Home Blog Page 267

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี รถอเนกประสงค์ดีไซน์สปอร์ต ตอบรับวิถีชีวิตใหม่ ราคาเร้าใจ 7.99-8.69 แสนบาท

0
ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี Pic Open

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี ยนตรกรรมเอสยูวีอเนกประสงค์ 5 ที่นั่งล่าสุด โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ต โฉบเฉี่ยวทันสมัย ผสานความแกร่งในสไตล์เอสยูวี ห้องโดยสารกว้างขวาง มาพร้อมอุปกรณ์ทันสมัย ทุกรุ่นติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัย Honda Sensing เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร DOHC i-Vtec ให้กำลังสูงสุด 121 แรงม้า เปิดตัวในราคาเข้าถึงง่าย 7.99-8.69 แสนบาท แถมประกันภัยฟรี 1 ปี

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวยนตรกรรมเอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุด “ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ใหม่” ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบรับกระแสความนิยมและการเติบโตของความต้องการในกลุ่มรถเอสยูวีในปัจจุบัน พร้อมเติมเต็มความต้องการที่หลากหลายและสร้างคุณค่าใหม่ให้ตลาดเอสยูวีอีกครั้ง โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตสุดเท่ มีสไตล์ แข็งแกร่ง และให้ความรู้สึกพรีเมียม ทันสมัย ตามสไตล์ชีวิตยุคใหม่ ห้องโดยสารกว้างขวาง พร้อมเบาะนั่งด้านหลังแถว 2 ปรับพับได้ เพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์

 

แรงได้สุดสนุกได้ทุกเส้นทางด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร DOHC i-VTEC ผสานเกียร์อัตโนมัติ CVT ให้กำลังสูงสุด 121 แรงม้า ให้อัตราประหยัดน้ำมันที่ดี 16.7 กม./ลิตร รองรับพลังงานทางเลือก E20 ขับขี่ปลอดภัยมั่นใจด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ในทุกรุ่นย่อย และเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยอื่น ๆ* ที่พร้อมตอบทุกการใช้งานที่หลากหลายตอบรับทุกวิถีชีวิตยุคใหม่ ให้คุณได้มีวันพิเศษที่สร้างเองได้ทุกวัน

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 2

พร้อมข้อเสนอพิเศษ ฟรีประกันภัย 1 ปี** ดอกเบี้ย 2.29%** และฟรี Modulo Sport Collection มูลค่า 2,285 บาท** เมื่อจองและรับรถยนต์ ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2566 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2566** ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัส “ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ใหม่” ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป และงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44

นายโนริยุกิ ทาคาคุระ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตลาดรถเอสยูวีถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ฮอนด้าในฐานะผู้บุกเบิกเซกเมนต์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทุกกลุ่มทั้ง ซีอาร์-วี เอชอาร์-วี และบีอาร์-วี และเป็นผู้นำตลาดเอสยูวีในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ในครั้งนี้ ฮอนด้าพร้อมส่งมอบประสบการณ์การขับขี่สไตล์คนเมืองยุคใหม่ที่รักอิสระ ชอบออกไปใช้ชีวิตข้างนอกกับ ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ใหม่ ยนตรกรรมเอสยูวีอเนกประสงค์ 5 ที่นั่งรุ่นล่าสุดที่เต็มเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพทั้งในด้านสมรรถนะ และความอเนกประสงค์ โดยสามารถปรับการใช้งานให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายได้อย่างสะดวกสบาย โดยการเปิดตัว ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ใหม่ ในครั้งนี้ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ไลน์อัปเอสยูวีของฮอนด้าอีกด้วย”

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 3

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ใหม่ ตอบรับทุกวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ ยนตรกรรมเอสยูวีอเนกประสงค์ 5 ที่นั่ง ที่ผสมผสานความสปอร์ตและความพรีเมียมเข้ากับเอกลักษณ์เอสยูวีได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของคนรุ่นใหม่ ได้แก่

รูปลักษณ์ภายนอก โดดเด่นไม่เหมือนใครกับการออกแบบที่สปอร์ต โฉบเฉี่ยว สไตล์เอสยูวี

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 4

•กระจังหน้าโครเมียม
•มือจับประตูด้านนอกสีเดียวกับตัวรถ
•ไฟหน้าพร้อมไฟเลี้ยวด้านหน้าแบบ LED sequential และไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟท้ายแบบ LED

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 5
•ระบบเปิดปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
•กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวปรับและพับไฟฟ้า
•ระบบปัดน้ำฝนด้านหน้าแบบหน่วงเวลา และระบบปัดน้ำฝนด้านหลัง
•เสาอากาศแบบครีบฉลาม
•ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 6

รุ่น RS ยกระดับความสปอร์ตพรีเมียมไปอีกขั้น ด้วยดีไซน์เอกซ์คลูซีฟรอบคัน ทั้ง

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 9

•กระจังหน้าโครเมียมแบบสปอร์ต โดดเด่นด้วยสัญลักษณ์ RS
•ไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 7
•กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวปรับและพับไฟฟ้า พร้อมพับเก็บอัตโนมัติ
•ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 10

ความสบายมาพร้อมสไตล์ที่โดดเด่นจากห้องโดยสารภายใน

•แบบพับเบาะแถวหลัง 60:40 (ซ้ายหรือขวา)
•แบบพับเบาะแถวหลังทั้งหมด

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 11
วัสดุที่ใช้กับเบาะที่นั่งให้สัมผัสนุ่ม เสริมความพรีเมียมมากขึ้นด้วยภายในสีดำ

•วัสดุตกแต่งภายในสีดำ Piano black และตกแต่งแถบสีเงิน
•มือจับประตูด้านในสีเงิน
•เบาะนั่งคนขับปรับระดับสูง-ต่ำได้ วัสดุหุ้มเบาะหนังสังเคราะห์สีดำ ตกแต่งด้วยผ้าและด้ายสีน้ำเงิน
•พวงมาลัยหุ้มหนัง ตกแต่งด้วยด้ายสีน้ำเงิน ปรับระดับสูง-ต่ำได้

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 14

 

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 15

สปอร์ตยิ่งขึ้นกับรุ่น RS

•วัสดุตกแต่งภายในสีดำ Piano black และตกแต่ง Piano black แถบสีแดง
•เบาะนั่งคนขับปรับระดับสูง-ต่ำได้ วัสดุหุ้มเบาะหนังสังเคราะห์สีดำ ตกแต่งด้วยผ้าและด้ายสีแดง
•พวงมาลัยหุ้มหนัง ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง ปรับระดับสูง-ต่ำได้
•คิ้วบันไดสเตนเลสที่ประตูหน้า พร้อมสัญลักษณ์ RS

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 13

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 16

สิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับโมเดิร์นไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว

•ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมระบบทำความเย็นเร็วและโหมดทิศทางลมเพื่อความสะดวกสบาย
•พนักเท้าแขนด้านหน้า (รุ่น SV) หรือด้านหน้าและด้านหลัง (รุ่น RS)
•แผงบังแดดพร้อมกระจกแต่งหน้าด้านคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า (รุ่น SV) และแบบมีฝาปิด พร้อมไฟส่องสว่างด้านคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า (รุ่น RS)
•กระจกมองหลังแบบตัดแสง
•กระจกไฟฟ้า 4 บานพร้อมระบบปรับขึ้นลงอัตโนมัติด้านคนขับ
•ช่องเก็บของหลังเบาะผู้โดยสารด้านหน้า
•ที่วางแก้ว 6 ตำแหน่ง
•ที่แขวนของในพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย
•ไฟภายในห้องโดยสาร 2 ตำแหน่ง
•ไฟส่องสว่างห้องสัมภาระท้าย
•ราวมือจับ 3 ตำแหน่ง (รุ่น SV) และ 4 ตำแหน่ง (รุ่น RS)

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 18

 

เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ผสานกับระบบเกียร์ CVT ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อมอบสมรรถนะที่ดีเยี่ยม ให้กำลังสูงสุด 121 แรงม้า ที่ 6,600 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดที่ 145
นิวตัน-เมตรที่ 4,300 รอบต่อนาที ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างคล่องตัว ทรงพลังแต่ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยอัตราการประหยัดน้ำมัน 16.7 กม./ลิตร รองรับพลังงานทางเลือก E20

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 19

ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ทำงานผ่านกล้องมุมมองกว้างด้านหน้า ช่วยตรวจจับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน และคนเดินถนน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบไปด้วย

•ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
•ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
•ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
•ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
•ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control: ACC)
•ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 20

พร้อมด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอื่น ๆ อาทิ

•ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) (รุ่น RS)
•ถุงลมคู่หน้า (Dual SRS)
•ถุงลมด้านข้างคู่หน้า (Side Airbags)
•ม่านถุงลมด้านข้าง (Side Curtain Airbags) (รุ่น RS)
•ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)
•ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder)
•กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-Angle Rearview Camera)
•ระบบล็อกประตูรถอัตโนมัติตามความเร็วรถ (Auto Door Lock by Speed)
•ระบบเซ็นทรัลล็อกพร้อมสวิตช์ควบคุมตำแหน่งคนขับ
•ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า
•เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบ 3 จุด 2 ตำแหน่ง แบบดึงกลับอัตโนมัติ พร้อมเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารแถวที่ 2 แบบ 3 จุด 3 ตำแหน่ง
•ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer พร้อมสัญญาณกันขโมย
•สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS)
•ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA)
•ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA)
•ระบบป้องกันล้อล็อกและระบบกระจายแรงเบรก (ABS & EBD)
•โครงสร้างตัวถังนิรภัย G-CON และ ACETM ช่วยปกป้องห้องโดยสารจากการชนรอบทิศทาง
•จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก (ISOFIX & Child Anchor)
•ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 20

เทคโนโลยีเพื่อการขับขี่และความสะดวกสบาย เชื่อมต่อคุณและรถให้เป็นหนึ่งเดียว

•ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start)
•ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ (One Push Ignition System)
•ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ (Honda Smart Key System)
•มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 4.2 นิ้ว
•ไฟแสดงผลการขับขี่แบบประหยัด (Eco Indicator)
•ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมรองรับการเชื่อมต่อ Smartphone และรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto
•ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth)
•พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์
•ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift) (รุ่น RS)
•ช่องเชื่อมต่อ USB 2 ตำแหน่ง
•ช่องจ่ายไฟสำรอง 2 ตำแหน่ง
•ลำโพง 4 ตำแหน่ง (รุ่น SV) และ 6 ตำแหน่ง (รุ่น RS)
•Honda CONNECT เทคโนโลยีที่เชื่อมคุณและรถยนต์เข้าไว้ด้วยกัน ผ่านการทำงานของแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน (รุ่น RS)

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์วี 21

สีภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีใหม่ สีเงินสเตลลาร์ ไดมอนด์ (มุก) สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) / หลังคาสีดำ (ทูโทน) (เฉพาะรุ่น RS) สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) และสีขาวทาฟเฟต้า

ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ได้แก่

•รุ่น RS ราคา 869,000 บาท

•รุ่น SV ราคา 799,000 บาท

ข้อเสนอพิเศษในช่วงเปิดตัว

ฟรีประกันภัย 1 ปี** ดอกเบี้ย 2.29%** และฟรี Modulo Sport Collection มูลค่า 2,285 บาท** เมื่อจองและรับรถยนต์ ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2566 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2566**

ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง
เสริมความสปอร์ตและพรีเมียมในสไตล์รถ SUV อีกขั้น ด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) ที่มาพร้อมแนวคิด “Sporty & Premium” โดยมีไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือก อาทิ คิ้วตกแต่งซุ้มล้อด้านหน้า ราคา 1,700 บาท คิ้วตกแต่งฝากระโปรงท้าย ราคา 1,900 บาท คิ้วกันสาด ราคา 2,500 บาท ฟิล์มตกแต่งเสาประตูหลัง ราคา 1,300 บาท ฟิล์มสะท้อนแสงข้างประตู ราคา 1,250 บาท ปลอกท่อไอเสียสเตนเลส ราคา 600 บาท เป็นต้น หรือเลือกตกแต่งในรูปแบบแพ็กเกจชุดแต่งรอบคัน ได้แก่

•Modulo Sport Package ราคา 14,990 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า สเกิร์ตข้าง และ สเกิร์ตหลัง

 

 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ลงนามข้อตกลงกับ Cycle & Carriage มุ่งนำยานยนต์พลังงานใหม่อัจฉริยะสู่ประเทศสิงคโปร์ พร้อมเสริมสร้างตลาดยานยนต์อาเซียนให้แข็งแกร่ง

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (GWM) ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัท Cycle & Carriage Group (C&C) เพื่อแนะนำ ORA แบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่อัจฉริยะสู่ตลาดสิงคโปร์ภายในปี 2566 นี้ ข้อตกลงความร่วมมือนี้ สอดคล้องกับกลยุทธ์การขยายการดำเนินธุรกิจของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในตลาดอาเซียน โดยปักธงประเทศไทยเป็นศูนย์กลางผลิต-ส่งออกรถยนต์พลังงานไฟฟ้า รวมถึงเป็นฐานการขยายธุรกิจของบริษัทฯ ในภูมิภาคนี้ ในปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เข้าไปดำเนินงานอย่างเป็นทางการแล้วใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว บรูไน มาเลเซีย และล่าสุดสิงคโปร์ โดยมีแผนที่จะเปิดตัวแบรนด์ในอีก 3 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ในอนาคตอันใกล้นี้

การผนึกกำลังร่วมเป็นพันธมิตรในวันนี้จะทำให้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ สามารถสร้างเครือข่ายในสิงคโปร์ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการขับเคลื่อนความยั่งยืนให้แก่สังคมท้องถิ่นและการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีอันล้ำสมัยขั้นสูง รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ด้วยการเป็นบริษัทเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก ผลิตภัณฑ์ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดจำหน่ายในกว่า 170 ประเทศในหลายภูมิภาคทั่วโลก มียอดจำหน่ายรถยนต์ในตลาดโลกรวมทั้งหมดเกินกว่า 12 ล้านคันในปี 2565 เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เป็นศูนย์ในกระบวนการทั้งหมดที่เกี่ยวกับธุรกิจรถยนต์ ตั้งแต่การวิจัยและการพัฒนา การผลิต ไปจนถึงการจัดจำหน่ายให้ได้ภายในปี 2588 และการตัดสินใจลงทุนมูลค่า 1 แสนล้านหยวนในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ที่ครอบคลุมทั้งยานยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์ไฮบริดและยานยนต์พลังงานไฮโดรเจน รวมถึงการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาขั้นสูงอย่างชิป เซมิคอนดักเตอร์ และการพัฒนาข้อมูลด้านประสาทสัมผัสต่างๆ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัวแบรนด์ GWM สู่ประเทศไทย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการพัฒนาธุรกิจในตลาดอาเซียน ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ยานยนต์พลังงานใหม่อัจฉริยะของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้รับการยกย่องมากมายจากผู้บริโภคทั่วภูมิภาคนี้ โดยในประเทศไทย  HAVAL H6 HEV ครองตำแหน่งผู้นำในเซ็กเมนต์รถคอมแพคเอสยูวียาวนานถึง 13 เดือนติดต่อกัน ขณะที่ ORA Good Cat ยังได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ด้วยส่วนแบ่งการตลาดรวมกว่า 30 เปอร์เซ็นต์

ด้วยเป้าหมายการผลักดันให้สิงคโปร์เป็นผู้บุกเบิกด้านการขับเคลื่อนอัจฉริยะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาคและระดับโลก สิงคโปร์มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าด้วยระบบนิเวศอัจฉริยะที่มีการเชื่อมต่อถึงกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายอัจฉริยะและระบบขับขี่อัตโนมัติ มร. เอลเลียต จาง ประธาน ภูมิภาคอาเซียน เกรท วอลล์ มอเตอร์ กล่าวว่า “หลังจากวางรากฐานที่มั่นคงกับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย ลาว และบรูไน เราพร้อมแล้วที่จะต้อนรับสมาชิกใหม่เข้าสู่ครอบครัวเกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียน เราเชื่อมั่นในการเป็นพันธมิตรกับ  Cycle & Carriage และข้อตกลงในวันนี้คือการเริ่มต้นบทใหม่ในการดำเนินธุรกิจของเราในภูมิภาคนี้ รวมถึงยกระดับการพัฒนาและการดำเนินงานในอาเซียนให้สูงขึ้นไปอีกขั้น”

ในฐานะผู้จัดจำหน่ายหลักของแบรนด์ยานยนต์พรีเมียมชั้นนำของโลก Cycle & Carriage คือหนึ่งในกลุ่มบริษัทผู้จัดจำหน่ายชั้นนำในสิงคโปร์ ที่มีประสบการณ์และคร่ำหวอดด้านเครือข่ายและการจัดจำหน่ายในตลาดระดับภูมิภาคอย่างมาเลเซีย GWM และ C&C มีเป้าหมายที่จะแนะนำยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่นภายใต้แบรนด์ ORA สู่ตลาดสิงคโปร์ภายในปี 2566 ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ที่มีความอัจฉริยะยิ่งกว่า ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

“เบนซ์ไพรม์มัส” สุดปัง! คว้า 4 รางวัล ครองแชมป์ Used Car พ่วง CSI ขวัญใจลูกค้า Mercedes-Benz

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” ปลื้ม! 3 ปี สุดปัง คว้า 4 รางวัล ครองแชมป์ธุรกิจ Used Car / Fleet พร้อมนั่งแท่นขวัญใจลูกค้า Mercedes-Benz เดินหน้าบุกตลาดรถหรู เร่งเปิดโชว์รูมพัทยากระตุ้นยอดขาย รับงาน Motor Show 2023 มอบข้อเสนอ ฟรี! ดอกเบี้ย นาน 4 ปี หรือเลือกรับ MBSP นาน 8 ปี หมดเขต 30 เม.ย.นี้

บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz, Mercedes-AMG, Mercedes-Maybach และ Mercedes-EQ อย่างเป็นทางการ นำโดย นายจิระพล รุจิวิพัฒน์  กรรมการผู้จัดการ พร้อมทีมผู้บริหาร ขึ้นรับรางวัลชนะเลิศ และรางวัลต่าง ๆ รวม 4 รางวัล ได้แก่

1.The winner of CSI no.1 award 2022 (SM 600)

2.The winner of used car competition award 2022

3.The 2nd runner up of  best fleet performance award 2022 (BKK)

4.The winner of star smile award 2022 (SM600)

โดยได้รับเกียรติจาก มร.บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด และ มร. มาร์ติน เบรนการ์ทเนอร์ รองประธานฝ่ายบริหารและประธานฝ่ายการเงิน พร้อมผู้บริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้มอบรางวัลและร่วมถ่ายภาพหมู่กับผู้บริหารของ “เบนซ์ไพรม์มัส” ในงานประชุมผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประจำปี 2022 หรือ Annual Mercedes-Benz Dealer Meeting 2022  ณ โรงแรมหัวหิน แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา เมื่อเร็วๆ นี้ 

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด กล่าวว่า การได้รับรางวัลในครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของ “เบนซ์ไพรม์มัส” เนื่องจากรางวัลทั้ง 4 ประเภท บ่งบอกให้เห็นถึงความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจจำหน่ายรถยนต์แบบ Certified Used Car และจำหน่ายรถยนต์ แบบ Fleet นอกเหนือจากความสำเร็จด้านยอดจำหน่าย และจำนวนลูกค้าเข้ารับบริการหลังการขาย ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 3 ปี และก้าวขึ้นเป็นดีลเลอร์ระดับแนวหน้าของ Mercedes-Benz โดยได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ครบทุก Sub-Brand ของ Mercedes-Benz ซึ่งในไทย มีเพียง 3 แห่งเท่านั้น

และที่สำคัญ คือ “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้ครองตำแหน่งดีลเลอร์ขวัญใจลูกค้ารถยนต์ Mercedes-Benz ด้วยการทำคะแนน CSI สูงสุดจากการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า ทั้งประเภทบุคคล และองค์กร แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และมั่นคงในการดำเนินธุรกิจของ “เบนซ์ไพรม์มัส”

“ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของผู้บริหาร ผสานความมุ่งมั่น และทุ่มเทแรงกาย แรงใจของบุคลากรในทุกหน่วยงาน ที่พร้อมให้บริการลูกค้าด้วยใจ เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย และมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักและเอกลักษณ์เฉพาะของ “เบนซ์ไพรม์มัส” ที่ได้รับการปลูกฝังและถ่ายทอดให้แก่พนักงานทุกคน ส่งผลให้วันนี้ “เบนซ์ไพรม์มัส” เป็นดีลเลอร์ชั้นนำที่ประสบความสำเร็จในทุกมิติของธุรกิจ ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 3 ปีกว่าเท่านั้น

ดังนั้น กลยุทธ์หลักในการบริหาร ได้แก่ 1.การบริการครบวงจร 2.การบริหารงานโดยบุคลากรมืออาชีพ และ 3.การสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า จะนำมาใช้กับโชว์รูมและศูนย์บริการ “เบนซ์ไพรม์มัส” สาขาพัทยา เช่นเดียวกัน ล่าสุด โชว์รูมและศูนย์บริการ “เบนซ์ไพรม์มัส” สาขาพัทยา ได้ดำเนินการแล้วเสร็จกว่า 80% คาดว่า เฟสแรก จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ภายในเดือนมีนาคมนี้

ทั้งนี้ เพื่อรองรับงานแสดงรถยนต์ Bangkok International Motor Show 2023 ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2566 ที่อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งเป็นช่วงฤดู Hi-Season ด้านการจำหน่ายรถยนต์ คาดว่าจะสามารถกระตุ้นยอดจำหน่ายให้กับโชว์รูมและศูนย์บริการ “เบนซ์ไพรม์มัส” สาขาพัทยา ได้อย่างแน่นอน

พร้อมกันนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ และการเป็นขวัญใจของลูกค้า “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ด้วยการรับรางวัลคะแนน CSI ด้านการขายสูงสุด “เบนซ์ไพรม์มัส” จึงขอมอบข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ) รับฟรี! ดอกเบี้ย นาน 4 ปี พร้อมประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี หรือเลือกรับ MBSP นาน 5 ปี พร้อมประกันภัย ชั้น 1 นาน 2 ปี หรือเลือกรับ MBSP นานสูงสุด 8 ปี เริ่มวันนี้ ถึง 30 เมษายน.ศกนี้ เฉพาะที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” สาขาเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา โทร.02 095 5555

มาสด้า เผยกระแสตอบรับ MAZDA CX-8 แรงเกินคาด เร่งส่งมอบลูกค้าให้เร็วที่สุดอีก 1,000 คัน

0

ตามที่เกิดกระแสตอบรับ Mazda CX-8 ยนตรกรรมครอสโอเวอร์เอสยูวี แบบที่นั่ง 3 แถว 6 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง พุ่งสูงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดตัวเป็นต้นมา โดยเฉพาะรุ่น 2.5 SP Exclusive 6 ที่นั่ง แบบ Captain Seat แยกอิสระซ้าย-ขวา ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากความอรรถประโยชน์ด้านการใช้งาน ส่งผลให้มียอดจองสะสมจนถึงวันนี้มากกว่า 1,500 คัน ตอกย้ำความสำเร็จในการพัฒนายนตรกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง ประกาศเร่งเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้นเพื่อส่งมอบรถใหม่ให้ลูกค้าโดยเร็วที่สุด

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หลังจากที่ประสบกับปัญหาด้านการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคนับตั้งช่วงปีที่ผ่านมา ทางมาสด้าได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาซัพพลายที่ไม่เพียงพอต่อการผลิต ด้วยการเจรจากับบริษัทแม่เพื่อเพิ่มปริมาณชิ้นส่วนและเพิ่มกำลังการผลิตให้มากขึ้นเพื่อส่งมอบรถทุกรุ่นให้กับลูกค้าโดยเร็วที่สุด ซึ่งปัจจุบันกำลังการผลิตได้เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น โดยเฉพาะมาสด้า Mazda CX-8 ซึ่งเป็นรถครอสโอเวอร์อเนกประสงค์เอสยูวี ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มลูกค้าครอบครัวขนาดใหญ่ที่กำลังมองหารถอเนกประสงค์ที่ตอบสนองความสะดวกสบาย การเข้า-ออก หรือ ขึ้น-ลง สะดวกง่ายดาย ตอบโจทย์ทุกฟังก์ชั่นการใช้งานของคนในทุกช่วงวัย หลังการปรับโฉมผลิตภัณฑ์และเปิดตัวแนะนำเมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมและมียอดจองเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางมาสด้าได้ทำการส่งมอบให้กับลูกค้าที่จองในช่วงที่ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยจำนวน 868 คัน โดยแบ่งเป็นยอดส่งมอบในปี 2565 ไตรมาสที่ 3 จำนวน 331 คัน ไตรมาสที่ 4 จำนวน 412 คัน และในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2566 อีกจำนวน 125 คัน แต่ยังไม่เพียงพอกับปริมาณยอดจองที่มีอยู่จำนวนมาก

ทั้งนี้ มาสด้าขอขอบคุณลูกค้าที่ให้การตอบรับในยนตรรมของมาสด้าเป็นอย่างดี ซึ่งในขณะนี้ยังคงมีปริมาณลูกค้าที่จอง Mazda CX-8 เข้ามาเป็นจำนวนมากและต่อเนื่อง จึงทำให้ไม่สามารถส่งมอบรถได้ทันกับความต้องการ ทั้งนี้ทางมาสด้าได้เร่งเจรจากับทางบริษัทแม่ให้เพิ่มโควต้าการผลิตเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ และจะทำการส่งมอบให้กับลูกค้าโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมจนถึงมิถุนายนนี้จะมีรถเข้ามาเพิ่มเติมพร้อมส่งมอบอีกจำนวน 1,000 คัน โดยในเดือนมีนาคมมีจำนวน 300 คัน เดือนเมษายน จำนวน 400 คัน เดือนพฤษภาคมอีก จำนวน 300 คัน และกำลังทยอยเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทางมาสด้าจะเร่งดำเนินการส่งมอบรถใหม่ให้กับลูกค้าที่ทำการจองมาก่อนหน้านี้โดยทันที เพื่อให้ลูกค้าได้นำรถไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเร็วที่สุด และเพื่อเป็นการขอบคุณที่ลูกค้าตั้งใจรอรถใหม่ ทางมาสด้าจะทำการจัดส่งกระเป๋าเดินทาง Mazda Premium Luggage ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษเป็นของที่ระลึกให้กับลูกค้าถึงบ้าน

นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติม “ปัจจุบัน Mazda CX-8 มียอดจองสะสมอยู่ที่ประมาณ 1,500 คัน ซึ่งคาดว่าจะส่งมอบรถทั้งหมดไปยังลูกค้าได้ภายในเร็วๆ นี้ แต่ทั้งนี้แล้ว สำหรับบางเกรดบางสี อาทิ Mazda CX-8 รุ่น 2.5 SP แบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล บางผู้จำหน่ายก็มีรถอยู่ในสต็อกที่สามารถส่งมอบได้ทันที หรือบางสาขาก็รอไม่เกิน 1 เดือน และมาสด้ายังได้มอบข้อเสนอ ดอกเบี้ย 2.19%*, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี มูลค่า 35,700 บาท* และฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) มูลค่าสูงสุด 62,568 บาท* ซึ่งลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ”

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หรือ www.mazda.co.th

อีซูซุ ก้าวสู่สังคมความเป็นกลางทางคาร์บอน พร้อมเปิดตัวรถบรรทุกไฟฟ้าอีซูซุ ครั้งแรกของโลกที่ประเทศญี่ปุ่น และแนะนำโปรแกรมโซลูชั่นส์ “EVision” สำหรับลูกค้ารถไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะ

0

มร. มาซาโนริ ทาคายามะ (Mr. Masanori Katayama) ประธานบริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศญี่ปุ่น) จัดแถลงข่าวเกี่ยวกับนโยบายการขนส่งในอนาคต พร้อมการเปิดตัวรถบรรทุกรุ่นใหม่หมด “เอลฟ์” และ “ฟอร์เวิร์ด” และเปิดตัวรถไฟฟ้าตระกูล “เอลฟ์” เป็นครั้งแรกของโลก และแนะนำโปรแกรมโซลูชั่นส์ครบวงจร “EVision” สำหรับลูกค้ารถไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะ

เนื่องจากอีซูซุเห็นว่าโลจิสติกส์ถือเป็นแกนหลักในการเติบโตของเศรษฐกิจ กลุ่มอีซูซุในฐานะผู้นำของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดรถบรรทุกมากกว่าครึ่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น จึงมีส่วนรับผิดชอบสำคัญ ในการผลิตรถยนต์ที่มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการสร้าง “นวัตกรรม” เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถอีกด้วย

อีซูซุกำลังดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับพลังงานทางเลือกหลายรูปแบบ เพื่อ “ปรับเร่งอนาคตของการขนส่ง” เนื่องจากประเทศต่างๆในโลกนี้มีต่างมีสภาพแวดล้อมของตนเอง เช่น สาธารณูปโภคด้านพลังงาน สภาพถนน และกฎระเบียบต่างๆ นอกจากนี้ยังมีลักษณะการใช้ ตลอดจนประเภทของสินค้าในการขนส่งที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับกลุ่มลูกค้า กล่าวคือ ยิ่งมีกลุ่มลูกค้ามากประเภท ความต้องการต่างๆก็ยิ่งหลากหลายมากขึ้น ความสะดวกสบายของลูกค้าต้องไม่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนรถใหม่เท่านั้น อีซูซุจึงมีหน้าที่ที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าโดยนำเสนอรถรุ่นที่เหมาะสมที่สุดโดยไม่ลดออพชั่นต่างๆ หรือเรียกได้ว่าอีซูซุมอบ “อิสระในการเลือก” ให้แก่ลูกค้า สำหรับรถทุกประเภท ตั้งแต่รถปิกอัพจนถึงรถบรรทุกขนาดใหญ่

ครั้งนี้อีซูซุได้เปิดตัวรถบรรทุก “อีซูซุ เอลฟ์” รุ่นใหม่หมด พร้อมกับรถไฟฟ้า “อีซูซุ เอลฟ์” ที่หลายคนรอคอย ปีนี้นับเป็นปีแรก แห่งการก้าวสู่ยานยนต์ไฟฟ้าของอีซูซุ และวันนี้ก็เป็นโอกาสสำคัญที่กลุ่มอีซูซุจะแสดงทิศทางในอนาคตให้โลกรับรู้ รถบรรทุก “อีซูซุ เอลฟ์” นั้นเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2502 และถือเป็นรถรุ่นยอดนิยมที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่นมานานกว่าครึ่งศตวรรษ และยังมีจำหน่ายในหลายประเทศอีกด้วย อีซูซุเชื่อมั่นว่ารถบรรทุกไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ที่แนะนำใหม่นี้ จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถทั่วโลกได้เป็นอย่างดี

การเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) รุ่นแรกของ “Isuzu ELF EV” นั้น มาพร้อมกับการพัฒนา “EVision” โปรแกรมโซลูชั่นส์ครบวงจร เพื่อสนับสนุนลูกค้าที่กำลังพิจารณาการเริ่มใช้รถไฟฟ้า BEV เพื่อการพาณิชย์ และได้เริ่มให้บริการในญี่ปุ่นแล้ววันนี้ “EVision” นี้ ได้รวมถึงการหาโซลูชั่นส์แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเริ่มใช้รถไฟฟ้า การประเมินผลประโยชน์เชิงปริมาณจากการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และการเสนอวิธีการลดคาร์บอนเพิ่มเติมเพื่อการนำไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

เมื่อลูกค้าเริ่มนำรถไฟฟ้า BEV มาใช้ในเชิงพาณิชย์ อาจจะมีประเด็นต่างๆ เกิดขึ้น เกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกในการชาร์จแบตเตอรี่ ค่าไฟฟ้า รวมถึงการประเมินผลประโยชน์เชิงปริมาณที่จะได้รับจากการลดภาระด้านสิ่งแวดล้อม โดย “EVision” ของอีซูซุ จะนำเสนอโซลูชั่นส์ในแต่ละช่วง ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นศึกษาการใช้รถไฟฟ้า BEV ในเชิงพาณิชย์ ช่วงใช้งานจริง และช่วงหลังจากการใช้งาน คือ “EVision Concierge” (ส่วนงานสนับสนุนช่วงเริ่มต้น), “EVision Solutions” (โซลูชั่นส์ช่วงใช้งานจริง) และ “EVision Review” (การทบทวนผลประโยชน์เชิงปริมาณ)

เพื่อตอบสนองความท้าทายในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ทั่วโลกในอนาคต อีซูซุจึงดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นส์ต่างๆ ด้วยแนวคิดหลัก 4 ประการ คือ

  1. ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)
  2. ความสะดวกสบายของผู้ขับขี่ (Driver Comfort)
  3. ความปลอดภัย (Safety)
  4. การเชื่อมโยง (Connectivity)

อีซูซุในฐานะผู้นำของอุตสาหกรรมยานยนต์ มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าด้วยความเป็นเลิศทางด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ จะทำให้เราสามารถปรับเร่งอนาคตของการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ในที่สุด

ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

สรยท. จัดอบรมทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ

0

สรยท. จับมือโรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ (Spirit of the 4×4 Driving School) และฟอร์ด ประทศไทย จัดกิจกรรม “TAJA Skill Driving 4×4 Experience” จัดอบรมหลักสูตรขับรถขับเคลื่อน 4 ล้อเบื้องต้น ด้วยรถกระบะ Ford Ranger Raptor ณ สนาม Spirit Adventure Ground จังหวัดนครนายก ให้กับกรรมการสรยท. พร้อมได้เชิญสมาชิกอาวุโสที่คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์เข้าร่วมกิจกรรมและสังเกตการณ์เพื่อต่อยอดโครงการนำร่องจัดให้กับสมาชิกสรยท.เพิ่มทักษะวิชาชีพในโอกาสต่อไป

นายวชิระ เรืองมาลัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thailand Automotive Journalists Association : TAJA กล่าวว่า ในปีนี้สมาคมฯ ได้ริเริ่มโครงการและกิจกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มทักษะวิชาชีพให้กับสมาชิก ประเดิมด้วยกิจกรรมแรก “TAJA Skill Driving 4×4 Experience” เป็นการจัดอบรมหลักสูตรขับรถขับเคลื่อน 4 ล้อเบื้องต้น ด้วยรถกระบะ Ford Ranger Raptor ณ สนาม Spirit Adventure Ground จังหวัดนครนายก โดยได้รับการสนับสนุนรถกระบะ Ford Ranger Raptor จากฟอร์ด ประเทศไทย และได้รับการสนับสนุนสถานที่และครูฝึกมืออาชีพจากโรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ สนาม Spirit Adventure Ground จังหวัดนครนายก

“กิจกรรม “TAJA Skill Driving 4×4 Experience” เป็นการจัดอบรมหลักสูตรขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ เบื้องต้น เป็นโครงการนำร่องให้กับกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) และในโอกาสนี้สมาคมฯ ได้เชิญสมาชิกอาวุโสจำนวนหนึ่งเข้าร่วมกิจกรรมและร่วมสังเกตการณ์อีกด้วย โดยวัตถุประสงค์หลักของกิจกรรรมในครั้งนี้เพื่อเพิ่มทักษะวิชาชีพให้กับสมาชิก และในอนาคตจะขยายโครงการนำร่องนี้ไปจัดให้กับสมาชิกสมาคมฯ ในโอกาสต่อไป”

นายวชิระ กล่าวต่อไปว่า สำหรับหลักสูตรฝึกอบรมขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อเบื้องต้น ครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่อบรม ทั้งภาคทฤษฎี-ภาคปฏิบัติ เป็นการจำลองสถานการณ์ในสถานีต่างๆ อาทิ สถานีเนินสูง, สถานีเนินสลับ, สถานีเนินเอียง, สถานีเนินชัน, สถานีเนินลูกระนาด, สถานีขับรถผ่านอุปสรรคลุยน้ำลึก เป็นต้น

ทางด้านนางสาวสุกานดา ปภัสร์พงษ์ ผู้อำนวยการกองสื่อสารองค์กร บริษัท สื่อสากล จำกัด ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ กล่าวว่า โรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ มีความยินดีให้การสนับสนุนสมาคมฯ ในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ทางโรงเรียนมีครู

มืออาชีพไว้คอยถ่ายทอดความรู้การขับรถขับเคลื่อน 4 ล้อ อย่างถูกวิธี ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงในชีวิต และการเข้ามาเรียนรู้ฝึกฝนอย่างถูกวิธีนอกจากจะเป็นการเพิ่มทักษะแล้ว ยังจะเพิ่มความปลอดภัยได้อีกด้วย

ขณะที่นางสาวนิดา ชัชวรัตน์ ผู้จัดการแบรนด์รถกระบะ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า รถกระบะ Ford Ranger Raptor เป็นรถกระบะสมรรถนะสูงระดับพรีเมียมที่ได้การตอบรับอย่างสูงจากลูกค้าชาวไทย การสนับสนุนรถกระบะ Ford Ranger Raptor กับสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย ใช้ในการอบรมหลักสูตรฝึกอบรมขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ กิจกรรม “TAJA Skill Driving 4×4 Experience” ในครั้งนี้มั่นใจว่า สมาชิกฯ ที่เข้าฝึกอบรมในภาคปฏิบัติจะได้สัมผัสประสบการณ์ตรงถึงสมรรถนะ และเทคโนโลยีที่ฟอร์ดภาคภูมิใจอีกครั้ง และสามารถนำประสบการณ์ในครั้งนี้ไปประชาสัมพันธ์บอกต่อได้ต่อไป

 

คาร์กูรูการันตีปอร์เช่คือสุดยอดรถสปอร์ตในฝัน กวาด 3 รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีที่มาพร้อมสมรรถนะชั้นยอด

0

งาน Thailand Car & Bike of The Year 2023 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 25 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีกลางให้ผู้ประกอบการยานยนต์ได้มาร่วมประกาศศักยภาพและสร้างบรรทัดฐานใหม่ในด้านคุณภาพให้เกิดขึ้นในแวดวงยานยนต์ของไทย และนำมาซึ่งฐานข้อมูลที่ถูกต้องส่งต่อสู่ผู้บริโภคจัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)  และสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทยนับเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย  สำหรับรางวัล Thailand Car &  Bike of The Year เป็นรางวัลที่จะการันตีถึงเกียรติยศแห่งการพัฒนาความโดดเด่นด้านยนตรกรรม ทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้ทุกบริษัทรถยนต์เกิดความภาคภูมิใจในผลงาน และพร้อมที่จะผลิตสินค้าคุณภาพออกมาสู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับเกีรติจาก ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้มอบรางวัล  เมื่อวันศุกร์ที่ 3 มีนาคม 2565 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ปีเตอร์ โรห์เวอร์ กรรมการผู้จัดการปอร์เช่ ประเทศไทย โดยเอเอเอส กรุ๊ป กล่าวว่า ปัจจุบัน ความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด การผลิตรถยนต์หนึ่งคัน จะต้องตอบโจทย์ครอบคลุมทุกด้าน ทำให้ภาคการผลิตเร่งคิดค้นพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ให้ครอบคลุม เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้มากที่สุด สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง ด้วยความเข้มแข็งของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่มุ่งมั่น พัฒนา และยังคงร่วมมือกัน เดินหน้า เติบโตด้วยกันต่อไป สำหรับการนำรถเข้าร่วมงาน Car of The Year 2023 เปรียบดั่งการเข้าประกวดบททดสอบเพื่อคัดสรรรถยนต์ที่ดีที่สุดในประเภทต่างๆ และยังเป็นรางวัลที่สะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแสดงศักยภาพความก้าวหน้าของการออกแบบ และการวิจัย พัฒนา เป็นเครื่องยืนยันและการันตีคุณภาพมาตรฐานของแบรนด์ปอร์เช่อย่างแท้จริง”

ด้าน ปวราภา ดุพัสกูล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า สำหรับปอร์เช่ ประเทศไทยโดย เอเอเอส กรุ๊ป นำเข้ารถสปอร์ตที่ครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน และเรายังคงเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มุ่งมั่นเดินหน้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์อนาคต โดยเฉพาะทิศทางการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าที่ทั้งผู้ผลิต และผู้ใช้เริ่มตระหนักร่วมกันในเรื่องของมลภาวะความเป็นกลางทางคาร์บอนจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเดินหน้าไปอย่างก้าวกระโดด โดยมีภาครัฐและเอกชนร่วมกันสนับสนุน อันจะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ให้กับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับงาน Thailand Car of The year 2023 ปอร์เช่ได้ขึ้นรับรางวัลอันทรงเกียรติถึง 3 รางวัล ได้แก่

– ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด คูเป้ คว้ารางวัล “BEST HYBRID SPORT SUV PORSCHE”

– ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด คว้ารางวัล “BEST PERFORMANCE LUXURY CAR”

– ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด คูเป้ คว้ารางวัล “BEST PERFORMANCE HYBRID SUV”

ถือเป็นเป็น 3 รางวัลอันทรงคุณค่าแห่งปีที่การันตีถึงสมรรถนะและเทคโนโลยียานยนต์สปอร์ตที่ปลอดภัย หรูหรา และสะดวกสบาย พร้อมตอบสนองการใช้งานในทุกรูปแบบได้อย่างลงตัว และปอร์เช่ยังคงมุ่นมั่น ยกระดับ พัฒนา ก้าวสู่ผู้นำด้านการผลิตยานยนต์ในระดับโลกต่อไป

 

‘ซูซูกิ’ คว้า 2 รางวัล Thailand Car of the Year 2023 ตอกย้ำคุณภาพ SUZUKI ERTIGA HYBRID และ SUZUKI XL7

0

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้ารับ 2 รางวัล Car of the Year 2023 หรือ รางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี 2566 จากรถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง รุ่นยอดนิยมอย่าง SUZUKI ERTIGA HYBRID และ SUZUKI XL7 ทั้ง 2  รุ่น ตอกย้ำความโดดเด่นในคุณภาพของสินค้า ที่เต็มไปด้วยความคุ้มค่า คุ้มราคา ทั้งยังตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

มร.มิโนรุ อามาโนะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมงานประกาศผลรางวัล Car of the Year 2023 หรือ รางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี 2566 จัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในปีนี้ ซูซูกิ สามารถคว้ามาได้ถึง 2 รางวัล จากรถยนต์ 2 รุ่นมาครอบครอง และยังได้รับเกียรติจาก ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติ ซึ่งจัดขึ้น ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

รายชื่อรางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี 2566 ได้แก่

  • SUZUKI ERTIGA HYBRID ได้รับรางวัล BEST HYBRID MPV UNDER 2,500 c.c.
  • SUZUKI XL7 ได้รับรางวัล BEST PETROL SUV UNDER 1,500 c.c.

โดยในงานพิธีมอบรางวัลได้รับเกียรติอย่างสูงจาก ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีมอบ พร้อมด้วยนายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงานรถยอดเยี่ยมแห่งปี และ นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ โดยพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ จัดขึ้นที่ ห้อง รอยัล จูบิลี่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สำหรับ SUZUKI ERTIGA SMART HYBRID นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ติดตั้ง เทคโนโลยี SMART HYBRID ในรถยนต์อเนกประสงค์ขนาด 7 ที่นั่ง  ซึ่งถูกออกแบบมาให้พร้อมตอบโจทย์ในการใช้งาน ยกระดับชีวิตสู่ความสมาร์ทในทุกเส้นทาง ด้วยเทค โนโลยี SHVS เทคโลยีระบบสมาร์ทไฮบริดแบบใหม่ของซูซูกิ ที่มีมอเตอร์ไฟฟ้า (Integrated Starter Generator หรือ ISG) พร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ION  เพื่อช่วยเสริมกำลังการทำงานของเครื่องยนต์ มีผลทำให้ลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ดีขึ้น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ นอกจากจะประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 17.9 กิโลเมตรต่อลิตร ยังเสริมประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนให้รถออกตัวได้อย่างนุ่มนวล โดยมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 134 กรัม/กิโลเมตร

ด้านของ SUZUKI XL7 ป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมของซูซูกิ  ด้วยรูปแบบของครอสโอเวอร์ขนาด 7 ที่นั่ง พร้อมแพลตฟอร์ม HEARTECT เทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของซูซูกิ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ K15B ขนาด 1.5 ลิตร  ด้วยกำลัง 105 แรงม้า/6,000 รอบต่อนาที สร้างแรงบิดสูงสุด 138 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ตอบรับการเดินทางไปในทุกพื้นที่ได้อย่างมั่นใจ ทั้งในและนอกเมือง

ทั้งนี้ รางวัล Car of the Year 2023 จัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เพื่อสนับสนุนภาพลักษณ์ที่ดีทางด้านธุรกิจยานยนต์และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย โดยทำการคัดเลือกรถยนต์ที่มีความโดดเด่นในแต่ละด้าน พร้อมให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริง เพื่อศึกษาเป็นแนวทางในการพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ให้เหมาะสมตามวัตถุประ สงค์ของการใช้งาน ซึ่ง ซูซูกิ ก็มีแนวคิดอันมุ่งมั่นที่ต้องการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีและมีคุ้มค่าในทุกๆ ด้านแก่ลูกค้า  รวมถึงการเอาใจใส่ในการพัฒนาและปรับปรุงยกระดับงานบริการหลังการขายของโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานทั่วประเทศ

 

ช่องทางการติดต่อ
www.suzuki.co.th 
www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand
SUZUKI Cause We Care: 1800-600-900

วิริยะประกันภัย คว้ารางวัล ‘BEST INSURANCE COMPANY’ ต่อเนื่องปีที่ 20

0

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานมอบรางวัล “CAR OF THE YEAR 2023” ประเภท “BEST INSURANCE COMPANY” ให้แก่ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี นายภาคภูมิ วิริยะพันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ เป็นผู้แทนรับมอบ ซึ่งบริษัทฯ ได้รับรางวัลดังกล่าวต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 โดยมี นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงาน และประธานเจ้าหน้าที่สายการผลิต บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นเกียรติในพิธีมอบครั้งนี้ ณ ห้อง รอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สำหรับพิธีมอบรางวัล “CAR OF THE YEAR” เป็นงานประกาศรางวัลอันยิ่งใหญ่ของวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่ง บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนภาพลักษณ์ที่ดีทางด้านธุรกิจยานยนต์ ตลอดจนส่งเสริมและพัฒนาวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย จึงนับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่บริษัทฯ ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 นับตั้งแต่ปี 2004 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งได้รับการคัดเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ ทั้งสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย ผู้ทรงคุณวุฒิสายวิศวกรรมยานยนต์จากสถาบันต่างๆ และบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) อันเป็นการตอกย้ำว่า บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) คือผู้นำด้านประกันภัยรถยนต์ของประเทศ

เปอโยต์-จี๊ป ประเทศไทย คว้ารางวัล Car of The Year 2023

0

บริษัท เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย แบรนด์รถยนต์ฝรั่งเศส เปอโยต์ และ จี๊ป ราชาออฟ-โรดสัญชาติอเมริกัน อย่างเป็นทางการ ในประเทศไทย คว้ารางวัล Car of The Year 2023 โดย เปอโยต์ 2008 ได้รางวัล เอสยูวีเครื่องยนต์เบนซินยอดเยี่ยม ต่ำกว่า 1,200 ซีซี หรือ ‘BEST PETROL SUV UNDER 1,200 c.c.’ และ เปอโยต์ 3008 ได้รางวัล เอสยูวีเครื่องยนต์เบนซินยอดเยี่ยม ต่ำกว่า 1,800 ซีซี หรือ ‘BEST PETROL SUV UNDER 1,800 c.c.’ ส่วน จี๊ป แรงเลอร์ รูบิคอน 4 ประตู ได้รางวัล ออฟ-โรดขับเคลื่อน 4 ล้อยอดเยี่ยมหรือ ‘Best 4×4 OFFROAD’ โดยมี สุนทรพันธ์ เดชะเทศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประกิต สุทธินิรันด์กุลผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขาย บริษัท เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัล จาก ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การตัดสินของคณะกรรมการตัดสินรางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี ประกอบด้วยสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย (TSAE) และบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงานบางกอก อินเตอร์ เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ณ ห้อง เดอะ รอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์
ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี