Home Blog Page 263

ค็อกพิท รุกเปิดสาขาใหม่ย่านคู้บอน ยกขบวนโปรเด็ดสุดคุ้ม มอบความสุขให้ลูกค้าเดินทางอย่างอุ่นใจส่งท้ายปี

0

ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรค็อกพิท (Cockpit) ภายใต้การดูแลโดยบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง พร้อมแผนเปิดสาขาใหม่ในวันที่ 1 ธันวาคม 2565 กับ “ค็อกพิทคู้บอน” ตั้งอยู่ในศูนย์การค้า JAS green village คู้บอน เพื่อเพิ่มความสะดวกพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบครอบคลุมลูกค้าได้มากขึ้น จัดหนักด้วยทัพโปรโมชั่นเด็ดฉลองเปิดสาขาใหม่ ส่งมอบความสุขและความปลอดภัยให้ลูกค้าได้อุ่นใจตลอดการเดินทางส่งท้ายปี ตอกย้ำ “คุ้ม ครบ ไว อุ่นใจที่ค็อกพิท”  

มร.เคอิจิ ชูมะ กรรมการผู้จัดการบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ค็อกพิทพร้อมเดินหน้าด้วยแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำการเป็นศูนย์บริการที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศไทย พร้อมเติมเต็มการให้บริการด้านรถยนต์ที่ครบครันในที่เดียว ด้วยคำมั่นสัญญาที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพและมาตรฐานที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบายของผู้ขับขี่และสังคม

พิเศษสุด ! ฉลองเปิดสาขาใหม่กับโปรโมชั่นสุดคุ้ม แบบที่คุณพลาดไม่ได้ ตั้งแต่วันที่ 1-12 ธันวาคม 2565*

ผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์

  • เมื่อซื้อยาง Bridgestone หรือ Firestone ครบ 3 เส้น แถมฟรี 1 เส้น (ทุกรุ่น ทุกขนาด)
    ผลิตภัณฑ์อื่นๆ
  • น้ำมันเครื่อง แบตเตอรี่ ผ้าเบรก และโช้คอัพ ลดสูงสุด 25% (จำนวนจำกัด)
  • ล้อแม็ก Yachiyoda ซื้อ 3 แถมฟรี 1 (เฉพาะรุ่นที่กำหนด)
  • ฟรี บริการตรวจเช็กความปลอดภัยเบื้องต้น เช็กรถให้พร้อมก่อนเดินทาง

นอกจากนี้ ในวันที่ 6 ธันวาคม 2565 ซึ่งมีการจัดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ พบกับกิจกรรมภายในงาน อาทิ การออกบูธจากแบรนด์ต่างๆ และโปรโมชั่นสุดพิเศษมากมาย ดังนี้

ผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์

  • เมื่อซื้อยาง Bridgestone 1 เส้น แถมฟรี 1 เส้น (ทุกรุ่น ทุกขนาด)

ผลิตภัณฑ์อื่นๆ

  • น้ำมันเครื่องเกรดหมื่นกิโลพร้อมไส้กรอง เริ่มต้น 490 บาท (ปกติ 650 บาท)
  • น้ำมันเครื่อง และโช้คอัพ ลดสูงสุด 50% (จำนวนจำกัด)
  • แบตเตอรี่ และผ้าเบรก ลดสูงสุด 25% (จำนวนจำกัด)
  • ล้อแม็ก Yachiyoda ซื้อ 1 แถมฟรี 1 (เฉพาะรุ่นที่กำหนด)

โตโยต้า จัดงาน MODELLISTA x ASAVA “Trend Leader on the road” พร้อมเปิดตัวชุดแต่ง MODELLISTA ใหม่

0
Toyota Modellista Pic Open

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมกับ “หมู ASAVA” นายพลพัฒน์ อัศวะประภา Designer และผู้ก่อตั้ง Brand ASAVA และ มร.ทาคุมิ ยามากุจิ Designer TOYOTA Customizing & Development (TCD) Asia ร่วมจัดงาน MODELLISTA X ASAVA “Trend Leader on the Road” สะท้อนภาพลักษณ์อันหรูหรา โดดเด่น ของอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ TOYOTA ภายใต้ Brand MODELLISTA ผ่าน ASVA Special Collection Fashion Show เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ศกนี้ ที่ Toyota ALIVE บางนา

Toyota Modellista 7

 

ปรากฏการณ์ครั้งแรกในประเทศไทย ที่ Brand อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ระดับโลกของ TOYOTA ภายใต้ Brand MODELLISTA และ Fashion designer ชั้นนำของประเทศไทยอย่าง ASAVA ได้จับมือกันรังสรรค์ Collection เสื้อผ้าสุดพิเศษขึ้นโดยเฉพาะ ภายใต้แนวคิดแห่งความทันสมัย หรูหรา และใช้ได้ในชีวิตจริง สะท้อนภาพลักษณ์อันคล้ายคลึงกันของ MODELLISTA ที่ช่วยชูภาพลักษณ์แห่งความหรูหราให้กับรถยนต์ และผู้ครอบครองเป็นเจ้าของรถยนต์ TOYOTA

ภายในงานมีช่วงสนทนาพิเศษร่วมกันของ Key man ทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ นายสุรศักดิ์ สุทองวัน “หมู ASAVA” นายพลพัฒน์ อัศวะประภา และ มร.ทาคุมิ ยามากุจิ เพื่อพูดคุยถึงรายละเอียดความร่วมมือกันในครั้งนี้ หลังจากนั้นตื่นตากับ Fashion Show สำหรับผลงาน Special collection “Modellista x Asava” ปิดท้ายด้วย Exclusive party และ Mini concert เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศของงานแสดงศิลปะใน 2 รูปแบบ ที่สอดประสานกันได้อย่างลงตัว

MODELLISTA อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น

ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2540 ภายใต้การดำเนินงานของ TOYOTA Customizing & Development (TCD) ประเทศญี่ปุ่น เริ่มนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 ด้วยประสบการณ์ที่มีมาอย่างยาวนาน และคงไว้ซึ่งมาตรฐานภายใต้การออกแบบที่เน้นความ Premium และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในประเทศญี่ปุ่น ด้วยยอดขายรวมทั้งสิ้นกว่า 1 ล้านชุด และรับเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าในประเทศไทยด้วยการการส่งเสริมภาพลักษณ์รถยนต์ TOYOTA ให้มีความหรูหรา และสวยงามมากยิ่งขึ้น โดยแนวคิดในการพัฒนาชุดอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ จะเน้นที่ความ Premium มีสไตล์ ทันสมัย หรูหรา และสร้างความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็น เปรียบเสมือน คนกับเสื้อผ้า และแฟชั่น โดย MODELLISTA เลือกที่จะทำงานร่วมกับ ASAVA ในกิจกรรมความร่วมมือพิเศษในครั้งนี้

ASAVA Fashion brand ชั้นนำของคนไทย
ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2551 โดย คุณหมู พลพัฒน์ อัศวะประภา และก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งใน Fashion brand ชั้นนำของประเทศไทย โดยมีแนวคิดนำความ Classic เหนือการเวลา มาตีความสำหรับความงามในแบบสมัยใหม่ ผ่านการออกแบบเสื้อผ้าด้วยความละเอียดอ่อน ตัดเย็บแบบ Classic โดยใช้วัสดุที่มีคุณภาพสูง สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นจุดแข็งของ ASAVA Brand นั่นเอง

พร้อมเปิดตัวชุดแต่ง MODELLISTA สำหรับรถยนต์ TOYOTA 3 รุ่น
Yaris ATIV MODELLISTA
ประกอบด้วย สเกิร์ตกันชนหน้า – สเกิร์ตกันชนหลัง – ชุดสเกิร์ตข้าง – สปอยเลอร์หลัง – ล้ออัลลอย 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 205/50 R17 และสัญลักษณ์ MODELLISTA ท้ายรถ สามารถติดตั้งได้กับ YARIS ATIV ทุกรุ่น รับประกันสูงสุดในระยะเวลา 36 เดือน หรือระยะ 100,000 กิโลเมตร
ราคาพิเศษเพียง 48,500 บาท

Toyota Modellista 3
HILUX REVO D MODELLISTA
ประกอบด้วย สเกิร์ตกันชนหน้า – ล้ออัลลอย 20 นิ้ว พร้อมยางขนาด 265/50 R20 และสัญลักษณ์ MODELLISTA
ราคาพิเศษเพียง 59,500 บาท

Toyota Modellista 1
FORTUNER MODELLISTA
ประกอบด้วย HOOD EMBLEM – สัญลักษณ์ MODELLISTA สี PIANO BLACK – สปอยเลอร์กันชนหลัง สปอยเลอร์กันชนหน้า – ล้ออัลลอย 20 นิ้ว ลายใหม่ พร้อมยางขนาด 265/50 R20 เฉพาะรุ่น Leader – ชุดตกแต่งกระจังหน้า และสัญลักษณ์ MODELLISTA
ราคาพิเศษเพียง 59,500 บาท สำหรับ FORTUNER Legender
ราคาพิเศษเพียง 69,500 บาท สำหรับ FORTUNER Leader

Toyota Modellista 4

สัมผัสความหรูหรา และทันสมัย
ของอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ MODELLISTA ทุกรุ่น
ได้ที่ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ
พร้อมบริการผ่อนชำระรวมในค่างวดรถยนต์
ติดตามข้อมูลข่าวสาร และกิจกรรมเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.toyota.co.th/
ช่องทางออนไลน์ Facebook: Toyota Motor Thailand และผ่านทาง LINE ID: @ToyotaThailand

เนต้า จับมือ บางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี ร่วมลงนามกรมสรรพสามิตรับแพ็คเกจสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า

0

บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด จับมือ บางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี ร่วมลงนามข้อตกลงเข้าร่วมมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ากับกรมสรรพสามิต เพื่อเดินหน้าผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย

มร. เป่า จ้วงเฟย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด  เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา NETA พร้อมด้วย บริษัท บางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี จำกัด หรือ BGAC ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงเข้าร่วมมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ากับกรมสรรพสามิต โดยพร้อมเดินหน้าโครงการประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่โรงงานประกอบรถยนต์บางชัน ในนิคมอุตสาหกรรมบางชัน เขตคันนายาว กรุงเทพฯ เพื่อรองรับกับความต้องการของตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศ  ทั้งนี้ ภายใต้การลงนามกับกรมสรรพสามิตดังกล่าวทำให้ NETA สามารถดำเนินการส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า NETA V ด้วยราคาจัดจำหน่ายที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเป็นทางการได้ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป

“บริษัทฯ ขอขอบคุณลูกค้าคนไทยที่ให้ความไว้วางใจในแบรนด์ NETA และต้องขออภัยเป็นอย่างสูงสำหรับความล่าช้าในการส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เกิดขึ้น  เราตั้งใจอย่างดีที่สุดที่จะบรรลุข้อตกลงเพื่อลงนามเข้าร่วมมาตรการสนับสนุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในครั้งนี้เพื่อเปิดประสบการณ์การใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ให้กับลูกค้าของ NETA ในประเทศไทยอย่างแท้จริง โดยการร่วมมือนี้จะเป็นไปตามกรอบเวลาที่ระบุในข้อตกลงที่ภาครัฐได้กำหนดไว้”

“สำหรับ บริษัท บางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี จำกัด หรือ โรงงานประกอบรถยนต์บางชัน ถือเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการประกอบรถยนต์ให้กับแบรนด์ต่างๆ มานานกว่า 50 ปี  โดยการวางแผนต้นแบบของโรงงานได้คำนึงถึงและเตรียมการไว้เพื่อที่จะสามารถขยายโรงงานเพื่อรองรับความต้องการของตลาดรถยนต์ที่เติบโตขึ้น ทั้งนี้ จากความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยียานยนต์พลังงานไฟฟ้าของ NETA ประกอบกับศักยภาพด้านการผลิตของ BGAC จะทำให้ NETA เติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดเมืองไทย และทำให้ผู้บริโภคชาวไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากมาตรการส่งเสริมด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของภาครัฐ สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศ ” มร. เป่า จ้วงเฟย กล่าว 

NETA จะนำเทคโนโลยีมาเพิ่มศักยภาพให้กับทั้งผลิตภัณฑ์และการบริการเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีให้กับลูกค้าทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ให้ทั้งสมรรถนะในการขับขี่ ความอัจฉริยะของห้องโดยสาร การเชื่อมต่อระหว่างคนกับรถ ความปลอดภัย การขับขี่อัตโนมัติ และเทคโนโลยีหลักอื่นๆ อีกมากมาย ภายใต้แผนงานนี้ BGAC จะเข้ามามีบทบาทหลักคือการเป็นผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับ NETA ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดสายพานการผลิตได้ภายในปี 2024

บริษัท บางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี จำกัด หรือ โรงงานประกอบรถยนต์บางชัน ถือเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการประกอบรถยนต์ให้กับแบรนด์ต่างๆ มานานกว่า 50 ปี  โดย ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2513 มีพื้นที่ทั้งหมด 53 ไร่ 3 งาน 66.9 ตารางวา ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมบางชัน โดยการวางแผนต้นแบบของโรงงานได้คำนึงถึงและเตรียมการไว้เพื่อที่จะสามารถขยายโรงงานเพื่อรองรับความต้องการของตลาดรถยนต์ที่เติบโตขึ้น โรงงานแห่งนี้มีการประกอบรถยนต์โดยเครื่องมือที่ทันสมัยและได้มาตรฐานระดับสากล

NETA V : A Touchable Smart EV

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทุกคนเข้าถึงได้

NETA V รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สไตล์ City Car มาพร้อมแนวคิด “Touchable Smart EV” รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้  ได้รับการออกแบบภายนอกที่ลงตัวตามหลักอากาศพลศาสตร์ และการออกแบบภายในที่เรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย โดดเด่นด้วยหน้าจอ Infotainment ระบบสัมผัส ขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว พร้อมระบบการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ กุญแจแบบสมาร์ทคีย์พร้อมระบบ Ride & Go ให้รถพร้อมสำหรับการขับขี่ทันทีที่เปิดประตูรถ

NETA V มีสมรรถนะเพียงพอต่อการใช้งานด้วยมอเตอร์ขนาด 95 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตัน-เมตร พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-Ion Battery) ความจุ 38.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางในการวิ่งสูงสุด 384 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟเต็มตามมาตรฐาน NEDC ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานการป้องกันน้ำและฝุ่น IP67 พร้อมด้วยระบบจัดการอุณหภูมิแบตเตอรี่ HEPT 3.0 และระบบระบายความร้อนแบบ LIQUID COOLING SYSTEM รองรับการชาร์จกระแสสลับ AC Normal Charge จาก 0-100% ในระยะเวลาประมาณ 8 ชั่วโมง และการชาร์จกระแสตรง DC Quick Charge จาก 30-80% ในระยะเวลาประมาณ 30 นาที

ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยฟังก์ชัน V2L (Vehicle to Load) จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า ด้วยกำลังสูงสุดถึง 3,300 วัตต์ พร้อมการติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่างครบครัน

NETA V มีให้เลือก 5 สี ประกอบด้วยสีเขียว Cyan สีขาว White Storm สีชมพู Sakura Pink สีเทา Midnight Grey และสีฟ้า Sky Blue

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ NETA Call Center โทร. 02-039-5751 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ NETA ได้ที่

  • Facebook : Neta Auto Thailand
  • Neta Line Official : @netaautothailand
  • Website : www.neta.co.th

อีซูซุ จับมือ GMMTV จัดเต็มกับภารกิจสุดท้าทายในรายการ “MAGIC EYES CHALLENGE by ISUZU”

0

อีซูซุร่วมกับ GMMTV สร้างปฏิบัติการสุดท้าทายครั้งใหม่กับ “MAGIC EYES CHALLENGE by ISUZU” การแข่งขันที่จะท้าทายทุกสมรรถนะของคนและรถอีซูซุ กับศิลปินมากความสามารถทั้ง 6 ท่าน มาร่วมสร้างสีสันความสนุก ซึ่งจะได้เห็นถึงคาแร็กเตอร์และไลฟ์สไตล์ของเหล่าศิลปินและรถอีซูซุ 2 รุ่น ได้แก่ อีซูซุ วีครอส 4×4 และอีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ ศึกนี้ใครจะเป็นผู้ชนะ? และจะร่วมกันพิชิตเงินรางวัลเพื่อนำไปบริจาคการกุศลได้เท่าไร? ร่วมลุ้นไปกับเหล่าศิลปินชื่อดัง โดยผู้ชมสามารถร่วมสนุกเพื่อรับของที่ระลึกจากอีซูซุและ GMMTV ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคมนี้ ทางช่อง GMM25 เวลา 11.30 – 12.00 น.

ในครั้งนี้ศิลปินทั้ง 6 ท่าน ได้แก่ 4 หนุ่มสุดฮอตหลากหลายคาแร็กเตอร์ วิน เมธวิน, ออฟ จุมพล, เฟย ภัทร และนิกกี้ ณฉัตร ร่วมด้วย 2 สาวสวยเซ็กซี่ สุดแซ่บ เกรซ กาญจน์เกล้าและคารีสา ที่จะมาสร้างสีสันและเรียกเสียงหัวเราะในการทำกิจกรรมสุดสนุกและท้าทาย โดยมีผู้ช่วยรู้ใจอย่าง “อีซูซุ ดีแมคซ์ MAGIC EYEs”…ทะยานต่อ ให้โลกตาม ทั้ง 2 รุ่น ไม่ว่าจะเป็น “อีซูซุ วีครอส 4×4” รถปิกอัพขับเคลื่อน 4 ล้อที่จะช่วยให้ผ่านอุปสรรคไปได้สบาย ๆ ขับลุยแบบมั่นใจ ไม่ว่าจะไปไหน ขึ้นเขาลงห้วยก็มั่นใจว่าไปได้แน่นอน ที่จะพาทั้ง 6 ท่าน ก้าวข้ามขีดจำกัดและฝ่าฟันภารกิจสุดโหดสุดฮาไปได้ และอีกรุ่นคือ “อีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์” ไลฟ์สไตล์ปิกอัพที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตคนเมือง ขับง่าย สะดวกสบาย และที่สำคัญทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับเทคโนโลยีเพื่อระบบความปลอดภัย ADAS (Advanced Driver Assistance Systems) และเป็นครั้งแรกของวงการรถปิกอัพเมืองไทย กับนวัตกรรมกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera ที่ทำหน้าที่เสมือนดวงตาคู่อัจฉริยะ คอยตรวจจับวัตถุด้านหน้าแบบ Real Time ได้อย่างชัดเจน และแม่นยำกว่าระบบกล้องหน้าเดี่ยว (Mono Camera) พร้อมเรดาร์ 2 จุด และเซ็นเซอร์ 8 จุดรอบคัน เปลี่ยนทุกเส้นทางการผจญภัย ให้เป็นเส้นแห่งทางความปลอดภัย ที่จะเป็นตัวช่วยพิชิตเงินรางวัลเพื่อนำไปบริจาคการกุศลให้แก่มูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย ซึ่งเป็นมูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์ในการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนเช่นเดียวกับ “อีซูซุ ดีแมคซ์ MAGIC EYEs” ที่มีเทคโนโลยีเพื่อระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ ADAS สามารถช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุสูงสุดถึง 50%

ศึกนี้ใครจะเป็นผู้ชนะ? ร่วมลุ้นไปกับเหล่าศิลปินชื่อดังที่จะมาพิชิตภารกิจสุดมันและชิงเงินรางวัลเพื่อนำไปบริจาคการกุศล ติดตามชมและร่วมสนุกเพื่อลุ้นรับของที่ระลึกจากทางอีซูซุและ GMMTV ทุกวันอาทิตย์ เริ่มวันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม 2565 เป็นต้นไป ทางทีวีช่อง GMM25 เวลา 11.30 – 12.00 น. และรับชมย้อนหลังได้ที่ YouTube : GMMTV และ Facebook : GMMTV

เอทีฟคว้ารถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2565

0

สรยท.จัดงานฉลองรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2565 ยิ่งใหญ่ โตโยต้า ยาริส เอทีฟ ได้รับคะแนนจากการตัดสินรอบสุดท้ายสูงสุด จากรถยนต์เข้ารอบ 7 รุ่น กระทรวงอุตสาหกรรมรับเป็นรางวัลที่มีคุณภาพ และส่งเสริมการพัฒนาการผลิตรถยนต์ในประเทศให้มีศักยภาพ

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2565 สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย หรือ สรยท. จัดงานมอบรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2565 หรือ Thailand Car of The Year 2022 และรางวัล Thailand Car & Motorcycle Marketing Award 2022 โดยในส่วนของรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี เป็นการคัดเลือกรถยนต์รุ่นใหม่ แบบ All New Model ที่เปิดตัว และจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งต้องเป็นรถยนต์ผลิต และประกอบในประเทศ หรือในกลุ่มประเทศอาเซียน จากทุกแบรนด์ ทุกเซกเมนท์ หลากหลายรูปแบบและขนาดเครื่องยนต์ เพื่อนำมาพิจารณาตามเกณฑ์กติกาที่กำหนดไว้

ในปี 2565 มีรถยนต์รุ่นใหม่ที่ผ่านเกณฑ์ เข้าสู่การพิจาณาทั้งหมด 13 รุ่น โดยสรยท. ได้ตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาตัดสินรางวัล Thailand Car of The Year 2022 โดยมีนายสุรมิส เจริญงาม อุปนายกสมาคมฯ เป็นประธาน มีการส่งรายชื่อรถยนต์ทั้งหมดให้กับสมาชิกสมาคมฯ เป็นผู้ลงคะแนนแบบออนไลน์ คัดเลือกรถยนต์จำนวนกึ่งหนึ่ง เข้าสู่รอบตัดสิน ซึ่งมีรถยนต์ทั้งหมด 7 รุ่นที่ได้รับคะแนนสูงสุด ประกอบด้วย ฟอร์ด เอเวอเรสต์ (Next-Generation Ford Everest), ฟอร์ด เรนเจอร์ (Next-Generation Ford Ranger), ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี (Honda HR-V e:HEV), เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาส ตัวถังW206 (Mercedes-Benz C-Class (W206)), เอ็มจี วีเอส เอชอีวี (MG VS HEV), โตโยต้า เวลอซ (Toyota Veloz) และโตโยต้า ยาริส เอทีฟ (Toyota Yaris Ativ)

การตัดสินรอบสุดท้าย โดยเป็นการทดสอบภาคสนาม คณะกรรมการฯ ได้ใช้กติกา และเงื่อนไขการให้คะแนนรถยนต์แต่ละรุ่นตามรูปแบบเดียวกับการคัดเลือกรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งยุโรป และรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา พร้อมกับเก็บผลการลงคะแนนไว้เป็นความลับ

การนับคะแนนและตัดสิน Thailand Car of The Year 2022 ดำเนินการในช่วงบ่ายของวันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา และนำมาประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงค่ำของวันเดียวกัน หลังการนับคะแนน โตโยต้า รุ่น ยาริส เอทีฟ รถยนต์นั่งประเภทอีโคคาร์ ได้รับการลงคะแนนสูงสุด และได้รับรางวัล Thailand Car of The Year 2022 ไปครอง โดยมีนายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้มอบรางวัล

นายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในงานมอบรางวัล Thailand Car of The Year 2022 ว่า “กระทรวงอุตสาหกรรม รู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วมกับ สรยท. และสนับสนุนการจัดงานมอบรางวัล Thailand Car of The Year นี้ ให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อขวัญและกำลังใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมยานยนต์ใหม่ๆ ที่ทันสมัย ส่งต่อถึงมือผู้ใช้ ผู้บริโภคชาวไทย และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ

กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการ ผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเดินหน้าสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในเวทีโลก และตระหนักทราบดีว่าอุตสาหกรรมยานยนต์นั้นเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นหน้าตาของประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดรายได้เศรษฐกิจหมุนเวียนและการจ้างงานเป็นอันดับต้นๆ ของทุกอุตสาหกรรมในประเทศ”

นายวชิระ เรืองมาลัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย กล่าวขอบคุณผู้ประกอบการในธุรกิจยานยนต์ที่ได้เข้าร่วมงานประกาศรางวัล Thailand Car of The Year 2022 และแสดงความยินดีกับบริษัทต่างๆ ที่ได้รับรางวัล Thailand Car & Motorcycle Marketing Award 2022 ทุกๆ สาขา และโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ซึ่งได้รับรางวัล Thailand Car of The Year 2022 จากรถยนต์รุ่นโตโยต้า ยาริส เอทีฟ และเท่าที่ทราบจากคณะกรรมการตัดสิน คะแนนในปีนี้ค่อนข้างสูสี สำหรับคะแนนของรถยนต์ที่เข้ารอบทั้ง 7 รุ่น

“สรยท.ในฐานองค์กรกลางสื่อยานยนต์ รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีส่วนช่วย และผลักดันการพัฒนาผลิตภัณฑ์ คุณภาพการประกอบรถยนต์ในประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุดในการซื้อและใช้บริการ เชื่อว่ารางวัล Thailand Car of The Year ของสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย จะสามารถร่วมส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศให้มีความก้าวหน้าในทุกมิติ” นายวชิระ กล่าว

“สมาคมรถโบราณฯ” ร่วมฉลอง 20 ปี “MONSOON VALLEY”

0

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย แสดงความยินดี ครบรอบ 20 ปี Monsoon Valley โดย อเล็กซ์ อัลบอน อังศุสิงห์ Monsoon Valley’s brand ambassador รับมอบกระเช้า พร้อมด้วย กรัณย์ แจ้งเจนกิจ หม่อมหลวง กอกฤษต กฤดากร อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และประพงษ์ ไม้เจริญ ร่วมถ่ายภาพเป็นเกียรติ ณ Monsoon Valley Vineyard เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ บ้านพลังงานสะอาดสำหรับลูกค้า มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผนึกกำลังกับธนาคารกสิกรไทย ลีสซิ่งกสิกรไทย อินโนพาวเวอร์ และเอสซีจี รูฟฟิ่ง เปิดตัวแคมเปญ เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ (Dendo Drive House) บ้านพลังงานสะอาดสำหรับลูกค้า มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่มีการนำระบบนิเวศพลังงานที่สามารถผลิต-จัดเก็บ-แบ่งปันพลังงานระหว่างรถยนต์และที่พักอาศัยได้โดยอัตโนมัติ (ด้วยเทคโนโลยี Vehicle to Home หรือ V2H) มาใช้ในครัวเรือน

แคมเปญ เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ (Dendo Drive House) ในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ 5 บริษัทชั้นนำ ได้แก่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ธนาคารกสิกรไทย ลีสซิ่งกสิกรไทย อินโนพาวเวอร์ และเอสซีจี รูฟฟิ่ง    มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ครอบครัวชาวไทยสามารถนำพลังงานสะอาดมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมสำหรับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตสู่ยุคใหม่ โดยนำระบบนิเวศพลังงานสะอาดมาใช้ในชีวิตประจำวัน เชื่อมโยงสู่การสร้างระบบนิเวศสีเขียวสู่ความยั่งยืนในอนาคต ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ GO GREEN Together สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ณ งานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2022

มร. อาราตะ ทาคาฮาชิ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานกลยุทธ์การตลาด บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของแคมเปญความร่วมมือครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดธรรมดาเท่านั้น แต่ยังเป็นพลังขับเคลื่อนสู่การพลิกโฉมโครงข่ายพลังงานสู่วิถีชีวิตสมัยใหม่ โดยครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ลูกค้าที่ซื้อรถพีเอชอีวีรุ่นนี้ ในประเทศไทย จะสามารถเป็นเจ้าของเดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่จะช่วยให้สามารถบริหารจัดการการผลิต จัดเก็บ และแบ่งปันพลังไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ระหว่างบ้านและรถยนต์ได้อย่างง่ายดาย”

“โครงการเดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ จะช่วยให้ลูกค้าประหยัดค่าใช้จ่าย รวมถึงค่าไฟฟ้าในระยะยาว รวมทั้งยังช่วย  ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่มุ่งปกป้องสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน” มร. ทาคาฮาชิ กล่าวเสริม

นายธันว์ เหลียงไพบูลย์ หัวหน้าแผนกการสร้างธุรกิจนวัตกรรม บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า “บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด มุ่งเน้นการค้นหาและพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงาน เพื่อสนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาดและขับเคลื่อนสังคมไปสู่ Sustainable Ecosystem หรือระบบนิเวศเพื่อความยั่งยืน โดยโครงการนี้เราได้นำเสนอเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Quasar จากแบรนด์ Wallbox ซึ่งเป็นเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก รูปแบบกระแสตรง (Direct Current) สำหรับที่พักอาศัย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์  แนวใหม่ของการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาพร้อมกับเทคโนโลยีในการดึงไฟฟ้าจากแบตเตอรี่รถยนต์ จ่ายกลับเข้าไปใช้งานในที่พักอาศัย (Bi-Directional Charger) ซึ่งเทคโนโลยีนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการใช้พลังงานหมุนเวียนที่จะมีลักษณะของการกระจายศูนย์มากขึ้นในอนาคต  โดยเครื่องชาร์จรุ่น Quasar นี้เป็นสิทธิบัตรของบริษัท Wallbox ที่ทางบริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเพียงรายเดียวในประเทศไทย”

ลูกค้าที่ซื้อรถมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ภายในงานมอตอร์ เอ็กซ์โป และขอสินเชื่อกับ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด  จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.95% ดาวน์เพียง 25% พร้อมรับฟรีเครื่องอัดและจ่ายประจุไฟฟ้า (bi-directional charger) ยี่ห้อ Quasar มูลค่า 290,000 บาท นอกจากนี้ ยังจะได้รับ ข้อเสนอพิเศษดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือนจากธนาคารกสิกรไทย เมื่อขอวงเงินกู้เพื่อติดตั้งโซลาร์รูฟ พร้อมรับเพิ่มส่วนลดแผงโซลาร์สูงสุด 70,000 บาท จาก เอสซีจี รูฟฟิ่ง ผู้ผลิตหลังคาชั้นนำในประเทศไทย

นางชลารัตน์ พินิจเบญจพล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า “การผนึกกำลังกันของ ทั้ง 5 องค์กรในครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมให้คนไทยมีไลฟ์สไตล์กรีนเพื่อเข้าสู่สังคมไร้คาร์บอน  ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ GO GREEN Together ของธนาคารเพื่อผลักดันให้เกิด Green Ecosystem โดยในช่วงที่ผ่านมาธนาคารได้ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินเพื่อผลักดันสังคมสีเขียวมาอย่างต่อเนื่อง เช่น สินเชื่อเพื่อการติดตั้งแผงโซลาร์ สินเชื่อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เช่นเดียวกับความร่วมมือในครั้งนี้ที่มุ่งหวังให้คนไทยได้ใช้ชีวิตกรีนที่ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยการมอบวงเงินสนับสนุนเพื่อการติดตั้งแผงโซลาร์อัตราดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ”

นายธีรชาติ จิรจรัสพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด กล่าวเสริมว่า “เพื่อสอดรับกับนโยบาย GO GREEN Together สนับสนุนให้คนไทยมีสังคมสีเขียว  ลีสซิ่งกสิกรไทยได้ออกแคมเปญพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อรถมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี และยื่นขอสินเชื่อรถใหม่กับ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.95% โดยลูกค้ามิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี จะได้สิทธิประโยชน์จากลีสซิ่งกสิกรไทยตามเกณฑ์สคบ.ใหม่ โดยไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ 10 มกราคม 2566 ซึ่งเป็นวันที่เกณฑ์ใหม่มีผลบังคับใช้ เกณฑ์สคบ.ใหม่ อาทิ การได้ส่วนลดโปะปิดบัญชีก่อนกำหนดแบบขั้นบันไดตามจำนวนงวดที่ผ่อนมาแล้ว ขึ้นอยู่กับเวลาที่มา “โปะปิด” คือ กรณีชำระค่างวดมาแล้วไม่เกิน 1 ใน 3 รับส่วนลด 60% ชำระค่างวดมาแล้วเกิน 1 ใน 3 รับส่วนลด 70% และหากชำระค่างวดมาแล้วเกิน 2 ใน 3 รับส่วนลด 100%”

นายฎายิน เกียรติกวานกุล Head of SCG HOME Consumer Solution Development เอสซีจี  กล่าวว่า“ปัจจุบันเอสซีจี มุ่งมั่นดำเนินการเพื่อผลักดันสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในด้านพลังงานสะอาด อย่าง ‘เอสซีจี โซลาร์รูฟ โซลูชัน’ อย่างเต็มรูปแบบ จึงพัฒนาโซลูชันเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเพื่อให้เข้ากับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ไฟฟ้าในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์รูฟ ระบบ On Grid เหมาะกับบ้านที่ใช้ไฟในเวลากลางวันเป็นหลัก และระบบ Hybrid ที่ตอบโจทย์ทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิตในบ้าน สามารถกักเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ได้ทั้งกลางวัน และกลางคืน  โดยมีแอปพลิเคชันที่สามารถตรวจสอบพฤติกรรมการใช้ไฟ การผลิตไฟฟ้า และค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้อย่างเรียลไทม์  นับเป็นการยกระดับให้การใช้ชีวิตในบ้านเป็น ‘Smart Living’ ด้วยการนำเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่อาศัย”

เทคโนโลยีเดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ พัฒนาโดยมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คือ นวัตกรรมบริหารจัดการระบบนิเวศของพลังงานไฟฟ้าด้วยการผลิต-จัดเก็บ-และแบ่งปันพลังงานไฟฟ้าโดยเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นกระแสไฟฟ้าผ่านแผงโซลาร์ ระบบนี้ประกอบด้วยรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (พีเอชอีวี) เครื่องชาร์จไฟสองทิศทาง แผงโซลาร์ และแบตเตอรี่สำรองสำหรับใช้ภายในบ้าน (Energy Storage System หรือ ESS)

เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ผู้ขับขี่ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สามารถชาร์จรถยนต์ของตนเองด้วยการใช้ไฟจากระบบไฟฟ้าและจ่ายไฟฟ้าจากรถยนต์กลับสู่บ้านได้ นอกจากช่วยประหยัดค่าน้ำมัน ทั้งนี้ เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์   ยังช่วยให้เจ้าของบ้านประหยัดค่าไฟฟ้าด้วยการใช้ไฟฟ้าที่เหลืออยู่ในแบตเตอรี่สำรองสำหรับใช้ภายในบ้านหรือแบตเตอรี่ของรถยนต์ อีกทั้งยังเป็นแหล่งพลังงานสำรองที่ไว้วางใจได้ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินหรือเมื่อเกิดไฟดับ

สำหรับลูกค้าที่สนใจแคมเปญ เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9600 เปิดบริการทุกวันในเวลา 8.30-17.00 น. สามารถติดตามข้อมูลผ่านลิงค์ https://www.mitsubishi-motors.co.th/th/dendodrivehousecampaign หรือสแกน QR Code ได้ที่

เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมนำเสนอรถยนต์ไฮไลต์ นำโดย “EQS 500 4MATIC AMG Premium” รุ่นประกอบในประเทศ และ “Mercedes-AMG SL 43” เวอร์ชันใหม่ที่งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39 ตั้งแต่ 1-12 ธันวาคมนี้

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเผยแนวทางใหม่ในการสร้างสรรค์บูธเมอร์เซเดส-เบนซ์สำหรับงานจัดแสดงรถยนต์ ที่งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39 ทั้งการเลือกใช้ “ดิจิทัลไกด์” ผู้ให้คำแนะนำเรื่องรถยนต์ที่รู้จริงแบบไม่จำกัดเพศ การสร้างสรรค์บูธแบบอินเทอร์แอคทีฟภายใต้คอนเซ็ปต์ “ Vision of the Beyond” นำเสนอประสบการณ์ยานยนต์แบบฉบับเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่โดดเด่นเหนือระดับ และ  ไฮไลต์ของรถยนต์หลากหลายรุ่น อาทิ “EQS 500 4MATIC AMG Premium” ยานยนต์พลังไฟฟ้า 100% รุ่นประกอบในประเทศคันแรกที่ผสานทั้งเทคโนโลยี ดีไซน์ ฟังก์ชันการใช้งาน และการเชื่อมต่อเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน “Mercedes-AMG SL 43” รถยนต์สปอร์ตขุมพลังแรงเวอร์ชันใหม่ของรุ่นที่เป็นตำนานที่แฟนเมอร์เซเดส-เบนซ์ตัวจริงรอคอย และ “Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic” ยานยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ในตระกูล C-Class ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้และได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยม รวมถึงอีกหลายรุ่นที่พร้อมให้แฟน ๆ เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ตื่นเต้นตลอดงานมหกรรมยานยนต์ ตั้งแต่วันที่ 1-12 ธันวาคมนี้ 

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้กำหนดเทรนด์ใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยอยู่เสมอ นั่นจึงเป็นที่มาของการริเริ่มทำสิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์ของเราภายในการจัดงานแสดงรถยนต์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39 ครั้งนี้ด้วย เริ่มตั้งแต่การเลือกใช้ “ดิจิทัลไกด์” เพื่อให้คำแนะนำและนำเสนอข้อมูลรถยนต์ด้วยความเชี่ยวชาญในรูปแบบดิจิทัล โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเพศใด การนำเสนอบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Vision of the Beyond ” ในรูปแบบอินเทอร์แอคทีฟ ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำที่ลูกค้าสามารถเข้ามาโต้ตอบกับ AI Artist โดยจะแสดงข้อความต้อนรับเข้าสู่บูธแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ดื่มด่ำกับประสบการณ์ใหม่ของการเลือกชมรถยนต์รุ่นใหม่ได้อย่างสอดคล้องกับตัวตน และไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนอย่างเต็มที่ผ่านแพลตฟอร์ม Midjourney นอกจากนี้ เรายังมีไฮไลต์ของรถยนต์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นมากมายมาให้ลูกค้าได้สัมผัส ไม่ว่าจะเป็นยนตรกรรมไฟฟ้า 100% ที่ประกอบในประเทศอย่าง  “EQS 500 4MATIC AMG Premium” รวมถึง “Mercedes-AMG SL 43” ยานยนต์สปอร์ตพลังแรงตามแบบฉบับรถยนต์เอเอ็มจีที่แฟนเมอร์เซเดส-เบนซ์ตัวจริงรอคอย และ “Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic” ยานยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ในตระกูล C-Class ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้และได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยม”

ภายในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 39 นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมสร้างความตื่นเต้นให้กับลูกค้าและผู้มาเยี่ยมชมงานด้วยคอนเซ็ปต์ “Vision of the Beyond” เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์สุดล้ำจากยนตรกรรมแห่งโลกอนาคต ผ่านรถยนต์ไฮไลต์โมเดลใหม่ 3 รุ่น ที่เสมือนเป็นตัวแทนของ Vision ในอนาคตของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ไม่ว่าจะเป็น Vision of Innovation กับการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของการสร้างสรรค์นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ด้วยความพร้อมในการบุกเบิกและคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อสร้างสรรค์ยนตรกรรมแห่งโลกอนาคต Vision of Performance กับยานยนต์ที่ยกระดับสมรรถนะความแรงไปอีกขึ้นกับเครื่องยนต์ที่ได้รับการสร้างสรรค์ออกมาราวกับงานฝีมือสุดประณีต และ Vision of Sustainability ที่สะท้อนความมุ่งมั่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในการพัฒนาระบบปลั๊กอินไฮบริดให้มีประสิทธิภาพลดการเผาผลาญพลังงานเชื้อเพลิง เป็นมิตรต่อโลกมากยิ่งขึ้น

ส่วนประสบการณ์ของการได้เข้ามาสัมผัสบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่งานมหกรรมยานยนต์ในปีนี้ก็พิเศษไม่แพ้รถยนต์ไฮไลต์ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เมอร์เซเดส-เบนซ์นำเทคโนโลยี AI มาสร้างสรรค์ภาพโลกอนาคตจาก Vision ผู้เข้าร่วมงาน เพียงลงทะเบียนล่วงหน้าตอบคำถามสั้น ๆ ว่า “ภาพโลกอนาคตของคุณเป็นอย่างไร?” ระบบ AI จะนำคำตอบไปสร้างเป็นภาพโลกอนาคตในแบบคุณ พร้อมโชว์ผ่านจอขนาดยักษ์ในงาน ให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟได้แบบเต็ม ๆ

สำหรับไฮไลต์ของรถยนต์รุ่นใหม่จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ลูกค้าจะได้พบภายในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 39 ได้แก่

“EQS 500 4MATIC AMG Premium” ยานยนต์ไฟฟ้าคันแรกจากแบรนด์ Mercedes-EQ ที่

เมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมเปิดไลน์การผลิตภายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยรถยนต์คันนี้รังสรรค์ขึ้นด้วยแพลตฟอร์มของยานยนต์ไฟฟ้าใหม่ในทุกรายละเอียด ทั้งการออกแบบโครงสร้างทางวิศวกรรม เรื่อยไปจนถึงดีไซน์ภายนอกและภายในที่สะท้อนเอกลักษณ์ของความเป็นยานยนต์สำหรับโลกอนาคตจาก

เมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยมาพร้อมขุมพลังไฟฟ้า 100% จากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่พร้อมความจุของแบตเตอรี่ขนาด 108.4 kWh ให้กำลังสูงสุด 449 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 828 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมจาก

0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงในเวลา 4.8 วินาที พร้อมทำความเร็วสูงสุดได้ 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งด้วยความจุของแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ทำให้รถยนต์คันนี้สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 702 กิโลเมตร (WLTP) ต่อการชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม 1 ครั้ง

EQS 500 4MATIC AMG Premium วางจำหน่ายในราคา 7,900,000 บาท

 

“Mercedes-AMG SL 43” รถยนต์สปอร์ตขุมพลังแรงเวอร์ชันใหม่ของรุ่นที่เป็นตำนานจากแบรนด์

เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่แฟนเมอร์เซเดส-เบนซ์ตัวจริงรอคอย กับความเป็นที่สุดในทุกด้าน ทั้งความสะดวกสบายในทุกสัมผัส อารมณ์ความรู้สึกสปอร์ตถึงขีดสุดจากภายนอกถึงภายใน และขุมพลังความแรงที่ไม่อาจต้านทานของเครื่องยนต์จาก AMG แบบ One Man, One Engine ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ พร้อมเทอร์โบชาร์จ มอบพละกำลังในการขับขี่ตามแบบฉบับของรถยนต์เอเอ็มจี ด้วยกำลังสูงสุด  381 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด

480 นิวตันเมตร ดีไซน์ภายนอกคือการบรรจบกันระหว่างเอกลักษณ์ความเป็นรถสปอร์ตพลังแรงและความเป็นรถยนต์ซีดานที่เปี่ยมด้วยความหรูหรา ส่วนห้องโดยสารภายในให้รายละเอียดที่โดดเด่นตามแบบฉบับของรถยนต์มอเตอร์สปอร์ต 2 ประตูพร้อมเบาะที่นั่งแบบ 2+2 ที่มอบความสะดวกสบายสูงสุดสำหรับการขับขี่

ในทุก ๆ วัน โดยเฉพาะการมาพร้อมระบบ MBUX เจเนอเรชันล่าสุด ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ระดับเฟิร์สคลาสให้แฟนรถยนต์รุ่น SL ตัวจริงในทุกวินาทีที่อยู่ในห้องโดยสาร

Mercedes-AMG SL 43 วางจำหน่ายเริ่มต้นในราคา 11,700,000 บาท

 

“Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic” คือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ในตระกูล C-Class ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่สุดเร้าใจ ด้วยขุมพลังของเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,999 ซีซี ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่อาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 25.4 kWh ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่เป็นเจเนอเรชันที่ 4 ให้กำลังสูงสุด 313 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร โดยรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดคันนี้สามารถขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร และทำความเร็วสูงสุดจากการขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าได้ถึง

140 กิโลเมตร/ชั่วโมง รถยนต์คันนี้ยังมาพร้อมรายละเอียดของการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ด้วยดีไซน์ใหม่ในคอนเซ็ปต์ Sensual Purity ที่ให้สัมผัสที่ผสมผสานระหว่างความสปอร์ตและความหรูหรา ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แบบสปอร์ตและขนาดตัวรถที่กว้างขึ้นในทุกมิติ ส่วนดีไซน์ภายในก้าวไปอีกขั้นกับการตกแต่งที่ถอดแบบมาจากรุ่น S-Class ทั้งยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยและมาตรฐานของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ได้รับการยกระดับขึ้นอีกขั้น

Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 3,350,000 บาท

 

ผู้สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อพบกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นต่าง ๆ พร้อมรับข้อเสนอสุดล้ำได้ที่งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39 ที่อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2565 และสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่นได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์มอบอีกหนึ่งสิทธิพิเศษสำหรับผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า ลุ้นเป็นหนึ่งในผู้โชคดี มีรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดจากเมอร์เซเดส-เบนซ์รับคุณมาที่งานมหกรรมยานยนต์หรือสำหรับผู้ที่เลือกทดลองขับเพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ด้วยตัวคุณเอง นอกจากจะได้ทดสอบสมรรถนะรถยนต์ไฟฟ้าก่อนใครแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดมลพิษจากการเดินทางมางานอีกด้วย

นิสสัน ประเทศไทย คว้ารางวัลด้านความคุ้มค่าในทุกผลิตภัณฑ์

0

เมื่อเร็วๆ นี้ นิสสัน ประเทศไทย รับรางวัลผู้จำหน่ายรถยนต์ที่ได้ชื่อว่า คุ้มค่าตัวสูงสุดในทุกผลิตภัณฑ์ หรือ Outstanding Value for Money Product จากงานประกาศรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2565 (THAILAND CAR OF THE YEAR 2022) ที่จัดขึ้นโดยสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) ณ เดอะ ฮอลล์ กรุงเทพมหานคร

รางวัลดังกล่าวเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความคุ้มค่าของรถยนต์นิสสันในแต่ละรุ่น ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้ามาอย่างยาวนานได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น อัลเมร่า นาวารา เทอร์ร่า และ คิกส์ อี-พาวเวอร์ ที่มาพร้อมกับ อรรถประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลาย หรูหรา สะดวกสบาย มีความแข็งแกร่ง ทนทาน สมรรถนะที่ดีเยี่ยม และมีเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง “Nissan 360° Safety Shield”  แบบครบครัน อีกทั้งยังตอบรับทุกความสะดวกสบายด้วยการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนที่รองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto ตลอดจนอุ่นใจกับมาตรฐานบริการหลังการขายจากผู้จำหน่ายฯ 174 แห่ง ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

รางวัลความคุ้มค่านี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนิสสันในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับชีวิตของผู้คนในสังคมตามวิสัยทัศน์ระยะยาว Nissan Ambition 2030 ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพการขับเคลื่อน เพื่อก้าวสู่อนาคตด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และความต้องการของลูกค้า ซึ่งพิสูจน์แล้วกว่า     7 ทศวรรษ ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

ฟอร์ด คว้า 3 รางวัลจากงาน Thailand Car of the Year 2022

0

ฟอร์ด ประเทศไทยคว้า 3 รางวัลจากพิธีประกาศรางวัลรถยอดเยี่ยมประจำปี 2565 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) โดยฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ได้รับ 2 รางวัล โดยเป็นรถยนต์ 2 รุ่นที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย รางวัลรถยอดเยี่ยมประจำปี 2565 และฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ได้รับรางวัล Outstanding Premium Pickup Truck Technology ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถกระบะและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ในประเทศไทยของฟอร์ด โดยมีนายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย เข้ารับรางวัลจากนายสุรพล ชามาตย์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานในพิธี ณ ศูนย์ประชุมเดอะฮอลล์ กรุงเทพฯ

“ฟอร์ดรู้สึกยินดีและขอขอบคุณคณะกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทยเป็นอย่างยิ่งที่ได้มอบ 3 รางวัลจากงานรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2565 ให้กับรถยนต์ทั้ง 3 รุ่นของฟอร์ด รางวัลอันทรงเกียรตินี้นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สะท้อนความเป็นผู้นำของฟอร์ดในการพัฒนารถให้ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของลูกค้าได้อย่างเหนือชั้น และตอกย้ำความสำเร็จของฟอร์ด เรนเจอร์ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ และฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ในฐานะรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับจากสื่อมวลชนผู้ทรงคุณวุฒิด้านยานยนต์ของไทย และรางวัลนี้จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ฟอร์ดมุ่งมั่นพัฒนารถยนต์คุณภาพระดับโลกให้กับลูกค้าชาวไทยต่อไป”

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ได้รับการพัฒนาให้เป็นรถคู่ใจของลูกค้า โดยเป็นรถกระบะที่ชาญฉลาดที่สุด อเนกประสงค์ที่สุด และสมบุกสมบันที่สุดในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ และเป็นรถที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ขับขี่ออกไปใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่แบบไม่มีขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การใช้ชีวิตกับครอบครัว หรือการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับคนรักการผจญภัยตัวจริง ผสานสมรรถนะอันโดดเด่นพร้อมลุย มาพร้อมโฉมใหม่ด้วยดีไซน์ภายนอกที่ดูล้ำสมัยแข็งแกร่ง เข้ากับการออกแบบภายในที่มอบความสะดวกสบายเหนือระดับได้อย่างลงตัว อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยการขับขี่และฟีเจอร์อำนวยความสะดวกยิ่งกว่าเคย พร้อมพิชิตทุกการผจญภัย

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงที่ออกแบบและพัฒนาโดยทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ ให้เป็นที่สุดแห่งรถกระบะที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น มาพร้อมดีไซน์ที่ดุดันยิ่งกว่าเคย โดดเด่นด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร อีโคบู๊สต์ วี 6 เทอร์โบคู่ มอบพละกำลังสูงสุดถึง 397 PS และแรงบิด 583 นิวตันเมตร ผสานโหมดการขับขี่ 7 โหมด และระบบช่วงล่างที่ปรับแต่งใหม่ด้วยโช้คอัพ FOX แบบไลฟ์วาล์ว Internal Bypass ขนาด 2.5 นิ้ว ยกระดับสมรรถนะด้านออฟโรดให้เหนือมาตรฐานสำหรับผู้หลงใหลการขับขี่ออฟโรดตัวจริง

“ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เป็นรถยนต์รุ่นเรือธงที่ผลักดันให้แบรนด์ฟอร์ดเติบโตอย่างแข็งแกร่งในประเทศไทยและได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถกระบะและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ในประเทศไทยมาโดยตลอด เราภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับความสำเร็จของรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นนี้ และขอย้ำความมุ่งมั่นของเราในการส่งมอบรถยนต์คุณภาพเพื่อสร้างประสบการณ์เหนือระดับในการเป็นเจ้าของรถฟอร์ดให้กับลูกค้าของเรา” นายวิชิตกล่าวเสริม

รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2565 หรือ THAILAND CAR OF THE YEAR 2022 : THCOTY2022 เป็นรางวัลที่จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.)  โดยมีสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) ผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเป็นคณะกรรมการในการตัดสินตามหลักกติกาสากลที่ถือปฏิบัติกันทั่วโลก เพื่อให้รถยนต์ที่ได้รับรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2565 มีคุณค่ามากที่สุด และมีคุณค่าต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน