Home Blog Page 256

15 นวัตกรจิ๋ว ผ่านเข้ารอบ ฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์ 2022 ร่วมเวิร์กชอป ซูเปอร์ ไอเดีย…ซูเปอร์ แคมป์ 2022

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิด 15 ผลงานสุดท้ายจากความคิดสร้างสรรค์ของนวัตกรจิ๋วทั่วประเทศที่ผ่านการคัดเลือกในโครงการ “ฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์ 2022” โดยน้อง ๆ ทั้ง 15 คนได้เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กชอป ซูเปอร์ ไอเดีย…ซูเปอร์ แคมป์ 2022: คลื่นความคิด(ส์) พิชิตไอเดียกระหึ่มโลก เพื่อพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ เรียนรู้หลักการทางวิทยาศาสตร์และศิลปะจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ นำไปต่อยอดสร้างสรรค์โมเดลสิ่งประดิษฐ์ในการแข่งขันรอบสุดท้ายโดยจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม 2565 ณ สามย่าน มิตรทาวน์ เพื่อชิงรางวัลโล่พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษา และโอกาสเดินทางไปทัศนศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อต่อยอดความรู้และประสบการณ์ในช่วงเดือน มีนาคม 2566

โครงการ “ฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์ 2022” จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 ภายใต้แนวคิด “บรรเลงความคิด สร้างท่วงทำนองความฝัน ขับขานจินตนาการเด็กไทย ให้กังวานไกลไปทั่วโลก” โดยได้รับความสนใจจากเยาวชนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ทั่วประเทศ ส่งภาพไอเดียจากความฝันและจินตนาการในการออกแบบสิ่งประดิษฐ์แห่งอนาคตที่สนุก สร้างสรรค์ และมีประโยชน์ต่อสังคม มากถึง 23,958 ผลงาน โดยคณะกรรมการโครงการฯ ได้ทำการคัดเลือกผู้ผ่านเข้ารอบจำนวน 80 ผลงาน เพื่อนำเสนอผลงานจากกระดาษจินตนาการในรูปแบบคลิปวิดีโอ และคัดเลือก 15 ผลงานเข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กชอป ซูเปอร์ ไอเดีย…ซูเปอร์ แคมป์: คลื่นความคิด(ส์) พิชิตไอเดียกระหึ่มโลก จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจัดเมื่อวันที่ 26 – 27 พฤศจิกายน 2565 ณ รีสอร์ท ธันย่า ซีวิว แสมสาร จ.ชลบุรี

กิจกรรมเวิร์กชอป ซูเปอร์ ไอเดีย…ซูเปอร์ แคมป์ 2022: คลื่นความคิด(ส์) พิชิตไอเดียกระหึ่มโลก ประกอบด้วย 3 กิจกรรม ได้แก่

  • กิจกรรม “เมื่อลมเอยมาเกยทะเล” โดยทีม Mad Science ผู้นำในการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยน้อง ๆ ได้จุดประกายจินตนาการและสนุกกับทดลองทางวิทยาศาสตร์และสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้พลังงานลม

  • กิจกรรม “โมเดลสุดอัศจรรย์” โดยทีมครูอ่ำ-อนุรักษ์ สุขนันทศักดิ์ เจ้าของสถาบัน 23 art home tutor และพิธีกรรายการ Art Club ทางช่อง Cartoon Club Channel ที่มีความเชี่ยวชาญในการสอนศิลปะด้วยการแนะนำเทคนิคการเลือกใช้วัสดุ การทำสิ่งประดิษฐ์ให้เคลื่อนไหว การเลือกใช้สีและการตกแต่งอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างสรรค์แบบจำลองในรูปแบบ 3 มิติ

  • กิจกรรม “เสียงเพลง บรรเลงความคิด(ส์)” โดยครูแก้วตะวัน ภุชงคสมุทท์ โดยน้อง ๆ ได้รู้จักกับเครื่องดนตรีที่ให้เสียงโน้ตต่าง ๆ รวมถึงเรียนรู้การไล่ระดับเสียงและการนับจังหวะ

นอกจากนี้ น้อง ๆ ได้ไปทัศนศึกษาที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือสัตหีบ โดยได้เรียนรู้ในการรักษาสิ่งแวดล้อม และรับรู้ถึงปัญหาของขยะพลาสติก ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เต่าทะเลเสียชีวิต ทำให้จำนวนเต่าทะเลของประเทศไทยลดลง และไปยัง สเปซ อินสไปเลียม (Space Inspirium) แหล่งเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อเรียนรู้เรื่องจักรวาล ระบบสุริยะ ดาวเคราะห์ การกำเนิดโลก และเทคโนโลยีด้านอวกาศต่าง ๆ  ได้สนุกกับการเล่นเครื่อง Gyroscope ที่จำลองสภาวะหมุนเหวี่ยงของการฝึกนักบินอวกาศ และเครื่องเล่น Mars walk จำลองการเดินทางไปบนพื้นผิวดาวอังคารซึ่งมีแรงดึงดูดน้อยกว่าโลก

สำหรับรอบชิงชนะเลิศ จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม 2565 ณ สามย่าน มิตรทาวน์ ผู้เข้ารอบทั้ง 15 ผลงาน ต้องนำเสนอผลงานพร้อมแบบจำลองผลงานต้นแบบของตนเอง 3-5 นาที รวมทั้งตอบข้อซักถามต่อหน้าคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน โดยนวัตกรจิ๋วผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล จะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษา 10,000 บาท ส่วนนวัตกรจิ๋วที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ 5 รางวัล จะได้รับโล่รางวัลจากโครงการฯ นอกจากนี้ ทั้ง 6 รางวัลจะมีโอกาสไปต่อยอดความรู้และประสบการณ์ ผ่านการทัศนศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับครูที่ได้รับรางวัล “ครูผู้สร้างแรงบันดาลใจ” 2 รางวัลอีกด้วย

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ส่งมอบความห่วงใยไม่สิ้นสุด ผ่านกิจกรรม “น้ำใจเพื่อน่าน” สานต่อโครงการ แคร์ ฟอร์ วอเตอร์ ปีที่ 8

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมกับชมรม BMW Motorcycle Club Thailand และองค์กร เวฟส์ ฟอร์ วอเตอร์ จัดกิจกรรม “น้ำใจเพื่อน่าน” สานต่อความมุ่งมั่นภายใต้โครงการ แคร์ ฟอร์ วอเตอร์ ปีที่ 8 นำคาราวานส่งมอบระบบกรองน้ำจำนวน 80 เครื่อง แก่ชุมชนบ้านน้ำแคะ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน เพื่อช่วยชุมชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภค ซึ่งชุมชนนี้ ทางชมรม BMW Motorcycle Club Thailand ได้ริเริ่มโครงการ “คืนผืนป่าให้แม่ ด้วยกาแฟพ่อ” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เพื่อสานต่อโครงการปลูกป่าสาธิตฯตามแนวพระราชดำริ โดยการจัดตั้งกองทุนเพื่อหาต้นกล้ากาแฟและกล้าไม้ป่าเพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านได้ช่วยกันอนุรักษ์ป่าและเพิ่มจำนวนพื้นป่า ปัจจุบันได้มีการดำเนินการและเห็นผลที่ดีแล้วเป็นจำนวนกว่า 300 ไร่ นอกจากนั้น บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมกับชมรม BMW Motorcycle Club Thailand ยังได้นำระบบกรองน้ำ จำนวน 10 เครื่อง ส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่อุทยานขุนน่านเพื่อช่วยสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและรักษาป่าอีกด้วย

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการแคร์ ฟอร์ วอเตอร์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2558 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจัดหาระบบกรองน้ำสะอาดเคลื่อนที่แก่พื้นที่หรือชุมชนที่ประสบปัญหามีน้ำสะอาดไม่เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยมุ่งไปที่การให้ความรู้แก่ผู้คนในชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจถึงความสำคัญของน้ำสะอาด พร้อมถ่ายทอดวิธีการใช้งานและแนวทางการดูแลรักษาระบบกรองน้ำที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขอนามัยที่ดีให้แก่ชาวบ้านอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังเป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคมของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในการผลักดันเป้าหมายแห่งความยั่งยืนทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกมิติขององค์กร โดยมีการวางกลยุทธ์และเป้าหมายระยะยาวที่สอดคล้องและครอบคลุมตั้งแต่ในด้านการผลิต ผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ไปจนถึงการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อพนักงานและสังคมอย่างรอบด้าน

ตลอดระยะเวลาแปดปีของการดำเนินงานภายใต้โครงการแคร์ ฟอร์ วอเตอร์ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยได้มอบระบบกรองน้ำไปแล้วทั้งสิ้น 7,103 เครื่อง ให้แก่ 96 ชุมชนใน 32 จังหวัดทั่วประเทศไทย ซึ่งเครื่องกรองน้ำ 1 เครื่องจะสามารถกรองน้ำให้สะอาดได้มากกว่า 3 ล้านลิตร และสามารถให้ประโยชน์แก่ประชาชนได้ถึง 100 คน ช่วยให้สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ง่ายดายยิ่งขึ้น และช่วยส่งเสริมให้ชาวบ้านเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงประโยชน์ของน้ำสะอาด ทั้งนี้ โครงการแคร์ ฟอร์ วอเตอร์ มีเป้าหมายในการช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้หรือยากจนที่พักอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดาร หรืออยู่ในพื้นที่ขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง ด้วยแรงสนับสนุนของจิตอาสาในกลุ่มพนักงาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู, มินิ, บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สื่อมวลชน รวมถึงลูกค้าที่ให้ความสนใจร่วมกิจกรรมทุกท่าน

อีซูซุพลิกโฉมโครงการ “อีซูซุเยาวชนสัมพันธ์ 2565” เป็นการประกวดวาดภาพรูปแบบดิจิทัลครั้งแรก ชิงรางวัลรวมกว่า 500,000 บาท

0

อีซูซุร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เดินหน้าจุดประกายศิลปะกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ต่อยอดการสร้างซอฟต์พาวเวอร์รู้รักษ์พลังงาน ผ่านการจัดประกวดวาดภาพรูปแบบดิจิทัลเป็นครั้งแรกในโครงการ “อีซูซุเยาวชนสัมพันธ์ 2565” เชิญชวนนักเรียนระดับมัธยมศึกษาสายสามัญทั่วประเทศ ร่วมส่งผลงานรูปแบบดิจิทัลสุดสร้างสรรค์ในรอบคัดเลือก ภายใต้หัวข้อ “ประหยัดพลังงาน เพื่อโลกที่ยั่งยืน” ผ่านเว็บไซต์ www.isuzuyouthrelations.com วันนี้ – 31 มกราคม 2566  ชิงรางวัลทุนการศึกษาพร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ มูลค่ารวมกว่า 500,000 บาท 

กลุ่มตรีเพชร โดย มร.ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “ปัจจุบันโลกของเรากำลังเผชิญปัญหาวิกฤตพลังงาน เนื่องจากความต้องการการใช้พลังงานพุ่งสูงอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะลดลง โดยในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยเอง ก็ได้มีการเตรียมมาตรการการป้องกันทั้งเชิงรุก และเชิงรับในระดับหนึ่ง และเพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนพลังงาน และผลกระทบเรื่องภาวะโลกร้อนที่อาจตามมา เราจึงมีความตั้งใจที่จะจุดประกายให้เยาวชนรุ่นใหม่ร่วมสะท้อนแนวความคิดและไอเดียด้านการประหยัดพลังงานเพื่อรักษาโลกไว้ให้ยั่งยืนในโครงการ “อีซูซุเยาวชนสัมพันธ์ 2565” ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะในรูปแบบดิจิทัลเป็นครั้งแรกของโครงการฯ ภายใต้หัวข้อ “ประหยัดพลังงาน เพื่อโลกที่ยั่งยืน” ผ่านการสร้างผลงานโดยคอมพิวเตอร์ แท็ปเลต หรือเครื่องมือดิจิทัลอื่น ๆ ในโปรแกรมที่กำหนด เพื่อให้เยาวชนได้ตระหนักคิด และเป็นซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานของคนไทยให้ตระหนักรู้มากขึ้น สำหรับการประกวดในปีนี้แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยรอบการประกวดประกอบไปด้วยรอบคัดเลือก และรอบชิงชนะเลิศเช่นเดิม เพียงแต่รูปแบบจะปรับเปลี่ยนจากการวาดภาพลงบนกระดาษเป็นการวาดภาพแบบดิจิทัล (Digital Painting) ผ่านเครื่องมือดิจิทัลต่างๆ โดยผู้ที่ผ่านรอบคัดเลือกจะได้เข้าแข่งขันในแบบออนไซต์ (Onsite) ในหัวข้อที่กำหนดขึ้นใหม่ ในวันประกวดรอบชิงชนะเลิศ ณ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ด้วยเวลาการแข่งขัน 3 ชั่วโมง ซึ่งผลงานที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์ และสะท้อนถึงการตีความตามหัวข้อที่กำหนดได้อย่างยอดเยี่ยม จะได้รับรางวัลต่างๆ ดังนี้

  • รางวัลชนะเลิศจำนวน 2 รางวัล จากระดับการศึกษาละ 1 คน จะได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 50,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งจำนวน 2 รางวัล จากระดับการศึกษาละ 1 คน จะได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 30,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับสองจำนวน 2 รางวัล จากระดับการศึกษาละ 1 คน จะได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 20,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ
  • รางวัลชมเชยจำนวน 14 รางวัล จากระดับการศึกษาละ 7 คน จะได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 10,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ
  • รางวัล Popular Vote จำนวน 10 รางวัล จากระดับการศึกษาละ 5 คน จะได้รับทุนการศึกษาคนละ 5,000 บาท

 

ซึ่งในปีนี้ โครงการฯ ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจาก  มหาลัยชั้นนำมาตัดสินดังนี้ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผศ.ดร. วิชญ มุกดามณี  คณบดีคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ ผศ.ดร. ศุภชัย อารีรุ่งเรือง  รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะมัณฑนศิลป์ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผศ. อนุพงษ์ จันทร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาศิลปกรรม คณะสถาปัตยกรรมศิลปะและการออกแบบ

ผู้ที่สนใจสามารถหาข้อมูล และสมัครเข้าร่วมการประกวดวาดภาพดิจิทัล ในโครงการ “อีซูซุเยาวชนสัมพันธ์ 2565” ได้ที่ www.isuzuyouthrelations.com  หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่แผนกสื่อสารการตลาด-เอ บริษัท ตรีเพชรอีชูซูเชลส์ จำกัด โทร. 0-2966-2127-9

 

 

กติกาและเงื่อนไขของโครงการอีซูซุเยาวชนสัมพันธ์ 2565 บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด (“บริษัทฯ”) 

  1. คุณสมบัติผู้สมัคร

1.1 กำลังศึกษาอยู่ในสายสามัญของสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชนทั่วประเทศ แบ่งเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

1.2 การสมัครเข้าประกวด จำเป็นที่จะต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นผู้ส่งรายชื่อเข้าประกวด

  1. วิธีการสมัคร

2.1 อาจารย์ที่ปรึกษาทำการสมัครเข้าร่วมโครงการอีซูซุเยาวชนสัมพันธ์ 2565 (“โครงการ”) ผ่านเว็บไซต์ www.isuzuyouthrelations.com โดยกรอกอีเมลและกำหนดรหัสผ่านของตนเอง

2.2 อาจารย์ที่ปรึกษากรอกข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลสถาบันการศึกษาโดยตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง และกดยืนยันสมัครเข้าร่วมโครงการบนเว็บไซต์

2.3 เมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาทำการสมัครบนเว็บไซต์เสร็จสิ้นระบบจะส่งลิงก์ยืนยันการสมัครไปยังอีเมลของอาจารย์ที่ปรึกษา โดยอาจารย์ที่ปรึกษาจะต้องทำการกดที่ลิงก์เพื่อยืนยันการสมัครเข้าร่วมโครงการ

2.4 เมื่อทำการยืนยันการสมัครเข้าร่วมโครงการเรียบร้อยแล้ว อาจารย์ที่ปรึกษาจะต้องเข้าสู่ระบบบนเว็บไซต์ www.isuzuyouthrelations.com เพื่อส่งรายชื่อนักเรียนผู้สมัครเข้าประกวดโครงการอีซูซุเยาวชนสัมพันธ์(“ผู้สมัคร”) โดยอาจารย์ที่ปรึกษาจะสามารถส่งผู้สมัครได้ระดับชั้นละไม่เกิน 10 คน รวมทั้งหมดไม่เกิน 20 คน

2.5 อาจารย์ที่ปรึกษาเลือกระดับชั้นที่ต้องการส่งผู้สมัคร และกรอกข้อมูลผู้สมัครในใบสมัครและหนังสือหนังสือยินยอม (ข้อมูลส่วนบุคคล) ให้ครบถ้วน

2.6 อาจารย์ที่ปรึกษากดพิมพ์ใบสมัครและหนังสือหนังสือยินยอม (ข้อมูลส่วนบุคคล) เพื่อให้ผู้สมัคร และผู้มีอำนาจปกครอง นำไปกรอกข้อมูล ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องลงนาม และประทับตราของสถาบันการศึกษาให้ครบถ้วน มิฉะนั้นจะถือว่าใบสมัครไม่สมบูรณ์ ดังนี้

  • ใบสมัครเข้าร่วมประกวดในโครงการจะต้องลงนามโดยผู้สมัคร ผู้มีอำนาจปกครอง, อาจารย์ประจำโรงเรียน และประทับตราของสถาบันการศึกษา
  • หนังสือยินยอม (ข้อมูลส่วนบุคคล)ให้เก็บ รวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัครจะต้องลงนามโดยผู้มีอำนาจปกครอง และผู้สมัคร

2.7 อาจารย์ที่ปรึกษาสแกนหรือถ่ายภาพที่ชัดเจนของใบสมัครและหนังสือยินยอม (ข้อมูลส่วนบุคคล)ที่กรอกข้อมูลลงนาม และตราประทับของสถาบันการศึกษาครบถ้วน อัปโหลดใบสมัคร และหนังสือยินยอม(ข้อมูลส่วนบุคคล) ของผู้สมัครแต่ละคนขึ้นบนเว็บไซต์ และรอตรวจสอบสถานะการสมัครบนเว็บไซต์

2.8 เมื่อสถานะการสมัครแสดงข้อความว่า “เอกสารครบถ้วน” จะถือว่าการสมัครเสร็จสมบูรณ์

  1. วิธีการส่งผลงาน
    • เมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาทำการสมัครให้ผู้สมัครเสร็จสมบูรณ์ ระบบจะทำการส่งลิงก์สำหรับตั้งรหัสผ่านไปที่อีเมลของผู้สมัครที่อาจารย์ที่ปรึกษาได้กรอกไว้
    • ผู้สมัครตั้งรหัสผ่าน และยืนยันรหัสผ่านบนเว็บไซต์ isuzuyouthrelations.com
    • เมื่อผู้สมัครตั้งรหัสผ่าน และยืนยันรหัสผ่านเสร็จสมบูรณ์ ผู้สมัครจะสามารถอัปโหลดผลงานขึ้นบนเว็บไซต์ได้
  2. การประกวด

4.1 รอบคัดเลือก

  • ผู้สมัครทำการเข้าสู่ระบบบนเว็บไซต์ isuzuyouthrelations.com
  • ผู้สมัครทำการส่งผลงานบนเว็บไซต์ โดยสร้างสรรค์ผลงานการวาดภาพดิจิทัลผ่านโปรแกรม Procreate® หรือ ibis Paint X เท่านั้น และอัปโหลดผลงานในประเภท JPG หรือ PNG ขนาด A2  โดยมีขนาดความละเอียด 300 dpi ซึ่งผลงานสามารถเป็นแนวตั้งหรือแนวนอนก็ได้ พร้อมใส่ชื่อและแนวคิดของผลงาน
  • ผู้สมัครจะต้องสมัครและส่งผลงานบนเว็บไซต์ isuzuyouthrelations.com ภายในวันที่ 31 มกราคม 2566 เวลา 23.59 น.

4.2 รอบชิงชนะเลิศ

  • บริษัทฯ จะประกาศรายชื่อผู้สมัครผู้ผ่านเข้ารอบ 20 คน โดยจะแบ่งเป็นมัธยมศึกษาตอนต้น 10 คน และมัธยมศึกษาตอนปลาย 10 คน ผ่านเว็บไซต์ isuzuyouthrelations.com
  • ผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบจะต้องทำการประกวดวาดภาพดิจิทัลในหัวข้อที่คณะกรรมการกำหนดขึ้นในวันแข่งขัน โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ณ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด 1088 ถ.วิภาวดีรังสิต แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 ณ วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2566 ภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมง (โดยกำหนดการจะแจ้งให้ทราบทางจดหมายต่อไป)
  • ผู้สมัครต้องสร้างสรรค์ผลงานการวาดภาพดิจิทัลผ่านโปรแกรม Procreate® หรือ ibis Paint X ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยใช้อุปกรณ์ (iPad Pro) และโปรแกรมการวาดภาพดิจิทัลที่ทางบริษัทฯ จัดเตรียมให้กับผู้สมัครเท่านั้น
  1. กติกาและเงื่อนไขในการส่งผลงาน

5.1 ผลงานจะต้องเป็นภาพวาดดิจิทัลที่สร้างสรรค์ผ่านโปรแกรม Procreate® หรือ ibis Paint X   ขนาด A2 เท่านั้น โดยมีความละเอียด 300 dpi

5.2 ผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะต้องสร้างสรรค์ขึ้นด้วยตัวผู้สมัครเอง ไม่เคยโฆษณา หรือไม่เคยเผยแพร่ลงในเว็บไซต์ใดๆ มาก่อน และไม่อนุญาตให้ลอกเลียนแบบผลงานของผู้ใด หรือละเมิดกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา หากมีข้อร้องเรียนเกิดขึ้น ผู้สมัครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในทุกกรณี

5.3 ผู้สมัครตกลงยินยอมให้ผลงานที่ส่งเข้าประกวดรวมถึงไฟล์ต้นฉบับตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด แต่ผู้เดียว รวมทั้งยินยอมให้ลิขสิทธิ์ สิทธิ์ในทางทรัพย์สินทางปัญญาอื่น และสิทธิใดๆ ในผลงานดังกล่าวตกเป็นของบริษัทฯ แต่ผู้เดียวไม่ว่าจะเป็นผลงานที่ได้รับรางวัลหรือไม่ก็ตาม โดยบริษัทฯ ไม่จำต้องส่งคืนผลงานรวมถึงไฟล์ต้นฉบับให้แก่ผู้สมัคร

5.4 บริษัทฯ สงวนสิทธิ์ในการคัดเลือกผลงานที่ส่งเข้าประกวด รวมทั้งการนำผลงานดังกล่าวมา ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ไม่ว่าจะในเอกสาร สื่อสิ่งพิมพ์ทุกประเภท หรือสื่อรูปแบบอื่นๆ ตามความเหมาะสม เพื่อการประชาสัมพันธ์ หรือเพื่อการใดๆ ที่บริษัทฯ พิจารณาเห็นสมควร

5.5 การตัดสินของคณะกรรมการเจ้าของโครงการ หรือบริษัทฯ ถือเป็นที่สุด

  1. เกณฑ์การตัดสิน
    • บริษัทฯ จะเชิญผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะจากมหาวิทยาลัย ร่วมเป็นคณะกรรมการการตัดสิน ดังนี้
  • ผศ.ดร. วิชญ มุกดามณี

คณบดีคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

  • ผศ.ดร. ศุภชัย อารีรุ่งเรือง

รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

  • ผศ. อนุพงษ์ จันทร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาศิลปกรรม คณะสถาปัตยกรรมศิลปะและการออกแบบสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

  1. รางวัล

7.1 รางวัลการประกวดให้แก่ผู้สมัคร

  • รางวัลชนะเลิศจำนวน 2 รางวัล จากระดับการศึกษาละ 1 คน

จะได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 50,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งจำนวน 2 รางวัล จากระดับการศึกษาละ 1 คน

จะได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 30,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับสองจำนวน 2 รางวัล จากระดับการศึกษาละ 1 คน

จะได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 20,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

  • รางวัลชมเชยจำนวน 14 รางวัล จากระดับการศึกษาละ 7 คน

จะได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 10,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

  • รางวัล Popular Vote* จำนวน 10 รางวัล จากระดับการศึกษาละ 5 คน

จะได้รับทุนการศึกษาคนละ 5,000 บาท

*รางวัล Popular Vote จะนับคะแนนจากยอดไลก์บนเว็บไซต์ 1 คะแนนต่อ 1 ไลก์ และยอดแชร์จากเว็บไซต์ไปเฟซบุ๊ก 2 คะแนน ต่อ 1 แชร์ โดยนับจากที่โชว์บนหน้าเว็บไซต์ www.isuzuyouthrelations.com จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566

7.2 รางวัลพิเศษให้แก่สถานศึกษา

  • รางวัลพิเศษเงินสนับสนุนด้านการศึกษาสำหรับสถานศึกษาของนักเรียนที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศทั้ง 20 คน ตามจำนวนนักเรียนที่ผ่านเข้ารอบ จำนวนคนละ 20,000 บาท

หมายเหตุ : การตัดสินของคณะกรรมการเจ้าของโครงการ หรือบริษัทฯ ถือเป็นที่สุด

บริดจสโตน มุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำด้านการเดินทางอย่างยั่งยืน จับมือ NEX ในการเป็นผู้ผลิตยางสำหรับรถป๊อปจุฬาฯ

0

บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้นำด้านการจัดจำหน่าย และทำการตลาดยางรถยนต์นั่งและรถบรรทุกขนาดเล็ก และยางรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ทั้งยังอยู่คู่ผู้ประกอบการขนส่งไทยมาอย่างยาวนาน รุดหน้าอีกขั้นสู่การเดินทางอย่างยั่งยืน ล่าสุดจับมือกับบริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถโดยสารเชิงพาณิชย์พลังงานไฟฟ้า โดยบริดจสโตนเป็นผู้ผลิตและส่งมอบผลิตภัณฑ์ยาง BRIDGESTONE ECOPIA R156 สำหรับรถบัสโดยสารพลังงานไฟฟ้า NEX ใช้ภายในรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ “รถป๊อปจุฬาฯ พลังงานไฟฟ้าโฉมใหม่” เพื่อให้บริการแก่นิสิต คณาจารย์ และบุคลากรของจุฬาฯ ด้วยทางจุฬาฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเดินทางที่ช่วยลดมลพิษ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ BRIDGESTONE ECOPIA R156 เป็นนวัตกรรมยางเรเดียลสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสาร มีอายุการใช้งานที่ยาวนานด้วยเทคโนโลยีการออกแบบเนื้อยาง ทำให้เนื้อยางสึกเรียบสม่ำเสมอตลอดเส้น สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ช่วยประหยัดพลังงาน และลดต้นทุนด้วยโครงยางซึ่งเพิ่มความสามารถในการนำกลับมาหล่อดอกได้สูงกว่ายางเรเดียลทั่วไป และส่วนผสมเนื้อยางพิเศษ (ECOPIA Compound) ที่ช่วยลดความต้านทานต่อการหมุน แต่ยังคงสมรรถนะในการขับขี่และปลอดภัย อีกทั้งยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งตอบโจทย์ NEX และจุฬาฯ ได้เป็นอย่างดี

รถป๊อปจุฬาฯ พลังงานไฟฟ้าโฉมใหม่ เป็นรถบัสโดยสารพลังงานไฟฟ้าที่ต่อขึ้นใหม่โดย NEX และบริหารสัมปทาน
โดยบริษัท สมาร์ทบัส จำกัด เพื่อให้บริการและสร้างความสะดวกสบาย แก่นิสิต คณาจารย์ และบุคลากรของจุฬาฯ อย่างเต็มรูปแบบรวม 5 เส้นทาง ทั้งภายในและบริเวณใกล้เคียง โดยไม่สร้างมลพิษ และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นับเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของบริดจสโตนในการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยาง BRIDGESTONE ECOPIA R156 และร่วมขับเคลื่อนการเดินทางของสังคมไทยสู่สังคมแห่งยานยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับ “Bridgestone E8 Commitment (พันธสัญญา E8 ของบริดจสโตน)” “ด้าน Extension (การเติบโต)” ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีของยางรถยนต์เพื่อการพาณิชย์และส่งมอบคุณค่าผ่านผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ลูกค้า, “ด้าน Energy (พลังงาน)” ด้วยการส่งมอบผลิตภัณฑ์ยางที่ช่วยประหยัดพลังงานในการเดินทาง ทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, “ด้าน Ease (ความสะดวกสบาย)” ด้วยผลิตภัณฑ์ยางที่ช่วยส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายและปลอดภัยสำหรับนิสิต คณาจารย์ และบุคลากรของจุฬาฯ และ “ด้าน Empowerment (พลังทางสังคม)” ด้วยการร่วมมือกับ NEX และจุฬาฯ เพื่อส่งเสริมสังคมการเดินทางอย่างยั่งยืนผ่านการเดินทางโดยรถบัสโดยสารพลังงานไฟฟ้า

ฟอร์ด ย้ำความมุ่งมั่นสร้างจิตสำนึกขับขี่ปลอดภัย จัดอบรมผู้ขับขี่ราว 14,000 ราย ตลอด 15 ปี โครงการ ‘ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย’

0
default

ฟอร์ด ประเทศไทย สานต่อความมุ่งมั่นในการสร้างจิตสำนึกการขับขี่อย่างปลอดภัยในประเทศไทยในโครงการ ‘ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย’ หรือ Ford Driving Skills For Life (DSFL) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 โดยในปีนี้ฟอร์ดได้ฝึกอบรมทักษะการขับขี่ปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ชาวไทยทั่วประเทศรวม 719 คน โดยนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการโครงการในประเทศไทย มีผู้เข้าร่วมอบรมในโครงการนี้กับฟอร์ดรวม 13,993 คน

ฟอร์ดได้จัดโครงการ Driving Skills For Life อบรมทักษะการขับขี่ปลอดภัยมาอย่างต่อเนื่อง ให้กับกลุ่มลูกค้าฟอร์ด ลูกค้าองค์กร ประชาชนทั่วไป รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในปีนี้โครงการจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Next-Gen Ford Safety Driving โดยฟอร์ดได้นำรถยนต์ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ที่อัดแน่นด้วยสมรรถนะและเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในการอบรม มุ่งเพิ่มทักษะการขับขี่อย่างถูกต้องและปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่ผ่านการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติในสถานการณ์เสมือนจริงจากทีมงานวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ และยังมีผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ฟอร์ดมาร่วมให้ข้อมูลเทคโนโลยีอันชาญฉลาดด้านความปลอดภัยในการขับขี่ โดยฟอร์ดได้จัดกิจกรรมรวมทั้งหมด 18 ครั้งใน 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม ระยอง นครสวรรค์ สระบุรี และบุรีรัมย์ ระหว่างเดือนสิงหาคม ถึง พฤศจิกายน 2565

“การขับขี่ที่ถูกต้องและปลอดภัยถือเป็นทักษะสำคัญที่ผู้ขับขี่ทุกคนควรได้รับการฝึกฝนเพื่อนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์คุณภาพระดับโลก ฟอร์ดภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนาทักษะให้ผู้ขับขี่และสร้างจิตสำนึกในการขับขี่ปลอดภัยในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง” นางสาวกมลชนก ประเสริฐสม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย และตลาดอาเซียน กล่าว

โครงการ Ford Driving Skills For Life เน้นให้ผู้ขับขี่ได้เรียนรู้เทคนิคการขับขี่อย่างปลอดภัยตามหลักสากลผ่านการจำลองสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้ฝึกควบคุมยานพาหนะและพวงมาลัย รวมถึงเทคนิคการควบคุมรถขณะเกิดเหตุฉุกเฉิน เรียนรู้การทำงานของระบบเบรกป้องกันล้อล็อค หรือ Anti-Lock Braking System (ABS) เพื่อช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากผู้ขับขี่ขาดสมาธิหรือร่างกายไม่พร้อมก่อนการขับขี่ นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้นำชุดจำลองสภาวะมึนเมาและชุดจำลองการตั้งครรภ์มาให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้ทดลองเพื่อเน้นถึงความสำคัญในการเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนการขับขี่ ซึ่งชุดจำลองทั้งสองได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้เข้ารับการอบรม

ทั้งนี้ ฟอร์ดเตรียมสานต่อการจัดการฝึกอบรม Ford Driving Skills For Life ต่อเนื่องในปี 2566 เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการขับขี่ที่ถูกต้องและเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนให้ครอบคลุมในหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทาง Facebook ฟอร์ด ประเทศไทย

มาสเตอร์ฯ ฉลองใหญ่ส่งท้ายปี กับกิจกรรม ‘YEAR-END CELEBRATIONS’ 15-18 ธ.ค. นี้

0

บริษัท มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองครบวงจร ภายใต้กลุ่มธุรกิจ มิลเลนเนียม กรุ๊ปคอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หยิบยื่นข้อเสนอสุดพิเศษแห่งปีให้กับลูกค้า ผ่านกิจกรรม 3 วันพิเศษ ‘YEAR-END CELEBRATIONS’ ยกทัพยนตรกรรมมือสองสภาพดี หลากหลายแบรนด์ ทั้ง บีเอ็มดับเบิลยู, เบนซ์ ฮอนด้า และอื่นๆ มาให้ลูกค้าได้เลือกสรรแบบจุใจ รวมทั้งสิ้นกว่า 300 คัน มาพร้อมแคมเปญพิเศษมากมาย ภายใต้ราคาโดนใจ ระหว่างวันที่ 15-18 ธันวาคม 2565 ที่โชว์รูม มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ ทุกสาขา

สมชาย ตระกูลภิรมย์, รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ จำกัด กล่าวว่า ‘นับเป็นกิจกรรมใหญ่ที่สุดแห่งปี กับ ‘YEAR-END CELEBRATIONS’ ที่ได้นำรถมือสองคุณภาพดี หลากหลายแบรนด์ มากกว่า 300 คัน มาให้ลูกค้าได้สัมผัสและจับจองก่อนใคร ภายใต้ราคาและข้อเสนอพิเศษที่ดีที่สุด สำหรับใครที่กำลังมองหารถยนต์คู่ใจ ราคาดี การันตีคุณภาพ อยากให้มาชมรถภายในงานกันครับ”

++ BMW, BENZ, HONDA สภาพดี ฟรีประกันฯ ชั้นหนึ่ง, ดอกเบี้ยต่ำ พร้อมรับประกันคุณภาพหนึ่งปีเต็ม 

มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ จัดหนักฉลองส่งท้ายปี ‘YEAR-END CELEBRATIONS’ รวบรวมรถมือสองสภาพดี ราคาโดนใจ หลากหลายแบรนด์ ครบทุกเซกเมนต์ มากกว่า 300 คัน อาทิ

  • BMW 320d Iconic LCi – F30 ปี 2017 ราคาพิเศษ 1.15 ล้านบาท*
  • BMW 320d GT Luxury LCi – F34 ปี 2014 ราคาพิเศษ 1.35 ล้านบาท*
  • BMW 520d Sportline – G30 ปี 2017 ราคาพิเศษ 1.759 ล้านบาท*
  • BENZ C200 STYLE – W204 ปี 2013 ราคาพิเศษ 749,000*
  • BENZ CLA250 AMG – W117 ปี 2015 ราคาพิเศษ 1.23 ล้านบาท*
  • BENZ E350e (AV) – W213 ปี 2018 ราคาพิเศษ 1.59 ล้านบาท*
  • Honda City 5 V MNC ปี 2018 ราคาเริ่มต้น 379,000 บาท*
  • Honda Civic 8 E ปี 2018 ราคาเริ่มต้น 579,000 บาท*
  • TOYOTA FORTUNER 8 V TRD Sportivo ปี 2016 ราคาพิเศษ 1.01 ล้านบาท*
  • TOYOTA FORTUNER 8 V Sigma 4 (4WD) ปี 2018 ราคาพิเศษ 999,000 บาท*
  • TOYOTA Revo SINGLE 4 J (MT) ปี 2016 ราคาพิเศษ 375,000 บาท*
  • TOYOTA Revo DOUBLE CAB 8 G (4WD) (AT) ปี 2018 ราคาพิเศษ 850,000 บาท*
  • MITSUBISHI Pajero Sport 4 GT Premium ปี 2017 ราคาพิเศษ 765,000 บาท*
  • MITSUBISHI Xpander 5 GT ปี 2018 ราคาพิเศษ 549,000 บาท*
  • FORD EVEREST 0 Turbo Titanium Plus +NAVI ปี 2018 ราคาพิเศษ 939,000 บาท*
  • FORD RANGER DOUBLE CAB 2 XLT ปี 2017 ราคาพิเศษ 490,000 บาท*
  • Nissan X-Trail Hybrid 0 (4WD) ปี 2018 ราคาพิเศษ 608,000 บาท*
  • Mazda CX-30 2.0 SP ปี 2020 ราคาพิเศษ 909,000 บาท*

นอกจากนั้น รถยนต์ภายในงาน ยังมาพร้อมโปรโมชั่นพิเศษมากมาย อาทิ

  • ดอกเบี้ยพิเศษ!*
  • ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง*
  • ฟรี! รับประกันหนึ่งปี หรือ 25,000 กม.*
  • ขับฟรี! ถึงปีหน้า*

รถยนต์ทุกคันผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานของ มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ บอกเลยว่างานนี้ รถมีจำนวนจำกัด ถึงก่อนมีสิทธิ์ก่อน แล้วพบกันวันที่ 15-18 ธันวาคมนี้ ที่โชว์รูม มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ ทุกสาขา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ โทร. 094-678-2888
บีเอ็มดับเบิลยู ยูสคาร์ มิลเลนเนียม ออโต้ โทร. 1286 Millennium Auto Connect (Used Carกด 13) หรือโทร. 02-793-2277
ซัมมิท ฮอนด้า ยูสคาร์ โทร. 1334 Summit Honda Connect

www.masterusedcar.com
www.facebook.com/masteusedcar.mcu
LINE Official Account: @masterusedcar (https://lin.ee/cX9A5Vg)
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

โตโยต้า จัดใหญ่ ฉลองครบรอบ 60 ปี พร้อมเผยวิสัยทัศน์เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และเตรียมขายกระบะไฟฟ้าในไทย

0
โตโยต้า Open

มร. อากิโอะ โตโยดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และ มร. โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมเปิดงาน “โตโยต้า ฉลองการดำเนินงานในประเทศไทยครบ 60 ปี” เพื่อแสดงความขอบคุณต่อทุกภาคส่วนผู้มีส่วนร่วมในความสำเร็จตลอด 60 ปี ที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจากนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วมแสดงความยินดี

 

ในงานมีการเน้นย้ำวิสัยทัศน์และพันธกิจในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญซึ่งรวมถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า พร้อมกับการขยายผลแนวทางการมุ่งสู่เป้าหมาย “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” ผ่านการแนะนำต้นแบบนวัตกรรมยานยนต์ยุคหน้าในทุกระบบส่งกำลังเพื่อตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภค พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นสานต่อเจตนารมณ์ในการมีส่วนร่วมเติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืนต่อไป ในวันพุธที่ 14 ธันวาคม 2565 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

โตโยต้า 1
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ก่อตั้งในวันที่ 5 ตุลาคม 2505 โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านการลงทุนขยายธุรกิจและการผลิตรถยนต์ ส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้องเกิดการเจริญเติบโต และมีบทบาทสาคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 12% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ โดยบริษัท โตโยต้าฯ มียอดผลิตและจำหน่ายรถยนต์ในประเทศสะสมกว่า 7 ล้านคัน รวมถึงผลักดันประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับในฐานะฐานการผลิตเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลกด้วยยอดการส่งออกกว่า 5 ล้านคัน

นอกจากนี้ยังเป็นผู้นำในด้าน เทคโนโลยียานยนต์และคุณภาพการให้บริการภายใต้แนวคิด “Best in Town” เพื่อตอบสนองทุก ความต้องการของลูกค้าในทุกยุคสมัย ตลอดจนเป็นหนึ่งในองค์กรบรรษัทภิบาลชั้นนำของประเทศด้วยการดำเนินงานเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย ผ่านหลากหลายโครงการและนวัตกรรมเพื่อสังคม

ทั้งนี้ ในโอกาสการดำเนินงานในประเทศไทยครบรอบ 60 ปี บริษัทฯ ได้มีการนำเสนอถึงแนวทางการดำเนินงานที่ยั่งยืนและเป็นรูปธรรม ในการบรรลุเป้าหมายการสร้าง “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Carbon Neutrality) อันเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของกลุ่มบริษัทโตโยต้าทั่วโลก โดยโตโยต้าในฐานะ “องค์กรแห่งการขับเคลื่อน ที่มุ่งมั่นในการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทุกรูปแบบ” หรือ “electrification full line-up car maker” ด้วยการเตรียมความพร้อมในหลากหลายแนวทาง หรือ “Multi – Pathway” เพื่อทุกความเป็นไปได้ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการเดินทางของผู้คน ในขณะที่ยังคงไว้ซึ่งปรัชญาของโตโยต้าที่จะเป็น “ผู้นำพาการขับเคลื่อนสำหรับทุกคน” โดยคำนึงถึงบริบทและปัจจัยในการเลือกใช้งานรถยนต์ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม กำลังซื้อ พลังงานที่มีอยู่ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพทางอุตสาหกรรมของแต่ละประเทศ

ด้วยเหตุนี้ โตโยต้าจึงได้พัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและพลังงานทางเลือกต่างๆ เพื่อมอบทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นไปได้สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบไฮบริด (HEV) รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) และรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV)

นอกจากนี้ ยังเล็งเห็นว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดรถยนต์ในประเทศไทยถูกขับเคลื่อนด้วยรถกระบะเพื่อการพาณิชย์ โตโยต้าจึงถือโอกาสจัดแสดงรถกระบะต้นแบบพลังงานไฟฟ้า (IMV BEV Concept) ให้แขกภายในงานได้รับชม เพื่อแสดงถึงความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีรถกระบะในอนาคตอีกด้วย

เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึงการเตรียมความพร้อมการขับเคลื่อนยุคหน้าภายใต้แนวทาง Multi – Pathway โตโยต้ายังได้นำต้นแบบยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (HICEV : Hydrogen Internal Combustion Engine Vehicle) มาเผยโฉมต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโตโยต้าในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน เพื่อเพิ่มทางเลือกแก่ผู้คนโดยไม่จำกัดที่การใช้พลังงานใดพลังงานหนึ่ง ด้วยแนวคิดนี้ ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของโตโยต้าสะสมในประเทศไทยจนถึงปัจจุบันมีมากกว่า 150,000 คัน มีส่วนช่วยในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 800,000 ตัน เทียบเท่ากับปลูกป่าบนพื้นที่ขนาด 97,000 ไร่ หรือ เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 2.4 ล้านต้น

ภายในงานยังได้มีการจัดแสดงประวัติของโตโยต้าและบทบาทของโครงการ IMV (Innovative International Multi-purpose Vehicles) ที่มีต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปสู่ตลาดโลก และเพื่อเป็นการสานต่อบทบาทของประเทศไทยในฐานะ ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ และ ‘เมืองหลวงศูนย์กลางรถกระบะโลก’ พร้อมทั้งนำเสนอทางเลือกในการเดินทางสำหรับชีวิตประจำวันและอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม โตโยต้าได้ทำการเปิดตัวต้นแบบของรถกระบะอเนกประสงค์ภายใต้ชื่อ “IMV-0 Concept” ที่มุ่งเน้นความสะดวกในการปรับรูปแบบการใช้งานเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายของลูกค้าชาวไทย มาให้รับชมเป็นครั้งแรก ณ โอกาสนี้ด้วย

อากิโอะ โตโยดะ 3

มร. อากิโอะ โตโยดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า “วันนี้ ผมขอขอบคุณทุกท่านจากใจจริง โตโยต้าได้เติบโตในประเทศไทยโดยมีคนไทยทุกท่านเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราได้มีโอกาสได้เฉลิมฉลองในวันนี้ สำหรับตัวผมเอง มันไม่ใช่เรื่องของ จำนวนยอดขายรถที่เราทำได้ที่นี่ สิ่งที่เราต้องการมอบให้ประเทศนี้มีมากกว่าแค่รถยนต์ เช่น การช่วยสนับสนุนโอกาสทางเศรษฐกิจ ดังเช่น ความตั้งใจที่เราเลือกให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถรุ่นใหม่ระดับโลกภายใต้โครงการไอเอ็มวี”

“การแนะนำรถกระบะไฮลักซ์ วีโก้ภายใต้โครงการไอเอ็มวียังคงเป็น ความทรงจำที่ผมประทับใจมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตการทำงานของผม เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ ผมจึงตัดสินใจที่จะสร้างรถไอเอ็มวีแบบใหม่ เพื่อให้เป็นรถกระบะสำหรับประเทศไทย ได้แก่รถต้นแบบใหม่ล่าสุด IMV 0 และ รถต้นแบบไฮลักซ์ รีโว่ ที่มาในระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า ทั้งสองรุ่นนี้ แสดงถึงแง่มุมที่แตกต่างในเชิงยนตรกรรม ซึ่งตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันและเหมาะกับลูกค้าคนละกลุ่ม รุ่นหนึ่งถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่วนอีกรุ่นถูกพัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริม การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน และรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น”

“เมื่อเอ่ยถึงการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน เราต้องเข้าใจว่า คาร์บอนคือศัตรูตัวจริง ไม่ใช่ระบบส่งกำลังแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ ว่ากันตามตรงแล้วรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไม่ใช่แค่ทางเลือกเดียว ที่จะช่วยบรรลุเป้าหมายในระดับโลก ที่โตโยต้า เราเชื่อในการสร้างสรรค์รถยนต์ให้ครบทุกประเภท เพื่อเป็นทางเลือกในการช่วยลดคาร์บอนสำหรับลูกค้าของเรา ตั้งแต่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบไฮบริด รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด รถยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึง รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง นอกจากนั้นเรายังมุ่งพัฒนา ทางเลือกอื่นๆ ที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจน อย่าง GR-Yaris และ GR-Corolla ซึ่งเป็นรถต้นแบบที่ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจน ผมยังคงเชื่อว่า ในขณะที่เราพยายามเดินหน้าสร้างอนาคตที่ยั่งยืนเราจำเป็นต้องใช้แนวทางแบบ องค์รวมเพื่อบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนร่วมกัน”

“เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน เราจำเป็นต้องดำเนินงานร่วมกับอุตสาหกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย ดังนั้น ในวันนี้ผมจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะประกาศแนะนำพันธมิตรใหม่ของเราคือบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนั่นคือ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) โดยเราจะร่วมมือกันในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ โดยคิดทบทวนถึงวิธีการส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภค ด้วยเทคโนโลยีที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์อย่างรถบรรทุกเซลล์เชื้อเพลิง และด้วยการพัฒนาให้ระบบการขนส่งด้วยรถยนต์ประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อของเรา นอกจากนั้นแล้ว ภายใต้ความร่วมมือนี้ เราจะยกระดับความพยายามของซีพีในปัจจุบันในการผลิตไฮโดรเจนสะอาดจากชีวมวล เช่น มูลไก่ อีกด้วย ผมตั้งตารอที่จะได้ร่วมกับซีพี นำจุดแข็งที่เรามีอยู่ร่วมกันเพื่อสร้างประโยชน์แก่ประเทศและผู้คนให้มากยิ่งขึ้น”

 

โตโยต้า 2

”และผมก็ยินดีที่จะแจ้งให้ทราบว่า พันธมิตรในครั้งนี้ประกอบด้วยสมาชิกอื่นๆ ของบริษัท Commercial Japan Partnership Technologies Corporation (CJPT) ประกอบไปด้วย ไดฮัทสุ ซูซูกิ อีซูซุ และฮีโน่ โดยบริษัท CJPT ก่อตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาการขับเคลื่อนแห่งอนาคตโดยความร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ ในอุตสาหกรรมของเรา เราชักชวนคู่แข่งให้มาร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง และเฟ้นหาความเป็นไปได้ในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ร่วมกัน”

“ผมอยากขอขอบคุณทุกท่านในฐานะสมาชิกคนสำคัญของครอบครัวโตโยต้าในระดับโลก เมื่อเราร่วมมือกัน ผมเชื่อว่าทุกอย่างก็จะเป็นไปได้ เราจะสามารถช่วยทำให้โลกใบนี้เป็นที่ที่ดียิ่งขึ้นและค่อยๆ เพิ่มรอยยิ้มไปด้วยกัน”

ภายในงาน ยังได้รับเกียรติจาก นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวแสดงความยินดี และ แสดงความชื่นชม บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ที่ได้มีส่วนร่วมในการวางรากฐานให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและธุรกิจเกี่ยวเนื่องได้เติบโตได้อย่างมั่นคง พร้อมกับขับเคลื่อนหลากหลายกิจกรรมที่มีส่วนในการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจ และตอบสนองต่อนโยบายภาครัฐเพื่อความสุขของผู้คนและสังคมอย่างต่อเนื่อง

“ผมขอแสดงความยินดีและขอบคุณกับ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในโอกาสที่บริษัทฯ ได้ให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจประเทศไทยในการดำเนินธุรกิจมากว่า 6 ทศวรรษ บริษัทฯ ได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย โดยสนับสนุนและให้ความร่วมมือต่อนโยบายของภาครัฐ ทั้งในด้านการลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการผลิต มีการขยายผลทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเป็นฐานการผลิตรถยนต์ทั้งจำหน่ายในประเทศ และส่งออกไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ช่วยส่งเสริมการจ้างงานในประเทศกว่า 280,000 คน ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และห่วงโซ่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ให้เติบโตจนเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ส่งเสริมภาคเศรษฐกิจ ของประเทศ”

“ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ รัฐบาลไทยจึงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable-Development-Goal : SDGs) โดยมีเป้าหมายสำคัญคือประเทศไทยจะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality : CN) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรมตามแนวนโยบาย 30@30”

“ซึ่งจากการที่โตโยต้าเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรม ตลอดจนมีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มพันธกิจของภาครัฐอยู่เสมอ ทำให้ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ภายใต้การก้าวสู่ยุคแห่งยานยนต์ยุคหน้านี้ บริษัท โตโยต้าฯ จะมีการนำเสนอคุณค่าใหม่ ๆ สู่ชาวไทย ตลอดจนมีแผนพัฒนายานยนต์เพื่อสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของภาครัฐ โดยรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนในทุกด้านเพื่อส่งเสริมการพัฒนาแก่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ตลอดจนเพื่อเสริมสร้างรากฐานที่มั่นคงและความยั่งยืนของทั้งสองฝ่ายร่วมกันตลอดไป”

ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา โตโยต้ามุ่งมั่นที่จะเติบโตเคียงคู่สังคมไทย ได้กำหนดแผนการดำเนินงานในมิติต่าง ๆ โดยคำนึงถึงบริบทที่เหมาะสมกับสังคมไทยอยู่เสมอ พร้อมปลูกฝังแนวคิดการส่งมอบงานที่เปี่ยมด้วยคุณภาพจากความทุ่มเท ทักษะ และความมุ่งมั่นของพนักงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์จะเป็นที่ยอมรับในด้านคุณภาพ ความทนทาน และความน่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความอุ่นใจตลอดการใช้งานแก่ลูกค้า นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้วยแนวคิด Closer to customer (ใกล้ชิดกับลูกค้ามากยิ่งขึ้น) โดยร่วมกับเครือข่ายทางธุรกิจในการนำเสนอนวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่ดียิ่งขึ้นสู่ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ อาทิ การผสมผสานเทคโนโลยีแห่งการเชื่อมต่อเพื่อสร้างความสะดวกสบายในการเดินทาง (Connected) การบริการการขับเคลื่อนในรูปแบบของการแบ่งปันการใช้งาน (Sharing) เป็นต้น

โตโยต้า 4

นอกจากนั้นแล้ว ยังให้ความสำคัญสูงสุดกับการแสดงความรับผิดชอบของธุรกิจ ผ่านการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม อาทิ การรณรงค์ด้านความปลอดภัยบนท้องถนนผ่านโครงการ “โตโยต้า ถนนสีขาว” ที่ดำเนินการต่อเนื่องกว่า 30 ปี การมีส่วนร่วมในการส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ “โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” การพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่ผู้ด้อยโอกาสผ่านการดำเนินงานของ “มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย” รวมถึงการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางพันธสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมของโตโยต้า 2050 “Toyota 6 Environment Challenge 2050” ว่าด้วยความท้าทาย 6 ประการในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life cycle assessment) ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต ไปจนถึงการกำจัดผลิตภัณฑ์เมื่อสิ้นอายุการใช้งานอย่างถูกวิธี การบูรณาการความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ รวมถึงขยายผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมสู่สังคมผ่านหลากหลายกิจกรรม ภายใต้โครงการ “โตโยต้า เมืองสีเขียว” หรือ การศึกษาแนวทางการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการคมนาคมในยุคหน้าผ่านโครงการ “การจัดตั้งเมืองที่ยั่งยืนโดยปราศจากมลภาวะ” (Decarbonized Sustainable City) เป็นต้น

ทั้งนี้ นายโนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้กล่าวเสริมถึงแนวทางการดำเนินงานขององค์กรในยุคหน้า เพื่อขับเคลื่อนอนาคตแห่งความสุขของลูกค้าและผู้คน และ ส่งเสริมวิสัยทัศน์และพันธกิจในการขับเคลื่อนประเทศของภาครัฐ ว่า

“ในนามของโตโยต้า ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณประเทศไทย รัฐบาลไทย เครือข่ายธุรกิจ และประชาชนชาวไทยสำหรับการสนับสนุนและความกรุณาอย่างดียิ่งที่มีให้แก่เรา ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้โตโยต้าเติบโตในระดับโลก เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตของโตโยต้า มียอดการผลิตสูงเป็นลำดับที่ 4 รองจากญี่ปุ่น จีน และสหรัฐอเมริกา และได้รับเลือกให้เป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกหลากหลายพันธกิจสำคัญในภูมิภาคอาเซียน เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตจนยิ่งใหญ่เป็นลำดับที่ 10 ของโลก ตลอดจนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการพัฒนาสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม”

โตโยต้า 6

“ที่ญี่ปุ่นนั้น การมีอายุครบ 60 ปี นับเป็นโอกาสที่พิเศษมาก เราเรียกกันว่า คันเรกิ แปลว่า การเกิดใหม่ ที่เราจะกลับสู่การเริ่มต้นอีกครั้งด้วยภูมิปัญญาและประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมา วันนี้ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ได้เฉลิมฉลอง คันเรกิ ของเรา ด้วยความมุ่งมั่นที่จะยกระดับการดำเนินงานในทุกมิติ เราจะมอบประสบการณ์การขับเคลื่อนที่ไร้รอยต่อผ่านแพลตฟอร์มการเชื่อมต่อดิจิทัลของเราเพื่อให้ลูกค้าได้รับการบริการที่ดียิ่งขึ้น เราจะร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อศึกษาหาวิธีการพัฒนาเทคโนโลยีการขับเคลื่อนเพื่อสร้างโลกที่ปราศจากการปล่อยมลพิษสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงพร้อมที่จะให้การสนับสนุนและกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานตามแนวทางของภาครัฐ ตลอดจนยกระดับการดำเนินงานในด้านสังคม เพื่อสิ่งแวดล้อมและผู้คนในสังคม”

“เรารู้สึกยินดี ที่องค์กรของเราสามารถพัฒนามาได้ไกลขนาดนี้ เราจะไม่มีวันหยุดพัฒนาเพื่อมอบคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกค้า และร่วมขับเคลื่อนอนาคตที่ดีสู่พี่น้องชาวไทย ทั้งในอีก 60 ปีข้างหน้า และในอนาคตถัดไปจากนั้น” มร. โนริอากิ ยามาชิตะ กล่าวในที่สุด

ซีพี และ โตโยต้า ร่วมมือผนึกกำลังพันธมิตร เพื่อศึกษาแนวทางสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในประเทศไทย

0

บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี) และ โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น (โตโยต้า) ได้จับมือกันเพื่อผลักดันเป้าหมาย สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในประเทศไทย พร้อมเปิดกว้างพันธมิตรทุกภาคส่วน

นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี พ.ศ.2464 ซีพี ได้ดำเนินการและขยายธุรกิจในประเทศไทยในหลากหลายสาขา โดยยึดหลักการสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ประชาชน ซึ่งขยายโอกาสการเข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพ รวมถึงการจัดจำหน่าย อุตสาหกรรม เกษตรกรรม และปศุสัตว์ ในด้านการจัดจำหน่าย ซีพี ได้ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนไทย ผ่านการขนส่ง และส่งมอบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผ่านการดำเนินการที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึง 7-Eleven และช่องทางค้าปลีก ค้าส่ง โดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสังคม เศรษฐกิจ และ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนแนวทางเพื่อความยั่งยืน ทั้งนี้ ซีพี ได้กำหนดเป้าหมายสู่การเป็นองค์กร Carbon Neutral ภายในปี ค.ศ.2030 และการบรรลุเป้าหมาย Zero Carbon ภายในปี ค.ศ.2050 แม้จะเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ซีพี มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ โดยร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนในหลายประเทศ

สำหรับโตโยต้า บริษัทฯ เริ่มดำเนินธุรกิจ โดยได้รับการสนันสนุนจากทุกภาคส่วน อาทิเช่น บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญของโตโยต้า และได้เจริญเติบโตไปพร้อมกับพัฒนาการของสังคมไทย ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ การชำระภาษี การจ้างงาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี และในขณะเดียวกัน บริษัทฯ ก็ได้ผ่านความท้าทายต่างๆ เช่น วิกฤตทางการเงินในภูมิภาคเอเชียในปี พ.ศ.2540 และอุทกภัยในปี พ.ศ.2554

มร.อากิโอะ โตโยดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะกรรมการบริหารของ โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ทั้งสองบริษัทฯ ซึ่งต่างคำนึงถึงประเทศไทยและโลกใบนี้ ได้เห็นร่วมกันที่จะดำเนินการในสิ่งที่เราสามารถเริ่มต้นทำได้ในขณะนี้ โดยอาศัยจุดแข็งและทรัพยากรที่มีอยู่ของแต่ละบริษัทฯ ผมเชื่อว่าการริเริ่มในครั้งนี้ จะนำไปสู่การยอมรับและสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม” นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสของ ซีพี ได้กล่าวตอบว่า “สิ่งที่ประธานโตโยดะและผม มีร่วมกันคือ ความรู้สึกที่ต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดินไทย ผมรู้สึกยินดีที่ทั้งสองบริษัทฯ มีโอกาสร่วมมือกันเพื่อความเป็นกลางทางคาร์บอนในประเทศไทย และยังเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนมาช่วยกันศึกษา หาแนวทางเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซีพี และ โตโยต้า จะแสวงหาความร่วมมือทางสังคม ด้วยการเชื่อมโยงกันระหว่างสองบริษัทฯ เราจะช่วยกันดำเนินการในสิ่งที่สามารถทำได้ในขณะนี้ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนกระบวนการผลิต การขนส่ง และการใช้พลังงาน เพื่อนำไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายใต้กรอบความร่วมมือดังนี้

  1. ศึกษาการผลิตไฮโดรเจนโดยใช้ก๊าซชีวภาพที่ได้จากของเสียจากฟาร์มในประเทศไทย (การศึกษาในเขตเศรษฐกิจพิเศษ)
  2. การใช้รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) ในกิจกรรมของ ซีพี ซึ่งจะใช้ไฮโดรเจนดังกล่าว
    (นำเสนอแนวทางที่หลากหลาย เช่น BEV และ FCEV โดยพิจารณาจากระยะการเดินทางและน้ำหนักบรรทุก)
  3. ศึกษาความร่วมมือด้านการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ โดยอาศัย เทคโนโลยีการเชื่อมต่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเส้นทางการจัดส่ง

โดยความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้  ทรู ลิสซิ่ง ซึ่งเป็นบริษัทในเครือซีพี ที่ให้บริการด้านการขนส่ง จะเข้าร่วมกับ
โตโยต้า ที่จะเริ่มพิจารณาจากการมีส่วนร่วมของ Hino Motors, Ltd. และกลุ่มบริษัทใน Commercial Japan Partnership Technologies Corporation (ประกอบด้วย ISUZU Motors Limited, SUZUKI Motor Corporation, DAIHATSU Motor Co., Ltd. และ TOYOTA) ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยแก้ปัญหาความท้าทายที่ภาคการขนส่งต้องเผชิญ และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ผ่านการเผยแพร่เทคโนโลยี CASE ในภูมิภาคเอเชียและการมุ่งสู่เป้าหมายนั้น ทุกอุตสาหกรรมและประชาชนทุกคนควรทำงานร่วมกัน ซีพี และ โตโยต้า จึงอยากเชิญทุกภาคส่วนที่มีความปรารถนาเดียวกัน เข้าร่วมเป็นพันธมิตรในความร่วมมือครั้งนี้

 

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มอบรางวัล Sustainability Awards 2022 แก่ผู้จำหน่าย

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นพร้อมส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในทุกภาคส่วนทั้งระดับบุคคล ภาครัฐ ภาคธุรกิจและสังคม จัดพิธีมอบรางวัลแก่ ผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูที่ชนะรางวัล Sustainability Awards 2022 ในสองสาขา ได้แก่ รางวัลยอดเยี่ยมด้านการใช้พลังงานหมุนเวียน (Excellence in Renewable Energy Initiatives) ให้แก่ เชิดชัย ออโต้เฮ้าส์ และรางวัลยอดเยี่ยมด้านการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Excellence in Sustainable Business Initiatives) ให้แก่ ยุโรปา มอเตอร์ โดยโครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงาน เพื่อผลักดันกลุ่มผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการให้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงริเริ่มแนวทางแก้ไข พร้อมขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ยั่งยืน

รางวัล Sustainability Awards 2022 สำหรับเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Choice is Yours ซึ่งริเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 ด้วยเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดยแบ่งกิจกรรมในโครงการออกเป็นสองส่วน ได้แก่ การแข่งขัน Choice is Yours สำหรับนิสิตนักศึกษา และรางวัล Sustainability Awards เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในเครือข่ายผู้จำหน่าย ภายใต้ 4 หัวข้อหลัก ประกอบด้วย REthink REduce REuse และ REcycle ทั้งนี้ รางวัลสำหรับเครือข่ายผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการดังกล่าวแบ่งเป็นสองสาขา ซึ่งผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการที่เข้าร่วมการแข่งขันต้องแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจและการลงมือปฏิบัติจริงจนมีผลลัพธ์อันเป็นที่ประจักษ์ โดยตัดสินภายใต้เกณฑ์หลัก 3 ข้อ ได้แก่ การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมของพนักงานและลูกค้า และความคิดสร้างสรรค์

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มุ่งดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญต่อความยั่งยืนมาโดยตลอด โดยภายในปี พ.ศ. 2593 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน นับตั้งแต่การผลิตไปจนถึงสนับสนุนการมีส่วนร่วมของทุกคน ด้วยความเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้จำหน่าย ซึ่งนับว่ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและดำเนินธุรกิจอย่างใกล้ชิดกับลูกค้า เราพร้อมสนับสนุนและผลักดันโครงการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานที่ลดผลกระทบและสร้างความตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นแบบแผนทั้งในด้านการดำเนินธุรกิจ ส่งต่อประสบการณ์จากการรับบริการที่มุ่งเน้นความยั่งยืน ผ่านโครงการ Choice is Yours ครั้งนี้”

ผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการที่คว้ารางวัลยอดเยี่ยมด้านการใช้พลังงานหมุนเวียน (Excellence in Renewable Energy Initiatives) ได้แก่ เชิดชัย ออโต้เฮ้าส์ ซึ่งดำเนินกิจการโดยให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานหมุนเวียนผ่านแผงโซลาร์ เซลล์ ที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 158,000 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง (kWh) คิดเป็น 37% ของการใช้พลังงานทั้งหมด หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้ 1,750 ต้น เพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าในศูนย์บริการและสำหรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่จุดบริการ Solar Carport

สำหรับรางวัลยอดเยี่ยมด้านการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Excellence in Sustainable Business Initiatives) เป็นของ ยุโรปา มอเตอร์ ซึ่งริเริ่มโครงการด้านความยั่งยืนแบบองค์รวมในชื่อ “Come Along the Way” สะท้อนหลักการด้านความยั่งยืนตาม 4 หัวข้อหลัก REthink REduce REuse และ REcycle พร้อมมุ่งเน้นการผสานแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินธุรกิจอย่างรอบด้าน

คุณประนอม พิพัฒน์อนันต์กุล (ที่ 4 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยคุณโมนิกา พิพัฒน์อนันต์กุล (ที่ 6 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด และคุณกลิน พิพัฒน์อนันต์กุล (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายขาย-รถยนต์มือสอง บริษัท ยุโรปา มอเตอร์ จำกัด ร่วมรับมอบรางวัลยอดเยี่ยมด้านการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Excellence in Sustainable Business Initiatives) จาก มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา (ที่ 5 จากซ้าย) ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

คุณโมนิกา พิพัฒน์อนันต์กุล ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ยุโรปา มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “ยุโรปา มอเตอร์ ให้ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับทางบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในด้านสิ่งแวดล้อมและเล็งเห็นความสำคัญของความยั่งยืนมาโดยตลอด ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมนี้ เราจึงปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นถึงความยั่งยืนและคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกด้าน นับตั้งแต่การปฏิบัติงานภายในองค์กร เปลี่ยนรูปแบบการทำงานสู่ออนไลน์มากยิ่งขึ้น ลดการใช้พลาสติก และเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการให้บริการลูกค้า เป็นต้น ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ที่ จัดการแข่งขัน Sustainability Awards 2022 สำหรับผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการ เพื่อส่งเสริมวิสัยทัศน์ด้านการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เราพร้อมที่จะร่วมผลักดันและต่อยอดแนวคิดดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน และส่งเสริมให้พนักงานภายในองค์กรและลูกค้าของเราได้ตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของเรา”

คุณปริญ กัญจนาทิพย์ (กลาง) กรรมการผู้จัดการ และคุณกฤตกมล กัญจนาทิพย์ (ซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการบริษัท เชิดชัย ออโต้เฮ้าส์ จำกัด ร่วมรับมอบรางวัลยอดเยี่ยมด้านการใช้พลังงานหมุนเวียน (Excellence in Renewable Energy Initiatives) จาก มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา (ขวา) ประธานและซีอีโอ

คุณปริญ กัญจนาทิพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เชิดชัย ออโต้เฮ้าส์ จำกัด กล่าวว่า “ภาวะโลกร้อนเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่เราต้องร่วมกันแก้ไข ทุกภาคส่วนถือเป็นกำลังสำคัญในการร่วมมือกันปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินธุรกิจและการใช้ชีวิตเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น ต้องขอขอบคุณบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ที่ริเริ่มโครงการ Choice is Yours นี้ ซึ่งส่งเสริมให้เครือข่ายผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดย เชิดชัย ออโต้เฮ้าส์ ก็มุ่งส่งเสริมแนวคิดการใช้พลังงานหมุนเวียน พร้อมติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เราจะมุ่งมั่นต่อยอดการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงการลดการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง และพร้อมร่วมมือกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยเพื่อขับเคลื่อนสู่สังคมแห่งยนตรกรรมยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม”

ด้วยการผสานพันธกิจด้านความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์ “พลังแห่งทางเลือก” (Power of Choice) โครงการ Choice is Yours จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายหลักในความพยายามที่จะรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) และส่งเสริมการตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้คนรุ่นใหม่ รวมไปถึงพนักงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปและเครือข่ายผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู โดยนอกจากการจัดการแข่งขัน Choice is Yours สำหรับนิสิตและนักศึกษาระดับปริญญาตรี นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวยังมีจุดประสงค์ให้ผู้เข้าร่วมและบุคคลทั่วไปตระหนักถึงระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มุ่งเน้นการออกแบบสินค้าและบริการที่ให้ความสำคัญต่อการใช้คุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการหมุนเวียนวัตถุดิบและสินค้า พร้อมลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ทุกคนสามารถ “เลือก” ที่จะลงมือทำเพื่อสร้างอนาคตที่ดียิ่งขึ้น

ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง คว้าชัยชนะปิดท้ายฤดูกาล ยืน 4 โพเดียมในการแข่งขัน ‘ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2022’

0

ทีมแข่งฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง (FTR) เสิร์ฟความดุดันอีกขั้นแก่แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ต ในการแข่งขันรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2022 สองสนามสุดท้ายของปี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-11 ธันวาคม 2565 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ โดยคว้า 4 ถ้วยรางวัลจากการแข่งขันด้วยรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เครื่องยนต์ 3.2 ลิตร และฟอร์ด มัสแตง เครื่องยนต์โคโยตี้ อลูมิเนเตอร์ 5.2 ลิตร

สำหรับการแข่งขันรถกระบะรุ่นไทยแลนด์ ซูเปอร์ ปิกอัพ แซนดี้ เคราแก้ว สตูวิค นักแข่งดาวรุ่งชาวไทย-นอร์เวย์ จากทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง พร้อมแสดงฝีมือการขับขี่และโชว์สมรรถนะของรถฟอร์ด เรนเจอร์ 3.2 ลิตร หมายเลข 3 ได้อย่างดุดันจนผงาดเข้าสู่เส้นชัยด้วยอันดับ 2 ในการแข่งขัน Overall สนามที่ 8 เรียกเสียงเชียร์จากแฟนๆ ได้อย่างล้นหลาม และยังครองแชมป์อันดับที่ 2 จากการแข่งขันตลอดฤดูกาล นับเป็นการปิดฉากการแข่งขันในปีนี้อย่างงดงาม

ส่วนการแข่งขันรุ่นไทยแลนด์ ซูเปอร์คาร์ จีทีซี ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ปิดศึกสองสนามสุดท้ายได้อย่างเร้าใจ โดยแจ็ค เลมวาร์ด จากทีมฟอร์ด ซีอาร์อี ลาโนเทค เฮล เรซซิ่ง ขับฟอร์ด มัสแตง เครื่องยนต์โคโยตี้ อลูมิเนเตอร์ 5.2 ลิตร หมายเลข 44 เร่งเครื่องขึ้นรั้งเป็นจ่าฝูงจนคว้าชัยชนะอันดับ 1 และยังทำเวลาได้ดีที่สุดเท่าที่ร่วมแข่งขัน (personal best) ด้วยเวลา 1:42:503 นาที ในการแข่งขันในสนามที่ 7 พร้อมเก็บแต้มจากชัยชนะอันดับที่ 2 Overall บนโพเดียมในสนามที่ 8 ทำให้มีคะแนนรวมตลอดทั้งปีสูงสุดและคว้าตำแหน่งแชมป์การแข่งขันรุ่นจีทีซี ประจำปี 2565 ไปครองได้สำเร็จ

ด้านสตีฟ โอเว่น เพื่อนร่วมทีมจากออสเตรเลีย นำฟอร์ด มัสแตง เครื่องยนต์โคโยตี้ อลูมิเนเตอร์ 5.2 ลิตร หมายเลข 7 เข้าเส้นชัยในอันดับ 2 Overall ของสนามที่ 7 ช่วยให้ทีมมีคะแนนรวมสูงสุดและคว้ารางวัล ‘ทีม แชมเปี้ยนชิพ’ ได้ในปีนี้ นำความปลาบปลื้มมาสู่กองเชียร์จากฟอร์ด ประเทศไทย พร้อมตอกย้ำสมรรถนะของรถที่อัดแน่นด้วยดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ พร้อมโชว์ศักยภาพสุดเร้าใจในสนามแข่ง

ด้านนายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า “ฟอร์ดตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้เห็นความสำเร็จของทีม FTR ในครั้งนี้ นับเป็นนัดปิดฤดูกาลที่แสดงให้เห็นว่าทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง พวกเราภูมิใจที่ได้เห็นพนักงานฟอร์ดมีโอกาสพัฒนาความรู้และความสามารถจนทำให้บทบาทของฟอร์ดในวงการมอเตอร์สปอร์ตดุดันและโดดเด่นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ความสำเร็จจากการพัฒนารถแข่งในปีนี้จะมีส่วนช่วยให้เราเดินหน้าพัฒนารถฟอร์ดให้ตอบรับกับความต้องการของลูกค้าของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”