Home Blog Page 270

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มอบ 4 ทุน ด้านวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด จัดพิธีมอบทุนการศึกษา MMTh VTECH Scholarship 2022 เพื่อมอบทุนการศึกษาเต็มจำนวน ให้แก่นักศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเทคโนโลยียานยนต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา ในโครงการ MMTh VTECH Scholarship Program 2022 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยมีนักศึกษาที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกและได้รับทุนการศึกษาจำนวน 4 คน ได้แก่ 1) นายวุฒิภัทร ติณสุวรรณ 2) นายธนกฤต บุญเศรษฐ์ 3) นางสาววรัชพร สมศรี และ 4) นางสาวนภัสวรรณ มาศนาเรียง

มร. เออิจิ โอกาวะ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานผลิต บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวในพิธีมอบทุนการศึกษาว่า “ตั้งแต่ปี 2563 เราจับมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ เพื่อเดินหน้าสนับสนุนด้านการศึกษาและมุ่งสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพสูงเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ พร้อมส่งเสริมความแข็งแกร่งของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ นักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาเหล่านี้จะได้สั่งสมประสบการณ์การทำงานร่วมกับพนักงานระดับมืออาชีพของเราที่โรงงานแหลมฉบัง และได้รับโอกาสได้เข้ามาทำงานร่วมกับมิตซูบิชิ มอเตอร์ส หลังจากจบการศึกษา”

“โครงการ MMTh VTECH Scholarship Program เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพื่อสังคมใน 3 ด้านหลักสำคัญ ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาพ และด้านการศึกษา เรามุ่งมั่นที่จะเดินหน้าส่งเสริม พัฒนา ตอบแทนและเติบโตคู่กับสังคมไทยอย่างยั่งยืน ผ่านการคิดริเริ่มโครงการเพื่อสังคมต่าง ๆ มากมาย ผมขอใช้โอกาสนี้แสดงความยินดีกับนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาทั้ง 4 คน ขอต้อนรับทุกคนสู่มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” มร. โอกาวะ กล่าวเพิ่มเติม

รศ.ดร. ธีร เจียศิริพงษ์กุล คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า  “ผมขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาทุกคนที่ได้รับทุนการศึกษาโครงการ VTECH Scholarship Program 2022 จาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ผมมั่นใจว่านักศึกษาทุกคนจะสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านบวกต่อสังคมเมื่อได้เรียนรู้และเติบโตไปกับ  มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่เป็นผู้นำเทคโนโลยียานยนต์ ผมเชื่อว่าการมอบโอกาสด้านการศึกษาในครั้งนี้จะ ปูทางสู่การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำยิ่งขึ้นต่อไป ผมขอขอบคุณ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มา   ณ ที่นี่ด้วย

นายวุฒิภัทร ติณสุวรรณ นักศึกษาปีที่ 3 จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเทคโนโลยียานยนต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัวแทนกลุ่มนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาในปีนี้ กล่าวว่า “การได้รับทุนการศึกษา จาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย นับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจครั้งสำคัญของพวกเราทุกคน เนื่องจากพวกเราติดตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในฐานะผู้นำตลาดยานยนต์ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยปีนี้เป็นปีที่ 61 แล้ว ซึ่งเป็นผู้ส่งออกยานยนต์อันดับต้น ๆ ของประเทศ พวกเรายังชื่นชอบทีมแข่งรถมิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ท รวมถึงรถยนต์ในตำนานอีกหลากหลายรุ่น โดยเฉพาะ มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น ทั้งหมดนี้สร้างแรงบันดาลใจให้ผมอยากเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในทีมของฝ่ายวิศวกรรมของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ผมจะแบ่งปันและถ่ายทอดสิ่งที่ผมได้เรียนรู้แก่สังคม พร้อมกับทำการวิจัยเพื่อเพิ่มพูนความรู้ และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่เพื่อมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ครับ”

เทคโนโลยีไฟหน้าอัจฉริยะในฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ให้ความสว่างมากขึ้นโดยไม่รบกวนผู้ใช้รถคันอื่น

0

เทคโนโลยีไฟส่องสว่างขั้นสูง ในฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ทำให้การขับขี่ในเวลากลางคืนเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิม ด้วยหลากหลายฟังก์ชัน เช่น ไฟหน้าแบบเมทริกซ์ แอลอีดี ที่มีระบบป้องกันแสงไฟแยงตารถที่ขับสวนทางเมื่อเปิดไฟสูงiii จึงมอบทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น โดยไม่รบกวนผู้ใช้รถคันอื่นๆ

โดยเฉลี่ยแล้วการขับขี่รถยนต์ในเวลากลางคืนคิดเป็นสัดส่วนเพียง 25% ของเวลาบนถนนทั้งหมด แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าในเวลากลางคืนมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงชีวิตสูงกว่ากลางวันถึง 3 เท่าii เนื่องจากผู้ขับขี่ใช้ไฟสูงน้อยกว่าที่ควร และแม้ว่าจะมีการเปิดไฟอย่างเหมาะสมแล้วii การขับขี่ในเวลากลางคืนก็ยังมีความเสี่ยงสูงกว่าช่วงกลางวันมาก

Ford Everest 2022 1

แอนดรูว์ ก็อก วิศวกรอาวุโสด้านเทคนิค กล่าวว่า “ระบบไฟสูงแบบป้องกันไฟแยงตาของฟอร์ด ช่วยให้ผู้ขับขี่ใช้ไฟสูงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะผู้ใช้รถจะมองเห็นเส้นทางข้างหน้าได้กว้างไกลขึ้น โดยไม่ต้องกังวลว่าจะรบกวนผู้ใช้รถที่ร่วมทาง”

ระบบไฟหน้าอัจฉริยะเหล่านี้ทำงานผสานกับกล้องหน้ารถในการตรวจจับแสงสว่างของไฟหน้าและไฟท้ายของรถได้ไกลถึง 800 เมตรเพื่อตรวจสอบสภาพเส้นทาง ระบบนี้จะสร้างลำแสงเป็นอุโมงค์ให้กับรถด้านหน้าแม้บนทางโค้ง ทำให้ถนนด้านหน้าอยู่ในความมืด ขณะที่ไฟสูงยังคงให้แสงสว่างโดยรอบตามสภาพเส้นทางได้อย่างสูงสุด

“โดยทั่วไปแล้วไฟต่ำจะส่องสว่างได้ไกลราว 70 เมตร ในขณะที่ไฟสูงส่องสว่างได้ไกลถึง 200 เมตร ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ทำให้ผู้ขับขี่ใช้ไฟสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยไม่ต้องกังวลว่าจะรบกวนผู้ใช้รถรายอื่น จึงเพิ่มความอุ่นใจในการขับขี่ให้กับเจ้าของรถ” แอนดรูว์ กล่าว

นอกจากนี้ การใช้ไฟสูงจากไฟหน้าแบบเมทริกซ์ แอลอีดี ที่มีระบบป้องกันแสงไฟแยงตาในฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ยังมีคุณสมบัติพิเศษคือระบบ High Beam Boost ที่ใช้หลอดไฟแอลอีดีเกาะกลุ่มกันหลายดวง จึงให้ความสว่างได้มากกว่าไฟสูงแบบเมทริกซ์ แอลอีดี ทั่วไปถึง 30%

“คุณสมบัติพิเศษของไฟสูงที่ส่องสว่างได้มากกว่าเดิม เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ในฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ที่เราภูมิใจ และรู้ว่าลูกค้าฟอร์ดที่เดินทางไกลบ่อยๆ จะต้องชื่นชอบคุณสมบัตินี้” แอนดรูว์ กล่าว

แอนดรูว์ เสริมว่า การใช้ไฟสูงอย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ได้มาก เนื่องจากแสงจากไฟสูงจะทำมุมทอดไปด้านหน้าเพื่อส่องสว่างในระยะไกล ส่วนไฟต่ำจะทำมุมส่องสว่างบริเวณพื้นถนนหน้ารถโดยตรง จึงเหมาะกับเส้นทางที่โดยรอบมีความสว่างมากกว่า เช่น มีแสงจากไฟหน้าของรถยนต์คันอื่นๆ หรือจากโคมไฟถนน

“เพราะไฟสูงปรับมุมส่องสว่างให้สูงขึ้นและให้ลำแสงที่ไกลกว่าเมื่อเทียบกับไฟต่ำ จึงช่วยให้คุณมองเห็นสิ่งที่อยู่บนถนนด้านหน้าและด้านข้างได้นานขึ้นก่อนที่ตัวรถจะวิ่งไปถึง ซึ่งเท่ากับว่าคุณจะตอบสนองต่อสถานการณ์บนท้องถนนได้รวดเร็วขึ้นด้วย” แอนดรูว์ กล่าว

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ยังพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับไฟต่ำอย่าง Dynamic Bending Lights ที่ใช้เซนเซอร์ในการตรวจวัดความเร็วของรถและองศาการเลี้ยว เพื่อหมุนดวงไฟหน้าแบบไปตามทางโค้งเพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นเส้นทางด้านหน้าได้มากกว่า เมื่อเทียบกับไฟหน้าธรรมดาที่ไม่สามารถปรับทิศทางได้ ไฟหน้าของฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ปรับหมุนได้สูงสุดถึง 15 องศา ซึ่งเพียงพอที่จะส่องสว่างแม้บนถนนที่คดเคี้ยวหรือเลี้ยวหักศอก จึงมอบทัศนวิสัยที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ผู้ขับขี่

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ยังมาพร้อมไฟหน้าแบบปรับแสงค้างตามการเลี้ยว เพื่อเพิ่มการส่องสว่างขณะขับขี่ในเมือง โดยจะทำงานเมื่อรถใช้ความเร็วต่ำในขณะเข้าโค้งลึกๆ ระบบนี้ไม่เพียงช่วยการขับขี่ในขณะเข้าโค้งเท่านั้น แต่ยังทำงานเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลังเพื่อให้แสงสว่างขณะถอยรถในเวลากลางคืนด้วย

“ฟอร์ดคิดและพัฒนาคุณสมบัติมากมายให้กับไฟหน้าเมทริกซ์ แอลอีดี ในฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ขับขี่จะได้ทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดีขึ้น โดยไม่รบกวนผู้ใช้รถคันอื่นๆ” แอนดรูว์ กล่าวสรุป

 

หมายเหตุ

i สภาความปลอดภัยแห่งชาติ, 2065, The Most Dangerous Time to Drive เข้าถึงเมื่อ เมษายน 2565 <https://www.nsc.org/road-safety/safety-topics/night-driving>

ii สเตฟานี เวตเซล โบรเซนโดวสกี, มหาวิทยาลัยเคลมสัน, 2557, Encouraging The Appropriate Use of High Beam Headlamps: An Application of the Theory of Planned Behaviour เข้าถึงเมื่อ มีนาคม 2565

< https://tigerprints.clemson.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=2292&context=all_dissertations>

iii ฟีเจอร์ของรถยนต์อาจไม่มีให้ในทุกรุ่นหรือมีให้เฉพาะในบางตลาด และในบางตลาดอาจไม่มีฟีเจอร์เหล่านั้นเลย ศึกษาข้อมูลเฉพาะสำหรับแต่ละตลาดได้จากเว็บไซต์ของบริษัท

เกรท วอลล์ มอเตอร์ กวาดยอดขายไตรมาสที่ 3 ปี 2565 กว่า 2,875 คัน HAVAL H6 และ ORA Good Cat ยังเป็นผู้นำอย่างต่อเนื่อง

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ปิดไตรมาสที่ 3 ของปี 2565 อย่างงดงามด้วยยอดขายและยอดส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะทั้ง 3 รุ่น ทั้ง All New HAVAL H6 Hybrid SUV ORA Good Cat และ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV รวมทั้งสิ้น 2,875 คัน โดยนับตั้งแต่เข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับคนไทยไปแล้วทั้งสิ้น 11,796 คัน โดยแบ่งเป็นยอดขายภายในปี 2564 จำนวน 3,702 คัน และในปี 2565 (มกราคมถึงกันยายน) จำนวน 8,094 คัน ตอกย้ำความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของคนไทยที่มีต่อสินค้าและบริการเหนือระดับของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมทั้งสานต่อภารกิจในการก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าของไทย (xEV Leader) ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

ส่งท้ายไตรมาสที่ 3 ในปีที่ 2 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างสง่างามด้วยการเติบโตทางด้านยอดขายอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งการสร้างแรงกระเพื่อมในวงการยานยนต์ไทยอยู่เสมอ ประเดิมด้วยความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมของ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ที่ครองความเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์คอมแพคเอสยูวีมาตลอดทั้งปี ล่าสุดได้กวาดยอดขายไปทั้งหมด 729 คันในช่วงไตรมาส 3 โดยนับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อเดือนมิถุนายน 2564 จนถึงปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่ง All New HAVAL H6 Hybrid SUV ไปโลดแล่นบนถนนแล้วรวมทั้งสิ้น 5,588 คัน โดยคิดเป็นยอดขายของปี 2565 จำนวน 2,947 คัน

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังสร้างปรากฏการณ์ความร้อนแรงในแวดวงยานยนต์ไฟฟ้าเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมากับการเปิดตัว All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV อย่างเป็นทางการ อีกขั้นของเทคโลยีอันล้ำสมัยที่มาพร้อมความโดดเด่นทั้งด้านรูปลักษณ์ สมรรถนะ ฟังก์ชั่นอัจฉริยะ และระยะทางการขับขี่ในโหมดอีวีสูงถึง 201 กิโลเมตรต่อหนึ่งการชาร์จ (ตามมาตรฐาน NEDC) นี้ รวมถึงได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ และยังมอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลายให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย โดยภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากการประกาศราคา All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ได้กวาดยอดจองพร้อมชำระเงินมัดจำกว่า 1,241 คัน สะท้อนความไว้วางใจและความนิยมในผลิตภัณฑ์ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ อย่างเหนียวแน่น พร้อมทยอยส่งมอบรถล็อตแรกในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป

ในส่วนของ ORA Good Cat ที่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% ตั้งแต่การเปิดตัวในปีที่ผ่านมา และยังคงครองใจผู้บริโภคของชาวไทยอย่างต่อเนื่อง การันตีด้วยยอดขายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2565 รวมทั้งสิ้น 1,563 คัน ยืนหยัดความเป็นผู้นำทางด้านรถยนต์ไฟฟ้า 100% อย่างเต็มภาคภูมิ สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสนใจกับยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบ ORA Good Cat ให้ครอบครัวชาวไทยไปแล้วทั้งสิ้น 3,427 คัน โดยมียอดจองที่รอส่งมอบกว่า 1,200 คัน ซึ่งบริษัทจะทยอยส่งมอบรถจำนวนดังกล่าวให้กับลูกค้าภายในปีนี้ สำหรับ ORA Good Cat GT เกรท วอลล์ มอเตอร์ เตรียมส่งมอบล็อตแรกให้กับลูกค้าในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 นี้ พร้อมเปิดรับจองเพิ่มอีก 500 คัน ควบคู่ไปกับแคมเปญ PREMIERE DEAL ในระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2565

สำหรับเจ้าสิงโตอารมณ์ดี All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มียอดส่งมอบในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2565 นี้ จำนวน 583 คัน โดยมียอดขายและยอดส่งมอบให้กับลูกค้าชาวไทยไปแล้วทั้งสิ้น 2,781 คัน โดยเป็นยอดส่งมอบภายในปี 2565 จำนวนทั้งสิ้น 2,182 คัน All New HAVAL JOLION Hybrid SUV มาพร้อม GWM L.E.M.O.N Platform ครบครันด้วยนวัตกรรมยานยนต์อันล้ำสมัยและสมรรถนะโดดเด่นซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์การขับขี่อัจฉริยะได้อย่างหลากหลาย

ล่าสุด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ต่อยอดความร่วมมือกับบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อติดตั้งชุดเครื่องชาร์จไฟฟ้าแบบชาร์จเร็ว (DC) ด้วยกำลังไฟฟ้าสูงถึง 120 กิโลวัตต์ภายใต้แบรนด์ EV Station Pluz x GWM ซึ่งถือเป็นการติดตั้งชุดเครื่องชาร์จ Co-Brand ร่วมกันครั้งแรกระหว่างค่ายรถยนต์กับบริษัทพลังงานอันดับหนึ่งของประเทศไทยอย่าง OR โดยมีเป้าหมายที่จะติดตั้งในสาขานำร่อง 2 แห่งภายในปีนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านรถไฟฟ้าของไทย (xEV Leader) ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับพันธมิตรจากทุกภาคส่วนอย่างเข้มแข็งต่อไป

นอกจากความสำเร็จที่เป็นที่ประจักษ์ในประเทศไทยแล้ว เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมบนเวทีระดับนานาชาติ กวาดยอดขายจากทั่วโลกในเดือนกันยายนที่ผ่านมารวมทั้งสิ้น 93,642 คัน เพิ่มขึ้น 6.14% จากเดือนก่อนหน้า โดยแบรนด์ HAVAL ทำยอดขายไป 53,960 คัน แบรนด์ ORA ขายไป 7,605 คัน และแบรนด์ TANK มียอดขาย 12,612 คัน และยอดขายที่เหลือจากแบรนด์อื่นๆ ซึ่งในจำนวนรวมดังกล่าวนับเป็นยอดขายในตลาดต่างประเทศถึง 18,837 คัน คิดเป็น 20.12% ของยอดขายทั้งหมด ส่งผลให้ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกันยายนที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ มียอดขายในตลาดต่างประเทศแล้วถึง 111,744 คัน เพิ่มขึ้น 14.09% จากปีที่ผ่านมา

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังคงมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก”​ (Global Intelligent Technology Company) ควบคู่ไปกับการยึดถือผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางเพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมที่โจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย และเคียงข้างเติบโตไปด้วยกันกับลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคม เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นิสสัน ร่วมมือ กฟผ. ศึกษาโครงการแปลงพลังงานไฟฟ้าจากรถยนต์ไฟฟ้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Vehicle to Grid)

0

นิสสัน ประเทศไทย สนับสนุนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในโครงการความร่วมมือและการศึกษาแนวทางการจ่ายไฟฟ้าจากแบตเตอรี่จากรถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้า หรือ Vehicle-to-Grid (V2G) เป็นครั้งแรกในประเทศ รวมถึงการควบคุมระบบโดยศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติ

ภายใต้โครงการความร่วมมือดังกล่าว นิสสัน ประเทศไทย จะร่วมมือกับ กฟผ. ศึกษาและทดสอบเทคโนโลยี Vehicle to Grid (V2G) โดยได้รับความร่วมมือจากเจ้าของรถยนต์ นิสสัน ลีฟ (Nissan LEAF) รถยนต์ขับเคลื่อนระบบไฟฟ้า 100% ที่ใช้เทคโนโลยีการชาร์จไฟแบบสองทาง (Bidirectional charge) ซี่งจะเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการใช้ระบบชาร์จไฟแบบสองทาง และมีนิสสัน ลีฟเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ใช้งานระบบดังกล่าวจริง

โดยในพิธี ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯคาซูยะ นาชิดะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวแสดงความยินดี  และ ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการความร่วมมือระหว่าง บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กับ กฟผ. นำร่องศึกษาการแปลงพลังงานระหว่างยานยนต์ไฟฟ้ากับระบบไฟฟ้า (Vehicle-to-Grid หรือ V2G)  และการควบคุมกำลังไฟฟ้าจากศูนย์ควบคุมกำลังไฟฟ้าแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารทั้งสองหน่วยงาน ณ ห้องออดิทอเรียม อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ จ.นนทบุรี

ความร่วมมือกับ กฟผ. ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการบลู สวิตช์ (Blue Switch) ที่นิสสันจัดทำขึ้น              เพื่อสนับสนุนให้สังคมไทยเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและมีความยืดหยุ่น โดยอาศัยเทคโนโลยีพิเศษในรถยนต์นิสสัน ลีฟซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้มากกว่าเป็นแค่ยานพาหนะ และยังจะสนับสนุนโครงการพัฒนาเชิงสังคม เช่น การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม (ecotourism) และการบรรเทาภัยพิบัติในยามวิกฤต

อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย เปิดเผยว่า “นิสสันดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทยมานานถึง   70 ปี เรามุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าของนิสสัน”

“นิสสัน ประเทศไทย ขอขอบคุณ กฟผ. ที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตร และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ทุกภาคส่วนของสังคมไทย พร้อมสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutral) ต่อไปในอนาคต  และนิสสันจะยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศไทยและทั่วภูมิภาค เพื่อช่วยกันทำให้สังคม และโลกของเรา มีความยั่งยืน และสะอาดมากขึ้น”

ก่อนหน้านี้ นิสสันได้ประกาศ Ambition 2030 ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ระยะยาวในการพัฒนายานยนต์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมมากยิ่งขึ้น และหนึ่งในกิจกรรมที่จะบรรลุวิสัยทัศน์นี้ คือ โครงการ บลู สวิตช์  ซึ่งได้เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเดือนมกราคม 2565 โดยนิสสันได้ร่วมมือกับภาครัฐและองค์กรพันธมิตรหลายแห่งในการศึกษาแนวทางที่จะใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่นๆ มากยิ่งขึ้น

นิสสัน ลีฟ เป็นหนึ่งในรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ไฟฟ้าที่มีจำหน่ายในประเทศไทย  และมีเทคโนโลยี   bi-ditrctional charger ที่ทำให้สามารถใช้รถยนต์ไฟฟ้าชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันของเราได้หลากหลายมากขึ้น  เทคโนโลยีชาร์จไฟแบบสองทางนี้ ทำให้เจ้าของรถยนต์สามารถชาร์จไฟจากระบบไฟบ้านเข้าสู่รถยนต์นิสสัน ลีฟ รวมทั้งยังสามารถส่งพลังงานไฟฟ้าจากรถยนต์ของตนเองคืนกลับไปยังโครงข่ายไฟฟ้าของ กฟผ.ได้  ผ่านเครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบสองทิศทางสำหรับบ้านเครื่องแรกของโลก รุ่น Quasar จากแบรนด์ Wallbox ซึ่งเป็นผู้นำด้านเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและระบบบริหารจัดการพลังงานสุดอัจฉริยะระดับโลก ที่นำเข้าและให้บริการหลังการขายโดยบริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ทำให้สามารถใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานสำหรับการใช้งานภายในบ้านและการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้  ในกรณีที่เกิดเหตุภัยพิบัติที่ทำให้ไฟฟ้าดับในชุมชน ก็สามารถใช้นิสสัน ลีฟ เป็นแหล่งพลังงานสำรองได้  นอกจากนี้ ระบบชาร์จไฟฟ้าสองทางในนิสสัน ลีฟ ยังสามารถจ่ายพลังงานสำรองกลับเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัยในช่วงพีคหรือช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดได้ด้วย ด้วยแบตเตอรี่ขนาดความจุ 40 กิโลวัตต์ ทำให้นิสสัน ลีฟ สามารถจ่ายไฟฟ้าให้แก่หนึ่งครัวเรือนไทยขนาดทั่วไปได้ประมาณ 2-3 วัน

บุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายในประเทศถือเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ในปี ค.ศ. 2050 กฟผ. ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ได้เตรียมความพร้อมของระบบไฟฟ้าและการบริหารจัดการพลังงานรองรับการใช้ EV ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงรองรับเทคโนโลยีการจ่ายไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ระบบไฟฟ้า (Vehicle-to-Grid หรือ V2G) โดย กฟผ. ได้พัฒนาออกแบบระบบ EGAT V2G & VPP ซึ่งเป็นระบบควบคุมการสั่งจ่ายไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ของรถอีวีหลาย ๆ คัน กลับเข้าสู่ระบบไฟฟ้าพร้อมกัน และส่งกำลังไฟฟ้าเสมือนนี้ให้ศูนย์ Demand Response Control Center (DRCC) ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ กฟผ. ขานรับแนวคิดโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant หรือ VPP) รองรับการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเหลือจากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ระบบไฟฟ้าในอนาคต เพื่อเป็นระบบสำรองไฟฟ้าช่วยเสริมความมั่นคงไฟฟ้าของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในโครงการพัฒนาแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสมาร์ทกริดของประเทศไทย ระยะปานกลาง พ.ศ. 2565 – 2574  ภายใต้โครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการด้านพลังงาน (ERC Sandbox) ระยะที่ 2 โดยความร่วมมือระหว่าง กฟผ. กับนิสสัน ประเทศไทย ในครั้งนี้ จะเป็นการขับเคลื่อนสำคัญสำหรับการศึกษาเทคโนโลยี V2G ที่เหมาะสมกับประเทศไทย รวมถึงการนำข้อมูลมาใช้จัดทำข้อกำหนดและระเบียบปฏิบัติให้สอดรับกับแนวทางการใช้พลังงานรูปแบบใหม่ในอนาคตต่อไป

ปัจจุบัน นิสสันจำหน่ายรถยนต์ขับเคลื่อนระบบไฟฟ้า  2 รุ่นในประเทศไทย ได้แก่ นิสสัน ลีฟ ซึ่งเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนระบบไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของโลกที่ออกสู่ตลาด ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และรถยนต์นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ซึ่งเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนระบบไฟฟ้า ที่นิสสันผลิตในประเทศไทย

ในฐานะผู้นำตลาดด้านยานยนต์ไฟฟ้า นิสสันได้เริ่มบุกเบิกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการเปิดตัวนิสสัน ลีฟ เป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2553  นับจนถึงปัจจุบัน มีผู้ขับขี่ทั่วโลกที่หันมาใช้นิสสัน ลีฟมากกว่า 600,000 คัน คาดว่าผู้ขับขี่รถยนต์รุ่นนี้ทั่วโลกได้ใช้ นิสสัน ลีฟ ในการเดินทางเป็นระยะทางรวมแล้วกว่า 23,000 ล้านกิโลเมตร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยียานยนต์ขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าจากประเทศญี่ปุ่น

ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิสสัน ประเทศไทย ได้ที่เว็บไซต์ https://nissan.co.th หรือ Facebook, Instagram, Twitter และ YouTube

และสามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของนิสสัน รวมถึงบริการ และนโยบายด้านการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้ที่เว็บไซต์ nissan-global.com  และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทาง Facebook, Instagram, Twitter และ LinkedIn หรือรับชมวีดีโอล่าสุดจากนิสสันได้ทาง YouTube

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จับมือ กฟผ. นำร่องโครงการโรงไฟฟ้าเสมือน เตรียมต่อยอดสู่ภาคประชาชน

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด จับมือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สนับสนุนโครงการทดสอบนวัตกรรมโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant หรือ VPP) ภายใต้โครงการอีอาร์ซี แซนด์บ็อกซ์ เฟส 2 (ERC Sandbox Phase 2) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรครั้งแรกในประเทศไทย โดยใช้รถยนต์ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ในการจ่ายพลังงานไฟฟ้าจากตัวรถกลับสู่โครงข่ายระบบไฟฟ้า (Vehicle-to-Grid หรือ V2G) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของไทย

มร. อาราตะ ทาคาฮาชิ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานกลยุทธ์การตลาด บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ กฟผ. ในการผลักดันโร้ดแมปสู่สังคมคาร์บอนเป็นศูนย์ โดยเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนเพื่อสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในรถยนต์ที่มีเทคโนโลยีสุดล้ำสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในปัจจุบันอย่าง มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี เป็นรถยนต์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเข้าร่วมโครงการทดสอบนวัตกรรมโรงไฟฟ้าเสมือน เนื่องจากรถรุ่นนี้มีเทคโนโลยีระบบหัวชาร์จ CHAdeMo ซึ่งปัจจุบันเป็นระบบเดียวที่สามารถอัดประจุและคายประจุไฟฟ้าได้สองทิศทางจึงสามารถเป็นแหล่งพลังงานสำรอง พร้อมกับจ่ายไฟออกจากแบตเตอรี่สู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้า (V2G) หรืออาคาร (V2B) ได้

ด้าน นางรังสินี ประกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจเกี่ยวเนื่อง กฟผ. กล่าวว่า “การส่งเสริมระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นเป้าหมายสำคัญของ กฟผ. เพื่อให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศมากขึ้น และสนับสนุนเป้าหมายคาร์บอนสมดุล (Carbon Neutrality) ของประเทศในปี 2050 ดังนั้น กฟผ. ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ จึงเตรียมความพร้อมของระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต นำร่องศึกษาการควบคุมระบบการจ่ายไฟจากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ระบบไฟฟ้า (V2G) และ โรงไฟฟ้าเสมือน (VPP) ภายใต้โครงการ ERC Sandbox Phase 2 เพื่อเสริมความมั่นคงด้านไฟฟ้าของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด กฟผ. จึงร่วมกับ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ศึกษาและทดสอบการจ่ายพลังงานไฟฟ้าย้อนกลับเข้าสู่อาคาร (V2B) ณ สถาบันการศึกษาและฝึกอบรม  มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการจัดทำข้อกำหนดและระเบียบปฏิบัติให้สอดรับกับแนวทางการใช้พลังงานรูปแบบใหม่ในอนาคตและเตรียมขยายผลสำหรับการใช้งานระบบดังกล่าวใน    เชิงพาณิชย์ต่อไป”

โครงการโรงไฟฟ้าเสมือนมีเป้าหมายพลิกโฉมประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนเป็นศูนย์ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย โดยทั้ง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และ กฟผ. มีความมั่นใจว่าเทคโนโลยีนี้คือหนึ่งในทางออกที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคตเมื่อความต้องการการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้ความร่วมมือกับ กฟผ. มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ทำการปรับเปลี่ยนสถาบันการศึกษาและฝึกอบรม มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ให้เป็นห้องทดลองโครงการโรงไฟฟ้าเสมือน โดยติดตั้งเครื่องอัดประจุและคายประจุไฟฟ้าในรถยนต์สำหรับบ้านเครื่องแรกของโลก รุ่นควอซาร์ (Quasar) จากแบรนด์วอลบ็อกซ์ (Wallbox) ซึ่งเป็นผู้นำด้านเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและระบบบริหาร จัดการพลังงาน เพื่อให้ กฟผ. ดำเนินการทดสอบด้วยการควบคุมระยะไกล และสั่งการชาร์จไฟสองทิศทางให้กับรถยนต์ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ภายใต้สถานการณ์จำลองในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ช่วงเวลาที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น การร่วมมือครั้งนี้จะส่งผลให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่ความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้า โดยลดกิจกรรมที่สร้างก๊าซเรือนกระจกด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านพลังงานทดแทน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังได้ทำการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่โรงงานแหลมฉบัง สร้างกระแสไฟฟ้ารวม 2 เมกะวัตต์ ช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้ปีละ 6,100 ตัน และที่สถาบันการศึกษาและฝึกอบรมมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ซึ่งสร้างกระแสไฟฟ้าได้ 30 กิโลวัตต์ นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้ดำเนินโครงการเพื่อสังคม Solar for Lives: พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” โดยเข้าไปติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่โรงพยาบาลชุมชนต่าง ๆ รวม 40 แห่งทั่วประเทศ ภายในปี 2575 ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ของโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการได้ถึงกว่า 17,300 ตัน ในระยะเวลา 10 ปี

บริดจสโตนชวนรวมพลคนรักรถซิ่งในตำนาน ร่วมงาน “Bridgestone Group A Track Day”

0

บริดจสโตนจับมือกรังด์ปรีซ์ กรุ๊ป ปลุกจิตวิญญาณเหล่านักซิ่ง ชวนรวมพลคนรักรถในตำนานตั้งแต่ปี 70s, 80s และ 90s มาวิ่งโชว์ความเก๋าเกมบนสนามแข่งรถทางเรียบ พร้อมพบปะสังสรรค์ตามประสาคอเดียวกัน ในงาน Bridgestone Group A Track Day” ชูภาพลักษณ์การกลับมาของแบรนด์ “บริดจสโตน” ในวงการมอเตอร์สปอร์ตเมืองไทย ที่พร้อมจะปลุกเติมเชื้อใฟความตื่นเต้นในโลกแห่งการเดินทาง ณ สนามแข่งรถแก่งกระจาน เซอร์กิต จังหวัดเพชรบุรี ในวันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2565

Bridgestone Group A Track Day” เป็นกิจกรรมรวมพลผู้ที่หลงใหลในรถยนต์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 – 1999 หรือตั้งแต่ปี 70s, 80s และ 90s ซึ่งรวมความยิ่งใหญ่ของรถซิ่งในตำนาน มาวิ่งโชว์ในงานให้เห็นกันแบบชัด ๆ โดยเจ้าของรถที่สนใจเข้าร่วมสนุกกับ Track Day หรือ การนำรถคันโปรดมาขับฟื้นความหลัง ปลุกจิตวิญญาณนักซิ่ง หรืออยากเปิดรับประสบการณ์ใหม่ ๆ บนสนามแข่งรถทางเรียบที่สามารถใช้ความเร็วได้ตามใจต้องการเพื่อสัมผัสสมรรถนะของรถได้อย่างเต็มที่ สามารถสมัครได้ที่ https://bit.ly/3xYfpI4 โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้
เป็นต้นไป นอกจากนี้ภายในงานยังมีทีเด็ดรถโชว์สุดเท่ที่หาชมได้ยาก ผู้เข้าร่วมงานจะได้พบปะสังสรรค์แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นแบบคนคอเดียวกันกับกลุ่มคาร์คลับ ช้อปปิ้งสุดเพลินทั้งอะไหล่
ของตกแต่ง และของสะสมสำหรับรถยนต์ทุกประเภท นอกจากนี้ยังอิ่มอร่อยกับฟู้ดทรัคนานาชนิด ร่วมสนุกกับกิจกรรมหลากหลายของบรรดาเหล่าผู้สนับสนุน พร้อมลุ้นรับของที่ระลึกภายในงาน โดยจะจัดขึ้นในวันเสาร์
ที่ 12 พฤศจิกายน 2565 ณ สนามแข่งรถแก่งกระจาน เซอร์กิต จังหวัดเพชรบุรี ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมงาน
ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถติดตามรายละเอียดของงานได้ที่ Facebook Fanpage : GPI Motorsport และ Group A Club

การเข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักของการจัดงาน “Bridgestone Group A Track Day” ของบริดจสโตนในครั้งนี้ นับเป็นการประกาศการกลับมาของกิจกรรม Bridgestone Motorsport ในวงการมอเตอร์สปอร์ตเมืองไทย
เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำด้านนวัตกรรมยางรถยนต์ ที่พร้อมส่งมอบประสบการณ์ความมั่นใจในการเดินทางทุกรูปแบบแม้บนสนามแข่ง ซึ่งสอดคล้องกับ “ด้าน Emotion (ความรู้สึก)” ที่ต้องการปลุกพลังบันดาลใจ
เติมเชื้อไฟแห่งความตื่นเต้นสู่โลกแห่งการเดินทางผ่านกิจกรรมสุดท้าทายและประสบการณ์ในการขับขี่
สุดเร้าใจ ตาม “Bridgestone E8 Commitment (พันธสัญญา E8 ของบริดจสโตน)” ภายใต้วิสัยทัศน์หลักของ
บริดจสโตนที่ต้องการเป็นมากกว่าผู้ผลิตยางรถยนต์สู่การเป็นผู้นำระดับโลกในด้านการเดินทางและการส่งมอบผลิตภัณฑ์ การบริการ และโซลูชั่นขั้นสูงสุดอย่างยั่งยืน เพื่อการส่งมอบคุณค่าให้แก่สังคมและลูกค้า

“ซูซูกิ” ห่วงใยช่วยแบ่งเบาภาระผู้ประสบภัยน้ำท่วม มอบส่วนลดพิเศษ 30% สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยทั่วไประเทศ

0

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความใส่ใจในการดูแลลูกค้าทั้งก่อนและหลังการขาย  มีความตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในวงกว้าง จึงได้ร่วมมือกับผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิจัดแคมเปญมอบส่วนลดพิเศษ 30% สำหรับค่าอะไหล่ ค่าแรง และค่าเคมีภัณฑ์ ให้แก่ลูกค้ารถยนต์ซูซูกิทุกรุ่นที่ได้รับผลกระทบซึ่งอยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ โดยลูกค้ารถยนต์ซูซูกิที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยสามารถติดต่อนัดหมายจองคิวเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาตรฐานของผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิ หรือโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ SUZUKI Cause We Care: 1800-600-900 (ฟรีค่าใช้จ่าย) ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ซูซูกิ ขอส่งความห่วงใยไปยังผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดต่างๆ ซึ่งหวังว่ามาตรการการช่วยเหลือจากซูซูกิในครั้งนี้ จะช่วยผ่อนเบาภาระค่าใช้จ่าย และบรรเทาความเดือดร้อนแก่ลูกค้าได้อีกทางหนึ่ง” ซึ่งซูซูกิมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยเหลือลูกค้า นอกจากความมุ่งมั่นในการพัฒนายานยนต์ให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคอย่างครอบคลุมในทุกไลฟ์สไตล์แล้วยังสอดคล้องกับความตั้งใจของซูซูกิในการจัดทำโครงการ “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” ซึ่งนอกเหนือจากความต้องการที่จะสื่อสารกับลูกค้าทั้งด้านสินค้าและงานบริการได้อย่างทันท่วงทีและมอบบริการที่ดีเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกท่าน ซูซูกิยังมีความตั้งใจจริงที่ต้องการจะสร้างให้ซูซูกิเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือและไว้วางใจเดินคู่เคียงข้างคนไทยต่อไปในอนาคต อีกทั้งยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและช่วยเหลือสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดกิจกรรมและโครงการต่างๆ เพื่อสร้างสังคมแห่งความสุขที่ยั่งยืน

หมายเหตุ.- ซูซูกิมอบส่วนลดชิ้นส่วนอะไหล่ 30% ยกเว้นแบตเตอรี่ หัวเทียน ยางรถยนต์ และอุปกรณ์ตกแต่ง และเฉพาะลูกค้ารถยนต์ซูซูกิที่ไม่มีประกันภัยรถยนต์เท่านั้น

ช่องทางการติดต่อ
www.suzuki.co.th
www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand
SUZUKI Cause We Care: 1800-600-900

มาสด้า ดึงกลุ่มทุนใหญ่อาปิโก ไฮเทค เปิดโชว์รูมมาสด้า ย่านนวนคร

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย เดินหน้ายกระดับประสบการณ์สร้างความสุขให้กับลูกค้าในประเทศไทย จับมือกลุ่ม อาปิโก ไฮเทค ผู้เชี่ยวชาญด้านการดำเนินธุรกิจรถยนต์ และผู้คร่ำหวอดในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับชั้นนำของประเทศไทย เปิดโชว์รูมแห่งใหม่บนทำเลศักยภาพใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ปทุมธานี ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส จำกัด ด้วยงบประมาณกว่า 150 ล้านบาท พร้อมส่งมอบประสบการณ์แห่งความสุขให้กับลูกค้าด้วยการดูแลแบบครบวงจร บนแนวคิด “เพราะทุกความสุขของลูกค้า เราพร้อมดูแล”

มร. ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร บรษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้ายังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าให้ดีที่สุดตามเจตนารมณ์ของเรานั่นคือ ALL FOR CUSTOMER เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกค้าของเรามีความสุข และภาคภูมิใจมากที่สุดในการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการบริการหลังการขาย โดยเฉพาะลูกค้าที่ซื้อรถยนต์มาสด้าตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นมา มาสด้าได้มอบโปรแกรมพิเศษ MAZDA ULTIMATE SERVICE หรือ MUS คือ การรับประกันคุณภาพ 5 ปี ฟรีค่าแรง ค่าอะไหล่ และผลิตภัณฑ์ของเหลว ฟรีบริการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉิน ที่สำคัญมาสด้ากำลังได้รับความสนใจจากนักธุรกิจชั้นนำทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้งในวงการและนอกวงการรถยนต์ ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจาเพื่อเข้าร่วมดำเนินธุรกิจกับมาสด้า วันนี้มาสด้ากำลังสร้างความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายผู้จำหน่าย และเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน รวมทั้งสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน และเพื่อตอบสนองต่อความต้องการลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด

ดังนั้น เพื่อสานต่อปณิธานและความมุ่งมั่นเหล่านี้ มาสด้าจึงเดินหน้าเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เปิดโชว์รูม มาสด้า เอเบิล นวนคร โดยร่วมมือกับพันธมิตร บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส จำกัด ซึ่งบริหารงานโดย มร. เย็บ ซู ชวน ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศไทย บนทำเลทองใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมนวนคร แหล่งเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ซึ่งมีประชากรและลูกค้ามาสด้าอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ทั้งยังเป็นเขตอุตสาหกรรมที่มีนักลงทุนทั้งต่างชาติและคนไทยเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง มั่นใจอย่างยิ่งว่าการเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่นี้ จะมีลูกค้ามาเข้ารับบริการอย่างต่อเนื่อง และจะสามารถส่งมอบบริการที่ประทับใจและตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

มร. เย็บ ซู ชวน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) และ ประธานที่ปรึกษา บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส จำกัด กล่าวว่า โชว์รูมและศูนย์บริการ มาสด้า เอเบิล นวนคร แห่งนี้ ได้รับการออกแบบให้พร้อมต่อการรองรับและการให้บริการลูกค้าในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการขาย การบริการ การสำรองอะไหล่ พร้อมทั้งศูนย์ซ่อมตัวถังและสี บนพื้นที่กว่า 3.5 ไร่ มีพื้นที่โชว์รูมจัดแสดงรถที่กว้างขวาง หรูหรา พร้อมรองรับลูกค้าที่กำลังจะเข้ามาเยือน รวมถึงมีห้องรับรองลูกค้าที่ทันสมัย พร้อมรองรับลูกค้าที่จะนำรถมาเข้ารับบริการ นอกจากนี้ ศูนย์บริการของมาสด้า เอเบิล นวนคร ยังเพียบพร้อมไปด้วยทีมช่างเทคนิคที่มีทักษะสูงและเป็นมืออาชีพ พร้อมให้การดูแลรถของลูกค้าด้วยความสะดวกรวดเร็ว โดยมีพื้นกว้างขวางสามารถรองรับการติดตั้งช่องซ่อมได้มากถึง 17 ช่องซ่อม และมีศูนย์ซ่อมตัวถังและสีที่สามารถรองรับงานซ่อมได้ถึง 10 ช่องซ่อม หรือรองรับรถยนต์ที่มาใช้บริการได้ถึง 600 คันต่อเดือน ซึ่งลูกค้าสามารถมาเข้ารับบริการได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

นอกจากนี้ มร. เย็บ ซู ชวน ยังได้กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักปรัชญาในการดูแลลูกค้าของ มาสด้า เอเบิล นวนคร ว่า “เราตั้งใจส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเราด้วยความเป็นมิตร และแบบมืออาชีพ เพื่อสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าอย่างแท้จริง เราให้คำมั่นสัญญาว่า จะปฏิบัติต่อลูกค้าและพนักงานของเราเฉกเช่นเดียวกับคนในครอบครัวของเรา เพราะนั่นคือการเป้าหมายสูงสุดในการทำงานของเรา เราจะต้องสร้างบรรยากาศที่ดี เน้นการบริการด้วยความจริงใจ และทำให้ลูกค้าเกิดความภาคภูมิใจตลอดการครอบครองรถมาสด้า เพื่อให้ลูกค้ามีความสุขและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เพราะทุกความสุขของลูกค้า เราพร้อมดูแล และนี่คือสิ่งที่มาสด้า เอเบิล ตั้งใจที่จะส่งมอบให้กับลูกค้าทุกคน”

สำหรับลูกค้าที่สนใจเลือกซื้อรถยนต์มาสด้า ทดลองขับ หรือเข้ารับบริการหลังการขาย สามารถติดต่อโชว์รูมและศูนย์บริการ มาสด้า เอเบิล นวนคร ได้ที่ 14/9 ถ.พหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120 โทรศัพท์ 02-105-4359 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

เบนซ์ไพรม์มัส จับมือสมาคม THAI LPGA ดึง 27 โปรกอล์ฟสาว ร่วมดวลวงสวิงกอล์ฟการกุศล

0

เบนซ์ไพรม์มัส ร่วมกับสมาคม THAI LPGA เชิญชวนลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ดวลวงสวิงกับ 27 โปรกอล์ฟสาว หารายได้สมทบทุนมอบ “คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล” พร้อมลุ้นรางวัล Hole in one รถยนต์ Mercedes-Benz C 220d Avantgarde มูลค่า 2,590,000 บาท ในการแข่งขันกอล์ฟการกุศล “PRIMUS PRO-AM CHARITY INVITATION 2022” วันที่ 15 พ.ย.65 สนาม The RG City Golf Club

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์, เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี, เมอร์เซเดส-อีคิว และเมอร์เซเดส-มายบัค อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า ในวาระครบรอบก้าวสู่ปีที่  3 ในการเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ของ “เบนซ์ไพรม์มมัส” บนถนนเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา อย่างเป็นทางการ เราจึงมีนโยบายที่จะจัดกิจกรรมหารายได้สนับสนุนองค์กรสาธารณกุศลต่าง ๆ เพื่อเป็นการตอบแทนและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมไทย

ผนวกกับนโยบายหลักของ “เบนซ์ไพรม์มัส” มุ่งเน้นการเปิดประสบการณ์ใหม่ที่เหนือระดับสำหรับลูกค้ารถยนต์ “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ด้วยการมอบเอกสิทธิสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่หลากหลายรูปแบบ อาทิ กิจกรรม SUV Driving Events, กิจกรรม Mercedes-AMG Track Day เป็นต้น เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์และความชื่นชอบของลูกค้าที่ใช้บริการทั้งด้านการขายและบริการหลังการขาย

ที่สำคัญ เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่เชื่อมั่นและสนับสนุน “เบนซ์ไพรม์มัส” ด้วยดีโดยตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ “เบนซ์ไพรม์มัส” มีความแข็งแกร่ง และก้าวเป็นผู้นำระดับต้นๆ ของผู้จำหน่ายรถยนต์ “เมอร์เซดส-เบนซ์” ในประเทศไทย

ประกอบกับการจัดกิจกรรม PRIMUS PRO-AM CHARITY INVITATION ในครั้งแรก ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ได้รับความสนใจและตอบรับจากลูกค้า “เมอร์เซเดส-เบนซ์” เป็นอย่างดี โดยสามารถจัดหารายได้สมทบทุนให้แก่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล รวมเป็นเงิน 900,000 บาท

ทั้งยังได้รับเสียงเรียกร้องจากลูกค้าเป็นอย่างมากให้มีการจัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้นอีกครั้ง ทำให้ปีนี้ เราตัดสินใจจัดกิจกรรมดังกล่าว  ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 ณ สนาม The RG City Golf Club จ.ปทุมธานี

สำหรับปีนี้ เราได้รับเกียรติจากสมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพสตรี (THAI LPGA) ร่วมเป็นผู้จัดการแข่งขัน จึงมั่นใจได้ว่า กิจกรรมการกุศลในครั้งนี้ จะเปิดประสบการณ์ใหม่ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกท่านอย่างแน่นอน ดังนั้น  จึงขอเชิญชวนลูกค้ารถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ชื่นชอบกีฬากอล์ฟ สมัครร่วมดวลวงสวิงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในแบบ exclusive กับโปรกอล์ฟสาวระดับชั้นแนวหน้าของสมาคม THAI LPGA ในกิจกรรมครั้งนี้

นายกฤษดา ตัณฑ์วิไล นายกสมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพสตรี (THAI LPGA) เปิดเผยว่า “ทางสมาคม THAI LPGA รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมการแข่งขันกอล์ฟการกุศล กับทาง “เบนซ์ไพรม์มัส” ในปีนี้ เราได้จัดรูปแบบการแข่งขันเป็น Tournament มืออาชีพ แบบ PRO-AM โดยมีทีมแข่งขัน ทั้งหมด 27 ทีม

และทางสมาคมฯ ได้คัดเลือกโปรกอล์ฟสาวเข้าร่วมกิจกรรมมากถึง 27 ท่าน โดยเน้นโปรที่มีผลงานและทำคะแนนสะสมได้ในลำดับต้นๆ อาทิ โปรปลาย พัชรจุฑา คงกระพันธ์, โปรแจน อัญชิสา อุตมะ, โปรแต๋ม สราพล แช่มช้อย, โปรป๊อบ กุลธิดา พราหมพันธ์ ที่คว้ารางวัลต่างๆ มาหลายสนาม เพื่อนำประสบการณ์และเทคนิคการเล่นกอล์ฟร่วมแลกเปลี่ยนกับผู้ร่วมแข่งขันในครั้งนี้

ด้านสนามกอล์ฟ The RG City Golf Club ถือเป็นสนามกอล์ฟที่มีสวยงาม และมีบริการที่ดี เหมาะสมกับการจัดการแข่งขันแบบ exclusive มีความหลากหลาย ซึ่งจุดเด่นของสนามแห่งนี้ คือ การรวบรวมเอกลักษณ์จากสนามกอล์ฟชื่อดังต่างๆ มาไว้ในที่เดียวกัน ทำให้นักกอล์ฟสนใจอยากที่จะมาสัมผัสประสบการณ์ออกนอกในสนามแห่งนี้ คาดว่าจะสร้างความสนุก และท้าทายให้กับนักกอล์ฟอย่างแน่นอน

“การเข้าร่วมกิจกรรม PRIMUS PRO-AM CHARITY INVITATION 2022 ในครั้งนี้ นอกจากได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรมสาธารกุศลแล้ว ทางสมาคม THAI LPGA ยังมุ่งยกระดับการจัดกิจกรรมกอล์ฟของภาคเอกชนให้มีมาตรฐานที่ดี ส่งผลให้กีฬากอล์ฟได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น ทั้งเป็นโอกาสที่ดีในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของสมาคม THAI LPGA ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายอีกด้วย”

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับกิจกรรมกอล์ฟการกุศลในครั้งนี้ ถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญของเรา จึงอยากเชิญชวนลูกค้า “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ที่ชื่นชอบกีฬากอล์ฟทุกท่าน ร่วมสมัครแข่งขันในครั้งนี้  โดยจะเปิดรับสมัครทีมแข่งขัน จำนวนทั้งสิ้น 27 ทีม อัตราค่าสมัคร 5,000 บาทต่อท่าน ซึ่งรายได้ทั้งหมดจะสมทบทุนมอบให้แก่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

การแข่งขันในครั้งนี้ ผู้ร่วมแข่งขันจะได้ออกรอบกับโปรกอล์ฟสาวระดับมืออาชีพมากถึง 27 ท่าน โดยหนึ่งทีมแข่งขัน ประกอบด้วยโปรกอล์ฟสาว 1 ท่าน ต่อนักกอล์ฟ 4 ท่าน ร่วมออกรอบตลอด 18 หลุม เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักกอล์ฟมืออาชีพ และร่วมลุ้นชิงรางวัล Hole in one เป็นรถยนต์ Mercedes-Benz รุ่น C 220d  Avantgarde มูลค่า 2,590,000 บาท และรางวัลอื่น ๆ ให้ร่วมสนุกสนานอีกมากมาย

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีพที่จัดขึ้นโดยเฉพาะ ได้แก่ กิจกรรม Golf Clinic โดยมีโปรกอล์ฟ ให้คำแนะนำและตอบคำถามด้านเทคนิค รวมทั้งสาธิตการเล่นกอล์ฟแบบมืออาชีพ กับการสัมผัสและทดลอง

ขับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ที่มีให้เลือกหลากหลายรุ่น ทั้งได้ร่วมสังสรรค์พบปะพูดคุยกับผู้บริหาร “เบนซ์ไพรม์มัส” พร้อมรับมอบ Golf Collection เป็นของที่ระลึกสำหรับผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกท่านอีกด้วย

ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากพันธมิตรทางธุรกิจ ได้แก่ บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า” และ U DRINK I DRIVE ที่จะมาร่วมออกบู๊ธกิจกรรมภายในงานนี้ด้วย

ผู้สนใจสามารถสมัครร่วมงานแข่งขันกอล์ฟการกุศล “PRIMUS PRO-AM CHAIRTY INVITATION 2022” ได้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 02 095 5555

จับตา MG4 รถไฟฟ้าแพลตฟอร์มใหม่ที่จะมาเปลี่ยนแปลงตลาดรถยนต์อีวี

0

SAIC Motor Corporation บริษัทแม่ของ เอ็มจี เผยความสำเร็จในการบุกตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในยุโรป และสามารถทำผลงานติดอันดับ 1 ใน 10 แบรนด์รถยนต์พลังงานไฟฟ้ายอดนิยมในประเทศสวีเดน นอร์เวย์ อังกฤษ และในอีกหลากหลายประเทศ ชื่อชั้นของแบรนด์ เอ็มจี เริ่มเป็นที่ จับตามองในทุกๆ การเคลื่อนไหว ล่าสุดกับการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเดินหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง กับเป้าหมายใหญ่ในการนำเสนอ Global EV รุ่นล่าสุดอย่าง MG4 ที่จะยกระดับตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% อีกครั้ง

MG4 คือชื่อที่ใช้ทำการตลาดในทั่วโลก โดยจุดกำเนิดของ “อีวีสายพันธุ์แท้” รุ่นนี้ เริ่มต้นที่ประเทศจีน ภายใต้ชื่อ MG MULAN ปรากฏตัวครั้งแรกที่ประเทศจีนเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ต่อเนื่องด้วยการเปิดตัวที่ประเทศอังกฤษเมื่อช่วงกลางเดือนกันยายน ภายใต้ชื่อ MG4 Electric สร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถยนต์ไฟฟ้า จนขึ้นชั้น “รถไฟฟ้าที่น่าจับตามอง” และเตรียมจ่อคิวเปิดตัวในประเทศชั้นนำอื่นๆ ในยุโรป ไม่ว่าจะเป็น ประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ลักเซมเบิร์ก ฯลฯ

โดย MG4 คือรถไฟฟ้าโมเดลแรกที่พัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม SAIC NEBULA TECHNOLOGY ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ สามารถใช้ได้กับรถไฟฟ้าหลากหลายเซ็กเมนต์ครอบคลุมตั้งแต่รถขนาดเล็กไปจนถึงรถขนาดใหญ่ และรองรับแบตเตอรี่ได้หลากหลายความจุ สำหรับ MG4 จัดอยู่ใน C-Segment Hatchback รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 5 ประตู ที่มีความโฉบเฉี่ยวและคล่องตัวสูง ต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหลังและการกระจายน้ำหนักแบบสมมาตร 50:50 ส่งผลให้ MG4 มีความโดดเด่นในเรื่องความสนุกสนานในการขับขี่ ทั้งอัตราเร่งที่ทันใจ พวงมาลัยที่ตอนสนองฉับไวเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจด้วยจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ รองรับด้วยระบบช่วงล่างสมรรถนะสูงแบบอิสระ 4 ล้อ และโดดเด่นด้วยแนวคิดการออกแบบ Energetic Agile ที่ผสมผสานองค์ประกอบที่ทันสมัยเข้ากับเทคโนโลยี ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความแตกต่างในด้านดีไซน์ให้เหมือนรถยนต์แห่งอนาคต ภายใน ห้องโดยสารของ MG4 มีการออกแบบที่มุ่งเน้นความกว้าง แต่ยังคงความสะดวกสบายต่อการใช้งาน ในส่วนระบบความปลอดภัยยังคงให้มาครบครันตามแบบฉบับของเอ็มจี

ทาง SAIC MOTOR CORPORATION ปักหมุดเตรียมส่งมอบ MG4 เข้าไปทำตลาดใน 6 ทวีปทั่วโลก ภายในปี ค.ศ. 2023 โดยจะทยอยเปิดตัว MG4 อย่างต่อเนื่องในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ กลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง กลุ่มประเทศในทวีปอเมริกาใต้ และประเทศไทย ในเร็วๆนี้

สำหรับลูกค้าและ ผู้ที่สนใจเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสามารถติดตามข่าวสาร และอัปเดตความเคลื่อนไหว ด้วยการดาวน์โหลด MG Thailand แอพพลิเคชัน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand