Home Blog Page 263

เอ็มจี เผยโฉม NEW MG MAXUS 9 ครั้งแรกในไทยและภูมิภาคอาเซียน พร้อมขนยนตรกรรมทุกขุมพลังขับเคลื่อนเข้า งานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ยกทัพยนตรกรรมทุกขุมพลังร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 พร้อมสร้างสีสันให้กับตลาดรถไฟฟ้าครั้งใหม่ กับบิ๊กเซอร์ไพรส์ในการเปิดตลาดอีวีเซกเมนต์ใหม่แบรนด์แรกในไทยด้วย NEW MG MAXUS 9 พร้อมหลากไฮไลท์เด็ดแบบครบครัน ทั้งการเปิดตัว NEW MG ES สเตชั่นวากอนพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ สู่สาธารณชนพร้อมราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ รวมถึงการจัดแสดงยนตรกรรมครบทุกรุ่นทุกรูปแบบการขับเคลื่อน พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษกับดอกเบี้ย 0% ผ่อนนานสูงสุด 7 ปี

สำหรับงานมอเตอร์โชว์ในครั้งนี้ เอ็มจีได้นำ NEW MG MAXUS 9 รถลักชัวรี่ MPV ไฟฟ้า100% แบบ 7 ที่นั่ง เป็นพวงมาลัยขวาคันแรกของประเทศไทยและอาเซียน ที่พร้อมส่งมอบประสบการณ์อีวี สุดหรูหรา เพียบพร้อมด้วยฟังก์ชั่นและฟีเจอร์ล้ำสมัย ผสานลงตัวกับงานดีไซน์รูปโฉมใหม่ โดดเด่นด้วยหลังคา Dual Panoramic Sunroof ยาวถึงด้านหลังทำให้ห้องโดยสารดูโปร่ง โล่ง สัมผัสกับความสะดวกสบายครั้งใหม่ด้วยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เบาะนั่งผู้โดยสารปรับอัตโนมัติ 4 ทิศทาง และเบาะนั่งแถวที่สองแบบ VIP Captain Seat ที่มีระบบบันทึก ระบบนวด และสามารถปรับระดับอุณหภูมิ ได้ตามต้องการ มอบประสบการณ์ MPV ไฟฟ้า 100% เต็มประสิทธิภาพด้วยมอเตอร์ให้กำลังสูงสุดที่ 180 กิโลวัตต์ หรือ 245 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ความจุขนาด 90 kWh ให้ระยะวิ่งสูงสุดที่ 540 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC มั่นใจด้วยระบบความปลอดภัยรอบคัน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM มากถึง 25 ระบบ พร้อมมาตรฐานความปลอดภัย 5 ดาว ทั้ง EURO NCAP และ AUSTRALIAN NCAP ซึ่ง NEW MG MAXUS 9 จะมีให้เลือก 2 รุ่น คือ รุ่น X – LUXURY และ รุ่น V – SUPER LUXURY ทั้งนี้ เอ็มจี ได้ให้เอกสิทธิ์คนไทยที่สนใจเป็นเจ้าของ ด้วยการเปิดรับจองล่วงหน้า พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ จอง 20,000 บาท ได้ส่วนลดเพิ่มอีก 20,000 บาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 40,000 บาท ภายในงานมอเตอร์โชว์และ โชว์รูมเอ็มจี รวมทั้งช่องทางเว็บไซต์ https://onlinebooking.mgcars.com/ และแอพพลิเคชัน MG THAILAND  โดยมีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้

นอกจากนี้ ในฐานะผู้บุกเบิกและผู้นำของตลาดรถไฟฟ้า เอ็มจี ได้เปิดตัวสเตชั่นวากอนไฟฟ้า100% NEW MG ES มาพร้อมนิยาม “COMFORTABLE” เป็นทุกอย่างเพื่อทุกโมเมนต์ ด้วยจุดเด่นที่มาพร้อมความเรียบหรู ดูล้ำสมัย ยกระดับความสะดวกสบาย ที่พร้อมเป็นทางเลือกใหม่ให้กับคนไทยที่สนใจ ในรถไฟฟ้า โดยจัดจำหน่ายในราคาสุทธิที่ 959,000 บาท กับข้อเสนอพิเศษในช่วงเปิดตัว รวมมูลค่ากว่า 90,453 บาท ซึ่งจะทยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้าได้ภายในเดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป

พร้อมกันนี้ เอ็มจี ยังได้นำยนตรกรรมครบทุกรุ่นครอบคลุมทั้งรถยนต์เครื่องสันดาปภายใน รถยนต์พลังงานทางเลือก และรถไฟฟ้า ทุกรุ่นมาจัดแสดงและจัดจำหน่ายด้วยข้อเสนอพิเศษ เพื่อให้คนไทยได้เป็นเจ้าของ ได้ง่ายยิ่งขึ้น กับข้อเสนอพิเศษดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 7 ปี สำหรับลูกค้าที่จองภายในงานฯ หรือที่โชว์รูมเอ็มจี ทุกสาขา ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 2 เมษายน ศกนี้ โดยมีรายละเอียดและเงื่อนไขของแต่ละรุ่น ดังนี้

 

กลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก และรถยนต์เครื่องสันดาปภายใน กับข้อเสนอพิเศษ ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 7 ปี

NEW MG HS

ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 7 ปี (เมื่อดาวน์เริ่มต้น 25%) หรือ ผ่อนเริ่มต้น 9,724 บาท ต่อเดือน

ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี

NEW MG HS PHEV

ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน (เมื่อดาวน์เริ่มต้น 25%)

ฟรี! MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด และฟรี! ค่าติดตั้ง

ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี

ฟรี! ทองคำมูลค่า 20,000 บาท

NEW MG VS HEV

ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 8,888 บาท ต่อเดือน

ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี

ฟรี! ทองคำมูลค่า 20,000 บาท

New MG Extender 18

NEW MG EXTENDER

ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน พร้อม ขับฟรี 90 วัน หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 6,722 บาท ต่อเดือน

ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

ฟรี! ค่าแรงเช็กระยะ 100,000 กิโลเมตร

ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี

ฟรี! ทองคำมูลค่า 20,000 บาท

NEW MG ZS

ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 7,138 บาท ต่อเดือน

ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี

ฟรี! ทองคำมูลค่า 10,000 บาท

NEW MG5

ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 5,991 บาท ต่อเดือน

ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี

ฟรี! ทองคำมูลค่า 10,000 บาท

ฟรี! ที่ชาร์จมือถือแบบไร้สาย (WIRELESS CHARGER)

 

กลุ่มรถไฟฟ้ารับข้อเสนอพิเศษ ดอกเบี้ย 1.79% นานสูงสุด 48 เดือน

NEW MG4 ELECTRIC

ดอกเบี้ยพิเศษ 1.79% นาน 48 เดือน

ฟรี! MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด

ฟรี! ค่าติดตั้ง MG HOME CHARGER

ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี

ฟรี! ค่าบำรุงรักษาตามระยะนาน 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

NEW MG ZS EV

ดอกเบี้ยพิเศษ 1.79% นาน 48 เดือน

ฟรี! MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด

ฟรี! ค่าติดตั้ง MG HOME CHARGER

ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี

ฟรี! สายเชื่อมต่อ V2L จำนวน 1 ชุด

ฟรี! ค่าบำรุงรักษาตามระยะนาน 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

NEW MG EP PLUS

ดอกเบี้ยพิเศษ 1.79% นาน 48 เดือน

ฟรี! MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด

ฟรี! ค่าติดตั้ง MG HOME CHARGER

ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี

รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

(หมายเหตุ: เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

 

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมและทดลองขับยนตรกรรมคุณภาพจากเอ็มจีได้ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2566 ณ บูธเอ็มจี หมายเลข A8 อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ฮอลล์ เมืองทองธานี และที่โชว์รูมและศูนย์บริการคุณภาพของ เอ็มจี ทั่วประเทศ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เปิดตัวรถยนต์ “มิตซูบิชิ เอ็กซ์อาร์ที คอนเซ็ปต์” ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2023

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น นำโดย มร. ทาคาโอะ คาโตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เผยโฉมรถยนต์ “มิตซูบิชิ เอ็กซ์อาร์ที คอนเซ็ปต์” ซึ่งเป็นรถต้นแบบของรถกระบะ ไทรทัน รุ่นใหม่1 ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์2 ครั้งที่ 44 ในระหว่างวันที่ 21 มีนาคม ถึง 2 เมษายนนี้ โดยมีแผนเปิดตัวรถอย่างเป็นทางการ ภายในปีงบประมาณ 25663

มิตซูบิชิ ไทรทัน เป็นรถรุ่นที่ขายดีที่สุดของแบรนด์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งผลิตจากโรงงานแหลมฉบังในประเทศไทย เพื่อส่งออกไปยังกว่า 150 ประเทศทั่วโลก จึงนับเป็นรถยนต์รุ่นสำคัญในเชิงกลยุทธ์ระดับโลกของบริษัทฯ โดยรถมิตซูบิชิไทรทัน รุ่นใหม่ จะเป็นรถกระบะขนาดกลางเจนเนอเรชั่นที่ 6 ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งได้รับการออกแบบใหม่ทั้งคันเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี โดยหลังจากที่เปิดตัวในประเทศไทยภายในปีงบประมาณ 2566 แล้ว จะมีการเปิดตัวรถรุ่นนี้ในภูมิภาคอาเซียน โอเชียเนีย และตลาดอื่น ๆ ทั่วโลกเป็นลำดับ

“มิตซูบิชิ เอ็กซ์อาร์ที คอนเซ็ปต์” เป็นรถต้นแบบของรถกระบะไทรทัน โมเดลใหม่ ที่มาพร้อมดีไซน์ดุดันสะดุดตาตั้งแต่ด้านหน้าจรดท้าย เสริมอารมณ์แกร่งด้วยเส้นนำสายตาจากกระโปรงหน้าสู่ด้านข้างตัวถังในสไตล์แนวราบ พร้อมการตกแต่งเหนือซุ้มล้อหน้า-หลัง และติดตั้งยางลุยโคลน (mud-terrain) ที่ช่วยเพิ่มพลังขับเคลื่อนเต็มสปีด ปราดเปรียวพร้อมพุ่งทะยานในทุกเส้นทางสุดหฤโหดของการแข่งขันแรลลี่ ตัวถังห่อหุ้มด้วยลายพราง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “ลาวา” หินภูเขาไฟที่อัดแน่นด้วยพลังงาน อันทรงพลัง พร้อมด้วยกราฟฟิกเส้นขนานแนวเฉียง 10 เส้น ในแบบฉบับของโลโก้ แรลลี่อาร์ท ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้อย่างโดดเด่น

ในปีนี้ ทีมมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ท ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านเทคนิคจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้วางแผนที่จะลงแข่งขันในรายการเอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 20234 ด้วยรถโปรโตไทพ์ครอสคันทรี ซึ่งเป็นไทรทัน รุ่นใหม่ (Group T1)  โดยมีเป้าหมายมุ่งคว้าแชมป์ 2 สมัยติดต่อกัน โดยจะยังมี มร. ฮิโรชิ มาซูโอกะ เจ้าของตำแหน่งแชมป์ดาการ์ แรลลี่ 2 สมัยในปี 2002 และ 2003 ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการทีม ขณะที่วิศวกรของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส จะทำการทดสอบสมรรถนะก่อนแข่งขันและให้การสนับสนุนตลอดการแข่งขันแรลลี่ในครั้งนี้ พร้อมกันนี้ ทางมิตซูบิชิ มอเตอร์ส จะถ่ายทอดความเชี่ยวชาญที่สั่งสมจากการแข่งขันแรลลี่ เพื่อนำมาใช้พัฒนาการผลิตรถยนต์ที่จำหน่ายในท้องตลาด ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างรถยนต์ภายใต้แนวคิด Mitsubishi Motors-ness เพื่อมอบการขับขี่ที่ปลอดภัย สะดวกสบาย และให้ความรื่นรมย์ในทุกสภาพอากาศและทุกสภาพถนน

มร. ทาคาโอะ คาโตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า “ปีงบประมาณ 2566 เป็นปีที่มีความสำคัญสำหรับมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในการเร่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจของเราในภูมิภาคอาเซียน ด้วยการเปิดตัวไทรทัน รุ่นใหม่ และรถคอมแพ็กต์เอสยูวีรุ่นใหม่ โดยรถไทรทัน รุ่นใหม่ อยู่ระหว่างการทดสอบในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเปิดตัว ซึ่งเราได้ดำเนินการทดสอบอย่างเข้มข้นทั่วโลก พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สั่งสมมาจากการแข่งขันแรลลี่ไว้ในรถรุ่นนี้ และด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ตามแผนที่วางไว้ จะทำให้เราเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ผมขอให้ทุกท่านโปรดติดตามความเคลื่อนไหวของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในอนาคต อย่างใกล้ชิด”

เมื่อเร็วๆ นี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ได้ประกาศแผนธุรกิจระยะกลาง รอบ 3 ปี (ปีงบประมาณ 2566 – 2568) ภายใต้ชื่อแผน “ชาเลนจ์ 2025” (Challenge 2025) เดินหน้าเต็มสูบผลักดันธุรกิจให้เติบโต เร่งเครื่องเตรียมพร้อมสำหรับตลาดคนรุ่นใหม่

ในด้านการผลิตรถยนต์ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส จะสานต่อการดำเนินงานเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนยานยนต์ด้วยไฟฟ้า (Electrification) อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นโซลูชั่นรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งยังคงเป็นประเด็นสำคัญระดับโลก พร้อมช่วยขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยมีกลยุทธ์ระดับภูมิภาคในการผลักดันแผนงานและจัดสรรทรัพยากร ในเชิงธุรกิจและการขยายห่วงโซ่คุณค่า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส มุ่งเติบโตด้วยการเจาะธุรกิจใหม่เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในอนาคต นอกจากนี้ บริษัทฯ จะสร้างความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นกับลูกค้า ผ่านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่หลอมรวมความเป็นมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (Mitsubishi Motors-ness) ควบคู่ไปกับการสร้างเสริมคุณค่าของแบรนด์

แผนหลักของ “ชาเลนจ์ 2025” (Challenge 2025) ในการดำเนินธุรกิจในอนาคต ประกอบด้วย

  • มุ่งสู่เป้าหมายยอดจำหน่ายรถยนต์ที่ 1.1 ล้านคัน และผลกำไรจากการปฏิบัติงาน 2.2 แสนล้านเยน หรือประมาณ 7 หมื่นล้านบาท (อัตราส่วนกำไรจากการปฏิบัติงานร้อยละ 7)
  • ให้ความสำคัญต่อการจัดการทรัพยากรเพื่อการดำเนินงานในภูมิภาคอาเซียน / โอเชียเนีย ควบคู่ไปกับการเพิ่มยอดขาย ส่วนแบ่งตลาด และรายได้
  • เปิดตัวรถยนต์ 16 รุ่น ภายใน 5 ปีข้างหน้า [รวมถึงรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (xEV) 9 รุ่น]
  • ขยายการลงทุนเพิ่มประมาณร้อยละ 30 ภายใน 6 ปีข้างหน้า จนถึงปี 2571 ด้านการวิจัยและพัฒนา และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (คาดว่าการจัดสรรการลงทุนด้านระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ไอที และธุรกิจใหม่จะมีอัตราส่วนประมาณร้อยละ 70 ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 เป็นต้นไป)
  • ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก เพื่อช่วยขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน
  • ลงทุนมูลค่า 2.1 แสนล้านเยน หรือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2573 เพื่อจัดหาแบตเตอรี่รวมทั้งหมด 15 กิกะวัตต์ชั่วโมง
  • กระชับความสัมพันธ์กับบริษัทพันธมิตร (การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมกัน และอื่น ๆ)
  • สร้างความท้าทายในธุรกิจใหม่ ด้วยการใช้สินทรัพย์ที่มีความพิเศษเฉพาะสำหรับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ (การจัดการพลังงาน การนำแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่ การจำหน่ายข้อมูล และอื่น ๆ)

 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดเต็มทัพยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 All New GWM TANK 500 Hybrid SUV เปิดจองสิทธิ์ซื้อ ORA Good Cat พร้อมให้จับจองเป็นเจ้าของ

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าและความมุ่งมั่นในการส่งมอบรถยนต์คุณภาพให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย ยกขบวนพาเหรดยนตรกรรมไฟฟ้า (xEV) ที่มาพร้อมนวัตกรรมการขับขี่แห่งอนาคต พร้อมเปิดจองสิทธิ์เพื่อซื้อ All New GWM TANK 500 Hybrid SUV รถยนต์เรือธงรุ่นแรกภายใต้แบรนด์ TANK ก่อนการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการครั้งแรก รวมถึงเดินหน้าเปิดรับจอง ORA Good Cat เพิ่มเติม โดยภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 มีคณะผู้บริหารระดับสูงนำโดย มร. ไมเคิล ฉง ผู้จัดการทั่วไป  เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) และ นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ ภาพรวมความสำเร็จ รวมถึงแนะนำ All New GWM TANK 500 Hybrid SUV รถยนต์เอสยูวีออฟโรดระดับพรีเมียมที่ถูกนำมาจัดแสดงไว้ภายในงาน

All New GWM TANK 500 Hybrid SUV เป็นรถยนต์เอสยูวีออฟโรดระดับพรีเมียม พัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม TANK โมดูล่าร์ออฟโรดอัจฉริยะ มีความยืดหยุ่นสูง สามารถรองรับระบบเครื่องยนต์ได้หลายประเภทและหลากหลายขนาด ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมสูงสุด 350 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 616 นิวตันเมตร ระบบเกียร์ 9HAT ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับระบบการขับเคลื่อนที่หลากหลายของรถยนต์ไฮบริด พร้อมโหมดการขับขี่ถึง 11 รูปแบบ

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะเปิดให้มีการจองสิทธิ์เพื่อซื้อ All New GWM TANK 500 Hybrid SUV พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษก่อนการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการภายใต้แพ็กเกจ Value Plus ซึ่งลูกค้าสามารถจองสิทธิ์ซื้อได้ในราคาเพียง 5,000 บาท จากมูลค่าสิทธิประโยชน์รวมสูงกว่า 60,000 บาท โดยมีรายละเอียดของแพ็กเกจดังต่อไปนี้

  • ส่วนลดเงินสดมูลค่า 50,000 บาทในการซื้อรถ
  • ฟรี แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถเป็นระยะเวลา 3 ปี
  • และป้ายโลหะ GWM TANK 500 สุดเอ็กซ์คลูซีฟ (จำกัดเพียง 500 ท่านเท่านั้น)

ผู้ที่สนใจสามารถจองสิทธิ์เพื่อซื้อแพ็กเกจ Value Plus ได้ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2566 เวลา 00.01 น. ถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2566 เวลา 18.00 น. โดยลูกค้าจะต้องชำระเงินมัดจำจำนวน 10,000 บาท ระหว่างวันที่ 18 พฤษภาคม 2566 เวลา 20.00 น. ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2566 เวลา 23.59 น. และรับรถภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2566 เพื่อรับสิทธิ์ดังกล่าว

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวแสดงความมั่นใจในรถยนต์เรือธงรุ่นแรกอย่าง All New GWM TANK 500 Hybrid SUV จากเกรท วอลล์ มอเตอร์ หลังแบรนด์ TANK ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในจีน ด้วยยอดขายสูงถึง 200,000 คันในปีที่ผ่านมา

“All New GWM TANK 500 Hybrid SUV – Nothing is Unreachable ไม่มีความสำเร็จไหนที่ไปไม่ถึง เป็นรถยนต์จะมาสร้างความตื่นเต้น ความแตกต่าง และประสบการณ์ที่เหนือชั้นให้กับตลาดรถยนต์เอสยูวีและผู้บริโภคชาวไทย TANK เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวของ 4 บุคลิกที่เราเลือกส่งต่อผ่านผลิตภัณฑ์ตัวใหม่นี้ อันได้แก่ T – คือ Tough ทรหด อดทน ผจญทุกอุปสรรค, A – Ambitious มุ่งมั่น ไม่หยุดนิ่ง ก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ, N – Normal เรียบง่าย เข้าถึงได้ เป็นตัวของตัวเอง แต่แฝงไว้ด้วย K – Kind ความดีงามของจิตใจ ความอ่อนโยน คิดถึงคนรอบข้าง โดยเราเชื่อมั่นว่า DNA ของ TANK ที่มีความบึกบึน ทรหด แต่เปี่ยมไปด้วยความเรียบหรู สง่างาม จะพาผู้บริโภคชาวไทยผ่านพ้นอุปสรรคทุกอย่างไปได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย”

นอกจากไฮไลท์รถยนต์เอสยูวีออฟโรดพรีเมียมสำหรับผู้ขับขี่สายลุยยุคใหม่ อย่าง All New GWM TANK 500 Hybrid SUV ที่เตรียมเปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้แล้ว ภายในงานครั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังจัดแสดงรถยนต์ที่มีเทคโนโลยีสุดล้ำจากแบรนด์ HAVAL ไม่ว่าจะเป็น All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ที่เพิ่งคว้ารางวัล “BEST HYBRID SUV UNDER 1,600 C.C” จากงานประกาศรางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี “CAR & BIKE OF THE YEAR 2023” พร้อมด้วยทัพรถยนต์ยอดนิยมอีก 4 รุ่นอย่าง New HAVAL H6 Hybrid SUV ที่ครองตำแหน่งผู้นำในเซ็กเมนต์คอมแพคเอสยูวีอย่างต่อเนื่อง, HAVAL JOLION Hybrid SUV เจ้าสิงโตอารมณ์ดีที่มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะมากมาย, ORA Good Cat รถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่จุดกระแสตลาดรถยนต์ไฟฟ้าให้กับชาวไทยและได้รับความนิยมจากคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เปิดตัวสีใหม่สุดน่ารัก Pistachio Green และ ORA Good Cat GT เจ้าเหมียวสปอร์ตไฟฟ้าดีไซน์โดดเด่นด้วยสมรรถนะอันเร้าใจ

โดยหลังจากที่เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ประกาศเปิดรับจอง ORA Good Cat อีกครั้งเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ORA GOOD CAT ได้รับเสียงตอบรับอย่างท่วมท้น ด้วยตัวเลขการสั่งจองมากกว่า 3,000 คัน สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จอีกขั้นของการสร้างสรรค์ และการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมตอกย้ำความพร้อมสู่การก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย  โดยภายในสิ้นเดือนเมษายน จะมีรถที่นำเข้าและมาอยู่ในประเทศไทยถึง 3,000 คัน และเพิ่มเป็นทั้งสิ้น 6,000 คันภายในเดือนมิถุนายน ตอบรับกับกระแสนิยมของ ORA Good Cat ท่ามกลางกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยที่ได้ให้ความไว้วางใจและรอคอยการกลับมาของน้องเหมียวไฟฟ้าอย่างใจจดใจจ่อ

สำหรับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ นั้น มร. ไมเคิล ฉง ผู้จัดการทั่วไป เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ย้ำว่า บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะเป็นแบรนด์ที่ “แตกต่าง” เพื่อสร้างการแข่งขันอย่างยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศ และส่งมอบทางเลือกผลิตภัณฑ์ การบริการ และประสบการณ์ต่าง ๆ โดยให้ความสำคัญกับการพลังงานทางเลือกใหม่ในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการขับขี่ที่จะถูกถ่ายทอดออกมาให้เห็นผ่านรถยนต์อัจฉริยะ 5 รุ่นที่ทางบริษัทฯ ได้เปิดตัวแล้ว และเตรียมเปิดตัวในตลาดประเทศไทยภายในปีนี้

“เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ ‘บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก’ ตั้งเป้าเป็นแบรนด์เพื่อผู้ขับขี่รถยนต์อย่างแท้จริง ในปีที่ผ่านมา มีแฟน ๆ และผู้ขับขี่รถยนต์ GWM เกือบ 40,000 คนเข้าร่วมกิจกรรมกับเรา รวมแล้วกว่า 400 กิจกรรม สะท้อนให้เห็นว่า เรามีส่วนร่วมกับลูกค้าในเชิงรุกมาโดยตลอด นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังเป็นแบรนด์ที่มีผู้ติดตามบนแพลตฟอร์มโซเซียลมีเดียที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย ด้วยยอดผู้ติดตามกว่า 1.2 ล้านคน ในตลาดโลก GWM ประสบความสำเร็จในการผลิตรถยนต์และมียอดจำหน่ายมากกว่า 1 ล้านคัน เป็นเวลาติดต่อกัน 7 ปีซ้อน นอกจากนี้ รถยนต์ของเรายังถูกส่งออกไปกว่า 170 ประเทศทั่วโลก โดยรวมแล้วเราได้ส่งมอบรถยนต์ไปแล้วกว่า 12 ล้านคัน แรงสนับสนุนจากแฟน ๆ และผู้ขับขี่รถยนต์ GWM นับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เราไปสู่เป้าหมายการผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) พร้อมส่งมอบยานยนต์คุณภาพให้ผู้บริโภคชาวไทยและทั่วโลกต่อไป”

ภายในงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังเปิดตัวโลโก้ใหม่ของแบรนด์ HAVAL ที่ช่วยให้ผู้บริโภคชาวไทยรู้สึกเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงนวัตกรรมที่โดดเด่นของแบรนด์ HAVAL ความเปิดกว้าง และความยืดหยุ่นของแบรนด์ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้กับผู้ขับขี่ทั่วโลกในยุคดิจิทัล สำหรับประเทศไทยจะมีการใช้โลโก้ใหม่ภายในปีนี้ สำหรับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน อย่างเช่น ฟิลิปปินส์ จะมีการปรับเปลี่ยนโลโก้ให้กับ HAVAL รุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดไปในเดือนนี้เป็นต้นไป

All New GWM TANK 500 Hybrid SUV เป็นรถยนต์เอสยูวีออฟโรดระดับพรีเมียม สร้างบนแพลตฟอร์ม TANK แพลตฟอร์มโมดูล่าร์ออฟโรดอัจฉริยะ มีความยืดหยุ่นสูง สามารถรองรับระบบเครื่องยนต์ได้หลายประเภทและหลากหลายขนาด ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมสูงสุด 350 แรงม้า ให้แรงบิดรวมสูงสุด 616 นิวตันเมตร ระบบเกียร์แบบ 9HAT ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับระบบการขับเคลื่อนที่หลากหลายของรถยนต์ไฮบริด พร้อมโหมดการขับขี่ 11 รูปแบบ มีด้วยกันทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น ULTRA และรุ่น PRO และมีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ ขาว ดำ เทา แดง และสีใหม่เทาคริสตัล (เฉพาะรุ่น ULTRA) จับคู่กับสีภายในสีดำและทูโทนสีน้ำเงิน-เบจ (เฉพาะรุ่น ULTRA และสีเทาคริสตัล) ตัวรถมีขนาดกว้างขวางและใหญ่ที่สุดในรถระดับเดียวกัน โดยมิติตัวรถอยู่ที่ 1,934 x 5,078 x 1,905 มม. (กว้าง x ยาว x สูง) ระยะฐานล้อ 2,850 มม. การออกแบบระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระ ดับเบิ้ล ครอส อาร์ม และระบบกันสะเทือนหลังแบบอิสระมัลติลิงค์ ให้การขับขี่ที่ยึดเกาะถนนและนั่งสบายเพื่อตอบสนองการขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมือง เพื่อความต้องการของทุกคนในครอบครัว

All New GWM TANK 500 Hybrid SUV สร้างสรรค์มาด้วยปรัชญาการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ตามลักษณะ DNA ของแบรนด์ TANK ที่มีความบึกบึน แกร่ง แต่เปี่ยมไปด้วยความหรูหรา สง่างาม มีไฟหน้าแบบ Intelligent LED พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ และฟังก์ชันหน่วงเวลาไฟส่องทางหลังดับเครื่อง (Follow me home) พร้อม Daytime Running Light และไฟตัดหมอก LED ไฟหลัง LED แบบแนวตั้งสะดุดตา และกล้องด้านหลังแบบซ่อนในยางอะไหล่ นอกจากนี้ GWM TANK 500 ยังมาพร้อมบันไดข้างระบบไฟฟ้า พร้อมฟังก์ชัน เปิด-ปิดอัตโนมัติเมื่อเปิด-ปิดประตู และล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว พร้อมยางขนาด 265/50 R20 มอบภาพลักษณ์หรูหราและการขับขี่ที่ไว้ใจได้ในทุกเส้นทาง

ด้านการออกแบบภายใน มีความหรูหรา ทันสมัย แต่ยังคงความเรียบง่าย ด้วยจอแสดงผลการขับขี่ขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว และหน้าจอมัลติมีเดีย 14.6 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบ multi-steering wheel และแพดเดิล ชิฟ พร้อมพวงมาลัยปรับแบบไฟฟ้า 4 ทิศทาง นอกจากนี้ GWM TANK 500 ยังมาพร้อมฟังก์ชันและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มสุนทรียภาพและความสะดวกสบายในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นลำโพง Infinity 12 ตัวพร้อม amplifier เบาะหนัง Nappa คุณภาพสูง เบาะคนขับปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง พร้อมระบบ Memory Seat และ Welcome Seat เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบนวด 8 จุดสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า เบาะนั่งโดยสารแถวที่ 3 พร้อมพนักพิงปรับไฟฟ้า ม่านบังแดดสำหรับผู้โดยสารแถวสอง พร้อมระบบการจดจำค่าการเซ็ตกระจกด้านข้าง แผงควบคุมที่คอนโซลกลาง พร้อมฟังก์ชันควบคุมการขับขี่แบบออฟโรดช่วยให้การปรับเปลี่ยนการขับขี่ในสถานการณ์ต่าง ๆ เป็นไปอย่างง่ายดาย

ด้านสมรรถนะการขับขี่ออฟโรด All New GWM TANK 500 Hybrid SUV มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะมากมาย ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ ได้แก่

  • ระบบล็อกเฟืองขับด้านหน้าและด้านหลัง (Front & Rear Electric Differential Locks) ช่วยเพิ่มความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรดของยานพาหนะเมื่อเผชิญกับทางลาดชัน โคลน ทะเลทราย และภูมิประเทศที่ซับซ้อนอื่น ๆ ด้วยกลไกการถ่ายโอนกำลัง ทำงานร่วมกันกับกลไกล็อกของกล่องถ่ายโอน สร้างระบบขับเคลื่อนออฟโรดแบบ 3 locks เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม
  • ระบบช่วยกลับรถในพื้นที่แคบ (TANK Turn) หลังจากเปิดฟังก์ชัน เมื่อระบบตรวจพบความตั้งใจในการบังคับเลี้ยวมากเกินไป ระบบจะส่งแรงเบรกไปที่ล้อหลังด้านในเพื่อลดรัศมีวงเลี้ยว เพื่อช่วยให้รถสามารถเลี้ยวในวงแคบได้
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบออฟโรด (Offroad Cruise Control) หลังจากเปิดฟังก์ชัน ระบบจะควบคุมเครื่องยนต์และระบบเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อให้รถวิ่งด้วยความเร็วต่ำและความเร็วสม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้ขับขี่ไม่เสียสมาธิและเพิ่มความปลอดภัยจากการควบคุมรถบนสภาพถนนที่ซับซ้อน
  • ระบบตรวจจับความลึกของน้ำ (Wading Depth Detection) หลังจากเปิดฟังก์ชัน ระบบจะทำการประเมินความลึกของระดับน้ำและแสดงผลของระดับน้ำประกอบภาพรถบนหน้าจอกลาง เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่เมื่อขับผ่านสภาพถนนที่มีน้ำท่วมขัง
  • ระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ (Body Transparent System) หรือระบบจะจดจำข้อมูลของพื้นที่รอบเส้นทางการขับขี่ของกล้องรอบตัวรถและสร้างภาพเสมือนแบบพาโนรามาจากมุมมองด้านบนของตัวรถในลักษณะแบบโปร่งใสเห็นพื้นผิวถนนด้านล่าง และแสดงภาพใต้ท้องรถและด้านหน้าของรถ เพิ่มความปลอดภัยและประสบการณ์การขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น
  • All New GWM TANK 500 Hybrid SUV สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ 11 รูปแบบ ได้แก่ โหมดมาตรฐาน โหมดสปอร์ต โหมดประหยัด โหมดสภาพถนนลื่น และ offroad ได้แก่ โหมดโคลน โหมดทราย โหมดหิน โหมด4L โหมด4H โหมดอัตโนมัติ และโหมดเชี่ยวชาญ

 

นอกจากการจัดแสดงพาเหรดรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตลอดจนข้อเสนอและสิทธิประโยชน์มากมาย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังจัดมุมน่าสนใจอื่น ๆ ภายในบูธสำหรับลูกค้าชาวไทย อาทิ GWM Fun กิจกรรมเก็บสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของที่ระลึกและลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษมากมาย, Lifestyle Store มุมสินค้าไลฟ์สไตล์น่ารัก ๆ, GWM Bar พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มอร่อย ๆ ตลอดงาน และ Lifestyle Lounge พื้นที่พักผ่อนภายในบูธ

ผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชม All New GWM TANK 500 Hybrid SUV และทัพยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต สามารถลงทะเบียนเพื่อทดลองขับรถยนต์หลากหลายรุ่นได้ที่ บูธ A4 ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 เวลา 12.00 – 22.00 น. (วันธรรมดา) และ 11.00 – 22.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ)

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำที่สุดแห่งยนตรกรรมหรู ทรงสมรรถนะ และขุมพลังยานยนต์ไฟฟ้า สู่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เดินทัพสู่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ด้วยหลากหลายยนตรกรรมล้ำสมัยพร้อมการออกแบบชั้นเลิศ และสุดยอดรุ่นยานยนต์ศาสตร์แห่งศิลป์ ด้วยไลน์อัพผลิตภัณฑ์ ระบบขับเคลื่อน และการให้บริการที่หลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างของลูกค้า สอดคล้องแนวคิด ‘Colourful Experiences ประสบการณ์ครบทุกสีสัน’ ของการจัดงานในปีนี้ และความมุ่งมั่นในการมอบพลังแห่งทางเลือกให้กับลูกค้า นำทัพรถยนต์ด้วยบีเอ็มดับเบิลยู XM ใหม่ ที่มาเผยโฉมตัวจริงสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรก และบีเอ็มดับเบิลยู M2 โฉมใหม่


อีกหนึ่งรุ่นรถยนต์จากบีเอ็มดับเบิลยู M รถยนต์ซีดานปลั๊กอินไฮบริดขนาดกลางสุดหรูกับบีเอ็มดับเบิลยู 530e Luxury ใหม่ พร้อมสัมผัสขุมพลังไฟฟ้าล้วนกับบีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive35 M Sport ใหม่ ที่ผสานเอกลักษณ์สไตล์ Gran Coupe เข้ากับสมรรถนะพลังงานไฟฟ้าอันทรงพลัง และบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport ใหม่ ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฟฟ้า eDrive ทรงประสิทธิภาพและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยไฟฟ้า พร้อมด้วยรถยนต์มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน รุ่น Multitone Red ใหม่ และมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ คลาสสิก ใหม่ ในสีเหลือง Zesty Yellow รวมถึง มอเตอร์ไซค์ซูเปอร์สปอร์ต กับบีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B และ R 18 Transcontinental และนิทรรศการสุดพิเศษ ร่วมฉลองครบรอบ 100 ปี ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด กับประวัติศาสตร์ของ ‘Make Life a Ride’ ที่บูธ M8/1A ในระหว่างวันที่
22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 ณ อาคาร Impact Challenger Hall 1-3 เมืองทองธานี

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.bmw.co.th, www.mini.co.th, www.bmw-motorrad.co.th
เฟซบุ๊กแฟนเพจ BMW Thailand, MINI Thailand และ BMW Motorrad Thailand หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

‘ซูซูกิ’อวดโฉมรถรุ่นพิเศษในงานมอเตอร์โชว์ 2023 “SUZUKI SWIFT GL NEXT” และ “SUZUKI CELERIO GL UP” แคมเปญเด็ด จองรถทุกรุ่น ดอกเบี้ย 0% หรือ ช่วยผ่อนนาน 10 เดือน

0

นายมิโนรุ อามาโนะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยเริ่มกลับมาคึกคักและเริ่มกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ หลังจากผ่านวิกฤติในหลายด้านตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ที่กำลังจะถูกจัดขึ้นในช่วงวันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จะเป็นอีกหนึ่งงานสำคัญที่เข้ามาช่วยกระตุ้นให้ตลาดรถยนต์ของประเทศไทยกลับมามีบรรยากาศการซื้อ-ขายที่ดีและมีการเติบโตขึ้นอีกครั้ง

ในปีนี้ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ถูกจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “COLORFUL EXPERIENCE ประสบการณ์ครบทุกสีสัน” สื่อสารถึงการสร้างประสบการณ์อันหลากหลาย ผ่านเทคโนโลยีแห่งโลกยานยนต์ที่ยังคงพัฒนาอย่างไม่มีวันสิ้นสุด สอดคล้องกับแนวคิดของซูซูกิที่ต้องการนำเสนอความหลากหลายและแตกต่าง ผ่านตัวผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงให้มีความสดใหม่เป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่จะเข้าร่วมชมงาน

ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ยังคงนำรถยนต์ซูซูกิทุกรุ่นเข้าร่วมแสดงโดยต้องการสื่อสารให้ผู้เข้าร่วมชมงานได้สัมผัสและเข้าถึง DNA อันโดดเด่นของซูซูกิ ผลิตภัณฑ์ที่มอบดีไซน์โดดเด่น มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่ได้อย่างคล่องตัวในสไตล์ CITY CAR สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของคนเมืองไม่ว่าจะขับแบบเดิมๆ หรือนำไปตกแต่งเพื่อสร้างความแตกต่าง ได้อย่างมีสไตล์ในทุกรุ่นทุกคัน

สำหรับการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ บริษัทฯ นำกองทัพยนตรกรรมของซูซูกิทุกรุ่นเข้าร่วมจัดแสดงอย่างคับคั่ง ไฮไลต์สำคัญ นำโดยรถยนต์ 2 รุ่นยอดนิยม ซึ่งถูกอัพเกรดความโดดเด่น ด้วยชุดแต่งพิเศษรอบคัน คือ “SUZUKI SWIFT GL NEXT – NEXT to the edge ขับสนุกเต็มขั้น เร้าใจเกินพิกัด” มุ่งตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความสนุกเร้าใจในการขับขี่แบบเต็มพิกัด และ “SUZUKI CELERIO GL UP สนุกอย่างมีสไตล์ สบายกับความคุ้มค่า” รถยนต์นั่งขนาดเล็กที่มากไปด้วยความคุ้มค่าอย่างครบครัน ตอบรับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง พร้อมด้วยรถยนต์รุ่นอื่นๆ อีกมากมาย

นายอามาโนะ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้สถานการณ์ตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ในปีที่ผ่านมาโดยรวมจะมีแนวโน้มที่ยากลำบาก แต่ด้วยกลยุทธ์สำคัญคือ การนำเสนอรถยนต์ที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าให้สามารถเข้าถึงและเป็นเจ้าของได้โดยง่าย ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ปลอดภัยได้อย่างมีความสุข แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการนำเสนอสินค้าและบริการที่ตอบรับต่อการดำเนินชีวิตของลูกค้า ซึ่งในปี 2565 ซูซูกิมียอดขายตัวเลขอยู่ที่ 20,083 คัน โดยการเข้าร่วมงาน บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ด้วยสถานการณ์หลายอย่างเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น รวมถึงบรรยากาศที่มีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อรถในช่วงนี้ จะมีส่วนช่วยผลักดันเพื่อบรรลุเป้าหมายยอดขายรวมของซูซูกิในปีนี้ที่ 27,000 คัน

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับการเข้าร่วมงาน งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ผู้เข้าชมงานทุกท่านจะได้พบกับรถยนต์ของซูซูกิทุกรุ่น พร้อมด้วยการสร้างเซอร์ไพรซ์ กับการเปิดจองรถยนต์รุ่นพิเศษภายในงาน

ไฮไลต์สำคัญ คือ การแนะนำ “SUZUKI SWIFT GL NEXT” รถซึ่งถูกพัฒนาต่อยอดมาจาก SUZUKI SWIFT GL ที่เป็นพื้นฐานความสำเร็จของรุ่นตกแต่งพิเศษหลายเวอร์ชั่น และได้รับความนิยมจนสร้างยอดขายให้ซูซูกิได้เป็นอย่างดี กับแนวคิด “NEXT to the edge ขับสนุกเต็มขั้น เร้าใจเกินพิกัด” พิเศษด้วยชุดแต่งรอบคันที่ถูกออกแบบมาเพื่อลูกค้าซูซูกิโดยเฉพาะ

“SUZUKI SWIFT GL NEXT – NEXT to the edge ขับสนุกเต็มขั้น เร้าใจเกินพิกัด” ตกแต่งด้วยชุดแต่ง GL NEXT ดีไซน์ใหม่ ชุดสเกิร์ตรอบคัน บ่งบอกถึงความพิเศษและเป็นเอกลักษณ์ด้วยชุดสติกเกอร์ลายใหม่ GL NEXT Sticker Set ที่จะถ่ายทอดทุกความเร้าใจให้คุณสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง

ดีไซน์ภายในการตกแต่งใหม่ด้วยลายเคฟลาร์ ตรงบริเวณคอนโซลและแผงประตูด้านข้าง พร้อมปรับใหม่ จอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว  เครื่องเล่นวิทยุที่สามารถรองรับการเล่นไฟล์ MP3, WMA เติมเต็มความบันเทิงในการขับขี่ พร้อมระบบเชื่อมต่อ Bluetooh และเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ทำให้คุณไม่พลาดทุกการติดต่อตลอดการเดินทาง โดยจะมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 582,000 บาท

“SUZUKI CELERIO GL UP สนุกอย่างมีสไตล์ สบายกับความคุ้มค่า” คือ อีกหนึ่งรุ่นที่จะกลับมาสร้างกระแสความคุ้มค่าอีกครั้ง กับความโดดเด่นทุกด้านในสไตล์ CITY CAR จึงพร้อมนำเสนอรถยนต์นั่งขนาดเล็กคุณภาพเกินตัวคันนี้ให้ผู้บริโภคเข้าถึงการใช้งานที่แสนคุ้มค่า และตอกย้ำความแตกต่างอย่างมีสไตล์ ด้วยชุดแต่งพิเศษ​ GL UP เติมเต็มความสปอร์ต ด้วยชุดสเกิร์ตรอบคัน พร้อมด้วยสปอยเลอร์หลัง และชุดสติกเกอร์ GL UP โดยจะมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 423,000 บาท

ด้วยความเป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่มอบความคุ้มค่าคุ้มราคาและตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างสูงสุด ส่งผลให้ฐานลูกค้าในปัจจุบันไม่ใช่แค่เพียงแค่วัยรุ่นและวัยทำงาน แต่ยังเป็นหนึ่งในรถทางเลือกของครอบครัวขนาดเล็ก สำหรับดีไซน์ภายในจึงปรับปรุงใหม่ให้ตอบรับกับการใช้งานที่ครบครันมากยิ่งขึ้น ใน SUZUKI CELERIO GX ด้วยจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว พร้อมเครื่องเล่นวิทยุที่รองรับการเล่นไฟล์ MP3 และ WMA ระบบเชื่อมต่อ Bluetooth รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ทั้งระบบ Apple Carplay และ Android Auto ราคาจำหน่าย 451,000 บาท

SUZUKI CELERIO รถยนต์นั่งขนาดคอมแพ็คคุณภาพเกินตัวให้กำลังและความคล่องตัวสูง มีสมรรถนะการขับที่ดี ในขณะที่มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำ ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 20 กิโลเมตรต่อลิตร และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีสีที่จำหน่ายเป็น สีขาว สีแดง สีเทาและสีดำ

นอกจากนั้น ยังคับคั่งไปด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพรุ่นยอดนิยมจากซูซูกิ ประกอบไปด้วย “SUZUKI ERTIGA SMART HYBRID -The Power of Smart เต็มที่ทุกฟังก์ชัน เต็มพลังสมาร์ทไฮบริด” รถอเนกประสงค์ MPV ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ SMART HYBRID ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ SHVS จากซูซูกิ ที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า Integrated Starter Generator หรือ ISG พร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ION  ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 17.9 กิโลเมตรต่อลิตร เสริมประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนให้รถออกตัวได้อย่างนุ่มนวล โดยมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 134 กรัม/กิโลเมตร การบำรุงรักษาง่ายไม่แตกต่างจากรถเครื่องยนต์เบนซิน ใช้งานได้อย่างไร้กังวล เพราะรับประกันอายุแบตเตอรี่นานถึง 5 ปี ราคาจำหน่ายเริ่มต้น 783,000 บาท

SUZUKI CIAZ พรีเมียมอีโคคาร์ซีดานที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยนับเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความสดใหม่ ชูความสปอร์ตเร้าใจและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายในที่เหนือระดับมากยิ่งขึ้น วางราคาจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 528,000 บาท

SUZUKI XL7 รถยนต์ครอสโอเวอร์ขนาด 7 ที่นั่ง รถยนต์สำหรับครอบครัว ที่มีมิติรถขนาดใหญ่ที่มีความยาว 4,450 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,775 มิลลิเมตร ความสูง 1,710 มิลลิเมตร และความสูงใต้ท้องรถ 200 มิลลิเมตร มอบวิสัยทัศน์และสมรรถนะในการขับขี่ ทุกฟังก์ชันการใช้งานอย่างครบครัน ในราคาที่คุ้มค่า 814,000 บาท

SUZUKI CARRY รถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์ ที่ถูกออกแบบมาให้มีรูปลักษณ์ที่พร้อมจะนำไปดัดแปลงและพัฒนาต่อยอดให้เข้ากับทุกแนวทางของการดำเนินชีวิต โดยนับจากนี้ SUZUKI CARRY จะไม่ได้ถูกจดจำในฐานะ “Food Truck” ธุรกิจติดล้อเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น Goods Truck ที่สามารถต่อยอดในการช่วยเหลือสังคม รวมถึงการปรับใช้ส่วนตัวเพื่อให้กลายเป็นถขนส่งความสุขเคียงข้างทุกเส้นทางฝัน เป็นเสมือนดั่งพาร์ทเนอร์คนสำคัญ ที่พร้อมจะสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนอยู่เคียงข้างด้วยความจริงใจ พร้อมเดินหน้าไปสู่จุดหมายและประสบความสำเร็จไปด้วยกัน ราคาจำหน่ายเพียง 395,000 บาท

โซน Customized ทางซูซูกิยังคงนำรถหลากหลายรุ่นมาร่วมจัดแสดงภายในงาน เพื่อเป็นแนวทางสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบการตกแต่งรถที่ไม่เหมือนใคร ในครั้งนี้ซูซูกิภูมิใจเสนอ การนำ SUZUKI CARRY รถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์มาตกแต่ง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการคนมีฝันโดยจุดประกายทางใหม่ให้อาชีพร้านขายผลไม้ ด้วยการยกร้านขึ้นรถ ขับเคลื่อนความสด อร่อย พร้อมรับประทาน ไปสู่ผู้บริโภคได้ในทุกที่ จึงออกแบบตัวรถให้มีพื้นที่บรรทุกผลไม้สด และมีพื้นที่สำหรับจัดวางผลไม้พร้อมรับประทานที่ยังคงความสดใหม่เหมือนจากสวนส่งตรงถึงมือลูกค้าได้ทันที สามารถขับเคลื่อนไปเสิร์ฟความอร่อยตามสถานที่ต่างๆ หรือตลาดนัดได้สะดวกยิ่งขึ้น

นี่คืออีกครั้งหนึ่งที่ SUZUKI CARRY ฉายให้เห็นภาพการต่อยอดทุกๆ ความฝันให้เป็นไปได้ ตอกย้ำแนวคิด “Carry Your Dream เคียงข้างทุกเส้นทางฝัน” ได้อย่างชัดเจน ซึ่งเรามีเป้าหมายที่จะปรับเปลี่ยนรถกระบะบรรทุกให้เป็นรถขนส่งความสุขเคียงข้างทุกเส้นทางฝันทั้งในด้านธุรกิจและส่วนตัว รวมถึงการช่วยเหลือสังคมเหมาะสมกับการเป็นรถที่ครองใจผู้ประกอบการตัวจริง

ความพิเศษในงานครั้งนี้ ยังสร้างเซอร์ไพรซ์ให้กับผู้ที่รอคอยอีกครั้ง หลังจากการเปิดตัว “SUZUKI JIMNY” อย่างเป็นทางการ ไปในช่วงเดือนมีนาคม 2562 ที่ผ่านมา พร้อมสร้างปรากฎการณ์ “จิมนี่ ฟีเวอร์!”  ด้วยการเปิดจองรถผ่านช่องทางออนไลน์ และมีลูกค้าแสดงความจำนงค์เพื่อจับจองรถยนต์รุ่นนี้จนเต็มโควต้าการขายล็อตแรกในประเทศไทยจำนวน 90 คัน ภายในเวลา 6 วัน

ล่าสุด ซูซูกิยังกลับมาสร้างปรากฎการณ์ จิมนี่ ฟีเวอร์! รถยนต์สไตล์ออฟโรดขนาดเล็กอีกครั้ง ด้วยการเปิดจำหน่ายรถยนต์ SUZUKI JIMNY อย่างเป็นทางการในวันนี้ ซึ่งมีจำนวนจำกัดเพียง 50 คัน ในราคาเริ่มต้นเพียง 1,760,000 บาท และคาดว่าจะมีผู้ให้ความสนใจซื้อเกินกว่าจำนวนโควต้าที่บริษัทฯ ได้รับ ดังนั้น บริษัทฯ จึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจ ลงทะเบียนจองเพื่อลุ้นรับสิทธิ์ซื้อรถยนต์ SUZUKI JIMNY ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2566 เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป ถึงวันที่ 2 เมษายน 2566 เวลา 22.00 น. โดยผู้ลงทะเบียนยังไม่ต้องชำระเงินจองให้กับซูซูกิ ในกรณีที่มีผู้สนใจลงทะเบียนจองเกิน 50 คัน บริษัทฯ จะทำการรวบรวมรายชื่อที่ลงทะเบียนตรงตามเงื่อนไขตามวันและเวลาที่กำหนด นำไปจับฉลากเพื่อคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิ์ในการซื้อรถยนต์ SUZUKI JIMNY จำนวน 50 ท่าน พร้อมประกาศผลในวันที่ 5 เมษายน 2566 ผ่านเว็บไซต์  www.suzuki.co.th  ทั้งนี้ทุกท่านสามารถสอบถามรายละเอียดได้ทั้งที่ในงานนี้ และที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ

ซูซูกิ ยังเตรียมข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับลูกค้าทุกท่านเพื่อให้สามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ซูซูกิทุกรุ่นได้ง่ายยิ่งขึ้น! ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 กับมอบแคมเปญพิเศษ “SUZUKI SMART DEAL ดีลสุดสมาร์ทที่พลาดไม่ได้”   โดยลูกค้าทุกท่านที่จองและรับรถยนต์ซูซูกิทุกรุ่น ฟรี ! ประกันภัยชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี เลือกรับดอกเบี้ย 0% หรือข้อเสนอซูซูกิช่วยผ่อน นานสูงสุด 10 เดือน  พิเศษสุดสำหรับลูกค้า SUZUKI CELERIO  ผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 1,999 บาท

 

นายวัลลภ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์ของซูซูกิทุกรุ่นตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างตรงใจและหลากหลาย เรามีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทั้งตัวสินค้าและงานบริการในทุกด้านให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเรายังมีผู้จำหน่ายที่เข้มแข็งพร้อมจะพัฒนาและเดินเคียงคู่ไปด้วยกัน รวมไปจนถึงการมีพันธมิตรเป็นสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศเข้ามาร่วมเป็นเอ็กซ์คลูซีฟลีสซิ่ง ช่วยเรื่องการอนุมัติสินเชื่อให้มีความหลากหลายและช่วยให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์ซูซูกิได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยสถาบันการเงินที่เป็นพันธมิตรกับซูซูกิ ได้แก่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

อย่างไรก็ตาม ซูซูกิมีความต้องการให้ผู้บริโภคทุกคนเข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพและการบริการที่ดีทั้งก่อนและหลังการขาย เราจึงไม่ได้มุ่งหวังแค่จะสร้างยอดขายให้เติบโตเพียงเท่านั้น แต่เราต้องการที่จะสร้างให้ซูซูกิเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือและไว้วางใจคู่เคียงข้างคนไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับโครงการ “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ”

 

ช่องทางการติดต่อ
www.suzuki.co.th 
www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand
SUZUKI Cause We Care: 1800-600-900

ฮอนด้า ชูไฮไลต์ 3 รุ่น ในงาน Motor Show 2023 ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ใหม่ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ และเปิดราคา ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ชูไฮไลต์ 3 รุ่น ประจำบูทในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2023 นำโดยฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ใหม่ ยนตรกรรมอเนกประสงค์5 ที่นั่ง และฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชันที่ 6 ที่สุดแห่งยนตรกรรมพรีเมียมเอสยูวี ที่มาเสริมความแข็งแกร่งให้กับไลน์อัปยนตรกรรมเอสยูวีของฮอนด้าและพร้อมตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ รวมทั้งการประกาศราคา ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์ (Civic Type R) ที่สุดแห่งยนตรกรรมความสปอร์ต ที่เปิดรับจองสิทธิ์จำนวนจำกัดอย่างเป็นทางการผ่านทาง www.honda.co.th ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2566 เวลา 10:00 น. เป็นต้นไป พร้อมกันนี้ยังจัดแสดงยนตรกรรมฮอนด้าหลากหลายรุ่นในไลน์อัปฟูลไฮบริด e:HEV และขุมพลังเทอร์โบ มาพร้อมแคมเปญ Honda Summer Deal เพื่อช่วยให้เป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้าได้ง่ายขึ้น ณ บูทฮอนด้า (A9) อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 และยังได้รับข้อเสนอพิเศษเดียวกันนี้ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ เมื่อจองรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 – 2 เมษายน 2566 และรับรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 – 30 เมษายน 2566

นางสาวมนวรา เพชรพลากร ผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาด บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในช่วงเดือนมีนาคมนี้ ฮอนด้าได้เปิดตัวรถเอสยูวีรุ่นใหม่ถึง 2 รุ่น เติมเต็มไลน์อัปเอสยูวีของฮอนด้าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในตลาดเอสยูวีที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้นำมาจัดแสดงเป็นไฮไลต์ในงานมอเตอร์โชว์ 2023 ได้แก่ ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ใหม่  ยนตรกรรมอเนกประสงค์ 5 ที่นั่ง และฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชันที่ 6 ที่สุดแห่งยนตรกรรมพรีเมียมเอสยูวีขนาดใหญ่ มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตแข็งแกร่งทุกมิติ กับ 2 ขุมพลังการขับเคลื่อน ครั้งแรกกับระบบฟูลไฮบริด e:HEV อันทรงพลังในซีอาร์-วี และขุมพลังเบนซินเทอร์โบ มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ในทุกรุ่นย่อย พร้อมทั้งอีกหนึ่งไฮไลต์ที่แฟน ๆ ฮอนด้ารอคอยกับฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์ (Civic Type R) ที่สุดแห่งยนตรกรรมความสปอร์ต สุดเอกซ์คลูซีฟ ที่ได้นำมาจัดแสดงในงานนี้และเปิดรับจองสิทธิ์จำนวนจำกัดอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 มีนาคม 2566 เวลา 10:00 น. เป็นต้นไป”

สำหรับยนตรกรรมไฮไลต์ที่จัดแสดงภายในงาน ได้แก่

  • ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ใหม่ ยนตรกรรมสปอร์ตเอสยูวี 5 ที่นั่ง ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อเติมเต็มความต้องการ
    ที่หลากหลายและสร้างคุณค่าใหม่ให้ตลาดเอสยูวีอีกครั้ง โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตสุดเท่ มีสไตล์ แข็งแกร่ง และให้ความรู้สึกพรีเมียม ทันสมัย ห้องโดยสารกว้างขวาง พร้อมเบาะนั่งด้านหลังแถว 2 ปรับพับได้ เพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ แรงได้สุดสนุกได้ทุกเส้นทางด้วยเครื่องยนต์ขนาด 5 ลิตร DOHC i-VTEC ผสานเกียร์อัตโนมัติ CVT ให้กำลังสูงสุด 121 แรงม้า ให้อัตราประหยัดน้ำมันที่ดี 16.7 กม./ลิตร รองรับพลังงานทางเลือก E20 ขับขี่ปลอดภัยมั่นใจด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ในทุกรุ่นย่อย และเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยอื่น ๆ* มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น RS ราคา 869,000 บาท และรุ่น SV ราคา 799,000 บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษ
    ฟรีประกันภัย 1 ปี** ดอกเบี้ย 2.29%** และฟรี Modulo Sport Collection มูลค่า 2,285 บาท** เมื่อจองและรับรถยนต์ ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2566 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2566**

  • ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ยนตรกรรมพรีเมียมเอสยูวีขนาดใหญ่ มาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ตพรีเมียม แข็งแกร่งในทุกมิติ ครั้งแรกกับขุมพลังการขับเคลื่อนระบบฟูลไฮบริด e:HEV อันทรงพลังใน ซีอาร์-วี ใหม่ ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 0 ลิตร Direct Injection Atkinson Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนประสิทธิภาพสูง ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 335 นิวตัน-เมตร มอบอัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมสูงสุดถึง 20.8 กม./ลิตร* (รุ่น e:HEV ES) และขุมพลังเทอร์โบ เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Direct Injection DOHC VTEC TURBO มอบกำลังสูงสุด 190 แรงม้า ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT) และมีอัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุด 14.3 กม./ลิตร* (รุ่น E) และรองรับน้ำมัน E85 มีให้เลือกทั้งแบบระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ (Real Time(TM) AWD with E-DPS) ห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบาย พร้อมรองรับทุกไลฟ์สไตล์กับเบาะโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง มั่นใจทุกเส้นทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ในทุกรุ่นย่อย ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่หลากหลาย มีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่นย่อย กับ 2 ขุมพลังทางเลือก ได้แก่ เครื่องยนต์เทอร์โบและระบบฟูลไฮบริด e:HEV ด้วยราคาเริ่มต้น 1,419,000 บาท มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ ฟรีประกันภัย 1 ปี รับดอกเบี้ย 2.29%** พร้อมฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร เสริมความมั่นใจยิ่งขึ้นในรุ่น e:HEV ด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปีและรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปีไม่จำกัดระยะทาง รวมทั้งฟรีค่าแรงในการเช็กระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) เมื่อจองและรับรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2566 – 31 พฤษภาคม 2566

  • ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์ ที่สุดแห่งยนตรกรรมความสปอร์ต มาพร้อมดีไซน์ความสปอร์ตที่สะท้อน
    จิตวิญญาณแห่งความท้าทาย อีกทั้งคำนึงถึงการขับขี่ที่ดีเยี่ยมทั้งในด้านความเร็วและการทรงตัว

ภายนอก

  • Gloss Black Rear Spoiler

รูปทรงและมุมของสปอยเลอร์ผ่านการทดสอบอย่างละเอียด เพื่อให้ได้สมรรถนะทางอากาศพลศาสตร์ที่ดีเยี่ยม ฐานยึดเป็นอะลูมิเนียมหล่อขึ้นรูปน้ำหนักเบา ไม่เพียงให้ลุคสปอร์ต แต่ยังสร้างแรงกด Downforce ที่ทรงพลัง และช่วยลดแรงต้านอากาศ  (Drag) ให้ต่ำลง เพื่อให้รถพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้ดีขึ้น

  • Front Fender Outlet

บังโคลนหน้าดีไซน์ให้มีช่องระบายอากาศ ช่วยระบายแรงดันออกทางด้านข้าง

  • Gloss Black Front Spoiler

ขอบของสปอยเลอร์หน้า ทั้งด้านซ้ายและขวา ได้รับการออกแบบมาให้ควบคุมการไหลของลม เพื่อช่วยเสริมแรงกด Downforce และกระจังหน้าส่วนล่างที่ออกแบบเป็นตาข่าย ยังช่วยดึงลมเข้าสู่จุดศูนย์กลางและช่วยลดค่าแรงเสียดทานอีกด้วย

  • Gloss Black Rear Diffuser

ด้านล่างของ Rear Diffuser ได้รับการออกแบบให้ลาดลึกลงไปถึงล้อหลัง เพื่อช่วยสร้างแรงกด Downforce รวมทั้งรูปทรงและตำแหน่งของครีบยังช่วยเรื่องการทรงตัว และรูปทรงของ Diffuser ในส่วนที่อยู่ใกล้กับล้อ ช่วยลดแรงดันที่เกิดขึ้นภายในซุ้มล้อหลัง

  • Gloss Black Side Sill Garnish

ส่วนปลายของชายสเกิร์ตด้านข้าง มีการออกแบบให้ช่วยควบคุมการไหลของลมในบริเวณด้านหน้าของล้อหลัง

  • ไฟหน้าและไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED
  • ไฟตัดหมอกหลัง
  • ไฟท้ายแบบ LED
  • ชุดท่อไอเสียแบบ Center Triple พร้อมปลอกท่อไอเสีย
  • ล้ออัลลอย 19 นิ้ว

ภายใน

  • ตอกย้ำความสปอร์ตด้วยสีภายใน แดง/ดำ
  • เบาะนั่งสปอร์ตแบบ Type R
  • พวงมาลัยหุ้มหนังกลับแบบ Type R
  • คอนโซลกลางและหัวเกียร์ตกแต่งด้วยอะลูมิเนียม
  • สะท้อนความภาคภูมิใจของผู้ครอบครองด้วย Serial Number Plate หมายเลขที่มีเพียงหนึ่งเดียวบนป้าย
    Type R

มอบความสะดวกสบายอันเหนือระดับด้วยพรีเมียมฟังก์ชันและเทคโนโลยี อาทิ

  • มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 2 นิ้ว
  • ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสแบบ Advanced Touch ขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay แบบไร้สาย และ Android Auto พร้อมรองรับการเชื่อมต่อ Smartphone และรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย/ขวา
  • ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ (Honda Smart Key System) พร้อม Honda Smart Key Card
  • ระบบเชื่อมต่อ Honda LogR
  • ระบบนำทางเนวิเกเตอร์
  • อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger)
  • เบาะนั่งด้านหลังแยกพับแบบ 60:40

ขับเคลื่อนด้วยที่สุดแห่งขุมพลังเทอร์โบ สะท้อนพลังและจิตวิญญาณความสปอร์ต

มอบประสบการณ์ขับขี่ที่สนุก เร้าใจ ด้วยเครื่องยนต์ Direct Injection DOHC VTEC TURBO ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว ที่ได้รับการพัฒนามาสำหรับ ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์ โดยเฉพาะ มอบกำลังสูงสุด 320 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร ที่ทำงานร่วมกับเกียร์ธรรมดาแบบ 6 สปีด สัมผัสความรู้สึกของอัตราเร่งได้ทันที และให้อัตราเร่งต่อเนื่องไปจนถึงช่วงความเร็วรอบสูง

เติมความสนุกในทุกสถานการณ์การขับขี่ เพียงเลือก Drive mode เพื่อปรับเปลี่ยนระบบการขับขี่ได้ทันที นอกเหนือจาก 3 โหมดมาตรฐานแล้ว ยังมีโหมด Individual ที่ผู้ขับสามารถตั้งค่าการขับขี่ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความเร้าใจในสไตล์ของตนเอง 

  • + R MODE
  • SPORT MODE
  • COMFORT MODE
  • INDIVIDUAL MODE

มั่นใจในทุกการขับขี่ มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING)ทำงานผ่านกล้องมุมมองกว้างด้านหน้า ช่วยตรวจจับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน และคนเดินถนน
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีฟังก์ชันการทำงานหลัก ๆ ดังนี้

  • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control: ACC)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
  • ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย อาทิ

  • ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor)
  • กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-Angle Rearview Camera)
  • เซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด หลัง 4 จุด
  • ถุงลมคู่หน้า (Dual SRS)
  • ถุงลมด้านข้างคู่หน้า (Side Airbags)
  • ม่านถุงลมด้านข้าง (Side Curtain Airbags)
  • ถุงลมหัวเข่าคู่หน้า (Dual Knee Airbags)
  • ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้าพร้อมเตือนผู้โดยสารด้านหลัง
  • ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder)
  • ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) 

ฮอนด้า ซีวิค ไทป์ อาร์ พร้อมจำหน่ายในราคา 3,990,000 บาท เปิดรับจองสิทธิ์จำนวนจำกัดอย่างเป็นทางการผ่านทาง www.honda.co.th ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2566 เวลา 10:00 น. เป็นต้นไป โดยมีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีดำคริสตัล (มุก)  สีเทาโซนิค (มุก)  สีแดงแรลลี่  พร้อมสีใหม่ สีขาวแชมเปียนชิป และสีน้ำเงินเรซซิง (มุก)

นอกจากนี้ ฮอนด้ายังจัดเต็มทัพยนตรกรรมในหลากหลายเซกเมนต์ เพื่อให้ลูกค้าเลือกเป็นเจ้าของได้ตามไลฟ์สไตล์
นำโดยไลน์อัปยนตรกรรมฟูลไฮบริด e:HEV ได้แก่ ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี  ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี  ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี  และฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี และไลน์อัปยนตรกรรมเทอร์โบ ได้แก่ ฮอนด้า ซิตี้  ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก  และฮอนด้า ซีวิค พร้อมด้วยรถยนต์รุ่นอื่น ๆ ที่พร้อมตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่หลากหลายนำโดยฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่

ลูกค้าที่สนใจสามารถเยี่ยมชมบูทฮอนด้า (A9) ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ครั้งที่ 44 หรือ Motor Show 2023 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 มาพร้อมแคมเปญ Honda Summer Deal** เมื่อจองรถยนต์ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 – 2 เมษายน 2566 และรับรถยนต์ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 – 30 เมษายน 2566 และข้อเสนอสุดพิเศษที่แตกต่างกันสำหรับรถยนต์แต่ละรุ่นได้ทั้งในงานฯ และโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมหรือแชทกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถทดลองขับได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ โดยลูกค้าที่ลงทะเบียนและร่วมกิจกรรมทดลองขับทาง www.honda.co.th/testdrive ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2566 – 31 มีนาคม 2566 จะได้รับของที่ระลึกจากฮอนด้า**

นิสสันส่ง คิกส์ อี-พาวเวอร์ รุ่นปี 2023 – เทอร์ร่า สปอร์ต สร้างสีสันในมอเตอร์โชว์ นำทัพรถยนต์ครบทุกรุ่น พร้อมแคมเปญหลากหลายช่วยลูกค้าออกรถใหม่ได้ทันใจ

0

นิสสัน เผยโฉม 2 ดาวเด่น นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ รุ่นปี 2023 และเทอร์ร่า สปอร์ต พร้อมทัพรถยนต์ครบทุกรุ่นที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของทุกกลุ่มลูกค้า ด้วยประสบการณ์ที่ประทับใจของการขับขี่ และเทคโนโลยีระดับโลก รวมถึงโปรโมชั่นหลากหลายที่ให้ลูกค้าเลือกข้อเสนอที่เหมาะกับความต้องการ ช่วยให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นยอดนิยมต่างๆ ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2023 ที่อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่าง 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 นี้

อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “รถยนต์นิสสันทุกรุ่น ล้วนมาพร้อมเทคโนโลยีระดับโลก ที่เต็มไปด้วยสมรรถนะของการขับขี่ มาตรฐาน และเทคโนยีความปลอดภัยขั้นสูง และรวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายแบบพรีเมียม เสริมด้วยโปรโมชั่นส่งเสริมการขายพิเศษในงาน ล้วนแต่เป็นความตั้งใจที่นิสสันจะขอบคุณคนไทย ที่ได้ให้การสนับสนุนเราเป็นอย่างดีมาตลอด และเป็นการยืนยันความมุ่งมั่นของนิสสัน ที่จะยังคงสร้างสรรค์นวัตกรรมยานยนต์คุณภาพสูง เพื่อยกระดับการใช้ชีวิตของผู้คน และการขับขี่ด้วยประสบการณ์ในการเดินทาง และการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย น่าประทับใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็น   ดีเอ็นเอของนิสสัน”

นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ รุ่นปี 2023 เสริมความพรีเมียม และความสะดวกสบาย เติมเต็มประสบการณ์ใหม่คันนี้ ใช่เลย

ในงานนี้ นิสสันแนะนำ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ รุ่นปี 2023 ต่อยอดจากนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ที่ได้รับความนิยมในฐานะที่เป็น B-SUV ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจากเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะจากนิสสัน ช่วยให้ผู้ขับขี่ขับสนุก และมอบประสบการณ์การขับขี่เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% โดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ ไม่ต้องกังวลเรื่องการหาสถานีชาร์จ

นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ รุ่นปี 2023 ยังคงโดดเด่นในลุคสุดโฉบเฉี่ยว สปอร์ตพรีเมียม ทั้งภายใน และภายนอก เพิ่มความสบายด้วยพวงมาลัยบุวัสดุนุ่มจับกระชับมือ พร้อมสมรรถนะด้วยกำลังสูงสุด 136 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุดถึง 280 นิวตันเมตร (Nm) ด้วยระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ที่มีแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนขนาด 2.06 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ให้ประสิทธิภาพและกำลังมากขึ้น แต่ยังประหยัดอย่างน่าประทับใจด้วยอัตราประหยัดน้ำมันเมื่อขับขี่ในเมืองสูงสุด 26.3 กิโลเมตร/ลิตร*  เสริมความสนุก และความง่ายของการใช้งานจากเทคโนโลยีคันเร่งอัจฉริยะ อี-เพดัล สเต็ป (e-Pedal Step) ที่สามารถเร่ง และชะลอได้ในคันเร่งเดียว  และยังมั่นใจทุกการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงรอบคัน 360 Safety Shield  เพิ่มความสุนทรีย์ของการเชื่อมต่อด้วย NissanConnect เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ทั้ง Android Auto** และ Apple CarPlay พร้อมเติมความสะดวกสบาย และเอาใจลูกค้ายุคดิจิทัลด้วย Wireless Charger*** ที่ให้ความสะดวกยิ่งขึ้น

นอกจากนี้   นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ยังมีรุ่นพิเศษ AUTECH  ที่เพิ่มความพรีเมี่ยม และสปอร์ตมากยิ่งขึ้น กับการตกแต่งที่สะดุดตา โฉบเฉี่ยว ปราดเปรียวมากขึ้น  ทำให้นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากนับตั้งแต่เปิดตัว โดยสำหรับ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ รุ่นปี 2023 มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ รุ่น E 779,900 บาท รุ่น V 849,900 บาท รุ่น VL พร้อม Wireless Charger 920,000 บาท และ รุ่น AUTECH พร้อม Wireless Charger 980,000 บาท

นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต รถเอสยูวี 7 ที่นั่ง ที่ตอบความต้องการแบบ “คันเดียวจบ ครบเกินคุ้ม”

นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต รถยนต์อเนกประสงค์ระดับพรีเมียมรุ่นใหม่ล่าสุด ด้วยรูปลักษณ์ภายนอก และภายในที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น เพิ่มความเข้ม โดดเด่นด้วยชุดตกแต่งสไตล์สปอร์ตสีดำ สัญลักษณ์ Sport ด้านหลัง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมเบาะที่นั่ง และการตกแต่งภายในโทนสีดำ สะท้อนความ  พรีเมียมในแบบคุณ สะดวกสบายสำหรับคนที่รักการเดินทาง และเพิ่มความสุขกับการใช้เวลาทุกนาทีกับครอบครัว เพื่อนฝูง สมาชิกคนสำคัญ รวมถึงสัตว์เลี้ยง ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล YS23DDTT ขนาด 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร และเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ให้การขับขี่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง ประหยัดน้ำมัน ทั้งยังสามารถรองรับน้ำมันดีเซลได้ทุกชนิดทั้ง B7, B10 และ B20  ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ไปได้ทุกเส้นทาง สามารถเปลี่ยนโหมดขับเคลื่อนจากสองล้อ (2H) เป็นโหมดขับเคลื่อนสี่ล้อได้ง่ายดาย ระบบช่วงล่างด้านหลังแบบ 5 ลิงค์ (5-Link) ที่นุ่มนวล และลดความโคลงของ   ตัวรถขณะเข้าโค้ง

เทอร์ร่า ยังรวบรวมอุปกรณ์ความปลอดภัยครบครันและความสะดวกสบายในคันเดียวที่จบ ครบเกินคุ้ม ระบบความบันเทิงสุดพรีเมียมจาก Bose Premium Audio System ในห้องโดยสารที่เงียบจากกระจก       บังลมตอนหน้าและกระจกที่ประตูคู่หน้าแบบ Acoustic Glass ระบบเอนเตอร์เทนเม้นต์จากหน้าจอสัมผัส Display Audio ขนาด 9 นิ้ว ในตอนหน้า ด้วยเทคโนโลยี NissanConnect ที่รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน Apple CarPlay แบบไร้สาย และรองรับการเชื่อมต่อผ่าน Android Auto** ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันระบบนำทาง (Navigation System) และแอปพลิเคชันความบันเทิงต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย ขณะที่ผู้โดยสารในแถวสอง และสาม ยังสามารถรับชมความบันเทิงผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ 11 นิ้ว ที่สามารถเชื่อมต่อกับโลกแห่งความบันเทิงออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย ผ่านช่อง HDMI หรือการเชื่อมต่อแบบสมาร์ททีวี นอกจากนี้ยังมีช่องเชื่อมต่ออุปกรณ์ และชาร์จไฟแบบ USB (Type A และ Type C) ถึง 5 จุด เพียงพอกับผู้โดยสารทุกคนบนรถที่สามารถชาร์จอุปกรณ์ได้หลายเครื่องในเวลาเดียวกัน และมาพร้อมเทคโนโลยีชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) บริเวณคอนโซลหน้า

นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต ใหม่ ราคาจำหน่าย 1,555,000 บาท มาพร้อมสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีเทา สเตลท์ เกรย์ สีขาว ไวท์ เพิร์ล**** และสีดำ แบล็ค สตาร์

นิสสัน อัลเมร่า คอมแพ็คซีดานที่ให้ครบทุกฟังก์ชั่นในคันเดียว

นิสสัน อัลเมร่า หนึ่งในรถยนต์ยอดนิยมที่สุดของนิสสันตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เจ้าของรางวัล รถยนต์ประเภท       ซีดาน เครื่องยนต์ไม่เกิน 1,000 ซีซี (Best Sedan Under 1,000 cc) มาพร้อมเครื่องยนต์ ขนาด 1.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 100 แรงม้า (Ps) แรงบิดสูงสุด 152 นิวตันเมตร (Nm) ให้สมรรถนะด้วยอัตราเร่งแรงจากแรงบิดแบบต่อเนื่อง (flat torque) ประหยัดน้ำมัน และขับขี่ได้สนุกทุกเส้นทาง มั่นใจด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน (360 Safety Shield)  ระบบอินโฟเทนเมนต์ NissanConnect รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน Android Auto** และ Apple CarPlay เพื่อใช้งานแอปพลิเคชันในมือถือผ่านจอเครื่องเสียงรถยนต์ระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว และระบบเชื่อมต่อ Bluetooth, ที่ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงแอพพลิเคชันระบบนำทาง (Navigation System) และระบบสั่งงานด้วยเสียงอัจฉริยะ (Voice Recognition) นิสสัน     อัลเมร่า ยังคงเอกลักษณ์เรื่องการมีพื้นที่ใช้สอยในห้องโดยสารที่กว้างขวาง หรูหราด้วยเบาะนั่งวัสดุ Quole Modure ที่ไม่สะสมความร้อน นั่งสบายตลอดทุกการขับขี่

นาวารา กระบะพันธุ์แท้ กับ DNA ความทนทานที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น  

นิสสัน นาวารา รถกระบะที่ทุกรุ่นทนถึงใจ ที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจมากว่า 70 ปี มาพร้อมการออกแบบดีไซน์ที่ทันสมัย ห้องโดยสารกว้างขวางนั่งสบาย เต็มสมรรถนะแต่ยังคงความประหยัดด้วยเครื่องยนต์ทรงพลัง YS23DDTT แบบ 4 สูบ DOHC เทอร์โบคู่ ความจุ 2.3 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 190 hp (Ps) และแรงบิดสูงสุดถึง 450 นิวตันเมตร (Nm) เกียร์ออโตเมติก 7 สปีด ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่แบบธรรมดา (M mode) ได้เพื่อความสนุกสนานในการขับขี่ที่ควบคุมได้ดังใจ กระบะนิสสันทุกรุ่นใช้โครงสร้างโมโนเฟรมแชสซีทำจากเหล็กกล้าชิ้นเดียวตลอดคัน (Fully Boxed Frame) ที่มีชื่อเสียง พร้อมรองรับทุกการบรรทุกหนัก ที่มีพื้นที่บรรทุกของได้อย่างจุใจ รวมทั้งยังมีคุณสมบัติอื่นๆ ในด้านประโยชน์การใช้งาน และความสะดวก เช่น บันไดที่กันชนหลังซึ่งทำให้เข้าออกและขนของที่กระบะได้สะดวก รวมถึงการการปรับตำแหน่งตะขอยึดใหม่ เพื่อตอบโจทย์การบรรทุกสัมภาระทั้งขนาดใหญ่และเล็ก

ก้าวล้ำกับเทคโนโลยีของยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นได้มากกว่าการเคลื่อนที่

ในฐานะผู้นำเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก นิสสันนำ นิสสัน ลีฟ รถยนต์ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า 100% มาสาธิตให้เห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้าสามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่าเป็นยานพาหนะเพื่อการเดินทาง ตามแนวคิด Energy Share ของนิสสัน ในโซนเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า นิสสันจัดแสดงนิสสัน ลีฟ และการใช้งานระบบชาร์จไฟสองทาง (Bi-directional charge) ในการจ่ายกระแสไฟฟ้าจากรถยนต์สู่ระบบไฟฟ้าในบ้าน (vehicle-to-home หรือ V2H) และสู่ระบบจ่ายกระแสไฟฟ้า (vehicle-to-grid หรือ V2G)  เพื่อให้ผู้เข้าชมงานได้เห็นประโยชน์จากการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในรูปแบบอื่น โดยผ่านตัวอย่างจากลูกค้านิสสัน ลีฟ ที่ได้ร่วมโครงการการศึกษานี้ ซึ่งที่ผ่านมานิสสันได้ร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในการศึกษาโครงการแปลงพลังงานไฟฟ้าจากรถยนต์ไฟฟ้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้า โดยผลการศึกษานี้จะเป็นประโยขน์ต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในสังคมในอนาคต  ซึ่งเป็นครั้งแรกของรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV

โปรโมชั่นพิเศษ  “ฉลอง 70 ปี นิสสัน ก้าวล้ำ เพื่อคุณ” พร้อมแคมเปญหลากหลายช่วยลูกค้าออกรถใหม่ได้ทันใจ*****

เพื่อขอบคุณลูกค้าชาวไทยที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีมาโดยตลอด และช่วยให้ลูกค้ามีโอกาสเป็นเจ้าของรถยนต์คุณภาพสูงมาตรฐานญี่ปุ่นได้ง่าย นิสสันได้เตรียมโปรโมชั่นพิเศษได้แก่

  • นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ รุ่นปี 2023: ดอกเบี้ยอัตราพิเศษเริ่มต้น 99% พร้อมรับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์นิสสัน พรีเมี่ยม วารันตี  Roadside Service Assistance บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง  ฟรี ค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี/100,000 กิโลเมตร  ฟรีไส้กรองแอร์แบบพรีเมียมป้องกันฝุ่น PM2.5 Nissan Premium Air-con Filter และชุดแต่งพิเศษ Stylish Package (เฉพาะ รุ่น V, VL และ AUTECH)
  • นิสสัน เทอร์ร่า
    • รุ่น E: ดาวน์เริ่มต้นเพียง 59,950 บาท ฟรี ประกันภัยชั้น 1 Nissan Premium Protection นาน 1 ปี
    • รุ่น VL , รุ่น VL 4WD, และ VL 4WD SPORT: รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.79% ฟรี ประกันภัยชั้น 1 Nissan Premium Protection นาน 1 ปี และรับฟรีอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ
    • ทุกรุ่นรับข้อเสนอพิเศษต่อที่สอง โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์นิสสัน พรีเมี่ยม วารันตี, ฟรี Roadside Service Assistance บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง     (5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร) และ ขับฟรีสูงสุด  90 วัน

นอกจากนี้ สำหรับรถยนต์รุ่นอื่นๆ นิสสัน ยังมอบข้อเสนอพิเศษมากมาย อาทิ ดอกเบี้ยอัตราพิเศษเริ่มต้น 0% หรือผ่อนนานสูงสุด 84 เดือน พร้อมสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย   โดยลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลรถยนต์รุ่นต่างพร้อมแคมเปญส่งเสริมการขายได้ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชันแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 รวมถึงโชว์รูมนิสสันใกล้บ้านท่านใน 77 จังหวัด ทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร. 02 401 9600 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ นิสสัน ประเทศไทย

* สำหรับการขับขี่ในเมือง / ตามมาตรฐาน NEDC หรือ ป้ายข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากล (ECO sticker) ซึ่งแต่ละรุ่นจะมีข้อมูลแตกต่างกันไป

** เฉพาะสมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับ

*** อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สายเป็นอุปกรณ์ตกแต่งแท้นิสสัน เฉพาะสมาร์ทโฟนรุ่นที่รองรับการใช้งาน ลูกค้าเลือกติดตั้งเพิ่มได้ในรุ่น VL และ AUTECH

**** สีขาว ไวท์ เพิร์ล เพิ่ม 12,000 บาท

***** เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

มาสด้า โชว์เทคโนโลยีแห่งอนาคตครั้งแรกที่งานมอเตอร์โชว์ ลูกค้าปลื้มเตรียมรับข้อเสนอสุดพิเศษทุกรุ่น ดาวน์ต่ำ ดอกเบี้ย 0%

0

มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากมาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ให้เกียรติต้อนรับ ดร. ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ พร้อมด้วยสื่อมวลชนกิตติมศักดิ์ เนื่องในพิธีเปิดบูธมาสด้าในงานมอเตอร์โชว์ 2023 โดยคณะฯ ได้ยลโฉม Mazda MX-30 ที่มาพร้อมเทคโนโลยีแห่งอนาคต Multi-solution Technology พร้อมทัพรถยนต์ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟและการออกแบบ โคโดะ ดีไซน์ อันสง่างามทุกรุ่น ที่มาสด้านำมาจัดแสดงและให้ลูกค้าเลือกเป็นเจ้าของ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษที่ไม่ควรพลาดแห่งปีสำหรับคนอยากเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าทุกรุ่น อาทิ ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี และฟรีของพรีเมี่ยมสุดพิเศษจากมาสด้า ระหว่างวันที่ 22 มี.ค. 66 – 2 เม.ย. 66 ในงาน มอเตอร์โชว์ หรือที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ และมีรถพร้อมส่งมอบให้ลูกค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าถึงไฮไลต์ของบูธมาสด้าในงานมอเตอร์โชว์ว่า มาสด้านำนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า Mazda MX-30 BEV มาจัดแสดงสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในยนตรกรรมหลากหลายทางเลือกตามแนวทาง Multi-solution Technology ที่ตอบสนองความต้องการทุกรูปแบบมาจัดแสดงให้ผู้ที่สนใจได้รับชม ถือเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบตามแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีในอนาคตของมาสด้า และเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบเทคโนโลยียานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์ระยะกลาง Sustainable Zoom-Zoom 2030 ที่มาสด้ามุ่งมั่นเพื่อสร้างสรรค์โลกของเราให้คงความสวยงาม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และสร้างสังคมที่ยั่งยืน เพื่อผู้คนในเจเนอเนชั่นต่อไป

ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เนื่องมาจากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีดิจิทัลและแบรนด์ใหม่ๆ ทำให้ผลิตภัณฑ์รถยนต์มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น และส่งผลให้การมองหาคุณค่าจากยานพาหนะของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป แม้ว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลจะนำมาซึ่งความสะดวกสบาย แต่สิ่งเหล่านี้กลับส่งผลกระทบต่อโลกและสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งรวมถึงมาสด้าที่จะต้องดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนของโลก สังคม และเพื่อผู้คนในเจเนอเรชั่นถัดไป ด้วยการส่งมอบเทคโนโลยียานยนต์ที่ไม่เพียงแค่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ายิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ต้องช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และช่วยรักษาโลกของเราให้ยังคงสวยงามน่าอยู่

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มาสด้าได้ตระหนักในเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งมั่นพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มอบความสนุกสนานในการขับขี่ ตามแนวทางที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการพัฒนา เพื่อยกระดับและเติมพลังให้กับผู้คนผ่านประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ ควบคู่กับการมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยียานยนต์ ตามวิสัยทัศน์ของมาสด้าต่อแผนการดำเนินธุรกิจระยะกลาง และ Sustainable Zoom-Zoom 2030

ซึ่งในช่วงของการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ไปเป็นพลังงานไฟฟ้าหลังจากนี้ เราจะทำการส่งมอบทางเลือกที่หลากหลายให้ลูกค้า ซึ่งรวมถึงเครื่องยนต์สันดาปภายใน เทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า และพลังงานทางเลือกอื่นๆ ที่เหมาะสมสำหรับในแต่ละภูมิภาคตามแนวทาง Building Block ซึ่งจะเห็นได้จากผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวไปแล้วบางรุ่นในต่างประเทศ อาทิ Mazda CX-60 PHEV ในยุโรปและออสเตรเลีย, Mazda MX-30 e-Skyactiv R-EV ในยุโรป และ Mazda CX-90 PHEV ในอเมริกาและออสเตรเลีย เป็นต้น โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้อยู่ในช่วงเฟส 1 ตามแผนการยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์และการผลิต ระหว่างปี 2022-2024

ในช่วงเฟสที่ 2 ระหว่างปี 2025-2027 คือช่วงของการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า โดยพัฒนา “Unique ASEAN Product” หรือยนตรกรรมที่ตอบสนองลูกค้าในตลาดอาเซียนโดยเฉพาะ เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบพลังงานของแต่ละประเทศ หลังจากนั้นจนถึงปี 2030 มาสด้าจะแนะนำรถรุ่นอื่นๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับรถพลังงานไฟฟ้า 100% อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน คาดว่าภายในปี 2030 เราจะมีสัดส่วนการจำหน่ายรถยนต์ที่เป็นพลังงานไฟฟ้าในทั่วโลก อยู่ที่ประมาณ 25% ถึง 40%

นี่คือการเดินทางสู่อนาคตของมาสด้า ที่มุ่งมั่นเพื่อมอบความสนุกสนานในการขับขี่ และเติมเต็มชีวิตให้กับผู้คนด้วยยนตรกรรมที่หลากหลาย นี่คือแนวทางที่มาสด้าให้ความสำคัญ ควบคู่กับการสร้างสรรค์สังคมให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้ผู้คนชื่นชอบและเชื่อมั่นในแบรนด์มาสด้าตลอดไป

สำหรับลูกค้าที่กำลังเดินทางมาชมบูธมาสด้าในงาน มอเตอร์ โชว์ จะได้ยลโฉมและสัมผัสรถไฟฟ้า MAZDA MX-30 ที่นำมาจัดแสดงแล้ว มาสด้าขอเชิญชวนลูกค้าที่สนใจเข้ามาจับจองเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า มาร่วมสัมผัสความสง่างามของยนตรกรรมภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์นั่ง Mazda2 และ Mazda3 รถ ครอสโอเวอร์เอสยูวี CX-Series รถปิกอัพ Mazda BT-50 และรุ่นพิเศษ Mazda Carbon Edition พร้อมรับข้อเสนอพิเศษมากมายภายใต้แคมเปญ Mazda Motor Show 2023 ด้วยดอกเบี้ยต่ำสุด 0%*, ฟรีประกันภัยชั้น 1 Mazda Premium Insurance*, ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS)* และเมื่อจองในงาน 5,000 บาท และรับรถภายใน 30 เม.ย. 66 รับฟรีเครื่องฟอกอากาศ SHARP รุ่น FP-F30TA-A มูลค่า 2,990 บาท* (จำนวนจำกัด) ตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค 66 – 2 เม.ย. 66 ที่งาน มอเตอร์ โชว์ หรือรับข้อเสนอเดียวกันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าใกล้บ้านทั่วประเทศ

หมายเหตุ:

*เงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ www.mazda.co.th

ฟอร์ด สร้างตำนานใหม่ให้ตลาดรถยนต์ไทยอีกครั้ง เปิดตัวฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ รุ่นย่อยล่าสุด ในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44

0

ฟอร์ด สร้างตำนานบทใหม่ให้วงการยานยนต์ไทยอีกครั้ง เปิดตัวรุ่นย่อยล่าสุดของรถฟอร์ด เรนเจอร์ และเอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ต่อยอดความเป็นผู้นำไปอีกขั้นด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีมาก่อนในรถกระบะ เพื่อยกระดับการตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและการทำงานที่หลากหลายและครอบคลุมยิ่งขึ้นในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 พร้อมจัดทัพรถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ทุกรุ่น พร้อมโปรโมชั่นสุดเร้าใจภายในงานและผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566

“ในปีนี้ ฟอร์ดต่อยอดความสำเร็จของฟอร์ด เจอเนอเรชันใหม่ สร้างตำนานบทใหม่ของฟอร์ดในประเทศไทยกับการเปิดตัวรุ่นย่อยล่าสุดที่โดดเด่นและแตกต่างด้วยอีกขั้นของนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ลูกค้าต้องการทั้งในกลุ่มรถกระบะและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

 

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสตอร์มแทรค

ฟอร์ดสร้างตำนานครั้งใหม่ด้วยฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสตอร์มแทรค รุ่นท็อปใหม่ล่าสุดของเรนเจอร์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สุดท้าทายไปอีกขั้นด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีมาก่อนในรถกระบะ ฟอร์ดได้ติดตั้งราวหลังคาและสปอร์ตบาร์แบบปรับได้ (Flexible Rack System) ขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับรูปแบบสปอร์ตบาร์ได้มากถึง 5 ตำแหน่งด้วยมือเดียว ทั้งยังรองรับการติดตั้งหรือขนย้ายอุปกรณ์เพื่อการผจญภัยและการทำงานได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น พร้อมรองรับน้ำหนักสูงสุดถึง 80 กก. ขณะขับและ 250 กก. ขณะจอด

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสตอร์มแทรค ติดตั้งขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ที่มาพร้อมตัวเลือกระบบขับเคลื่อนแบบ 4×4 และ 4×2 ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบ E-Shifter มีเทคโนโลยีระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Fully Automated Park Assist) เป็นครั้งแรกในตลาดรถกระบะ (นอกเหนือจากฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ซึ่งเป็นรถกระบะในตระกูลฟอร์ดเพอร์ฟอร์มานซ์)

ทีมวิศวกรยังเพิ่มความดุดันยิ่งขึ้นทั้งภายในและภายนอก ด้วยกระจังหน้าดีไซน์เฉพาะรุ่นสตอร์มแทรค สติ๊กเกอร์ตกแต่งใหม่รอบคันที่เป็นเอกลักษณ์ บ่งบอกตัวตนของคนที่มีใจรักในความสมบุกสมบัน พร้อมติดไฟ AUX Lamp เพื่อช่วยเพิ่มทัศนวิสัยให้ดีขึ้นในทุกสภาพอากาศ และเพิ่มความปลอดภัยในการขับเวลากลางคืน ภายในห้องโดยสารออกแบบมาให้หรูหราด้วยเบาะหนังและหนังสังเคราะห์สีดำ-แดงพรีเมียมสไตล์สตอร์มแทรค

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสตอร์มแทรค เปิดตัวในราคา 1,264,000 บาท สำหรับรุ่น 4×2 และราคา 1,399,000 บาท สำหรับรุ่น 4×4 พร้อมตัวเลือกสีรถ ได้แก่ สีขาวอาร์กติก ไวท์, สีเทา เมทิเออร์ เกรย์, สีดำ แอบโซลูท แบล็ก และสีส้ม เซโดนา ออเรนจ์  (สีพิเศษ เพิ่มเงิน 10,000 บาท)

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่

รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงอันทรงพลัง อัดแน่นด้วยดีเอ็นเอฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ มาพร้อมตัวเลือกเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ให้ลูกค้าคอออฟโรดตัวจริงมีอิสระในการได้สัมผัสสุดยอดรถกระบะที่โดดเด่นทั้งในด้านการออกแบบที่ดุดันและอุปกรณ์เทคโนโลยีทันสมัย ไม่ว่จะเป็นระบบเกียร์ไฟฟ้า (E-Shifter) กล้องมองรอบคัน 360 องศา เบรกมือไฟฟ้า เทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูง ไฟหน้าแบบเมทริก แอลอีดี ไฟท้ายแอลอีดี หน้าจอแสดงผลบนหน้าปัดขนาด 12.4 นิ้ว หน้าจอควบคุมการสั่งงานแบบสัมผัสขนาด 12 นิ้ว แท่นชาร์จแบบไร้สาย และระบบเชื่อมต่อการสื่อสารผ่าน FordPass เปิดตัวในราคาเพียง 1,769,000 บาท

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่น XLS

รถกระบะรุ่นรถกระบะยกสูงเกียร์อัตโนมัติราคาคุ้มค่า ในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ ที่ตอบโจทย์การใช้งานแบบอเนกประสงค์สำหรับกลุ่มลูกค้าเจ้าของธุรกิจขนาดย่อม มาพร้อมความแข็งแกร่งของตัวถังและช่วงล่าง ผสานเทคโนโลยีทันสมัย และระบบความปลอดภัยครบครัน โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดุดัน สมรรถนะที่ทรงพลังและเปี่ยมประสิทธิภาพ

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่น XLS มาพร้อมตัวเลือกทั้งแบบ 4 ประตู และแบบตอนครึ่ง ติดตั้งขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และเพิ่มคุณสมบัติด้วยอุปกรณ์ต่างๆ ที่อัดแน่นเต็มคันเพื่อตอบโจทย์การเป็นรถกระบะเพื่อการทำงานอย่างตรงจุด อาทิ

  • ไฟหน้าแบบแอลอีดี มัลติรีเฟลกเตอร์ พร้อมไฟวิ่งกลางวันแบบแอลอีดี มอบความอุ่นใจในการขับขี่มากยิ่งขึ้น
  • บันไดเหยียบข้างกระบะท้าย ให้ขึ้นท้ายกระบะได้สะดวกยิ่งขึ้น
  • กล้องมองหลังขณะถอยจอด แสดงภาพด้านหลังรถผ่านหน้าจอแสดงผลบนคอนโซลกลาง เพื่อการถอยจอดแบบเข้าซองอย่างปลอดภัย
  • แผงหน้าปัดดิจิทัล ประกอบด้วยหน้าจอแสดงผลจอสีแบบสัมผัส Multi-Touch ขนาด 1 นิ้ว ควบคุมฟีเจอร์ความสะดวกสบายต่างๆ ภายในรถได้อย่างง่ายดายและทันสมัย
  • พวงมาลัยไฟฟ้า ช่วยผ่อนแรงในการขับขี่ มอบความสะดวกสบายในการเดินทางทั้งใกล้-ไกล

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่น XLS เปิดตัวในราคาสุดเร้าใจที่ 794,000 บาทสำหรับกระบะแบบตอนครึ่ง และ 879,000 บาท สำหรับรุ่นกระบะ 4 ประตู พร้อมตัวเลือกสีรถมากถึง 5 สี ได้แก่ สีเงิน อลูมิเนียม เมทัลลิก, สีขาวอาร์กติก ไวท์, สีเทา เมทิเออร์ เกรย์, สีดำ แอบโซลูท แบล็ก และสีน้ำเงิน บลู ไลท์นิ่ง

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไวลด์แทรค

รถยนต์รุ่นย่อยใหม่ล่าสุดของรถนั่งอเนกประสงค์สำหรับครอบครัวที่ผสานสมรรถนะเพื่อการผจญภัยเข้ากับความสะดวกสบายอันเหนือระดับ ต่อยอดสมรรถนะและเทคโนโลยีที่เหนือชั้นด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์แบบไวลด์แทรค และครบครันทั้งความเท่ แข็งแกร่ง และขับสนุกในทุกการเดินทาง

ด้านระบบส่งกำลังและแรงบิด ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไวลด์แทรค มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบ E- Shifter อันทรงประสิทธิภาพ มาพร้อมระบบขับเคลื่อนแบบ 4×4 ที่มีตัวเลือกโหมดการขับขี่มากถึง 6 โหมดการขับขี่ ประกอบด้วย โหมดปกติ โหมดประหยัด  โหมดลากจูงและบรรทุก โหมดถนนลื่น โหมดโคลน และโหมดทราย เพื่อสมรรถนะสูงสุดสำหรับการเดินทางบนทุกสภาพพื้นผิว

ห้องโดยสารได้รับการออกแบบโฉมใหม่ด้วยสีดำทั้งหมด รวมทั้งเบาะหนังและหนังสังเคราะห์สีดำพร้อมเดินด้ายสีส้ม และโลโก้ซิกเนเจอร์ ‘Wildtrak’ ที่เบาะคู่หน้า ให้มีความดุดันเป็นเอกลักษณ์สไตล์ไวลด์แทรค และด้วยรูปลักษณ์ที่แตกต่างแบบเดียวกับฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค ผสมผสานดีไซน์กระจังหน้าอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นไวลด์แทรค พร้อมตัวอักษร WILDTRAK สีดำบนฝากระโปรงหน้า ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไวลด์แทรค จึงสะท้อนสไตล์ของนักผจญภัยอย่างแท้จริง

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไวลด์แทรค เปิดตัวในราคา 1,899,000 บาท พร้อมตัวเลือกสีรถมากถึง 6 สี ได้แก่ สีมาตรฐาน สีเงิน อลูมิเนียม เมทัลลิก, สีเทา เมทิเออร์, เกรย์ สีดำ แอบโซลูท แบล็ก และสีพิเศษ สีขาวมุก สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล, สีเหลือง ลักซ์ เยลโลว์ และสีส้ม เซโดนา ออเรนจ์ (เพิ่มเงิน 12,000 บาท)

“ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นที่จะยกระดับธุรกิจในด้านความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นจุดแข็งของเรา พร้อมขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ให้ตรงความต้องการของลูกค้า และพัฒนานวัตกรรมการบริการให้เกิดผลอันน่าพึงพอใจยิ่งขึ้น ตามคำมั่นสัญญาของฟอร์ดที่มุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว” นายรัฐการ กล่าวเสริม

ฟอร์ดเตรียมเปิดให้ลูกค้าที่สนใจสั่งจองรถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ เฉพาะรุ่นได้ทั้งผ่านช่องทางออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.ford.co.th รวมถึงที่งานมอเตอร์โชว์ และที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ

 

ข้อเสนอสุดเร้าใจมากมายภายในงานมอเตอร์โชว์ ฟอร์ดมอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับรถยนต์ 4 รุ่นใหม่ ดังนี้

  • ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่น XLS โอเพนแค็บ ผ่อนเริ่มต้น 5,599 บาท ดับเบิลแค็บ ผ่อนเริ่มต้น 7,199 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสตอร์มแทรค และฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ มาพร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.99%
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไวลด์แทรค มอบอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.89%

และฟอร์ดยังมีข้อเสนอสุดเร้าใจสำหรับรถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ รุ่นอื่นๆ ได้แก่

  • ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นโอเพ่นแค็บ XL+ จำหน่ายในราคาพิเศษ 599,000 บาท จากราคาปกติ 709,000 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นดับเบิ้ลแค็บ XLT ผ่อนเริ่มต้น 6,999 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไวลด์แทรค ผ่อนเริ่มต้นเพียง 9,999 บาท พร้อมรับบัตรน้ำมัน 10,000 บาท เมื่อจองและออกรถภายในวันที่ 31 มีนาคม 2566
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสปอร์ต ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • รถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ทุกรุ่นมาพร้อมโปรแกรม Ford Care รับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่จากโรงงาน นาน 5 ปี /150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

พิเศษ เมื่อลูกค้าฟอร์ด และครอบครัวที่เป็นเจ้าของรถฟอร์ดอยู่แล้ว ออกรถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ทุกรุ่น ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 มีนาคม 2566 รับฟรีโปรแกรม Ford Care+ มูลค่าสูงสุด 27,290 บาท เพิ่มความอุ่นใจในการขับขี่ตลอดระยะเวลา 5 ปี ครอบคลุมตั้งแต่การรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่จากโรงงาน การบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะ รวมค่าแรงและค่าอะไหล่ ไปจนถึงบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ลูกค้าเดิมที่ซื้อฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไวลด์แทรค รับบัตรน้ำมันเพิ่มเป็น 20,000 บาท ลูกค้าที่สนใจดูข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th

ฟอร์ดยังคงสานต่อความมุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว และการมอบบริการแบบ ‘พร้อมเสมอ’ หรือ ‘Always-On’ ให้กับลูกค้า โดยยกระดับการพัฒนาบุคลากรฟอร์ด และนวัตกรรมการบริการลูกค้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าในทุกมิติ โดยมีการเปิดศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรมบุคลากรฟอร์ดอย่างเป็นทางการ เพื่อเสริมให้พนักงานฟอร์ดสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด และรับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถที่น่าพึงพอใจสูงสุด

ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับรถฟอร์ดรุ่นย่อยใหม่ได้จากแฮชแท็ก #FordNextLevel #FordRangerStormtrak #FordRangerRaptorDiesel #FordRangerXLS และ #FordEverestWildTrak

อีซูซุนำขบวนยนตรกรรม รถปิกอัพ และรถอเนกประสงค์ครบรุ่น พร้อมทะยานต่อ ให้โลกตาม ลุยงาน “มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44”

0

อีซูซุ พร้อมลุยตลาดรถยนต์ปี 2566 นำยนตรกรรมมาตรฐานใหม่ในวงการปิกอัพที่มาพร้อมกับนวัตกรรมความปลอดภัยขั้นสูง ADAS (Advanced Driver Assistance Systems) พร้อมกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera ใน “ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ MAGIC EYEs…ทะยานต่อ ให้โลกตาม” ทั้งในรุ่น “วี-ครอส” และ “ไฮแลนเดอร์” เพิ่มความมันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดไปกับไลฟ์สไตล์ปิกอัพ “ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์”…INFINITE X-LIFE มันส์! มิดไมล์” พร้อมรถอเนกประสงค์ “เดอะนิว มิว-เอ็กซ์” be UNCHARTED…หมุดหมายใหม่ไม่สิ้นสุด” และเสริมความสปอร์ตหรูกับ “เดอะนิว มิว-เอ็กซ์ รุ่นพิเศษ! “PHANTOM COLLECTION” … SOUL, UNCHARTED” พร้อมพบความท้าทายครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม กับ โปรเจกต์พิเศษ “Isuzu V-Cross 4×4 Master of All Roads…ลุย! ท้าโลก” ซีซั่น 2 ที่บูธอีซูซุในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44

กลุ่มตรีเพชร โดย มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “หลังจากที่อีซูซุได้เปิดตัวรถใหม่ล่าสุดทั้งรถอเนกประสงค์ระดับหรูและรถปิกอัพทุกไลน์อัพ ที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ ADAS ด้วยนวัตกรรมกล้องหน้าคู่ เติมเต็มระบบความปลอดภัยเพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดทุกการเดินทาง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในรถปิกอัพเมืองไทยเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมานั้น ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ใช้รถ สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ในครั้งนี้อีซูซุได้ยกขบวนยนตรกรรมล่าสุด รวม 14 คัน มาตอกย้ำความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง นำโดย “ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ MAGIC EYEs…ทะยานต่อ ให้โลกตาม” “ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์…INFINITE X-LIFE มันส์! มิดไมล์”  ไลฟ์สไตล์ปิกอัพที่มาพร้อมกับเอกลักษณ์ความเท่กับโทนสีแดง-ดำ เพื่อสื่อถึงความสนุกเร้าใจของการผจญภัยใหม่ ๆ ที่ไร้ขีดจำกัด และนอกจากรถปิกอัพหลากรุ่น หลายสไตล์แล้ว ยังมี “เดอะนิว มิว-เอ็กซ์” be UNCHARTED…หมุดหมายใหม่ไม่สิ้นสุด” และ “เดอะนิว มิว-เอ็กซ์ รุ่นพิเศษ! PHANTOM COLLECTION…สะท้อนอินเนอร์คุณกับหมุดหมายที่แตกต่าง” ที่มาพร้อมกับสีใหม่ สะดวกสบายด้วยฝาท้าย Smart Tailgate แบบ Step Sensor เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอันชาญฉลาด ให้ความรู้สึกเหนือระดับอย่างไม่สิ้นสุด นอกจากนี้อีซูซุยังได้จัดเตรียมรถแต่งพิเศษสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการแต่งรถให้โดดเด่นมีเอกลักษณ์ รวมทั้งโปรโมชันสุดคุ้ม รถทดลองขับ และกิจกรรมภายในบูธให้ร่วมสนุกมากมาย และจากความสำเร็จจากการทำการตลาดภายใต้คอนเซ็ปต์ “Isuzu V-Cross 4×4 Master of All Roads…ตัวจริงทุกเส้นทาง” อย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา อีซูซุจึงได้ต่อยอดด้วยการนำเสนอ “Isuzu V-Cross 4×4 Master of All Roads…ลุย! ท้าโลก” ซีซั่นที่ 2 ซึ่งถ่ายทำในเส้นทางที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ณ ประเทศนิวซีแลนด์”

ยนตรกรรมอีซูซุที่ยกขบวนมาโชว์ในงาน มีดังนี้

“ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ MAGIC EYEs…ทะยานต่อ ให้โลกตาม” สู่ทุกเส้นทางอย่างมั่นใจ ปิกอัพรุ่นล่าสุดที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำแห่งความปลอดภัยกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS (Advanced Driver Assistance Systems) พร้อมนวัตกรรมกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera ซึ่งเป็นครั้งแรกของรถปิกอัพเมืองไทย ทำหน้าที่เสมือนดวงตาคู่อัจฉริยะ คอยตรวจจับวัตถุด้านหน้าแบบ Real Time ชัดเจน และแม่นยำกว่าระบบกล้องหน้าเดี่ยว (Mono Camera) ในรถปิกอัพ “ใหม่! อีซูซุ วี-ครอส 4×4” และ “ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ รุ่น 4 ประตู” เกรด M

  • ใหม่! อีซูซุ วี-ครอส 4×4 MAGIC EYEs รุ่น 4 ประตู 0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เกรด M สี Islay Gray Opaque มาพร้อมกับล้ออัลลอย 18 นิ้ว สปอร์ตออฟโรด ดีไซน์ดุดัน เท่ แกร่ง ทรงพลัง สะกดทุกสายตา สะท้อนตัวตนที่เหนือกว่า มาพร้อมกระจังหน้าแบบ Double Dimensions ดีไซน์แบบทูโทน สีเทาดำ และ Black Chrome Front Bumper Guard สีทูโทน กันชนท้ายแบบ Integrated Bumper ดีไซน์สวยเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ ระบบไฟหน้า Isuzu Vision Bi-LED ส่องสว่างได้ไกล และกว้าง พร้อมระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ และไฟส่องสว่างเวลากลางวัน Multifunctional Daylight แบบ Built-in พร้อมเป็นไฟหรี่ในเวลากลางคืน ไฟท้าย Dual-Sonic LED แบบ Clear Lens ให้ความสว่าง เท่ เต็มอารมณ์สปอร์ต สำหรับผู้ที่รักการผจญภัย ยังมีระบบ Terrain Command และ Electronic Diff-Lock ที่ช่วยให้ลุยได้ทุกสถานการณ์
  • ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ รุ่น 2 ประตู เกรด L-DA เกียร์ AT สี Bohemian Silver

รถปิกอัพยกสูงยอดนิยม มาพร้อมกับความคุ้มค่า ด้วยเครื่องยนต์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ประหยัดน้ำมันขั้นสุด โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอกระดับรุ่นท็อป ภายในหรูหรา มาพร้อมกับความสะดวกสบายด้วยหน้าจอระบบสัมผัส Infotainment Display ขนาด 7 นิ้ว รองรับระบบ Android Auto และ Wireless Apple Car Play และกล้องมองภาพขณะถอยจอด ปลอดภัยทุกการเดินทางด้วยระบบเบรก ABS พร้อม EBD และ BA และถุงลมนิรภัยคู่หน้า Dual SRS

  • ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ รุ่น 4 ประตู เกรด M สี Islay Gray Opaque ยนตรกรรมปิกอัพระดับ Top Class มาพร้อมกับกระจังหน้าแบบ Double Dimensions ดีไซน์แบบทูโทน สี Chrome และ Dark Gray Metallic พร้อมไฟท้ายดีไซน์โทนสีเข้ม เท่ เต็มอารมณ์สปอร์ต และกันชนท้าย    Integrated Bumper ดีไซน์สวยงามเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ดีไซน์แบบ Robust Radius ภายในห้องโดยสารหรูหราด้วย Piano Black และ Satin Chrome ดีไซน์คอนโซลหน้าแบบ Sharp Horizontal Layers เล่นระดับกับแผงข้างประตู พร้อมเบาะนั่งดีไซน์โอบกระชับเทคโนโลยี COOL MAX ช่วยลดการสะสมความร้อนและเบาะนั่งคู่หน้าเทคโนโลยี AVEC
    ซับแรงสั่นสะเทือนลดความเมื่อยล้า ประหยัดน้ำมันขั้นสุด ด้วยเครื่องยนต์อีซูซุ 9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ Gen 2 และเครื่องยนต์อีซูซุ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์
  • ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ แค็บโฟร์ สีขาว Siberian White เกรด L-DA เกียร์ A/T ตอบสนองความคุ้มค่าด้วย Option ที่เหนือกว่า ใหม่! หน้าจอระบบสัมผัส Infotainment Display ขนาด 7 นิ้ว รองรับระบบ Android Auto และ Wireless Apple CarPlay คมชัดระดับ HD ใช้งานง่าย พร้อมกล้องมองภาพด้านหลังขณะถอยจอด เพิ่มความปลอดภัย และสะดวกสบาย

ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์…INFINITE X-LIFE มันส์! มิดไมล์ ความเร้าใจใหม่ล่าสุด พร้อมหยุดทุกสายตากับปิกอัพสปอร์ตเรซซิ่ง ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวเหนือทุกนิยาม ปลุกเร้าทุกอารมณ์การขับขี่ ด้วยขุมพลัง 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ Gen 2 ให้ความแรงสะใจ มันส์! มิดไมล์อย่างที่ต้องการ

  • ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ รุ่น SPEED 4 ประตู สีเทาใหม่ Islay Gray Opaque โดดเด่นกระแทกใจ เติมเต็มอารมณ์สปอร์ตเรซซิ่ง ด้วยใหม่! สเกิร์ตหน้าลายเคฟลาร์ มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน โดดเด่น สะดุดตา และใหม่! ดีไซน์เบาะนั่งทูโทนสีดำแดง ทรงสปอร์ต โอบกระชับ พร้อมสัญลักษณ์ X สีแดงสุดเท่ที่เบาะคู่หน้า
  • ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ รุ่น HI-LANDER 4 ประตู สีขาว Dolomite White Pearl เท่ ยกระดับอีกขั้นไปกับความมีสไตล์ ใหม่! สเกิร์ตกันชนหน้าดีไซน์เท่รับกับกระจังหน้า ให้อารมณ์สปอร์ตพรีเมียม และใหม่! เบาะนั่งดีไซน์สปอร์ต โอบกระชับ นั่งสบาย มาพร้อมเทคโนโลยี COOLMAX ช่วยลดการสะสมความร้อน และสัญลักษณ์ X ปักด้ายแดงสุดเท่ที่เบาะคู่หน้า มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด กับจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ที่นุ่มนวล ราบรื่น อีกทั้งสามารถเลือกเปลี่ยนโหมดการขับขี่แบบสปอร์ต Rev Tronic ให้เป็นการเปลี่ยนเกียร์แบบธรรมดา แม่นยำและตอบสนองได้รวดเร็ว
  • เดอะนิว มิว-เอ็กซ์ be UNCHARTED…หมุดหมายใหม่ไม่สิ้นสุด รถอเนกประสงค์ระดับหรูที่ยกระดับดีไซน์ไปอีกขั้น ปราดเปรียวสไตล์ Sport SUV กับภายนอกที่หรูหรา เข้มเต็มอารมณ์สปอร์ต โดดเด่นด้วย ใหม่! กระจังหน้าแบบ Black Chrome โฉบเฉี่ยวด้วยเฉดสี Magnetite Gray รอบคัน โทนเทาดำดุดัน ภายในกว้างโอ่อ่า ใหม่! โทนสี Macchiato Brown สีน้ำตาลเทาสลับสีน้ำตาลเข้มให้อารมณ์นุ่มลึก เพิ่มอารมณ์หรูด้วยวัสดุ Piano Black และ Chrome ประณีตดุจงาน Craftmanship เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีให้คอนเน็คทุกช่วงชีวิตกับโลกยุคใหม่ และเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย ISUZU MATRIX SAFETY INTELLIGENCE เหนือกว่าด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS แบบมีกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera สะดวกสบายยิ่งกว่าด้วยใหม่! ฝาท้าย Smart Tailgate แบบ Step Sensor และ เดอะนิว มิว-เอ็กซ์ รุ่นพิเศษ! “PHANTOM COLLECTION” … SOUL, UNCHARTED ที่มาในคอนเซ็ปต์ “สะท้อนอินเนอร์คุณ…กับหมุดหมายที่แตกต่าง” พร้อมสีใหม่เทา Islay Gray Opaque และสีขาวมุก Dolomite White Pearl เสริมความสปอร์ตหรูอย่างลงตัวด้วยภายในโทนสีดำ และภายนอกเร้าใจกับล้ออัลลอย Gloss Black ขนาด 20 นิ้ว พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ไร้ขีดจำกัด โดย เดอะนิว มิว-เอ็กซ์ มีมาโชว์ครบทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ ทั้งรุ่นเครื่องยนต์ 9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ รวม 4 คัน

พิเศษสุด! สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถโมดิฟาย และรักการตกแต่งรถให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อีซูซุขอแนะนำรถตกแต่งพิเศษ รวม 4 คัน ดังนี้

  • ใหม่! อีซูซุ วี-ครอส 4×4 รุ่น 4 ประตู 0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ตกแต่งด้วยคอนเซ็ปต์ “Master of All Roads” เช่นเดียวกับรถที่ใช้ในการถ่ายทำ “Isuzu V-Cross 4×4 Master of All Roads…ลุย! ท้าโลก” ดุดัน แกร่ง ทรงพลัง ปิกอัพสปอร์ตออฟโรด แต่งพิเศษเพื่อสาย Adventure มาพร้อมกับชุดแต่งพิเศษ Nudge Bar กันชนหน้าแบบเหล็ก เสริมการปกป้องด้านหน้า และเสริมสมรรถนะช่วงล่างด้วยชุดโช้คอัพสปริงและแหนบ ยกความสูง 2 นิ้ว ล้ออัลลอย ขนาด 9 x 18 นิ้ว พร้อมยาง Toyo Tires รุ่น R/T (Rough Terrain)
  • ใหม่! อีซูซุ วี-ครอส 4×4 รุ่น 4 ประตู 0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เกรด M สี Islay Grey Opaque แต่งพิเศษสำหรับสายแคมป์ปิ้ง ให้ลุคสปอร์ต ดุดัน พร้อมชุดแต่งจากอีซูซุ อาทิ กันชนหน้าแบบ Bull Bar, สน็อคเกิ้ล, ชุดลากจูง Tow Bar, และบันไดข้าง ซึ่งเป็นการเปิดตัวชุดแต่ง อีซูซุครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมติดตั้งชุดช่วงล่างจาก PROFENDER  ล้ออัลลอย ขนาด 9 x 18 นิ้ว ยาง Toyo Tires R/T ขนาด 265/60 R18 เต็นท์ติดหลังคารถรุ่น ARB Flinders ชุดตะแกรง ARB Base Rack พร้อมขาจับหลังคา และไฟสปอร์ตไลท์ส่องสว่างบนตะแกรง ARB ขนาด 40 นิ้ว
  • ใหม่! อีซูซุ ดีแมคซ์ สเปซแค็บ เกรด S-DA สีเงิน Bohemian Silver Metallic จัดทรงแต่งซิ่งเอาใจวัยรุ่นด้วยล้ออัลลอย ขนาด 5 x 18 นิ้ว ยาง Nitto 420SD ขนาด 245/45 R18 เท่ลงตัวด้วยชุดโหลดช่วงล่าง Explorer รุ่น Running X-Series พร้อมสตรัทปรับเกลียว คอยล์สปริง ฝากระโปรงหน้าคาร์บอนคอมโพซิทจาก Monza Factory รุ่น M-Dynamic Series 3 แรงขึ้นกับกล่องเพิ่มสมรรถนะเครื่องยนต์ Alpha Tech รุ่น Super Storm แบบปลั๊กตรงรุ่น ชุดคันเร่งไฟฟ้า Alpha Tech รุ่น Spark 3 และชุดมาตรวัดเกจ์ Defi พร้อมขายึด
  • ใหม่! อีซูซุ มิว-เอ็กซ์ 9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ รุ่น Active ขับเคลื่อน 2 ล้อ สี Dolomite White Pearl ถูกใจสายสปอร์ต เสริมความเรียบหรูด้วยล้ออัลลอย ขนาด 9 x 18 นิ้ว คู่กับยางสปอร์ต Toyo Tires รุ่น ST-3 ขนาด 265/60 R18 และชุดโหลดช่วงล่าง Explorer รุ่น Race Series แบบสตรัทปรับเกลียว พร้อมคอยล์สปริง

สำหรับโปรเจกต์ Isuzu V-Cross 4×4 Master of All Roads Season 2 ลุย! ท้าโลก คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “โปรเจกต์ Master of All Roads…ลุย! ท้าโลก ในครั้งนี้อีซูซุได้เลือก “คุณพีท-สุวัฒน์ ลิ้มจิรภิญญา” นักแข่งรถมืออาชีพ และเป็นผู้ที่ใช้รถอีซูซุทั้งในชีวิตจริงและการแข่งขัน ให้เป็นผู้ที่นำรถ Isuzu V-Cross 4×4 ฝ่าฟันอุปสรรค และพิชิตภารกิจในครั้งนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเรายังต้องการที่จะเพิ่มความตื่นเต้นเร้าใจ ด้วยเส้นทางและภารกิจที่ท้าทายและเข้มข้นมากขึ้น โดยเส้นทางในครั้งนี้เป็นบริเวณเมืองควีนส์ทาวน์ ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งกิจกรรมผจญภัย Outdoor ของโลก และยังขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของธรรมชาติ มีเส้นทางที่ท้าทายความสามารถของรถและคนอยู่มากมาย โดยจะนำเสนอเป็น 2 ตอน แบ่งเป็น 2 ภารกิจ ใน 2 สถานที่ โดยสถานที่แห่งแรกคือ Nevis Road ซึ่งเป็นเส้นทางที่สูงที่สุดจากระดับน้ำทะเลในประเทศนิวซีแลนด์ และอีกแห่งคือ Skippers Road ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางที่อันตรายที่สุดของโลก นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมให้ร่วมเล่นพร้อมลุ้นของรางวัลในแต่ละ EP ซึ่งทุกท่านสามารถติดตาม รับชมภารกิจและร่วมกิจกรรมได้พร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน (EP1) และ ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน (EP2) ผ่านช่องทาง http://www.isuzu-tis.com/masterofallroads , Facebook: All-New Isuzu D-Max, YouTube: Isuzu Thailand Official และ Instagram: isuzuthailandofficial”

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัส และทดลองขับยนตรกรรมคุณภาพระดับพรีเมี่ยมได้ที่บูธอีซูซุ ในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44” (Bangkok International Motor Show 2023) ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน นี้ ณ ฮอลล์ 2 อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี

ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai