Home Blog Page 268

ได้เวลาแล้ว! MOTOR EXPO 2022

0
MOTOR EXPO 2022 Pic Open

รวมรถยนต์ 35 แบรนด์ จักรยานยนต์ 17 แบรนด์ “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39” พร้อมจัดแสดงรถยนต์ จักรยานยนต์ รุ่นใหม่ สินค้าเกี่ยวเนื่อง คับคั่ง 1-12 ธันวาคม 2565 คนรักรถพลาดไม่ได้

Motor Expo Special 1

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39” เผยว่า “ปีนี้จัดงานภายใต้แนวคิด “ได้เวลา…สัมผัสอนาคต – It’s TIME…Come Touch the FUTURE” มีค่ายรถยนต์เข้าร่วมงานทั้งหมด 35 แบรนด์ จาก 10 ประเทศ รถจักรยานยนต์ 17 แบรนด์ จาก 8 ประเทศ โดยทุกค่ายพร้อมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ และมอบโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะผู้ซื้อภายในงาน”

Motor Expo Special 2

รถยนต์ 35 แบรนด์ ได้แก่ AUDI, BENTLEY, BMW, BYD, FORD, GREAT WALL MOTOR, HONDA, HYUNDAI, ISUZU, JEEP, KIA, LAMBORGHINI, LEXUS, MASERATI, MAZDA, MERCEDES-BENZ, MG, MINE, MINI, MITSUBISHI, MOKE, NETA, NISSAN, PEUGEOT, POCCO, PORSCHE, SUBARU, SUZUKI, TOYOTA, VOLT, VOLVO รวมถึงชุดแต่ง และรถยนต์จากผู้นำเข้าอิสระ ได้แก่ BMW M PERFORMANCE, CARLSSON, M’Z SPEED และ SWIFT

รถจักรยานยนต์ 17 แบรนด์ ได้แก่ ALPHA VOLANTIS, BMW MOTORRAD, DUCATI, EM, FELO, HARLEY-DAVIDSON, HONDA, HUSQVARNA, KAWASAKI, KTM, LAMBRETTA, ROYAL ENFIELD, SCOMADI, SOLAR, SUZUKI, TRIUMPH และ YAMAHA

นอกจากนี้ ยังมีรถมือสอง 6 แบรนด์ ได้แก่ BMW PREMIUM SELECTION, CARSOME, JUST CAR, MERCEDES-BENZ CERTIFIED PRE-OWNED VEHICLES, MOTORIST และ VOLVO SELEKT
ส่วนกิจกรรมคืนกำไรให้ผู้ชมทั้ง ซื้อรถ…ชิงรถ / ซื้อบัตร…ชิงรถ / ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิกไบค์ / ชม MOTOR EXPO ONLINE PLATFORM ชิงรางวัล มีรายละเอียดดังนี้
1.“ซื้อรถ…ชิงรถ” เมื่อจองหรือซื้อรถยนต์ใหม่ภายในงาน มีสิทธิ์ชิงรถยนต์ NEW MG ZS EV รุ่น X มูลค่า 1,269,000 บาท จำนวน 1 รางวัล
2.“ซื้อบัตร…ชิงรถ” ผู้ซื้อบัตรชมงาน มีสิทธิ์ชิงรถยนต์ VOLT CITY EV รุ่น FOR-FOUR มูลค่า 425,000 บาท จำนวน 1 รางวัล
3.“ซื้อสินค้า…ชิงรถ” เมื่อซื้อสินค้าภายในงานจากร้านค้าที่ร่วมรายการรับโชค 2 ชั้น ชั้นที่ 1 รับสิทธิ์จับสลาก เพื่อลุ้นรับของรางวัลทั้งหมด 2,122 รางวัล ชั้นที่ 2 ลุ้นชิงรถยนต์ MITSUBISHI MIRAGE 1.2 ACTIVE CVT A/T มูลค่า 509,000 บาท จำนวน 1 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

Motor Expo Special 4
4.“ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิกไบค์” เมื่อจองหรือซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ในงาน มีสิทธิ์ชิงรางวัล รถจักรยานยนต์ YAMAHA รุ่น MT-09 มูลค่า 439,000 บาท จำนวน 1 รางวัล

Motor Expo Special 5
5.“ชม MOTOR EXPO ONLINE PLATFORM ชิงรางวัล” ผู้ชมงาน MOTOR EXPO ONLINE PLATFORM ผ่านลิงค์จาก https://op.motorexpo.co.th ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 – 31 ธันวาคม 2565 มีสิทธิ์ลงทะเบียนเพื่อชิงรางวัล NEW APPLE WATCH SERIES 8 รุ่น GPS (ตัวเรือน 41 มม.) รางวัลละ 15,900 บาท จำนวน 5 รางวัล รวมมูลค่า 79,500 บาท

Motor Expo Special 7

ส่วน “MOTOR EXPO EXCLUSIVE VISITOR” เป็นแพคเกจชมงานแบบวีไอพี เพียง 500 บาท รับสิทธิพิเศษ ที่จอดรถ VIP ณ ลานจอดรถ P1 (1 คัน/1 สิทธิ์) ฟรีค่าจอด 3 ชม. พื้นที่รับรองพิเศษ EXCLUSIVE VISITOR LOUNGE บัตรเข้าชมงาน ULTIMATE VIP 2 ใบ บริการนำชมรถโดยพนักงานขายของแบรนด์ที่ลูกค้าสนใจ และบริการพิเศษจากผู้จัดงานอีกมากมาย

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ JOIN BOAT PLATFORM โดยงาน MOTOR EXPO 2022 ได้ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจเรือจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเรือ และการท่องเที่ยวทางน้ำ จัดแสดงเรือกว่า 20 แบรนด์ อาทิ BENETEAU, COBALT, CRANCHI, FERRETTI, IGUANA, JEANNEAU, LINDER, MALIBU, PRINCESS, RIVA, REGAL, SAXDOR เป็นต้น คาดว่าจะมียอดจองเรือในงานกว่า 50 ลำ เงินสะพัดกว่า 200 ล้านบาท

“มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39” จัดขึ้น ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2565 มีการถ่ายทอดสดงานทาง ททบ. 5 วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม 2565 เวลา 14.35-15.35 น. ไทยรัฐ TV วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม 2565 เวลา 14.00-15.00 น. และชมรีวิวรถที่แสดงในงาน และรับสิทธิพิเศษมากมายผ่าน “MOTOR EXPO ONLINE PLATFORM” งานคู่ขนานในสื่อดิจิทอลครบวงจร ได้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.motorexpo.co.th

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และ บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ใหม่

0

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย นำความตื่นเต้นครั้งใหม่มาสู่แฟน ๆ ชาวไทยด้วยการเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ใหม่ ที่ไม่เพียงแต่ผสมผสานความเป็นที่สุดแห่งการเดินทางบนท้องถนนได้อย่างลงตัว มาพร้อมกับคุณลักษณะการขับขี่แบบออฟโรดที่ยอดเยี่ยม หากแต่ยังเหมาะที่จะเป็นคู่หูนักบิดสำหรับผู้เริ่มหลงใหลมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโรด้วยเช่นกัน

รูปลักษณ์ที่ดุดันและเส้นสายที่เป็นเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นสะท้อนการออกแบบที่ให้ความรู้สึกของการผจญภัยในทุกผิวสัมผัส ทุกมุมมอง และทุกเส้นสายของตัวรถ จากท้ายรถสู่ถังน้ำมัน ไปจนถึงไฟหน้าสไตล์ GS องค์ประกอบการออกแบบตั้งแต่ด้านหน้าจรดท้าย เพิ่มความเท่และความเร้าใจให้กับการขับขี่ทั้งเส้นทางบนถนนและออฟโรด อีกทั้งยังมาพร้อมสีใหม่เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวสำหรับสายลุย ได้แก่ สีดำ Triple Black สำหรับทั้งสองรุ่น และสี GS Trophy สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ยังมาพร้อมตัวเลือกสี Kalamata Metallic Matte

มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตำนานมอเตอร์ไซค์ตระกูล GS ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ได้มอบความเร้าใจในการขับขี่แบบพรีเมียมซึ่งมาพร้อมกับการควบคุมที่มั่นใจได้บนทุกสภาพพื้นผิว โดยนับตั้งแต่การเปิดตัว มอเตอร์ไซค์ตระกูล GS ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากสิงห์นักบิดชาวไทย ในปีนี้เราจึงได้นำเสนอบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure พร้อมตัวเลือกสีใหม่ซึ่งมอบประสบการณ์การขับขี่จากตระกูล GS ที่เข้มข้นยิ่งขึ้น พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานและอุปกรณ์เสริมที่ให้นักบิดที่ชอบใช้ชีวิตอย่างท้าทายและแสวงหาการผจญภัยครั้งใหม่ในทุกการเดินทาง” 

บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS ใหม่ (สีดำ Triple Black):
ราคาจำหน่าย 594,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS ใหม่ (สี GS Trophy):
ราคาจำหน่าย 599,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)  

บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ใหม่ (สีดำ Triple Black และสี Kalamata Metallic Matte): ราคาจำหน่าย 649,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)  

บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ใหม่ โดดเด่นด้วยดีไซน์แผงแฟริ่งด้านข้างใหม่ มาพร้อมกับจอแสดงผลสีแบบ TFT ขนาด 6.5 นิ้ว พร้อมฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น ไฟเลี้ยว LED มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานและช่องเสียบสายชาร์จ USB ที่ด้านขวาของจอแสดงผล

มอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 853 ซีซี 2 สูบเรียง 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังด้วยเกียร์ 6 สปีด ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างลงตัว เครื่องยนต์ประกอบด้วยด้วยเพลาคู่พร้อมระบบ counterbalance ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันและได้รับการพัฒนาให้ลดแรงสั่นสะเทือน เสริมความนุ่มนวลและช่วยให้ประหยัดน้ำมัน บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ใหม่ ส่งพละกำลังสูงสุด 70 กิโลวัตต์ (95 แรงม้า) ที่ 8,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 92 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS ยังให้ความเร็วสูงสุดมากกว่า 200 กม./ชม. ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ให้ความเร็วสูงสุดที่ 197 กม./ชม. และทั้งสองรุ่นมีอัตราการบริโภคน้ำมัน 4.2 ลิตรต่อ 100 กม. ตามมาตรฐาน WMTC

บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ใหม่ มาพร้อมกับระบบกันสะเทือนที่ได้รับการอัพเกรดใหม่ ซึ่งรวมถึงโช้คหัวกลับ สวิงอาร์มคู่อลูมิเนียม พร้อมปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ด้วยระบบไฮดรอลิค ให้การควบคุมการขับขี่ไม่เหมือนใครบนเส้นทางออฟโรด นอกจากนั้นยังมาพร้อมกับ Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่ ‘Dynamic’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ ระบบ Dynamic ESA (Electronic Suspension Adjustment) ช่วยปรับช่วงล่างด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมปรับระดับโหลดอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่และให้สมรรถนะสูงสุด Dynamic Traction Control (DTC) และ ABS Pro ได้รับการติดตั้งมาสำหรับการเบรกและการเร่งความเร็วที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทั้งสองรุ่นยังผสานความล้ำสมัยจากยุคปัจจุบันไว้ด้วยเทคโนโลยี เช่น ระบบสตาร์ทแบบไร้กุญแจ (Keyless Ride) และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Electronic cruise control) ซึ่งติดตั้งมาเป็นมาตรฐานอีกด้วย

ระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์ Gear Shift Assistant Pro ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ขึ้นและลงได้โดยไม่ต้องกำคลัตช์ นอกจากจะช่วยให้สะดวกสบายมากขึ้น ยังเป็นการเพิ่มไดนามิกให้กับการขับขี่ นอกจากนั้น ชุดแครชบาร์สแตนเลสในบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ยังช่วยป้องกันความชำรุดเสียหายที่อาจเกิดกับฝาครอบเครื่องยนต์หากรถล้ม

บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ใหม่ มาในสี Kalamata Metallic Matte และสี Triple Black ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS ใหม่ มาในสี Triple Black และสี GS Trophy ล้วนแสดงถึงความสปอร์ตที่โดดเด่นและจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยที่แท้จริง

บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS และบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ใหม่ จะเปิดให้จองผ่านผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.bmw-motorrad.co.th เฟซบุ๊กแฟนเพจ BMW Motorrad Thailand หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทั่วประเทศ

มาสด้า เสริมทัพรุ่นพิเศษ CARBON EDITION 4 รุ่น ลุยตลาดปลายปี

0

มาสด้า คาดการณ์ตลาดรถยนต์ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ปรับตัวดีขึ้น คาดว่าตลาดรวมจะมียอดขายทะลุ 870,000 คัน หรือเติบโต 15% ส่วนมาสด้าเตรียมดันรถยนต์รุ่นพิเศษ Carbon Edition มาสร้างความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ โดยนำคอนเซ็ปต์สไตล์คาร์บอนมาสร้างแรงบันดาลใจในการถ่ายทอดภาพลักษณ์ความสปอร์ต เพิ่มความหรูหรามีระดับ ผ่านรถยนต์มาสด้ารุ่นยอดนิยมถึง 4 รุ่น ประกอบด้วย มาสด้า2, มาสด้า3, มาสด้า CX-3 และมาสด้า CX-30 เจาะกลุ่มลูกค้าและแฟนพันธุ์แท้มาสด้าสร้างความคึกคักในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี พร้อมเดินหน้าปรับแผนงานตามแนวทาง All for Customers มอบโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถตลอด 5 ปี หรือ Mazda Ultimate Service (MUS) ฟรีค่าแรง ค่าอะไหล่ รวมถึงผลิตภัณฑ์ของเหลว พร้อมฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี ให้กับลูกค้าที่จองซื้อและออกรถตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ธันวาคม 2565 ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

มาสด้ายังคงมุ่งมั่นในการสร้างโมเดลธุรกิจ Business Quality โดยมุ่งเน้นการสร้างความสุขและความพึงพอใจของลูกค้า มุ่งมั่นที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ รวมถึงการปรับปรุงโชว์รูมและยกระดับคุณภาพมาตรฐานการบริการ เพื่อดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว ด้วยการเอาใจใส่ดูแลทั้งด้านการขายและการบริการ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากการใช้งานรถยนต์มาสด้า  และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่ามาสด้าจะดูแลรถยนต์ที่ลูกค้ารักให้อย่างดีที่สุดในทุกๆ ช่วงเวลาไปตลอดอายุการใช้งาน โดยผ่านระบบ Sky Journey ทั้งในการติดต่อและติดตามลูกค้าเพื่อเข้ารับบริการ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า เพื่อรักษาลูกค้าในระยะยาว พร้อมเสริมธุรกิจรถยนต์มือสองคุณภาพดี CPO รองรับกับราคาขายต่อที่เพิ่มมูลค่ารถคันเดิมของลูกค้าให้สูงขึ้น

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ คาดการณ์ว่าจะขยายตัวดีขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาและจากสามไตรมาสก่อน ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงนโยบายจากภาครัฐที่มีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการเติบโตของธุรกิจ ที่ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มกลับมาดีขึ้น แต่ทั้งนี้แล้ว ยังคงต้องจับตามองเรื่องการขาดแคลนเซมิคอนดัคเตอร์ที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงก่อนหน้า ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ยังคงไม่คลี่คลายได้มากเท่ากับที่ประเมินไว้ในช่วงต้นปี และยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงปัจจัยสำคัญจากนโยบาย Zero-Covid ของประเทศจีน และปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมรถยนต์โดยรวม แต่ยังเชื่อว่า ตลาดรถยนต์ไทยจะเติบโตกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 15% หรืออยู่ที่ประมาณ 870,000 คัน

สำหรับมาสด้าแล้ว คาดการณ์ว่าจะสามารถทำยอดขายในปีนี้ได้ใกล้เคียงกับยอดขายเมื่อปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 35,000 คัน โดยรถรุ่นที่มียอดขายสูงสุดยังคงเป็นรถยนต์นั่งมาสด้า2 ตามด้วย มาสด้า CX-30 และ มาสด้า CX-3 ซึ่งรถครอสโอเวอร์รุ่นอื่นๆ ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน แต่เนื่องจากปัญหาเรื่องการขาดแคลนเซมิคอนดัคเตอร์เพื่อการผลิต จึงทำให้ไม่สามารถส่งมอบรถใหม่ให้กับลูกค้าได้ทันกับยอดจองที่เพิ่มขึ้น และทำให้ยอดขายลดลงกว่าที่วางเป้าหมายไว้ในช่วงต้นปี ซึ่งคาดว่าภายในเดือนมกราคมการผลิตจะกลับมาอยู่ในภาวะปกติและสามารถส่งมอบให้กับลูกค้าได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ยังได้แสดงวิสัยทัศน์เพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยในปี 2566 ว่า “มาสด้ามองว่าในปี 2566 คาดว่าปัจจัยลบด้านต่างๆ ที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมรถยนต์มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดัคเตอร์ที่เชื่อว่าจะคลี่คลายลงในไม่ช้านี้ และการผลิตรถยนต์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ รวมถึงนโยบายเปิดรับนักท่องเที่ยวของหลายๆ ประเทศ ก็เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น ความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น ความต้องการรถยนต์ใหม่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ยังคงมีปัจจัยลบที่ต้องจับตามอง อาทิ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น การแข่งขันที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น รวมถึงนโยบายดอกเบี้ยจากภาครัฐ อาจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ของลูกค้า ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ล้วนส่งผลต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งสิ้น”

สำหรับในช่วงไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายของปี 2565 มาสด้าตั้งใจที่จะรุกตลาดอย่างเต็มที่ด้วยรถยนต์รุ่นพิเศษ Carbon Edition ทั้ง 4 รุ่น ได้แก่ มาสด้า2, มาสด้า3, มาสด้า CX-3 และ มาสด้า CX-30 ที่มาพร้อมแนวคิด “Unique You” โดดเด่นทั้งภายนอกและภายในที่ได้รับการออกแบบขึ้นพิเศษเพื่อลูกค้าชาวไทย สร้างความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ โดยนำคอนเซ็ปต์สไตล์คาร์บอนมาสร้างแรงบันดาลใจในการถ่ายทอดภาพลักษณ์ความสปอร์ตเพิ่มความหรูหรามีระดับ ไม่ว่าจะเป็น การตกแต่งพิเศษด้วยกระจกมองข้างสีดำ และล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 18 นิ้ว ที่ตัดกันอย่างลงตัว ภายในห้องโดยสารที่มาพร้อมความพิเศษกับเบาะนั่งสีแดง Burgundy ตกแต่งภายในด้วยหนังสีดำเดินตะเข็บด้วยด้ายสีแดงบ่งบอกสไตล์ของผู้ขับได้อย่างชัดเจน ซึ่งการผสมผสานของสีและการตกแต่งนี้ทำให้รุ่นพิเศษนี้ดูสปอร์ตอย่างเด่นชัด กลายเป็นรถยนต์ที่เติมเต็มความต้องการของลูกค้าที่กำลังมองหารถยนต์ที่มีภาพลักษณ์สปอร์ต และถ่ายทอดความสนุกสนานในการขับขี่ ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่น่าดึงดูดใจอันเป็นลักษณะเฉพาะของรถยนต์มาสด้าได้อย่างลงตัว

รุ่นพิเศษ Carbon Edition มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ใน 6 รุ่นย่อย

  • มาสด้า2 Carbon Edition รุ่นซีดาน 4 ประตู มาพร้อมความแตกต่างอย่างมีสไตล์ สะท้อนความสปอร์ตไม่ซ้ำใคร ด้วยกระจกมองข้างสีดำตัดกับโทนสีเข้มภายนอก ภายในตกแต่งพิเศษด้วยเบาะนั่งสีแดง Burgundy ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ด้วย Wireless Apple CarPlay® พร้อมอุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) มอบความสนุกในทุกกิจกรรมและเป็นตัวเองได้อย่างไม่ซ้ำแบบใคร ราคาจำหน่าย 669,000 บาท พร้อมข้อเสนอ ดาวน์เริ่มต้น 29,900 บาท1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี มูลค่า 26,500 บาท2 และฟรีแพ็กเกจบำรุงรักษารถตามระยะ Mazda Care 5 ปี (รวมค่าแรง ค่าอะไหล่ และของเหลว) มูลค่าสูงสุด 38,515 บาท3
  • มาสด้า2 Carbon Edition Sports รุ่นแฮตซ์แบค 5 ประตู ได้รับการเติมเต็มความสปอร์ตพรีเมี่ยมให้แตกต่างแบบไม่ธรรมดา บอกสไตล์ที่โดดเด่นด้วยกระจกมองข้างสีดำ และภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยเบาะนั่งสีแดง Burgundy มอบความสะดวกสบายด้วยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า พร้อมระบบบันทึกตำแหน่ง และเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่กับ Sports Paddle Shift ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ความสนุกสนานกับความแตกต่างในแบบฉบับที่มีเอกลักษณ์ ราคาจำหน่าย 669,000 บาท พร้อมข้อเสนอ ดาวน์เริ่มต้น 29,900 บาท1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี มูลค่า 26,500 บาท2 และฟรีแพ็กเกจบำรุงรักษารถตามระยะ Mazda Care 5 ปี (รวมค่าแรง ค่าอะไหล่ และของเหลว) มูลค่าสูงสุด 38,515 บาท3
  • มาสด้า3 Carbon Edition รุ่นซีดาน 4 ประตู มาพร้อมกับสีภายนอกใหม่ สีเทา โพลี เมทัล เกรย์ เป็นครั้งแรก โดยการตกแต่งตัดกับสีโทนเข้ม กระจกมองข้างสีดำ ล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 18 นิ้ว ตอบโจทย์ทุกความสปอร์ต สง่างาม เรียบหรูทุกมุมมอง ภายในตกแต่งเป็นพิเศษด้วยหนังสีดำและด้ายสีแดง พร้อมเบาะหนังสีแดง Burgundy และมอบความมั่นใจให้ทุกการเดินทางด้วยระบบแสดงภาพ 360 องศารอบทิศทาง ราคาจำหน่าย 1,210,000 บาท พร้อมข้อเสนอ ดอกเบี้ย 09%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี มูลค่าสูงสุด 28,900 บาท2 และฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) มูลค่าสูงสุด 50,007 บาท4
  • มาสด้า 3 Carbon Edition Sports รุ่นฟาสต์แบค 5 ประตู ผสานความแตกต่างด้วยดีไซน์สะกดสายตาทุกมุมมอง มาพร้อมกระจกมองข้างสีดำ ล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 18 นิ้ว ตัดกับสีภายนอก สีเทา โพลีเมทัล เกรย์ มอบความโดดเด่นที่เหนือระดับกับหลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า ภายในห้องโดยสารตกแต่งเป็นพิเศษด้วยหนังสีดำและด้ายสีแดง พร้อมเบาะหนังสีแดง Burgundy เพิ่มความพิเศษในสไตล์สปอร์ตพรีเมี่ยมได้อย่างลงตัว ราคาจำหน่าย 1,210,000 บาท พร้อมข้อเสนอ ดอกเบี้ย 09%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี มูลค่าสูงสุด 28,900 บาท2 และฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) มูลค่าสูงสุด 50,007 บาท4
  • มาสด้า CX-3 Carbon Edition พร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน ขนาด 0 ลิตร โดดเด่นด้วยการตัดโทนสีเข้มกับกระจังหน้าสีดำ กระจกมองข้างสีดำ และล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 18 นิ้ว มอบความเหนือระดับด้วยหลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า พร้อมเชื่อมต่อไลฟ์สไตล์ดิจิตอลได้อย่างอิสระกับ Wireless Apple CarPlay® พร้อมด้วยอุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) พร้อมเบาะไฟฟ้า พร้อมระบบบันทึกตำแหน่ง มอบความสะดวกสบายไปตลอดการเดินทาง ราคาจำหน่าย 904,000 บาท พร้อมข้อเสนอ ดอกเบี้ย 2.09%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี มูลค่า 21,500 บาท2 และฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) มูลค่าสูงสุด 50,343 บาท4
  • มาสด้า CX-30 Carbon Edition มาพร้อมความโดดเด่นด้วยสีโทนเข้ม ตัดกับกระจกมองข้างสีดำที่มีเอกลักษณ์พิเศษ ล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 18 นิ้ว ภายในห้องโดยสารประณีตพิถีพิถันทุกรายละเอียด สะท้อนความพรีเมี่ยมด้วยเบาะหนังสีแดง Burgundy ตกแต่งภายในด้วยหนังสีดำและด้ายสีแดง มอบความเพลิดเพลินไปตลอดการเดินทางกับระบบเสียง Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง ตอบโจทย์ทุกมิติของการใช้ชีวิต และมอบประสบการณ์ที่แตกต่างให้มีความหมายมากขึ้นกว่าเดิม ราคาจำหน่าย 1,211,000 บาท พร้อมข้อเสนอ ดอกเบี้ย 09%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี มูลค่า 25,300 บาท2 และฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS) มูลค่าสูงสุด 50,007 บาท4

หมายเหตุ: สีเทา แมชชีน เกรย์ เพิ่ม 10,000 บาท สำหรับมาสด้า2 และ มาสด้า CX-3 และเพิ่ม 15,000 บาท สำหรับมาสด้า3 และมาสด้า CX-30

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถจองซื้อหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ หรือคลิก www.mazda.co.th ที่สำคัญมาสด้ายืนยันพร้อมส่งมอบรถใหม่ให้กับลูกค้าทันที และราคาพิเศษนี้สำหรับผู้ที่จองและออกรถภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 – 31 ธันวาคม 2565 เท่านั้น

หมายเหตุ:

1 สำหรับมาสด้า2 Carbon Edition/ Sports ดาวน์ 5% ผ่อนนานสูงสุด 72 เดือน คำนวนจากรุ่น 1.3 C, 1.3 C Sports ราคา 599,999 บาท สำหรับ มาสด้า3 Carbon Edition/Sports, มาสด้า CX-3 Carbon Edition และมาสด้า CX-30 Carbon Edition ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน

2 บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (4) บมจ. ทิพยประกันภัย (5) บมจ. กรุงไทยพานิชประกันภัย โดยมูลค่าสูงสุดที่ระบุของรถแต่ละรุ่น เป็นมูลค่าที่รวม VAT 7% แล้ว

3 ฟรีค่าแรง ค่าอะไหล่ และค่าผลิตภัณฑ์ของเหลว จากการบำรุงรักษารถตามระยะนาน 5 ปี หรือระยะทาง 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) มูลค่าสูงสุด 38,515 บาท (รวม VAT 7% แล้ว)

4 ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) ตามเงื่อนไขโปรแกรมขยายรับประกันคุณภาพรถเป็น 5 ปี, ฟรี ค่าแรง ค่าอะไหล่ และค่าผลิตภัณฑ์ของเหลว จากการบำรุงรักษารถตามระยะนาน 5 ปี หรือระยะทาง 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 5 ปี โดยมูลค่าสูงสุดที่ระบุสำหรับรถแต่ละรุ่น เป็นมูลค่าที่รวม VAT 7% แล้ว

4 ยักษ์ใหญ่ “PTT – OR – TOYOTA – BIG” ผนึกกำลังเสริมแกร่ง Future Energy เปิดสถานีต้นแบบเติมไฮโดรเจนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงแห่งแรกของประเทศไทย

0

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) นายวิศาล ชวลิตานนท์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) นายปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG) นายปาซานา กาเนซ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (TDEM) นายโนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (TMT) และ นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ร่วมเปิดสถานีนำร่องทดลองใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle: FCEV) แห่งแรกของประเทศไทย (Hydrogen Station) ณ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยการนำรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง รุ่นมิไร (Mirai) ของโตโยต้า มาเพื่อทดสอบการใช้งานในประเทศไทย ให้บริการในรูปแบบรถรับส่งระหว่างสนามบินอู่ตะเภา จ.ชลบุรี (U-Tapao Limousines) สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้โดยสารในพื้นที่พัทยา – ชลบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง โดยจะทำการเก็บข้อมูลเชิงเทคนิคที่ได้จากการใช้งานจริง เพื่อสร้างการรับรู้และเป็นข้อมูลรองรับการขยายผลใช้งานในอนาคต

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ปตท. ตระหนักถึงความสำคัญเร่งด่วนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก จึงมุ่งผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2050 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายของประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมการสร้างความร่วมมือกับภาคีต่าง ๆ เพื่อร่วมกันผลักดันประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าว ทั้งนี้ ปตท. เล็งเห็นว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอย่างไฮโดรเจน ซึ่งเป็นพลังงานที่มีศักยภาพ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการนำไฮโดรเจนมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ เป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับประเทศไทยที่จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และการลงทุนมูลค่าสูง ความร่วมมือของ 5 พันธมิตรชั้นนำในกลุ่มพลังงานและยานยนต์ครั้งนี้ จึงเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ทั้งในด้านมาตรฐานระดับสากล และความปลอดภัยสูงสุดที่จะส่งมอบให้กับผู้ใช้บริการในอนาคต โดย ปตท. ได้ร่วมสนับสนุนการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานของระบบอัดบรรจุก๊าซไฮโดรเจน และข้อมูลเชิงเทคนิคที่จำเป็น ร่วมผลักดันการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปด้วยกันในทุกมิติอย่างสมดุลและยั่งยืน

นายวิศาล ชวลิตานนท์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) กล่าวว่า จากแนวโน้มการใช้พลังงานในการเดินทางและการขนส่งในปัจจุบันที่รถไฟฟ้าเริ่มได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้น และหนึ่งในพันธกิจของ OR คือการสร้าง Seamless Mobility โดยมุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะต้องการพลังงานชนิดใดสำหรับการเดินทาง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ รวมทั้งมุ่งมั่นผลักดันการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับการเดินทางและการขนส่งให้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในประเทศ ตลอดจนพัฒนาธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจร ซึ่งการสร้างสถานีบริการไฮโดรเจนเพื่อเติมไฮโดรเจนในรถยนต์ FCEV ครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญซึ่งจะช่วยเติมเต็มศักยภาพของโออาร์ในการมุ่งสู่การเป็นผู้นำ EV Ecosystem ในทุกมิติ  โดยผู้บริโภคที่ใช้รถยนต์ FCEV ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเติมเชื้อเพลิง เนื่องจากการเติมไฮโดรเจนสำหรับรถยนต์ รูปแบบ Passenger Car ใช้เวลาเพียง 5 นาที ซึ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ชอบการบริการที่สะดวกรวดเร็ว อีกทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคผู้ใช้หรือมีแผนที่จะใช้รถ FCEV และพันธมิตรผู้ค้าในคุณภาพและมาตรฐานการบริการ ซึ่งเป็นผลดีกับการเติบโตของตลาดรถยนต์ EV และในอนาคตจะมีการพัฒนาการใช้พลังงานไฮโดรเจนในกลุ่มรถ FCEV ขนาดใหญ่ เช่น รถบัสและรถบรรทุก ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดเวลาในการเติมเชื้อเพลิง สามารถเพิ่มรอบการขนส่ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำไรให้แก่ธุรกิจอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับเป้าหมายปี 2030 ของ โออาร์ ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ที่จะสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ (Healthy Environment) เพื่อมุ่งสู่การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon-neutrality) ภายในปี 2030 ซึ่งจะเป็นรากฐานที่นำไปสู่เป้าหมายการเป็นองค์กรที่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Carbon Zero) ในปี 2050 ต่อไปอีกด้วย

นายปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG) เปิดเผยว่า บีไอจีตั้งเป้าเป็นผู้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Technology Company) ด้วยนวัตกรรมไฮโดรเจนซึ่งถือเป็นเทรนด์ของโลกในการแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในครั้งนี้ บีไอจีจึงได้ร่วมกับ 5 พันธมิตรในการนำนวัตกรรมจากก๊าซไฮโดรเจนมาใช้จริงในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งถือเป็นสถานีเติมไฮโดรเจนเข้าสู่ยานยนต์แห่งแรกของประเทศไทย โดยไฮโดรเจนจากบีไอจีเป็นพลังงานสะอาดและมาจากเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้บีไอจียังมีแผนพัฒนาไฮโดรเจนทั้งในแบบคาร์บอนต่ำและปราศจากคาร์บอน ร่วมกับองค์กรชั้นนำในประเทศในอนาคต โดยบีไอจีได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเกี่ยวกับไฮโดรเจนมาจากแอร์โปรดักส์ (บริษัทแม่ของบีไอจีในสหรัฐอเมริกา) ซึ่งเป็นผู้นำการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับก๊าซไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำและปราศจากคาร์บอนอันดับหนึ่งของโลก จึงมั่นใจได้ทั้งในด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมาตรฐานด้านความปลอดภัยต่าง ๆ นอกจากนี้บีไอจียังมุ่งเน้นสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในการกระจายความรู้และนวัตกรรมเกี่ยวกับไฮโดรเจนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์การเป็นผู้นำนวัตกรรมจากไฮโดรเจนของประเทศไทย การนำก๊าซไฮโดรเจนมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในภาคยานยนต์ในครั้งนี้ถือความก้าวที่สำคัญที่ช่วยประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Emissions

นายปาซานา กาเนซ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (TDEM) เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของโตโยต้าที่มีต่อความเป็นกลางทางคาร์บอน เราเป็นหนึ่งในบริษัทที่ริเริ่มในการกำหนดเป้าหมาย ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 (2593) ด้วยความเชื่อมั่นในแนวทางเทคโนโลยีที่หลากหลาย (multiple pathways) ของเรา โตโยต้ามุ่งมั่นที่จะนำเสนอรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีสะอาดที่แตกต่างกันเพื่อทำให้การลดคาร์บอนสามารถทำได้ในปริมาณมากและเร็วขึ้น โดยเราจะดำเนินตามพันธกิจของเราในการลดคาร์บอนตลอดวัฏจักรผลิตภัณฑ์ของรถยนต์ เราเห็นศักยภาพที่ดีในไฮโดรเจนจากการใช้งานและประโยชน์ที่หลากหลาย ตั้งแต่การผลิตจนถึงการจัดเก็บ การขนส่งไปจนถึงการใช้งานในภาคส่วนต่างๆ โตโยต้าได้เปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) Mirai ซึ่งหมายถึงอนาคต ในปี 2557และรุ่นที่ 2 ในปี 2564 วิสัยทัศน์ของโตโยต้าต่อสังคมปลอดคาร์บอนและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเคลื่อนย้ายที่ปราศจากคาร์บอนสำหรับทุกคน จะเป็นความจริงได้ก็ต่อเมื่อผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดรวมตัวและร่วมมือกันเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน และเนื่องจากผมเป็นหนึ่งในสองสมาชิกผู้ก่อตั้ง Hydrogen Council ในปี 2559 ผมมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีไฮโดรเจนมาสู่ความเป็นจริงในการขับเคลื่อนในชีวิตประจำวัน และอยากจะส่งเสริมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดทำงานร่วมกันในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับไฮโดรเจน

นายโนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (TMT) กล่าวว่า โตโยต้ามีความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 โดยมีกลยุทธหลักว่าด้วยการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์ในหลากหลายแนวทาง หรือ Multi Pathway เพื่อนำเสนอทางเลือกในการเดินทางที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่มที่มีความต้องการที่แตกต่างกัน ด้วยยานยนต์หลากหลายระบบขับเคลื่อน เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดในการตอบสนองการขับเคลื่อนของทุกคนโดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง ทั้งนี้ เพื่อให้เทคโนโลยียานยนต์ในรูปแบบต่าง ๆ ได้ถูกนำไปใช้งานได้จริง เราจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจถึงรูปแบบการใช้งานที่เหมาะสมกับประเทศไทย จึงได้ริเริ่มโครงการ”การจัดตั้งเมืองที่ยั่งยืนโดยปราศจากมลภาวะ Decarbonized Sustainable City” โดยมีรถยนต์รถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง โตโยต้า มิไร เป็นส่วนหนึ่งของโครงการทดลองนี้ เนื่องจากเป็นยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจนอันเป็นพลังงานทางเลือกที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนนั้น โตโยต้ามิอาจบรรลุพันธกิจดังกล่าวได้เพียงลำพัง แต่ยังต้องอาศัยความร่วมมือและการสนับสนุนจากพันธมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกัน ดังเช่น โครงการความร่วมมือฯ อันนำมาซึ่งกิจกรรมการเปิดสถานีไฮโดรเจนแห่งแรกในเมืองไทยในวันนี้ ผมหวังว่าความร่วมมือในวันนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการเติมเต็มแผนยุทธศาสตร์ Multi Pathway ของเรา ตลอดจนเป็นการร่วมเติมเต็มวิสัยทัศน์ของประเทศในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนต่อไป

อาวดี้ ประเทศไทย เปิดตัวแฟลกชิปแห่งปี The New Audi A8 L พรีเมียมซีดานสุดยอดยนตรกรรมหรู

0

อาวดี้ ประเทศไทย เปิดตัวอย่างเป็นทางการ The New Audi A8 L พรีเมียมซีดานหรู ที่สุดแห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาป และเทคโนโลยีแห่งอนาคต ความสะดวกสบายระดับ First Class Lounge ที่เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่น และยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะการขับขี่อันยอดเยี่ยม สะท้อนอัตลักษณ์แห่งความเป็นผู้นำอย่างไร้  ที่ติ มุ่งสู่จุดหมายอย่างมั่นใจด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ quattro ทำงานควบคู่กับช่วงล่างระบบถุงลม ช่วยให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและนุ่มนวล

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด หรือ อาวดี้ ประเทศไทยกล่าวว่า “ตลอดปีที่ผ่านมา อาวดี้ ประเทศไทย ได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่กว่า 6 รุ่น ครอบคลุมหลากหลายเซกเมนต์และโค้งสุดท้ายของปีก่อนจะเข้าสู่งาน Thailand International Motor Expo 2022 อาวดี้ ประเทศไทย ถือโอกาสในการเปิดรถรุ่นแฟลกชิป คือ The New Audi A8 L ซึ่งถือเป็นรถในกลุ่มลักซ์ชัวรีที่สะท้อนวิสัยทัศน์แห่งความเป็นผู้นำยุคใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ”

ถ้าพูดถึงความหรูหรา พรีเมียม ต้องยกให้ The New Audi A8 L รถผู้บริหารขนาดใหญ่ที่สุด มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด ความโดนเด่นที่นอกเหนือจากดีไซน์ภายในสุดหรูระดับ First Class Lounge ให้ความสะดวกสบายที่สุดโดยเฉพาะผู้โดยสารตอนหลัง แต่ยังคงให้ความสำคัญต่อสมรรถนะการขับขี่ และในปีนี้ The New Audi A8 L ได้ถูกปรับปรุงดีไซน์ใหม่ โดยเฉพาะด้านหน้าและด้านท้าย ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย Audi ต้องการให้ The New Audi A8 L มีความหรูหราสง่างามมากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันยังคงความสปอร์ตที่เป็นเอกลักณ์ของ Audi ไว้ โดยไฟหน้าและไฟท้ายใหม่ ที่แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมใหม่ที่นำมาใช้ในรถรุ่นแฟลกชิปนี้ ทั้งนี้ Audi ยังคงให้ความสำคัญของการออกแบบที่ร่วมสมัย และคำนึงถึงผู้ใช้งานเป็นหลักทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

ตำนานความสำเร็จของ Audi A8 เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1994 โดย A8 ถูกพัฒนาต่อมาจาก Audi รุ่น V8 ซึ่งเป็นรถรุ่นที่มีความก้าวหน้าทางนวัตกรรมมากที่สุดในตลาดรถยนต์กลุ่มลักซ์ชัวรีซีดานในขณะนั้น และต่อมา Audi A8 ก็ยังคงเป็นผู้บุกเบิกทางด้านนวัตกรรมใหม่ให้กับแบรนด์มาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้เจเนอเรชั่นที่ 4 ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นล่าสุด ได้ถูกเปิดตัวในปี 2017 ซึ่งเป็นการเผยโฉม New design language เป็นครั้งแรก และได้ถูกนำไปใช้ในการพัฒนารุ่น Audi A8 L โฉมปัจจุบัน สำหรับในการปรับโฉมล่าสุดได้ถูกปรับปรุงให้มีความสวยงามทันสมัยมากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เป็นที่ยอมรับในอุสาหกรรมรถยนต์ ความสะดวกสบายโดยเฉพาะพื้นที่เบาะนั่งด้านหลังที่เรียบหรูนั่งสบายดั่ง First class lounge ทำให้ Audi A8 L มีความสะดวกสบายที่เป็นเอกลักษณ์ตามคอนเซ็ปความพรีเมียมของรถยนต์ Audi และยังคงให้ประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจเมื่อต้องการขับขี่แบบสปอร์ต

The New Audi A8 L มีดีไซน์ที่ถูกออกแบบให้แตกต่าง เต็มเปี่ยมไปด้วยนิยามแห่งความมุ่งมั่น แสดงให้เห็นถึงความภูมิฐาน และความเป็นผู้นำ ในรุ่นปรับโฉมถูกดีไซน์ใหม่ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นมากยิ่งขึ้น ด้วยกระจังหน้าแบบ singleframe ที่ถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมกับการตกแต่งที่โดดเด่นด้วยชุด Chromium ที่ดูหรูหรา และดีไซน์ใหม่ของช่องดักอากาศที่มีความเด่นชัดมากขึ้น รวมถึงไฟหน้าดีไซน์ใหม่ที่ทำให้รถมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดดเด่นกว่าที่เคยเป็นมา รายละเอียดต่างๆ ที่ถูกออกแบบใหม่ทำให้ The New Audi A8 L มีความเรียบหรูเป็นสง่า สมกับเป็นรุ่นแฟลกชิป ของแบรนด์ Audi และมุมมองจากด้างข้างของตัวรถ มีดีไซน์ที่สวยสะดุดตา ด้วยหลังคาที่ลาดยาว และเส้นสายด้านข้างตัวรถทำให้เห็นถึงความยาวที่โดดเด่น ด้านท้ายของตัวรถมีเส้นสายที่ชัดเจนด้วยการตกแต่งด้วย Chromium คาดยาวตั้งแต่ฝั่งซ้ายจรดฝั่งขวาของตัวรถ มีความล้ำสมัยมากขึ้นด้วยไฟท้ายแบบ OLED พร้อมเอฟเฟกต์ไฟด้านหลัง A8 L signature ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตามโหมดการขับขี่ เป็นการผสานความหรูหราเข้ากับความสปอร์ตอย่างลงตัวด้วย S line exterior package ที่สามารถเพิ่มใน The New Audi A8 L ได้เป็นครั้งแรก โดยออกแบบให้มีความสปอร์ตมากขึ้น ด้วยช่องดักลม และ diffuser ดีไซน์ใหม่ที่มีความสปอร์ตมากขึ้นเช่นเดียวกับ รุ่น performance อย่าง Audi S8

โอ่อ่ากว้างขวางมากยิ่งขึ้นกับ The New Audi A8 L ด้วยมิติตัวรถที่เปลี่ยนแปลงจากเดิมเล็กน้อย มีฐานล้อที่ยาวถึง 3.128 เมตร ซึ่งมากกว่า Audi A8 ฐานล้อปกติถึง 13 เซนติเมตร เพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องโดยสารตอนหลังให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ความยาวของตัวรถอยู่ที่ 5.32 เมตร กว้าง 1.945 เมตร และสูง 1.488 เมตร The New Audi A8 L ใช้โครงสร้างแบบ Audi Space Frame ซึ่งใช้ชิ้นส่วนอลูมิเนียมมากถึง 58 เปอร์เซ็นต์ และในส่วนของห้องโดยสารนั้น ผลิตด้วยเหล็ก Ultra-high strength steel (เหล็กที่มีความแข็งแรงสูงแบบพิเศษ) ภายใต้คอนเซ็ปของโครงสร้างแบบ lightweight ดังนั้น ด้วยโครงสร้างของตัวรถที่มีการออกแบบมาอย่างลงตัว ทำให้โครงสร้างตัวรถของ The New Audi A8 L มีความแข็งแรงสูง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ยังช่วยเสริมการควบคุมเสถียรภาพของตัวรถ ทำให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้ง่าย เพิ่มความสบายในการขับขี่ และเพิ่มความเงียบสงบของห้องโดยสาร

ส่องสว่างและคมชัดมากยิ่งขึ้น ด้วยไฟหน้าแบบ HD matrix LED และไฟเลี้ยวแบบ dynamic ที่เป็นจุดเด่นของการออกแบบของ Audi การดีไซน์ของไฟแบบใหม่นี้ สวยสะดุดตาไม่ว่าจะพบเห็นในช่วงกลางวันหรือกลางคืน ซึ่งไฟแบบ HD matrix LED ให้ความคมชัดมากขึ้น และสามารถส่องสว่างได้อย่างเที่ยงตรงมากขึ้นกว่าไฟแบบ matrix LED แบบธรรมดา อีกทั้ง HD matrix LED สามารถลดการแยงตาจากการส่องสว่างของไฟจากรถที่วิ่งสวนมา ด้วยการตรวจจับของกล้องบริเวณหน้ารถ โดยรถจะดับไฟเฉพาะจุดที่ส่องไปยังรถคันอื่น แต่ยังคงส่องสว่างไปยังจุดที่ไม่มีรถ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และความปลอดภัยของผู้ขับขี่เมื่อต้องขับรถในเวลากลางคืน และอีกหนึ่งอุปกรณ์ใหม่ของ The New Audi A8 L คือ digital OLED rear light พร้อมเอฟเฟกต์ไฟด้านหลัง A8 L signature เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งรูปแบบไฟท้ายสามารถปรับได้ 2 แบบ หากปรับโหมดการขับขี่เป็นแบบ Dynamic และนอกจากนี้เมื่อมีวัตถุอื่นเข้ามาใกล้ในระยะ 2 เมตร ขณะที่รถจอดอยู่ ไฟ OLED ทั้งแผงจะติดขึ้นมาโดยอัตโนมัติอย่างชัดเจน เพื่อเตือนผู้ที่เข้ามาใกล้ไฟเลี้ยวที่เป็นแบบ Dynamic ด้วย รวมไปถึงฟังก์ชัน Coming home หรือ leaving home ขณะดับเครื่อง และเปิด/ปิดล็อครถ

ภายในของ The New Audi A8 L ถูกออกแบบมาให้กว้างขวาง ที่นั่งผู้โดยสารด้านหลังสำหรับรุ่น Prestige S line จะเป็นเบาะแยกอิสระประดุจดั่ง First class lounge ที่ยังคงความเรียบหรูไว้ และมาพร้อมฟังก์ชันที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟังก์ชันที่ช่วยการผ่อนคลาย สำหรับผู้โดยสารตอนหลังด้านซ้าย ไม่ว่าจะเป็นที่พักเท้าแบบปรับไฟฟ้าเพื่อขยายพื้นที่พักเท้า ที่มาพร้อมระบบนวดเท้า และระบบอุ่นร้อน เบาะหลังปรับเอนได้ มาพร้อมระบบนวด 18 จุด pneumatic cushions และระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง มอบความสะดวกสบายสูงสุดให้กับผู้โดยสาร นอกจากนี้ยังมีจอแสดงผล 2 ตำแหน่ง Full HD แบบแยกอิสระ ที่ผู้โดยสารจะเพลิดเพลินกับระบบ streaming ต่างๆ โดยการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต นอกจากนั้นแอร์หลังยังเป็นแบบ 4 โซน ซึ่งสามารถควบคุมผ่านจอ Tablet แบบ OLED ขนาด 5.7 นิ้ว เพิ่มความนุ่มสบายด้วยวัสดุคุณภาพสูง โดยเฉพาะหนัง แบบ Valetta ในรุ่น Premium และหนัง Valcona ในรุ่น Prestige S line ซึ่งในรุ่น The New Audi A8 L นี้ มีสีภายในสีใหม่เข้ามา คือ    สี Cognac brown ที่เพิ่มความพรีเมียมให้กับตัวรถมากขึ้น

จอแสดงผล Virtual cockpit ที่ทันสมัย แสดงข้อมูลการขับขี่ที่สำคัญให้กับผู้ขับขี่ และยังสามารถปรับเปลี่ยนการแสดงข้อมูลต่างๆ ตามความเหมาะสมได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทาง MMI Navigation plus หรือ Multi-media และ MMI touch response สามารถควบคุมได้ผ่านจอกลางขนาด 10.1 นิ้ว และขนาด 8.6 นิ้ว และยังสามารถเพลิดเพลินกับเครื่องเสียง Bang&Olufsen Premium Sound System with 3D sound 17 ลำโพง 16-channel amplifier 730 watts ที่มีมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น Prestige S line โดยเครื่องเสียงให้เนื้อเสียงที่สมจริง เสมือนอยู่ใน concert hall

สุนทรียภาพแห่งการเดินทางเหนือระดับกับ The New Audi A8 L ด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปแห่งอนาคต mild hybrid แบบ 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 340 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro มอบความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ และเกียร์ Tiptronic 8 จังหวะ สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว และนุ่มนวล แล้วยังสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้แม้เครื่องยนต์ดับอยู่ด้วยการทำงานของ electric oil pump The New Audi A8 L สามารถเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 5.7 วินาที อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 7.2-11.0 L/100 กิโลเมตร และอัตราปล่อย CO2 เพียง 197 กรัม/กิโลเมตร ระบบช่วงล่าง ของ The New Audi A8 L เป็นแบบ Adaptive air suspension ที่ทำให้รถมีเสถียรภาพในการขับขี่สูง และยังสามารถผสมผสานกับโหมดการขับขี่แบบสปอร์ตที่ยังคงความนุ่มนวลในการขับขี่ได้อย่างลงตัว ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้ใน Audi drive select ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่แบบผ่อนคลายหรือขับขี่แบบสปอร์ตก็สามารถเลือกได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส

The New Audi A8 L 55 TFSI quattro มีให้เลือกถึง 2 รุ่นย่อย คือ The New A8 L 55 TFSI quattro Premium และ The New Audi A8 L 55 TFSI quattro Prestige S line

  • The New Audi A8 L 55 TFSI quattro Premium เป็นรุ่นเริ่มต้นแต่เน้นถึงความเรียบหรูด้วยกระจังหน้า ขอบคิ้วต่างๆ เป็นสี Chromium พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่มีมาให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น ล้อขนาด 20 นิ้ว แบบ 10 spoke, หลังคาตกแต่งด้วย Dinamica microfiber, หลังคา Panoramic, ไฟหน้า LED พร้อมระบบ high beam assist, ไฟท้ายแบบ OLED พร้อมฟังก์ชัน Light staging แบบ A8 L signature, ระบบช่วยผ่อนแรงเมื่อปิดประตู, ภายในตกแต่งด้วย Gray Brown Natural Fine Grin Ash, เบาะหนังแบบ Valetta พร้อมระบบอุ่น, ระบบแอร์แยก 4 โซน, จอ Virtual cockpit 12.3 นิ้ว, จอ MMI Navigation plus 10.1 นิ้ว, จอ Multi-function ขนาด 8.6 นิ้ว, จอรีโมทแบบมัลติฟังก์ชัน สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พร้อมจอ OLED แบบสัมผัสขนาด 5.7 นิ้ว และ Head-up display
  • The New Audi A8 L 55 TFSI quattro Prestige S line เป็นรุ่นท็อปมาพร้อมกับ ชุดแต่งพิเศษ S line ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ Audi ได้บรรจงสรรสร้างชุดแต่งแบบสปอร์ต S line ให้กับรถรุ่น A8 พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น ล้อขนาด 20 นิ้ว แบบ 20 spoke, หลังคาตกแต่งด้วย Dinamica microfiber, หลังคา Panoramic, ไฟหน้า HD Matrix LED พร้อมฟังก์ชัน Light staging แบบ Coming home/Leaving home, ระบบ high beam assist, ไฟท้ายแบบ OLED พร้อมฟังก์ชัน Light staging แบบ A8 L signature, ระบบช่วยผ่อนแรงเมื่อปิดประตู, ภายในตกแต่งด้วย Piano Black, เบาะหนังแบบ Valcona ระบบนวดเพื่อการผ่อนคลาย และระบบอุ่นร้อนสำหรับเบาะนั่งคู่หน้า ส่วนเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังเป็นเบาะหลังแบบแยกอิสระ สามารถปรับเอนได้, ที่พักเท้าสำหรับผู้โดยสารด้านหลังซ้ายแบบปรับไฟฟ้าเพื่อขยายพื้นที่พักเท้า พร้อมฟังก์ชันนวดเท้าเพื่อการผ่อนคลาย และระบบอุ่นร้อน, คอนโซลกลางแบบ First class พร้อมไฟอ่านหนังสือแบบ Matrix LED, ระบบแอร์แยก 4 โซน, ระบบเครื่องเสียง 3 มิติ Bang&Olufsen, จอ Virtual cockpit 12.3 นิ้ว, จอ MMI Navagation plus 10.1 นิ้ว, จอ Multi-function ขนาด 8.6 นิ้ว, Head-up display, จอรีโมทแบบมัลติฟังก์ชัน สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พร้อมจอ OLED แบบสัมผัสขนาด 5.7 นิ้ว, ระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พร้อมจอแสดงผล 2 ตำแหน่ง Full HD ขนาด 10.1 นิ้ว แบบแยกอิสระ และรองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต

สีภายนอกของ The New Audi A8 L 55 TFSI quattro Premium มีให้เลือกถึง 4 สี ได้แก่ Glacier white metallic, Mythos black metallic และ Vesuvius grey metallic จับคู่กับภายในสีดำ และสีภายนอก Terra grey metallic จับคู่กับภายในสี Sard Brown

สีภายนอกของ The New Audi A8 L 55 TFSI quattro Prestige S line มีให้เลือกถึง 3 สี ได้แก่ Glacier white metallic และ Mythos black metallic สามารถเลือกจับคู่กับสีภายในได้ถึง 3 สี คือ Pearl, Black และ Cognac Brown ส่วนสีภายนอก Vesuvius grey metallic สามารถเลือกจับคู่กับภายในได้ 2 สี คือ Pearl และ Black

The New Audi A8 L 55 TFSI quattro Premium ราคา 6,999,000 บาท

The New Audi A8 L 55 TFSI quattro Prestige S line ราคา 8,250,000 บาท

สำหรับลูกค้าที่สนใจ The New Audi A8 L สามารถนัดหมายเพื่อเข้าชมรถยนต์ได้ที่โชว์รูมอาวดี้  โทร. 02-765-8888

Audi เป็นรถยนต์นำเข้าคุณภาพมาตรฐานเยอรมันทุกรุ่น ลูกค้าที่ออกรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน รถ Plug-in Hybrid TFSI e ใหม่ ทุกรุ่นรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี ลูกค้าอาวดี้สามารถมั่นใจกับงานบริการหลังการขาย ซึ่งมีมาตรฐานคุณภาพเดียวกันทุกสาขา โดยในช่วงสถานการณ์โควิดนี้ เปิดบริการในวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 08.00-18.00 น. วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-18.00 น. หรือโทรนัดหมายได้ที่

  • Audi Centre Thailand          02-765-8888
  • Audi New Petchburi         02-023-4888
  • Audi Pattaya         038-197-888
  • Audi Phuket         076-646-666
  • Audi Service Chiang Mai         052-081-188
  • Audi Service Ratchapruek         02-034-5888
  • Audi Udonthani         093-161-5588

ฟอร์ด จัดแคมเปญ Motor Expo Everywhere จองและออกรถใหม่ที่โชว์รูมฟอร์ด ลุ้นรับทองรวมกว่า 4 ล้านบาท

0

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดแคมเปญสุดเร้าใจ Motor Expo Everywhere ด้วยข้อเสนอเดียวกับ Motor Expo พร้อมกิจกรรมพิเศษที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ ลูกค้าที่จอง ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นใดก็ได้ ยกเว้น ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน – 25 ธันวาคม 2565 และออกรถดังกล่าว ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2565 รับสิทธิ์ลุ้นรับทองคำ 1,000,000 บาท 1 รางวัล และ 100,000 บาท 30 รางวัล มูลค่ารวม 4,000,000 บาท โดยการจอง 1 คัน ได้รับ 1 สิทธิ์ ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการจองและออกรถที่ซื้อขายภายใต้เงื่อนไขพิเศษอื่น รถที่จัดแสดงในโชว์รูม และรถสำหรับขายกลุ่มลูกค้ารายใหญ่

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รถกระบะที่ชาญฉลาดที่สุด อเนกประสงค์ที่สุด และสมบุกสมบันที่สุดในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ มาพร้อมตัวเลือกรุ่นย่อยที่หลากหลาย ได้แก่ รุ่นไวลด์แทรค, สปอร์ต, XLT, XL+ และ XL ที่ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของลูกค้าได้อย่างเหนือชั้น ทั้งการขับขี่บนทางเรียบและออฟโรด รองรับการทำงาน การใช้ชีวิตกับครอบครัว หรือการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่ขับสนุก ผสานสมรรถนะที่พร้อมลุยทุกการผจญภัย ความสะดวกสบายเหนือระดับ และเทคโนโลยีอัจฉริยะมากมาย ประกอบด้วย 4 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่นเทรนด์ รุ่นสปอร์ต รุ่นไทเทเนียมพลัส 4×2 และรุ่นไทเทเนียมพลัส 4×4 เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน มาพร้อมสมรรถนะ ความสะดวกสบาย โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีการขับขี่อันเหนือระดับ

ข้อเสนอสุดพิเศษจากฟอร์ด

  • ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่น Open Cab XL+ ดาวน์เพียง 9,900 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่น Double Cab XLT ผ่อนเริ่มต้นเพียง 7,299 บาท รับเพิ่มบัตรน้ำมัน 20,000 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่น Sport ผ่อนเริ่มต้นเพียง 7,899 บาท รับเพิ่มบัตรน้ำมัน 20,000 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่น Wildtrak ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 99% นาน 48 เดือน

รถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ทุกรุ่นมาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่จากโรงงานนาน 5 ปี หรือ 150,000 กม. และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งในปีแรก

ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด Ford Call Center โทร. 1383 หรือดูข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th

เอ็มจี เดินหน้าโครงการ Together for Better Thailand ร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย สานต่อโครงการ Together for Better Thailand ส่งมอบความห่วงใยจากใจสู่พี่น้องชาวไทย ร่วมช่วยเหลือ ฟื้นฟู และเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ ทั่วประเทศ

สำหรับ Together for Better Thailand โครงการเพื่อสังคมของ เอ็มจี ที่ได้ริเริ่มในปี 2562 และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดมุ่งหมายในการช่วยเหลือคนไทยให้สามารถก้าวข้ามผ่านทุกวิกฤติและภัยพิบัติต่างๆ ล่าสุด จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัด เอ็มจี รับรู้ถึงความสูญเสีย เดือดร้อนของประชาชนคนไทย จึงเร่งส่งมอบความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ต่างๆ ผ่านหลากหลายช่องทาง เพื่อกระจายความช่วยเหลือไปสู่พื้นที่ประสบภัย ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิ หน่วยงานทั้งภาครัฐอย่าง สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ด้วยการส่งมอบสิ่งของที่จำเป็นต่อการยังชีพ รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านยานพาหนะที่ใช้ในการเดินทางลงพื้นที่เพื่อใช้สัญจร แจกจ่ายสิ่งของในพื้นที่ประสบภัยหลายพื้นที่ที่จำเป็นต้องใช้รถกระบะยกสูงอย่าง MG EXTENDER ต่อเนื่องด้วยการผสานความร่วมมือกับ มูลนิธิร่วมกตัญญู ลงพื้นที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ที่หลายหมู่บ้านยังคงมีระดับน้ำยังท่วมสูง และบ้านเรือนได้รับความเสียหาย โดยได้ระดมกำลังจากทั้งพนักงาน และผู้แทนจำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในพื้นที่อย่าง M2 MotorSport เสริมทัพด้วยตัวแทนสื่อมวลชนลำเลียงถุงยังชีพ ทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่จังหวัดอุบลราชธานี ในรูปแบบ “คาราวาน เอ็มจี” ร่วมภารกิจบรรจุถุงยังชีพ ลงพื้นที่แจกจ่าย ส่งมอบกำลังใจเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตให้กับผู้ประสบอุทกภัย

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงการลงพื้นที่เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือให้กับผู้ประสบอุทกภัยในอำเภอวารินชำราบเมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่า “เราสามารถส่งมอบถุงยังชีพ และสิ่งของจำเป็นอื่นๆให้ถึงมือชาวบ้านทั้งที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว และตามบ้านเรือน รวมทั้งสิ้น 10 ชุมชน ประกอบด้วย ชุมชนหาดสวนสุข (เตาอิฐ) ชุมชนหาดสวนสุข 1 ชุมชนหาดสวนยา ชุมชนท่าบ้งมั่ง ชุมชนเกตุแก้ว ชุมชนคูยาง ชุมชนท่ากอไผ่ ชุมชนดอนงิ้ว ชุมชนหาดคูเดื่อ และชุมชนท่ากกแห่ พร้อมร่วมพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ ส่งต่อกำลังใจแก่ผู้ประสบภัย โดยมุ่งหวังให้สถานการณ์คลี่คลายกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ววัน ในส่วนของแผนงานโครงการเพื่อสังคม Together for Better Thailand ในระยะถัดไปนั้น เอ็มจี ได้เตรียมความพร้อมเพื่อจะเดินหน้าช่วยเหลือคนไทยให้สามารถผ่านพ้นทุกวิกฤติ และภัยพิบัติไปด้วยกันต่อไป”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

เช็กความฟิตก่อนเดินทางเที่ยวปีใหม่ พารถเก่าเข้าศูนย์ รับโปรสุดคุ้มจากอีซูซุ

0

กลุ่มตรีเพชรโดย คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เชิญชวนลูกค้าอีซูซุมาตรวจเช็กสภาพรถให้พร้อมก่อนออกเดินทางเที่ยวปีใหม่ โดยขอมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าผู้ใช้รถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์อีซูซุทุกรุ่นที่จำหน่ายก่อนปี ค.ศ. 2011 (อีซูซุดราก้อนเพาเวอร์ อีซูซุดีแมคซ์รุ่นปี ค.ศ. 2003 – 2011 และอีซูซุมิว-เซเว่น) เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุพร้อมรับโปรโมชั่นดีๆ ดังนี้

  • แพ็กเกจสุดคุ้มเมื่อเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตรีเพชร ดีดีไอแมคซ์ จำนวน 7 ลิตร พร้อมไส้กรองน้ำมันเครื่องอะไหล่แท้ตรีเพชรรวมค่าแรง ฟรี! ค่าบริการตรวจเช็กสภาพรถ 30 รายการ สำหรับน้ำมันเครื่องเกรดมาตรฐาน SAE 15W-40 API CI4 ราคาเพียง 1,390 บาท และ น้ำมันเครื่องเกรดกึ่งสังเคราะห์ SAE 10W-30 API CI4 ราคา 1,690 บาท
  • ส่วนลดอะไหล่แท้ตรีเพชร 15% สำหรับอะไหล่ช่วงล่าง เบรก คลัตช์ ซีลล้อ ลูกปืนล้อ และรับส่วนลดสุดคุ้มเพิ่มเติมในกลุ่มอะไหล่บำรุงรักษาเชิงป้องกันเพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากชิ้นส่วนที่ไม่ได้อยู่ในรอบการบำรุงรักษาปกติ ได้แก่ ท่อยางน้ำมัน เกียร์อัตโนมัติ สายเกียร์อัตโนมัติ ลูกปืนล้อหน้าด้านใน/ ด้านนอก ปั๊มน้ำ ท่อยางระบบหล่อเย็น แม่ปั๊มคลัตช์บน แม่ปั๊มคลัตช์ล่าง เป็นต้น เพื่อให้ผู้ใช้รถอีซูซุทุกท่าน ใช้รถได้อย่างปลอดภัย และสบายใจมากขึ้น
  • คูปองส่วนลดค่าบริการมูลค่ารวมสูงสุด 3,000 บาท เพียงนำรถอีซูซุคันเก่าของท่านเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุตามเงื่อนไข

โปรโมชั่นพิเศษทั้ง 3 นี้สามารถใช้ร่วมกันได้จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2565 สอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุทั่วประเทศ หรือสายด่วนลูกค้าสัมพันธ์ โทร.0-2118-0777 หรือ www.isuzu-tis.com

กูรูยานยนต์เครียดคัดรถยอดเยี่ยมรอบสุดท้าย 7 รุ่น 5 แบรนด์สมรรถนะสูสี

0

การลงคะแนนตัดสินรางวัล​รถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2565 หรือ THAILAND CAR OF THE YEAR 2022 ของสมาคมผู้สื่อข่าว​รถ​ย​นต์และ​รถจักรยาน​ย​นต์ไทย​ จัดขึ้นเมื่อวันที่​ 3​ พฤศจิกายน 2565​ ที่สนามมอเตอร์สปอร์ต ปาร์ค สวรรณภูมิ โดยมีผู้สื่อข่าว​ นักทดสอบรถยนต์กว่า​ 40 ชีวิต​ ที่เป็นสมาชิกสมาคม​เข้าร่วม​ ซึ่งนับเป็นการรวมตัวของกูรูยานยนต์เมืองไทยมากที่สุดแห่งปี

มีรถยนต์ที่ผ่านเข้าสู่การตัดสินในรอบสุดท้าย​ และเป็นการทดสอบภาคสนาม​ ทั้งหมด​ 7 รุ่นประกอบด้วย ฟอร์ด 2 รุ่นคือ Ford Everest (ฟอร์ด เอเวอเรสต์) และ Ford Ranger (ฟอร์ด เรนเจอร์), Honda HR-V e:HEV (ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี), Mercedes-Benz C-Class (W206) (เมอเซเดสเบนซ์ ซี-คลาส), MG VS HEV (เอ็มจี วีเอส เอชอีวี) และรถยนต์โตโยต้า 2 รุ่นคือ Toyota Veloz (โตโยต้า เวลอซ) และ Toyota Yaris Ativ (โตโยต้า ยาริส เอทีฟ)

นายสุรมิส เจริญงาม อุปนายกสมาคมฯ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการคัดเลือกและตัดสินรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2565 เปิดเผยว่า​ ในปีนี้รถยนต์ที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย​ มีมาตรฐานที่สูง​ใกล้เคียงกันมาก​ แม้จะเป็นรถยนต์ต่างรุ่น​ ต่างเซ็กเมนท์​ เครื่องยนต์ และราคา​ แต่กติกาจะต้องมีรถยนต์เพียง​ 1 รุ่น​ที่ได้รับคะแนนสูงสุด​ จึงจะได้รับรางวัล​รถยนต์ยอดเยี่ยมของเมืองไทย​ และในฐานะประธานตัดสินฯ​ เน้นย้ำให้ตัวแทนผู้สื่อข่าว​ที่ได้รับการคัดเลือก​และมีประสบการณ์ทำข่าวและทดสอบรถยนต์ที่ยาวนาน​ ความรู้และความสามารถให้คะแนนอย่างเป็นกลางปราศจากอคติส่วนตัวใดๆ​ เพื่อรถยนต์ที่ได้รับรางวัลมีคุณค่ามากที่สุด

นายวชิระ​ เรืองมาลัย​ นายกสมาคมฯ​ กล่าวว่า​ การทดสอบภาคสนามเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย​ พร้อมกับการลงคะแนนของผู้สื่อข่าวที่ได้รับการคัดเลือกกว่า​ 40 คน​ และปีนี้ยังได้รับเกียรติจากองค์กรภาคยานยนต์ภายนอกคือ​ สถาบันยานยนต์​ และสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย​ เข้าร่วมสังเกตุการณ์

“หลังจากนี้​ สมาคมฯจะดำเนินการต่อ​ โดยเก็บคะแนนทั้งหมดไว้ในที่ปลอดภัย​ นำมานับคะแนน​และมอบรางวัล​ ในวันที่​ 24 พฤศจิกายนนี้​ ที่ศูนย์ประชุมเดอะฮอลล์ กรุงเทพฯ โดยมีนายสุริยะ​ จึง​รุ่งเรือง​กิจ​ รัฐมนตรี​ว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม​ เป็นประธาน​ และร่วมพูดคุยกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยานต์ในเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไทยในอนาคต

 

กลับมาอย่างยิ่งใหญ่กับการค้นหา 3 ตัวแทนประเทศไทยร่วมหวดวงสวิง ชิงชนะเลิศระดับโลกใน BMW Golf Cup National Final 2022

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ประกาศ 3 ตัวแทนแชมป์ประเทศไทยจากการแข่งขัน BMW Golf Cup National Final 2022 ณ สนามกอล์ฟแบล็ค เมาเท่น กอล์ฟ คลับ หัวหิน ที่จะไปหวดวงสวิงชิงแชมป์ในสนามระดับโลกกับการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับโลก BMW Golf Cup World Final 2022 ในเดือนมีนาคม 2023 ณ สาธารณรัฐมอริเชียส โดยทั้งสามนักกอล์ฟสมัครเล่นนี้คว้าชัยจากผู้เข้าแข่งขันทั้งสิ้นถึงกว่า 2,400 ท่านในทัวร์นาเมนต์ของปีนี้

ผู้ชนะเลิศตัวแทนประเทศไทยในแต่ละประเภทมีดังนี้

  1. ประเภท: Category Men 1 (แฮนดิแคป 0-12) – คุณพงษ์กิจ โพธิ์งาม
    (37-36-73 (4), Stableford Score: 39)
  2. ประเภท: Category Men 2 (แฮนดิแคป 13-28) – คุณชัยวัฒน์ เจริญผล
    (41-42-83 (13), Stableford Score: 38)
  3. ประเภท: Category Lady (แฮนดิแคป 0-28) – คุณจิรวรรณ ไชยยันต์บูรณ์
    (40-37-77 (7), Stableford Score: 38)

การแข่งขัน BMW Golf Cup ถือเป็นการแข่งขันกอล์ฟมือสมัครเล่นระดับเวิลด์คลาสที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเริ่มขึ้นครั้งแรกในปี 1982 ที่ประเทศอังกฤษ และได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นการแข่งขันกอล์ฟสมัครเล่นที่มีผู้เข้าแข่งขันมากกว่า 100,000 คน จากกว่า 50 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม ทั้งนี้ ทีมประเทศไทยเคยคว้าแชมป์ระดับโลกมาแล้วสองปีต่อเนื่องกัน (2016 และ 2017)

ร่วมเป็นกำลังใจให้ทีมตัวแทนประเทศไทยสู่รอบชิงชนะเลิศระดับโลก และรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.bmw.co.th