Home Blog Page 271

เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ปลื้ม เปอโยต์-จี๊ป ส่งมอบลูกค้า กว่า 1,600 คัน ตั้งเป้า ปี’66 รวมกว่า 1,000 คัน พร้อมส่งรถยนต์ไฟฟ้า 2 รุ่น บุกตลาด รับกระแส EV บูม

0

บริษัท เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์รถยนต์ฝรั่งเศส เปอโยต์ และ จี๊ป ราชาออฟ-โรดสัญชาติอเมริกัน อย่างเป็นทางการในประเทศไทย แถลงผลประกอบการปี 2565 ปลื้มทั้งสองแบรนด์โตเกินเป้า ส่งมอบลูกค้าสะสมรวมกว่า 1,600 คัน เปิดแผนปี 2566 ตั้งเป้าทำยอดขายรวมกว่า 1,000 คัน ลุยขยายเครือข่ายโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการมาตรฐานครบวงจร พร้อมเตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า เปอโยต์ 2 รุ่นใหม่ ในงานมอเตอร์โชว์ ปีนี้ อีกทั้งขยายแบรนด์ระดับพรีเมียมรับแรงหนุนตลาดยนตรกรรมไฟฟ้าโตก้าวกระโดด

สุนทรพันธ์ เดชะเทศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “นับตั้งแต่มีการนำแบรนด์รถยนต์ เปอโยต์ เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยอีกครั้ง ภายใต้การบริหารของ เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ก็ได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดี จากผู้ชื่นชอบเอสยูวีสัญชาติฝรั่งเศส ทั้ง เปอโยต์ รุ่น 2008, 3008 และ 5008 เจ็ดที่นั่ง ดีไซน์สวยเฉียบ สมรรถนะเยี่ยม พร้อมบริการหลังการขายครบครัน จากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้เราได้รับความไว้วางใจจากบริษัทแม่ สเตลแลนทิส ให้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย จี๊ป ราชาออฟ-โรดสัญชาติอเมริกัน อย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อต้นปี 2565 เปิดตลาดด้วยการนำเข้ารถ 2 รุ่นยอดนิยมอย่าง แรงเลอร์ รูบิคอน และ กลาดิเอเตอร์ รูบิคอน โดยภาพรวมยอดขายรถยนต์ทั้งสองแบรนด์ตลอดปีที่ผ่านมา เป็นที่น่าพอใจ และเป็นฐานข้อมูลให้เรานำมาใช้จัดแคมเปญส่งเสริมการขาย และกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ
เพื่อเสริมภาพลักษณ์ และสร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนให้กับแบรนด์ ได้เป็นอย่างดี”

++เปอโยต์ เอสยูวี 3 รุ่น อีกทั้ง Special editions เพิ่มทางเลือกสำหรับกลุ่มลูกค้าพรีเมียม
ส่งมอบรถไปแล้ว 1,618 คัน พร้อมเล็งเป้า
1,000 คัน ในปีนี้

ภาพรวมยอดขาย เปอโยต์ ปี 2565 ทำได้ถึง 590 คัน เติบโตจากปีที่ 2564 ถึง 34% และมียอดขายสะสมนับตั้งแต่เริ่มกลับมาทำตลาดในเมืองไทย ในช่วงเวลาเพียง 3 ปี รวม 1,618 คัน และเชื่อมั่นว่า
ตลอดปี 2566 ด้วยความพึงพอใจของลูกค้าพร้อมการบริการ ที่ดีเยี่ยม จนนำไปสู่การบอกต่อขยายเป็น
วงกว้าง อีกทั้งสมรรถนะ และความโดดเด่นของรถที่ได้รับรางวัล Red Dot Design Awards ต่อเนื่องหลายปี จากรุ่น 2008 และ 3008 แรงหนุนเหล่านี้ จะทำให้สามารถดันยอดขายได้ถึง 1,000 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 70%

++ต่อยอดความสำเร็จ ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า เปอโยต์ 2 รุ่นใหม่ เดินเครื่องเต็มสูบ
สู่ยุคยนตรกรรมไฟฟ้า พลังงานสะอาดเพื่อสิ่งแวดล้อม

เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาดเพื่อสิ่งแวดล้อม ปลุกกระแสความนิยมผู้บริโภค ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถ เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) มีแผนนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า เปอโยต์ รุ่นใหม่เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค ได้แก่ เปอโยต์ รุ่น e-2008 ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% และรุ่น 408 ปลั๊ก-อิน ไฮบริด โดยจะเปิดตัวให้สัมผัสก่อนใครในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2566 เป็นการเตรียมพร้อมก้าวสู่ยุคแห่งยนตรกรรมไฟฟ้าเต็มตัว พร้อมมีแผนขยายแบรนด์ใหม่ๆ ในอนาคตจากบริษัทแม่ และเดินหน้าเพิ่มศักยภาพด้านงานบริการ เน้นความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า 

++ตลาดรถยนต์พันธุ์แกร่งสดใส ดันยอดขาย จี๊ป โตน่าพอใจ ตั้งเป้าขายปี 2566 แตะ 150 คัน

ในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปี 2565 หลังจาก เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ได้ทำพิธีลงนามกับ สเตลแลนทิส เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ จี๊ป อย่างเป็นทางการในประเทศไทย บริษัทฯ ได้มีการส่งมอบรถ จี๊ป ให้ลูกค้าไปแล้ว 46 คัน ด้วยข้อจำกัดเรื่องซัพพลายในปีที่ผ่านมา ทำให้เรามีรถที่รอการส่งมอบอีกจำนวนหนึ่ง บริษัทฯ จึงได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นกว่า 150 คัน ในปีนี้

++เตรียมเผยโฉม จี๊ป แรงเลอร์ รูบิคอน รุ่นพิเศษ พร้อมลุยกิจกรรมทางการตลาดทุกมิติ

สำหรับแฟนตัวยงของออฟ-โรด สัญชาติอเมริกัน เตรียมพบกับ จี๊ป แรงเลอร์ รูบิคอน รุ่นพิเศษ ที่ครบครันด้วยชุดแต่ง Mopar ลิขสิทธิ์แท้จากสหรัฐอเมริกา สะท้อนเอกลักษณ์ของรุ่นยอดนิยมดังกล่าว ซึ่งจะเผยโฉมให้ได้สัมผัสในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2566 อีกทั้งลุยกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ
โดยเน้นประสบการณ์ขับรถ จี๊ป พร้อมสานสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของ รถ จี๊ป ในประเทศไทย

++เชื่อมั่นแบรนด์ เชื่อมั่นในศักยภาพของ เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) สู่การขยาย เครือข่ายผู้จำหน่าย ทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด

ด้วยชื่อชั้นของแบรนด์ รูปลักษณ์ สมรรถนะ อีกทั้งเครือข่ายและบริการหลังการขายครบครัน ของ เปอโยต์ และ จี๊ป นอกจากจะสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ที่สนใจร่วมธุรกิจ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความสำเร็จ ปัจจุบัน เปอโยต์ มีเครือข่ายโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการมาตรฐานครบวงจร 9 สาขา ได้แก่ เกษตร-นวมินทร์, เยาวราช, สุขุมวิท, มีนบุรี, วงเวียนพระราม 5-ราชพฤกษ์, อุบลราชธานี, หาดใหญ่, ภูเก็ต, พัทยา และอีก 1 สตูดิโอ สยามพารากอน โดยมีแผนเปิดเพิ่มตามหัวเมืองใหญ่อีก 5 สาขา รวมเป็น 15 สาขาในปีนี้ คือ เชียงใหม่, ขอนแก่น, อุดรธานี, นครราชสีมา และกรุงเทพฯ พร้อมตั้งเป้าหมาย 20 สาขาภายในปี 2567

ส่วน จี๊ป เริ่มจากสาขาสุขุมวิท โดยตั้งแต่ต้นปี 2566 ได้ขยายเพิ่มอีก 3 สาขา ได้แก่ พัทยา, วงเวียนพระราม 5-ราชพฤกษ์ รวมถึงสาขานิมิตรใหม่ ที่คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี นอกจากนี้ยังเตรียมลุยปักหมุดในต่างจังหวัดเพิ่มอีก 5 สาขา คือ เชียงใหม่, อุดรธานี, ขอนแก่น, นครราชสีมา และอุบลราชธานี พื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีกำลังซื้อที่ดี พร้อมกับการเปิดโอกาสสำหรับผู้ที่สนใจจากทั่วประเทศ ได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและยั่งยืน ให้กับทั้งสองแบรนด์อีกด้วย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. ‘1488 ALWAYS CONNECTED’ ทั้ง เปอโยต์ และ จี๊ป โทร. เบอร์เดียว

 

LINE: @peugeotthailand
FACEBOOK: Peugeot Thailand
WEBSITE: www.peugeot.co.th

LINE: @jeepthailand
FACEBOOK: JeepThailand
WEBSITE: www.jeep.co.th

ฮอนด้า มอบรถยนต์ฮอนด้า ซิตี้ รุ่น TURBO RS แก่ 2 ผู้โชคดี โครงการทายผลแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 กับไทยรัฐ

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นางสาวมนวรา เพชรพลากร ผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาด และผู้จัดการทั่วไปส่วนงานองค์กรสัมพันธ์ มอบรถยนต์ฮอนด้า ซิตี้ รุ่น TURBO RS สีแดงอิกไนต์ มูลค่ารางวัลละ 739,000 บาท จำนวน 2 รางวัล รวมมูลค่า 1,478,000 บาท ให้แก่ผู้โชคดีจากการจับไปรษณียบัตร โครงการทายผลแชมป์ฟุตบอลโลก 2022 กับไทยรัฐ ในแคมเปญ “เชียร์บอลให้มัน เฮลั่นรับโชค” ซึ่งผู้โชคดี 2 ท่าน ได้แก่ นายอุกฤษฎ์ ชมวงษ์ จาก จ.ปราจีนบุรีและนายไชยยงค์ พรหมช่วย จาก จ. นครศรีธรรมราช โดยรถยนต์ฮอนด้า ฮอนด้า ซิตี้ รุ่น TURBO RS เป็นยนตรกรรมซิตี้คาร์ยอดนิยมที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ด้วยความคุ้มค่าเกินคลาส ทั้งด้านดีไซน์ สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง และอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมด้วยขุมพลังเทอร์โบ เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO มาพร้อมห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบาย ครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย และมั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย โดยรุ่น TURBO RS มาพร้อมดีไซน์ที่ยกระดับความสปอร์ตไปอีกขั้นด้วยชุดแต่งแบบเอ็กซ์คลูซีฟรอบคัน โดดเด่นด้วยสีแดงอิกไนต์ (Ignite Red) ที่มีเฉพาะรุ่น RS เท่านั้น

ทั้งนี้ ฮอนด้าให้การสนับสนุนรางวัลพิเศษในโครงการทายผลแชมป์ฟุตบอลโลกกับไทยรัฐอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2010 เพื่อร่วมส่งมอบความสุขให้กับแฟนฟุตบอลชาวไทย และยังเป็นการสร้างสีสันในการเชียร์กีฬาฟุตบอลระดับโลกอีกด้วย

อาวดี้ ประเทศไทย กระตุ้นตลาด ส่งสปอร์ตไอคอนตลอดกาล Audi TT Coupé Final Icon Black และ Audi TT Roadster Final Icon 200 คันสุดท้ายของรุ่น

0
Audi TT Pic Open

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด หรือ อาวดี้ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาธุรกิจทั่วโลกได้พบกับความท้าทายครั้งใหญ่ ธุรกิจรถยนต์ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นDigital Disruption การเกิดธุรกิจแนวทางใหม่ๆ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปหลังวิกฤต COVID มีเซกเมนต์ใหม่ที่เกิดขึ้นมากมาย ตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นได้ชัด ถือเป็น Best Practice ของอาวดี้ ประเทศไทย ก็คือ Audi TT Coupé ซึ่งในต่างประเทศเป็นรถใน Niche Market มีลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ยอดขายไม่เยอะเมื่อเทียบกับเซกเมนต์อื่นๆ แต่สำหรับประเทศไทยนั้น Audi TT Coupé ถูกวางตำแหน่งทางการตลาดให้มีความแตกต่าง และเข้ามาตอบสนอง Unmet Needs ของผู้บริโภคในเซกเมนต์รถพรีเมียมได้อย่างลงตัว”

Audi TT 1

นายกฤษณะ กล่าวเพิ่มเติม “สปอร์ตคูเป้ไอคอนตลอดกาลของอาวดี้ อย่าง Audi TT Coupé มีขนาดกระทัดรัด โดดเด่นด้านดีไซน์ ขับสนุก ใช้งานได้ดีในชีวิตประจำวัน ราคาจับต้องได้ ทำให้ Audi TT Coupé ได้รับความนิยมจากลูกค้าในประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งรุ่นหลักที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก หนึ่งใน Best-selling model ที่เป็นสัญลักษณ์ สร้างความโดดเด่นให้กับอาวดี้ ประเทศไทย มาตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นหนึ่งกลยุทธ์ธุรกิจที่สร้างความสำเร็จในการทำตลาดของอาวดี้ ประเทศไทย ภายใต้การบริหารงานของบริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค”

สไตล์การออกแบบ Audi TT Coupé ได้รับแรงบันดาลใจจาก The Bauhaus (เดอะ บาวน์เฮาส์) โรงเรียนด้านการออกแบบในประเทศเยอรมันที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในวงการออกแบบระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับปรัชญาการออกแบบสมัยใหม่ (Modern Design) ที่เชื่อว่าดีไซน์ที่เรียบง่าย การลดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออก จะมีความร่วมสมัยเหนือกาลเวลา และที่สำคัญต้องสามารถนำไปใช้จริงได้ในชีวิตประจำวันได้

Audi TT 2

ย้อนประวัติ Audi TT Coupé เผยโฉมครั้งแรกในงาน IAA ที่แฟรงค์เฟิร์ต ในปี 1995 รูปทรงของ Audi TT Coupé เป็นไปตามหลักการออกแบบ Modern Design รูปทรงเรขาคณิตที่เรียบง่าย การออกแบบที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดที่จำเป็นเท่านั้น สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมในงานทันที สามปีต่อมาในปี 1998 Audi TT Coupé เข้าสู่สายการผลิตของอาวดี้ โดยแทบจะไม่มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์จากรถต้นแบบที่เคยนำเสนอไว้ ในงาน IAA และหลังจากนั้นไม่นานอาวดี้ จึงได้เปิดตัว TT Roadster ตามมา

Audi TT 12

 

Marc Lichte หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Audi กล่าวว่า “TT Coupé ได้รับแรงบันดาลใจจาก Bauhaus และปรัชญาการออกแบบสากลที่ว่า “less is more” ดีไซน์ที่เรียบง่าย ไร้กาลเวลา ทำให้ Audi TT Coupé กลายเป็นหนึ่งในไอคอนดีไซน์สไตล์ที่ไม่เคยล้าสมัย นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ Audi TT Coupé เป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ อาวดี้ทุกวัฒนธรรมทั่วโลก เป็นไอคอนยอดนิยมตลอดกาล

Audi TT 5

อาวดี้ ประเทศไทย เปิดตัว Audi TT Coupé Final Icon Black รุ่นพิเศษ รุ่นสุดท้าย คงแนวความคิดต้นฉบับของ Audi TT Coupé สปอร์ตคูเป้ ลุคเข้มขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro มาพร้อมชุดตกแต่งภายนอกแบบ S line และอัพเกรดลุคกับชุดแต่ง Black Edition รอบคัน ทำให้ดูดุดันมากขึ้น ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ยางขนาด 245/35 R19 พร้อมดีไซน์ใหม่แบบ 5 ก้านคู่ เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร Direct Injection และ Turbocharge สมรรถนะ 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพียง 5.2 วินาที ให้กำลังสูงสุด 245 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ S-Tronic 7 จังหวะช่วงล่างแบบ Sports (Sports suspension)

Audi TT 6

เบาะนั่งคู่หน้าแบบสปอร์ตหุ้มหนังสลับ Alcantara ระบบข้อมูลและความบันเทิงครบครัน หน้าปัดแบบ Virtual Cockpit ขนาด 12.3 MMI Navigation Plus เชื่อมต่อ smartphone ได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว

Audi TT Coupé Final Icon Black มีให้เลือก 6 สี Glacier white, Mythos black, Chronos grey, Tango red, Turbo blue และ Python yellow ราคา 3,599,000 บาท

Audi TT Roaster Final Icon Black
สปอร์ตคูเป้เปิดประทุน ขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro หลังคาผ้าพร้อมฟังก์ชันเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า หลังคาผ้าใบความหนา 2 ชั้น ใช้งานสะดวกสบาย ใช้เวลาเปิดปิดเพียง 10 วินาทีเท่านั้น และสามารถกดเปิดปิดได้ระหว่างขับรถเมื่อใช้ความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Rollover bar ตกแต่งด้วยสีอลูมิเนียม TT Roadster หน้าตาโฉบเฉี่ยวด้วยกระจังหน้าแบบ Honeycomb grille ลุคดุดัน อัพเดทชุดตกแต่งภายนอก Black Edition รอบคัน ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ขนาด 9.0J x 19 พร้อมยาง ขนาด 245/35 R19 คุณภาพจัดเต็มนำเข้าจากยุโรปทั้งคัน

Audi TT 3

Audi TT 9

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร Direct Injection และ Turbocharge 245 แรงม้า ช่วงล่างแบบ Sports (Sports suspension) สมรรถนะ 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพียง 5.5 วินาที ให้กำลังสูงสุด 230 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 370 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ S-Tronic 7 จังหวะ สามารถปรับโหมดแบบเกียร์ธรรมดาได้พร้อมกับ Paddle shift ขับขี่ได้สนุก ห้องโดยสารโทนสีดำเข้มขรึม เบาะนั่งคู่หน้าแบบสปอร์ตหุ้มหนังสลับ Alcantara ระบบข้อมูลและความบันเทิงครบครัน หน้าปัดแบบ Virtual Cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว MMI Navigation Plus เชื่อมต่อ smartphone ได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว มีให้เลือก 6 สี Glacier white, Mythos black, Chronos grey, Tango red, Turbo blue และ Python yellow TT Roadster ราคา 3,899,000 บาท

Audi TT 10

“นอกจากการเปิดตัว Audi TT Coupé Final Icon Black และ Audi TT Roaster Final Icon Black ซึ่งเป็น 2 รุ่นที่อาวดี้ ประเทศไทย สั่งผลิตเป็นพิเศษ รุ่นสุดท้าย เป็นการปิดฉากรถยนต์ที่เป็น Icon ของ Audi มาเป็นเวลากว่า 25 ปี สำหรับลูกค้าในประเทศไทยแล้ว สำหรับรุ่นอื่นๆ เรายังเสริมด้วยแคมเปญ Motor Show สำหรับรถยนต์รุ่นยอดฮิต ดอกเบี้ย 0% สูงสุด 5 ปี หรือดาวน์น้อยผ่อนสบาย 7 ปี ดอกเบี้ย 1.99% เช่น A5 Coupe 40 TFSI S line และ A5 Sportback 40 TFSI S line ดอกเบี้ย 0% 5 ปี ผ่อนเริ่มต้นเพียง 32,700 บาท/เดือน เมื่อดาวน์ 30% หรือเลือกดาวน์น้อย 559,800 บาท ผ่อนสบาย 7 ปี รับดอกเบี้ยพิเศษ 1.99%” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค กล่าว

Audi TT 11

Audi เป็นรถยนต์นำเข้าจากประเทศเยอรมันทุกรุ่น ลูกค้าที่ออกรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน รถ Plug-in Hybrid TFSI e ใหม่ ทุกรุ่นรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี ลูกค้าอาวดี้สามารถมั่นใจกับงานบริการหลังการขาย ซึ่งมีมาตรฐานคุณภาพเดียวกันทุกสาขา เปิดบริการในวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 08.00-20.00 น. วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-18.00 น. หรือโทรนัดหมายได้ที่

Audi Centre Thailand 02-765-8888
Audi New Petchburi 02-023-4888
Audi Pattaya 038-197-888
Audi Phuket 076-646-666
Audi Service Chiang Mai 052-081-188
Audi Service Ratchapruek 02-034-5888
Audi Udonthani 093-161-5588

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดตัว มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่! เพราะชีวิต ไม่ได้มีแค่มุมเดียว

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่! รถยนต์เอสยูวี 7 ที่นั่ง โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ใหม่สไตล์โฉบเฉี่ยว สะท้อนความหรูหราผสานดีไซน์สปอร์ตทั้งภายนอกและภายใน ตอบโจทย์ครบทุกความต้องการของครอบครัวยุคใหม่ และผู้ขับขี่ที่รักการผจญภัยและออกทริปเอาท์ดอร์ ด้วยฟังก์ชั่นระบบการขับขี่สุดล้ำสมัยที่เหนือกว่ารถในรุ่นเดียวกัน อย่างเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ “เอวายซี” (Active Yaw Control: AYC) ให้ความปลอดภัย เสถียรภาพการทรงตัว และความสะดวกสบายสูงสุด ในหลากหลายสภาพถนนและสภาพอากาศที่แตกต่าง

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เปิดตัวครั้งแรกในไทยเมื่อปี 2561 โดยนับเป็นการปฏิวัติวงการ ที่ทำให้เกิดเซ็กเมนต์ใหม่ในตลาด  ซึ่งก็คือตลาดรถเอ็มพีวีในวันนี้  และนับแต่นั้นเป็นต้นมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ก็ครองตำแหน่งแชมป์ตลาดเอ็มพีวี ในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดรถยนต์เอ็มพีวีก็มีส่วนแบ่งทางการตลาดที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี”

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ได้รับการออกแบบโดยดึงจุดเด่นที่เป็นดีเอ็นเอสำคัญของรถมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มาผสมผสานกับความพรีเมี่ยมของรถคอมแพกต์เอสยูวี และกลายเป็น รถครอสโอเวอร์ ในรูปแบบที่ลงตัว และได้รับการพัฒนามาเป็น มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เจนเนอเรชั่น 2 ที่เปิดตัวครั้งแรกในงานมอเตอร์ โชว์ เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2565 ซึ่งนอกจากจะมีดีไซน์ที่หรูหราแนวเอสยูวีมากขึ้นแล้ว ยังมีการตกแต่งภายในห้องโดยสารที่เน้นคุณภาพและสุนทรียภาพ พร้อมกับเกียร์ CVT ใหม่ และระบบช่วงล่างที่ดีเยี่ยมอีกด้วย

“ลูกค้าของเราต่างประทับใจในมิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่คล่องตัว ควบคุมง่าย รวมถึงห้องโดยสารที่สะดวกสบายด้วยการออกแบบจากวัสดุคุณภาพสูง และความยืดหยุ่นในการใช้งาน สามารถปรับเปลี่ยนได้หลากหลายรูปแบบ เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของกลุ่มลูกค้า ทั้งนี้ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ยังเป็นดาวเด่นรุ่นเรือธงของโมเดลนี้ ซึ่งเปี่ยมด้วยดีไซน์ที่แกร่งเท่สไตล์สปอร์ต พร้อมการตกแต่งภายในที่หรูหรา และในวันนี้ ผมขอเชิญทุกท่านสัมผัสแนวคิด ‘Live Life Adventure’ เพราะชีวิต ไม่ได้มีแค่มุมเดียว สนุกกับทุกไลฟ์สไตล์ของชีวิตไปกับเจนเนอเรชั่น 2 ของเอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่! ที่ให้เสถียรภาพในการขับขี่ที่มั่นคงสูงสุด เข้าถึงแก่นแท้ของความเป็นมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย เช่น AYC หรือ Active Yaw Control ช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างเฉียบคมแม่นยำ และระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ASC หรือ Active Stability Control เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมตัวรถได้ดังใจในทุกสภาพถนน ให้ความปลอดภัยและความสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้โดยสาร ควบคู่ไปกับการช่วยป้องกันอุบัติเหตุได้อย่างดีเยี่ยม” มร.โคอิโตะ กล่าว

ด้วยสโลแกน ‘Live Life Adventure’ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่! ได้รับการพัฒนาให้เป็นรถเอสยูวีที่สามารถตอบสนองทั้งการขับขี่ในเมืองใหญ่ และการผจญภัยสำหรับการออกทริปการเดินทาง เหนือกว่ารถอื่นๆ ในรุ่นเดียวกัน พร้อมท้าทายทุกเส้นทาง ด้วยรูปลักษณ์ใหม่สไตล์โฉบเฉี่ยวที่มีเอกลักษณ์ยิ่งขึ้น สะดวกสบายด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกเร้าใจภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและประณีตทุกรายละเอียด ช่วยตอบโจทย์และรองรับทุกสมาชิกในครอบครัวให้เดินทางสู่ทุกจุดหมายได้อย่างมั่นใจ เปี่ยมสุนทรียภาพ

“มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่! ตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ที่ชื่นชอบการผจญภัยและมีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ไร้ขีดจำกัด ด้วยดีไซน์และฟังก์ชั่นที่ผสมความเป็น “เอสยูวี และ เอ็มพีวี” ไว้อย่างลงตัว ด้วยรูปลักษณ์ใหม่สไตล์โฉบเฉี่ยว โดดเด่นทันสมัย สะท้อนความหรูหราผสานดีไซน์สปอร์ตทั้งภายนอกและภายใน ที่ผลิตจากวัสดุคุณภาพระดับพรีเมี่ยม จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานเป็นรถอีกคันของครอบครัวยุคใหม่ เพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่กว่าที่เคย” มร.โคอิโตะ กล่าว

ดีไซน์ภายนอกสุดเท่ โฉบเฉี่ยว พร้อมลุยทุกเส้นทาง

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่! มาพร้อมรูปลักษณ์ใหม่จากไฟหน้าจรดไฟท้ายเพื่อตอกย้ำความสปอร์ตสุดเท่เหนือชั้น แข็งแกร่งทรงพลังยิ่งขึ้น ดีไซน์ด้านหน้ารถแบบ Advanced Dynamic Shield เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สะดุดตา เสริมอารมณ์เอสยูวีสุดหรูผสานความดุดัน เติมเต็มความล้ำสมัยและปลอดภัยยิ่งกว่าด้วยไฟหน้าแบบ LED ยกชุด ทั้งไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (DRL) แบบ LED  ไฟเลี้ยว LED  และไฟตัดหมอก LED โดยนักออกแบบของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้เสริมดีไซน์สุดเท่ด้านหลังรถด้วยไฟท้ายแบบ LED และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED ติดตั้งตำแหน่งสูงเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยขณะขับขี่ช่วงเวลากลางคืน

เสริมความโดดเด่นด้วยล้ออัลลอยสปอร์ตทูโทนขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางที่มีขนาดใหญ่ขึ้น กลมกลืนกับการตกแต่งกระจังหน้า กันชนหน้าและหลัง แผงตกแต่งข้างประตู และซุ้มล้อแบบ “ครอสดีไซน์” (CROSS Design) สุดเท่ไม่ซ้ำใคร นอกจากนี้ยังเพิ่มความเฉียบคมของรูปลักษณ์ภายนอกด้วยหลังคาสีดำและราวหลังคาสีดำ สีตัวถังมีให้เลือก 4 สี โดยมีสีใหม่ คือ สีเขียว (Green Bronze Metallic) พร้อมด้วยสีขาวมุก (Quartz White Pearl) สีเงิน (Blade Silver) และสีเทา (Graphite Gray) พร้อมกับมีสีทูโทนอีก 2 สไตล์ ได้แก่ สีเขียวหลังคาดำ (Green Bronze Metallic with Black Roof) และสีขาวหลังคาดำ (Quartz White Pearl with Black Roof) ให้ลูกค้าเลือกสรร

ฟังก์ชั่นห้องโดยสารสุดหรู ปรับเปลี่ยนได้หลากหลาย เติมสุนทรียภาพให้กับทุกการขับขี่

ภายในห้องโดยสารของมิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่! ตกแต่งด้วยความประณีตเพื่อสร้างบรรยากาศที่หรูหรา สบายกว่าด้วยเบาะหนังที่มีคุณสมบัติสะท้อนความร้อนสีทูโทน ดำ-น้ำเงิน พิถีพิถันในการออกแบบแผงควบคุมด้วยแนวคิด Horizontal Axis จอแสดงข้อมูลการขับขี่ (Dashboard) แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว แสดงผลข้อมูลที่จำเป็นครบครัน และพวงมาลัย 4 ก้านหุ้มหนังดีไซน์ใหม่ พร้อมสวิตช์ควบคุมระบบล็อกความเร็วบนพวงมาลัย (Cruise Control) สวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียง และปุ่มรับสาย-วางสายโทรศัพท์บนพวงมาลัย

นอกเหนือจากความสะดวกสบายและความโอ่โถงกว้างขวางของห้องโดยสาร ผู้โดยสารทุกที่นั่งจะได้เพลิดเพลินกับเทคโนโลยีทันสมัยมากมาย ได้แก่ หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ Bluetooth และการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ระบบเบรกมือไฟฟ้าพร้อมระบบ Brake Auto Hold ช่องต่ออุปกรณ์ USB-A และ USB-C ช่องจ่ายกระแสไฟ DC 12 โวลต์ ระบบปรับอากาศด้านหลังแบบแยกอิสระ พร้อมแผงควบคุมและช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง กระจกมองหลังแบบตัดแสงสะท้อนอัตโนมัติ และระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าแบบอัตโนมัติ และระบบปรับอากาศแบบดิจิตอลที่มีแผ่นกรองอากาศ PM 2.5

เทคโนโลยีความปลอดภัยสุดล้ำ เพื่อคุณ และทุกคนที่คุณรัก

ตอกย้ำความเป็นรถเอสยูวีพรีเมี่ยมที่พร้อมสำหรับทุกเส้นทางและทุกสีสันของชีวิต ด้วยระบบการขับขี่ใหม่ที่ช่วยยกระดับความสะดวกสบายและความปลอดภัย โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีช่วยเสริมความปลอดภัยขณะเข้าโค้ง “เอวายซี” (Active Yaw Control: AYC) ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ช่วยควบคุมการขับเคลื่อนให้เข้าโค้งได้กระชับแม่นยำ ปลอดภัยกว่าด้วยการควบคุมการขับเคลื่อนและการเบรกของล้อหน้าด้านซ้ายและด้านขวา เพิ่มสมรรถนะการเข้าโค้งและรักษาเสถียรภาพการขับขี่ได้ดีบนถนนที่เปียกลื่น

ระบบความปลอดภัยอื่นๆ ประกอบด้วย ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Active Stability Control: ASC) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (Traction Control System: TCL) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน  (Hill Start Assist: HSA) ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินอัตโนมัติ (Emergency Stop Signal System: ESS) ถุงลมนิรภัยคู่หน้า คานเหล็กนิรภัยกันกระแทกบริเวณแผงประตูและการออกแบบตัวถังด้านหน้าช่วยลดความรุนแรงจากแรงกระแทกของรถที่เกิดขึ้นกับคนเดินถนน ด้วยระยะความสูงจากพื้น 220 มิลลิเมตร ทำให้รถรุ่นนี้โดดเด่นเหนือกว่ารถรุ่นอื่นๆ ในประเภทเดียวกัน เสริมทัศนวิสัยที่ดีกว่าและการขับขี่ที่เหนือกว่า มั่นใจในทุกสภาพถนนด้วยช่วงล่างและระบบกันสะเทือนที่ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงใหม่ให้ความนุ่มนวล นั่งสบาย และยึดเกาะถนนเป็นอย่างดี

เครื่องยนต์ และราคาขาย

ขุมพลังขับเคลื่อนของมิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่! เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ MIVEC DOHC 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 141 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ ECO-Dynamic CVT ตอบสนองการทำงานกับเครื่องยนต์อย่างรวดเร็ว นุ่มนวล และประหยัดน้ำมัน

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่! วางจำหน่ายที่ศูนย์บริการรถยนต์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั่วไทย ด้วยราคา 946,000 บาท ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นเพียง 7,000 บาทจากรุ่นเดิม สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อศูนย์บริการรถยนต์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส หรือมิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 ที่เปิดให้บริการทุกวัน ระหว่างเวลา 8:30 – 17:00 น.

เอ็มจี ตั้งเป้าหมายขึ้นท็อป 5 ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และสานต่อการเป็นผู้นำรถไฟฟ้าในไทย ชูนโยบาย Customer Centric เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผยทิศทางเดินหน้าแบรนด์ในปี 2566 ตั้งเป้าก้าวขึ้นสู่ ท็อป 5 ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และสานต่อการเป็นผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าของเมืองไทย พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย Customer Centric มุ่งยกระดับการบริการและวางแผนกลยุทธ์ในทุกมิติ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป็นสำคัญ ยังคงนำเสนอยานยนต์ที่ก้าวล้ำเข้าสู่ตลาดเมืองไทย รวมทั้งยกระดับความแข็งแกร่งของ EV ECOSYSTEM เพื่อรองรับสังคมรถไฟฟ้าที่เติบโต ตลอดจนบริการหลังการขาย ไปจนถึงการทำตลาดรถยนต์เอ็มจีมือสอง พร้อมตั้งเป้าขึ้นเป็นท็อป 5 ในอุตสาหกรรม

สำหรับปี 2565 ถือเป็นปีแห่งความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ท่ามกลางสถานการณ์การขาดแคลนชิ้นส่วนยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ ทั่วโลก ผนวกกับปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ แต่เอ็มจีสามารถส่งรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดได้ถึง 4 รุ่น 4 รูปแบบพลังงาน ได้แก่ MG ZS EV, MG HS, MG VS HEV และ NEW MG4 Electric สร้างยอดขายได้ 27,293 คัน มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 3.2%  โดยเซกเมนต์ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดของเอ็มจีเป็นกลุ่ม BEV (รถไฟฟ้า 100%) ซึ่งมีจำหน่ายอยู่ 3 รุ่น ได้แก่ MG ZS EV, MG EP และ NEW MG4 Electric มียอดขายอยู่ที่ 3,993 คัน ยังคงยืนหยัดความเป็นผู้นำรถไฟฟ้า รองมาเป็น C-SUV จากรุ่น MG HS และ MG HS PHEV มียอดขายที่ 2,606 คัน ตามด้วย B-SUV จากรุ่น MG ZS และ MG VS HEV มียอดขายที่ 6,674 คัน ถัดมาเป็นกลุ่ม Eco Car & B-segment มียอดขาย 11,458 คัน จากรุ่น MG5 และ MG3 ตามด้วยกลุ่ม Pick up ในรุ่น  MG EXTENDER มียอดขายที่ 2,562 คัน ในส่วนของการผลิตเพื่อส่งออกสร้างยอดได้ที่ 6,684 คัน มีสัดส่วนตลาดการส่งออกเป็นประเทศเวียดนาม 82% และประเทศอินโดนีเซีย 18%

และในโอกาสครบรอบปีที่ 10 ในปี 2566 นี้ เอ็มจี พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจสู่ทศวรรษที่ 2 กับเป้าหมายใหญ่ในการนำพาแบรนด์สู่อันดับ 1 ใน 5 ของอุตสาหกรรมยานยนต์

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สถานการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศไทยมีแนวโน้มไปในทิศทางบวกมากขึ้นหลังวิกฤติโควิด-19  เริ่มคลี่คลาย สังเกตได้จากตัวเลขจีดีพีในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 3.2% คาดการณ์ว่าจะฟื้นตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยมีผลพวงมาจากการเปิดประเทศ นักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างหลั่งไหลเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจให้คึกคักอีกครั้ง รวมถึงปัจจัยจากการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งในประเทศและการส่งออก โดยในปี 2566 เอ็มจี ได้กำหนดแผนการยกระดับแบรนด์ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สร้างการเติบโตให้แบรนด์ เอ็มจี ทะยานสู่การเป็น ท็อป 5 ของอุตสาหกรรม

ในปีนี้ เอ็มจี เตรียมสร้างความคึกคักให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยการเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับตลาดรถยนต์เมืองไทย โดยภายในครึ่งปีแรกมีแผนเปิดตัวอย่างน้อย 2 รุ่น และเร่งแก้ปัญหาการส่งมอบรถไฟฟ้าในรุ่นก่อนหน้าที่ไม่เพียงพอให้คลี่คลาย พร้อมเดินหน้าส่งมอบรถอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการขึ้นเป็นหนึ่งใน 5 แบรนด์รถยนต์ในไทย

ตอกย้ำการเป็นผู้บุกเบิกและผู้นำตลาดรถไฟฟ้าในไทย

การเติบโตของตลาด BEV ยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นที่ เอ็มจี ได้จุดประกายให้ตลาดนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อ 4 ปีก่อน จนปัจจุบัน คนไทยได้ใช้รถไฟฟ้าเอ็มจีแล้วกว่า 8,000 คัน ในปีนี้ เอ็มจี ยังคงเดินหน้านำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ล้ำสมัย การันตีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล โดยมีแรงสนับสนุนจาก SAIC MOTOR CORPORATION ตั้งเป้าส่งมอบรถอีวีเฉลี่ยเดือนละไม่น้อยกว่า 1,000 คัน รวมถึงเดินหน้าขยายระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ให้สามารถรองรับการขยายตัวของตลาดและอำนวยความสะดวกทุกพื้นที่ด้วยการเพิ่มเครือข่ายสถานี MG Super Charge เพื่อรองรับผู้ใช้บริการในทุกๆ 150 กิโลเมตรหรือน้อยกว่า ควบคู่กับการติดตั้งสถานีชาร์จในศูนย์บริการทั่วประเทศ โดยภายในสิ้นปี จะมีจำนวนสถานีชาร์จไม่น้อยกว่า 200 แห่ง

ชูนโยบาย Customer Centric ตอบโจทย์ให้ตรงจุดเพื่อความพึงใจสูงสุด

เอ็มจี พร้อมรับฟังเสียงของผู้บริโภค เพิ่มความสะดวกสบายในการรับ-ส่งข้อมูล ข่าวสารครอบคลุมทุกช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อนำมาพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการได้ตรงจุดเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงและอำนวยความสะดวกด้วยเป้าหมายในการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการให้ครอบคลุมครบ 77 จังหวัด และเพิ่มจำนวนศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังจาก 67 แห่ง เป็น 80 แห่งภายในปีนี้ พร้อมเพิ่มการเข้าถึงอู่พันธมิตรและบริษัทประกันภัยเกี่ยวกับขั้นตอน รวมถึงการบริหารระยะเวลาในการอนุมัติซ่อม ไปจนถึงการจัดส่งอะไหล่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลภายในวันถัดไป และในพื้นที่ต่างจังหวัดภายใน 2 วันทำการ อีกทั้ง เอ็มจี ยังให้ความสำคัญกับตลาดรถมือสอง เพื่อกำจัดความกังวลเรื่องราคาขายต่อด้วยการขยายจำนวน แอพพรูฟเซอร์ติฟายด์ ยูส คาร์ บาย เอ็มจี (Approved Certified Used Car by MG) อีก 5-10 แห่ง ให้รองรับการเติบโต ของแบรนด์

ในโอกาสพิเศษที่ เอ็มจี ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยครบ 1 ทศวรรษ เอ็มจี ขอขอบคุณหน่วยงานพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ให้การสนับสนุน เอ็มจี มาตลอดสิบปี และเพื่อแทนคำขอบคุณในความเชื่อมั่น ส่งผลให้แบรนด์เติบโตต่อเนื่อง ทางเอ็มจีเตรียมจัดกิจกรรมส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าชาวไทยของ เอ็มจี ในต่อออฟไล พร้อมขับเคลื่อนนโยบาย Customer Centric สู่ส่วนงานต่างๆ ของบริษัท เพื่อยกระดับธุรกิจขององค์กร พันธมิตรต่างๆทั้งภาครับ” นายพงษ์ศักดิ์กล่าว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand

Ducati Motor Show 2023 เริ่มแล้ว บ.โมโตเร อิตาเลียโน อัดโปรแรง ใน 3 รุ่นฮอต พร้อมให้ออกรถสุดง่าย จ่ายเริ่มต้นเพียง 4,490 บาท ฟรีประกันภัยชั้น 1

0

มาแล้ว!!! Ducati Motor Show โดยบริษัท โมโตเร อิตาเลียโน ประกาศอัดแคมเปญแรงให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ดูคาติทุกรุ่นแบบง่ายๆ สบายกระเป๋า พร้อมอัดโปรหนักใน 3 รุ่นสุดฮอต ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 เมษายน 2566 นำโดย Scrambler Nightshift ที่เหลือเพียง 14 คันเท่านั้นในไทย ส่วนรุ่น Monster 937 ที่ขี่สนุกอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีมากมาย และรุ่นใหญ่สายทัวร์ริ่ง Multistrada V4 แรงสุดๆ กับเครื่องยนต์ V4 Granturismo พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ รับชุดขับขี่และชุดแต่ง มูลค่ากว่า 180,000 บาท (Enduro/Touring Set) ฟรี

บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ดูคาติอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ประกาศว่า “แคมเปญ Ducati Motor Show 2023 ที่ลูกค้ารอคอย ได้เริ่มขึ้นแล้ว กับงาน “Ducati Motor Show It’s all start now” ในปีนี้ จัดใหญ่จัดหนัก แบบไม่ต้องถามวิ!! เพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ดูคาติ ได้ง่ายๆ ก่อนใคร โดยเฉพาะ 3 รุ่นฮอต ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มไบค์เกอร์ เริ่มจาก Scrambler Nightshift ที่เหลือเพียง 14 คันเท่านั้นในไทย มาพร้อมแคมเปญออกรถสุดง่าย จ่ายเริ่มต้นเพียง 4,490 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 และรุ่น Monster 937 ที่ชวนให้ขี่ทันที กับแคมเปญออกรถเริ่มต้นเพียง 4,530 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 ยิ่งไปกว่านั้น ในรุ่นใหญ่สายทัวร์ริ่งกับ Multistrada V4   ยังจัดให้แบบไม่เกรงใจใคร รู้แล้วต้องรีบมาจับจองเป็นเจ้าของทันที กับชุดขับขี่และชุดแต่ง มูลค่ากว่า 180,000 บาท (Enduro/Touring Set) ฟรี สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 เมษายนนี้ เท่านั้น”

นายดอม เหตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน กล่าวว่า “งาน Ducati Motor Show 2023 ปีนี้ เราจัดใหญ่ จัดหนักให้ลูกค้าได้คุ้มค่าสุดๆ และเป็นเจ้าของรถดูคาติ ได้ง่ายไม่ยุ่งยาก โดยเฉพาะในรุ่น Ducati Scrambler Nightshift ที่ให้ลูกค้าจ่ายเริ่มต้นเพียง 4,490 บาท ก็สามารถรับรถไปขี่ได้ทันที พร้อมรับฟรีประกันภัยชั้น 1 หรือ จะเลือกผ่อนสบายเพียง เดือนละ 7,484 บาท นาน 4 ปี หรือ เลือกรับ Voucher 69,000 บาท มั่นใจว่าจากข้อเสนอสุดพิเศษ และด้วยความเป็นบิ๊กไบค์ในสไตล์ Café Racer กับความคลาสสิกที่มีจำนวนจำกัด เหลือเพียง 14 คันเท่านั้น กับ Ducati Scrambler Nightshift จะได้รับความสนใจอย่างล้นหลามและน่าจะถูกจองหมดตั้งแต่สัปดาห์แรก”

ความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Ducati Scrambler Nightshift คือ แฮนด์กว้างแบบต่ำแนวสปอร์ต ผสานการออกแบบของความเป็นรถแนวคัสตอมร่วมสมัย มีรูปทรงการดีไซน์ของความโฉบเฉี่ยวด้วยตัวถังขนาดเล็ก ซึ่งเป็นเสน่ห์ตามแบบฉบับของ Scrambler มาพร้อมหน้าจอ Digital ทรงกลม และโทนสีอันดุดัน ตามคอนเซปต์ของ Nightshift ที่พร้อมให้คุณสัมผัสอิสระในยามค่ำคืน เร้าใจด้วยสมรรถนะเครื่องยนต์ L-Twin 2 วาล์ว ขนาด 803 ซีซี. ให้พละกำลังสูงสุดที่ 73 แรงม้า (53.6 กิโลวัตต์ ที่ 8,250 รอบต่อนาที) ขณะที่แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 66.2 นิวตันเมตร (ที่ 5,750 รอบต่อนาที) พร้อมกับเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการขับขี่ และระบบ ABS เพื่อเสริมความปลอดภัยในการขับขี่มากยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งรุ่นนั้น คือ Monster 937 ที่มียอดจำหน่ายมากกว่า 150 คันในปีที่ผ่านมา และยังคงกระแสความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดย Monster 937 ถือเป็นบิ๊กไบค์ที่รวบรวมความสนุกในการขับขี่ไว้ให้ไบค์เกอร์อย่างเต็มเปี่ยม อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ มีความคล่องตัวสูง น้ำหนักที่เบาที่สุด เพียง 166 กิโลกรัม ลดลงจากรุ่น Monster 821 ไปถึง 18 กิโลกรัม ถือได้ว่าเป็นน้ำหนักที่ดีเหมาะสมมาก สำหรับบิ๊กไบค์ในกลุ่มเดียวกัน และยังทำน้ำหนักได้ดี ใกล้เคียงกับกลุ่มรถสปอร์ตตัวจริงอย่าง Panigale V4 หรือ Superleggera อีกด้วย มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 937 ซีซี. 111 แรงม้า แรงบิด 93 นิวตันเมตร กับราคาเริ่มต้นเพียง 465,000 บาท สำหรับลูกค้าที่ซื้อในช่วงงาน “Ducati Motor Show It’s all start now” สามารถออกรถได้ง่ายๆ กับข้อเสนอพิเศษ จ่ายเริ่มต้นเพียง 4,530 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 หรือ ผ่อนสบายๆ เพียงเดือนละ 7,750 บาท นาน 4 ปี หรือ เลือกรับ Voucher มูลค่า 71,000 บาท

สำหรับลูกค้าที่รอคอยแคมเปญพิเศษของรุ่นพี่ใหญ่สายทัวร์ริ่ง Ducati Multistrada V4 งานนี้เรียกว่า ถึงเวลาสิ้นสุดการรอคอยกันแล้ว และต้องมาจับจองเป็นเจ้าของทันที เพราะไม่บ่อยที่จะมีแคมเปญแรงๆ ออกรถแล้วได้ชุดขับขี่และชุดแต่งมูลค่ากว่า 180,000 บาท (Enduro/Touring Set) ฟรี

Ducati Multistrada V4 เป็นบิ๊กไบค์สายทัวร์ริ่งที่มาครบทั้งเทคโนโลยี และโหมดการขับขี่ที่เร้าใจสุดๆ ด้วยเครื่องยนต์ V4 Granturismo ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นบนเทคโนโลยีจากสนามแข่งจริง มาพร้อมระบบวาล์วที่เน้นความแข็งแรงทนทานสามารถยืดอายุการเซอร์วิสตั้งวาล์วถึง 60,000 กิโลเมตร พร้อมทั้งระบบ Reverse Rotating Crankshaft เพลาข้อเหวี่ยงหมุนทวนเข็มนาฬิกา ที่สามารถช่วยต้านแรง Gyroscope effect ลดการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ และช่วยให้รถมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับเครื่องยนต์ V4 Granturismo ใน Ducati Multistrada V4 มีความจุถึง 1,158 ซีซี. ให้กำลังสูงสุด 170 แรงม้า ที่ 10,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 125 นิวตันเมตร ซึ่งถือเป็นรถ Sport Touring ที่มีพละกำลังมากที่สุดในโลก มาพร้อมกับ Monocoque frame ที่ใช้ในรถระดับซูเปอร์ไบค์ นอกจากนี้ Ducati Multistrada V4 ยังมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 โหมด ได้แก่ Travel, Enduro, Sport และ Urban ซึ่งทำงานร่วมกับช่วงล่างไฟฟ้า Ducati Skyhook พร้อมทั้งระบบ Cornering ABS, ระบบควบคุมการสะบัดล้อหนัง Ducati Traction Control, ระบบควบคุมแรงบิด Ducati Wheelie Control, ระบบเปลี่ยนเกียร์ Ducati Quick Shift up/down, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Vehicle Hold Control และระบบควบคุมเสถียรภาพของตัวรถ

ภายใต้แคมเปญ “Ducati Motor Show It’s all start now” ลูกค้ารถใหม่ทุกคันที่ซื้อกับบริษัทฯ จะได้รับการดูแลจาก Ducati Thailand โดยรถทุกคันจะมี Warranty หรือการรับประกันตัวรถนาน 3 ปี พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง นาน 3 ปี พร้อมฟรีจดทะเบียน กับ พรบ. และยังสามารถนำยอดซื้อสินค้าชุดแต่งราคาเท่ากับ 15% ของตัวรถ เข้าร่วมการจัดไฟแนนซ์ได้อีกด้วย

Ducati Motor Show It’s all start now ถือได้ว่าเป็นแคมเปญที่คุ้มที่สุดในปีนี้ สำหรับลูกค้าที่จองและส่งมอบรถ ภายในวันที่ 30 เมษายน 2566 สามารถเลือกผ่อน 0% นาน 10 เดือน สำหรับการซื้อประกันภัยชั้น 1 ในวันที่ออกรถอีกด้วย นอกจากนี้ลูกค้าที่ซื้อ Ducati Collection หรือ ชุดแต่ง ผ่านบัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทยและธนาคารยูโอบี ครบ 5,000 บาท ยังสามารถแบ่งชำระ 0% ได้นาน 3 เดือน และเมื่อซื้อครบ 10,000 บาท สามารถแบ่งชำระ 0% ได้นานสูงสุด 6 เดือน

สำหรับเหล่าดูคาทิสต้า ที่รอคอยโปรโมชั่นบริการหลังการขายแบบโดนใจๆ ในช่วง Ducati Motor Show ทางบริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด ก็จัดให้แบบไม่มีกั๊ก กับเซอร์วิสแคมเปญ หลังหักส่วนลดทุก 3,000 รับทันทีเสื้อ Ducati Bangkok สุดเท่ 1 ตัว

บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด เป็น ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายดูคาติอย่างเป็นทางการรายเดียวของประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 มีโชว์รูมและศูนย์บริการทั่วประเทศจำนวน 7 แห่ง ลูกค้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ducati.com/th ซึ่งโชว์รูมและศูนย์บริการ เปิดให้บริการทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด ตั้งแต่ 8.30 – 17.30 น. หรือโทรนัดหมายได้ที่

 

Ducati Bangkok           (ดูคาติ สุวรรณภูมิ)                                 02-737-8787

Ducati Bangkok           (ดูคาติ ประดิษฐ์มนูธรรม)                       02-021-1888

Ducati Ratchapruek     (ดูคาติ ราชพฤกษ์)                                 02-076-7888

Ducati Khonkaen         (ดูคาติ ขอนแก่น)                                   043-046-8888

A.N.T. Motorsport        (ดูคาติ พิษณุโลก)                                  061-864-9999

Sirichai Motorsales      (ดูคาติ ลพบุรี)                                        036-740-421

Hatyai Automobile       (ดูคาติ ภูเก็ต)                                        088-757-4129

มาสด้าปรับโฉม NEW MAZDA MX-5 เสริมภาพลักษณ์สปอร์ตหรูไปอีกขั้น เพิ่มสีใหม่ น้ำตาล เซอร์คอน แซนด์ เปิดให้จองแล้ววันนี้ทุกโชว์รูมทั่วประเทศ

0

รถสปอร์ตโรดสเตอร์เปิดประทุน Mazda MX-5 ถือเป็นแบรนด์ไอคอนระดับตำนานของมาสด้า เจ้าของปรัชญา จินบะ-อิไต ความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ และถูกถ่ายทอดเอกลักษณ์เฉพาะนี้ไปสู่รถยนต์มาสด้าทุกรุ่น  วันนี้ มาสด้าเปิดตัวแนะนำ New Mazda MX-5 ยนตรกรรมสปอร์ตโรดสเตอร์เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด สปอร์ตเปิดประทุนด้วยระบบไฟฟ้า มาพร้อมสีภายนอกใหม่ล่าสุด สีน้ำตาล เซอร์คอน แซนด์ สะท้อนภาพลักษณ์ความสปอร์ตหรูไปอีกขั้น เอาใจลูกค้าผู้หลงใหลความสปอร์ตระดับพรีเมี่ยม ที่ยังคงเอกลักษณ์การขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจ เสริมด้วยระบบควบคุมสมรรถนะการทรงตัวขณะเข้าโค้ง KPC (Kinematic Posture Control) ช่วยการยึดเกาะถนนให้แน่นหนึบยิ่งขึ้น พร้อมเทคโนโลยีความสะดวกสบายและความปลอดภัยครบครัน ปรับราคาจำหน่ายเพิ่มขึ้นเพียง 7,000 บาทเท่านั้น พร้อมเปิดให้จองแล้วตั้งแต่วันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า Mazda MX-5 คือรถสปอร์ตเปิดประทุนแบรนด์ไอคอนที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวมาสด้าและลูกค้าทั่วโลกมายาวนาน โดยเปิดตัวเป็นครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1989 ที่ Chicago Auto Show ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม สามารถครองใจลูกค้าและแฟนๆ นักสะสมทั่วโลก จนกระทั่งได้รับการบันทึกใน Guinness World Records ว่าเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุน 2 ที่นั่ง ที่ขายดีที่สุดในโลก และได้รับรางวัลการันตีความเป็นเลิศมากมายจากหลายประเทศ อาทิ รางวัล Japan Car of the Year ในปี 2015-2016,  รางวัล UK Car of the Year ในปี 2016, รางวัล World Car of the Year 2016 และรางวัล World Car Design of the Year 2016 จนถึงปัจจุบัน กระแสความนิยมในรถสปอร์ตเปิดประทุน Mazda MX-5 ก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และสามารถสร้างยอดขายสะสมจากทั่วโลกกว่า 1,200,000 คัน ขณะที่ในประเทศไทยมีลูกค้าที่ได้ครอบครองรถสปอร์ตรุ่นนี้ไปแล้วมากกว่า 600 คัน

วันนี้ มาสด้ามีความยินดีที่จะแนะนำ New Mazda MX-5 พร้อมสีภายนอกใหม่ล่าสุด สีน้ำตาล เซอร์คอน แซนด์ ซึ่งเป็นสีที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ถูกพัฒนาขึ้นโดยได้แรงบันดาลใจจากสีโทนธรรมชาติ หรือเอิร์ธโทน และได้นำมาผสมผสานกับเอกลักษณ์การออกแบบของรถยนต์มาสด้าตามแนวทาง โคโดะ ดีไซน์ เพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์ความหรูหราพรีเมี่ยมให้กับรถสปอร์ตโรดสเตอร์เปิดประทุน Mazda MX-5 มากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ยังแสดงออกถึงความรู้สึกผ่อนคลายและสงบไปพร้อมๆ กัน ด้วยเหตุนี้ รถสปอร์ตรุ่นนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความเรียบง่าย แต่สง่างาม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามแนวทางการออกแบบของมาสด้าอันเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก

นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ได้รับการยกระดับให้โดดเด่นยิ่งขึ้นตามแนวทางการออกแบบ โคโดะ ดีไซน์ แล้ว เมื่อนำมาผนวกเข้ากับเอกลักษณ์เฉพาะของความเป็นรถสปอร์ตโรดสเตอร์เปิดประทุนที่ขับสนุกที่สุด และให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม มาสด้าจึงมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า New Mazda MX-5 จะสามารถสร้างรอยยิ้มและความสุขให้แก่ผู้ขับขี่ได้อย่างแน่นอน ซึ่งลูกค้าที่สนใจสามารถจองล่วงหน้าได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และมาสด้าพร้อมที่จะส่งมอบรถให้กับลูกค้า ภายในเดือนพฤษภาคม 2566”

แนวทางการพัฒนา New Mazda MX-5 ยังคงรักษาอัตลักษณ์ความเป็นรถสปอร์ตโรดสเตอร์ที่ขับสนุก เร้าใจ แต่ในขณะเดียวกันก็มอบความสบายให้กับผู้ขับขี่ด้วยการถ่ายทอดความรู้สึกความเป็นหนึ่งอันเดียวกันระหว่างคนกับรถ ตามปรัชญา จินบะ-อิไต (Jinba-Ittai) ที่นำเอาท่วงท่าการเดินที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์มาเป็นต้นแบบในการพัฒนา และยังคงโดดเด่นหรูหราด้วยรูปลักษณ์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่ทั้งสง่างาม และให้สมรรถนะการขับขี่อันทรงพลังซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะรถยนต์จากมาสด้าเท่านั้น

การแนะนำ New Mazda MX-5 ที่มาพร้อม สีน้ำตาล เซอร์คอน แซนด์ ซึ่งเป็นสีภายนอกใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และเปิดตัวใน New Mazda MX-5 เป็นรุ่นแรก โดยเป็นสีที่แสดงออกถึงความหรูหราพรีเมี่ยม มีกลิ่นอายความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นเดียวกับสีซิกเนเจอร์อื่นๆ ของมาสด้า โดยบ่งบอกถึงความทรงพลังและความงดงามอันเป็นธรรมชาติที่เกิดจากการสะท้อนของแสงและเงาที่ตกกระทบบนตัวรถ โดยสีจะดูโดดเด่นมองออกเป็นสีโทนน้ำตาลทองในบางมุม และจะเห็นเป็นสีโทนเขียว เมื่อสะท้อนกับบรรยากาศของท้องฟ้าโดยรอบ ให้ความรู้สึกอบอุ่น เหมือนแสงแดดตกกระทบลงบนต้นไม้ บ่งบอกถึงความสงบเช่นเดียวกับช่วงเวลาที่อยู่กับธรรมชาติ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่มาสด้าตั้งใจถ่ายทอดไปยังผู้พบเห็น ตามความมุ่งหวังในการสร้างสรรค์ให้รถยนต์เป็นมากกว่าแค่ยานพาหนะ แต่เติมเต็มการใช้ชีวิต เป็นพลังที่สร้างความสุข และความมีชีวิตชีวาให้แก่ผู้ขับขี่ทุกคน

นอกจากสีภายนอกใหม่แล้ว New Mazda MX-5 ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความโดดเด่นในด้านสมรรถนะการขับขี่ ตามแบบฉบับรถ Mazda MX-5 เจเนอเรชั่นที่ 4 ด้วยระบบควบคุมสมรรถนะการทรงตัวขณะเข้าโค้ง KPC (Kinematic Posture Control) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ล่าสุดภายใต้ชุดเทคโนโลยี Skyactiv-Vehicle Dynamics เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถนะในการทรงตัวขณะขับขี่ในทางโค้งในทุกสภาวะถนน โดยการเพิ่มแรงเบรกเล็กน้อยที่ล้อหลังด้านใน เพื่อลดการยกตัวของรถขณะเข้าโค้ง ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนน จึงช่วยมอบความสบายในห้องโดยสารและความปลอดภัยในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น

New Mazda MX-5 ยังคงเอกลักษณ์ความสง่างามโฉบเฉี่ยว ด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีดำเมทัลลิค และคิ้วบันไดกันรอยสเตนเลส พรั่งพร้อมด้วยเทคโนโลยีความสะดวกสบายและความปลอดภัย อาทิ หลังคาแข็งที่สามารถเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า เทคโนโลยีไฟหน้าแบบ LED Projector และไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน Daytime Running Lamp ภายในห้องโดยสารเลือกใช้เฉพาะวัสดุคุณภาพสูงและประณีตทุกจุดสัมผัส ไม่ว่าจะเป็น เบาะหนัง Perforated และเดินตะเข็บด้วยด้ายเย็บสีเทา พร้อมรองรับการใช้งาน Apple CarPlay® และ Mazda Connect โดยแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display ขนาด 7 นิ้ว พร้อมมอบสุนทรียภาพในการขับขี่ด้วยระบบเสียงคุณภาพ Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพงถึง 9 ตำแหน่ง

New Mazda MX-5 มาพร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน Skyactiv-G 2.0 ให้สมรรถนะความแรงสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 205 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีให้เลือกทั้งแบบเกียร์อัตโนมัติและเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และยังมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานความปลอดภัยระดับพรีเมี่ยม อาทิ ถุงลมนิรภัยด้านข้างและคู่หน้า ระบบสัญญานเตือนกันขโมย และระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 จุด พร้อมอัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยสุดล้ำ i-Activsense มากมายหลายระบบ อาทิ

  • ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System)
  • ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติแบบ Advance (Advanced SCBS : Advanced Smart City Brake Support)
  • ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SCBS-R (Smart City Brake Support-Reverse)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ DAA (Driver Attention Alert)
  • ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ALH (Adaptive LED Headlamps)

New Mazda MX-5 มีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ประกอบด้วย

  • สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
  • สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
  • สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl)
  • สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)
  • สีน้ำเงิน ดีพ คริสตัล บลู (Deep Crystal Blue)
  • สีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ (Platinum Quartz)
  • สีน้ำตาล เซอร์คอน แซนด์ (Zircon Sand)

New Mazda MX-5 มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่น และมีราคาจำหน่ายเท่ากัน

  • New Mazda MX-5      2.0 RF 6MT    เกียร์ธรรมดา      ราคา 2,912,000 บาท
  • New Mazda MX-5      2.0 RF             เกียร์อัตโนมัติ     ราคา 2,912,000 บาท

ลูกค้าที่สนใจสามารถสั่งจองได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

เปิดให้บริการแล้ว Neta รามคำแหง – หัวหมาก โชว์รูมขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ดีลเลอร์แห่งแรกของ Neta Thailand มาตรฐานในเครือ BRG

0

BRG GROUP ผู้จำหน่ายรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม ทุ่มทุนกว่า 20 ล้านบาท Renovate โชว์รูม Neta รามคำแหง – หัวหมาก ให้เป็นโชว์รูมระดับพรีเมี่ยมในใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งเน้นคุณภาพในการบริการเป็นที่หนึ่ง โดยครั้งนี้เป็นการบริหารงานของผู้บริหารที่มากความสามารถอย่าง คุณชลลธร ศรีรัตนประภาส ดูแลจาก BRG สาขารามคำแหง เป็น Neta รามคำแหง – หัวหมาก ที่ถูกแต่งตั้งเป็นผู้แทนจำหน่ายเจ้าแรกจากค่ายรถยนต์ไฟฟ้า “Neta Thailand” ซึ่งได้รับความสนใจเป็นจำนวนมาก การันตีคุณภาพด้วยยอดจองกว่า 800 คัน ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยเริ่มส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า Neta V ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกันยายน 2565 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งครั้งนี้ Neta รามคำแหง – หัวหมาก ยังมาพร้อมกับศูนย์บริการครบวงจร ที่ตอบโจทย์ และเข้าใจลูกค้ามากที่สุด โดยใช้ 3S เป็นหัวใจหลักอันได้แก่
– Showroom : พื้นที่ที่รังสรรค์ความสุขในการเดินทาง ภายใต้แนวคิด “A Cosy Space for NETA’s Friends” ด้วยบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกสบาย ผ่อนคลาย  พร้อมต้อนรับลูกค้าทุกท่านอย่างเป็นกันเอง
– Service : การบริการที่เน้นคุณภาพ พร้อมให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ และครบวงจร พร้อมช่างประสบการณ์ด้านรถไฟฟ้าโดยตรง และแถมท้ายด้วย “บริการซ่อมตัวถังและสี” ที่ให้บริการสำหรับรถ Neta โดยเฉพาะ มั่นใจได้เลยว่าทุกอย่างจะต้องสมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับลูกค้าทุกท่าน
– Sparepart : ศูนย์อะไหล่แท้จาก Neta Thailand มาตรฐานโรงงาน พร้อมจัดเตรียมไว้รองรับอย่างครบถ้วน รวดเร็ว

Neta รามคำแหง – หัวหมาก พร้อมให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว โดยเริ่มเปิดทำการตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมเป็นต้นมา เชิญคุณลูกค้า และผู้ที่สนใจรถยนต์ไฟฟ้า Neta V ทุกท่านเข้ามาสัมผัสกับบรรยากาศสุดอิ่มใจด้วยตัวของคุณเอง มาสัมผัส และทดลองขับ Neta V ที่สาขารามคำแหง – หัวหมากได้ทุกวัน

ที่สำคัญในเร็ว ๆ นี้เรายังมีกิจกรรม Test Drive เพื่อให้คุณได้สัมผัสทุกองศา ทุกความคุ้มค่าของ NETA V กันแบบจัดเต็ม แบบExclusive ระหว่าง วันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ 2566 ( ผู้ที่เข้าร่วมงานลุ้นรับบัตร Starbucks ฟรี )

Map : https://goo.gl/maps/oqcos7KifohUtNoS8

แคมเปญสุดพิเศษ

–  เริ่มต้นดาวน์แค่10% /54,900.- บาท

–  ผ่อนเริ่มต้น เพียง 5,693.- บาท

– จองวันนี้ ได้โปร ขับฟรี 90 วัน ถึงสิ้นเดือนนี้เท่านั้น

รายการโปรโมชั่นและของแถม
1. เงื่อนไขการจองขั้นต่ำ 5,000 บาท
2. ประกันภัยชั้น 1 พร้อมพรบ. ระยะเวลา 1 ปี
3. เครื่องชาร์จ Wall Box และค่าติดตั้ง ฟรี ตามอุปกรณ์มาตรฐานที่บริษัทฯ กำหนดเท่านั้น
4. ฟรี ค่าแรงและค่าอะไหล่รถยนต์เมื่อเช็คระยะ 1 ปี หรือ 10,000 ก.ม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
5. รับประกันรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 ก.ม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)*
6. รับประกันมอเตอร์รถยนต์ และแบตเตอรี่รถยนต (HIgh voltage battery) 8 ปี หรือ 180,000 ก.ม.
7. ฟรี ชุดพรมปูพื้น 1 ชุด (จำนวน 4 ชิ้น)
8. ฟรี ติดตั้ง ฟิล์ม รอบคัน
9. ฟรี กรอบป้ายทะเบียน

———————————————

หากสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ Neta รวมถึงข้อเสนอพิเศษ เชิญได้ที่โชว์รูม Neta รามคำแหง – หัวหมาก หรือสอบถาม

รายละเอียดได้ที่ Lineofficial : @netabybrg(มี@ข้างหน้า),  Hotline เบอร์โทรศัพท์ 099-978-7922 หรือ 02-318-2222

โฉมใหม่ เอช เซม โมบิล่า จี สีสันสะดุดตา พร้อมข้อเสนอที่ต้องรีบจับจอง

0

บริษัท เอช เซม มอเตอร์ จำกัด ส่งมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า H SEM MOBILA G 2022 V.2 Limited Edition อัพเกรด 3 ฟังก์ชั่นเพิ่มศักยภาพการใช้งาน โฉมใหม่ด้วย 4 สีสันสะดุดตา มาพร้อมเกียร์มอเตอร์ขนาด 3,000 วัตต์ ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 90 กม./ชม. สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 140 กิโลเมตรต่อแบตเตอรี่ 2 ลูก

H SEM MOBILA G 2022 V.2 Limited Edition เพิ่มศักยภาพการใช้งานด้วย 3 ฟังก์ชั่นใหม่ คือ ไฟหน้าแบบ Projector Headlight เบรกแบบ CBS และช่องบรรจุแบตเตอรี่ที่กว้างขึ้น เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน แถมเพิ่มความสวยงาม ดูไม่จำเจ ด้วยสีพิเศษใหม่ให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีเขียว – Frosted Army Green สีดำ – Pure Black สีม่วง – Eggplant และสีดำลายเคฟล่า – Plaid Water Transfer สวยทุกสี ลงตัวกับทุกไลฟ์สไตล์ ที่สำคัญแต่ละสีมีจำนวนจำกัดและสำหรับผู้เช่าซื้อเท่านั้น

H SEM MOBILA G 2022 V.2 Limited Edition ราคา 118,740 บาท ราคานี้รวมแบตเตอรี่ 2 ลูก ลูกค้าสามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 48 เดือน เฉลี่ยเดือนละประมาณ 3,000 บาท หรือ ตกวันละ 100 บาทโดยประมาณ

สามารถสอบถาม ไปดูตัวจริงและทดลองขับ ได้ที่โชว์รูม เอช เซม สาขา RCA  สาขาบางนา และสาขา CU Sport หรือโทรนัดหมายล่วงหน้าที่ 02-080-5609 หรือจะดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติม สามารถเข้าไปที่  https://www.hsemmotor.com/ หรือ www.facebook.com/hsemmotor.sev  และ www.facebook.com/hsemmotor.stc

สรยท. มอบทุนการศึกษาบุตร-ธิดา สมาชิกสมาคมฯ ประจําปี 2565

0

สรยท.จัดพิธีมอบทุนการศึกษาบุตร-ธิดา สมาชิกสมาคมฯ ประจําปี 2565 เนื่องจากสมาคมฯ ได้เล็งเห็นถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสมาชิกฯ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างรุนแรงตลอดช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ที่ต้องแบกรับค่าครองที่ชีพสูง โครงการนี้นับเป็นหนึ่งในของขวัญที่เพิ่มความสุขให้กับสมาชิกและครอบครัวในวันขึ้นปีใหม่ 2566 นี้

นายวชิระ เรืองมาลัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย หรือ สรยท. (Thailand Automotive Journalists Association : TAJA) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย มีมติอนุมัติให้จัดมอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดา สมาชิกสมาคมฯ ประจำปี 2565 ทั้งสิ้น 46 ทุนๆ ละ 6,000 บาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาของเยาวชน และแบ่งเบาภาระผู้ปกครองในยุคที่ค่าครองชีพสูง ทั้งนี้ สมาชิกผู้ขอรับทุนการศึกษาต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด คือ มีส่วนร่วมกิจกรรมที่สมาคมฯ จัดขึ้นอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง โดยแบ่งเป็น ประชุมใหญ่สามัญประจำปี กิจกรรมเสวนา/สัมมนา อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

“การมอบทุนการศึกษาประจำปีนับเป็นกิจกรรมที่สำคัญของสมาคมฯ ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี เพราะสมาคมฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาของเยาวชนที่เป็นบุตรสมาชิกที่จะเติบโตไปเป็นบุคลากรสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต โดยทุนการศึกษาที่มอบในวันนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ อุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง ที่ทำธุรกิจในเมืองไทย และรายได้จากการจัดกิจกรรมต่างๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หลังจากมอบทุนการศึกษาเรียบร้อย ก็ร่วมพูดคุยและรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกกับครอบครัว ในโอกาสนี้ทางสมาคมฯ ต้องขอขอบคุณบริษัทห้างร้านผู้สนับสนุน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างนี้ตลอดไป” นายวชิระ กล่าว

นายวชิระ กล่าวต่อไปว่า สำหรับในปีนี้ สรยท.มอบทุนการศึกษาบุตร-ธิดา สมาชิกสมาคมฯ ประจําปี 2565 จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2566 ณ The Hall Bangkok ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ กิจกรรมครั้งนี้ทางสมาคมฯ หวังว่าเงินสนับสนุนการศึกษาบุตรครั้งนี้ จะช่วยเหลือสมาชิกแบ่งเบาภาระได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งการศึกษานั้นมีความสำคัญที่จะเข้ามาช่วยต่อยอดสร้างองค์ความรู้ให้บุตร-ธิดา ของสมาชิกฯ ได้เติบโตเป็นอนาคตของชาติต่อไป ทางสมาคมฯ ก็จะจัดหาทุนการศึกษาเพื่อเพิ่มความสุขและรอยยิ้มให้กับสมาชิกและครอบครัวทุกปี