภายใน 10 ปีข้างหน้า คาดว่า โครงการ ‘Solar For Lives : พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ จะช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการได้มากกว่า 17,300 ตัน”

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ทำการส่งมอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์จากโครงการ ‘Solar For Lives : พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ ให้กับโรงพยาบาลเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง และโรงพยาบาลวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชนแห่งที่ 3 และ 4 ที่ได้รับมอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ ต่อเนื่องจากโรงพยาบาลน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแห่งแรก เมื่อเดือนเมษายน 2565 และโรงพยาบาลพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย ทางภาคเหนือเป็นแห่งที่สอง เมื่อเดือนมิถุนายน 2565 

นายแพทย์กัมปนาท เกษมสัตย์ นายแพทย์ชำนาญการ รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาล      เขาชัยสน จังหวัดพัทลุง กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และพันธมิตรผู้สนับสนุนโครงการทุกฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ให้แก่ทางโรงพยาบาล โดยหลังจากการติดตั้ง ค่าไฟฟ้าของโรงพยาบาลลดลงเฉลี่ยเดือนละ 30,000 บาท ทำให้เราสามารถนำงบประมาณส่วนนี้มาพัฒนาการดำเนินงานส่วนต่าง ๆ ของโรงพยาบาล เพื่อให้บริการและดูแลคนในชุมชนของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ชุมชนของเรามีสุขภาพที่ดีขึ้น”

ทางด้าน นายแพทย์รุ่งโรจน์ ทรัพย์สุนทร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า “โครงการนี้มีส่วนช่วยให้ทางโรงพยาบาลสามารถลดภาระค่าไฟฟ้าไปได้ถึงเดือนละร้อยละ 20 จากเดิมที่มีค่าใช้จ่ายไฟฟ้าเดือนละประมาณ 150,000 บาท แต่หลังจากติดตั้งระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์แล้ว สามารถลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าลงเฉลี่ยเหลือเพียงเดือนละ 120,000 บาท ซึ่งสำคัญมากสำหรับโรงพยาบาลของเรา ที่กำลังวางแผนพัฒนาส่วนต่างๆ ผมจึงขอขอบคุณ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และพันธมิตรผู้ร่วมโครงการ ที่มีส่วนช่วยพัฒนาบริการและการดำเนินการของเรา”

โครงการ ‘Solar For Lives : พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และหน่วยงานพันธมิตรต่าง ๆ จะช่วยให้โรงพยาบาลแต่ละแห่งที่เข้าร่วมโครงการ สามารถลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 400,000 บาทต่อปี อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย สอดคล้องกับพันธกิจของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่มุ่งสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนเป็นกลาง เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนการดำเนินงานเพื่อสังคมของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย’ และหลักสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ

นอกจากโครงการ ‘Solar For Lives : พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังเปิดตัวแนวคิดริเริ่มและโครงการอื่น ๆ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนเป็นกลาง ประกอบด้วย การติดตั้งแผงโซล่าร์ระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงงานในแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ที่ช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ลงมากกว่า 6,100 ตันต่อปี และการฟื้นฟูผืนป่าภายใต้โครงการ ‘รากกล้าแห่งความยั่งยืน’ รวมถึงการดำเนินการด้านธุรกิจที่มุ่งลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ลง ร้อยละ 40  ผ่านการพัฒนาการผลิตและคิดค้นพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ พร้อมกับเพิ่มสัดส่วนรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าให้มียอดจำหน่ายอยู่ที่ร้อยละ 50 ภายในปี 2573 เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนแห่งอนาคต

 

 

บริดจสโตน เดินหน้าลงทุนต่อเนื่องเพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน กับโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาที่โรงงานในประเทศไทย

0

บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด (ไทยบริดจสโตน) เดินหน้าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตยางรถยนต์ ณ โรงงานหนองแค จังหวัดสระบุรี โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 9.95 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งใหญ่ที่สุดของกลุ่มบริษัทในเครือบริดจสโตนทั่วโลก คาดว่าจะสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ประมาณ 97,500 ตัน ในอีก 15 ปีข้างหน้า*1

โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับ “Bridgestone E8 Commitment (พันธสัญญา E8 ของบริดจสโตน)”*2
ใน “ด้าน Energy (พลังงาน) ด้วยการตระหนักถึงสังคมแห่งการเดินทาง ตั้งเป้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” “ด้าน Ecology (สิ่งแวดล้อม) ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและโซลูชั่นในผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อคนรุ่นต่อไปในอนาคต” และ “ด้าน Economy (เศรษฐกิจ) ด้วยการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจของการเดินทางและการดำเนินธุรกิจ”

การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาจะช่วยให้เกิดความเป็นกลางทางคาร์บอนทั่วทั้งธุรกิจ และเป็นแรงบันดาลใจให้เราก้าวไปสู่วิสัยทัศน์ของบริดจสโตนในฐานะองค์กรผู้ส่งมอบโซลูชั่นอย่างยั่งยืนภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) นอกจากนี้ยังตอกย้ำความสำคัญของฐานการผลิตยางรถยนต์ในประเทศไทยด้วย โดยในพิธีเปิดโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ณ โรงงานหนองแค จังหวัดสระบุรี คณะผู้บริหารจากกลุ่มบริษัทในเครือบริดจสโตน นำโดยนายมาซาฮิโระ ฮิกาชิ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการร่วมสูงสุด บริษัท บริดจสโตน คอร์ปอเรชั่น จำกัด และนายยาสึฮิโร่ โมริตะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท บริดจสโตนเอเชียแปซิฟิก จำกัด ได้ให้เกียรติเข้าร่วมพิธีและเป็นสักขีพยานในความสำเร็จของโครงการซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2565 นับเป็นการยกระดับการดำเนินธุรกิจสู่ความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2564 กลุ่มบริษัทในเครือบริดจสโตนได้เริ่มใช้ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ณ บริษัท บริดจสโตน ไทร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เป็นที่แรกในประเทศไทย

“ด้วยการยึดมั่นในพันธกิจ “รับใช้สังคมด้วยคุณภาพที่เหนือกว่า” รวมถึงให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลกเสมอมา ทำให้กลุ่มบริษัทในเครือบริดจสโตนขยายและพัฒนาธุรกิจไป
ทั่วโลกภายใต้กรอบความยั่งยืนเพื่อส่งมอบคุณค่าแก่สังคมและลูกค้า สนับสนุนการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและความเป็นกลางทางคาร์บอนตลอดการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้บรรลุ
เป้าหมายสิ่งแวดล้อมระยะกลาง ด้วยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 50%*3 และนำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 5 เท่า*4 ตลอดวงจรชีวิต*5 ของผลิตภัณฑ์และห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573)” นายโยชิคาซึ ชิดะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริดจสโตนเอเชียแปซิฟิก จำกัด กล่าว 

“จากความมุ่งมั่นตามพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมของบริดจสโตน ตลอดจนสนับสนุนสังคมที่ยั่งยืนในประเทศไทยให้เกิดขึ้นจริง ไทยบริดจสโตนได้นำแนวความคิดริเริ่มในการรักษาสิ่งแวดล้อมมาใช้ในโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะการยกระดับการใช้พลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิตยางรถยนต์ ปีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวย่างที่สำคัญของไทยบริดจสโตน โดยร่วมมือกับบริษัท อิมแพคท์ โซล่าร์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ณ โรงงานหนองแค มีกำลังการผลิตไฟฟ้าขนาด 9.95 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาแห่งใหญ่ที่สุดของกลุ่มบริษัทในเครือบริดจสโตนทั่วโลก ทั้งยังสะท้อนถึงความสำคัญของประเทศไทยซึ่งเป็นฐานการผลิตยางรถยนต์คุณภาพของกลุ่มบริษัทในเครือบริดจสโตนนายเคอิจิ ชูมะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด กล่าว “นับเป็นการทำงานอย่างเข้มแข็งและมุ่งมั่นของทีมงานบริดจสโตนประเทศไทยทุกคนที่ทำให้ความคิดริเริ่มนี้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม และเรายังคงเดินหน้าสู่เส้นทางการสร้างคุณค่าร่วมและการสร้างความยั่งยืนให้สังคมและลูกค้าต่อไป” 

ปัจจุบัน บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด โรงงานหนองแค มีกำลังการผลิตยางสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (PSR) และยางสำหรับรถกระบะหรือรถบรรทุกขนาดเล็ก (LVR) รวม 202 ตันต่อวัน บนพื้นที่โรงงานทั้งหมด 660,000 ตารางเมตร ซึ่งโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงงานดังกล่าวถือเป็นการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้าไปเสริมความแข็งแกร่งในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนตามเจตนารมณ์ของบริดจสโตนในการมีส่วนร่วมเพื่อสังคมที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น

 

การใช้ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ณ บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด โรงงานหนองแค จังหวัดสระบุรี

*1 คำนวณโดยใช้ปัจจัย 0.4798 ตัน-CO2/MWh เป็นเวลา 15 ปีโดย บริษัท บริดจสโตน เอเชีย แปซิฟิค
เทคโนโลยี เซ็นเตอร์ จำกัด
*2 กลุ่มบริษัทในเครือบริดจสโตนได้กำหนด “Bridgestone E8 Commitment (พันธสัญญา E8 ของ
บริดจสโตน)” เพื่อช่วยให้บรรลุวิสัยทัศน์: “สู่ปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) บริดจสโตนยังคงส่งมอบคุณค่า
ให้สังคมและลูกค้าในฐานะองค์กรผู้ส่งมอบโซลูชั่นอย่างยั่งยืน” ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการ
ขับเคลื่อนการบริหารควบคู่ไปกับการสร้างความไว้วางใจและน่าเชื่อถือให้กับคนรุ่นต่อไปในอนาคต
“Bridgestone E8 Commitment (พันธสัญญา E8 ของบริดจสโตน)” ประกอบด้วยคุณค่า 8 ด้านของ
บริดจสโตนที่เริ่มต้นด้วยตัวอักษร “E” (ด้าน Energy (พลังงาน), ด้าน Ecology (สิ่งแวดล้อม),
ด้าน Efficiency (ประสิทธิภาพ), ด้าน Extension (การเติบโต), ด้าน Economy (เศรษฐกิจ),
ด้าน Emotion (ความรู้สึก), ด้าน Ease (ความสะดวกสบาย) และด้าน Empowerment (พลังทางสังคม)
ซึ่งกลุ่มบริษัทในเครือบริดจสโตนจะมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผ่านเจตจำนงและกระบวนการทำงานร่วมกับ
พนักงาน สังคม พันธมิตร และลูกค้า เพื่อสังคมที่ยั่งยืน
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bridgestone.com/corporate/news/pdf/2022030101.pdf *3 ขอบเขตที่ 1 และ 2 ฐานปี: ค.ศ. 2011 (พ.ศ. 2554)
*4 ขอบเขตที่ 1 และ 2 ฐานปี: ค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2563)
*5 ขอบเขตที่ 3

ทดลองขับ CP Foton Aumark iBlue รถบรรทุก 6 ล้อพลังไฟฟ้า กำลังแรง ชาร์จ 1 ครั้ง ทำระยะทางทะลุ 200 กม.

0
CP Foton Pic Open

CP Forton Aumark iBlue 85 รถบรรทุกไฟฟ้า 100% ที่จะมาทำการปฏิวัติงานขนส่งเชิงพาณิชย์จากการลต้นทุนในด้านเชื้อเพิลง ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าจากมอเตอร์ไฟฟ้า FTTB064 ที่ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า และให้แรงบิดสูงสุด 300 Nm. ที่สามารถชาร์จไฟ 1 ครั้ง ทำระยทางในการใช้งานได้กว่า 200 กม. ไฮไลท์ของรถบรรทุก 6 ล้อพลังงานไฟฟ้าคันนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ ติดตามได้จากรายงาน

CP Foton 1

ด้านมิติตัวรถ CP Foton Aumark iBlue 85 มาพร้อมระยะช่วงล้อยาว 3.36 ม. มิติด้านหลังหัวเก๋งถึงปลายแชสซียาว 4.2 ม. ตัวถังนี้รองรับการต่อเติมได้หลากหลาย ตัวรถมีน้ำหนัก 2.6 ตัน และมีน้ำหนักบรรทุกได้ถึง 3.4 ตัน

CP Foton 2

ดีไซน์ตัวรถสวยงาม กระจกบานหน้าบานใหญ่ช่วยให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดี กระจกด้านข้างมีมากถึง 6 บาน ไฟหน้าใช้แบบ Daytime LED โคมไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ที่ให้ความเข้มข้นของไฟสูงถึง 50,000CD

CP Foton 3

ห้องโดยสารกันกว้างกว่ารถบรรทุกทั่วไป เพราะยกชุดเกียร์ออก ทำให้สามารถเพิ่มพื้นที่ในห้องโดยสาร ทั้งยังมีความทันสมัย ตกแต่งแบเรียบง่ายแต่ได้ความลงตัว อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งกระจกไฟฟ้าอัตโนมัติคู่หน้า เรือนไมล์แบบ Digital มาพร้อมจอสีขนาดใหญ่ แสดงข้อมูลเชิงลึกได้ละเอียด อาทิ สถานแบตฯ ความจุ กำลังไฟขณะใช้งาน เข็มวัดความเร็วและวัดกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมบอกระดับการ “รีเจนฯ” แบตฯ

CP Foton 5

CP Foton 6

พวงมาลัยยังเป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น ปรับได้ 4 ทิศทาง ระบบปรับอากาศปรับไฟฟ้า ประตูปรับได้ 3 ระดับ และที่เป็นไฮไลท์เด็ดคือสามารถเปิดได้กว้างสุดถึง 90 องศา ทำให้ขึ้นลงสะดวก และที่สำคัญภายในห้องโดยสารเงียบสุดโดยในเสปคบอกว่ามีความดังเพียง 65 dB โดยใช้วัสดุกันเสียง และซีลยางขอบประตูมาตรฐานยุโรป

CP Foton 4

ขุมพลังขับเคลื่อนมาจากมอเตอร์ไฟฟ้า FTTB064 ให้กำลัง 156 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 300 Nm. ทำความเร็วสูงสุด 90 กม/ชม. และสามารถวิ่งได้ระยะทางต่อการชาร์จ 1 ครั้ง อยู่ที่ 240 กม. ตามมาตรฐาน NEDC

CP Foton 7

แบตเตอรี่มากับมาตรฐานการป้องกันฝุ่นละอองและน้ำ (IP Standard) อัพเกรทใหม่เป็น IP68 ที่ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานความปลอดภัยของทวีปยุโรป ในขณะที่อุปกรณ์แรงดันไฟฟ้าต่ำ Low Voltage จะผ่านมาตรฐาน IP67 เช่น ปลั๊ก, ส่วนเชื่อมต่อกระแสไฟต่ำ ซึ่งสามารถป้องกันฝุ่นและป้องกันการแทรกซึมของน้ำจากการแช่ตัวอุปกรณ์ที่ความลึกถึง 1 เมตร ต่อเนื่องถึง 30 นาที

CP Foton 9

หัวชาร์จที่ใช้ใน CP Foton Aumark iBlue 85 จะเป็นแบบยุโรป หรือ CCs2 รองรับทั้งการชาร์จเร็ว (DC Charge) และ ชาร์จปกติ (AC Charge) โดยมีระยะเวลาในการชาร์จดังนี้

ในการชาร์จเร็ว DC 120 kWh 20%-80% จะใช้เวลา 30 นาที ส่วนถ้าชาร์จปกติ AC 11 kWh 20%-80% จะใช้เวลา 4.30

CP Foton 9

ในส่วนของระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ Parabolic Spring จำนวน 3 ชิ้น ส่วนช่วงล่างหลังเป็นแบบแหนบสปริงหลัก จำนวน 5 ชิ้น โดยเป็นแหนบสปริงเสริมสมรรถนะการบรรทุก อีกจำนวน 2 ชิ้น เพื่อเพิ่มความนุ่มนวลของห้องโดยสารและสมรรถนะการบรรทุกที่มั่นใจได้

CP Foton 11

ระบบความปลอดภัย ก็มีให้ทั้งระบบเบรกไฟฟ้า ที่มาพร้อมกับระบบเบรก ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD ที่สามารถปรับสมดุลแรงเบรกหน้าและหลังให้ความมั่นใจได้ในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี

การทดลองขับในครั้งนี้เป็นแบบระยะสั้นในสถานที่ปิด เและเป็นครั้งแรกได้สัมผัสกับ CP Foton Aumark iBlue 85 ในหลายรูปแบบการทดสอบ

CP Foton Aumark iBlue 85 มากับงานประกอบที่ประณีต แข็งแกร่ง และทนทาน ทั้งโครงส้างตัวถังรถ ชิ้นส่วนแบตเตอรี่ ชุดสายไฟ มอเตอร์ไฟฟ้า การขึ้นไปยังห้องโดยสารอาจลำบากล็กน้อยสำหรับผู้ที่มีความสูงต่ำกว่า 165 ซม. แต่ก็มีบันไดไว้คอยช่วยเหลือ และประตูเปิดได้กว้าง 90 องศา ทำให้การขึ้น-ลงรถได้สะดวกขึ้น

CP Foton 13

วิธีการสตาร์ทอาจจะแตกต่างไปจากรถไฟฟ้าทั่วไปเล็กน้อย เพียงแค่เหยียบเบรกแต่ต้องหมุนกุญแจ หน้าจอก็จะแสดงการทำงานของระบบต่างๆไว้ครบถ้วน แป้นเกียร์เป็นแบบวงกลมหมุนไปตามตำแหน่งที่ต้องการ R / N / D

CP Foton 10

แป้นคันเร่งเบา ควบคุมง่าย และสิ่งที่ไม่คุ้นชินคือพวงมาลัยขนาดกว้างตามสไตล์รถบรรทุก แต่ก็ยังดีทีเป็นพวงมาลัยไฟฟ้า EPS ซึ่งน้ำหนักของพวงมาลัยนั้น ไม่หนักและเบาจนเกินไป ระบบเบรกแบบไฟฟ้า ฟิลลิ่งใกล้เคียงกับรถเก๋ง และไม่ได้ใข้ระบบเบรคแบบหม้อลม แต่แน่นอน การพัฒนาในครั้งนี้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา แถมยังมี Engine Brake และยังช่วยชาร์จไฟกลับไปยังแบตเตอรี่จากแรงเฉื่อยที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย

CP Foton 15

ด้านขุมกำลังของมอเตอร์ที่ให้แรงม้า 156 PS ให้แรงบิดสูงสุด 300 Nm. เมื่อเทียบกับ นน.ตัวรถ อาจเหมือนแบกภาระไว้ แต่อัตราเร่งมาตามสไตล์รถไฟฟ้าซึ่งไม่ต้องรอรอบ ความเร็วที่ได้ลองในสนามทดสอบทะลุ 90 กม./ชม.

CP Foton 16

ช่วงล่างออกแบมาลงตัว ให้ความนุ่มนวล และลดความกระด้างของรถประเภทนี้ลงได้อย่างชัดเจน แถมยังให้การยึดเกาะที่ดี แต่ในขณะที่ทดสอบนั้นไม่มีสัมภาระที่บรรทุก

ปิดท้ายที่เรื่องระยะทางการวิ่งที่เครมไว้ที่ 240 กม./การชาร์จ ในรูปแบบ NEDC ซึ่งการทดสอบครั้งนี้เป็นการขับระยะสั้น แต่ด้วยตัวเลขที่เคลมจากบริษัทผู้ผลิต ระยะทางที่ว่าไว้ทำให้การขนส่งข้ามจังหวัดทำได้อย่างสบายๆ เพราะเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการปฎิวัติการขนส่งเชิงพาณิชย์เพื่อให้ได้มาซึ่งการลดต้นทุนในเรื่องของเชื้อเพลิง อีกทั้งยังมีการพัฒนาดด้านการขับขี่เพื่อความสะดวกสบายและปลอดภัยไปกับเทคโนโลยีต่างๆที่ติดตั้งมาให้อย่างทันยุค ทันสมัย

CP Foton 16

CP Foton Aumark iBlue 85 มาพร้อมการรับประกันคุณภาพสินค้า (Warranty) รับประกันตัวรถ 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง รับประกันแบตเตอรี่ และ ระบบไฟฟ้า 5 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistant 3 ปี

CP Foton 18

NEW CP FOTON Aumark iBlue 85 รถบรรทุก 6 ล้อ พลังงานไฟฟ้า 100% มาพร้อมค่าตัวเริ่มต้น 1,490,000 บาท พร้อมเครื่องชาร์จ AC 7 kWh สอบถามรายละเอียดและติดต่อทดลองขับได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐาน ซีพี โฟตอน ที่ได้รับการแต่งตั้งทั่วประเทศ หรือ Hotline 02-826-9880

มาสด้าชวนลูกค้าตรวจเช็กรถฟรี 20 รายการ ก่อนเดินทางช่วงปีใหม่ กับแคมเปญ MAZDA มหกรรมตรวจรถสิ้นปี อุ่นใจทุกเส้นทาง

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ส่งความห่วงใยไปยังลูกค้าและผู้ใช้รถใช้ถนนผ่านแคมเปญ MAZDA มหกรรมตรวจรถสิ้นปี อุ่นใจทุกเส้นทาง เชิญลูกค้ามาสด้าเข้ารับการตรวจเช็กสภาพรถฟรีทุกรุ่น รวม 20 รายการ พร้อมตรวจเช็กระบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วยเครื่องมือพิเศษ M-MDS ก่อนเดินทางในช่วงวันหยุดยาวกับเทศกาลปีใหม่ เพื่อให้รถอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งานได้อย่างปลอดภัย และรับส่วนลดพิเศษเพิ่มเติมอีก 200 บาท* เมื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องพร้อมไส้กรอง สำหรับรถยนต์มาสด้าเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 2.2 ลิตร ที่มีอายุเกิน 5 ปี ขึ้นไป โดยสามารถติดต่อสอบถามและนัดหมายเข้ารับบริการได้ตั้งแต่วันที่ 1-31 ธันวาคม 2565 ที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความปลอดภัยของลูกค้าและผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน คือสิ่งที่มาสด้าให้ความสำคัญมาโดยตลอดในฐานะบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ เราจึงมุ่งมั่นที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ และมาพร้อมเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ควบคู่ไปกับการยกระดับการบริการหลังการขายเพื่อดูแลรถยนต์ของลูกค้าให้ดีที่สุดให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลสำคัญๆ ที่มีประชาชนใช้รถใช้ถนนเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีความห่วงใยและขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างปลอดภัยผ่านโปรแกรมพิเศษนี้ รวมถึงการเตรียมพร้อมรองรับลูกค้าในทุกมิติ โดยมุ่งมั่นในการแสวงหาทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกค้ามีความสุข All for Customers และที่สำคัญ คือ การเอาใจใส่ดูแลลูกค้าของเราด้วยการบริการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า

สำหรับโปรแกรม MAZDA มหกรรมตรวจรถสิ้นปี อุ่นใจทุกเส้นทาง เพื่อให้บริการตรวจเช็กรถฟรีทุกรุ่น รวม 20 รายการ รวมถึงการตรวจเช็กระบบอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยเครื่องมือพิเศษ M-MDS ที่ให้บริการกับลูกค้ามาสด้าโดยเฉพาะ และสำหรับลูกค้าที่ใช้รถมาสด้า3, มาสด้า CX-3 และมาสด้า MX-5 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร และมาสด้า CX-5 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 2.2 ลิตร ที่มีอายุเกิน 5 ปี ขึ้นไป เมื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องพร้อมไส้กรอง มาสด้ามอบส่วนลดพิเศษเพิ่มเติมอีก 200 บาท* เพื่อให้ลูกค้านำรถเข้ามาเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทางในช่วงวันหยุดยาวกับเทศกาลปีใหม่ โดยสามารถนัดหมายเข้ารับบริการได้ตั้งแต่วันที่ 1-31 ธันวาคม 2565 ที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ มาสด้าสปีดไลน์ 02 030 5666

ทั้งนี้ มาสด้าขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบความสะดวกสบายให้กับผู้คน ผ่านเทคโนโลยียานยนต์ที่มีความปลอดภัย คุ้มค่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับให้การดูแลด้านบริการหลังการขายที่ครอบคลุมและมีมาตรฐาน เพื่อให้ลูกค้าและผู้ใช้รถใช้ถนนมีความปลอดภัย ตามวิสัยทัศน์ของมาสด้า Sustainable Zoom-Zoom 2030 เพื่อให้โลกของเรายังคงสวยงาม เพื่อความสุขของผู้คนในสังคม และสร้างสังคมให้น่าอยู่ตลอดไป

หมายเหตุ:

*สำหรับรถ มาสด้า3, มาสด้า CX-3, มาสด้า CX-5 และมาสด้า MX-5 ที่ออกรถก่อนวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป

*สิทธิพิเศษนี้มีจำนวนจำกัด และเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษาเงื่อนไขกับศูนย์บริการก่อนเข้ารับบริการ หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

“ลามิน่า” รับรางวัลยอดจำหน่ายสูงสุด ประจำปี 2565

0

นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า”  ผลิตโดยอีสท์แมน เพอร์ฟอร์แมนซ์ฟิล์ม สหรัฐอเมริกา แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย รับรางวัลผู้จำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ประจำปี 2565 ในหมวดรางวัลเกียรติยศ Thailand Car & Motorcycle Marketing Awards 2022 จาก นายวชิระ เรืองมาลัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย

งานประกาศรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2565 : Thailand Car Of The Year 2022 และ Thailand Car & Motorcycle Marketing Awards 2022  ครั้งนี้จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสินตามหลักกติกาสากล ประเมินจากผลงานด้านการตลาด การขาย นวัตกรรม และเทคโนโลยี โดยมี นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ณ ศูนย์ประชุมเดอะฮอลล์ กรุงเทพฯ

ฟิล์มกรองแสงลามิน่าประสบความสำเร็จในตลาดประเทศไทยด้วยการครองอันดับ 1 ในตลาดฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคารมาต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 20 ปี และได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง รวมถึงยังเป็นผู้นำทางด้านการคัดสรรนวัตกรรมด้านฟิล์มกรองแสงมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคมาโดยตลอด ซึ่งล่าสุด “ลามิน่า ดิจิทัล อีวีเอส บูสต์” (Lamina Digital EVS Boost) ฟิล์มดิจิทัลประหยัดพลังงานรุ่นใหม่ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ไฮบริด/อีวี และสมาร์ทคาร์ยุคดิจิทัลอย่างล้นหลาม

นอกจากนี้บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ในฐานะผู้จัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงคุณภาพสูงมืออาชีพระดับเอเชียแปซิฟิค ยังนำเข้าผลิตภัณฑ์ด้านยานยนต์อีกมากมาย อาทิ อุปกรณ์บรรทุกสัมภาระธูเล่ (Thule) จากประเทศสวีเดน ผลิตภัณฑ์ฟิล์มนิรภัยปกป้องสีรถลูมาร์ (LLumar) จากสหรัฐอเมริกา และผลิตภัณฑ์ดูแลรักษายานยนต์ครบวงจรแอลลักซ์ (LLux) คุณภาพเยี่ยมจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

เอเอเอสฯ ร่วมกับ บ้านอิสสระ บางนา จัดแคมเปญสุดพิเศษ ซื้อบ้านแถมรถ พร้อมอวดโฉมอัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์ไฮบริด ณ งาน ‘Open The New Legacy’

0

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ร่วมกับ บ้านอิสสระ บางนา โดย บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) จัดแคมเปญสุดพิเศษ ‘ซื้อบ้านแถมรถ’ พร้อมนำ 2 อัครยนตรกรรม Bentley Flying Spur Hybrid และ Bentley Bentayga Hybrid อวดโฉมความหรูหราในงาน ‘Open The New Legacy’ งานเปิดบ้านหรูซูเปอร์ลักชัวรีหลังใหญ่ตกแต่งใหม่ล่าสุด ณ โครงการบ้านอิสสระ บางนา เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ภายในงาน ‘Open The New Legacy’ แขกผู้มีเกียรติจากทั้งทาง เอเอเอสฯ และ บ้านอิสสระ บางนา ได้ชมบ้านตัวอย่างหลังใหม่ตกแต่งในสไตล์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความทรงจำ ความภาคภูมิใจในทุกๆโมเมนต์ของครอบครัวผ่านการตกแต่งในแต่ละชั้น สร้างอารมณ์ ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ภายใต้แนวคิด “We never remember Days, We remember Moments” ด้วยผลงานการออกแบบของ Studio Freehand

โดยมีไฮไลท์สำคัญภายในงานกับการได้สัมผัส 2 อัครยนตรกรรม เบนท์ลีย์ ฟลายอิ้ง สเปอร์ ไฮบริด (Bentley Flying Spur Hybrid) อัครยนตรกรรมสปอร์ตซีดานที่นิยามความสมบูรณ์แบบของส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างยนตรกรรมสปอร์ตและอัครยนตรกรรมลีมูซีน และอีกหนึ่งรุ่น เบนท์ลีย์ เบนเทก้า ไฮบริด (Bentley Bentayga Hybrid) อัครยนตรกรรมแบบเอสยูวีที่มาพร้อมกับจุดเด่นด้านความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารในแบบยนตรกรรมอเนกประสงค์ ซึ่งทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับความหรูหรา และ สมรรถนะอันเต็มเปี่ยมที่จะมอบประสิทธิภาพในการขับขี่ที่เหนือชั้น พร้อมกับคุณสมบัติด้านการประหยัดพลังงานด้วยขุมพลังจากเครื่องยนต์แบบไฮบริดรุ่น V6 ซึ่ง เอเอเอสฯ ยังได้มอบโอกาสในการทดลองขับอัครยนตรกรรมทั้ง 2 รุ่นภายในโครงการฯ ให้แก่แขกผู้ที่สนใจเพื่อเปิดประสบการณ์การขับขี่แบบเหนือระดับในแบบเบนท์ลีย์ พร้อมรับหมวกเบสบอลเบนท์ลีย์เป็นของที่ระลึก เรียกเสียงตอบรับจากผู้ที่สนใจภายในงานได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ แขกภายในงานยังได้ร่วมกิจกรรม DIY ร้อยสร้อยข้อมือหินมงคลเสริมบารมี กิจกรรม Photo Booth ถ่ายภาพกับห้องตกแต่งใหม่ในมุมต่างๆ ภายในบ้าน ปิดท้ายด้วยมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร พร้อมเปียโนคู่ใจมาขับกล่อมมอบบทเพลงสุดอบอุ่นในบรรยากาศอันเป็นกันเองที่สุดแสนประทับใจ

สำหรับลูกค้าที่สนใจจองบ้านหรูในโครงการ บ้านอิสสระ บางนา โครงการบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักชัวรี มูลค่า 159 ล้านบาท* รับข้อเสนอสุดพิเศษ ซื้อบ้านแถมรถยนต์ เบนท์ลีย์ ฟลายอิ้ง สเปอร์ ไฮบริด (Bentley Flying Spur Hybrid) มูลค่ากว่า 14.4 ล้าน* บาท พร้อมรับบัตรกำนัลแพ็คเกจที่พักสุดหรู 3 วัน 2 คืน ณ Mama Penthouse @Baba Beach Club Hua Hin มูลค่า 200,000 บาท*