Home Blog Page 266

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำที่สุดแห่งยนตรกรรมหรู ทรงสมรรถนะ และขุมพลังยานยนต์ไฟฟ้า สู่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เดินทัพสู่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 อีกครั้งกับหลากหลายยนตรกรรมล้ำสมัยพร้อมการออกแบบชั้นเลิศ เตรียมเสนอสุดยอดรุ่นยานยนต์ศาสตร์แห่งศิลป์ที่พร้อมเติมเต็มทุกความต้องการ สอดคล้องแนวคิด ‘Colourful Experiences ประสบการณ์ครบทุกสีสัน’ ของการจัดงานในปีนี้ และความมุ่งมั่นในการมอบพลังแห่งทางเลือกให้กับลูกค้าสู่งานมอเตอร์โชว์ 2023 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 มีนาคม –
2 เมษายน 2566 ณ อาคาร Impact Challenger Hall 1-3 เมืองทองธานี นำทัพรถยนต์ด้วยบีเอ็มดับเบิลยู XM ใหม่ ที่มาเผยโฉมตัวจริงสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรก และบีเอ็มดับเบิลยู M2 โฉมใหม่ อีกหนึ่งรุ่นรถยนต์ที่หลายคนจับตามองจากบีเอ็มดับเบิลยู M การันตีสมรรถนะขั้นสูงและการออกแบบสัดส่วนตัวรถอันทรงพลัง ผู้เข้าชมงานมอเตอร์โชว์ 2023 ยังจะได้ตื่นตาตื่นใจไปกับรถยนต์ซีดานปลั๊กอินไฮบริดขนาดกลางสุดหรูกับบีเอ็มดับเบิลยู 530e Luxury ใหม่ พร้อมสัมผัสขุมพลังไฟฟ้าล้วนกับบีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive35 M Sport ใหม่ ที่ผสานเอกลักษณ์สไตล์ Gran Coupe เข้ากับสมรรถนะพลังงานไฟฟ้าอันทรงพลัง และบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport ใหม่ ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฟฟ้า eDrive ทรงประสิทธิภาพและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยไฟฟ้า

ด้านมินิ เผยโฉมรถยนต์ที่มอบ ‘ประสบการณ์ครบทุกสีสัน’ อย่างแท้จริง ด้วยรถยนต์มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน รุ่น Multitone Red ใหม่ ปลดปล่อยตัวตนไม่ซ้ำใครและบุคลิกอันโดดเด่นผ่านนวัตกรรมการพ่นสี Multitone ด้วยเทคนิคการลงสีเปียกบนเปียก กับการไล่เฉดสีแดงสดใส ในขณะที่รถยนต์มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ คลาสสิก ใหม่ ในสีเหลือง Zesty Yellow ดึงดูดทุกสายตาบนท้องถนนด้วยอัตลักษณ์จิตวิญญาณสไตล์โกคาร์ทในตำนานที่เร่งเครื่องพาให้ทุกหัวใจเต้นแรงราวอยู่บนสนามแข่ง

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เร่งเครื่องสู่ท้องถนนด้วยสุดยอดมอเตอร์ไซค์ซูเปอร์สปอร์ต กับบีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปราดเปรียวยิ่งกว่าและสมรรถนะที่ทรงพลังยิ่งขึ้น ด้านบีเอ็มดับเบิลยู R 18 B และ R 18 Transcontinental มอบประสบการณ์ทัวริ่งสุดหรูผสมผสานเครื่องยนต์ ‘บิ๊กบ็อกเซอร์’ อันทรงพลังเข้ากับดีไซน์สุดคลาสสิกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นมอเตอร์ไซค์ในตำนาน พร้อมสร้างความอุ่นใจให้แก่ลูกค้าที่ซื้อมอเตอร์ไซค์ทุกรุ่นด้วยการรับประกัน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทางและบริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉินหรือ โมบิลิตี้ เซอร์วิส เป็นระยะเวลา 5 ปี* นอกจากนี้ ในครั้งนี้มาให้เลือกกับสีสันที่หลากหลายยิ่งขึ้น และร่วมเฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปีของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และความหลงใหลในการ ‘Make Life a Ride’ ไปกับนิทรรศการพิเศษที่ผู้เข้าชมงานมอเตอร์โชว์ 2023 จะได้โลดแล่นไปด้วยกันกับการเดินทางจากอดีตสู่อนาคตของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด พร้อมสัมผัสมอเตอร์ไซค์รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น กับบีเอ็มดับเบิลยู R 18 100 YEARS ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีนี้โดยเฉพาะ

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดปีที่ผ่านมา แม้เราต้องเผชิญกับปัจจัยเศรษฐกิจที่ท้าทายมากมาย บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงยืนหยัดรักษาตำแหน่งและความมุ่งมั่นของเราเสมอมา และเป็นอีกครั้งที่เราสามารถก้าวเข้ามาสู่แนวหน้าของเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียมได้อย่างภาคภูมิเป็นปีที่สามติดต่อกัน ซึ่งความสำเร็จนี้เป็นไปได้เพราะลูกค้าทุก ๆ คนที่มอบความไว้วางใจให้กับเรา อย่างที่เห็นได้จากคะแนน Net Promoter Score ด้านการขายและการให้บริการที่มากขึ้น ความมุ่งมั่นของเราต่อปรัชญาพลังแห่งทางเลือกในฐานะกลยุทธ์หลักของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงแข็งแกร่งไม่สั่นคลอน ด้วยไลน์อัพรุ่นยนตรกรรมที่เราเลือกนำมาสู่งานมอเตอร์โชว์ 2023 เราพร้อมเสนอผลิตภัณฑ์ ระบบขับเคลื่อน และการให้บริการที่หลากหลาย ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าได้ ยิ่งไปกว่านั้น เรายังคงมุ่งยกระดับประสบการณ์ลูกค้าผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าจะได้รับการบริการที่น่าประทับใจและสะดวกสบายยิ่งขึ้น และสามารถเข้าถึงการบริการของเราได้ทุกที่ ทุกเวลา ด้วยระบบการจองรถแบบออนไลน์ทาง https://shop.bmw.co.th ที่ได้รับการพัฒนาให้ลูกค้าสามารถปรับแต่ง เลือกสีภายนอก ภายใน รวมถึงเลือกผู้จำหน่ายรถยนต์ที่สะดวก และบริการทางการเงินที่เหมาะสมกับความต้องการมากที่สุด”

“ทั้งนี้ ปีนี้ยังเป็นปีพิเศษที่เราจะได้เฉลิมฉลองการครบรอบ ‘Make Life a Ride’ 100 ปีของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ที่เราหวังว่าผู้เข้าชมงานจะดำดิ่งไปกับประวัติศาสตร์แห่งความหลงใหล การผจญภัย วิสัยทัศน์ และความสำเร็จอันยาวนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ผ่านนิทรรศการพิเศษที่เรานำมาจัดภายในงานมอเตอร์โชว์ 2023 ที่บูธ M8/1A”

 

ไฮไลท์รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล
มอเตอร์โชว์ ครั้งที่
44

บีเอ็มดับเบิลยู M2 โฉมใหม่
ราคาจำหน่าย: 6,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู M2 โฉมใหม่ สุดยอดรถยนต์ในดวงใจของแฟน ๆ ตระกูล M หวนคืนสู่วงการรถสปอร์ตสมรรถนะสูง
อีกครั้ง มาพร้อมกับการปรับแต่งที่โดดเด่นกว่ารุ่นก่อนหน้า ผสมผสานขนาดกะทัดรัด ระบบส่งกำลัง และเทคโนโลยี
แชสซีไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปราดเปรียวและการตอบสนองทรงประสิทธิภาพ พร้อมความสามารถในการควบคุมที่ทำได้อย่างง่ายดายแม้ในสภาวะการขับขี่ที่ดุดันสุดขีดจำกัด รูปลักษณ์สปอร์ตปราดเปรียวของบีเอ็มดับเบิลยู M2 โฉมใหม่ มีที่มาจากสัดส่วนที่ทรงพลังเป็นพิเศษและลักษณะการออกแบบสไตล์ M อันโดดเด่น มาพร้อมระยะฐานล้อที่สั้นลง 110 มิลลิเมตร รวมถึงดีไซน์ภายนอกที่สั้นกว่าบีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupé ถึง 214 มิลลิเมตร

กระจังหน้าทรงไตคู่แนวนอนขนาดใหญ่แบบไร้กรอบ ผสานกับช่องดักอากาศที่แบ่งออกเป็นสามส่วนในรูปทรงเกือบจะเป็นสี่เหลี่ยมส่งให้ส่วนหน้าของตัวรถมีรูปลักษณ์แบบ M ที่คุ้นเคย ตัวรถยังถูกออกแบบโดยคำนึงถึงความจำเป็นเชิงเทคนิคในการระบายอากาศและสมดุลอากาศพลศาสตร์ ด้านท้ายของบีเอ็มดับเบิลยู M2 โฉมใหม่ ยังดูสะดุดตาด้วยขอบสปอยเลอร์บนฝากระโปรงหลัง แผ่นสะท้อนแสงจัดวางในแนวตั้ง ดิฟฟิวเซอร์ที่กันชนท้าย และปลายท่อไอเสีย
สองคู่ที่สองข้างท้ายของตัวรถ

หัวใจของบีเอ็มดับเบิลยู M2 โฉมใหม่ คือขุมพลังเบนซิน 6 สูบ พร้อมเทคโนโลยี BMW M TwinPower Turbo ส่งพลังสูงสุด 338 กิโลวัตต์ / 460 แรงม้า ที่ 6,250 รอบต่อนาที ให้แรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร ที่ 2,650 – 5,870 รอบต่อนาที โลดแล่นจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลาเพียง 4.1 วินาที ที่ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สมรรถนะแบบไดนามิกยังผสานเข้ากับระบบขับเคลื่อนล้อหลังร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ M Steptronic 8 จังหวะ พร้อมระบบ Drivelogic เพิ่มการเปลี่ยนเกียร์ให้สปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยระบบการเชื่อมต่อกับเครื่องยนต์โดยตรง พร้อมความสามารถในการลดเกียร์ลงหลายระดับจนถึงเกียร์ต่ำสุด ระบบส่งกำลังพื้นฐานนี้มีส่วนสำคัญในการเร่งความเร็วแบบทันทีทันใดได้อย่างน่าประทับใจ โหมดการขับขี่ M Drive Professional ช่วยเสริมความเร้าใจในการขับขี่ให้มากขึ้น มาพร้อมระบบเฟืองท้าย M Sport เพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนและเสถียรภาพในการขับขี่เมื่อเปลี่ยนเลนหรือเร่งความเร็วออกจากโค้ง และเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงหรือบนพื้นผิวถนนที่แตกต่างกัน นอกจากนั้น ช่วงล่าง Adaptive M Suspension ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้อย่างอิสระระหว่างรูปแบบการขับขี่แบบสะดวกสบายหรือสไตล์สปอร์ต

บีเอ็มดับเบิลยู M2 โฉมใหม่ มีมาให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีฟ้า Zandvoort Blue Solid, สีขาว Alpine White Solid, สีแดง Toronto Red Metallic, สีเทา Brooklyn Grey Metallic และสีดำ Black Sapphire Metallic โดยสามารถเลือกการตกแต่งภายในด้วยเบาะหนัง Vernasca ในสี Black/Exclusive Highlight, สี Black/Contrast Stitching Blue, และสี Cognac Decor Stitching หรือเบาะหนัง Alcantara/Sensatec Combination ในสี Black/Contrast stitching Blue และที่สำคัญ ลูกค้าสามารถทำการจองบีเอ็มดับเบิลยู M2 โฉมใหม่ ได้ทางออนไลน์ ผ่าน https://shop.bmw.co.th โดยลูกค้าสามารถเลือกปรับแต่งรถยนต์ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็น การเลือกสีภายนอก ภายใน รวมถึงตัวเลือกล้ออีก 2 ตัวเลือก ได้แก่ ล้ออัลลอยน้ำหนักเบา M ลาย 930 M Double Spoke แบบสลับสี หรือ สีดำ Jet Black

บีเอ็มดับเบิลยู 530e Luxury ใหม่
ราคาจำหน่าย: 3,269,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard) 

บีเอ็มดับเบิลยู 530e Luxury ใหม่ โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่หรูหราด้วยชิ้นส่วนตกแต่งโครเมี่ยมและเส้นสายทรงพลังทั้งบริเวณด้านหน้าและท้ายรถ มาพร้อมกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ในรูปทรงแปดเหลี่ยมล้อมรอบด้วยกรอบโครเมียม ยาวลงมาบรรจบกับกันชนหน้า ล้อมรอบด้วยกรอบที่เชื่อมต่อกันเป็นชิ้นเดียว ส่วนบนของซี่ในกระจังหน้ายื่นออกมาเล็กน้อย สร้างมิติที่สอดรับกับไฟหน้า Adaptive LED รูปตัว L ในดีไซน์เรียวยาวดูดุดันยิ่งขึ้น ช่องดักอากาศแนวตั้งทั้งสองข้างในกรอบโครเมียมบนกันชนหน้าเสริมความโดดเด่นให้แก่การเล่นเส้นสายของดีไซน์แบบใหม่ เน้นย้ำถึงความสง่างามและทรงพลังกว่าที่เคย

บีเอ็มดับเบิลยู 530e Luxury ใหม่ มอบประสิทธิภาพเต็มพิกัดจากทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในและระบบปลั๊กอินไฮบริด พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ใหม่ล่าสุด โดยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ มอบพละกำลัง 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า ที่ 5,000 – 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร ที่ 1,350 – 4,000 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริด ส่งกำลังรวมสูงสุดถึง 215 กิโลวัตต์ / 292 แรงม้า และแรงบิดรวมสูงสุด 420 นิวตันเมตร ซึ่งพละกำลัง 292 แรงม้า เป็นผลจากการเร่งความเร็วได้มากยิ่งขึ้นด้วยระบบ XtraBoost ซึ่งปลดปล่อยพละกำลังเสริมมากถึง 40 แรงม้า ภายในเวลาเพียง 10 วินาทีเมื่อขับขี่ในโหมด SPORT จึงสามารถโลดแล่นจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรได้ภายใน 5.9 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยสามารถขับขี่แบบไร้มลพิษได้เป็นระยะทาง 52 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC ด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่แรงดันสูงความจุ 12 กิโลวัตต์ชั่วโมงที่ติดตั้งอยู่ใต้เบาะหลัง บีเอ็มดับเบิลยู 530e Luxury ใหม่ มาพร้อมล้ออัลลอยลาย V-spoke ขนาด 18 นิ้ว

อีกหนึ่งความโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยู 530e Luxury ใหม่ คือการออกแบบภายในห้องโดยสารที่ยังคงเน้นการผสานทั้งความสง่างามและความล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกัน โดยยังคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นสำคัญ จึงสร้างบรรยากาศที่สมบูรณ์แบบทั้งสำหรับการขับขี่และมอบความสะดวกสบายแม้ขณะเดินทางไกล ตกแต่งด้วยวัสดุพรีเมียมและงานฝีมือสุดประณีตจากช่างผู้เชี่ยวชาญ พวงมาลัยหุ้มหนังดีไซน์ Sport พร้อมคอนโซลด้านบนบุด้วยหนัง Sensatec รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมเบาะหนังแท้ Dakota ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยลายไม้แบบ Fineline Ridge พร้อมแถบโครเมียม

บีเอ็มดับเบิลยู 530e Luxury ใหม่ มีให้เลือกใน 3 ตัวเลือกสี ได้แก่ ตัวถังภายนอกสีขาว Alpine White สีดำ Black Sapphire Metallic และสีน้ำเงิน Phytonic Blue

 

บีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive35 M Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 3,899,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard) 

บีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive35 M Sport ใหม่ เป็นรถยนต์ Gran Coupé สี่ประตูที่ผสมผสานความโอ่อ่ากว้างขวางภายในตัวรถเข้ากับการใช้งานจริง พร้อมโลดแล่นบนท้องถนนกับความโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตซึ่งเป็นความโดดเด่นของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู รวมถึงคุณสมบัติหลากหลายที่ทำให้การเดินทางไกลอุ่นใจยิ่งขึ้น เอกลักษณ์ความพรีเมียมที่ถูกสะท้อนให้เห็นในระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีแชสซีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง รวมไปถึงการออกแบบที่หรูหรา มาตรฐานคุณภาพวัสดุ และฝีมือในการผลิตอันเหนือชั้น ตลอดจนออปชันอีกมากมายที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย

บีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive35 M Sport ใหม่ ผสมผสานมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 210 กิโลวัตต์ / 286 แรงม้า เข้ากับระบบขับเคลื่อนล้อหลังแบบคลาสสิก มอบระยะวิ่งสูงสุดถึง 483 กิโลเมตร อัตราการใช้ไฟฟ้ารวม 18.7 – 15.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP  และระยะทางวิ่งสูงสุด 490 กิโลเมตร อัตราการใช้ไฟฟ้ารวม 15.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC รถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมกับแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร มอบอัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 6 วินาที ประสบการณ์การขับขี่แบบสปอร์ตยังมาพร้อมกับเสียงอันทรงพลังที่ีตอบสองในจังหวะการเร่งเครื่องซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น เทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู eDrive เจเนอเรชั่นที่ 5 ยังประกอบด้วยแบตเตอรี่แรงดันสูงพร้อมด้วยเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ล่าสุด โดยมีความจุพลังงานแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ 70.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถชาร์จไฟฟ้าแบบกระแสตรง (DC) สูงสุดได้ที่ 180 กิโลวัตต์ ใช้เวลาประมาณ 35 นาที ในการชาร์จไฟจาก 0 – 80%

ภายในห้องโดยสารเน้นการใช้งานสำหรับผู้ขับขี่ เสริมด้วยบรรยากาศแห่งความหรูหราระดับพรีเมียม พร้อมพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง พร้อมตกแต่งด้วยอลูมิเนียมลาย ‘Mesheffect’ เบาะนั่งปรับไฟฟ้าพร้อมระบบจำตำแหน่ง แผงหน้าปัดรถยนต์หุ้มหนัง Sensatec ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 3 โซน และชุดไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร ช่วยเสริมที่สุดแห่งความเพลิดเพลินและความสะดวกสบายในระหว่างการขับขี่

ระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 8 ได้รับการออกแบบมาโดยเน้นการใช้งานหน้าจอสัมผัสแบบโค้ง BMW Curved Display และการสั่งการด้วยเสียงผ่านระบบผู้ช่วยส่วนตัว BMW Intelligent Personal Assistant ที่ถูกพัฒนามาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หน้าจอดิจิทัล BMW Curved Display มาพร้อมจอแสดงข้อมูลขนาด 12.3 นิ้ว และจอควบคุมระบบสัมผัสขนาด 14.9 นิ้ว หน้าจอโค้งด้วยองศาที่รับกับมุมสายตาของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ BMW Live Cockpit Plus ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานพร้อมระบบเครื่องเสียง HiFi loudspeaker ให้ผู้รักเสียงเพลงได้เพลิดเพลินไปกับคุณภาพเสียงที่คมชัดยิ่งขึ้น ระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนยังช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าถึงแอปพลิเคชันโปรดและความบันเทิงอย่างไร้รอยต่อในขณะเดินทาง นอกจากนี้ ระบบ BMW lconicSounds Electric ยังมาพร้อมกับเสียงประกอบต่าง ๆ ที่สร้างสรรค์ผ่านความร่วมมือระหว่างบีเอ็มดับเบิลยูและ Hans Zimmer นักประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดัง

บีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive35 M Sport ใหม่ มีให้เลือก 4 สี คือ สีดำ Black Sapphire, สีขาว Mineral White, สีเทา M Brooklyn Grey และสีน้ำเงิน M Portimao Blue

บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 5,299,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard) 

บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport ใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าใหม่ล่าสุด พร้อมเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติและการเชื่อมต่ออีกมากมาย เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานยิ่งขึ้น มาพร้อมเทคโนโลยี BMW eDrive และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบไฟฟ้าซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสมรรถนะการขับขี่ในระยะยาวไกลยิ่งขึ้นและอัตราเร่งที่ทรงพลังด้วยความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.1 วินาที ส่งพละกำลังรวมสูงสุด 240 กิโลวัตต์ / 326 แรงม้า ระบบ BMW eDrive เจเนอเรชั่นที่ห้านี้ยังทำงานพร้อมเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ล่าสุด มอบระยะทางขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าตามมาตรฐาน WLTP สูงสุด 372 – 425 กิโลเมตร และ 420 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC สร้างแรงบิดรวมได้สูงสุดถึง 630 นิวตันเมตร แบตเตอรี่แรงดันสูงในบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport ใหม่ มีความจุพลังงานสุทธิ 76.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จแบบ DC ได้สูงสุด 150 กิโลวัตต์ จึงสามารถชาร์จจาก 0% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 34 นาที

เทคโนโลยีแชสซีที่ใช้ในการพัฒนาบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport ประกอบด้วยเพลาหน้าแบบปีกนกคู่ เพลาหลังแบบ five-link ช่วงล่างแบบปรับระดับได้ และระบบพวงมาลัยไฟฟ้าที่ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถขณะขับขี่ (Servotronic) แปรผันตามการหมุนและความเร็วเสริมด้วยยางที่มีชั้นโฟมบริเวณพื้นผิวด้านในเพื่อลดการเกิดเสียง

การออกแบบภายในห้องโดยสารมุ่งนำเสนอแนวคิดของการใช้ชีวิตที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ พื้นที่กว้างขวางและเบาะที่นั่งแบบใหม่ที่มาพร้อมกับพนักพิงศีรษะเสริมความหรูหรายิ่งขึ้น คอนโซลกลางมาในดีไซน์เฉียบไม่แพ้เฟอร์นิเจอร์หรู สวิตซ์ปรับเบาะนั่งคู่หน้า ปุ่มควบคุม iDrive และสวิตซ์เปลี่ยนเกียร์แบบ rocker switch ตกแต่งด้วยคริสตัล เติมเต็มความทันสมัยยิ่งขึ้นภายในห้องโดยสาร พร้อมเน้นย้ำถึงการออกแบบห้องโดยสารเพื่อผู้ขับขี่ด้วยจอ BMW Curved Display พวงมาลัยทรงหกเหลี่ยมและจอ Head-Up Display หลังคาภายในสีดำ Anthracite มาพร้อมกับระบบเสียงรอบทิศทางคุณภาพสูง Harman Kardon Surround Sound System ขนาด 655 วัตต์ พร้อมลำโพง 18 ตัว ที่สร้างประสบการณ์
รับฟังที่ดีที่สุด

บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport ใหม่ มาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และนวัตกรรมหลากหลายเหนือกว่ารถยนต์
บีเอ็มดับเบิลยูทุกรุ่น พร้อมเซนเซอร์เจเนอเรชั่นใหม่ ซอฟต์แวร์ใหม่ และแพลตฟอร์มในการประมวลผลที่ทรงพลัง
ใช้กล้อง 5 ตัว เรดาร์เซนเซอร์อีก 5 ตัว และอัลตร้าโซนิกเซนเซอร์ 12 ตัวในการตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบคัน ระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go เสริมการทำงานด้วยระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus (Parking Assistant Plus) ประกอบด้วยกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Surround View Camera) แสดงภาพพื้นที่โดยรอบของรถให้เห็นแบบสามมิติผ่านระบบ Remote 3D View พร้อมด้วยระบบ BMW Live Cockpit Professional และระบบสั่งงานอัจฉริยะ BMW Natural Interaction

รถยนต์รุ่นนี้มากับตัวเลือกสีตัวถังมากมายได้แก่ สีแดง Aventurin Red, สีดำ Black Sapphire, สีขาว Mineral White, สีเทา Storm Bay, สีน้ำเงิน Phytonic Blue และสีฟ้า Blue Ridge Mountain 

มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Multitone Red ใหม่
ราคาจำหน่าย: 3,199,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา MSI Standard) 

มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน สี Multitone Red ถือเป็นอีกหนึ่งสุดยอดความสำเร็จของรถยนต์ในเซกเมนต์พรีเมียมคอมแพ็คได้เข้ามาเป็นอีกหนึ่งสมาชิกครอบครัว Multitone Edition ที่จะมาร่วมเฉลิมฉลองความหลากหลายของคอมมิวนิตี้คนรักมินิ ผ่านรายละเอียดการออกแบบทั้งภายนอกและภายใน รถยนต์มินิในรุ่น Multitone Edition มอบพลังแนวคิดเชิงบวก เพิ่มลูกเล่นและความเป็นกันเอง พร้อมชูคอนเซ็ปต์ “ชีวิตหลายแง่มุม” ผ่านการใช้สี โดยเฉพาะเฉดสีของหลังคาที่เปรียบเสมือนผืนผ้าใบของงานศิลปะที่แสดงออกถึงไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่แต่ละคน และหลังคาเฉดสีใหม่ที่จะมาเติมสีสันให้ชีวิตด้วยการไล่ระดับเฉดสีแดงสดใสของมินิรุ่นนี้

สำหรับรถมินิรุ่นนี้ใช้เทคนิคการพ่นสีแบบต่อเนื่องโดยไม่ต้องรอทิ้งช่วงให้แห้ง(wet-on-wet) นวัตกรรมที่รังสรรค์โดยโรงงานมินิในเมืองออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ซึ่งเฉดสีทั้งสามถูกพ่นลงทีละสี ได้แก่ สีแดง Chilli Red ในส่วนด้านหน้า ตามด้วยสีเทา Melting Silver และจบด้วย สีดำ Jet Black ในส่วนท้ายของตัวถัง ก่อนจะลงสีทับด้วยเทคนิคสเปรย์เทค (Spray Tech) ซึ่งเทคนิคนี้อาจส่งผลให้การผสมของสีที่พ่นมีรูปแบบที่แตกต่างกันตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เพิ่มเอกลักษณ์ให้กับมินิ Multitone Edition แต่ละคันมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ สีของหลังคาที่ตัดกันอย่างชัดเจนและแบ่งสัดส่วนตัวถังเป็น 3 ส่วนตามเอกลักษณ์ของมินิ ยังโดดเด่นสะดุดตาขึ้นอีกขั้นกับตัวถังสีขาว Nanuq White

นอกจากจะสะดุดตาด้วยหลังคาสีแดงไล่เฉดสีสวยงาม มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน รุ่น Multitone Red ยังโดดเด่นด้วยหลากหลายฟีเจอร์ ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้าทรงกลม LED สำหรับการขับขี่ตอนกลางวัน ไฟท้ายลายยูเนียนแจ็คอันเป็นเอกลักษณ์ของมินิ ฝาครอบกระจกข้างสีแดง ราวหลังคา และภายนอกตกแต่งด้วยสีดำ Piano Black เพิ่มความพิเศษของรุ่นนี้ไปอีกระดับ มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ลาย Net Spoke สีดำ พร้อมยางรันแฟลต พวงมาลัยหุ้มหนัง Nappa พร้อมปุ่มควบคุมมัลติฟังก์ชั่น กระจกมองหลังพร้อมฟังก์ชั่นลดแสงสะท้อน (Anti-Dazzle) ยังถูกใส่มาในรถรุ่นนี้ด้วย นอกจากนี้ มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน รุ่น Multitone Red ยังมาพร้อมระบบความบันเทิงภายในรถและระบบการสื่อสารอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทาง จอระบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว และ Apple CarPlay สร้างบรรยากาศตื่นเต้นเร้าใจตลอดการเดินทาง

รถยนต์ มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน รุ่น Multitone Red มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน ทำงานควบคู่ระบบเกียร์ Steptronic Sport 7 จังหวะแบบคลัตช์คู่ เครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาด 2 ลิตร ส่งพละกำลังรวมสูงสุด 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า ที่ 5,000 – 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350 – 4,600 รอบต่อนาที สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 7.2 วินาที รถมินิรุ่นนี้ยังยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วยเทคโนโลยีการขับขี่สุดล้ำ ทั้งระบบควบคุมการขับขี่ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นเบรก (Cruise Control with Braking Function) ระบบช่วยเหลือการขับขี่ (Driving Assistant) เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ยิ่งขึ้นด้วยระบบ Dynamic Traction Control (DTC) ที่มาพร้อมระบบ Electronic Differential Lock Control (EDLC) และระบบเบรก ABS ที่ได้รับการติดตั้งเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายและปลอดภัยสูงสุด

 

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ คลาสสิก
ราคาจำหน่าย: 3,248,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา MSI Standard)

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คือรุ่นรถยนต์ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณมอเตอร์สปอร์ตอย่างแท้จริง โดยจากการพัฒนาครั้งล่าสุด มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ได้กลายเป็นรถสปอร์ตอันดับต้น ๆ ของเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียมขนาดเล็ก ตื่นเต้นเร้าใจมากยิ่งขึ้นด้วยสีใหม่ในสีเหลือง Zesty Yellow สดใส และการดีไซน์แบบใหม่พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครันยิ่งขึ้น รวมไปถึงระบบปฏิบัติการใหม่และแพ็คเกจอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะเพิ่มความสนุกในการขับขี่สุดเร้าใจตามแบบฉบับของผู้ขับขี่แต่ละคนได้อย่างเต็มพิกัด

ส่วนหน้าของตัวรถสะดุดตาด้วยไฟหน้าทรงกลมแบบ LED พร้อมไฟสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน และช่องระบาย
ความร้อนทรงหกเหลี่ยม เพิ่มความโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น ช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการระบายอุณหภูมิของระบบขับเคลื่อนและระบบเบรกสำหรับการขับขี่แบบสปอร์ตเต็มรูปแบบ กรอบไฟเลี้ยวด้านหน้าและด้านหลังยังมีดิฟฟิวเซอร์ดีไซน์ใหม่ ที่ช่วยให้อากาศไหลผ่านใต้ท้องรถได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ไฟหน้าแบบ Adaptive LED ย้งมาพร้อมกับฟังก์ชั่น Matrix ส่องสว่างได้ไกลยิ่งขึ้น การตกแต่งภายนอกด้วยสีดำ Piano Black หลังคาและฝาครอบกระจกข้างสีดำและสีขาว รวมถึงล้ออัลลอย ขนาด 17 นิ้ว ลาย John Cooper Works Track Spoke สีดำ พร้อมยางรันแฟลต เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวของมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ คลาสสิก ใหม่ คันนี้ได้อย่างลงตัว

สุดยอดความสนุกเร้าใจในการขับขี่และฟังก์ชั่นการใช้งานแบบสปอร์ต ยังสัมผัสได้ถึงภายในตัวรถด้วยแพ็คเกจไฟตกแต่ง (Lights Package) หลังคากระจกแบบพาโนรามา พวงมาลัยหุ้มหนัง Nappa พร้อมปุ่มควบคุมมัลติฟังก์ชั่น มากไปกว่านั้น พื้นผิวด้านในของตัวรถยังตกแต่งด้วยสีดำ Piano Black และการบุเบาะนั่งทรงสปอร์ตของ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ด้วยหนัง Dinamica สีดำ Carbon Black โดยสามารถปรับระดับความสูงของเบาะนั่งของผู้โดยสารตอนหน้าได้

ขุมพลังของมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ คลาสสิก ใหม่ มาจากเครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาด 2 ลิตร ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์ Steptronic Sport 8 จังหวะ ส่งพละกำลังรวมสูงสุด 170 กิโลวัตต์ / 231 แรงม้า ที่ 5,200 – 6,200 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 320 นิวตันเมตร ที่ 1,450 ถึง 4,800 รอบต่อนาที และสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.1 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 246 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยังมาพร้อมกับช่วงล่าง Adaptive แบบใหม่และโหมดการขับขี่ MINI Driving Modes เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ คลาสสิค ยังเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ผ่านความปลอดภัยและการเชื่อมต่ออย่าง
ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบควบคุมระยะการจอด (Park Distance Control) ที่มาพร้อมเซนเซอร์ด้านหลัง ระบบเบรก ABS และเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ยิ่งขึ้นด้วยระบบ Dynamic Traction Control (DTC) ที่มาพร้อมระบบ Electronic Differential Lock Control (EDLC) นอกจากนี้ ดีไซน์ต่าง ๆ ภายในรถยังได้มีการปรับเปลี่ยนอย่างแผงคอนโซลกับหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว Apple CarPlay และระบบเครื่องเสียง HiFi loudspeaker Harman Kardon

บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ สีดำ Black Storm Metallic และสีแดง Passion Racing Red
ราคาจำหน่าย: ราคาโดยประมาณ 950,000 – 1,150,000 บาท (รอประกาศราคาอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้) 

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เตรียมเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ซูเปอร์สปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2552 บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ มาพร้อมคุณสมบัติเหนือชั้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น แชสซีและระบบช่วงล่างที่เหนือชั้นกว่าที่เคย ระบบ Brake Slide Assist ใหม่ ระบบควบคุม Dynamic Traction Control ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นควบคุมการลื่นไถล (Slide Control) การออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ได้รับการปรับให้เหมาะสมยิ่งขึ้นด้วยวิงเล็ท ส่วนท้ายที่โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นกว่าเดิม และอีกหลากหลายระบบช่วยเหลือล้ำสมัย คุณสมบัติดังกล่าวช่วยสร้างไดนามิกการขับขี่ที่เหนือชั้น พร้อมมอบสมรรถนะขั้นสูงสุดและประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใครให้แก่เหล่านักบิด

บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน 4 วาล์วไทเทเนียมต่อลูกสูบ DOHC และ BMW ShiftCam ความจุ 999 ซีซี ส่งพละกำลัง 154 กิโลวัตต์ (210 แรงม้า) ที่ 13,750 รอบต่อนาที ให้ความเร็วสูงสุดที่ 303 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบต่อนาที ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการขับขี่และการเร่งขณะขับขี่ที่ความเร็วต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 6.4 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และรองรับน้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วค่าออกเทน 95-98

หนึ่งในไฮไลท์ของบีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ คือโครงสร้างตัวถังแบบ Flex Frame แชสซีที่ได้รับการพัฒนาใหม่ และการตั้งค่าระบบช่วงล่างใหม่ โดยมาพร้อมโครงสร้างเฟรมอลูมิเนียมจากการเชื่อมชิ้นส่วนอลูมิเนียม 4 ชิ้นที่ผ่านกระบวนการหล่อขึ้นรูปด้วยแรงโน้มถ่วง (Gravity Die Casting) และผสานโครงสร้างเครื่องยนต์เข้าไว้ด้วยกัน โดยมีช่องเปิดบริเวณด้านข้างของเฟรมหลักเพื่อเสริมความคล่องตัวด้านข้าง และสำหรับแชสซีใหม่ยังได้รับการพัฒนาในด้านความแม่นยำในการขับขี่ การควบคุมที่เฉียบคม และการตอบสนองจากล้อหน้าที่ฉับไวยิ่งขึ้น

บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ ยังสามารถรองรับสไตล์การขับขี่ที่หลากหลาย ทั้ง 4 รูปแบบการขับขี่พื้นฐาน ได้แก่ “Rain”, “Road”, “Dynamic” และ “Race” อีกทั้งยังมาพร้อมโหมดการขับขี่แบบโปร ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับเปลี่ยนการควบคุมต่าง ๆ ให้ตรงกับรูปแบบการขับขี่เฉพาะตัว ทำงานร่วมกับระบบ Dynamic Traction Control ที่มาพร้อมฟังก์ชั่น Slide Control ใหม่ ที่สามารถให้ผู้ขับขี่เลือกการตั้งค่าการดริฟท์ได้สองระดับขณะเร่งออกจากโค้ง ทำงานโดยใช้การตรวจจับจากเซนเซอร์ควบคุมองศาการเลี้ยว ซึ่งเมื่อตรวจจับการเอียงรถได้ ระบบ Dynamic Traction Control จะปล่อยให้ล้อหลังลื่นไถลเพื่อให้เกิดการดริฟท์ขณะออกจากโค้ง และเมื่อถึงระดับที่ได้ตั้งค่าไว้ ระบบจะทำงานเพื่อลดการลื่นไถลของล้อและสร้างเสถียรภาพให้แก่ตัวรถ

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบ ABS Pro ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ Brake Slide Assist ซึ่งมีความสำคัญและสามารถ
ช่วยเหลือผู้ขับขี่ขณะอยู่ในสนามแข่งได้เป็นอย่างมาก ทำงานด้วยเซนเซอร์ควบคุมองศาการเลี้ยวคล้ายกับฟังก์ชั่น
Slide Control ในระบบ Dynamic Traction Control ให้ผู้ขับขี่สามารถตั้งค่าระดับการดริฟท์ สำหรับการดริฟท์โดยใช้เบรก (Braking drift) ขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วอย่างคงที่ และยังมาพร้อมระบบ Hill Start Control ช่วยออกตัวในทางลาดชัน ในขณะที่ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติยังช่วยให้ผู้ขับขี่รักษาความเร็วรถให้คงที่ได้ นอกจากนั้น ระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์ Gear Shift Assistant Pro ยังช่วยให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงได้เกือบทุกช่วงน้ำหนักบรรทุกและช่วงความเร็วรอบเครื่องยนต์โดยไม่ต้องควบคุมคลัตช์ ระบบทำความร้อนที่แฮนด์ยังช่วยป้องกันมือชาและความเมื่อยล้าเมื่อขับขี่ไปในในสภาพอากาศที่หนาวเย็น

บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ ยังมีเอกลักษณ์ใหม่ที่สืบทอดจากรุ่น M RR โดยมาพร้อมวิงเล็ท เพื่อช่วยเสริมแรงกดบนล้อหน้า โดยเฉพาะขณะเร่งความเร็ว ซึ่งวิงเล็ทนี้จะช่วยเสริมแรงกดอากาศและน้ำหนักบนล้อหน้า และยังมาพร้อมโครงสร้างแชสซีแบบ M Chassis Kit ที่มีการยกด้านท้ายรถสูงขึ้น และสวิงอาร์มที่สามารถปรับหมุนได้ พร้อมด้วยแบตเตอรี่ M น้ำหนักเบามาเป็นอุปการณ์มาตรฐาน

ด้านดีไซน์ บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ ยังมาพร้อมรูปโฉมด้านหน้าใหม่ โดดเด่นด้วยวิงเล็ท และด้านท้ายแบบใหม่ที่สปอร์ตและน้ำหนักเบายิ่งขึ้น ระบบไฟ LED เต็มรูปแบบมาตรฐานบริเวณไฟหน้า ไฟท้าย และไฟเลี้ยว ตอกย้ำถึงความโฉบเฉี่ยวและความดุดันของบีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ดีไซน์ตัวถังใหม่พร้อมเบาะนั่งซ้อนท้ายทรงสง่าสร้างความโดดเด่นสะดุดตาจากรุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน โดยมาในสีใหม่ล่าสุด ได้แก่ สีดำ Black Storm Metallic และสีแดง Passion Racing Red


บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B สี Black Storm Metallic
ราคาจำหน่าย: 1,475,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B สี Gravity Blue Metallic
ราคาจำหน่าย: 1,500,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B สี Manhattan Metallic Matte
ราคาจำหน่าย: 1,500,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B สี Option 719 Mineral White Metallic
ราคาจำหน่าย: 1,575,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B สี Option 719 Galaxy Dust Metallic
ราคาจำหน่าย: 1,595,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental สี Black Storm Metallic
ราคาจำหน่าย: 1,615,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental สี Option 719 Mineral White Metallic
ราคาจำหน่าย: 1,715,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental โดดเด่นด้วยความเป็นมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งที่หรูหรา ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B มาพร้อมความเป็นมอเตอร์ไซค์สไตล์แบกเกอร์เต็มตัวด้วยรูปลักษณ์ที่ดูทั้งเรียบง่ายและปราดเปรียว พร้อมด้วยกระเป๋าสัมภาระข้างรถที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับฝาครอบไฟหน้ารถ และสำหรับรุ่น R 18 Transcontinental จะมีกล่องสัมภาระท้ายรถ (top case) อีกด้วย ส่วนประกอบเพื่อการใช้งานและดีไซน์ต่าง ๆ เช่น โครงสร้างเหล็กกล้าสองชั้น ถังน้ำมันทรงหยดน้ำขนาด 24 ลิตร เพลาแบบเปิดเปลือย พร้อมลูกเล่นการทำสีแบบลายเส้นคู่ ล้วนสะท้อนถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมอเตอร์ไซค์แบบทัวริ่งและครูสเซอร์ยอดนิยม และด้วยระบบสวิงอาร์มคู่ขนาบข้างและคานรับน้ำหนักแบบยื่น โครงสร้างตัวรถอันแข็งแกร่งจากมอเตอร์ไซค์ระดับตำนานอย่างบีเอ็มดับเบิลยู R 5 จึงถูกถ่ายทอดสู่ยุคปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งสองรุ่นยังมากับรูปลักษณ์แบบใหม่ด้วยตัวเลือกสีตัวถังใหม่อันหลากหลาย

หัวใจหลักของมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental และ R 18 B คือเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบที่เรียกว่า “บิ๊กบ็อกเซอร์” ซึ่งนับเป็นเครื่องยนต์แบบ 2 สูบวางเรียงที่มีสมรรถนะสูงสุดในรถมอเตอร์ไซค์ที่ผลิตออกจำหน่ายในตลาดทั่วไป ด้วยความจุ 1,802 ซีซี ส่งพละกำลังสูงสุด 67 กิโลวัตต์ (91 แรงม้า) ที่ 4,750 รอบต่อนาที ส่งแรงบิด 158 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที พร้อมพลังขับเคลื่อนและเสียงเครื่องยนต์กระหึ่มเร้าใจด้วยความเร็วสูงสุด มากกว่า 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้านแชสซีของบีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental และ R 18 B เป็นโครงสร้างเหล็กกล้าสองชั้น พร้อมแกนหลักชิ้นส่วนขึ้นรูปจากแผ่นเหล็ก ทั้งยังโดดเด่นด้วยมาตรฐานการผลิตคุณภาพสูงและความประณีตในรายละเอียดต่าง ๆ เช่น การเชื่อมข้อต่อระหว่างโครงสร้างเหล็กและการขึ้นรูปชิ้นส่วนเหล็กหล่อต่าง ๆ นอกจากนี้ สวิงอาร์มหลังยังยึดต่อกับเพลาหลังด้วยข้อต่อสลักเกลียวแบบดั้งเดิม

ระบบช่วงล่างของบีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental และ R 18 B ใช้ช่วงล่างแบบเทเลสโคปิก และระบบสวิงอาร์มที่ติดตั้งโดยตรงบนคานรับน้ำหนักแบบยื่นที่สามารถปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ เพื่อให้ควบคุมล้อที่หล่อด้วยวัสดุอัลลอยน้ำหนักเบาชั้นเลิศได้อย่างแม่นยำ พร้อมมอบการขับขี่ที่นุ่มสบาย คานรับน้ำหนักด้านหลังสามารถปรับตั้งค่าความหนืดได้และมีระบบชดเชยโหลดอัตโนมัติเพื่อตอบสนองการขับขี่ที่เหนือระดับ และเช่นเดียวกับรถรุ่นตำนานอย่างบีเอ็มดับเบิลยู R 5 แกนโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกของ R 18 ทั้งสองรุ่นก็มาพร้อมกับปลอกหุ้มโช้ค นอกจากนี้ ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมกับระบบดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้า และดิสก์เบรกเดี่ยวที่ล้อหลัง ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบตายตัว 4 ลูกสูบ และระบบเบรก ABS ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental ติดตั้งเบาะที่นั่งที่นุ่มสบายพร้อมระบบอุ่นเบาะที่นั่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อความสบายในการขับขี่ทางไกลแม้มีคนนั่งซ้อนท้าย ส่วนเบาะที่นั่งในรุ่น R 18 B เป็นเบาะที่นั่งสำหรับสองคนที่มีขนาดเล็กลง บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental มาพร้อมบันไดข้างเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนรุ่น R 18 B มากับที่พักเท้าที่กว้างขึ้นและสะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่า R 18 รุ่นก่อนหน้า

ส่วนขับขี่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษทั้งสองรุ่น มาพร้อมกับมาตรวัดแบบอนาล็อก หน้าปัดทรงกลม 4 ช่อง และจอสีแสดงผลแบบ TFT ขนาด 10.25 นิ้ว พิมพ์ตัวอักษร “BERLIN BUILT” เสริมความคลาสสิกให้บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental และ R 18 B ใหม่ จอสีแสดงผลแบบ TFT ยังสามารถอ่านได้ง่าย และสามารถเชื่อมต่อกับ
สมาร์ทโฟนผ่าน BMW Connected App เสริมความสะดวกในการใช้งานและแสดงข้อมูลการขับขี่อย่างเต็มที่

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental และ R 18 B มาพร้อมกับประสบการณ์เครื่องเสียงคุณภาพ โดยพัฒนาร่วมกับผู้ผลิตเครื่องเสียงสัญชาติอังกฤษอย่าง Marshall และลำโพงแบบ two-way (แยกซับวูฟเฟอร์) ที่ติดตั้งบนหน้าปัดของฝาครอบไฟหน้ารถ พร้อมด้วยหน้ากากลำโพงสีดำที่แต่งด้วยตัวอักษร Marshall สีขาว เสริมลุคคลาสสิกให้กับมอเตอร์ไซค์ โดยบีเอ็มดับเบิลยู R 18 B มาพร้อมกับระบบเครื่องเสียง Marshall Gold Series Stage 1 ซึ่งประกอบด้วยลำโพง 2 ตัว และซับวูฟเฟอร์ 2 ตัว ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental ติดตั้งระบบเครื่องเสียง Marshall Gold Series Stage 2 มาพร้อมลำโพง 4 ตัว และซับวูฟเฟอร์ 2 ตัว ด้วยกำลัง 280 วัตต์

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental มาพร้อมกับสีตัวถังใหม่ ด้วยสีดำ Black Storm Metallic และสีขาว Option 719 Mineral White Metallic ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B โดดเด่นด้วยตัวถังสีดำ Black Storm Metallic สีเทาด้าน Manhattan Metallic Matte สีฟ้า Gravity Blue Metallic สีขาว Option 719 Mineral White Metallic และสีม่วงเหลือบฟ้า Option 719 Galaxy Dust Metallic

 

อุ่นใจขึ้นและสนุกกว่าในทุกเส้นทางกับข้อเสนอพิเศษในงานมอเตอร์โชว์ 2023 

ข้อเสนอพิเศษจากบีเอ็มดับเบิลยู

รุ่น ข้อเสนอ เงื่อนไข
บีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupé M Sport ·   ฟรี ข้อเสนอ BMW Protect (ประกันภัยชั้นหนึ่ง) สูงสุด
3 ปี*

·   ดาวน์ 0%

·   สำหรับลูกค้าที่ทำสัญญาเช่าซื้อ สัญญา
เช่าซื้อแบบมีบอลลูน และสัญญาเช่า
ทางการเงิน รับข้อเสนอ BMW Protect ประกันภัยชั้นหนึ่งสูงสุด 2 ปี

·   สำหรับสัญญา Freedom Choice รับข้อเสนอ BMW Protect ประกันภัยชั้นหนึ่ง สูงสุด 3 ปี

บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู 530e Elite

บีเอ็มดับเบิลยู 530e Luxury

บีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู 630i GT M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive30d M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sport

·   ฟรี ข้อเสนอ BMW Protect (ประกันภัยชั้นหนึ่ง) สูงสุด
2 ปีเต็ม*

·   ดาวน์ 0%

·   สำหรับลูกค้าที่ทำสัญญาเช่าซื้อ สัญญา
เช่าซื้อแบบมีบอลลูน และสัญญาเช่าทางการเงิน รับข้อเสนอ BMW Protect ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี

·   สำหรับสัญญา Freedom Choice รับข้อเสนอ BMW Protect ประกันภัยชั้นหนึ่ง สูงสุด 2 ปี

บีเอ็มดับเบิลยู X1 (รุ่นก่อนปรับโฉม) ·  ฟรี ข้อเสนอ BMW Protect (ประกันภัยชั้นหนึ่ง) 1 ปี*

·   ดาวน์ 0%

·   ขยายระยะเวลาโปรแกรมบำรุงรักษา BSI เป็น 10 ปี*

·   สำหรับลูกค้าที่ทำสัญญาเช่าซื้อ สัญญา
เช่าซื้อแบบมีบอลลูน สัญญาเช่าทางการเงิน และสัญญา Freedom Choice

 

บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive

·  ฟรี ข้อเสนอ BMW Protect (ประกันภัยชั้นหนึ่ง) 1 ปี*

·   ดาวน์เริ่มต้น 15%

·   สำหรับลูกค้าที่ทำสัญญาเช่าซื้อแบบมีบอลลูน สัญญาเช่าทางการเงิน และสัญญา Freedom Choice
รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%

·   บีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive35 M Sport

·   บีเอ็มดับเบิลยู i4 M50

·   บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport

·   บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport

·   บีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport

·   บีเอ็มดับเบิลยู i7 xDrive60 M Sport

·   รับฟรี แท่นชาร์จ BMW Wallbox *

·   ดาวน์เริ่มต้น 15%

·   สำหรับลูกค้าที่ทำสัญญาเช่าซื้อ สัญญา
เช่าซื้อแบบมีบอลลูน สัญญาเช่าทางการเงิน และสัญญา Freedom Choice

 

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

 

ข้อเสนอชุดแต่ง M Performance Edition พิเศษจากบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย นำเสนอบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport (M Performance Edition) ใหม่ ด้วยรูปลักษณ์ที่สะดุดตายิ่งขึ้นสำหรับรุ่นรถยนต์ซีดานพรีเมียมที่ประสบความสำเร็จที่สุดของแบรนด์ พร้อมชุดอุปกรณ์ตกแต่ง BMW M Performance เสริมความคล่องแคล่วปราดเปรียวตามสไตล์กีฬามอเตอร์สปอร์ต ผสานเสน่ห์เฉพาะตัวอันโดดเด่นของรถยนต์ผู้บริหารสุดหรู ผลิตมาเป็นพิเศษพร้อมให้จำหน่ายสำหรับรถยนต์สองรุ่นดังกล่าว ในราคาพิเศษเพียง 55,555 บาท จากราคาปกติ 240,029 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าติดตั้ง) สิทธิพิเศษนี้มีให้สำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์ผ่าน https://shop.bmw.co.th/ ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2566 เวลา 18:00 น. เป็นต้นไป ในจำนวนจำกัดเพียง 55 คันเท่านั้น

สำหรับชุดอุปกรณ์ตกแต่ง M Performance ในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport (M Performance Edition) ใหม่ ประกอบด้วย กระจังหน้าทรงไตคู่คาร์บอนไฟเบอร์ M Performance, สปลิทเตอร์หน้าคาร์บอนไฟเบอร์ M Performance, สปอยเลอร์หลังคาร์บอน, ฝาครอบกระจกคาร์บอน, แถบสติ๊กเกอร์ข้างตัวรถ
M Performance และสติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ M Performance บริเวณสเกิร์ตข้าง

ข้อเสนอพิเศษจากมินิ

รุ่น ข้อเสนอ เงื่อนไข
·   มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน
เอนทรี
·     ฟรี ข้อเสนอ MINI Protect 1 ปีเต็ม* ·   สำหรับลูกค้าที่ทำสัญญาเช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อแบบมีบอลลูน สัญญาเช่าทางการเงิน และสัญญาFreedom Choice

 

·   มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ·     ฟรี ข้อเสนอ MINI Protect 1 ปีและขยายระยะเวลาโปรแกรมบำรุงรักษา MSI เป็น 10 ปี*
·   มินิ คูเปอร์ เอสอี ·     ฟรี ระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าภายในบ้าน MINI Wall Charger และข้อเสนอ MINI Protect 1 ปี*
·     ฟรี ข้อเสนอ MINI Protect 2 ปี*

 

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

 

ข้อเสนอพิเศษจากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

รุ่น ข้อเสนอ
บีเอ็มดับเบิลยู F 900 R

บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR

·     ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 5 ปี
บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Pure

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 (First Edition)

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Classic (First Edition)

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 B (First Edition)

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental (First Edition)

บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT

·     ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งนาน 1 ปี
บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS / GS Adventure ·     ฟรี ชุดกล่องบรรทุกสัมภาระด้านข้างแบบอลูมิเนียม (Aluminum Panniers)
บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS ·     ฟรี ชุดกล่องบรรทุกสัมภาระด้านท้ายแบบอลูมิเนียม (Aluminium top box)

 *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.bmw.co.th, www.mini.co.th, www.bmw-motorrad.co.th เฟซบุ๊กแฟนเพจ BMW Thailand, MINI Thailand และ BMW Motorrad Thailand หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

อีซูซุรับรางวัลเกียรติยศ “สุดยอดองค์กรแห่งปี” (Thailand Top Company Awards 2023)

0

คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด รับมอบรางวัลเกียรติยศ “สุดยอดองค์กรแห่งปี” (Thailand Top Company Awards) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 จาก ฯพณฯ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ประธานในพิธีให้เกียรติมอบรางวัล โดยอีซูซุได้รับเลือกให้รับรางวัลในฐานะที่เป็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงสุดของประเทศ ในกลุ่ม “อุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์” ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์

 

ร่วมติดตามและอัพเดทข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่  www.isuzu-tis.com  หรือ LINE: @isuzuthai

BYD จัดพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานผลิตรถยนต์แห่งแรกในประเทศไทย พร้อมส่งมอบรถ BYD ATTO 3 คันที่ 9,999 และ 10,000

0

BYD บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของจีน จัดพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานผลิตรถยนต์สาขาต่างแดนแห่งแรกในประเทศไทย พร้อมจัดพิธีส่งมอบรถ BYD ATTO 3 คันที่ 9,999 และ 10,000 ในคราวเดียวกัน โดยพิธีดังกล่าวสะท้อนชัดถึงการเติบโตทางธุรกิจของ BYD ในต่างแดนรวมถึงความแข็งแกร่งทางธุรกิจที่หยั่งรากลึกยิ่งขึ้นของแบรนด์ในตลาดเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีบุคคลสำคัญจากหลากหลายวงการในประเทศไทยเข้าร่วม อาทิ คุณนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), คุณพิริยะ เข็มพล ที่ปรึกษาพิเศษด้านการต่างประเทศ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), คณสุพจน์ ต่ออาจหาญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง, คุณณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานหอการค้าไทย-จีน, คุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), คุณทรงศักดิ์ ชื่นตา ผู้อำนวยการ กนอ. สำนักงานนิคมอุตสาหกรรม อีสเทิร์นซีบอร์ด 1-4  และ คุณประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ BYD ในประเทศไทย เป็นต้น

ในปี 2565 BYD มียอดขายพาหนะพลังงานใหม่สูงถึง 1.86 ล้านคันหรือสูงขึ้นร้อยละ 208.6 จากปีก่อนหน้า จึงขึ้นแท่นเป็นผู้นำพาหนะพลังงานใหม่ของโลกในแง่ยอดขายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2566 ยอดขายพาหนะพลังงานใหม่ของ BYD สูงถึง 193,655 คัน นับเป็นตัวเลขก้าวกระโดดจากยอด 88,283 คันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ในตลาดยานยนต์ไฟฟ้า 100% ยอดขายของ BYD อยู่ที่ 90,639 คันในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2566 เมื่อรวมกับยอดขายจากเดือนมกราคมของปีเดียวกัน ยอดขายรวมจะสูงถึง 161,977 คัน หรือเติบโตร้อยละ 80.86 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากที่ BYD มีแผนยกระดับการดำเนินงานตลอดจนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิตและช่องทางการขายอย่างแข็งขัน พร้อมทั้งยังมีแรงหนุนยานพาหนะพลังงานใหม่อย่างจริงจังจากภาครัฐบาลในหลายประเทศ

ในระหว่างร่วมงานพิธีวางศิลาฤกษ์ข้างต้น นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า “การจัดตั้งฐานผลิตในประเทศไทยของ BYD จะเสริมพลังให้แก่อุตสาหกรรมพาหนะพลังงานใหม่ของไทย รวมถึงช่วยสร้างงานและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ที่สำคัญ ยังเป็นการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและไทยด้วย”

นายพิริยะ เข็มพล ที่ปรึกษาพิเศษด้านการต่างประเทศ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แสดงความเห็นว่า “ปัจจุบัน ทุกประเทศใส่ใจต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขาดแคลนพลังงาน การส่งเสริมการพัฒนาพาหนะพลังงานใหม่จึงถือเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการปกป้องโลกและถือเป็นสิ่งที่ต้องเลือกทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หากต้องการส่งเสริมความยั่งยืนทางเศรษฐกิจบนโลกใบนี้”

มร.หลิว เสวียเลี่ยง ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท บีวายดี ออโต้ อินดัสทรี จำกัด ระบุว่า “BYD ยึดมั่นในปรัชญา ‘เทคโนโลยี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอนาคต’ ขององค์กรมาโดยตลอด จึงส่งเสริมนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับพาหนะพลังงานใหม่อย่างต่อเนื่อง การจัดตั้งฐานการผลิตรถในไทยถือเป็นกุญแจสำคัญในการเร่งขยายธุรกิจในตลาดเอเชีย-แปซิฟิกและการพัฒนาอุตสาหกรรมในตลาดท้องถิ่น”

มร.หวาง ลี่ผิง อัครราชทูตที่ปรึกษาเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวว่า “พิธีวางศิลาฤกษ์ในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของ BYD ที่มุ่งมั่นขยายฐานการผลิตและขับเคลื่อนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงเป็นประจักษ์พยานสำคัญถึงความพยายามของ BYD ในการเร่งขับเคลื่อนแวดวงพลังงานใหม่และสร้างการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นจริงในระดับโลก”

ทั้งนี้ ภายในงานดังกล่าว BYD ยังได้ส่งมอบรถ BYD ATTO 3 คันที่ 9,999 และ 10,000 ให้แก่ลูกค้าอีกด้วย เพื่อต้องการแสดงความขอบคุณต่อลูกค้าตลอดจนประกาศความมุ่งมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพและนวัตกรรม

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้กลายเป็นศูนย์กลางพาหนะพลังงานใหม่ที่สำคัญแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ณ วันที่ 31 มกราคม 2566 มีจำนวนพาหนะพลังงานใหม่ที่จดทะเบียนใช้งานในไทยแล้วทั้งสิ้น 16,672 คัน สูงขึ้นร้อยละ 281.86 เมื่อเทียบกับเดือนมกราคมปีก่อนหน้า ที่สำคัญ ตลาดพาหนะพลังงานใหม่ยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอีกอย่างรวดเร็ว เพราะจำนวนรุ่นรถยนต์ในตลาดและมาตรการให้เงินสนับสนุนเพื่อส่งเสริมการใช้งานพาหนะที่เป็นต่อสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลไทย

เฉพาะแค่รถ BYD ATTO 3 รุ่นเดียว BYD ยังสามารถจดทะเบียนรถได้มากถึง 1,352 คัน นับตั้งแต่เริ่มวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วจนถึงปลายเดือนมกราคมปีนี้ โดยจำนวนดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 8 ของจำนวนพาหนะพลังงานใหม่ที่จดทะเบียนในประเทศไทย และจำนวนรถ BYD ATTO 3 ที่จดทะเบียนในไทยยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยตัวเลขพุ่งไปแตะ 3,000 คันแล้ว ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 สะท้อนชัดถึงตำแหน่งผู้นำของ BYD ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% ของไทย

BYD ATTO 3 เป็นรถยนต์เอนกประสงค์ SUV แบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% รุ่นแรกที่ BYD เปิดตัวในตลาดไทยพร้อมแพลตฟอร์มออนไลน์ (e-platform) ระดับ 3.0 นับเป็นรถคุณภาพเยี่ยมทั้งในด้านดีไซน์ เทคโนโลยี ประสิทธิภาพการใช้งานและประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ ในพิธีส่งมอบรถ BYD ATTO 3 คันที่ 9,999 และ 10,000 ให้ลูกค้า โดย มร.เค่อ หยู่ปิน ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ส่งส่งมอบรถให้แก่ลูกค้า พร้อมให้คำมั่นว่าเราจะทำงานหนักต่อไปเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า รวมถึงเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมพาหนะพลังงานใหม่ด้วย”

การก่อสร้างและส่งเสริมฐานผลิตรถยนต์มีความเกี่ยวข้องกันชนิดที่แยกออกจากกันไม่ได้ ทันทีที่ฐานผลิตเริ่มประกอบการ ระยะเวลารอรับรถของลูกค้าในตลาดไทยจะลดลงเพราะไม่ต้องเสียเวลารอกระบวนการนำเข้า รอรถถูกขนส่งมาทางเรือและรอรถผ่านพิธีการศุลกากรซึ่งใช้เวลานาน เรียกได้ว่าฐานผลิตในไทยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการส่งมอบผลิตภัณฑ์ของ BYD และตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในตลาดไทยได้ดียิ่งขึ้น

 

 

 

ฐานผลิตรถยนต์ของ BYD ในไทยมีพื้นที่เกือบ 600 ไร่ (1 ไร่มีขนาดราว 1,600 ตารางเมตร) และพร้อมจะเริ่มผลิตในปีหน้าด้วยกำลังผลิตต่อปีที่สูงถึงราว 150,000 คัน ในอนาคต  BYD จะเดินหน้านำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายยิ่งขึ้นรวมถึงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้นแก่ผู้บริโภคชาวไทย พร้อมทุ่มสุดตัวเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมพาหนะพลังงานใหม่และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยด้วย

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เผยแผนธุรกิจปี 2566 ภายใต้วิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” เติมเต็ม EV Portfolio ในไทยอีก 3 รุ่น

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) แถลงผลการดำเนินงานในปี 2565 พร้อมแสดงวิสัยทัศน์และแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2566 โดยในระดับโลก เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีอัตราการเติบโตของยอดขายกว่า 15% จากปีที่ผ่านมา กวาดยอดขายรถในกลุ่ม Passenger Cars กว่า 2,043,900 คันทั่วโลก พร้อมโชว์ตัวเลขการเติบโตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ ที่สูงถึง 124% ด้วยยอดขายกว่า 117,800 คัน โดยมีรุ่นที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆ อย่าง EQA และ EQB ในด้านของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เติบโตถึง 34% ด้วยยอดจดทะเบียนสะสม 13,182 คัน ในปีที่ผ่านมา ยอดขายรถในเซกเมนต์ Dream Cars โตขึ้น 28% จากยอดขาย CLS และ C-Coupe ยอดขายรถ SUV เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนรถเซกเมนต์ Contemporary Luxury อย่าง The new C-Class E-Class และ S-Class โตขึ้น 12% ตามด้วยรถ Top-end Luxury อย่าง Mercedes-Maybach ตัวเลขยอดขายโตขึ้นกว่า 3 เท่าจากปีที่ผ่านมา

ภายใต้การนำของประธานบริหารคนใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย “มร. มาร์ทิน ชเวงค์” ที่ได้มีการประกาศวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” กับความมุ่งมั่นในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยซึ่งสะท้อนผ่านแผนการดำเนินธุรกิจ ทั้งการให้ความสำคัญเกี่ยวกับแผนงานด้านความยั่งยืน (Sustainability) การนำเสนอรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification) การนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย (Technology and Innovation) และการมอบประสบการณ์แบบลักชัวรี่ (Luxury Experience) ตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยไฮไลท์สำคัญของปีนี้ คือการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ ลงตลาดประเทศไทยทั้งหมด 3 รุ่น เริ่มด้วย EQB 250 AMG Line รถเอสยูวีไฟฟ้า 5 ที่นั่ง ที่ผสานความหรูหราและความสะดวกสบายในทุกมิติ ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย พร้อมเดินทางในทุกเส้นทางด้วยการขับขี่ที่ไร้มลพิษ (Zero-emission) ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมแบตเตอรี่แรงดันสูง วิ่งได้ไกลถึง 460 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP ผลิตและนำเข้าแบบ CBU พร้อมเปิดราคาจำหน่ายที่ 3,020,000 บาท

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2565 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประสบความสำเร็จทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ท่ามกลางความท้าทายต่างๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยในปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จะเดินหน้าด้วยวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” ที่สะท้อนผ่านแผนการดำเนินธุรกิจในทุกมิติทั้งในเรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) สู่การเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2582 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายความยั่งยืนของประเทศไทยที่ตั้งเป้าหมายเป็นประเทศที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 รวมถึงนโยบาย 30@30 ของบอร์ดอีวี ที่จะขยายสัดส่วนของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศให้เป็น 30% ภายในปี 2572 ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์เองก็ตั้งเป้าหมายในการทำให้รถทุกรุ่นที่อยู่ในพอร์ตของเรา เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ภายในปี 2572 เช่นกัน

และสิ่งสำคัญในการทำให้เราบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน คือการนำเสนอรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification) ให้กับผู้บริโภค ในระดับโลก เราได้นำเสนอ VISION EQXX รถยนต์ต้นแบบพลังงานไฟฟ้า 100% ที่ผ่านการทดสอบการขับขี่ในสภาพแวดล้อมจริง ด้วยระยะทางมากกว่า 1,000 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มเพียงหนึ่งครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าเราได้นำยนตรกรรมแห่งอนาคตมานำเสนอให้ทุกคนแล้วในวันนี้ โดยในประเทศไทย เรามีการเปิดตัว EQS 500 4MATIC AMG Premium ที่ถือเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มีระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้ามากที่สุดในประเทศไทย ด้วยระยะทางกว่า 702 กิโลเมตร ต่อจากชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP ซึ่งผู้บริโภคชาวไทยทุกคนสามารถเป็นเจ้าของยนตรกรรมระดับโลกนี้ได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ เรายังได้เปิดตัวยนตกรรมในรูปแบบปลั๊กอินไฮบริด อย่าง C 350 e AMG Dynamic ที่เป็นรถ PHEV ในระดับลักชัวรี่ ที่วิ่งได้ไกลที่สุดในประเทศไทย ด้วยระยะทาง
เกินกว่า 100 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง

และในปีนี้เราได้วางแผนในการขยาย EV Portfolio ในประเทศไทย ผ่านการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ทั้งหมด 3 รุ่น เริ่มด้วย EQB 250 AMG Line หนึ่งในรถภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ ที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก รวมถึงการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าผ่านการร่วมมือกับผู้ผลิตและผู้ให้บริการด้านสถานีชาร์จพลังงานไฟฟ้าชั้นนำ ในประเทศไทย

เมอร์เซเดส-เบนซ์ มุ่งมั่นในการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย (Technology and Innovation) สู่อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย เราพร้อมมอบประสบการณ์ทีเหนือระดับในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น การนำเสนอนวัตกรรมอย่าง จอแสดงผลแบบ Hyperscreen ระบบ MBUX เจเนเรชั่นใหม่ ระบบไฟหน้า Digital Light แบบ Ultra high range beam ที่ส่องสว่างได้ไกลมากกว่า 600 เมตร และแพ็คเกจระบบช่วยเหลือการขับขี่ (Driving Assistance package) รวมถึงระบบลดวงเลี้ยวรถยนต์ (Rear Axle Steering) และนอกเหนือจากประสบการณ์ที่ทุกคนจะได้สัมผัสผ่านยนตรกรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์แล้ว การมอบประสบการณ์แบบลักชัวรี่ (Luxury Experience) ให้กับลูกค้าก็ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ โดยเรามีการสร้างการสื่อสารทั้งภายนอกและภายในองค์กร ในการประสานการทำงานเพื่อทำให้มั่นใจได้ว่า คนในองค์กรและพาร์ทเนอร์ของเราจะสามารถมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายและสอดแทรกความเป็นแบรนด์ลักชัวรี่ในทุกมิติ ตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้กับลูกค้าคนพิเศษของเราทุกคนอย่างไร้ที่ติ”

มร. บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับการดำเนินธุรกิจ ภายใต้วิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้นำมาปรับใช้ในการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดและการสื่อสารในรูปแบบใหม่ เริ่มจากการเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ของการจัดแสดงรถยนต์ในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 โดยในปีนี้เราได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการนำเสนอยุคใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ผ่านการจัดแสดงรถยนต์บนพื้นที่ใหม่ ที่บูธหมายเลข A19 บริเวณฮอล์ 1 ของอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ซึ่งมีการสร้างการรับรู้ให้สาธารณะผ่านแคมเปญการสื่อสาร
ทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยความพิเศษของบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ในปีนี้ จะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” พร้อมมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมบูธ ตั้งแต่ก้าวแรกที่ก้าวเข้ามาในบูธของเราไปจนถึงขั้นตอนที่ลูกค้าตัดสินใจเป็นเจ้าของยนตกรรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ นอกจากนี้ ภายในบูธจะถูกแบ่งโซนในการจัดแสดงรถยนต์ ซึ่งมีให้ชมครบทุกรุ่นตั้งแต่รถยนต์ในแบรนด์ Mercedes-Benz ในกลุ่มของรถ ICE และ PHEV รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%ภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ รถยนต์สมรรถนะสูงในกลุ่ม Mercedes-AMG รถยนต์ระดับ Top-End Luxury อย่าง Mercedes-Maybach พร้อมด้วยยนตรกรรมระดับตำนานอย่าง SL และ G-Class ซึ่งคนไทยทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 หรือที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทั่วประเทศไทย”

นายพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานบริหาร ฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ สำหรับในส่วนงานของฝ่ายบริการลูกค้า เราได้เตรียมพร้อมในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ดิจิตัลใหม่ๆ ใน Mercedes Me Store ที่ลูกค้าสามารถซื้อเพิ่มเติมได้ตามความต้องการเช่น Rear Axle Steering ที่เป็นการลดวงเลี้ยวรถยนต์ เพื่อการควบคุมรถได้ง่ายยิ่งขึ้น Active Distance Assistance Distronic ระบบควบคุมระยะห่างของรถยนต์ขณะขับขี่หรือ Individualization ที่เป็นการเพิ่มความบันเทิงในรูปแบบเฉพาะตัวไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกบรรยากาศภายในรถทั้งเสียงและภาพที่แสดงบนหน้าจอหรือมินิเกมส์ ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความต้องการ นอกจากนี้ ในปีนี้จะมีการนำเสนอระบบการจ่ายเงินค่าบริการผ่านระบบออนไลน์เพื่อให้ครอบคลุมในทุกสถานะของรถเมื่อนำรถเข้ารับบริการเพิ่มเติมจากบริการระบบออนไลน์เดิมที่มีในส่วนของการนัดหมายเข้ารับบริการและแจ้งสถานะของรถขณะกำลังเข้ารับบริการ ยิ่งไปกว่านั้นเรายังมีบริการผู้ช่วยส่วนตัวด้วยการส่งข้อความแจ้งเตือนเมื่อรถถึงระยะเข้ารับบริการหรือตรวจเช็กระบบต่าง ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่หรือระบบเบรก รวมถึงข้อเสนอพิเศษและกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นเพื่อมอบให้กับลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยเฉพาะ และในส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอะไหล่แท้ อะไหล่ StarParts หรือ REMAN สำหรับรถยนต์ที่หมดระยะรับประกัน ผลิตภัณฑ์ยางที่ได้รับการรับรองจาก Mercedes-Benz MO/MOE รวมถึงการบริการซ่อมสีและตัวถังตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และโปรแกรม MBSP แบบต่างๆ ที่ครอบคลุมทุกความต้องการตามการใช้งานของลูกค้า เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดและคงประสิทธิภาพสูงสุดตลอดการใช้งานรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทย”

“แน่นอนว่าอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของเรา คือการสร้างยอดขายที่เติบโตในประเทศไทย ในปีนี้เราคาดหวังตัวเลขการเติบโตแบบ Double-Digit ผ่านการนำเสนอรถยนต์ทั้งหมด 8 รุ่น โดยหนึ่งในนั้นคือรถเอสยูวีไฟฟ้า EQB 250 AMG Line ที่เปิดตัวในวันนี้ ทั้งนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์จะมุ่งมั่นพัฒนายนตรกรรมที่เหนือระดับที่มาพร้อมการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้า สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย” มร. มาร์ทิน ชเวงค์ กล่าวสรุป

ฟอร์ด จัดประชุมผู้จำหน่ายประกาศกลยุทธ์ต่อยอดความสำเร็จในปี 2023

0

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดงาน Ford National Dealer Meeting 2023 ประชุมใหญ่ประจำปีเพื่อแถลงทิศทางธุรกิจกับผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ โดยในปีนี้ฟอร์ดประกาศชูกลยุทธ์ต่อยอดความสำเร็จของฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถกระบะและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ พร้อมรุกตลาดลูกค้ารายใหญ่ด้วยรถฟอร์ดดัดแปลง ควบคู่ไปกับการยกระดับบริการลูกค้าเพื่อส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับในการเป็นเจ้าของรถฟอร์ด พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจของผู้จำหน่ายเติบโตไปด้วยกัน โดยงานจัดขึ้น ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ 

ในปีนี้ ฟอร์ดและผู้จำหน่ายมุ่งมั่นร่วมกันขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกมิติ ด้วยการต่อยอดธุรกิจจากจุดแข็งที่ฟอร์ดมี ต่อยอดความสำเร็จของรถฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ซึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงสำคัญในการขยายฐานลูกค้าต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้ารุกตลาดลูกค้ารายใหญ่ โดยเน้นสร้างความแตกต่างด้วยจุดแข็งของรถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ที่โดดเด่นด้านสมรรถนะและความอเนกประสงค์ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น พร้อมยกระดับมาตรฐานไปอีกขั้นด้วย โปรแกรม Qualified Vehicle Modifier หรือ QVM ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลกของฟอร์ดในการควบคุมคุณภาพการพัฒนารถยนต์ดัดแปลง

อรรถกร จารุศิลาวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ฟอร์ด ประเทศไทย

สุรวัฒน์ จึงสมประสงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย

​พร้อมกันนี้ ฟอร์ดยังได้แนะนำผู้บริหารใหม่ของฟอร์ด ประเทศไทย คือ นายอรรถกร จารุศิลาวงศ์ ที่ได้เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขาย ฟอร์ด ประเทศไทย รับผิดชอบการบริหารทีมงานฝ่ายขายในการผลักดันยอดขายของรถยนต์ฟอร์ดในประเทศไทยให้เติบโต และนายสุรวัฒน์ จึงสมประสงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย ที่เข้ามารับผิดชอบงานบริหารทีมงานด้านบริการของฟอร์ด พร้อมผลักดันการพัฒนานวัตกรรมด้านการบริการให้กับลูกค้า เพื่อขับเคลื่อนความสำเร็จอย่างต่อเนื่องให้กับแบรนด์ฟอร์ด 

ยิ่งไปกว่านั้น ฟอร์ดยังให้ความสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของผู้จำหน่ายทุกภาคส่วน โดยล่าสุดได้เปิดศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรมบุคลากรฟอร์ดแห่งใหม่เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาทักษะของบุคลากรผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศให้ดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัวด้วยมาตรฐานการบริการระดับโลก ใส่ใจในทุกรายละเอียดด้วยนวัตกรรมด้านบริการใหม่ๆ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ฟอร์ดที่น่าประทับใจ

BRG GROUP ทุ่มงบ ฉลองตำนานความยิ่งใหญ่ กับแคมเปญ BRG 48 Years of Trust มั่นคง เคียงข้างคุณมายาวนานกว่า 48 ปี ที่งาน Motor Show 2023

0

BRG GROUP จัดใหญ่ ทุ่มงบเสิร์ฟแคมเปญฉลองตำนานความยิ่งใหญ่ ครบรอบ 48 ปี กับแคมเปญ “BRG 48 Years of Trust มั่นคง เคียงข้างคุณมายาวนานกว่า 48 ปี” ในปีนี้ BRG GROUP นำทัพด้วย ยานยนต์สปอร์ตสายเลือดอเมริกันระดับตำนานอย่าง Chevrolet Corvette Stingray Coupe 3LT Generation 8 และ Volkswagen ID. Buzz รถตู้ไฟฟ้า100% รุ่นแรกจาก Volkswagen มาให้คุณได้สัมผัสกันที่งานด้วย นอกจากนี้ยังมีกองทัพชุดแต่งรถยนต์  M’z Speed Alphard, M’z Speed Voxy, KUHL RACING Stepwagon Spada และรถยนต์พรีเมียมรุ่นอื่นๆมากมาย เช่น Toyota Land Cruiser  300 , M’z Porsche Macan

งานมหกรรมแสดงยานยนต์ ครั้งที่ 44 หรืองาน Bangkok International Motor Show 2023 ปีนี้จัดขึ้นภายใต้ Concept ที่ว่า Colorful Experiences ชวนคุณมาร่วมสร้างประสบการณ์ให้ครบทุกสีสันไปกับยานยนต์และเทคโนโลยีภายในงาน ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันที่ 22 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2566

และในปีนี้ BRG GROUP ฉลองตำนานความยิ่งใหญ่ ครบรอบ 48 ปี ทุ่มงบจัดแคมเปญ “BRG 48 Years of Trust มั่นคง เคียงข้างคุณมายาวนานกว่า 48 ปี” เพื่อตอบแทนทุกความไว้วางใจของลูกค้าที่มีมาอย่างยาวนาน เพียงคุณจองรถยนต์ที่บูธ BRG GROUP ภายในงาน จะได้สิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลมากมายมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท อาทิ เช่น  iPhone 14, APPLE iPad, SAMSUNG 4K Smart TV 55” , สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า NINEBOT , GOPRO HERO11,ทองคำ 2 สลึง และของรางวัลอื่นๆอีกมากมายภายในงาน (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

BRG GROUP ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์นำเข้าอิสระระ ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท ขนทัพยานยนต์พรีเมียมแห่งอนาคต กว่า 10 รุ่น มาให้คุณได้ยลโฉมของจริงกันที่งาน Thailand International Motor Show 2023 โดยมี รถยนต์สปอร์ตคาร์สุดร้อนแรงระดับโลกอย่าง Chevrolet Corvette Stingray Coupe 3LT Generation 8 มาเป็น Highlight ภายในงาน

ความตื่นเต้นเร้าใจยังไม่หมดเพียงเท่านี้เพราะ BRG GROUP ยังมีเซอไพรส์ใหญ่กับรถตู้ไฟฟ้าสไตล์เรโทรที่มาแรงที่สุดในตอนนี้กับ Volkswagen ID. Buzz รถยนต์แห่งอนาคต เป็นรุ่นแรกและรุ่นสำคัญจาก Volkswagen อีกด้วย

Volkswagen ID. Buzz รถตู้สไตล์เรโทรขุมพลังไฟฟ้า 100% ความคลาสสิคตลอดกาลที่มาพร้อมกับนวัตกรรมสุดล้ำสมัย พร้อมพาคุณก้าวสู่โลกยุคใหม่อย่างแท้จริง สมรรถนะดีเยี่ยมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 201 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุด 144 กม./ชม. ชาร์จเต็ม 1 ครั้งวิ่งไกลถึง 424 กม.

นอกจากนี้เรายังมีสุดยอดยนตรกรรมระดับตำนานอีกมากมาย อาทิ เช่น สุดยอดยนตรกรรมสายลุยแบบออฟโรด แต่ให้ความหรูหราระดับ Luxury อย่าง Toyota Land Cruiser 300 ZX และ ยนตรกรรมสายสปอร์ตสุดแกร่ง ที่ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมทั่วโลกอย่าง M’z Porsche Macan

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ BRG GROUP ยังมีไฮไลท์สุดพิเศษอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือ BRG GROUP ยังได้เอกสิทธิ์เป็นผู้นำเข้าและผู้แทนจัดจำหน่ายชุดแต่งรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมจากสำนักแต่งชื่อดังของประเทศญี่ปุ่นอย่าง M’z Speed และ ชุดแต่งสุดพรีเมี่ยมนำเข้าสุดเท่จากประเทศญี่ปุ่นอย่าง KUHL ที่จะเน้นดีไซน์โดดเด่น แตกต่าง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ให้คุณได้สัมผัสกับสไตล์ของความเท่ที่ไม่ซ้ำใคร

โดยภายในงานจะมีการจัดโชว์ยานยนต์พรีเมียมที่ประกอบชุดแต่ง M’z Speed และ KUHL มาให้คุณได้ยลโฉมกันแบบ Exclusive สุดๆอีกด้วย

BRG GROUP ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์นำเข้าระดับพรีเมี่ยมอันดับ 1 ในประเทศไทย พร้อมโชว์รูมและศูนย์บริการ One Stop Service  มั่นคงด้วยชื่อเสียงที่มีมานานกว่า 48 ปี ตอกย้ำการเป็นผู้นำในวงการรถยนต์พรีเมียมนำเข้าด้วยบริการและพร้อมรองรับทุกความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปได้รวดเร็วเสมอมา

นอกจากลูกค้าที่เข้าไปสั่งจองภายในงานจะได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวแล้ว ในช่วงระยะเวลาระหว่างวันที่ 22 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2566 ลูกค้าที่จะสั่งจองรถผ่านสาขาทั้ง 3 สาขาของ BRG คือสาขาศรีนครินทร์ , สาขารามคำแหง และสาขาแจ้งวัฒนะ ก็จะได้รับข้อเสนอพิเศษนี้เช่นกัน (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

NETA เดินหน้าโครงการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในไทย จับมือบางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี ตั้งเป้าเปิดสายพานการผลิตต้นปี 2567

0

บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ ออโต้โมบิล จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบรนด์ NETA และ บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด ประเดิมแผนกลยุทธ์ธุรกิจระดับสากลปี 2566 เดินหน้าแผนงานโรงงานประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าพวงมาลัยขวาสำหรับตลาดในภูมิภาคอาเซียนในประเทศไทยโดยผนึกกำลังพันธมิตรกับบางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี ตั้งเป้าเปิดสายพานการผลิตภายในปี 2567 

มร. จาง หย่ง (Zhang Yong) ผู้ก่อตั้งและประธาน บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ ออโต้โมบิล จำกัด เปิดเผยว่า “เป้าหมายหลักของ NETA คือการให้ทุกคนได้มีสิทธิในการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียมและได้มีโอกาสใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะได้อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดย NETA ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงจากการแนะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้อย่างแท้จริงในตลาดจีน ทำให้มียอดการส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับลูกค้าแล้วกว่า 260,000 คน  โดยในปีที่ผ่านมา NETA ได้เริ่มขยายการดำเนินงานสู่ระดับสากลโดยมีประเทศไทยเป็นเป้าหมายหลัก และเป็นศูนย์กลางของ NETA สำหรับตลาดในภูมิภาคอาเซียน”

“การสร้างโรงงานประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ NETA  ในประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของแผนงานระดับสากลของ NETA เพื่อเป็นรากฐานที่ต่อยอดไปยังการพัฒนาส่วนงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในแผนกลยุทธ์การขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกของเรา  ทั้งนี้การร่วมมือกับบางชันเยนเนเรล เอสเซมบลี ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนสร้างฐานการประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทันสมัยของ NETA ในภูมิภาคอาเซียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเสริมสร้างทักษะบุคลากรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และสนับสนุนให้ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทยในฐานะผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกและรายใหญ่ที่สุดของอาเซียนให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น”

นายวันชัย  จึงสงวนพรสุข ประธานบริหาร บริษัท บางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี จำกัด  กล่าวว่า “ บริษัทประสบความสำเร็จในการประกอบรถยนต์และให้บริการแบรนด์รถยนต์ชั้นนำระดับโลกมายาวนานกว่า 50 ปี จนเป็นที่ยอมรับในแวดวงธุรกิจยานยนต์ว่าเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์มากที่สุดบริษัทหนึ่งในประเทศไทย วันนี้เราได้ก้าวผ่านสู่ขั้นตอนสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การขนส่งอย่างยั่งยืนด้วยความร่วมมือกับ NETA ซึ่งเป็นผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับแนวหน้าโดยการนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่น NETA V มาประกอบที่โรงงานประกอบรถยนต์ในเขตนิคมอุตสาหกรรมบางชันแห่งนี้ และมั่นใจว่าความร่วมมือครั้งนี้จะไม่เพียงแต่สร้างโอกาสให้กับคนไทย แต่ยังเป็นตัวเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอีกด้วย”

ปัจจุบัน NETA  มีศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวม 6 แห่ง โดย 3 แห่งอยู่นอกประเทศจีน ครอบคลุมทั้งในเยอรมนี อิตาลี รวมทั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะใน Silicon Valley สหรัฐอเมริกา พร้อมโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้มาตรฐานระดับโลกรวม 3 โรงงานตั้งอยู่ในมณฑลเจ้อเจียง มณฑลเจียงซี และหนานหนิงเขตกวางสี ที่มีกำลังการผลิตรวม 250,000 คันต่อปี  ทั้งนี้โรงงานประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ NETA ในประเทศไทยโดยความร่วมมือกับบริษัทบางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี จำกัด มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแผนการดำเนินงานของ NETA ในระดับสากล เพราะนอกจากจะเป็นโรงงานประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทันสมัยได้มาตรฐานระดับสากลสามารถผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีคุณภาพและนวัตกรรมขั้นสูงในราคาที่จับต้องได้แล้ว โรงงานดังกล่าวจะเป็นฐานการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าพวงมาลัยขวาสำหรับตลาดภูมิภาคอาเซียนของ NETA และยกระดับความสามารถในการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ NETA โดยรวมให้สูงกว่า 250,000 คัน รองรับการเติบโตของยานยนต์พลังงานไฟฟ้าของโลกได้เป็นอย่างดี  ซึ่งการก่อสร้างจะแล้วเสร็จและสามารถเริ่มการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า NETA ได้ในภายในปี 2567

NETA  มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทำตลาด 3 รุ่นได้แก่ NETA V รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์ City Car ; NETA U รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์ SUV รวมไปถึง NETA S รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์สปอร์ต  และมีแผนจะเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ในประเทศจีนอีกหนึ่งรุ่นภายในกลางปีนี้ ทั้งนี้ NETA พร้อมร่วมปฏิรูปการใช้พลังงานใหม่รวมไปถึงมีส่วนร่วมในการจัดทำห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของโลกเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ NETA “Popularizer of Smart EV: สรรสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้”   

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ NETA Call Center โทร. 02-039-5751 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ NETA ได้ที่;

  • Facebook : Neta Auto Thailand
  • Neta Line Official : @netaautothailand
  • Website : www.neta.co.th

วิริยะประกันภัย เปิดวิชั่นปี 66 ปีแห่งนวัตกรรมบริการทั่วไทย

0

วิริยะประกันภัย เดินหน้าพัฒนางานบริการไม่หยุดยั้ง ประกาศแผนงานปี 2566 “ปีแห่งนวัตกรรมบริการ : ทุกความเสี่ยงภัย เราพร้อมเคียงข้างคุณ” เผยการมุ่งมั่นพัฒนางานบริการที่กระทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลให้ผลประกอบการปี 2565 เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากปี 2564 ซึ่งเติบโตอยู่เพียง 1.6% แต่ปีที่ผ่านมากลับเติบโตถึง 5.78% สูงกว่าอัตราการเติบโตของธุรกิจประกันภัยในภาพรวม ซึ่งประเมินกันว่าจะเติบโตที่ 3.5-4.5% โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้น 40,991 ล้านบาท ขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าลูกค้าทะลักขึ้นแท่นเบอร์ 1 เหมือนเดิม ส่วนเป้าหมายปี 66 ตั้งเป้าเติบโต 6% ด้านสถานะทางการเงินยังคงเข้มแข็ง แต่สินทรัพย์ยังคงที่ในระดับเกือบ 70,000 ล้านบาท ส่วนอัตราส่วนเงินกองทุนยังคงเกินค่ามาตรฐานอยู่ที่ 154.97%

นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมาผู้คนในสังคมได้ตระหนักถึงความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายและไม่สามารถควบคุมได้ และเลือกใช้ระบบประกันภัยเข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยง จึงกลายเป็นปัจจัยบวกทำให้ภาพรวมของธุรกิจประกันภัยในปีที่ผ่านมามีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น ซึ่งประเมินกันว่าจะเติบโตอยู่ที่ 3.5-4.5%  ส่วนการดำเนินงานของวิริยะประกันภัยในรอบปีที่ผ่านมา มีอัตราเติบโตที่น่าพึงพอใจเป็นอย่างมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังมีต่อวิริยะประกันภัย และตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพความเป็นผู้นำอันดับ 1 ของธุรกิจประกันวินาศภัย โดยในปี 2565 วิริยะประกันภัยมีเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้น 40,991 ล้านบาท เติบโต 5.78% แยกเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 35,847 ล้านบาท ส่วนเบี้ยประกันภัยที่ไม่ใช่ประกันภัยรถยนต์หรือนอนมอเตอร์ มีเบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งสิ้น 5,144 ล้านบาท

“ในขณะที่สถานะการเงินวิริยะประกันภัยยังคงมีความมั่นคงเหมือนเดิม โดยมีสินทรัพย์อยู่ที่ 69,946.94 ล้านบาท ด้านอัตราส่วนเงินกองทุนที่ต้องดำรงไว้ตามกฎหมายยังอยู่ในระดับสูงกว่าค่ามาตรฐาน โดยมีอัตราส่วนอยู่ที่ประมาณ 154.97%” นายอมรกล่าว

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2566 นี้ นายอมรเปิดเผยว่า วิริยะประกันภัยยังคงใช้รากฐานความคิดที่เป็นปรัชญาในการทำธุรกิจที่ยึดมั่นมาตลอด 76 ปี และกลายเป็น DNA ของวิริยะประกันภัยไปแล้ว นั่นคือ “ความเป็นธรรม คือนโยบาย” และยังคงใช้กลยุทธ์ในการยึดหลักของลูกค้าเป็นศูนย์กลางเหมือนเดิม แต่ต้องตอบรับกับความเปลี่ยนแปลง ยืดหยุ่น และตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้เพื่อที่ วิริยะประกันภัยยังคงเป็นที่หนึ่งแห่งความเชื่อมั่นในทุกมาตรฐานประกันภัย โดยได้ตั้งเป้ายอดขายปี 2566 ไว้ประมาณ 43,000 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าประมาณร้อยละ 6 แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ประมาณ 37,600 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าประมาณร้อยละ 5 เบี้ยประกันภัยนอนมอเตอร์ประมาณ 5,700 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าประมาณร้อยละ 11

นายอมรเปิดเผยต่อไปอีกว่า ส่วนกลยุทธ์การดำเนินงานในปี 66 นี้จะอยู่ภายใต้แนวคิด “ปีแห่งนวัตกรรมบริการ : ทุกความเสี่ยงภัย เราพร้อมเคียงข้างคุณ” ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มเติมต่อยอดพัฒนาด้านเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรมบริการ โดยจะมุ่งเน้นให้หน่วยงานของบริษัทฯ ที่มีเครือข่ายอยู่ทุกทิศทั่วไทยมีมาตรฐานทางเทคโนโลยีเดียวกัน มีนวัตกรรมบริการที่สอดรับความต้องการแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ได้วางเป้าประสงค์หลักไว้ 3 เป้าหมายด้วยกัน คือ เป้าหมายด้านช่องทางการขาย ด้วยการยกระดับให้สำนักงานมาตรฐานตัวแทนเป็นสำนักงานดิจิตอล สามารถออกกรมธรรม์ให้ลูกค้าได้ด้วยตัวของสำนักงานเอง ทั้งกรมธรรม์ตัวจริงหรือกรมธรรม์อิเล็กทรอนิกส์ ส่งตรงถึงมือถือลูกค้าทันทีที่ได้มีการตกลงทำสัญญาประกันภัย นั่นก็หมายความว่า จะเกิดความสะดวกทั้งตัวแทนวิริยะประกันภัย และลูกค้าไม่ต้องเดินทางไปมาซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ลูกค้ายังมั่นใจได้ว่าจะได้รับความคุ้มครองแน่นอนและทันทีที่ได้ตกลงทำสัญญาประกันภัย

ในขณะที่เป้าหมายด้านการบริการสินไหมทดแทน นอกจากระบบเคลมออนไลน์ “VClaim on VCall” ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้ขยายบริการไปทั่วประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้วิริยะประกันภัยยังคงขยายพื้นที่ให้บริการที่เรียกกันว่า “จุดรอตรวจสอบอุบัติเหตุ” ออกไปทั่วไทย ด้วยการใช้ข้อมูลเป็นตัววิเคราะห์เพื่อหาจุดสมดุลบริการอย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ยังได้จัดหา AI มาทำหน้าที่ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น ควบคู่กับพนักงานสินไหมทดแทนที่มากประสบการณ์ เพื่อที่จะได้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

อีกเป้าหมายหนึ่งคือด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์  ซึ่งในปัจจุบันวิริยะประกันภัยได้สร้างผลิตภัณฑ์สนองรับความต้องการได้หลากหลายครอบคลุมทุกความเสี่ยงภัย รวมแล้วกว่า 60 ผลิตภัณฑ์ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตรงต่อความต้องการอย่างแท้จริง อันเป็นผลมาจากการใช้กลยุทธ์ในปีที่ผ่านมา “Data-Driven Innovation : เข้าใจ เข้าถึง เคียงข้างคุณทุกความเสี่ยงภัย” ประกอบกับวิริยะประกันภัยมีจุดแข็งอยู่ที่ฐานข้อมูล ซึ่งมีฐานลูกค้ากว่า 8 ล้านกรมธรรม์ จึงทำให้การทำงานวิจัยเพื่อค้นหาความต้องการของผู้บริโภคสามารถทำได้ลึก และในปีนี้จะลงลึกถึงความต้องการของผู้คนในแต่ละภูมิภาคเป็นการเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการประกันภัยรถยนต์หรือประกันภัยสุขภาพที่ลงลึกถึงการตลาดแบบ Personalization ผลิตภัณฑ์ความคุ้มครองเฉพาะตัวและตรงข้อเท็จจริงของแต่ละบุคคล

ส่วนทางด้านการรับประกันภัยรถไฟฟ้า นายอมรกล่าวว่า วิริยะประกันภัยได้เตรียมความพร้อมมากว่า 4 ปีแล้ว โดยได้ศึกษามาตั้งแต่วิวัฒนาการจากรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด จนมาสู่ระบบไฟฟ้าเต็มตัว ซี่งเป็นการพัฒนาร่วมกันกับผู้ประกอบการ ตลอดไปถึงสถาบันการศึกษาที่มีความรู้ความชำนาญทางด้านนี้ อีกทั้งความรู้ที่ได้รับและผลพันธ์ที่ได้พัฒนาร่วมกันดังกล่าว ได้ส่งต่อไปเป็นองค์ความรู้ให้กับบุคลากรด้านสินไหมทดแทน และเจ้าหน้าที่ของศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัย ซึ่งในปีนี้จะขยายองค์ความรู้ไปยังกลุ่มตัวแทนนายหน้าในสังกัดอีกด้วย โดยในปัจจุบันวิริยะประกันภัยได้ให้ความคุ้มครองรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วจำนวน 5,286 คัน และยังคงเป็นบริษัทที่รับประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอันดับหนึ่งเช่นกัน

“ต้องยอมรับว่าเราเริ่มก้าวสู่โลกแห่งความไม่แน่นอนเต็มตัว และจะทำให้ผู้คนให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและการประกันภัยมากขึ้น และต้องหมายรวมไปถึงความต้องการด้านบริการที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี จึงถือเป็นหน้าที่และความท้าทายของวิริยะประกันภัยที่ต้องพร้อมสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความคุ้มครองซับซ้อนขึ้น ตลอดไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด เกิดประสบการณ์ที่ดีในทุก Touch Point และเกิดความเชื่อมั่นในคำนิยามที่ว่า “ทุกความเสี่ยงภัย เราพร้อมเคียงข้างคุณ” นายอมรกล่าว

ทางด้าน นายสยม โรหิตเสถียร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยเพิ่มเติมถึงการพัฒนานวัตกรรมด้านบริการว่า ในรอบปีที่ผ่านมาวิริยะประกันภัยได้พัฒนาเทคโนโลยี ส่งมอบองค์ความรู้ใหม่ ๆ ให้กับตัวแทนและคู่ค้า เพื่อสร้างคุณค่าที่แตกต่างส่งมอบให้กับลูกค้า ดังเช่นในปัจจุบันนี้สำนักงานตัวแทนวิริยะประกันภัยสามารถใช้โปรแกรมออกกรมธรรม์เองได้เลย รวมถึงระบบตรวจสภาพรถยนต์ผ่านออนไลน์ก่อนทำประกันภัยอีกด้วย นั้นก็หมายความว่าลูกค้าจะได้รับความคุ้มครองที่รวดเร็วและเชื่อถือได้

ในขณะที่งานบริการหลังการขาย โดยเฉพาะการบริการด้านสินไหมทดแทน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารงานของวิริยะประกันภัย  จนได้รับการยอมรับและยังคงเป็นบริษัทประกันวินาศภัยอันดับ 1 มาจนทุกวันนี้ ดังนั้นวิริยะประกันภัยจึงเดินหน้าสานต่อนโยบายบริหารสินไหมแบบองค์รวม กล่าวคือ ดูแลทุกองค์ประกอบสำคัญของงานสินไหมซึ่งความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงและสอดประสานกันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ได้แก่ เครือข่ายศูนย์บริการสินไหม (Network), บุคลากร (People) , ข้อมูล (Data) และนวัตกรรม (Innovation) หรือ NPDI

โดยงานเครือข่ายศูนย์บริการสินไหม (Network) วิริยะประกันภัยได้ขยายเครือข่ายศูนย์บริการสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี เพื่อให้ผู้เอาประกันภัยได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทย ง่ายในการเข้าถึงบริการ เช่น เปิดจุดบริการเคลื่อนที่เร็วในย่านการจราจรที่หนาแน่น หรือ จุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อย เช่น สถานีบริการน้ำมัน พื้นที่ชุมชน ศูนย์การค้า เส้นทางจราจรหลัก ฯลฯ เพื่อสร้างจุดสมดุลบริการอย่างไร้รอยต่อ ในขณะที่งานพัฒนาบุคลากร (People) แม้โลกทุกวันนี้จะก้าวล้ำพัฒนาไปด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับธุรกิจประกันภัย การดูแลคนด้วยคนถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น เนื่องจากขณะที่ต้องประสบอุบัติเหตุ หรือการสูญเสีย การดูแลเอาใจใส่ผู้เอาประกันภัยด้วยพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมเป็นอย่างดี มีความเป็นมืออาชีพ ย่อมช่วยให้ผู้เอาประกันภัยอุ่นใจ และเกิดความมั่นใจว่าจะได้รับการดูแลช่วยเหลือให้ผ่านพ้นจากสถานการณ์คับขันไปได้ด้วยดี

“โดยเฉพาะพนักงานสำรวจอุบัติเหตุของวิริยะประกันภัย หรือ ที่รู้จักกันในนาม “พนักงานเคลม” คือ Touch Point สำคัญในการส่งมอบบริการสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัย พนักงานเคลมทั้งหมดจำนวนกว่า 1,400 คน เป็นพนักงานของบริษัทฯ เราไม่ใช้ Outsource ลูกค้าของเราต้องดูแลด้วยคนของเรา พนักงานเคลมของวิริยะทุกคนผ่านการคัดเลือก ทดสอบความรู้ ฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ ด้วยหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นเองจากการสั่งสมประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น ความที่วิริยะคือเบอร์หนึ่งเรื่องประกันภัยรถยนต์ เรื่องสินไหมจึงเป็นงานที่เราเชี่ยวชาญ พนักงานเคลมของวิริยะได้รับรางวัลผู้สำรวจอุบัติเหตุรถยนต์ดีเด่น หรือ “Best Surveyor Award” จาก สมาคมประกันวินาศภัยไทย อย่างต่อเนื่อง” นายสยมกล่าว

นายสยมเปิดเผยต่อไปอีกว่า ส่วนงานบริหารจัดการข้อมูล (Data Analytics) วิริยะประกันภัยได้พัฒนา “ระบบข้อมูลสินไหมอัจฉริยะ” (Intelligence Claim System by Big Data Analytics : BDA) โดยใช้จุดแข็งของวิริยะประกันภัยที่อยู่ในธุรกิจมายาวนานกว่า 76 ปี และครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งมาอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน ส่งผลให้บริษัทฯ มีข้อมูลสินไหมทดแทนจำนวนมากมาย ที่สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้เอาประกันภัยได้อย่างมากมาย หลากหลายแง่มุม ไม่เพียงเฉพาะในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ยังช่วยในเรื่องการพัฒนางานสินไหมได้อย่างน่าทึ่ง เช่น การที่เรามีข้อมูลจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อย บริษัทฯ จะร่วมมือกับภาครัฐในการรณรงค์หามาตรการลดหรือบรรเทาอุบัติภัยบนท้องถนน หรือ เตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ตามจุดใกล้เคียงเพื่อออกบริการสินไหมได้รวดเร็วขึ้น ลดระยะเวลาการรอคอยของผู้เอาประกันภัย ฯลฯ

ในขณะที่งานสรรหาและพัฒนานวัตกรรมประกันภัยใหม่ ๆ (Innovation) ที่จะมาช่วยพัฒนาระบบงานสินไหม สนับสนุนการทำงานของพนักงานด้านสินไหม และสำคัญที่สุดคือเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้ผู้เอาประกันภัย วิริยะประกันภัยมีความพร้อมอย่างเต็มที่ ในการขับเคลื่อนบริการสินไหมทดแทนด้วยนวัตกรรมด้านประกันภัยที่ทันสมัย เช่น การดูแลสินไหมรถยนต์ EV ซึ่งปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำทั้งโซนยุโรปและเอเชีย ต่างก็แข่งกันพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับรถยนต์ EV เนื่องจากได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้บริโภคทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย หลายค่ายทยอยเปิดตัวรถยนต์ EV รุ่นใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง สำหรับวิริยะประกันภัย เรามีความพร้อมอย่างเต็มกำลังในการรองรับตลาดรถยนต์ EV ทั้งในส่วนบุคคล และเชิงพาณิชย์ เนื่องจากผู้ประกอบการภาคธุรกิจชั้นนำ หรือแม้แต่องค์กรภาครัฐต่างก็หันมารณรงค์การใช้รถยนต์ EV เพื่อขับเคลื่อน Green Economy System สร้างเศรษฐกิจควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อสังคมไทยเติบโตแบบยั่งยืน

ส่วนแผนงานด้านการประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์หรือ Non-Motor นางฐวิกาญจน์ เตชทวีทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2565 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทาย จากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ค่อย ๆ ฟื้นตัว หลังจากการระบาดอย่างรุนแรงของโรคโควิด-19 มาหลายปี ซึ่งแนวทางการดำเนินงานมุ่งเน้นที่จะดูแลและพัฒนาการให้บริการให้ดียิ่งขึ้นต่อไปให้สมกับความไว้วางใจจากลูกค้า เป็นปีที่มุ่งเน้นการปรับปรุงระบบงานพื้นฐานต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพขึ้น ทั้งการพัฒนาระบบ Core System ใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบการบริการประกันภัย  รองรับการเติบโตของบริษัทฯ  การปรับปรุง Website เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำการตลาดแบบ Personalization Marketing เพื่อมอบประสบการณ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลมากขึ้น การพัฒนาระบบ CRM เพื่อรองรับการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าและคู่ค้า ซึ่งโครงการต่าง ๆ นี้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาในปี 2566 โดยจะสามารถเริ่มใช้งานได้ในช่วงต้นปี 2567 ส่วนการพัฒนาระบบ CRM  ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสนับสนุนกลยุทธ์ที่คำนึงถึงลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) โดยภายในไตรมาสที่สองของปีนี้ ระบบ CRM ในส่วนของการให้บริการ Call Center และการให้บริการต่ออายุประกันสุขภาพและอุบัติเหตุจะแล้วเสร็จ ทั้งนี้มองว่า CRM นี้เป็นระบบที่ต้องมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้าและเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยจะมีการขยายผลเพื่อพัฒนาเพิ่มฟีเจอร์ในลำดับต่อไป

“สำหรับเป้าหมายปี 2566 วิริยะประกันภัยมุ่งเน้นการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมและเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืน ด้วยการวางแผนขยายอัตราส่วนประกันภัย Non-Motor เติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 10.65% ประมาณการเบี้ยประกันภัยรับอยู่ที่ 5,694 ล้านบาท โดยยังคงมุ่งเน้นที่จะขยายงานผลิตภัณฑ์ประกันภัยส่วนบุคคล หรือ Personal Line เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นประกันภัยสุขภาพและอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันภัยอุบัติเหตุ ประกันภัยการเดินทาง ประกันภัยอะไหล่รถยนต์ รวมถึงประกันภัยสำหรับบ้านที่อยู่อาศัย”

นางฐวิกาญจน์ กล่าวต่อไปว่า กลยุทธ์ในการขยายงานประกันภัยส่วนบุคคลในปีนี้ของเรา คือ การต่อยอดจากช่องทางตัวแทน/นายหน้าที่เป็นช่องทางการขายที่มีศักยภาพสูงของบริษัทฯ ซึ่งจะมุ่งเน้นไปยังผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่าย ไม่ว่าจะประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันการเดินทาง และ ประกันอะไหล่รถยนต์ ที่สามารถนำเสนอควบคู่ไปกับประกันรถยนต์ภาคสมัครใจได้เป็นอย่างดี ซึ่งบริษัทฯ เองอยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับกลุ่มฐานลูกค้าประกันภัยรถยนต์ของบริษัท โดยมุ่งเน้นที่จะดูแลค่าใช้จ่ายให้ครอบคลุมในทุกมิติ ด้วยการออกแบบแพ็กเกจที่ทำงานคุ้มครองคู่กัน ทั้งรถชนและรถเสีย คุ้ม ครบ จบที่วิริยะฯ ซึ่งก็จะเป็นแผนประกันภัยที่ตัวแทนนายหน้าสามารถนำไปเสนอขายได้ไม่ยากเช่นกัน

“ในขณะเดียวกันบริษัทเองยังมุ่งเน้นในการขยายงานผลิตภัณฑ์ในกลุ่มลูกค้า SME เพื่อรองรับการฟื้นตัวของภาคธุรกิจ เช่น ผลิตภัณฑ์ธุรกิจปลอดภัย ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์กับกลุ่มธุรกิจ SME’s ที่จะเข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยง หากธุรกิจเกิดความเสียหายจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ประกันภัยธุรกิจปลอดภัยนี้จะเป็นตัวช่วยที่ดี ที่จะทำให้ธุรกิจของลูกค้ายังคงดำเนินไปได้อย่างมั่นคง” นางฐวิกาญจน์ กล่าวในที่สุด

 

เมอร์เซเดส-เบนซ์์ ประเทศไทย เผยแผนธุรกิจปี 2566 พร้อม เติมเต็ม EV Portfolio ประเดิมนำเข้า EQB 250 AMG Line เปิดราคา 3.02 ล้าน

0
Mercedes EQB Pic Open

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยยอดขายทั่วโลกแตะ 2 ล้านคัน โชว์ตัวเลขรถพลังงานไฟฟ้า 100% แบรนด์ Mercedes-EQ โตขึ้น 124% เอสยูวีรุ่น EQA และ EQB มาแรงในตลาดโลก ส่วนในประเทศ สรุปยอดส่งมอบ 13,182 คัน โตขึ้น 34% ตัวเลขบวกเกือบทุกเซกเมนต์ ประกาศมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำในไทยด้วยวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” สะท้อน ผ่านแผนการดำเนินธุรกิจ ตลอดปี 2566 เตรียมขยายพอร์ตอีวี 3 รุ่น ประเดิมรุ่นแรกด้วยเอสยูวีไฟฟ้าEQB 250 AMG Line เปิดราคาแนะนำที่ 3,020,000 บาท และเตรียมสัมผัสยุคใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมตำแหน่งใหม่ของบูธในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 เตรียมขนทัพยนตรกรรมทุกรุ่นที่ทำตลาดในประเทศไทยมาจัดแสดงในงาน

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) แถลงผลการดำเนินงานในปี 2565 พร้อมแสดงวิสัยทัศน์และแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2566 โดยในระดับโลก เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีอัตราการเติบโตของยอดขายกว่า 15% จากปีที่ผ่านมา กวาดยอดขายรถในกลุ่ม Passenger Cars กว่า 2,043,900 คันทั่วโลก พร้อมโชว์ตัวเลขการเติบโตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ ที่สูงถึง 124% ด้วยยอดขายกว่า 117,800 คัน โดยมีรุ่นที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆ อย่าง EQA และ EQB ในด้านของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เติบโตถึง 34% ด้วยยอดจดทะเบียนสะสม 13,182 คัน ในปีที่ผ่านมา ยอดขายรถในเซกเมนต์ Dream Cars โตขึ้น 28% จากยอดขาย CLS และ C-Coupe ยอดขายรถ SUV เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนรถเซกเมนต์ Contemporary Luxury อย่าง The new C-Class E-Class และ S-Class โตขึ้น 12% ตามด้วยรถ Top-end Luxury อย่าง Mercedes-Maybach ตัวเลขยอดขายโตขึ้นกว่า 3 เท่าจากปีที่ผ่านมา

ภายใต้การนำของประธานบริหารคนใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย “มร. มาร์ทิน ชเวงค์” ที่ได้มีการประกาศวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” กับความมุ่งมั่นในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยซึ่งสะท้อนผ่านแผนการดำเนินธุรกิจ ทั้งการให้ความสำคัญเกี่ยวกับแผนงานด้านความยั่งยืน (Sustainability) การนำเสนอรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification) การนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย (Technology and Innovation) และการมอบประสบการณ์แบบลักชัวรี่ (Luxury Experience) ตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยไฮไลท์สำคัญของปีนี้ คือการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ ลงตลาดประเทศไทยทั้งหมด 3 รุ่น เริ่มด้วย EQB 250 AMG Line รถเอสยูวีไฟฟ้า 5 ที่นั่ง ที่ผสานความหรูหราและความสะดวกสบายในทุกมิติ ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย พร้อมเดินทางในทุกเส้นทางด้วยการขับขี่ที่ไร้มลพิษ (Zero-emission) ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมแบตเตอรี่แรงดันสูง วิ่งได้ไกลถึง 460 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP ผลิตและนำเข้าแบบ CBU พร้อมเปิดราคาจำหน่ายที่ 3,020,000 บาท

Mercedes EQB 2

มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2565 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประสบความสำเร็จทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ท่ามกลางความท้าทายต่างๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยในปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จะเดินหน้าด้วยวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” ที่สะท้อนผ่านแผนการดำเนินธุรกิจในทุกมิติ

ทั้งในเรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) สู่การเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2582 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายความยั่งยืนของประเทศไทยที่ตั้งเป้าหมายเป็นประเทศที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 รวมถึงนโยบาย 30@30 ของบอร์ดอีวี ที่จะขยายสัดส่วนของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศให้เป็น 30% ภายในปี 2572 ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์เองก็ตั้งเป้าหมายในการทำให้รถทุกรุ่นที่อยู่ในพอร์ตของเรา เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ภายในปี 2572 เช่นกัน

และสิ่งสำคัญในการทำให้เราบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน คือการนำเสนอรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification) ให้กับผู้บริโภค ในระดับโลก เราได้นำเสนอ VISION EQXX รถยนต์ต้นแบบพลังงานไฟฟ้า 100% ที่ผ่านการทดสอบการขับขี่ในสภาพแวดล้อมจริง ด้วยระยะทางมากกว่า 1,000 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มเพียงหนึ่งครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าเราได้นำยนตรกรรมแห่งอนาคตมานำเสนอให้ทุกคนแล้วในวันนี้ โดยในประเทศไทย เรามีการเปิดตัว EQS 500 4MATIC AMG Premium ที่ถือเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มีระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้ามากที่สุดในประเทศไทย ด้วยระยะทางกว่า 702 กิโลเมตร ต่อจากชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP ซึ่งผู้บริโภคชาวไทยทุกคนสามารถเป็นเจ้าของยนตรกรรมระดับโลกนี้ได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ เรายังได้เปิดตัวยนตกรรมในรูปแบบปลั๊กอินไฮบริด อย่าง C 350 e AMG Dynamic ที่เป็นรถ PHEV ในระดับลักชัวรี่ ที่วิ่งได้ไกลที่สุดในประเทศไทย ด้วยระยะทางเกินกว่า 100 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง

Mercedes EQB 5

และในปีนี้เราได้วางแผนในการขยาย EV Portfolio ในประเทศไทย ผ่านการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ทั้งหมด 3 รุ่น เริ่มด้วย EQB 250 AMG Line หนึ่งในรถภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ ที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก รวมถึงการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าผ่านการร่วมมือกับผู้ผลิตและผู้ให้บริการด้านสถานีชาร์จพลังงานไฟฟ้าชั้นนำ ในประเทศไทย

Mercedes EQB 6

เมอร์เซเดส-เบนซ์ มุ่งมั่นในการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัย (Technology and Innovation) สู่อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย เราพร้อมมอบประสบการณ์ทีเหนือระดับในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น การนำเสนอนวัตกรรมอย่าง จอแสดงผลแบบ Hyperscreen ระบบ MBUX เจเนเรชั่นใหม่ ระบบไฟหน้า Digital Light แบบ Ultra high range beam ที่ส่องสว่างได้ไกลมากกว่า 600 เมตร และแพ็คเกจระบบช่วยเหลือการขับขี่ (Driving Assistance package) รวมถึงระบบลดวงเลี้ยวรถยนต์ (Rear Axle Steering)

Mercedes EQB 8

นอกเหนือจากประสบการณ์ที่ทุกคนจะได้สัมผัสผ่านยนตรกรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์แล้ว การมอบประสบการณ์แบบลักชัวรี่ (Luxury Experience) ให้กับลูกค้าก็ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ โดยเรามีการสร้างการสื่อสารทั้งภายนอกและภายในองค์กร ในการประสานการทำงานเพื่อทำให้มั่นใจได้ว่า คนในองค์กรและพาร์ทเนอร์ของเราจะสามารถมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายและสอดแทรกความเป็นแบรนด์ลักชัวรี่ในทุกมิติ ตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้กับลูกค้าคนพิเศษของเราทุกคนอย่างไร้ที่ติ”

มร. บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับการดำเนินธุรกิจ ภายใต้วิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้นำมาปรับใช้ในการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดและการสื่อสารในรูปแบบใหม่ เริ่มจากการเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ของการจัดแสดงรถยนต์ในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 โดยในปีนี้เราได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการนำเสนอยุคใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ผ่านการจัดแสดงรถยนต์บนพื้นที่ใหม่ ที่บูธหมายเลข A19 บริเวณฮอล์ 1 ของอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ซึ่งมีการสร้างการรับรู้ให้สาธารณะผ่านแคมเปญการสื่อสาร ทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

Mercedes EQB 10

โดยความพิเศษของบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ในปีนี้ จะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” พร้อมมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมบูธ ตั้งแต่ก้าวแรกที่ก้าวเข้ามาในบูธของเราไปจนถึงขั้นตอนที่ลูกค้าตัดสินใจเป็นเจ้าของยนตกรรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ นอกจากนี้ ภายในบูธจะถูกแบ่งโซนในการจัดแสดงรถยนต์ ซึ่งมีให้ชมครบทุกรุ่นตั้งแต่รถยนต์ในแบรนด์ Mercedes-Benz ในกลุ่มของรถ ICE และ PHEV รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%ภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ รถยนต์สมรรถนะสูงในกลุ่ม Mercedes-AMG รถยนต์ระดับ Top-End Luxury อย่าง Mercedes-Maybach พร้อมด้วย ยนตรกรรมระดับตำนานอย่าง SL และ G-Class ซึ่งคนไทยทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 หรือที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทั่วประเทศไทย”

นายพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานบริหาร ฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ สำหรับในส่วนงานของฝ่ายบริการลูกค้า เราได้เตรียมพร้อมในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ดิจิตัลใหม่ๆ ใน Mercedes Me Store ที่ลูกค้าสามารถซื้อเพิ่มเติมได้ตามความต้องการเช่น Rear Axle Steering ที่เป็นการลดวงเลี้ยวรถยนต์ เพื่อการควบคุมรถได้ง่ายยิ่งขึ้น Active Distance Assistance Distronic ระบบควบคุมระยะห่างของรถยนต์ขณะขับขี่ หรือ Individualization ที่เป็นการเพิ่มความบันเทิงในรูปแบบเฉพาะตัวไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกบรรยากาศภายในรถทั้งเสียงและภาพที่แสดงบนหน้าจอหรือมินิเกมส์ ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความต้องการ

Mercedes EQB 11

นอกจากนี้ ในปีนี้จะมีการนำเสนอระบบการจ่ายเงินค่าบริการผ่านระบบออนไลน์เพื่อให้ครอบคลุมในทุกสถานะของรถเมื่อนำรถเข้ารับบริการเพิ่มเติมจากบริการระบบออนไลน์เดิม ที่มีในส่วนของการนัดหมายเข้ารับบริการและแจ้งสถานะของรถขณะกำลังเข้ารับบริการ ยิ่งไปกว่านั้นเรายังมีบริการผู้ช่วยส่วนตัวด้วยการส่งข้อความแจ้งเตือนเมื่อรถถึงระยะเข้ารับบริการหรือตรวจเช็กระบบต่าง ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่หรือระบบเบรก รวมถึงข้อเสนอพิเศษและกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นเพื่อมอบให้กับลูกค้ารถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยเฉพาะ และในส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆ

ไม่ว่าจะเป็นอะไหล่แท้ อะไหล่ StarParts หรือ REMAN สำหรับรถยนต์ที่หมดระยะรับประกัน ผลิตภัณฑ์ยางที่ได้รับการรับรองจาก Mercedes-Benz MO/MOE รวมถึงการบริการซ่อมสีและตัวถังตามมาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และโปรแกรม MBSP แบบต่างๆ ที่ครอบคลุมทุกความต้องการตามการใช้งานของลูกค้า เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดและคงประสิทธิภาพสูงสุดตลอดการใช้งานรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทย”

“แน่นอนว่าอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของเรา คือการสร้างยอดขายที่เติบโตในประเทศไทย ในปีนี้ เราคาดหวังตัวเลขการเติบโตแบบ Double-Digit ผ่านการนำเสนอรถยนต์ทั้งหมด 8 รุ่น โดยหนึ่งในนั้นคือรถเอสยูวีไฟฟ้า EQB 250 AMG Line ที่เปิดตัวในวันนี้ ทั้งนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ จะมุ่งมั่นพัฒนายนตรกรรมที่เหนือระดับที่มาพร้อมการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้า สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย” มร. มาร์ทิน ชเวงค์ กล่าวสรุป

 

 

 

 

Brabus Thailand เดินเกมรุกจัดหนักยนตรกรรมสุดพิเศษ อัดแน่นเต็มบูทที่งาน Bangkok International Motorshow 2023

0

Brabus (Thailand) by Target Car Center (Thailand) Co.,Ltd. เดินเกมรุก จัดหนัก จัดเต็ม นำยนตรกรรมสุดพิเศษ ระดับ Ultra Luxury และ Super Luxury หลายรุ่น หลายค่าย รวบมาจัดแสดงอย่างอลังการ พร้อมด้วย Big Surprise กับ การเปิดตัวรถยนต์รุ่นพิเศษแบบ World Premiere ครั้งแรกในโลก และ Brabus Thailand ยังจัดทัพเปิดตัวรถยนต์รุ่นพิเศษเป็นครั้งแรกในเอเซียอีก 3 รุ่นด้วยกัน ณ บูท Target Car Center (Thailand) ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2023 นี้ และคาดยอดขายปีนี้ ไม่ต่ำกว่า 100  ล้านบาท!!!

นายชัชวัฏ สุวรรณโณชิน กรรมการผู้จัดการ Brabus (Thailand) by Target Car Center (Thailand) เปิดเผยว่า “ปีนี้ Brabus (Thailand) เดินเกมรุกตลาดรูปแบบเดียวกับ Brabus GmbH บริษัทแม่ในประเทศเยอรมนีในทุกมิติ แบบจัดหนัก จัดเต็ม นำสุดยอดยนตรกรรมระดับ Ultra Luxury และ Super Luxury หลายรุ่น หลายค่าย  ซึ่ง Brabus ได้ร่วมกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกหลายแบรนด์ มาจัดแสดง พร้อมด้วย Big Surprise จาก Brabus กับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นพิเศษเป็นครั้งแรกในเอเซียอีก 3 รุ่นและ Target Car Center ภูมิใจในการนำเสนอการเปิดตัวรถยนต์รุ่นพิเศษแบบ World Premiere ครั้งแรกในโลก ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 นี้ ณ บูท Target Car Center (Thailand) บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 315 ตารางเมตร ซึ่งในบูทจะพบกับรถยนต์รุ่นพิเศษมากมาย อาทิ

  • Mercedes-Benz G400d X Brabus Adventure Package
  • Brabus Smart EQ for TWO
  • Brabus Motorcycle 1300 R
  • Brabus Marine Shadow 500
  • Mini David Brown Osille Edition
  • Brabus x Panerai Submersible นาฬิกา Panerai รุ่น Limited เรือนเดียวในประเทศไทย
  • Brabus Mercedes-Benz Classic 280 SL Pagoda
  • รถยนต์รุ่นพิเศษ 3 รุ่นจาก Brabus ที่เตรียมเปิดตัวรถครั้งแรกในเอเชีย
  • Big Surprise กับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นพิเศษครั้งแรกในโลกแบบ World Premiere

ในปีนี้ Brabus Thailand คาดว่าจะมียอดขาย ประมาณ 100 ล้านบาท โดยการคำนวนการจากโควต้าที่ได้รับจากประเทศเยอรมนี สำหรับทิศทางของรถยนต์ประสิทธิภาพสูง หรูและแรง ในเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์นี้ มียอดขายที่ดีมาก ซึ่งเป็นผลพวงมาจากความเชื่อมั่นในหลายๆภาคส่วนที่กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อของลูกค้าง่ายยิ่งขึ้น

อนึ่ง Brabus GmbH ก่อตั้งขึ้นใน Bottrop ประเทศเยอรมนี เมื่อปี ค.ศ. 1977 เป็นสำนักแต่ง ที่เน้นในเรื่องอุปกรณ์เพื่อเพิ่มสมรรถนะและประสิทธิภาพ ตลอดจนความสวยงาม ประสานไปกับไดนามิกส์ของตัวรถ นับเป็นแผนกแต่งรถชื่อดังระดับโลก

หากมีความสนใจในเทคโนโลยีความแรงของผลิตภัณฑ์จาก Brabus Thailand สามารถติดต่อ ได้ที่ บริษัท ทาร์เก็ต คาร์ เซ็นเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด #brabusauthorizeddealer

ข้อมูล Brabus ที่นำมาแสดงในงานบางกอก อินเตอรเนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2023

Brabus Benz Classic 280 SL Pagoda

Mercedes-Benz 280 SL Pagoda By Brabus Classic คือรถยนต์คลาสสิกที่ได้รับการสร้างขึ้นใหม่ตามแบบฉบับเดียวกับที่ออกจากโรงงาน พร้อมด้วยการตกแต่งภายในที่หรูหราที่เข้ากันอย่างดีเยี่ยม นั่นทำให้รถยนต์คลาสสิกจาก Brabus Classic ล้วนแต่ได้รับใบรับรองการประเมินเกรด 1 (A+) จาก Classic Data

Brabus Marine Shadow 500

Brabus Shadow 500 ได้รับการออกแบบมาอย่างสวยงามและน่าหลงใหล ในด้านหนึ่งเป็นเรือที่มีสมรรถนะอันน่าทึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความสะดวกสบาย มีความสามารถในการทรงตัวและลอยในพื้นน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมความประณีตที่หรูหรา

ด้วยประสิทธิภาพกว่า 50 นอต ที่รอการปลดปล่อย ความเร็วที่น่าอัศจรรย์และแรงบิดมหาศาลจากเครื่องยนต์ XS Pro V8 Four Stroke ของ Mercury Marine

ข้อมูลทางเทคนิคของ Brabus Shadow 500

  • ความยาวโดยรวม (รวมเครื่องยนต์) – 9.53 ม.
  • น้ำหนัก (ไม่รวมเครื่องยนต์) – 1,840 กก.
  • ความจุเชื้อเพลิง 280 ลิตร
  • ช่วงความเร็วสูงสุด 50 นอต
  • เครื่องยนต์ Mercury V8 ProXs 250 ที่มอบกำลังมากกว่า 500 แรงม้า
  • การออกแบบตัวถัง – ขั้นบันไดคู่ 20 องศา V “Sharp Entry Hull”

Brabus x KTM 1300 R

Brabus ได้ร่วมมือกับ KTM เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “naked bike” ที่หรูหราที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V-twin ขนาด 1,301 ซีซี ที่ให้กำลัง 180 แรงม้า ที่ 9,500 รอบต่อนาทีและแรงบิด 140 นิวตันเมตร ที่ 8,000 รอบต่อนาที ซึ่ง Brabus จะสร้าง BRABUS 1300 R จะเพียง 154 คัน โดยแบ่งออกเป็นสีแดง MAGMA RED 77 คันและสีดำ SIGNATURE BLACK อีก 77 คัน และนั่นทำให้ BRABUS 1300 R ที่เป็นรถจักรยานยนต์สุดหรูที่ไม่เหมือนใคร