Home Blog Page 264

จี๊ป ประเทศไทย ยกทัพบุกงานมอเตอร์โชว์ 2566 แปลงโฉมรุ่นฮิต Jeep® Wrangler Rubicon 2 สไตล์ ‘Monster-Urban Edition‘ ลุยภารกิจผจญภัยสู่โลกกว้าง

0

จี๊ป ประเทศไทย ภายใต้การบริหารโดยบริษัท เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถ จี๊ป ราชาออฟ-โรดสัญชาติอเมริกัน อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ยกทัพ จี๊ป รุ่นยอดนิยมบุกงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ภายใต้แนวคิด ‘Outdoor Adventure Awaits’ ชูไฮไลท์เด่น จี๊ป ‘แรงเลอร์ รูบิคอน’ (Wrangler Rubicon®) สเปเชียล อิดิชั่นส์ จัดเต็มชุดแต่ง Mopar 2 สไตล์ ‘Monster Edition‘ และ ‘Urban Edition’ เผยโฉมพร้อมกันภายในงาน ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม-2 เมษายน 2566 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

แดเนียล กอนซาเลส, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ตลาดอาเซียน และผู้จัดจำหน่ายทั่วไป, สเตลแลนทิส กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับ เบลฟอร์ต ออโตโมบิล ประเทศไทย ในโอกาสครบรอบหนึ่งปี ผู้จัดจำหน่ายแบรนด์รถ จี๊ป อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง นับเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์และด้านการบริการ ซึ่งการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจอันแนบแน่นระหว่าง สเตลแลนทิส กับ เบลฟอร์ต ออโตโมบิล ประเทศไทย ได้ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ผ่านผลิตภัณฑ์คุณภาพ พร้อมบริการหลังการขายที่ประทับใจ สำหรับ จี๊ป สองรุ่นพิเศษ แรงเลอร์ รูบิคอน Monster Edition และ Urban Edition ที่นำมาอวดโฉมครั้งนี้ เป็นยนตรกรรมที่สามารถลุยไปได้ทุกที่ และทำได้ทุกสิ่ง แสดงออกถึงคุณลักษณะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน จึงมั่นใจว่าผู้ชื่นชอบรถ จี๊ป ในประเทศไทย จะเพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านี้ พร้อมเลือกสรรรุ่นที่ใช่ เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองอย่างแท้จริง”

สุนทรพันธ์ เดชะเทศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “ ในโอกาสฉลองครบรอบ 1 ปี ที่ จี๊ป ประเทศไทย ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทแม่ สเตลแลนทิส ให้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 พร้อมการเข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เป็นครั้งที่ 2 จึงตั้งใจจัดทัพรถ จี๊ป ชุดใหญ่มาในธีม ‘Outdoor Adventure Awaits’ รวม 5 คัน เตรียมพร้อมออกไปผจญภัยสู่โลกกว้าง โดยเฉพาะรุ่นพิเศษแต่งครบอย่าง แรงเลอร์ รูบิคอน 4 ประตู Monster Edition สีน้ำเงิน Hydro Blue และ แรงเลอร์ รูบิคอน 4 ประตู Urban Edition สีเทา Sting Grey ที่เป็นไฮไลท์ของงาน รวมถึงรุ่น แรงเลอร์ รูบิคอน 4 ประตู สีเขียว Sarge Green, แรงเลอร์ รูบิคอน 2 ประตู สีดำ และ กลาดิเอเตอร์ รูบิคอน สีเงิน Sliver Zynith สำหรับแฟนๆ ที่ตั้งตารอ ขอเชิญชวนมาสัมผัส จี๊ป รถยนต์สายพันธุ์แกร่ง บุกไปทุกที่ ทำได้ทุกสิ่งแบบไร้ขีดจำกัด จับจองรุ่นที่ชื่นชอบภายในงาน พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย”

++ เปิดตัวไฮไลท์เด่น 2 สไตล์ จัดเต็มชุดแต่ง Mopar ลิขสิทธิ์แท้ รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท

มอเตอร์โชว์ครั้งนี้ จี๊ป จัดไฮไลท์เพื่อแฟนรถยนต์พันธุ์แกร่ง กับ แรงเลอร์ รูบิคอน 4 ประตู 2 รุ่นพิเศษ ที่มาพร้อมชุดแต่ง Mopar ลิขสิทธิ์แท้จากสหรัฐอเมริกา รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท สูงที่สุดเท่าที่เคยทำตลาดในเมืองไทย เริ่มจาก แรงเลอร์ รูบิคอน 4 ประตู สีน้ำเงิน Hydro Blue แต่งดุสไตล์ Monster Edition ติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งระดับไฮเอ็นด์จากแบรนด์ Mopar ลิขสิทธิ์แท้ทั้งคัน รูปลักษณ์ดุดัน แข็งแกร่ง สำหรับการใช้รถแบบออฟ-โรดตัวจริง พร้อมลุยข้ามทุกขีดจำกัดตามคอนเซ็ปต์ ‘Go Anywhere. Do Anything’ อาทิ กันชนหน้าเหล็กกล้าออฟ-โรด แบบ 3 ชิ้น, สปอตไลท์กันชนหน้าออฟ-โรด แอลอีดี ขนาด 7 นิ้ว พร้อมโรลบาร์, รอกไฟฟ้า Jeep Performance Parts ออกแบบพิเศษสำหรับ แรงเลอร์ รูบิคอน, ท่ออากาศออฟ-โรด, ประตูผู้โดยสารแบบโรลบาร์ (Tube-Doors) พร้อมมือจับด้านบน, โช้กอัพ FOX ยกสูง 2 นิ้ว, ล้อแม็กขอบ 17 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ Extreme Recon XR Beadlock Capable Bronze, จับคู่กับยาง All-Terrain 35 นิ้ว, ป้ายสัญลักษณ์ Monster Edition และอื่นๆ
รวมทั้งหมดกว่า 25 รายการ

ส่วน แรงเลอร์ รูบิคอน 4 ประตู สีเทา Sting Grey สไตล์ Urban Edition ออกแบบมาเพื่อลูกค้าที่มีความเป็น Urban Adventurer ให้สามารถใช้รถรุ่น Wrangler Rubicon สำหรับชีวิตในเมืองได้สมบูรณ์แบบมากขึ้น โดยติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งอย่างเหมาะสม อาทิ บันไดข้าง, ชุดกันลมขอบประตู, แร็คหลังคา, ถาดเก็บสัมภาระ, โต๊ะฝาท้าย (Tailgate Table), ที่ครอบล้ออะไหล่, ล้อแม็กขอบ 17 นิ้ว ดีไซน์ใหม่, ยาง Highway-terrain 32 นิ้ว สำหรับการขับในเมืองและถนนไฮเวย์, ป้ายสัญลักษณ์ Urban Edition เป็นต้น

++ จี๊ป ทุกรุ่นรับข้อเสนอเกินห้ามใจ พร้อมสิทธิ์รับเพิ่มอีกเมื่อจองรถภายในงานมอเตอร์โชว์

จี๊ป ทุกรุ่นมาพร้อมการรับประกันคุณภาพ 3 ปี หรือ 100,000 กม. (ขึ้นกับอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)* Jeep® Service Roadside Assistance นาน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และ Jeep® Service Care 3 ปี หรือ 55,000 กม. และเพิ่มความพิเศษขึ้นอีก กับข้อเสนอสำหรับงานมอเตอร์โชว์ เมื่อจอง แรงเลอร์ รูบิคอน หรือ กลาดิเอเตอร์ รูบิคอน ตั้งแต่ 21 มีนาคม-3 เมษายน 2566 ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง* เมื่อรับรถภายใน 30 เมษายน 2566 (เฉพาะรุ่นมาตรฐาน)

++ มั่นใจด้วยเครือข่ายผู้จำหน่ายรถ จี๊ป พร้อมศูนย์บริการมาตรฐานครบวงจร อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน จี๊ป ประเทศไทย ได้แต่งตั้งผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ทั้งหมด 4 แห่ง และอีก 1 สตูดิโอ พร้อมบริการลูกค้าและผู้สนใจรถ จี๊ป ทั่วประเทศไทย ได้แก่ โชว์รูมสุขุมวิท โดยไลอ้อน ออโตโมบิล พร้อมศูนย์บริการมาตรฐานครบวงจร, โชว์รูมวงเวียนพระราม 5 -ราชพฤกษ์ โดยไลอ้อน ออโตโมบิล พร้อมศูนย์บริการที่จะเปิดให้บริการเร็วๆ นี้, โชว์รูมพัทยา โดยสเตลล่า มอเตอร์ พร้อมศูนย์บริการมาตรฐานครบวงจร และโชว์รูมนิมิตใหม่ โดยพีแอนด์เอส จี๊ป พร้อมศูนย์บริการมาตรฐานครบวงจรที่เปิดทำการแล้ววันนี้ รวมถึงสตูดิโอจัดแสดงรถ จี๊ป ที่ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

Monster Edition

Urban Edition

สัมผัสยนตรกรรมพันธุ์แกร่งสัญชาติอเมริกัน ที่มาพร้อมดีไซน์และสมรรถนะเหนือชั้น ได้ที่บูธ จี๊ป ประเทศไทย (A05) ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2023 ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม-2 เมษายน ณ แชลเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ‘1488 ALWAYS CONNECTED’  

LINE: @jeepthailand
FACEBOOK: JeepThailand
WEBSITE: www.jeep.co.th

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

 

มอเตอร์โชว์เปิดแล้ว รถยนต์และรถจักรยานยนต์กว่า 40 แบรนด์ดัง พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งอีกเพียบ

0

เปิดงานมอเตอร์โชว์ 2023 สุดคึกคัก 40 แบรนด์ รถยนต์และจักรยานยนต์ชั้นนำจาก 9 ประเทศ ร่วมนำยนตรกรรมรุ่นใหม่ โดยเฉพาะยานยนต์พลังงานไฟฟ้าและพลังงานผสมผสานหรือไฮบริดมาประชันจัดแสดงภายในงานภายใต้ธีม “วิถีชีวิตแห่งการเดินทางในยุคใหม่มาสู่ทุกคน” ด้านค่ายรถหรู โรลส์-รอยซ์ ประเดิมเปิดงานด้วยการขายรถรุ่น เรธ แบล็ก แบดจ์ หนึ่งในสุดยอดยนตรกรรม รถหรูพร้อมตกแต่ง รวมมูลค่า 43 ล้านบาท

ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 21 มี.ค.บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ภายใต้แนวคิด “COLORFUL EXPERIENCE ประสบการณ์ครบทุกสีสัน” เพื่อสื่อถึงการสร้างประสบการณ์อันหลากหลาย ผ่านเทคโนโลยีแห่งโลกยานยนต์ที่ยังคงพัฒนาอย่างไม่มีวันสิ้นสุด โดยเฉพาะกับรถพลังงานไฟฟ้าที่กำลังจะนำพาวิถีชีวิตแห่งการเดินทางในยุคใหม่มาสู่ทุกคน ในปีนี้มีแบรนด์รถยนต์และจักรยานยนต์ชั้นนำทั้งหมด 40 แบรนด์ จาก 9 ประเทศ ทั้ง สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน อิตาลี จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นำยนตรกรรมรุ่นใหม่เข้าร่วมจัดแสดงภายในงาน โดยเฉพาะยานยนต์พลังงานไฟฟ้า และใช้พลังงานผสมผสานแบบไฮบริด อาทิ BMW XM, All NEW Peugeot 408, Peugeot 2008 EV, MERCEDES EQB 250 AMG Line, MERCEDES EQS 500 AMG, MAZDA MX-30, NEW MG ES, Lexus RZ 450e, BENTLY The flying spur Mulliner Hybrid, Porsche Cayenne E-Hybrid Coupe, Toyota Hilux Revo BEV ฯลฯ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนมาก

ส่วนในกลุ่มรถซุปเปอร์คาร์ รถหรู อย่าง โรลส์-รอยซ์ ปอร์เช่ เบนท์ลีย์ มาเซราติ บีเอ็มดับเบิ้ลยู แอสตัน มาติน และเมอร์เซเดส-เบนซ์ ต่างนำสุดยอดรถหรูเรือธงและซุปเปอร์คาร์รุ่นใหม่มาโชว์ก็ได้รับความสนใจจากเหล่าเศรษฐีกระเป๋าหนัก สำหรับรถซุปเปอร์คาร์ก็นำตัวท็อปมาโชว์ ไม่แพ้กัน อาทิ มาเซราติ ‘เอ็มซี 20 เซียโล’ ซุปเปอร์คาร์รุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของมาเซราติ ที่มาพร้อมกับขุมกำลัง เบนซิน วี 6 สูบ ทวินเทอร์โบ 630 แรงม้า, แอสตัน มาร์ติน ‘แวนเทจ โรดสเตอร์’, แอสตัน มาร์ติน ‘ดีบีเอ็กซ์ 707’ หนึ่งในที่สุดแห่งซุปเปอร์เอสยูวี, BENTLY The flying spur Mulliner Hybrid, MERCEDES-Maybach S 580 4 MATIC Premium, MERCEDES-AMG G63 โฉมใหม่ รถเอสยูวีที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นราชันแห่งเส้นทางออฟโรด รวมถึง โรลส์-รอยซ์ รุ่น เรธ แบล็ก แบดจ์ หนึ่งในสุดยอดยนตรกรรมรถหรู จากค่ายโรลส์-รอยซ์ ที่มีเศรษฐีกระเป๋าหนักสั่งซื้อพร้อมตกแต่งในมูลค่า 43 ล้านบาท

นายปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 กล่าวว่า งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแล มอเตอร์โชว์ ยังคงเป็นงานจัดแสดงยานยนต์ที่บริษัทผู้ผลิต ผู้จำหน่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และผู้ผลิตชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมยานยนต์ นำผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีต่างๆ เข้าร่วมจัดแสดงมาอย่างยาวนาน โดยในการจัดงานประจำปี 2566 ค่ายรถยนต์-รถจักรยานยนต์ชั้นนำแสดงความจำนงเข้าร่วมงานมากกว่า 40 แบรนด์ เต็มพื้นที่การจัดงานกว่า 170,960 ตารางเมตร แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความสำคัญของงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแล มอเตอร์โชว์ ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำในการจัดงานเอ็กซิบิชั่นด้านยานยนต์ชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผู้บริโภคให้ความไว้วางใจมายาวนานกว่า 44 ปี

นายปราจินกล่าวอีกว่า สำหรับภาพรวมทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยในปี 2566 เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ โดยเฉพาะกับตลาดรถพลังงานไฟฟ้าที่คาดว่าจะมีตัวเลขการเติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นกับเทคโนโลยีแห่งการขับเคลื่อนวิถีใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับขี่และการเดินทาง ประกอบกับการสนับสนุนจากภาครัฐในหลายด้าน ทั้งการส่งเสริมมาตรการทางภาษี ส่งผลให้มีราคาจำหน่ายที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ไปจนถึงการสนับสนุนการผลิตเพื่อใช้งานภายในประเทศ และการผลิตเพื่อส่งออกสู่ทั่วโลกในอนาคต จึงเป็นอีกครั้งที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่นภายในงานนี้

ทั้งนี้ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย สมาคมระบบขนส่งการจราจรอัจฉริยะ และราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศ ไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (ร.ย.ส.ท.) และบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เมเนจเม้นท์ จำกัด โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม-2 เมษายน 2566 เวลา 12.00-22.00 น. ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ราคาบัตรเข้าชมงาน 100 บาท โดยผู้ที่ซื้อบัตรเข้าร่วมชมงานและจองรถยนต์ทุกรุ่นภายในงาน มีสิทธิลุ้นรับรางวัลรถยนต์และรถจักรยานยนต์ อาทิ รถยนต์ MG4 Electric รถยนต์ไฟฟ้า NETA รถจักรยานยนต์ Kawasaki KLX230 รถจักรยานยนต์ Yamaha Fazzio รถจักรยานยนต์ Honda Scoopy Urban รถจักรยานยนต์ Suzuki Address 125 และรถจักรยานยนต์ Royal Enfield Classic 350 รวมมูลค่ากว่า 1.8 ล้านบาท

“ไทยยามาฮ่า” จัดทัพใหญ่เขย่าเวที “มอเตอร์โชว์ครั้งที่ 44” ครบครันด้วยยนตกรรมอันทันสมัยภายใต้แนวคิด YAMAHA Community of PRIDE จัดเต็มโปรโมชัน พร้อมอวดโฉมรถต้นแบบ ตอกย้ำแนวทางสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

0

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด จัดทัพยนตกรรมอันทันสมัยตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ครบครันในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ภายใต้แนวคิด YAMAHA Community of PRIDE – คอมมิวนิตี้ที่สะท้อนความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์แห่งตัวตนของลูกค้า ยามาฮ่า พร้อมโชว์ยานยนต์ต้นแบบสุดล้ำรวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตอกย้ำทิศทางสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน มาพร้อมแคมเปญพิเศษระหว่างวันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 อิมแพค เมืองทองธานี

มร.ทัตสึยะ โนซากิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงแนวความคิดของบูธยามาฮ่าในปีนี้ว่า “สำหรับการออกแบบบูธและการนำเสนอของยามาฮ่าในปีนี้มีชื่อคอนเซ็ปต์ว่า “YAMAHA Community of PRIDE” ซึ่งเป็นคอมมิวนิตี้ที่สะท้อนความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์แห่งตัวตนของลูกค้ายามาฮ่า ผสมผสานนวัตกรรมที่พร้อมก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน เสริมสร้างแบรนด์ตามปรัชญา “คันโด” และ “5 Unique Styles” วิถีอันเป็นเอกลักษณ์ของยามาฮ่า และต่อยอดทิศทางของแบรนด์คอนเซ็ปต์ในปีนี้ คือ “Restart & Revs Up” เพื่อให้ลูกค้าได้เริ่มต้นใช้ชีวิต และสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เร้าใจให้เกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากสถานการณ์โควิดได้คลี่คลายลง ซึ่งยามาฮ่ายังคงมุ่งเน้นที่จะพัฒนานวัตกรรมอันทันสมัยและส่งต่อคุณค่าแห่งสินค้ามาให้กับลูกค้าทุกท่าน โดยเราได้นำยนตกรรมต้นแบบที่ถูกพัฒนาและพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อผลิตเป็นสินค้าในอนาคตมาโชว์ที่โซน Zero Carbon Community ตามวิสัยทัศน์ของ บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ได้ให้ความสำคัญ และดำเนินการเกี่ยวกับ Carbon Neutrality การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ ก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ และโซนอื่นๆ ที่ยามาฮ่านำเสนอสินค้าและบริการ ที่ส่งมอบทั้งความมั่นใจ และสร้างประสบการณ์ความตื่นเต้นเร้าใจ และตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าอย่างแน่นอนครับ”

มร.เคนจิ โคมัสซึ Chief General Manager of Technical Research & Development Center บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึง Zero Carbon Community Zone ว่า“ยามาฮ่ามอเตอร์ กำลังดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งการซึ่งความเป็นกลางทางก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในปี 2050 ซึ่งเราเชื่อว่ามีหลากหลายวิธีการที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ ที่สำนักงานใหญ่ ยามาฮ่ามอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น เราได้ทำการติดตั้งอุปกรณ์แบบใหม่เพิ่มขึ้นหลายอย่าง ซึ่งรวมไปถึงอุปกรณ์ตรวจวัดและทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้า, อุปกรณ์จ่ายก๊าซไฮโดเจน และถังเก็บเชื้อเพลิง Carbon-Neutral โดยทั้งหมดได้ทำการติดตั้งเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยไปเมื่อปีที่แล้วและเมื่อทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว โรงงานแห่งนี้จะมีบทบาทที่สำคัญในการดำเนินกิจการตามมาตรฐานทางด้านเทคโนโลยีสีเขียวสำหรับผลิตภัณฑ์ของยามาฮ่าที่ส่งออกไปทั่วโลก โดยในขณะนี้เราได้ทำการวิจัยเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและทำการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเกี่ยวกับในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อาทิ การพัฒนามอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ไฮโดรเจน ในวันนี้ เมื่อความร่วมมือกันระหว่างสายการผลิตในปัจจุบัน และเทคโนโลยี Blue Core ที่มีอยู่ในรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กของยามาฮ่า ทำให้วันนี้เราจะได้เห็น Product Concept อย่างเช่น เครื่องยนต์พลังงานไฮโดรเจน และแบตเตอรี่ EV ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านจะได้รับความสนุกสนานจากผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่จาก บูธรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าภายในงานวันนี้ ขอบคุณครับ”

นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า“สำหรับบูธรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าในปีนี้ เราออกแบบและดีไซน์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “YAMAHA Community of PRIDE” คอมมิวนิตี้ที่สะท้อนความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์แห่งตัวตนของลูกค้ายามาฮ่า ที่ผสมผสานนวัตกรรมที่พร้อมก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน เพื่อลูกค้ายามาฮ่า ซึ่งเราก็ได้แบ่งโซนต่างๆ ถึง 7 โซนดังนี้

1.Zero Carbon Community Zone ตามที่ มร.โคมัสซึ ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ โดยในปีนี้ทางยามาฮ่ามอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่นได้ให้ความสำคัญกับ “Carbon neutrality” หรือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน ที่ยามาฮ่ามีเจตนารมย์ในการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 โดยในปีที่ผ่านมายามาฮ่าได้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดแสดงในวันนี้ เราได้นำรถคอนเซ็ปต์ ROV หรือเรียกว่า (Recreational Off-Highway Vehicles) รถต้นแบบที่ใช้พลังไฮโดรเจนขับเคลื่อน ซึ่งเป็นความร่วมมือในการสร้างนวัตกรรมร่วมกันระหว่าง LEXUS International ถือเป็นครั้งแรกของโลก ในการนำมาจัดแสดงนอกประเทศญี่ปุ่น พร้อมทั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจน 100% ซึ่งเริ่มต้นพัฒนามาตั้งแต่ปี 2015 นอกจากนี้ ยังมีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่าง E01 และ NEO’s ที่จำหน่ายและได้รับความนิยมในยุโรป รวมถึงรถจักรยานเสือภูเขาแบบใช้แบตเตอรี่อย่าง YPJ-MT Pro และ Tri town scooter ไฟฟ้าส่วนบุคคลที่ใช้เทคโนโลยี LMW มาจัดแสดงในโซนนวัตกรรมด้วย จะเห็นได้ว่า ทางยามาฮ่ามอเตอร์มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการบรรลุเป้าหมาย carbon neutrality ให้สำเร็จและยั่งยืน

2.Commuter Community Zone สังคมของผู้ที่ชื่นชอบรถจักรยานยนต์ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันที่เป็นรุ่นยอดนิยม อย่าง Grand Filano Hybrid Connected, AEROX, FAZZIO และ FINN ซึ่งเป็นรถครอบครัวรุ่นเดียวที่กล้ารับประกัน 5 ปีไม่จำกัดระยะทาง พร้อมด้วยยามาฮ่า EXCITER สีใหม่ Ride the Next Level ตอกย้ำบทบาทผู้นำรถออโตเมติกและรถครอบครัว

3.MAX SERIES Community Zone เป็นโซนของรถออโตเมติกยอดนิยมในตระกูล MAX-SERIES อย่าง TMAX Sport Scooter ที่ประสบความสำเร็จและขายดีที่สุดในยุโรป รวมถึง XMAX Connected ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งในหลากหลายประเทศและโมเดลที่ประสบความสำเร็จ อย่างยิ่งในประเทศไทย โดยมียอดจำหน่ายเป็นอันดับ 1 ของโลก พร้อมด้วยรถในตระกูล MAX SERIES อย่าง NMAX Connected ขนาด 155 ซีซี ที่มาพร้อมสีใหม่ Dull Blue

4.R-SERIES Community Zone ครบครันด้วยรถในตระกูล R-SERIES นำโดยรุ่นใหญ่อย่าง YZF-R1M รถจักรยานยนต์สไตล์สปอร์ตที่ครองใจชาวสปอร์ตมาอย่างยาวนาน รวมถึง YZF-R7 ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ของ R-Series ออกแบบสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถมอเตอร์ไซค์ทรงสปอร์ตที่เน้นขับขี่ในชีวิตประจำวัน รวมถึง New R15 Connected และ R15M Connected-ABS ท๊อปคลาสรถสปอร์ต พิกัด 155 ซีซี 5.Adventure Touring & Sprot Heritage Community Zone นำโดย Tenere700 ที่พัฒนา ต่อยอดเทคโนโลยีจากสังเวียนหฤโหดดาการ์ แรลลี่ พร้อมด้วย Tracer9 GT บิ๊กไบค์สาย Adventure และ กลุ่มรถ Sport Heritage นำโดย XSR900, XSR700, XSR155 ผสมผสานดีไซน์คลาสสิกกับสมรรถนะและเทคโนโลยีของ Sport Naked ซึ่ง XSR155 มาพร้อมกับสีใหม่ล่าสุด และรุ่นพิเศษแต่งในสไตล์ Yard Built by K-Speed จำนวนจำกัดเพียง 200 คันในประเทศไทย6.MT-SERIES Community Zone รถจักรยานยนต์ในตระกูล MT-SERIES Master of Torque ที่สร้างชื่อเสียงให้ยามาฮ่าไปทั่วโลก ในคอนเซ็ปต์ torque & agile ภายใต้แคมเปญ The Darkside of Japan นำโดย MT-09 และ MT-15 พร้อมด้วย MT-07 สีใหม่ สไตล์ Hyper Naked ที่มาพร้อมกับเรือนไมล์ TFT สีเต็มรูปแบบ ขนาด 5 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ตอกย้ำความนิยมในทวีปยุโรปด้วยยอดจำหน่ายมากกว่า 160,000 คัน 7.Leisure Community Zone นำโดย YAMAHA WaveRunner รุ่น SuperJet ยานยนต์ที่จะสร้างความเร้าใจให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบกีฬาทางน้ำ รวมถึงเครื่องยนต์ติดท้ายเรือและรถกอล์ฟมาให้แฟนๆ ยามาฮ่าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด เติมเต็มบรรยากาศให้กับบูธยามาฮ่า ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์

และที่ขาดไม่ได้ในครั้งนี้ ยามาฮ่าได้จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ สำหรับรถจักรยานยนต์ขนาด 115 – 155 ซีซี รับ Gift Voucher สูงสุด 15,000 บาท และรถจักรยานยนต์ขนาด 400 – 1,000 ซีซี รับ Gift Voucher สูงสุด 40,500 พร้อมประกันภัยชั้น 1

โปรโมชันพิเศษสำหรับรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าภายในงานเท่านั้น!

รถจักรยานยนต์ยามาฮ่าขนาด 115 – 155 ซีซี

YAMAHA XSR155 รับฟรี Gift Voucher มูลค่า 8,000 บาท

New R15 Connected รับฟรี Gift Voucher มูลค่า 8,000 บาท

R15M Connected-ABS รับฟรี Gift Voucher มูลค่า 8,000 บาท

YAMAHA MT-15 รับฟรี Gift Voucher มูลค่า 15,000 บาท

YAMAHA WR155R รับฟรี Gift Voucher มูลค่า 10,000 บาท

YAMAHA FINO รับฟรี Fino Duo Set (Jacket + หมวกกันน๊อก)

พร้อม Gift Voucher รวมมูลค่า 2,000 บาท

YAMAHA FAZZIO HYBRID CONNECTED รับฟรี Gift Voucher มูลค่า 2,000 บาท

YAMAHA FINN รับฟรี! ตะกร้าหน้า กันลาย ตะแกรงหลัง และ บัตรน้ำมัน

รวมมูลค่ากว่า 1,500 บาท

โปรโมชั่นพิเศษสำหรับรถยามาฮ่าขนาด 400 – 1,000 ซีซี
Super Sport

YZF-R1M รับฟรี! ประกันภัยชั้น 1

YZF-R7 รับฟรี! Gift Voucher 26,000 บาท พร้อมประกันภัยชั้น 1

MT-09SP รับฟรี! Gift Voucher 20,000 บาท พร้อมประกันภัยชั้น 1

MT-09 รับฟรี! Gift Voucher 40,000 บาท พร้อมประกันภัยชั้น 1

New MT-07 รับฟรี! Gift Voucher 40,500 บาท พร้อมประกันภัยชั้น 1

Tracer9 GT รับฟรี! Gift Voucher 30,000 บาท พร้อมประกันภัยชั้น 1

Tenere700 รับฟรี! Gift Voucher 28,000 บาท พร้อมประกันภัยชั้น 1

XSR900 รับฟรี! Gift Voucher 20,000 บาท พร้อมประกันภัยชั้น 1

XSR700 รับฟรี! Gift Voucher 20,000 บาท พร้อมประกันภัยชั้น 1
SR400 รับฟรี! Gift Voucher 10,000 บาท

TMAX 560 และ TMAX 560 Techmax รับฟรี! ประกันภัยชั้น 1

โปรโมชันพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ YAMALUBE และ เครื่องแต่งกาย และอะไหล่ตกแต่ง

YAMAHA APPAREL รับส่วนลดสูงสุด 20%
YAMAHA ACCESSORIES รับส่วนลดสูงสุด 20%
ผลิตภัณฑ์ YAMALUBE รับส่วนลดสูงสุด 10%

พิเศษสุดเมื่อซื้ออุปกรณ์ตกแต่งและยามาลู้ปครบ 1,000 บาท รับฟรี! ทันที กระเป๋าเป้ มูลค่า 200 บาท
พิเศษสุดเมื่อซื้ออุปกรณ์ตกแต่งและยามาลู้ปครบ 2,000 บาท รับฟรี! ทันที กระเป๋ากันน้ำ มูลค่า 500 บาท จำกัด 1 ใบ / 1 ออเดอร์ / 1 ใบเสร็จ โปรโมชั่นนี้เฉพาะในงานมอเตอร์โชว์ ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2566 เท่านั้น

55 ล้าน!!! ค่าตัว Prodrive P25 แพงที่สุดในงานมอเตอร์โชว์

0

รถอัลตร้า แรร์ ไอเท็ม ที่ได้โควต้านำมาจำหน่าย เพียงคันเดียวในเมืองไทย จาก สายพานการผลิตแค่ 25 คันในโลก พร้อมโชว์โฉมแล้ววันนี้ที่บูท “บราบัส” บาย ทาเก็จ คาร์ เซนเตอร์ ภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ปี 2566 ที่จะเริ่มเปิดให้ผู้ชมทั่วไปเริ่มเข้าชมงานตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม ถึง 2 เมษายน ศก นี้

ตำนานกำลังมา!!!! Prodrive P25 การกลับมาอีกครั้งของ Subaru Impreza 22B ในตำนาน เพียงคันเดียวในไทย!!!

Prodrive ถือเป็นไอคอนสำคัญและเป็นการกลับมาอีกครั้งในรูปแบบที่ทันสมัยของ Subaru Impreza 22B ซึ่งเป็นรถยนต์ในตำนานของตระกูล Impreza ที่เปิดตัวในปี 1998 เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของ Subaru ใน WRC ด้วยรถแข่งแรลลี่ที่ Prodrive พัฒนาขึ้น

Subaru ได้ผลิต Impreza 22B จำนวน 424 คัน ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีความต้องการอย่างมากในตลาดรถยนต์มือสอง แต่ Prodrive กลับคิดต่างจากนั้นและได้สร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมดเพียง 25 คันเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นกำลังถูกส่งมายังประเทศไทย

P25 แต่ละคันจะมีพื้นฐานมาจาก WRX รุ่น 2 ประตูแบบดั้งเดิม (ไม่ใช่ 22B แบบดั้งเดิม) ซึ่งแผงตัวถังทั้งหมดสร้างจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่ออกแบบโดย Peter Stevens ผู้รับผิดชอบรูปลักษณ์ของรถแข่งแรลลี่ดั้งเดิมของ 22B และผู้ที่โด่งดังที่สุดจากทีม McLaren F1 นอกจากนี้ยังมีการใช้วัสดุคอมโพสิตสำหรับฝากระโปรงหน้า หลังคา ซุ้มล้อหน้าและหลัง กระจกมองข้าง สปอยเลอร์หลังและกันชนรอบคัน ซึ่งช่วยตัดน้ำหนักตัวรถให้เหลือเพียง 1,200 กก. เทียบกับ 1,245 กก. จาก 22B ส่วนการลดน้ำหนักอื่นๆ ได่แก่ การติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนและเบาะนั่งแบบคาร์บอนไฟเบอร์

ไฮไลท์ที่รองลงมาของ P25 คือ เฟืองท้ายแบบแอ็คทีฟ ชุดช่วงล่างจาก Bilstein แบบปรับได้และระบบเบรกจาก AP Racing พร้อมจานเบรกด้านหน้าขนาด 380 มม. และคาลิปเปอร์เบรก 6 ลูกสูบ ขณะที่จานเบรกด้านหลังจะมีขนาด 350 มม. พร้อมคาลิปเปอร์เบรก 4 ลูกสูบ

จุดเด่นอีกอย่างของ P25 คือการรวมกันของเครื่องยนต์และกระปุกเกียร์ ด้วยการใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.5 รุ่นล่าสุดของ Subaru แต่ได้รับการออกแบบใหม่อย่างครอบคลุม ด้วยลูกสูบ ก้านสูบและชุดวาล์วใหม่ พร้อมหายใจผ่านเทอร์โบชาร์จจาก Garrett อินเตอร์คูลเลอร์ประสิทธิภาพสูงและระบบไอเสียไทเทเนียมจาก Akropovic เพื่อมอบกำลังที่ 400 แรงม้าและแรงบิด 600 นิวตันเมตร ซึ่งทำให้ P25 มีกำลังเพิ่มขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับ 22B

กำลังทั้งหมดถูกส่งไปยังถนนด้วยเกียร์ Sequential 6 จังหวะ ที่มีความสามารถในการเปลี่ยนเกียร์ได้ในระดับ 80 มิลลิวินาที มอบอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาน้อยกว่า 3.5 วินาที ซึ่งเร็วกว่า 22B ประมาณ 1 วินาที

สำหรับแฟนๆ Subaru ที่กำลังรอคอยรถยนต์ในตำนานและไม่เหมือนใครอย่างแน่นอนบนท้องถนนแบบ Ultra Rare!!! ก็สามารถสัมผัสคันจริงได้ที่บูธ Target Car Center (Thailand) ใน งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2023 โดยค่าตัวของรถคันนี้อยู่ที่ 55 ล้านบาท นำเข้าโดย Target Car Center (Thailand)ผูแทนจำหน่าย รถยนต์ บราบัสแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย

🔸 ผู้นำเข้าและจำหน่าย Super Car หายาก!!จากทุกค่ายทั่วโลก
🔸 One-stop-service
🔸 ศูนย์บริการมาตรฐาน ครบวงจร
🔸 ประสบการณ์มากกว่า 20 ปี

เอ็มจี เปิดตัว NEW MG ES สเตชันวากอนไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ ยกระดับความสะดวกสบายกับสไตล์ที่เรียบหรูทันสมัยและอเนกประสงค์

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เปิดตัว NEW MG ES สเตชันวากอนไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “COMFORTABLE เป็นทุกอย่างเพื่อทุกโมเมนต์” สานต่อความมุ่งมั่นในการนำเสนอยนตรกรรมคุณภาพที่ผสมผสานดีไซน์อันเรียบหรูดูล้ำสมัยในแบบฉบับ New Era Design พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางพร้อมฟังก์ชันสุดครบครัน ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าเจเนอเรชั่นใหม่ และความปลอดภัยเหนือชั้น เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เน้นไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ชูจุดขายในเรื่องดีไซน์ที่เรียบหรูทันสมัยพร้อมความสะดวกสบายและความอเนกประสงค์ที่มากยิ่งขึ้น   

เอ็มจีย้ำภาพความเป็นผู้นำอีวีในไทย แนะนำรถไฟฟ้ารุ่นใหม่เสริมพอร์ตให้แข็งแกร่งและหลากหลายมากยิ่งขึ้นกับ NEW MG ES รถสเตชันวากอนไฟฟ้า 100% ที่โดดเด่นด้วยพื้นที่กว้างขวางและฟังก์ชันที่เน้นความสะดวกสบาย กับประสบการณ์ใหม่ของการใช้รถไฟฟ้า ที่ตอบสนองมากกว่าแค่การใช้งานทั่วไปแต่สามารถเติมเต็มทุกโจทย์ความต้องการในทุกไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างได้อย่างลงตัว

NEW ERA DESIGN เรียบหรูดูล้ำสมัย แฝงไปด้วยฟังก์ชันที่พร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

ชุดกันชนหน้าไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Light Curtain Design ยกระดับความโฉบเฉี่ยวมากขึ้น เสริมการใช้งานมากขึ้นด้วยชุดราวหลังคา (Roof Rail) ที่รองรับน้ำหนักได้ถึง 75 กิโลกรัม และด้วยรูปโฉมสไตล์สเตชันวากอน จึงมาพร้อมกับห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย ทั้งยังสามารถบรรจุสัมภาระสูงสุดถึง 1,367 ลิตร ตกแต่งภายในด้วยเส้นสายโทนสีฟ้า ENERGETIC BLUE STRIP ให้ภายในหรูหรายิ่งขึ้น พร้อมเบาะนั่งวัสดุหุ้มหนังสังเคราะห์ DENIM TEXTURE DESIGN ให้ผิวสัมผัสคล้ายยีนส์ ปรับลุคให้ดูมีความทันสมัยและดูแลรักษาง่าย ชุดเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ ยกขอบปีกข้าง พร้อมเทคโนโลยี Zero-G Seats กระจายน้ำหนักและรองรับสรีระของผู้นั่งให้ดียิ่งขึ้น เดินทางระยะไกลได้สบาย

E- PERFORMANCE: สเตชันวากอนอีวีแนวใหม่กับประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายและเหนือระดับ

เต็มที่ในทุกการเดินทางด้วยนวัตกรรมรถไฟฟ้าใหม่ NEW MG ES มาพร้อมแพลตฟอร์มระบบส่งกำลัง ใหม่ล่าสุด ที่มีขนาดและน้ำหนักลดลง แต่ประสิทธิภาพสูงขึ้นถึง 53% ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าเจเนอเรชั่นใหม่แบบ 8-LAYER HAIR PIN PERMANENT MAGNETIC SYNCHRONOUS MOTOR (PMSM) ให้พละกำลังสูงสุดที่ 177 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ซึ่งมอเตอร์แบบใหม่นี้ให้การตอบสนองที่ดีขึ้น โดยสามารถปรับเร่งรอบได้สูงถึง 15,000 รอบ/นาที ทำให้ NEW MG ES สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากถึง 185 กิโลเมตร/ชั่วโมง เสริมสร้างประสบการณ์การขับขี่ไปอีกระดับด้วยระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ถึง 3 ระดับ ได้แก่ มาก ปานกลาง และน้อย เข้าโค้งได้อย่างมีประสิทธิภาพกับรัศมีวงเลี้ยวเพียง 5.95 เมตร

NEW MG ES มาพร้อมกับแบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอรอนฟอสเฟต (LFP) ความจุ 51 kWh มีการปรับปรุงให้มีน้ำหนักเบาลงถึง 22% และระบบ Liquid Cooling System ช่วยระบายความร้อนให้ทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ให้สมรรถนะในการขับเคลื่อนได้ไกลถึง 412 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC (NEW EUROPEAN DRIVING CYCLE) รองรับการชาร์จ ทั้งแบบ Quick Charge จาก 0% – 80% ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ที่ความเร็วสูงสุด 87 kW และ Normal Charge รองรับการชาร์จสูงสุดที่ 11 kW ใช้เวลาการชาร์จจาก 0% – 100% 7 ชั่วโมง 15 นาที ผ่าน MG HOME CHARGER ที่ 6.6 kW อีกทั้งยังรองรับระบบ V2L (Vehicle to Load) เปลี่ยนรถไฟฟ้าให้เป็นแหล่งจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ด้วยกำลังไฟสูงสุด 2,200 วัตต์

SAFETY: ปลอดภัยและอุ่นใจ…สบายใจทุกการเดินทาง

มั่นใจทุกการขับขี่ด้วยระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) ที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM และระบบ ADVANCED DRIVER ASSISTANCE SYSTEM (ADAS) รวม 20 ระบบ อาทิ ระบบควบคุมเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control) ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning) และ ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB (Autonomous Emergency Braking) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนและช่วยควบคุมรถเมื่อออกนอกเลน ELK (Emergency Lane Keeping Assist) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System) เป็นต้น นอกจากนี้ NEW MG ES ยังมาพร้อมกับระบบสั่งการอัจฉริยะ i-SMART ในรูปแบบ Lite version ที่เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมและรับการแจ้งเตือนสำคัญของรถเอ็มจีของตัวเองได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ไม่ว่าจะเป็น ระบบตรวจสอบสถานะรถยนต์ ระบบเตือนความผิดปกติของรถยนต์ ระบบสั่งการกุญแจดิจิตอล ระบบโทรออก – รับสายกรณีฉุกเฉิน Emergency Call หรือ ระบบสั่งการชาร์จ สถานี MG SUPER CHARGE เป็นต้น

NEW MG ES มาพร้อมกับสีตัวถังให้เลือกถึง 5 สี ได้แก่ สีขาว (Arctic White) สีดำ (Black Knight) สีเทา (Andes Gray) สีแดง (Scarlet Red) และ สีเงิน (Champagne Silver) และตกแต่งภายในสไตล์ทูโทน พร้อมหุ้มด้วยวัสดุหนังสังเคราะห์ DENIM TEXTURE DESIGN

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอ็มจี มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่จะนำเสนอ NEW MG ES ในฐานะ “รถรุ่นใหม่” ของครอบครัว ด้วยจุดเด่นมากมายและการผสานการใช้เทคโนโลยีความปลอดภัยในการขับขี่ เข้ามาเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับรถเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้อย่างสะดวกสบายและง่ายดายมากยิ่งขึ้น โดย NEW MG ES มาพร้อมแนวคิด “COMFORTABLE” คือ สเตชันวากอนอีวี แนวใหม่กับประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายและเหนือระดับ มาพร้อมกับสไตล์การออกแบบที่เรียบหรู แต่ดูล้ำสมัยเหมาะกับการใช้งานทุกรูปแบบ ถือเป็นนิยามใหม่ของความพรีเมียมที่มาพร้อมกับความคุ้มค่า

สำหรับกลุ่มเป้าหมายของรถรุ่นนี้ เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มี Modern Lifestyle ที่ไม่ได้จำกัดแค่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในบ้านเดียวกันเท่านั้น ยังรวมไปถึงความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อนและคนสนิท ที่เน้นการมีไลฟ์สไตล์ในรูปแบบที่หลากหลายร่วมกัน โดย NEW MG ES ถือเป็นส่วนหนึ่งในทุกๆ โมเม้นต์สำคัญของการใช้ชีวิตของกลุ่มคนเหล่านี้

NEW MG ES จะมีกำหนดการทยอยส่งมอบให้ถึงมือลูกค้าภายในเดือนเมษายนนี้ เป็นต้นไป ทั้งนี้ ในฐานะ ผู้บุกเบิกและผู้นำตลาดรถไฟฟ้าในไทย ไม่เพียงนำเสนอยนตรกรรมที่มีความก้าวล้ำทางด้านสมรรถนะและผสมผสานเข้ากับดีไซน์ที่เรียบหรูแต่ครบครันไปด้วยฟังก์ชันที่ใช้ได้จริงแล้ว เอ็มจี ยังเดินหน้าขยายระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ECOSYSTEM ให้ครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมอีวีอย่างแท้จริง ทั้งการตั้งเป้าหมายการขยายสถานีชาร์จเร็ว หรือ MG SUPER CHARGE STATION ในโชว์รูมและศูนย์บริการทั่วประเทศ ให้ลูกค้าสามารถใช้งานรถไฟฟ้าได้อย่างสะดวกสบายทั่วประเทศ โดยทุกๆ 150 กิโลเมตร จะมีสถานีชาร์จอย่างน้อย 1 สถานีให้บริการ อีกทั้งยังร่วมมือกับพันธมิตรในการเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จแบบไวในพื้นที่ต่างจังหวัดมากยิ่งขึ้น รวมถึงการให้ความสำคัญกับการบริการหลังการขายในการดูแลและบำรุงรักษารถไฟฟ้าโดยช่างผู้ชำนาญงานในทุกศูนย์บริการเอ็มจี เพื่อทำให้คนไทยมั่นใจในการใช้รถไฟฟ้าได้มากยิ่งขึ้น”

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

ฟอร์ดสร้างตำนานใหม่ให้ตลาดรถยนต์ไทย ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยที่ไม่เคยมีมาก่อน

0

ฟอร์ด เตรียมนำทัพรถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ สร้างปรากฎการณ์อีกครั้งในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัสกับนวัตกรรมเทคโนโลยีทันสมัยที่ไม่เคยมีมาก่อนในตลาดรถกระบะ พร้อมมอบตัวเลือกที่หลากหลายยิ่งขึ้นด้วยรุ่นย่อยใหม่ ทั้งในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์

นำโดย ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสตอร์มแทรค รถกระบะรุ่นย่อยใหม่ที่แกร่งที่สุด สมบุกสมบันที่สุด และชาญฉลาดที่สุดในตระกูลเรนเจอร์ ตอกย้ำความโดดเด่นของฟอร์ดในการมีส่วนช่วยยกระดับมาตรฐานรถกระบะในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องด้วยการนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ยังไม่เคยมีมาก่อนอีกครั้ง ด้วยราวหลังคาและสปอร์ตบาร์แบบปรับได้ (Flexible Rack System) ที่ออกแบบให้ผู้ใช้งานปรับรูปแบบสปอร์ตบาร์ได้ถึง 5 ตำแหน่งด้วยมือเดียว รองรับการติดตั้งหรือขนย้ายอุปกรณ์เพื่อการผจญภัยและการทำงานได้หลากหลายรูปแบบอย่างง่ายดาย รองรับน้ำหนักสูงสุด 80 กก. (ขณะขับ) และ 250 กก. (ขณะจอด) 

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสตอร์มแทรค ยกระดับการเป็นรถกระบะที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนที่ชอบความท้าทายไปอีกขั้น การออกแบบภายนอกเพิ่มความดุดัน มีสไตล์ ตั้งแต่กระจังหน้าดีไซน์เฉพาะรุ่นสตอร์มแทรค ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ มอบพละกำลังสูงสุด 210 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร พร้อมตัวเลือกระบบขับเคลื่อนแบบ 4×4 และ 4×2 ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบ E-Shifter มาพร้อมเทคโนโลยีระบบช่วยจอดอัจฉริยะ เป็นครั้งแรกในตลาดรถกระบะ (นอกจากฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รถกระบะในตระกูลฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์)

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่น XLS  รถกระบะยกสูงรุ่นย่อยใหม่ในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ ที่พัฒนาขึ้นจากการศึกษาความต้องการของลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อตอบโจทย์การใช้งานแบบอเนกประสงค์สำหรับกลุ่มลูกค้าเจ้าของธุรกิจขนาดย่อม ชูความแข็งแกร่งของตัวถังและช่วงล่าง ผสานเทคโนโลยีทันสมัย และระบบความปลอดภัยครบครัน โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดุดัน สมรรถนะที่ทรงพลังและเปี่ยมประสิทธภาพด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มีให้เลือกทั้งแบบ 4 ประตู และแบบตอนครึ่ง เพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ นำเสนอในราคาสุดคุ้ม พร้อมเป็นผู้ช่วยให้ทุกงานสำเร็จได้ง่ายขึ้น

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไวลด์แทรค รุ่นย่อยใหม่ล่าสุดของรถยนต์นั่งอเนกประสงค์สำหรับครอบครัวที่รักความท้าทายและการผจญภัย เปี่ยมสมรรถนะด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบ E- Shifter มอบพละกำลังสูงสุด 210 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร พร้อมระบบขับเคลื่อนแบบ 4×4 และตัวเลือกโหมดการขับขี่มากถึง 6 โหมด แตกต่างด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์แบบไวลด์แทรค เน้นความเท่ แข็งแกร่ง และมีสไตล์ ทั้งภายนอกและภายใน ห้องโดยสารหรูหราสะดวกสบาย เน้นโทนสีดำให้ความรู้สึกดุดัน เก็บรายละเอียดด้วยการเดินด้ายสีส้มซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรุ่นไวลด์แทรค ให้ทุกการเดินทางผจญภัยไปกับครอบครัวของคุณโดดเด่นด้วยสไตล์อันโดดเด่นมีเอกลักษณ์ และยังคงสัมผัสได้ถึงความหรูหราสะดวกสบายในทุกโอกาส

รถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ รุ่นย่อยใหม่ พร้อมเผยโฉมให้ลูกค้าที่สนใจสั่งจองพร้อมข้อเสนอสุดเร้าใจได้ผ่านช่องทางออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.ford.co.th รวมถึงที่งานมอเตอร์โชว์ และที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ

 

ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับรถฟอร์ด รุ่นย่อยใหม่ได้จากแฮชแท็ก #FordNextLevel #FordRangerStormtrak #FordEverestWildTrak และ #FordRangerXLS

ฮอนด้า เปิดตัว “ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่” มาพร้อมคุณค่าใหม่ในทุกมิติ กับ 2 ขุมพลังการขับเคลื่อนที่ทรงพลัง ระบบฟูลไฮบริด e:HEV และขุมพลังเทอร์โบ

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวที่สุดแห่งยนตรกรรมพรีเมียมเอสยูวี “ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชันที่ 6” ในไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย เสริมความแข็งแกร่งให้กับไลน์อัปเอสยูวีของฮอนด้าและตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดเอสยูวีในไทย พร้อมยกระดับเอสยูวีเซกเมนต์ไปอีกขั้นอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ตพรีเมียม แข็งแกร่งในทุกมิติ ครั้งแรกกับขุมพลังการขับเคลื่อนระบบฟูลไฮบริด e:HEV ใน ซีอาร์-วี ใหม่ ผสานการทำงานอันทรงพลังของเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร กับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว และขุมพลังเทอร์โบ เครื่องยนต์เบนซิน VTEC TURBO ขนาด 1.5 ลิตร มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังและอัตราประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม

รองรับทุกไลฟ์สไตล์กับเบาะโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง มั่นใจทุกเส้นทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ในทุกรุ่นย่อย ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่หลากหลาย เติมเต็มประสบการณ์ที่ดีตลอดเส้นทาง สู่อีกขั้นแห่งเอสยูวี
ที่สมบูรณ์แบบ ในราคา 1,419,000 – 1,729,000 บาท มาพร้อมข้อเสนอพิเศษฟรีประกันภัย 1 ปี รับดอกเบี้ย 2.29%** พร้อมฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์
(
Honda Ultimate Care) ขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร เสริมความมั่นใจยิ่งขึ้นในรุ่น e:HEV ด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปีและรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง รวมทั้งฟรีค่าแรงในการเช็กระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) เมื่อจองและรับรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2566 – 31 พฤษภาคม 2566 โดยลูกค้าสามารถสัมผัสกับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม 2566 – 2 เมษายน 2566 และที่โชว์รูมฮอนด้า** (รุ่นเทอร์โบ ตั้งแต่ 20 มีนาคม 2566 และ รุ่น e:HEV ในเดือนเมษายน 2566**)

นายโนริยุกิ ทาคาคุระ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า ซีอาร์-วี คือหนึ่งใน Global Model ที่สำคัญของฮอนด้า ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายและครองใจลูกค้าทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เจเนอเรชันแรก โดยในประเทศไทย ซีอาร์-วี ได้เข้ามาเปิดตลาดเอสยูวีและทำให้รถเอสยูวีเป็นที่นิยมยิ่งขึ้น อีกทั้งส่งผลให้ฮอนด้าขึ้นแท่นเป็นผู้นำตลาดเอสยูวีมาอย่างยาวนาน โดยตลอดระยะเวลากว่าเกือบสามทศวรรษ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ฮอนด้า ซีอาร์-วี คือรถที่อยู่ในใจของคนไทยมาโดยตลอด ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 183,000 คัน ในครั้งนี้ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชันที่ 6 พร้อมมอบคุณค่าใหม่ที่ยกระดับมาตรฐานของเอสยูวีไปอีกขั้น ทั้งดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมลงตัวในทุกมิติ สมรรถนะการขับขี่ทรงพลังของ 2 ขุมพลังการขับเคลื่อน ระบบฟูลไฮบริด e:HEV และขุมพลังเทอร์โบ ภายในกว้างขวาง ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายระดับพรีเมียม และมั่นใจได้ด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอันล้ำสมัย โดยการเปิดตัว ซีอาร์-วี ในครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับไลน์อัปเอสยูวีของฮอนด้าและตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดเอสยูวี อีกทั้งขับเคลื่อนยอดขายกลุ่ม e:HEV ของฮอนด้าให้เป็นอันดับ 1 ในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ในประเทศไทยอีกด้วย”

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ยนตรกรรมพรีเมียมเอสยูวีที่สมบูรณ์แบบ

ที่สุดแห่งสปอร์ตพรีเมียมเอสยูวีที่ผสานคุณค่าใหม่เพื่อยกระดับเอสยูวีไปอีกขั้น ทั้งดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ สมรรถนะที่ทรงพลังและมอบความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัยมอบประสบการณ์เดินทางที่เหนือระดับไปอีกขั้น สู่ทุกจุดหมายกับความสมบูรณ์แบบในทุกมิติ 

ดีไซน์ภายนอกสปอร์ตพรีเมียม แข็งแกร่งในทุกมิติ ผสานฟังก์ชันการใช้งานไว้อย่างลงตัว

  • กระจังหน้าดีไซน์ใหม่สีดำ Piano Black และกระจังหน้าสีดำ Piano Black ตกแต่งด้วยโครเมียม (เฉพาะรุ่น E)
  • กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ปรับไฟฟ้าพร้อมพับเก็บอัตโนมัติ
  • ไฟหน้าและไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟเลี้ยวด้านหน้าแบบ LED Sequential
  • ไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED
  • ไฟท้ายแบบ LED
  • เปิดมุมมองใหม่ที่พรีเมียมยิ่งขึ้นกับหลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof)
  • สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วย ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี พร้อมระบบ
    ปิดอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ
    (Hands-Free Power Tailgate with Walk Away Close)
  • เสาอากาศครีบฉลาม
  • ปลอกท่อไอเสียสเตนเลสคู่
  • ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว

ครั้งแรกกับรุ่น RS ที่ยกระดับความสปอร์ตพรีเมียมอีกขั้นด้วยดีไซน์สุดเอกซ์คลูซีฟรอบคัน

(รุ่น e:HEV RS 4WD)

  • เสริมเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ด้วยสัญลักษณ์ RS บนกระจังหน้า
  • กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวสีดำ Piano Black
  • กันชนหน้าและหลังสีเดียวกับตัวรถ
  • ชายกันกระแทกด้านข้างสีเดียวกับตัวรถ
  • คิ้วตกแต่งประตูข้างสีดำ Gloss Black
  • ไฟตัดหมอกหลังแบบ LED
  • สปอยเลอร์หลังสีเดียวกับตัวรถและสีดำ Piano Black
  • เสาอากาศครีบฉลามสีดำ Piano Black
  • ล้ออัลลอย 19 นิ้ว แบบสปอร์ต

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ที่ดีตลอดเส้นทาง ด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายระดับพรีเมียม

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง โปร่งโล่ง ผสานแนวคิดระหว่างการใช้วัสดุคุณภาพสูงและความอเนกประสงค์
ในการใช้งาน โดดเด่นด้วยชุดตกแต่งภายในที่พรีเมียม แตกต่างกันในแต่ละรุ่น

เสริมลุคสปอร์ตพรีเมียมเต็มขั้นกับรุ่น RS (รุ่น e:HEV RS 4WD)

  • ชุดตกแต่งภายในลายอะลูมิเนียมปัดเงาและสีดำ Piano Black
  • เบาะหนังสีดำตกแต่งด้วยด้ายสีแดง
  • พวงมาลัยสีดำตกแต่งด้วยด้ายสีแดง
  • แป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต
  • ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายระดับพรีเมียม* อาทิ
  • ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ พร้อม Honda Smart Key Card (เฉพาะรุ่น e:HEV RS 4WD)
  • ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ (Driver Memory Seat)
  • ไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร (Ambient Light) ที่ได้รับการติดตั้งในหลายตำแหน่งเป็นครั้งแรกใน ซีอาร์-วี อาทิ ถาดคอนโซลกลาง แผงประตูหน้าและหลัง และที่วางแก้ว
  • ระบบฟอกอากาศภายในห้องโดยสาร Plasmacluster (รุ่น e:HEV ES และ e:HEV RS 4WD)
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย/ขวา แบบ i-Dual Zone (เฉพาะรุ่น
    e:HEV RS 4WD)
  • ช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
  • ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 3 (เฉพาะรุ่น EL 4WD)
  • ไฟอ่านหนังสือด้านหลัง LED แบบสัมผัส

พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยเบาะโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับ
การใช้งานที่หลากหลาย พร้อมพื้นที่สัมภาระท้ายที่กว้างขวาง

  • เบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Sliding) เลื่อนและแยกพับแบบ 60:40

  • รุ่นเบาะโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง เบาะด้านหลังทั้ง 2 ด้าน สามารถปรับพับลงแนวราบได้เรียบ (Utility Mode) ช่วยเพิ่มพื้นที่สัมภาระด้านท้าย และสามารถปรับพับเบาะด้านหน้าและด้านหลัง (Long Mode) เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาว

  • รุ่นเบาะโดยสารแบบ 7 ที่นั่ง (เฉพาะรุ่น EL 4WD) สามารถปรับพับเบาะด้านหลังแถวที่ 3 เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมภาระด้านท้ายในขณะที่ผู้โดยสารแถว 2 สามารถนั่งได้อย่างสะดวกสบาย หรือปรับพับเบาะทั้งแถวที่ 2 และ 3 ลงแนวราบ (Utility Mode) เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมภาระด้านท้าย และสามารถปรับพับเบาะด้านหน้าและด้านหลังทั้งแถวที่ 2 และ 3 (Long Mode) เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาว 

เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์แบบสมาร์ต กับหลากหลายเทคโนโลยีอันล้ำสมัย*

  • ใหม่ ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-up Display: HUD) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS 4WD)
  • ใหม่ ระบบเครื่องเสียง BOSE พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง (เฉพาะรุ่น e:HEV RS 4WD)
  • ใหม่ ระบบนำทางเนวิเกเตอร์ (เฉพาะรุ่น e:HEV RS 4WD)
  • ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสแบบ Advanced Touch ขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay แบบไร้สายและ Android Auto และรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto
  • มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 2 นิ้ว (ยกเว้นรุ่น E ขนาด 7 นิ้ว)
  • อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger)
  • ช่องเชื่อมต่อ USB 4 ตำแหน่ง (USB Type-C 3 ตำแหน่ง ได้แก่ ด้านหน้า 1 ตำแหน่ง และด้านหลัง
    2 ตำแหน่ง)

ขับเคลื่อนสู่ทุกจุดหมายอย่างมั่นใจ กับทางเลือก 2 ขุมพลังที่พร้อมตอบโจทย์ทุกการขับขี่

มีให้เลือกทั้งแบบระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ (Real Time(TM) AWD with E-DPS)

ครั้งแรกกับระบบฟูลไฮบริด e:HEV ใน ซีอาร์-วี ใหม่

  • ผสานการทำงานอันทรงพลังร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ได้แก่ มอเตอร์ที่ทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้า (Motor Generator) และมอเตอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อ (Motor Drive) กับเครื่องยนต์ใหม่ขนาด
    0 ลิตร Direct Injection Atkinson-Cycle DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนที่มีประสิทธิภาพสูง ตอบสนองทันใจด้วยแรงบิดมอเตอร์สูงสุด 335 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 2,000 รอบต่อนาที มอบอัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมสูงสุดถึง 20.8 กม./ลิตร* (รุ่น e:HEV ES) และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 113 กรัม/กิโลเมตร
  • โดยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการทำงานได้อย่างชาญฉลาด เหมาะสมกับการขับขี่ในทุกสถานการณ์ใน 3 โหมด ได้แก่ โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode)
  • มาพร้อมสวิตซ์โหมดการขับขี่ (Drive Mode Switch) ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่ตามสไตล์ได้อย่างง่ายดาย ได้แก่ โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต (Sport Mode) โหมดการขับขี่แบบปกติ (Normal Mode) และโหมดการขับขี่แบบประหยัด (Econ Mode)

ขับสนุก อัตราเร่งเร้าใจ สไตล์สปอร์ต กับขุมพลังเทอร์โบ

  • เครื่องยนต์เบนซินขนาด 5 ลิตร Direct Injection DOHC VTEC TURBO 4 สูบ 16 วาล์ว ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Direct Injection และ Turbocharger ขับสนุก อัตราเร่งทันใจ มอบกำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT) และมีอัตรา
    การประหยัดน้ำมันสูงสุด 14.3 กม./ลิตร* (รุ่น E) และรองรับน้ำมัน E85

มั่นใจทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัยและเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ผสานการทำงานของกล้องด้านหน้าและเรดาร์ ในการตรวจจับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีฟังก์ชันการทำงานหลัก ๆ ดังนี้

  • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning : RDM with LDW)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB) หรือ ครั้งแรกกับระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ (Adaptive Driving Beam: ADB) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS 4WD) ที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในเวลากลางคืนและปรับองศาของแสงไฟเพื่อลดการรบกวนรถด้านหน้าและคนเดินถนน
  • ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

พร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัยและเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่อื่น ๆ* อาทิ

  • ใหม่ ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System: MVCS) (ยกเว้นรุ่น E)
  • ใหม่ เซ็นเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และ หลัง 4 จุด
  • ใหม่ ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control: HDC)
  • ใหม่ ไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (Active Cornering Light: ACL)
  • ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch)
  • ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor)
  • ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors) (รุ่น e:HEV ES และ
    e:HEV RS 4WD)
  • ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift)

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่นย่อย ดังนี้

  • ระบบฟูลไฮบริด e:HEV มาพร้อม 2 รุ่นย่อย ได้แก่
• รุ่น e:HEV RS 4WD 5 ที่นั่ง ราคา 1,729,000 บาท
• รุ่น e:HEV ES 5 ที่นั่ง ราคา 1,589,000 บาท
  • เครื่องยนต์เทอร์โบ มาพร้อม 3 รุ่นย่อย ได้แก่
• รุ่น EL 4WD  7 ที่นั่ง ราคา 1,649,000 บาท
• รุ่น ES 4WD 5 ที่นั่ง ราคา 1,599,000 บาท
• รุ่น E 5 ที่นั่ง ราคา 1,419,000 บาท

 

โดยมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีใหม่ สีน้ำเงินแคนยอนริเวอร์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น e:HEV RS 4WD และ e:HEV ES สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น e:HEV RS 4WD สีขาวแพลทินัม (มุก) สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีดำคริสตัล (มุก)

ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ยังมาพร้อมข้อเสนอพิเศษ เมื่อจองและรับรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2566 –
31 พฤษภาคม 2566 ฟรีประกันภัย 1 ปี รับดอกเบี้ย 2.29%** พร้อมฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร ต่อจากระยะเวลาหรือระยะทางการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตรแรกสิ้นสุดลง รวมสูงสุด 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง (Honda 24hr Roadside Assistance)

เสริมความมั่นใจยิ่งขึ้นสำหรับรุ่นที่ขับเคลื่อนด้วยระบบฟูลไฮบริด e:HEV ด้วยการมอบแคมเปญพิเศษ
ด้านการบริการหลังการขาย
** ได้แก่

  • ฟรีค่าแรงในการเช็กระยะตามตารางการบำรุงรักษาเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร
    (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • รับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี
    ไม่จำกัดระยะทาง

 

ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง

เสริมความสปอร์ตพรีเมียมในสไตล์ SUV อีกขั้นด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) ที่มาพร้อมแนวคิด “Vibrant SUV” โดยมีไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือก อาทิ สปอยเลอร์หลังแบบสปอร์ต ราคา 12,000 บาท
คิ้วตกแต่งกระจังหน้า ราคา 3,900 บาท บันไดข้าง ราคา 16,500 บาท ไฟส่องสว่างประตูคู่หน้าแบบ LED (1 ชุด
มี 2 ชิ้น) ราคา 4,350 บาท คิ้วขอบห้องสัมภาระ LED ราคา 8,000 บาท และชุดเสริมหลังคาคู่พร้อมชุดบรรทุกสัมภาระหลังคา ราคา 27,500 บาท หรือเลือกตกแต่งในรูปแบบแพ็กเกจชุดแต่งรอบคัน ได้แก่

  • Elegant Package ราคา 31,000 บาท และ 32,500 บาท (สำหรับรุ่น e:HEV RS 4WD) ประกอบด้วย กันชนหน้าแบบสปอร์ต ชุดตกแต่งกันชนด้านหลัง คิ้วตกแต่งกระจังหน้า และชุดตกแต่งประตูข้าง
  • Premium Sport Package ราคา 43,500 บาท และ 45,000 บาท (สำหรับรุ่น e:HEV RS 4WD) ประกอบด้วยกันชนหน้าแบบสปอร์ต ชุดตกแต่งกันชนด้านหลัง คิ้วตกแต่งกระจังหน้า บันไดข้าง
    และชุดตกแต่งฝาท้ายคิ้วโครเมียม
  • Exhaust Pipe Finisher Package ราคา 2,500 บาท ประกอบด้วยปลอกท่อไอเสียสเตนเลส 2 ชิ้น

หรือดูรายละเอียดชุดอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมได้ที่ www.hondaaccess.co.th/products/crv

 

พบกับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 (Motor Show 2023) ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2566 – 2 เมษายน 2566 และที่โชว์รูมฮอนด้าตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2566** (รุ่นเทอร์โบ ตั้งแต่ 20 มีนาคม 2566 และ รุ่น e:HEV ในเดือนเมษายน 2566**) หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชทกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th/crv ลูกค้าสามารถทดลองขับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้า โดยลูกค้าที่ลงทะเบียนและร่วมกิจกรรมทดลองขับทาง www.honda.co.th/testdrive จะได้รับของที่ระลึกจากฮอนด้า*

 

หมายเหตุ:

*อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น

**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

– สีน้ำเงินแคนยอน ริเวอร์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น e:HEV RS 4WD และ e:HEV ES

– สำหรับสีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่ม 12,000 บาท และสีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 8,000 บาท

– ราคาแพ็กเกจชุดแต่งโมดูโล ไม่รวม VAT 7%

วิริยะประกันภัย ร่วมจัดแสดงบูธในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44

0

วันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายนศกนี้ บมจ.วิริยะประกันภัย ร่วมจัดแสดงบูธภายในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44” ตำแหน่ง C7 ภายใต้แนวคิด “ทุกความเสี่ยงภัย เราพร้อมเคียงข้างคุณ” พร้อมเตรียมสิทธิพิเศษมอบให้แก่ลูกค้าและผู้เข้าร่วมชมงาน ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยประกันภัยในอัตราพิเศษ เมื่อซื้อประกันภัย อาทิ ประกันภัยรถยนต์ใหม่ประเภท 1, ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุส่วนบุคคล, ประกันมะเร็ง, ประกันภัยความรับผิดของผู้ขนส่ง รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มาพร้อมโปโมชั่นพิเศษ อาทิ ผ่อน 0% นานสูงสุด 6 เดือน และของสมนาคุณมากมาย ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นอกจากนี้ ภายในบูธวิริยะประกันภัยยังมีการให้บริการด้านประกันภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ การคำนวณเบี้ยประกันภัย การต่ออายุกรมธรรม์ รวมถึงกิจกรรมร่วมสนุกผ่านแฟนเพจ “Viriyah Insurance” และกิจกรรมพิเศษจากพันธมิตรอย่าง จส.100 ที่ยังคงมาร่วมออกบูธด้วยเช่นเคย

สำหรับงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “COLORFUL EXPERIENCE ประสบการณ์ครบทุกสีสัน” สื่อถึงการสร้างประสบการณ์อันหลากหลาย ผ่านเทคโนโลยีแห่งโลกยานยนต์ที่ยังคงพัฒนาอย่างไม่มีวันสิ้นสุด โดยเฉพาะรถพลังงานไฟฟ้าที่กำลังจะนำพาวิถีชีวิตแห่งการเดินทางในยุคใหม่มาสู่ทุกคน ทั้งนี้ภายในงานมีการจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์ต่างๆ จากค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ชั้นนำที่ขนทัพเข้าร่วมงานอย่างคับคั่งกว่า 40 แบรนด์ และกิจกรรมสุดพิเศษอย่าง e-Racing ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมลุ้นรางวัลใหญ่ภายในงานอีกมากมาย

“บอร์เนียว” พร้อม..รุกธุรกิจปี 2566 ด้วยเครือข่ายจัดจำหน่ายกว่า 2 หมื่นรายทั่วประเทศ

0

บอร์เนียว เผยผลประกอบการที่ผ่านมาไม่มีแผ่ว พร้อมลุยปี 2566 ตั้งเป้าโตเพิ่ม 15% เดินหน้าขยายเครือข่ายทุกมิติ พร้อมเปิดรับพันธมิตรทางการค้า เน้นกิจกรรมการตลาดทั่วไทย และคงยึดมั่นในจริยธรรมทางธุรกิจที่ดำเนินมากว่า 160 ปี

นายรัฐา อุรุโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บอร์เนียว เทคนิเคิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บริษัทฯ ดำเนินกิจการโดยยึดมั่นในจริยธรรมมายาวนานกว่า 160 ปี ปัจจุบันได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทโตโยต้า ทูโช แห่งประเทศญี่ปุ่น และกลุ่มบริษัทมโนยนต์ โดยดำเนินธุรกิจจัดจำหน่าย และกระจายสินค้า ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (Industrial Supply) ผลิตภัณฑ์ยานยนต์ (Automotive Aftermarket) อาทิ ผลิตภัณฑ์กัด ขัด ตัด วัสดุ ผลิตภัณฑ์ เทป และกาว สินค้าความปลอดภัยส่วนบุคคลและสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงรักษาในโรงงานอุตสาหกรรม แบตเตอรี่ ยางรถยนต์ น้ำมันหล่อลื่น อะไหล่สิ้นเปลือง อาทิ โช้คอัพ ผ้าเบรก สายพาน ไส้กรอง เคมีผลิตภัณฑ์ยานยนต์ และอื่นๆ รวมกว่า 40 แบรนด์”

“ช่วง COVID-19 หลายปีที่ผ่านมา หลายธุรกิจได้รับผลกระทบ จนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจมากมาย แต่ด้วยความหลากหลายกลุ่มสินค้าของ บอร์เนียวฯ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์หน้ากาก และอุปกรณ์ทำความสะอาด ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก และผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ยานยนต์ ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องเปลี่ยนตามกำหนด ส่งผลให้บริษัทฯ ผ่านช่วงเวลานั้นมาด้วยผลประกอบการรวมกว่า 3,000 ล้านบาท”

“ประสบการณ์ที่ยาวนานขององค์กร ทำให้เรียนรู้ว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญ บริษัทฯ จึงได้ลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ สร้างระบบโลจิสติกส์ครบวงจร โดยมีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง และคลังสินค้า 8 แห่ง ได้แก่ เชียงใหม่ แหลมฉบัง นครราชสีมา อุดรธานี พิษณุโลก ราชบุรี สุราษฎร์ธานี และหาดใหญ่ รองรับการขาย และกระจายสินค้าได้ทั่วประเทศผ่านระบบสื่อสารออนไลน์”

“เมื่อปี 2565 ผลประกอบการของบริษัทฯ สามารถสร้างรายได้ 3,200 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 55% ผลิตภัณฑ์ยานยนต์ (Automotive Aftermarket) 45% ด้วยสินค้ารวมมากกว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุมเครือข่ายลูกค้ากว่า 20,000 ราย”

นายรัฐา กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับ ปี 2566 เป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์โรคระบาดเริ่มผ่อนคลาย บริษัทฯ จึงมีกลยุทธ์ที่จะรุกตลาดด้วยการจัดกิจกรรมการตลาดในรูปแบบต่างๆ ประเดิมงานแรก BORNEO TRADE FAIR เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา ณ ห้องรอยัลจูบิลี อิมแพค เมืองทองธานี และจะจัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดปี ซึ่งตั้งเป้าว่าจะขยายกลุ่มสินค้า 40 แบรนด์ เพิ่มขึ้นอีก 10% และคาดว่าจะสร้างรายได้ให้เติบโตสูงขึ้นกว่าปีก่อน 10-15% หรือประมาณ 3,500 ล้านบาท”

บริษัท บอร์เนียว เทคนิเคิล (ประเทศไทย) จำกัด คัดสรรส่งต่อสินค้าคุณภาพอย่างเป็นระบบ สนใจเป็นพันธมิตรทางการค้า สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ 02-081-4900 หรือ Line Official : @Borneothailand และ https://www.borneothai.com/

เอเอเอส กรุ๊ป เปิดตัวยนตรกรรมสปอร์ตไอคอนิครุ่นพิเศษ แห่งวาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีของปอร์เช่ประเทศไทย 911 Carrera GTS คันเดียวในโลก

0

กว่า 30 ปี ที่ปอร์เช่ได้เข้ามาอยู่ในหัวใจของคนไทย และประเทศไทยเป็นดินแดนที่ถูกนิยามด้วยสีสันแห่งวัฒนธรรมอันหลากหลาย นำมาซึ่งแรงบันดาลใจสู่เส้นทางหลากสีอันเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ สำหรับปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป ได้รับการแต่งตั้งและการันตีจากโรงงานปอร์เช่ ประเทศเยอรมนีให้เป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย มาอย่างยาวนาน และในปี 2566 ถือโอกาสพิเศษเป็นปีแห่งวาระครบรอบ 30 ปี ปอร์เช่ ประเทศไทย ดังนั้นตลอดทั้งปีจะจัดแคมเปญต่างๆ เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของปอร์เช่ ประเทศไทย โดยเริ่มคิกออฟโปรเจกต์ยักต์ไปเมื่อต้นปีกับงานมหกรรมรวมพลคนรักรถสปอร์ตปอร์เช่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Das Treffen7 ซึ่งได้เสียงตอบรับที่ดีมาก คอมมูนิตี้ปอร์เช่ในประเทศไทยขยายวงกว้างมากยิ่งขึ้น และปอร์เช่ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป เติบโตอย่างต่อเนื่องโดยปี 2565 ความต้องการรถปอร์เช่สูงขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้มียอดจองเพิ่มขึ้น ถึง 40% หรือกว่า 2,000 คัน

เพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่ เราได้จัดงานฉลองครบรอบ 30 ปี ปอร์เช่ประเทศไทย “30 Years of Porsche in Thailand” ภายใต้คอนเซ็ปต์ Dreams in Colours ความฝันคือพลังอันยิ่งใหญ่ที่ถูกสรรสร้างจากจินตนาการไม่รู้จบ ตระการตาไปกับความหลากสีและความพิเศษของรถสปอร์ตปอร์เช่ที่ทุกคนใฝ่ฝัน  ภายในงาน เอเอเอส กรุ๊ป ขนทัพ รถไฮไลท์รุ่นพิเศษ และหาชมได้ยากมาจัดแสดงอย่างตระการตาประกอบด้วย 356 จุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของแบรนด์ปอร์เช่ ,964 Turbo รถยนต์ปอร์เช่คันแรกที่เอเอเอสฯ นำเข้าสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ, 911 การรวมตัวของไอคอนิคครบทั้ง 8 เจเนอเรชั่น 911S รถคลาสสิคที่ผ่านการบูรณะความสวยงามจาก AAS Body & Paint 959S, Carrera GT และ 918 Spyder สุดยอดแห่งความโดดเด่นในการพลิกโฉมของปอร์เช่ที่รับรองว่าหาชมที่ไหนได้ยากและยังได้รับเกียรติจาก มร.ฮานเนส รูออฟ (Hannes Ruoff) Chief Executive Officer of Porsche Asia Pacific (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปอร์เช่ เอเชีย แปซิฟิก) และ มร.บอริส เอเพนบริ้ง (Boris Apenbrink) Director, Porsche Exclusive Manufaktur Vehicles (ผู้อำนวยการฝ่าย เอ็กซ์คลูซีฟ เมนู แฟค ทัว ปอร์เช่ เอเชีย แปซิฟิก) มาร่วมงาน ตอกย้ำศักยภาพของปอร์เช่ ประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าตลาดเมืองไทยโดยเฉพาะตลาดลักซ์ชัวรีเป็นที่จับตามองของทั่วโลก เมื่อวันเสาร์ที่ 18 มีนาคม 2566 ณ ห้องเพลนารีฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

อนุศักดิ์ อินทรภูวศักดิ์ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เอเอเอสฯ ปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวว่า หากมองย้อนกลับไป เราได้ผ่านการเดินทางมาอย่างยาวนาน ผมยังจำได้ถึงวันแรกที่เราเริ่มต้นธุรกิจ เมื่อปี 1986 (พ.ศ. 2529) ด้วยจำนวนพนักงานเพียงไม่กี่คน แต่วันนี้เรามีพนักงานสูงถึง 430 คน จากนั้นในปี 1989 (พ.ศ. 2532) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการ และในปี 1993 (พ.ศ. 2536) เราได้รับการแต่งตั้งจากโรงงานปอร์เช่ ประเทศเยอรมนีให้เป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เราเริ่มต้นธุรกิจนี้จากความฝัน เช่นเดียวกับที่ Ferry Porsche ทำ เมื่อเขาได้ตัดสินใจสร้างรถสปอร์ตตามที่เขาใฝ่ฝัน สำหรับ AAS นั้น หลังจาก 3 ทศวรรษ ความฝันของเราได้เจริญเติบโต และ มีสีสันมากขึ้น นับตั้งแต่การก่อตั้งบริษัทฯ เราได้มีการพัฒนาและเติบโตในทุกด้าน เริ่มตั้งแต่ขนาดขององค์กร รวมไปถึงรางวัลการันตีความสำเร็จอีกมากมาย ความทุ่มเทของเราได้ส่งผลอย่างชัดเจน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงทุกวันนี้ เราได้มีส่วนสร้างบรรทัดฐานสำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย ความสำเร็จของเรามาจากพนักงานที่ทุ่มเท และลูกค้าคนสำคัญที่คอยให้การสนับสนุน มีความรักในแบรนด์ และความเชื่อมั่นใน AAS ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลให้เรามายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้ ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณในการสนับสนุนของลูกค้า และพนักงานทุกคน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจทำให้เราขับเคลื่อนได้ไกลกว่าที่เราคิด และสามารถนำรถสปอร์ตที่เป็นความฝันมาสู่ชีวิตจริงได้

สำหรับการเติบโตของปอร์เช่ ประเทศไทย ได้เริ่มขึ้นด้วยการเปิดปอร์เช่ สตูดิโอแห่งใหม่ที่ สยามพารากอน ที่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงคอนเซปต์ให้ทันสมัย และเตรียมพบกับโชว์รูมและศูนย์บริการปอร์เช่อีก 3 สาขา คือ ศูนย์ปอร์เช่ กัลปพฤกษ์, ศูนย์ปอร์เช่ บางนา และศูนย์ปอร์เช่ พัทยา ในเร็วๆ นี้ ด้วยความเชื่อมั่นของเรา บวกกับการสนับสนุนจากปอร์เช่ เอจี และ ปอร์เช่ เอเชีย แปซิฟิก ที่ได้ร่วมกันผลักดันให้แบรนด์รถยนต์ปอร์เช่ในประเทศไทยดำเนินการอย่างแข็งแกร่งมาตลอด 30 ปี และเรายังรู้สึกตื่นเต้นเสมอสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เราจะร่วมกันรักษาแบรนด์รถสปอร์ตในฝันของเราทุกคนให้คงอยู่คู่กับประเทศไทยต่อไป”

ปีเตอร์ โรห์เวอร์ กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป เผยถึง ความพิเศษของ ปอร์เช่ 911 Carrera GTS – 30 Years Porsche Thailand Edition ที่มีเพียงคันเดียวในโลกว่า ยนตรกรรมสปอร์ตไอคอนิครุ่นพิเศษ แห่งวาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีปอร์เช่ประเทศไทย ที่ถูกสรรสร้างขึ้นจากฝีมือการตกแต่งโดยผู้เชี่ยวชาญแผนก Porsche Exclusive Manufaktur  โดดเด่นด้วยดีไซน์ชั้นเลิศของตัวถัง 7 สีพิเศษจาก Paint-to-Sample (PTS) ผสาน 7 สีในหนึ่งเดียว ได้แก่  สีเหลือง Signal Yellow, สีชมพู Ruby Star, สีเขียว Signal Green, สีส้ม Pastel Orange, สีฟ้า Riviera Blue, สีม่วง Ultraviolet และสีแดง Fire Red สะท้อนสัญลักษณ์ตามแต่ละสีประจำวันของขนบธรรมเนียมในประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญกับสีประจำวันเกิดและความโชคดี นอกจากนี้ยังได้รังสรรค์ตราสัญลักษณ์ “30 Years Porsche Thailand Edition” ซึ่งเป็นชิ้นงานที่ประกอบขึ้นด้วยมือ จะปรากฏอยู่บน เสา B-pillars เสริมความสง่างาม เรียบหรูอย่างสมบูรณ์แบบด้วยกันชนหน้าดีไซน์สปอร์ต ช่องดักอากาศด้านหน้า ขอบกระจกประตู ชิ้นส่วนตัวถังด้านข้าง ชิ้นส่วนตัวถังด้านท้ายรถ และครอบกระจกมองข้าง ตกแต่งสีดำเงา gloss black ส่วนล้ออัลลอยด์ centre lock ลาย Turbo S  ขนาด 20 และ 21 นิ้ว ซึ่งติดตั้งเป็นมาตรฐานในรุ่น Carrera GTS พ่นด้วยสี two-tone ตัดกันระหว่างสีดำ และสีตัวถัง คาลิเปอร์เบรกสีดำ อีกหนึ่งความพิเศษคือ สีธงไตรรงค์ของไทย สีแดง ขาว และน้ำเงิน ปรากฏบนฝากระโปรงท้าย ซี่กระจังห้าจุดบริเวณฝั่งขวา และตัวอักษรชื่อรุ่นดีไซน์มาตรฐานจะถูกแทนที่ด้วยตราสัญลักษณ์ ‘911’ รมดำเงาพิเศษ เรียกได้ว่า ปอร์เช่ 911 Carrera GTS – 30 Years Porsche Thailand Edition มาพร้อมกับรูปลักษณ์ความงามสง่า เรียบหรู ดั่งผลงานศิลปะชั้นเลิศที่ประเมิณค่ามิได้ โดยรถสปอร์ตปอร์เช่รุ่นพิเศษคันนี้จะถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ปอร์เช่ (Porsche Museum) ประเทศเยอรมัน ทั้งนี้เพื่อร่วมฉลองความสำเร็จ 30 ปี ปอร์เช่ประเทศไทย ได้นำเสนอรถรุ่น ปอร์เช่ 911 Carrera GTS – 30 Years Porsche Thailand Edition จำนวนจำกัดเพียง 30 คัน โดยจะเปิดตัวในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44th ประจำปี 2023 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2023 ณ ศูนย์แสดงสินค้า อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพ็คเมืองทองธานี