Home Blog Page 269

อีซูซุรับ 9 รางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปีจากเวที “CAR OF THE YEAR 2023”

0

กลุ่มตรีเพชร โดย มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง รับมอบ 9 รางวัล “รถยอดเยี่ยมแห่งปี 2023” (CAR OF THE YEAR 2023) จาก นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี  ดังนี้

  • รางวัลรถปิกอัพขับเคลื่อน 2 ล้อยอดเยี่ยมเครื่องยนต์ต่ำกว่า 2,000 ซีซี :

New! Isuzu D-Max MAGIC EYEs

  • รางวัลรถปิกอัพยอดนิยม :

New! Isuzu D-Max MAGIC EYEs

  • รางวัลรถปิกอัพประหยัดน้ำมันยอดเยี่ยมเครื่องยนต์ต่ำกว่า 2,500 ซีซี :

New! Isuzu D-Max MAGIC EYEs

  • รางวัลรถปิกอัพที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยและระบบความปลอดภัยสูงสุด :

New! Isuzu D-Max MAGIC EYEs

  • รางวัลรถปิกอัพขับเคลื่อน 4 ล้อยอดเยี่ยมเครื่องยนต์ต่ำกว่า 3,200 ซีซี :

New! Isuzu V-Cross 4×4 MAGIC EYEs

  • รางวัลรถปิกอัพไลฟ์สไตล์สปอร์ตยอดเยี่ยม :

New! Isuzu X-Series

  • รางวัลรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ขับเคลื่อน 2 ล้อเครื่องยนต์ต่ำกว่า 3,200 ซีซี ดีเซลยอดเยี่ยม :

The New MU-X

  • รางวัลรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยและระบบความปลอดภัยสูงสุด :

The New MU-X

  • รางวัลโครงการเพื่อสังคมยอดเยี่ยมแห่งปี

The “Isuzu Gives Water…for Life” Project

 

ร่วมติดตามและอัพเดทข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com  หรือ LINE: @isuzuthai

เอ็มจี รับ 4 รางวัล “รถยอดเยี่ยมแห่งปี 2023” NEW MG5 มาแรงรับรางวัล 2 ปี ซ้อน พร้อมกวาดรางวัลรถไฟฟ้าได้ถึง 2 รุ่น และไฮบริด 1 รุ่น

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจี ในประเทศไทย กวาดรางวัลจากเวที รถยอดเยี่ยมแห่งปี 2023 หรือ CAR OF THE YEAR 2023 มากถึง 4 รุ่น จากหลากหลายเทคโนโลยีขับเคลื่อน นำโดย NEW MG5 สปอร์ตคูเป้เจ้าเสน่ห์ที่คว้ารางวัลจากเวทีนี้มาครอง 2 ปี ซ้อน พร้อมด้วยรถไฟฟ้าอีก 2 รุ่น ได้แก่ NEW MG4 ELECTRIC และ NEW MG ZS EV รวมถึงขุมพลังจากเทคโนโลยีไฮบริดอย่าง NEW MG VS HEV โดย มร. จั่ว เฉิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นเป็นตัวแทนรับรางวัล จากดร. ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ณ ห้อง รอยัล จูบิลี่ บอลรูม อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี สำหรับรางวัลที่ได้รับในปีนี้ประกอบด้วย 

• NEW MG5 รับรางวัล    BEST SEDAN UNDER 1,500 c.c.
• NEW MG4 ELECTRIC รับรางวัล    BEST 5 DOOR EV SPORT HATCHBACK
• NEW MG ZS EV รับรางวัล    THE MOST VALUABLE EV
• NEW MG VS HEV รับรางวัล    BEST HI-TECH HYBRID SUV

 

ด้าน นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยถึงการรับรางวัล “รถยอดเยี่ยมแห่งปี 2023” ที่จัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ว่า “การรับรางวัลจากเวทีนี้ 2 ปี ต่อเนื่อง ของรถสปอร์ตคูเป้อย่าง NEW MG5 ถือเป็นเครื่องการันตีคุณภาพได้เป็นอย่างดี ลูกค้าที่ได้สัมผัสต่างชื่นชอบดีไซน์ที่ใส่ความสปอร์ตทุกมิติ ในขณะที่ห้องโดยสารโอ่อ่า กว้างขวาง และมีฟังก์ชันที่ล้ำสมัย อาทิ กุญแจดิจิตอลที่สามารถสั่งการทำงานผ่านสมาร์ทโฟนได้ เพียงแค่ดาวน์โหลด MG THAILAND แอพพลิเคชัน ด้านระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรปใส่มาให้รอบคัน โมเดลนี้จึงกลายเป็นขวัญใจวัยรุ่นสายสปอร์ตเมืองไทย

สำหรับรถไฟฟ้าเอ็มจีกวาดรางวัลได้มากถึง 2 รุ่น ด้วยคุณสมบัติการเป็นรถไฟฟ้าที่มีระบบขับเคลื่อนล้อหลังของ NEW MG4 ELECTRIC ผนวกกับเทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมสมรรถนะการขับขี่ อาทิ ACCURATE STEERING ระบบโครงสร้างพวงมาลัยรูปแบบใหม่ DUAL PINION ที่ช่วยให้การเข้าโค้งแม่นยำ การดีไซน์โครงสร้างตัวถังให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำเพื่อการเกาะถนนที่ดี อีกทั้งยังเป็นรถไฟฟ้าที่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้มากถึง 5 รูปแบบ ทั้ง SNOW, ECO, NORMAL, SPORT และ CUSTOM ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามสไตล์ผู้ขับขี่ ส่งผลให้ NEW MG4 ELECTRIC ตอบโจทย์คนไทยที่ชื่นชอบการขับขี่ที่สนุก เร้าใจ

ส่วน NEW MG ZS EV เป็นตัวแทนของรถไฟฟ้าที่เข้าถึงง่าย อเนกประสงค์ด้วยความเป็นรถสไตล์ SUV ครบครันด้วยฟังก์ชันอำนวยความสะดวก และเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน นอกเหนือจากการแนะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสู่ตลาดเมืองไทย เอ็มจียังคงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับ MG EV ECOSYSTEM เพื่อรองรับการเติบโตของสังคมยานยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบันเรามีสถานี MG SUPER CHARGE พร้อมใช้งานมากถึง 129 แห่ง ซึ่งช่วยลดความกังวลใจให้กับผู้ใช้รถไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี

ในปีที่ผ่านมา เอ็มจี เติมเต็มตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือกด้วย NEW MG VS HEV ที่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฮบริดที่ให้พละกำลังสูงสุดถึง 177 แรงม้า สร้างภาพจำด้วยดีไซน์ รูปลักษณ์แนวใหม่ ห้องโดยสารดูล้ำสมัยด้วย FULL VIRTUAL DASHBOARD และหน้าจอ TOUCHSCREEN ที่เชื่อมต่อกันเป็นจอแสดงผลขนาดใหญ่ ใส่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้ครบทุกตำแหน่งที่นั่ง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand

 

BYD ATTO 3 ผงาดวงการ EV คว้ารางวัล Best EV SUV ในงานประกาศรางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี Car of The Year 2023

0

บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด (Rêver Automotive) ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์ BYD ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับวงการรถยนต์อีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัล Best EV SUV ในงาน Car of the Year 2023 ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 25 โดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เพื่อคัดสรรสุดยอดยนตรกรรมในด้านต่างๆ ตัดสินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ในเมืองไทย ทั้งยังเป็นการสนับสนุนภาพลักษณ์ที่ดีทางด้านธุรกิจยานยนตร์ และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนตร์ในประเทศไทยโดยทำการเลือกรถยนต์ที่โดดเด่นในแต่ละด้าน ทั้งประเภทที่ผลิตในประเทศและนำเข้า พร้อมทั้งให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบข้อมูลที่แท้จริง เพื่อศึกษาเป็นแนวทางในการเลือกซื้อรถยนต์ให้เหมาะสมตามเป้าหมายของการใช้งาน

หลังจากสร้างปรากฏการณ์ต่อคิวจองรถยนต์ไฟฟ้าครั้งแรกในประเทศไทยจนยอดจองเต็มทุกรอบ รถยนต์ไฟฟ้า BYD ก็ตอกย้ำความเป็นผู้นำในวงการรถยนต์ไฟฟ้าอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัล Best EV SUV สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบยานยนตร์อันโดดเด่นที่มาพร้อมสมรรถนะเหนือชั้นในฐานะนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิต ตรงใจผู้บริโภค และเป็นการยืนยันกระแสตอบรับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ซึ่งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2565 – เดือนกุมภาพันธ์ 2566 บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ได้ส่งรถให้กับดีลเลอร์ไป 10,055 คัน และส่งมอบให้ลูกค้าได้ 9,548 คัน

มร.เค่อ หยู่ปิน (Ke Yubin) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้รับรางวัล Best EV SUV ในปีนี้ว่า “รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่รถยนต์ BYD ATTO 3 ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัล Best EV SUV ในประเทศไทยอีกรางวัลหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ ATTO 3 ได้รับการการันตีคุณภาพโดยการคว้ารางวัลจากงานที่จัดโดยภาคธุรกิจยานยนตร์และสถาบันที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศประจำปี 2022 ได้แก่ Trendy A-Class Pure Electric SUV of The Year จาก 2022 Eighth China Automotive Golden Wheel Award, Annual New Energy SUV จาก 2022 China Auto List และ Most Popular A-Class Pure Electric SUV of The Year จาก 2022 EVES

รวมถึงรางวัลจากการทดสอบด้านความปลอดภัย E-NCAP 5 STAR คือ Electric Vehicle of The Year จาก 2022 New Zealand Automobile Association, Electric Vehicle of the Year จาก 2022 New Zealand Company Vehicle Magazine, Family Electric Vehicle of The Year Award จาก 2022 Belgian VAB Magazine และ Vehicle of The Year จาก 2022 Israel Sport 5 เป็นการสร้างความมั่นใจในคุณภาพของ ATTO 3 ซึ่งทาง BYD  มุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยได้ใช้รถที่มีสมรรถนะและคุณภาพที่ดีที่สุด

คุณวิศิษฎ์ พิทยะวิริยากุล รองประธานบริหาร ฝ่ายบริหารธุรกิจ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์ BYD ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ กล่าวเสริมว่า “สำหรับ เร่เว่ ออโตโมทีฟ มีความยินดีและภูมิใจเป็นอย่างยิ่งกับรางวัล Best EV SUV ในฐานะผู้นำรถยนต์ BYD ATTO 3 มาให้คนไทยได้สัมผัสและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งเรามุ่งมั่นและตั้งใจในการนำเสนอรถยนต์พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสานต่อวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมที่ถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของเรา ในขณะเดียวกันก็ส่งมอบยานยนต์ที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพของสมรรถนะการขับขี่ เพียบพร้อมไปด้วยระบบอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยอย่างเหนือชั้น สามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันและในอนาคต โดยรถยนต์ BYD ATTO 3 นับเป็นนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตที่เป็นมากกว่ารถยนต์ และสุดท้ายต้องขอขอบคุณผู้ใช้รถทุกท่านที่มอบความไว้วางใจให้ BYD ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางและการใช้ชีวิต”

ผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า BYD ATTO 3 หรือต้องการทดลองขับ สามารถติดต่อได้ที่โชว์รูมทั่วประเทศ และติดตามทุกความเคลื่อนไหวและอัพเดตข้อมูลข่าวสาร ได้ที่

Website : www.reverautomotive.com

Facebook : BYDReverThailandOfficial

Instagram: bydreverthailand

 

อาวดี้ ส่งตัวโหดสมรรถนะสูง ทั้ง Audi RS 7 Sportback Performance และ Audi RS 6 Avant Performance ลุยตลาด

0
Audi RS Pic Open

ความสมบูรณ์แบบของยนตรกรรมสมรรถนะสูงที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ประสบการณ์การขับขี่แบบ Audi Sport พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro อันเป็นเอกลักษณ์ พกพาขุมพลังที่ไร้ขีดจำกัด ดีไซน์ดุดัน โดดเด่นไม่เหมือนใคร ทรงพลังเร้าใจ นี่คือความลงตัวอันน่าทึ่งของรถสปอร์ตสมรรถนะสูง สำหรับครอบครัวยุคใหม่ เตรียมพบกับ Audi RS รุ่นพิเศษ Performance Edition มาตรฐานใหม่ของรถยนต์สาย Performance เปิดตัวพร้อมกัน 2 รุ่นแล้ววันนี้

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด หรือ อาวดี้ ประเทศไทยกล่าวว่า “ยอดขายรถในตระกูล RS ซึ่งมีรากฐานมาจาก Audi Sport รถยนต์สมรรถนะสูงนั้น เติบโตอย่างก้าวกระโดด ขายดีสวนกระแส ถือเป็นเซกเมนต์ที่มีดีมานด์อยู่เหนือภาวะเศรษฐกิจ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 ของอาวดี้ ประเทศไทย เราใช้กลยุทธ์ Product marketing เป็นตัวขับเคลื่อน สร้างกระแสให้กับแบรนด์ด้วยการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ รวมไปถึงรถในตระกูล RS อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับจุดเด่นของรถในตระกูล RS ซึ่งเป็นรถยนต์นำเข้า 100% สมรรถนะแบบ Supercar และที่สำคัญสามารถใช้งานได้อย่างลงตัวในชีวิตประจำวัน ความเชื่อมั่นในแบรนด์ โอกาสที่ได้ทดลองขับหลากหลายรุ่นก่อนตัดสินใจซื้อ และที่สำคัญการใช้งานจริงของลูกค้าที่ได้รับประสบการณ์ขับขี่แบบสปอร์ตเต็มขั้นของ Audi Sport ทำให้เกิด Ripple effect การบอกต่อของลูกค้า ส่งผลให้ RS เซกเมนต์ในประเทศไทยเติบโตต่อเนื่อง โดยมียอดในขายปี 2022 เติบโตขึ้น 19% เมื่อเทียบกับปี 2021 และถือว่ามีอัตราการเติบโตสูงกว่าตลาดของอาวดี้ ในประเทศอื่นๆ ทำให้ อาวดี้ ประเทศไทย มีอัตราส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์กลุ่ม RS เทียบกับรถยนต์ Audi รุ่นปกติสูงเป็นอันดับที่ 4 ของโลก อัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดของรถยนต์ตระกูล RS ถือเป็นเครื่องสะท้อนความสนใจของกลุ่มลูกค้าในพรีเมียมเซกเมนต์”

อาวดี้ ประเทศไทย เปิดตัวรถในตระกูล RS มาทั้งหมดแล้ว 9 รุ่น ทั้งเครื่องยนต์สันดาปและไฟฟ้า 100% และเพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของลูกค้า การเปิดตัว RS 6 Performance Edition และ RS 7 Performance Edition ครั้งนี้ อาวดี้ ประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในเอเชียที่มีการเปิดตัวในเวลาที่ใกล้เคียงกับ World Premier

RS 7 Sportback Performance
อัพเกรดขุมพลังที่พร้อมระเบิดความแรงทุกวินาที ผลลัพธ์การออกแบบจาก Audi Sport เพื่อสะท้อนสมรรถนะและรูปลักษณ์ที่ดุดันแข็งแกร่ง ดีไซน์ภายนอกผสมผสานความสปอร์ตในสไตล์ Sportback และความหรูหราเข้าด้วยกัน เพื่อให้รถยนต์สมรรถนะสูงคันนี้ สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบายในทุกโอกาส ไม่ว่าจะสุขุมทรงพลังสำหรับชีวิตประจำวัน หรือเร้าใจไร้ขีดจำกัดเสมือนอยู่ในสนามแข่ง

Audi RS 1

รถสปอร์ตสมรรถนะสูงดีไซน์แบบ Sportback ท้ายลาด สุดยอดเอกลักษณ์จาก Audi และครั้งนี้มาพร้อมลุคที่ร้อนแรง เร้าใจยิ่งกว่าเดิม ด้วยล้อขนาด 22 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ Audi Sport แบบ 5 ก้านในเฉดสีทอง พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดงแบบ RS ตอกย้ำความดุดันด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ลาย Honeycomb ชุดตกแต่งภายนอกแบบ Glossy Black RS พร้อมตกแต่ง Audi Ring และชื่อรุ่นด้วยสี Glossy Black

Audi RS 2

มั่นใจกับประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยม จากระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ quattro with sport differential ทำงานควบคู่กับระบบ Dynamic Ride Control (DRC) พร้อมกับระบบบังคับเลี้ยวทั้งสี่ล้อ (All-wheel steering) ทำให้ทุกการควบคุมเป็นไปอย่างมั่นใจในทุกเส้นทาง เติมเต็มด้วยระบบท่อไอเสียแบบ RS Sports ส่งเสียงคำรามจากห้องเครื่องสู่ท้องถนนอย่างเร้าใจ

Audi RS 3

ทะยานไร้ขีดจำกัดกับประสบการณ์ขับขี่แบบ Audi Sport สมรรถนะที่ดุดันยิ่งกว่าเดิม ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน mild hybrid แบบ V8 biturbo ระเบิดพลัง 630 แรงม้า (เพิ่มขึ้น 30 แรงม้า) แรงบิดที่ 850 นิวตันเมตร (เพิ่มขึ้น 50 นิวตันเมตร) อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 3.4 วินาที (รุ่นปกติ 3.6 วินาที) ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Audi RS 4

ออกแบบภายในอย่างพิถีพิถัน สร้างบรรยากาศการขับขี่ให้เอ็กซ์คลูซีฟยิ่งกว่าเดิม ด้วยเบาะนั่งคู่หน้าแบบ RS Sports ตกแต่งแบบ honeycomb และด้ายสีแดง เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังหุ้มหนัง Valcona ห้องโดยสารตกแต่งลาย Carbon Twill Structure พร้อมไฟเรืองแสงห้องโดยสาร ที่ปรับได้มากถึง 30 เฉดสี ควบคุมขุมพลังผ่านพวงมาลัยแบบสปอร์ตท้ายตัด หุ้มหนัง Alcantara พร้อมสัญลักษณ์ RS และ Paddle shift แสดงข้อมูลการขับขี่ผ่านจอ Virtual cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว เสมือนมาตรวัดรถแข่ง พร้อมระบบ MMI Navigation plus ขนาด 10.1 นิ้ว สั่งการและจอมัลติฟังก์ชันแบบสัมผัส ตอบสนองการสั่งงาน (haptic feedback) ขนาด 8.6 นิ้ว พร้อมดื่มด่ำกับเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen ระบบเสียง 3 มิติ

Audi RS 6

เพลิดเพลินกับเอฟเฟกต์ไฟแบบ Light staging ด้านหน้าและด้านท้าย เมื่อเปิด-ปิดล็อครถ มาพร้อมเทคโนโลยีไฟหน้าอัจฉริยะ HD Matrix LED with Audi laser light ส่องสว่างไกล คมชัดและแม่นยำ ลำแสงปรับการทำงานอัตโนมัติตามสถานการณ์การขับขี่ เพื่อไม่ให้รบกวนรถที่วิ่งสวนมาและรถที่อยู่ด้านหน้า อีกทั้งเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง Laser light จะช่วยให้มีระยะการส่องสว่างไกลถึง 600 เมตร ทำให้การขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น พร้อมไฟ Projector LED แบบ RS Performance ที่ประตูหน้า-หลัง

Audi RS 8

Audi pre sense rear (ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุด้านหลัง) เรดาร์เซ็นเซอร์ที่อยู่ด้านท้ายรถจะประเมินสภาพการจราจรที่อยู่ด้านหลัง ในกรณีที่ประเมินว่ามีแนวโน้วที่อาจเกิดอันตรายได้ ระบบจะดึงรั้งสายเข็มขัดนิรภัยของเบาะนั่งคู่หน้าให้กระชับ นอกจากนั้นแล้ว หากกระจกหรือหลังคาพาโนรามิคถูกเปิดค้างไว้ ระบบจะปิดให้โดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งเปิดการทำงานของสัญญาณไฟฉุกเฉิน

Audi RS 9

Lane change warning (ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตาเมื่อเปลี่ยนเลน) เรดาร์เซ็นเซอร์ 2 ตำแหน่งที่อยู่ด้านท้ายของตัวรถจะช่วยผู้ขับขี่ในการตรวจสอบสภาพการจราจรที่อยู่ด้านหลัง (มีข้อจำกัดในการทำงานที่ช่วงระดับความเร็วตั้งแต่ 15-20 กิโลเมตรชั่วโมง) เมื่อระบบประเมินว่ารถอยู่ภายใต้ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดอันตรายได้หากผู้ขับขี่เปลี่ยนเลน ระบบจะแสดงสัญญาณเตือนขึ้นที่กระจกมองข้าง ทั้งนี้ หากผู้ขับขี่เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวเพื่อตั้งใจเปลี่ยนเลนไปยังทิศทางดังกล่าว สัญญาณเตือนจะกระพริบถี่ขึ้น

Audi RS 10

Exit warning (ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้างและด้านท้ายรถเมื่อเปิดประตูลงจากรถ) ขณะที่รถจอดหยุดนิ่ง ระบบจะตรวจสอบสภาพแวดล้อมทั้งด้านข้างและด้านหลัง ทั้งนี้ ในกรณีที่ตรวจพบยานพาหนะที่เคลื่อนเข้ามาในระยะที่อาจเกิดอันตราย เช่น รถยนต์ หรือรถจักรยาน กำลังเคลื่อนเข้ามาจากด้านหลัง ในขณะที่ผู้โดยสารภายในรถกำลังเปิดประตูจากด้านใน สัญญาณไฟเตือนจะปรากฏขึ้น

Rear cross traffic assist (ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้างและด้านท้ายรถเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง)ระบบสามารถแจ้งเตือนผู้ขับขี่ขณะถอยรถออก หากตรวจสอบสภาพแวดล้อมแล้วพบว่ามีรถเคลื่อนเข้ามาในระยะที่อาจเกิดอันตราย ระบบจะส่งสัญญาณเตือน และหากอยู่ในสถานการณ์คับขัน ระบบจะช่วยเบรกเพื่อลดทอนการอุบัติเหตุ

รายการอุปกรณ์สั่งพิเศษ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากราคาขายแนะนำที่ระบุไว้ในใบราคา
Carbon exterior package
•ชายล่างใต้กันชนด้านหน้าตกแต่งด้วย carbon
•กระจกมองข้างตกแต่งด้วย carbon
•ช่อง air inlets ด้านหน้าตกแต่งด้วย carbon
•ขอบสเกิร์ตด้านข้างตกแต่งด้วย carbon
•ขอบ diffuser ด้านท้ายตกแต่งด้วย carbon

RS 7 Sport Performance เปิดให้จองแล้วในราคา 11,280,000 บาท ในสี Glacier white, metallic / Floret silver, metallic / Nardo grey, solid / Daytona grey, pearl effect / Mythos black, metallic / Tango red, metallic
/ Ultra blue, metallic

รายการสีสั่งพิเศษมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากราคาขายแนะนำที่ระบุไว้ในใบราคา ได้แก่ Suzuka grey, metallic / Coral orange, metallic / Goodwood green, pearl effect / Misano red, pearl effect / Sepang blue, pearl effect / Merlin, pearl effect

RS 6 Avant Performance
พบกับที่สุดแห่งความสำเร็จของ RS 6 Avant Performance ความสมบูรณ์แบบของยนตรกรรมสมรรถนะสูงที่ถูกยอมรับจากทั่วโลก ถ่ายทอดผ่านดีไซน์อันโดดเด่นในแบบฉบับ Avant สเตชันแวกอน อันเป็นเอกลักษณ์ที่ยากจะมีใครเหมือนจาก Audi การผสมผสานอย่างน่าทึ่งของรถสปอร์ตสมรรถนะสูง ทรงพลังเร้าใจ พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro พกพาขุมพลังที่ไร้ขีดจำกัดมากับพื้นที่ใช้สอยสำหรับทั้งครอบครัวยุคใหม่ ที่สะดวกสบายกว้างขวาง พื้นที่เก็บสัมภาระกว้างถึง 548 ลิตร โดดเด่นเรื่องการใช้งานที่สะดวกสบายในชีวิตประจำวัน ยิ่งทำให้ RS 6 Avant Performance มีความพิเศษสุดไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะใช้ขับขี่ในชีวิตประจำวัน หรือสนุกเร้าใจไร้ขีดจำกัดเสมือนอยู่ในสนามแข่ง จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม RS 6 Avant Performance ได้กลายเป็นขวัญใจของผู้ที่รักความแรง และสร้างความตื่นเต้นให้กับ Audi Sport GmbH และฐานแฟนอาวดี้ทั่วโลกมากว่า 20 ปี

Audi RS 11

การออกแบบรถยนต์สมรรถนะสูงเพื่อสะท้อน DNA ขุมพลังในสนามแข่ง คือหัวใจสำคัญของ Audi Sport และครั้งนี้ความตื่นเต้นที่ทุกคนรอคอยมาถึงแล้ว RS 6 Avant Performance กับรูปลักษณ์ที่เร้าใจยิ่งกว่าเดิม ล้อขนาด 22 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ Audi sport แบบ 5 ก้าน มาในเฉดสีทอง พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดงแบบ RS ดุดันทุกมิติด้วยชุดแต่งภายนอกแบบ Glossy Black RS พร้อมตกแต่ง Audi Ring และชื่อรุ่นด้วยสี Glossy Black

Audi RS 12

สัมผัสขุมพลังอันดุดันกว่าที่เคย เครื่องยนต์เบนซิน mild hybrid แบบ V8 biturbo ถูกพิสูจน์ด้วยตัวเลขอันร้อนแรง 630 แรงม้า(เพิ่มขึ้น 30 แรงม้า) แรงบิด 850 นิวตันเมตร (เพิ่มขึ้น 50 นิวตันเมตร) อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 3.4 วินาที (รุ่นปกติ 3.6 วินาที) ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สมรรถนะที่เร่าร้อนพุ่งทะยานสุดเร้าใจมาพร้อมเทคโนโลยีการควบคุมที่สมบูรณ์แบบด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ quattro with sport differential ทำงานควบคู่กับระบบ Dynamic Ride Control (DRC) พร้อมกับระบบบังคับเลี้ยวทั้งสี่ล้อ (All-wheel steering) ทำให้การทะยานทุกแรงม้าเป็นไปอย่างสมดุลและมั่นคงในทุกสถานการณ์

Audi RS 14

ห้องโดยสารลุคสปอร์ตเต็มขั้น เบาะนั่งคู่หน้าแบบ RS Sports ตกแต่งแบบ honeycomb และด้ายสีแดง คันเกียร์และด้านข้างคอนโซลกลางหุ้ม Alcantara สีดำ เบาะนั่งหุ้มหนัง Valcona พร้อมไฟ Projector LED แบบ RS Performance ที่ประตูหน้า-หลัง ผสานฟังก์ชันและความสปอร์ตได้อย่างลงตัว

Audi RS 15

•ห้องโดยสารตกแต่งลาย Carbon Twill Structure พร้อมไฟ Ambient light ที่ปรับได้มากถึง 30 เฉดสี
•ควบคุมมั่นใจกับพวงมาลัยแบบสปอร์ตท้ายตัด หุ้มหนัง Alcantara พร้อมสัญลักษณ์ RS
•Paddle shift แสดงข้อมูลการขับขี่ผ่านจอ Virtual cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว เสมือนมาตรวัดรถแข่ง
•ระบบ MMI Navigation plus ขนาด 10.1 นิ้ว สั่งการง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส
•จอมัลติฟังก์ชันแบบสัมผัส ตอบสนองการสั่งงาน (haptic feedback) ขนาด 8.6 นิ้ว เติมเต็มอารมณ์การขับขี่ด้วยเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen ระบบเสียง 3 มิติ

เทคโนโลยีไฟหน้าอัจฉริยะแบบ HD Matrix LED with Audi laser light ส่องสว่างไกล คมชัดและแม่นยำ ลำแสงปรับการทำงานอัตโนมัติตามสถานการณ์การขับขี่ เพื่อไม่ให้รบกวนรถที่วิ่งสวนมาและรถที่อยู่ด้านหน้า อีกทั้งเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง Laser light จะช่วยทำให้มีระยะการส่องสว่างไกลถึง 600 เมตร ทำให้การขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น พร้อมตื่นเต้นไปกับเอฟเฟกต์ไฟด้านหน้า (Light staging) และไฟเลี้ยวแบบ Dynamics

Audi RS 15
Detail

รายการอุปกรณ์สั่งพิเศษซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากราคาขายแนะนำที่ระบุไว้ในใบราคา
Carbon exterior package
•ชายล่างใต้กันชนด้านหน้าตกแต่งด้วย carbon
•กระจกมองข้างตกแต่งด้วย carbon
•ช่อง air inlets ด้านหน้าตกแต่งด้วย carbon
•ขอบสเกิร์ตด้านข้างตกแต่งด้วย carbon
•ขอบ diffuser ด้านท้ายตกแต่งด้วย carbon

RS 6 Avant performance เปิดให้จองแล้ววันนี้ที่โชว์รูมอาวดี้ ทั่วประเทศในราคา 11,280,000 บาท วางจำหน่ายในสี Glacier white, metallic / Floret silver, metallic / Nardo grey, solid / Daytona grey, pearl effect / Mythos black, metallic / Tango red, metallic / Ultra blue, metallic

สีสั่งพิเศษ (Audi exclusive colors) มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากราคาขายแนะนำที่ระบุไว้ในใบราคา ได้แก่ Suzuka grey, metallic / Coral orange, metallic / Goodwood green, pearl effect / Misano red, pearl effect / Sepang blue, pearl effect / Merlin, pearl effect

มาสด้า มอบโอกาสเดียวไม่ควรพลาดกับข้อเสนอ MOTOR SHOW ตลอดเดือนมีนาคมที่โชว์รูมทั่วประเทศ

0

มาสด้ารุดหน้ากระตุ้นตลาดมอบโอกาสที่ไม่ควรพลาด กับข้อเสนอ MOTOR SHOW ตลอดเดือนมีนาคม ระหว่างวันที่ 1 – 31 มีนาคม 2566 ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%* ฟรีประกันภัยชั้น 1* และฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี* ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ และประกาศความพร้อมเตรียมบุกงาน มอเตอร์ โชว์ 2023 ด้วยการจัดแสดงยนตรกรรมไฮไลต์สุดพิเศษ ที่มาพร้อม Multi-solution Technology หนึ่งในผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีแห่งอนาคตจากมาสด้า ออกสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรก พร้อมด้วยทัพรถยนต์ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟและการออกแบบ โคโดะ ดีไซน์ จากมาสด้าทุกรุ่นที่บูธมาสด้า ในงาน มอเตอร์ โชว์ 2023 ระหว่างวันที่ 22 มี.ค. 66 – 2 เม.ย. 66 นี้เท่านั้น ซึ่งลูกค้าและแฟนๆ มาสด้าไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เดือนมีนาคมนับเป็นอีกช่วงเวลาที่มีความคึกคักสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ และผู้ที่กำลังมองหาโปรโมชั่นสุดพิเศษเพื่อออกรถใหม่ เนื่องจากจะมีการจัดงานแสดงรถยนต์ครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี มีทั้งโปรโมชั่นและรถยนต์รุ่นต่างๆ มาจัดแสดงมากมาย ด้วยเหตุนี้ มาสด้าจึงต้องการที่จะมอบทางเลือกให้กับลูกค้าที่มองหาข้อเสนอพิเศษเพื่อออกรถใหม่ ด้วยการมอบแคมเปญสุดคุ้มก่อนใครที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 มี.ค. 66 ด้วยข้อเสนอเดียวกับ MOTOR SHOW ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%*, ฟรีประกันภัยชั้น 1* Mazda Premium Insurance และ ฟรีโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี Mazda Ultimate Service (MUS)* ให้ความครอบคลุมทั้งการรับประกันคุณภาพรถ บำรุงรักษารถตามระยะ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง มูลค่าสูงสุด 62,568 บาท* ตลอดเดือนมีนาคม 2566 เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อรถยนต์มาสด้าโดยไม่ต้องรอถึงงานมอเตอร์โชว์และได้รับความคุ้มค่าก่อนใคร

สำหรับในช่วงที่ผ่านมานั้น จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมยานยนต์มากยิ่งขึ้น โดยค่ายรถยนต์ต่างๆ ได้นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อนำเสนอรูปแบบพลังงานทางเลือกให้กับลูกค้า ซึ่งรวมถึงมาสด้าที่มีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการเดินหน้าตามแผนการดำเนินธุรกิจระยะกลาง 2030 ที่ต้องการวางรากฐานเพื่อพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายในให้ดียิ่งขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน หรือที่เรียกว่า Multi-solution Technology ที่ช่วยให้มาสด้าสามารถพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่ใช้พลังงานได้หลากหลายรูปแบบ เพื่อนำเสนอทางเลือกให้กับลูกค้าที่มีความต้องการที่ความแตกต่างกันได้ดีที่สุด ซึ่งจะเห็นได้จากผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวไปแล้วบางรุ่นในต่างประเทศ อาทิ Mazda CX-60 PHEV, Mazda MX-30 e-Skyactiv R-EV และ Mazda CX-90 PHEV เป็นต้น

“ทั้งหมดนี้ คือการเดินทางสู่อนาคตของมาสด้า ในการส่งมอบรถยนต์พลังงานทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้า สำหรับในประเทศไทย งานมอเตอร์ โชว์ 2023 ที่จะถึงนี้ มาสด้าจึงได้เตรียมเซอร์ไพรส์สุดพิเศษ คือการจัดแสดงยนตรกรรมไฟฟ้าที่มาพร้อม Multi-solution Technology เป็นครั้งแรกภายในงานฯ เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ ที่สามารถมีส่วนช่วยในการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาโลกของเราให้น่าอยู่ อันเป็นวิสัยทัศน์ที่มาสด้าให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าและแฟนๆ ได้เข้ามาสัมผัสอย่างใกล้ชิดภายในงานนี้เท่านั้น ซึ่งยนตรกรรมรุ่นพิเศษนี้จะเป็นรุ่นใดนั้นต้องรอไปชมกันในงานมอเตอร์ โชว์” นายธีร์ กล่าว

ไม่เพียงเท่านี้ ภายในงานฯ มาสด้ายังได้มีการจัดแสดงยนตรกรรมครบทุกรุ่น ทั้งรถยนต์นั่ง ครอสโอเวอร์เอสยูวี CX Series และรถปิกอัพต้นแบบแห่งความสง่างาม พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมและจับจองเป็นเจ้าของได้ที่งาน มอเตอร์ โชว์ 2023 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. 66 จนถึงวันที่ 2 เม.ย. 66 นี้

หมายเหตุ: *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

ขีดสุดแห่งยนตรกรรม มาสด้า คว้า 6 รางวัล รถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี ด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟและดีไซน์อันสง่างาม

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย คว้าอีก 6 รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2566 หรือ Car of the Year 2023 จาก บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่จัดกิจกรรมขึ้นเพื่อเฟ้นหารถยนต์ที่มีความโดดเด่นที่สุดในแต่ละด้าน เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงกับประชาชนในการพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ให้เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน ซึ่งรถยนต์มาสด้าสามารถคว้ารางวัลในครั้งนี้ครบทุกเซกเม้นต์ถายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟทั้งคันและการออกแบบอันสง่างามดุจงานศิลปะชิ้นเอกจาก โคโดะ ดีไซน์ นำโดยรถยนต์นั่งน้องเล็กยอดนิยมมาสด้า2 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3 แฮตช์แบค 5 ประตู และมาสด้า2 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5 ซีดาน 4 ประตู ซึ่งทั้งสองรุ่นสามารถพิชิตรางวัลนี้ 5 ปีติดต่อกัน พร้อมด้วยรถยนต์นั่ง Mazda3 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร ฟาสท์แบค 5 ประตู ที่คว้ารางวัลนี้เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ส่วนครอสโอเวอร์เอสยูวีต้นแบบแห่งความสง่างาม Mazda CX-30 รับรางวัลเป็นปีที่ 3 นับตั้งแต่เปิดตัวเป็นต้นมา ส่วนยนตรกรรมครอสโอเวอร์เอสยูวีสุดหรู แบบที่นั่ง 3 แถว ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบตอบโจทย์การใช้งานของทุกคนในครอบครัว Mazda CX-8 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล ก็คว้ารางวัลนี้เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน และที่สำคัญรถปิกอัพต้นแบบแห่งความสง่างาม Mazda BT-50 คว้ารางวัลนี้ 2 ปีติด นับเป็นหนึ่งความภาคภูมิใจของชาวมาสด้าที่มุ่งมั่นพัฒนายนตรกรรมที่มีคุณภาพระดับโลก เพื่อส่งมอบความสุข ความสนุกสนานในการขับขี่ให้กับลูกค้าในประเทศไทยทุกคน

พิธีมอบรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2566 ครั้งนี้ มี มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงจาก บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นตัวแทนรับมอบรางวัลอันทรงเกียรติจาก ดร. ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานในพิธีฯ ผู้มอบรางวัล พร้อมด้วย นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงาน Car & Bike of the Year 2023 และ นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ โดยจัดขึ้นที่ ห้อง รอยัล จูบิลี่ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

รถยนต์มาสด้าที่ได้รับรางวัล Car of the Year 2023

1. Mazda2 SP SKYATIV-G คว้ารางวัล Best Hatchback under 1,300 c.c.
2. Mazda2 XDL SKYACTIV-D คว้ารางวัล Best Diesel Sedan under 1,600 c.c.
3. Mazda3 SKYACTIV-G Fastback คว้ารางวัล Best Hatchback under 2,000 c.c.
4. Mazda CX-30 SKYACTIV-G คว้ารางวัล Best Performance Compact SUV
5. Mazda CX-8 SKYACTIV-D 4WD คว้ารางวัล Best Diesel SUV under 2,500 c.c.
6. Mazda BT-50 คว้ารางวัล Best Performance Pickup

 

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นับเป็นอีกขั้นหนึ่งของความสำเร็จของมาสด้า ที่มุ่งมั่นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยียานยนต์ที่มีคุณภาพ ตามแนวทางการพัฒนาที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ เติมพลังให้กับชีวิต และนำมาซึ่งความตื่นเต้นในชีวิตประจำวันของผู้คน ทั้งนี้ มาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นต่อไป เพื่อพัฒนาต่อดยอดผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้โลกของเรายังคงสวยงาม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และสร้างสังคมให้น่าอยู่ตลอดไป

สำหรับลูกค้าที่สนใจเข้าเยี่ยมชมหรือเป็นเจ้าของยนตรกรรมเจ้าของรางวัลรุ่นต่างๆ เหล่านี้ สามารถเข้าชมได้บูธมาสด้า ณ งาน มอเตอร์ โชว์ 2023 ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม 2566 – 2 เมษายน 2566 นี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ประกาศความพร้อม ค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เชื่อมั่นศักยภาพ ประกาศเข้าร่วมงานกว่า 40 แบรนด์

0

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ประกาศความพร้อมการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ชูแนวคิด “COLORFUL EXPERIENCE ประสบการณ์ครบทุกสีสัน” ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ความเป็นผู้นำด้านงานจัดแสดงรถยนต์ ค่ายรถยนต์ – รถจักรยานยนต์มากกว่า 40 แบรนด์ ยังมั่นใจตอบรับเข้าร่วมงานพร้อมนำยนตรกรรมจากเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเข้าร่วมจัดแสดงเต็มพื้นที่ โดยการจัดงานจะเกิดขึ้น ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม- 2 เมษายน 2566 ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 เปิดเผยว่า งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 (The 44th Bangkok International Motor Show 2023) จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “COLORFUL EXPERIENCE ประสบการณ์ครบทุกสีสัน” เพื่อสื่อถึงการสร้างประสบการณ์อันหลากหลาย ผ่านเทคโนโลยีแห่งโลกยานยนต์ที่ยังคงพัฒนาอย่างไม่มีวันสิ้นสุด โดยเฉพาะกับรถพลังงานไฟฟ้าที่กำลังจะนำพาวิถีชีวิตแห่งการเดินทางในยุคใหม่มาสู่ทุกคน

งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแล มอเตอร์โชว์ ยังคงเป็นงานจัดแสดงยานยนต์ที่บริษัทผู้ผลิต ผู้จำหน่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และผู้ผลิตชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมยานยนต์ นำผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าร่วมจัดแสดงมาอย่างยาวนาน โดยในการจัดงานประจำปี 2566 ค่ายรถยนต์-รถจักรยานยนต์ชั้นนำแสดงความจำนงค์เข้าร่วมงานมากกว่า 40 แบรนด์ เต็มพื้นที่การจัดงานกว่า 170,960 ตารางเมตร แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความสำคัญของงานงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแล มอเตอร์โชว์ ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำในการจัดงาน Exhibition ด้านยานยนต์ชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผู้บริโภคให้ความไว้วางใจมายาวนานมากกว่า 44 ปี

สำหรับทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยในปี 2566 ในภาพรวมของอุตสาหกรรมเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ สถานการณ์การขาดแคลนชิ้นส่วนในการผลิตมีสถานการณ์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในปีนี้หน่วยงานภาครัฐประ เมินว่า การผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศไทย จะกลับมาเพิ่มสูงขึ้นหากเทียบกับปีที่ผ่านมา  ด้านสภาวะเศรษฐกิจก็มีแนวโน้มจะกลับมาเติบโตได้เป็นอย่างดี เชื่อว่าจะส่งผลให้ตลาดรถยนต์กลับมาคึกคักอีกครั้ง

โดยเฉพาะกับตลาดรถพลังงานไฟฟ้าที่คาดว่าจะมีตัวเลขการเติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นกับเทคโนโลยีแห่งการขับเคลื่อนวิถีใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับขี่และการเดินทางประกอบกับการสนับสนุนจากภาครัฐในหลายด้าน ทั้งการส่งเสริมมาตราการทางด้านภาษี ส่งผลให้มีราคาจำหน่ายที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ไปจนถึงการสนับสนุนในส่วนของการผลิตเพื่อใช้งานภายในประเทศ และการผลิตเพื่อส่งออกสู่ทั่วโลกในอนาคต จึงเป็นอีกครั้งที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่นภานในงานครั้งนี้

ทั้งนี้ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ยังคงได้รับความร่วมมือจาก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย, สมาคมวิศวะกรรมยานยนต์ไทย, สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย, สมาคมระบบขนส่งการจราจรอัจฉริยะ, และ ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทยในพระ บรมราชูปถัมภ์ (ร.ย.ส.ท.) และบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นอย่างดีในการจัดงาน

คุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านการตลาดและการขาย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และรองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 เปิดเผยว่า แม้ทิศทางและกระแสของการรซื้อ-ขายผ่านช่องทางออนไลน์เข้ามามีบทบาทสำคัญในปัจจุบันและมีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ส่งผลต่อแนวทางการทำตลาดและการจัดกิจกรรมของอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก

แต่การท่ีผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์กว่า 40 แบรนด์ ยังคงนำผลิตภัณฑ์เข้ามาร่วมจัดแสดงเต็มพื้นที่การจัดงานกว่า 170,960 ตารางเมตร น่าจะแสดงให้เห็นได้ว่างาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์  ยังคงมีส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคและช่วยสนับสนุนการซื้อ-ขายในอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เป็นอย่างดี

เป้าหมายของการจัดงานในปีนี้ ทางผู้จัดตั้งเป้าการเติบโตไว้ประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์ ทั้งในส่วนของจำนวนผู้เข้าชมงาน และยอดจองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ภายในงาน เนื่องมาจากปัจจัยบวกในหลายด้าน ทั้งการผ่อนปรนมาตรการการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ไปจนถึง การเข้ามาของรถพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ  ทั้งในกลุ่มของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ทำให้เชื่อมั่นว่า การจัดงานในปีนี้จะมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

“ผมมั่นใจว่าการจัดงานในปีนี้ จะเป็นอีกครั้งที่ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ จะแผ่ขยายศักยภาพการจัดงานฯ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ และพัฒนาธุรกิจยานยนต์ของประเทศไทย ให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง จากเม็ดเงินลงทุนจานวนมหาศาล ในการสร้างงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การออกแบบ การก่อสร้าง และการจ้างงานในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่อง จะสร้างเม็ดเงิน เสริมรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายในประเทศ ให้เติบโตไม่ต่ากว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่ง ส่งผลดีกับกลุ่มผู้ประกอบการ ทั้งในกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ และกลุ่มธุรกิจที่ เกี่ยวเนื่องทั้งหมด”

อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้จัดงาน ยังเชื่อมั่นว่า ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมีความพิเศษและแตกต่าง การทำตลาดในช่องทางออนไลน์สำหรับสินค้าประเภทรถยนต์และจักรยานยนต์จะเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคต แต่ยังคงต้องใช้เวลาในการปรับตัวเพื่อรองรับวิถีชีวิตใหม่ ด้วยเหตุนี้งานบางกอก มอเตอร์โชว์ จึงยังคงไว้ซึ่งความพิเศษอันเป็นจุดเด่นสำคัญ คือ นอกจากจะเป็นงานจัดแสดงยนตรกรรมล้ำสมัยแล้ว ยังเป็นงานที่สร้างบรรยากาศให้เกิดความคึกคักมากยิ่งขึ้น ผู้บริโภคที่เข้าชมงานยังมีโอกาสในการตัดสินใจและมีทางเลือกหลากหลายภายในงานเดียว ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและยอดขายในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งในช่วงการจัดงานและหลังจบงานได้เป็นอย่างดี”

สำหรับรายชื่อ บริษัทรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ที่เข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ได้แก่ Ford, BMW, MINI, Mercedes-Benz, Great Wall Motors, Rolls-Royce, Aston Martin, Maserati, Peugeot, Jeep, Toyota, Lexus, BYD, MG, Mazda, Suzuki, Isuzu, Hyundai, Hyundai Bus & Truck ,Audi, Honda, Mitsubishi Motors, Nissan, NETA, Volvo, Porsche , Bentley, Kia, Subaru, Thai Honda Manufacturing, Suzuki Motosales, Yamaha, BMW Motorrad, Harley-Davidson, Ducati, Triumph, , Alpha Volantis, Kawasaki and Royal enfileld. ส่วนรายละเอียดจะมีอะไรบ้างนั้น สามารถติดตามได้ในเว็ปไซด์ของบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ www.motorshow.in.th

คุณอโณทัย  เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่สายการผลิต บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และรองประธานการจัดงานฯ​ กล่าวว่า ภายในงาน นอกจากรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และของตกแต่งที่มีให้เลือกชม เลือกซื้อทางผู้จัดยังได้เตรียมจัดกิจกรรมต่างๆ ไว้รองรับผู้เข้าชมอย่างมากมาย โดยในปีนี้เรายังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมทางด้าน e-Sport อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับความนิยมที่ยังคงเติบโตขึ้นอยางต่อเนื่องมาตลอด 2-3 ปี ที่ผ่าน

ในปีนี้จะเป็นการกลับมาจัดงาน e-Racing อย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง หลังจากต้องหยุดการจัดกิจกรรมไปตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบสดของไวรัส โควิด-19 ด้วยการจัดพื้นที่ใกล้กับทางเชื่อมของ The Portal กับชาเลนเจอร์ 1เพื่อรองรับการจัดการแข่งขัน Gran Turismo Pro Series Thailand Championship 2023 ซึ่งป็นการแข่งขันระดับชิงแชมป์ประเทศไทย ที่มีการจัดการแข่งขันอยู่เป็นประจำและสม่ำเสมอ โดยการจัดงานในวันที่ 25 มีนาคม 2566 และวันที่ 1 เมษายน 2566 จะเป็น 2 สนามหลักในการเก็บคะแนนของบรรดานักแข่งอาชีพ โดยจะใช้เกม Gran Turismo 7 เป็นครั้งแรกในการแข่งขัน ซึ่งสอดคล้องกับการแข่งขันในระดับโลกที่การแข่งขัน World Series ชิงแชมป์โลกได้ใช้ Gran Turismo 7 ในการแข่งขันในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ยังคงได้รับความร่วมมืออันดีจาก Polyphony Digital Inc. ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เกมส์ Gran Turismo 7 อนุญาตให้เรานำ Gran Turismo  มาใช้จัดการแข่งขันได้อย่างถูกต้อง  การจัดการแข่งขันในครั้งนี้เราจัดให้มีเครื่อง Simulator ทั้งหมด 8 เครื่องด้วยกัน เพื่อเพิ่มความตื่นเต้นให้กับการแข่งขันและให้ผู้ชมได้รับอรรถรสได้อย่างเต็มที่ในบริเวณงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ปีนี้

คุณพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านพัฒนาธุรกิจบริษัท กรังด์ปรีซ์ฯ  และรองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ทางบริษัทฯ ในฐานะผู้จัดงาน ได้มีการพัฒนารูปแบบการให้บริการใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ทั้งผู้เข้าร่วมงาน และผู้เข้าชมงานได้รับความสะดวก หรือ ประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี digital เข้ามาเป็นตัวช่วยไม่ว่าจะเป็นช่องทางการจำหน่ายบัตร การจัดเก็บข้อมูลผู้เข้าชมงาน หรือ การนำเสนอ Virtual Motor Show ควบคู่การจัดงานแบบ On ground ในช่วงสถานการณ์ โควิด-19 และ

งานบางกอก มอเตอร์โชว์ ปีนี้ ทางผู้จัดงานฯ ยังได้จับมือร่วมกันกับ Tik Tok Thailand และ Media Intelligence หรือ MI ในการทำ Tiktok Motor Show เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีช่องทางในการเข้าถึงคอนเทนต์ที่น่าสนใจภายในงานเพิ่มมากขึ้น โดยจะมีกิจกรรม Hashtag Challenge ให้ได้ร่วมสนุกกันอีกด้วย

พร้อมทั้งได้พัฒนาแพลทฟอร์ม LINE Official Account หรือ Line OA ขึ้น เพื่อเพิ่มความสะดวกในการซื้อบัตร หรือ ใช้ในการลงทะเบียนเข้างานในครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังเป็นการจัดทำฐานข้อมูลแบบ “One Data” ขึ้น เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภค เพื่อให้บริษัทฯ นำมาปรับปรุงสิ่งที่จะนำเสนอต่อผู้เข้าชมงานให้มีความน่าสนใจได้ดียิ่งขึ้น นับเป็นการเพิ่มช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ ระหว่างบริษัทฯ กับผู้บริโภคในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และรูปแบบการให้บริการใหม่ๆ ทั้งกลุ่ม Auto และ กลุ่ม Lifestyle เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

สำหรับกิจกรรมแคมเปญพิเศษแจกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สำหรับผู้ที่ซื้อบัตรเข้าร่วมชมงานและจองรถยนต์ทุกรุ่นภายในงานยังคงถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้

1.ซื้อบัตรเข้าชมงานพร้อมตอบแบบสอบถาม ลุ้นรับรางวัลเป็น รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ดังนี้

  • รางวัลที่ 1 รถยนต์ไฟฟ้า NETA V จานวน 1 คัน มูลค่า 549,000 บาท
  • รางวัลที่ 2 รถจักรยานยนต์ Kawasaki KLX230 มูลค่า 145,200 บาท
  • รางวัลที่ 3 รถจักรยานยนต์ Yamaha Fazzio มูลค่า 52,323บาท
  • รางวัลที่ 4 รถจักรยานยนต์ Honda Scoopy Urban มูลค่า 48,800 บาท
  • รางวัลที่ 5 รถจักรยานยนต์ Suzuki Address 125 มูลค่า 46,500 บาท

2.เมื่อผู้เข้าชมจองรถยนต์ และ รถจักรยานยนต์ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนลมอ เตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ลุ้นรับรางวัลเป็นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ดังนี้

  • ลุ้นรับรถยนต์ MG4 Electric มูลค่า 869,900 บาท
  • ลุ้นรับรถจักรยานยนต์ Royal Enfield Classic 350 มูลค่า 139,900 บาท

งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 จัดขึ้นที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม-2 เมษายน 2566 โดยเปิดให้เข้าชมงานเวลา 12.00-22.00น. ราคาบัตรเข้าชมงาน 100 บาท

กำหนดการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44

  • วันแขกพิเศษ I.P Day: วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม 2566 (เวลา 12.00-20.00 น.)
  • วันสื่อมวลชน Press Day: วันอังคารที่ 21 มีนาคม 2566 (เวลา 09.59-18.00 น.)
  • วันสำหรับประชาชนทั่วไป: วันพุธที่ 22 มีนาคม–2 เมษายน 2566 (รวมระยะเวลา 12 วัน)
  • วันธรรมดา เปิดให้เข้าชมงานตั้งแต่เวลา 00–22.00 น.
  • วันหยุด เปิดให้เข้าชมงานตั้งแต่เวลา 00-22.00 น.
  • สถานที่จัดงาน: อาคารชาเลนเจอร์ 1-3, อิมแพค เมืองทองธานี

 

 

นิสสัน เปิดตัว “เทอร์ร่า สปอร์ต” เพิ่มความเท่ เสริมความสปอร์ต สำหรับทุกรูปแบบของครอบครัว

0
นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต ภาพเปิด

นิสสัน เผยโฉม “เทอร์ร่า สปอร์ต” รถยนต์อเนกประสงค์สำหรับทุกรูปแบบและสมาชิกในครอบครัว เสริมความสปอร์ตพรีเมียม มาพร้อมชุดตกแต่งด้วยวัสดุโทนสีดำรอบคัน ทั้งภายใน และภายนอก เหนือระดับด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงรอบคัน 360° Safety Shield ให้ทุกการเดินทางสู่จุดหมายอย่างปลอดภัย เสริมความสุนทรีย์ภาพและความเพลิดเพลินด้วยระบบเอนเตอร์เทนเมนต์ และเครื่องเสียงระดับพรีเมียมจาก BOSE รอบคัน ตอบทุกนิยามของการใช้งานที่ “คันเดียวจบ ครบเกินคุ้ม”

“นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต จะเป็นอีกทางเลือกให้กับลูกค้าที่มองหาเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ระดับพรีเมี่ยมที่ครบครัน ด้วย สมรรถนะ และคุณสมบัติเด่นต่างๆ โดยยังให้ความสะดวกสบายและความสุนทรีย์ ภาพของการใช้งานและการขับขี่ ด้วยสมรรถนะ ที่มาพร้อมความปลอดภัยขั้นสูงสุดที่ไว้วางใจได้ ที่มีอยู่ใน เทอร์ร่า โดยเสริมด้วยรูปลักษณ์ภายนอกและภายในที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น ทำให้คนที่รักการออกเดินทางไปหาประสบการณ์ใหม่ กับสถานที่ใหม่ๆ ที่น่าสนใจ สามารถใช้เวลาทุกนาทีกับครอบครัว เพื่อนฝูง รวมถึงสัตว์เลี้ยง สมาชิกคนสำคัญ ในทุกการเดินทางได้อย่างประทับใจ เพราะนิสสันมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ มาสร้างประสบการณ์ที่ดีเพื่อคุณ” อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าว

นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต มาในรูปลักษณ์ที่โดดเด่น สะท้อนเอกลักษณ์เอสยูวีเพื่อครอบครัวของนิสสัน เติมความเท่ ทันสมัย ด้วยชุดตกแต่งสไตล์สปอร์ต ได้แก่
•กระจังหน้าสีดำ สปอร์ตพรีเมียม
•ชุดตกแต่งกันชนหน้า และ กันชนหลังสีดำเงาสไตล์สปอร์ต
•แผงกันกระแทกด้านหน้าและหลังสีดำ
•ฝาครอบไฟตัดหมอกสีดำ
•กระจกมองข้างสีดำ
•ราวหลังคาสีดำ
•มือจับประตูสีดำ
•คิ้วตกแต่งซุ้มล้อสีดำ และ บันไดข้างสีดำ
•เสาอากาศแบบครีบฉลามสีดำ
•สปอยเลอร์หลังสีดำ พร้อมคิ้วและแผงประตูท้ายสีดำ
•สัญลักษณ์ Sport ด้านหลัง
•ห้องโดยสารภายในตกแต่งโทนสีดำสไตล์สปอร์ตพรีเมียม

นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต 9

นิสสัน เทอร์ร่า มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล YS23DDTT ขนาด 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ มีกำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร และเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ให้การขับขี่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง และประหยัดน้ำมัน ทั้งยังสามารถรองรับน้ำมันดีเซลได้ทุกชนิดทั้ง B7, B10 และ B20

นิสสัน เทอรร์ร่า สปอร์ต 2

ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เทอร์ร่าสามารถไปได้ในทุกเส้นทาง โดยผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนโหมดขับเคลื่อนจากสองล้อ (2H) เป็นโหมดขับเคลื่อนสี่ล้อได้ผ่าน Rotor Switch ที่บริเวณแผงคอนโซลกลาง การควบคุมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังรูปทรง D-shape แบบสปอร์ต ได้ปรับปรุงใหม่ให้สามารถควบคุมตัวรถได้อย่างง่ายดาย และปลอดภัยมากขึ้น ระบบช่วงล่างด้านหลังแบบ 5 ลิงค์ (5-Link) ที่นุ่มนวล และลดความโคลงของตัวรถขณะเข้าโค้ง และการทรงตัวที่ดีและมั่นใจนี้จะทำให้ผู้ขับขี่และทุกคนในครอบครัวจึงเดินทางได้อย่างสบายใจ

นิสสัน เทอร์ร่า ทุกรุ่นมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงรอบคัน 360° Safety Shield* ทั้งแบบ Active และ Passive เสริมความมั่นใจและให้ความปลอดภัยกับสมาชิกทุกๆคนของครอบครัว อาทิ เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking – IEB) ที่ช่วยประเมินว่ารถมีความเสี่ยงที่จะชนกับรถคันข้างหน้าหรือไม่ รวมถึงจะคอยแจ้งเตือนผู้ขับขี่และส่งกำลังเบรกเบาๆ หากพบว่าผู้ขับขี่ยังไม่ลดความเร็วและมีความเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งหากประเมินว่ามีความเสี่ยงในการชนที่สูง ระบบก็จะทำการเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติทันที เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor – IAVM) ที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน Moving Object Detection (MOD) เทคโนโลยีเตือนรถในมุมอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW) เทคโนโลยีเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning – LDW) เทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังขณะถอย (Rear Cross Traffic Alert – RCTA) เทคโนโลยีเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนอัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning – IFCW) และเทคโนโลยีเตือนผู้ขับขี่เมื่อรู้สึกถึงการขาดสมาธิหรือเหนื่อยล้า (Intelligent Driver Alertness – IDA) ที่เป็นเสมือนผู้ช่วยเตือนความปลอดภัยอีกหนึ่งขั้น โดยเฉพาะในยามที่ต้องขับรถทางไกลที่อาจเกิดความเหนื่อยล้า

 

นอกจากนี้ เทอร์ร่า ยังมาพร้อมเทคโนโลยีกระจกมองหลังอัจฉริยะ Intelligent Rear View Mirror ซึ่งมีเฉพาะในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ระดับเดียวกัน โดยระบบจะแสดงภาพจากกล้องความละเอียดสูงผ่านกระจกมองหลังอัจฉริยะ ซึ่งช่วยเพิ่มทัศนวิสัยที่ชัดเจนยิ่งขึ้นแม้มีผู้โดยสารตอนหลัง หรือสัมภาระขนาดใหญ่ รวมถึงยังสามารถปรับมุมมองได้ตามความต้องการของผู้ขับ ระหว่างการแสดงภาพในแบบหน้าจอแอลซีดี (LCD) กับกระจกมองหลังมาตรฐาน

นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต 4

ห้องโดยสารของเทอร์ร่า ให้ทุกคนในรถเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง ด้วยระบบเสียงรอบทิศทางจาก Bose Premium Audio System ติดตั้งลำโพง 8 ตำแหน่ง และแอมพลิฟายเออร์ รวมถึงการเพิ่มฉนวนเพื่อลดเสียงรบกวน และกระจกบังลมตอนหน้าและกระจกที่ประตูคู่หน้ายังเป็นแบบ Acoustic Glass ทำให้ภายในเงียบ สัมผัสได้ถึงความเป็นส่วนตัวในห้องโดยสาร

ระบบเอนเตอร์เทนเม้นจากหน้าจอสัมผัส Display Audio ขนาด 9 นิ้ว และเทคโนโลยี NissanConnect ที่รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน Apple CarPlay แบบไร้สาย และรองรับการเชื่อมต่อผ่าน Android Auto** ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงแอพพลิเคชันระบบนำทาง (Navigation System) และแอปพลิเคชันความบันเทิงต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย

นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต 1

สำหรับผู้โดยสารในแถวสอง และสาม ยังสามารถรับชมความบันเทิงผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่
11 นิ้ว ที่สามารถเชื่อมต่อกับโลกแห่งความบันเทิงออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย ผ่านช่อง HDMI หรือ
การเชื่อมต่อแบบสมาร์ททีวี นอกจากนี้ยังมีช่องเชื่อมต่ออุปกรณ์และชาร์จไฟแบบ USB (Type A และ Type C) ถึง 5 จุด เพียงพอกับผู้โดยสารทุกคนบนรถที่สามารถชาร์จอุปกรณ์ได้หลายเครื่องในเวลาเดียวกัน ทั้งบริเวณคอนโซลหน้า คอนโซลกลาง และในแถวที่สาม นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยีชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) บริเวณคอนโซลหน้า ซึ่งเพียงแค่วางสมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ที่รองรับก็สามารถชาร์จไฟได้ทันที

นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต ใหม่ มีราคาจำหน่าย 1,555,000 บาท มาพร้อมสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีเทา สเตลท์ เกรย์ สีขาว ไวท์ เพิร์ล*** และสีดำ แบล็ค สตาร์ โดยลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ผู้จำหน่ายนิสสัน รวมถึงโชว์รูมนิสสันใกล้บ้านท่านใน 77 จังหวัด ทั่วประเทศ หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร. 02 401 9600 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ นิสสัน ประเทศไทย

 

 

เอ็มจี มอบความคุ้มแบบไม่ต้องลุ้น ไม่ต้องรอ กับแคมเปญ MG FUN DEAL ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 60 เดือน รับทองมูลค่าสูงสุด 30,000 บาท

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย มอบความสุขให้ลูกค้าผ่านแคมเปญ MG FUN DEAL ที่มาพร้อมกับดีลเด็ดแคมเปญเดียวกับ Bangkok International Motor Show 2023 ด้วย ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% นานสูงสุด 60 เดือน พร้อมดับเบิ้ลความคุ้มด้วยการแจกทองมูลค่าสูงสุด 30,000 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2566 ถึงวันที่ 2 เมษายน 2566

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้าในความไว้วางใจที่มีต่อแบรนด์เอ็มจี เราขอมอบแคมเปญ MG FUN DEAL ที่มอบความคุ้มค่าด้วย ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% ในทุกรุ่น พร้อมผ่อนนานสูงสุด 60 เดือน และมอบความคุ้มค่ายิ่งขึ้น ด้วยทองคำมูลค่าสูงสุด 30,000 บาท ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2566 – วันที่ 2 เมษายน 2566 ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ เอ็มจี 161 แห่ง ทั่วประเทศ หรือจองออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ https://onlinebooking.mgcars.com/ อีกทั้งแคมเปญ MG FUN DEAL เป็นข้อเสนอพิเศษเดียวกันกับงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 (Motor Show 2023) ที่มีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ เพื่อส่งมอบความคุ้มค่าให้กับลูกค้าที่ต้องการรีบใช้รถ”

 

NEW MG HS

  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 60 เดือน (เมื่อดาวน์เริ่มต้น 25%)
  • ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อน)
  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี
  • ฟรี! ทองคำมูลค่า 30,000 บาท

NEW MG HS PHEV

  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน (เมื่อดาวน์เริ่มต้น 25%)
  • ฟรี! MG HOME CHARGER จำนวน 1 ชุด และฟรี! ค่าติดตั้ง
  • ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อน)
  • รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี
  • ฟรี! ทองคำมูลค่า 20,000 บาท

MG VS HEV 14

NEW MG VS HEV

  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 8,888 บาท ต่อเดือน
  • ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อน)
  • รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี
  • ฟรี! ทองคำมูลค่า 20,000 บาท

New MG Extender 18

NEW MG EXTENDER

  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน พร้อม ขับฟรี 90 วัน หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 6,722 บาท ต่อเดือน
  • ขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงก่อน)
  • ฟรี! ค่าแรงเช็กระยะ 100,000 กิโลเมตร
  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี
  • ฟรี! ทองคำมูลค่า 20,000 บาท

NEW MG ZS

  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 7,138 บาท ต่อเดือน
  • ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี
  • ฟรี! ทองคำมูลค่า 10,000 บาท

NEW MG5

  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน หรือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 5,991 บาท ต่อเดือน
  • ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครองนาน 1 ปี
  • ฟรี! ทองคำมูลค่า 10,000 บาท

(หมายเหตุ : เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand
Application: MG Thailand

โตโยต้า จับมือพันธมิตรภาครัฐ และภาคเอกชน จัดสัมมนา “Hydrogen Symposium 2023”

0

นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และประธาน Hydrogen Thailand Club นายปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด นายยุทธนา สุวรรณโชติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สถาบันนวัตกรรม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ นายโชทาโร่ ซาโนะ ผู้ช่วยทูตฝ่ายพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานสัมมนา “Hydrogen Symposium 2023” ภายใต้แนวคิด Gearing towards Carbon Neutrality with Hydrogen Society เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีไฮโดรเจน ผ่านการเผยแพร่ตัวอย่างความสำเร็จของโครงการจากองค์กรต่างๆ ทั้งใน และต่างประเทศ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันไฮโดรเจนให้เป็นพลังงานทางเลือกใหม่แห่งอนาคต ในการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทย ณ ห้องบอลรูม โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา 

งานสัมมนา “Hydrogen Symposium 2023” จัดขึ้นโดย Hydrogen Thailand Club ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ และภาคเอกชน จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2563 เพื่อผลักดันการเตรียมความพร้อมในการใช้พลังงานจากไฮโดรเจน ปัจจุบันมีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 20 องค์กร ซึ่งให้ความสนใจนำเทคโนโลยีไฮโดรเจนมาร่วมขับเคลื่อนให้เป็นพลังงานทางเลือกใหม่แห่งอนาคต ภายในงานมีการบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญจากทั้งใน และต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจน และมีเครือข่ายอุตสาหกรรมในประเทศไทยจำนวนมาก จึงสนับสนุนการถ่ายทอดความรู้ และเทคโนโลยีไฮโดรเจนในประเทศไทย โดยครอบคลุมหัวข้อต่างๆ ดังนี้

  • “Usage of Ammonia / Hydrogen in Power Generation” โดย บริษัท JERA Asia
  • “Hydrogen Market Overview in Thailand” โดย บริษัท Deloitte Tohmatsu Consulting
  • “Japan’s Action to Promote Hydrogen Energy” โดย องค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (NEDO) ประเทศญี่ปุ่น
  • “Green Hydrogen Project in Thailand” โดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT)
  • “Japan Hydrogen Association Activities for the Realization of Hydrogen Society” โดย Japan Hydrogen Association (JH2A)
  • “Introduction of Transportation Technologies” โดย บริษัท Chiyoda Corporation
  • “Japan Hydrogen Strategy and Mitsui Hydrogen Business” โดย บริษัท Mitsui & Co., Ltd.
  • “Southeast Asia’s Readiness for Hydrogen and its Implications to Thailand” โดย บริษัท Arthur D. Little (ADL)

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงแหล่งที่มาของไฮโดรเจนที่หลากหลาย ทั้งจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และ น้ำมันปิโตรเลียม หรือจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น ชีวมวล พลังงานน้ำ และ พลังงานลม เป็นต้น อย่างไรก็ตามด้วยลักษณะเฉพาะของไฮโดรเจน ส่งผลให้การกักเก็บ และการขนส่งเป็นความท้าทายสำคัญ เนื่องจากไฮโดรเจนเป็นก๊าซที่มีน้ำหนักเบา มีค่าพลังงานต่อปริมาตรต่ำ การกักเก็บจึงจำเป็นต้องใช้ความดันสูง และอุณหภูมิต่ำ และได้มีการกล่าวถึงเทคโนโลยีการกักเก็บ และขนส่งไฮโดรเจนในรูปของแอมโมเนีย ซึ่งสามารถทำได้ง่ายกว่า และยังมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับการขนส่งระยะไกลทางเรือได้อยู่แล้ว

นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ กล่าวในการสัมมนาว่า “หนึ่งในพันธกิจหลักของกลุ่มบริษัทโตโยต้าทั่วโลก คือการสร้าง “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” ซึ่งสอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายสำคัญที่จะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 เนื่องจากเป้าหมายหลักคือการกำจัดศัตรูของเรา คือคาร์บอน เราจำเป็นต้องเตรียมแนวทางในการมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าวที่หลากหลาย และนำเสนอทุกความเป็นไปได้ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยคำนึงถึงบริบท และความต้องการของผู้ใช้ แหล่งวัตถุดิบ ตลอดจนสภาพตลาดที่แตกต่างกัน เทคโนโลยีไฮโดรเจนก็เป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่สำคัญ ในการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งมีปริมาณมากมาย เช่น ในน้ำ (H2O) ทั้งนี้ การที่จะผลักดันการใช้งานไฮโดรเจนในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกัน โดยงานในวันนี้ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือจากภาคเอกชน และภาครัฐ และ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของพลังงานทางเลือกแห่งอนาคต”

การสัมมนาได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการ และในโอกาสเดียวกันนี้ คณะผู้บริหารระดับสูงที่มาร่วมงานยังได้ไปเยี่ยมชม สถานีต้นแบบเติมไฮโดรเจนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle : FCEV) แห่งแรกของประเทศไทย ณ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาภายใต้ “โครงการการจัดตั้งเมืองที่ยั่งยืนโดยปราศจากมลภาวะ (Decarbonized Sustainable City) ภายใต้ความร่วมมือจาก บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  บริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด ที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันดีในการวางรากฐานระบบการเดินทางยุคใหม่ในประเทศไทยต่อไป