Home Blog Page 271

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เสริมทัพรถใหม่ 2 รุ่น กับ C-Class ปลั๊กอินไฮบริด พร้อม Vito รถตู้สไตล์พรีเมียม

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด รุกสองเซกเมนต์ในตลาดรถยนต์ลักชัวรีพร้อมกันด้วยการเปิดตัว “Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic” เวอร์ชันใหม่แบบปลั๊กอินไฮบริดของ The new C-Class โฉมปัจจุบันที่ถูกใจแฟนเมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นใหม่มาอย่างต่อเนื่อง และ “Mercedes-Benz Vito 119 CDI Tourer Select” รถตู้อเนกประสงค์สำหรับผู้บริหารยังเจนที่ตอบทุกโจทย์การใช้งานทั้งในวันทำงานและวันหยุด โดยทั้งสองรุ่นมีวางจำหน่ายที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ 

มร. โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “หลังจากที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้แนะนำ The new Mercedes-Benz C-Class รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลออกมาเป็นคันแรกในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ และได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมเช่นเคย วันนี้เราพร้อมแล้วที่จะนำเสนออีกหนึ่งเวอร์ชันใหม่ของรถยนต์ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดรุ่นหนึ่งของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในประเทศไทยคันนี้ กับ Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic รุ่นปลั๊กอินไฮบริดใหม่ที่ผสานขุมพลังเบนซินกับพลังไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เจเนอเรชันที่ 4 ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจในทุกสภาพถนน ทั้งยังประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะผู้ขับขี่สามารถเลือกขับด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร เท่านั้นยังไม่พอ วันนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยัง  ขอแนะนำ Mercedes-Benz Vito 119 CDI Tourer Select ใหม่ ที่สุดแห่งความหรูหราในแบบฉบับอเนกประสงค์ของรถตู้ระดับพรีเมียมจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่สามารถจุผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 11 ที่นั่ง ตอบโจทย์ทั้งสำหรับผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ต้องการความกว้างขวางสะดวกสบายในวันทำงาน และการเป็นรถยนต์สำหรับการใช้งานได้อีกหลายรูปแบบในวันหยุดหรือในทุกวันที่ต้องการ การเปิดตัวรถยนต์ทั้งสองรุ่นในวันนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์มั่นใจว่า จะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้ารุ่นใหม่ที่สัมผัสได้ถึงจุดเด่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขา และช่วยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในทั้งสองเซกเมนต์ในตลาดรถยนต์ลักชัวรีของเมอร์เซเดส-เบนซ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

“Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic” คือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ในรุ่น C-Class ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่สุดเร้าใจ ด้วยขุมพลังของเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,999 ซีซี ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่อาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 25.4 kWh ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่เป็นเจเนอเรชันที่ 4 ให้กำลังสูงสุด 313 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร โดยรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดคันนี้สามารถขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร และทำความเร็วสูงสุดจากการขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าได้ถึง 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในการชาร์จพลังงานไฟฟ้า หากเป็นการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC charger) จะใช้เวลาเพียง 30 นาทีก็สามารถชาร์จได้เต็ม 100% ส่วนการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ (AC charger) จะใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง ซึ่งด้วยความสะดวกในการเลือกใช้งานได้ทั้งสองระบบ ประกอบกับการชาร์จพลังไฟฟ้าด้วยเวลาไม่นาน หากเป็นการขับขี่ภายในเมือง ผู้ใช้สามารถใช้รถยนต์คันนี้ได้อย่างสะดวกสบายด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว

รถยนต์คันนี้มาพร้อมรายละเอียดของการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ด้วยดีไซน์ใหม่ในคอนเซ็ปต์ Sensual Purity ที่ให้สัมผัสที่ผสมผสานระหว่างความสปอร์ตและความหรูหรา ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แบบสปอร์ตและขนาดตัวรถที่กว้างขึ้นในทุกมิติ จึงช่วยมอบความสะดวกสบายในการเดินทางมากยิ่งขึ้น ส่วนดีไซน์ภายในก้าวไปอีกขั้นกับการตกแต่งที่ถอดแบบมาจากรุ่น S-Class ทั้งหน้าจอ LCD ความละเอียดสูง การปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 แบบ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านหุ้มด้วยหนัง คอนโซลกลางดีไซน์ใหม่พร้อม จอสัมผัสแนวตั้งขนาดใหญ่ 11.9 นิ้วที่เบี่ยงเป็นมุมเฉียงมายังผู้ขับขี่เล็กน้อย ทั้งยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยและมาตรฐานของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ได้รับการยกระดับขึ้นอีกขั้น

Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 3,350,000 บาท

 

“Mercedes-Benz Vito 119 CDI Tourer Select” ใหม่คือรถยนต์นั่งขนาด 11 ที่นั่งระดับพรีเมียมที่พร้อมตอบทุกช่วงเวลาแห่งความสุขของทุกคนในทุกเส้นทาง ด้วยขุมพลังของเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ ขนาด 1,950 ซีซี เจเนอเรชันล่าสุดที่ให้กำลังมากขึ้นทว่าให้อัตราสิ้นเปลืองที่ลดลง ขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพด้วยชุดเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic มอบอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงที่ 9.6 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 205 กิโลเมตร/ชั่วโมง Mercedes-Benz Vito ใหม่นำเสนอดีไซน์ภายนอกที่มีความโดดเด่นในทุกเส้นทาง ด้วยกระจังหน้าโครเมียมกับไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light และล้ออัลลอย Multispoke ขนาด 17 นิ้ว พร้อมประตูบานเลื่อนซ้าย-ขวาที่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า ควบคุมการเปิด-ปิดด้วยรีโมทคอนโทรล ดีไซน์ภายในมีเอกลักษณ์กับห้องโดยสารกว้างขวางที่พร้อมเชื่อมต่อให้ทุกการทำงานของคุณลื่นไหลไม่มีสะดุด พร้อมความสะดวกสบายยิ่งขึ้นกับระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติภายในห้องโดยสาร (Thermotronic) ขับเคลื่อนความสุขและความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของทุกคนได้ตลอดการเดินทาง

Mercedes-Benz Vito 119 CDI Tourer Select วางจำหน่ายในราคา 3,100,000 บาท

 

อาวดี้ Motor Expo Campaign เริ่มแล้ววันนี้!! ที่โชว์รูมอาวดี้ทั่วประเทศ คุ้มสุดกับรุ่นท็อปฮิตพร้อมแคมเปญสุดฮอต

0

อาวดี้ ประเทศไทย เขย่าตลาดปลายปี โค้งสุดท้ายแรงไม่แพ้ใคร ให้ลูกค้าอาวดี้ ได้เลือกยนตรกรรมอาวดี้ มาขับก่อนใคร ส่งแคมเปญแรงสำหรับงาน Motor Expo ให้กับรุ่นยอดฮิตแล้วตั้งแต่วันนี้ ดอกเบี้ย 0% 5 ปี* ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีบอลลูน ไม่ต้องรอลดต้นลดดอก พร้อมยืนราคาเก่าถึงสิ้นปี 2565 เท่านั้น

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดทั้งปี 2565 อาวดี้ ประเทศไทย นำเข้ารถแต่ละรุ่นมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างโดนใจในทุกมิติ อาวดี้รุ่นยอดฮิตอย่าง TT Coupé ไอคอนตลอดกาลของอาวดี้ Audi A5 Coupé และ Audi A5 Sportback รวมไปถึง Audi Q3 และ Audi Q3 Sportback ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนๆ อาวดี้ สร้างความพึงพอใจทั้งในแง่ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ สมรรถนะการขับขี่ ความมั่นใจในการขับขี่ในทุกเส้นทาง และคุณภาพรถนำเข้าทั้งคันมาตรฐานเยอรมันในราคาที่จับต้องได้ เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าและต้อนรับลูกค้าใหม่ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2565 เรามุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า พร้อมยืนราคาเก่าจนถึงสิ้นปี และเพื่อเป็นการต้อนรับงานมหกรรมยานยนต์ Thailand International Motor Expo 2022 ที่จะเริ่มขึ้นในต้นเดือนธันวาคมนี้ อาวดี้ ประเทศไทย มอบข้อเสนอดอกเบี้ย 0% 5 ปี* ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีบอลลูน ลูกค้าไม่ต้องกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยไม่ว่าจะคิดดอกเบี้ยแบบลดต้น ลดดอก ไม่ส่งผลกระทบกับการเป็นเจ้าของรถอาวดี้ พร้อมยืนราคาเดิมสำหรับลูกค้าที่จองและออกรถตั้งแต่วันนี้ – 30 ธันวาคม 2565 เท่านั้น”

ข้อเสนอรายรุ่นสำหรับแคมเปญดอกเบี้ย 0% 5 ปี*

  • A5 Coupé และ A5 Sportback 40 TFSI S line ดาวน์ 999,900 บาท ผ่อน 29,900 บาท/เดือน
  • A6 40 TFSI S line ดาวน์ 1,158,974 บาท    ผ่อน 39,000 บาท/เดือน
  • Q3 35 TFSI S line ดาวน์ 765,000 บาท ผ่อน 29,750 บาท/เดือน
  • Q3 40 TFSI quattro S line Black Edition ดาวน์ 999,900 บาท ผ่อน  29,900 บาท/เดือน
  • Q3 SB 40 TFSI quattro S line Black Edition ดาวน์ 1,499,500 บาท ผ่อน 24,900 บาท/เดือน
  • TT Coupé 45 TFSI quattro S line ดาวน์ 1,164,992 บาท ผ่อน 38,900 บาท/เดือน

พิเศษสำหรับลูกค้าบัตรเครดิตกสิกรไทย สามารถผ่อนดาวน์ 0% นาน 6 เดือน (ยอดสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท) เมื่อจัดไฟแนนซ์กับ K-Leasing

 

Audi เป็นรถยนต์นำเข้าจากประเทศเยอรมันทุกรุ่น ลูกค้าที่ออกรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน รถยนต์ไฟฟ้า 100% และรถยนต์ Plug-in Hybrid TFSI e ใหม่ ทุกรุ่นรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี ลูกค้าอาวดี้สามารถมั่นใจกับงานบริการหลังการขาย ซึ่งมีมาตรฐานคุณภาพเดียวกันทุกสาขา ลูกค้าที่สนใจทดลองขับรถยนต์อาวดี้  สามารถโทรนัดหมายได้ที่

  • Audi Centre Thailand 02-765-8888
  • Audi New Petchburi 02-023-4888
  • Audi Pattaya 038-197-888
  • Audi Phuket 076-646-666
  • Audi Service Chiang Mai 052-081-188
  • Audi Service Ratchapruek 02-034-5888
  • Audi Udonthani 093-161-5588

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง ประเทศไทย เปลี่ยนชื่อเป็น เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ ประเทศไทย

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด” อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำการเป็นธุรกิจที่มากกว่าบริษัทสินเชื่อรถยนต์ พร้อมการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่และธุรกิจเกี่ยวเนื่องเพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และเสนอทางเลือกผลิตภัณฑ์การเงินที่ตอบโจทย์ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ง่ายยิ่งขึ้น

นายศุภวุฒิ จีรมนัสนาคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปลี่ยนชื่อจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง ประเทศไทย เป็น เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ ประเทศไทย เป็นการปรับเปลี่ยนตอบรับความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค ทำให้เราต้องปรับตัวให้เป็นมากกว่าแค่ธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ต้องมีความยืดหยุ่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย รวมทั้งธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่จะตอบโจทย์ลูกค้าในยุคปัจจุบัน พร้อมเคียงข้างกลุ่มรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และกลุ่มบริษัทรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ในเครือ”

เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการครอบครองรถยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไป เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ เดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ให้ได้ครอบครองรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้สะดวกสบายและง่ายขึ้น ซึ่งผลิตภัณฑ์นั้นคือ “StarChoice” ที่จะเข้ามาตอบสนองความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ ควบคู่ไปกับใช้บริการออนไลน์ที่ราบรื่น

“StarChoice” เสนออัตราค่าบริการรายเดือนแบบคงที่รวมทุกอย่าง (All-inclusive) ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตลอดระยะเวลาสัญญา 3-5 ปี พร้อมความคุ้มครองสูงสุดตามมาตรฐานเมอร์เซเดส-เบนซ์ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมค่าบำรุงรักษา ซ่อมแซม ประกันภัย ภาษี และค่าจดทะเบียน อีกทั้งยังมีบริการจัดหารถทดแทนตลอดระยะเวลาสัญญา โดยไม่ต้องจ่ายเงินงวดแรก ทำให้ลูกค้าตัดสินใจครอบครองรถได้ง่ายขึ้น และขับขี่ได้อย่างมั่นใจ โดยเมื่อสิ้นสุดสัญญาสามารถเลือกที่จะคืนรถ หรือเลือกเป็นเจ้าของรถได้เช่นกัน นับเป็นผลิตภัณฑ์ที่มอบความสะดวกสบายควบคู่ไปกับการบริหารการเงินได้เป็นอย่างดี

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินสินเชื่อรีไฟแนนซ์

นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ “StarChoice” บริษัทฯ ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินสินเชื่อรีไฟแนนซ์ ที่ช่วยลูกค้าบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ง่ายขึ้น พร้อมข้อเสนอในการเพิ่มมูลค่ารถยนต์ของลูกค้าด้วยสินเชื่อ รีไฟแนนซ์ ที่สามารถเปลี่ยนรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ของคุณ เป็นวงเงินสูงสุด 4 ล้านบาท ด้วยอัตราดอกเบี้ยและการผ่อนชำระที่คงที่ ตลอดระยะการผ่อนชำระสูงสุด 5 ปี

ธุรกิจให้บริการด้านประกันภัย

ครอบคลุมด้วยความคุ้มครองที่เหนือระดับยิ่งขึ้นของ แผนประกันภัย เมอร์เซเดส-เบนซ์ โพรเทกชั่น เป็นแผนประกันรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่มีความคุ้มครองอย่างรอบด้าน ด้วยการซ่อมห้างโดยใช้อะไหล่แท้นานถึง 7 ปี พร้อมบริการรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทดแทนระหว่างซ่อมนานสูงสุดถึง 20 วันต่อปี รับประกันโดย วิริยะประกันภัย และไทยศรีประกันภัย สำหรับปี 2565 นี้ มีการเสริมทัพด้วยบริษัทประกันภัยเพิ่มเติมคือ แอกซ่าประกันภัย และฟอลคอนประกันภัย ให้ลูกค้าได้เลือกรับความคุ้มครองกับบริษัทประกันที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า และเลือกแผนประกันที่ตรงความต้องการมากที่สุด พร้อมช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์มเฉพาะลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อค้นหาแผนประกันภัยได้ทุกที่ ทุกเวลา

โปรแกรมส่งเสริมการขายสำหรับลูกค้าปัจจุบัน

นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับลูกค้าใหม่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ ยังคงให้ความสำคัญกับลูกค้าปัจจุบัน และลูกค้าที่เคยมีประวัติการปิดสัญญากับทางบริษัทฯ โดยมอบโปรโมชั่นลอยัลตี้โปรแกรม ส่วนลดเพิ่มเติมสูงสุด 200,000 บาท[1] เมื่อเลือกทำสัญญาใหม่กับบริษัท

นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ ยังให้บริการลูกค้าผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มแบบไร้รอยต่อ ให้เกิดประโยชน์และความสะดวกสบายสูงสุดแก่ลูกค้า ผ่านแอปพลิเคชัน Mercedes me Finance ลูกค้าสามารถเข้าถึงทุกความเคลื่อนไหวของสัญญาทางการเงิน ข้อมูลการทำธุรกรรม ดาวน์โหลดบาร์โค้ดสำหรับการชำระเงิน และแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคล 

“ตามที่กล่าวมานี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ มุ่งมั่นในการนำเสนอบริการที่ดีที่สุด (Best-in-class mobility service) และพร้อมมอบอิสรภาพสูงสุดในการครอบครองรถยนต์ได้ตามต้องการผ่านประสบการณ์การให้บริการอย่างไร้รอยต่อทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ ด้วยบริการที่โดดเด่นทั้งหมดนี้พร้อมกับผลิตภัณฑ์ที่มีให้เลือกมากมายที่ตอบสนองความต้องการของใช้รถได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้เราประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจด้วยการเป็นผู้นำการบริการสินเชื่อสำหรับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์” นายศุภวุฒิ กล่าวเพิ่มเติม

 

ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่สนใจอยากทราบข้อมูล StarChoice สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.mercedes-benz.co.th/starchoice หรือสอบถามกับผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

สำหรับลูกค้าที่สนใจค้นหาแผนประกันภัยสำหรับรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผ่านทางช่องทางออนไลน์ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Mercedes-Benz Insurance Services (mercedes-benz-mobility.co.th)

[1] โปรดตรวจสอบเงื่อนไขและรายละเอียดของแคมเปญได้ที่ www.mercedes-benz.co.th/promotions บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการกำหนดและเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดและเงื่อนไขได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อตัวแทนจำหน่าย เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั่วประเทศ

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ยกระดับความอุ่นใจให้ลูกค้า มอบความคุ้มค่าสูงสุดด้วยโปรแกรมบำรุงรักษา BSI ที่ราคาย่อมเยาว์กว่าในตลาดระดับพรีเมียม

0

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย มุ่งมั่นมอบความอุ่นใจและความคุ้มค่าสูงสุดให้กับลูกค้า พร้อมบริการระดับพรีเมียมจากโปรแกรมบำรุงรักษา BMW Service Inclusive (BSI) ที่คัดสรรมาโดยเฉพาะ ให้ลูกค้าได้สัมผัสกับคุณภาพด้านการให้บริการที่เหนือระดับเช่นเดิม จากมืออาชีพที่มีความชำนาญและให้บริการด้วยอะไหล่แท้จากบีเอ็มดับเบิลยูเท่านั้น วางใจได้ในทุกเส้นทางการขับขี่โดยไม่ต้องกังวลถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษา อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวเนื่องกับภาวะเศรษฐกิจโลก เช่น อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้จำเป็นต้องมีการปรับราคาบางรายการของโปรแกรมบำรุงรักษา โดยจะยังคงราคาเดิมไปจนถึงวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565 นี้

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มุ่งมั่นพัฒนาความเป็นเลิศด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ สอดคล้องกับภารกิจหลักขององค์กรในการส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุด ทั้งด้านผลิตภัณฑ์และบริการให้กับลูกค้า การเป็นผู้นำในตลาดพรีเมียมของเราสะท้อนให้เห็นถึงความรวดเร็วในการปรับตัวต่อสถานการณ์ใหม่ ๆ ตลอดจนความสามารถในการให้บริการที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง การปรับราคาดังกล่าวไม่เพียงแต่จะเป็นการส่งมอบโปรแกรมบำรุงรักษาที่เหนือระดับให้กับลูกค้า แต่ยังมอบความคุ้มค่าสูงสุดด้วยบริการที่เอาใจใส่ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ในราคาที่ย่อมเยาว์กว่าตลาดพรีเมียม”

นอกจากนั้น ลูกค้ายังจะได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบและมั่นใจในทุกเส้นทางทั่วไทย ด้วยมาตรฐานการให้บริการที่มีคุณภาพและรวดเร็วกับ BMW Roadside Assistance ผ่านผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ พร้อมจัดหารถทดแทนให้กับลูกค้า หากกรณีที่ไม่สามารถซ่อมรถเสร็จภายใน 48 ชั่วโมง สูงสุดไม่เกิน 5 วัน (3 วันทำการ และ 2 วันหยุดสุดสัปดาห์ เฉพาะในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ) หรือกรณีที่รถของลูกค้าขัดข้องในรัศมี ห่างจากที่พักเกิน 100 กม. และนำรถเข้าศูนย์บริการของบีเอ็มดับเบิลยูซึ่งไม่สามารถซ่อมให้แล้วเสร็จได้ภายใน 48 ชม. สามารถเลือกรับหนึ่งสิทธิประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นบริการจัดหารถทดแทน สูงสุดไม่เกิน 3 วัน ทำการ หรือบริการตั๋วรถไฟ ตั๋วโดยสารรถปรับอากาศ หรือบริการตั๋วเครื่องบินสำหรับเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางภายในประเทศ

ทั้งนี้ สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในรุ่นที่กำหนดและมีการส่งมอบตั้งแต่พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป จะมีการปรับราคาแพคเกจ BSI เพิ่มขึ้น สำหรับโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard ยังคงทางเลือกกับความคุ้มครองสูงสุด 3 ปี หรือ 60,000 กม. และเลือกการรับประกันได้นานสูงสุด 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และลูกค้ายังสามารถเลือกอัปเกรดการบำรุงรักษาได้สูงสุด 5 ปี หรือ 100,000 กม. และขยายการรับประกันได้นานสูงสุด 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง สำหรับโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Ultimate นอกจากนั้น ลูกค้ายังสามารถเพลิดเพลินไปกับโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน ครอบคลุมแพ็คเกจการรับประกันนานสูงสุด 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และการรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูงนานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร โดยราคารวมในแต่ละแพ็คเกจมีรายละเอียด ดังนี้

แพ็คเกจ บริการดูแลบำรุงรักษา (BSI) การรับประกัน ราคาใหม่ (บาท)
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 2, ซีรีส์ 3
BSI STANDARD 3 ปี หรือ 60,000 กม. 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง 70,000
BSI ULTIMATE 5 ปี หรือ 100,000 กม. 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง 160,000
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5, ซีรีส์ 7
BSI STANDARD 3 ปี หรือ 60,000 กม. 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง 110,000
BSI ULTIMATE 5 ปี หรือ 100,000 กม. 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง 230,000

 

รุ่น ราคาใหม่พร้อมแพ็คเกจ BSI Standard (บาท) สิทธิประโยชน์จากแพ็คเกจ BSI Standard
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 2  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

·  บริการดูแลบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม.

·  การรับประกัน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

·  การบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่เป็นระยะเวลาสูงสุด 5 ปี

·   บีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupé M Sport 2,279,000
·   บีเอ็มดับเบิลยู M240i xDrive 4,279,000
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4
·   บีเอ็มดับเบิลยู 430i Coupe M Sport 4,139,000
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5
·   บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport 3,669,000
·   บีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport 3,809,000
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 6
·   บีเอ็มดับเบิลยู 630i GT M Sport 4,169,000
บีเอ็มดับเบิลยู X3
·   บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport 3,739,000
·   บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport 3,839,000
บีเอ็มดับเบิลยู X4
·   บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport 4,139,000
บีเอ็มดับเบิลยู X5
·   บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive30d M Sport 4,919,000
·   บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sport 5,219,000
บีเอ็มดับเบิลยู X6
·   บีเอ็มดับเบิลยู X6 xDrive40i M Sport 5,739,000
บีเอ็มดับเบิลยู Z
·   บีเอ็มดับเบิลยู Z4 sDrive30i M Sport 4,139,000
·   บีเอ็มดับเบิลยู Z4 M40i 5,139,000
รถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน
·   บีเอ็มดับเบิลยู i4 M50 5,099,000 ·  บริการดูแลบำรุงรักษา 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

·  การรับประกัน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

·  การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูงนานสูงสุด 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร

·  การบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่เป็นระยะเวลาสูงสุด 5 ปี

·   บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport 6,199,000
·   บีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport 3,599,000

 

*ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป
**แพ็คเกจตามตารางอัพเกรดนี้ ต้องซื้อภายในระยะเวลา 90 วัน นับตั้งแต่วันที่รับส่งมอบรถยนต์
***เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการ หรือติดต่อ BMW Contact Centre 1397

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ไขข้อสงสัย มีอะไรอยู่ภายในรถยนต์ไฟฟ้า?

0

ในปัจจุบัน รถยนต์ไฟฟ้ากำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้บริโภคจำนวนมาก โดยมาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกที่สะดุดตา สมรรถนะที่โดดเด่น และเทคโนโลยีที่ทั้งล้ำสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เรียกได้ว่าตอบครบทุกโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคหลายๆ คนอาจเคยสงสัยว่าภายในรถยนต์ไฟฟ้า 100% หนึ่งคันประกอบไปด้วยอะไรบ้าง แตกต่างจากรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในหรือไม่…

วันนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะผู้นำด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้าของไทย ขอพาทุกคนไปทำความรู้จักส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า 100% โดยรถยนต์ไฟฟ้ามีจำนวนส่วนประกอบและชิ้นส่วนต่างๆ น้อยกว่ารถยนต์สันดาปภายใน จึงทำให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่ำกว่ารถยนต์โดยทั่วไปหลายเท่า ในด้านส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าจะคล้ายๆ กับรถบังคับที่หลายคนชอบเล่นในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ขับเคลื่อน ถ่านชาร์จที่เปรียบได้กับแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ใช้เป็นแหล่งพลังงาน และตัวรับสัญญาณที่เปรียบเสมือนกับกล่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมกับส่วนประกอบอีกหลายอย่างที่เพิ่มเติมเข้ามา เพื่อช่วยเสริมให้ระบบการทำงานต่างๆ รองรับการทำงานที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยรถยนต์ไฟฟ้านั้นประกอบด้วยระบบสำคัญ 4 ระบบ ได้แก่ ระบบพลังงานไฟฟ้าแรงดันสูง ระบบขับเคลื่อน ระบบควบคุม และระบบพลังงานไฟฟ้าแรงดันต่ำ ซึ่งในแต่ละระบบนั้นมีอุปกรณ์สำคัญๆ อยู่ดังต่อไปนี้

  1. ระบบไฟฟ้าแรงดันสูง เป็นระบบหลักของรถยนต์ไฟฟ้าทุกคัน ประกอบไปด้วยอุปกรณ์หลักที่สำคัญๆ ดังต่อไปนี้
  • แบตเตอรี่แรงดันสูง (High Voltage Battery): ตัวกักเก็บพลังงานไฟฟ้าทำหน้าที่เสมือนถังน้ำมันของเครื่องยนต์สันดาป ภายในแบตเตอรี่แรงดันสูงประกอบไปด้วยเซลล์แบตเตอรี่จำนวนหลายร้อยเซลล์มารวมเข้าด้วยกันเพื่อกักเก็บพลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน โดยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่จะเลือกใช้แบตเตอรี่ลิเธียมเป็นทางเลือกหลัก เพราะมีความสามารถในการคายประจุฉับพลัน และมีความจุที่มาพร้อมกับน้ำหนักที่เหมาะสม โดยรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันนิยมใช้เซลล์ประเภทลิเธียมนิกเกิลแมงกานีสโคบอลต์ออกไซด์ (NMC: Lithium Nickel Manganese Cobalt Oxide) ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดขึ้นมาจาก LMO (Lithium Manganese Oxide) ให้กำลังสูง เก็บพลังงานได้มาก มีอายุการใช้งานได้ยาวนาน และเพิ่มรอบการอัดกับคายประจุได้เป็นอย่างดีจึงนิยมนำมาใช้ในรถยนต์ไฮบริดรวมถึงจักรยานไฟฟ้า
  • ระบบการจัดการแบตเตอรี่ (BMS: Battery Management System): เปรียบเสมือนสมองกลในการจัดการและดูแลการทำงานของแบตเตอรี่ทุกๆ เซลล์ในระบบให้เป็นหนึ่งเดียวตั้งแต่การตรวจสอบและควบคุมการชาร์จไฟ การคายประจุของแบตเตอรี่ ตรวจสอบอุณหภูมิ สถานะการชาร์จ และการใช้พลังงานของแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูง รวมถึงทำหน้าที่ส่งข้อมูลสำคัญไปยังระบบอื่นๆ และที่สำคัญที่สุดคือการปรับเปลี่ยนระบบไฟฟ้าของแบตเตอรี่ให้ทำหน้าที่ตามที่ได้กำหนดไว้
  • หน่วยจ่ายไฟฟ้าในแบตเตอรี่ (BDU: Battery Distribution Unit): เป็นอุปกรณ์ที่รับคำสั่งจากระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) เพื่อควบคุมการชาร์จไฟหรือคลายประจุในแต่ละเซลล์ได้อย่างเหมาะสม การทำงานภายในนั้นมีความคล้ายคลึงกับรีเลย์ทางไฟฟ้าของรถยนต์สันดาปภายใน โดยทั่วไปแล้วหน่วยจ่ายไฟฟ้าแบตเตอรี่จะติดตั้งอยู่ภายในลูกแบตเตอรี่แรงดันสูง
  • ระบบชาร์จไฟฟ้าแบบออนบอร์ด (OBC: On-Board Charger): ทำหน้าที่แปลงกระแสไฟฟ้าจากกระแสสลับ (AC) เป็นกระแสตรง (DC) ในการชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ หรือจ่ายไฟแรงดันสูงจากกระแสตรง (DC) เป็นกระแสสลับ (AC) ให้มอเตอร์ขับเคลื่อน และอีกหน้าที่คือแปลงไฟฟ้ากระแสตรงแรงดันสูงให้กลายเป็นไฟฟ้ากระแสตรงแรงดันต่ำ เพื่อชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่แรงดันต่ำ 12 โวลต์
  • กล่องควบคุมการสื่อสารของรถยนต์ไฟฟ้า (EVCC: Electric Vehicle Communication Controller): คือหน่วยประมวลผลในการชาร์จไฟ เป็นองค์ประกอบหลักที่ทำหน้าที่บริหารจัดการและสื่อสารระหว่างรถยนต์กับสถานีชาร์จหรืออุปกรณ์ชาร์จไฟต่างๆ โดย EVCC ทำหน้าที่เป็นเกตเวย์ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกันผ่านการสื่อสารระหว่างที่ชาร์จภายนอกและ ECU ของรถยนต์ ซึ่งทำหน้าที่รับข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ รอบตัวรถ เพื่อนำมาประมวลผล
  • ชุดสายไฟแรงสูง (High Voltage Wiring Harness): ทำหน้าที่ลำเลียงพลังงานไฟฟ้าแรงดันสูงไปยังส่วนต่างๆ ของรถยนต์ สายไฟแรงสูงสามารถสังเกตได้โดยง่าย คือสายไฟที่มีสีส้ม มีฉนวนป้องกันและฉลากคำเตือนบ่งชี้ให้เห็นชัดเจน
  • ช่องชาร์จแบตเตอรี่ (Charging Port): ช่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบตามผู้ผลิตและประเทศที่จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งรองรับประเภทการชาร์จทั้งกระแสตรง (DC) และกระแสสลับ (AC)
  • สวิตซ์ตัดไฟ (Safety Switch): ใช้ตัดการทำงานของระบบไฟแรงสูง เป็นอุปกรณ์ที่เพิ่มความปลอดภัยในงานซ่อมบำรุงทั่วไป รวมไปถึงในกรณีเหตุฉุกเฉินเล็กน้อยจนถึงการเกิดอุบัติเหตุให้แก่ผู้ปฎิบัติงาน อีกทั้งยังสามารถยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ในกรณีที่จอดรถยนต์ทิ้งไว้นานๆ

  1. ระบบขับเคลื่อน เป็นหัวใจหลักที่สำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้นกำลังที่สำคัญในการขับเคลื่อนของรถยนต์ มีมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นส่วนประกอบสำคัญ
  • มอเตอร์ไฟฟ้า (Drive Motor): ขุมพลังในการขับเคลื่อนรถยนต์ รับพลังงานไฟฟ้ามาจากแบตเตอรี่แรงดันสูง เพื่อขับเคลื่อนรถยนต์ โดยในอีกความสามารถที่สำคัญคือทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนกลับเข้าสู่แบตเตอรี่แรงดันสูงในขณะที่ชะลอความเร็วหรือลงเนิน โดยทั่วไปมอเตอร์ไฟฟ้านั้นมีขนาดที่ไม่ใหญ่มากตรงกันข้ามกับสมรรถนะที่ได้จากมอเตอร์ขับเคลื่อน ด้วยสาเหตุนี้ รถยนต์ไฟฟ้าจึงมีน้ำหนักรวมน้อยกว่ารถยนต์สันดาปที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกัน จึงช่วยลดข้อจำกัดในการออกแบบรถยนต์และเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในรถได้ ไม่ว่าจะเป็นการขยายให้มีพื้นที่ที่นั่งมากขึ้น หรือดีไซน์ให้ช่องใส่สัมภาระใหญ่ขึ้น

  1. ระบบควบคุมการขับขี่ นอกเหนือจากอุปกรณ์ที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีอุปกรณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ทำหน้าที่คล้ายกล่องควบคุมในรถยนต์สันดาปทั่วไป (ECU) ซึ่งก็คือ
  • หน่วยควบคุมยานพาหนะ (VCU: Vehicle Control Unit): คือสมองกลอัจฉริยะ ทำหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบระบบการทำงานทุกอย่างในการขับเคลื่อนของรถยนต์ไฟฟ้า รับสัญญาณจากเซนเซอร์ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ตำแหน่งคันเร่ง ตำแหน่งเกียร์ หรือข้อมูลที่จำเป็นจากกล่องควบคุมอื่นๆ เพื่อนำมาประมวลผล และสั่งการไปยังระบบที่สำคัญ อาทิเช่น การควบคุมการขับเคลื่อน ระบบเบรก ระบบแอร์ และระบบไฟฟ้าต่างๆ ถือเป็นส่วนที่มีความสำคัญที่สุดภายในชุดควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าในรถยนต์เลยก็ว่าได้

  1. ระบบพลังงานไฟฟ้าแรงดันต่ำ เป็นระบบไฟฟ้าพื้นฐานของรถยนต์โดยทั่วไป ที่มีแรงเคลื่อนประมาณ 12-14 โวลต์ ถูกใช้งานในส่วนของระบบไฟฟ้าตัวถังเป็นหลัก โดยมีรายละเอียดดังนี้
  • ระบบอำนวยความสะดวกในห้องโดยสาร ในรถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งคัน ระบบอำนวยความสะดวกต่างๆ จะใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่แรงดันต่ำ 12 โวลต์ทั้งสิ้น ซึ่งระบบอำนวยความสะดวกของรถยนต์แต่ละคันจะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับยี่ห้อ ราคา และเทคโนโลยีต่างๆ ที่ผู้ผลิตจะใส่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นระบบสั่งงานด้วยเสียง ระบบมัลติมีเดีย เบาะไฟฟ้า กระจกไฟฟ้า ฯลฯ
  • ระบบไฟส่องสว่างรอบคัน รถยนต์ไฟฟ้ามาพร้อมไฟส่องสว่างทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งหลายแบรนด์อาจมีดีไซน์น่ารักๆ เพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน
  • ระบบความปลอดภัย รถยนต์พลังงานไฟฟ้ายังจัดเต็มด้านระบบความปลอดภัยแก่ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร โดยอุปกรณ์หลักที่ต้องมี ได้แก่ ถุงลมนิรภัย โดยเมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน ประตูทั้งสี่บานจะถูกปลดล็อกอัตโนมัติ และระบบในตัวรถจะทำการโทรฉุกเฉินไปยังศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉิน พร้อมทั้งระบุตำแหน่งเพื่อขอความช่วยเหลือได้ นอกจากนั้น ยังมีระบบช่วยเบรกและระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS: Advanced Driver-Assistance Systems) ที่ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงในการขับขี่ให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 100% แล้วจำนวน 2 รุ่นในประเทศไทย ได้แก่ ORA Good Cat และ ORA Good Cat GT โดย ORA Good Cat ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทย การันตีได้จากการครองตำแหน่งความเป็นผู้นำในเซ็กเมนต์รถยนต์ไฟฟ้า 100% อย่างต่อเนื่อง มียอดขายสะสมรวมกว่า 3,427 คัน โดยบริษัทฯ จะส่งมอบ ORA Good Cat ที่ยังรอการส่งมอบอยู่อีกกว่า 1,200 คันให้แก่ลูกค้าภายในปีนี้ สำหรับ ORA Good Cat GT เจ้าเหมียวไฟฟ้าแนวสปอร์ตที่เปิดตัวในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว ทำยอดจองทั้งหมด 500 คันภายใน 58 นาที โดยจะเริ่มทยอยส่งมอบล็อตแรกตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ และเตรียมเปิดจองอีกรอบจำนวน 500 คัน พร้อมแคมเปญ PREMIERE DEAL ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้

เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งมั่นสนับสนุนและขับเคลื่อนเทคโนโลยี ตลอดจนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย พร้อมยกระดับประสบการณ์การบริการ รวมถึงการรับฟังเสียงผู้บริโภคที่หลากหลายตลอดเวลาเพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุดให้กับผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับพันธกิจของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก” (Global Intelligent Technology Company) รวมถึงให้ความสำคัญกับตัวผลิตภัณฑ์ที่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพและสมรรถนะที่แข็งแกร่ง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ผ่านการสร้างมาตรฐานในเรื่องของตัวผลิตภัณฑ์และบริการไปพร้อมกัน

เอ็มจี กระตุ้นตลาด B-SUV แนะนำ NEW MG ZS รุ่น MY2022 ปรับรุ่นย่อยใหม่เพิ่มความคุ้มค่าที่มากขึ้น

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย แนะนำ NEW MG ZS รุ่น MY2022 ภายใต้แนวคิด SMART MOVE ให้ทุกสเตปชีวิต…สมาร์ทไปกับ SUV ที่ใช่ ปรับเป็น 4 รุ่นย่อย ได้แก่ C+, D, X และ V ชูจุดเด่นเรื่องความคุ้มค่าที่เข้าถึงได้ง่าย ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 689,000 บาท เพื่อให้คนไทยได้เป็นเจ้าของรถ SMART SUV ที่สอดรับกับทุกไลฟ์สไตล์ได้สมาร์ทยิ่งขึ้น

เอ็มจี สร้างความเคลื่อนไหวครั้งใหม่ด้วยการแนะนำ NEW MG ZS รุ่น MY2022ภายใต้แนวคิด SMART MOVE ให้ทุกสเตปชีวิต…สมาร์ทไปกับ SUV ที่ใช่ ที่ยังคงโดดเด่นด้วยดีไซน์ฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน มั่นใจ ในความปลอดภัยและความสะดวกสบายในทุกการขับขี่ ยืนหนึ่งด้วยการเป็น SMART SUV ที่สามารถตอบโจทย์ได้กับทุกไลฟ์สไตล์ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย และคุ้มค่ามากขึ้น เพื่อเติมเต็มทุกความต้องการของตลาด B-SUV ในเมืองไทยกับ 4 รุ่นย่อย ได้แก่ NEW MG ZS รุ่น C+, D, X และรุ่น V

NEW MG ZS ยังคงมาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่มีสไตล์ความเป็นสปอร์ตตั้งแต่กระจังหน้ามาพร้อมเส้นสายด้านข้างแบบ British Shoulder Line ด้วยความโค้งมนที่เป็นเอกลักษณ์ของเอ็มจี สำหรับ NEW MG ZS รุ่น C+ มาพร้อมไฟหน้าแบบ LED Projector ที่ควบคุมการเปิด-ปิดอัตโนมัติ ไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่เวลากลางวัน (DAYTIME RUNNING LIGHT) ไฟท้ายแบบ LED และไฟตัดหมอกด้านหลัง ติดตั้งสปอยเลอร์หลัง พร้อมล้ออัลลอยด์ขนาด 16 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารโดดเด่นด้วยเบาะแบบสปอร์ตสีดำ และการใช้วัสดุ SOFT TOUCH ในการตกแต่ง พวงมาลัยหุ้มหนังแบบมัลติฟังก์ชั่นและหน้าจอ Touch Screen ขนาดใหญ่ 10 นิ้ว รองรับระบบปฏิบัติการ Apple CarPlay และระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดียกับสมาร์ทโฟนระบบ Android พร้อมเบาะคนขับปรับได้ 6 ทิศทางเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ด้วยระบบกรองอากาศและฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 มาพร้อมระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) พร้อมสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยปุ่ม Push Start และถุงลมนิรภัยด้านหน้า

เพิ่มทางเลือกสำหรับลูกค้าที่มองหาความคุ้มค่ากับ NEW MG ZS รุ่น D ด้วยหัองโดยสารภายในที่ตกแต่งสไตล์ทูโทนด้วยสีน้ำตาลและสีดำ พรีเมียมยิ่งขึ้นด้วยเบาะหนังสังเคราะห์สุดหรู พร้อมหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะ   ขนาด 7 นิ้ว (Digital Multi-function Display) พร้อมลำโพง 6 ตำแหน่งช่องเชื่อมต่อ USB 5 ตำแหน่ง กล้องมองหลัง ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และราวหลังคา สำหรับ NEW MG ZS รุ่น X เติมเต็มความสุนทรีย์ในการขับขี่ด้วยหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof) ที่เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานมากขึ้น เพิ่มไฟตัดหมอกด้านหน้า ล้ออัลลอยด์ดีไซน์ 17 นิ้ว สะดวกสบายสำหรับผู้ขับขี่ยิ่งขึ้นด้วยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้าได้  6 ทิศทาง ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ หรือ Cruise Control  และระบบจำกัดความเร็ว ASL (Active Speed Limit) และฟังก์ชันครบคุ้มค่าที่สุดกับ NEW MG ZS รุ่น V ด้วยระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ระบบควบคุมการเปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปัดน้ำฝนด้านหน้า แบบอัตโนมัติ และปลอดภัยยิ่งกว่าด้วยม่านถุงลมนิรภัย และกล้องมองภาพรอบทิศทาง พร้อมระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)

NEW MG ZS รุ่น MY2022 มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 114 แรงม้า  ที่ 6,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT 8 สปีด สามารถปรับโหมดพวงมาลัยได้ถึง 3 โหมด มาพร้อมช่วงล่างตามแบบ EURO TUNING SUSPENSION ช่วงล่างหน้าแบบ MacPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วงล่างหลังแบบ Torsion Beam ใส่เทคโนโลยีความปลอดภัยมาเต็มขั้นด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ FSF (Full Space Frame) ช่วยปกป้องห้องโดยสาร พร้อมด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM กว่า 12 ระบบ ที่มีทั้งระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake) ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold) พร้อมสัญญาณเตือนระยะถอยหลัง และถุงลมนิรภัยด้านหน้า ด้านข้างและม่านถุงลมนิรภัย รวม 6 จุด 

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์ เอ็มจี มากขึ้น คือ รถยนต์รุ่น MG ZS ที่มาพร้อมนิยาม “SMART” “สมาร์ทเอสยูวี ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่” ที่เปิดตัวในปี พ.ศ. 2560 ซึ่งไม่เพียงแค่การนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ แต่ถือเป็นการแนะนำเทคโนโลยีใหม่ด้วยการติดตั้งระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ที่สามารถรองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทยครั้งแรกในโลกเพื่อยกระดับมาตรฐานของรถยนต์อเนกประสงค์หรือ SUV ในประเทศไทยให้มีความน่าสนใจมากขึ้น และต่อยอดด้วย NEW MG ZS ที่เป็นรุ่นปรับโฉมในปัจจุบัน ให้โดดเด่นมากขึ้นผ่านแนวคิด “SMART UP” มาพร้อมภาพลักษณ์ของ SMART SUV ที่เหมาะกับชีวิตสมาร์ทของทุกคน” ให้ตอบโจทย์ในทุกด้านของการใช้ชีวิต ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา NEW MG ZS ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และนำพาให้เอ็มจีก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาด B-SUV ในประเทศไทย ด้วยยอดขายสะสมกว่า 56,000 คันภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี โดยเบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าว มาจากการที่ NEW MG ZS เป็น SUVที่ครบเครื่อง ในด้านของการดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ สมรรถนะการขับขี่ที่เพียงพอต่อการใช้งาน ฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีที่ครบครัน รวมไปถึงการนำเสนอราคาจำหน่ายที่สมเหตุสมผลกับประสบการณ์และสิ่งที่ผู้บริโภค จะได้รับจากรถสมาร์ทเอสยูวีรุ่นนี้”

NEW MG ZS รุ่น MY2022 กับ 4 ทางเลือกทั้งรุ่น C+, D, X และรุ่น V มาพร้อมสีตัวถังทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว Arctic White, สีแดง Scarlet Red, สีเงิน Silver Metallic และ สีดำ Black Knight โดยมีราคาจำหน่ายของแต่ละรุ่นย่อย ดังนี้

*(สำหรับรุ่น C+ จำหน่าย สีตัวถังทั้ง Arctic White และ Black Knight เท่านั้น)

รุ่นรถยนต์ ราคาจำหน่าย (บาท)
NEW MG ZS (MY2022) รุ่น V 799,000
NEW MG ZS (MY2022) รุ่น X 759,000
NEW MG ZS (MY2022) รุ่น D 719,000
NEW MG ZS (MY2022) รุ่น C+ 689,000

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เวบไซต์ www.mgcars.com

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand

ฟอร์ด ยกระดับบริการเปิดตัว ‘ฟอร์ดแคร์’ สำหรับรถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ขยายความคุ้มครองสูงสุดถึง 10 ปี หรือ 250,000 กิโลเมตร

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เดินหน้าเสริมแกร่งด้านบริการและความมั่นใจให้กับลูกค้า ด้วยการนำเสนอ ‘ฟอร์ดแคร์ (FORD CARE) สำหรับรถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ซึ่งเป็นโปรแกรมการขยายระยะการรับประกันคุณภาพรถยนต์ในรูปแบบสมาชิกที่มอบการดูแลและคุ้มครองรถของลูกค้าแบบครบวงจร เพื่อช่วยให้ลูกค้าคลายความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา เพิ่มความสบายใจในการถือครองรถในระยะยาว โดยฟอร์ดแคร์สำหรับรถยนต์ฟอร์ดรุ่นใหม่ พร้อมให้จำหน่ายแล้วด้วย 2 แพ็กเกจหลัก คือ โกลด์ แพ็กเกจ (Gold Package) ให้ความคุ้มครองชิ้นส่วนอะไหล่ของตัวรถกว่า 1,000 รายการ และไดรฟไลน์ แพ็กเกจ (Driveline Package) เน้นความคุ้มครองในส่วนของเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง โดยมีระยะคุ้มครองให้เลือกที่หลากหลายสูงสุดถึง 10 ปี หรือ 250,000 กิโลเมตร* พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง สูงสุด 10 ปี*

“ฟอร์ดมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมบริการที่มีให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเพิ่มบริการใหม่ๆ ให้ครอบคลุมสิ่งที่ลูกค้าฟอร์ดต้องการ ฟอร์ดได้ออกแบบโปรแกรมฟอร์ดแคร์สำหรับรถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ให้มีระยะความคุ้มครองหลากหลาย เพื่อให้ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้รถและความต้องการของลูกค้าแต่ละราย มาพร้อมสิทธิพิเศษมากมายสำหรับสมาชิกเพื่อเพิ่มความอุ่นใจในการถือครองรถฟอร์ดในระยะยาว ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว” นายสันติ จิตพิชิตชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

โปรแกรม ‘ฟอร์ดแคร์’ สำหรับรถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ได้รับการออกแบบและพัฒนาต่อยอดมาจากโปรแกรมฟอร์ดแคร์ที่เปิดตัวเมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มความมั่นใจของลูกค้าสมาชิกในการใช้รถยนต์ฟอร์ดผ่านการคัดสรรระยะเวลาคุ้มครองให้ตอบโจทย์ความต้องการ และมอบสิทธิประโยชน์ที่จะช่วยเสริมความสบายใจให้กับลูกค้าในเรื่องค่าใช้จ่ายจากการถือครองรถระยะยาว โดยการขยายระยะรับประกันจะมีผลทันทีเมื่อการรับประกันรถใหม่สิ้นสุดลง โปรแกรมฟอร์ดแคร์สำหรับรถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ มี 2 แบบ ประกอบด้วย ไดรฟไลน์ แพ็เกจ (Driveline Package) ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุม 4 กลุ่มอะไหล่ โดยเน้นความคุ้มครองในส่วนของเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลังโดยเฉพาะ และโกลด์ แพ็เกจ (Gold Package) ให้ความคุ้มครองชิ้นส่วนอะไหล่ของตัวรถมากกว่า 1,000 รายการ ครอบคลุมถึงระบบไฟฟ้า ระบบเครื่องเสียง และระบบไฮเทคโนโลยี เพื่อให้รองรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ติดตั้งมาพร้อมกับรถยนต์จากโรงงาน รวมถึงเคมีภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนอะไหล่ชิ้นนั้น โดยฟอร์ดยังคงเน้นย้ำความหลากหลายของแพ็กเกจความคุ้มครอง ซึ่งเป็นจุดเด่นของโปรแกรมฟอร์ดแคร์ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ทั้งนี้ ลูกค้ารถยนต์ฟอร์ดรุ่นใหม่ สามารถเลือกสรรแพ็กเกจตามระยะความคุ้มครองตามต้องการได้ ดังนี้

ระยะเวลา/ระยะทางที่คุ้มครอง

นับรวมจากระยะรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือ 150,000 กม. แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน

สำหรับรถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ (ฟอร์ด เรนเจอร์

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์

และฟอร์ด เอเวอเรสต์)

ระยะสิ้นสุดความคุ้มครอง ระยะเวลารวมของบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง (ปี) ราคาจำหน่าย/บาท (รวม VAT)
ระยะเวลา (ปี) ระยะทาง (กม.)
โกลด์ แพ็กเกจ

 

5 250,000 6 14,585
5 350,000 6 21,585
7 250,000 7 29,500
ไดรฟไลน์ แพ็กเกจ 7 200,000 7 18,900
10 250,000 10 29,800

หมายเหตุ: สำหรับรถอายุไม่เกิน 60 เดือน หรือ 150,000 กม. แล้วแต่ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน

โปรแกรม ‘ฟอร์ดแคร์’ โดดเด่นด้วยขยายระยะการรับประกันคุณภาพรถยนต์ในรูปแบบสมาชิกที่มอบการดูแลและคุ้มครองรถของลูกค้าแบบครบวงจร มีแพ็กเกจระยะความคุ้มครองให้เลือกหลากหลายตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้รถและความต้องการของลูกค้าแต่ละราย โดยมีระยะความคุ้มครองสูงสุดถึง 10 ปี หรือ 250,000 กิโลเมตร โดยโปรแกรม ‘ฟอร์ดแคร์’ จะให้ความคุ้มครองทั้งในส่วนอะไหล่และค่าแรง มั่นใจด้วยอะไหล่แท้จากฟอร์ด ช่วยบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะดูแลตลอดอายุสัญญาไม่จำกัดจำนวนครั้ง นอกจากนี้ โปรแกรมฟอร์ดแคร์ยังสามารถโอนสิทธิ์ให้กับเจ้าของรถคนใหม่ได้ รวมถึงมอบความสะดวกให้กับลูกค้าด้วยการรับเอกสารความคุ้มครองในรูปแบบอิเล็คทรอนิกส์ ‘ฟอร์ด แคร์’ ยังมาพร้อมสิทธิประโยชน์ด้านบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง นานสูงสุดถึง 10 ปี (ขึ้นอยู่กับระยะความคุ้มครองของแต่ละแพ็กเกจ)

ทั้งนี้ ลูกค้ารถใหม่สามารถนำราคาแพ็กเกจไปจัดยอดสินเชื่อรวมกับราคารถยนต์ได้ หรือสามารถเลือกผ่อนชำระค่าโปรแกรมฟอร์ดแคร์แบบ 0% นาน 10 เดือนผ่านบัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้ทุกแพ็กเกจ เฉพาะหน้าบัตรที่ร่วมรายการ โปรแกรมฟอร์ดแคร์สำหรับรถยนต์ฟอร์ด รุ่นใหม่ พร้อมจำหน่ายแล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 ที่ผู้จำหน่ายฟอร์ด และศูนย์บริการมาตรฐานฟอร์ดทั่วประเทศ ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด Ford Call Center โทร. 1383 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมฟอร์ดแคร์ได้ทางเว็บไซต์ https://www.ford.co.th/owner/ford-protect/fordcare/

คาร์ออฟเดอะเยียร์ สรยท.เข้มข้น แบรนด์ยุโรป-อเมริกา-ญี่ปุ่น-จีนลุ้นรอบชิงฯ

0

รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2565 หรือ THAILAND CAR OF THE YEAR 2022 สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย หรือ สรยท. เข้าสู่การพิจารณาในรอบตัดสินหลังจากคณะอนุกรรมการคัดเลือกและตัดสินรางวัลดังกล่าวได้ประชุมและคัดเลือกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ จากการลงคะแนนของสมาชิกสมาคมฯ โดยมีรถยนต์จำนวน 7 รุ่นจาก 5 แบรนด์ เพื่อนำมาทดสอบภาคสนามในวันที่ 3 พ.ย.นี้

ทั้งนี้ สรยท.ได้ส่งรายชื่อรถยนต์ที่ผ่านการพิจารณาในรอบแรกตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมให้กับสมาชิกกว่า 300 ราย พิจารณาร่วมกันคัดเลือกรถยนต์ที่มีความเหมาะสม ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยให้คัดเลือกรถยนต์จำนวน 7 คันจากทั้งหมด 13 คัน

สำหรับรถยนต์ที่ได้รับเลือกเข้าสู่รอบตัดสินในปี 2565 นี้ ประกอบด้วย ฟอร์ด 2 รุ่นคือ Ford Everest (ฟอร์ด เอเวอเรสต์) และ Ford Ranger (ฟอร์ด เรนเจอร์), Honda HR-V e:HEV (ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี), Mercedes-Benz C-Class (W206) (เมอเซเดสเบนซ์ ซี-คลาส), MG VS HEV (เอ็มจี วีเอส เอชอีวี) และรถยนต์โตโยต้า 2 รุ่นคือ Toyota Veloz (โตโยต้า เวลอซ) และ Toyota Yaris Ativ (โตโยต้า ยาริส เอทีฟ)

โดยทั้งหมดจะนำเข้าสู่การพิจารณารอบตัดสิน วันที่ 3 พ.ย.นี้ ซึ่งคณะอนุกรรมการคัดเลือกและตัดสินจะคัดเลือกผู้สื่อข่าวสายรถยนต์ที่เป็นสมาชิกสมาคมคณะหนึ่ง เพื่อร่วมให้คะแนน จากการทดสอบภาคสนาม ในหัวข้อต่างๆ อาทิ การออกแบบ, การควบคุม, สมรรถนะ, ความปลอดภัย, นวัตกรรมทางเทคนิค, ราคา, ความคุ้มค่า ไปจนถึงความประหยัด และการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ในส่วนรางวัลรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2565 หลังจากคณะอนุกรรมการคัดเลือกและตัดสิน พิจารณาอย่างถี่ถ้วนเห็นว่ายังมีบางประเด็นของข้อกำหนดที่ควรปรับ และแก้ไขเพื่อให้การตัดสินรางวัลดังกล่าวถูกต้องเที่ยงธรรม และมีมาตรฐานที่ยอมรับได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้จะมีรางวัลรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมเพียง 1 รางวัล จากเดิมที่มีการแบ่งรางวัลเป็น 2 รุ่น คือ รถจักรยานยนต์ที่มีเครื่องยนต์ต่ำกว่า 400 ซีซี. และรถจักรยานยนต์ที่มีเครื่องยนต์เกิน 400 ซีซี. ดังนั้น รางวัลรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมในปีนี้จึงไม่มีการนำเข้าสู่การพิจารณา

หลังการลงคะแนนในรอบตัดสิน ผลคะแนนทั้งหมดจะถูกจัดเก็บเป็นความลับตามขั้นตอน และนำมานับคะแนนเพื่อหารถยนต์ที่ได้รับคะแนนสูงสุด ให้เป็นรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2565 ในวันที่ 24 พ.ย.ศกนี้ ซึ่งสรยท.จะจัดงานมอบรางวัลฯ ดังกล่าว พร้อมกับการมอบรางวัลเกียรติยศให้กับบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ในประเทศไทยในสาขาต่างๆ เพื่อร่วมเป็นแรงผลัดดัน และกำลังใจให้กับการทุ่มเททำงานขององค์กรในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยตลอดปีที่ผ่านมาอีกด้วย

นายสุรมิส เจริญงาม อุปนายกสมาคมฯ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการคัดเลือกและตัดสิน THAILAND CAR OF THE YEAR 2022 กล่าวขอบคุณสมาชิกสมาคมฯ ที่ได้ร่วมกันลงคะแนนคัดเลือกรถยนต์ ส่วนในขั้นตอนการลงคะแนนในรอบตัดสินปีนี้ สรยท.ได้เชิญองค์กรที่เป็นกลางจากภาครัฐเข้าร่วมสังเกตุการณ์การทดสอบภาคสนาม อาทิ สถาบันยานยนต์ และสมาคมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทย

การพิจารณารอบตัดสินนี้ สมาคมฯได้เน้นย้ำให้กับผู้สื่อข่าวที่มีความรู้ ความสามารถ และมากประสบการณ์ ให้คะแนนจากหัวข้อที่กำหนดตามมาตรฐานของระบบการคัดเลือก THAILAND CAR OF THE YEAR ซึ่งเป็นตามมาตรฐานสากล เพื่อให้รถยนต์ที่ได้รับรางวัลในปีนี้เป็นรถยอดเยี่ยมประจำปีของไทยอย่างภาคภูมิใจ ของทั้งผู้ผลิตและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของรถยนต์รุ่นนั้นๆ

อย่างไรก็ตามรถที่ผ่านการเข้ารอบ แต่ไม่ได้รับการคัดเลือก ที่สรยท.ได้นำมาพิจารณา ถือได้ว่า เป็นรถยนต์ที่มีคุณภาพมาตรฐาน และการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ รวมถึงคุณสมบัติที่โดดเด่นอื่นๆ บางหัวข้ออาจจะได้คะแนนสูงกว่า แต่บางหัวข้ออาจได้คะแนนน้อยกว่าเป็นเรื่องปกติ แต่รางวัลของสมาคมฯ ต้องมีรถยนต์เพียงรุ่นเดียวที่ได้คะแนนสูงสุด เป็นรถยอดเยี่ยมประจำปี

สำหรับรถในกลุ่มพลังงานไฟฟ้า หรือ BEV นั้น ในปีนี้ สรยท.ยังไม่นำมาพิจารณาตัดสิน แต่อยู่ระหว่างการพิจารณากฎเกณฑ์ของการให้รางวัลในอนาคต ซึ่งมีหลายส่วนที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ ดังนั้นกติกาการตัดสินต้องมีความเป็นธรรมให้กับรถ EV ทุกประเภท ทุกเซ็กเมนต์ ทุกสมรรถนะ สามารถแข่งขันบนกติกาเดียวกันได้ และที่สำคัญต้องเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศได้ด้วย

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เตรียมส่งมอบ ORA Good Cat GT และเปิดรับจองเพิ่มอีก 500 คัน ในวันที่ 28 ตุลาคมนี้

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าก้าวสู่ความเป็นหนึ่งด้านยานยนต์ไฟฟ้า เตรียมส่งมอบ ORA Good Cat GT ล็อตแรกในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 นี้ให้แก่ลูกค้าที่ได้ทำการจองรถยนต์ในช่วงเปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมตอบรับความนิยมของผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง ด้วยการเปิดรับจอง ORA Good Cat GT เพิ่มอีก 500 คัน ควบคู่ไปกับแคมเปญ PREMIERE DEAL ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2565 นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะทำการส่งมอบ ORA Good Cat จำนวนกว่าอีก 1,200 คันที่ยังรอการส่งมอบอยู่ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ผ่านการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การขับขี่ในทุกรูปแบบ

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “การส่งมอบรถยนต์ ORA Good Cat GT ล็อตแรกนี้ นับเป็นอีกก้าวที่สำคัญของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสังคมไฟฟ้าอย่างแท้จริง ตั้งแต่เจ้าเหมียวไฟฟ้า ORA Good Cat เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2564 ก็ได้สร้างความร้อนแรงให้กับแวดวงยานยนต์ไฟฟ้าจนขึ้นแท่นเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่เป็นที่รักของผู้บริโภคชาวไทย และในตอนนี้เราพร้อมแล้วที่จะเริ่มส่งมอบ ORA Good Cat GT ออกไปโลดแล่นบนท้องถนนในประเทศไทย หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว โดยทำยอดจองไปทั้งหมด 500 คันภายในเวลาเพียง 58 นาที เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขอขอบคุณลูกค้าและแฟนๆ ชาวไทยทุกท่าน ที่ได้ให้ความไว้วางใจในแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ และการบริการของเราด้วยดีเสมอมา เราเชื่อว่า ORA Good Cat GT เจ้าเหมียวไฟฟ้าแนวสปอร์ตคันนี้จะเข้ามาเติมสีสัน พร้อมสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในทุกๆ ด้านได้เป็นอย่างดี และจะเข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคชาวไทยไม่ต่างจาก ORA Good Cat”

ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบ ORA Good Cat 11 คันแรกในไทยให้กับลูกค้าคนพิเศษกลุ่มแรก และในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะส่งมอบรถยนต์ ORA Good Cat GT ล็อตแรกให้กับลูกค้ากลุ่มแรกที่ชำระเงินมัดจำภายหลังจากการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากนั้น บริษัทฯ จะทยอยส่งมอบรถยนต์รุ่นนี้ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยจะส่งมอบรถยนต์ทั้ง 500 คันภายในเดือนมกราคม 2566 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการเดิมที่ได้มีการประกาศไว้

พิเศษสุดๆ สำหรับผู้ที่สนใจอยากจับจองเป็นเจ้าของเจ้าเหมียวไฟฟ้าแนวสปอร์ต ORA Good Cat GT เพราะเกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ประกาศเปิดรับจอง ORA Good Cat GT เพิ่มอีก 500 คัน ในราคา 1,286,000 บาท (หลังหักส่วนลดตามนโยบายสนับสนุนรถไฟฟ้าตามมาตรการรัฐและภาษีสรรพสามิต) โดยจะเปิดให้จองตั้งแต่วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม 2565 เวลา 19.00 น. จนถึงวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2565 เวลา 23.59 น. หรือจนกว่าการสั่งจองจะครบ 500 คัน ผ่านทาง GWM Application และเว็บไซต์ WWW.GWM.CO.TH พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษมากมายกับแคมเปญ PREMIERE DEAL ดังนี้

  • ดอกเบี้ยพิเศษ 1.79% เมื่อดาวน์ 25% และผ่อน 48 เดือน มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 23,000 บาท (โปรดศึกษาเงื่อนไขเพิ่มเติมจากธนาคารและสถาบันการเงินที่ร่วมรายการกำหนด)
  • ฟรี ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท
  • ฟรี GWM โฮมชาร์จเจอร์พร้อมการติดตั้งในระยะสายไฟยาวไม่เกิน 20 เมตร (จากตู้เมน) จำนวน 1 ครั้ง (ไม่รวมค่าแท่นชาร์จ) มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท
  • ฟรี ค่าแรงและค่าอะไหล่งานบำรุงรักษาตามระยะทาง (GWM PRO Service Inclusive: GPSI) จำนวน 5 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 5 ปี หรือ 75,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 11,000 บาท
  • ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance) เป็นระยะเวลา 5 ปี มูลค่า 10,000 บาท
  • ฟรี กรอบป้ายทะเบียนและพรม GWM มูลค่ารวม 1,650 บาท

รวมมูลค่าสิทธิประโยชน์ของ ORA Good Cat GT PREMIERE DEAL กว่า 130,000 บาท

นอกจากนี้ ORA Good Cat GT ยังมาพร้อมการรับประกันคุณภาพตัวรถ (Factory Warranty) ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) อีกด้วย โดยรถยนต์ ORA Good Cat GT อีก 500 คันที่จะเปิดรับการสั่งจองใหม่ในช่วงวันที่ 28 ตุลาคม 2565 จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 นี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์จะทำการส่งมอบทั้งหมดภายในเดือนเมษายน 2566

สำหรับ ORA Good Cat ซึ่งก่อนหน้านี้มีการระงับการสั่งซื้อชั่วคราวเมื่อเดือนเมษายนและมียอดจองสะสมจำนวนมาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ได้ทำการเร่งส่งมอบรถให้กับลูกค้าอย่างเร็วที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา โดยในปัจจุบัน บริษัทฯ ยังคงมียอดจองคงค้างรอการส่งมอบสำหรับรถยนต์ ORA Good Cat อีกประมาณ 1,200 คัน ซึ่งบริษัทฯ จะทำการส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวให้แก่ลูกค้าทุกท่านภายในเดือนธันวาคมปีนี้ โดยลูกค้าที่ทำการสั่งจอง ORA Good Cat จะต้องรับรถภายในปีนี้เพื่อรับสิทธิ์ประโยชน์ต่างๆ ตามแคมเปญที่ท่านได้รับ มิฉะนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์ ที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ได้ทำการส่งมอบ ORA Good Cat สู่ผู้บริโภคชาวไทยไปแล้วทั้งสิ้น 3,427 คัน เป็นการส่งมอบภายในปี 2565 (เดือนมกราคม-กันยายน) เป็นจำนวน 2,965 คัน

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก” (Global Intelligent Technology) มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานคุณภาพ ผ่านกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อตอบสนองการขับขี่ที่หลากหลายของผู้บริโภคชาวไทยควบคู่ไปกับการเดินหน้าสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

มาสด้า ชวนลูกค้าบอกเล่าเรื่องราวความประทับใจกับกิจกรรม Mazda Million Moments แชร์ภาพคู่รถมาสด้ามาสร้างประวัติศาสตร์

0

ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะเอาใจใส่ดูแลลูกค้าให้เกิดความประทับใจและมีความสุขตลอดเวลาที่เป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า ตามแนวคิด All for Customers มาสด้าขอเชิญชวนลูกค้ามาสด้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับโมเมนต์อันแสนวิเศษ กับจัดกิจกรรม Mazda Million Moments ชวนลูกค้าแชร์ภาพกับช่วงเวลาแห่งความสุขกับรถมาสด้าคู่ใจ พร้อมบอกเล่าเรื่องราวความประทับใจที่มีต่อรถของคุณ เพื่อรับรางวัล Starbuck Card มูลค่า 400 บาท จำนวน 100 รางวัล พร้อมลุ้นสิทธิ์ได้เข้าร่วมเป็น 1 ใน 5 เรื่องราว ในการถ่ายทำวิดีโอชุดพิเศษเพื่อออนแอร์บนสื่อของ Mazda Thailand Official ลูกค้าที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับหน้าประวัติศาสตร์ความประทับใจนี้ สามารถร่วมแชร์โมเมนต์ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึง 11 พฤศจิกายน 2565 และจะประกาศรายชื่อผู้โชคดีในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2565

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า เนื่องด้วยในปี 2565 นี้ มาสด้าได้ประกาศวิสัยทัศน์ในการมุ่งมั่นให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณค่าของแบรนด์ ด้วยการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุก Touch Point จึงได้เดินหน้าถ่ายทอดเรื่องราวของแบรนด์ ควบคู่กับความภาพความประทับใจของลูกค้า เพื่อก้าวไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการสื่อสารสารแบรนด์มาสด้า ผ่านภาพยนตร์โฆษณา และวิดีโอออนไลน์ โดยพัฒนาการสื่อสารภาพลักษณ์ของแบรนด์ขึ้นไปในอีกระดับ และสื่อสารถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนชีวิตไปข้างหน้า การมีส่วนร่วมและความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและแบรนด์ โดยมีรถยนต์มาสด้าเป็นส่วนหนึ่งของทุกประสบการณ์ และการใช้ชีวิตของลูกค้า ซึ่งยังคงใช้สโลแกน “FEEL THE DRIVE” ที่ถ่ายทอดความหมายใหม่ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผ่านประสบการณ์และการขับเคลื่อนทุกจังหวะของชีวิตไปข้างหน้าไปด้วยกัน เพื่อยกระดับความผูกพันธ์ระหว่างลูกค้าและแบรนด์มาสด้า

กิจกรรม Mazda Million Moments เป็นอีกมุมหนึ่งที่สะท้อนมายังมาสด้า การรับฟังเสียงของลูกค้าคือสิ่งที่มาสด้าได้นำมาปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสาร รวมถึงเป็นการต่อยอดการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างลูกค้าและแบรนด์มาสด้า โดยมีรถยนต์มาสด้าเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า และตอกย้ำถึงความสำคัญของการมีลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งในทุกการเติบโต ด้วยเหตุนี้ มาสด้าจึงขอเชิญชวนลูกค้าทุกคนมาร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์แห่งความประทับใจ ด้วยการแชร์ภาพคู่กับรถมาสด้า พร้อมเล่าเรื่องราวแห่งความประทับใจที่มีต่อรถมาสด้าของคุณ กับกิจกรรม Mazda Million Moments โดย 100 ภาพและเรื่องราวที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับการแชร์ในสื่อของ  Mazda Thailand Official พร้อมรับ Starbucks Card มูลค่า 400 บาท และมีสิทธ์ร่วมเป็น 1 ใน 5 เรื่องราว ของวิดีโอออนไลน์ ที่บันทึกโมเมนต์ความประทับใจกับมาสด้าบน Mazda Thailand Official Channels

ลูกค้ามาสด้าสามารถร่วมแชร์โมเมนต์ความประทับใจของคุณกับรถมาสด้าได้ที่ [https://bit.ly/3UqDSPE] ตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค. 65 – 11 พ.ย. 65 และประกาศรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับคัดเลือก ผ่านทาง Facebook Mazda Thailand Official ในวันที่ 23 พ.ย. 65

*เงื่อนไขและกติกา เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.mazda.co.th หรือ Facebook Mazda Thailand Official Account