Home Blog Page 26

PTG เสิร์ฟงบปี 68 กำไรแตะ 1,074 ลบ. – EBITDA โต 11.3% กาแฟพันธุ์ไทยนำทัพ Non-Oil โตเด่น – มาร์เก็ตแชร์ค้าปลีกน้ำมันพุ่ง 22.0%

0

บมจ. พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG)  เปิดผลงานปี 2568 มีกำไรสุทธิจำนวน 1,074 ล้านบาท  ส่วนรายได้จากการขายและการให้บริการมีจำนวน 224,341 ล้านบาท ขณะที่ EBITDA  เติบโตถึง 11.3% YoY รับอานิสงส์ธุรกิจ Non-Oil ที่มีสัดส่วนกำไรขั้นต้น 37.1% หรือ 6,482 ล้านบาท เติบโต 75.7% ชูธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยมีรายได้เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 134.3% จากการขยายสาขามากกว่า 2,000 สาขา และการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) ขณะที่ธุรกิจ Oil ยังคงครองมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 22.0% อย่างแข็งแกร่ง ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจ Non-Oil ปี 2569  อยู่ที่ 30-40% YoY ขณะที่สัดส่วนกำไรขั้นต้นธุรกิจ Non-Oil อยู่ที่ 40-45% กลุ่มสมาชิก PT Max Card, PT Max Card Plus และ PT Max Card Plus EV ยังคงเป็นตัวขับเคลี่อนหลัก ด้านบอร์ดอนุมัติจ่ายปันผลงวดปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท กำหนดจ่าย 15 พ.ค.นี้

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานงวดปี 2568 (สิ้นสุดวันที่ 31  ธันวาคม 2568) ของบริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 1,074 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 3.1 % YoY และมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 6,899 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3% YoY  ส่วนกำไรขั้นต้นมีจำนวน 17,489 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 18.4% YoY  โดยได้รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจ Non-Oil ซึ่งมีกำไรขั้นต้นเติบโต 75.7% YoY ส่งผลให้สัดส่วนกำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Non-Oil เพิ่มขึ้นเป็น 37.1% ของกำไรขั้นต้นรวม จาก 25.0% ในปี 2567 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของพอร์ตธุรกิจที่มีความสมดุลและมีคุณภาพมากขึ้น

รายได้จากการขายและการให้บริการมีจำนวน 224,341 ล้านบาท  ลดลงเล็กน้อย 0.7% YoY  โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายปลีกเฉลี่ยในธุรกิจ Oil ที่ปรับลดลง ขณะที่ปริมาณจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางยังสามารถรักษาระดับได้ใกล้เคียงกับปีก่อน สะท้อนเสถียรภาพของอุปสงค์และความแข็งแกร่งของฐานลูกค้า ส่วนธุรกิจ Non-Oil เติบโตโดดเด่น โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 31.7% YoY เป็น 23,654 ล้านบาท

ทั้งนี้ได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยที่มีรายได้ 5,309 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 134.3%  YoY จากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นปี 2568 มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 2,151 สาขา เพิ่มขึ้น 59.7% YoY เทียบเท่ากับอัตราการขยายมากกว่า 2.2 สาขาต่อวัน  รวมถึงการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม  (Same-Store-Sales) จากการกลับมาใช้บริการของกลุ่มลูกค้าสมาชิกเป็นหลักและแคมเปญทางการตลาดที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง

ส่วนธุรกิจก๊าซ LPG มีรายได้จำนวน 10,337  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.4% YoY เป็นผลมาจากปริมาณการจำหน่ายก๊าซ  LPG ผ่านทุกช่องทางที่เติบโต 7.9% YoY เป็น 421 ล้านกิโลกรัม  และมีจำนวนสาขาธุรกิจ LPG เพิ่มขึ้น 21.6% YoY เป็น 698 สาขา  อย่างไรก็ตามบริษัท ยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มของปริมาณการจัดจำหน่ายก๊าซ LPG ผ่านสถานีบริการเป็นอันดับที่ 1 ในปี 2568

 

รายได้จากการขายและการให้บริการธุรกิจ Oil ในปี 2568 มีจำนวน 200,687 ล้านบาท ซึ่งบริษัท มีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางรวมทั้งสิ้นประมาณ 6,685 ล้านลิตร ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกผ่านสถานีบริการ PT เป็นหลักอยู่ที่จำนวน 6,569 ล้านลิตร สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าและประสิทธิภาพในการบริหารเครือข่ายสถานีบริการของบริษัท  บริษัท ยังคงมีส่วนแบ่งการตลาดผ่านช่องทางค้าปลีกผ่านสถานีบริการ PT เป็น 22.0%  และปี 2569 ตั้งเป้าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเติบโตประมาณ 3-5% YoY  และคาดว่าจะมีจำนวนสถานีบริการน้ำมันรวมประมาณ 2,309 สถานีภายในปี 2569

นายพิทักษ์ กล่าวว่าปี 2569 บริษัท ตั้งเป้าอัตราการเติบโตของรายได้จากธุรกิจ Non-Oil อยู่ในระดับ 30-40% YoY และรักษาสัดส่วนกำไรขั้นต้นของธุรกิจ Non-Oil ไว้ที่ประมาณ 40-45%  ผ่านการบริหารพอร์ตธุรกิจ การควบคุมต้นทุน และการเพิ่มเติมสัดส่วนธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูงอย่างต่อเนื่อง ส่วน EBITDA ตั้งเป้าเติบโต 8-12%  YoY

ทั้งนี้ธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยยังคงเป็นธุรกิจที่สำคัญของ Non-Oil โดยปีนี้วางแผนขยายสาขาไม่น้อยกว่า 800 สาขา ควบคู่กับการสร้างฐานลูกค้าใหม่ ขณะเดียวกันได้ต่อยอดพอร์ตธุรกิจอาหารผ่านการเปิดตัวแบรนด์ “ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย” ซึ่งได้เปิดสาขานำร่องแล้ว 3 สาขาในปีที่ผ่านมา และในปี 2569 วางแผนขยายเพิ่มเติมประมาณ 50 สาขา ส่วนธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ยังคงเดินหน้าขยายต่อเนื่อง อาทิ ธุรกิจ SUBWAY ขณะที่ ธุรกิจ LPG วางเป้าหมายขยายจุดให้บริการรวมเป็นประมาณ 836 จุด โดยการเติบโตยังคงมาจากธุรกิจก๊าซหุงต้มเป็นหลัก ในส่วนของธุรกิจ Non-Oil อื่นๆ เช่น ร้านสะดวกซื้อ Max Mart, ศูนย์ซ่อมบำรุงรถยนต์ และศูนย์บริการ Autobacs, สถานีบริการรูปแบบใหม่ PT GIGA EV และสถานีอัดประจุไฟฟ้า EleX by EGAT PT ยังคงขยายเครือข่ายเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์และเพิ่มการเข้าถึงของลูกค้าในระยะยาว

จากผลการดำเนินงานดังกล่าว คณะกรรมการบริษัท จึงได้มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผล สำหรับงวดปี 2568 ให้กับผู้ถือหุ้นเป็นเงินสด ในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท  คิดเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 584.5 ล้านบาท  โดยกำหนดให้ผู้ถือหุ้นที่จะมีชื่อปรากฏ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) ในวันที่ 11 มีนาคม 2569 และวันไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD)  ในวันที่ 10 มีนาคม 2569  และกำหนดวันจ่ายเงินปันผล ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 โดยการใช้สิทธิดังกล่าวต้องรอการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 24 เมษายน 2569

“ในปี 2568 สะท้อนความสามารถของบริษัท ในการรักษาสมดุลระหว่างธุรกิจ Oil ซึ่งเป็นฐานรายได้หลัก และการเร่งเติบโตของธุรกิจ Non-Oil ที่มีอัตราการทำกำไรสูงกว่า โดยเฉพาะธุรกิจกาแฟพันธุ์ไทยซึ่งยังคงขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตต่อไป

ขณะเดียวกัน บริษัทมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าผ่านการพัฒนาระบบสมาชิก PT Max Card, PT Max Card Plus และ PT Max Card Plus EV ควบคู่กับการเชื่อมโยงบริการภายใต้ Max World Ecosystem เพื่อเพิ่มความถี่ในการใช้บริการ และสร้างความผูกพันระยะยาวกับลูกค้า โดยมุ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การพักผ่อน การรับประทานอาหาร หรือการดูแลรถยนต์ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัท ในการสร้างความ “อยู่ดี มีสุข” ให้กับผู้บริโภค ผ่านการยกระดับคุณภาพชีวิตและประสบการณ์ในทุกช่วงจังหวะของการใช้ชีวิต”

MGC-ASIA มีกำไรสุทธิ 1,284 ล้านบาท เติบโต 782% ตอกย้ำการเข้าสู่รอบเติบโตใหม่

0

บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 เติบโตโดดเด่น ทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจในระบบนิเวศ Mobility Ecosystem ที่ครอบคลุมยานยนต์พรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้า บริการหลังการขายครบวงจร ธุรกิจการเงิน และประกันภัย

ปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 22,477 ล้านบาท ยอดขายรถยนต์ 11,814 คัน และยอดจองคงค้าง (Backorder) 1,065 คัน ซึ่งเป็นฐานรองรับการรับรู้รายได้ในช่วงถัดไป ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 782.2% จากปีก่อน ตอกย้ำการเข้าสู่รอบการเติบโตใหม่ ในระยะกลางถึงระยะยาว

พร้อมกันนี้ บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลเพิ่มอีก 0.11 บาทต่อหุ้น หลังจากจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.14 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปีเป็น 0.25 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield 5.7% สะท้อนความสามารถ
ในการสร้างกระแสเงินสด และการเติบโตที่ควบคู่ไปกับผลตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

Core Profit เติบโตแข็งแกร่ง สะท้อนคุณภาพกำไร

ผลประกอบการปี 2568 สะท้อนการเติบโตจากธุรกิจหลักอย่างชัดเจน โดยกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core Profit) อยู่ที่ 683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 369.1% จากปีก่อน EBITDA อยู่ที่ 2,424 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.7% ROE 15.3% เพิ่มขึ้น 11.4%

การเติบโตดังกล่าวมาจากการขยายตัวของกลุ่มยานยนต์พรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้า รายได้ประจำจากบริการหลังการขาย ธุรกิจการเงิน และประกันภัย ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพกำไรอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ บริษัทรับรู้กำไรจากการตีมูลค่ายุติธรรม (Fair Value) ของเงินลงทุนจำนวน 601.3 ล้านบาท
ซึ่งเป็นรายการพิเศษ (One-time Item) ช่วยสนับสนุนให้กำไรสุทธิรวม ทำระดับสูงสุดใหม่

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานปี 2568 สะท้อนความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทางธุรกิจ Mobility Ecosystem ที่เราวางรากฐานมาอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของกำไรจากธุรกิจหลัก ควบคู่กับรายได้ประจำจากบริการ การเงิน และประกันภัย ช่วยเสริมเสถียรภาพและคุณภาพกำไรในระยะยาว เราเชื่อมั่นว่าบริษัทได้เข้าสู่รอบการเติบโตใหม่ที่มีความยั่งยืน และพร้อมสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง”

หลายธุรกิจหลักเติบโตพร้อมกัน หนุนเสถียรภาพทั้งระบบ

การเติบโตของผลประกอบการ ได้รับแรงสนับสนุนจากหลายธุรกิจหลัก ทั้งยอดขายยานยนต์พรีเมียมการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า รายได้ประจำจากบริการ การฟื้นตัวของธุรกิจการเงินและประกันภัย ส่งผลให้อัตรากำไรและกระแสเงินสดของกลุ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“การขยายตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่จากแบรนด์พรีเมียมระดับโลกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในระยะถัดไป เราพร้อมต่อยอดศักยภาพของทุกธุรกิจในเครือเพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุล ทั้งรายได้ กำไร และกระแสเงินสด” ดร.สัณหวุฒิ กล่าวเสริม 

พอร์ตแบรนด์ระดับโลก หนุนศักยภาพการเติบโตระยะยาว

บริษัทเป็นผู้จำหน่ายแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำระดับโลก อาทิ BMW ซึ่งกำลังก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีใหม่ผ่านแพลตฟอร์ม ‘Neue Klasse’ ที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ BMW ภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่ แบตเตอรี่เจเนอเรชั่น 6 ประสิทธิภาพสูง ประสบการณ์ดิจิทัลยุคใหม่ และแนวคิดความยั่งยืน ขณะเดียวกัน MINI กำลังก้าวเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ

ความสำเร็จในการทำตลาดรถยนต์พรีเมียมของกลุ่มบริษัท โดยเฉพาะ BMW i7 ที่ได้รับการตอบรับเชิงบวกจากตลาด สะท้อนความเชี่ยวชาญในการบริหารผลิตภัณฑ์ระดับลักชัวรี่ และช่วยเสริมความสามารถในการรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์พรีเมียมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นฐานสำคัญต่อการเติบโตในระยะกลางและระยะยาว

 

EV Strategy เน้น Technology-led Differentiation ยกระดับ Margin

กลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท มุ่งเน้นการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีนระดับพรีเมียม โดยใช้แนวทาง Technology-led Differentiation เน้นคุณค่าจากคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และสมาร์ทเทคโนโลยีแทนการแข่งขันด้านราคา

โดย MGC-ASIA ได้รับสิทธิ์ในการนำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์ XPENG และเป็นผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของแบรนด์ ZEEKR ซึ่งทั้งสองแบรนด์ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคชาวไทยตลอดปี 2568 สะท้อนศักยภาพการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ไฮเทคของบริษัทและมีบทบาทสำคัญในการยกระดับ Product mix สู่กลุ่ม High-margin สนับสนุนการเติบโตของกำไรอย่างมีคุณภาพในระยะยาว 

ธุรกิจบริการสร้างรายได้ประจำ เสริมความมั่นคงกำไร (Recurring income)

กลุ่มธุรกิจบริการหลังการขาย ยังคงสร้างรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง เครือข่ายศูนย์บริการ BMW, MINI และ Honda รวมถึง MMS ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรมาตรฐานสากล 19 สาขาทั่วประเทศช่วยสร้างฐานกำไรที่มั่นคงในระยะยาว

ปัจจุบัน MGC-ASIA มีเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการรวม 120 สาขาในประเทศไทย และอยู่ระหว่างขยายเพิ่มที่เชียงใหม่และอุดรธานี ส่วนระดับภูมิภาค บริษัทมีเครือข่าย SIXT ใน สปป.ลาว 2 สาขาและมาเลเซีย 8 สาขา รวมเครือข่ายทั้งหมด 130 สาขา โดยดำเนินงานผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Alliance) กับพันธมิตรธุรกิจ ซึ่งช่วยขยายการดำเนินงาน โดยไม่เพิ่มภาระเงินลงทุนโดยตรง

การเงิน–ประกัน ฟื้นตัวชัด กลายเป็นกำไรเชิงโครงสร้าง

ธุรกิจการเงินและประกันภัยกลับเข้าสู่รอบเติบโต หลังผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยพอร์ตสินเชื่อ Alpha X ที่เน้นกลุ่ม High Net Worth ผ่าน Wealth Lending และธุรกิจประกันภัย Howden Maxi มีรายได้ค่าธรรมเนียมประกันภัยเติบโตต่อเนื่อง ครอบคลุมใบอนุญาตนายหน้าประกันภัยนิติบุคคลครบทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ ประกันวินาศภัย ประกันภัยต่อ และประกันชีวิต สร้างฐานกำไรระยะยาวให้กลุ่ม


SIXT Thailand ขยาย EV Rental สร้าง Synergy Ecosystem

ธุรกิจรถเช่า SIXT Thailand เติบโตต่อเนื่อง โดยบริษัทเป็นผู้บุกเบิกบริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมรายแรกในประเทศไทย และปี 2568 บริษัทเพิ่มรถ XPENG และ ZEEKR ทั้งรูปแบบเช่าระยะยาวและระยะสั้น เปิดโอกาสให้ลูกค้าทดลองใช้เทคโนโลยี EV ก่อนตัดสินใจซื้อ สร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจรถเช่าและธุรกิจจำหน่ายอย่างชัดเจน พร้อมบริหารอายุสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาผลตอบแทนระยะยาว

โครงสร้างธุรกิจ Mobility Ecosystem ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การจำหน่ายยานยนต์พรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้าธุรกิจการเงิน ประกันภัย บริการหลังการขาย และรถเช่า ช่วยสร้างรายได้ประจำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้บริษัทมีฐานกำไรที่แข็งแรงและเสถียรภาพสูง

แม้ปี 2568 จะเป็นปีที่สร้างผลประกอบการสูงสุดใหม่ แต่สาระสำคัญอยู่ที่การยกระดับ ‘คุณภาพของกำไร’ และความแข็งแรงเชิงโครงสร้างมากกว่าตัวเลขเพียงปีเดียว

ด้วยพอร์ตแบรนด์ระดับโลก การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย บริษัทเชื่อมั่นว่าการเติบโตของกำไรในระยะกลางถึงระยะยาวจะมีความต่อเนื่อง และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างยั่งยืน

“เรามุ่งเน้นการเติบโตบนพื้นฐานของความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง และการบริหารจัดการอย่างมีวินัย เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน” ดร.สัณหวุฒิกล่าว

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เผยความคืบหน้าของธุรกิจประจำปี 2025 พร้อมชูแนวทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในปี 2026

0

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เผยความคืบหน้าของธุรกิจประจำปี 2025 ที่ยังคงขับเคลื่อนไปอย่างต่อเนื่องด้วยส่วนแบ่งตลาดกลุ่มรถยนต์พรีเมียมที่ 9% และส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม (BEV) ที่ 20% นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รายงานยอดขายในกลุ่มรถ Volvo Selekt certified used cars หรือ รถผู้บริหารและรถออกศูนย์ไมล์น้อยคุณภาพดีที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ที่มีสัดส่วนการขายอยู่ที่ 14% จาก 9% ในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อคุณค่า และคุณภาพระยะยาวของวอลโว่

ผลการดำเนินงานที่ยังสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ตลอดปี 2025 เป็นผลจากการมีกลุ่มผลิตภัณฑ์รถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าที่ครอบคลุมทั้งในกลุ่มรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด, การขยายเครือข่ายศูนย์บริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง และการพัฒนาศักยภาพด้านบริการหลังการขายที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยในปีที่ผ่านมา วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้เสริมความแข็งแกร่ง และสร้างการรับรู้ของแบรนด์ในประเทศ ผ่านการเปิดตัวรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ รุ่นใหม่ ถึง 2 รุ่น ได้แก่ Volvo EX30 Cross Country รถ SUV ขนาดเล็กสำหรับคนเมืองที่มองหาการเดินทางเพื่อค้นพบประสบการณ์ใหม่ ๆ  และ Volvo ES90 รถที่มาพร้อมนิยามใหม่ของความอเนกประสงค์ภายใต้รูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมสถาปัตยกรรมแบตเตอรี่ขนาด 800 โวลต์ ซึ่งรถทั้งสองรุ่นได้รับความสนใจ และกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังได้เปิดตัวรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด รุ่นยอดนิยม ที่มาพร้อมดีไซน์ใหม่ ถึง 2 รุ่น ได้แก่ new Volvo XC90 และ refresh Volvo XC60 เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้งานรถไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ

ขณะเดียวกัน วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้ยกระดับการเข้าถึงบริการทั่วประเทศ และเสริมศักยภาพด้านบริการหลังการขายด้วยการเปิดตัวศูนย์บริการ วอลโว่ พัฒนาการ พร้อมทั้งขยายตัวแทนผู้จัดจำหน่ายรถวอลโว่อย่างเป็นทางการในจังหวัดพิษณุโลก นอกจากนี้ ยังแต่งตั้ง ACE ขอนแก่น ให้เป็นผู้ให้บริการซ่อมตัวถังและสีรถยนต์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก วอลโว่ คาร์ โดยให้บริการผ่าน วอลโว่ ธนาสิทธ์ ขอนแก่น โดยความร่วมมือดังกล่าวนี้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายบริการแบบครบวงจรของวอลโว่ และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลในระยะยาวผ่านการให้บริการที่ครอบคลุมและต่อเนื่อง

คุณคริส เวลส์, กรรมการผู้จัดการ, บริษัท วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย และมาเลเซีย กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในปี 2025 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์รถของเราที่มีความสมดุล ตลอดจนการดำเนินงานด้านการขาย และบริการหลังการขายอย่างมีวินัยและมีประสิทธิภาพ โดยแม้ต้องเผชิญกับการตลาดที่มีสภาวะการแข่งขันที่สูง รวมถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในปีที่ผ่านมา การบรรลุส่วนแบ่งตลาด 9% ในกลุ่มรถยนต์พรีเมียม และ 20% ในกลุ่มรถไฟฟ้า พรีเมียม (BEV) แสดงให้เห็นว่าลูกค้ายังคงเชื่อมั่นในแบรนด์วอลโว่ ทั้งในแง่ของความปลอดภัย ความยั่งยืน และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานอย่างมีเป้าหมาย สำหรับปี 2026 นั้น วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ยังคงมุ่งเน้นสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียม และการยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถวอลโว่ผ่านบริการที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อความประทับใจที่ยืนยาวของลูกค้า ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตในปี 2026 โดยวางเป้ายอดขายรถใหม่เพิ่มขึ้น 4% และยอดขาย Volvo Selekt certified used cars เพิ่มขึ้น 5%”

ก้าวสู่ปี 2026: นำเสนอผลิตภัณฑ์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม

ในปี 2026 วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบในอนาคต โดยมีรถปลั๊ก-อิน ไฮบริด ทำหน้าที่เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับลูกค้าที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การใช้งานรถไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ

โดยเริ่มต้นปีกับบริการอัปเกรด คอร์ คอมพิวเตอร์ สำหรับลูกค้าผู้ใช้รถ Volvo EX90 แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้วในเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยการอัปเกรดดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและพลังการประมวลผลของรถทั้งในแง่ของการขับขี่ และความปลอดภัย รวมถึงทำให้ตัวรถรองรับการอัปเดทซอฟต์แวร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเตรียมขยายตัวเลือกที่มากขึ้นสำหรับ Volvo EX90 เพื่อการเข้าถึงที่ง่ายขึ้นของผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ และนวัตกรรมความปลอดภัยในการขับขี่อย่างแท้จริง  และอีกหนึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเร็ว ๆ นี้อย่าง Volvo ES90 ซึ่งคาดว่าจะสามารถรักษาแรงขับเคลื่อนด้านยอดขายได้ตลอดทั้งปี ด้วยสมรรถนะด้านระยะทางวิ่งที่โดดเด่น ดีไซน์ที่สะดุดตา เทคโนโลยีภายในตัวรถที่มีความล้ำสมัย และที่สำคัญที่สุด คือความคุ้มค่าด้านราคา

ยกระดับประสบการณ์การให้บริการโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

เพื่อยกระดับประสบการณ์การให้บริการที่ดียิ่งขึ้น วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้วางแผนขยายเครือข่ายตัวแทนผู้จัดจำหน่ายรถวอลโว่อย่างเป็นทางการทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ควบคู่กับการขยายศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานครบวงจร หรือ Volvo Certified Damage Repair Centre (VCDR) และการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์เพื่อขยายศูนย์บริการซ่อมตัวถัง และสีรถยนต์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก วอลโว่ คาร์ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังวางแผนขยายการบริการให้ครอบคลุมพื้นที่ในวงกว้างยิ่งขึ้นผ่านโมเดลบริการหลังการขายแบบ Hub and Spoke เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการ และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานสำหรับลูกค้า     รวมถึงวางแผนเปิดศูนย์บริการด้านยางรถยนต์เพื่ออำนวยความสะดวก และเสริมสร้างประสบการณ์ในการเป็นเจ้าของรถวอลโว่ รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องตลอดช่วงอายุการใช้รถ ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ในการส่งมอบคุณค่าในระยะยาวให้แก่ลูกค้า

เพื่อรักษาฐานลูกค้า, เพิ่มความคุ้มค่าในระยะยาวของการเป็นเจ้าของ และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการมอบบริการที่เป็นเลิศ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย พร้อมนำแคมเปญบริการหลังการขาย (National Service Campaign) กลับมานำเสนอแก่ลูกค้าอีกครั้งตลอดปี 2026 โดยแคมเปญบริการหลังการขายดังกล่าวจะนำเสนอในรูปแบบของการมอบโปรโมชัน และส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าที่รับบริการ ณ ศูนย์บริการอย่างเป็นทางการของวอลโว่ทั่วประเทศ  รวมถึงมอบส่วนลดในอะไหล่แท้วอลโว่ (Volvo Genuine Parts) พร้อมสิทธิประโยชน์ อาทิ การรับประกันเพิ่มเติมสำหรับอะไหล่แท้วอลโว่ (Volvo Genuine Parts Extended Warranty) ซึ่งรับรองว่าหากอะไหล่ที่ซื้อจากศูนย์บริการอย่างเป็นทางการของวอลโว่ตามเงื่อนไขที่กำหนดเกิดความบกพร่อง วอลโว่จะทำการเปลี่ยนอะไหล่ที่รับประกันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายทั้งในส่วนของอะไหล่และค่าแรง อีกทั้งลูกค้ายังอุ่นใจได้ว่าทุกบริการจะได้รับการตรวจสอบและวิเคราะห์อย่างแม่นยำผ่านเครื่องมือที่ได้รับการรับรอง และช่างเทคนิคที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐาน วอลโว่ คาร์ส โดยตรง พร้อมรับการอัปเดทซอฟต์แวร์ของตัวรถเป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้แก่ตัวรถในทุกครั้งที่เข้ารับบริการ นอกจากนี้ผู้ที่รับบริการหลังการขายอย่างเป็นทางการของวอลโว่ตามเงื่อนไขที่กำหนดยังสามารถรับบริการความช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน (roadside assistance service) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อมอบความอุ่นใจในทุกการเดินทาง

แคมเปญบริการหลังการขายดังกล่าวนี้ จะเปิดตัวเป็นครั้งแรกพร้อมมาสคอตครอบครัวกวางมูสสุดน่ารัก ที่มาพร้อมคาแรกเตอร์ครอบครัวกวางมูสแบบยกครัวทั้ง คุณพ่อ ปาป้ามูส (Papa Moose), คุณแม่ มาม่ามูส (Mama Moose) พี่ชายคนโต มูสมูส (Moose Moose) และน้องสาว ลิตเติ้ล มูส (Little Moose) ที่จะมามอบความอบอุ่น และความอุ่นใจให้แก่ครอบครัวลูกค้าวอลโว่

สานต่อปณิธานด้านความยั่งยืนเพื่อคนและโลก เพื่อชีวิต

การมีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืนคือหนึ่งในกลยุทธ์หลักของ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย โดยในปี 2026 บริษัทฯ พร้อมเดินหน้าผลักดันโครงการระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ณ ตัวแทนผู้จัดจำหน่ายรถวอลโว่อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานภายในของ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ให้มีประสิทธิภาพและสร้างความยั่งยืนยิ่งขึ้น อันได้แก่ การลดการสร้างขยะ สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ยั่งยืนในระยะยาว

 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้ที่

เว็บไซต์www.volvocars.com/th

Facebookhttps://www.facebook.com/volvocarsth

Youtubehttps://www.youtube.com/user/VolvoCarsThailand

LINEhttps://page.line.me/002olnns?oat_content=url&openQrModal=true

 

เยี่ยมชม Volvo Studio ICONSIAM ได้ที่ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม และ เยี่ยมชม Volvo Studio EmSphere ได้ที่ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มสเฟียร์ เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวอลโว่ สำหรับสอบถามข้อมูลทั่วไป กรุณาโทร 02-544-0446

 

สำหรับลูกค้าวอลโว่ปัจจุบันสามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้าได้ที่ https://bit.ly/459u6HD

เอ็มจี เปิดเกมรุกปี 2026 เน้น “สร้างความเชื่อมั่น” ขับเคลื่อนธุรกิจ มุ่งเติบโตเชิงคุณภาพยกระดับบริการเข้มข้น สู่เป้าหมายยอดขาย 30,000 คัน

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ขยับขึ้นสู่ Top 5 ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปิดยอดขายปี 2025 ได้ตามเป้ากว่า 27,007 คัน ตั้งเป้าปี 2026 ยอดขาย 30,000 คัน ครองส่วนแบ่งการตลาด 5% ในไทย ตั้งธงพาแบรนด์ทะยานสู่เป้าหมายใหญ่ Top 3 ตลาดยานยนต์ไทยภายในทศวรรษที่ 2 ควบคู่ไปกับการขยายตลาดส่งออกสู่ยุโรป ตอกย้ำการเป็นยนตรกรรมคุณภาพภายใต้มาตรฐานระดับโลก “Made in Thailand, For the World” ผสานกลยุทธ์ GLOCAL ดึงเทคโนโลยีและมาตรฐานระดับโลกสู่ผู้บริโภคคนไทย ยกระดับเป็นแบรนด์สู่ “ทางเลือกที่เปี่ยมด้วยคุณค่า” (Value Choice) วางแผนเปิดตัวรถใหม่ และรุ่นปรับโฉมอย่างต่อเนื่อง ประเดิมด้วยรถยนต์ไฟฟ้า 3 รุ่นใหม่ ในงานมอเตอร์โชว์นี้ ขณะเดียวกันเตรียมปล่อยแคมเปญเชิงกลยุทธ์ยกระดับงานบริการทุกมิติมุ่งสร้าง “ความเชื่อมั่น” 

ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาด ด้วยพอร์ตโฟลิโอที่สมดุลทุกเทคโนโลยี

ในปี 2025 เอ็มจี สามารถทำยอดจำหน่ายรวมกว่า 27,007 คัน เติบโตมากกว่า 57% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และก้าวขึ้นสู่แบรนด์อันดับ 5 ของตลาดรถยนต์ในประเทศไทย โดยมีสัดส่วนยอดขายทั้งหมดจากรถยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 80% และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและไฮบริด 20% สะท้อนถึงผู้บริโภคที่เปิดใจกับรถยนต์ไฟฟ้า โดย NEW MG4 ELECTRIC มียอดจำหน่ายกว่า 11,000 คัน (46.4%) ครองอันดับ 1 ยอดจดทะเบียนต่อเนื่อง 4 เดือน ตามด้วย NEW MG S5 EV ยอดขายกว่า 4,920 คัน (19.9%) คว้ารางวัล THAILAND EV OF THE YEAR 2025 และ MG IM6 กว่า 1,700 คัน (6.6%) ซึ่งเป็นยอดขายสูงสุดนอกประเทศจีน ขณะที่กลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดอย่าง MG5 และ ALL NEW MG3 HYBRID+ ยังมีบทบาทสำคัญในการรองรับผู้บริโภคที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า

มร. ต๋า เซิน เซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด กล่าวว่า “ความสำเร็จของ เอ็มจี ไม่ได้วัดจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนจากความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคชาวไทยมีต่อแบรนด์อย่างต่อเนื่อง โดยกลยุทธ์ GLOCAL จะเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรและแบรนด์นับจากนี้ ด้วยการผสานเทคโนโลยีระดับโลก (Global) เข้ากับความเข้าใจตลาดเมืองไทย (Local) เพื่อสร้างคุณค่าที่จับต้องได้จริงและเติบโตอย่างยั่งยืน เป้าหมายของ เอ็มจี คือการก้าวสู่การเป็นแบรนด์ Top of Mind ของคนไทย ซึ่งต้องอาศัยการวางแผน
และก้าวนำอยู่เสมอ ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะในราคาที่สมเหตุสมผล ควบคู่ไป
กับการบริการที่มีการยกระดับอย่างต่อเนื่องโดยมีแผนงานพัฒนาโชว์รูมและศูนย์บริการสู่การเป็น “User Relationship Operation Center” หรือ “ศูนย์กลางการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า” ไปจนถึงการดูแลลูกค้าตลอดวงจรการเป็นเจ้าของรถ ซึ่ง เอ็มจี ถือเป็นแบรนด์แรกที่บุกเบิกในการวางรากฐานระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV ECOSYSTEM) อย่างครบวงจรในประเทศไทย ตั้งแต่การพัฒนาเครือข่ายสถานีชาร์จอย่างต่อเนื่อง การยกระดับมาตรฐานการรับประกันแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน (EV LIFETIME WARRANTY)
ซึ่ง เอ็มจี เป็นผู้บุกเบิกได้พลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างชัดเจน ทั้งยังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อรถของคนไทย การรับประกันนี้ตอบโจทย์ความกังวลของผู้บริโภคเรื่อง “ต้นทุนการเป็นเจ้าของรถ” โดยเปลี่ยน
ความไม่สบายใจให้เป็นความเชื่อมั่นที่จับต้องได้จริง โดย เอ็มจี จะทำให้การรับประกันนี้กลายเป็นมาตรฐานที่ต้องมีสำหรับรถอีวีของ เอ็มจี ทุกรุ่นที่จะเปิดตัวต่อจากนี้ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมด้านศูนย์บริการและบุคลากร
เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดอีวีในระยะยาว พร้อมระบบบริหารจัดการอะไหล่ที่โปร่งใส ตรวจสอบ
ได้ และมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจในการดูแลลูกค้าอย่างแท้จริง ตอกย้ำถึงความตั้งใจจริงของ เอ็มจี กับคำมั่น “อยู่ในไทย เพื่อไทย” (In Thailand, For Thailand) และจากนี้เป็นต้นไป เอ็มจี จะให้ความสำคัญกับการเติบโตเชิงคุณภาพ (High-quality Growth) โดยมุ่งเน้นคุณภาพผลิตภัณฑ์ มาตรฐานการผลิตความปลอดภัย เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง และความพึงพอใจของลูกค้า มากกว่าการแข่งขันด้านราคาในระยะสั้น พร้อมยกระดับภาพลักษณ์สู่การเป็นแบรนด์ที่เป็น “ทางเลือกที่เปี่ยมด้วยคุณค่า” (Value Choice) ในใจผู้บริโภค นอกจากการจัดการภายในประเทศที่ครอบคลุมทั้งเรื่องผลิตภัณฑ์และการบริการแล้ว เอ็มจี ยังมีเป้าหมายในการขยายความยิ่งใหญ่สู่ตลาดสากล ด้วยการเตรียมส่งออกรถยนต์ เอ็มจี ที่ผลิตจากประเทศไทย ไปจัดจำหน่ายในประเทศต่าง ๆ ในยุโรป ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของมาตรฐานคุณภาพระดับสากล และพิสูจน์ศักยภาพฐานการผลิตของไทย ตอกย้ำความภาคภูมิใจของ เอ็มจี กับการนำเสนอ Made in Thailand, For the Worldสู่สายตาประชาคมโลก”

 

ปักธงภารกิจทะยานสู่ Top 3 กับเป้าหมายการเติบโตและวิสัยทัศน์ระยะยาวของ เอ็มจี

สำหรับปี 2026 เอ็มจี ได้กำหนดเป้าหมายทางธุรกิจไว้อย่างชัดเจน โดยตั้งเป้ายอดจำหน่ายรวมที่ 30,000 คัน พร้อมมุ่งครองส่วนแบ่งการตลาด 5% ซึ่ง ณ ปัจจุบัน เอ็มจี สามารถก้าวขึ้นมาอยู่ในกลุ่ม Top 5 ของตลาดรถยนต์
ในประเทศไทยได้สำเร็จ ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาแบรนด์และผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการวางระบบ
การดำเนินงานที่ครอบคลุม เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว พร้อมขับเคลื่อนสู่หมุดหมายสำคัญ ผลักดันแบรนด์สู่ Top 3 ภายในทศวรรษที่ 2

มร. ซู๋ว์ หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แม้ปี 2026 จะยังเป็นปีที่ท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ด้วยทิศทางที่ชัดเจนและการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง เอ็มจีจะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดย เอ็มจี ได้กำหนดกรอบกลยุทธ์หลัก 4 ด้าน เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อน
การเติบโตอย่างยั่งยืน ได้แก่

  1. การยกระดับแบรนด์ในระยะยาว

เอ็มจี มุ่งเน้นการส่งมอบมาตรฐานที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมทั้งด้านผลิตภัณฑ์ การบริการ และประสบการณ์ของผู้บริโภคในทุกมิติ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในระยะยาว พร้อมเน้นย้ำจุดยืนของแบรนด์และยนตรกรรมที่เป็น “ทางเลือกที่เปี่ยมด้วยคุณค่า” (Value Choice) ซึ่งสะท้อนความเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจและจับต้องได้จริงสำหรับผู้บริโภคชาวไทย 

  1. การพัฒนาพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์แบบครอบคลุมทุกเทคโนโลยี ภายใต้กลยุทธ์ Dual Track

ภายใต้กลยุทธ์ Dual Track” เอ็มจี เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งกลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กันอย่างชัดเจน พร้อมเปิดตัวรถใหม่อย่างต่อเนื่องในแต่ละไตรมาส เพื่อสร้างความสดใหม่ให้กับตลาด พร้อมรักษาความต่อเนื่องของไลน์อัปสินค้า และทำให้ผลิตภัณฑ์ของ เอ็มจี ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคครอบคลุมในทุกเซกเมนต์ รวมถึงการนำ “เทคโนโลยีอัจฉริยะ” มาเป็นแกนหลักในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความแตกต่างและยกระดับมาตรฐานตลาดรถยนต์ไทย ในปี 2026 เอ็มจี มีแผนขยายพอร์ตโฟลิโอรถยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน เริ่มตั้งแต่งานมอเตอร์โชว์ ด้วยการเปิดตัว MG IM5 ในกลุ่มพรีเมียมอีวี พร้อมด้วย NEW MG MAXUS 9 MCE ในกลุ่ม e-MPV และ NEW MG4 ELECTRIC MINORCHANGE เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ไลน์อัปยอดนิยมของแบรนด์

ภายในไตรมาสที่สอง มีแผนเปิดตัวรถ EV ในกลุ่ม B-Segment สำหรับตลาดหลัก พร้อมพัฒนาปรับปรุงรุ่นปัจจุบันให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวไทยมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน เอ็มจี จะเดินหน้าเทคโนโลยี HYBRID+ อย่างต่อเนื่อง และเตรียมเปิดตัวรถไฮบริดรุ่นใหม่ภายในปีนี้ เพื่อสนับสนุนลูกค้าในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า นอกจากนี้ ในปี 2027 เอ็มจี มีแผนเปิดตัวรถใหม่รวม 5 รุ่น โดยย้ำจุดยืนชัดเจนว่า ไม่ได้มุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนรุ่นเพียงอย่างเดียว แต่จะเปิดตัว “รถที่ใช่ ในเซกเมนต์ที่ใช่ และในเวลาที่เหมาะสม” 

  1. กลยุทธ์ GLOCAL นำแนวคิดที่สำเร็จมาประยุกต์ใช้ในไทย

เอ็มจี พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ GLOCAL อย่างเต็มขั้น ด้วยการผสานมาตรฐานและความสำเร็จระดับโลกเข้ากับความเข้าใจตลาดไทยอย่างลึกซึ้ง ไม่เพียงในด้านการผลิตเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงแนวทางการตลาดและการขาย โดยประยุกต์แนวคิดและโมเดลที่ประสบความสำเร็จในระดับสากลมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เช่น การนำแนวคิด Live Commerce มาใช้กับแบรนด์รถยนต์ เพื่อเพิ่มช่องทางการขาย ขยายฐานลูกค้า และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคไทยในยุคดิจิทัล 

  1. การมุ่งสู่การเติบโตเชิงคุณภาพอย่างยั่งยืน

เอ็มจี มุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพในทุกมิติ ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งของการดำเนินงาน ยกระดับมาตรฐานการบริการ และพัฒนาศักยภาพผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจในระยะยาวให้กับลูกค้าและพันธมิตร ในปีนี้ เอ็มจี ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับประสบการณ์และความผูกพันกับลูกค้า โดยเพิ่มความถี่ของกิจกรรม CRM และจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบมากขึ้นทั้งกิจกรรมขนาดเล็กแนวไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างความใกล้ชิดและคอมมูนิตี้ของผู้ใช้รถยนต์ เอ็มจี รวมถึงกิจกรรมให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้การใช้งานรถอย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมเตรียมจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ เช่น EV Rally เพื่อรวมกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า เอ็มจี และขยายการเข้าถึงลูกค้าไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะในกรุงเทพฯ

ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกจนตลอดการใช้งาน

ขณะเดียวกัน เอ็มจี ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและบริการหลังการขายอย่างเป็นระบบ ผ่านการขยายเครือข่ายศูนย์บริการโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 130 แห่งทั่วประเทศ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร
ด้านยานยนต์ไฟฟ้า การบริหารจัดการอะไหล่อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการนำดิจิทัลแพลตฟอร์มมาช่วยดูแลลูกค้าแบบครบวงจร ตั้งแต่การนัดหมาย การติดตามสถานะการซ่อม ไปจนถึงการรับฟังเสียงลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพึงพอใจและความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นอกจากในด้านผลิตภัณฑ์แล้ว ปีนี้ เอ็มจี จะยกระดับคุณภาพการบริการอย่างเข้มข้นและจริงจัง โดยจะมีความเคลื่อนไหวสำคัญของ เอ็มจี ที่มุ่งสร้างอีกหนึ่งจุดเปลี่ยน นั่นคือ การสร้างความพึงพอใจด้วยการยกระดับประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ด้วยแคมเปญเชิงกลยุทธ์เกี่ยวกับการบริการที่เข้มข้นขึ้น มุ่งหวังให้ทุกคนที่เข้ามาใช้บริการกับ เอ็มจี ได้รับนอกเหนือจากความสะดวกสบายแต่คือรอยยิ้มและความพึงพอใจในทุกจุด ตั้งแต่ก่อนการเป็นเจ้าของรถ ไปจนถึงการใช้งานในระยะยาว โดยแผนงานนี้ครอบคลุมทั้งด้านการขาย การบริการ และบริการหลังการขาย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงของการเป็นลูกค้า เอ็มจี

พร้อมกันนี้ ยังมีการพัฒนาศักยภาพผู้จำหน่าย ทีมขาย และทีมบริการอย่างรอบด้าน  และการนำเทคโนโลยีมาใช้ตอบสนองบริการหลังการขาย ซึ่งเราได้เตรียมระบบ e-Workshop เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลกับผู้จำหน่ายสำหรับติดตามงานบริการแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดขั้นตอนการตรวจสอบ รองรับการเก็บข้อมูลในระยะยาว และให้การบริการที่สมบูรณ์แบบ โดยจะเริ่มใช้งานกับผู้จำหน่ายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลและจะขยายสู่ศูนย์บริการทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงการทำการนัดหมายเข้าศูนย์บริการและแจ้งสถานะการบริการแบบเรียลไทม์ผ่านระบบ LINE OA เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า โดยมีแผนเริ่มใช้งานในช่วงกลางปีนี้เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าแบบ End-to-End

นอกจากงานบริการแล้ว เอ็มจี ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการอะไหล่ด้วยระบบสั่งด่วนภายใน 24 ชั่วโมงซึ่งปัจจุบันมีอัตราจ่ายอะไหล่ครั้งแรกสูงถึง 99.38% ช่วยลดเวลารถค้างซ่อมและสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ เอ็มจี ยังจะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาชั้นนำ อาทิ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ด้วยการจัดตั้งศูนย์วิจัยยานยนต์และการเรียนรู้ยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร  ในการร่วมกันสร้างและพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่วงการยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่อง เอ็มจี เชื่อว่าความสำเร็จของแบรนด์ในระยะยาว จะเกิดจากมาตรฐานที่สม่ำเสมอทั่วประเทศ ทั้งสินค้า บริการ และระบบสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อให้ เอ็มจี เติบโตไปพร้อมกับลูกค้าและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

‘มิชลิน’ จับมือเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของการแข่งขันอีสปอร์ต ระดับโลก Rocket League Championship Series ประจำปี 2569

0

มิชลิน ประกาศลงนามความร่วมมือเป็นพันธมิตรกับ BLAST [บลาสต์] ผู้จัดการแข่งขัน Rocket League Championship Series (RLCS) ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นการแข่งขันชิงแชมป์ระดับโลกของ Rocket League [ร็อคเก็ต ลีก] วิดีโอเกมลูกผสมระหว่างฟุตบอลกับการแข่งรถพลังจรวด หนึ่งในเกมที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั่วโลกโดยมีผู้เล่นหลายล้านคนเข้าร่วมทุกเดือนและตลอดฤดูกาลแข่งขัน RLCS มียอดรับชมทั่วโลกสูงถึงหลายสิบล้านครั้ง

การเข้าร่วมเป็นพันธมิตรของหนึ่งในเกมการแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจและมีผู้ติดตามชมแพร่หลายมากที่สุดในระดับนานาชาติดังกล่าวตอกย้ำความมุ่งมั่นของมิชลินในการสนับสนุนกีฬาอีสปอร์ต โดย Rocket League เป็นเกมการแข่งรถที่ต้องใช้ความแม่นยำ การควบคุม และความเร็วในการเล่น ซึ่งสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญด้านการขับเคลื่อนและสมรรถนะระดับสูงที่มิชลินสั่งสมมายาวนาน โดยเฉพาะในแวดวงมอเตอร์สปอร์ต

นอกจากนี้ การเป็นพันธมิตรของการแข่งขัน RLCS ยังช่วยเสริมสร้างการรับรู้แบรนด์ ‘มิชลิน’ ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมตอกย้ำการมีบทบาทของมิชลินในโลกดิจิทัลซึ่งเป็นตัวกำหนดรูปแบบการใช้งานและวัฒนธรรมแห่งอนาคต

ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี มิชลินได้พัฒนาความร่วมมือในโลกของเกมและระบบจำลองยานยนต์เสมือนจริง (Gaming and Automotive Simulations) โดยได้นำความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีของกลุ่มบริษัทมาใช้เพื่อยกระดับความสมจริงและสมรรถนะอย่างเต็มศักยภาพ

ฮอนด้า ชวนเหล่าสาวกสัมผัส DNA ความสปอร์ต ในงาน Civic Type R Fan Meet #2: The Unrivaled Performance 14 มี.ค. 2569

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของชาวแฟน ๆ สายสปอร์ตคนรัก Honda Civic Type R ในกิจกรรม Honda Civic Type R Fan Meet #2: The Unrivaled Performance ในวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า ถนนรามคำแหง พร้อมเปิดรับสมัครผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมโดยลงทะเบียนผ่าน QR Code ในภาพผ่านช่องทาง Facebook: Honda Thailand ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 5 มีนาคม 2569 สิทธิ์มีจำนวนจำกัด

ฮอนด้าตั้งใจจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อให้เป็นพื้นที่พบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างคอมมูนิตี้ที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ และถ่ายทอดจิตวิญญาณการขับขี่ของ Honda Civic Type R อย่างแท้จริง  นับเป็นโอกาสพิเศษที่เจ้าของรถยนต์ Honda Civic Type R จะได้นำรถคันโปรดมาจัดแสดง พร้อมร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การใช้งาน มุมมองความประทับใจด้านสมรรถนะ และเสน่ห์ DNA ความสปอร์ตของ Honda Civic Type R

พบกับหลากหลายกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟในงาน ได้แก่

  • Photo Backdrop: เก็บภาพโมเมนต์คู่กับ Honda Civic Type R ที่ดีไซน์มาเพื่อสะท้อนจิตวิญญาณแห่งความสปอร์ตโดยเฉพาะ
  • Civic Type R Popular Vote: ร่วมโหวตคันที่ใช่ในสไตล์ที่ชอบให้กับรถแต่งที่โดดเด่นและมีสไตล์ที่สุดภายในงาน
  • Shoot & Share: เก็บภาพสุดเท่ และแชร์โมเมนต์ The Unrivaled Performance ลงโซเชียลมีเดียเพื่อรับของที่ระลึก (จำกัด 200 ท่านแรก) และลุ้นรับรางวัลใหญ่สำหรับโพสต์ที่มียอดไลค์และแชร์สูงสุด
  • Tasteful Treats & Lucky Draw: อิ่มอร่อยไปกับเมนูคัดสรรจาก Food Truck และรับสิทธิ์ลุ้นรับของที่ระลึก
    สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีเฉพาะในงานเท่านั้น
  • Sport Performance Experience: สัมผัสสมรรถนะการขับขี่อันเร้าใจ ช่วยให้คุณตัดสินใจเป็นเจ้าของรถสปอร์ตในฝันได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมดีลโดนใจสายสปอร์ตกับแคมเปญ “Civic Type R – Unrivaled Performance”  พร้อมสิทธิประโยชน์แบบ 2 ต่อ ที่มอบให้ทั้งลูกค้าและผู้แนะนำ เมื่อจองและรับรถตั้งแต่ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 – 6 เมษายน 2569 ที่โชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ

  • ดีลแรงแซงทุกโค้ง ! สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ Honda Civic Type R จะได้รับสิทธิพิเศษ มูลค่าสูงสุด 600,000 บาท*  
  • ยิ่งชวน ยิ่งได้ ! สิทธิพิเศษสำหรับครอบครัวฮอนด้า เพียงแนะนำให้เพื่อนมาออกรถยนต์ Honda Civic
    Type R รับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 30,000 บาท** 

 

ลูกค้าที่สนใจกิจกรรมพิเศษครั้งนี้ สามารถลงทะเบียนผ่าน QR Code ในภาพผ่านช่องทาง Facebook: Honda Thailand ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 5 มีนาคม 2569 แล้วมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งเพื่อสัมผัสรถสปอร์ตในตำนานและพิสูจน์นิยามแห่งความแรงของ Honda Civic Type R ไปด้วยกัน !

ธนบุรีนอยสเติน ฉลองส่งมอบ GEELY EX2 ครบ 2,000 คันแรก ร่งเครื่องเดินหน้าส่งมอบรถถึงลูกค้าต่อเนื่อง

0

บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด ในเครือกลุ่มธนบุรี ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ จีลี่ (GEELY) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ประกาศความสำเร็จในการส่งมอบ GEELY EX2 ครบ 2,000 คันแรกทั่วประเทศ ท่ามกลางกระแสตอบรับที่ร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง หลังเปิดตัวในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 42 ผลักดันยอดจองสะสมทะลุ 6,000 คัน พร้อมเดินหน้าการบริหารจัดสรรรถเพื่อเร่งส่งมอบให้แก่ลูกค้าโดยรวดเร็วที่สุด ตอกย้ำความพร้อมและศักยภาพด้านการบริการของกลุ่มธนบุรี ที่สั่งสมประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมายาวนานกว่า 85 ปี

นายณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด กล่าวว่า “บริษัทขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การตอบรับ GEELY EX2 อย่างอบอุ่นเกินความคาดหมาย จนทำให้มียอดจองสะสมมากกว่า 6,000 คันในปัจจุบัน เราได้ทยอยส่งมอบรถครบ 2,000 คันแรกให้แก่ลูกค้าที่จองภายในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปที่ผ่านมา โดยดำเนินการจัดสรรรถให้ผู้จำหน่ายทั่วประเทศอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ลูกค้าได้รับรถอย่างรวดเร็วที่สุด แม้ในช่วงแรกอาจมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตจากโรงงานในประเทศจีน ทั้งในส่วนของสีและรุ่นย่อย เนื่องจาก GEELY EX2 ได้รับความนิยมสูงทั้งในจีนและในทุกประเทศที่มีการเปิดตัว แต่บริษัทได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ จีลี่ ออโต้ อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น เพื่อเร่งเพิ่มกำลังผลิตและจัดสรรรถเข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มปริมาณการสั่งผลิตเพิ่มเติม เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่จะจองภายในงานและหลังจากนั้น โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ลูกค้าชาวไทยได้รับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ GEELY ที่ดีที่สุดอย่างต่อเนื่อง”

ธนบุรีนอยสเติน ยังคงเดินหน้าวางรากฐานด้านการบริการให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าในระยะยาว ด้วยการยกระดับคุณภาพบริการหลังการขายและการขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการทั่วประเทศ โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทบรรลุเป้าหมายการขยายดีลเลอร์ครบ 40 แห่ง และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 65 แห่งภายในปี 2569 นี้ พร้อมเตรียมเปิดโชว์รูมเรือธงแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตของฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ GEELY ที่ยอดเยี่ยม ผ่านผลิตภัณฑ์คุณภาพ เทคโนโลยีทันสมัย และบริการระดับพรีเมียม ต่อยอดจากประสบการณ์กว่า 85 ปีของกลุ่มธนบุรีในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

ทั้งนี้ GEELY EX2 เป็นซิตี้คาร์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อตอบโจทย์การใช้งานในเมือง อัดแน่นด้วยคุณภาพและความคุ้มค่าจนได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากทั้งลูกค้าคนไทยและทั่วโลก การันตีความสำเร็จด้วยยอดขายสะสมทั่วโลกตลอดทั้งปี 2568 กว่า 530,000 คัน ทั้งยังครองตำแหน่งรถยนต์นั่งที่ขายดีที่สุดในจีน 9 เดือนติดต่อกัน ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา

GEELY EX2 โดดเด่นด้วยดีไซน์เรียบง่ายทันสมัย มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับด้วย Global Intelligent Electric Architecture (GEA) แพลตฟอร์มเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าขั้นสูง ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 11-in-1 Intelligent Electric ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ช่วงล่างแบบ Multi-link ให้ขับขี่ได้อย่างมั่นคงและนุ่มนวล คล่องตัวทุกเส้นทางด้วยรัศมีวงเลี้ยวเพียง 4.95 เมตร และขุมพลังแบตเตอรีลิเธียมไอออนฟอสเฟต LFP ขนาด 39.4 kWh วิ่งได้ไกล 395 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC มาพร้อม 2 รุ่นย่อย ได้แก่

  • GEELY EX2 รุ่น PRO ราคา 429,990 บาท
  • GEELY EX2 รุ่น MAX ราคา 459,990 บาท

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-081-9999 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.thonburineustern.com และ เฟซบุ๊ก Geely Thonburi Thailand

“อีซูซุ” ตอกย้ำความเชื่อมั่น ยกระดับคุณภาพบุคลากร ด้วยการแข่งขันทักษะการขายและบริการต่อเนื่อง

0

อีซูซุสานต่อแนวคิด Isuzu Trusted Buddy อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” ยกระดับความเชื่อมั่นด้านการขายและบริการหลังการขายให้แก่ลูกค้าผู้ใช้รถทั่วประเทศ ตามมาตรฐานระดับสูงของญี่ปุ่นในการทำธุรกิจของอีซูซุในประเทศไทย ตลอดระยะเวลา 69 ปี ผ่านการจัดกิจกรรม “การแข่งขันทักษะ  ด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ” ต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 2,978,000 บาท พร้อมมอบรางวัลสนับสนุนแก่ทีมช่างอีซูซุจากประเทศไทยซึ่งคว้าแชมป์ “การแข่งขันทักษะบริการด้านเทคนิคของอีซูซุระดับนานาชาติ 2025” (Isuzu World Technical Competition I-1 Grand Prix 2025) กลุ่มรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ ณ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อตุลาคมปีที่แล้ว อีกทั้งมอบ “ชุดรถยนต์เพื่อการศึกษา” ให้แก่สถานศึกษา 15 แห่งทั่วประเทศ มูลค่าประมาณ 7 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนด้านยานยนต์ สร้างบุคลากรคุณภาพสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต่อไป

มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “ตลอดระยะเวลาเกือบ 7 ทศวรรษของการดำเนินธุรกิจในไทย หัวใจสำคัญที่ทำให้อีซูซุได้รับความไว้วางใจมาเสมอ คือ การมุ่งมั่นพัฒนาทั้งคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการ ตามแนวคิด Isuzu Trusted Buddy…อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” การแข่งขันทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ ประจำปี 2568 เป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อรักษามาตรฐานของแบรนด์คุณภาพที่วางใจได้ พร้อมอยู่เคียงข้าง และสนับสนุนลูกค้าและธุรกิจของลูกค้า รวมเงินรางวัลมูลค่ากว่า 2,978,000 บาท…ยิ่งไปกว่านั้น ในปีที่ผ่านมาทีมช่างอีซูซุไทยสามารถคว้าแชมป์ “การแข่งขันทักษะบริการด้านเทคนิคของอีซูซุระดับนานาชาติ” กลุ่มรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ ประจำปี 2025 (Isuzu World Technical Competition I-1 Grand Prix 2025, CV Division) ท่ามกลางคู่แข่งจาก 37 ประเทศ ความสำเร็จนี้คือการการันตี “ความเชื่อมั่นสูงสุด” และ “การยกระดับการให้บริการ” ที่อีซูซุพร้อมดูแลและส่งมอบประสบการณ์หลังการขายที่ดีเยี่ยมให้แก่ลูกค้า โดยผู้ชนะเลิศการแข่งขัน ได้รับเงินสนันสนุนจากตรีเพชรอีซูซุเซลส์ ท่านละ 100,000 บาท เพื่อเป็นการขอบคุณ…นอกจากนี้อีซูซุยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการวางรากฐานด้านการศึกษา จึงได้มอบ “ชุดรถยนต์เพื่อการศึกษา” แก่สถานศึกษา 15 แห่งทั่วประเทศ เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนจากประสบการณ์จริง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของอีซูซุที่ต้องการเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทยอย่างยั่งยืน มูลค่ารวม 6,825,000 บาท”

 

การแข่งขันทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ ประจำปี 2568 รอบชิงชนะเลิศ

การแข่งขันทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ ประจำปี 2568 รอบชิงชนะเลิศ เน้นการทดสอบที่จำลองสถานการณ์จริง เพื่อเฟ้นหาผู้เข้าแข่งขัน 108 คนสุดท้าย จากผู้เข้าแข่งขันทั่วประเทศกว่า 12,000  คน โดยมีคณาจารย์จากสถาบันการศึกษาชั้นนำร่วมตัดสินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรที่ผ่านเวทีนี้จะกลับไปส่งมอบการบริการที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้าทั่วประเทศ โดยผลการแข่งขันทั้ง 6 ประเภท ดังนี้

  • รางวัลชนะเลิศ ที่ปรึกษาการขาย รถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์

คุณสันติภาพ พิมพ์วงษ์ จากบริษัท ประชากิจมอเตอร์เซลส์ จำกัด

  • รางวัลชนะเลิศ ที่ปรึกษาการขาย รถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่

คุณชินพรรธน์ ธีรธรรมวัฒน์ จากบริษัท จึงกงเฮงอีซูซุ จำกัด

  • รางวัลชนะเลิศ พนักงานช่าง รถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์

คุณกฤษดา ภู่เปี่ยม จากบริษัท อีซูซุเชียงใหม่เซลส์ จำกัด

  • รางวัลชนะเลิศ พนักงานช่าง รถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่

คุณพนิตชัย อุ่นเพ็ญ จากบริษัท โค้วยู่ฮะมอเตอร์ จำกัด

  • รางวัลชนะเลิศ พนักงานมัลติฟังก์ชัน (ที่ปรึกษางานบริการและเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์)

คุณสุรศักดิ์ สุจริต จากบริษัท โค้วยู่ฮะอีซูซุเซลส์กรุงเทพ จำกัด

  • รางวัลชนะเลิศ พนักงานอะไหล่

คุณวรานนท์ เรืองสถาพรเจริญ จากบริษัท อีซูซุอึ้งง่วนไต๋นครปฐม จำกัด

คุณสันติภาพ พิมพ์วงษ์

คุณสันติภาพ พิมพ์วงษ์ จากบริษัท ประชากิจมอเตอร์เซลส์ จำกัด รางวัลชนะเลิศประเภทที่ปรึกษาการขาย ประเภทรถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ เผยว่า “ผมเข้าการร่วมการแข่งขันนี้ 3 ปีแล้วครับ ปีที่ 1 ไม่ได้รางวัล ปีที่ 2 ได้ที่ 3 และปีนี้ได้รางวัลชนะเลิศ รู้สึกตื่นเต้นมาก ไม่ผิดหวังเลยที่ตั้งใจทำอย่างเต็มที่ ความท้าทายคือผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนทั่วประเทศเก่งกันมาก แต่ผมได้ฝึกซ้อมมาอย่างเต็มที่กับทีมงานและครูฝึกที่เก่ง และผู้บริหารที่ให้การสนับสนุนอย่างดี เลยทำให้มีเวลาฝึกซ้อมเป็นพิเศษด้วย โดยใช้เวลาฝึกซ้อมประมาณ 1 เดือน ซ้อมทุกอาทิตย์เลยครับ สำหรับลูกค้าที่กำลังตัดสินใจซื้อรถอีซูซุลูกค้ามั่นใจได้เลยนะครับว่าคุ้มค่า คุ้มราคา และได้รับบริการที่ดีแน่นอนครับ”

คุณพนิตชัย อุ่นพ็ญ

คุณพนิตชัย อุ่นเพ็ญ จากบริษัท โค้วยู่ฮะมอเตอร์ จำกัด รางวัลชนะเลิศประเภทพนักงานช่าง ประเภทรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ เปิดใจถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า “การแข่งขันปีนี้เป็นปีแรกที่ผมประสบความสำเร็จ หลังจากเข้าแข่งขันมาแล้ว 3 ปี รู้สึกภาคภูมิใจมากที่ตัวเองได้เป็นตัวแทนของดีลเลอร์ที่ได้เข้ามาร่วมแข่งขัน และได้เสริมทักษะของตัวเองด้วยว่าเราต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอีกแค่ไหน ความท้าทายที่สุดในการแข่งขันครั้งนี้ก็คือ การแข่งขันกับตัวเอง ว่าเรามีกำลังใจดีแค่ไหน และเราจะแก้ไขปัญหาตอนแข่งขันยังไง การเตรียมตัวในครั้งนี้ผมเริ่มจากการฝึกฝนจากตัวเองก่อน แล้วก็ให้ผู้รู้หรือครูฝึกประจำศูนย์ช่วยแนะนำอีกที อยากบอกลูกค้าอีซูซุว่าให้เชื่อมั่นในช่างอีซูซุเลยครับ โดยเฉพาะช่างพนักงานช่างรถใหญ่ “เรารู้จริง เราทำได้จริง” อะไหล่แท้ บริการแบบมาตรฐาน มั่นใจได้เลยครับ”

คุณสุรศักดิ์ สุจริต

คุณสุรศักดิ์ สุจริต จากบริษัท โค้วยู่ฮะอีซูซุเซลส์กรุงเทพ จำกัด รางวัลชนะเลิศประเภทพนักงานมัลติฟังก์ชัน (ที่ปรึกษางานบริการและลูกค้าสัมพันธ์) บอกเล่าความรู้สึกหลังคว้ารางวัล “ได้เข้าแข่งขันปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้วแต่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นอยู่ แต่ปีนี้ได้รางวัลรู้สึกดีใจมากครับ ความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือการแข่งกับตัวเอง ความแม่นยำของข้อมูล และคุณภาพงานบริการที่จะส่งมอบให้กับลูกค้า ใช้วิธีการเตรียมตัวผ่านการปฏิบัติงานจริงกับลูกค้าที่ศูนย์บริการควบคู่ไปกับการฝึกซ้อมส่วนตัวเป็นเวลา 2 อาทิตย์ ขอฝากบอก คุณลูกค้าอีซูซุทุกคนนะครับ มั่นใจศูนย์บริการอีซูซุทุกสาขาได้เลย พนักงานมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด วางใจได้ตลอดการใช้งานครับ”

 

การแข่งขันทักษะบริการด้านเทคนิคของอีซูซุระดับนานาชาติ 2025 

การแข่งขันทักษะบริการด้านเทคนิคของอีซูซุในระดับนานาชาติ (Isuzu World Technical Competition I-1 Grand Prix 2025) เป็นเวทีที่ใช้ทดสอบความรู้และความสามารถของช่างเทคนิคของอีซูซุจากทั่วโลก โดยทีมช่างอีซูซุจากประเทศไทยคว้าแชมป์ ในกลุ่มรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ ครั้งที่ 20 ณ โยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น โดยคุณธวัชชัย จันทร์หอม (หจก. ภาคอิสาณอุบล (ตังปัก)) และคุณจักรพันธุ์  รักบุรี (บริษัท อีซูซุอันดามันเซลส์ จำกัด) ได้รับเงินสนันสนุนผู้ชนะเลิศการแข่งขัน ท่านละ 100,000 บาท  จากบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

การมอบ “ชุดรถยนต์เพื่อการศึกษา” 

อีซูซุมอบ “ชุดรถยนต์เพื่อการศึกษา” ให้แก่สถานศึกษา 15 แห่งทั่วประเทศ มูลค่ารวม 6,825,000 บาท เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนด้านยานยนต์ และเสริมสร้างทักษะเชิงปฏิบัติให้แก่นักเรียนและนักศึกษา อันเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นในการสร้างบุคลากรคุณภาพสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต่อไปโดยมอบให้สถานศึกษา ดังนี้

  1. วิทยาลัยเทคนิคเชียงราย
  2. วิทยาลัยการอาชีพท้ายเหมือง
  3. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์สุพรรณบุรี
  4. วิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา
  5. วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น
  6. วิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม
  7. วิทยาลัยการอาชีพลำปลายมาศ
  8. วิทยาลัยการอาชีพอินทร์บุรี
  9. วิทยาลัยการอาชีพหัวไทร
  10. วิทยาลัยเทคนิคระยอง
  11. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก
  12. วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี
  13. วิทยาลัยเทคนิคถลาง
  14. วิทยาลัยการอาชีพห้วยยอด
  15. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

สมาคมรถโบราณ ร่วมเปิดงานพระนครคีรี-เมืองเพชร ครั้งที่ 39

0

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานพระนครคีรี-เมืองเพชร ครั้งที่ 39 ประจำปี 2569 ภายใต้ชื่องาน “วิมานฟ้าพระนครคีรี อัญมณีแห่งสยาม” โดยสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย จัดขบวนรถโบราณ และรถคลาสสิค เข้าร่วมงาน ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569

สมาคมรถโบราณขอเชิญชวน นุ่งโจง ห่มสไบ ใส่ชุดไทย ไปเที่ยวงาน พระนครคีรี-เมืองเพชร ครั้งที่ 39 ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 1 มีนาคม 2569

เอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น คว้ารางวัลใบประกาศเกียรติคุณ “ธงขาวดาวเขียวประจำปี 2568” จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นครั้งที่ 2

0

บริษัท เอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น จำกัด คว้ารางวัลใบประกาศเกียรติคุณ “ธงขาวดาวเขียวธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2568” จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) โดยบริษัทฯ ได้รับการประเมินในระดับดีเยี่ยม ตามหลักเกณฑ์การประเมินทั้ง 5 มิติ ได้แก่ มิติกายภาพ มิติเศรษฐกิจ มิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติการบริหารจัดการ ซึ่งโรงงานที่จะได้รับรางวัลต้องไม่มีข้อร้องเรียนจากการประกอบกิจการ และไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรงจนเป็นเหตุให้มีการหยุดประกอบกิจการในช่วงเวลาที่เข้ารับการประเมิน ความสำเร็จในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในการรักษามาตรฐานธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการกำกับดูแลโรงงาน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมและชุมชนอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

 

มร. โนบุฮิโกะ โคอิซูมิ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานผลิต บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติและขอขอบคุณการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มอบรางวัลใบประกาศเกียรติคุณ “ธงขาวดาวเขียว ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2568ให้แก่ บริษัท เอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น จำกัด ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของพนักงานทุกคน ตลอดจนความไว้วางใจจากชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เราเชื่อมั่นว่าการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมต้องเดินควบคู่ไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เรายังคงมุ่งมั่นและสานต่อการดำเนินงานผ่านกลไกสำคัญในการสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการกำกับดูแลโรงงานต่อไป เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต”

 

บริษัท เอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น จำกัด ได้รับการยกย่องในการดำเนินงานและผลการประเมินใน ระดับดีเยี่ยม ครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ มิติกายภาพ การบริหารจัดการพื้นที่โรงงานและทัศนียภาพที่เรียบร้อยผ่านการให้ความสำคัญในการจัดสรรพื้นที่สีเขียว และการออกแบบระบบระบายน้ำที่แยกระหว่างน้ำฝนและน้ำเสียอย่างชัดเจน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ ต่อมา มิติเศรษฐกิจ สร้างการเติบโตและมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านการส่งเสริมเศรษฐกิจในท้องถิ่นและชุมชน โดยเปิดโอกาสให้ร้านค้าชุมชนได้เข้ามาจำหน่ายสินค้าในพื้นที่ที่โรงงานจัดเตรียมไว้ เพื่อสนับสนุนการสร้างรายได้และอาชีพ

 

ด้าน มิติสิ่งแวดล้อม โรงงานเอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น มีการจัดการพื้นที่สีเขียวอย่างเป็นสัดส่วน โดยมีพื้นที่สีเขียวรวม 4,858 ตารางเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของพื้นที่โรงงานทั้งหมด และได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 4 (วัฒนธรรมสีเขียว) จากกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ โรงงานฯ ยังมีระบบบำบัดมลพิษที่เป็นไปตามกฎหมาย และมีการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมโดยไม่ใช้วิธีฝังกลบ (Zero Landfill) ตลอดจนส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

 

สำหรับ มิติสังคม โรงงานเอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น มีบทบาทสำคัญในการมีส่วนร่วมกับชุมชน ผ่านโครงการเพื่อสังคม อาทิ การมอบระบบไฟฟ้าจากโซล่าร์เซลล์ให้แก่โรงพยาบาลชุมชนภายใต้โครงการ Solar For Lives: พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า รวมถึงการจ้างงานผู้พิการ เพื่อเปิดโอกาสการสร้างรายได้ ตลอดจนการเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นและข้อร้องเรียนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม

 

ปิดท้ายด้วย มิติการบริหารจัดการ โรงงานฯ ยังให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในการดำเนินงาน และระบบการตรวจสอบที่ได้การรับรองมาตรฐานสากล ISO 9001, ISO 14001 และ ISO 45001 อีกทั้งยังได้รับ รางวัลกิจกรรมรณรงค์ลดสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานให้เป็นศูนย์ประจำปี 2568 (Zero Accident Campaign 2025) ต่อเนื่อง 6 ปี อีกด้วย

 

พิธีมอบธงธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2568 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “GREEN GOLD GROWTH for Sustainability” โดยมีโรงงานที่ได้รับ รางวัล “ธงขาวดาวเขียว” จำนวน 201 โรงงาน และรางวัล “ธงขาวดาวทอง” จำนวน 53 โรงงาน ซึ่งมีเป้าหมาย เพื่อนำนิคมอุตสาหกรรมก้าวสู่มาตรฐานสากล มุ่งเน้นการบรรลุเป้าหมายก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ผ่านการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อลดของเสียให้เหลือน้อยที่สุด และยกระดับโรงงานสู่มาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industries) อย่างยั่งยืน

 

ไฮไลต์สำคัญ: “ธงขาวดาวเขียว ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2568

  • บริษัท เอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น จำกัด คว้ารางวัลใบประกาศเกียรติคุณ “ธงขาวดาวเขียว ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2568”
  • บริษัทได้รับการประเมินระดับดีเยี่ยมจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)
  • บริษัทผ่านเกณฑ์การประเมิน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ กายภาพ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารจัดการ
  • สะท้อนความมุ่งมั่นด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมสีเขียว และการพัฒนาอย่างยั่งยืน